Tag : condo

984 ผลลัพธ์
12 บทสรุปราคาคอนโด ท่ามกลางวิกฤต COVID-19

12 บทสรุปราคาคอนโด ท่ามกลางวิกฤต COVID-19

ปรากฏการณ์ หั่นราคาคอนโด ในช่วงภาวะวิกฤต COVID-19 ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ที่บางรายยอมลดราคามากถึง 50% สะท้อนให้เห็นถึง ความไม่มั่นใจต่อสภาพเศรษฐกิจว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น จากก่อนหน้านี้สภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปก็ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดอสังหาฯ  โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมเอง ก็มีผลกระทบจากมาตรการ LTV ทำให้กำลังซื้อชะลอตัวลงด้วย   การลดราคาของผู้ประกอบการ ก็เพื่อต้องการกระตุ้นตลาด กระตุ้นยอดขายให้กลับฟื้นขึ้นมา ขณะเดียวกันก็เพื่อรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจให้ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ จากปัจจัยลบแวดล้อมจำนวนมาก ทำให้ราคาคอนโด ที่เคยปรับตัวสูงขึ้น ต้องมีอัตราการเติบโตที่ลดลง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ล่าสุด ทาง EIC นำเสนอบทความ "เศรษฐกิจทรุด ฉุดราคาคอนโดฯ โตไม่แรงเหมือนเคย" เพื่อฉายภาพของราคาคอนโด ในภาวะที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19    EIC ทำการ web scraping ข้อมูลคอนโดมิเนียมบนเว็บไซต์ Hipflat.co.th เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มราคาคอนโด พบว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาคอนโดเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่ประกาศขาย ในภาพรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง อย่างต่อเนื่อง และมีราคาในบางพื้นที่เริ่มปรับลดลงเมื่อเข้าสู่ปี 2563 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและผลกระทบจาก COVID-19 ข้อมูลคอนโดบนเว็บไซต์ Hipflat.co.th ที่ประกาศขาย มีจำนวนมากกว่า 60,000 โพสต์ จาก 2,416 โครงการ (ข้อมูล ณ วันที่ 27 มิ.ย. 2563) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขายมือสอง โดยกว่า 70% เป็นโครงการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เหลือเป็นโครงการคอนโด ในต่างจังหวัดที่กระจุกตัวในแหล่งท่องเที่ยวเป็นสำคัญ เช่น พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น   EIC มองว่า ข้อมูลชุดนี้สามารถบ่งชี้ความต้องการขายจากเจ้าของคอนโด หรือนักลงทุนได้อย่างเป็นปัจจุบันและมีความครอบคลุมในหลายทำเล จึงถือเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการติดตามภาวะของตลาดคอนโดในไทย และบทควาทที่ทาง EIC นำเสนอนั้น สามารถบทสรุปออกมาได้เป็น 11 ประเด็นสำคัญของราคาคอนโด ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ดังนี้   1.อัตราการเติบโตของราคาคอนโด ทั้งประเทศเฉลี่ย 3.3% ต่อปี ในช่วงปี 2561-2562 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 5 ปี (ปี 2556-2560) ก่อนหน้า ที่ราคาเคยปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.9% ต่อปี   2.ปี 2563 ราคาคอนโด  ต่อตารางเมตรในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง ในไตรมาส 1 ราคาชะลอลงมาอยู่ที่ 1.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และซบเซาลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 จากราคาที่ปรับลดลงมาที่ 0.02% เทียบจากช่วงเดียวกันขอปีก่อน ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2553 และไตรมาส 2 ถือว่าราคาคอนโดในกรุงเทพฯ​ และปริมณฑลเติบโตต่ำสุดในรอบหลายปี 3.ปัจจุบันราคาเฉลี่ยของคอนโดอยู่ที่ประมาณ 97,000 บาทต่อตารางเมตร  แต่โครงการคอนโดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน พื้นที่เขตปทุมวัน วัฒนา ราชเทวี พญาไท และสาธร  มีราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร อยู่ที่ 140,000 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเพียง 1.3%  แต่ยังถือว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2552   4.โครงการคอนโดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอกและปริมณฑล มีแนวโน้มในลักษณะเดียวกัน โดยราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรในไตรมาสที่ 2 ปีนี้อยู่ที่ 89,000 บาท ขยายตัวในระดับต่ำที่ 0.3% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการชะลอตัวมา 4 ไตรมาสติดต่อกัน และเป็นอัตราการเติบโตของราคาของย่านนี้ที่ต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี   5.แนวโน้มราคาที่ชะลอตัวของโครงการคอนโด ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เกิดขึ้นทั้งในโครงการที่ใกล้และไกลสถานีรถไฟฟ้า   6.ในไตรมาสที่ 2 นี้ ราคาคอนโดใกล้สถานีรถไฟฟ้ารัศมีไม่เกิน 500 เมตร ทั้ง BTS MRT หรือ Airport Link (เฉพาะสถานีที่เปิดให้บริการแล้ว) มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 130,000 บาทต่อตารางเมตร  ราคาลดลง 0.1% เมื่อเปรียบเทียบจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  นับเป็นการหดตัวครั้งแรกเท่าที่มีข้อมูลนับตั้งแต่ปี 2552   7.สำหรับคอนโดที่อยู่ไกลกว่า 500 เมตร มีราคาเฉลี่ย 90,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่เป็นการขยายตัวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในไตรมาสก่อนหน้าและเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2556   8.ราคาคอนโดในต่างจังหวัดติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน สำหรับโครงการคอนโดในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก ได้แก่ ชลบุรี ภูเก็ต และ ประจวบคีรีขันธ์  โดยมีการเปลี่ยนแปลงของราคาในทิศทางที่ซบเซากว่าในเขตกรุงเทพฯ โดยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ราคาคอนโดในต่างจังหวัดมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 73,000 บาทต่อตารางเมตร ลดลงที่ 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังเป็นการหดตัวที่เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า  ที่มีอัตราเติบโตลดลง 1.6% ซึ่งถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2557   9.ปัจจัยสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้เม็ดเงินจากนักลงทุนชาวจีนในตลาดอสังหาฯ ไทยลดลง สะท้อนจากราคาคอนโด เฉลี่ยต่อตารางเมตรในบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพระราม 9 และรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นทำเลยอดนิยมของนักลงทุนชาวจีน มีอัตราการเติบโตของราคาที่ปรับลดลงชัดเจน จากที่เคยเติบโตที่ 7.8% ต่อปี ในช่วงปี 2557-2561 ลดเหลือเพียงเติบโต 1.6% ในปี 2562   โดยมีการหดตัวในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 และยังติดลบต่อเนื่องมายัง 2 ไตรมาสแรกของปี 2563 ซึ่งในไตรมาสล่าสุดลดลง 4.6%  ซึ่งปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 110,000 บาทต่อตารางเมตร 10.ราคาคอนโดในทำเล MRT สายสีม่วงที่ประสบปัญหาซัพพลายล้นเกิน มีการชะลอตัวมาในช่วงหลายปีก่อนหน้าเช่นกัน โดยอัตราการเติบโตของราคาเฉลี่ยรายปีของย่านนี้ปรับลดมาในทุกปีตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา และมีการติดลบในทั้ง 2 ไตรมาสแรกของปี 2563 ซึ่งปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69,000 บาทต่อตารางเมตร ทั้งนี้จาก 7 ไตรมาสล่าสุด ราคาต่อตารางเมตรในย่านนี้มีการปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า (หรือ ติดลบ %YOY) ไปถึง 6 ไตรมาสด้วยกัน   11.ราคาคอนโด ในเมืองท่องเที่ยวหดตัวลงต่อเนื่อง  เช่น ราคาคอนโดพัทยา ในไตรมาสที่ 1 มีราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรลดลง 3.3% และลดลงต่อเนื่องในอัตรา 4.5% ในไตรมาสที่ 2  เป็นสัญญาณบ่งชี้ของผลกระทบทางเศรษฐกิจของ COVID-19 ที่เริ่มส่งผ่านมายังตลาดคอนโด   12.ตลาดคอนโดมือสอง มีทิศทางของราคาที่ชะลอตัวลง สะท้อนถึงกำลังซื้อและการเก็งกำไรที่ลดลง ทำให้คอนโด ขายยากขึ้น โดยเฉพาะในทำเลที่มีซัพพลายล้นเกิน  นอกจากนี้ ยังมีผลจากการลดราคาคอนโดมือหนึ่ง ของผู้ประกอบการหลายราย เพื่อระบายจำนวนยูนิตเหลือขาย ซึ่งส่งผลทำให้ราคาคอนโดมือสองมีข้อจำกัด ในการปรับเพิ่มราคาขายมากขึ้น หรือกระทั่งต้องลดราคาลง 2 แนวทางทำธุรกิจอสังหาฯ หลัง COVID-19   EIC มองว่า หลายปัจจัยลบกดดันราคาคอนโด มาตั้งแต่ช่วงก่อน COVID-19  ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สงครามการค้า ภาวะซัพพลายล้นเกิน (oversupply) และมาตรการ LTV เป็นปัจจัยลบต่อภาคอสังหาฯ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อน COVID-19 ส่งผลให้แนวโน้มราคาคอนโดไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วเหมือนในอดีต   ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังเพิ่มแรงกดดันให้กับตลาดคอนโด ที่กำลังซบเซา การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงยังมีมาตรการ lockdown และมาตรการควบคุมการระบาดด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยตรง ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลให้ภาวะตลาดคอนโดฯ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่ชะลอตัวมาอยู่แล้วนั้นต้องเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ตามความรุนแรงของผลกระทบในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีแนวโน้มในการฟื้นตัวที่ช้า ดังนั้น EIC จึงมีคำแนะนำ สำหรับผู้ประกอบการอสังหาฯ  ในการทำธุรกิจในภาวะที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ ดังนี้ 1.ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับสภาพคล่อง และเสถียรภาพทางการเงิน EIC มองว่า กำลังซื้อของผู้บริโภค สำหรับตลาดคอนโดมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้า ตามภาวะเศรษฐกิจ ภาพรวมที่คาดว่าจะใช้เวลานาน (ฟื้นตัวแบบ U-shape) ประกอบกับในตลาดยังมีซัพพลายส่วนเกินที่ต้องใช้เวลาในการดูดซับ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมตัวสำหรับภาวะความซบเซาดังกล่าว 2.ผู้ประกอบการควรติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคหลัง COVID-19 พฤติกรรมผู้บริโภคภายหลังจาก COVID-19 ที่อาจเป็นภาวะปกติใหม่ หรือ New Normal ซึ่งจะมีผลต่อการซื้ออสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย เช่น แนวโน้มของการทำงานที่บ้าน (work from home) ที่อาจมีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับลักษณะการใช้งานและพื้นที่ของที่อยู่อาศัยมากขึ้น และให้น้ำหนักกับการเลือกทำเลที่สะดวกเดินทางหรือใกล้ที่ทำงานน้อยลง หรือแนวโน้มความตื่นตัวด้านสุขอนามัยที่ผู้บริโภคอาจเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในการพิจารณาเลือกที่อยู่อาศัยประเภทคอนโด  ซึ่งเป็นลักษณะการอยู่อาศัยร่วมกันกับคนหมู่มาก เป็นต้น  
เรื่องต้องรู้ !! “ภาษีและค่าธรรมเนียม” ก่อนซื้อขายอสังหาฯ

เรื่องต้องรู้ !! “ภาษีและค่าธรรมเนียม” ก่อนซื้อขายอสังหาฯ

ถ้าตอนนี้ ใครมีความคิดจะซื้ออสังหาริมทรัพย์  ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดมิเนียม หรือที่ดินเปล่า หรือจะเอาอสังหาฯ ที่มีอยู่ออกขาย ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร และเป็นมือใหม่เพิ่งจะเริ่มทำธุรกรรมนี้เป็นครั้งแรก ยังไม่เคยซื้อหรือขายอสังหาฯ มาก่อน เรามี ภาษี และ ค่าธรรมเนียม เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อขายอสังหาฯ ก่อนซื้อขายอสังหาฯ มาให้เรียนรู้ และทำความเข้าใจ เพราะเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นั่นเอง ถ้าหากจะต้องทำธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหา   สำหรับผู้สนใจการลงทุนในอสังหาฯ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแบบซื้อมาเพื่อปล่อยเช่า หรือเพื่อการเก็งกำไร โดยคาดหวังว่าจะได้ส่วนต่างกำไรจากราคาอสังหาฯ  ที่ซื้อมาและขายไป อย่างไรก็ตามการขายอสังหาฯ ย่อมมีภาระภาษี ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ มาเกี่ยวข้องเสมอ   โดยบทความ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งที ต้องรู้เรื่องภาษีและค่าธรรมเนียมกันก่อน จาก “นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์” CFP®   นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร ได้นำเสนอข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ  ซึ่งระบุว่า กรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา หากขายอสังหาฯ จะต้องเสียภาษี ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ภาษี และ ค่าธรรมเนียม เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อขายอสังหาฯ ดังนี้1.ค่าธรรมเนียม เป็นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ คิดในอัตรา  2% จากราคาประเมินหรือราคาขาย แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่า ก็ใช้ราคานั้นในการคำนวณ โดยราคาประเมิน คือ ราคาที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นราคากลางของอสังหาฯ ทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคิดค่าธรรมเนียมและภาษีจากการซื้อขายอสังหาฯ โดยจะมีการปรับราคาประเมินใหม่ทั่วประเทศทุก ๆ 4 ปี   ปัจจุบันกรมที่ดินอัพโหลดข้อมูลเกี่ยวกับราคาที่ดินทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปตรวจสอบเบื้องต้น บนเว็บไซต์ http://property.treasury.go.th/pvmwebsite/index.asp เพื่อให้ผู้ที่จะซื้อหรือจะขายที่ดิน จะได้กำหนดราคาได้เหมาะสม ซึ่งราคาประเมินอาจจะสูงหรือต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วราคาประเมินจะต่ำกว่า ส่วนราคาตลาด คือ ราคาที่ใช้ในการซื้อขายกันจริง ซึ่งจะสอดคล้องกับดีมานด์และซัพพลายของตลาดในแต่ละช่วงเวลา มีการปรับตัวตามภาวะค่าครองชีพอยู่ตลอดเวลา  ราคาตลาดจึงมักสูงกว่าราคาประเมิน 2.ค่าอากรแสตมป์ คือ ค่าอากรแสตมป์ที่ผู้ขายต้องเสียในขั้นตอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ อยู่ที่  0.5% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินโดยเลือกราคาที่สูงกว่ามาใช้ในการคำนวณ 3.ภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีผู้ขายถือครองอสังหาฯ เป็นเวลาน้อยกว่า 5 ปี (แบบนับวันชนวัน) จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งคิดในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขาย หรือราคาประเมิน โดยเลือกราคาที่สูงกว่ามาใช้เป็นฐานในการคำนวณ กรณีที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะได้รับยกเว้นค่าอากรแสตมป์ในข้อ 2 แต่ถ้าถือครองนานเกินกว่า 5 ปี หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนานกว่า 1 ปี จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 4.ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากเงินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นรายได้ จึงต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยใช้ราคาประเมิน (40(8) มาตรา 49 ทวิ แห่ง ประมวลรัษฎากร) หักด้วยค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 165 พ.ศ. 2529) ตามจำนวนปีที่ถือครอง ดังนี้ หากอสังหาฯ นั้น ได้รับมาโดยทางมรดก หรือ รับจากการให้โดยเสน่หาให้หักค่าใช้จ่ายได้ 50% จำนวนปีที่ถือครองนั้นจะนับตามปีบัญชี โดยหนึ่งปีจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนถึง 31 ธันวาคมของปีเดียวกัน การซื้อขายภายในปีเดียวกันนับเป็นการถือครอง 1 ปี หากครอบครองตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนี้ถึงมีนาคมปีหน้าก็ให้นับเป็นถือครอง 2 ปี กรณีการขายอสังหาฯ ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งค้ากำไร ภาษีที่คำนวณหัก ณ ที่จ่าย สูงสุดต้องไม่เกิน 20% ของราคาขาย แต่หากเป็นกรณีขายโดยมุ่งค้ากำไร จะไม่มีการจำกัดเพดานภาษี นอกจากนี้การขายอสังหาฯ ที่ตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร เทศบาล สุขาภิบาล หรือ เมืองพัทยา ยังได้รับยกเว้น 200,000 บาทก่อน เหลือเท่าใดจึงนำไปคำนวณหักค่าใช้จ่าย ตัวอย่างวิธีคำนวณภาษีเงินได้ นายมั่งคั่งได้ซื้อที่ดินมาเดือนมิถุนายน 2555 และขายไปเมื่อเดือน มกราคม 2562 ในราคา 4,000,000 บาท * การคำนวณภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้รับยกเว้นสำหรับเงินได้สุทธิ 0 - 150,000 บาทแรก ** การนับจำนวนปีในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ เศษของปี ให้นับเป็น 1 ปี และหากถือครองเกิน 10 ปี ให้นับเพียง 10 ปี ทั้งนี้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้มุ่งค้ากำไร ผู้มีเงินได้มีสิทธิ์เลือกที่จะเสียภาษีตามจำนวนที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีกับรายได้อื่นตามปกติได้ จากตัวอย่างการซื้อขายที่ดินข้างต้น จะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนี้ 1.ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาซื้อขาย หรือเท่ากับ 2% x 4,000,000 = 80,000 บาท ซึ่งค่าธรรมเนียมการโอนนี้สามารถเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้ว่าใครจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมนี้ 2.ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาซื้อขาย หรือเท่ากับ 0.5% x 4,000,000 = 20,000 บาท ผู้ขายเป็นผู้ชำระ 3.ภาษีธุรกิจเฉพาะ เนื่องจากนายมั่งคั่ง (ผู้ขาย) ถือครองที่ดินมาเกินกว่า 5 ปีจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนี้ 4.ภาษีเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ขายเป็นผู้ชำระตามที่ได้คำนวณดังตารางข้างต้น   ที่มา : www.scb.co.th   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน ครม. ลดภาษี 90% ช่วยเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดนพิษโควิด-19 EIC วิเคราะห์ ใครคือผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  
สำรวจตลาดอสังหาฯ ชลบุรี ปี 63 “คอนโด-ทาวน์เฮ้าส์” แนวโน้มชะลอตัว

สำรวจตลาดอสังหาฯ ชลบุรี ปี 63 “คอนโด-ทาวน์เฮ้าส์” แนวโน้มชะลอตัว

พื้นที่ภาคตะวันออก นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เพราะเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และเมืองอุตสาหกรรม พื้นที่ภาคตะวันออก ยิ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เมื่อรัฐบาลจัดทำโครงการการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรืออีอีซี (EEC)  ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด  ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง   เมื่อพื้นที่ดังกล่าว ได้ถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวหนาแน่นไปได้ด้วยจำนวนประชากร  ทั้งที่ย้ายมาเพื่อทำงาน และอยู่อาศัย จึงทำให้เกิดการพัฒนาธุรกิจอื่นๆ ออกมารองรับ หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์  เพื่อการอยู่อาศัย เป็นการสร้างซัพพลายออกมารองรับ กับจำนวนประชากรที่ย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในพื้นที่ดังกล่าว และในบรรดาจังหวัดที่มีโคงการอสังหาฯ เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น และเพิ่มจำนวนมาต่อเนื่อง คือ จังหวัดชลบุรี   โดยจากผลการสำรวจล่าสุด ในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ในพื้นที่ภาคตะวันออก ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) พบว่า จังหวัดชลบุรีมีจำนวนที่อยู่อาศัยเสนอขายมากที่สุดในกลุ่มจังหวัด EEC ซึ่งคาดว่าในปี 2563 นี้จะมีที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ จำนวน 6,689 ยูนิต แม้จะลดลงจากช่วงปี 2562 ที่มีเปิดตัวโครงการใหม่ 17,295 ยูนิต  ก็ตาม  โดยจะเป็นการเปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 3,651 ยูนิต และเปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง จำนวน 3,038 ยูนิต ขณะที่ยูนิตเหลือขายทั้งหมดคาดว่าจะมี 88,644 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามีจำนวน 85,481 ยูนิต ปี 63 ยอดขาชะลอตัวอัตรดูดซับเหลือ 1.1-1.3% ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า แนวโน้มที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรีในปี 2563 จะเหลือขายอยู่ในตลาดจำนวน 44,060 ยูนิต  ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับอัตราดูดซับที่ลดต่ำลงมาอยู่ที่  2.1%  ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 และคาดว่าในปี 2563 อัตราดูดซับจะเหลือประมาณ 1.1-1.3% และคาดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยก็จะลดลงมาอยู่ที่ 30,141 ยูนิต มูลค่าประมาณ  59,293 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานซึ่งมีมูลค่า 64,095 ล้านบาท ลดลง 20.0% โดยช่วงครึ่งปีหลังปี 2563 มีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ในตลาดจำนวน 44,060 ยูนิต ประกอบด้วย คอนโด  19,348 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์  12,699 ยูนิต บ้านเดี่ยว  5,730 ยูนิต บ้านแฝด  4,979 ยูนิต อาคารพาณิชย์  1,304 ยูนิต ในปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับจะเหลือประมาณ  1.1-1.3%  โดยคาดว่าที่อยู่อาศัยในแต่ละประเภท จะมีอัตราดูดซับในปี 2563 ดังนี้ คอนโด  มีอัตราดูดซับ 1.2% บ้านแฝด  มีอัตราดูดซับ 1.3% ทาวน์เฮ้าส์  มีอัตราดูดซับ 1.3% อาคารพาณิชย์   มีอัตราดูดซับ 1.2% บ้านเดี่ยว  มีอัตราดูดซับ 1.1% อสังหาฯ ชลบุรีโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 12.9% การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2563 คาดว่า จะลดลงมาอยู่ที่ 30,141 ยูนิต หรือลดลง 12.9% จากปี 2562 ที่มีจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ 34,593 ยูนิต  ซึ่งปีนี้การโอนกรรมสิทธิ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 5 ปีตั้งแต่ปี 2558-2562 ที่มีระดับการโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 33,812 ยูนิต  ส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ  59,293 ล้าน  บาท ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานซึ่งมีมูลค่า 64,095 ล้านบาท ซึ่งลดลง 20.0% จากปี 2562 ที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ 74,106 ล้านบาท   ด้วยภาพรวมดังกล่าวผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การเสนอขาย โดยเฉพาะ คอนโด และทาวน์เฮ้าส์ที่มีอัตราการดูดซับชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงต้นปี 2562 และคาดว่าจะต่อเนื่องมาถึงปี 2563 มองตลาดอสังหาฯ ชลบุรี ครึ่งหลังปี 62 สำหรับผลการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ช่วงสิ้นปี 2562 มีจำนวนที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างเสนอขายจำนวนทั้งสิ้น 675 โครงการ  แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 510 โครงการ โครงการคอนโด 165 โครงการ  จำนวนรวม 50,655 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 176,116 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกที่มีจำนวน 49,750 ยูนิต  ในจำนวนที่อยู่อาศัยทั้งหมด แบ่งเป็น คอนโด  21,806 ยูนิต บ้านเดี่ยว  6,534 ยูนิต บ้านแฝด  5,747 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์  15,053 ยูนิต อาคารพาณิชย์  1,515 ยูนิต โดยมีโครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังเพียง 6,593 ยูนิต แบ่งเป็นอาคารชุด 3,700 ยูนิต และบ้านจัดสรร 2,893 ยูนิต เมื่อพิจารณาจากยูนิตขายได้ใหม่จากการสำรวจพบว่าในช่วงครึ่งหลังปี 2562 มียูนิตขายได้ใหม่จำนวน 6,270 ยูนิต ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก 27.5% ในจำนวนดังกล่าวเป็นการขายคอนโด  2,535 ยูนิต และเป็นบ้านจัดสรร 3,735 ยูนิต และมียูนิตเหลือขายจำนวน 44,385 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก  8% มูลค่ารวม 155,838 ล้านบาท โดยมียูนิตเหลือขายประเภทโครงการคอนโดจำนวน 19,271 ยูนิต บ้านจัดสรรจำนวน 25,114 ยูนิต   โดยบ้านจัดสรรที่เหลือขาย จำนวน 25,114 ยูนิต ยังแบ่งออกเป็นที่อยู่ประเภทต่างๆ ได้แก่ บ้านเดี่ยว  5,789 ยูนิต บ้านแฝด  5,002 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์  12,923 ยูนิต อาคารพาณิชย์  1,400 ยูนิต จากการที่จำนวนยูนิตขายได้ใหม่มีอัตราการขายได้ลดลงถึงร้อยละ 27.5% จึงส่งผลให้จำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายมีอัตราเพิ่มขึ้น 8% เปิด 5 ทำเลอสังหาฯ ขายดีในจังหวัดชลบุรี สำหรับทำเลที่อยู่อาศัยขายดี ของจังหวัดชลบุรี ได้แก่ 1.ทำเลพัทยา-เขาพระตำหนัก จำนวน 7,185 ยูนิต 2.ทำเลหาดจอมเทียน จำนวน 6,864 ยูนิต 3.ทำเลนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร-บายพาส จำนวน 3,798 ยูนิต 4.ทำเลนิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน จำนวน 3,729 ยูนิต 5.ทำเลบางแสน-หนองมน-บางพระ จำนวน 3,306 ยูนิต   ระดับราคาที่เหลือขายมากที่สุด ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท เหลือขาย 13,411 ยูนิต 2.ระดับราค 2.01-3.00 ล้านบาท เหลือขาย 13,352 ยูนิต 3.ระดับราคา 1.51-2.00 ล้านบาท เหลือขาย 8,739 ยูนิต 4.ระดับราคา 5.01-7.50 ล้านบาท เหลือขาย 3,662 ยูนิต 5.ระดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท เหลือขาย 1,801 ยูนิต บทสรุปอสังหาฯ​ ชลบุรี ณ สิ้นปี 62 ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรี มียูนิตเหลือขายในช่วงสิ้นปี 2562 จำนวน 44,385 ล้านบาท มูลค่า 155,838 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการยังไม่ได้ก่อสร้าง 20,219 ล้านบาท อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 14,639 ล้านบาท และโครงการที่ก่อสร้างเสร็จ 9,527 ล้านบาท  ซึ่งเป็นโครงการพร้อมโอน  หรือเป็น Inventory ในตลาด คิดเป็นมูลค่า 31,501 ล้านบาท  แบ่งเป็น คอนโด  4,608 ยูนิต บ้านเดียว  963 ยูนิต บ้านแฝด   691 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์   2,639 ยูนิต อาคารพาณิชย์  626 ยูนิต สำหรับทำเลที่มียูนิตสร้างเสร็จเหลือขายมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทำเลหาดจอมเทียน จำนวน 1,496 ยูนิต 2.ทำเลพัทยา-เขาพระตำหนัก จำนวน 1,311 ยูนิต 3.ทำเลศรีราชา-อัสสัมชัญ จำนวน 1,209 ยูนิต 4.ทำเลนิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน จำนวน 1,145 ยูนิต 5.ทำเลแหลมฉบัง จำนวน 1,051 ยูนิต   โดยระดับราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งเหลือขายมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท จำนวน 2,958 ยูนิต 2.ระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท จำนวน 2,377 ยูนิต 3.ระดับราคา 1.51-2.00 ล้านบาท จำนวน 1,779 ยูนิต 4.ระดับราคา 5.01-7.50 ล้านบาท จำนวน 678 ยูนิต 5.ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท จำนวน 670 ยูนิต   ทำเลขายได้ใหม่สูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.ทำเลหาดจอมเทียน จำนวน 1,037 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 2.2% 2.ทำเลพัทยา-เขาพระตำหนัก จำนวน 718 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 1.5% 3.ทำเลนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร-บายพาส จำนวน 712 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 2.6% 4.ทำเลบางแสน-หนองมน-บางพระ จำนวน 703 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 2.9% 5.ทำเลศรีราชา-อัสสัมชัญ จำนวน 581 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 2.7%
ส่องตลาดคอนโด ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า 5 เดือนแรกปี 63 ในภาวะโควิด-19

ส่องตลาดคอนโด ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า 5 เดือนแรกปี 63 ในภาวะโควิด-19

ตลาดคอนโด ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า 5 เดือนแรกปี 63 เปิดใหม่น้อย ขายได้แค่ 444 ยูนิต เจอผลกระทบในภาวะโควิด-19 โดยพื้นที่ชะอำพบซัพพลายเหลืออื้อ ผู้ประกอบการชะลอแผนเปิดโครงการใหม่ รอจังหวะตลาดอยู่ในภาวะสมดุล   บริเวณชะอำและหัวหิน ถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับความนิยม จากบรรดานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะเดินทางได้สะดวกและใกล้กับกรุงเทพฯ ใช้ระยะเวลาเดินทางไม่นาน แถมพื้นที่ดังกล่าว มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ทำให้พื้นที่ชะอำและหัวหิน กลายเป็นเมืองพักตากอากาศยอดนิยม และมีโครงการอสังหาริมทรัพย์พัฒนาขึ้นมารองรับจำนวนมาก และหลากหลายรูปแบบ   พื้นที่ชะอำและหัวหิน โครงการอสังหาฯ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อจับตลาดนักท่องเที่ยว และผู้ต้องการพักอาศัย เป็นบ้านหลังที่ 2 อย่างมากประเภทหนึ่ง คือ โครงการคอนโดมิเนียม ที่มีทั้งผู้ประกอบการจากส่วนกลาง และจากท้องถิ่นเอง เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นโครงงการที่มีระดับราคาขายค่อนข้างสูง แทบไม่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอื่นๆ ของไทย   แต่ในปีนี้สภาพตลาดคอนโด ในพื้นที่อำเภอชะอำ หิวหิน และเขาเต่า ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการพัฒนาโครงการคอนโด สภาพตลาดเป็นอย่างไรบ้าง ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางบริษัท  ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ได้จัดทำรายงานตลาดคอนโดในบริเวณชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ โดยระบุว่า  ภาพรวมตลาดคอนโดค่อนข้างชะลอตัว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   โดยพบว่าซัพพลายสะสมของคอนโดบริเวณชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า ตั้งแต่ปี 2548 ถึง เดือนพฤษภาคม 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 27,459 ยูนิต โดยคอนโดโดยส่วนใหญ่ถึง 54% เป็นคอนโดมิเนียมที่ไม่เห็นวิวทะเล ส่วนคอนโดที่เห็นวิวทะเลมีอยู่ในอัตราส่วน 46% ของซัพพลายทั้งหมด คอนโดชะอำ-หัวหิน ขายได้แค่ 444 ยูนิต โดยพบว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนยูนิตขายได้ใหม่ อยู่ที่ 444 ยูนิต  ซึ่งในช่วงกลางเดือนมีนาคม ถึง กลางเดือนพฤษภาคม พบว่า การขายคอนโดค่อนข้างชะลอตัว  เนื่องจากการที่ทางรัฐบาลกำหนดนโยบายห้ามการเดินทางข้ามพื้นที่ข้ามจังหวัด ทำให้คนไทยที่อยู่กรุงเทพฯ งดเว้นการเดินทางไปยังต่างจังหวัด อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการหลาย ๆ รายต่างพากันทำการขายในช่องทางออนไลน์ และทำโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาจอง  โดยเฉพาะโครงการที่คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปีนี้ ตลาดคอนโดในพื้นที่ชะอำ หัวหิน และเขาเต่า จากผลการวิจัยของไนท์แฟรงค์  พบว่า ช่วง 5 เดือนแรก ขายไปได้แล้วทั้งสิ้น 23,044 ยูนิต จากจำนวนยูนิตคอนโดที่มีอยู่ในตลาดทั้งสิ้น 27,459 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายที่ 84% โดยอัตราการขายเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีอัตราการขายอยู่ที่ 83% เนื่องมาจากซัพพลายใหม่ที่เข้ามาในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้มีเพียง 238 ยูนิต เท่านั้น   โดยโครงการคอนโดที่เปิดขายใหม่ เป็นโครงการที่ทำการบริหารโดยเชนโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวนยูนิตเหลือขายของคอนโดบริเวณชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า มีจำนวนยูนิตเหลือขายประมาณ 4,415 ยูนิต ซึ่งคาดว่าหากไม่มีซัพพลายใหม่เกินขึ้น ยูนิตเหลือขายที่เหลือจะใช้เวลาขายอีกประมาณ 3 ปี ขณะที่จำนวนยูนิตขายเฉลี่ยต่อปี ของคอนโดในบริเวณดังกล่าว ในช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ขายได้เฉลี่ยปีละประมาณ 1,600 ยูนิต ชะอำคอนโดเหลือขายเพียบ จากผลการสำรวจ ยังพบว่า คอนโดที่เหลือขายอยู่เป็นจำนวนมาก  มีสถานที่ตั้งอยู่บริเวณชะอำ โดยมีจำนวนยูนิตเหลือขายอยู่ที่ 3,119 ยูนิต โดยบริเวณชะอำน่าจะเป็นบริเวณที่มีโครงการใหม่เกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องจากที่ดินที่อยู่ติดทะเลในบริเวณนี้ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการได้ตระหนักถึงซัพพลายคงเหลือ ของคอนโดที่ตั้งอยู่บริเวณชะอำซึ่งมีจำนวนยูนิตเหลือขายเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบการต่าง ๆ จึงชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ในบริเวณชะอำออกไป  จนกว่าซัพพลายคงเหลือจะเข้าสู่ภาวะสมดุล อย่างไรตาม คอนโดที่มีสถานที่ตั้งอยู่ในบริเวณหัวหินและเขาตะเกียบ มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากซัพพลายเหลือขายมีจำนวนน้อยมาก ขณะที่สถานที่ตั้งบริเวณหัวหินและเขาตะเกียบ มีความสมบูรณ์รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล และตลาด ความสะดวกสบายดังกล่าวส่งผลให้ผู้ซื้อสนใจซื้อคอนโด ที่มีสถานที่ตั้งอยู่บริเวณหัวหินและเขาตะเกียบมากขึ้น คนกรุงเทพฯ ลูกค้าหลักตลาดคอนโดหัวหิน-ชะอำ กลุ่มผู้ซื้อคอนโดในบริเวณชะอำ หัวหิน และเขาเต่า ส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ สูงถึง 90% เนื่องจากระยะทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังบริเวณดังกล่าวค่อนข้างสั้น นอกจากนี้บริเวณนี้ยังค่อนข้างสมบูรณ์ มีโครงการการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านอาหาร โรงแรม สวนน้ำ ส่วนชาวต่างชาติมีซื้อบ้างประมาณ 10% ชาวต่างชาติที่นิยมซื้อคอนโดในบริเวณนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป ได้แก่ ชาวฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ชาวจีนมีบ้างแต่ไม่มากนัก   โดยชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดในหัวหิน ประกอบด้วยชาวต่างชาติที่มีภรรยาเป็นคนไทย และซื้อเพื่ออยู่ประจำ และชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดเพื่อเป็นบ้านหลังที่สอง  เพื่อเข้ามาพักผ่อนในช่วงปลายปี ที่เป็นช่วงไฮซีซั่นโดยเข้ามาพักในระยะเวลาประมาณ 2-4 เดือน ส่วนคนไทยที่ซื้อคอนโด ในบริเวณนี้มักเข้ามาพักผ่อนในช่วงวันหยุด ราคาคอนโดวิวทะเลขยับแค่ 0.3% ราคาเสนอขายเฉลี่ยของคอนโดที่เห็นวิวทะเล ในบริเวณนี้มีระดับราคาเสนอขายเฉลี่ยประมาณ 132,000 บาท ต่อตารางเมตร ราคาขายปรับตัวขึ้นในอัตรา 0.3% จากปลายปี 2562 ส่วนราคาเสนอขายเฉลี่ยของคอนโด ที่ไม่เห็นวิวทะเลในบริเวณนี้มีระดับราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 74,000 บาท ต่อ ตารางเมตร ราคาขายปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงอัตรา 0.4% จากปลายปี  2562 ราคาขายค่อนข้างคงที่ เนื่องจากสถานะการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  หลาย ๆ โครงการได้ทำราคาโปรโมชั่นในช่วงนี้   นางสาวริษิณี สาริกบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด  ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดคอนโดในบริเวณชะอำ หัวหิน และเขาเต่า ว่า  ตลาดในปีนี้ค่อนข้างชะลอตัว  เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คอนโดที่เหลือขายในบริเวณนี้มักเป็นคอนโดที่ตั้งอยู่บริเวณชะอำ และไม่เห็นวิวทะเล ซึ่งมีซัพพลายหลือขายสูงเกิน 50% ของซัพพลายเหลือขายทั้งหมด ส่วนคอนโดที่ตั้งอยู่บริเวณหัวหิน เขาตะเกียบ และเขาเต่ามีแนวโน้มค่อนข้างดี เนื่องจากซัพพลายเหลือขายมีน้อย ส่งผลให้ระดับราคาขายมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ในช่วง 7 เดือนที่เหลือ คาดว่าจะไม่มีการเปิดตัวคอนโดในบริเวณนี้    
อสังหาฯ จ.พิษณุโลกปี 63 ซัพพลายเหลือเพียบ แนะชะลอเติมสินค้าใหม่เข้าตลาด

อสังหาฯ จ.พิษณุโลกปี 63 ซัพพลายเหลือเพียบ แนะชะลอเติมสินค้าใหม่เข้าตลาด

จังหวัดพิษณุโลก ถือเป็นหนึ่งจังหวัดสำคัญทางภาคเหนือ ที่มีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จากส่วนกลาง ได้เข้าไปปักหมุดพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักพัฒนาในท้องถิ่นเอง ก็พัฒนาโครงการขึ้นมารองรับความต้องการภายในจังหวัดด้วย เพราะจังหวัดพิษณุโลกถือเป็นหนึ่งจังหวัดสำคัญด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการค้า รวมถึงศูนย์กลางความเจริญด้านต่าง ๆ ของภาคเหนือในตอนล่าง ไม่แพ้จังหวัดอื่น ๆ   โดยผลการสำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 ซึ่งทำการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เพียงอำเภอเดียวเพราะถือเป็นศูนย์กลางด้านอสังหาฯ ของจังหวัด  ซึ่งผลจากการสำรรวจเป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2562 จำนวนที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขาย มีจำนวนยูนิตลดลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2562  เนื่องจากมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดเพียง 180 ยูนิตเท่านั้น     ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีหลังปี 2562 จังหวัดพิษณุโลกมีจำนวนที่อยู่อาศัยทั้งหมด 2,595 ยูนิต ลดลงจากครึ่งปีแรก 0.8% จากทั้งหมด 2,615 ยูนิต และมียูนิตเหลือขายในครึ่งปีหลังจำนวน 2,461 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม จำนวน 338 ยูนิต และบ้านจัดสรรจำนวน 2,207 ยูนิต ลดลงจากครึ่งปีแรก 0.2% ที่มีจำนวน 2,466 ยูนิต แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นถึง 20.3% โดยมียูนิตเหลือขายรวม 2,829 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 2,461 ยูนิต และ อาคารชุด 368 ยูนิต เปิด5 ทำเลขายดีในจ.พิษณุโลก สำหรับทำเลที่มีหน่วยเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ 1.หัวรอ จำนวน 648 ยูนิต 2.บึงพระ จำนวน 440 ยูนิต 3.ในเมืองพิษณุโลก จำนวน 409 ยูนิต 4.แม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก (ทะเลแก้ว) จำนวน 335 ยูนิต 5.ม.นเรศวร จำนวน 293 ยูนิต   ส่วนทำเลขายได้ใหม่สูงสุดของจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ 1.หัวรอ จำนวน 46 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 1.1% 2.ในเมืองพิษณุโลก 24 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 0.9% 3.แม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก (ทะเลแก้ว) จำนวน 18 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 0.8% 4.ม.นเรศวร จำนวน 17 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 0.9% 5.วัดจันทร์ จำนวน 15 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 1.3% อสังหาฯ 63 แนะชะลอเติมซัพพลายใหม่ สำหรับแนวโน้มในปี 2563  ศูนย์ข้อมูลฯ ได้ประมาณการว่า จะมีที่อยู่อาศัยเหลือขาย ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอยู่ในตลาดจำนวน 2,521 ยูนิต ประกอบด้วย 1.คอนโด จำนวน 362 ยูนิต 2.บ้านเดี่ยว จำนวน 1,254 ยูนิต 3.บ้านแฝด จำนวน 531 ยูนิต 4.ทาวน์เฮ้าส์ จำนวน 212 ยูนิต 5.อาคารพาณิชย์ จำนวน 162 ยูนิต     เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับอัตราดูดซับจะมีอัตราที่ลดต่อลงต่อเนื่องจากปี 2561 โดยในครึ่งหลังปี 2562 อัตราดูดซับปรับลงมาอยู่ที่ 0.9% หากจำนวนที่อยู่อาศัยใหม่เข้ามาในตลาดตามที่ศูนย์ข้อมูลฯ ประมาณการไว้ ภายใต้เงื่อนไขกำลังซื้อที่ลดต่ำลงเช่นในปัจจุบัน คาดว่าในปี 2563 อัตราดูดซับจะเหลือประมาณสูงสุดจะอยู่ในระดับ 1.1%   ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย คาดการณ์ว่าการโอนกรรมสิทธิ์จะลดลงมาอยู่ที่ 2,085 ยูนิต มูลค่าประมาณ 3,610 ล้านบาท จำนวนยูนิตอาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ยแต่ในส่วนของมูลค่ายังสูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งมีมูลค่า 3,304 ล้านบาท โดยมูลค่าลดลง 9.1% เป็นการปรับตัวลดลงจาก 2561  การโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2563 คาดว่าจะมีประเภทคอนโด 180 ยูนิต สัดส่วน 8.6% คิดเป็นมูลค่า 338 ล้านบาท สัดส่วน 9.4% และบ้านจัดสรรร 1,905 ยูนิต สัดส่วน 91.4% คิดเป็นมูลค่า 3,272 ล้านบาท สัดส่วน 90.6%   สำหรับคำแนะนำในการทำตลาดและพัฒนาโครงการอสังหาฯ ในจังหวัดพิษณุโลกนั้น ศูนย์ข้อมูลเห็นว่า ไม่ควรพัฒนาโครงการใหม่ออกมาเพิ่ม เพราะในตลาดมีซัพพลายจำนวนมาก ต้องรอให้มีการกระตุ้นกำลังซื้อในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ตลาดโดยรวมเข้าสู่ภาวะสมดุลก่อน เป็นการลดความเสี่ยง     
10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน!! ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน

10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน!! ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน

เข้าหน้าฝนแล้วเรามี 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน มาเป็นตัวช่วยให้เช็คลิสต์ จะได้ไม่ต้องปวดใจ ปวดหัว รวมถึงปวดเงินในกระเป๋าด้วย   ปัญหาใหญ่ที่กวนใจคนอยู่อาศัยในช่วงหน้าฝนเสมอๆ คงเป็นเรื่องผลกระทบจากฝนตก โดยเฉพาะปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาแค่การอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาที่ทำให้เราต้องเสียเงิน ในการดูแลซ่อมแซมด้วย ซึ่งหากไม่ป้องกันก่อนจะเกิดปัญหา ปล่อยให้เกิดความเสียหายมาก เงินในกระเป๋าเราก็จะหายไปมากเช่นกัน   เพื่อไม่ให้น้ำฝนมาสร้างปัญหาและความเสียหายกับบ้านเราได้ เราจึงต้องเช็คก่อนว่าบ้านเราอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หรือมีปัญหาตรงจุดไหนที่จะต้องแก้ไขโดยด่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความเสียหายกับบ้านและเฟอร์นิเจอร์ในบ้านรวมถึงผู้อยู่อาศัยเองด้วย 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน ได้แก่ 1. ระบบหลังคาและฝ้าเพดาน จุดใหญ่ที่มักเกิดปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน มักจะเกิดบริเวณหลังคา ต่อเนื่องมายังฝ้าเพดาน เพราะระบบหลังคารับน้ำฝนเต็มๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจเช็ค ไม่ให้เกิดรอยรั่ว หรือรอยร้าว โดยเฉพาะบริเวณจุดเชื่อมต่อของหลังคา ตามหน้าจั่ว และเช็คฝ้าเพดานว่ามีน้ำหยด รั่วซึมมาหรือไม่ หากตรวจพบต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว 2. กันสาดและระแนงกันฝน บริเวณกันสาด และระแนงกันฝน ก็เป็นจุดใหญ่ที่ปะทะกับน้ำฝนที่ตกลงมา ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสภาพการใช้งาน ทั้งในเรื่องของความแข็งแรง ไม่พุกร่อนของวัสดุ หรืออุปกรณ์ยึดติดกับตัวบ้าน รวมถึงต้องตรวจสอบว่าไม่มีรอยรั่ว หรือการแตกร้าวของวัสดุ เพราะไม่อย่างนั้น กันสาดและระแนงกันฝน ก็ไม่สามารถป้องกันน้ำฝนเข้าสู่ตัวบ้านได้ 3. ประตู-หน้าต่าง บริเวณประตูและหน้าต่าง เราต้องตรวจสอบบริเวณวงกบ และจุดเชื่อมต่อระหว่างหน้าต่างกับผนังบ้าน ต้องไม่มีรอยแตกร้าว หรือรูโหว่ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะมีน้ำรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้านได้เช่นกัน หากพบต้องทำการอุดซ่อมแซมโดยเร็ว นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่เป็นโลหะ เช่น บานพับ ก็ต้องตรวจสอบดูว่าไม่เกิดสนิม เพราะอาจจะทำให้เราปิดประตูและหน้าต่างได้ไม่สนิท และบางครั้งยังเกิดเสียงดัง สร้างความรำคาญได้ด้วย โดยเฉพาะประตูและหน้าต่างรุ่นเก่าๆ วิธีการแก้ไขเบื้องต้นหากเกิดเสียงดัง สามารถใช้น้ำมันหล่อลื่นหยดบริเวณบานพับได้ 4. ผนังบ้านและบริเวณรอยต่อผนัง ผนังบ้านและบริเวณรอยต่อของผนัง อีกจุดหนึ่งที่มักก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ ในเรื่องน้ำรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ผู้อยู่อาศัยจึงต้องคอยหมั่นสั่งเกต และตรวจสอบว่ามีน้ำฝนไหลซึม หรือเกิดรอยแตกร้าวหรือไม่ หากตรวจพบกต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว 5. รางน้ำฝน และระบบท่อระบายน้ำ สำหรับบ้านเรือนที่มีรางน้ำฝน และท่อระบายน้ำ สิ่งที่ต้องทำคือการดูแลเรื่องของความสะอาด ไม่มีขยะ หรือสิ่งสกปรก ใบไม้ หรือเศษวัสดุอะไร มาขวางกั้นการระบายน้ำ เพราะหากมีจะทำให้เกิดปัญหาน้ำเอ่อล้นเข้าสู่ตัวบ้าน หรือน้ำท่วมขังได้เช่นกัน รวมถึงต้องมีฝาท่อปิดท่อระบายน้ำ หรือรางระบายน้ำ ซึ่งต้องตรวจเช็คว่าสามารถปิดได้แนบสนิทหรือไม่ 6. พื้นบ้านด้านนอก-ระเบียง พื้นบ้านด้านนอก และบริเวณระเบียงของบ้าน ช่วงหน้าฝนอาจจะไม่ได้สร้างปัญหาต่อตัวบ้าน หรือโครงสร้าง แต่อาจจะสร้างปัญหากับผู้อยู่อาศัย ที่อาจจะส่งผลในเรื่องของการบาดเจ็บ จากพื้นที่ลื่นเพราะฝนตก การมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ หรือมีเชื้อรา เชื้อโรคตามพื้น เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ในหน้าฝนจึงต้องหมั่นตรวจสอบความสะอาดของพื้นระเบียง และบริเวณพื้นบ้านด้านนอก ไม่ให้ก่อเกิดอันตราย หรือมีเชื้อโรค 7. ระบบไฟฟ้ารอบบ้าน-สนามหญ้า อันตรายมากที่สุดของช่วงหน้าฝน คือ ปัญหาไฟรั่ว หรือไฟฟ้าช็อต จากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด หรือไฟฟ้ารั่วซึม โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่อยู่ภายนอกบ้าน บริเวณสนามหญ้า ทั้งปลั๊กไฟ หลอดไฟ โคมไฟต่างๆ ที่มีระบบไฟฟ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง ก่อนฝนจะตกต้องตรวจสอบอุปกรณ์เหล่านั้น ไม่ให้ชำรุดเสียหาย หรือเสื่อมสภาพ เพราะอาจจะทำอันตรายผู้อยู่อาศัยได้ถึงชีวิตเลยทีเดียว 8. ต้นไม้ใหญ่-กระถางต้นไม้ อีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อตัวบ้าน รวมถึงผู้อยู่อาศัยได้ แบบที่ไม่ควรละเลยหรือมองข้าม คือ การโค่นล้มของต้นไม้ใหญ่ หากบริเวณบ้านมีต้นไม้ใหญ่ จึงจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งแห้ง หรือกิ่งที่อาจจะหักโค่นล้มทับตัวบ้าน นอกจากนี้ ควรตัดแต่งให้ต้นไม้มีความโปร่ง เพื่อป้องกันการอยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ รวมถึงการตรวจเช็คกระถางต้นไม้ ต้องตั้งอยู่ในจุด ที่จะไม่ล้มเสียหาย หรือเป็นแหล่งซ่อนตัวของสัตว์พิษ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เราไม่ควรละเลย หรือมองข้าม 9. เฟอร์นิเจอร์นอกบ้าน นอกจาก การดูแลต้นไม้ และกระถางต้นไม้นอกบ้านแล้ว เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่อยู่นอกบ้าน หรือบริเวณที่อาจจะถูกน้ำฝนสาด ควรจะจัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัย  ไม่โดนน้ำฝน หรืออาจจะหาวัสดุมาคลุมป้องกัน ไม่ให้เกิดความเสียหายจากน้ำฝนก็ได้ 10. ภาชนะ หรือสิ่งของ และความสะอาดของบ้าน วิธีสุดท้ายของ 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ที่ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน คงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยาก คือ การดูแลความสะอาดของบ้าน การจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และการจัดเก็บวัสดุ สิ่งของไม่ให้เป็นแหล่งน้ำขัง เพราะอาจจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมถึงอาจจะเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์มีพิษได้เช่นกัน   ทั้ง 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน จะเห็นว่า ผู้อยู่อาศัยสามารถตรวจสอบด้วยตนเองเบื้องต้น และบางอย่างเราก็สามารถทำได้เอง แต่หากปัญหาไหนใหญ่เกินไป คงต้องเรียกช่างผู้ชำนาญมาเป็นผู้ช่วย ซึ่งเราควรตรวจเช็คและป้องกันปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งจะทำให้หน้าฝนนี้ เราไม่ต้องปวดหัว ปวดใจ และเสียเงินในกระเป๋าจำนวนมากๆ   infographic อื่นที่เกี่ยวข้อง วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน คู่มือเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับหน้าฝน รีโนเวทบ้านหลังหน้าฝน    
การเคหะฯ ช่วยลูกค้าโดนพิษโควิด-19 ขยายเวลาลงทะเบียนถึง 30 มิ.ย.63 นี้

การเคหะฯ ช่วยลูกค้าโดนพิษโควิด-19 ขยายเวลาลงทะเบียนถึง 30 มิ.ย.63 นี้

การเคหะแห่งชาติขยายระยะเวลาลงทะเบียนมาตรการช่วยเหลือลูกค้าถึง 30 มิถุนายน 2563 นี้ พร้อมเน้นย้ำ ขอให้ลูกค้าเร่งลงทะเบียนเพื่อรักษาสิทธิก่อนหมดมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว พร้อมร่วมกับกระทรวงแรงงานจัดกิจกรรมนัดพบแรงงานตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ ของการเคหะแห่งชาติ       นายวิญญา สิงห์อินทร์ รักษาการผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลได้กระจายให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน รวมทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือมนุษย์ในทุกมิติ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) จึงมอบนโยบายให้การเคหะแห่งชาติออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นลูกค้าของการเคหะแห่งชาติ เพื่อลดภาระรายจ่ายด้านที่อยู่อาศัยชั่วคราว นายณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล ประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ จึงได้การประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารระดับสูงของการเคหะแห่งชาติเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และมอบนโยบายให้การเคหะแห่งชาติออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของการเคหะแห่งชาติเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยในด้านสังคมเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการของการเคหะแห่งชาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน   สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของการเคหะแห่งชาติที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มี 4 มาตรการ ได้แก่ 1.พักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ 2.พักชำระเงินดาวน์ 3.ปลอดค่าเช่า 4.ลดค่าเช่า 50% เป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2563 โดยลูกค้าของการเคหะแห่งชาติสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://covid.nha.co.th และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น Line ID : @NHA.THAILAND ได้ถึง 30 มิถุนายน 2563 นี้ พร้อมกันนี้การเคหะแห่งชาติได้ร่วมกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จัดกิจกรรมนัดพบแรงงานตามพื้นที่ต่างๆ ในโครงการของการเคหะแห่งชาติ โดยนำร่องที่โครงการบ้านเอื้ออาทรบ้านหลุมแก้ว 2 จังหวัดปทุมธานี เป็นที่แรก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัท ห้างร้าน และโรงงานต่างๆ มาเปิดรับสมัครงานในตำแหน่งว่างให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่ถูกเลิกจ้างหรือว่างงานจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เลือกงานที่เหมาะสม ตรงกับถนัด และความต้องการของตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดรายได้เพิ่มขึ้นในครัวเรือน เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน และระดับประเทศต่อไป  
เฟรเซอร์ส ตั้ง “ธนพล ศิริธนชัย” บริหารองค์กรแสนล้าน

เฟรเซอร์ส ตั้ง “ธนพล ศิริธนชัย” บริหารองค์กรแสนล้าน

เฟรเซอร์สแต่งตั้ง “นายธนพล ศิริธนชัย” นั่งเก้าอี้ ซีอีโอ นำทัพองค์กร 1 แสนล้าน  สร้างการเติบโตให้กับแพลตฟอร์มใหม่ ที่รวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร   คณะกรรมการบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT มีมติแต่งตั้งนายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ (GOLD) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Country CEO) บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ  FPT  โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป   โดยนายธนพล ศิริธนชัย จะรับภารกิจสำคัญในการเป็นหัวเรือใหญ่ที่จะสร้างการเติบโตให้กับ เฟรเซอร์ส  พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) รวมถึงการเดินหน้าภายใต้นโยบายการลงทุนของบริษัทฯ ในการเพิ่มศักยภาพที่จะเติบโตอย่างสมดุลให้อยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน ในการเป็นผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย (Residential) โครงการเชิงพาณิชย์ (Commercial) และพื้นที่เชิงอุตสาหกรรม (Industrial) จากผู้บริหาร GOLD สู่เก้าอี้ซีอีโอ FPT สำหรับนายธนพล ศิริธนชัย  ถือว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และคร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กว่า 30 ปี โดยก่อนร่วมงานกับเฟรเซอร์ส เคยดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ ผู้พลิกฟื้นจากที่บริษัทฯขาดทุน ให้กลับมามีกำไรภายใน 3 ปี และก้าวกลับมาสู่ท็อป 5 ของประเทศไทยภายใน 7 ปี  (อ่านข่าวผลประกอบการ 3 เดือนแรกปี 2563) พร้อมพัฒนาโครงการครอบคลุมทั้งอาคารสำนักงาน เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม และโครงการแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม และล่าสุด พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสใจกลางเมืองสามย่านมิตรทาวน์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี   นอกจากนี้ นายธนพล ยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ของ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด​ (มหาชน)  ผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโครงการอาคารสำนักงานที่ดีที่สุด ด้วยมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานสูงที่สุดระดับโลก กับโครงการปาร์คเวนเชอร์ ดิ อีโคเพล็กซ์ ออน วิทยุ โดยนายธนพลยังได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมและการกุศลต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น ประธานโครงการ IMET Mentorship Academy for Excellent Leaders (IMET MAX) โครงการภายใต้มูลนิธิเพื่อสถาบันการศึกษาวิชาการจัดการแห่งประเทศไทย และรองผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์   นายธนพล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาหลักสูตร Advanced Management Program มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา 1+1 เท่ากับสินทรัพย์ 1 แสนล้าน สำหรับ  FPT  เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้  ซึ่ง FPT ผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศไทย  ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ภายหลังควบรวมกับ  GOLD เป็นบริษัทย่อย ทำให้ภาพรวมการประกอบธุรกิจของ FPT มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 100,000 ล้านบาท ก้าวสู่ความเป็นผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย  พาณิชยกรรมและโรงแรม  และการอุตสาหกรรม   โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 GOLD ได้รับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัททั้งหมด  จาก FPT เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของกิจการ ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ซึ่งเป็นไปตามแผนของบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) ที่ได้ประกาศเริ่มรับซื้อรอบแรกในเดือนมิถุนายนปี 2562 ที่ผ่านมา เพื่อปรับกลยุทธ์ เพิ่มศักยภาพของการเชื่อมโยง ต่อยอด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มให้อยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน ในการเป็นผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหลากหลาย   ทั้งนี้ การขอเพิกถอนหลักทรัพย์ของ GOLD ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ GOLD เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 และ วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 FPT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ GOLD จำนวน 2,222,623,901 หุ้น คิดเป็นประมาณ 95.65% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GOLD โดย FPT จะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดของ GOLD จำนวน 101,096,099 หุ้น คิดเป็นประมาณ 4.35% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GOLD โดยมีราคาเสนอซื้อ 8.50 บาทต่อหุ้น ระยะเวลารับซื้อรวมทั้งสิ้น 45 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 – 23 กรกฎาคม 2563   นายธนพล กล่าวว่า ก้าวต่อไปของโกลเด้นแลนด์ คือการก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร  ที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย โครงการเชิงพาณิชย์  และพี้นที่เชิงอุตสาหกรรม  แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้นโยบายการลงทุนของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) ในการเพิ่มศักยภาพที่จะเติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย นอกจากนี้ FPT ยังเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ FTREIT ซึ่งปัจจุบันเป็นกองทรัสต์ฯ อุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ อีกทั้ง FPT ยังเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรม  ซึ่ง FPT, FTREIT และ GVREIT เป็นบริษัทและกองทรัสต์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย.    
รีวิวคอนโด สุขุมวิท “Mulberry Grove Sukhumvit” ใส่ใจเพื่อทุกคนในครอบครัว

รีวิวคอนโด สุขุมวิท “Mulberry Grove Sukhumvit” ใส่ใจเพื่อทุกคนในครอบครัว

สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เห็นได้จากหลายครอบครัวเริ่มใช้ชีวิตอยู่แบบครอบครัวเล็ก บ้างก็อยู่เป็นโสดกันมากขึ้น สังคมไทยใกล้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ขึ้นทุกขณะ สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม แม้กระทั่งอากาศที่ทุกชีวิตต้องหายใจเข้าไปยังไม่บริสุทธิ์เหมือนเดิมอีกแล้ว วิถีชีวิตในการอยู่อาศัยจึงต้องเริ่มหาอะไรที่เข้ามาสร้างคุณภาพชีวิตได้ดีกว่าที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์สุดแสนท้าทายของเหล่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ออกมานำเสนอ ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับตลาดที่อยู่อาศัย เพราะหลายโครงการใหม่ๆ ไม่ได้ขายแค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังมีนวัตกรรมทั้งในเรื่องของการดีไซน์ วัสดุที่นำมาใช้ เทคโนโลยี ความปลอดภัย ตลอดจนเซอร์วิสที่จะมาอำนวยความสะดวกเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในโครงการ สิ่งเหล่านี้เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่กำลังมองหาสิ่งดีๆ เหมาะสมกับตัวเองและครอบครัว   เมื่อพูดถึงเรื่องการทำโครงการที่อยู่อาศัยให้สนองความต้องการของตลาดยุคปัจจุบัน จะแบ่งออกเป็น 2 หลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ตามกลุ่มผู้บริโภค นั่นคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ กับกลุ่มครอบครัวไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งจากข้อมูลของกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีตัวเลขประมาณการณ์ออกมาว่าในปี 2563 จะมีผู้สูงอายุทั่วประเทศ 12,620,340 คน คิดเป็น 113.89% และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 2573 จะมีผู้สูงอายุทั่วประเทศอยู่ที่ 17,581,000 คน คิดเป็น 179.38% ประเทศไทยก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ในระยะ 2-3 ปีหลัง เราจึงได้เห็นการพัฒนาโครงการสำหรับกลุ่มครอบครัวและผู้สูงอายุมากขึ้น   แน่นอนค่ะว่ารีวิวคอนโดฉบับนี้จะพาไปชมโครงการสำหรับกลุ่มครอบครัว ซึ่งทั่วไปแล้วเรามักจะเห็นโครงการลักษณะนี้เป็นบ้านเดี่ยวกันมากกว่า เพราะมีพื้นที่มากพอสำหรับการอยู่อาศัยร่วมกันในทุกช่วงวัย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยทำเลที่ออกไปโซนชานเมือง แล้วทำไมการอยู่อาศัยแบบครอบครัวจะอยู่ใจกลางเมืองไม่ได้ล่ะ จริงไหมคะ? การเดินทางสะดวกกว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกใกล้ตัวมากมาย ที่สำคัญคือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็สามารถไปโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การออกแบบภายในยูนิต รวมถึง Facilities ต่างๆ ก็เอื้อต่อความปลอดภัย สร้างสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีได้ On the way to “Mulberry Grove Sukhumvit” หากเดินทางมาจากใจกลางเมือง บนถนนสุขุมวิทฝั่งขาออก ผ่าน BTS สถานีเอกมัย (ทางออก 3) ประมาณ 250 เมตร ถัดจากโรงพยาบาลสุขุมวิทมานิดเดียวก็จะพบกับโครงการ Mulberry Grove Sukhumvit ที่เราจะมีรีวิวให้ชมกันค่ะ ผ่านมาแถวเอกมัย สิ่งแรกที่จะนึกถึงคงหนีไม่พ้นร้านอาหารอร่อย คาเฟ่สวย มากมายเปิดกันตั้งแต่ช่วงสายจรดเย็น แล้วแวะดูหนังกันที่เมเจอร์ สุขุมวิท ช้อปปิ้งที่เกตเวย์ เอกมัย หรือบิ๊กซี เอกมัย ยาวกันจนถึงยามค่ำคืนที่เป็นแหล่งของร้านแฮงค์เอาท์ชื่อดังหลายร้าน และยังมีทั้งโรงเรียนนานาชาติชื่อดัง โรงพยาบาลคุณภาพ คงไม่มีใครปฏิเสธได้แล้วล่ะค่ะว่าเอกมัยนั้นครบจริงๆ “Mulberry Grove Sukhumvit” by MQDC      โครงการคอนโด ริมถนนสุขุมวิท ใกล้รถไฟฟ้าสำหรับทุก Generation อย่าง “Mulberry Grove Sukhumvit” จาก MQDC เป็นหนึ่งในผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการงานวิจัยที่ร่วมกับศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) และจากการศึกษางานวิจัยจากทั่วโลกพบว่า ความสุขที่แท้จริงของคนไทยคือการได้อยู่กันเป็นครอบครัว โดยมีกิจกรรมที่เกิดการแลกเปลี่ยนร่วมกัน มีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ให้กับเด็ก เกิดการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้สูงอายุที่ได้อยู่ร่วมกับลูกหลานอย่างปลอดภัย มีสุขภาพที่ดี ขณะเดียวกันก็ยังคงมีพื้นที่ส่วนตัวตามความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัยด้วย จึงกลายเป็นคอนโดมิเนียม High Rise โครงการแรกในประเทศไทยที่ออกแบบมาจนทำให้เกิดเทรนด์การอยู่อาศัยในนิยามใหม่ที่เรียกว่า “Intergeneration” ภายใต้แนวคิดโครงการ “Design for the finest intergeneration living คอนโดที่ออกแบบเพื่อทุกเจเนอเรชั่น” โดยมีรายละเอียดโครงการตามนี้ค่ะ Super-Luxury High Rise 37 ชั้น 287 ยูนิต ที่ดิน 2-2-01.2 ไร่ Auto Parking-Conventional Parking 100 % (ชั้น 1-6) ขนาดห้อง 1 Bedroom 47-56.5 ตร.ม. (144 ยูนิต) 2 Bedroom 87-135 ตร.ม. (136 ยูนิต) 3 Bedroom 165 ตร.ม. (2 ยูนิต) Duplex Penthouse 216.5 ตร.ม. (1 ยูนิต) Penthouse 180-245.5 ตร.ม. (4 ยูนิต) Floor to Ceiling 3 เมตร คาดว่าแล้วเสร็จ Q4 2566 ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ 250,000 บาท/ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 9 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมคุณภาพที่ส่งให้โครงการมีความน่าสนใจ โดดเด่น และแตกต่างไปจากโครงการทั่วไป ตั้งแต่เริ่มวางคอนเซป การออกแบบทั้งส่วนกลาง-ยูนิตพักอาศัย การก่อสร้าง การใช้วัสดุ เทคโนโลยี ตลอดจนเซอร์วิสต่างๆ ดังนี้ รับประกัน 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ โครงสร้าง หลังคา ประตู หน้าต่าง ระบบสุขาภิบาล ระบบไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ภายในที่พักอาศัย Combine Unit บางยูนิตที่กำหนดไว้ สามารถ Combine กันได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ หากต้องการขยายครอบครัวในอนาคต Energy Recovery Ventilation (ERV) ระบบแลกเปลี่ยนอากาศ โดยจะเติมอากาศบริสุทธิ์นอกอาคารเข้ามา ขณะเดียวกันก็ถ่ายเทความร้อน ความชื้นภายในห้องกลับออกไปภายนอก และยังช่วยเรื่องการควบคุมอุณภูมิภายในห้อง ช่วยการทำงานของเครื่องปรับอากาศไม่ให้หนักเกินไปอีกด้วย ทุกพื้นที่รองรับทุกช่วงวัย ทุกพื้นที่คำนึงถึงการใช้  Wheelchair จึงให้ให้มีขนาดกว้างกว่าทั่วไป Nook Multi-Purpose Spaces พื้นที่อเนกประสงค์ภายในทุกยูนิต ซึ่งจะกั้นเป็นห้องสำหรับใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป หรือจะเปิดโล่งเพิ่มพื้นที่ของ Living Room ให้ยิ่งกว้างขึ้นไปอีกได้ วัสดุคุณภาพ สเปคห้องของที่นี่ก็โดดเด่น คำนึงถึงการใช้งานจริงได้ดี หลายชิ้นเป็นสินค้านำเข้า บางชิ้นก็เป็นงาน Custom Made Mulberry Special Services เจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้าน อาทิ Caregiver ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเรื่องของสุขภาพและอุบัติเหตุตลอด 24 ชั่วโมง Wellness Manager ผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษา คอยดูแลด้านการออกกำลังกาย ดูแลความปลอดภัยบริเวณสระว่ายน้ำ Concierge Service เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านต่างๆ และ บริการ Afternoon Tea ฟรี 2 ปี ภาพรวมโครงการ Mulberry Grove Sukhumvit Mulberry Grove Sukhumvit คอนโดมิเนียมระดับที่จะมารองรับทุก Generation ในครอบครัว ทั้งส่วนกลางโครงการและภายในยูนิต หลายดีเทลจึงถูกออกแบบมาแตกต่างจากโครงการอื่น เรียกได้ว่าใส่ใจกันทุกตารางเมตรเลยทีเดียว เรามาชมกันที่ Facilities ก่อนค่ะ หน้าอาคารตกแต่งสวนสไตล์อังกฤษ ด้านหลังอาคารจัดโซน Gourmet Courtyard ผักสวนครัวที่ปลูกดูแลกันเอง ปลอดภัยไร้สารพิษส่งตรงถึงลูกบ้าน ชั้น 1 เข้าสู่ตัวอาคาร ต้อนรับด้วย Mulberry Greeting Gallery ล็อบบี้ Double Floor สูงโปร่ง เทควิวสวนสีเขียวรอบอาคารผ่านกระจก Full Height เชื่อมต่อถึงชั้นลอยที่จัด The Mulberry’s Library ไว้สำหรับมานั่งทำงาน อ่านหนังสือ สามารถเลือกห้อง Private Study Studio สำหรับติวหนังสือหรือจัดประชุมได้ และแยก Children’s room สำหรับเด็กเล็ก   โถงลิฟต์วางกลางอาคาร แบ่งเป็นโซนยูนิตทิศเหนือ 2 ตัว ทิศใต้ 2 ตัว และลิฟต์เซอร์วิส 1 ตัว ชั้น 32 Facilities หลักของโครงการ ซึ่งวางให้ทุกวัยสามารถมาใช้งานร่วมกันได้ตามคอนเซป intergenerational wellness ที่เฉพาะสระว่ายน้ำก็แบ่งออกเป็น 4 สระ รองรับสำหรับทุกช่วงวัย ได้แก่ Infinity sky pool สระว่ายน้ำหลัก พื้นหินอ่อนสวยๆ ยาว 25 เมตร สามารถว่ายออกกำลังกายไปเทควิวเมืองไป Thermal pool​ สระปรับอุณภูมิได้ เหมาะสำหรับลงไปแช่กระตุ้นการหมุนเวียนเลือดในร่างกาย Hydrotherapy pool ผ่อนคลายท่ามกลางสระน้ำบำบัดด้วยหัว Jet นวดตัว และ Children’s Pool สระเด็กที่มีพื้นที่ด้านข้างสำหรับผู้ปกครองนั่งรอ เพื่อดูแลความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมี Sky-High Gym Studio, Private Spa, Private Sky-high, Onsen Private, Style Atelier และ Golf Simulator & Entertainment Room ชั้น 33 ครึ่งหนึ่งเป็นโซนพักอาศัย อีกครึ่งเป็น Facilities ที่มีบันไดเชื่อมต่อมาจากชั้น 32 โดยจะมี Patio Gym​ สำหรับออกกำลังกายกลางแจ้ง ห้อง Ballet suite​ และ Yoga suite​ ชั้น 37 ชั้นสูงสุดของโครงการ บรรยากาศเทียบเท่าโรงแรมหรู โดยลูกบ้านจะได้รับ Complimentary Afternoon Tea ฟรี! ทุกวัน เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยชั้นนี้ได้แบ่งโซนหลากหลายตามการใช้สอย อาทิ Family Living Room,​ BBQ Garden, Game Room & Pool Table,​ Children’s Play Room, Grand Private Living room, Grand Private Dining Room และ Kitchen พร้อมอุปกรณ์ทำครัวครบเซต ทั้งหมดนี้สามารถเลือกใช้ได้ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ซึ่งทำออกมาได้ตอบโจทย์ทุกช่วงวัยเป็นอย่างดี สำหรับยูนิตพักอาศัยจะอยู่ที่ชั้น 7-18 และ 19-30 จำนวน 12 ยูนิต/ชั้น แต่จะแบ่งเป็นโซนเหนือ (วิวฝั่งเอกมัย) และโซนใต้ (วิวเมืองฝั่งถนนสุขุมวิท) ทำให้แต่ละชั้นเหลือเพียง 6 ยูนิตเท่านั้น มีความเป็นส่วนตัวมากสมกับเป็นคอนโดระดับ Super-Luxury ยิ่งหากบางครอบครัวต้องการ Combine ห้อง เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยก็สามารถทำได้ โดยทางโครงการได้กำหนดยูนิตที่สามารถทำได้ไว้ในกรอบสีแดงตามรูปเลยค่ะ เปิดห้องตัวอย่าง Mulberry Grove Sukhumvit โครงการ Mulberry Grove Sukhumvit ขายแบบ Fully Fitted สิ่งที่ทางโครงการให้มาด้วยมีดังนี้ เครื่องปรับอากาศ ระบบ VRV จาก Daikin ติดตั้งมาให้ทั้งห้อง ส่วนตัว Condensing Units จะถูกจัดไว้นอกอาคารรวมกันทุกยูนิต ไม่ส่งเสียงดังรบกวนในห้องพัก ห้องครัว จะได้ชุดครัวทั้งหมด ทั้งซิงค์ล้างจาน จาก Panasonic พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ ตู้เย็น แบบ Built-in แบรนด์ Liebherr มีจุดเด่นตรงไม่เกิดความชื้นจนทำให้หน้าบานเสียหาย ส่วนเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องดูดควัน เตาอบ และไมโครเวฟ จากแบรนด์ Kuppersbusch Common Area จะได้ Furniture Built-in ตู้เก็บรองเท้า ตู้เก็บของหน้าห้อง ห้องนอน ตู้เสื้อผ้า Built-in ในส่วนของ walk in closet ห้องน้ำ สุขภัณฑ์ครบชุด ได้แก่ โถสุขภัณฑ์ระบบอัตโนมัติ จาก TOTO อ่างล้างหน้า แบรนด์ Duravit ตัวก๊อก จาก Hansgrohe พร้อมตู้เก็บของด้านล่าง กระจกเงาที่เป็นตู้เก็บของได้ด้วย ฉากกั้นอาบน้ำ ฝักบัว Rain Shower จาก Hansgrohe และอ่างอาบน้ำ 2 Bedroom 114 ตร.ม. มาเปิดห้องตัวอย่างที่ขายดีที่สุดของโครงการกันก่อนเลยค่ะ สำหรับ Type 2  Bedroom หน้าประตูทุกห้องจะ Built-in ตู้เก็บของทรงสูง แบ่งเป็น 3 ตอน ซึ่งช่องตรงกลางจะเป็น Mailbox ส่งจดหมาย หรือพัสดุที่ไม่ใหญ่มากให้กับลูกบ้านถึงหน้าประตูห้อง  สำหรับบานประตูห้อง Type 2 Bedroom จะแบ่งเป็น 2 บาน ถ้าเปิดออกทั้งหมดจะกว้างมาก เพื่อรองรับครอบครัวที่ต้องใช้ Wheelchair Digital door lock ใช้แบรนด์ Philips มีความพิเศษตรงแกนล็อค 3 แกนด้วยกัน เป็นแกนล็อคที่แน่นหนาที่สุดในบรรดาโครงการคอนโดมิเนียมปัจจุบันนี้แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องความแข็งแรงเลยค่ะ โดยรุ่นที่นำมาใช้นี้รองรับการล็อคได้ถึง  5 ระบบ คือ คีย์การ์ด สแกนนิ้ว พาสเวิร์ด One Time Password และกุญแจ ห้องหน้ากว้าง บวกกับ Floor To Ceiling 3 เมตร ทำให้รู้สึกโอ่โถ่ง โปร่งสบายดีนะคะ ส่วนแรกของห้องที่จะพาไปชมนั่นคือห้องครัวปิด กั้นด้วยประตูบานเลื่อน 3 ตอน ได้กระจกเข้ามุมทำให้ห้องครัวไม่ทึบ มีแสงสว่างมากเพียงพอที่จะไม่เกิดอันตรายเวลาใช้งาน สามารถมองเห็น Living Room ทั้งหมด ให้อารมณ์คล้ายกับเป็นครัวเปิดค่ะ    ภายในห้องครัวปูพื้นกระเบื้อง Porcelain หน้าบานตู้ทั้งหมดเป็นลามิเนตที่ไม่ทิ้งรอยนิ้วมือเมื่อจับใช้งาน Top ครัวเป็นหิน QUARTZ ส่วนการติดตั้งไฟเหนือเคาน์เตอร์ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีมาให้ตามแบบห้องตัวอย่างนี้เลยค่ะ อีกด้านหนึ่งของบริเวณส่วนหน้าห้องจะ Built-in ตู้เก็บรองเท้า และเก็บของอื่นๆ ได้ด้วย Powder Room ห้องน้ำสำหรับรักแขก ฉะนั้นจะไม่มีพื้นที่ส่วนเปียกสำหรับอาบน้ำ และห้อง Laundry ที่สามารถวางเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าวางซ้อนกันได้ โดยโครงการได้เดินท่อน้ำเตรียมเอาไว้ให้แล้ว และยังสามารถใช้เป็นห้องเก็บห้อง อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างมิดชิด โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความอับชื้น เพราะมีการติดตั้งเครื่องดูดอากาศเอาไว้เรียบร้อย Living Room ทางโครงการตั้งใจให้เป็น Space กว้างๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว วางโซฟาพร้อมโต๊ะกลางขนาดใหญ่ โต๊ะทานข้าว ได้อย่างมีพื้นที่ว่างอีกเหลือเฟือ มีการ Drop ฝ้าเพื่อซ่อนรางผ้าม่านในทุกหน้าต่างห้อง สำหรับวัสดุพื้นใช้ Synthetic marble กระจกหน้าต่าง Laminate IGU มีคุณสมบัติช่วยกันความร้อนจากภายนอก และลดเสียงรบกวน ขอบอลูมิเนียมสีน้ำตาลแน่นหนาแข็งแรงมาก และมีบานกระทุ้งเปิดรับลมด้านนอกได้ สำหรับ Mulberry Grove Sukhumvit จะไม่มียูนิตไหนที่มีระเบียงห้องนะคะ แต่จะได้พื้นที่ Nook Multi-Purpose Spaces มาแทน อย่างห้อง Type นี้ จะเป็นพื้นที่มุมหนึ่งของ Living Room ซึ่งติดตั้งกระจกบานเฟี้ยมเข้ามุมเอาไว้ให้ด้วย สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน ห้องนอนแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งแยกจากกัน มี Living Room เชื่อมตรงกลาง ซึ่งจะมีข้อดีตรงได้ความเป็นส่วนตัว และทุกห้องจะได้วิวเมืองเช่นกัน ห้องนอนแรก ก็มีพื้นที่มากพอที่จะวางเตียงขนาด 6 ฟุต โดยยังเหลือพื้นที่วางเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ได้อีก โดยมีส่วน Walk In Closet กั้นด้วยประตูบานเลื่อนที่มีช่องระบายอากาศป้องกันความชื้นไว้ให้  Walk In Closet จะเชื่อมต่อกับห้องน้ำ เพื่อความสะดวกในการใช้งานจริง ซึ่ง Built-in ตู้เสื้อผ้ามาให้แบบไม่มีบานประตูหน้าตามแบบห้องตัวอย่างนี้ เพื่อให้มีพื้นที่เก็บของชิ้นใหญ่ๆ ได้ดีมากกว่า เช่น กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ถุงกอล์ฟ ฯลฯ  ภายในห้องน้ำทั้งพื้นและผนังปูด้วยกระเบื้อง Porcelain ลายหินอ่อน แยกส่วนเปียก-แห้ง ติดตั้งทุกอย่างมาพร้อมใช้งาน ตามห้องตัวอย่างที่เห็นค่ะ   Master Bedroom ที่มีขนาดไม่หนีกันมากกับห้องนอนแรก โดยห้องนอนทุกห้องปูพื้นด้วย Engineered Teak Wood ผิวไม้สัก วางลายมาสวยมาก ทำให้ห้องดูอบอุ่นเมือนอยู่บ้านเดี่ยวเลยนะคะ Walk In Closet จะได้พื้นที่กว้างกว่าห้องนอนแรกขึ้นมาอีกค่ะ Built-in ตู้เสื้อผ้ามาให้ตามแบบเช่นเดียวกัน เพียงแต่ทุกห้องจะไม่มีโต๊ะเครื่องแป้งมาให้เท่านั้น  ห้องน้ำในตัวของห้อง Master Bedroom ถูกออกแบบมารองรับการอยู่แบบ 2 คนในห้องค่ะ ตั้งแต่พื้นที่ห้องน้ำกว้างมากขึ้น อ่างล้างหน้าแยก His & Her อ่างอาบน้ำ Custom Made และมีหน้าต่างบานใหญ่เปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาได้มากขึ้น ห้องวางโถสุขภัณฑ์กับห้องอาบน้ำแบบ Shower แยกห้องออกจากกันชัดเจนค่ะ มีข้อดีตรงที่สามารถใช้ห้องน้ำพร้อมกัน 2 คนได้ ซึ่งในส่วนของห้อง Shower จะมีทำที่นั่งเอาไว้ให้สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องนั่งอาบน้ำ 1 Bedroom 56.50 ตร.ม. ห้องตัวอย่างสุดท้ายค่ะ สำหรับ Type 1 Bedroom หลังบานประตูห้องไม่เพียงแค่ Built-in ตู้เก็บของมาให้เท่านั้นนะคะ แต่มีการติดตั้งแท่น Wireless Charger เอาไว้ให้  บริเวณประตูห้องมี Master Switch สำหรับปิด-เปิด ไฟทั้งห้อง สำหรับเวลาไม่มีใครอยู่ห้องก็สามารถปิดตรงนี้จุดเดียวได้เลย ไม่ต้องเช็คกันหลายจุด หากไฟดับจะมีไฟเหนือประตูที่จะะส่องสว่างทันที ไม่ให้ห้องมืดจนเกินไป ห้องครัวปิดสำหรับ 1 Bedroom จะมีขนาดย่อลงมาจาก Type 2 Bedroom เล็กน้อย เพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน โดยเคาน์เตอร์ครัว L shape พร้อมอุปกรณ์ครบเซต ซึ่งไมโครเวฟจะเป็นแบบ 2 ฟังก์ชั่น ใช้ได้ทั้งแบบไมโครเวฟและเตาอบ  ซิงค์ล้างจาน จาก Panasonic ขนาดใหญ่พิเศษ เพื่อการใช้งานได้หลากหลายขึ้น ผิวสเตนเลสออกแบบมาให้ความความสะอาดง่าย แห้งเร็ว ปากฝาท่อป้องกันกลิ่นและแมลงได้ดี ส่วนก๊อกน้ำสามารถถอดหัวออกมาเป็นสาย เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาดยิ่งขึ้น และรองรับระบบน้ำร้อน-น้ำเย็นได้ เตาแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมเครื่องดูดควันพร้อมใช้งาน สำหรับห้อง 1 Bedroom จะได้ตู้เย็นแบบบานเดียวแยกช่องฟรีซด้านล่าง แต่สเปคและยี่ห้อเดียวกันกับห้อง 2 Bedroom ค่ะ ติดกันจะเป็นช่องวางเครื่องซักผ้าและตู้อบได้ค่ะ Living Room เชื่อมต่อกับพื้นที่ Nook Multi-Purpose Spaces ริมหน้าต่างกระจก แนวยาวคล้ายกับเป็นระเบียงของห้อง แต่สามารถใช้เป็นห้องทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่นที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ห้องนอนขนาดใหญ่พอที่จะวางเตียง King Size เอาไว้กลางห้อง แล้วเหลือพื้นที่รอบเตียงอยู่ ทุกห้องจะได้ Walk In Closet กั้นปิดได้ด้วยประตูบานเลื่อนที่มีช่องระบายอากาศ เชื่อมต่อกับห้องน้ำในตัว  โถสุขภัณฑ์ที่ใช้ทุกยูนิตจะใช้แบบชิ้นเดียว เป็นระบบอัตโนมัติ สะดวกต่อการใช้งาน แยกส่วนเปียก-แห้ง ซึ่งพื้นระหว่างห้องจะมีความต่างระดับกันเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยเวลาเดินของผู้สูงอายุ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องใช้ Wheelchair   ทุกดีเทลของ Mulberry Grove Sukhumvit ถูกคิดขึ้นมา ไม่ใช่แค่ทุก Generation อยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายในปัจจุบัน แต่ยังคิดเผื่อไปถึงอนาคต เพราะ "บ้าน" จะอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปี ที่สำคัญคือต้องเอื้อต่อสุขภาพที่ดี และมีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับทุกคนในครอบครัว โครงการอื่นๆ จาก MQDC Whizdom Asoke-Sukhumvit Whizdom Station Ratchada–Thapra THE FORESTIAS by MQDC
ส่องตลาดอสังหาฯ​ เชียงใหม่ 63 ซัพพลายสูง-กำลังซื้อต่ำ

ส่องตลาดอสังหาฯ​ เชียงใหม่ 63 ซัพพลายสูง-กำลังซื้อต่ำ

แนวโน้มตลาดอสังหาฯ เชียงใหม่ 63 ขายได้น้อยลง เหตุซัพพลายในตลาดยังมีมาก กำลังซื้อยังต่ำ ศูนย์ข้อมูลฯ​แนะผู้ประกอบการลงทุนอย่างระมัดระวัง ในกลุ่มตลาดระดับราคา 2-5 ล้าน แม้เป็นตลาดขายดีแต่คู่แข่งยังเยอะ   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC  เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดบ้าน-คอนโด ในเชียงใหม่ปี 2563 คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 จะมีบ้าน-คอนโดเหลือขายประมาณ ​9,343 ยูนิต ลดลงจากช่วงสิ้นปี 2562 ที่มีอยู่ 9,149 ยูนิต  ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง (ปี 2558-2562) ที่อยู่ในระดับ 8,694 ยูนิต   โดยจำนวนบ้านและคอนโดเหลือขายในปี 2563 ประกอบด้วยอาคารชุดจำนวน 2,050 ยูนิต บ้านเดี่ยวจำนวน 4,321 ยูนิตทาวน์เฮ้าส์จำนวน 1,814 ยูนิต บ้านแฝดจำนวน 1,025 ยูนิต และอาคารพาณิชย์จำนวน 133 ยูนิต ซึ่งคาดว่าในปีนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 1,224 โครงการ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1,778 โครงการ  แต่ถือว่าเพิ่มขึ้นมากจากปี 2562 ที่มีโครงการเปิดใหม่เพียง 512 โครงการเท่านั้น   สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2563 ในจังหวัดเชียงใหม่  ศูนย์ข้อมูลฯ ประเมินว่าจะมีจำนวน 12,156 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 23,141 ล้านบาท ลดลง 14.6% จากปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 13,201 ยูนิต มูลค่า 27,091 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งมีมูลค่า 26,817 ล้านบาท ถือว่าทั้งจำนวนยูนิตและมูลค่าการโอน เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องจาก 2561 ที่ผ่านมา แนะการลงทุนบ้าน-คอนโด จ.เชียงใหม่อย่างระมัดระวัง ขณะที่แนวโน้มการขายบ้าน-คอนโด ในจังหวัดเชียงใหม่ จะมีอัตราการขายได้ลดลง อัตราดูดซับสูงสุดไม่น่าจะเกิน 1.6%  เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังปี 2562 ซึ่งมีอัตราการดูดซับที่ 3.4%  หากจำนวนที่อยู่อาศัยใหม่เข้ามาในตลาด ตามที่ศูนย์ข้อมูลประมาณการไว้ ภายใต้เงื่อนไขกำลังซื้อที่ลดต่ำลงเช่นในปัจจุบัน   โดยคาดว่าตลาดอสังหาฯ​ เชียงใหม่ ในแต่ละประเภท จะมีอัตราการดูดซับต่อเดือนในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ดังนี้ คอนโด อัตราดูดซับ 1.5%  ทาวน์เฮ้าส์ อัตราดูดซับ 1.6% บ้านเดี่ยว อัตราดูดซับ 1.1% อาคารพาณิชย์ อัตราดูดซับ 0.6% และ บ้านแฝด อัตราดูดซับ 1.2% ดร.วิชัย เสนอแนะว่า ผู้ประกอบการต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง ในการพัฒนาโครงการใหม่ เนื่องจากยังมียูนิตสร้างเสร็จเหลืออยู่ในตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะระดับราคา 2-3 ล้านบาท และ 3-5 ล้านบาท แม้กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มตลาดที่ขายดีก็ตาม   โดยเฉพาะในพื้นที่ทำเลสารภี และหางดง แม้ที่ผ่านมาจะมีอัตราการดูดซับที่สูงขึ้น แต่เป็นเพราะมีสินค้าใหม่เข้าไปในตลาดน้อยมาก   ด้วยภาพรวมดังกล่าวผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การเสนอขาย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว และอาคารชุดพักอาศัย ที่มีอัตราการดูดซับชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงต้นปี 2562 และคาดว่าจะต่อเนื่องมาถึงปี 2563 เช็คตลาดอสังหาฯ เชียงใหม่ ปี 2562 จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 มีโครงการอยู่ระหว่างการขายรวมทั้งสิ้น 221 โครงการ รวม 11,465 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 42,820 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 อัตรา  7%  ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นอาคารชุด 2,582 ยูนิต และบ้านจัดสรร 8,883 ยูนิต ซึ่งถือว่าช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 จังหวัดเชียงใหม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยมาก เมื่อพิจารณาจากยูนิตขายได้ใหม่ จากการสำรวจพบว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2562  พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ จำนวน 2,316 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 13.3%  แบ่งเป็น ขายห้องชุด 647 ยูนิต  บ้านจัดสรร 1,669 ยูนิต แต่หากเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 ถือว่าขายได้น้อยกว่า 11.8%   หากดูสินค้าเหลือในตลาด จะพบว่า ช่วงครึ่งปีหลังปี 2562 มียูนิตเหลือขายจำนวน 9,149 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 5.5%  ยูนิตเหลือขาย แบ่งเป็น ประเภทคอนโดจำนวน 1,935 ยูนิต บ้านจัดสรรจำนวน 7,214 ยูนิต  จำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 35,426 ล้านบาท เปิด 5 ทำเลบ้านและคอนโดขายดีในเชียงใหม่ สำหรับทำเลที่อยู่อาศัยขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยพิจารณาจากยูนิตที่ขายได้ใหม่ ได้แก่ 1.ทำเลสารภี จำนวน 560 ยูนิต  มีอัตราดูดซับ 6.9% 2.ทำเลหางดงตอนบน จำนวน 536 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 6.7% 3.ทำเลแม่โจ้ จำนวน 229 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 2.4% 4.ทำเลสันทราย จำนวน 208 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 2.3% 5.ทำเลสันกำแพง จำนวน 187 ยูนิต มีอัตราดูดซับ 2.5%   ส่วนทำเลที่มีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จเหลือขายมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทำเลสันทราย จำนวน 448 ยูนิต 2.ทำเลหางดงตอนบน จำนวน 430 ยูนิต 3.ทำเล ม.พายัพ จำนวน 426 ยูนิต 4.ทำเลแม่โจ้ จำนวน 317 ยูนิต 5.ทำเล หางดงตอนล่าง จำนวน 190 ยูนิต มีอัตราดูดซับ   รูปภาพจาก วิกิพีเดีย
12 ปรากฎการณ์ “ราคาอสังหาฯ” ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

12 ปรากฎการณ์ “ราคาอสังหาฯ” ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

จะว่าไปแล้ว ตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เริ่มได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562 จากมาตรการ LTV ที่ออกมาบังคับใช้  ส่งผลให้ผู้ประกอบการต่างทำการตลาด แข่งขันกันด้วยแคมเปญการตลาดต่างๆ เพื่อกระตุ้นลูกค้าให้รีบโอนกรรมสิทธิ์  ก่อนมาตรการ LTV  เริ่มใช้อย่างเป็นทางการในไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมา เพราะมาตรการ LTV มีผลทำให้ลูกค้าบางส่วนมีกำลังซื้อลดลง และธนาคารมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น   พอถึงช่วงต้นปี 2563 ตลาดอสังหาฯ ก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลทำให้ตลาดอสังหาฯ ชะลอตัวอย่างมาก ผู้ประกอบการแทบไม่เปิดตัวโครงการใหม่ออกมาทำตลาด แต่มุ่งเน้นการระบายสต็อกสินค้าเก่าในมือ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากการลงทุน ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเกิดการทำตลาดกันอย่างดุเดือด มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะด้านราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างแคมเปญการอยู่ฟรี ที่เห็นทำตลาดมากถึง 5 ปีเลยทีเดียว   ล่าสุด ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ได้เปิดเผยข้อมูล ตลาดอสังหาฯ ที่เผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ของปีนี้  ซึ่งพบว่าภาวะราคาของอสังหาฯ ไทย มี 12 ประเด็นสำคัญเกิดขึ้น คือ 1.ไตรมาสแรกของปีนี้ ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวลดลงมาต่อเนื่อง เป็นไตรมาสที่ 5 โดยลดลงในอัตรา 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับตัวลดลงมา คือ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   2.ก่อนหน้าที่ตลาดอสังหาฯ ไทยจะเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ​ มีดัชนีราคาที่เติบโตเพิ่มขึ้นมากถึง 104% จากราคาเฉลี่ยประมาณ​ 60,000 บาทต่อตารางเมตร ในช่วงปี 2558ปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 120,000 บาทต่อตารางเมตร ในปี 2562 ที่ผ่านมา   3.ตลาดคอนโดฯ ค่อนข้างได้รับผลกระทบด้านราคาน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยลดลงเพียง 0.4% แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จะพบว่ามีอัตราการเติบโตลดลงมากถึง 6% ซึ่งเป็นเพราะตลาดคอนโดฯ ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV มาก่อนหน้านี้แล้ว   4.ตลาดบ้านเดี่ยว เป็นกลุ่มสินค้าเดียวที่มีดัชนีราคาปรับเพิ่มขึ้นในอัตรา 2% เมื่อเปรียบเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สาเหตุหลักเป็นเพราะ กลุ่มบ้านเดี่ยวเป็นตลาดเรียลดีมานด์ ซึ่งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และในปีนี้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ชะลอแผนการพัฒนาโครงการคอนโดฯ และหันมาเน้นตลาดแนวราบเป็นหลัก 5.ตลาดทาวน์เฮ้าส์ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่อยู่อาศัย ที่ดัชนีราคาปรับลดลงมา ในอัตรา 2% ซึ่งสาเหตุหลักเป็นเพราะการแข่งขันด้านราคา และการจัดทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย ของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ตลาดทาวน์เฮ้าส์เป็นตลาดแมสที่ระดับราคาอยู่ในช่วง 3-5 ล้านบาท ที่ถือว่ามีการแข่งขันสูง และมีซัพพลายในตลาดจำนวนมาก   6.หากพิจารณาในเรื่องของระดับราคาสินค้า จะพบว่าที่อยู่อาศัยที่ปรับลดลงมากที่สุด คือ ที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3.5 ล้านบาท ปรับลดลงในอัตรา 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   7.กลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยราคาแพง ในระดับราคา 8.5-15 ล้านบาท มีดัชนีราคาปรับเพิ่มขึ้น 5% และหากมองย้อนไปในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 จะพบว่าบ้านและคอนโดฯ ในกลุ่มระดับราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป มีอัตราการเพิ่มขึ้นถึง 35%   8.พื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่มีดัชนีราคาเติบโตโดดเด่นที่สุด ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา คือ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ยตารางเมตรละ 219,048 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 23% จากช่วงไตรมาส 4 ปี 2562 ถือว่าเป็นเขตที่มีราคาปรับเพิ่มสูงสุด สาเหตุหลักมาจาก การเปิดให้บริการส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-หลักสอง 9.สถานีวัดมังกร เป็นพื้นที่ที่มีราคาของที่อยู่อาศัยแพงมากที่สุด ถึงตารางเมตรละ 200,000 บาท และมีการปรับเพิ่มขึ้นถึง 143% ตั้งแต่ช่วงปี 2560 จนถึงปัจจุบัน   10.แนวโน้มราคาในแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่เพิ่งเปิดให้บริการในไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า ที่อยู่อาศัยในบริเวณสถานีบางอ้อและสถานีบางพลัด มีอัตราการเติบโตของราคาสูงสุดถึง 76% ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 ถึงปัจจุบัน โดยมีราคาขายเฉลี่ย 85,009 บาทต่อตารางเมตร   11.บริเวณรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงสถานีไฟฉาย ถือว่าเป็นบริเวณที่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งมีราคาขายเฉลี่ยสูงที่สุดของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงต่อขยายสถานีเตาปูน-จรัญ 13 โดยมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 126,471 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งปรับลดลงเพียง 1% จากช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา  (อ่านเพิ่มเติม...รีวิวคอนโด ส่องทำเลเตาปูน-บางโพ ฉบับอัปเดต 2563) 12.บริเวณรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงสถานีบางขุนนนท์ ถือว่าเป็นบริเวณที่มีราคาของที่อยู่อาศัยถูกที่สุด และอัตราการเติบโตลดลงมากที่สุด ของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงต่อขยายสถานีเตาปูน-จรัญ 13 โดยมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 53,476 บาทต่อตารางเมตร ปรับลดลงมากถึง 56% จากช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา   หลังจากนี้ หากประเทศสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนไม่พบการแพร่เชื้อ หรือการเกิดขึ้นของผู้ป่วยรายใหม่  รวมถึง หากมีการค้นพบวัคซีน ที่สามารถใช้ได้ผลจริงกับมนุษย์ เชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะกลับมาเป็นปกติ แม้ว่าในอนาคตทุกคนอาจจะต้องอยู่ภายใต้วิถีปกติรูปแบบใหม่ หรือ New Normal ก็ตาม   โดยเชื่อว่าตลาดอสังหาฯ ของไทยเอง ก็น่าจะกลับมาเติบโตเป็นปกติ และคาดว่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย เพราะภายใต้สถานการณ์วิกฤต จะเห็นได้ว่าคนไทยเป็นชาติที่ไม่แพ้ใครในโลก สามารถบริหารจัดการการแพร่ระบาดของโลกได้ดี รวมถึงประเทศไทยยังคงเป็นประเทศจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติยังต้องการมาท่องเที่ยวและพักอาศัยเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน และอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย      
5 โซลูชั่น “S-E-N-S-E” การออกแบบการพัฒนาเมือง กับวิถีชีวิต The Next Normal

5 โซลูชั่น “S-E-N-S-E” การออกแบบการพัฒนาเมือง กับวิถีชีวิต The Next Normal

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือเป็นปรากฎการณ์ ของการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโลก เพราะมีการแพร่กระจายออกไปทั่วทุกมุมโลก ซึ่งส่งผลทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ต้องปรับเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลงไปในหลายเรื่อง เพื่อที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ได้รับเชื้อโรค ซึ่งภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยุติลง  เชื่อว่า วิถีชีวิตของคนนับจากนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นวิถีชีวิตปกติในรูปแบบใหม่ หรือ New Normal หรืออีกคำที่มักมีการพูดถึง คือ The Next Normal ซึ่งมีความหมายไม่แตกต่างกันมากนัก   ไม่เพียงแต่วิถีชีวิตประจำวันที่จะเป็นรูปแบบใหม่ และกลายเป็นวิถีชีวิตปกติของคนเราเท่านั้น  แต่วิถีชีวิตของคนในสายงานและสายอาชีพต่างๆ รวมถึงแวดวงธุรกิจ ก็มีทิศทางเปลี่ยนไปแบบใหม่เช่นกัน อย่างในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มเห็นความชัดเจน จากการที่ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนวิธีการขาย ด้วยการใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เข้ามาเป็นเครื่องมือสื่อสารถึงผู้บริโภค โดยลดการสัมผัสหรือมีการเว้นระยะห่างกันให้มากที่สุด เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้ คงจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องแน่นอน   ด้านการออกแบบและการพัฒนาเมืองในอนาคต ก็คงจะไม่แตกต่างกันเท่าไร เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ ปัจจัย 4 ที่มนุษย์ทุกคนต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง และอยู่ร่วมกันแบบสัตว์สังคม ซึ่งตามมุมมองของ นายรติวัฒน์ สุวรรณไตรย์ สถาปนิก ผู้ก่อตั้ง OPENBOX GROUP บริษัทสถาปนิกที่มีผลงานการออกแบบตึกสูง โรงงานไฟฟ้าพลังงานทดแทน รวมถึงที่อยู่อาศัยประเภท Complex Residence ชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ ได้อธิบาย The Next Normal ที่อาจจะเกิดขึ้นกับเมืองและชีวิตผู้คน ที่จะมุ่งสู่โซลูชั่นของการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต (City of Future) ไว้อย่างน่าสนใจ The Next Normal ของการพัฒนาเมือง โดย โซลูชั่น City of Future นี่เอง จะเป็นเหมือนสูตรสำเร็จ ของการออกแบบการพัฒนาเมืองที่สอดรับกับ The Next Normal ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคโควิด-19  ที่จะอยู่กับโลกใบนี้ไปอีกนานเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตใหม่ ซึ่งถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) และสอดคล้องกับแนวคิดในกระแสโลกยุคใหม่ คือการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน   “เมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์การออกแบบในด้านต่าง ๆ รวมเข้ามาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ, การออกแบบอาคาร สถานที่ หรือเมืองให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย, การให้ความสำคัญกับธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว และการใช้พลังงานร่วมกันอย่างประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ปัจจัยที่จะเข้ามาเติมเต็มทำให้เมืองมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ก็คือ การขนส่ง และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย” “S-E-N-S-E”  สำหรับเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน  นายรติวัฒน์  ได้เสนอแนวคิดการออกแบบการพัฒนาเมือง  ภายใต้แนวคิด “S-E-N-S-E” ที่รวม 5 โซลูชั่น สำหรับ City of the Future เมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน ที่ประกอบไปด้วย S - Space Efficiency การจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Space Efficiency) เป็นแนวคิดการจัดการพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมให้แก่ผู้อยู่อาศัย โดยหนึ่งในโซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์แนวคิดนี้ก็คือ อาคารสูง เช่น คอนโดมิเนียม ซึ่งเชื่อว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาการใช้พื้นที่และทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพ กล่าวคือหากเปลี่ยนการใช้พื้นที่ในแนวราบแบบกระจายตัวมารวบเป็นอาคารสูง จะทำให้มีพื้นที่เหลือในการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการมีพื้นที่สีเขียว หรือพื้นที่ในเชิงเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน อาคารสูงยังตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคโควิดที่ผู้อยู่อาศัยจะแยกกันอยู่คนละชั้น ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ และไม่มีปัญหาเรื่องการใช้อากาศร่วมกัน ให้ความรู้สึกปลอดภัยห่างไกลโควิดได้มากกว่าบ้านที่เป็นแนวราบ E-Energy Sharing การออกแบบเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Sharing)  โดยปัจจุบันจะพบว่า คอนโดมิเนียม จะมีการใช้พลังงานสูงสุดในช่วงเวลากลางคืน แต่ช่วงกลางวันการใช้พลังงานจะลดลงไป ขณะที่อาคารสำนักงาน จะใช้พลังงานสูงสุดในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น แต่จะลดการใช้ลงในช่วงกลางคืน ซึ่งแต่ละอาคารเหล่านั้นจะติดตั้งอุปกรณ์การจัดการพลังงานของตนเอง อุปกรณ์เหล่านั้นจึงทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ มีพลังงานเหลือเกินความต้องการ ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Energy Blockchain หรือ Digital Energy กรณีมีพลังงานเหลือก็จะนำไปขายให้แก่ตึกที่อยู่ใกล้เคียงและใช้ในแบบเหลื่อมเวลากัน หรืออีกแนวคิดที่เรียกว่า District Cooling ระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ โดยสามารถส่งความเย็นไปยังสถานที่อื่น ๆ ใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารสำนักงาน  ห้าง และ คอนโดมิเนียม ถือเป็นแนวคิดการลดใช้พลังงาน ลดการใช้อุปกรณ์ที่เกินความจำเป็น N - Nature & Green การให้ความสำคัญกับธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว (Nature & Green) เช่น แนวคิดการขยายพื้นที่สวนสาธารณะขนาดย่อม (pocket park) ให้กระจายตัวมากขึ้นในเขตเมือง และให้เพียงพอกับระยะคนเดิน ซึ่งประเทศญี่ปุ่นถือเป็นเจ้าแห่ง pocket park แห่งหนึ่งของโลก หรือในประเทศสิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ที่นอกจากจะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่แล้วยังมี pocket park อีกหลายแห่ง ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ park network สวนสาธารณะหลาย ๆ แห่งที่ผู้คนสามารถเดิน วิ่ง หรือขี่จักรยาน เชื่อมถึงกันได้โดยไม่ต้องผ่านหรือใช้ถนน ซึ่งแนวคิดเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการออกแบบทั้งสิ้น S – Synchronization of Multi-Functions การออกแบบอาคาร สถานที่ หรือเมือง ให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย (Synchronization of Multi-Functions)  สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของเมืองในซีกโลกตะวันออกที่เป็นแบบผสมสาน (Mixed-use) โดยออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนโหมดของอาคาร สถานที่ หรือเมืองได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆอย่างเช่น คอนโดมิเนียมในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโควิด จะเห็นได้ว่าหลายแห่งจะกำหนดการใช้ลิฟท์แบบจำกัด หรือจำกัดจำนวนของคนใช้ลิฟท์ ซึ่งในอนาคตการออกแบบจะสามารถเข้ามาเพิ่มเติมฟังก์ชั่นต่าง ๆ ให้ทุกชีวิตในยุคโควิดมีความสบายใจมากขึ้น อาทิ ล็อกเกอร์รับ-ส่งอาหาร หรือสิ่งของต่าง ๆ โดยผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องเจอหน้ากัน และการออกแบบพื้นที่แบบ space in space ภายในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางโดยใช้อุปกรณ์เพื่อแยกความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้อยู่อาศัยมากขึ้น เพื่อไม่เกิดความระแวงในการใช้พื้นที่ส่วนรวม ส่วนในระดับเมือง อาจจะนึกถึงประเทศโมนาโค หรือสิงคโปร์ ที่จะมีการจัดโหมดเมืองสำหรับการแข่งรถ สร้างรายได้ให้กับประเทศได้อีกมาก ขณะที่ประเทศไทยเอง มีโหมดเรื่องการป้องกันน้ำท่วม แต่ยังสามารถออกแบบเมืองให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโหมดอื่น ๆ เช่น โหมดการเฝ้าระวังเชื้อโควิด หรือโหมดการจัดบิ๊กอีเว้นท์ เช่นวันสงกรานต์ เป็นต้น E - Explorations of Innovations การคิดค้น พัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมการอยู่อาศัยที่จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน (Explorations of Innovations) โดยการออกแบบบ้าน คอนโดมิเนียม และอาคารสำนักงาน สามารถดึงนวัตกรรมเหล่านี้เข้ามาเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยตอบโจทย์กับชีวิต New Normal อย่างเช่น ลิฟท์ ปัจจุบันคอนโดมิเนียมหลายแห่งใช้โถงลิฟท์ (private lift) ส่วนตัวเข้ามาใช้มากขึ้น นอกจากจะเป็นโซลูชั่นด้านความปลอดภัยในยุคโควิดแล้ว ยังตอบโจทย์การซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนได้ เพราะลิฟท์ที่แยกออกมาต่างหากนั้น จะไม่เป็นการรบกวนกับเจ้าของห้องจริงที่เป็นผู้อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมนั้น ๆ เลย ปัจจุบันยังพบด้วยว่ามีการคิดค้นลิฟท์ในรูปแบบต่าง ๆ ไว้มากมาย เพื่อรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย เช่น ลิฟท์ที่เคลื่อนตัวในแนวราบ (double deck lift) เป็นต้น   นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ในยุคโควิดได้เป็นอย่างดี อาทิ ประตูสองชั้น ที่ติดตั้งอุปกรณ์ช่วยในการคัดกรองคนเข้าออก และอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ, การออกแบบพื้นที่ในสำนักงาน หรือ โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ ที่ช่วยลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อโรค และ Smog-eating surface สีหรือพื้นผิวที่สามารถดูดซับเชื้อโรค ฝุ่นละลองพิษต่าง ๆ เป็นต้นรวมถึงนวัตกรรมด้าน Transportation หรือการขนส่ง โดยเมืองแห่งอนาคตจะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นหากมีการจัดการด้านการขนส่งอย่างเหมาะสม ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้น ผู้คนยังต้องเดินทาง ต้องติดต่อสื่อสาร และรับ-ส่งสิ่งของระหว่างกัน การออกแบบเมืองจึงสามารถออกแบบให้รองรับกับแนวคิดการขนส่งในรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น Hyperloop, drone transportเป็นต้น ทั้งหมดนี้ คือโซลูชั่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบัน และเป็นการเตรียมความพร้อมไปสู่อนาคตนั่นเอง   แนวคิดเหล่านี้เป็นแนวคิดการออกแบบโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ต้องการเข้าไปช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านสุขภาพและจิตใจ และสำคัญที่สุดคือ เมืองแห่งอนาคตนั้นจะต้องสามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วนทั้งด้านสังคม และเศรษฐกิจ เพื่อให้เป็นเมืองที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
ชาวจีน ฝ่าโควิด-19 โอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ไตรมาสแรกกว่า 5,000 ล้าน

ชาวจีน ฝ่าโควิด-19 โอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ไตรมาสแรกกว่า 5,000 ล้าน

ในแต่ละปี ประเทศไทยมีชาวจีนเป็น ชาติที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เพราะแต่ละปีมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน สร้างรายได้คิดเป็นมูลค่ากว่า 4-5 แสน ล้านบาทเลยทีเดียว   ส่วนในปีนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนคงจะลดจำนวนลงอย่างมาก เพราะปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ก็เชื่อว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวจีนต้องการจะมาเยือน และหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ้นสุดลง ชาวจีนคงแห่มาเที่ยวเมืองไทยกันแน่นขนัดเหมือนเดิมแน่นอน   ชาวจีน ไม่ได้หอบเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะด้านการท่องเที่ยวของไทยเท่านั้น แต่ในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ชาวจีนก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อย โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องยอมรับว่าเป็นลูกค้าหลักในกลุ่มของลูกค้าชาวต่างชาติเลยทีเดียว เรียกได้ว่า พี่จีนเราซื้ออสังหาฯ ไทย กินตลาดมากกว่าครึ่ง ของกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้ออสังหาฯ เมืองไทย ส่องไตรมาสแรก จีนโอนคอนโดฯ กว่า 5,000 ล้าน ในไตรมาสแรกของปีนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้ รวมถึงชาวจีนเองด้วย ซึ่งกระทบทั้งภาคการท่องเที่ยว และตลาดอสังหาฯ เพราะชาวจีนซึ่งเป็นลูกค้าหลักของตลาดอสังหาฯ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาซื้อหรือโอนกรรมสิทธิ์ได้   แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดความยากลำบากในการเดินทาง แต่กลุ่มลูกค้าชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองไทยอย่างแท้จริงกลุ่มหนึ่ง ก็หาวิธีในการโอนกรรมสิทธิ์ จากการซื้อคอนโดมิเนียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) รายงานว่า ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าชาวจีนได้โอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ เป็นจำนวน 1,446 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 54.6% จำนวนโอนกรรมสิทธิ์ของกลุ่มลูกค้าต่างชาติทั้งหมด 2,647 ยูนิต ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 10,549 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการโอนการมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ของกลุ่มลูกค้าชาวจีนในไตรมาสแรก จึงมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ชาวจีนเบอร์ 1 ซื้ออสังหาฯ ไทย หากดูตัวเลขย้อนหลังไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า กลุ่มลูกค้าชาวจีนยังคงเป็นอันดับ 1 ในการซื้ออสังหาฯ ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 กลุ่มลูกค้าต่างชาติ มีการโอนกรรมสิทธิ์มากถึง 12,609 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 49,728 ล้านบาท ชาวจีนยังมาเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนการโอนที่อยู่อาศัย 7,506 หน่วย มูลค่า 28,860 ล้านบาท รองลงมาชาวรัสเซีย โอนกรรมสิทธิ์จำนวน 794 ยูนิต มูลค่า 2,373 ล้านบาท และอันดับ 3 เป็นชาวสหราชอาณาจักร โอนจำนวน 404 ยูนิต มูลค่า 1,627 ล้านบาท   ส่วนในปี 2561 กลุ่มชาวต่างชาติซื้ออสังหาฯ ไทย เป็นจำนวน 13,033 หน่วย มูลค่ารวม 54,659 ล้านบาท โดยชาวจีนยังซื้อมากที่สุดด้วยจำนวน 7,551 ยูนิต มูลค่า 29,446 ล้านบาท รองลงมาเป็นชาวรัสเซีย จำนวน 815 ยูนิต มูลค่า 2,276 ล้านบาท และอันดับ 3 เป็นชาวสหราชอาณาจักร 499 ยูนิต 2,184 ล้านบาท สำหรับภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติในไตรมาสที่ผ่านมา ถือว่ามีการขยายตัวดที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีจำนวนสัญชาติของชาวต่างชาติเพิ่มเข้ามามากขึ้นด้วย โดยมีจำนวนสัญชาติของชาวต่างชาติ 76 สัญชาติ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทั้งปี มีชาวต่างชาติ 74 สัญชาติที่เข้ามาซื้ออสังหาฯ ของไทย ซึ่งชาวต่างชาติที่เพิ่งเริ่มเข้ามาซื้ออสังหาฯ ไทย ได้แก่ ชาวเซอร์เบีย ซื้อจำนวน 4 ยูนิต และชาวเอสโทเนีย ซื้ออสังหาฯ 1 ยูนิต   อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ในไตรมาส 2 เชื่อว่าจะลดต่ำลงต่อเนื่อง เพราะชาวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในไทยได้อย่างปกติ ซึ่งต้องทำให้มีการเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ออกไปอีกสักระยะ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ภาพรวมในปีนี้ การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ลดต่ำลงกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอย่างมาก โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะคงต้องรอให้มีวัคซีนป้องกันโรค ออกมาใช้อย่างเป็นทางการ และมีการควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างเคร่งครัด จึงจะส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศกลับมาเป็นปกติ
LPN Wisdom คาดอสังหาฯ ครึ่งปีหลัง 63 ฟื้นตัว แต่เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ลดลงกว่า 50%

LPN Wisdom คาดอสังหาฯ ครึ่งปีหลัง 63 ฟื้นตัว แต่เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ลดลงกว่า 50%

LPN Wisdom ประเมินตลาดอสังหาฯ 63 ติดลบ 15-20% แม้ครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งสัญญาณดีขึ้น คาดทั้ง 29 ดีเวลอปเปอร์ในตลาดหลักทรัพย์ หั่นเปิดโครงการใหม่ลงกว่าครึ่งจากปีที่ผ่านมา เหลือเปิดแค่  50,000-55,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 175,000-190,000 ล้านบาท      นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom) บริษัทด้านการวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน)(LPN) เปิดเผยถึง ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ว่า มีแนวโน้มทิศทางที่ดี มีแนวโน้มฟื้นตัวภายหลังจากเห็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส 2019 (โควิด-19) มีแนวโน้มคลี่คลาย บิ๊กอสังหาฯ ยังทำกำไร Q1 กว่า 8,176.88 ล้าน ขณะเดียวกัน ยังพบว่าช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา 29 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังมีความสามารถในการสร้างรายได้รวม 59,207.66 ล้านบาท ถึงแม้ผลการดำเนินงานจะลดลง 30.43% รวมถึงกำไรสุทธิ 8,176.88 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 40.68% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2562 ก็ตาม  แต่เมื่อเทียบความสามารถในการทำกำไร (Net Profit Margin)ของบริษัทอสังหาฯ ดังกล่าว  ยังคงสามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรเฉลี่ยอยู่ที่  13.81% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น   นอกจากนี้  สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ณ สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยเฉลี่ยยังต่ำกว่า 2:1 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทอสังหาฯ  ซึ่งแตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่สัดส่วนหนี้ต่อทุนของบริษัทอสังหาฯ  ในระบบในขณะนั้น มีสัดส่วนสูงเกินกว่า 2:1 ทำให้มีความเสี่ยงในการทำธุรกิจเมื่อเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัว LPN Wisdom ประเมินอสังหาฯ หดตัว  15-20% ขณะเดียวกันทาง  LPN Wisdom ประมาณการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะติดลบประมาณ 5-7%  ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยจะติดลบที่ 5-6% ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งแม้ว่าผู้ประกอบการจะมีความแข็งแกร่งทางการเงิน แต่การเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัว  จะส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 มีแนวโน้มติดลบในสัดส่วน 15-20% เมื่อเทียบกับปี 2562   LPN Wisdom มั่นใจว่าโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อหุ้นยั่งยืนหรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) จะสามารถสร้างรายได้ ยอดขาย และรักษาอัตราการทำกำไร ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว   ในขณะเดียวกันจากการวิเคราะห์กำลังซื้อในไตรมาสแรกของปี 2563 พบว่า ความต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยยังคงมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่องทั้งแนวราบและอาคารชุดเพื่อการอยู่อาศัย รายได้ที่ลดลงของผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉลี่ย 30.43% ในไตรมาสแรก เป็นผลมาจากไม่สามารถโอนที่อยู่อาศัยให้กับผู้ซื้อจากต่างประเทศได้ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และบางส่วนเป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อการลงทุนที่ชะลอการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว LPN Wisdom คาดเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ลดกว่า 50-55% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย  ที่มีแนวโน้มคลี่คลายและคาดว่า  จะสามารถปลดล็อกได้สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2563 ทำให้ LPN Wisdom คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะค่อยๆ ฟื้นตัว ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4ของปี 2563 โดยคาดว่าผู้ประกอบการจะทยอยเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4  หลังจากที่ชะลอแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 2 ของปี 2563  ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 จะอยู่ที่ 50,000-55,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 175,000-190,000 ล้านบาท  หรือลดลง 50-55% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2562 ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่มีการระบาดของไวรัส โควิด-19 ระลอกสอง นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ถึงแม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ก็ตามแต่เนื่องจากจำนวนสินค้าคงเหลือและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีมูลค่าสูง เฉพาะ 29 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวนสินค้าคงเหลือและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562 สูงถึง 576,406 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.74% จาก ณ สิ้นปี 2562  ซึ่งต้องใช้เวลาในการขายไม่น้อยกว่า 36 เดือน ทำให้แนวโน้มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ จะเร่งขายโครงการเดิม แทนการเปิดโครงการใหม่   อย่างไรก็ตาม จะมีบางบริษัทที่ยังคงเปิดโครงการใหม่ในบางทำเลที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะโครงการแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ ที่มีความต้องการสูง ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป  ตามรูปแบบการใช้ชีวิตในวิถีปรกติใหม่ (New Normal) ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์การทำงานที่บ้าน (Work From Home) ที่กำลังกลายเป็นรูปแบบการทำงานรูปแบบใหม่ หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ LPN Wisdom เชื่อว่า การทำงานที่บ้านจะยังคงอยู่แม้จะไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้วก็ตาม  
ริชี่ จัดหนักไตรมาส 2 ซื้อบ้านแถมรถเบนซ์ หรืออยู่ฟรี 5 ปี

ริชี่ จัดหนักไตรมาส 2 ซื้อบ้านแถมรถเบนซ์ หรืออยู่ฟรี 5 ปี

ริชี่  จัดหนักอัดโปร Double Choice แรงสุดในรอบ 10 ปี ให้ลูกค้ามี 2 ทางเลือกมากสุดในตลาดอสังหาฯ ซื้อบ้าน-คอนโดฯ ได้รถเบสซ์  หรือไม่ต้องผ่อนนาน 5 ปี ขน 12 โครงการ 12 ทำเลพร้อมอยู่กระตุ้นยอดขายไตรมาส 2 หลังช่วง 3 เดือนแรกของปี กำไรและรายได้ลดตามสภาพตลาด และเจอพิษโควิด-19   ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY เปิดเผยว่า จากสภาวะตลาดอสังหาฯ ที่ปัจจุบันแข่งขันกันสูงมาก  บริษัทมองตอนนี้เป็นโอกาสทองของลูกค้าที่จะเลือกที่อยู่อาศัยดีๆ ในราคาที่จับต้องได้  จึงส่งโปรโมชั่น  “Double Choice” ที่แรงสุด คุ้มสุดในรอบ 10 ปีของบริษัท  และแรงสุดเมื่อเทียบกับทุกเจ้าในตลาดฯ เพื่อช่วยให้ลูกค้ามั่นใจและยังไม่ต้องการแบกภาระในช่วงเวลาแบบนี้ไปอีก 5 ปี โดยให้ทางเลือกลูกค้าดังนี้   ช้อยซ์ที่ 1  ริชี่ให้อยู่ฟรีหรือช่วยผ่อนให้สูงสุด 60 เดือน หรือ 5 ปี เปลี่ยนจากผู้เช่าเป็นเจ้าของได้ทันที ปลอดภาระรายจ่าย หากเป็นลูกค้านักลงทุนเท่ากับจะมีรายได้เพิ่มในการนำไปปล่อยเช่าต่อ ทั้งนี้ขึ้นกับภาระเดิมและอายุของผู้ซื้อประกอบการใช้สิทธิ์ ช้อยซ์ที่ 2 ซื้อคอนโด บ้าน หรือทาวน์โฮม รับฟรีรถยนต์ 1 คัน เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการมีทั้งบ้านและรถ แต่ไม่สามารถมีภาระได้พร้อมกัน ริชี่จัดรถยนต์ให้ฟรีๆ ไป 1 คัน อาทิ รถเบนซ์ มินิคูเปอร์ ฮอนด้า ซีวิค ฮอนด้า ซิตี้ และอีกหลายรุ่น ขึ้นกับโครงการที่คุณเลือก   นอกจากนี้ ทุกโครงการลูกค้าจะได้รับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม WellTech ตามนโยบายของ ริชี่ ที่มุ่งหวังให้ลูกบ้านมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน อาทิ เครื่องฟอกอากาศ PM 2.5 เครื่องกรองน้ำดื่ม เครื่องกรองน้ำอาบช่วยลดคลอรีนเพื่อผิวพรรณที่ดี เป็นต้น โดยส่วนลดและของแถมทั้งหมดของโปรชั่นดังกล่าว มีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งโปรโมชั่นจะเริ่มตังแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563   ดร.อาภา กล่าวอีกว่า  โครงการที่ร่วมโปรโมชั่น RICHY Double Choice ทั้งหมด 12 โครงการ ทั้งคอนโดมิเนียมแนวสูง แนวราบ และ ทาวน์โฮม อาทิ The Rich เอกมัย, The Rich เพลินจิต-นานา, The Rich สาทร-ตากสิน, Rich Park @เตาปูนอินเตอร์เชนจ์, Rich Point @BTS วุฒากาศ และ The Rich Ville ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์ เป็นต้น   สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา  บริษัทมีรายได้รวม 237.93 ล้านบาท ลดลง 210.19 ล้านบาท หรือลดลง 46.90% เมื่อเทียบกับปีก่อนในงวดเดียวกัน  ปัจจัยหลักมาจากการโอนรับรู้รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ ลดลง จำนวน 209.94 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 47.33%  เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสภาวการณ์ภายในประเทศ และภายนอกประเทศ ที่เกิดการแพร่กระจายของโรคระบาดไวรัสโควิด-19 จึงส่งผลให้การรับรู้รายได้ลดลง   สำหรับในไตรมาสแรก ปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายอาคารชุดจำนวนเงิน 218.10 ล้านบาท ลดลง 199.79 ล้านบาท หรือลดลง  47.81% เนื่องจากยอดโอนกรรมสิทธิ์จากอาคารชุดส่วนใหญ่ รับรู้รายได้น้อยลงกว่า ปี 2562 ซึ่งเป็นรายได้หลักจากการขายอสังหาริมทรัพย์ รายได้จากการขายทาวน์โฮมจำนวนเงิน 15.55 ล้านบาท ลดลง 10.15 ล้านบาท หรือลดลง 39.49%   บริษัทมีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสแรก ปี 2563 เท่ากับ 21.28 ล้านบาทหรือคิดเป็น​ 8.94%  ของรายได้รวม โดยมีกำไรสุทธิลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนเท่ากับ 50.65 ล้านบาทหรือลดลง  70.42% ปัจจัยหลักมาจากรายได้ จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลง  
MQDC เตรียมเปิด “เดอะ ฟอเรสเทียร์” เมกะโปรเจกต์ 2.5 แสนล้าน ต้นปี 2564

MQDC เตรียมเปิด “เดอะ ฟอเรสเทียร์” เมกะโปรเจกต์ 2.5 แสนล้าน ต้นปี 2564

MQDC เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ประกาศเดินหน้าต่อทุกโครงการ  เตรียมเปิดตัว “THE FORESTIAS” เมกะโปรเจกต์ 125,000 ล้านบาท ในต้นปี 2564 ภายใต้ แนวคิด ‘For All Well - Being’  เชื่อหลังวิกฤตโควิด-19 ต่างชาติจะเข้ามาลงทุน เพราะเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย และมาตรฐานสาธารณสุขไทย   นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้เกิดวิกฤตโควิด – 19  แต่ MQDC ยังคงเดินหน้าธุรกิจต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว  และเชื่อว่ารัฐบาลยังคงผลักดันในเกิดเมกะโปรเจกต์ เช่น โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เป็นต้น  โดยบริษัทยังคงเปิดขายโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป  แต่มีการปรับแผนงานส่วนใหญ่ จะเป็นการปรับแผนระยะสั้นมากกว่าแผนระยะยาว เช่น การเปิดตัวโครงการใหญ่ก็จะชะลอไปเปิดต้นปีหน้า อย่างเช่น โครงการเดอะฟอเรสเทียร์ (THE FORESTIAS) เมกะโปรเจกต์ มูลค่า 125,000 ล้านบาท ที่เตรียมพร้อมเปิดในช่วงต้นปี 2564   สำหรับการเปิดตัวโครงการเดอะ ฟอเรสเทียร์  โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตโควิด – 19 ต้องคิดไปถึงคุณภาพชีวิตจนถึงสุขภาพ และความสุขของผู้อยู่อาศัย เพราะผู้คนจะพิถีพิถันในการดำเนินชีวิตมากขึ้น แนวคิดของ THE FORESTIAS คือ “เมืองคู่ป่า” ที่แรกในโลก  ซึ่งโครงการเดอะ ฟอเรสเทียร์  เป็นการดำเนินโครงการตามปรัชญาของ MQDC ที่มุ่งเน้นเรื่องสร้างสรรค์โครงการที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ตามแนวคิด  "For All Well - Being" โดยโครงการเดอะ ฟอเรสเทียร์ ถูกพัฒนา แบบ Mixed-Use Lifestyle ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ สถานศึกษา อาคารนวัตกรรม พื้นที่สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้และสร้างสรรค์ของครอบครัว ที่สามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่ม  ได้แก่ คอนโดมิเนียมแบรนด์ Whizdom กลุ่มคอนโดมิเนียมแบรนด์ Mulberry Grove ที่อยู่อาศัยแบรนด์ Mulberry Grove Villas กลุ่มที่อยู่อาศัยแบรนด์ The Aspen Tree และยังมีที่อยู่อาศัยและโรงแรมจากแบรนด์ระดับโลก คือ กลุ่มที่อยู่อาศัยแบรนด์  Six Senses โรงแรมแบรนด์ Six Senses และอื่นๆ   จากผลงานของรัฐบาลและสาธารณสุขไทย ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก และความร่วมมือร่วมใจ ความมีวินัยของคนไทย ที่ได้แสดงให้ชาวโลกประจักษ์ รวมถึงความมีน้ำใจ ความแบ่งปันของคนไทย เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยให้ประเทศไทยจะเป็นที่น่าที่ลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะปัจจัยสำคัญตัวนึงที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์โควิด-19 สำหรับในการเลือกลงทุนในประเทศใดของนักลงทุนต่างชาติ คือความปลอดภัย และระบบสาธารณสุข นายวิสิษฐ์  กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด  เนื่องมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาโครงการประเภท Mixed-Use ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีมูลค่าโครงการสูง ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการของลูกค้า ทำให้เกิดการตอบรับเป็นอย่างดี และด้วยกลยุทธ์ในการพัฒนาโครงการร่วมกับ Global Partner ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในระดับโลก ทำให้โครงการที่พัฒนามีความโดดเด่น สามารถพัฒนาโครงการให้มีมาตรฐานในระดับโลก เป็นที่สนใจจากลูกค้าจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ   นอกจากบริษัทมีพาทเนอร์ระดับโลก ที่ศึกษาและวิจัยด้านการอยู่อาศัยที่มีความสุขแล้ว บริษัทยังได้จัดตั้งศูนย์วิจัย 2 ศูนย์ ได้แก่  ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา FutureTales Lab ที่มีการหาข้อมูลจากทั่วโลกเพื่อมาประมวลแนวโน้มการอยู่อาศัยในอนาคต โดยมองไปถึงอีก 40 ปีข้างหน้า และแม้แต่จากวิกฤตโควิดในครั้งนี้ ทาง FutureTales Lab ก็ได้มีการออกงานวิเคราะห์ออกมาในเรื่อง ชีวิตหลังโควิด-19 ที่จะมีการเปลี่ยนไปจากเดิม โดยประเด็นหนึ่งคือ ความคิดด้านการซื้อที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่อยู่แต่ในเมือง โดยยึดการเดินทางแนวทางใกล้รถไฟฟ้าเป็นปัจจัย แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการทำงานในอนาคต สามารถทำงานที่บ้านได้ จึงจะปรับแนวคิดเป็นบ้านนอกเมือง แต่มีพื้นที่มากขึ้น มีสวน มีธรรมชาติ มีการปรับเปลี่ยนบ้านพักตากอากาศมาใช้อาศัยประจำแทน   อีกศูนย์วิจัยในกลุ่มของ MQDC คือ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ซึ่งเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของ MQDC ที่ต้องการเป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน โดยมีการวิจัยและพัฒนาเป็นพื้นฐานของแนวคิดในมิติต่างๆเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อยู่อาศัยของ MQDC ผลงานวิจัยที่ได้ศึกษาและค้นคว้าขึ้น ไม่เพียงเพื่อนำมาใช้เฉพาะกับโครงการต่างๆ ขององค์กรเท่านั้น แต่ยังพร้อมเปิดพื้นที่วิจัยนี้ให้กับทุกคน ทุกองค์กร ที่สนใจด้านการพัฒนาและก่อสร้างอย่างยั่งยืน เสมือนห้องค้นคว้าของประชาชน บุคคลภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้ นำไปประยุกต์ใช้จริง เพื่อยกมาตรฐานความเป็นอยู่ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ   MQDC เคยผ่านปัญหาในสมัยวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาแล้ว ทำให้เราบริหารงานด้วยความระมัดระวังมาตลอดเวลา ดังนั้นปัญหาจากวิกฤตในโควิด-19 ในครั้งนี้ จึงไม่ได้ทำให้เราหยุดที่จะเดินหน้าต่อ  
ศูนย์ข้อมูลฯ วิเคราะห์ ตลาดอสังหาฯ 2563 โดนพิษโควิด-19 ปรับตัวลดต่ำสุด 15%

ศูนย์ข้อมูลฯ วิเคราะห์ ตลาดอสังหาฯ 2563 โดนพิษโควิด-19 ปรับตัวลดต่ำสุด 15%

ศูนย์ข้อมูลฯ​ เปิดผลสำรวจข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ  ช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คาดได้รับผลกระทบ ทำตลาดอสังหาฯภาพรวมลดต่ำลงมากสุด 15% แต่หากปรับตัวดีขึ้น น่าจะติดลบระดับ 10% แม้ตลาดแย่แต่ยังไม่เท่ากับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540     ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 1 ปี 2563 เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ ไวรัส COVID-19 ต่อการลงทุนในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการซื้อขายที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาพรวมชะลอตัวลงทั้งในด้านดีมานด์และซัพพลาย  ซึ่งเป็นการปรับสมดุลของตลาดลดความเสี่ยงปัญหาอุปทานส่วนเกิน โอนกรรมสิทธิ์ปรับตัวลดทั้งจำนวนและมูลค่า สถานการณ์ด้านความต้องการที่อยู่อาศัยไตรมาส 1 ปี 2563 ประเมินจากข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย พบว่าภาพรวมทั่วประเทศในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 มีจำนวนยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 89,024 ยูนิต ลดลงจากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา​ 16.7% แต่เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 จะเพิ่มขึ้น  2.5% โดยมีมูลค่ารวม 210,294 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว  20.6% แต่เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 จะเพิ่มขึ้น 6.4% โดยการโอนกรรมสิทธิ๋ที่อยู่อาศัยประเภทห้องชุดมีสัดส่วนใกล้เคียงกับบ้านเดี่ยว แต่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านเดี่ยวมีสัดส่วนสูงที่สุด ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่า มีจำนวนรวม 45,678 ยูนิต ลดลงจากไตรมส 4 ปีที่แล้ว 18.3% และลดลง 4.4% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มีจำนวน 129,406 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว 24.4% และลดลง 2.7% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ในส่วนของภูมิภาค ไตรมาส 1 ปี 2563 มีจำนวนรวม 43,346 ยูนิต ลดลงจากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา 14.9% แต่เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มีจำนวน 80,888 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา 13.5% แต่เพิ่มขึ้น  25.0% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562   โดยศูนย์ข้อมูลฯคาดการว่าในปี 2563 จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศจำนวน 311,719 ยูนิต ลดลง 16.7% จากปี 2562 มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวม 746,206 ล้านบาท ลดลง 14.8% จากปี 2562 ในจำนวนดังกล่าวประมาณการเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจำนวน 160,350 ยูนิต มูลค่ารวม 472,401 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา 19.1% และลดลง 17.4% ตามลำดับ ประมาณการยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์ในภูมิภาครวม 151,369 ยูนิต มูลค่ารวม 273,805 ล้านบาท ลดลงจากปีจากปีที่ผ่านมา 14.0% และลดลง 9.9% ตามลำดับ ด้านภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ พบว่าในไตรมาส 1 ปี 2563 มีมูลค่ารวม 138,238 ล้านบาท ลดลง 13.0% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยคาดการว่าปี 2563 จะมีจำนวนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศรวม 571,196 ล้านบาท ลดลง 10.8% จากปี 2562 ซัพพลายที่อยู่อาศัยลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สำหรับซัพพลายใหม่ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่ามีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ จำนวน 60,165 ยูนิต ลดลง 17.9% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง 27.7% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ในจำนวนดังกล่าวเป็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 20,590 ยูนิต ลดลง 18.6% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง 36.5% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ส่วนในภูมิภาคพบว่ามีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยจำนวน 39,575 ยูนิต ลดลง 27.8% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง 30.9% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562   โดยศูนย์ข้อมูลฯ คาดการว่าในปี 2563 จะมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 256,601 ยูนิต ลดลง 16.5% เมื่อเทียบจากปี 2562 โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยจำนวน 97,441 ยูนิต ลดลง 20.7% ในส่วนภูมิภาคคาดว่าจะมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยจำนวน 154,160 ยูนิต ลดลง 22.7% นอกจากนี้ จากข้อมูลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ของศูนย์ข้อมูลฯ พบว่าในช่วงไตรมาส1ปี 2563 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีที่อยู่อาศัยทุกประเภทเปิดขายใหม่จำนวนรวม 15,932 ยูนิต ลดลง 49.3% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562  อัตรา 29.6% โดยประมาณการว่า ปี 2563 เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทุกประเภทรวม 79,408 ยูนิต เป็นโครงการบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่ประมาณ 35,734 ยูนิต และอาคารชุดเปิดขายใหม่ประมาณ 43,674 ยูนิต ลดลง 19. %เมื่อเทียบกับปี 2562 ในขณะที่รายงานที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2563 ก็ลดลงด้วยเช่นกัน โดยมีจำนวน 21,260 ยูนิต ลดลง 24.7% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง 12.3% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยคาดการว่าในปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนจำนวนประมาณ 80,563 ยูนิต ลดลง 27.8% จากปี 2562 ตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2563 ติดลบหนักสุด 15%  อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ โดยภาพรวมจากสถิติข้อมูลทั้งในด้านดีมานด์และซัพพลาย ศูนย์ข้อมูลฯคาดการว่าในปี 2563 แม้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะชะลอตัว แต่ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยจะไม่เกิดปัญหารุนแรงเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2541 เนื่องจากมีการปรับตัวทั้งในด้านดีมานด์และซัพพลาย  ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค   โดยคาดการว่าในปีนี้ แม้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะชะลอตัว มีตัวเลขจีดีพีติดลบในอัตรา 5.5% แต่ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยจะไม่เกิดปัญหารุนแรง ซึ่งประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม จะติดลบมากที่สุด 15% หรือหากปรับตัวดีขึ้นจะติดลบ 10% เพราะว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจ และกังวลต่อแนวโน้มรายได้และอาชีพของตนเองในอนาคต แต่ยังมีผู้บริโภคส่วนหนึ่งที่ยังมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ทำให้ผู้ประกอบการหันไปจับตลาดในกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งหากปัญหาทุกอย่างคลี่คลายเชื่อว่ากำลังซื้อจะกลับมาเป็นปกติ แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง
สิงห์ เอสเตท ปิดไตรมาส1 3 กลุ่มธุรกิจดันกำไรโตขึ้น 14%

สิงห์ เอสเตท ปิดไตรมาส1 3 กลุ่มธุรกิจดันกำไรโตขึ้น 14%

ไตรมาสแรก สิงห์ เอสเตท ยังทำรายได้รวม 2,186 ล้าน ฝ่าปัจจัยลบโควิด-19 มีกำไรเพิ่มขึ้น 14% ใน 3 กลุ่มธุรกิจ กลุ่มคอนโดฯ เริ่มหลังทยอยโอนหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ  ธุรกิจสำนักงานให้เช่า มีรายได้เพิ่มจากการซื้อ อาคารเมโทรโพลิส เข้าพอร์ต ส่วนธุรกิจโรงแรมรายได้เติบโตจากการเปิดโรงแรมใหม่เพิ่ม   นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2563 ว่า บริษัทมีรายได้รวมจาก 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย ธุรกิจสำนักงานให้เช่า และธุรกิจโรงแรม มีรายได้รวม 2,186 ล้านบาท โดยธุรกิจที่พักอาศัยมีรายได้มาจากการโอนคอนโดมิเนียมโครงการ ดิ เอส อโศก (THE ESSE ASOKE) และโครงการ ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ (THE ESSE at SINGHA COMPLEX) มูลค่า 752 ล้านบาท  คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 34% บริษัทยังมีโครงการที่ก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จในปีนี้ และพร้อมที่จะเริ่มโอนในไตรมาส 4 คือโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 (THE ESSE SUKHUMVIT 36) ซึ่งร่วมทุนกับ ฮ่องกง แลนด์  ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 60% โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับ super luxury มีมูลค่าโครงการ  6,500 ล้านบาท   นอกจากนี้บริษัทได้มีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Affordable luxury ในทำเลศักยภาพย่านรางน้ำภายใต้ชื่อโครงการ ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท-รางน้ำ (THE EXTRO PHAYATHAI – RANGNAM) มีมูลค่าโครงการกว่า 4,100 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมธุรกิจที่พักอาศัยสามารถเติบโตได้ในระดับที่บริษัทคาดการณ์ไว้   โดยที่ผ่านมามีมาตรการปิดเมือง (Lock-down)  ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจในระดับหนึ่ง อาทิ ลูกค้าชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาตรวจรับมอบอาคารชุดได้ด้วยตนเอง และลูกค้าชาวไทยบางส่วนชะลอการเข้าเยี่ยมชมโครงการ และตรวจรับห้องออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลายตัวลงเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม (Social distancing) นอกจากนี้ เพื่อสร้างความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการแพร่เชื่อโควิด-19 บริษัทจึงได้เพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์แบบ Virtual Tour 360 องศา ที่ทำให้ลูกค้าสามารถชมห้องตัวอย่างได้เปรียบเสมือนมาอยู่ในสถานที่จริง ด้านธุรกิจอาคารสำนักงานปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4 อาคารได้แก่ อาคารซันทาวเวอร์ส, อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์, เดอะ ไลท์เฮ้าส์ และอาคารเมโทรโพลิส พื้นที่รวม 140,000 ตารางเมตร มีอัตราปล่อยเช่าเฉลี่ยราว 87% โดยในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 บริษัทรับรู้รายได้จำนวน 243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากการเข้าซื้ออาคารเมโทรโพลิส ซึ่งมีพื้นที่ 13,700 ตารางเมตร และมีอัตราปล่อยเช่าสูงถึง 97% มีโอกาสในการเติบโตสูงเพราะตั้งอยู่ในทำเลใกล้รถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์ เป็นแหล่งไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่   ขณะที่ธุรกิจโรงแรม จากพอร์ทรวมทั้งหมด 39 แห่ง มีรายได้ 1,144 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 52% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมานั้น มาจากการเปิดโครงการ Crossroads และได้ดำเนินการ SAii Lagoon Maldives, Hard Rock Hotel Maldives และ The Marina @ CROSSROADS ตั้งแต่ปลายปีก่อนต่อเนื่องถึงต้นปีนี้   อย่างไรก็ตาม จากการเปิดโครงการ Crossroads  ส่งผลทำให้มีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น แต่บริษัทยังมีกำไรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้จากส่วนอื่น ได้แก่ กำไรจำนวน 423 ล้านบาท จากการขายเงินลงทุนในเกาะ 3 ที่โครงการ Crossroads โดยการขายเงินลงทุน 50% ให้กับ Wai Eco World Developer Pte. Ltd ตามสัญญาร่วมทุนเพื่อพัฒนาและบริหารงาน High-end lifestyle resorts ด้วยราคาซื้อขายหุ้นมูลค่า 16.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และผลจากมาตรฐานการบัญชี TFRS 9 ทำให้บริษัทสามารถรับรู้กำไรจำนวน 115 ล้านบาทจากส่วนต่างของการ Mark to market อนุพันธ์แฝงจากหุ้นกู้แปลงสภาพ ส่งผลให้กำไรสุทธิของงวดอยู่ที่ 335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสที่ 1 ปี 2562   จากภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทตระหนักดีว่าต้องเผชิญกับความท้าท้ายครั้งสำคัญ รวมทั้งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าสามารถรักษาการเติบโตแบบยั่งยืนได้ ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จากอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.86 เท่า ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับ covenant ของบริษัทที่ 2.0 เท่า และเพื่อเป็นการคำนึงถึงผลตอบแทนผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นสำคัญ บริษัทจึงคงการจ่ายปันผลระหว่างกาล จากกำไรสุทธิประจำปี 2562 หุ้นละ 0.045 บาท และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563   สำหรับในไตรมาสต่อไปบริษัทมีการปรับแผนกลยุทธ์เพื่อฟื้นฟูธุรกิจเน้นการดำเนินแผนบริหารจัดการต้นทุนที่เคร่งครัด อาทิ การปรับงบประมาณและควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการตลาด  การบริหารกระแสเงินสด รวมถึงการสร้าง synergy ระหว่างพันธมิตรธุรกิจ ที่สำคัญบริษัทยังมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกกลุ่มตลอดจนสร้างความยืดหยุ่นให้กับองค์กรเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทุกมิติ และเชื่อมั่นว่าบริษัท จะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง
แสนสิริ เจอพิษโควิด-19 ทำกำไรลดเหลือแค่ 62 ล้าน เร่งสปีดธุรกิจปั้มยอดขาย  

แสนสิริ เจอพิษโควิด-19 ทำกำไรลดเหลือแค่ 62 ล้าน เร่งสปีดธุรกิจปั้มยอดขาย  

แสนสิริ ยังทำรายได้ขายอสังหาฯ  ไตรมาสแรกกว่า 5,393 ล้าน แต่กำไรลดฮวบเหลือแค่ 62 ล้าน จากช่วงเดียวกันของปีก่อนทำได้กว่า 400 ล้าน เหตุขาดทุนในกิจการโรงแรม แถมค่าบริหารธุรกิจพุ่งสูง จากผลกระทบโควิด-19 เดินหน้าเร่งสปีดธุรกิจ หวังโกยยอดขายเพิ่ม หลังตุนยอดได้กว่า 21,000 ล้าน   นายอภิชาติ  จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 6,623 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแบ่งเป็นรายได้จากการขาย 5,393 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อน มาจากการโอนโครงการแนวราบและแนวสูงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ 59 : 41 % อาทิ โครงการบุราสิริ พัฒนาการ โครงการบ้านแสนสิริ พัฒนาการ  ไทเกอร์ เลน รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียม ที่ได้รับการตอบรับโอนที่ดีจากลูกค้า อาทิ โครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ โครงการดีคอนโด ริน เชียงใหม่ และ ลา กาซิตา หัวหิน เป็นต้น   นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรจากการลงทุนจากการเพิ่มมูลค่าของ JustCo ที่แสนสิริเข้าไปลงทุนถือหุ้น โดย Daito Trust บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจของ Justco และได้เข้าซื้อส่วนลงทุนของ Justco มูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ Valuation ของ Justco เพิ่มมูลค่าอย่างมาก โดยแสนสิริในฐานะผู้ถือหุ้น สามารถรับรู้กำไรจากการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนนี้ได้กว่า 703 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ตามมาตรฐานการบัญชีนั้น กำไรจากการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนนี้จะไม่ปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ แต่จะถูกบันทึกเป็นกำไรสะสมในงบดุลโดยตรง สำหรับ JustCo นับเป็น Coworking space & Serviced Office รูปแบบใหม่ ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 150% ในแต่ละปี ปัจจุบันประกอบด้วย 42 จัสท์โค เซ็นเทอร์ ใน 8 เมืองใหญ่ต่างประเทศ โดยในประเทศไทยจัสท์โคเปิดตัว 4 แห่ง   อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา พบว่า แสนสิริมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์กว่า 5,382.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ​ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ทำได้ 4,892.57 ล้านบาท  แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ความสามารถในการทำกำไรกลับลดต่ำลงอย่างมาก โดยในไตรมาสแรกปีนี้ แสนสิริและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 62 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดต่ำลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งทำกำไรไปกว่า 404.30 ล้านบาท  สาเหตุหลักมาจากการลดลงของอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายโครงการ รวมถึงการขาดทุนจากธุรกิจการบริหารโรงแรม ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบ กับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร   สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของแสนสิริ เพื่อรองรับความแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งด้านการเงิน คือ การสานต่อการสร้างแบรนด์แสนสิริให้แข็งแกร่งมากขึ้น  ปัจจุบันแสนสิริมียอดขายล่วงหน้า (Pre-Sale Backlog) โครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ เป็นมูลค่ารวมเกือบ 46,900 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องใน 1-3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ แสนสิริยังมีแผนขยายการพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีผลกระทบต่อแผนการลงทุนระยะยาว อันจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี  รวมถึงบริษัทยังมีสภาพคล่องและ Cash flow หรือกระแสเงินสด อีกถึง 10,000 ล้านบาท ที่มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจและมีความแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์   ทั้งนี้ ความสำเร็จจากการออกหุ้นกู้ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทเล็งเห็นศักยภาพในการรักษาการเติบโตได้ จึงมีการพิจารณาแผนความแข็งแกร่งด้านการเงินระยะยาวโดยการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต ด้วยการออก Perpetual Bond 2,500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแสนสิริ   ปัจจุบันแสนสิริมียอดขายล่าสุดอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท จากการดำเนินธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่งนำหน้าคู่แข่งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ยังทำให้แสนสิริต้องเร่งการขายโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ให้เร็วกว่าแผนเดิม เพื่อแข่งขันกับสภาพตลาด (Speed to Market)   ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 6/2563 ได้มีมติอนุมัติแผนเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโต ในอนาคตของบริษัท โดยการขออนุมัติออกหุ้นสามัญรวมจำนวน 4,600​ ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.07 บาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 16,224,125,722.40 บาท มาเป็นทุนจดทะเบียนใหม่ที่ 21,146,125,722.40 บาท   โดยการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Warrant) ที่ออกให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) จำนวน 2,500 ล้านหุ้น โดยมีราคาใช้สิทธิที่ 1.10 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะจัดสรรให้แก่ผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนเมื่อมีการเลิกบริษัท (Perpetual Bond) ที่บริษัทจะออกและเสนอขายโดยมีมูลค่าการเสนอขายรวมไม่เกิน 2,500 ล้านบาท และเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามโครงการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท (ESOP#8) ให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท จำนวน 700 ล้านหุ้น โดยมีราคาใช้สิทธิที่ 1.10 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของบริษัท ช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ผู้บริหารและพนักงานในการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังเป็นการจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถและมีประสิทธิภาพในการทำงานให้อยู่กับบริษัทต่อไปในระยะยาว อันจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานและการเติบโตของธุรกิจในอนาคต   นอกจากนี้ จะมีการขออนุมัติกรอบการเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) ไว้จำนวน 1,400 ล้านหุ้น โดยจะมีการดำเนินการขออนุมัติมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นี้ สำหรับหุ้นสามัญที่จะออกเพิ่มให้กับนักลงทุนสถาบัน ในวงจำกัด (private placement) มีกลุ่มทุนที่ให้ความสนใจ ได้แก่ กองทุนที่ฮ่องกง ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแสนสิริ
ถอดบทเรียนอสังหาฯ ไทย-อาเซียน หลังเผชิญปัญหาโควิด-19

ถอดบทเรียนอสังหาฯ ไทย-อาเซียน หลังเผชิญปัญหาโควิด-19

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียนด้วย โดยแต่ละประเทศต่างก็มีมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้    ในขณะเดียวกันอีกหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนก็เริ่มผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดลดน้อยลง เปิดโอกาสให้หลายธุรกิจกลับมาเปิดกิจการได้ตามปกติ แม้จะยังมีความกังวลหลังจากบทเรียนจากบางประเทศที่มีการกลับมาระบาดของโรคซ้ำสองหลังมีมาตรการผ่อนปรน   จากรายงานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ระบุว่า การท่องเที่ยว ค้าปลีก และธุรกิจบริการต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบหนักสุด เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ที่ประกาศใช้ ทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การจ้างงานและอาชีพพื้นฐานที่มีความเสี่ยงต่าง ๆ ในขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง   การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังตอกย้ำถึงโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ที่ยังคงชะลอตัวทั่วโลก เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยรายงานจากหลายๆ แหล่ง ได้คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในช่วงเริ่มแรกของการระบาดอาจส่งผลเล็กน้อยต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดที่รวดเร็วของไวรัสที่กระจายตัวทั่วโลก ยิ่งตอกย้ำภาพรวมเศรษฐกิจที่จะเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง ราคาอสังหาฯ ไทยดิ่งติดลบ 9% ทั้งนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียนมีการปรับตัว เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ โดย DDproperty.com ได้จัดทำรายงานและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวเพื่อเป็นแนวทางให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้พิจารณาในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ตลาดอสังหาฯ ไทยเปิดโครงการใหม่ลดลง 3% จากรายงาน DDproperty Thailand Property Market Index Q2 2563 พบว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปี 2563 มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยมีสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปี 2562 ที่ราคาและอุปทานลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยท้าทายหลายด้านทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19    โดยดัชนีราคาในไตรมาสแรกของปี 2563 ลดลง 1% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลงถึง 9% ในรอบ 1 ปี ส่วนดัชนีอุปทานแม้จะยังทรงตัว แต่ก็ลดลง 3% ในรอบ 1 ปี   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิกฤติโควิด-19 จะทำให้ตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว แต่จะเห็นได้ว่าราคาคอนโดมิเนียม และทาวน์เฮ้าส์ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับโปรโมชันลด แลก แจก แถมต่าง ๆ ของผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายราย เพื่อเร่งระบายสินค้าคงค้าง จึงเป็นโอกาสที่ดีของผู้ซื้อที่มีความพร้อม ที่จะได้สินค้าในราคาที่เหมือนกับช่วงเปิดตัวโครงการ นอกจากจะเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองแล้ว ยังเหมาะกับการซื้อเพื่อลงทุน เนื่องจากราคาอสังหาฯ มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ โดยเฉพาะสินค้าระดับกลาง-บน ที่มีการเติบโตของระดับราคาเป็นอย่างมาก อสังหาฯ สิงคโปร์ แห่ลดราคาสู้โควิด-19 ผู้ประกอบการอสังหาฯ จำนวนมากมีแนวโน้มที่จะลดราคาอสังหาฯ ลงอีกในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 หากสถานการณ์ชัตดาวน์ประเทศสิงคโปร์ยังยืดเยื้อ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเชื่อมั่นและการคาดการณ์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ที่ลดลง จากรายงาน PropertyGuru Singapore Property Market Index ฉบับล่าสุด พบว่า ดัชนีราคาลดลง 1.1% ในไตรมาสแรกของปี 2563 สอดคล้องกับข้อมูลจาก Urban Redevelopment Authority ที่ระบุว่าราคาอสังหาฯ ที่ไม่ใช่ที่ดินและคอนโดมิเนียมจะปรับตัวลดลง 1% ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ จำเป็นต้องลดราคาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้านผู้ประกอบการอสังหาฯ ในประเทศยังคงมองตลาดอสังหาฯ เป็นบวกและเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด   อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจในประเทศส่วนใหญ่ไม่หวั่นวิตกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดมากนัก เนื่องจากเชื่อมั่นในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมทั้งความแข็งแกร่งของภาคอสังหาฯ ที่มีการออกมาตรการคุมภาระหนี้ต่อรายได้ (TDSR) และ มาตรการกำกับควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ตลาดอสังหาฯ มาเลเซีย ราคาเพิ่มสวนกระแสไควิด-19 จากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในมาเลเซียตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จนภาครัฐต้องใช้มาตรการชัตดาวน์ประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจหยุดชะงัก ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องมาจากไตรมาสแรกของปี 2563 โดยวัดได้จากดัชนีราคาที่เพิ่มขึ้น   สอดคล้องกับรายงาน PropertyGuru Malaysia Property Market Index ฉบับล่าสุด ที่พบว่า  ดัชนีราคาในไตรมาสแรกของปี 2563 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย หรือเพิ่มขึ้น 0.63% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมองอสังหาฯ ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดหากต้องการสร้างความมั่นคง สวนทางกับจำนวนอุปทานใหม่ที่ลดลงถึง 10.47% ซึ่งลดลงมากสุดในรอบ 3 ปี   อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคา จำนวนอุปทาน รวมถึงมูลค่าการทำธุรกรรมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบต่อการกำหนดราคาในตลาด ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ รักษาระดับราคาอสังหาฯ ในพื้นที่สำคัญ ๆ ให้คงที่หรือเพิ่มราคาได้อีก อสังหาฯ อินโดนีเซีย แห่แข่งราคา รับดีมานด์ ตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า ภาคอสังหาฯ ของประเทศในปีนี้จะเติบโตขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน Rumah.com Indonesia Property Market Index ฉบับล่าสุด ที่ชี้ให้เห็นว่า ปี 2563 จะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูภาคอสังหาฯ เนื่องจากการสนับสนุนของภาครัฐฯ ที่ออกนโยบายผ่อนปรนมาตรการ LTV สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง ซึ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการอสังหาฯ นักลงทุน และภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น   อย่างไรก็ดี จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ทางด้านภาคอสังหาฯ ในไตรมาสแรกของปี 2563 พบว่า มีจำนวนอุปทานใหม่ลดลง สวนทางการเติบโตของความต้องการซื้อ ทำให้ผู้ที่ขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ของอินโดนีเซียในไตรมาสที่ผ่านมาเป็นกลุ่มผู้บริโภค   นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคาอสังหาฯ มากกว่าโปรโมชันส่วนลดหรือของแถมอื่น ๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันด้านราคากันอย่างรุนแรง โดยผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใดที่นำเสนอราคาได้ถูกกว่า ก็มีโอกาสขายได้   นอกจากนี้ยังจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการให้บริการของภาคอสังหาฯ​ ในอาเซียนที่หันมาสร้าง “New Norm” ให้เกิดขึ้น ถือเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ โดยใช้โอกาสนี้เข้าถึงลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ผ่านการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ และการเข้าถึงผู้บริโภคด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ ถอดบทเรียนจากโควิด-19  นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาฯ ทั่วอาเซียนต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ภาครัฐต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายราย ต้องพับแผนในการเปิดตัวโครงการใหม่ การก่อสร้างหยุดชะงัก งานแสดงบ้านระดับบิ๊กอีเวนท์ที่โกยรายได้มากมายในแต่ละปีก็ไม่สามารถจัดขึ้นได้ เนื่องจากการ Social Distancing    อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการในอาเซียนต่างเห็นตรงกันว่า กุญแจสำคัญสำหรับการรอดพ้นในช่วงวิกฤติ คือ การวางแผนการเงินสำรองฉุกเฉิน การทำแผนตลาดให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกินความคาดหมาย ยกระดับการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีเพื่อต่อเกมธุรกิจ สร้างประสบการณ์ดิจิทัลแก่พนักงานและลูกค้าได้ต่อเนื่องแม้ทุกอย่างจะหยุดชะงัก ซึ่งอาจจะมีอีกหลากหลายคำตอบที่ใช้เอาชนะความท้าทายต่าง ๆ ได้ เพียงแค่ต้องบริหารจัดการให้เหมาะสม บทเรียนที่วิกฤติโควิด-19 ได้ฝากไว้คือ ภายใต้สถานการณ์ที่ทุกอย่างหยุดชะงัก ผู้บริโภคได้เรียนรู้ที่จะปรับและค้นหาวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดการชีวิต การทำงาน รวมทั้งการค้นหาบ้าน แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤติโควิด-19 แต่ผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง ยืนยันได้ด้วยจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ DDproperty.com พบว่า จำนวนการเข้าชมและทำการค้นหาต่อบนเว็บไซต์ เพิ่มสูงขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเคอร์ฟิว   ดังนั้น ผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่ปรับตัวได้ก่อน อาทิ การใช้ช่องทางออนไลน์แบบครบวงจร หรือใช้เทคโนโลยี Virtual Tour ในการรีวิวโครงการ แทนการเข้าชมจริง ก็จะสามารถประคองธุรกิจ หรือก้าวไปข้างหน้าได้แม้จะอยู่ในสถานการณ์นี้   ด้านผู้บริโภค ยังยืนยันว่าช่วงนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ซื้อที่มีความพร้อม ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในทำเลดี ที่ราคาไม่สูง พร้อมโปรโมชันมากมาย ทั้งเพื่ออยู่เอง รวมทั้งการขยายพอร์ตการลงทุนสำหรับผู้ที่มองหาช่องทางการลงทุนที่ดีหลังจากผ่านวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากอสังหาฯ ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต      
พฤกษา พอใจผลงานไตรมาสแรก  เดินหน้าใช้การตลาดดิจิทัลรับไลฟ์สไตล์ New Normal

พฤกษา พอใจผลงานไตรมาสแรก เดินหน้าใช้การตลาดดิจิทัลรับไลฟ์สไตล์ New Normal

พฤกษา เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2563 ดีกว่าที่คาดการณ์ ทำรายได้ 7,143 ล้านบาท ยอดขาย 6,069 ล้านบาท กำไรสุทธิ 922 ล้านบาท เชื่อผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง เล็งปรับกลยุทธ์ธุรกิจรับ New Normal  ในทุกมิติ ชูช่องทางขายผ่านดิจิทัล อัดโปรโมชั่นชิงส่วนแบ่งตลาด   นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)  เผยถึงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2563 ว่า  แม้บริษัทฯ จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  แต่โดยภาพรวมผลการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยง และปรับตัวรับมือต่อผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้ 7,143 ล้านบาท ยอดขาย 6,069 ล้านบาท กำไรสุทธิ 922 ล้านบาท  และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ 26,810 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ 9,000 ล้านบาท พร้อมยังคงสภาวะทางการเงินที่แข็งแกร่งจากการบริหารสภาพคล่องของกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยสัดส่วนรายได้ในไตรมาส 1 ราว 66% หรือ 4,699 ล้านบาท มาจากกลุ่มสินค้าทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยว และมีรายได้จากกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียมประมาณ 34% หรือ 2,435 ล้านบาท ด้านสัดส่วนยอดขาย แบ่งเป็นยอดขายมาจาก ทาวน์เฮาส์ 2,808  ล้านบาท  คอนโดมิเนียม 2,081 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 1,180 ล้านบาท ยังคงอัตราการทำกำไรในระดับที่ดี เห็นได้จากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่ 35.9% สูงขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน   ในช่วงไตรมาสแรกบริษัทได้เปิดโครงการใหม่ 5 โครงการ เป็นทาวน์เฮาส์ 3 โครงการ มูลค่า 1,930 ล้านบาท และ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 3,250 ล้านบาท ได้แก่  เดอะทรี วิคทอรี่ โมนูเมนต์ และเดอะ ทรี สุขุมวิท พระรามสี่  มีอัตรายอดขาย (Take Up Rate) ของโครงการเปิดใหม่ที่ 25% สูงกว่าตลาดที่มีอัตรายอดขายอยู่ที่ 16%     สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงต่อไป จะเน้นการบริหารค่าใช้จ่ายทุกประเภทภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  รักษาสภาพคล่อง เร่งแปรสินค้าสต็อก (Inventory) ให้เป็นรายได้ พร้อมออกแคมเปญส่งเสริมการขายด้วยข้อเสนอพิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่จองและโอนกรรมสิทธิ์โครงการต่างๆ ของพฤกษาที่เข้าร่วม จำนวนถึง 167 โครงการ ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 พฤกษาผ่อนให้นานสูงสุด 2  ปี พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 1 ล้านบาท ฟรีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาทิ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน  ฟรีส่วนกลาง 3 ปี ฟรีค่ามิเตอร์น้ำ-ไฟ และเพิ่มเติมสำหรับทาวน์เฮาส์ รับทองคำสูงสุด 1 บาทหรือเลือกรับส่วนลดมูลค่า 25,000 บาท โดยโปรโมชั่นมีเงื่อนไขตามที่แต่ละโครงการกำหนด   นอกจากนี้ หลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่จำกัดการออกจากบ้านของผู้บริโภค เป็นตัวเร่งให้สังคมเข้าสู่จุดที่ทุกคนทุกวัยเชื่อมต่อสู่โลกออนไลน์เร็วขึ้นและเพิ่มขึ้น  ผู้ประกอบการทุกรายจึงต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการนำเอาสินค้าของตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกดิจิทัลตลอดทุกช่วงของ Customer Journey ให้ได้มากที่สุด     เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า  พฤกษาจึงเตรียมยกระดับการพัฒนาสินค้า นวัตกรรม และการบริการ แบบบูรณาการในทุกมิติ พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์การตลาดและการขาย โดยได้ปรับการขายผ่าน Digital Platform ตั้งแต่ระยะต้น อาทิ Facebook Live พาเยี่ยมชมโครงการ ซื้อสินค้าผ่านทางไลน์แชท (Line Chat) ชมโครงการผ่าน VDO 360 องศา และ VDO Call  การคัดเลือกบ้านยูนิตพิเศษ (Hot Deals)  พร้อมราคาและเงื่อนไขสุดพิเศษ ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี   สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง จากแนวโน้มสถานการณ์ผู้ติดเชื้อลดลงในขณะที่คนไทยมีการปรับตัวในการดำเนินชีวิตแบบเว้นระยะห่างทางสังคม  ด้วยแล้ว มองว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น หลังจากความกังวลลดลง คาดว่าลูกค้าที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะกลับมาตัดสินใจซื้อเพิ่มขึ้น        
“ออริจิ้น” ใช้ตลาดเชิงรุก สร้างผลงานไตรมาสแรก ทำกำไรกว่า 595 ล้าน

“ออริจิ้น” ใช้ตลาดเชิงรุก สร้างผลงานไตรมาสแรก ทำกำไรกว่า 595 ล้าน

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” เปิดผลประกอบการไตรมาสแรก  กวาดกำไรกว่า 595 ล้าน​ หลังรับรู้กำไรจากส่วนแบ่งโครงการร่วมทุน ที่สร้างเสร็จใหม่ 2 โครงการ ทำยอดโอนไปกว่า 1,441 ล้านบาท รับรู้กำไรกิจการร่วมค้ากว่า 141 ล้านบาท (ตามสัดส่วนถือหุ้น 51%) ซึ่ง ชี้ครึ่งปีหลังมีโครงการสร้างเสร็จใหม่พร้อมทยอยโอนเพิ่มอีกกว่า 17,000 ล้าน หนุนระดับรายได้-กำไรในปีแห่งความท้าทาย   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,408 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 595 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเพียง 17% เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ธุรกรรมต่างๆ ชะลอตัว แต่ภาพรวมสามารถทำได้ดีกว่าตลาดที่คาดว่าจะติดลบ 30-40 %   อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ที่ 39.9% และเริ่มรับรู้กำไรจากโครงการคอนโดมิเนียมร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัท โนมูระเรียลเอสเตท ที่ก่อสร้างเสร็จใหม่ 2 โครงการเป็นครั้งแรก ได้แก่ โครงการไนท์บริดจ์ ไพร์ม รัชโยธิน และโครงการไนท์บริดจ์ คอลลาจ รามคำแหง ที่มียอดขายมากกว่า 93% จากมูลค่าโครงการรวมกว่า 3,700 ล้านบาท ซึ่งทำยอดโอนไปกว่า 1,441 ล้านบาท รับรู้กำไรกิจการร่วมค้ากว่า 141 ล้านบาท (ตามสัดส่วนถือหุ้น 51%) ซึ่งหากนับรวมรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดนี้ บริษัทสามารถทำได้ถึง 3,394 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13.1%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 2.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อสหน้า ทั้งนี้ บริษัทยังสามารถผลักดันยอดขายได้ดีจากการปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก และสร้างทีม Everyone Can Sell ที่แม้ว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 ที่ผ่านมา มีความท้าทายกับสถานการณ์ COVID-19  สามารทำยอดขายอยู่ที่ 4,852 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 23% ของเป้ายอดขายทั้งปี โดยเป็นยอดขายที่มาจากกลุ่มโครงการบ้าน ประมาณ 1,682 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าไตรมาส 1/2562 อยู่ 775 ล้านบาท คิดเป็น 86% ซึ่งเป็นไปตามแผนที่กลุ่มบริษัทมีการขยายสัดส่วนโครงการบ้านจัดสรร เนื่องจากการขยายตัวของเครือข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าไปยังทำเลเมืองรอบนอกมากขึ้น อีกทั้งลูกค้ากลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์การซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และยังมีความผันผวนของความต้องการที่ต่ำกว่าอาคารชุด จึงถือเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการเพิ่มช่องทางของรายได้   โดยการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้ง 2 โครงการในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม ได้แก่ โครงการแกรนด์ บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา และโครงการบริทาเนีย สายไหม ได้รับการตอบรับที่ดีโดยในไตรมาส 1/2563 ทำยอดขายได้กว่า 220 ล้านบาท และยอดขายโครงการคอนโดมิเนียมอีกราว 3,170 ล้านบาท โดยทั้งนี้คิดเป็นโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ประมาณ 3,733 ล้านบาท จากที่ไตรมาส 1/2563 บริษัทเน้นการขายในโครงการพร้อมอยู่ ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ภายในปีนี้   ในปี 2563 บริษัทมีการปรับรูปแบบการดำเนินงานให้เข้ากับสถานการณ์ด้วยกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก แพลทฟอร์มออนไลน์ การขับเคลื่อนทั้งการขายการโอน การดูแลผู้บริโภคและพนักงานได้แบบ Zero-COVID เราจะรักษามาตรฐานและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถผ่านปีที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง   นอกจากนี้ บริษัทยังมีพาร์ทเนอร์ใหม่ คือ บริษัท จีเอส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น (GS E&C) จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในแวดวงธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก มาร่วมพัฒนาโครงการคอนโดนิเนียมใหม่ 2 โครงการที่จะเปิดตัวในปีนี้ ได้แก่ 1.โครงการดิ ออริจิ้น ลาดพร้าว 111 (The Origin Ladprao 111) และ 2.โครงการไนท์บริดจ์ สเปซ พระราม 4 (KnightsBridge Space Rama 4) นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับไตรมาส 2/2563 บริษัทมุ่งเน้นแผนการตลาดไปที่กลุ่ม Ready to Move และสินค้ารอขาย (Inventory) ด้วยหลากหลายแคมเปญ อาทิ แคมเปญ Keep Your Distance เว้นระยะผ่อน ให้ผู้ซื้ออยู่ฟรีนานสูงสุด 3 ปี ช่วยลดภาระให้ผู้ซื้อได้ในสถานการณ์ COVID-19 พร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆ กับ 23 โครงการในเครือ แคมเปญ Always Online ใช้ 3 แพลทฟอร์ม ทั้ง LINE OA, Lazada, Shopee อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการหาข้อมูล การจอง การตรวจห้อง ไปจนถึงการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัย โดยการจัดให้มี Private Visit อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่จำเป็นต้องเข้าไปเยี่ยมชมโครงการ   ทั้งนี้ บริษัทจะเฝ้าติดตามสถานการณ์ COVID-19 อย่างใกล้ชิด และปรับรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าสถานการณ์ภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลังจะสดใสกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยบริษัทมีโครงการรอเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังอีก 12 โครงการ แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 4 โครงการ และบ้านจัดสรรอีก 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 16,700 ล้านบาท   ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแบ็คล็อคขนาดใหญ่ที่จะเปลี่ยนเป็นยอดรับรู้รายได้ จากโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านที่จะทยอยสร้างเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปีอีก 12 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 17,000 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุนมูลค่า 5,300 ล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทจะมีโอกาสสร้างทั้งยอดขาย รายได้ และกำไรเข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 สิงหาคม 2563 จ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทรอบหกเดือนหลัง ของปี 2562 ในอัตรา 0.29 บาทต่อหุ้น เป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้นไม่เกิน 711.33 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทได้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลตามมติคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 8/2562 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2562 สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2562 เป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.205 บาท หรือคิดเป็นเงินจำนวนไม่เกิน 502.06 ทั้งนี้คิดเป็น Dividend Yield ทั้งปีกว่า 11% จากราคาปิดเมื่อวานนี้ โดยบริษัทจะจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด ซึ่งจะกำหนดขึ้น XD ในวันที่ 1 กันยายน 2563 และวันที่ 2 กันยายน 2563 เป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) โดยกำหนดจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 25 กันยายน 2563    
“ลิปตภัลลภ” ยุติธุรกิจรับเหมา ดัน PROUD ลุยพัฒนาอสังหาฯ  

“ลิปตภัลลภ” ยุติธุรกิจรับเหมา ดัน PROUD ลุยพัฒนาอสังหาฯ  

ตระกูล “ลิปตภัลลภ” หยุดธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เหตุกำไรต่ำ  หันมาลุยธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ แทน มั่นใจหลังปลดล็อกดาวน์ PROUD จะทำรายได้และยอดขายเติบโต แบบเทิร์นอะราวด์ เตรียมแลนด์แบงก์ 5 ไร่ที่หัวหิน ปั้นโปรเจ็กต์ 2,500 ล้าน   นายไพสิฐ แก่นจันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า ภายหลังกลุ่มลิปตภัลลภ เข้าลงทุนถือหุ้นใหญ่ บริษัทฯ จึงได้ปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการมุ่งเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และจะยุติธุรกิจเดิมในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากมีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำ   โดยปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการภายใต้การพัฒนา 2 โครงการ คือ  “Focus Phloenchit” คอนโดมิเนียมเจาะตลาดระดับบน มูลค่าโครงการ 830 ล้านบาท และโครงการ InterContinental Residences Hua Hin ที่พักอาศัยระดับบนใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่าโครงการ 3,515 ล้านบาท จำนวน 238 ยูนิต คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 2 ของ ปี 2563 และจะเริ่มโอนรับรู้เป็นรายได้ปลายปี 2564  โดยเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขณะนี้มียอดขายแล้ว 66 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท คาดว่าในปีนี้จะมียอดขายราว 1,500 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีที่ดินในมือรองรับการพัฒนาโครงการในอนาคตอีก 1 แปลง ขนาดพื้นที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่าโครงการ 2,500  ล้านบาท ในปี 2563 จะเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ  ภาพรวมผลประกอบการจึงอาจยังไม่สะท้อนธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เต็มที่นัก โดยคาดว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2563 จึงจะเริ่มรับรู้รายได้จากการขายในโครงการ Focus เพลินจิตเข้ามา และคาดว่าจะเพียงพอที่จะผลักดันให้ผลประกอบการทั้งปีของ PROUD เทิร์นอะราวด์ได้ ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้ 6.5 ล้านบาท มีผลขาดทุน 17.7 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามปกติ นายไพสิฐ กล่าวทิ้งท้าย ถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 ว่า การซื้อขายอาจชะงักชั่วคราวด้วยวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเดินทาง แต่คาดว่าภายหลังรัฐบาลปลดล็อกดาวน์  กำลังซื้อจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากบริษัทฯเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่แทบไม่ได้รับผลกระทบ และกลับมองว่าสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนมองหาที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่พักตากอากาศในแหล่งท่องเที่ยว เช่น หัวหิน ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการพัฒนาโครงการของบริษัทฯในปัจจุบัน
โกลเด้นแลนด์ ไม่หวั่นโควิด-19 เตรียมเปิดอีก 8 โปรเจ็กต์ 9,400 ล้าน

โกลเด้นแลนด์ ไม่หวั่นโควิด-19 เตรียมเปิดอีก 8 โปรเจ็กต์ 9,400 ล้าน

โกลเด้นแลนด์ ยังรักษาอัตรากำไรและทำรายได้ช่วง 3 เดือนแรกของปี 63  ใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า แม้อยู่ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 หลังกลุ่มลูกค้าหันมาให้ความสนใจโครงการแนวราบ ทำงานแบบ Work Form Home และมีรายได้จากโครงการเชิงพาณิชย์หนุน  ครึ่งปีหลังยังเดินหน้าตามแผนเตรียมเปิดอีก 8 โครงการ มูลค่า 9,400 ล้านบาท   นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ซึ่งมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด และการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน ซึ่งตลอดการปรับตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังรักษาผลการดำเนินงานไว้ได้ทำให้พนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด   โดยโกลเด้นแลนด์ มียอดรับรู้รายได้สำหรับรอบระยะเวลา 3 เดือนแรกของปีนี้  (1 มกราคม 2563 – 31 มีนาคม 2563) จำนวน 3,994 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า (1 ตุลาคม 2562 – 31 ธันวาคม 2562) และมีกำไรสุทธิกว่า 351 ล้านบาท แม้อยู่ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19  ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง  มียอดขายจากโครงการแนวราบ และค่าเช่าจากโครงการเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง สำหรับทิศทางของปี 2563 บริษัทวางแผนเปิดขายโครงการ นีโอโฮม จำนวน 5 โครงการ ทาวน์โฮม จำนวน 7 โครงการ และโครงการในต่างจังหวัด 1 โครงการ มูลค่ารวม 14,000 ล้านบาท และคาดการณ์รายได้จากโครงการเชิงพาณิชย์ 1,000 ล้านบาทจากอาคารสำนักงาน เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ และมิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์ ที่ยังคงเปิดให้บริการได้ตามปกติท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ที่คาดว่าจะกลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบภายในเดือนมิถุนายน 2563   ส่วนภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะเกิดความท้าทายจากผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ซึ่งจะแสดงให้เห็นชัดเจนจากผลการดำเนินงานในรอบเดือนเมษายน – มิถุนายน 2563 แต่สำหรับบริษัทฯ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ยังคงมียอดขายโครงการแนวราบที่ดี เพราะลูกค้าหันมาสนใจโครงการแนวราบมากขึ้น โดยมียอดเข้าชมโครงการเพิ่มขึ้น 40-50% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากลูกค้ามีความจำเป็นต้องใช้จริงจากการปรับรูปแบบทำงานที่บ้าน (Work from home) ที่ต้องการพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย และทำงาน โดยไม่รบกวนกันของสมาชิกในครอบครัว ต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น ฟังก์ชั่นของโครงการแนวราบจึงตอบโจทย์มากกว่าสินค้าประเภทอื่น   โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยอดขายกลับมามีแนวโน้มดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ได้ผลกระทบจากมาตรการ LTV ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขายสะสม (Backlog) ที่ 2,900 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ทั้งหมดภายในปี 2563 โดยในครึ่งปีหลัง (กรกฎาคม – ธันวาคม) ของปี 2563 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการนีโอโฮมอีก 4 โครงการ และโครงการทาวน์โฮมอีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 9,400 ล้านบาท สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน ถึงแม้ว่าหลายบริษัทฯ จะปรับตัวตามมาตรการระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ของภาครัฐ โดยการปรับให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น แต่บริษัทฯ ยังเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ รูปแบบการทำงานที่ทำงาน (Work at Office) จะกลับมาเช่นเดียวกัน เพราะยังจำเป็นต้องใช้พื้นที่สำหรับการประชุม และการใช้พื้นที่ร่วมกันของพนักงาน โดยจะมีการปรับความยืดหยุ่นในการทำงาน (Work flexibility) มากขึ้น จึงคาดว่าจะไม่ทำให้ภาพรวมความต้องการพื้นที่สำนักงานลดลงจนเกิดผลกระทบ   ส่วนธุรกิจศูนย์การค้า ทางบริษัทฯ มีความพร้อมเปิดให้บริการสามย่านมิตรทาวน์ หากมีการประกาศจากภาครัฐให้สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติก็สามารถเปิดให้บริการได้ใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งระหว่างนี้ได้เตรียมความพร้อมในแนวทางการให้บริการให้เป็นไปตามมาตรการระยะห่างทางสังคม  เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีการคัดกรองผู้ใช้บริการ ตรวจวัดไข้ ทำความสะอาดในจุดสัมผัสต่างๆ เป็นอย่างดีแล้ว   นายธนพล กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าขณะนี้ สถานการณ์ภาวะวิกฤตโควิด-19 ของประเทศไทยจะดีขึ้น แต่คงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  ความท้าทายกลับอยู่ที่การวางแผนหลังจากวิกฤตคลี่คลาย ในการปรับตัวไปสู่ New Normal เช่น มาตรการรองรับรูปแบบการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อจัดการคิวจองซื้อบ้านในวันเปิดโครงการ การเปิดศูนย์การค้าอย่างระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับมาตรการระยะห่างทางสังคม  เช่นเดียวกัน   บริษัทฯ มีความพร้อม และมั่นใจในการเดินหน้า ปรับตัวสู่ New Normal ที่สามารถรักษาผลการดำเนินงานของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับที่ไม่เกิดผลกระทบกับพนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ