Tag : condo

744 ผลลัพธ์
4 เหตุผลที่ “ออริจิ้น” เปิดแบรนด์ใหม่จับตลาด Gen Z

4 เหตุผลที่ “ออริจิ้น” เปิดแบรนด์ใหม่จับตลาด Gen Z

คีย์ซัคเซสของ “ออริจิ้น” หรือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (ORI) ภายใต้การบริหารงานของ “พีระพงศ์ จรูญเอก”  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น คือเรื่องความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า รวมถึงพนักงานและพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ร่วมกันพัฒนาธุรกิจได้ตอบโจทย์  ตรงใจกลุ่มลูกค้าต่างๆ ในช่วงแรกๆ ออริจิ้นมุ่งจับตลาดระดับกลางไปจนถึงบน ภายใต้แบรนด์คอนโดมิเนียมหลัก ได้แก่ แบรนด์ Kensington จับตลาดระดับกลาง แบรนด์ Notting Hill จับตลาดระดับกลาง-กลางบน แบรนด์ Knightsbridge จับตลาดกลาง-บน และแบรนด์ Park จับตลาดบน  แบรนด์โครงการแนวราบ ใช้แบรนด์ Britania ที่จับตลาดระดับบน   แต่ดูเหมือนว่าการทำธุรกิจในปี 2562 โจทย์ทางการตลาดได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการสินเชื่อต่อหลักประกัน (LTV) สงครามการค้าโลกระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในและต่างประเทศ สัญญาณเชิงลบเหล่านี้ทางออริจิ้นมองเห็นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561 แล้ว และวางแผนปรับตัวกับการมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเข้ามาเสริมกับกลุ่มตลาดเดิมที่น่าจะได้รับผลกระทบ  โดยสิ่งที่ออริจิ้นได้เตรียมแผนไว้ คือ การเปิดตัวแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่ “ดิ ออริจิ้น” (The Origin)  ซึ่งจับตลาดกลุ่มเป้าหมาย First Jobber หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน     4 เหตุผลทำไมต้อง First Jobber?   1.กลุ่ม First Jobber ถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 23-28 ปี หรือ กลุ่ม Gen Z ซึ่งมีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเอง โดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิต ที่นิยมอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม และชอบเดินทางด้วยรถสาธารณะหรือรถไฟฟ้า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่นิยมซื้อรถ เพราะนอกจากจะเป็นภาระแล้วยังไม่สะดวกต่อการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ  การอยู่อาศัยในคอนโดฯ  ทำเลใกล้รถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งมวลชลที่สะดวก จึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของคนกลุ่มนี้   2.กลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน จะไม่มีภาระจากหนี้สิ้นหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มมากนัก โดยเฉพาะเป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาในยุคปัจจุบันที่ธนาคารและสถาบันการเงิน เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อสาธารณูปโภค ทำให้ไม่มีภาระหนี้สินจากสิ่งต่างๆ เหล่านั้น  นอกจากไม่มีหนี้สินมากเท่ากับกลุ่มคน Gen อื่นๆ แล้ว กลุ่ม Gen Z ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ยังจะมีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานและรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีความสามารถในการซื้อคอนโดฯ เพื่ออยู่อาศัยไม่ได้มากขึ้นด้วย   3.ขณะที่หากมองภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ จะพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ มุ่งเน้นการปรับพอร์ตธุรกิจของตนเอง โดยไปจับตลาดบ้านแนวราบมากขึ้น ด้วยความกังวลผลกระทบต่อมาตรการ LTV ที่บังคับใช้ และมองว่าตลาดบ้านแนวราบเป็นตลาดเรียลดีมานด์ที่แท้จริง ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการหลายรายหันไปในตลาดบ้านแนวราบ เชื่อว่าการแข่งขันก็ต้องรุนแรงตามไปด้วย ออริจิ้นจึงเลือกมาจับตลาดคอนโดฯ ในกลุ่มเป้าหมายใหม่ดีกว่า   4.ภาวะตลาดโดยรวมที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระดับกลางถึงบน จากผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ​ ชะลอตัวลง 5-10% ซึ่งในปีนี้ออริจิ้นมุ่งเน้นจับตลาดล่าง ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ และตลาดระดับบนที่ถือว่ายังมีกำลังซื้อสูง ทำให้ยอดขายยังคงเติบโตได้โดยมียอดขายเฉลี่ย 70% ในทุกโครงการที่เปิดตัว ขณะที่ภาพรวมตลาดมียอดขายเฉลี่ย 40% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมียอดขายเฉลี่ย 50%     เทคโนโลยี+บริการ ตอบโจทย์ Gen Z   เมื่อออริจิ้น เลือกกลุ่มเป้าหมายหลักทำตลาด คือ Gen Z  ซึ่งมองว่าเป็นตลาดมีโอกาสในปีนี้ และยังต่อเนื่องไปได้นับ 10 ปี จากไลฟ์สไตล์และเทรนด์การใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้  โจทย์ต่อมาที่ออริจิ้นทำคือ การพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของคน Gen Z   -เลือกทำเลเส้นทางรถไฟฟ้า ในราคาที่เอื้อมถึง   แผนการเปิดตัวแบรนด์ดิ ออริจิ้นจะยึดทำเลแนวรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง  ในปีแรกเปิดตัวด้วยกัน 6 โครงการ ในทำเลสุขุมวิท รัชดา ลาดพร้าว รามอินทรา รามคำแหง และพหลโยธิน รวมมูลค่ากว่า 7,700 ล้านบาท  ซึ่งมีระดับราคาขายเฉลี่ย 70,000 บาทต่อตารางเมตร หรือราคาเฉลี่ย 1.2-1.5 ล้านบาท  ถือว่าเหมาะสมกับกำลังซื้อกลุ่ม Gen Z ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000 บาท เป็นกลุ่มซึ่งเดิมต้องเสียค่าเช่าห้อง ประมาณ 6,000 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว   “ปัจจุบันราคาคอนโดฯ ตามรถไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท เราทำราคาประมาณ​ล้านต้นๆ หรือ 1.29 ล้านบาท เป็นราคาย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ทั้งที่ต้นทุนที่ดินไม่ได้ต่างจากคู่แข่ง แต่เราซื้อตรงจากเจ้าของที่ดินและควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้ดี ปัจจุบันราคา 1.2-1.5 ล้านบาทตามแนวรถไฟฟ้าแทบไม่เห็น ถือเป็นบลูโอเชียนของเรา ทุกคนมาดู เห็นเราทำได้ดีเชื่อว่าก็คงทำตาม”   -4 ฟังก์ชั่นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Gen Z   แบรนด์ดิ ออริจิ้น เกิดจากความเข้าใจในลูกค้า รู้ว่าสิ่งใดที่ควรจะทำ และทำในสิ่งที่ตรงใจลูกค้า  การพัฒนาโครงการคอนโดฯ ภายใต้แบรนด์ดิ ออริจิ้น จึงเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ เพราะข้อมูลอินไซต์ของกลุ่ม Gen Z นั้น เป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับความสะดวกสบาย แต่การใช้ชีวิตมีแนวทางและความคิดเป็นของตนเอง เห็นได้จากเทรนด์การออกมาประกอบอาชีพอิสระ หรือการเป็นเจ้าของกิจการต่างๆ เช่นการขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น     โครงการของดิ ออริจิ้น จึงออกแบบ 4 ฟังก์ชั่นและสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์กับกลุ่มคน Gen Z ได้แก่ 1.Smart Closet ออกแบบทุกพื้นที่ในห้องให้สามารถเก็บของได้เพิ่มขึ้น 2.Hotel Services on Demand เชื่อมโยงบริการช่างและพนักงานทำความสะอาด มาตรฐานระดับโรงแรม 3. 24hr Co-working Space ตอบโจทย์การทำงาน 24 ชั่วโมง ด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำงาน และ4.Private Party Room พื้นที่ปาร์ตี้แบบเก็บเสียง และการปรับฟังก์ชั่นการใช้งานได้หลายรูปแบบ   นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณาจำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ ภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง  “ชีวิตจริง101” ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความจริง สะท้อนความเข้าใจต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญเรื่องราวต่างๆ และต้องเริ่มรับผิดชอบตัวเอง และภาพยนตร์โฆษณาอีก 4 เรื่อง สะท้อนถึงฟังก์ชั่นและสิ่งอำนวยความสะดวกโดดเด่นที่จะมีอยู่ในโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ ดิ ออริจิ้น ทุกโครงการ โดยได้ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์”  มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา 4 เรื่องหลัง   ในปีแรกนี้คาดว่าดิ ออริจิ้นจะทำยอดขายให้กับบริษัทได้ประมาณ​ 5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% และในอนาคตอีก 4-5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40-50% ด้วย  
ผลสำรวจที่อยู่อาศัยโคราช มีมูลค่ากว่า 7.7 หมื่นล้าน

ผลสำรวจที่อยู่อาศัยโคราช มีมูลค่ากว่า 7.7 หมื่นล้าน

จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นหนึ่งจังหวัดสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากผู้ประกอบการส่วนกลางเข้าไปเป็นจำนวนมาก กลายเป็นหนึ่งจังหวัดสำหรับที่พักอาศัยของคนกรุงเทพฯ  โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 ไม่แพ้หลายจังหวัดทางชายทะเล ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  ได้จัดทำรายงานผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมา  ซึ่งครอบคลุม 2 อำเภอสำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองนคราชสีมาและอำเภอปากช่อง   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลฯ​ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา และอำเภอปากช่องมีจำนวน 139  โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 16,882 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 77,338 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 6,939 ยูนิต หรือ  41.1% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 32,840 ล้านบาท จำนวนโครงการทั้งหมด แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 97 โครงการ มีจำนวนยูนิต 11,789 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 47,016 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 4,775 ยูนิต หรือ 40.5% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด  คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย 19,220 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 28 โครงการ มีจำนวนยูนิต 4,562 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 15,812 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,881 ยูนิต หรือ 41.2% ของยูนิตในผังโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 5,707 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่า จำนวน 14 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 531 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 14,510 ล้านบาท ยูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 283 ยูนิต หรือ53.3% ของยูนิตในผังโครงการวิลล่าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 7,913 ล้านบาท สำหรับ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม จำนวน 6,656 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด  52.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5  ล้านบาท รองลงมาเป็นคอนโดมิเนียม  28.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 - 2 ล้านบาท เป็นที่ดินเปล่า  7.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท เป็นทาว์เฮ้าส์  4.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และบ้านแฝด ตามลำดับ ส่วนทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดนครราชสีมาที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลหัวทะเล ขายได้ 76.9% มูลค่าขายได้ 5,563 ล้านบาท  2.ทำเลในเมือง ขายได้ 69.4% มูลค่าที่ขายได้ 5,442 ล้านบาท 3.ทำเลสุรนารี-ปักธงชัย ขายได้ 64.7% มูลค่าที่ขายได้ 3,380 ล้านบาท 4.ทำเลบ้านใหม่-โคกกรวด ขายได้ 60.1% มูลค่าที่ขายได้ 6,667 ล้านบาท  และ 5.ทำเลกลางดง ขายได้ 57.8%มูลค่าที่ขายได้ 1,022 ล้านบาท ขณะที่ทำเลคอนโดมิเนียมในจังหวัดนครราชสีมาที่ขายดีมากที่สุด  โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่  1.ทำเลนิคมลำตะคอง ขายได้ 87.4% มูลค่าที่ขายได้ 543 ล้านบาท  2.ทำเลเขาใหญ่ ขายได้ 73.9% มูลค่าที่ขายได้ 7,100 ล้านบาท  3.ทำเลบ้านใหม่-โคกกรวด ขายได้ 58.2% มูลค่าที่ขายได้ 383 ล้านบาท 4.ทำเลกลางดง ขายได้ 45.8% มูลค่าที่ขายได้ 717 ล้านบาท และ 5.ทำเลในเมือง ขายได้ 42.5% มูลค่าที่ขายได้ 1,362 ล้านบาท  
เปิดข้อมูลดัชนีราคาบ้าน-คอนโดฯ Q2/2562

เปิดข้อมูลดัชนีราคาบ้าน-คอนโดฯ Q2/2562

หลังจากมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน หรือ LTV เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ว่าจะชะลอตัวลงเพราะผู้บริโภคยังกังวลใจต่อผลกระทบของมาตรการดังกล่าว  ทำให้ผู้ประกอบการต้องออกแคมเปญการตลาดมากระตุ้นยอดขาย แต่แม้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯ จะไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ราคาอสังหาฯ ก็มีอัตราการเพิ่มขึ้น จากหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องของราคาต้นทุนที่ดิน ซึ่งล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ออกรายงาน ดัชนีราคาอสังหาฯ ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ราคาบ้านใหม่ขยับ 2.8% โดยดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อยู่ระหว่างการขาย ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีค่าดัชนี 125.9 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 แต่ถ้าเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2562 มีค่าดัชนีเพิ่มขึ้น 0.6%   ในเขตกรุงเทพฯ มีค่าดัชนีราคาบ้านจัดสรรเท่ากับ 125.0 จุด เพิ่มขึ้น  2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  ส่วนในพื้นที่ปริมณฑล มีค่าดัชนีราคาบ้านจัดสรรเท่ากับ 126.5 จุด เพิ่มขึ้น  2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   สำหรับดัชนีราคาบ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2562 มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.7 จุด เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ดัชนีราคาบ้านเดี่ยวมีค่าดัชนีเท่ากับ 123.0 จุด เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  ส่วนพื้นที่ปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.9 จุด เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น  0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   ส่วนดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.3 จุด เพิ่มขึ้น  3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 126.8 จุด เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  และในพื้นที่ปริมณฑล มีค่าดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์เท่ากับ 129.8 จุด เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากที่บรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯ ในภาพรวมได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการ LTV ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค  ส่งผลให้ผู้ประกอบการกระตุ้นตลาดด้วยแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งแคมเปญกระตุ้นยอดขายของโครงการบ้านจัดสรรใหม่  มากที่สุดอันดับ 1 คือ การให้ของแถม 52.4% เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท้งก์น้ำ ฯลฯ รองลงมาเป็นการช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง สัดส่วน 41.4% ส่วนอันดับ 3 เป็นการให้ส่วนลดเงินสด 6.3% ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 2562 รายการส่งเสริมการขาย ซึ่งถูกนำมาใช้กระตุ้นตลาดมากที่สุด คือ  การช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง สัดส่วน 45.6% อันดับ 2 เป็นการให้ของแถม 36.0% และอันดับ 3 เป็นการให้ส่วนลดเงินสด 18.4%   คอนโดฯ ปรับราคาขึ้น 8.2%   สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม พบว่าในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 ที่ผ่านมา มีดัชนีราคาห้องชุดคอนโดฯ ใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยมีสาเหตุมาจากแนวโน้มปริมาณห้องชุดใหม่คงเหลือขายในตลาดที่เพิ่มขึ้น และอัตราดูดซับ (อัตราการขาย) ที่ลดลง   รวมทั้ง ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (Macroprudential)  ทำให้ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจ  ด้านผู้ประกอบการก็กระตุ้นตลาดและการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ด้วยการเพิ่มรายการส่งเสริมการขายในไตรมาส 2 มากขึ้น ทำให้ดัชนีราคาห้องชุดในไตรมาส 2 จึงมีค่าดัชนีเท่ากับ 150.5 จุด (ปี 2555 = 100.0) เพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   ถ้าดูเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ จะพบว่าดัชนีราคาห้องชุดคอนโดฯ มีค่าเท่ากับ 151.9 จุด เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนในพื้นที่ปริมณฑล มีค่าดัชนีห้องชุดคอนโดฯ เท่ากับ 143.7 จุด เพิ่มขึ้น 4.7%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างที่รู้กันว่า ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ เพราะการบังคับใช้มาตรการ LTV เริ่มต้นในไตรมาส 2  ผู้ประกอบการจึงต้องอัดแคมเปญการตลาดกระตุ้นยอดขายกัน  โดยพบว่า รายการส่งเสริมการขายในไตรมาสนี้ มากเป็นอันดับ 1 ถึง 59.7% คือ  ของแถม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ อันดับ 2  เป็นส่วนลดเงินสด 27.0% และอันดับ 3 จะช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ 13.3%  ขณะที่ในไตรมาสแรก รายการส่งเสริมการขาย ที่ทำกันมากสุดเป็นการให้ส่วนลดเงินสด 46.2% อันดับ 2 เป็นการ ให้ของแถม 38.5% และอันดับ 3 เป็นการช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ 15.4%   สำหรับทำเลโครงการคอนโดฯ สร้างใหม่ ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรก ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  ได้แก่ 1.พญาไท-ราชเทวี ปรับเพิ่มขึ้น 20.2% 2.บางซื่อ-ดุสิต ปรับเพิ่มขึ้น 19.2%  3.สุขุมวิทตอนปลาย ปรับเพิ่มขึ้น 16.2% 4.สุขุมวิทตอนต้น ปรับเพิ่มขึ้น 13.4% และ 5.ชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้น 10.0%                
เปิดทำเลฮอต !! คอนโดฯ ที่จะออกสู่ตลาดกว่า 20,000 ยูนิตในไตรมาส 3

เปิดทำเลฮอต !! คอนโดฯ ที่จะออกสู่ตลาดกว่า 20,000 ยูนิตในไตรมาส 3

หลังการประเทศไทยได้ผ่านการเลือกตั้งและมีงานสำคัญในประเทศเป็นที่เรียบร้อย สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีความคึกคักเพิ่มมากขึ้น  เห็นได้จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มขยับตัว  เตรียมเปิดโครงการใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้เตรียมแผนการพัฒนาตั้งแต่ปีที่แล้ว ​ส่วนบริษัทขนาดกลางก็ยังคงมุ่งหน้าเปิดโครงการใหม่เพื่อขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ครึ่งปีแรกตลาดมีการชะลอตัวจากนโยบาย LTV และกำลังซื้อจากต่างชาติที่ลดลงบางส่วน   นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยถึง  แนวโน้มการเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 3 ว่า จะมีออกมาอย่างต่อเนื่องหลายโครงการ  โดยเฉพาะผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มีมากกว่า 14,000 ยูนิต ใน 44 โครงการ และหากรวมคอนโดมิเนียมจากผู้ประกอบการรายย่อยที่ประกาศตัวว่า จะเปิดขายในครึ่งปีหลังด้วยแล้ว น่าจะมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นในตลาดอีกไม่ต่ำกว่า 52 โครงการ มากกว่า 20,000 ยูนิตี ทำเลที่คอนโดมิเนียมใหม่จะเปิดมากกว่าครึ่งเป็นทำเลใจกลางเมือง โดยเฉพาะทำเลสามย่าน พญาไท ราชเทวี  รวมไปถึงทำเลสุขุมวิท ทองหล่อ และหลังสวน   จากการเปิดตัวในทำเลใจกลางเมืองดังกล่าว ส่งผลให้แนวโน้มราคาคอนโดมิเนียมเหล่านี้  ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาเฉลี่ยคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้วอีกพอสมควร คาดว่าไม่ต่ำกว่า 10% เพราะเป็นทำเลที่ค่อนข้างดีมาก เป็นที่ดินแปลงหายาก ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยคอนโดมิเนียมในตลาดกลางเมืองนั้น มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน คือ คนระดับบนที่ต้องการสินค้าระดับพรีเมี่ยมเท่านั้น ข้อดีของตลาดกลุ่มนี้ คือ หากสินค้าตรงกับความต้องการ การตัดสินใจก็ไม่มีปัญหาเรื่องราคาเข้ามาเป็นปัจจัย แต่ทั้งนี้กลุ่มนี้ก็มีอยู่จำกัด สำหรับทำเลรองที่ได้รับความสนใจในช่วงนี้ คือ ทำเลติดริมแม่น้ำ เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ใกล้เปิดดำเนินการแล้ว และสายสีทองที่ก่อสร้างอย่างรวดเร็ว   สำหรับแนวคิดใหม่ๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนกลายเป็นเรื่องที่ผู้พัฒนาต้องให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายโครงการขายวิวแม่น้ำ ห้องเพดานสูง จอดรถเพียงพอ มีพื้นที่ทำงานส่วนกลาง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะถามถึงความต้องการในอนาคต ยังมีคอนโดมิเนียมสำหรับผู้สูงอายุที่เข้าถึงความต้องการของคนกลุ่มนี้จริง ๆ ที่เป็นตลาดที่น่าสนใจและน่าจับตามองมาก ที่ผ่านมามีผู้พัฒนาโครงการน้อยมากที่พัฒนาสินค้าสำหรับคนกลุ่มนี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อจริง ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และเข้าใจถึงความต้องการในระยะยาวของตนเองมากที่สุด หรือคอนโดสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ ที่ให้ความสำคัญของการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงใกล้เคียงกับคุณภาพของเจ้าของห้องเอง   นางนลินรัตน์  กล่าวอีกว่า ส่วนในไตรมาส 2 ที่ผ่านมามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 12,300 ยูนิต จาก 30 โครงการ โดยมีโครงการในระดับลักซูรี่และ ซูเปอร์ลักซูรี่ในทำเลซูเปอร์ไพรม์เกิดใหม่หลายโครงการ โดยเฉพาะทำเลสาทร วิทยุ และหลังสวน โดยโครงการเหล่านี้ พยายามขายทำเลที่หายากและหาจุดขายที่แตกต่าง เพื่อดึงดูดลูกค้าในกลุ่มลักซูรี่และซูเปอร์ลักซูรี่เข้ามาซื้อโครงการตนเอง ทั้งนี้ ภาพรวมคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในครึ่งปีแรก 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 23,600 ยูนิต ใกล้เคียงกับตัวเลขครึ่งปีแรก 2561   ส่วนนโยบายรัฐบาลเท่าที่ผ่านมา การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองสำหรับบ้านการเคหะแห่งชาติเหลือ 0.01%สำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทนั้น สามารถช่วยผู้บริโภคได้ในวงกว้าง แต่ยังไม่น่าจะกระตุ้นตลาดได้อย่างชัดเจน เนื่องจากสินค้าระดับราคานี้ ถึงแม้จะมีจำนวนยูนิตมาก แต่ยอดขายรวมยังคงไม่สูงมาก หากต้องการให้เห็นผลชัดเจนขึ้น ควรปรับให้อยู่ในระดับ 5 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย การกระตุ้นควรเป็นมาตรการที่เห็นผลทั้งในวงกว้างและกลุ่มคนที่ทั่วถึงมากขึ้น   “การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เร็วขึ้นน่าจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปได้เร็วกว่านี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็จะได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจะเกิดขึ้นด้วย”    
SCOPE Langsuan-สโคป หลังสวน

SCOPE Langsuan-สโคป หลังสวน

บริษัท สโคป จำกัด เปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการแรกของบริษัท SCOPE Langsuan (สโคป หลังสวน) มูลค่าโครงการกว่า 8,400 ล้านบาท บนที่ดินฟรีโฮลด์ผืนที่แพงที่สุดที่มีการซื้อขายกันในประเทศไทยเมื่อปี 2561 ราคา 3.1 ล้านบาทต่อตารางวา โดย SCOPE Langsuan ได้โทมัส ยูล-ฮันเซน ดีไซเนอร์ชาวเดนมาร์ก ผู้ออกแบบภายในให้กับอาคารที่พักอาศัยที่แพงที่สุดในนิวยอร์คคืออาคาร ONE57 มาออกแบบด้าน Interior ให้กับโครงการ โดยเน้นการออกแบบที่สวยงาม แต่ใช้งานได้จริง เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด     ชื่อโครงการ SCOPE Langsuan(สโคป หลังสวน)  เจ้าของโครงการ บริษัท สโคป จำกัด ที่ตั้งโครงการ ถ.หลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จ.กรุงเทพฯ 10330 พื้นที่โครงการ  2-0-80 ไร่ ลักษณะโครงการ High Rise  จำนวนอาคาร 1 อาคาร  จำนวนชั้น 34 ชั้น จำนวนยูนิต 159 ยูนิต  ขนาดห้อง  1 BEDROOM 83 ตร.ม. 2 BEDROOM  153-162 ตร.ม. Penthouses 419-443 ตร.ม. เฟอร์นิเจอร์ Fully Fitted  ที่จอดรถ Automated Parking 226 คัน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง ห้องฉายภาพยนตร์ที่มีระบบภาพเสียงที่ทันสมัย, ห้องประชุม, ห้องสำหรับแชร์พื้นที่ทำงานร่วมกัน, สกายเลานจ์, ห้องดนตรี, ห้องเก็บของส่วนบุคคล, ห้องกิจกรรมสำหรับเด็ก, โรงยิม, ฟิตเนส, ออนเซ็น, ซาวน่า, ห้องโยคะ, สระว่ายน้ำควบคุมอุณหภูมิ, บริการระดับ 5 ดาว แม่บ้านทำความสะอาด พนักงานต้อนรับ และการดูแลรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ปีที่สร้างเสร็จ Q1 2023 ราคาเริ่มต้น 38 ล้านบาท  จุดเด่นโครงการ ที่ดินฟรีโฮลด์บนถนนหลังสวน ดีไซน์บนความหรูหราที่แท้จริงในทุกรายละเอียด แต่ยังคงจับต้องได้ สามารถใช้งานได้จริง ด้วยการใช้วัสดุระดับพรีเมี่ยมอย่างเหมาะสม โดย Interior Designer ระดับโลก   ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายเขียว สถานีชิดลม   สถานที่ใกล้เคียง Mercury Tower, Central Chidlom, Gaysorn Village, CentralWorld, Paragon, Central Embassy, Bumrungrad International Hospital      
เปิดตัว “ALTITUDE UNICORN Sathorn-Tha Phra” ติด BTS ตลาดพลู คอนโดร่วมทุนระหว่างอัลติจูดและครีทกรุ๊ป 

เปิดตัว “ALTITUDE UNICORN Sathorn-Tha Phra” ติด BTS ตลาดพลู คอนโดร่วมทุนระหว่างอัลติจูดและครีทกรุ๊ป 

ถือเป็นครั้งแรกของทั้ง อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ ที่ประกาศร่วมทุนกับครีท กรุ๊ป (Creed Group) พันธมิตรใหม่จากญี่ปุ่น ซึ่งหันมาลงทุนในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ประเดิมด้วยโครงการคอนโดมิเนียมที่มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มมิลเลนเนียลและนักธุรกิจรุ่นใหม่ “ALTITUDE UNICORN Sathorn-Tha Phra” (อัลติจูด ยูนิคอร์น สาทร-ท่าพระ) ติด BTS ตลาดพลู มูลค่า 2,400 ล้านบาท     นายชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาโครงการของอัลติจูดว่า เรามักเลือกทำเลที่ดี ซึ่งยังมีช่องว่างของตลาด เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีความคุ้มค่าแก่ลูกค้า หนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด คือ การทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในวงการอสังหาริมทรัพย์ในเวทีระดับโลกอย่าง ครีท กรุ๊ป (Creed Group) ซึ่งมาร่วมทุน (Joint Venture Agreement) โดยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนคือ บริษัท อัลติจูด ครีท ตลาดพลู จำกัด โดยอัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ถือหุ้น 51%  และ ครีท กรุ๊ป ถือหุ้น 49% นำร่องพัฒนาโครงการแรกคือ “ALTITUDE UNICORN Sathorn-Tha Phra” (อัลติจูด ยูนิคอร์น สาทร-ท่าพระ)        “การพัฒนา Product ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพวัสดุ หรืองานดีไซน์เท่านั้น แต่กลายเป็นเรื่องของการที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ แม้ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ จะมี Supply ค่อนข้างมาก แต่เราเชื่อในการพัฒนาสินค้าที่ดี โดนใจลูกค้า”    การทำงานร่วมกันครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นการเปิดมิติการลงทุน และการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคตทั้งการเพิ่มมูลค่าให้กับการพัฒนาโครงการอสังหาฯของบริษัทเอง และการผลักดันรายได้และกำไรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต    มิสเตอร์โตชิฮิโกะ มูเนโยชิ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ครีท กรุ๊ป เปิดเผยถึงการหันมาลงทุนในประเทศไทยว่า ครีท กรุ๊ป (Creed Group) บริษัทที่มากประสบการณ์การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จากญี่ปุ่น และพัฒนาผลงานที่เติบโตอย่างมากตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาทั้งในญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย สปป.ลาว และบังคลาเทศ นับเป็นมูลค่าการพัฒนาโครงการรวม (GDV) แล้วกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้ง ยังมีแนวทางขยายการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า  ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเติบโตค่อนข้างสูง โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในการร่วมทนุครั้งนี้เรามีความเชื่อมั่นว่าตัวโครงการมีความแตกต่างจากที่อื่น และจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิสัยทัศน์การบริหารที่ดี กว้างไกล เราจะได้เห็นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ     นายขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงรายละเอียดโครงการว่า คำว่า UNICORN มาจากคำเรียก Startup ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยแนวคิดการพัฒนาโครงการที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยของกลุ่มมิลเลนเนียล ในเซ็กเมนต์ระดับ Medium Class ที่ต้องการประสบความสำเร็จในทั้งชีวิตส่วนตัวและธุรกิจตามที่ตนเองต้องการ โดย ALTITUDE UNICORN Sathorn-Tha Phra จะสามารถลดต้นทุนในธุรกิจของตัวเอง แต่มีไลฟ์สไตล์ที่ดีได้      โครงการ “ALTITUDE UNICORN Sathorn-Tha Phra” (อัลติจูด ยูนิคอร์น สาทร-ท่าพระ) เป็นโครงการ High Rise 34 ชั้น อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ตลาดพลู โดยจะมีการสร้างสะพานที่เชื่อมติดกับสถานีรถไฟฟ้าตลาดพลู ห่างเพียง 0 เมตร บนที่ดินกว่า 2 ไร่  จำนวน 711 ยูนิต ขนาดห้องมี 4 รูปแบบด้วยกัน  ได้แก่ One Bedroom เนื้อที่ 23.64 – 34.56 ตร.ม., One Bedroom Plusเนื้อที่ 36.98 – 45.18 ตร.ม. Loft One Plus One Bedroom เนื้อที่ 39.08 - 69.28  ตร.ม.    เน้นความทันสมัยและความสะดวกสบายครบครัน ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนกลาง (Hard Facility)  Intimate Lobby, Reception & Service Bar, Co-working Space, Co-kitchen, Fitness และ Grand Swimming Pool ที่แตกต่างกว่านั้นเป็นพื้นที่ Reception & Service Bar ออกแบบตกแต่งร้านโดยฟาลาเบลล่า (Fallabella) ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดัง ให้เป็นที่นัดพบและลิ้มรสกาแฟด้วยรูปแบบ Coffee Corner ในตอนกลางวัน แล้วเปลี่ยนเป็นบาร์ยามค่ำคืน ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 2.19 ล้านบาท โดยจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 และคาดการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2564 และเตรียมเปิด Pre Sale วันที่ 21 ก.ค. นี้                
สำรวจตลาดอสังหาฯ​ “พิษณุโลก-ตาก” ดีเวลลอปเปอร์ผุดโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 1.9 หมื่นล้าน

สำรวจตลาดอสังหาฯ​ “พิษณุโลก-ตาก” ดีเวลลอปเปอร์ผุดโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 1.9 หมื่นล้าน

จังหวัดพิษณุโลกและตาก ถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ ไม่แพ้จังหวัดใหญ่ๆ หลายจังหวัด เห็นได้จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความเจริญของเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการในที่อยู่อาศัยตามมา แม้ว่าอาจจะไม่คึกคักมากนักแต่ก็เติบโตด้วยดี แต่จะขยายตัวได้แค่ไหน คงต้องดูจากปริมาณโครงการและการซื้อขาย  ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้จัดทำรายงานการสำรวจสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา พบว่า  มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 92 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 6,857 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 19,125 ล้าน   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า  ที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ของพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก  และจังหวัดตาก โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิตนั้น มีจำนวน 92 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 6,857 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 19,125 ล้านบาท  แบ่งเป็น โครงการบ้านจัดสรร 79 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 4,674 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 15,579 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 13 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 2,183 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 3,546 ล้านบาท     โดยจากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 พบว่า มียูนิตเหลือขายจำนวน 2,459 ยูนิต หรือคิดเป็น 35.9% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 1,886 ยูนิต หรือ 40.4% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมมียูนิตเหลือขายจำนวน 573 ยูนิต หรือ 26.2% ของยูนิตในผังโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดพิษณุโลกนั้น  พบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 70  โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 5,504 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 15,798 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 2,049 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 5,936 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 63 โครงการ มีจำนวนยูนิต 4,109 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 13,598 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 1,624 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 5,306 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 7 โครงการ มีจำนวนยูนิต 1,395 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,200 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 425 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 631 ล้านบาท   ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม จำนวน 5,504 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 52.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5  ล้านบาท รองลงมาเป็นคอนโดมิเนียม 25.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 - 2 ล้านบาท อาคารพาณิชย์ 9.6% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5  ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์  8.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท ที่เหลือบ้านแฝดและเป็นที่ดินเปล่า ตามลำดับ   สำหรับทำเลบ้านจัดสรรขายดีในจังหวัดพิษณุโลก 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก (มิตรภาพ) ขายได้  76.6% มูลค่าขายได้ 1,916 ล้านบาท  2.ทำเลบึงพระ ขายได้  66.0%  มูลค่าที่ขายได้ 68 ล้านบาท 3.ทำเลวัดจันทร์ ขายได้  64.7 มูลค่าที่ขายได้ 960 ล้านบาท 4.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก (ทะเลแก้ว) ขายได้  62.4% มูลค่าที่ขายได้ 1,442 ล้านบาท  และ 5.ทำเลในเมือง ขายได้ 61.3% มูลค่าที่ขายได้ 501 ล้านบาท   ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมขายดีในจังหวัดพิษณุโลก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1. ทำเล ม.นเรศวร ขายได้ 76.5% มูลค่าที่ขายได้ 267 ล้านบาท  2.ทำเลในเมือง ขายได้ 73.7% มูลค่าที่ขายได้ 1,262 ล้านบาท และ 3.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก (ทะเลแก้ว) ขายได้  32.5% มูลค่าที่ขายได้ 40 ล้านบาท  ล้านบาท สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดตาก พบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย จำนวน 22 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 1,353 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 3,328 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 410 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 1,183 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 16 โครงการ มีจำนวนยูนิต 565 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,981 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 262 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 932 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 6 โครงการ มีจำนวนยูนิต  788 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,347 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 148 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 250  ล้านบาท   โดย ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจำนวน 1,353 ยูนิต เป็นคอนโดมิเนียมมากที่สุด 58.2% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 – 2   ล้านบาท รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 31.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา  2 – 3  ล้านบาท  เป็นอาคารพาณิชย์ 6.9%  ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 5 – 7.5 ล้านบาท เป็นทาวน์เฮ้าส์  3.5% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5  ล้านบาท ตามลำดับ   สำหรับทำเลบ้านจัดสรรขายดีในจังหวัดตาก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ และเรียงลำดับจากสัดส่วนที่ขายได้มากที่สุด ได้แก่ ทำเลแม่สอด ขายได้  54.0% มูลค่าขายได้ 908 ล้านบาท  ทำเลในเมือง ขายได้ 51.9% มูลค่าที่ขายได้ 141 ล้านบาท  ตามลำดับ ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมขายดีในจังหวัดตาก  คือ ทำเลแม่สอด ขายได้ 81.2%  มูลค่าที่ขายได้ 1,096 ล้านบาท    
MQDC เปิดแบรนด์ใหม่ “มัลเบอร์รี่” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต?

MQDC เปิดแบรนด์ใหม่ “มัลเบอร์รี่” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต?

ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น จากการดูแลสุขภาพตัวเอง และวิวัฒนาการทางการแพทย์ ทำให้จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น  สังคมไทยจึงกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ  แต่ละครอบครัวจะมีคนถึง 3 Gen ทั้งเจนเนอเรชั่น “ปู่ย่า ตายาย” “พ่อแม่” และ “ลูกหลาน” แต่ด้วยข้อจำกัดของที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ทั้งด้านรูปแบบของที่พักอาศัย ทำเลที่ตั้ง และราคา ส่งผลทำให้คนทั้ง 3 Gen ไม่สามารถพักอยู่อาศัยร่วมกันได้ในบ้านหลังเดียวกัน  แม้ว่าจะมีความต้องการพักอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมากก็ตาม   MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้มองเห็นเทรนด์และแนวโน้มในอนาคต ถึงความต้องการในการอยู่อาศัยร่วมกันของคนหลาย Gen จากผลงานวิจัยหลายแห่งทั่วโลก พบว่า ปัจจุบันคนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันน้อยลง ทำให้คนต้องการพักอยู่อาศัยร่วมกันหลายวัย จึงได้เปิดตัวแบรนด์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ (MULBERRY GROVE) เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งรูปแบบคอนโดมิเนียม และบ้านเดี่ยวในรูปแบบวิลล่า เพื่อรองรับกับการอยู่อาศัยของคนหลายช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “สานความสุข ให้ทุกเจเนอเรชั่น” (NURTURING INTERGENERATION HAPPINESS)   ที่มาของแบรนด์มัลเบอร์รี่ โกลฟ เกิดจากการศึกษางานวิจัยต่างๆ ทั่วโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งทำวิจัยมานานนับ 80 ปี ถึงการพักอาศัยอยู่ร่วมกันของคนหลาย Gen ส่งผลให้คนมีอายุยืนยาวและมีความสุขมากขึ้น  นอกจากนี้ จากการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานวิจัยกับการอยู่ร่วมกันของคนหลาย Gen กับกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ซึ่งมีรายได้มาก 100,000 บาทต่อครอบครัว พบว่า คนส่วนใหญ่ถึง 70.8% ต้องการอยู่อาศัยด้วยกันกับคนหลายวัย กลุ่มคนเหล่านี้มีฐานรายได้มากกว่า 300,000 บาทต่อครอบครัว   นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส MQDC เปิดเผยว่า จากการทำวิจัย พบว่าคนต้องการมีความสุขในการอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนหลายวัย เพราะผลวิจัยทั่วโลกพบว่าปัจจุบันคนมีปฏิสัมพันธ์น้อยลง  ข้อดีของการอยู่ร่วมกัน หากเป็นผู้สูงอายุจะมีอายุยืนยาวขึ้น  จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ขณะที่เด็กทำให้เกิดการเรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนในสังคม   “เทรนด์สำคัญในระดับโลก หรือ Global Trend พบว่าการที่คนมีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกหลายรุ่น นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ทั้งในครอบครัวและสังคม ทำให้เรามีความสุขน้อยลง”   ชู 4 จุดเด่นเพื่อคนทุก Gen   สำหรับแบรนด์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ  คือแบรนด์ที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ เรสซิเดนซ์ ที่มีทั้งแนวราบและแนวสูง หรือ มัลติ-แพลตฟอร์ม แห่งแรกของเมืองไทย ที่จะตอบโจทย์ครอบครัวในทุกรูปแบบ ซึ่งมีหัวใจหลักคือการเอื้อให้เกิดการใช้เวลาร่วมกันระหว่างสมาชิกหลายรุ่นในครอบครัว ผ่านการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนแต่ละเจเนอเรชั่นในครอบครัว  โดยมีจุดเด่นที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่   1.“Designed for Intergenerational Harmony” ที่อยู่อาศัยที่ออกแบบเพื่อการอยู่อาศัยแบบครอบครัว Intergeneration ครั้งแรกของที่อยู่อาศัยที่ออกแบบภายใต้แนวคิดอันเกิดจากการสนับสนุนให้เกิดการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความสุข โดยคิดผ่านการกระบวนการออกแบบจริงร่วมกับครอบครัวและนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาสร้างที่อยู่อาศัยให้กับครอบครัวแบบ Intergeneration พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการที่จะตอบสนองความต้องการของสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัย   2.“Caring Community” ชุมชนการอยู่อาศัยแบบ Intergeneration ที่มีความอบอุ่น สร้างสายสัมพันธ์และเกื้อกูลกันทั้งในครอบครัวและชุมชน “มัลเบอร์รี่ โกรฟ” ออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัวและชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงสามารถจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เพื่อให้คนในครอบครัวที่ต่างช่วงอายุได้พัฒนาความคิดและจิตใจ ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความคิดอันจะก่อให้เกิดไอเดียการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อนำมาซึ่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจนเกิดเป็นความสุขทั้งในครอบครัวและชุมชนแห่ง Intergeneration   3.“Value Creation Neighborhood” การสร้างคุณค่าให้กับครอบครัวหลากหลายช่วงวัยและชุมชน โดยการอยู่อาศัยร่วมกันแบบ Intergeneration จะเป็นการเชื่อมโยงคุณค่าแห่งวัฒนธรรมการอยู่อาศัยของไทยในอดีตที่อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่และมีความกตัญญูเกื้อกูลต่อกัน เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งสังคมผู้มีอายุยืน (Aging Society) และการขยายของสังคมเมือง (Urbanization) ผ่านการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวหลายช่วงวัย สร้างคุณค่าในด้านเศรษฐกิจและด้านจิตใจให้กับทั้งครอบครัวและสังคม   4.“5 Dimensional Well-Being” ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของครอบครัวให้ดีขึ้นในทุกมิติ นำไปสู่ความสุขอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งสังคมที่อยู่อาศัยที่คำนึงถึงความสุขอย่างยั่งยืนนั้น จะสนับสนุนความสัมพันธ์ของสังคมกับธรรมชาติ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ชุมชนเพื่อนบ้าน รวมไปถึงสังคมและธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย เลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม มีการออกแบบให้เหมาะสมกับทุกคนและทุกช่วงวัย (Universal Design) ให้ทุกเจเนอเรชั่น สามารถใช้พื้นที่แห่งความสุขร่วมกันได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นำมาสู่การรับประกันของโครงการที่นานถึง 30 ปี     เตรียมเปิด 3 โปรเจ็กต์ 19,900 ล้าน   สำหรับในปีแรกนี้บริษัทเตรียมเปิดตัว 3 โครงการ มูลค่ารวม 19,900 ล้านบาท ใน 2 ทำเล ได้แก่  โครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” (MULBERRY GROVE Sukhumvit) ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท เพียง 250 เมตร จากรถไฟฟ้า BTS เอกมัย ซึ่งผ่านการเลือกสรรและวิเคราะห์ทำเลว่ามีองค์ประกอบในด้านต่าง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัวหลากหลายช่วงวัยได้เป็นอย่างดี โดยเป็นโครงการแบบ High Rise สูง 37 ชั้น จำนวน 286 ยูนิต และมีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้   ส่วนอีก 2 โครงการ จะพัฒนาภายในพื้นที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้แก่  โครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ จำนวน 283 ยูนิต โดยจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้  และโครงการบ้านเดี่ยวในลักษณะ Cluster Villa ใน จำนวน 37 ยูนิต โดยจะเปิดตัวในช่วงปลายปีเช่นกัน  ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายว่าในปีแรกจะสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ​  5,000-6,000 ล้านบาท   ขณะที่ปีหน้าได้วางเป้าหมายการพัฒนาโครงการใหม่อีก 2 โครงการด้วย ซึ่งการเลือกทำเลที่ตั้งโครงการ จะต้องตอบโจทย์กับคนทุกเจเนอเรชั่น โดยจะต้องอยู่ใกล้โรงพยาบาลและสวนสาธารณะ สำหรับกลุ่มคนรุ่นปู่ย่า ตายายใกล้กับโรงเรียน สำหรับกลุ่มคนรุ่นลูกหลาน และใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือทางด่วน เพื่อรองรับกลุ่มคนพ่อแม่  
The Most Itsaraphap-เดอะ โมส อิสรภาพ

The Most Itsaraphap-เดอะ โมส อิสรภาพ

The Most Itsaraphap คอนโดมิเนียมจาก เนอวานา ไดอิ ดีไซน์ Natural Modern Condo ให้ความความเป็นธรรมชาติภายในโครงการมากที่สุดด้วยการวางคอนเซ็ปต์ 4 Green   Green Design การออกแบบสวนสีเขียวสไตล์ Natural Modern พร้อม Vertical Garden เพื่อให้รู้สึกอบอุ่นผ่อนคลาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ   Green Facility สิ่งอำนวยความสะดวกเหมาะสำหรับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนด้วย Green Working Space   Green Function จัดวางฟังก์ชั่นได้อย่างลงตัว คำนึงถึงทิศทางของลม แสงแดด เพื่อการอยู่อาศัยให้รู้สึกสบายที่สุด   Green Living สิ่งอำนวยความสะดวกรอบโครงการครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เดินทางได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้า         ชื่อโครงการ The Most Itsaraphap (เดอะ โมส อิสรภาพ) เจ้าของโครงการ บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย จ.กรุงเทพฯ 10700 พื้นที่โครงการ  1-3-63 ไร่ ลักษณะโครงการ Low Rise จำนวนอาคาร 1 อาคาร จำนวนชั้น 8 ชั้น จำนวนยูนิต 193 ยูนิต ขนาดห้อง STUDIO 23.5 ตร.ม. 1 BEDROOM 28.5 ตร.ม. 2 BEDROOM  51 ตร.ม. ที่จอดรถ 40% สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Swimming Pool, Fitness, Co-Working Space, Chilling Sky Deck, Play Space, CCTV, Access Card ปีที่สร้างเสร็จ Q4 2020 ราคาเริ่มต้น 2.5 ล้านบาท   จุดเด่นโครงการ Natural Modern Condo พร้อม Vertical Garden วางฟังก์ชั่นอย่าลงตัวคำนึงถึงทิศทางแสงแดด ลม ให้ความรู้สึกโปร่งสบายในสไตล์เนอวานา ไดอิ ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญหลายแห่ง เช่น รพ.ศิริราช เพียง 700 เมตร     ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีบางขุนนนท์, รถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีบางขุนนนท์ (ในอนาคต) และรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน (ในอนาคต)     สถานที่ใกล้เคียง เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, โลตัส ปิ่นเกล้า, เมเจอร์ ปิ่นเกล้า, รพ.ศิริราช, ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, ม.ศิลปากร         
เปิดแผน “สิงห์ เอสเตท” ลุย 3 ธุรกิจ เดินหน้าสู่ “โกลบอล​ โฮลดิ้ง คัมปานี”

เปิดแผน “สิงห์ เอสเตท” ลุย 3 ธุรกิจ เดินหน้าสู่ “โกลบอล​ โฮลดิ้ง คัมปานี”

เป้าหมายการเติบโตสำคัญของ “สิงห์ เอสเตท” หรือ บริษัทสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) คือ การสร้างตัวเลขรายได้ให้ถึง 20,000 ล้านบาท ภายในปี 2563 ด้วยโครงสร้างธุรกิจ ที่แข็งแกร่ง กับ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก  และธุรกิจที่พักอาศัย  แต่สำคัญกว่าตัวเลขรายได้ คือ การก้าวไปสู่การเป็นองค์กรระดับ “โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี”  โดยมีความท้าทายที่เป็นโจทย์ยาก คือ เติบโตด้วยความยั่งยืน   และแม้ว่าวันนี้หากดูพอร์ตฟอลิโอธุรกิจ จะเห็นการไปปักหมุดทำธุรกิจแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษ  มัลดีฟส์  ฟิจิ และมอริเชียส  ถือเป็นการประกาศความพร้อมสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพฝีมือการบริหารงานของกลุ่มคนไทย แต่อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับ “สิงห์ เอสเตท” ในการก้าวไปสู่เป้าหมาย ยังคงต้องเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องไปในอีกหลายประเทศที่มีศักยภาพ  เพื่อสร้างการเติบโตแบบ “มั่นคง” และ “ยั่งยืน” นั่นเอง   เล็ง “เมียนมา-เวียดนาม” ขยายอสังหาฯ   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “S” เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจชาวเมียนมา เพื่อให้เข้าไปร่วมทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเมียนมา หลังจากเขาได้เห็นโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ โครงการมิกซ์ยูสระดับลักชัวรี่ บริเวณแยกเพชรบุรี-อโศก โดยนักธุรกิจดังกล่าวเป็นเจ้าของเหมืองหยกและทับทิมขนาดใหญ่ในเมียนมา มีที่ดินจำนวนมากกระจายอยู่ในหลายเมือง   อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นยังเป็นเพียงการเจรจาพูดคุย  ยังไม่ได้ทำการศึกษาในรายละเอียด แต่บริษัทก็มีความสนใจจะเข้าไปพัฒนาโครงการในเมียนมาด้วยเช่นกัน  เนื่องจากเป็นประเทศที่มีแรงงานจำนวนมาก มีทรัพยากรธรรมชาติ และมีการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหากเข้าไปพัฒนาจะจับตลาดพรีเมียมเป็นหลัก นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสนใจในการขยายตลาดไปยังหลายประเทศในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น เวียดนาม เนื่องจากเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของบริษัท ในการกระจายความเสี่ยงจากตลาดอสังหาฯ ภายในประเทศ และเป็นการก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็น "โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี” (Global Holding Company) ด้วย   "ปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท มีการทำธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่พักอาศัย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำบริษัทก้าวสู่การเป็น โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี ผ่านกลยุทธ์การขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ในระดับพรีเมียม การปรับองค์กรให้มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม"   เตรียมหมื่นล้านลุยธุรกิจ สำหรับแผนธุรกิจในปี 2562 บริษัทได้วางงบลงทุนไว้ 8,000-10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รูปแบบต่างๆ โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ ซอยรางน้ำ มูลค่า 4,500 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 การก่อสร้างอาคารสำนักงาน Oasis บนถนนวิภาวดี-รังสิต  ส่วนธุรกิจโรงแรมปัจจุบันสิงห์มีเปิดให้บริการ 37 แห่ง ใน 5 ประเทศ จำนวน 4,271 ห้อง โดยจะเปิดให้บริการอีก 2 แห่ง ในโครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์ รวม 376 ห้อง จากแผนดังกล่าวนี้จะทำให้ สิงห์ เอสเตท ก้าวขึ้นเป็น “โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี” อย่างสมบูรณ์แบบในปีนี้   ส่วนโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น THE ESSE ASOKE ซึ่งมีการทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนโครงการ THE ESSE @SINGHA COMPLEX จะมีการโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องให้ลูกค้าในไตรมาส 3 ปีนี้ นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการอื่นๆ ที่ทยอยรับรู้รายได้อีกอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือมูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ส่วนใหญ่ในปี 2562 และที่เหลือในปี 2563   “ถึงแม้ว่าตลาดอสังหาฯ จะมีการปรับตัวจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ อาทิ เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และนโยบายกำกับดูแลสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ซื้อบ้าน แต่ สิงห์ เอสเตท ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงการตามแผนที่วางไว้ โดยมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ พร้อมรับความท้าทายของตลาดอสังหาฯ นอกจากนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย” เดินหน้าเป้าหมายรายได้ 20,000 ล้าน   สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสแรกของปี 2562 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท สูงขึ้นมากกว่า 160% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และมีกำไรสุทธิ 293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว   โดยปี 2562 ยังคงเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวรายได้จากการลงทุนในกิจการกลุ่มเอาท์ริกเกอร์ ที่มีโรงแรม 6 แห่ง และอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์ (The Office at SINGHA COMPLEX) ที่แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และเริ่มรับรู้รายได้จาก โครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์  นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตท ยังมีแผนนำธุรกิจโรงแรมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ โดยใช้ชื่อ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน)       โดยแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้ของการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Esse Asoke  โครงการ The Esse at Singha Complex  และการรับรู้รายได้ของอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์  หากเป็นไปตามแผนธุรกิจ และไม่มีอะไรผิดพลาด ในปีนี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นว่าบริษัทอาจจะมีรายได้ถึง 20,000 ล้านบาท เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ว่าจะทำรายได้ดังกล่าวในปี 2563  ซึ่งเป็นผลจากทุกธุรกิจมีการเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เป้าหมายที่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่นั้น  ต้องรอลุ้นกันอีกทีในช่วงปลายปีนี้
วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน

วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน

ฝนเทกระหน่ำเมื่อไรใจหายทุกที เมื่อเกิดอาการน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้านหรือแม้แต่คอนโดฯ ตามผนัง วงกบ หลังคา หรือแม้กระทั่งพื้นบ้าน หากปล่อยไว้จะเกิดความเสียหายไม่ว่ามีเชื้อรา สีหลุดร่อน ไปจนถึงกระทบโครงสร้างบ้านกันเลยทีเดียว นอกจากจะเสียเวลาซ่อมแซมแล้ว ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายตามมาอีก ถ้าอย่างนั้นเรามารีบแก้ไขปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้านก่อนจะบานปลายกันเถอะครับ   หลังคา เป็นส่วนหลักๆ ของบ้านที่จะต้องเผชิญกับแดด ลม ฝน เมื่อนานวันเข้าก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพของวัสดุ เมื่อเกิดคราบน้ำบริเวณฝ้าเพดานภายในบ้าน แนะนำให้ลองดูบริเวณใต้หลังคา ซึ่งจะมีสาเหตุส่วนใหญ่ดังนี้ครับ   กระเบื้องหลังคามีการแตกร้าว เวลาฝนตกน้ำจึงเข้ามาภายในบ้านได้ง่ายมากๆ ก็ให้รีบเปลี่ยนกระเบื้องตรงจุดนั้นครับ   การติดตั้งหลังคาไม่เหมาะสม สาเหตุนี้เกิดได้จากหลายสิ่งครับ เช่น กระเบื้องยึดไม่แน่น ระยะซ้อนทับหลังคาไม่ถูกต้องตามชนิดของกระเบื้องหลังคา ความลาดเอียงน้อยเกินไปทำให้ฝนไหลย้อนเข้าใต้หลังคา กระเบื้องเผยอเพราะโครงสร้างเริ่มแอ่น หากเป็นเช่นนี้ต้องเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูให้จะดีกว่าครับ   พื้นดาดฟ้า บ้านไหนที่ไม่ได้มุงกระเบื้อง แต่เป็นพื้นคอนกรีตให้ลองเช็ครอยต่อระหว่างผนังกับดาดฟ้า หรือตัวพื้นคอนกรีตอาจมีร่องรอยการแตกร้าวน้ำจึงรั่วซึมผ่านทางนี้ได้ ให้หาวัสดุกันซึมที่มีคุณสมบัติปกปิดรอยแตกได้มาปิดตรงรอยแตกร้าว   รางน้ำฝน ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอครับว่ามีเศษใบไม้ กิ่งไม้ร่วงลงมาทับถมจนรางน้ำฝนอุดตันหรือไม่ ทำความสะอาดครับ จะได้ไม่ขวางทางระบายน้ำ   ผนัง เป็นจุดที่พบการรั่วซึมของน้ำบ่อยที่สุด ซึ่งปัญหานี้สามารถพบเจอได้ทั้งในบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยมีสาเหตุหลัก เช่น   รอยร้าวจากปูนฉาบ ไม่ว่าผนังจะมีรอยแตกตรงกลางหรือรอยต่อตรงส่วนต่อเติม ก็ทำตัวการทำให้น้ำซึมผ่านผนังจนสีทาภายในพองตัวหลุดร่อน สามารถซ่อมแซมได้เองด้วยการใช้ปูนซีเมนต์สำหรับงานซ่อมหรือกาวโพลียูรีเทน ที่ผนังด้านนอกบ้านแล้วทากันซึมจึงทาสีทาบ้านทับอีกที ส่วนภายในบ้านก็ขูดสีที่พองออกก่อนแล้วจึงทาสีทับลงไปใหม่ตามวิธีที่ระบุไว้ข้างกระป๋องสี   รอยแตกตามขอบวงกบประตู-หน้าต่าง ให้อุดรอยด้วยซิลิโคนหรือกาวโพลียูรีเทน แต่หากรอยใหญ่มากจนเกินไปแนะนำให้เรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาเปลี่ยนประตู-หน้าต่างใหม่เลยจะดีกว่าครับ   พื้น ส่วนใหญ่จะเกิดกับบ้านรุ่นเก่าซึ่งมีระดับต่ำกว่าถนน เมื่อเกิดน้ำรั่วซึมผ่านรอยต่อระหว่างพื้น คาน และผนัง ก็ให้อุดช่องว่างด้วยกาวซิลิโคน กาวโพลียูรีเทน หากเอาไม่อยู่แล้วส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยก็เรียกช่างมาเลยครับ อาจจะต้องเทพื้นใหม่ให้สูงขึ้นกว่าเดิม หรือวิธีอื่นแล้วแต่ช่างจะพิจารณา   ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น ลองหาวันว่างเดินสำรวจให้รอบบ้านก่อนปัญหาน้ำฝนรั่วซึมจะเกิดขึ้นครับ เพราะเราสามารถหาอุปกรณ์มาป้องกันได้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ครับ    
มีทุนแค่ 2 ล้าน ก็ลงทุนอสังหาฯ​ในอังกฤษได้

มีทุนแค่ 2 ล้าน ก็ลงทุนอสังหาฯ​ในอังกฤษได้

การซื้อโครงการคอนโดมิเนียม นอกจากอยู่อาศัยเองแล้ว ส่วนหนึ่งก็ยังเป็นการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ซื้อได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจซื้อเพื่อลงทุนโดยตรง หรือผลประโยชน์ทางอ้อมจากการปรับขึ้นของราคาคอนโดฯ ก็ตาม ที่ทำให้ผู้ซื้อได้มูลค่าเพิ่มมากขึ้น​ การเข้ามาลงทุนในตลาดคอนโดฯ​ หลายปีที่ผ่านมาจึงคึกคักพอสมควร เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเติบโตสูง จึงเห็นมีกลุ่มนักลงทุนเข้ามาในตลาดจำนวนมาก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนจากการปล่อยเช่า หรือการลงทุนจากการขายต่อแล้วได้ส่วนต่างของราคา   แต่โอกาสการลงทุนในคอนโดฯ ไม่ใช่มีเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์  ในเมืองไทยเท่านั้น ตลาดต่างประเทศหลายแห่งก็เป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับการเข้าไปลงทุน ที่เริ่มเป็นที่นิยมของกลุ่มคนไทยเพิ่มมากขึ้น  คงเป็นตลาดอสังหาฯ ในประเทศอังกฤษ เห็นได้จากเริ่มมีตัวแทนหรือเอเยนซี่ เอาโครงการหลากหลายประเภทเข้ามานำเสนอให้คนไทยได้เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของและลงทุน   นางสาวดาว ไวรักษ์สัตว์ ผู้อำนวยการภูมิภาคสหราชอาณาจักร บริษัท พี เอ็น เอ็น แค็ปปิตอล จำกัด (PNN) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาฯ ในประเทศอังกฤษ เป็นตลาดที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะเป็นตลาดที่อยู่ตัวแล้ว มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และมีผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้ กฎหมายของประเทศอังกฤษเปิดโอกาสให้ต่างชาติถือครองอสังหาฯ ได้อย่างถูกต้อง 100%  มีการจัดการที่โปร่งใส ที่สำคัญผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง “ปลายปีแล้วบริษัทได้เริ่มนำโครงการ ELIZABETH มาแนะนำในตลาดไทย ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมีคนไทยซื้อ 6 ยูนิต คนเอเชียซื้อ 4 ยูนิต รวมมูลค่าประมาณ​100 ล้านบาท และมีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”   ลงทุน 2 ล้านได้ผลตอบแทนสูงสุด 10%   ในปีนี้บริษัทจึงได้นำโครงการอสังหาฯ​ ในประเทศอังกฤษเข้ามาแนะนำให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าไปลงทุนเพิ่ม โดยมีอสังหาฯ ประเภทอื่นนอกจากโครงการคอนโดฯ ด้วย ทั้งหุ้นกู้ อพาร์ตเม้นท์  ที่พักนักศึกษา  และโรงแรม มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ล้านบาท ไปจนถึง 100 ล้านบาท  เป็นโครงการที่อยู่ในเมืองที่กำลังเติบโตและมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ  มีผลตอบแทนการลงทุนอยู่ในระดับ 6.5%-10% ต่อปี  ได้แก่ 1.โครงการ Elizabeth Tower คอนโดหรู 52 ชั้น ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ มีระดับราคาเริ่มต้นยูนิตละ 2 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณปีละ ​7% หรือ มูลค่าอสังหาฯ ที่เพิ่มขึ้น 20-25%   2.โครงการ Vita Cardiff ที่พักนักศึกษาที่ถือได้ว่ามีอัตราการจองล่วงหน้าเป็นอันดับต้นๆของอังกฤษ ซึ่งผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่พักนักศึกษามาแล้วกว่า 20 แห่ง และจะเลือกพัฒนาในพื้นที่มีนักศึกษาอยู่หนาแน่นไม่ต่ำกว่า 30,000 คน โครงการสามารถขายต่อได้ง่ายและได้กำไรในอัตรา 10% และโครงการยังการันตรีผลตอบแทนในอัตรา 6.5% ในระยะ 3 ปี สำหรับกลุ่มนักลงทุน และหากซื้อยกชั้นผลตอบแทนจะได้รับผลตอบแทนการลงทุน 7% ซึ่งราคาขายยูนิตละ 5-6 ล้านบาท ส่วนค่าเช่าสำหรับนักศึกษาจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน   3.โครงการ Moseley Garden คอนโดหรูกลางใจเมืองเบอร์มิงแฮม ที่กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน   4.โครงการ No7. by La Tour โรงแรมติดชายหาด ในเมือง Black Pool เมืองตากอากาศตอนกลางถึงตอนเหนือของอังกฤษ โครงการนี้สามารถลงทุนโดยได้รับโฉนดห้อง มีผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ​10% ต่อปี ผู้ซื้อสามารถขายคืนให้กับดีเวลลอปเปอร์ได้เมื่อถืออายุครบ 5 ปี   5.โครงการ Bolton Studio, Kensington Chelsea, London อพาร์ทเม้นท์ตกแต่งเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ใน Residential Zone เป็นสถานที่น่าอยู่ในลำดับต้น ๆ ของลอนดอน เหมาะสำหรับการซื้อเพื่อให้บุตรหลานเข้าเรียนต่อที่อิมพีเรียล คอลเลจ หรือการปล่อยเช่า หุ้นกู้อีกทางเลือกลงทุนระยะสั้นเพียง 1 ปี   นอกจากการลงทุนในอสังหาฯ ประเภทต่างๆ แล้ว ในประเทศอังกฤษ นักลงทุนยังสามารถลงทุนในรูปแบบหุ้นกู้กับดีเวลลอปเปอร์ได้ด้วย โดยจะได้รับผลตอบแทน 12-15% อายุสัญญา 1 ปี การที่ดีเวลลอปเปอร์มีการออกหุ้นกู้นั้น เป็นกระบวนการกู้เงินกับสถาบันการเงิน และการขอใบอนุญาตพัฒนาโครงการมีขั้นตอนล่าช้า และต้องเสียค่าธรรมเนียมหลายอย่าง  ทำให้เกิดความไม่คล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ  จึงหันมาออกหุ้นกู้โดยตรง ซึ่งบริษัทมีหุ้นกู้จากดีเวลลอปเปอร์ที่พัฒนาโครงการ 3 รูปแบบ ได้แก่ พัฒนาโรงแรม สนามบิน และระดมเงินเพื่อซื้อที่ดิน   โดยบริษัทเตรียมจัดสัมมนา “The UK Property” Investment Seminar 2019 หัวข้อ “ลงทุนต่างประเทศให้ผลตอบแทนไม่ต่างจากการลงทุนในไทย…จริงหรือ?” และ “ลงทุนเมืองอะไร และควรลงทุนแบบไหน ถึงได้ผลตอบแทนคุ้มค่า...มากที่สุด” พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเอเจนซี่และนักลงทุน ในวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562  โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถทำยอดขายได้ 300-500 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการอสังหาฯ​ ที่นำเข้ามาขาย 1,500 ล้านบาท    
“ออริจิ้น” เตรียมส่งแบรนด์คอนโดฯ น้องใหม่ “ดิ ออริจิ้น” เจาะตลาด First Jobber

“ออริจิ้น” เตรียมส่งแบรนด์คอนโดฯ น้องใหม่ “ดิ ออริจิ้น” เจาะตลาด First Jobber

“ออริจิ้น” เตรียมส่งแบรนด์คอนโดน้องใหม่ “ดิ ออริจิ้น” เจาะตลาด First Jobber และ First Condo Buyer 6 โครงการ 6 ทำเล ทั่วกรุงเทพฯ ประเดิมโปรเจ็กต์แรก “The Origin Ram 209 Interchange” มูลค่า 1,900 ล้านบาท เชื่อมรถไฟฟ้าสายสีส้ม-ชมพู ชิมลาง เปิดพรีเซลราคาเริ่มต้น 1.29 ล้าน   นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 บริษัทจะส่งแบรนด์คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “ดิ ออริจิ้น” (The Origin) กระจายบุกไปยังทำเลต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯถึง 6 โครงการ 6 ทำเล ได้แก่ สุขุมวิท รัชดา ลาดพร้าว รามอินทรา รามคำแหง พหลโยธิน เน้นเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) อายุประมาณ 23-28 ปี และกลุ่มที่กำลังต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นทรัพย์สินอย่างแรก (First Condo Buyer) “แบรนด์น้องใหม่ บริษัทพัฒนา ให้เป็น Smart Product และมี Service Excellence ที่สามารถตอบโจทย์และแก้ Pain Point ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีฟังก์ชั่นต่างๆ ภายในห้อง มีพื้นที่ส่วนกลางที่อำนวยความสะดวกให้กับทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเราจะเปิดตัวแคมเปญสะท้อนทั้งความเป็นตัวตนของแบรนด์และฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบันในช่วง กลางเดือนกรกฎาคมนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว   โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายน นี้ บริษัทจะเปิดตัวโครงการภายใต้แบรนด์ดิ ออริจิ้น นำร่องก่อน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ ดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ (The Origin Ram 209 Interchange) มูลค่าโครงการประมาณ 1,900 ล้านบาท เป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่สูงที่สุดในย่านมีนบุรี ด้วยความสูง 109 เมตร ทำให้เห็นวิวได้รอบทิศทาง ใกล้โรงเรียนชั้นนำและศูนย์การค้าขนาดใหญ่จำนวนมาก พร้อมเปิดพรีเซล 29 มิถุนายนนี้ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาท   “ย่านรามคำแหง-มีนบุรี เป็นย่านที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง และถือเป็นทำเลแห่งอนาคต เพราะกำลังจะมีรถไฟฟ้าถึง 2 สายเชื่อมเข้าไปสู่แหล่งงานสำคัญอย่างอโศก-พระราม 9 และดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ มีร้านอาหาร มีแหล่งช้อปปิ้ง มีโรงพยาบาล อำนวยความสะดวกมากมาย ขณะที่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่สะสมยังไม่มากนัก จึงเป็นสาเหตุให้เราเลือกนำร่องแบรนด์ใหม่ด้วยทำเลนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว สำหรับโครงการดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ ตั้งอยู่บนถนนรามคำแหง ติดสถานีอินเตอร์เชนจ์มีนบุรีเชื่อมรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ สายสีส้มตะวันออกและสายสีชมพู บนพื้นที่ขนาดประมาณ 4 ไร่ 87 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารสูง 31 ชั้น จำนวน 1 อาคาร และอาคารจอดรถ 8 ชั้นอีก 1 อาคาร ภายในโครงการประกอบด้วยพื้นที่สีเขียวถึง 3,000 ตารางเมตร  พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากที่สุดในย่านและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ถึง 17 อย่าง อาทิ จ๊อกกิ้งแทร็ก, Street Basketball, Sky garden, Sky Lounge, ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ, Theatre Room, Game Room, Private Party Room, Co-working Space   ขณะที่ห้องพักอาศัย ประกอบด้วยห้องพักขนาดตั้งแต่ 22-34 ตารางเมตร  ตกแต่งแบบ Fully-fitted พร้อมระบบ Home Automation อำนวยความสะดวกในชีวิตได้จากปลายนิ้ว คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 4 ของปีนี้และแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2564  
COMMON TU-คอมมอน ทียู

COMMON TU-คอมมอน ทียู

ชื่อโครงการ COMMON TU (คอมมอน ทียู) เจ้าของโครงการ บริษัท เดอะ ครีเอเตอร์ส เอชคิว จำกัด ที่ตั้งโครงการ ถ.คลองหลวง ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 พื้นที่โครงการ  2-1-82 ไร่ ลักษณะโครงการ High Rise จำนวนอาคาร 1 อาคาร จำนวนชั้น 31 ชั้น จำนวนยูนิต 506 ยูนิต ร้านค้า 4 ยูนิต ขนาดห้อง STUDIO 26.5-26.8 ตร.ม. 1 BEDROOM 30.8-32.2 ตร.ม. 2 BEDROOM  51.2 ตร.ม. ที่จอดรถ 213 คัน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง บริการต้อนรับตลอด 24 ชม., ฟิตเนส 2 ชั้น พร้อมเทรนเนอร์, ห้องประชุมและห้องทำงาน ห้องสมุด 100 ที่นั่ง, Free Wifi, สระว่ายน้ำชั้น Rooftop, Glass House, บริการรถตู้รับ-ส่งไปมหาวิทยาลัยและในเมือง, CCTV และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ฯลฯ   ปีที่สร้างเสร็จ ปลายปี 2564 ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท จุดเด่นโครงการ อาคารสูงที่สุดในย่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดีไซน์ภายใต้คอนเซป “ILLUMINATION& LIFE BATTERY” จุดประกายไอเดียเพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนและเติมพลังงานให้ผู้อาศัยไปพร้อมๆกัน        สถานที่ใกล้เคียง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, โลตัส คลองหลวง, แม็คโคร คลองหลวง, นิคมนวนคร      Pre sale วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00-18.00 น. ณ โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thecreatorshq.com หรือโทร 095-993-9992        
ดีเวลลอปเปอร์ ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ในเชียงใหม่-เชียงราย มูลค่ากว่า 1.17 แสนล้าน

ดีเวลลอปเปอร์ ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ในเชียงใหม่-เชียงราย มูลค่ากว่า 1.17 แสนล้าน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจ โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิต จากการสำรวจพบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 257 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 32,075 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 117,859 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร 203 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 23,470 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 87,143 ล้านบาท โครงการอาคารชุด 50 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 8,539 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 28,840 ล้านบาท และโครงการวิลล่า 4 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 66 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 1,875 ล้านบาท ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ในพื้นที่สำรวจจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย มียูนิตเหลือขายจำนวน 10,762 ยูนิต หรือ 33.6% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 8,221 ยูนิต หรือ 35.0% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด โครงการอาคารชุดมียูนิตเหลือขายจำนวน 2,524 ยูนิต หรือ 29.6% ของยูนิตในผังโครงการอาคารชุดทั้งหมด และโครงการวิลล่ามียูนิตเหลือขายจำนวน 17 ยูนิต หรือ 25.8% ของยูนิตในผังโครงการวิลล่าทั้งหมด โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 222 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 28,552 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 106,882 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 9,459 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 36,528 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 169 โครงการ มีจำนวนยูนิต 20,295 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 76,776 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 6,981 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 27,406 ล้านบาท โครงการอาคารชุด จำนวน 49 โครงการ มีจำนวนยูนิต 8,191 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 28,231 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 2,461 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 8,665 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่า จำนวน 4 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 66 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,875 ล้านบาท ยูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 17 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 458 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุด จำนวน 28,486 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 43.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท รองลงมาเป็นอาคารชุด2 8.8% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ 14.1 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท บ้านแฝด 6.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ที่เหลือเป็นที่ดินเปล่าและอาคารพาณิชย์ ตามลำดับ ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงใหม่ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1. ทำเลหางดงตอนบน ขายได้ 82.1% มูลค่าขายได้ 4,489 ล้านบาท 2.ทำเลท่ารั้ว-ดอยสะเก็ด ขายได้ร้ 81.6% มูลค่าที่ขายได้ 2,697 ล้านบาท 3.ทำเลในเมือง ขายได้ 78.3% มูลค่าที่ขายได้ 2,338 ล้านบาท 4.ทำเลแม่ริม ขายได้ 74.4% มูลค่าที่ขายได้ 2,793 ล้านบาท และ 5.ทำเลสารภี ขายได้ 72.% มูลค่าที่ขายได้ 6,226 ล้านบาท ส่วนทำเลอาคารชุดในจังหวัดเชียงใหม่ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลในเมือง ขายได้ 85.8% มูลค่าที่ขายได้ 8,429 ล้านบาท 2.ทำเล ม.พายัพ ขายได้ร้ 81.7% มูลค่าที่ขายได้ 4,351 ล้านบาท 3.ทำเลสันทราย ขายได้ 71.1% มูลค่าที่ขายได้ 2,100 ล้านบาท 4.ทำเลแม่ริม ขายได้ 61.3% มูลค่าที่ขายได้ 334 ล้านบาท และ 5.ทำเลหางดงตอนบน ขายได้ 57.4% มูลค่าที่ขายได้ 4,239 ล้านบาท   โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเชียงราย มีจำนวน 35 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 3,523 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 10,976 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,303 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,596 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 34 โครงการ มีจำนวนยูนิต 3,175 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 10,367 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,240 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,476 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด จำนวน 1 โครงการ มีจำนวนยูนิต 348 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 609 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 63 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 120 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดจำนวน 3,523 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 41.5% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ 17.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1 – 1.5 ล้านบาท เป็นอาคารพาณิชย์ 16.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท เป็นที่ดินเปล่า 11.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท เป็นอาคารชุด 9.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 – 2 ล้านบาท ที่เหลือเป็นบ้านแฝด ตามลำดับ สำหรับทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงรายที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ และเรียงลำดับจากสัดส่วนที่ขายได้มากที่สุด ได้แก่ 1.ทำเลแม่สาย ขายได้ 86.4% มูลค่าขายได้ 221 ล้านบาท 2.ทำเลเชียงแสน ขายได้ 74.1% มูลค่าที่ขายได้ 240 ล้านบาท 3.ทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง ขายได้ 72.3% มูลค่าที่ขายได้ 2,174 ล้านบาท และ 4.ทำเลในเมืองเชียงราย ขายได้ 51.5% มูลค่าที่ขายได้ 3,255 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนทำเลอาคารชุดทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง ขายได้ 81.9% มูลค่าที่ขายได้ 489 ล้านบาท
“SANSIRI SERVICE” พาไปชม “บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” จากบริการที่ใส่ใจจากแสนสิริ

“SANSIRI SERVICE” พาไปชม “บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” จากบริการที่ใส่ใจจากแสนสิริ

“บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” ด้วยบริการที่ใส่ใจจากแสนสิริ เพราะความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของการอยู่อาศัย "SANSIRI SERVICE" พร้อมให้บริการที่จะทำให้ลูกบ้านทุกคนอุ่นใจได้ตลอด 24 ชม. เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย และครอบคลุมรอบด้าน แล้วคุณจะว้าวกับชีวิตดี๊ดี ที่ได้เป็นลูกบ้านแสนสิริ   #บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน #SansiriService #CompleteYourLivingExperience สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/gn7 ----------------------------------------------------------- ติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจได้ที่ Website : https://www.reviewyourliving.com Facebook : https://www.facebook.com/reviewyourliving Youtube : http://bit.ly/2CCTMBk
CLOUD Thonglor-Phetchaburi คอนโดใหม่จาก Risland บนระดับเหนือเมฆ

CLOUD Thonglor-Phetchaburi คอนโดใหม่จาก Risland บนระดับเหนือเมฆ

คลาวด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี คือ คอนโดมิเนียมใหม่ล่าสุดบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปไม่นาน จากแบรนด์อสังหาฯ สัญชาติฮ่องกง “Risland (Thailand)” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการพัฒนาอสังหาฯมาแล้วใน 5 ประเทศทั่วโลก เมื่อเลือกที่จะเปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ในประเทศไทยก็ต้องมาให้ว้าวกันนิดนึง     เริ่มกันด้วยเรื่อง Location ที่ตั้งโครงการอยู่ติดริมถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ระหว่างแยกพร้อมพงษ์ และทองหล่อ ซึ่งเป็นถนนเส้นคู่ขนานไปกับถนนสุขุมวิท บริเวณที่ตั้งโครงการอยู่ในจุดที่สามารถเชื่อมต่อกับซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) และซอยสุขุมวิท 39 (พร้อมพงษ์) ได้ และยังมีถนน/ซอยที่ตัดไปออกสุขุมวิทได้หลายซอย จะเลือกใช้เส้นทางไหนก็สะดวก ในขณะที่อีกด้านของถนนก็มีอีกหลายซอยเช่นกันที่เชื่อมต่อกับถนนพระราม 9 ดังนั้นการเดินทางในบริเวณนี้จึงมีเส้นทางให้เลือกหลายทางด้วยกัน แถมด้วยรถไฟฟ้า MRT เพชรบุรี BTS พร้อมพงษ์, ทองหล่อ และ Airport Rail Link ก็มีสถานีอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก พื้นที่รอบๆ ก็แวดล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าสุดหรู ร้านอาหารหลากสไตล์ อาคารสำนักงาน โรงเรียน โรงพยาบาล และแหล่ง Hang Out เก๋ๆ อีกเพียบ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายตามแบบฉบับคนเมือง จึงเรียกได้ว่า คลาวด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี อยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของกรุงเทพแห่งหนึ่งเลยทีเดียว     คลาวด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี ถูกดีไซน์ออกมาในสไตล์ Modern Contemporary โดยทีมดีไซน์เนอร์ระดับโลกอย่าง Tandem Architects ในขณะที่ Design Worldwide Partnership (DWP) เป็นผู้ออกแบบการตกแต่งภายในทั้งหมด ส่วนการออกแบบ Landscape ก็ได้ 1819  มาเป็นผู้ดูแลให้ จึงมั่นใจได้ว่าพื้นที่ทุกตารางนิ้วของโครงการผ่านการคิด และออกแบบมาเป็นอย่างละเอียด เพื่อให้สะท้อนเอกลักษณ์ของคำว่า “Feel The Cloud” ได้อย่างครบถ้วน     “Feel The Cloud” จุดเด่นสำคัญของคลาวด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี คือความสูงของตัวอาคารที่สูงถึง 202 เมตร ถือว่าเป็นตึกที่สูงอันดับต้นๆบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ดังนั้นการใช้ชีวิตที่ความสูงเหนือระดับก็จะต้องไม่ธรรมดา เพราะทางโครงการตั้งใจจัดพื้นที่ส่วนกลางมาให้แบบเต็มที่กันไปเลยด้วย Triple Facilities ทั้งส่วนล่าง ส่วนกลาง และส่วนลอยฟ้า รวมกว่า 4,000 ตารางเมตรซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ให้พื้นที่ส่วนกลางเทียบกับจำนวนยูนิตมากที่สุดในโซนนี้ก็ว่าได้ โดย Hi-Light อยู่ที่สวนลอยฟ้าที่ชั้นบนสุดของอาคาร และ U-Shape Sky Swimming Pool บนชั้น 55 ที่สามารถว่ายน้ำได้อย่างเป็นส่วนตัว พร้อมดื่มด่ำวิวกรุงเทพฯได้อย่างเต็มตา แบบ 360 องศา ชนิดที่ว่าไร้ตึกใดๆ เข้ามาบดบังสายตากันไปเลย นอกจากนี้ยังมี Facilities บนชั้น29 และชั้น 4 อาทิ co working space, ห้องสมุด, ครัวส่วนกลาง, ห้องสำหรับเด็ก และห้องชมภาพยนตร์ เป็นต้น   สวนลอยฟ้า U-Shape Sky Swimming Pool บนชั้น 55fl   พื้นที่ Co-Working Spacegf และห้องสมุด   ห้องชมภาพยนตร์   สำหรับโครงการนี้ ทาง Risland (Thailand) เปิดตัวกันมาที่ราคาเริ่มต้น 3.5 ล้านบาท* เท่านั้น ซึ่งจะมีขนาดห้องให้เลือกทั้งหมด 5 Type ได้แก่ คลาวด์ สตูดิโอ 24 ตารางเมตร คลาวด์ สวีท 31.5 – 32.5 ตารางเมตร คลาวด์ สวีท อีลิท 37.5 – 38 ตารางเมตร คลาวด์ ดับเบิ้ล เอ็กซ์คลูซีฟ 54.5 ตารางเมตร คลาวด์ เพนท์เฮ้าส์ 80.5 – 102.5 ตารางเมตร     คลาวด์ สวีท  ขนาด 31.5 ตารางเมตร   คลาวด์ สวีท อีลิท ขนาด 38 ตารางเมตร   โครงการ คลาวด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี จะเปิด Pre-Sale อย่างเป็นทางการใน วันที่ 15-16 มิถุนายนนี้ ณ โรงแรม Park Hyatt พบโปรโมชั่นพิเศษในงาน พร้อมชมห้อง ตัวอย่างได้ที่สํานักงานขายในเดือนกรกฎาคม สามารถลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cloudthonglor.com หรือ 02 026 6888
Niche MONO Sukhumvit-Puchao ติดรถไฟฟ้า เฟอร์ฯ ครบ จบในที่เดียว

Niche MONO Sukhumvit-Puchao ติดรถไฟฟ้า เฟอร์ฯ ครบ จบในที่เดียว

ขึ้นชื่อว่าเป็นคอนโดติดรถไฟฟ้า ใครๆ ก็อยากจะอยู่ทำเลแบบนี้จริงไหมคะ เพราะเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด ประหยัดเวลาได้อีกเยอะ แต่พอมาดูเรื่องราคาของโครงการเหล่านี้แล้ว ก็ทราบกันดีว่าสูงใช้ได้เลยทีเดียวถึงจะได้ห้องขนาดเหมาะๆ พอที่จะอยู่ได้อย่างไม่อึดอัด แต่ในรีวิวฉบับนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับคอนโดติดรถไฟฟ้าแค่ไม่กี่ก้าว ในราคาเริ่มต้นแค่ 2.59 ล้านบาท แต่ได้ขนาดห้องเริ่มต้นถึง 35 ตร.ม. แถมยังได้เฟอร์นิเจอร์ Design ดี จาก Concept “MADE FROM HER” ตามสไตล์ของ SENA ค่ะ        ทำเลของคนทำงาน แถมติดรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าสายสีเขียว ถือเป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของบ้านเราเลยค่ะ เพราะช่วงใจกลางเมืองล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งออฟฟิศ และสิ่งอำนวยความสะดวกชื่อดังมากมาย ซึ่งก็มีโครงการส่วนต่อขยายเพิ่มกระจายออกไปเพื่อให้เดินทางเข้าสู่กลางเมืองได้ง่ายยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นก็มีส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งก็มีผู้ใช้บริการกันอย่างคึกคักทีเดียวค่ะ   Niche MONO Sukhumvit-Puchao ตั้งอยู่ริมถ.สุขุมวิทฝั่งขาเข้า ซึ่งถ้าโครงการสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ก็จะมีทางเข้า-ออก ได้ 2 ทาง คือ ถ.สุขุมวิท เป็นประตูหลัก และถ.ทางรถไฟสายเก่า ด้านหลังโครงการ โดยโครงการจะอยู่ห่างจากตัวสถานีปู่เจ้า เพียง 30 เมตร เท่านั้นเองค่ะ รถไฟฟ้าจึงเป็นตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกที่สุด ประมาณ 15 นาทีก็ถึงทองหล่อแล้ว หรือห่างออกไปเพียง 1 สถานีก็จะเป็นจุด Interchang สายสีเหลืองลาดพร้าว-สำโรง ในอนาคตที่กำลังดำเนินการก่อสร้างกันอยู่ ส่วนใครที่ใช้รถยนต์ก็สามารถใช้ถ.กาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งใต้) ห่างจากโครงการประมาณ 1.5 กิโลเมตร หรือจะใช้ถ.วงแหวนอุตสาหกรรม เพื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างถ.พระราม3-สาทร ได้สะดวกสบาย   ย่านปู่เจ้าฯ เอง โดดเด่นในเรื่องของการเป็นแหล่งทำงาน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมชื่อดังหลายบริษัท เช่น พานาโซนิค, โตโยต้า ฯลฯ หรือแม้แต่บริษัทที่อยู่แนวถ.บางนา-ตราดทั้งหมด ก็ยังสามารถเดินทางไป-มาตรงนี้ได้สะดวกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ โดยใกล้กับโครงการที่สุดคือบิ๊กซี สาขาสำโรง 2 อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวโครงการพอดิบพอดี เลยไปอีกนิดก็จะพบกับอิมพีเรียลสำโรง เซ็นทรัลบางนา และไบเทคบางนา จุดนี้จึึงถือว่ามีดีมานท์อยู่ไม่แพ้โซนทำงานอื่นๆ   ภาพรวมโครงการ Niche MONO Sukhumvit-Puchao คอนโดมิเนียม High Rise 12 ชั้น 3 อาคาร มี 3 รูปแบบ 1 Bed Plus, Living Plus และ 2 Bedroom ขนาดห้อง 35-48 ตร.ม. ซึ่งถือว่าเป็นขนาดห้องที่ใหญ่ตั้งแต่ขนาดเริ่มต้น สามารถอยู่ได้จริงแบบไม่อึดอัด ทั้งหมด 572 ยูนิต ร้านค้า 1 ยูนิต   Facilities จะถูกวางเอาไว้ทั้ง 3 อาคารเลยค่ะ ในแต่ละอาคารก็จะมีหน้าตาต่างกันออกไปทั้ง 3 อาคาร 3 สไตล์ เชื่อมต่อถึงกันได้ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นอาคาร A คอนเซป Active เพิ่มความสดชื่นเติมพลังให้ร่างกายด้วยฟิตเนสพร้อมอุปกกณ์ และมีการแบ่งโซน Lady ไว้ให้ หรือจะวิ่งออกกำลังท่ามกลางบรรยากาศสวนสีเขียว อาคาร B คอนเซป Family ให้ช่วงเวลากิจกรรมของครอบครัวด้วยสระว่ายน้ำ โซนจากุซซี่ หรือจะสตรีม, ซาวน่า ก็มีให้เลือกพักผ่อนได้เต็มทีสำหรับทุกคนในครอบครัว อาคาร C คอนเซป Connecting พื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่ให้ได้นั่งทำงาน นัดประชุม แบบ Co-working Space หรือรับแขกได้ที่คอนโดของตัวเอง   บรรยากาศรอบอาคารที่ล้อมรอบไปด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมจุดนั่งพักผ่อน ให้ได้บรรยากาศของธรรมชาติล้อมรอบตัว มีลานจอดจักรยาน และ EV charger เพื่อรองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า   ส่วนกลางของแต่ละอาคารลูกบ้านสามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อความต้องการของลูกบ้านได้อย่างครบครัน จะมีส่วนกลางทั้ง In Door และ Out Door ไม่ว่าจะเป็น ฟิตเนส, สระว่ายน้ำระบบเกลือ ขนาด 28*5 เมตร (รวมสระเด็ก) Jacuzzi, Outdoor Co kitchen, Co-working Space และ Sky Lounge   Floor Plan 3 อาคารจะถูกวางเรียงกันตามความลึกของที่ดินค่ะ แต่ละอาคารจะมีลิฟท์ 3 ตัว บันไดหนีไฟ 2 จุด โดยจะเรียกอาคาร A อยู่ด้านในสุดของโครงการ ฝั่งติดกับถ.ทางรถไฟสายเก่า มี 198 ยูนิตยูนิต แต่จะเปิดขายชาวต่างชาติ อาคาร B เป็นอาคารเดียวที่เปิดขายอยู่ในช่วงเปิดตัวนี้ ซึ่งจะอยู่ตรงกลางของพื้นที่โครงการพอดี เป็นอาคารที่มีจำนวนยูนิตน้อยที่สุดเพียง 176 ยูนิต และอาคาร C จะอยู่อาคารแรกจากหน้าโครงการ มี 198 ยูนิต ทั้ง 3 อาคารจะมียูนิตส่วนใหญ่จะหันหน้าออกไปทางทิศเหนือ วิวฝั่งสำโรงและใจกลางเมือง และทิศใต้ วิวทางช้างเอราวัณค่ะ   เป็นที่ทราบกันดีว่า โครงการจาก SENA ที่ใส่ใจเรื่องแหล่งพลังงานสะอาดมาตลอดระยะเวลาหลายปีก็จะมีการติดตั้ง Solar Rooftop เอาไว้ในทุกโครงการ เพื่อดึงแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับส่วนกลาง ส่งผลให้ค่าส่วนกลางมีราคาถูกลงกว่าปกติค่ะ   Unit Plan ทุกยูนิตจะถูกแบ่งห้องภายในเอาไว้อย่างเป็นสัดส่วนชัดเจน ซึ่งจะเน้นไปที่ฟังก์ชั่นการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งดีไซน์ตามแบบฉบับ SENA โดยเฉพาะ ชนิดที่เรียกได้ว่าพอเห็นก็รู้ได้เลยค่ะ ว่านี่คือเฟอร์นิเจอร์จากโครงการของเสนาตาม Concept “MADE FROM HER”     เปิดห้องตัวอย่าง ที่ Sale Gallery จะมีห้องตัวอย่างให้ชม 2 ห้องด้วยกันค่ะ คือห้อง 1 Bed Living Plus ขนาด 34.86 ตร.ม. กับ 1 Bed Plus ขนาด 36.70 ตร.ม. โดยจากหน้า Sale Gallery ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการจริง เราจะสังเกตเห็นได้ว่าอยู่ติดกับรถไฟฟ้าสถานีปู่เจ้าฯ ในฝั่งที่เป็นบันไดเลื่อนขึ้นสถานีด้วยนะคะ สะดวกสบายมากจริงๆ   1 Bed Living Plus ขนาด 34.86 ห้องตัวอย่างแรก ชื่อก็บอกลักษณะอยู่แล้วนะคะว่าเน้นพื้นที่ห้อง Living Room สำหรับคนที่ชอบใช้พื้นที่ในส่วน Common Area ไม่ว่าจะชอบดูหนัง ทำกับข้าว หรือมีเพื่อนมาหาที่ห้องบ่อยๆ ซึ่งจะเป็นห้องแนวลึก เริ่มจากห้องนั่งเล่น ลึกเข้าไปเป็นห้องครัวแล้วเชื่อมต่อด้วยระเบียงห้อง ความสูง Floor To Ceiling 2.7 เมตร และจะได้ Digital Door Lock ทุกยูนิตค่ะ สำหรับ Type นี้ในช่วงเปิดตัวโครงการจะได้เฟอร์นิเจอร์ ดังนี้ ตู้เก็บรองเท้า และของอเนกประสงค์ เคาน์เตอร์วางทีวี โต๊ะทานข้าว เคาน์เตอร์ครัวครบชุด เตาแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมเครื่องดูดควัน เครื่องปรับอากาศ เตียง 6 ฟุต (ไม่รวมฟูก) โต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้า Build in ชุดสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมด จากแบรนด์ Kohler (รวมฉากกั้นอาบน้ำ)   ห้องครัวเปิดมีพื้นที่เชื่อมต่อลึกเข้าไปจากห้องนั่งเล่นค่ะ โดยจะมีโต๊ะทานข้าวลักษณะแบบบาร์วางกั้นแยกห้องให้ดูเป็นสัดส่วนขึ้น โดยพื้นครัวจะปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ได้เคาน์เตอร์ครัวแบบ One Wall Kitchen ใช้วัสดุ Top หินสังเคราะห์ ภายในตู้มีฟังก์ชั่นที่คว่ำจานที่สามารถเลื่อนลงมาได้ เพื่อหยิบจับได้สะดวกติดตั้งเอาไว้ให้เรียบร้อยตามแบบค่ะ และเชื่อมต่อด้วยระเบียง เวลาทำครัวจะเหมาะกับการเปิด   ภายในห้องนอนจะวางเตียงไว้กลางห้องแล้วเหลือพื้นที่เดินได้รอบเตียง บริเวณหน้าต่างห้องสามารถวางโต๊ะทำงานไว้ได้พอดีกับความยาวของโต๊ะ มี Build in ตู้เสื้อผ้า ซึ่งมีหน้าบานฝั่งทึบกับฝั่งที่เป็นกระจกโปร่งแสง วางอยู่หน้าประตูห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องน้ำในตัวค่ะ   ภายในห้องน้ำจะได้สุขภัณฑ์มาตามที่เห็นทั้งหมดค่ะ ยกเว้นแค่ฉากกั้นอาบน้ำ ไม่ว่าจะเป็นอ่างล้างหน้าแบบแขวนผนัง กระจกเงา โถสุขภัณฑ์ สายชำระ แกนส่ทิชชู่ ราวแขวนผ้า ฝักบัว ชั้นวางของ     1 Bed Plus ขนาด 36.70 ตร.ม. ห้องตัวอย่างถัดมาค่ะ จะเป็นห้องมุมของอาคาร B แบ่งสัดส่วนห้องออกอย่างชัดเจน เน้นพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นส่วนตัวมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ห้องครัวปิด ห้องนั่งเล่น ห้องอเนกประสงค์ เชื่อมต่อกันในแนวลึกแล้วกั้นแต่ละห้องด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ส่วนอีกฝั่งของห้องจะเป็นห้องนอน ห้องน้ำในตัว และระเบียงค่ะ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่จะได้มาสำหรับ Type นี้ คือ ตู้เก็บรองเท้า และของอเนกประสงค์ เคาน์เตอร์วางทีวี เคาน์เตอร์ครัวครบชุด เตาแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมเครื่องดูดควัน เครื่องปรับอากาศ Sofa Bed เตียง 6 ฟุต (ไม่รวมฟูก) ตู้เสื้อผ้า Build in ชุดสุขภัชุดสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดจากแบรนด์ Kohler (รวมฉากกั้นอาบน้ำ)   ส่วนแรกของห้องจะเป็นห้องครัวปิดค่ะ มีเคาน์เตอร์ครัวแบบ One Wall Kitchen ซึ่งจะมีฟังก์ชั่นที่คว่ำจานสามารถจับเลื่อนลงมาได้ติดตั้งเอาไว้ให้ เพื่อหยิบจับได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และช่องสำหรับวางตู้เย็นทางขวามือ ส่วนทางซ้ายจะเป็นชั้นวางของ Build in มาให้ และเป็นพื้นที่สำหรับวางเครื่องซักผ้าค่ะ   พื้นที่กลางห้องเป็นห้องนั่งเล่น ซึ่งจะได้เคาน์เตอร์วางทีวีมาให้ตามแบบ เชื่อมต่อด้านในสุดของห้องด้วยห้องเอนกประสงค์มาพร้อมกับ Sofa Bed ที่สามารถจัดให้เป็นห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ หรือจะเป็นอีกหนึ่งห้องนอนก็ได้นะคะ   เข้าไปดูในห้องนอนกันบ้างค่ะ โดยจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน High Ceiling 3 บาน วางเตียงเอาไว้กลางห้องแล้วเหลือพื้นที่ทางเดินรอบเตียง ข้างเตียงจะมีระเบียงส่วนตัวกั้นด้วยเหล็กโปร่ง     อีกด้านหนึ่งของห้องนอนจะมีมุมที่เป็น Walk In Closet อยู่หน้าห้องน้ำในตัวค่ะ เวลาจะอาบน้ำแต่งตัวก็สะดวกขึ้นเยอะ ส่วนภายในห้องน้ำก็จะแยกส่วนเปียก-แห้งเอาไว้ให้ พร้อมสุขภัณฑ์ตามแบบห้องตัวอย่างทั้งหมด แต่จะไม่ได้เพียงฉากกั้นอาบน้ำค่ะ    Niche MONO Sukhumvit-Puchao ถือเป็นคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ซึ่งเปิดให้บริการแล้วในปัจจุบันที่เปิดมาในราคาดีที่สุด แถมยังให้เฟอร์นิเจอร์ฟังก์ชั่นดีๆ ที่หาได้เฉพาะในโครงการจาก SENA เท่านั้นค่ะ เพราะคำว่า “MADE FROM HER” ก็ยังคงเป็นคอนเซปที่ทำออกมาแล้วโดนใจใครหลายคน ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นค่ะ แต่เพราะความใส่ใจทุกดีเทลชีวิตจากแนวคิดแบบผู้หญิงเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่สามารถครองใจกลุ่มลูกค้าได้อยู่เสมอ      
Whizdom Asoke-Sukhumvit ใกล้ชิดสวนป่ากลางเมือง

Whizdom Asoke-Sukhumvit ใกล้ชิดสวนป่ากลางเมือง

รีวิวฉบับนี้จะพาทุกคนไปพบกับคอนโดมิเนียมที่อยู่กลางทำเลทอง ศักยภาพดีอย่างย่าน อโศก กับ WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT จาก Magnolia Quality Development Corporation ที่ให้ทุกคนได้สัมผัสใกล้ชิดกับสวนที่ร่มรื่นและวิวทะเลสาบสวยงามอย่างสวนป่าเบญจกิติ ที่หาบรรยากาศดีๆ กลางเมืองแบบนี้ไม่ได้ที่ไหน ตอบโจทย์ทุก Lifestyle ครอบคลุมสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง Office Building, ห้างสรรพค้า ทำเลทอง ใกล้ชิดธรรมชาติ ถนนรัชดาภิเษกเริ่มจากสี่แยกอโศกซึ่งตัดกับถนนสุขุมวิท และบริเวณสี่แยกมีสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีอโศกและยังเป็นจุด Interchange กับ MRT สุขุมวิท ซึ่งถนนรัชดาภิเษกเชื่อมต่อกับถนนอโศกมนตรียาวลงมาเป็นถนนรัชดาภิเษกและเชื่อมต่อถนนพระราม 3 ใกล้กับ MRT สถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ บนถนนรัชดาภิเษกอยู่ในระแวกอโศกซึ่งถือเป็นย่านธุรกิจใจกลางเมืองสุดฮอต จึงเต็มไปด้วย Office Building, โรงแรมหรือห้างสรรพสินค้ามากมายถือเป็นสุดยอดทำเลศักยภาพดี     WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT (วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท) ตั้งอยู่ริมถนนรัชดาภิเษก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ “สวนป่าเบญจกิติ” ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่มีความร่มรื่นเป็นธรรมชาติ บวกกับทะเลสาบทำให้บรรยากาศป่าในเมืองที่หาได้ยากมากครับ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าซอย สุขุมวิท 16 เป็นอีกหนึ่งเส้นทางไปยังตัวโครงการครับ ซึ่งภายในซอยเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ มากมายรวมไปถึงซุปเปอร์มาร์เกต ทำให้สะดวกสบายกับผู้อยู่อาศัยในโครงการมากขึ้น   พูดถึงการเดินทางนั้นแสนจะง่ายดาย เพราะเพียง 450 เมตร จากตัวโครงการถึง BTS สถานีอโศกและ MRT สถานีสุขุมวิท ภายในสถานีมี Sky Walk สามารถเดินเชื่อมเข้าห้างสรรพสินค้า Terminal 21 หรือโรงแรมระดับ 5 ดาวอย่าง Grande Centre Point สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบพูดได้เลยว่าเพียบ ครบครันเริ่มจากไปทางถนนอโศกมนตรีก็เจอสถานศึกษาชื่อดังอย่าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือจากสี่แยกอโศกไปทางถนนสุขุมเพียงนั่ง BTS ไปสถานีพร้อมพงษ์เพียงสถานีเดียวแค่ 1.5 กิโลเมตร ก็ถึงห้างสรรพสินค้า Emquartier และ Emporium ถัดมาอีกฝั่งของถนนสุขุมวิทเลยขึ้นไปก็เข้าเมืองอย่าง สยาม ในระหว่างทางก็จะผ่าน เพลินจิต ชิดลมก็จะพบห้างสรรพสินค้ามากมายอย่าง Robinson อโศก, Central Embassy, central Chidlom,  Gaysorn Village ยาวจนถึงสยามก็จะเป็น Siam Paragon, Siam Square one, Siam Center, Siam Discovery เอาใจนักช้อปอย่างมากครับ   ภาพรวมโครงการ WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT (วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท) คอนโดมิเนียม High Rise 1 อาคาร 39 ชั้น 553 ยูนิตและ 6 ร้านค้า บนพื้นที่ 3-1-96 ไร่ ที่จอดรถ 85% เป็นแบบปกติและ Auto Parking การออกแบบตัวอาคารได้แรงบันดาลใจเปรียบตัวอาคารเสมือนหุบเขาสูงตระหง่าน สง่างามเป็นธรรมชาติตั้งอยู่ในผืนป่าใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ลักษณะรูปทรงเป็นธรรมชาติพลิ้วไหว ตัวฟาซาดของอาคารทำรูปทรงโค้งและพริ้ว ให้ความรู้สึกถึงขุนเขาที่แบ่งเป็นชั้น ซึ่งข้อดีสามารถช่วยป้องกันแสงแดดและฝนได้ดี นอกจากนี้ทำให้ห้องพักอาศัยส่วนใหญ่ได้สัมผัสบรรยากาศวิวทะเลสาบและสวนป่าที่อยู่ด้านหน้า และพูดถึง Facility ทางโครงการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างเต็มที่ และครบครันอย่าง Co-Working Space & Conference Room, Grand Lobby, Sky Lounge, Pool Garden   ไฮไลท์สำคัญของตัวโครงการ WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT นอกจากการเดินทางสะดวก อยู่ในทำเลที่ดีบรรยากาศดีแล้ว ทางโครงการใส่ใจทุกรายละเอียดในการอยู่อาศัยของลูกบ้านซึ่งมาพร้อมกับแนวคิด "For All WELL-BEING" ที่ตั้งใจมอบให้ผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมรอบโครงการมีคุณภาพที่ดี โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านได้แก่   ENERGY & ECOLOGY การคำนึงเรื่องพลังงานและระบบนิเวศน์รอบโครงการ โดยนำเกณฑ์การออกแบบจากสถาบันอาคารเขียวไทยที่ได้รับความน่าเชื่อถือ อ้างอิงมาตรฐานคุณภาพของโครงการตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย (TREES-NC) อย่างเช่นแบบอาคารออกแบบโดยคำนึงทิศทางลม และแสงเพื่อลดความร้อนและมลภาวะจากภายนอกสู่ตัวอาคารได้น้อยที่สุด   HEALTH & WELLNESS การออกแบบทุกรายละเอียดให้อยู่สบายและสุขภาพดี โดยวัสดุต่างๆ ปลอดภัยต่อสุขภาพ ลดการเกิดอุบัติเหตุ การออกแบบระบบปรับอากาศลดการสะสมของฝุ่นและการเกิดเชื้อรา อย่างโครงการจะไม่ติดวอลเปเปอร์เพราะจะเป็นที่สะสมของเชื้อราและฝุ่นละอองแต่จะให้กำแพงเปล่าและใช้สีทาที่เป็นแบบ Non Toxic ไม่ทำให้เกิดสารตกค้างดีต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัย   SENSES & HAPPINESS การออกแบบพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้งาน เอื้อต่อการใช้งานของคนทุกวัย ในทุกพื้นที่ส่วนกลาง   พาชมห้องตัวอย่าง โครงการ WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT มีรูปแบบยูนิตหลากหลายขนาดโดยเริ่มต้นที่ 1 Bedroom ขนาด 34 ตร.ม. จนถึง Ultra Penthouse ขนาด 240-290 ตร.ม. ทางโครงการให้เฟอร์นิเจอร์แบบ Fully Fitted โดย Build in ชุดครัว, ห้องน้ำ, เครื่องปรับอากาศให้ทุกยูนิต และเครื่องฟอกอากาศ   1 Bedroom 35 ตร.ม. เริ่มต้นกันที่ 1 Bedroom เปิดประตูเข้ามาตัวยูนิตมีลักษณะลึก เริ่มจากห้องครัวเป็นครัวเปิด ซึ่งสามารถต่อเติมทำเป็นครัวปิดได้ตามความต้องการของลูกบ้านครับ ต่อมาเป็นส่วนของ Common Area และสุดห้องเป็นส่วนของระเบียง ความสูงจากเพดาน 3 เมตรทำให้ห้องดูโล่ง โปร่งสบาย ไม่อึดอัดครับ นอกจากนี้ภายในห้องจะสังเกตได้ว่าไม่มีสวิทช์เป็นการทำงานแบบอัตโนมัติหรือสั่งการผ่านรีโมทครับ   ในส่วนแรกเป็นส่วนของครัวซึ่งเป็นครัวเปิดและทางโครงการ Build in ชุดครัวให้ทั้งตู้เย็น จากแบรนด์ Liebherr, เตาแม่เหล็กไฟฟ้า 2 หัว, เครื่องดูดควัน และเตาอบจากแบรนด์ Kuppersbusch นอกจากนี้ด้านซ้ายมือสุดเป็นชั้นวางรองเท้าซึ่งทางโครงการ Build in ให้เหมือนกันครับ     ถัดมาเป็นส่วนของ Common Area ซึ่งทางโครงการ Build in โต๊ะรับประทานอาหารสำหรับ 2 ที่นั่งเป็นตัวแบ่งฟังก์ชันก่อนเข้าห้องนั่งเล่นทำให้ห้องดูเป็นสัดส่วน     พื้นที่ระเบียงหลังห้องมีพื้นที่มากสามารถวางราวตากผ้า หรือสามารถทำเป็น Pocket Garden ตามความต้องการของลูกบ้านได้ครับ และทางโครงการติดตั้งปลั๊กไฟเพื่อการใช้ตามความต้องการของลูกบ้านครับ     ถัดมาเป็นส่วนของห้องนอนทางโครงการวาง Concept ให้ทุกห้องนอนสามารถวางเตียงขนาด Queen Size ขึ้นไปได้ครับ และยังไม่ดูอึดอัดมีพื้นที่เหลือ หน้าห้องน้ำเป็นพื้นที่ Walk In Closet ทางโครงการให้ตู้เสื้อผ้าครับและมีขนาดความลึก 70 เซนติเมตรตามมาตราฐานสามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่สุดได้ครับ      นอกจากนี้ทางโครงการให้เครื่องปรับอากาศที่เป็นระบบ Water Cooling หนึ่งใน Smart Building ที่เน้นเรื่องสุขภาพของผู้อยู่อาศัยและลดมลภาวะทางอากาศ และด้านขวามือคือเครื่อง ERV ที่คอยตรวจจับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถ้ามากเกินไประบบจะระบายอากาศและนำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาแทน   สุดท้ายภายในห้องน้ำจะได้สุขภัณฑ์ตามที่เห็นเลยครับ ทั้งอ่างล้างหน้าแบบลอยตัวจากแบรนด์ GROHE พร้อมตู้เก็บของใต้อ่าง โถสุขภัณฑ์จากแบรนด์ Toto Washlet เป็นแบบฝารองนั่งอัตโนมัติ ฝักบัวแบบ Rain Shower จากแบรนด์ GROHE   1 Bedroom Suite 48 ตร.ม. ถัดมาเป็นแบบ 1 Bedroom Suite ขนาด 48 ตร.ม. ซึ่งมีความคล้ายกับขนาดแรกเพียงแต่ได้พื้นที่ใช้สอยใน Common Area และส่วนของห้องนอนกับพื้นที่ Walk In Closet มากขึ้น ทำให้ห้องกว้างขวาง โปร่งโล่งสบายมากขึ้นครับ ในส่วนของห้องน้ำขนาดนี้สามารถเข้าได้สองทางจากห้องครัว หรือห้องนอนได้ครับ   เข้ามาในส่วนแรกยังเป็นห้องครัวเหมือนเดิมครับ แต่จะสังเกตได้ว่าพื้นที่ในห้องครัวมีขนาดกว้างขึ้น และเคาน์เตอร์ครัวเป็นแบบ L shape ด้านขวามือสุดเป็นตู้เก็บรองเท้าครับ     ถัดมาในส่วนของ Common Area สามารถวางโซฟาสำหรับ 3 ถึง 4 ที่นั่งและวางชั้นวางทีวีได้อย่างเป็นสัดส่วนลงตัว  Floor To Ceiling 3 เมตรทำให้ดูไม่อึดอัดเลยครับ     ขยับมาจากโซน Common Area เป็นส่วนของระเบียงซึ่งเป็นแบบ Double Skin ซึ่งประตูกระจกแรกก่อนเข้าตัวระเบียงเป็นแบบบานเฟี้ยม จากตัวระเบียงมีราวกันตกเป็นแบบกระจกและมีประตูกระจกแบบบานเลื่อนข้อดีของการมีประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกเพื่อป้องกันฝุ่นละออง หรือฝนเข้ามาในระเบียงห้องได้ครับ     เข้าสู่ Master Bedroom ยังคงสามารถวางเตียงขนาด Queen Size ขึ้นไปได้ครับ และยังเหลือพื้นที่ด้านข้างเตียงตัวอย่างทางโครงการ Build in ตู้และโซฟาริมหน้าต่างสามารถเป็นมุมโปรดไว้อ่านหนังสือได้ครับ กระจกในห้องนอนเป็นแบบบานกระทุ้ง    ต่อจากห้องนอนก่อนไปส่วนห้องน้ำ เป็นส่วนของ Walk In Closet ซึ่งมีประตูกระจกแบบบานเลื่อนกั้นห้องให้เพื่อดูเป็นสัดส่วน และทางโครงการ Build in ตู้เสื้อผ้าให้สองฝั่งเป็นแบบระบบ Censor เมื่อเปิดตู้ไฟจะเปิดอัตโนมัติครับ   ห้องน้ำยังคงให้สุขภัณฑ์เหมือนแบบ 1 Bedroom ครับ และภายในพื้นที่อาบน้ำทางโครงการเจาะผนังสามารถวางของได้ครับ นอกจากนี้ห้องน้ำเป็นแบบ Double Access เชื่อมทั้งห้องนอนและห้องครัวครับ     2 Bedroom 2 Bathroom 70 ตร.ม. มาถึงห้องตัวอย่างแบบสุดท้ายคือ 2 Bedroom 2 Bathroom มีลักษณะลึก ซึ่งแบ่งฟังก์ชันเป็นสัดส่วนโดยเริ่มที่เข้ามาเป็นส่วนของครัว ถัดมาเป็น Common Area วางโต๊ะรับประทานอาหารและส่วนของที่นั่งเล่น ท้ายสุดเป็นส่วนของระเบียง ส่วนด้านขวามือมีทางเดินไปยังห้องนอนแรกและ Master Bedroom    ส่วนแรกเป็นส่วนของครัวที่มีขนาดพื้นกว้างพอสมควรครับ ตัวเคาน์เตอร์ครัวเป็นแบบ L Shape ด้านซ้ายมือสุดเป็นตู้เย็นที่ทางโครงการ Build in อยู่ในตู้อีกทีเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้ในส่วนครัวลูกบ้านสามารถต่อเติมประตูกระจกบานเลื่อนทำเป็นครัวปิดได้ตามความต้องการของลูกบ้านได้ครับ     ในส่วนถัดมาเป็นส่วนของ Common Area พื้นที่นั่งเล่นทำกิจกรรมซึ่งมีพื้นที่กว้างมากสามารถวาง L Shape Sofa และโต๊ะกลางได้ครับ และยังเหลือพื้นที่ทางเดินอีกมากเลยครับ ต่อจากส่วน Common Area เป็นส่วนของระเบียงที่เป็นแบบ Double Skin สามารถทำเป็น Pocket Garden ได้หรือสามารถทำเป็นมุมนั่งทำงานอ่านหนังสือเปลี่ยนบรรยากาศรับอากาศภายนอกตามความชอบของผู้อยู่อาศัยได้ครับ       ถัดมาเป็นส่วนโถงทางเดินไปยังห้องนอนโดยซ้ายมือเป็นห้องนอนแรก และด้านฝั่งตรงข้ามเป็นห้องน้ำกลาง และสุดทางเดินเป็นส่วนของห้อง Master Bedroom ครับ   ภายในห้องนอนแรกมีพื้นที่มากพอสามารถวางเตียงขนาด Queen Size ขึ้นไปได้ครับ และยังพอเหลือพื้นที่วาง Side Table นอกจากนี้ทางโครงการ Build in ตู้เสื้อผ้ามาให้ด้วยครับ   ภายในห้องน้ำกลางมีส่วนของพื้นที่อาบน้ำให้ครับโดยมีฉากกั้นอาบน้ำเป็นกระจกใส และยังแบ่งพื้นที่เปียกกับแห้งไว้ให้เป็นสัดส่วน   ออกมาจากห้องน้ำด้านข้างทางโครงการทำเป็นพื้นที่วางเครื่องซักผ้า หรือเป็นตู้เก็บของได้ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยครับ   มาที่ห้องสุดท้ายกับ Master Bedroom ที่มีพื้นที่กว้างขวางมาก สามารถวางเตียงขนาด King Size ได้ครับ หน้าต่างกระจกเป็นแบบโค้งเล่นมุมทำให้ดูมิติมากขึ้น ถัดมาเป็นส่วนของ Walk In Closet ที่มีพื้นที่กว้างสามารถโต๊ะเครื่องแป้งได้อีกครับ มาพร้อมกับตู้เสื้อที่มีขนาดใหญ่ที่มีระบบ Censor เมื่อเปิดตู้ไฟจะเปิดอัตโนมัติที่ทางโครงการจัดมาให้เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานครับ     ในส่วนสุดท้ายเป็นส่วนของห้องน้ำที่แบ่งอย่างเป็นสัดส่วนโดยเข้ามามีอ่างล้างหน้าแบบลอยตัว 2 อ่าง Build in ตู้เก็บของเพื่อประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นครับ ด้านซ้ายมือเป็นส่วนของโถสุขภัณฑ์จากแบรนด์ Toto Washlet เป็นแบบฝารองนั่งอัตโนมัติ ด้านขวามือเป็นพื้นที่อาบน้ำโดยแบ่งส่วนที่เปียกและแห้งด้วยฉากกั้นกระจกใส และภายในพื้นที่อาบน้ำของ Master Bedroom แบบ 2 Bedroom ขึ้นไปทางโครงการให้ Bath Tub ด้วยครับ       WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT คุ้มค่าทั้งอยู่อาศัยหรือการลงทุน ทั้งทำเลศักยภาพดีย่าน CBD อย่างอโศก ซึ่งที่ดินหาได้ยากในการทำคอนโดมิเนียมเต็มที พร้อมกับสัมผัสท่ามกลางสวนป่าธรรมชาติรายล้อมใจกลางเมืองที่หาได้ยากกับ WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT ตอบโจทย์ทุก Lifestyle ครบครัน Facility รองรับลูกบ้านอย่างเต็มที่ มาพร้อมกับนวัตกรรม Smart Building ที่ใส่ใจความเป็นอยู่ สุขภาพ ของลูกบ้าน ทั้งหมดนี้ส่งให้ WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT กลายเป็นคอนโดมิเนียมในระดับพรีเมี่ยมที่สุดจากแบรนด์ Whizdom ณ ตอนนี้จาก Magnolia Quality Development Corporation มามอบให้คุณ   รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมที่ : WHIZDOM ASOKE-SUKHUMVIT        
Polis Condo Suksawat 64–โพลิส คอนโด สุขสวัสดิ์ 64 (Perview)

Polis Condo Suksawat 64–โพลิส คอนโด สุขสวัสดิ์ 64 (Perview)

ชื่อโครงการ  Polis Condo Suksawat 64 (โพลิส คอนโด สุขสวัสดิ์ 64) เจ้าของโครงการ  บริษัท ดับบลิวแอนด์ดับบลิว พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่ตั้งโครงการ  ซ.สุขสวัสดิ์ 64 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ จ.กรุงเทพฯ พื้นที่โครงการ 5-0-80 ไร่ ลักษณะโครงการ  Low Rise จำนวนอาคาร  2 อาคาร จำนวนชั้น  8 ชั้น จำนวนยูนิต 459 ยูนิต แบ่งเป็นห้องพักอาศัย 459 ยูนิต และ ร้านค้าปลีก 2 ยูนิต ขนาดห้อง  1 Bedroom 28 ตร.ม. 1 Bedrooms Plus 34.5 ตร.ม. 2 Bedrooms 45 ตร.ม. สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง  โถงล็อบบี้ส่วนกลาง เพื่อรับแขกและพักผ่อน , สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ 2 สระ เพื่อรองรับการพักผ่อนและการออกกำลังกาย, ฟิตเนสครบวงจร, ห้องซ้อมมวย, ลานโยคะ, ห้องสำหรับชมภาพยนต์, พื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับร่วมกันสังสรรค์ทำงานและห้องประชุมส่วนตัวบนพื้นที่ส่วนกลาง, สนามเด็กเล่น, สวนหย่อม, สวนขนาดใหญ่รอบโครงการ, กล้องวงจรปิด, รักษาความปลอดภัย 24 ชม. ราคาเริ่มต้น  1.19 ล้านบาท คาดว่าแล้วเสร็จ ปลายปี 2562 จุดเด่นโครงการ สะดวกสบายด้วยทำเลที่ดีเยี่ยมเข้าออกได้หลายเส้นทาง พื้นที่เปิดโล่งโปร่งสบายด้วยการจัดผังโครงการให้มีพื้นที่ใช้งานอย่างลงตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน และโล่งใจในราคาที่คุณเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ สถานที่ใกล้เคียง บิ๊กซี สุขสวัสดิ์, สวนสุขภาพลัดโพธิ์, รพ.บางปะกอก 3, รพ.บางปะกอก  1, รพ.ราษฎร์บูรณะ, รพ.สุขสวัสดิ์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี      
Impression Ekkamai-Sukhumvit61-อิมเพรสชั่น เอกมัย-สุขุมวิท 61  (Preview)

Impression Ekkamai-Sukhumvit61-อิมเพรสชั่น เอกมัย-สุขุมวิท 61 (Preview)

ชื่อโครงการ  Impression Ekkamai-Sukhumvit61 (อิมเพรสชั่น เอกมัย-สุขุมวิท 61) เจ้าของโครงการ  บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเมนท์ ที่ตั้งโครงการ  ซ.สุขุมวิท 63 (เอกมัย) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ พื้นที่โครงการ 2-3-3.9 ไร่ ลักษณะโครงการ  High Rise จำนวนอาคาร  2 อาคารที่พักอาศัย 1 อาคารจอดรถ จำนวนชั้น  อาคาร A 25 ชั้น อาคาร B 43 ชั้น อาคารจอดรถ 9 ชั้น ใต้ดิน 7 ชั้น จำนวนยูนิต 380 ยูนิต แบ่งเป็น อาคาร A 70 ยูนิต อาคาร B 310 ยูนิต ขนาดห้อง  อาคาร A 1 BEDROOM 34.49 ตร.ม. 1 BEDROOM PLUS 35.90 - 41.77 ตร.ม. 2 BEDROOM 66 - 76.5 ตร.ม. 2 BEDROOM PLUS 76 - 83 ตร.ม. 3 BEDROOM 98 ตร.ม.   อาคาร B 1 BEDROOM 30 – 30.5 ตร.ม. 1 BEDROOM PLUS 41 - 48 ตร.ม. 2 BEDROOM 47 - 58.5 ตร.ม. 3 BEDROOM 77.5 - 95 ตร.ม. 2 BEDROOM DUPLEX 84.5 – 100.5 ตร.ม. 3 BEDROOM DUPLEX 134 – 139.5 ตร.ม. PENTHOUSE 165 - 183 ตร.ม.   สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง  Lobby, Fitness, Yoga Room, Swimming Pool, Simulator Room, Private Party Room, Impression Hall, Kid Room, Sauna ที่จอดรถ ประมาณ 85% พร้อมที่จอดรถ Super Car ราคาเริ่มต้น  - คาดว่าแล้วเสร็จ ประมาณ ไตรมาส 4 ปี 2565 จุดเด่นโครงการ มีทางเข้า-ออกโครงการ ได้ 2 ทาง คือซ.สุขุมวิท 63 และ ซ.สุขุมวิท 61 และส่วนกลางของทั้ง 2 อาคาร เชื่อมต่อกันด้วย Sky Bridge ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง BTS เอกมัย สถานที่ใกล้เคียง บิ๊กซี เอกมัย, เกตเวย์ เอกมัย, รพ.สมิติเวช สุขุมวิท, รพ.สุขุมวิท, เมเจอร์ สุขุมวิท      
พักผ่อนแบบคลูๆ ที่ “Blu ชะอำ-หัวหิน”

พักผ่อนแบบคลูๆ ที่ “Blu ชะอำ-หัวหิน”

พอเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ หรืออยู่ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะนึกถึง “ทะเล” เป็นจุดหมายแรกๆ ในใจ โชคดีที่ทะเลและชายหาดสวยๆ ในบ้านเราก็มีให้เลือกมากมายเลยทีเดียว ทำให้ปลายทางของการเดินทางมีให้เลือกมากขึ้น และยิ่งถ้าเป็นคนที่หลงรักทะเลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เชื่อว่าความฝันที่จะได้มีบ้านพักตากอากาศหรือคอนโดมิเนียมริมทะเล คงอยากจะทำให้เป็นจริงกับเค้าบ้าง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทะเลในโซน “ชะอำ-หัวหิน” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แทบจะทุกสุดสัปดาห์ที่อัตราการจองห้องพักของโรงแรมต่างๆ เต็ม (หรือเกือบเต็ม) จนไม่ต้องแคร์ว่าจะเป็นช่วง High Season หรือไม่ ก็เพราะว่า “ชะอำ-หัวหิน” ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ เพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ถนนหนทางก็สะดวก มีแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหารต่างๆ รองรับมากมาย หลายคนจึงกลายเป็นนักท่องเที่ยวขาประจำของชะอำและหัวหินกันไปเลย     พอมาเที่ยวบ่อยๆ เสียเงินพักโรงแรมมากบ้างน้อยบ้าง (หรือแพงมาก) เชื่อว่าหลายคนคงคิดอยากจะเป็นเจ้าของห้องพักในคอนโดมิเนียมริมทะเลกับเค้าบ้าง ดีไม่ดีนอกจากจะได้มาใช้พักผ่อนเองแล้ว ยังอาจจะได้ช่องทางในการลงทุนเพิ่มด้วย เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาอาศัยเป็นระยะเวลานานๆ ก็มีไม่น้อย ถ้าเกิดมีโอกาสได้ผู้เช่าครั้งละ 3 เดือน 6 เดือน ก็ยิ่งจะช่วยทุ่นภาระที่ต้องผ่อนลงไปอีกทาง .... พอคิดมาถึงตรงนี้ มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็อยากจะมองหาคอนโดมิเนียมดีๆ ในราคาที่พอจะเอื้อมถึงโดยที่ไม่เหนื่อยจนเกินไป ในเมืองตากอากาศอย่างชะอำ-หัวหิน จะได้จับจองเป็นเจ้าของกับเค้าบ้าง   เมื่อไม่นานมานี้ เราแอบหนีไปพักผ่อนที่หัวหินมาค่ะ ซึ่งมีเพื่อนใจดีให้ยืมห้องในคอนโดมิเนียมที่มีชื่อว่า “Blu” ที่เป็นหนึ่งในหลายๆ โครงการภายในอาณาจักร “ทิวทะเลเอสเตท” จากบริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด พอได้ไปลองเข้าพักและสัมผัสกับบรรยากาศจริง เราแอบชอบอยู่พอสมควรจนต้องเก็บมาเล่าสู่กันฟังค่ะ     โครงการ “Blu ชะอำ-หัวหิน” เป็นคอนโดมิเนียมสูง 21 ชั้น มีโทนสีฟ้าสดใส และสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้ว (แน่ล่ะไม่งั้นจะได้ไปพักได้ไงล่ะ) พื้นที่ของโครงการมีขนาดใหญ่ถึง 7 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 110 ไร่ ที่แบ่งพัฒนาเป็นหลากหลายโครงการจากเครืออิสสระ... การออกแบบของที่นี่ไม่ได้หวือหวามาก เพราะตกแต่งด้วยดีไซน์โมเดิร์น เรียบหรูตามสไตล์ Luxury Coastal Living ในโทนสีฟ้าสดใส ถึงแม้ว่าคอนโดของ Blu จะไม่ได้อยู่ชิดติดริมชายหาด แต่ทุกห้องก็สามารถเปิดรับวิวทะเลได้ในหลายๆ มุมค่ะ แบบห้องหลักๆ จะมีให้เลือกเป็น 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน ซึ่งก็ตอบโจทย์การพักผ่อนตากอากาศค่ะ ถ้าคิดว่าส่วนใหญ่มาเดี่ยวๆ หรือมาเป็นคู่ ห้องแบบ 1 ห้องนอนก็ขนาดกำลังดี (30-34 ตร.ม.) ดูแลรักษาง่าย แต่ถ้าคิดว่าชอบห้องกว้างหน่อย มีโอกาสมาเป็นแบบครอบครัวเล็กๆ หรือมีเพื่อนมาเที่ยวด้วย เลือกห้องแบบ 2 ห้องนอนไปเลยค่ะ (60-65 ตร.ม.) แถมห้อง Type นี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในตำแหน่งมุมตึกด้วย เปิดรับวิวได้หลายทาง ในขณะที่ห้องชั้นล่างริมสระว่ายน้ำ ก็ทำให้เราแบบว้าวไม่น้อยเลย เพราะเป็น Pool Access ในบางห้องอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างส่วนตัว เลยออกจะคล้ายห้อง Pool Villa ในโรงแรมหรูกันเลยทีเดียว     บรรยากาศภายในโครงการร่มรื่นดีมากๆ เลย ต้นไม้ใหญ่เยอะดีค่ะ แค่เดินเข้ามาที่ล็อบบี้ก็ได้รับลมเย็นๆ มองเห็นวิวสระว่ายน้ำ Free-Form ใหญ่อลังการมากๆ คงเป็นเพราะแนวคิดการออกแบบภูมิทัศน์ ที่ตั้งใจให้ภาพรวมภายในโครงการเหมือนได้ใช้ชีวิตบนชายหาดทะเลเขตร้อน คล้ายได้อยู่บนเกาะ (Atoll) ด้วยสระว่ายน้ำทั้ง 2 ด้านของตัวอาคาร เลยเหมือนถูกโอบล้อมไปด้วยน้ำทะเลสีฟ้าๆ รอบตัว บริเวณชั้นล่างยังมีห้องฟิตเนส ห้องโยคะ รวมถึงห้องอาบน้ำและห้องอบไอน้ำแยกชายหญิงไว้ให้เรียบร้อย     อย่างที่บอกไปแล้วว่า โครงการ Blu ชะอำ-หัวหิน ตั้งอยู่ในอาณาจักรทิวทะเลเอสเตท ที่เป็นโครงการ Mixed Use ขนาดใหญ่ ซึ่งจะพัฒนาเป็นพื้นที่พักผ่อนสไตล์รีสอร์ทแบบครบวงจร และเป็น The Ultimate Luxury Beachfront Community ที่จะมาตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ภายในจึงเพียบพร้อมไปแล้วสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกมากมาย ปัจจุบันนอกจากคอนโดมิเนียมทั้ง 4 โครงการแล้ว ยังมี Music Lovers Hotel อย่าง “Baba Beach Club Hotel & Residences Hua Hin” ที่บริหารงานโดย ศรีพันวา และ “บ้านโชค” บ้านพักตากอากาศริมทะเลของตระกูลโชควัฒนาในสไตล์โคโลเนียล โดยถูกรีโนเวทจากอาคารไม้หลังเดิมให้เป็นร้านอาหาร คาเฟ่สุดเก๋ ที่มีวิวสวยจนอดถ่ายรูปเช็คอินไม่ได้เลย ซึ่งทั้งหมดนี้ ลูกบ้านของ Blu สามารถมาใช้บริการได้ตั้งแต่มื้อเช้า จิบชากาแฟตอนบ่ายๆ ไปจนถึงแฮงค์เอ้าท์ฟังเพลงชิวๆ ตอนค่ำ     ระหว่างที่เราได้พักผ่อนอยู่ในโครงการ Blu ชะอำ-หัวหิน ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสะดวกสบาย และได้ใช้พื้นที่ส่วนต่างๆ อย่างจริงจัง ได้ว่ายน้ำเล่นในสระว่ายน้ำ ได้ใช้ห้องออกกำลังกายตามประสาคนดูแลสุขภาพ (บ้าง) ได้เดินเล่นไปตาม Jogging Track รอบคอนโด รับลมชมวิวที่ระเบียงห้อง รวมถึงการแวะเวียนไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหารต่างๆ ในบริเวณเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น "บ้านโชค" และ "Baba Beach Club Restaurant" ซึ่งทุกรายการอาหารก็มีทีเด็ดการันตีด้วยทีมงานมืออาชีพจากศรีพันวาเลยทีเดียว เตรียมจัดสรรพื้นที่ในกระเพาะอาหารไว้ดีๆ ค่ะ รายการอาหารและเครื่องดื่มมีให้เลือกเพียบ!!  และไม่ว่าจะเดินไปตรงส่วนไหนก็จะมีพนักงานยิ้มแย้มพร้อมจะทักทาย พร้อมจะบริการตลอดเวลา มีรถกอล์ฟรับส่งทั่วถึงทุกจุด จนเราแทบจะไม่ต้องออกไปเที่ยวที่อื่นเลย ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็คงไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้ใช้ชีวิตเรียบๆ สบายๆ ริมทะเลในวันหยุดพักผ่อนแบบนี้     ได้เห็นบรรยากาศจริงแบบนี้แล้ว ก็ต้องเริ่มอยากจับจองเป็นเจ้าของกับเค้าบ้างแล้วล่ะ ที่โครงการ Blu ชะอำ-หัวหิน ยังมีห้องให้เลือกอีกหลายตำแหน่ง ซึ่งราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1.89 ล้านบาท ก็พอจะอยู่ในเรทที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราสามารถเป็นเจ้าของคอนโดตากอากาศกับเค้าได้บ้าง แล้วชื่อเสียงของเครืออิสสระเอง ก็มั่นใจได้ว่าเราจะได้รับการดูแลหลังการขายที่ดี มีนิติบุคคลที่สามารถดูแลอาคารให้เรียบร้อยสวยงามอยู่ตลอดเวลา แถมภายในอาณาจักรทิวทะเลเอสเตทนี้ก็กำลังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะมี Community Mall เพิ่มขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็จะตามมาอีกแบบครบวงจร ดูยังไงก็น่าซื้อ น่าจับจอง น่าลงทุนเป็นเจ้าของซะจริงๆ   ** ทางโครงการกำลังจัดงาน  BIG ESCAPE SUPER SUMMER SALE พร้อมส่งโปรโมชั่นเด็ดโดนใจ “โปรหมูหมู @ Blu Condo” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 ตั้งแต่เวลา 14.00-20.00 น. ณ ศิวิไล ซิตี้ คลับ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี อย่าลืม!!....แวะไปดูข้อเสนอพิเศษและจับจองห้องกันค่ะ งานนี้มีทั้งส่วนลดมากมายและแพคเกจเจ๋งๆ อีกเพียบ!!! คลิกลงทะเบียน https://www.charnissara.com/Bluhuahin/#register        
ใช้ชีวิตให้ Pop กว่าเดิม ที่ Aspire

ใช้ชีวิตให้ Pop กว่าเดิม ที่ Aspire

ถ้าถามถึงชื่อของแบรนด์คอนโดมิเนียมจาก AP เชื่อว่าหลายคนก็จะนึกถึงชื่อ Aspire ด้วยแน่นอน เพราะเป็นแบรนด์ที่ดูเรียบง่ายตามสไลต์ Modern ทันสมัย แม้จะเป็นอาคารแบบ High Rise ติดถนนใหญ่ แต่ราคาไม่แรง จึงเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่าย นั่นคือภาพที่ทุกคนจดจำสำหรับแบรนด์ Aspire ค่ะ               ในปี 2019 นี้ คือปีที่ AP ตั้งใจปรับแบรนด์ Aspire เปลี่ยนไปจากเดิม เพื่อเตรียมเปิดตัว 2 โครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ Aspire แบบ New Series ซึ่งการปรับลุคครั้งใหม่นี้จะมีความหรูหรามากขึ้น ในความร่มรื่นสไตล์รีสอร์ท ดีไซน์ให้อารมณ์ของความเป็น Colonial จากฝั่งยุโรปในยุคคลาสสิก ผสมผสานกับสีสันที่สะท้อนให้เห็นถึงความสดใสมีชีวิตชีวาจากคนรุ่นใหม่ในความ Modern POP ผสมผสานกันจนเกิดเป็น “Colonial Pop” คอนเซปใหม่เฉพาะตัวของคอนโดมิเนียมแบรนด์ Aspire      โดยครั้งนี้จะเปลี่ยนตั้งแต่หน้าตาของสถาปัตยกรรม ด้วยการดึงเอาเสน่ห์ของความเป็นคอนโดมิเนียม Low Rise จำนวนยูนิตแต่ละอาคารน้อยลง ผลคือการที่ได้ความเงียบสงบมากกว่า เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ในบ้านของตัวเอง พร้อมกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบความต้องการได้ในทุกๆ วัน รวมถึง Facility ภายในโครงการจะยึดดีไซน์ให้คนกับธรรมชาติได้อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เหมือนได้นั่งพักผ่อนอยู่ในรีสอร์ทหรู ทุกสิ่งถูกจัดวางให้ลงตัวที่สุดใน Aspire ทั้ง 2 โครงการใหม่   นอกจากเรื่องของการดีไซน์แล้วก็ยังมีเรื่องของทำเลของแต่ละโครงการจะเน้นที่ตั้งอยู่ในโซน Prime location สามารถเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า     Aspire Sukhumvit-Onnut สุขุมวิทช่วงกลางที่ได้รับความนิยมจากเหล่าคอนโดมิเนียมที่สุดก็คงจะเป็นย่านอ่อนนุชค่ะ เพราะอยู่ออกมาจากใจกลางเมืองไม่มาก แต่ยังคงอยู่ในเส้นทางสุขุมวิท ซึ่งมีรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เป็นสายหลักของบ้านเราพาเข้าสู่ทองหล่อ-อโศก เพียงเวลาไม่เกิน 10 นาที และยังมีจุดขึ้น-ลงทางด่วนอยู่ไม่ไกล     Aspire Sukhumvit-Onnut เป็นคอนโด Low Rise 8 ชั้น 3 อาคาร แบ่งเป็น  อาคาร A ใกล้กับทางเข้า-ออก ติดถนน จะกันโควต้าต่างชาติไว้ที่ชั้น  7-8  อาคาร B ทางทิศตะวันตก (ซ้ายมือของภาพ) เป็นอาคารที่กันโควต้าต่างชาติไว้ทั้งอาคาร อาคาร C ริมน้ำ จะเปิดให้จองก่อนใครรอบ Online Booking วันที่ 26 ก.พ. นี้ เวลา 19.00-21.00 น. เฉพาะชั้น 4    และแยกอาคารสันทนาการ 1 อาคาร และอาคารที่พักขยะ 1 อาคาร (1 ชั้น) บนที่ดินกว่า 6 ไร่ ที่จอดรถ 38% ขนาดห้อง 26.5-52 ตร.ม. ทั้งหมด 553 units ขายแบบ Fully Fitted ดีไซน์ภายนอกยังคงความเป็น Colonial ส่วนออกแบบภายในใช้โทนสีธรรมชาติ เพิ่มความสนุกสนานสดใสสไตล์ POP แต่จะใช้วัสดุที่ดูพรีเมี่ยมขึ้น   ที่ดินของโครงการอยู่ภายในซ.อ่อนนุช 21 ติดคลองพระโขนงอันเงียบสงบ Facility ภายในโครงการจึงถูกถอดแบบมาจากความพลิ้วไหวของสายน้ำ ไม่ว่าเป็นสระว่ายน้ำ, Backyard Garden, Signature POP Track จะสามารถมองเห็นคลองพระโขนง Lobby ทำให้รู้สึกเหมือนมี Boutique Resort ส่วนตัว     สระว่ายน้ำยามค่ำคืนจะมีแสงไฟสีชมพู เพิ่มความ Pop ที่ไม่เหมือนใคร   Signature POP Track ริมน้ำ หากสังเกตทางซ้ายมือจะเห็นยูนิตของชั้น 1 ที่สามารถเดินออกมาตรงนี้ได้เลย      เป็นครั้งแรกของ Aspire ที่เอารูปแบบ Unit Interlock มาใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้คุ้มค่าที่สุด และ 99% จากทั้งหมดจะเน้นเป็นครัวปิด เพื่อให้ใช้ประโยชน์จริงได้อย่างเต็มที่ ความสูง Floor To Ceiling 2.5 เมตร แต่ยูนิตพิเศษที่อยากจะแนะนำที่สุด คือ Type B3 กับ B4 ขนาด 30.50 ตร.ม. Type C3 ขนาด 36.00 ตร.ม. Type D2 ขนาด 41.00 ตร.ม. Type E2 ขนาด 50.00 ตร.ม. Type F2 ขนาด 52 ตร.ม. เป็นห้องแบบ Graden access unit สามารถเดินออกจากระเบียงไปยัง Backyard Garden เหมือนมีสวนริมน้ำส่วนตัวเลยค่ะ     สำหรับห้องตัวอย่างของ Aspire Sukhumvit-Onnut จะอยู่ที่ซ.อ่อนนุช 21 เข้ามาก็จะเห็นได้เลยทันทีค่ะ โดย Sales Gallery ออกมาตามคอนเซปของตัวคอนโดเห็นความเป็น Colonial เด่นชัด ซึ่งจะมีห้องตัวอย่างให้ชม 2 ห้องด้วยกันค่ะ   1 Bedroom 36 ตร.ม. ส่วนแรกของห้องจะป็นพื้นที่สำหรับวางโต๊ะทานข้าว ทุกห้องไม่ว่าจะเป็นห้องครัวทางซ้ายมือ ห้องนั่งเล่นตรงกลาง และห้องนอนทางขวามือ จะมีประตูกั้นแบ่งออกเป็นสัดส่วนทั้งหมด โดยห้องน้ำทางขวามือของห้องจะเป็นประตูแบบ Double Access เชื่อมต่อระหว่างส่วนกลางห้องกับห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ได้แบบ Fully Fitted ติดตั้งเครื่องปรับอากาศมาให้ 2 ตัว ที่ห้องนั่งเล่นกับห้องนอน ซึ่งภายในห้องนอน Type นี้ จะได้กระจกเข้ามุมตรงหัวเตียงด้วยค่ะ      2 Bedroom 50 ตร.ม. สำหรับห้องนี้จะเป็น 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ค่ะ ซึ่งก็จะได้ครัวปิดที่มีหน้าต่างสำหรับระบายอากาศและความชื้นเอาไว้ให้ด้วย พื้นที่วางโต๊ะทานข้าว จะเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นด้านใน ซึ่งเชื่อมต่อกับระเบียงอีกที ส่วนห้องนอนจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งของห้อง ห้องนอนแรกจะอยู่หลังเคาน์เตอร์ทีวี และ Master Bedroom จะเชื่อมต่อกับห้องน้ำด้วยประตู Double Access        เตรียมตัวจับจองรอบแรก Online Booking วันที่ 26 ก.พ. นี้ เวลา 19.00-21.00 น. เฉพาะอาคาร C ชั้น 4 ยูนิตสวยวิวสระว่ายน้ำหรือวิวริมน้ำ ลงทะเบียน i booking รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท และได้ Digital Door Lock >>> https://ibooking.apthai.com   PRESALE 2-3 มี.ค.นี้ ที่สำนักงานขาย ลงทะเบียนรับส่วนลด 50,000 บาท สำหรับ 1 Bed และ 100,000 บาท สำหรับ 2 Bed พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท และฟรี! เฟอร์นิเจอร์ (เฉพาะวันพรีเซลเท่านั้น) คลิก https://goo.gl/S59jz2    เริ่ม 1.89 ล้าน* บาท เฉลี่ย 86,000 บาท/ตร.ม.   Aspire Asoke-Ratchada ทำเลสุดฮอตของทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ เพียงช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาคอนโดมิเนียมในย่านนี้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะได้รับความนิยมอย่างมากนี่แหละค่ะ ซึ่งตัว Aspire Asoke-Ratchada จะมีที่ดินกว่า 11 ไร่ ถือว่าเป็นขนาดที่หาได้ยากมากแล้วสำหรับโซนนี้ โดยตัวโครงการจะอยู่ในซอยรัชดาภิเษก 3 หรือที่เรียกกันว่าซอยสถานฑูตจีน เข้าไปประมาณ 700 เมตร    Aspire Asoke-Ratchada เป็นคอนโด Low Rise 8 ชั้น 6 อาคาร ที่จอดรถ 38% ขนาดห้อง 25-51 ตร.ม. ทั้งหมด 1,025 units+3 shop ดีไซน์โดดเด่นด้วยเส้นสายที่โค้งมน ให้ความรู้สึกหรูหรานุ่มนวล บวกกับต้นไม้ตัดแต่งที่ให้อารมณ์เน้นไปที่ความเป็น Colonial ทำให้เกิดเป็นพื้นท่ี่ transition space “Courtyard”    ที่สำคัญคือเรื่องของราคาค่ะ แม้จะอยู่ในทำเล Prime ขนาดนี้ แต่ราคาเริ่มต้นประมาณ 90,000 บาท/ตร.ม. นะคะ คอยจับตากันเอาไว้ให้ดีกับ Aspire Asoke-Ratchada ที่กำลังจะเปิด Pre-sale 30-31 มี.ค. ในราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท* จองเพียง 5,000 บาท* ฟรีค่าทำสัญญา ลงทะเบียนรับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท (Studio, 1 bed, 1 bed plus ลด 50,000, 2 bed ลด 100,000) พิเศษ! เปิด AP iBooking ตึก B ชั้น 7 และตึก E ชั้น 4 วันที่ 26 มี.ค. 19.00-21.00   ใครที่อยากมาชมห้องตัวอย่างหรือมาในวันงาน Pre-sale ก็สามารถจอดรถเอาไว้ที่ ลาน G Tower และตึก Unilever แล้วข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามก็จะพบกับ Sale Gallery ของโครงการค่ะ โดยจะเริ่มให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 21-24 มีค 9.00-20.00 น.   Aspire Asoke-Ratchada ลงทะเบียนที่ >>> https://bit.ly/2Uh2rPO         แต่ก่อนจะเปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่าง เรามีภาพมาให้ชมกันก่อนค่ะ   1 Bedroom Plus 35 ตร.ม.  ห้องตัวอย่างแรกจะเป็นแบบ 1 Bedroom Plus คือมี 1 ห้องนอน 1 ห้องอเนกประสงค์ ที่สามารถดัดแปลงเป็นห้องอะไรก็ได้ตามใจ เช่น ห้องทำงาน  หรือห้องนอนที่ 2 ส่วนครัวครัวเปิดจะเชื่อมต่อกับพื้นที่สำหรับวางโต๊ะทานข้าวเอาไว้กลางห้องค่ะ แต่ด้วยพื้นที่แบ่งเอาไว้เป็นสัดส่วนก็จะสามารถกั้นเป็นห้องครัวปิดได้ เรียกได้ว่าจัด Space มาให้มีความยืดหยุ่นต่อการอยู่อาศัยจริงทีเดียวค่ะ   2 Bedroom Plus 49.5 ตร.ม.  สำหรับ 2 ห้องนอน จะวาง common area ไว้กลางห้อง แล้วแบ่งฝั่งซ้าย-ขวา ซึ่งจะได้ห้องครัวปิดที่มีเครื่องดูดควันต่อท่อออกไปนอกระเบียงติดตั้งมาให้เรียบร้อย ช่องว่างตู้เย็นขนาดใหญ่มากขึ้นเหมาะสำหรับครอบครัว และยังมีห้องเก็บของที่ถูกดีไซน์ไว้เพื่อวางเครื่องซักผ้า สามารถตากผ้าได้ด้วยในตัว เพราะมีหน้าต่างทรงสูงมาให้ เวลาตากผ้า แถมยังมีพื้นที่สำหรับเก็บของเพิ่ม ตรงนี้ถือว่าทำออกมาได้ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยจริงได้ดีเลยค่ะ     สำหรับ Aspire ทั้ง 2 โครงการที่เปิดตัวมาในปีนี้ มีความแตกต่างออกไปจากที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ทั้งส่วนกลางที่เพิ่มมากขึ้น ดีไซน์ทันสมัย การจัด Sapce ภายในห้องก็ตอบโจทย์การอยู่อาศัจริงได้ดียิ่งขึ้น กลายเป็นอีกแบรนด์ที่น่าจับตามองถึงพัฒนาการที่ก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ ต่อไปค่ะ
Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y

Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y

Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y   ประชากรที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ก็คงจะต้องเป็นกลุ่มคนที่เรียกกันว่า Gen Y ค่ะ ถ้าให้พูดชัดๆ ก็คือคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-2540 เป็นกลุ่มที่เพิ่งต้นวัยทำงาน ซึ่งก็เพิ่งเติบโตมาจากความเป็นเด็กมหา’ลัย ที่อยู่ท่ามกลางสังคมดิจิตอลนั่นเองค่ะ แล้วคนกลุ่มนี้มาสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างไร เรามาดูจากหลากหลายมุมมองกันค่ะ   ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับชาว Gen Y กันคร่าวๆ ก่อนค่ะ เพราะวัยหนุ่มๆ สาวๆ กลุ่มนี้เขายืนอยู่ท่ามกลางยุคที่โลกหมุนเปลี่ยนผ่านระหว่างโลกอนาล็อกสู่ดิจิตอลอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันจะใช้เวลาอยู่บนโลกอ่อนไลน์สูงสุดมากกว่ากลุ่มช่วงอายุอื่นๆ ทำให้สามารถเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่คนวัยนี้มักจะค้นหาอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ชอบมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ควบคู่กันไปด้วย โจทย์นี้ทำให้ “คอนโดมิเนียม” เป็นคำตอบที่ตรงใจที่สุด   ทุกวันนี้เราจะเห็นคอนโดมิเนียมออกแบบตกแต่งมาอย่างหรูหรา ใช้หินอ่อนบวกกับอลูมิเนียมเงาวับ คล้ายไปกันหมด แต่จะมีสักกี่แห่งที่ออกแบบมาเพื่อให้ตอบการใช้ชีวิตจริงของกลุ่มคนนั้นๆ เช่น ภายในห้องพักอาศัยใช้โทนสีอ่อนดูอบอุ่น เหมาะกับการพักผ่อน มี Day Bed เป็นมุมอ่านหนังสือในช่วงเวลาชิลๆ  ส่วนกลางมี Co-Learning Space, ฟิตเนส, คาเฟ่ เปิดตลอด 24 ชม. Co-Kitchen ให้ได้ทำอาหารหนักๆ พร้อมจัดปาร์ตี้ได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นติดห้อง และสิ่งสำคัญคือทำเลอันเหมาะสมจริงๆ สำหรับคนตั้งแต่ Gen Y ลงไป คืออยู่ใกล้สถาบันการศึกษาและที่ทำงาน ซึ่งเราต้องเดินทางไป-กลับอยู่เกือบทุกวัน และยังต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยิ่งอยู่ใกล้คอนโดของเรามากเท่าไหร่ ชีวิตก็ยิ่งสะดวกสบายขึ้น   สำหรับครอบครัวในยุคหลังมานี้เริ่มตระหนักดีถึงความสำคัญทางการศึกษา อาจด้วยเพราะสภาพสังคมที่ต้องแข่งขันกันมากขึ้น เพื่อหวังอนาคตที่ดีของลูกหลาน การเข้าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปจึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน, โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ แต่ละแห่งก็มีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกันทั้งนั้นใช่ไหมคะ แต่ถ้าการเดินทางเข้ามาถึงสถาบันที่ตัวเองเรียนอยู่ ต้องใช้เวลาฝ่าฟันกับรถติดอยู่ทุกเช้าจรดค่ำ จนใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนมากกว่าอยู่บ้านพักเสียอีก เพราะกว่าจะถึงบ้านก็ค่ำมืด แล้วต้องตื่นแต่เช้าตรู่เข้ามาในเมืองอีกอยู่ดี ฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดนั่นคือการหาคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับสถาบันการศึกษาให้ได้มากที่สุด เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง สู้เอาเวลาที่อยู่บนท้องถนนมานั่งอ่านหนังสือ หรือเข้าโรงเรียนกวดวิชาใกล้ๆ กันนี้ แถมมีเวลาพักผ่อนมากกขึ้นกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว ไม่ดีกว่าเหรอคะ?       กว่า 19 ล้านคนของคนกลุ่มนี้ ไปจนถึงกลุ่ม Demand ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะมีเข้ามาใหม่อยู่ทุกปี อย่างเฉพาะที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในแต่ละปีการศึกษาจะมีนิสิตตบเท้าเข้ามาใหม่ประมาณ 6,000-7,000 คน/ปี นี่ยังไม่รวมบุคลากร รวมถึงผู้ที่ทำงานในละแวกนี้อีกนะคะ เพราะแนวโน้มของคน Gen Y มีแนวโน้มนิยมเช่ามากกว่าซื้อ(ลิงค์ไปที่บทความเก่า) เรียกได้ว่าเป็นกลุ่ม Demand อันหอมหวล บวกกับทำเลที่ทั้งเดินทางง่ายและรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ สำหรับในมุมมองของนักลงทุน              Triple Y Residence เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ SAMYAN MITRTOWN มิกซ์ยูสใจกลางเมืองฝั่งตรงข้ามจามจุรีสแควร์ ซึ่งจะมี ทางเดินเชื่อมตรงจาก MRT สามย่าน มาถึงหน้าโครงการไม่ต้องเสี่ยงอันตรายข้ามถนน ให้อารมณ์เหมือนในต่างประเทศเลยค่ะ ทั้งหมดบนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ที่จะกลายมาเป็น Point สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา คนทำงาน และนักท่องเที่ยว เพราะจะประกอบไปด้วย Office Grade A 30% 31 ชั้น ลิฟท์โดยสาร 14 ตัว แยกลิฟท์ขนของ พื้นที่ใช้สอย 48,000 ตร.ม. อยู่ทางฝั่งถ.พระราม 4 Retail 30% 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 36,000 ตร.ม. แบ่งโซนเป็น Eating Library 43% Learning Library 29% Living Library 28% หน้าโครงการตรงหัวมุมสี่แยก ยาวไปทางถ.พญาไท Residence 15% แบ่งเป็นคอนโดฯ 516 ยูนิต โรงแรม 112 ยูนิต ฝั่งใกล้กับคณะนิติศาสตร์ จุฬา Shared Parking 25% รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดถึง 222,000 ตร.ม.         Triple Y Residence เป็นชื่อเรียกในส่วนของคอนโดมิเนียม 33 ชั้น ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 11 ขึ้นไปโดยแบ่งเป็น 3 Type คือ 1 Bedroom 34 ตร.ม. จำนวน 459 ยูนิต 1 Bedroom+ 40 ตร.ม. จำนวน 19 ยูนิต 2 Bedroom 68 ตร.ม. จำนวน 38 ยูนิต           ส่วนชั้นล่างของอาคารเป็นโรงแรมที่เรียกว่า Triple Y Hotel จำนวน 112 ห้อง   Facility ของคอนโดมิเนียมจะแยกออกจากกันกับส่วนของโรงแรม มีเพียง Lobby เท่านั้นที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งตัว Lobby เมื่อใช้ร่วมกันกับโรงแรมก็จะต้องมีพนักงานอยู่ตลอด 24 ชม. ค่ะ ฉะนั้นเรื่องของความปลอดภัยก็หายห่วงค่ะ โดยส่วนกลางของคอนโดมิเนียมก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของกลุ่ม Real Demand ที่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปจนถึงกลุ่มคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็น Study zone, Fitness, Co-Kitchen, Laundry zone, สระว่ายน้ำแบบ Outdoor     Triple Y Residence เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Lease Hold หรือสิทธิการเช่า 30 ปีค่ะ แม้ว่าฟังดูเผินๆ อาจจะทำให้ลังเลอยู่สักหน่อย แต่จริงๆ แล้วความเป็น Lease Hold ก็มีข้อดีตรงที่ว่า ราคาขายทั่วไปจะถูกกว่าแบบ Free Hold ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบในทำเลเดียวกัน และตลอดระยะเวลา 30 ปี ทางโครงการจะช่วยดูแลที่พักอาศัยของคุณให้ดูน่าอยู่ ดูใหม่อยู่เสมอ โดยที่เราไม่ต้องไปลงแรงอะไรมากให้เสียเวลากับเหล่าปัญหาจุกจิกที่ทุกคอนโดมักจะเจอกันอยู่เสมอ ส่งผลดีทั้งการปล่อยเช่าได้ราคาดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้อยู่อาศัยเองก็แฮปปี้ไปด้วย         พร้อมเปิดขาย Pre-sale Event ในวันที่ 10 มี.ค. 62 ราคาเริ่มต้นพิเศษ 4.49 ล้านบาท สิทธิพิเศษ สำหรับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Pre-sale Event รับส่วนลด 100,000 บาท ทันที คลิก tripleyresidence หรือ โทร 065-275-7472