Tag : Co-working Space

9 ผลลัพธ์
ทำอสังหาฯ ต้องแตกต่าง MQDC เปิด Whizdom Club พื้นที่สร้างแบรนด์หนีคู่แข่ง

ทำอสังหาฯ ต้องแตกต่าง MQDC เปิด Whizdom Club พื้นที่สร้างแบรนด์หนีคู่แข่ง

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทย์ใหญ่ คือ ทำอย่างไรให้ครองใจลูกค้าไว้ได้ นอกเหนือไปจาก เรื่องทำเลที่ตั้ง คุณภาพสินค้า และราคาที่คุ้มค่า การนำเรื่องบริการเข้ามาใส่ หรือการดูแลค้าที่ทำให้รู้สึกได้ถึง “ความคุ้มค่า” และมี “มูลค่าเพิ่ม” มากกว่า จึงเป็นสิ่งจำเป็นและไม่อาจละเลยได้ กลยุทธ์เรื่องของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM จึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ขาดไม่ได้เช่นกัน หรือแม้แต่การเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลสังคมรอบข้าง หรือการแบ่งปันให้กับผู้อยู่ร่วมกับสังคมโดยทั่วไปที่มักถูกเรียกว่ากิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ผู้ประกอบการก็ต้องทำควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้วยเหมือนกัน   MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็เป็นหนึ่งบริษัทที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม และการดูแลลูกบ้านให้ได้รับการบริการด้านต่างๆ ที่ดี ขณะเดียวกันยังต้องหาจุดขายของโครงการที่สามารถสร้างความแตกต่าง ไม่เหมือนกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่สงครามการค้าเดียวกัน เพื่อเป้าหมายสุดท้ายให้ผู้บริโภคเกิดความรักในแบรนด์นั่นเอง ล่าสุด MQDC จึงได้ทุ่มงบประมาณ​กว่า 40 ล้านบาท เปิด Whizdom Club เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน ขึ้นภายในโครงการ 101 True Digital Park   นายอัษฎา แก้วเขียว ประธานผู้อำนวยการ-วิสซ์ดอม MQDC เปิดเผยว่า แนวคิดในการพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์วิสซ์ดอม (Whizdom) ไม่เป็นการพัฒนาเพียงแค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาภายใต้ 3 แนวคิดหลัก คือ 1.Living Place การสร้างที่อยู่อาศัยด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาให้มีคุณภาพ 2.Community HUB การสร้างสังคมของการให้และแบ่งปัน และ 3.Cloud การนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อการบริการต่างๆ   จากแนวคิดดังกล่าวทำให้บริษัท ได้พัฒนา Whizdom Society ขึ้นมาให้กับลูกบ้าน เพื่อเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน ภายใต้แนวคิด Knowledge Sharing Society ซึ่งมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับลูกบ้านได้เข้าร่วมตลอดทั้งปี แต่การพัฒนา Whizdom Club ถือเป็นพื้นที่ของการแบ่งปันและสร้างสรรค์ให้กับคนชุมชนโดยรอบโครงการ ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่เป็นลูกบ้านของ Whizdom เท่านั้น จึงถือเป็นแนวคิดของการทำกิจกรรมมากกว่า CRM และ CSR ปกติทั่วไป เพราะครอบคลุมทุกเรื่องเพื่อการแบ่งปันและการให้กับสังคม   เปิดพื้นที่ Whizdom Society Whizdom Club ตั้งอยู่ในชั้น 4 ของโครงการ 101 True Digital Park สุขุมวิท 101 มีขนาดพื้นที่รวม 900 ตารางเมตร สามารถรองรับได้ 300 ที่นั่ง ตามแผนจะเปิดให้บริการทุกวันตลอดบริการ 24 ชั่วโมง แต่เบื้องต้นเปิดให้บริการถึงเวลา 22.00 น. ซึ่งให้บริการฟรีสำหรับนักเรียน-นักศึกษาจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนลูกบ้านของโครงการ MQDC เป็นสมาชิกของ Whizdom Society ก็ใช้บริการฟรีเช่นกัน สำหรับพื้นที่ Whizdom Society ประกอบด้วย   1.โซน Workspace Station พื้นที่กว่า 255 ตารางเมตร สำหรับใช้นั่งทำงาน ทำการบ้าน มีโต๊ะ เก้าอี้ อินเตอร์เน็ตไว้คอยบริการ ที่สามารถจัดเป็นกลุ่มการประชุมกลุ่มเล็กเพื่อระดมไอเดีย หรือโซน Focus Area สำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว   2.โซน Whiz Ground พื้นที่สำหรับการจัดประชุม สัมมนา หรือกิจกรรมได้หลากหลายประเภท ด้วยพื้นที่ห้องขนาดใหญ่ รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สูงสุด 160 คน หรือจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นห้องขนาดเล็กได้ถึง 3 ห้อง   3.โซน Whiz Studio พื้นที่จุดประกายเสริมสร้างไอเดียใหม่ เหมาะสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยเรียน หรือเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง โดยพื้นที่นี้มีอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ “FitMe” Table โต๊ะเก้าอี้จับกลุ่มได้หลากหลายรูปแบบ อุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวก ได้แก่ Wheeled Flip Chart & Stationery Box, Personal Movable Locker, Dedicated Wi- Fi Connection, 3D Printers + Filament, Restricted Zone เป็นต้น   4.โซน Exhibition Room พื้นที่แสดงงานนิทรรศการ โดยสิ่งที่นำมาแสดงนั้นจะมีทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยี เรื่องราวที่ส่งเสริมการเรียนรู้ใหม่ๆ หมุนเวียนกันไปตาม Trend ในแต่ละช่วงเวลา   สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าใช้บริการ เบื้องต้นคงเป็นคนอยู่ในชุมชนรอบๆ โครงการ ซึ่งในรัศมี 5 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของโรงเรียนมากถึง 40 แห่ง มีจำนวนนักเรียน มีคนอยู่อาศัยกว่า 40,000 คน รวมถึงกลุ่มลูกบ้านของโครงการ 4,000-5,000 คน เฉพาะในพื้นที่โครงการมีจำนวนกว่า 2,000 ยูนิต ซึ่งปีนี้บริษัทยังมีแผนเปิดโครงการอีกกว่า 20,000 ล้านบาท อาทิ โครงการอโศก 500 ยูนิต ฟอเรสเทียอีก 3 อาคาร รวม 1,000 ยูนิต โดยหากเป็นลูกบ้านของ Whizdom ก็จะสามารถใช้บริการของ Whizdom Club ได้ฟรี นอกเหนือจากกิจกรรมอื่นๆ ที่จัดต่อเนื่องตลอดทั้งปีด้วย   “เหตุผลสำคัญที่เปิดพื้นที่ Whizdom Club ก็เพื่อสร้างความชัดเจนของแบรนด์ และยังต้องการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ การทำคอนโดฯ ให้กับคนรุ่นใหม่ หากทำแบบเดิมก็ไม่ตอบโจทย์"      
เน็กซัสชี้ ปี 2019 คือ ปีแห่งการก้าวกระโดดของธุรกิจ Co- Working Office

เน็กซัสชี้ ปี 2019 คือ ปีแห่งการก้าวกระโดดของธุรกิจ Co- Working Office

เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญขององค์กรต่างๆ จึงทำให้รูปแบบของการทำงานในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เห็นได้จากการที่ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ทำงานร่วม หรือ Co-working Office เริ่มเป็นที่นิยม และขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยนั้น ธุรกิจให้เช่า Co-working Office เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงซึ่งเมื่อผนวกกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริษัทสตาร์ทอัพในปัจจุบันที่มีมากกว่า 10,000 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจให้เช่า Co-working Office ยิ่งเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น   นายธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ เผยว่า “ปัจจุบันธุรกิจให้เช่า Co-working Office กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พบว่าในปี 2018 ตลาด Co-working Office มีการเปิดให้บริการเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา (2017) ถึง 51% บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 2.6% ของพื้นที่เช่าอาคารสำนักงานแบบดั้งเดิม คาดว่าในปี 2019 จะมีผู้ประกอบการหลายรายที่ พร้อมขยายพื้นที่ให้บริการอีกกว่า 30,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยปัจจุบัน มีบริษัทที่เซ็นสัญญาการเช่าพื้นที่แห่งใหม่แล้วอย่างน้อย 3 ราย บนขนาดพื้นที่ประมาณ 4,000 – 8,000 ตารางเมตร   ด้านราคาค่าเช่า จากการสำรวจของเน็กซัสพบว่า อัตราค่าบริการรายเดือนของ Co-working Office อยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยปัจจุบันมี Co-working Office มากถึง 70 แห่งทั่วกรุงเทพ จากผู้ประกอบการประมาณ 30 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการชาวต่างชาติ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ คือ รีจัส (Regus) นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ต่างชาติที่พร้อมจะขยายพื้นที่ให้บริการ Co-working Office เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก เช่น วีเวิร์ค จัสโค และสเปสเซส เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักจะมองหาพื้นที่เช่าในอาคารสำนักงานเกรดเอ บนทำเลศักยภาพ เดินทางเข้าถึงสะดวก ตามแนวรถไฟฟ้าบนดิน และรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยขนาดพื้นที่ที่ต้องการ คือ ประมาณ 2,000-4,000 ตร.ม. หรืออาจมากถึง 8,000 ตร.ม. ในบางอาคาร “อาคารสำนักงานให้เช่าตามแนวรถไฟฟ้าและรถไฟฟ้าใต้ดินได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการธุรกิจให้เช่าพื้นที่ทำงานร่วมเป็นอย่างมาก โดยมีการขอเช่าพื้นที่ในอาคารเดียวกว่า 7,000-8,000 ตร.ม.” นายธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ กล่าว   จากการวิจัยของเน็กซัส พบว่าเหตุที่ Co-working Office เป็นที่นิยมมากขึ้นเนื่องจาก เป็นรูปแบบบริการที่ทันสมัยเข้าใจไลฟ์สไตล์ของพนักงานในยุคมิลเลนเนียมที่ต้องการความคล่องตัว มีบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลาย ทั้งยังสามารถทำสัญญาเช่าระยะสั้นได้ ซึ่งเหมาะกับบริษัทสตาร์ทอัพที่ต้องการปรับเปลี่ยนขนาดของพื้นที่ หรือจำนวนพนักงานอย่างรวดเร็ว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เช่าที่เคยเกิดขึ้นจากการเช่าสำนักงานแบบเดิม เช่น ค่าตกแต่งสำนักงาน ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าบริหารจัดการ ค่าส่วนกลาง ค่าทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ Co-working Office มักจะมีอยู่หลายสาขาไว้ให้บริการ ดังนั้น สมาชิกจึงมีความสะดวกสบายต่อการเลือกใช้บริการในสาขาที่ตนเองต้องการ เป็นเหตุให้ Co-working Office จึงกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของผู้เช่า   “ในอนาคตอันใกล้คาดว่ามีผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการพัฒนาโครงการในรูปแบบของ Co-working Office โดยอาจเป็นในรูปแบบของการร่วมมือกันระหว่างเจ้าของอาคารกับผู้ประกอบการ Co-working Office หรือ เจ้าของอาคารที่หันมาเป็นผู้ประกอบการเอง และด้วยการทำ Co-working Office นั้น ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งข้อดี คือ Co-working Office จะช่วยเข้ามาช่วยลดอัตราว่างของพื้นที่ในอาคารให้น้อยลงนอกจากนี้ ยังสามารถสร้างจุดแข็งและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้เช่า รวมไปถึงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการอีกด้วย โดยในอนาคตมีแนวโน้มว่าอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดเอในกรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สำหรับรองรับ Co-working Office ประมาณ 10% ในทุกๆอาคาร” นายธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กล่าวสรุป    
SINGHA COMPLEX ครบทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง

SINGHA COMPLEX ครบทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง

เมื่อไม่นานมานี้ SINGHA COMPLEX  จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการอย่างยิ่งใหญ่อลังการสมกับเป็น Luxury Mixed Use Complex ใจกลางอโศก ซึ่ง SINGHA COMPLEX แห่งนี้ได้เปิดให้ใช้บริการอย่างเต็มรูปแบบในส่วนของ Office Building กับ Retail 4 ชั้น ที่เราจะพาไปเดินเล่นชมบรรยากาศกันในบทความนี้ค่ะ อย่ารอช้า นั่ง MRT ไปลงที่สถานีเพชรบุรี ทางออกที่ 2 แล้วไปเดินเล่นกันค่ะ   SINGHA COMPLEX จะประกอบไปด้วย Office Building 42 ชั้น, Retail 4 ชั้น ที่เราจะพาไปเดินเล่นกันในครั้งนี้ และอาคารสูงด้านหลังที่ยังก่อสร้างกันอยู่จะเป็นคอนโดมิเนียมที่ชื่อว่า THE ESSE @SINGHA COMPLEX รวมทั้งหมดแล้วมีพื้นที่ประมาณ 11 ไร่ และด้วยเหตุที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมสี่แยกพอดี(เดิมคือสถาณฑูตญี่ปุ่น) จึงมีทางเข้า-ออก อยู่ 2 ทางค่ะ คือฝั่งถ.เพชรบุรี กับถ.อโศกมนตรี ซึ่งการออกแบบทางสถาปัตยกรรมนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากสีสัน เส้นสายตามธรรมชาติของรวงข้าวบาเล่ย์สีทอง กลายเป็นอาคารที่ดูทันสมัย สง่างาม โอ่งโถ่งสมกับเป็นอาคารออฟฟิศเกรดพรีเมี่ยมอย่างที่ทางสิงห์เองตั้งใจเอาไว้     ฝั่งอาคารที่เป็น Retail เราจะเห็นต้นจามจุรี 3 ต้นใหญ่วางตัวเรียงกันอยู่ริมสี่แยกอโศก-เพชรบุรี แบบที่เห็นนี้มีมาตั้งแต่ยังเป็นสถาณฑูตญี่ปุ่น ซึ่งทางสิงห์ตั้งใจเก็บรักษาเอาไว้ เพื่อให้อยู่คู่กับสถานที่แห่งนี้ต่อไป   The Bistro @SINGHACOMPLEX ลานเบียร์เป็นของคู่กันกับฤดูหนาว ซึ่งตรงนี้จะมีไปจนถึงวันที่ 13 ม.ค. 62 เวลา 17.00-24.00 น.   เรามาเริ่มเข้าไปสำรวจด้านในกันค่ะ ที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 9.00-23.00 น. ก้าวแรกที่เข้าไปเลยก็จะพบกับ Top Daily ที่มีทั้งของสด ขนม ผลไม้ เครื่องดื่ม เบเกอร์รี่ เวชภัณฑ์ ฯลฯ เรียกได้ว่าครบครันใช้ได้ทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ในบริเวณชั้น G ก็จะมีทั้งร้านกาแฟ ขนม อาหารแบบเบาๆ และธนาคารค่ะ   ขึ้นไปกันที่ชั้น L1 ค่ะ ก็จะมีทั้งธนาคาร ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านขนม และโซน Beauty&Health Care เช่น Kazan By Sushi Yanma, Gyu Kaku, King Kong Sweets, ปั้นคำหอม, Cut&Curl, SCB ฯลฯ   L2 เป็นร้านอาหารไทย อาหารฟิวชั่น เช่น bangkok bold kitchen, กล่องชา 24, คาเฟ่อเมซอน ฯลฯ  และยังเป็นโซนเริ่มต้นของ Amphitheatre สถานที่สำหรับนั่งพักผ่อน หรือหลบมุมทำงาน ซึ่งเป็นไฮไลท์ของ SINGHA COMPLEX แห่งนี้ค่ะ   สุดท้ายที่ชั้น L3 ค่ะ จะขาดไปไม่ได้เลยคือร้าน EST.33 จากสิงห์ทางเอง ร้านซาลาเปาโกอ้วนเจ้าดังจากหาดใหญ่ และโซน Amphitheatre ที่เป็น Co-Working Space ในบรรยากาศร่มรื่นสบายตาแบบที่แทบไม่น่าเชื่อเลยว่ากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่อันแสนจะวุ่นวายภายนอก มาพร้อม Free Super Wifi ชาวฟรีแลนซ์เห็นแล้วจะต้องชอบค่ะ     SINGHA COMPLEX แม้จะมีพื้นที่ในส่วนของ Retail ไม่มากเหมือนห้างสรรพิสินค้าใหญ่ๆ แต่ข้อดีก็คือความไม่วุ่นวายนี่แหละค่ะ ทำให้เป็นอีกหนึ่งใน Co-Working Space ที่น่าสนใจ(ฟรีด้วยนะ) ได้เปลี่ยนบรรยากาศนั่งทำงาน เดินทางสะดวกไม่ว่าจะด้วยรถไฟฟ้าหรือรถยนต์ส่วนตัว ถ้าหิวก็มีอะไรให้เลือกทานหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละชั้นสามารถจัดโซนได้ดีทีเดียวค่ะ เรียกได้ว่าครบทุกไลฟ์สไตล์คนเมืองจริงๆ              
GAYSORN VILLAGE เปิดประสบการณ์ LIFE & WORK Styles รูปแบบใหม่ เหนือระดับ กับ “GAYSORN URBAN RESORT” A CO-SHARING EXPERIENCE

GAYSORN VILLAGE เปิดประสบการณ์ LIFE & WORK Styles รูปแบบใหม่ เหนือระดับ กับ “GAYSORN URBAN RESORT” A CO-SHARING EXPERIENCE

GAYSORN VILLAGE เปิดประสบการณ์ LIFE & WORK Styles รูปแบบใหม่ เหนือระดับ กับ “GAYSORN URBAN RESORT” A CO-SHARING EXPERIENCE แห่งแรกในไทยใจกลางกรุงเทพฯ คอมมูนิตี้ที่ดีที่สุดของคนยุคใหม่     เกษร พร็อพเพอร์ตี้ (Gaysorn Property) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับ Luxury แนวหน้าของประเทศไทยเดินหน้าขยายอาณาจักร “เกษร วิลเลจ” (Gaysorn Village) ย่านราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร กับ Integrated Design Mixed-Use Project ที่ประกอบไปด้วย เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village) อาณาจักรธุรกิจไลฟ์และสไตล์ ในรูปแบบเออร์เบินวิลเลจแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย   ชาญ ศรีวิกรม์ ประธาน บริษัท เกษร พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด   โครงการเกษร ทาวเวอร์ (Gaysorn Tower) อาคารและสำนักงานสุดทันสมัย มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เหนือระดับด้วยไลฟ์สไตล์ที่แปลกใหม่และแตกต่างเหนือใคร ตอกย้ำกับคอนเซ็ปต์ "Work – Live – Play – Grow" ศูนย์รวมออฟฟิศและคอมมูนิตี้ศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย พร้อมเปิดตัว เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท (Gaysorn Urban Resort) แล้ววันนี้! โดยเนรมิตพื้นที่กว่า 2,300 ตารางเมตร บนชั้น19-20 ของอาคาร เกษร ทาวเวอร์ ให้กลายเป็น เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท แลนด์มาร์ค CO-SHARING SPACE แห่งใหม่ใจกลางเมือง พื้นที่อำนวยความสะดวกรูปแบบใหม่ ที่ออกแบบในสไตล์รีสอร์ทสุดหรูกลางใจเมืองกรุงเทพมหานคร (Resort Style In The City) นำเสนอเอกลักษณ์ในการออกแบบพื้นที่ด้วยวิธีการ "นอกกรอบ" (Outside Of The Box) ที่ผสมผสานระหว่าง “ธรรมชาติ” และ “เมือง” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อเปิดประสบการณ์ผ่านสัมผัสทั้ง 5” สร้างสรรค์บรรยากาศด้วยองค์ประกอบธรรมชาติ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจและไอเดียใหม่ๆ สร้างอิสระในการเชื่อมต่อ การมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ ความคิดและรสนิยม ต่อยอดระหว่างธุรกิจสู่ธุรกิจ และคนสู่คน   เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท เป็น CO-SHARING SPACE แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่นำเอาทั้งการทำงานและกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบมาไว้ด้วยกันในแห่งเดียว เนรมิตให้ทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตและธุรกิจเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษแสนประทับใจด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระดับเวิลด์คลาส (World Class Business Facilities) ที่ครบครันตอบสนองทุกฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท แลนด์มาร์ค CO-SHARING SPACE แห่งใหม่ระดับโลก ที่ให้คุณสามารถสัมผัสได้ถึง Working Space Sharing และ Event Space Sharing ที่ไร้ขีดจำกัด ก้าวข้ามทุกอุปสรรคของการเชื่อมต่อ นำเสนอประสบการณ์และมิติใหม่ของการทำงานและไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ ด้วยการออกแบบพื้นที่และสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับกิจกรรมประเภทต่างๆ และสามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลายรูปแบบ ให้คุณสามารถเลือกใช้พื้นที่ได้อย่างอิสระ   Working Space Sharing – เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ยกระดับและสร้างสรรค์ประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ของการทำงานรูปแบบใหม่ ในพื้นที่อิสระที่คุณสามารถสร้างสรรค์ไอเดีย ออกแบบธุรกิจ หรือคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ และพบปะเพื่อพูดคุยสร้างการเชื่อมต่อทางธุรกิจและสังคม ตลอดจนการจัดประชุม การสัมมนา ทุกรูปแบบ ที่ตอบสนองสนองและรองรับทุกความต้องการด้วยพื้นที่ห้องประชุมทั้งขนาดเล็กและใหญ่ที่มีพร้อมให้บริการอย่างหลากหลาย อาทิ The Lawn, The Peak, The Oak ไปจนถึง Private Office ที่เรียกว่า “Cocoon Office” และสำหรับผู้ที่ต้องการสถานที่ทำงาน (Focus Area) ที่ต่างไปจากออฟฟิศแบบเดิมๆ ก็สามารถมานั่งทำงานชิลล์ๆในโซน Hot Desk Area ได้ที่ The Horizon รวมไปถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมกรรมทั้งภายนอกและภายใน ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ด้วยการดึงความเป็นธรรมชาติมาประกอบเข้ากับ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท   Event Space Sharing – เปิดประสบการณ์ไลฟ์สไตล์อย่างเหนือระดับเพื่อสร้างภาพลักษณ์และช่างเวลาที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จ การจัดกิจกรรมเปิดตัวสินค้า จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปหรือเทรนนิ่ง ได้อย่างอิสระด้วยในทุกพื้นที่ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ที่นำเสนอด้วยคอนเซ็ปต์“Food Theater” สำหรับเอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์ และการจัดรับประทานอาหารทุกรูปแบบ ด้วยศักยภาพของครัวระดับมาตรฐานโรงแรมและภัตตาคารที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกถึง 2 แห่ง เปิดพร้อมสำหรับเชฟที่ต้องการจะจัด Chef’s Table ของตนเอง รวมไปถึงร้านอาหารภายนอกที่ต้องการจะจัดเลี้ยง ก็สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ของห้องครัวเพื่อประกอบอาหารมื้อพิเศษและเตรียมพร้อมให้บริการกับลูกค้าในสไตล์เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ตอบโจทย์ความต้องการทุกช่วงเวลาของชีวิต เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิลด์คลาส (World Class Facilities) ตอบโจทย์ทุกความต้องการของไลฟ์สไตล์แบบเหนือระดับ   นอกจากนี้ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ยังมี คริสตัล บ็อกซ์ (Crystal Box) ซึ่งมีโดดเด่นด้วยกระจกใสแบบรอบด้าน ทำให้สามารถมองเห็นและรับชมวิวทิวทัศน์ จากบริบทโดยรอบของกรุงเทพมหานครได้ในทุกช่วงเวลาอย่างกว้างขวางถึง 270 องศา เติมเต็มทุกกิจกรรมได้อย่างมีลงตัว โดยเน้นการออกแบบโปร่ง โล่ง สบาย ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิลด์คลาส (World Class Facilities) ที่ครบครัน รองรับการจัดประชุม การสัมมนา งานแถลงข่าว และงานเลี้ยงในรูปแบบต่างๆที่หลากหลายทั้งบรรยากาศ Indoor และ Outdoor ได้ถึง 200 ที่นั่ง เชื่อมต่อกับ “Sky Terrace” พื้นที่เอาท์ดอร์ด้วย Seamless Design ที่สร้างสรรค์พื้นที่ให้กลายเป็นสวนหย่อมลอยฟ้าขนาดใหญ่บนชั้น 19 ของอาคารสไตล์ทรอปิคอลรีสอร์ท ให้คุณได้อิ่มเอมกับสัมผัสธรรมชาติพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ แม้อยู่ใจกลางเมือง ท่ามกลางความสดชื่นจากธรรมชาติ ท้องฟ้า และพระอาทิตย์ตกดิน(New Sunset Spot In The City) พื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรม เอาท์ดอร์ที่พิเศษเหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นการสนุกสนานกับงาน After Party,การเฉลิมฉลองสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ดื่มด่ำบรรยากาศอันสวยงามโดยรอบพร้อมกับแชมเปญชั้นดี หรือแม้แต่การพบปะกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับเวิลด์คลาสต่างๆ ใช้เวลากับการช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ พร้อมชื่นชมพระอาทิตย์ตกดินจากโซน Sky Terrace ของเกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ก็สามารถทำได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา สบาย และบริสุทธิ์ ช่วยปลุกแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์ความคิดนอกกรอบและไอเดียใหม่ๆได้อย่างอิสระ   ยิ่งไปกว่านั้นที่ขาดไม่ได้สำหรับศูนย์ของ Gaysorn Community คือ Cocoona Lounge – A Sky Lounge ด้วยพื้นที่สวยงามและมีความยืดหยุ่น พื้นที่ของผู้ที่มี Passion และความชื่นชอบหรือรสนิยมในแบบเดียวกัน ที่จะเข้ามาร่วมมีปฏิสัมพันธ์ในการแสดงออกอย่างอิสระและสร้างสรรค์ พร้อมทั้งโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรสนิยมที่แตกต่างกันเพื่อบ่มเพาะแรงบันดาลใจและเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ร่วมกัน (Like-Minded Community) พร้อมที่จะต้อนรับผู้ที่ต้องการหาเส้นทางแห่งความสำเร็จแบบเหนือระดับ - เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท คอมมูนิตี้ที่ดีที่สุดของคนยุคใหม่ ตั้งอยู่ชั้น L19 อาคาร เกษร ทาวเวอร์ เปิดพื้นที่ให้ Co-Sharing Experience แล้ววันนี้!   ฮอไรซอนบาร์ (The Horizon) พื้ที่นั่งทำงานแบบไม่ประจำ พร้อมทั้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อ สนับสนุนฟังก์ชัน รวมทั้งความช่วยเหลือในการจัดเตรียมเอกสารสำหรับการนำเสนอธุรกิจ คริสตัล บ็อกซ์ (Crystal Box) ซึ่งมีความโดดเด่นด้วยกระจกใสแบบรอบด้าน บันไดยาวที่เชื่อมต่อสมาชิกทั้งสองชั้น ฮอไรซอนบาร์ และบริการสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนฟังก์ชัน รวมทั้งความช่วยเหลือในการ จัดเตรียมเอกสารสำหรับการนำเสนอธุรกิจ ล็อบบี้ต้อนรับ พื้นที่อำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลแก่สมาชิก พื้นที่ห้องนั่งเล่นส่วนกลาง เชื่อมโยงสมาชิก ให้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และรสนิยมที่แตกต่างกัน เพื่อบ่มเพาะแรงบันดาลใจและเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ร่วมกัน (Like-Minded Community) ห้องประชุมขนาดเล็กล้อมรอบด้วยกระจกใส เปิดรับแสงธรรมชาติ และชมทัศนียภาพของเมือง    
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยตลาดอาคารสำนักงาน โซนสีลม-สาทร ฮอต

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยตลาดอาคารสำนักงาน โซนสีลม-สาทร ฮอต

  พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยทำเลสีลม-สาทรติดลมบนโซนยอดนิยมของคนทำงาน ครองอันดับหนึ่งพื้นที่สำนักงานสูงสุด 2.1 ล้านตารางเมตร ล่าสุด  co–working space มาแรงโตถึง 35% เริ่มมีผู้ให้บริการต่างชาติเข้ามาเจาะตลาดโซนสีลม-สาทร รองรับกลุ่มคนทำงาน สตาร์ทอัพ ฟรีแลนซ์ และ expat ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยพบพื้นที่พัฒนาโครงการใหม่จำกัด ส่งผลให้ตลาดรีเซลและปล่อยเช่าน่าสนใจ ผลตอบแทนขายต่อ-ปล่อยเช่าอยู่ที่ 4-5%   นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า จากผลสำรวจของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลพบว่ามีพื้นที่สำนักงานรวมทั้งสิ้น 8.6 ล้านตารางเมตร โดยโซนสีลม-สาทร เป็นโซนยอดนิยมของคนทำงาน มีพื้นที่สำนักงานสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ประมาณ 2.1 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 24% ของพื้นที่สำนักงานทั้งหมด รองลงมาคือโซนสุขุมวิท 1.7 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 20% และ โซนรัชดาภิเษก 1.2 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 14% ซึ่งนอกจากโซนสีลม-สาทร จะเป็นย่านสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ยังเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของคนวัยทำงานมากมาย อาทิ การเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกมีรถไฟฟ้าหลายสถานีล้อมรอบเกือบทุกมุมถนน มีสถานีเชื่อมต่อ BTS และ MRT จึงเป็นทำเลกลางเมืองที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญๆ ได้ง่าย นอกจากนี้โซนสีลม-สาทร ยังเริ่มเป็นทำเลที่มีพื้นที่สำนักงานร่วม (co-working space) ที่เติบโตตามกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน ที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนทำงาน ซึ่ง co-working space ยังมีแนวโน้มเติบโตทั่วโลกและในไทยเองก็มีแนวโน้มการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยล่าสุดในปี 2560 พบว่ามีผู้ใช้บริการทั่วโลก จำนวน 1.74 ล้านราย เติบโตจากปี 2558 เฉลี่ย 83%     จากข้อมูลของ Global Co-Working Space Unconference Conference ได้วิเคราะห์ว่าภายในปี 2565 จำนวนผู้ใช้บริการ co-working space ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 5.1 ล้านราย ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้จำนวนพื้นที่สำนักงานร่วมมีการขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น จากปัจจุบันในปี 2561 ที่น่าจะมีจำนวนพื้นที่สำนักงานร่วมอยู่ที่ 17,725 แห่งและเติบโตเฉลี่ยราว 16% ต่อปีนั้น เพิ่มเป็น 30,432 แห่งทั่วโลกในปี 2565   สำหรับประเทศไทยเริ่มมีความต้องการหลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เนื่องจากหลายๆ คนไม่สามารถเดินทางไปยังสำนักงานได้ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่ co-working space ทั้งหมด 91 แห่งทั่วประเทศ โดย 70% เป็นพื้นที่ที่ให้บริการในกรุงเทพฯ และ 30% ไปกระจายอยู่ตามหัวเมืองต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หาดใหญ่ เป็นต้น โดยมีอัตราค่าใช้บริการแบบรายวันประมาณ 180 - 500 บาท หรืออาจคิดค่าบริการแบบเหมารายเดือนประมาณ 3,000 - 7,450 บาท ด้วยรูปแบบที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์การทำงานของคนรุ่นใหม่ จึงทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 35% ซึ่งล่าสุดพบว่ามีผู้ให้บริการต่างชาติรายใหญ่ เช่น JustCo ได้เข้ามาเปิดให้บริการในทำเล สีลม-สาทร ซึ่งถือเป็นทำเลยอดนิยมของกลุ่มคนทำงาน ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานออฟฟิศและสตาร์ทอัพในย่านนี้   “อย่างไรก็ตามในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยในย่านสีลม-สาทรนั้น พบว่าเหลือพื้นที่ในการพัฒนาโครงการจำกัด ส่งผลให้มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัยสูง ทั้งความต้องการในการซื้อต่อและความต้องการเช่า ทำให้คอนโดมิเนียมในทำเลนี้มีราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างน่าสนใจโดยราคานำกลับมาขายใหม่ (resale) และผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจทั้งคู่ โดยในส่วนของตลาดรีเซลมีผลตอบแทนการขายต่อ (capital gain) ประมาณ 4-5% ต่อปี ราคาขายต่อเฉลี่ยประมาณ 230,000 บาท/ ตารางเมตร ขณะที่ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (rental yield) อยู่ที่ประมาณ 4-5% ต่อปีเช่นกัน โดยราคาปล่อยเช่าอยู่ที่ 800-1,000 บาท/ตารางเมตร สาเหตุที่ทำเลสีลม-สาทรได้รับความนิยมทั้งพื้นที่สำนักงาน co-working space และที่อยู่อาศัยนั้น เนื่องจากไม่เพียงตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนทำงานทั่วไป สตาร์ทอัพ และฟรีแลนซ์ ยังพบว่ามีความต้องการจากกลุ่มต่างชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย (expat) และอยู่อาศัยในย่านธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลปี 2560 พบว่ามีจำนวน expat ในกรุงเทพฯ รวมประมาณ 1.2 ล้านคน” นายอนุกูล กล่าว
แกรนด์ ยูนิตี้ ประเดิมโครงการแรกของปี’61 เปิดตัว“CIELA Sripatum”เริ่มต้น 2.49 ล้านบาท

แกรนด์ ยูนิตี้ ประเดิมโครงการแรกของปี’61 เปิดตัว“CIELA Sripatum”เริ่มต้น 2.49 ล้านบาท

แกรนด์ ยูนิตี้ ประเดิมโครงการแรกของปี’61 เปิดตัว “CIELA Sripatum” คอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย มูลค่า 2,700 ล้านบาท รุกทำเลฮ็อตกรุงเทพฯ ตอนเหนือในราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท เปิดจองพร้อมกัน 10 มีนาคมนี้ พร้อมรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 250,000 บาท นายสิริพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด กล่าวว่าโครงการ “เซียล่า ศรีปทุม” (CIELA Sripatum) เป็นคอนโดมิเนียมโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ เซียล่า หลังจากที่แกรนด์ ยูนิตี้ได้ปรับกลยุทธ์ โดยมุ่งเน้นโลเคชั่นติดรถไฟฟ้า รวมถึงเข้าสู่ตัวเมืองชั้นในมากขึ้น เพื่อขยายโอกาสทางการสร้างแบรนด์ และก้าวสู่ตลาดใหม่ ๆ ขยายฐานผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ให้กว้างขึ้น  อย่างมีประสิทธิภาพ  "เซียล่า ศรีปทุม" (CIELA Sripatum) ตั้งอยู่ในทำเลติดรถไฟฟ้า สถานีศรีปทุม ซึ่งเป็นสายที่เดินทาง เข้าสู่สยามซึ่งเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ได้ภายในต่อเดียว ทั้งยังติด ถ.พหลโยธิน ที่เป็นถนนเศรษฐกิจสายหลัก รวมทั้งมีถนนตัดใหม่เลียบคลองบางเขนที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อสู่ถนนวิภาวดีรังสิตได้อย่างสะดวก พร้อมสถานที่สำคัญ ทั้งหน่วยงานราชการ สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า แหล่งงานสำคัญต่าง ๆ จึงเป็นที่มาของแนวคิดโครงการ “คืนเวลาดี ๆ ที่เมืองขโมยไปจากคุณ” สื่อถึงความโดดเด่นของทำเลที่ตั้ง ที่ช่วยให้ชีวิตมีเวลาเพิ่มมากขึ้น สามารถใช้เวลาดี ๆ ทำในสิ่งที่ชอบ บนเหตุผลของคุณเอง นอกจากนี้ โครงการฯ ยังตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญอย่าง การเกิดขึ้นของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่จะส่งผลต่อความเจริญของโซนนี้ จนถูกจับตามองให้เป็นย่าน New CBD แห่งใหม่ในอนาคต และยังถือเป็นย่านที่มีการลงทุนภาครัฐสูงที่สุดของกรุงเทพฯ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของสนามบินดอนเมือง สถานีกลางบางซื่อ รวมไปถึงสถานีหลักของรถไฟฟ้าสายสีแดงที่สามารถเชื่อมการเดินทางกับแอร์พอร์ตลิ้งค์ สู่สนามบินหลักได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับ 2 มหาวิทยาลัยใหญ่อย่างมหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวก ในแง่ความต้องการอยู่อาศัย ซึ่งส่งผลให้โครงการ CIELA Sripatum ตอบโจทย์ทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัย และเพื่อการลงทุน ทั้งนี้ “เซียล่า ศรีปทุม” (CIELA Sripatum) เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 28 ชั้น จำนวน 1 อาคาร มีมูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท บนพื้นที่ 6-1-17.30 ไร่ จำนวน ห้องชุดพักอาศัย 900 ยูนิต และร้านค้า 3 ยูนิต ประกอบด้วย แบบห้อง Studio ขนาด 21.50 ตร.ม. ห้อง 1 Bedroom ขนาด 26.50 ตร.ม. ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 31.50 ตร.ม. ห้อง Type พิเศษ1 Bedroom Suite ขนาด 33.5 – 34.5 ตร.ม. และห้อง 2 Bedroom ขนาด 60.00 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ส่วนกลางยังรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Co-working space พื้นที่สำหรับเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ SKY FITNESS ห้องออกกำลังกายชั้นดาดฟ้า พื้นที่สำหรับคนรักสุขภาพ ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้แบบจัดเต็ม SKY GARDEN สวนชั้นดาดฟ้า สำหรับพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางความร่มรื่นสวนในโครงการ พร้อมล็อบบี้รูปทรงตัวแอลที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยสวนสาธารณะ ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับตัวโครงการ พร้อมพื้นที่สำหรับที่จอดรถสูงถึง 40% ด้านนายชาคริต ศีติสาร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด กล่าวถึงการดีไซน์ของโครงการเซียล่า ศรีปทุมว่า สไตล์การตกแต่งปรับโฉมใหม่ โดยเน้นการออกแบบที่ร่วมสมัย (Contemporary) ที่จะไม่ดูล้าสมัย เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนไป และเน้นไปที่ความเรียบง่าย เพื่อตอบรับความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย ที่ต้องเหนื่อยล้า มาทั้งวัน ดีไซน์ตัวโครงการจึงมีเส้นสายที่เรียบง่ายมากกว่าเส้นสายที่ฉวัดเฉวียน เพื่อความสุขและการพักผ่อนอย่างแท้จริงทุกครั้งที่กลับมาถึงที่พัก ในขณะคำนึงถึงการดูแลรักษาได้ในระยะยาว “บริษัทฯได้เลือกสรรวัสดุที่ง่ายต่อการใช้งาน และมองเห็นถึงสถาปัตยกรรมที่อยู่ได้ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนระเบียงซึ่งบางโครงการกลายเป็นที่เก็บฝุ่นหรือสิ่งสกปรก แต่เราได้มีการออกแบบพื้นที่ ที่เรียกว่า Private Balcony ซึ่งจะเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ที่สามารถใช้งานได้จริง และยังคงทัศนียภาพจากภายนอกที่สวยงาม เนื่องจากมีตะแกรงอลูมิเนียมสีเดียวกับกรอบหน้าต่างปิดทั้งหมด อีกทั้งยังช่วยเรื่องความปลอดภัย ป้องกันสิ่งของที่อาจหล่นสู่ด้านล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกัน ยังได้พัฒนา WC Pod ซึ่งเป็นเทคโนโลยีห้องน้ำที่เราเริ่มนำเข้ามาใช้กับโครงการใหม่ เป็นห้องน้ำที่ทำสำเร็จ ถูกสร้างและประกอบพร้อมได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากโรงงาน โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำที่จะรั่วลงด้านล่าง รวมถึงการซ่อมบำรุงท่อจะสามารถทำจากภายในห้องน้ำนั้น ๆ และไม่ต้องเปิดฝ้าของห้องด้านล่างอีกต่อไป"นายชาคริต กล่าว เรื่องความปลอดภัยได้ติดตั้ง Safety Glass หรือกระจกนิรภัย เป็นการออกแบบที่ก้าวไปอีกขั้นที่ แกรนด์ ยูนิตี้ กำหนดเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มอบให้กับลูกค้า โดยกระจกภายนอกอาคารทั้งหมด รวมถึงประตูบานเลื่อนภายในห้องทั้งหมด จะเป็นกระจกนิรภัยสองชั้น ที่เรียกว่า Laminated Glass คือเป็นกระจก 2 แผ่นผสานอยู่ด้วยกันด้วยฟิล์ม ตรงกลางทำให้ถ้ามีอุบัติเหตุกระจกแตก ฟิล์มตรงกลางก็ยังช่วยยึดกระจกไม่ให้แตกออกและหล่นลงสู่ด้านล่าง แม้แต่กระจกหน้าบานตู้เสื้อผ้า ก็เป็นกระจกนิรภัยประเภท Tempered Glass คล้ายกระจกรถยนต์ที่เวลาแตกออกจะเป็นเม็ดกลม ๆ ไม่แหลม ไม่ทำให้เกิดความบาดเจ็บแก่ผู้ใช้งาน โดยการออกแบบทุกรายละเอียดดังกล่าวทั้งหมด ตั้งอยู่บนแนวคิดในการเลือก “วัสดุที่ดี รายละเอียดที่ดี เพื่อสถาปัตยกรรมที่อยู่ได้ในระยะยาว” เป็นการส่งต่อแนวคิด Simply Make Sense. ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของแกรนด์ ยูนิตี้ ที่มอบให้กับลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบและลงตัว ทั้งนี้ “เซียล่า ศรีปทุม” (CIELA Sripatum) เปิดจองอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 มีนาคม นี้ โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดพิเศษ ตั้งแต่ 100,000 บาท สำหรับห้อง Studio ไปจนถึงสูงสุด 250,000 บาท สำหรับ 2 Bedroom ได้ที่ http://grandunity.co.th/ciela/register และสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ โทร. 02 652 4000 หรือ www.grandunity.co.th หรือ https://www.facebook.com/GrandUnityDevelopment
‘เอพี ไทยแลนด์’ จับมือ ‘TCDC’ จัดเสวนาในหัวข้อ ‘เปลี่ยนจังหวะให้ทันโลก’ในงาน‘Bangkok Design Week 2018’

‘เอพี ไทยแลนด์’ จับมือ ‘TCDC’ จัดเสวนาในหัวข้อ ‘เปลี่ยนจังหวะให้ทันโลก’ในงาน‘Bangkok Design Week 2018’

บริษัท เอพี(ไทยแลนด์) จำกัด(มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนเมืองที่เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการดีไซน์ เพื่อพื้นที่ใช้สอยที่ไม่จำกัด ผนึกกำลังกับศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ดึง Sam Baron นักสร้างสรรค์งานดีไซน์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกจาก FABRICA Design Studio และ Kaave Pour นักออกแบบมือทองจาก SPACE10 ร่วมเสนอไอเดียสร้างสรรค์บนเวทีสนทนาระดับประเทศ (International Symposium) ในงาน Bangkok Design Week 2018 ภายใต้หัวข้อ PULSE เปลี่ยนให้ทันจังหวะโลก เพื่อนำเสนอแนวคิด ‘เทรนด์การออกแบบของที่อยู่อาศัยสำหรับพื้นที่แห่งอนาคต (Co-Living Generation)’ เพื่อก้าวเข้าสู่บริบทใหม่ของการใช้ชีวิตในวันที่พื้นที่ชีวิตเหลือน้อยลง นายสรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ผู้อำนวยการคอร์ปอเรทมาร์เก็ตติ้ง และเอพี ดีไซน์ แล็บ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ภายใต้การเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามา เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะกล่าวถึงที่อยู่อาศัยในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร เนื่องจากความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เหมือนเดิมหรือไม่ในอนาคต และปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งข้อที่ทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันเกิดความท้าทาย คือ ความจำกัดของพื้นที่ เอพีในฐานะผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีความมุ่งมั่นและท้าทายขีดความสามารถที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง  ปีนี้เอพีตั้งโจทย์ที่ยากขึ้นและดึงผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายด้านเข้าร่วมงาน เพื่อที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยในทุกโครงการให้เหนือความต้องการของผู้อยู่อาศัย และครอบคลุมทุกฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นฐาน “เนื่องจากทิศทางของที่อยู่อาศัยพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เพื่อให้สอดรับกับการใช้ชีวิตในอนาคตของคนรุ่นใหม่ เอพี เปิดรับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน เพื่อมอบโครงการคุณภาพพร้อมด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกบ้านเอพี โดยเฉพาะการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้ต่างจากอดีต เช่น เวทีสนทนา ‘International Symposium’ ในงาน Bangkok Design Week 2018 นิทรรศการรวบรวมนักออกแบบและนักสร้างสรรค์ทั้งชาวไทย และต่างประเทศ เพื่อแบ่งปันวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบที่แปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Kaave Pour (โคเวอร์ พัว) Creative Director ของ SPACE10 ศูนย์วิจัยด้านการใช้ชีวิตในอนาคตของ IKEA ที่มุ่งออกแบบวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านการค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเทรนด์ระดับโลก เช่น ความมั่งคงด้านอาหาร การขยายตัวของความเป็นเมือง สุขภาพและสุขภาวะ หรือการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าการใช้งานในโปรเจกต์ ‘AP SPACE SCHOLARSHIP’ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Sam Baron และเอพี ไทยแลนด์ มุ่งนำเสนอการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตผ่านนวัตกรรมพื้นที่แห่งอนาคตในมุมมองของ FABRICA Design Studio และ เอพี ไทยแลนด์” นายสรรพสิทธิ์กล่าว มร. แซม บารอง ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ FABRICA Design Studio กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในสังคมไทยผ่านความเชี่ยวชาญของ FABRICA และเอพี ในด้านความเชี่ยวชาญการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย และงานออกแบบที่โดนใจคนที่มาจากต่างถิ่นและถูกสร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่อาศัยที่สามารถแบ่งปันกันได้อย่างลงตัว หรือที่เอพีมักเรียกว่า ‘Co-working Space’ ผมหวังว่าจะได้ร่วมงานกับเอพีในโปรเจกต์ที่ท้าทายเช่นนี้อีกในอนาคต มร. โคเวอร์ พัว ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ SPACE10 กล่าวในงาน International Symposium ว่า “SPACE10 มีการทำวิจัยและทดลองว่ามนุษย์เราจะใช้ชีวิตอย่างไรในอีก 2-3 ทศวรรษข้างหน้า จะเจาะลึกถึงความเป็นไปได้จริงใน 3 แนวคิดหลัก คือ สังคมหมุนเวียน (Circular Societies) การอยู่ร่วมกัน (Co-Existence) และการใช้เทคโนโลยีเสริมสร้างคนและสังคม (Digital Empowerment) มนุษย์ ถือเป็นผู้ผลักดันให้เกิดนวัตกรรม เมื่อประชากร 1,200 ล้านคนต้องอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการแบ่งปันกันมากขึ้น ทุกคนพร้อมที่จะแบ่งปันใช้ของร่วมกับคนอื่น นี่คือตัวอย่างที่เราคิดถึงอนาคตข้างหน้า ซึ่งคนที่เริ่มจินตนาการถึงอนาคต ก็จะเป็นคนที่เริ่มสร้างอนาคตจริงขึ้นมาได้ ปี 2030 เราจะอยู่กันอย่างไรเป็นคำถามที่เราต้องร่วมกันหาคำตอบ
Chateau-in-Town_ศูนย์วัฒนธรรม

Chateau-in-Town_ศูนย์วัฒนธรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) (กลาง) เปิดตัว “Selected Café And Learning Center” แหล่งเรียนรู้และทำงานของคนรุ่นใหม่ โดยเนรมิตพื้นที่ภายในสำนักงานขายให้เป็น Co-working Space ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. ทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ - สิ้นปี 2560 โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมาใช้พื้นที่ฟรี พร้อมฟรี Wifi ทั้งนี้ ได้เปลี่ยนพื้นที่สำนักงานขายหลังจากปิดการขายให้เกิดคุณค่าแก่สาธารณชน และเปิดหลักสูตร Workshop ต่างๆ มากมายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ English Language & Communication, Japanese For Travellers, Workshop วาดภาพสีน้ำและ Workshop เพื่อสุขภาพจาก สสส. รวมทั้งเสวนาดีๆ จากนักสร้างแรงบันดาลใจชื่อดัง ทั้งป๋อมแป๋ม นิติ ชัยชิตาทร พิธีกร นักเขียน นักแสดงในหัวข้อ “เลือกรักให้โดนใจ” และครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ Acting Coach อันดับ 1 ของเมืองไทยในหัวข้อ “เลือก Life ให้ Success” โดยมี เก้า จิรายุ และ ต้นหอม ศกุนตลา ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดตัวครั้งนี้ ณ สำนักงานขาย “เดอะ ซีเล็คเต็ด เกษตร-งามวงศ์วาน บาย แอล.พี.เอ็น”
“Co-Working Space” ธุรกิจเลือดใหม่ขวัญใจ GEN Y/Z

“Co-Working Space” ธุรกิจเลือดใหม่ขวัญใจ GEN Y/Z

ธุรกิจในยุคนี้ไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนไหนต่างก็ตระหนักกันดีว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะช่วงวัยหนุ่มสาวที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ซึ่งไม่ได้อาศัยเพียงแค่กำลังความสามารถเท่านั้น แต่หากมีเครื่องมือที่ดีก็จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพของผลงานตามไปด้วย ช่วงวัยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจในยุคปัจจุบันคงหนีไม่พ้นกลุ่มคน GEN Y/Z ที่มีการผู้ถึงกันอย่างแพร่หลายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยคน GEN Y คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2523-2540 เป็นยุคที่เริ่มมีอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเดินชีวิต ไม่ว่าจะในการทำงาน การเรียน หรือเพื่อความบันเทิงทั่วไป เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ก้าวตามให้ทันยุคสมัย ส่วนคน GEN Z คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2540 ขึ้นไป เป็นกลุ่มที่เติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีรอบตัว มีการเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังเด็ก กล้าแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองคิด ชอบสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ยึดติด ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ และเรามักจะเห็นการพัฒนานวัตกรรมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและการดำเนินชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่กลุ่มนี้มักจะหันมาประกอบอาชีพประเภทฟรีแลนซ์หรือทำธุรกิจขนาดเล็กเป็นของตัวเอง แม้ว่าจะมีอิสระในเรื่องของเวลากับสถานที่ทำงานที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ในการทำงานก็ยังคงต้องการพื้นที่สำหรับนั่งทำงานเงียบๆ มีกาแฟดื่ม มี Wifi แรงๆ มีเครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์งานได้ครบครัน รวมถึงบรรยากาศที่ดีส่งผลถึงการสร้างแรงบันดาลใจใส่ลงไปในผลงานได้ สถานที่แบบนี้ก็มีในร้านคาเฟ่เป็นส่วนใหญ่ ปัญหาที่ตามมาคือต้องนั่งแช่อยู่ในร้านที่มีคนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน เกิดการแย่งที่นั่งในร้านกับลูกค้าของร้านคนอื่นๆ บางร้านก็ไม่เอื้อต่อการนั่งเป็นระยะเวลานาน เพราะไม่มีปลั๊กไฟ ไม่มีอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็น ฯลฯ ในบ้านเราจึงได้เกิด "Co-Working Space" ขึ้นเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งฟรีแลนซ์ กลุ่มคนทำธุรกิจขนาดเล็ก หรือแม้แต่นักเรียน นักศึกษาที่หาสถานที่สำหรับอ่านหนังสือ โดนใจคนหลายกลุ่ม Co-Working Space คือธุรกิจที่เปิดให้บริการเช่าพื้นที่สำหรับนั่งทำงาน อ่านหนังสือ พบปะพูดคุย ประชุมงาน ไปจนถึงทำเป็นสำนักงานขนาดเล็กที่ให้อารมณ์คล้ายสมาร์ทออฟฟิศ มีทั้งแบบนั่งโต๊ะแบบในร้านคาเฟ่ และแบบห้องส่วนตัวหลายขนาด บางแห่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง คิดค่าบริการรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน มีพื้นที่ขนาดเล็กถึงปานกลาง โดยมีบริการฟรี Wifi และขนมเครื่องดื่มมาเสริม พร้อมกับอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องสำหรับสร้างสรรค์ผลงาน เช่น ห้องสำหรับทำครัว, เครื่องปริ๊น 3D, ห้องล้างฟิล์ม, อุปกรณ์ทำเซรามิค, สตูดิโอถ่ายภาพ ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์บางอย่างมีต้นทุนค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะสำหรับสตาร์ทอัพหรือฟรีแลนซ์ที่ต้องมาลงทุนเองทั้งหมด Co-Working Space จึงสามารถเข้ามาตีตลาดในกลุ่มคน GEN Y/Z ได้อย่างตอบโจทย์ที่สุดในยุคนี้ หลายแห่งเปิดให้บริการตามอาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือบนอาคารสำนักงานทั้งเกรดเอ และเกรดรองลงมาอย่างเต็มรูปแบบ ในทำเลที่ยังคงยึดแหล่งเดินทางสะดวก จุดนี้เองที่ทำให้ตลาดของอาคารสำนักงานกลับมาขยับกันอีกครั้งหลังจากปล่อยให้คอนโดมิเนียมครองตลาดอสังหาริมทรัพย์มายาวนาน หรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆ เองที่ต่างก็จัดให้มีพื้นที่ Co-Working Space อยู่ใน facilities ด้วย เพื่อตอบสนองคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่าเดิม ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการ Co-Working Space ในบ้านเราที่เริ่มเปิดให้บริการมากขึ้นทั้งเจ้าเล็กเจ้าใหญ่ ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ แต่ยังมีผู้ประกอบการต่างชาติที่สนใจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอยู่ไม่น้อย เพราะมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก ด้วยปีที่ผ่านมาประเทศไทยถูกจัดอันดับจาก US News ให้เป็นประเทศที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุด และติดอันดับที่ 7 ในประเทศที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการประกอบธุรกิจ และมีสถานะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เราจึงเนื้อหอมทีเดียวสำหรับการเข้ามาลงทุนทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ โดนใจกลุ่มเป้าหมาย GEN Y/Z เช่นนี้