การเดินทาง

อ่านรีวิวอื่นที่เกี่ยวกับ

ชื่อโครงการ  One 9 Five Asoke-Rama 9 (วันไนน์ไฟว์ อโศก-พระราม)

เจ้าของโครงการ บริษัท ทีซี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

ที่ตั้งโครงการ  ซอยพระราม 9 ซอย 5 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

พื้นที่โครงการ  11-1-6 ไร่

ลักษณะโครงการ High Rise

จำนวนอาคาร 2 อาคาร

จำนวนชั้น 61 ชั้น

จำนวนยูนิต อาคาร A จำนวน 954 ยูนิต และอาคาร B จำนวน 957 ยูนิต

ขนาดห้อง 1 Bedroom 25.50-41.00 ตร.ม.

2 Bedroom 55.00-68.00 ตร.ม.

3 Bedroom 94.0-109.50 ตร.ม.

Penthouse 194.00-271.50 ตร.ม.

เฟอร์นิเจอร์ Fully Fitted

ที่จอดรถ 50% รวมซ้อนคัน

สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง ชั้น G Grande Lobby, Private Mezzanine Lobby, Concierge Service Des, Mailbox Room, Laundry Room, Express Storage room, Public Restroom, Retails Shop Space, Co-Working Space, Sand Play, Community Kitchen, Hydroponic Garden, EV Charge

ชั้น 8 Residential Lounge, Library Room, Game Room, Theatre Room, Golf Simulator Room, Fitness, Yoga Zone, Boxing Area, Cross Fit Zone, Private Spa, Locker Room, Kid’s Club, Pool Lounge

ชั้น 61 Sky Residential Lounge, Sky Bar, Private Sky lounge, Private Sky Meeting Room

ปีที่สร้างเสร็จ ประมาณเดือนมีนาคม 2022

ราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท

ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร ประมาณ 1400,000-170,000 บาท/ตร.ม.

ค่าส่วนกลาง 55 บาท/ตร.ม.

ค่ากองทุน 600 บาท/ตร.ม.

จุดเด่นโครงการ ทำเล NEWS CBD ในทิศที่ดีที่สุด มีศักภาพในการเติบโตต่อไปสูง สคเปคทั้งภายในห้อง และส่วนกลางให้มาดีมากเมื่อเทียบกับโครงการในทำเลเดียวกัน ขณะเดียวกันยังได้ราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนัก  

ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง MRT สายสีน้ำเงิน สถานีพระราม 9

สถานที่ใกล้เคียง centralplaza rama 9, G Tower, Fortunetown, Tesco Lotus, Esplanade Ratchada, The Street Ratchada, Show DC, RAMA 9 Hospital, สถานฑูตจีน, ตลาดนัดรถไฟรัชดา

 

ติดต่อโครงการ

195/9 ถ.พระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ


One9Five Asoke-Rama 9 ทำเลดีที่สุด มาพร้อมสเปคอันเหนือกว่า : รีวิวคอนโด

เป็นอีกครั้งที่เราจะพาไปชมคอนโดมิเนียมย่าน New CBD ที่ใครหลายคนทราบกันดีถึงศักยภาพทำเลอันแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับสุขุมวิทชั้นใน และยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีกอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งในรีวิวฉบับนี้เราจะพาไปชมโครงการ One9Five Asoke-Rama 9 อันร้อนแรงมาตั้งแต่เริ่มเปิดตัวใหม่ๆ ที่ว่ากันว่าทำเลอยู่ในจุดที่ดีที่สุดของสี่แยกพระราม 9 แห่งนี้ด้วยนะคะ

 

 

ทำเล New CBD

 

คำว่า New CBD มีจุดเริ่มต้นมาจากช่วงสี่แยกพระราม 9 ค่ะ เพราะเป็นจุดที่เป็นศูนย์รวมของสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายสไตล์ จนกระทั่งปัจจุบันย่านนี้ก็เติบโตขยายจากแยกพระราม 9 ออกไปจนถึงห้วยขวาง-สุทธิสาร และฝั่งถนนอโศก-ดินแดง ไปเชื่อมต่อถึงย่าน CBD เดิม เพราะ Office Building เกรด A ที่มีอยู่หลายอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกย่านนี้นั้น หากเอ่ยชื่อแล้วทุกคนก็จะรู้กันเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยก็เคยได้ยินชื่อกันมาบ้างค่ะ เช่น เซ็นทรัลพระราม 9, ฟอร์จูน, ตลาดนัดรถไฟรัชดา, เอสพลานาด, เดอะสตรีท, โรงพยาบาลพระราม 9 เป็นต้น รวมถึงสถานฑูตจีนและเกาหลี ที่เป็นจุดดึงดูดใช้ชาวจีนและเกาหลีเองเข้ามาอยู่อาศัยในย่านนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ        

 

ถนนพระราม 9 เป็นถนนที่หลายคนต้องใช้เส้นทางนี้กันบ่อยๆ เพราะตั้งอยู่ในช่วงที่มีสถานที่สำคัญ และยังเชื่อมต่อได้อีกหลายเส้นทาง โดยเริ่มต้นสายมาจากสี่แยกพระราม 9 ซึ่งเป็นจุดตัดกับถนนรัชดาภิเษก ถนนดินแดง และถนนอโศก-ดินแดง ตรงผ่านจุดตัดกับถนนประดิษฐ์มนูธรรม สี่แยกรามคำแหง ไปจนสุดถนนที่จุดตัดกับถนนศรีนครินทร์ โดยมีมอเตอร์เวย์เป็นเส้นทางต่อเนื่อง รวมแล้วประมาณ 9 กิโลเมตร

 

มุมดีที่สุดในย่านพระราม 9

 

One9Five Asoke-Rama 9 ตั้งอยู่ริมถนนพระราม 9 ฝั่งขาออก ที่เกริ่นกันไปแล้วว่าเป็นจุดที่ดีที่สุดของย่านนี้ ก็เพราะอยู่ฝั่งเดียวกันกับ MRT สถานีพระราม 9 นั่นเองค่ะ เมื่อขึ้นจากรถไฟฟ้าใต้ดินก็จะพบกับอาคาร G Tower กับเซ็นทรัลพระราม 9 เดินมาทางด้านหลังผ่านอาคาร Unilever House อีกประมาณ 130 เมตร ก็จะพบกับโครงการค่ะ ไม่ต้องข้ามถนนไปขึ้นรถไฟฟ้า แถมยังสามารถเดินไปเซ็นทรัลพระราม 9 ได้เลยนะคะ ไม่จำเป็นต้องขับรถไปวนหาที่จอด ยิ่งหากใครที่ทำงานในออฟฟิศแถวนี้ก็จะยิ่งเดินทางสะดวก ประหยัดเวลาเดินทางไปได้มากเลยค่ะ และยังสามารถใช้ถนนพระราม 9 ด้านหน้าโครงการไปอีกเพียง 800 เมตรก็จะถึงจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ด่านอโศก สามารถไปฝั่งแจ้งวัฒนะแล้วเชื่อมต่อไปจนสุดถึงบางปะอินได้เลย หรือจากโครงการตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะพบกับอีกหนึ่งจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช ด่านพระราม 9 สามารถเชื่อมต่อไปยังทางพิเศษฉลองรัชไปโซนรามอินทรา หรือจะไปเชื่อมกับทางพิเศษเฉลิมมหานครออกไปทางบางนาได้ หากใครที่ต้องไปสนามบินสุวรรณภูมิก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น เรียกได้ว่าใกล้ทั้งรถไฟฟ้า และยังใกล้ทั้งทางด่วนด้วยค่ะ

 

 

ภาพรวมโครงการ

 

One9Five Asoke-Rama 9 ออกแบบอาคารมาให้มีหน้าตาแบบตึกแฝดทั้งหมด 61 ชั้น รวมแล้ว 1,911 ยูนิต เฉลี่ย 18 ยูนิต/ชั้น โดยตั้งแต่ชั้น G-8 เป็นชั้นที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างอาคาร A กับ B ที่จอดรถจะอยู่ที่ชั้นใต้ดินไปจนถึงชั้น 6 ทั้งหมดคิดเป็น 50% ลิฟท์แบ่งฝั่งอาคาร A กับ B ฝั่งละ 6 ตัว และแยกลิฟท์เซอร์วิชมาให้อีกฝั่งละ 1 ตัว ถือว่าให้ลิฟท์มาเยอะมากพอๆ กันกับลิฟท์ตาม Office Building เลยค่ะ ส่วนงานดีไซน์อันโดดเด่นในทุกรายละเอียดนี้เกิดจากทีมคุณภาพมาร่วมกันเนรมิตขึ้นมาอย่าง Shma ออกแบบ Landscape ทั้งหมดของโครงการ, LEO Inter ออกแบบ Facility, ตัวอาคารหลัก และ PIA Interior ดูแลด้าน Interior ภายในห้องพัก ทุกอย่างถูกหลอมรวมกันกลายเป็นอาคารที่ใครเห็นปุ๊บก็จะต้องจำได้ทันที่ว่านี่คือ One9Five Asoke-Rama 9         

 

เอกลักษณ์อันโดดเด่น ความงดงามทุกรายละเอียด กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตจาก One9Five Asoke-Rama 9

 

Facility จะถูกแยกออกเป็น 3 ชั้น โดยมีตั้งแต่ชั้น G-8 ลูกบ้านจะสามารถใช้ร่วมกันได้ทั้ง 2 อาคารค่ะ จะมีเพียงแต่ชั้น 61 ที่แยกเป็นของตัวเอง ซึ่งพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดรวมแล้วมีมากถึง 8.6 ไร่ บนแนวคิดที่ยกเอาภูเขาทั้งลูกมาวางไว้กลางชั้น 8 ของ One9Five และใช้เส้นสายจากธรรมชาติผสมผสานให้เข้ากันกับตัวอาคารอย่างกลมกลืน                

 

สวนสีเขียวส่วนกลางจะเริ่มมีตั้งแต่ทางเข้าโครงการ มีทั้งต้นไม้ใหญ่และไม้ประดับทั่วโครงการ

 

Grand Lobby ที่จัดเพดานให้เป็น Double Volume โปร่งโล่ง มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกผ่านกระจก High Ceiling

 

Facility ชั้น 8 ศูนย์รวมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ที่เชื่อมต่ออาคาร A กับ อาคาร B เข้าไว้ด้วยกัน

 

สระว่ายน้ำยาวรวมแล้ว 100 เมตร ซึ่งแบ่งเป็นสระว่ายน้ำให้ว่ายได้ยาวๆ 75 เมตร และฝั่งสระแบบฟรีฟอร์มทางด้านซ้ายมือ ซึ่งจะมีทั้งสระเด็ก และจากุซซี่

 

ด้านข้างสระว่ายน้ำจะแบ่งสิ่งอำนวยความสะดวกออกเป็นหลายห้อง อย่างฝั่งมุมสระว่ายน้ำจะมีห้องฟิตเนสล้อมรอบด้วยกระจก High Ceiling

 

Residential Lounge ได้ทั้งวิวเมือง และวิวสระว่ายน้ำ

 

Kid’s Club แต่งแต้มจินตนาการให้กับเด็กๆ ด้วยของเล่นเสริมพัฒนาการ

 

Private Spa ยกห้องสปาสุดหรูมาไว้ที่คอนโดมิเนียมของเราเอง

 

Library Room เปลี่ยนบรรยากาศนั่งอ่านหนังสืออย่างผ่อนคลาย

 

Golf Simulator คนรักกอล์ฟ แต่ไม่มีเวลาออกรอบก็มีห้องมาให้ซ้อมกันก่อนค่ะ

 

Theatre Room ยกโรงภาพยนตร์มาไว้ที่คอนโด ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

 

เปลี่ยนบรรยากาศการประชุมอันแสนเคร่งเครียดมาไว้บนชั้น 61 ที่ Private Sky Meeting Room

 

Private Lounge นั่งพักผ่อนชมวิวเมือง

 

เมื่อไรที่ The Super Tower สร้างแล้วเสร็จ One9Five ก็จะกลายเป็นคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ใกล้แลนมาร์คของบ้านเรามากที่สุด

 

 

Floor Plan

ทางเข้า-ออกโครงการมีทางเดียวค่ะ อยู่ติดถนนพระราม 9 ฝั่งขาออก มีการวางสวนสีเขียวพร้อมสายน้ำอยู่ทางทิศตะวันออก และทิศเหนือด้านในสุดของโครงการ ซึ่งในตัวอาคารก็จะมี Facility ของทั้งฝั่งอาคาร A ด้านหน้าโครงการทางทิศใต้ และอาคาร B ด้านหลังโครงการ

 

ชั้นใต้ดินจนถึงชั้น 6 เป็นที่จอดรถค่ะ โดยจะมียูนิตพักอาศัยอยู่ร่วมด้วยทั้ง 2 อาคาร ตั้งแต่ชั้น 2 เป็นต้นไป

 

Facility หลักของโครงการตั้งอยู่บนชั้น 8 ค่ะ สามารถเข้าได้จากทั้งอาคาร A และ B โดยสระว่ายน้ำจะอยู่แนวทิศตะวันออก แยกเป็นโซนสำหรับว่ายน้ำ และสำหรับพักผ่อนจะเป็นสระทรงฟรีฟอร์ม

 

 

Floor Plan ชั้น 9-29  โครงการนี้แม้จะมีจำนวนยูนิตค่อนข้างมาก แต่ออกแบบมาให้เป็น Privacy Living ด้วยจำนวนยูนิตไม่เกิน 18 ห้อง/ชั้น ซึ่งถือเป็นโครงการที่มีจำนวนยูนิต/ชั้น น้อยที่สุดในละแวกนี้

 

Floor Plan ชั้น 56-58 ยิ่งชั้นสูงก็จะยิ่งมีจำนวนยูนิต/ชั้น ก็ยิ่งน้อยลงค่ะ โดยยูนิตจะถูกวางทั้ง 4 ทิศเป็นวงกลม ซึ่งลิฟท์โดยสารจะมีอาคารละ 6 ตัว แยกลิฟท์เซอร์วิชอีก 1 ตัว และบันไดหนีไฟ 2 จุดวางไว้กลางอาคาร

 

Floor Plan ชั้น 59 Type Penthouse จะถูกวางเอาไว้ที่ชั้น 59 นี้ และเชื่อมต่อไปที่ชั้น 60 ซึ่งเป็นชั้นที่พักอาศัยที่อยู่สูงที่สุดของโครงการค่ะ

 

Floor Plan ชั้น 61 ชั้นบนสุดจะที่เป็น Facility แยกกันทั้ง 2 อาคาร ลูกบ้านสามารถขึ้นมานั่งที่ Sky Lounge ชมบรรยากาศวิวเมืองในมุมสูงไร้อาคารรอบข้างบดบังทิวทัศน์    

 

 

Unit Plan

สำหรับ One9Five Asoke-Rama 9 จะมียูนิตขนาดเริ่มต้นที่ 25.50-271.50 ตร.ม. โดยจะมี Type ตั้งแต่ 1 Bedroom, 2 Bedroom, 3 Bedroom และ Penthouse โดยเราจะยกตัวอย่างแปลนห้องที่เราจะพาไปชมห้องตัวอย่างกันทั้ง 4 ยูนิต โดยไฮไลท์จะอยู่ที่ Type E กับ Type D ค่ะ

 

เริ่มจากยูนิตไฮไลท์ Type E ขนาด 35.50 ตร.ม. หากได้ลองสัมผัสห้องตัวอย่างจริงจะรู้สึกได้เลยค่ะว่า เป็นห้องที่จัด Space มาได้อย่างลงตัว เพราะจะได้ทั้งห้องครัวปิด ห้องน้ำที่แยกเป็นสัดส่วน อีกทั้งยังได้พื้นที่ Living Room เชื่อมต่อไปยัง Bedroom กว้างๆ ในแนวลึกเข้าไป ทุกฟังก์ชั่นของห้องจะกว้างขวางมากพอสำหรับการใช้งานจริงได้อย่างสะดวกค่ะ

 

 

 

 Type A ขนาด 40.50 ตร.ม. จุดเด่นอยู่ที่ Space ของ Living Room กับ Bedroom มีขนาดใกล้เคียงกัน แม้จะได้ระเบียงที่เล็กลงมาแต่ก็เหมาะกับผู้ที่เน้นการใช้งานภายในห้องมากกว่า ห้องน้ำใช้ประตูแบบ Double Access เชื่อมต่อระหว่างครัวเปิด สำหรับเวลามีแขกมาที่ห้องก็จะไม่ต้องเดินเข้าห้องนอน และทางฝั่ง Walk In Closet ภายในห้องนอน ให้การใช้งานจริงสะดวกยิ่งขึ้น

 

Type B ขนาด 41.00 ตร.ม. คนที่ชอบมีพื้นที่ Living Room กว้างๆ สำหรับมีเพื่อนมาหาที่ห้องบ่อยๆ ยูนิตนี้ก็น่าสนใจนะคะ ห้องนอนเป็นประตูบานทึบ ห้องน้ำใช้ประตูแบบ Double Access จะสามารถเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ยิ่งขึ้น และยังได้ห้องครัวปิดเหมาะสำหรับคนชอบทำกับข้าวด้วยค่ะ                  

 

อีกหนึ่งยูนิตที่น่าสนใจคือ Type D 2 Bedroom 2 Bathroom ขนาด 68.00 ตร.ม. เพราะเป็นยูนิตที่ถูกวางในตำแหน่งห้องมุมทางทิศตะวันออกของโครงการ เน้น Space ที่ Common Area แยกระเบียงซักล้างกับระเบียงพักผ่อนออกจากกัน เรียกว่าได้พื้นที่มากว้างขวางมาก เหมาะสำหรับครอบครัวค่ะ

 

 

จาก MRT-One9Five

 

เรามาลองเดินจาก MRT สถานีพระราม 9 ไปชมห้องตัวอย่างที่โครงการกันเลยค่ะ ดูกันเลยว่าตั้งอยู่ในมุมดีที่สุดจริงหรือไม่

 

จาก MRT สถานีพระราม 9 ประตูทางออกที่ใกล้โครงการที่สุดคือ ทางออก 3 ซึ่งจะเชื่อมกับทางออกของ G Tower ในระยะเดินประมาณ 250 เมตร ค่ะ

 

ผ่านด้านข้างของอาคาร Unilever House

 

จากสี่แยกพระราม 9 เดินมาถึงโครงการ ใช้ระยะทางเดินประมาณ 5 นาที เท่านั้นเองค่ะ แถมไม่ต้องข้ามสี่แยกไฟแดงให้อันตรายด้วย ลูกบ้านเดินไปช้อปปิ้งที่เซ็นทรัลพระราม 9 ได้สบายๆ เลยค่ะ

 

 

ชมห้องตัวอย่าง

 

ห้องตัวอย่างจะมีทั้งหมด 4 ห้องนะคะ เป็น 1 Bedroom 3 ห้อง และ 2 Bedroom 1 ห้อง โดยวาง Concept การตกแต่งห้องให้เห็นคุณค่าของทองคำที่เกิดจากการฝังตัวของแร่ทองคำในหินตามธรรมชาติ ค่อยๆ สะสมตัวขึ้นมาแล้วกะเทาะออกมาเป็นทองคำอันงดงาม มีคุณค่าในตัวเองอย่างโครงการ One9Five แห่งนี้ค่ะ

 

Type E  35.50 ตร.ม. 

เริ่มจากห้องตัวอย่างแรกตั้งแต่ประตูห้องกันเลยค่ะ บานประตูใช้ไม้ลามิเนตสูง 2.4 ม. ซึ่งทุกยูนิตจะได้ Digital Door Lock จากแบรนด์ YALE  หรือเทียบเท่า

 

เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาจะเป็น Common Area ก่อนเลยค่ะ ซึ่งประตูตรงด้านหน้าเราจะเป็นห้องครัวปิด ส่วนพื้นห้องจะใช้วัสดุไม้เอ็นจิเนียร์ หนา 15 มม. ความสูง Floor To Ceiling 2.7 ม. ภายในห้องใช้ไฟแบบ Downlight ทั้งหมดค่ะ

 

หลังประตูห้องด้านขวามือจะ Built in ตู้เก็บของ หน้าบาน High Gloss ส่วนชั้นวางโครงเหล็กทางซ้ายมือไม่ได้มาด้วยนะคะ ห้องจริงจะเป็นพื้นที่โล่ง สามารถปรับใช้ได้ตามการใช้งานของลูกบ้านเอง

 

ตู้สามารถเปิดออกได้ทั้ง 3 บานค่ะ โดยทางฝั่งซ้ายของตู้จะถูกจัดให้เป็นที่วางรองเท้าค่ะ

 

เข้าไปดูที่ห้องครัวปิดค่ะ พื้นปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ลายหินธรรมชาติสีเทา หรือเทียบเท่าค่ะ ซึ่งเคาน์เตอร์ครัวจะถูกวางแบบ Double Wall Kitchen แยกเป็นสองฝั่งค่ะ

 

เคาน์เตอร์ครัว Top หินสังเคราะห์สีขาว กรุผนังด้านในเคาน์เตอร์ครัวด้วยหินสังเคราะห์ มีช่องสำหรับวางไมโครเวฟไว้ด้านล่าง และช่องสำหรับวางตู้เย็นอยู่ใกล้กับประตูครัวค่ะ

 

อีกด้านหนึ่งจะ Built in เคาน์เตอร์ครัว ตลอดแนวผนัง โดยใต้เคาน์เตอร์ด้านบนจะมีสวิตช์ไฟตรงเคาน์เตอร์ ช่วยเพิ่มแสงสว่างเวลาใช้งานค่ะ

 

ซิงค์ล้างจานแบบฝังใต้เคาน์เตอร์ พร้อมก๊อกน้ำแบรนด์ MEX โดยจะสังเกตได้ว่าผนังด้านในจะกรุด้วยหินสังเคาระห์เช่นเดียวกันกับตัว Top ครัว เพื่อช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายเมื่อเกิดคราบสกปรกจากการทำครัวค่ะ

 

เตาไฟฟ้าเซรามิกระบบ Induction 2 หัว และเครื่องดูดควันจากแบรนด์ MEX  ซึ่งทุกห้องจะถูกต่อท่อออกด้านนอกอาคาร ไม่ต้องกังวลเรื่องควัน และกลิ่นเข้ามารบกวนภายในห้องค่ะ

 

ออกมาจากห้องครัวแล้ว มาดูที่ Living Room กลางห้องกันต่อค่ะ แต่เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งที่เห็นจะไม่ได้มาด้วยนะคะ

 

ด้านซ้ายมือมีพื้นที่สำหรับวางโซฟาขนาดใหญ่ได้ พร้อมวางโต๊ะทานอาหารไว้ด้านข้างโซฟาก็เหมาะดีนะคะ

 

อีกด้านก็สามารถ Built in เคาน์เตอร์วางทีวี ดีไซน์ได้ตามใจชอบ

 

ภาพรวมของ Common Area ของห้อง Type E ค่ะ ซึ่งโซนนี้จะได้เครื่องปรับอากาศแบบฝังฝ้า ติดตั้งมาให้เรียบร้อยเลยค่ะ

 

เชื่อมต่อจาก Living Room ลึกเข้าไปจะเป็นห้องนอนค่ะ โดยจะกั้นด้วยประตูกระจก High Ceiling บานเลื่อน 3 ตอน

 

หนึ่งในความพิเศษของตัวกระจกบานเลื่อนนี้คือ รางเลื่อนจะถูกติดตั้งเอาไว้ด้านบนเพดานค่ะ ทำให้ฝุ่นจับตัวได้น้อยกว่าการติดตั้งรางเอาไว้ที่พื้น และยังช่วยให้เวลาเดินในห้องจะรู้สึก Smooth มากกว่า ซึ่งตามคอนโดมิเนียมทั่วไปจะหาได้ยากในการติดตั้งมาแบบนี้ เพราะมีต้นทุนที่สูงกว่าค่ะ

 

ห้องนอนมีพื้นที่พอที่จะวางเตียงได้ 5-6 ฟุต ค่ะ ซึ่งห้องจริงจะไม่มีเตียงมาให้นะคะ

 

ปลายเตียงมี Built in ตู้เสื้อผ้าบานสวิง หน้าบานกระจกสีชา กรอบอลูมิเนียม แต่โครงเหล็กทางขวามือห้องจริงจะเป็นพื้นที่โล่งนะคะ ส่วนเครื่องปรับอากาศภายในห้องนอนจะใช้แบบ Wall Type แบรนด์ Daikin และห้องน้ำจะอยู่ทางขวามือภายในห้องนอนค่ะ

 

ด้านข้างเตียงจะมีระเบียงห้องที่กั้นโดยประตูกระจกลามิเนตบานเลื่อน กรอบอลูมิเนียม

 

ธรณีประตูสูงขึ้นมาเล็กน้อยค่ะ โดยพื้นระเบียงจะปูด้วยกระเบื้องกันลื่น ลายหินธรรมชาติสีเทา หรือเทียบเท่า

 

ราวกันตกระเบียงกั้นด้วยกระจกนิรภัย เฟรมอลูมิเนียม เฉพาะกระจกสูง 1.2 เมตร

 

มุมระเบียงมีการกั้นกริลเอาไว้สำหรับแยก Condensing Unit และมีพื้นที่สำหรับวางเครื่องซักผ้าเอาไว้ในมุมเดียวกันนี้ค่ะ โดยห้องจริงจะมีการต่อท่อน้ำ และมีรูปลั๊กเตรียมเอาไว้ให้ค่ะ

 

กลับเข้ามาดูกันที่ห้องน้ำกันบ้างค่ะ โดยจะปูพื้นและผนังด้วยแกรนิตโต้ ลายหินธรรมชาติหรือเทียบเท่า

 

ตู้กระจกหน้าอ่างล้างหน้าจะมีการติดตั้งไฟด้านข้างเอาไว้ให้ตามแบบเลยค่ะ ยกเว้นเพียงกรอบอลูมิเนียมรอบนอกเท่านั้น

 

อ่างล่างหน้าแบบฝังใต้เคาน์เตอร์ใช้แบรนด์ Kohler หรือเทียบเท่า Top เคาน์เตอร์ใช้วัสดุหินสังเคราะห์ และเหลือพื้นที่สำหรับวางของได้อีกเยอะเลยค่ะ ข้างใต้ก็ยังมีตู้ใต้อ่างล้างหน้ามาให้อีกด้วย

 

โถสุขภัณฑ์จากแบรนด์ Kohler หรือเทียบเท่า พร้อมสายชำระ และราวแขวนผ้าเหนือโถสุขภัณฑ์ จากแบรนด์ Englefield

 

ฉากกั้นกระจกแยกส่วนเปียกแบบนี้ทางโครงการก็ติดตั้งมาให้ด้วยนะคะ

 

ภายในส่วนเปียกจะมีทั้งฝักบัว และ Rain Shower จากแบรนด์ Kohler เช่นกันค่ะ

 

สวิตช์ไฟทั้งห้องจะใช้สีทองตามคอนเซปต์ค่ะ ใช้แบรนด์ Legrand

 

Type A 40.50 ตร.ม. 

ห้องตัวอย่างถัดมาค่ะ จะแบ่งโซน Common Area ไว้ทางขวามือ และ Private Zone ไว้ทางซ้ายค่ะ โดยจะพบกับห้องครัวเปิดก่อนเลยค่ะ พื้นปูด้วยไม้เอ็นจิเนียร์ 15 มม. Floor To Ceiling 2.7 ม. ภายในห้องใช้ไฟแบบ Downlight ทั้งหมดค่ะ

 

หันมาขวามือจะพบกับเคาน์เตอร์ครัวแบบ  L shape โดยสิ่งที่จะได้คือ เคาน์เตอร์ครัวพร้อมติดตั้งไฟใต้เคาน์เตอร์ด้านบน ซิงค์ล้างจาน เตาไฟฟ้าเซรามิก เครื่องดูดควัน ยกเว้นแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไมโครเวฟ และตู้เย็นค่ะ

 

เคาน์เตอร์ครัวจะได้ตู้เก็บของมาให้ โดยแยกฟังก์ชั่นการใช้งานมาให้ตามการใช้งานจริงค่ะ

 

ลิ้นชักจะแบ่งช่องสำหรับวางช้อนส้อม และอุปกรณ์ เพื่อให้หยิบใช้ได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

ซิงค์ล้างจานแบบฝังใต้เคาน์เตอร์แบบนี้ มีข้อดีตรงที่ช่วยป้องกันน้ำกระเด็นออกมาเลอะเทอะ และยังดูเรียบร้อยสวยงามมากกว่าแบบธรรมดาด้วยค่ะ

 

ตรงข้ามกับเคาน์เตอร์ครัวจะมี Built in ตู้เก็บของบานสวิง และห้องน้ำค่ะ

 

ภายในตู้เก็บของสามารถเก็บของได้หลากหลายตามขนาดช่องที่แบ่งมาให้ค่ะ เช่น วางรองเท้า เก็บร่ม เก็บโต๊ะรีดผ้า เป็นต้น

 

ภายในห้องน้ำสำหรับห้อง Type A จะได้ประตูแบบ Double Access ค่ะ โดยทางขวามือจะเป็นอีกประตูที่เชื่อมกับห้องนอน

 

ซ้ายมือจะวางโถสุขภัณฑ์ พร้อมสายชำระ และยังมีการก่อผนังออกมาเล็กน้อยหลังโถสุขภัณฑ์สำหรับเป็นที่วางของได้อีก

 

ส่วนเปียกอยู่ถัดจากโถสุขภัณฑ์ค่ะ โดยจะได้ฉากกั้นกระจกอาบน้ำมาด้วย

 

ภายในส่วนเปียกมีมุมสำหรับวางของ หรือจะใช้นั่งเวลาคุณผู้หญิงขัดตัวก็สะดวกดีนะคะ

 

ติดตั้งมาให้ทั้งฝักบัว และ Rain Shower ค่ะ

 

จากห้องครัวเปิดลึกเข้าไปพื้นที่เดียวกันเป็น Living Room ค่ะ แต่โต๊ะทานข้าวขนาด 2 ที่นั่งด้านขวามือนี้ ห้องจริงจะไม่ได้มาด้วยนะคะ

 

ข้างประตูห้องน้ำจะมีช่องว่างทางขวาแบบนี้ เผื่อเอาไว้สำหรับใครที่อยาก Built in เพิ่มเติมได้ค่ะ

 

ก่อนจะเข้าไปชม Living Room เราแวะดูระเบียงทางขวามือหลังโต๊ะทานข้าวกันก่อนค่ะ

 

ระเบียงจะกั้นด้วยประตูกระจกแบบบานพับ 2 ตอนค่ะ ซึ่งมีระบบล็อคที่แน่นหนาทีเดียว

 

พื้นที่ระเบียงสำหรับ Type A แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากเท่ากับห้องอื่น แต่ยังคงมีพื้นที่เพียงพอสำหรับใช้งาน อย่างวางเครื่องซักผ้าไว้ใต้ Condensing Unit และยังตากผ้าได้ค่ะ เพราะจะมาเน้นพื้นที่ภายในห้องมากกว่า

 

มีกริลแอร์กั้นไว้เป็นประตูเอาไว้ครึ่งด้านบนค่ะ สำหรับผลักลมร้อนจาก Condensing Unit ออกนอกตัวอาคาร

 

พื้นระเบียงใช้วัสดุกระเบื้องกันลื่น ราวกันตกกระจกนิรภัยกรอบอลูมิเนียม

 

ด้านในของห้องเป็น Living Room ค่ะ ซึ่งห้องจริงเฉพาะส่วนนี้จะไม่ได้เฟอร์นิเจอร์มาด้วย แต่สามารถดีไซน์จัดวางได้เอง โดยโซฟาจะวางได้ขนาด 3-4 ที่นั่ง ไปจนถึงโซฟา L shape ก็ยังได้ค่ะ และยังสามารถวางโต๊ะกลางระหว่างโซฟากับเคาน์เตอร์วางทีวีได้อีก

 

หน้าต่างกรอบอลูมิเนียม บานกระทุ้ง 2 บาน โดยจะสังเกตได้ว่าทุกยูนิตจะมีการดรอปฝ้าเล็กน้อย ทำให้สามารถซ่อนรางผ้าม่านได้ ห้องดูเรียบร้อยขึ้นเยอะเลยค่ะ

 

มุมด้านเคาน์เตอร์วางทีวีจะได้กระจกเข้ามุมด้วยนะคะ ช่วยเปิดมุมมองจาก Living Room ได้อีก

 

ด้านหลังโซฟาจะชิดกับประตูห้องนอนค่ะ ซึ่งจะใช้ประตูกระจก High Ceiling บานเลื่อน 3 ตอน

 

รางเลื่อนของประตูจะอยู่ด้านบนค่ะ ความรู้สึกตอนเลื่อนประตูนั้น Smooth ขึ้นเยอะเลยค่ะ แถมเวลาเดินผ่านก็ไม่มีอาการสะดุด เป็นสเปคที่ให้มาแบบหาได้ยากในคอนโดมิเนียมยุคนี้จริงๆ

 

ภายในห้องนอนขนาดกว้างขวางทีเดียวค่ะ สามารถวางเตียงขนาดคิงไซส์ได้เลย  หน้าต่างกรอบอลูมิเนียม เป็นบานกระทุ้ง 2 บาน

 

ในวันสบายๆ ก็สามารถเปิดประตูกระจก แล้วนอนดูทีวี เปิดเครื่องปรับอากาศแบบฝังฝ้าเพียงตัวเดียวก็เย็นฉ่ำทั่วทั้งห้องแล้วค่ะ

 

ด้านข้างเตียงอีกฝั่งเป็น Walk In Closet ก่อนจะเป็นห้องน้ำค่ะ

 

Walk In Closet หน้าห้องน้ำที่เป็นประตูแบบ Double Access ซึ่งจะได้ตู้เสื้อผ้าบานสวิง หน้าบานเป็นกระจกกรอบอลูมิเนียมทั้ง 2 ฝั่งค่ะ

 

มุมมองหลังเดินออกจากห้องน้ำค่ะ จะมีตู้เสื้อผ้าทั้งสองข้างเป็นมุม Walk In Closet ก่อนจะเข้าภายในห้องนอน

 

Type B 41.00 ตร.ม.

มาถึงอีกหนึ่งห้องแบบ 1 Bedroom ค่ะ เป็นห้องยอดนิยมสำหรับกลุ่มครอบครัวขนาดเล็กค่ะ เพราะ Space กว้างขวาง จัดอย่างเป็นสัดส่วน โดยโซนทางขวามือเป็น Common Area ทั้งหมด ส่วนทางซ้ายมือจะแบ่งเป็นห้องครัวปิด ห้องน้ำ และห้องนอนค่ะ

 

Common Area ลักษณะลึกเข้าไปข้างในค่ะ พื้นปูด้วยไม้เอ็นจิเนียร์ 15 มม. Floor To Ceiling 2.7 ม. ภายในห้องใช้ไฟแบบ Downlight ทั้งหมดค่ะ แต่โต๊ะทานข้าว โซฟา และโต๊ะกลางแบบที่เห็นจะไม่ได้มาด้วยนะคะ

 

ด้านข้างประตูห้องจะได้ Built in ตู้เก็บของมาให้ค่ะ ซึ่งจะใช้บานสวิง หน้าบานวัสดุ High Gloss เช่นเดียวกันทุกยูนิตค่ะ

 

ภายในจะถูกออกแบบมาคล้ายกันค่ะ คือฝั่งซ้ายวางรองเท้า ส่วนฝั่งขวาเป็นช่องยาวสำหรับเก็บร่ม หรืออุปกรณ์ต่างๆ

 

ถ้าเราหันหลังให้โต๊ะทานข้าวเมื่อสักครู่ ก็จะพบกับห้องครัวปิดอยู่หลังประตูห้องค่ะ โดยจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 3 ตอน กรอบอลูมิเนียม

 

พื้นห้องครัวปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ Floor To Ceiling 2.4 ม. ซ้ายมือจะมีช่องสำหรับวางตู้เย็นก่อนที่จะเป็น Built in เคาน์เตอร์ครัวลักษณะ L shape

 

เคาน์เตอร์ครัว Top หินสังเคราะห์สีขาว หน้าบานตู้ High Gloss ทั้งหมด มีการติดตั้งไฟ LED พร้อมสวิตช์เปิด-ปิดเอาไว้ใต้เคาน์เตอร์ด้านบน ซิงค์ล้างจานแบบฝังใต้เคาน์เตอร์ เตาไฟฟ้าเซรามิก 2 หัว ระบบ Induction และเครื่องดูดควัน ได้มาตามนี้ยกเซตเลยค่ะ

 

ถัดจากห้องครัวจะเป็นห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึง Living Room ค่ะ

 

ภายในห้องน้ำทั้งพื้นและผนังใช้วัสดุกระเบื้องแกรนิตโต้ Floor To Ceiling 2.4 ม. แยกส่วนเปียกไว้ด้านในด้วยฉากกระจกบานสวิงค่ะ ซึ่งจะได้แบบที่เห็นมาตามนี้เลย ยกเว้นเพียงกรอบอลูมิเนียมที่ล้อมรอบตู้กระจกหน้าอ่างล้างหน้าเท่านั้นค่ะ

 

เป็นอีกหนึ่ง Type ที่ได้ประตูห้องน้ำแบบ Double Access ค่ะ ซึ่งจะเชื่อมระหว่าง Living Room กับ Bedroom เพิ่มความเป็นส่วนตัวเวลามีแขกมาที่ห้องก็สามารถให้ใช้ประตูห้องน้ำทางฝั่ง Living Room ได้เลย ไม่ต้องเดินเข้าห้องนอนก่อนจะเข้าห้องน้ำค่ะ

 

ภายในส่วนเปียกให้มาทั้งฝักบัว และ Rain Shower ค่ะ

 

มาถึงพื้นที่ด้านในสุดของห้องค่ะ Living Room ที่สามารถวางโซฟาได้ยาวถึง 4 ที่นั่ง พร้อมโต๊ะกลาง โดยยังเหลือพื้นที่ทางเดินอยู่ค่ะ

 

ฝั่งตรงข้ามกันก็สามารถ Built in เคาน์เตอร์วางทีวีได้ หรือจะเลือกทีวีแบบแขวนผนังไปเลยตามห้องตัวอย่างนี้ก็ได้นะคะ ก็จะสามารถวางโต๊ะกลางขนาดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น

 

ระเบียงจะถูกกั้นด้วยประตูกระจกกรอบอลูมิเนียม บานเลื่อน 2 ตอน

 

ระเบียงด้านนอกปูด้วยกระเบื้องกันลื่นสีเทา ลายหินธรรมชาติ หรือเทียบเท่า ราวกันตกใช้กระจกนิรภัยพร้อมกรอบอลูมิเนียมค่ะ

 

มุมระเบียงตรงนี้ ห้องจริงจะมีการต่อก๊อกน้ำ ท่อระบายน้ำ พร้อมมีรูปลั๊กมาให้สำหรับติดตั้งเครื่องซักผ้าค่ะ

 

ประตูกริลแอร์ครึ่งบานด้านบนสำหรับผลักลมร้อนจาก Condensing Unit ออกนอกระเบียงค่ะ

 

กลับเข้ามาในห้องจะเห็นเครื่องปรับอากาศแบบฝังฝ้าค่ะ และเมื่อมองจากมุมนี้จะเห็นได้ชัดเลยค่ะว่าเป็นห้องที่แบ่งสัดส่วนเอาไว้อย่างชัดเจน โดยตั้งแต่ประตูห้องก็จะไล่มาตั้งแต่ห้องครัวปิด ห้องน้ำ และสุดท้ายที่ห้องนอนตรงข้ามกับโซฟานี้ค่ะ

 

ภายในห้องนอนจะไม่มีเตียงมาให้นะคะ แต่จากขนาดพื้นที่นั้นก็สามารถวางเตียงขนาด 5-6 ฟุตได้โดยยังเหลือพื้นที่รอบเตียง หน้าต่างจะใช้กระจกกรอบอลูมิเนียม สามารถเปิดออกแบบบานกระทุ้งได้ 2 บาน และมีการซ่อนรางผ้าม่านเอาไว้ด้านบน ทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้นเมื่อติดตั้งผ้าม่านเรียบร้อย

 

อีกฝั่งของเตียงจะ Built In ตู้เสื้อผ้ามาให้ถึง 2 ตู้แยกฝั่งกันระหว่างประตูห้องน้ำค่ะ ใช้ตู้บานสวิง หน้าบานเป็นกระจกและกรอบอลูมิเนียม ภายในเป็นไม้ หรือเทียบเท่าค่ะ

 

ถ้าเข้าห้องน้ำจากประตูด้านในห้องนอนก็จะพบกับอ่างล้างหน้าอยู่ตรงกลางเลยค่ะ

 

แต่ถ้าเข้าห้องน้ำจากประตูด้าน Living Room ด้านซ้ายมือของรูปนี้ ก็จะพบกับโถสุขภัณฑ์ก่อนเลย ถือว่าสะดวกมากหากมีแขกมาที่ห้อง เป็นการวางตามการใช้งานจริงได้ดีค่ะ

 

Type D 68.00 ตร.ม. 

มาถึงห้องตัวอย่างแบบ 2 Bedroom กันบ้างค่ะ ซึ่งจะเป็นห้องตัวอย่างสุดท้ายของโครงการนี้ ส่วนแรกเป็นครัวเปิด พื้นจะปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ด้านในที่เป็น Living Room พื้นจะปูด้วยไม้เอ็นจิเนียร์ 15 มม. Floor To Ceiling 2.7 ม. ภายในห้องใช้ไฟแบบ Downlight ทั้งหมดค่ะ

 

หลังประตูห้องจะพบกับ Built In ตู้สำหรับเก็บของค่ะ โดยจะใช้บานสวิง หน้าบาน High Gloss แบบเดียวกันทุกยูนิตค่ะ

 

เป็นตู้ขนาด 3 บาน ซึ่งสามารถเปิดออกได้ทั้งหมดค่ะ

 

เมื่อเปิดประตูห้องแล้วหันไปทางซ้ายก็จะพบกับ Common Area โดยจะเป็นส่วนของครัวเปิดก่อนจะเชื่อมต่อกับ Living Room ค่ะ

 

One Wall Kitchen ด้านซ้ายมือ แต่สำหรับ Kitchen Island ด้านขวามือ ในห้องจริงจะไม่ได้มาด้วยนะคะ

 

Top เคาน์เตอร์ใช้หินสังเคราะห์ พร้อมกรุผนังด้านในเคาน์เตอร์มาให้สำหรับเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย รวมถึงเตาไฟฟ้าเซรามิก 4 หัว เครื่องดูดควัน ซิงค์ล้างจานแบบฝังใต้เคาน์เตอร์ ได้ทั้งหมดนี้ครบชุดพร้อมใช้งานค่ะ ส่วนช่องสำหรับวางตู้เย็นจะอยู่ปลายเคาน์เตอร์ครัวด้านใน ติดกับระเบียงค่ะ

 

 

พื้นระเบียงปูด้วยกระเบื้องกันลื่น ขนาดมากพอสำหรับเป็นพื้นที่ซักล้างค่ะ คือวางเครื่องซักผ้า พร้อมตากผ้าได้ และหากจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพิ่มก็สามารถติดตั้ง Condensing Unit เอาไว้เหนือประตูกระจกตรงระเบียงนี้ได้เลยค่ะ จะเห็นได้ว่าทุกอย่างถูกคิด ถูกวางเอาไว้เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตจริงของลูกบ้านค่ะ

 

สังเกตกันดีๆ ที่ขอบอลูมิเนียมตรงประตูกระจกจะดูหนากว่าปรกติค่ะ ทำให้เวลาล็อคจะแน่นหนามาก ถ้าอยู่ชั้นสูงๆ แล้วโดนลมพัดแรงก็จะไม่ขยับให้เกิดเสียงดัง และยังดูแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานด้วยนะคะ

 

กลับเข้ามาในห้องจะเห็นภาพรวมของส่วนแรกจากประตูห้องค่ะ ดูเป็นห้องที่เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ดีนะคะ เพราะครัวเปิดพื้นที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับการทำอาหารที่หนักมาก และจะได้ Space กว้างๆ สามารถดีไซน์ฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างหลากหลายตามใจผู้อยู่อาศัย

 

ด้านขวามือของห้องจะเป็นห้องน้ำ กับห้องนอนแรกค่ะ

 

ภายในห้องน้ำทุกห้องเราจะได้อุปกรณ์ทั้งหมดครบเซตตามนี้เลยค่ะ ทั้งอ่างล้างหน้าแบบฝังใต้เคาน์เตอร์พร้อมตู้เก็บของ ตู้กระจกพร้อมติดตั้งไฟส่องสว่าง โถสุขภัณฑ์ สายชำระ แกนใส่ทิชชู่ ราวแขวนผ้า ฝักบัว และ Rain Shower

 

ห้องน้ำทุกห้องจะปูพื้นและผนังด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ส่วนเปียกจะมีธรณีประตูกั้นขึ้นมาเล็กน้อย ช่วยไม่ให้น้ำล้นออกมาที่ส่วนแห้งค่ะ

 

หลังโถสุขภัณฑ์มีการก่อผนังออกมาเล็กน้อย เอาไว้เป็นวางของได้เพิ่มอีกค่ะ

 

ห้องนอนแรกดูไม่คับแคบเลยนะคะ กลางห้องสามารถวางเตียงได้ถึง 5 ฟุต โดยที่ยังเหลือพื้นที่ทางเดินได้อยู่ค่ะ

 

หน้าต่างกระจกกรอบอลูมิเนียม เป็นบานกระทุ้ง 1 บานค่ะ

 

ข้างเตียงมี Built in ตู้เสื้อผ้าบานสวิง ใช้เครื่องปรับอากาศแบบฝังฝ้าค่ะ

 

กลับมาที่ Living Room ซึ่งพื้นที่กลางห้องเราสามารถวางโต๊ะทานข้าวขนาด 4 ที่นั่งตามห้องตัวอย่างได้ โดยยังมี Space เหลือให้ได้ปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบค่ะ ส่วนเครื่องปรับอากาศจะใช้แบบฝังฝ้า ต่อให้มีพื้นที่กว้างๆ แบบนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเย็นไม่ทั่วถึงค่ะ

 

มุม Living Room สามารถวางโซฟา L Shape ขนาดใหญ่ได้ พร้อมโต๊ะกลาง

 

เคาน์เตอร์วางทีวีในห้องจริงจะไม่ได้มาด้วยนะคะ เราสามารถดีไซน์ได้เองตามต้องการ

 

ด้านหลังโซฟามีหน้าต่างกระจกกรอบอลูมิเนียม ส่วนระเบียงจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนด้านข้างโซฟา

 

รางผ้าม่านของทุกห้องจะมีการซ่อนขึ้นไปจากฝ้าเพดานปรกติแบบนี้ค่ะ ถือเป็นการเก็บดีเทลให้ห้องดูสวยงามทุกรายละเอียด

 

พื้นระเบียงปูด้วยกระเบื้องกันลื่น ราวกันตกใช้กระจกนิรภัยกรอบอลูมิเนียมที่ดูแข็งแรง แน่นหนาทีเดียวค่ะ ใครที่เลือกอยู่ชั้นสูงๆ ก็วางใจได้

 

ระเบียงตรงนี้จะถูกจัดเอาไว้สำหรับพักผ่อนค่ะ จึงไม่มีก๊อกน้ำและกั้นกริล Condensing Unit ให้เห็น ด้วยความที่ Type นี้ทุกห้องจะใช้เครื่องปรับอากาศแบบฝังฝัาทั้งหมดค่ะ

 

กลับเข้าไปดูที่ห้องสุดท้ายกันค่ะ ทางซ้ายมือถัดจากเคาน์เตอร์ทีวีคือ Master Bedroom

 

จากประตูห้อง Master Bedroom เราหันไปดูทางซ้ายกันก่อนค่ะ

 

ส่วนนี้เราสามารถวางเตียงขนาด 5-6  ได้ โดยยังเหลือพื้นที่สำหรับทางเดินอยู่ ข้างเตียงมีหน้าต่างกระจกกรอบอลูมิเนียม พร้อมบานกระทุ้ง

 

กระจกใสเข้ามุมที่เห็นทางขวามือนี้ คือส่วนของห้องน้ำในตัว ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในโรงแรมหรูเลยค่ะ

 

หน้าต่างตรงหัวเตียงจะเป็นกระจกเข้ามุมค่ะ

 

กระจกใสจะสามารถมองเข้าไปเห็นภายในห้องน้ำได้ทั้งหมดเลยค่ะ ถ้าใครอยู่ห้องนี้กันสองคน ก็แนะนำให้ติดตั้งมูลี่เพิ่มเติมก็ได้ค่ะ

 

อีกด้านหนึ่งของห้องจะเป็น Walk In Closet ที่วางไว้อยู่หน้าห้องน้ำในตัวค่ะ

 

Walk In Closet จะมีตู้เสื้อผ้า Built In มาให้ 3 ตู้แยกกันค่ะ ถูกใจคนที่มีเสื้อผ้าเยอะแน่นอน

 

ถ้ายืนอยู่หน้าห้องน้ำก็จะเห็นประตูห้องอยู่ทางซ้ายมือ เป็น Walk In Closet ที่ดูแล้วเป็นมุมส่วนตัวดีค่ะ

 

เชื่อมต่อจาก Walk In Closet ก็จะเป็นห้องน้ำในตัวที่เราเห็นผ่านกระจกใสจากบริเวณเตียงเมื่อสักครู่นี้ โดยจะแยกส่วนเปียกเอาไว้ทางขวามือ พื้นและผนังยังคงปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้

 

ข้างโถสุขภัณฑ์มีหน้าต่างกระจกบานกระทุ้งทรงสูงมาด้วยนะคะ ถ้าใครกลัวจะไม่เป็นส่วนตัวก็ติดตั้งมูลี่เพิ่มเติมได้เช่นกัน ตรงนี้จะมีข้อดีตรงที่สามารถเปิดหน้าต่างออกเพื่อระบายความชื้นได้ค่ะ และยังช่วยเพิ่มแสงสว่างภายในห้องน้ำได้ดีอีกด้วย

 

ทั้งอ่างล้างหน้าแบบฝังใต้เคาน์เตอร์ ตู้เก็บของใต้อ่างล้างหน้า ตู้กระจกพร้อมไฟส่องสว่าง โถสุขภัณฑ์ สายชำระ ราวแขวนผ้า จะได้ทั้งหมดนี้มาครบค่ะ

 

ส่วนเปียกกั้นด้วยประตูกระจกบานสวิง

 

ด้านในส่วนเปียกจะเป็นพื้นที่ Shower ก่อนค่ะ

 

ถัดมาก็จะเป็น Bath Tub ที่ยังคงมีฝักบัวติดตั้งมาให้ด้วยเช่นกัน

 

มุมนี้เราสามารถนอนแช่ Bath Tub แล้วดูทีวีไปด้วยก็ได้นะคะ หรือจะนอนชมวิวเมืองออกไปทางหน้าต่างบานใหญ่ก็ได้ เป็นการสร้างความสุขเล็กๆ ในพื้นที่ส่วนตัวค่ะ

 

 

คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่โครงการแรกจาก TC Development ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่ดีไซน์สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นสะดุดตา Landscape ที่เปรียบเสมือนโอเอซิสที่ยกมาไว้กลางเมือง Interior สเปคเหนือระดับจัดเต็มทุกดีเทล ไปจนถึงกระแสตอบรับอย่างล้นหลามด้วยราคาที่สมเหตุสมผลบนทำเลที่ใครๆ ก็ทราบกันดีว่าพรั่งพร้อมรอบด้าน จนใครที่ได้จับจองยูนิตที่ถูกใจไปก็ยิ้มกว้างกันทุกรายเลยค่ะ       

  

We Recommend
เจาะอินไซต์ 8 เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020 นักท่องเที่ยวไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม-เที่ยวเมืองรองมากขึ้น

เจาะอินไซต์ 8 เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020 นักท่องเที่ยวไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม-เที่ยวเมืองรองมากขึ้น

เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้าย ถือว่าเป็นฤดูกาลของเฉลิมฉลอง การจับจ่ายใช้สอย รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยว หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน มาตลอดเวลาเกือบปี คนส่วนใหญ่จึงให้รางวัลชีวิต กับวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งคนยุคนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาเติมพลังให้กับชีวิต   แต่รูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวของคนยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เพราะไลฟ์สไตล์และความต้องการหาประสบการณ์ท่องเที่ยวไม่เหมือนเดิม จากรูปแบบการท่องเที่ยวได้พัฒนาไปอย่างไม่หยุด รวมถึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาตลอดเวลา ซึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวในอนาคต จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น  ลองมาดูรายงานจาก Booking.com ที่มองแนวโน้มการท่องเที่ยวในปี 2020 ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง   ปี 2020 ทาง Booking.com คาดว่า จะเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวเชิงสำรวจ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี รวมถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้นต่อผู้คน และสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไปเยือน  จากผลสำรวจจากกลุ่มนักเดินทางมากกว่า 22,000 คนจาก 29 ประเทศ อีกทั้งข้อมูลเชิงลึก จากรีวิวของผู้เข้าพักกว่า 180 ล้านรายการที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ทั้งหมดนี้นำมาสู่บทสรุปเทรนด์ท่องเที่ยวซึ่งเราคาดไว้ว่าจะกลายเป็นจริงในปีหน้าและปีต่อๆ ไป   1.กระแสเที่ยว “เมืองรอง” จะมาแรงขึ้น     การเที่ยวเมืองรอง หมายถึง การไปสำรวจจุดหมายที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่า เพื่อพยายามลดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองและช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยเทรนด์ท่องเที่ยวนี้ จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีที่จะมาถึง ผู้เดินทางชาวไทยจำนวนมากกว่าครึ่ง หรือสัดส่วน 68% อยากมีส่วนร่วมในการลดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง   ส่วนผลสำรวจสัดส่วน 65% ต้องการเปลี่ยนแผน ไปเที่ยวจุดหมายอื่นที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่า แต่คล้ายกับของเดิม หากพบว่าจะช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อกระตุ้นความสนใจนี้ยิ่งขึ้น ผู้เดินทางชาวไทยมากกว่าสามในสี่ หรือสัดส่วน 79% อยากให้มีบริการ ทางด้านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ แนะนำจุดหมายที่หากมีผู้ไปเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้วจะช่วยสร้างผลเชิงบวกให้กับชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่าบริษัทต่างๆ จะตอบสนองต่อความต้องการนี้ โดยเสนอฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้เดินทางสามารถระบุเมืองรอง  ละแวกจุดหมายได้ง่ายขึ้น   โดยฟังก์ชั่นนี้จะทำความเข้าใจกับสไตล์ของผู้เดินทาง แล้วนำไปจับคู่กับจุดหมายทางเลือก หรือจุดหมายที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าในประเทศหรือภูมิภาคที่ผู้เดินทางต้องการไป นอกจากนี้ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในแวดวงการเดินทาง จะทำให้แคมเปญสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นจำนวนมาก อีกทั้งช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การกระตุ้นให้ผู้เดินทางเลือกใช้เส้นทางที่มีการเดินทางไปน้อยกว่าได้สะดวกยิ่งขึ้น   2.ให้เทคโนโลยีคาดการณ์สิ่งที่ไม่คาดคิด   ในปี 2020 ผู้เดินทางจะใช้เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ในกระบวนการตัดสินใจหลักๆ อย่างการเลือกว่าจะไปเยือนมุมใดของโลกที่แสนน่าทึ่งนี้ ซึ่งอาจมีตัวเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก ทว่าในปีที่ใกล้เข้ามานี้จะมีการใช้เทคโนโลยีสุดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและช่วยให้เราก้าวข้ามเรื่องยุ่งยากนี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยคำแนะนำที่ชาญฉลาดและเทคโนโลยีประมวลผลที่เชื่อถือได้ จะเชื่อมโยงเรากับประสบการณ์ใหม่ๆ จำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีแล้วเราก็อาจไม่ได้มีโอกาสสัมผัส นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลา รวมถึงเวลาที่ใช้นั่งหน้าจอดิจิทัล และช่วยให้เราใช้ทุกนาทีของ “ตอนนี้” ได้อย่างเต็มที่ระหว่างออกเดินทาง   นี่เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้เดินทางชาวไทยมากกว่า 4 ใน 5 หรือสัดส่วน 82%  ซึ่งกล่าวว่าต้องการให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีเสนอ “ไพ่เด็ด” และตัวเลือกสุดเซอร์ไพรส์ ซึ่งจะพาไปพบกับประสบการณ์แปลกใหม่อย่างแท้จริง สำหรับทริปในปีที่จะมาถึง นอกจากนี้ ผู้เดินทางไทยมากกว่าครึ่ง สัดส่วน 64% เน้นว่าระหว่างเดินทางจะใช้แอปพลิเคชันที่ทำให้เลือกดูและจองกิจกรรมแบบเรียลไทม์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย   ในขณะที่ผู้คนสัดส่วน ​61% มีแผนที่จะใช้แอปพลิเคชั่น  ซึ่งสามารถวางแผนกิจกรรมต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อให้มีคำตอบรวมอยู่ในที่เดียว และเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ ในปี 2020 จะมีแอปพลิเคชันจำนวนมากยิ่งขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คอยเสนอคำแนะนำ  สำหรับผู้ใช้รายนั้นๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นจุดหมาย ที่พัก และกิจกรรมน่าสนใจ โดยอิงตามความชอบในปัจจุบัน ทริปก่อนหน้า และองค์ประกอบหลักที่อาจส่งผลกระทบได้ เช่น สภาพอากาศและความนิยม   3.เที่ยวแบบสโลว์ๆ จะมาแทน #FOMO     แทนที่จะต้องคอยกลัวตกกระแส (Fear of Missing Out หรือ FOMO) และต้องเร่งรีบทำทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเดินทางในปี 2020 นั้นจะพลิกโฉมไปเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้เดินทางชาวไทยมากกว่าครึ่ง สัดส่วน 61% วางแผนที่จะใช้รูปแแบบการเดินทางที่ช้าลง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 3 ใน 4  สัดส่วน  78% อยากเลือกเส้นทางที่ใช้เวลาเพิ่มขึ้น เพื่อสัมผัสประสบการณ์จากการเดินทางให้มากขึ้น   รูปแบบการเดินทางซึ่งช่วยสนับสนุนความต้องการที่เปลี่ยนไป ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยาน รถราง เลื่อนลาก เรือ รวมถึงเดินด้วยสองเท้าของนักเดินทางเอง ตามจริงแล้วผู้เดินทางชาวไทย 75% ไม่เกี่ยงว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางไปจุดหมายนานขึ้น หากได้ใช้วิธีเดินทางแบบแปลกใหม่  นอกจากนี้ ผู้เดินทาง 73% อยากสัมผัสถึงความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลา ด้วยการนั่งรถไฟสายประวัติศาสตร์ เช่น Flying Scotsman หรือ Orient Express เฝ้ารอปีแห่งการเดินทางสุดพิเศษแบบค่อยเป็นค่อยไปได้เลย   4.ค้นพบการท่องเที่ยวที่สัมผัสความสนุกได้แบบครบครัน   โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาว่างพอ เป็นเหตุให้ไม่ได้เริ่มทริปหรือหยุดพักผ่อน ผู้เดินทางต่างต้องการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพที่สุดระหว่างพักผ่อน ดังนั้น แทนที่จะเที่ยวแค่แบบเดียวตลอดทริป ในปี 2020 จะมีผู้เดินทางที่ต้องการทริปแบบ “ความสนุกครบครัน” เพิ่มขึ้น โดยไปเยือนจุดหมายที่มอบประสบการณ์หลากหลายและมีสิ่งน่าสนใจ โดย 7 ใน 10 ของผู้เดินทางชาวไทย หรือสัดส่วน 71%  กล่าวว่าต้องการออกทริปยาว ๆ สักครั้งเพื่อไปยังสถานที่ที่มีกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจสุดโปรดทั้งหมดอยู่ใกล้กัน   นักท่องเที่ยวอีก 77% ยอมรับว่าจะเลือกจุดหมายที่มีกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจสุดโปรดทั้งหมดอยู่ใกล้กันเพื่อจะได้ประหยัดเวลาเดินทาง จากเทรนด์นี้จึงทำให้คาดได้ว่า แวดวงการเดินทางจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ผู้เดินทางสะดวกยิ่งขึ้น โดยสร้างแผนเดินทางที่อัดแน่นด้วยความสนุกและสิ่งที่น่าสนใจหลากหลาย ข้อเสนอ และเส้นทางที่จะทำให้ผู้เดินทางได้เที่ยวจุดหมายสนุกครบครันเหล่านี้อย่างเต็มที่   เมื่อพูดถึงจุดหมายที่มีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติโดดเด่น ซึ่งสามารถดื่มด่ำได้จากระเบียงห้องพักไปจนถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนสุดตื่นตา และชายหาดสำหรับเล่นน้ำคลายร้อน เพื่อผ่อนคลายหลังออกสำรวจมากทั้งวัน ปิดท้ายด้วยมื้อเย็นที่ร้านอาหารท้องถิ่นรสดั้งเดิม จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เดินทางที่ใช้บริการ Booking.com ต่างกล่าวว่าจุดหมายอันดับต้น ๆ ที่สามารถมอบประสบการณ์ความสนุกแบบครบครันให้กับนักท่องเที่ยวได้ คือ มอนเตวิเดโอ (อุรุกวัย) อิลญาเบลา (บราซิล) และนาฮะ (ญี่ปุ่น) เมื่อเทียบกับจุดหมายอื่น ๆ   5.สัตว์เลี้ยงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง   เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลกเกินครึ่ง สัดส่วน 55%  ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นลูก  รวมถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทยในสัดส่วน 53% ด้วยเช่นกันที่ให้ความสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจที่เทรนด์การเดินทางปี 2020 นี้จะถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของการพักผ่อน  โดยสถานที่พัก หรือกิจกรรมต่า่งๆ ต้องให้การต้อนรับสัตว์เลี้ยงด้วย   เจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทย 52% ยอมรับว่าในปีหน้าจะเลือกจุดหมายพักร้อนโดยอิงจาก ความเป็นไปได้ในการพาสัตว์เลี้ยงไปด้วย และเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวน 52% ก็ยินดีที่จะจ่ายเพิ่ม  เพื่อพักที่พักซึ่งเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เทรนด์นี้เห็นได้ชัดจากจำนวนที่พักซึ่งยินดีต้อนรับสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องบน Booking.com   ผู้ประกอบการที่พักทั่วโลกยังคงมองหาวิธีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เช่น ที่นอนสุนัข สปาสัตว์เลี้ยง เมนูรูมเซอร์วิส หรือแม้แต่ห้องอาหารที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อสัตว์เลี้ยง เรียกได้ว่าสัตว์เลี้ยงที่เดินทางพักร้อนพร้อมเจ้าของ สามารถตั้งตารอประสบการณ์ระดับ 5 ดาวได้อย่างแน่นอน   6.สร้างความทรงจำดี ๆ ด้วย “ทริปสองวัย”   ปี 2020 เป็นปีแห่ง “ทริปสองวัย” ลืมคำว่าช่องว่างระหว่างวัยไปได้เลย เพราะจะมีปู่ย่าตายายจำนวนมากขึ้น ที่พร้อมไปพักร้อนอย่างยิ่งใหญ่กับหลานๆ โดยไม่ได้พาคนเป็นพ่อแม่ไปด้วย ชาวไทยในรุ่นปู่ย่าตายายเกือบ 3 ใน 4  สัดส่วน 74% ยอมรับว่าการใช้เวลากับหลานๆ ทำให้ตนเองได้รู้สึกย้อนวัย โดยอีก 56% เชื่อว่าเหล่าพ่อแม่ก็อยากมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้างโดยไม่มีเด็กๆ มารบกวน   เมื่อจับคู่กับความจริงที่ว่าผู้สูงวัยทุกวันนี้แข็งแรงกว่า ชอบผจญภัยมากกว่า และกระตือรือร้นที่จะได้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็ก อีกทั้งกระฉับกระเฉงกว่าเมื่อก่อน เราก็จะได้เห็นว่า “ทริปสองวัย” ซึ่งมีกิจกรรมสุดแอคทีฟมากมายให้คนสองวัยได้เข้าร่วมนั้น จะได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีกในปีหน้า   7.แข่งกันไปจองร้านอาหาร     เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องท่องเที่ยวในปีหน้า จะเห็นว่าผู้เดินทางต่างให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารเป็นอันดับแรกๆ โดยต่างแย่งกันจองร้านอาหารดังๆ สำหรับหลายคนแล้ว การเลือกจุดหมายและช่วงที่จะเดินทางนั้นเริ่มต้นจาก  สามารถจองร้านเพื่ออิ่มอร่อยกับอาหารที่อยากทานมากๆ ได้หรือไม่   นอกจากนี้ ความหิวก็ยังถูกกระตุ้นด้วยเนื้อหาและคำแนะนำมหาศาลบนโซเชียลมีเดีย จึงไม่ได้มีเพียงร้านอาหารชื่อดังเท่านั้น ที่ผู้เดินทางต่างพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อจองโต๊ะ “ร้านลับ” ซึ่งเป็นสถานที่โปรดของคนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน เสิร์ฟเมนูที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่ผู้คนมากมายอยากลิ้มลอง โดยหลายครั้งอยู่ในเส้นทางซึ่งคนไม่ค่อยรู้จักกัน ได้กลายมาเป็นร้านซึ่งมีแนวโน้มชวนให้ผู้เดินทางซึ่งต้องการลิ้มรสอาหารท้องถิ่นน้ำลายสอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เดินทางชาวไทยส่วนใหญ่ จำนวนถึง 85% กล่าวว่าการได้ทานอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญเมื่อไปทริปวันหยุด   ดังนั้น เตรียมกาปฏิทินหาวันหยุดได้เลย เพราะในปีหน้าผู้เดินทางจะเปลี่ยนแผนท่องเที่ยวโดยอิงจุดหมายที่เหมาะกับการไปทานอาหารเป็นหลัก โดยอยากไปดื่มด่ำรสชาติก่อนใคร และต้องการไปเยือนร้านเป็นรายแรก ๆ หรือก่อนที่จะกลายเป็นร้านดังออกสื่อต้องจองโต๊ะไปอีกร้าน   8.ทางลัดที่จะได้ออกเดินทางระยะยาว   เนื่องจากการเกษียณมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อมีอายุถึงจุดหนึ่ง และไม่ต้องทำงานแล้ว แต่วางแผนอย่างแข็งขันที่จะเกษียณเร็วขึ้น ในปี 2020 เราจึงจะได้เห็นการวางแผนการเกษียณเป็นเหมือนกับ “การวางแผนเดินทางเพื่อออกผจญภัย”   ชาวไทยในช่วงอายุ 18-25 ปี จำนวนมากกว่าหนึ่งในสี่ หรือสัดส่วน 28% กำลังวางแผนที่จะเกษียณก่อนอายุ 55 ปี โดยเรื่องที่วางแผนว่าจะทำก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สำหรับปี 2020 ผู้เดินทางจะเปลี่ยนแนวคิดและเริ่มวางแผนครั้งใหญ่หลังเกษียณในอนาคต โดยผู้เดินทางชาวไทย 7 ใน 10 หรือสัดส่วน 72%​ เห็นว่าการออกเดินทาง หรือท่องเที่ยว เป็นวิธีสุดสมบูรณ์แบบที่จะใช้เวลาว่างจากการเกษียณ   ส่วนผู้เดินทางชาวไทยสามในสี่ หรือสัดส่วน 73% วางแผนที่จะทำให้ทริปโลดโผนขึ้นเมื่อเกษียณแล้ว และมากกว่าหนึ่งในสี่ หรือสัดส่วน 28% ของคนที่เกษียณแล้วก็กำลังวางแผน Gap Year คือเอาเวลาไปเที่ยวนานหลายเดือนโดยไม่ให้มีเรื่องอะไรมาขัดจังหวะ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ผู้เดินทางชาวไทยเกือบ 3 ใน 4 หรือสัดส่วน 73% เห็นพ้องว่าสามารถทำตอนอายุเท่าไรก็ได้  และเนื่องจากการเกษียณและการเดินทางการเป็นเรื่องที่ควบคู่ไปด้วยกันสำหรับกลุ่มคนในหลายช่วงอายุ จึงคาดว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้เดินทางสามารถเริ่มกระบวนการวางแผนผ่านเงินเก็บสำหรับ “ทริปหลังเกษียณ” โดยเป็นไปในลักษณะที่เปิดโอกาสให้ผู้เดินทาง ปันเงินไว้สำหรับทริปพักร้อนที่ยาวที่สุดในชีวิต   นี่คือ 8 เทรนด์การท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยว ตอนนี้ ก็เตรียมเงินและวางแผนหาวันหยุด แล้วแพ็คกระเป๋า ออกไปท่องโลกกว้าง เพื่อเติมพลังชีวิตกันได้เลย

Walden Thonglor 13-วาลเด้น ทองหล่อ 13 คอนโดดีไซน์สไตล์ Japanese tropical เรียบง่าย แต่หรูหรา

Walden Thonglor 13-วาลเด้น ทองหล่อ 13 คอนโดดีไซน์สไตล์ Japanese tropical เรียบง่าย แต่หรูหรา

Walden Thonglor 13 ตั้งอยู่บนทำเลซ.ทองหล่อ 13 ที่สามารถทะลุออกไปได้หลายเส้นทาง ตัวอาคารออกแบบในสไตล์ Japanese tropical และมีดีไซน์ แบบมินิมอลลิสต์ มีรายละเอียดของความหรูหรา อาทิ wood facade ที่สร้างบรรยากาศ จำลอง เหมือนอยู่ในฟอร์เรส พร้อมภูมิสถาปัตย์แบบมีเส้นโค้งพร้อมด้วยลูกเล่นการใช้สายน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศสีเขียวของธรรมชาติ สอดคล้องกับการออกแบบแนวโมเดิร์น รัสติกอินทีเรีย     ชื่อโครงการ Walden Thonglor 13 (วาลเด้น ทองหล่อ 13)  เจ้าของโครงการ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ 2 จำกัด ที่ตั้งโครงการ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 พื้นที่โครงการ  1-0-23 ไร่ ลักษณะโครงการ Low Rise  จำนวนอาคาร 1 อาคาร  จำนวนชั้น 8 ชั้น จำนวนยูนิต 122 ยูนิต  ขนาดห้อง  1 Bed Room และ 1 Bed Room Plus 35 - 46 ตร.ม. จำนวน 76 ยูนิต 2 Bedroom 55 - 66 ตร.ม. จำนวน 46 ยูนิต   ที่จอดรถ Auto Parking 79 คัน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Lobby, Onsen, Co-Working Space, Swimming pool&Jacuzzi, Kids’ Pool, Pool Terrace, Playground, Green Space, Sky garden, BBQ. Area, Waterfall, Arrival Platform Reflective, Pond Stone Seating, Guard House, Green Amphitheater ปีที่สร้างเสร็จ Q1 2022 ราคาเริ่มต้น  6.9 ล้านบาท จุดเด่นโครงการ สามารถเข้า-ออกได้หลายเส้นทาง อาคารออกแบบให้ดูเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ยังคงความหรูหราในความเป็น Luxury Low Rise ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีทองหล่อ สถานที่ใกล้เคียง Tops market Thonglor, J-Avenue, DONKI Mall Thonglor, Big C, Gateway Ekamai, Major Cineplex Sukhumvit,โรงพยาบาลสมิติเวช, โรงพยาบาลคามิลเลียน, โรงพยาบาลสุขุมวิท    

Walden Thonglor 8-วาลเด้น ทองหล่อ 8 คอนโดใจกลางไลฟ์สไตล์ของทองหล่อ

Walden Thonglor 8-วาลเด้น ทองหล่อ 8 คอนโดใจกลางไลฟ์สไตล์ของทองหล่อ

Walden Thonglor 8 อยู่ใจกลางทองหล่อ ใกล้กับแหล่งไลฟ์สไตล์หลากหลาย ตัวอาคารออกแบบในสไตล์ของโมเดิร์น ลักชัวรี่ มอบความเป็นส่วนตัวจากความวุ่นวายใจกลางเมืองด้วยการจัดภูมิทัศน์ที่แวดล้อมด้วยความเป็นธรรมชาติ และสวนสีเขียว ความโดดเด่นของแต่ละยูนิตคือ Ultra High Ceiling Zone ที่มีความสูง 3.45 เมตร   ชื่อโครงการ Walden Thonglor 8 (วาลเด้น ทองหล่อ 8 )  เจ้าของโครงการ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ จำกัด ที่ตั้งโครงการ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110  พื้นที่โครงการ  1-0-2.7 ไร่ ลักษณะโครงการ Low Rise  จำนวนอาคาร 1 อาคาร  จำนวนชั้น 8 ชั้น จำนวนยูนิต 117 ยูนิต  ขนาดห้อง  1 Bed Room 32.5 ตร.ม. จำนวน 8 ห้อง 1 Bed Room Plus 42 - 46 ตร.ม. จำนวน 47 ห้อง 2 Bedroom 49 - 55 ตร.ม. จำนวน 44 ห้อง 2 Bedroom Deluxe 61 - 71 ตร.ม. จำนวน 18 ห้อง   เฟอร์นิเจอร์ Fully Fitted ที่จอดรถ Auto Parking 71 คัน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Lobby Lounge, Playground, Kids’ Pool, Lap Pool, Jacuzzi, Pool Terrace, Waterfall, Sunken Seat, Onsen, Family Sharing Space, Edible Garden, Sky Hall Court ปีที่สร้างเสร็จ Q1 2022 ราคาเริ่มต้น 7.9 ล้านบาท  จุดเด่นโครงการ ทำเลใจกลางทองหล่อ แต่มีความเป็นส่วนตัวด้วยการจัดภูมิทัศน์ที่แวดล้อมด้วยความเป็นธรรมชาติ ได้ยูนิต Ultra High Ceiling 3.45 เมตร ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีทองหล่อ สถานที่ใกล้เคียง Tops market Thonglor, J-Avenue, DONKI Mall Thonglor, Big C, Gateway Ekamai, Major Cineplex Sukhumvit, โรงพยาบาลคามิลเลียน, โรงพยาบาลสุขุมวิท    

PITI SUKHUMVIT 101-ปีติ สุขุมวิท 101 Premium Living พร้อมเซอร์วิชระดับโรงแรม 24 ชม.

PITI SUKHUMVIT 101-ปีติ สุขุมวิท 101 Premium Living พร้อมเซอร์วิชระดับโรงแรม 24 ชม.

PITI SUKHUMVIT 101 คอนโดมิเนียมระดับ Premium Living เป็นแบรนด์ท็อปจากเสนา ออกแบบภายใต้คอนเซป “Concept Private Living at your service” มีความ PRIVATE ด้วยจำนวนยูนิต เพียง 168 ยูนิต ในอาคารสูง 19 ชั้น ออกแบบสไตล์ Loft เพดานสูง 2 เมตร ได้วิวพาโนรามา ให้ความเป็นส่วนตัวด้วย Single Corridor แต่ละชั้นออกแบบให้มีห้องพักอาศัยเพียงฝั่งเดียว มีเพียง 4-13 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น และเป็นตึกสูงตึกเดียวในย่านนี้ที่เน้นความเป็นส่วนตัว พร้อมบริการระดับโรงแรม 5 ดาว ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยบริการสุด Exclusive มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริการ Reception, Doorman, Bellboy และผู้ช่วยส่วนตัว Concierge Service รวมไปถึงอีกหลากหลายบริการ     ชื่อโครงการ PITI SUKHUMVIT 101 (ปีติ สุขุมวิท 101)  เจ้าของโครงการ Sena x Hankyu ที่ตั้งโครงการ ถ.สุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ  พื้นที่โครงการ  1-0-97 ไร่  ลักษณะโครงการ High Rise  จำนวนอาคาร 1 อาคาร  จำนวนชั้น 19 ชั้น จำนวนยูนิต 168 ยูนิต (160 ห้อง LOFT และ 8 ห้อง Simplex)  ขนาดห้อง  1 BEDROOM (Simplex) พื้นที่ 33-33.5 ตร.ม.  จำนวน  8 ยูนิต 1 BEDROOM (Loft) พื้นที่ 26-34 ตร.ม.  จำนวน 136 ยูนิต 2 BEDROOM (Loft) พื้นที่ 49-52.5 ตร.ม. จำนวน 22 ยูนิต 3 BEDROOM (Loft) พื้นที่ 68.5 ตร.ม. จำนวน 2 ยูนิต   ที่จอดรถ 55% สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Garden Valley Active Pavillion, Rooftop Garden, Co-Hobby Space, Fitness, Fight camp, Steam & Sauna, Infinity Pool, Jacuzzi, Valley Garden, TRX suspension exercise, Home Automation, EV Charger, Elite Services ปีที่สร้างเสร็จ 2655 ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท  ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร ประมาณ 145,000 บาท/ตร.ม. ค่าส่วนกลาง  85 บาท/ตร.ม. ค่ากองทุน  850 บาท/ตร.ม. จุดเด่นโครงการ บริการระดับโรงแรม 5 ดาว ตลอด 24 ชั่วโมง มีความเป็นส่วนตัวสูงด้วย Single Corridor มีเพียง 4-13 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีปุณณวิถี สถานที่ใกล้เคียง 101 The Third Place,เซ็นทรัลบางนา, ไบเทค บางนา, เมกา บางนา, แม็คโคร, บิ๊กซี, โลตัส, โรงพยาบาลไทยนครินทร์, โรงพยาบาลสุขุมวิท              

7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

  การสร้างหรือการซ่อมแซมบ้าน ปัจจัยหนึ่งที่มักทำให้งบประมาณบานปลาย  คือ ขาดการวางแผนและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ  คำนึงแต่เรื่องราคาถูกเป็นหลัก ทำให้เวลาเอามาใช้งานจริง ไม่ได้ตามมาตรฐานของงาน ผลงานจึงออกมาไม่มีคุณภาพ หรือเมื่อใช้ไปได้สักระยะก็ต้องมาเจอปัญหาเดิม  ต้องมานั่งรื้อนั่งซ่อมกันใหม่  ทำให้ต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และอารมณ์  หงุดหงิดกับปัญหาซ้ำซากที่ต้องเจอบ่อยๆ   การเลือกใช้วัสดุจึงควรจะเน้นเรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับแรก และพิจารณาเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องมาเสียอารมณ์ เสียเวลาแก้ไขปัญหาที่ตามมาภายหลัง แม้ว่าอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย  แต่ถ้าคำนวณแล้วคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป  ก็น่าจะดีกว่าเลือกซื้อแต่ของถูกเท่านั้น   อย่างห้องน้ำหรือห้องครัวที่มีการปูกระเบื้อง ปัญหาสำคัญที่มักพบเสมอ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะหนึ่ง คือ ยาแนวของกระเบื้องหลุดล่อน เกิดเปราะแตก น้ำรั่วซึม เกิดปัญหาราดำ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการใช้ยาแนวที่ไม่มีคุณภาพที่ดีมากพอ ไม่เหมาะกับประเภทกระเบื้อง ทำให้มีปัญหาภายหลังมากวนใจ กวนเงินในกระเป๋าเจ้าของบ้าน ให้ต้องตามแก้ตามซ่อมกันเสมอๆ   5 เทคนิคเลือกใช้ยาแนวเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องยาแนวกระเบื้องในภายหลัง  ลองใช้ 5 เทคนิคนี้เป็นแนวทาง ในการเลือกใช้ยาแนวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด   1.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะกับประเภทของกระเบื้อง เริ่มต้นของการเลือกยาแนวที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือต้องเลือกให้เหมาะสมกับประเภทกระเบื้อง เช่น กระเบื้องแกรนิตโต้นิยมปูชิดเพื่อความสวยเนียน มีขนาดร่องเพียง 0.2-2 มม. ส่วนกระเบื้องเซรามิคทั่วไปมีร่องขนาด 3 มม. การเลือกยาแนวจึงต้องมีคุณสมบัติไหลลึกเหมาะกับร่องของกระเบื้องร่องเล็กปูชิด     2.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของกระเบื้อง กระเบื้องที่ปูในห้องต่างๆ ไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องทั่วไป ลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันไป เพราะสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ห้องน้ำและห้องครัวอาจจะต้องเจอกับน้ำและความชื้นมากเป็นพิเศษ ทำให้อาจจะเกิดเชื้อรา หรือราดำตามร่องยาแนวได้ การเลือกใช้ยาแนวจึงต้องเลือกที่มีคุณสมบัติป้องกันราดำ และทนต่อกรดหรือสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาดได้ดีกว่า เป็นต้น แต่ถ้าเป็นห้องทั่วไปภายในอาคาร ก็ควรเลือกกาวยาแนวที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ (Low VOC) ทำให้เกิดสภาพอากาศที่ดีทั้งระหว่างการก่อสร้างและการอยู่อาศัย   3.เลือกสินค้าจากแบรนด์หรือผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ สินค้ายาแนวที่จำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่มากมาย หลากหลายยี่ห้อ  และผู้ผลิต เหตุผลง่ายๆ ที่เราจะต้องเลือกสินค้าจากแบรนด์และผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ เพราะสินค้าจะมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่เราต้องการใช้งานจริงๆ หากไปใช้สินค้าที่แบรนด์ไม่เป็นที่รู้จัก แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสินค้ามีคุณภาพตรงตามที่ได้โฆษณาไว้     4.เลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่ม เดี๋ยวนี้การผลิตสินค้ามีเทคโนโลยี และการพัฒนาที่ล้ำหน้าไปไกล ผู้ผลิตจึงมักเสริมคุณสมบัติพิเศษของสินค้า  เพื่อให้สินค้ามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้านำไปใช้งาน ดังนั้นเราจึงควรเลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เหนือกว่าสินค้าที่มีแค่คุณสมบัติพื้นฐาน หากราคาไม่แตกต่างกันมากนัก   5.ไม่เลือกสินค้าโดยพิจารณาแต่ราคาเป็นหลัก เรื่องราคาอาจจะเป็นปัจจัยหลักของหลายคนในการเลือกสินค้า แต่หากคิดให้รอบครอบ การเลือกสินค้าโดยคิดแต่เอาเรื่องราคาถูกเข้าไว้ก่อน นานไปก็ต้องมีปัญหาตามมาให้แก้ไข เพราะสินค้าราคาถูกก็ย่อมจะมากับคุณภาพพอประมาณ ถ้าคิดเฉพาะราคาสินค้าถูกก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่อย่าลืมถ้ามีปัญหาต้องเสียเวลา และหาช่างมาซ่อมแซมเพิ่มเติม นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เผลอๆ คิดแล้วอาจจะแพงกว่าการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี ที่อาจมีราคาสูงกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ และการเลือกจากขนาดถุงใหญ่กว่าก็อาจไม่ใช่คำตอบ ขนาดบรรจุควรเป็นขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่เหลือเศษทิ้งจนต้องจ่ายเกินจำเป็น     ถ้าพูดถึงเทรนด์การใช้กระเบื้อง สำหรับใช้ปูห้องต่างๆ ต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้กระเบื้องประเภทแกรนิตโต้ ได้รับความนิยมถูกนำมาใช้ในบ้านและคอนโดมิเนียมมากมาย เพราะมีทั้งความสวยงามและมีรูปแบบให้เลือกหลากหลายประเภทในการใช้งาน แต่การเลือกใช้กระเบื้องแกรนิตโต้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งความสวยงามและอายุการใช้งานยาวนาน คงต้องมีกาวยาแนวที่มีประสิทธิภาพควบคู่กันด้วย   บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำด้านการผลิตภัณฑ์กาวยาแนว  จึงได้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัสเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้า ที่หันมาปูกระเบื้องแกรนิตโต้และกระเบื้องตัดขอบปูชิดกันเพิ่มมากขึ้นด้วย และยังเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์กาวยาแนวไม่มีคุณภาพ หรือไม่เหมาะกับกระเบื้องแกรนิตโต้  ทำให้ห้องที่ปูกระเบื้องแกรนิตโต้ ประสบปัญหาภายหลังมากมาย อาทิ ปัญหาราดำ  น้ำซึม และเปราะแตก เป็นต้น  ซึ่งสาเหตุสำคัญคือยาแนวไม่ลงลึกไปในร่องของกระเบื้องได้เต็มประสิทธิภาพ  ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ต้องมาตามแก้ไขปัญหาภายหลัง จึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจริงๆ   ลองมาดูกันว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีอะไรดีบ้าง  เพราะแม้ว่าจะมีขนาดถุงเล็กๆ แต่เต็มด้วยประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า แก้ได้หมดจบทุกปัญหา   7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ที่ให้ประโยชน์มากกว่าในราคาสุดคุ้ม 1. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มี Deep Active Molecule ทำให้เนื้อกาวไหลตัวได้ลึก ยึดเกาะเต็มร่องเล็ก สำหรับร่องยาแนว ขนาด 0.2-5 มม. โดยเฉพาะกระเบื้องแกรนิตโตที่นิยมปูชิด แต่เต็มประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่า “เล็กแต่แรง” จริงๆ หมดปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เพราะสามารถไหลลึกกว่า 8 มม. หรือเต็มความหนาของกระเบื้องแกรนิตโต้ จึงไม่เกิดโพรงช่องว่างหมดปัญหาน้ำซึมผ่านได้ หากเป็นยาแนวธรรมดาทั่วไป จะยึดเกาะร่องเล็กสุดตั้งแต่ 1-5 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงมีโอกาสเปราะแตกง่ายกว่าสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย      2. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีเทคโนโลยีไมโครแบน ทำให้มีคุณสมบัติยับยั้งราดำและตะไคร่น้ำ ที่ถือเป็นปัญหาสกปรกกวนใจ แถมยังเป็นแหล่งเชื้อโรคอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดราดำ เป็นเพราะเราละเลยและเลือกกาวยาแนวไม่ถูกประเภท ซึ่งส่งผลให้ยาแนวเปราะแตก มีน้ำซึม เกิดราดำในที่สุด     และเมื่อยาแนวหลุดล่อน น้ำจะซึมผ่านใต้แผ่นกระเบื้อง หากเป็นห้องน้ำชั้น 2 จะทำให้ฝ้ารั่ว ฝ้าพังเกิดความเสียหาย น้ำหยดลงเฟอร์นิเจอร์ และหยดลงพื้น จากปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด  ทำให้ทุกอย่างพังหมด ต้องหาช่างมาซ่อมแซม เสียค่าใช้จ่ายบานปลาย เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา เพียงเพราะมองข้ามเรื่องเล็กๆ เหล่านี้     3. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมีคุณสมบัติในเรื่องการแห้งตัวเร็ว สามารถเปิดใช้พื้นที่ได้ภายใน 6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งปกติยาแนวทั่วไปนั้นกว่าจะแห้งสนิท หรือเปิดพื้นที่ใช้งานได้ ต้องใช้ระยะเวลา 12-24 ชั่วโมง เหมาะมากกับบ้านหรือคอนโดที่มีห้องน้ำเดียวและต้องใช้ทุกวัน     4. คุณสมบัติด้านการทนกรด และสารเคมีมากกว่ากาวยาแนวทั่วไป ทำให้หมดปัญหาและข้อกังวลใจหากใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่มีสารเคมีหรือกรดซึ่งไม่ต้องกังวลใจว่ายาแนวจะซึกกร่อนได้ เพราะหากเป็นยาแนวปกติทั่วไปนั้น มีคุณสมบัติพื้นฐานเพียงแค่ปิดร่องกระเบื้อง แต่ไม่ได้พัฒนาให้กาวยาแนวมีคุณสมบัติทนกรด ทำให้เมื่อใช้ไปได้ไม่นานก็เกิดปัญหาหลุดล่อน เพราะถูกกรดหรือสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทำลายยาแนว   5. นอกจากกาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส จะมีเทคโนโลยีไมโครแบน ลดปัญหาราดำแล้ว ยังมีสารไฮโดรโฟบิก ที่ช่วยลดคราบสกปรกฝังแน่น และลดการซึมน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุการณ์ทำให้กระเบื้องหลุดล่อนอีกด้วย หากเป็นยาแนวธรรมดา ที่ไม่ได้มีสารไฮโดรโฟบิก สิ่งที่เรามักพบเสมอคือ คราบสกปรกฝังแน่น เป็นคราบดำ เนื่องจากยาแนวนั้นเน้นแต่เพียงการปิดร่องกระเบื้อง เป็นคุณสมบัติพื้นฐานหลักเท่านั้น     6. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมี WCAC Technology ซึ่งช่วยในเรื่องของลดการเกิดคราบขาวได้ในหนึ่งเดียว เป็นคุณสมบัติพิเศษ   7. ผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตสินค้าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้รับการทดสอบควบคุมตามมาตรฐาน ANSI A 118.6 (Unsanded), A 118.7 (Unsanded) มาตรฐานยุโรป EN 13888 CG2 และผ่านเกณฑ์การทดสอบตามมาตรฐานการประเมินอาคารเขียว หรืออาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม LEED v4 ในหัวข้อ Indoor Environmental Quality – IEQ (คุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคาร) ด้วยวัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ   จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนวมีความสำคัญมากต่อการปูกระเบื้อง และไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ยาแนวอุดร่องกระเบื้องเท่านั้น แต่มีความสำคัญมากต่อการป้องกันปัญหาจุดเล็กๆ ที่อาจจะบานปลายเป็นปัญหาใหญ่ ต้องใส่ใจเลือกผลิตภัณฑ์กาวยาแนวจระเข้ เทอร์โบ พลัส ไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะมากวนใจภายหลัง แม้ว่าอาจจะมีราคาสูงกว่าสินค้าในท้องตลาด และมีขนาดบรรจุต่อถุงเพียง 0.5 กิโลกรัม แต่ก็ครอบคลุมพื้นที่ได้มาก ประสิทธิภาพสูง บรรจุขนาดเหมาะกับพื้นที่ใช้งาน  เรียกว่าจ่ายครั้งเดียวคุ้มค่าในระยะยาวถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “เล็กแต่แรง” เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และคุ้มค่าคุ้มราคามากเลยทีเดียว   หมายเหตุ : LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการก่อสร้างปรับปรุงอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม : http://bit.ly/2B0ANyw  

MAXXI PRIME Ratchada-Sutthisan-แม็กซี่ ไพร์ม รัชดา สุทธิสาร คอนโดสเปคจัดเต็ม คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว

MAXXI PRIME Ratchada-Sutthisan-แม็กซี่ ไพร์ม รัชดา สุทธิสาร คอนโดสเปคจัดเต็ม คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว

ถือเป็นโครงการคอนโดมิเนียมตัวที่สองแล้วสำรับกลุ่มบริษัท แม็กซิมัสเอสเตท จำกัด โดยครั้งนี้เลือกทำเลสุทธิสารมาพัฒนาโครงการภายใต้คอนเซป “Live Your Life Prime” ใกล้ MRT สถานีสุทธิสารที่เดินถึงเพียงแค่ 4 นาที และยังอยู่ในละแวกที่เป็นชุมชน ตลาด และแหล่งอาคารสำนักงาน มีความโดดเด่นตรงที่ให้สเปคห้องมาแบบจัดเต็มแบบ Fully Furnished ในราคาที่จับต้องได้ง่าย เฉลี่ยเพียง 95,000 บาท/ตร.ม.   ชื่อโครงการ MAXXI PRIME Ratchada-Sutthisan (แม็กซี่ ไพร์ม รัชดา สุทธิสาร )  เจ้าของโครงการ บริษัท แม็กซี่ พรีเมียร์ วัน จํากัด ที่ตั้งโครงการ 58 ถ.สุทธิสารวินิจฉัย แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 พื้นที่โครงการ  1-2-86.7 ไร่ ลักษณะโครงการ Low Rise  จำนวนอาคาร 1 อาคาร  จำนวนชั้น 8 ชั้น จำนวนยูนิต 218 ยูนิต  ขนาดห้อง  1 BEDROOM 27.9-30 ตร.ม. 1 BEDROOM PLUS 40.95 ตร.ม. เฟอร์นิเจอร์ Fully Furnished  ที่จอดรถ 40% สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง สระว่ายน้ำ jet pool ยาว 21 เมตร, Smart Locker, Co-working space, Co-kitchen space, Meeting room, Fitness, Sky-theater, โรงหนังลอยฟ้า, ลาน B.B.Q., ลู่วิ่งลอยฟ้า, Sky garden ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท  ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร ประมาณ 95,000 บาท/ตร.ม. จุดเด่นโครงการ สเปคห้องดีได้เฟอร์นิเจอร์ครบ ราคาจับต้องได้ง่าย  ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีสุทธิสาร สถานที่ใกล้เคียง เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, ฟอร์จูนทาวน์, เอสพลานาด รัชดาภิเษก, เดอะ สตรีท รัชดา, เซ็นทรัลลาดพร้าว, ยูเนี่ยน มอลล์