Tag : condo

816 ผลลัพธ์
The Metropolis Samrong Interchange กวาดยอดขาย 70% มั่นใจอุปทานสุขุมวิทตอนปลายยังไม่ล้น

The Metropolis Samrong Interchange กวาดยอดขาย 70% มั่นใจอุปทานสุขุมวิทตอนปลายยังไม่ล้น

อีกหนึ่งทำเลคอนโคมิเนียมติดรถไฟฟ้าที่น่าสนใจนั่นคือสุขุมวิทช่วงปลาย ซึ่งโครงการ The Metropolis Samrong Interchange ก็คือหนึ่งในคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ ติด Interchange สำโรง ของสายสีเขียวกับสายสีเหลือง เป็นจุดที่ทั้งน่าลงทุนและการเลือกซื้อเพื่ออยู่อาศัยที่น่าสนใจไม่น้อย   นาย เฉลิมชัย ว่องไววิทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ว่องไววิทย์ อุตสาหกรรมจักรกล จำกัด กล่าวถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่า ช่วงไตรมาสแรกเราจะเห็นตัวเลขของแต่ละ Developer ยังคงดีอยู่ เพราะจากการเร่งขาย เร่งโอนก่อนมาตรการ LTV ที่บังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่พอมาในช่วงไตรมาสที่ 2 เราจะเห็นได้ชัดเจนว่ามีการชะลอการเปิดตัวโครงการลงกันไปพอสมควร ทำให้ยอดการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงในครึ่งปีแรกถึง 25% และคาดว่าครึ่งปีหลังอาจลดลงถึง 30-40% ซึ่งจุดนี้ก็มีข้อดีตรงที่ Supply เกิดขึ้นใหม่น้อยลง   ส่วนช่วงครึ่งปีแรกมี Supply คอนโดมิเนียมในช่วงสถานีแบริ่ง-สำโรง ทั้งสิ้น 19,312 ยูนิต โดยเป็นคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่เพียง 639 ยูนิต ซึ่งกลุ่มลูกค้าของโซนนี้เป็นคนไทยที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง มีบางส่วนที่เก็บไว้ลงทุน เนื่องจากราคาขายยังคงจับต้องได้อยู่ที่ช่วงราคา 67,000-110,000 บาท/ตร.ม. อัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา อยู่ในอัตราร้อยละ 6.4   "การที่เมืองเริ่มขยายตัวตามโปรเจ็กต์โครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ หรือกำลังก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่างมีสถานี ที่เป็นจุดตัดหรือจุดเชื่อมจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง หมายความว่าเราสามารถเลือกการเดินทางได้หลากหลายเส้นทางมากขึ้น ในขณะเดียวกันจะนำมาซึ่งความเจริญ เกิดการค้า การลงทุน ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในบริเวณนั้นๆ มากขึ้น เมื่อผู้คนได้หลั่งไหลเข้ามาใช้บริการสถานีเพื่อเดินทางไปยังจุดเป้าหมายอื่น"   สำหรับโครงการ The Metropolis Samrong Interchange (เดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์) ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการทั้งหมดกว่า 8 ไร่ พัฒนาเป็น High Rise Condominium จำนวน 2 อาคาร คือ อาคาร A , B และเป็น Low Rise Condominium จำนวน 1 อาคาร คือ อาคาร C และอาคารจอดรถ ขนาด 29–67 ตร.ม. ราคาเริ่ม 2.6 ล้านบาท ล่าสุดได้สร้างเสร็จสมบูรณ์และทยอยส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าแล้ว ซึ่งปัจจุบันมียอดขาย 70%   เราต้องทำให้เหนือกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ อย่างส่วนกลางของเราก็มาจากลูกค้าเรียกร้องเข้ามา เพราะเราสามารถควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้ แต่จะไม่ลดสเปก โครงสร้างที่นี่จึงแข็งแรงมาก   นาย เฉลิมชัย เน้นย้ำว่า คนซื้อที่นี่ต้องได้ “กำไร” ไม่ว่าจะเป็นกำไรชีวิตระหว่างการอยู่อาศัย หรือกำไรจากมูลค่าเพิ่มของทรัพย์สินเมื่อเวลาผ่านไป    
เปิดตัว “Ken Attitude รัตนาธิเบศร์” ติด MRT พระนั่งเกล้า วิวแม่น้ำเจ้าพระยา

เปิดตัว “Ken Attitude รัตนาธิเบศร์” ติด MRT พระนั่งเกล้า วิวแม่น้ำเจ้าพระยา

อีกหนึ่งโครงการที่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท เดอะวัน เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด ร่วมกับ บริษัท พรีโม เรียลเตอร์ จำกัด (บริษัทในเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้) เปิดตัวคอนโดมิเนียมติด MRT สถานีพระนั่งเกล้า เพียง 100 เมตร ได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาทุกทิศ กับโครงการ "Ken Attitude รัตนาธิเบศร์" ราคาเริ่มต้นที่ 2.29 ล้านบาท   นายเฉิน ซื่อ ปิง ประธานกรรมการ บริษัท เดอะ วัน เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้เล่าถึงเรื่องราวก่อนที่จะจัดตั้งเป็นบริษัทว่า แรกเริ่มเมื่อปี 2547 บริษัท เท็น ไทย ดีเวลลอปเม้น จำกัด ประกอบธุรกิจทำอพาร์ทเม้นท์ให้เช่า ต่อมาปี 2554 จึงได้ทำคอนโดมิเนียม Low Rise ภายใต้ชื่อ The Unique (ดิ ยูนีค) และ Totnes (โททเนส) ยึดทำเลโซนรัชดา ลาดพร้าว เลียบด่วนเอกมัย รามอินทรา และสุขุมวิท จนถึงปัจจุบันก็ได้จัดตั้ง The One Estate Development ขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 200 บาท (ชำระเต็ม) ประเดิมโครงการแรกด้วยคอนโดมิเนียมสุดหรู ติด MRT สถานีพระนั่งเกล้า เพียง 100 เมตร วิวแม่น้ำเจ้าพระยา "Ken Attitude รัตนาธิเบศร์" ดีไซน์ตัวอาคารให้คล้ายกับอยู่ในมหานครระดับโลก เป็น High Rise 31 ชั้น ภายในยูนิต Type Duplex มีความสูงเพดาน 4.9 เมตร จำนวน 588 ยูนิต (21 ยูนิต/ชั้น) Auto Parking 53% Facilities หลักบน Roof Top  ที่ดิน 3-0-30 ไร่ มาพร้อมราคาดีที่สุดในย่านนนทบุรีเริ่มต้นที่ 2.29 ล้านบาท และยังได้ร่วมมือกับ บริษัท พรีโม เรียลเตอร์ จำกัด บริษัทในเครือ บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่ทำการดูแลให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายนอก มีมูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท             ด้านคุณพิมพ์ชญา ธนาวัชรวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีโม เรียลเตอร์ จำกัด ได้กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ดูแลด้านการบริหารงานให้กับโครงการ "Ken Attitude รัตนาธิเบศร์" โดยมีการวางแผนการตลาดทั้งใช้สื่อออฟไลน์และออนไลน์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย อย่างผู้ปกครองนักศึกษา ข้าราชการ พนักงานเอกชนที่มีทั้งที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และเพื่อการลงทุนในระยะยาว เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ในทำเลศักายภาพ ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ห่างจากรถไฟฟ้าเพียง 100 เมตร เป็นคอนโดวิวแม่น้ำที่กำลังนิยม รวมถึงในแง่ของการทำห้องที่โดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่งในย่านเดียวกัน โดยเฉพาะยูนิตแบบ DUO Space เพดานสูงถึง 4.9 เมตร ซึ่งจะเริ่มเปิดขายในเดือนตุลาคม 2562 ตั้งเป้าปิดการขายภายใน 18 เดือน      ทั้งนี้ The One Estate Development ยังเปิดเผยถึงโครงการที่วางแผนเปิดตัวในอนาคตว่า จะมีการเปิดโครงการแนวราบอีก 2 โครงการ คือ BIBURY VILLACE บ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ย่านศรีนครินทร์ และอีกหนึ่งทำเลย่านอารีย์           
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 17-25 สิงหาคม 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 17-25 สิงหาคม 2562

ตลาดอสังหาฯ ผ่านพ้นไตรมาส 2 มา ยอดขายก็ลดลงไปตามๆ กัน เพราะผลกระทบจากมาตรการ LTV แต่ เดินหน้าลุยกันต่อในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะบรรยากาศโดยรวมน่าจะดีขึ้น ล่าสุดแบงก์ชาติก็ผ่อนเกณฑ์ LTV ในส่วนของผู้กู้ร่วมแล้ว ต่อไปก็น่าจะมีอะไรดีๆ ออกมาอีก ผู้ประกอบการแอบหวังไว้เช่นนั้น   ++ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว กวาดยอดจอง 100% สำหรับค่าย “ออริจิ้น” ดูจะทำผลงานในแบรนด์ใหม่ The Origin ได้โดดเด่นเกินหน้าเพื่อนฝูงร่วมวงการ เพราะเมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคมที่ผ่านมา จัดอีเวนท์ First Exclusive สำหรับ โครงการดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว (The Origin Ratchada-Ladprao) และดิ ออริจิ้น ลาดพร้าว 15 (The Origin Ladprao 15) ให้แก่ลูกค้าทั้ง VIP และลูกค้าทั่วไป ก็มีคนสนใจล้นหลาม โดยโครงการที่รัชดา-ลาดพร้าว สามารถ Sold Outกวาดยอดจองไป 100% ขณะที่ลาดพร้าว 15 ก็กวาดยอดจอง 80% และจะพรีเซลอย่างทางการในวันที่ 31 สิงหาคมนี้  ++SENA รุกตลาดแนวราบ     ส่วนบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่มีผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดูแลอยู่ก็เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ โดยเตรียมเปิดตัวโครงการ “เสนาแกรนด์โฮม รามอินทรา ก.ม.8” พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น  จำนวนเพียง 7 หลัง ในราคาเริ่ม 7-10 ล้านบาท  จุดเด่นของโครงการแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู (สถานีคู้บอน) ใกล้ห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ เดอะพรอมานาด  เดอะคริสตัล และเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ เป็นต้น   ++พราว กรุ๊ป ทุ่ม 7,000 ล้าน บุกตลาดท่องเที่ยวภูเก็ต ตลาดอสังหาฯ  ไม่ได้มีแต่ตลาดบ้านและคอนโดฯ​ เท่านั้น ยังมีการพัฒนาโครงการในรูปแบบอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น โรงแรม ศูนย์การค้า เป็นต้น  ซึ่ง “พราว กรุ๊ป” เป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ที่ วางนโยบายเอาไว้ว่าจะเป็นผู้พัฒนาโครงการซึ่งไม่ใช่ที่อยู่อาศัย  โดยเลือกประเภทโรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยว ที่สร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ซึ่งเลือกพัฒนา “สวนน้ำ” อย่างโครงการวานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล หัวหิน ซึ่งกลายเป็นสถานที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวหัวหินไปแล้ว   ล่าสุด ได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนา 2 โปรเจ็กต์ ในจังหวัดภูเก็ต คือ ‘อันดามันดา’ แหล่งพักผ่อน สวนน้ำ และความบันเทิงบนเนื้อที่ 58 ไร่ ตั้งเป้าเป็น Integrated Entertainment and Resort Destination ซึ่งจะเปิดบริการให้บริการในช่วงต้นปี 2564 และ ‘โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท’ ที่พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบไตรมาส  3 ปีนี้ (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   ++AWC ชู 3  กลยุทธ์ลุยธุรกิจอสังหาฯ   ความยิ่งใหญ่ของตระกูล “สิริวัฒนภักดี” คนไทยทั้งประเทศรู้ดี เพราะมีธุรกิจในมือหลากหลาย แต่และธุรกิจก็ยิ่งใหญ่ระดับประเทศทั้งน้านนนน แม้แต่ธุรกิจอสังหาฯ แต่ละโปรเจ็กต์ก็ระดับบิ๊กๆ ทั้งนั้น  อย่างเช่น ธุรกิจอสังหาฯ ในกลุ่มแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ที่เป็นเจ้าของโครงการหลากหลาย อาทิ  เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ อาคารสำนักงานเอ็มไพร์  ทาวเวอร์ ฯลฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศแผนธุรกิจในส่วนโรงแรมไปแล้ว ล่าสุดออกมาขับเคลื่อนธุรกิจในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ กับ 3 กลยุทธ์สำคัญ   นางวัลลภา ไตรโสรัส  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC) เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์(Retail & Commercial Building) มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ อสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) และอาคารสำนักงาน (Office) ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มเติบโต โดยเตรียม 3 กลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ 1.การตอบรับความต้องการทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้คนในบริเวณโดยรอบโครงการ ภายใต้ Barbell Strategy ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลระหว่างโครงการหลากหลายประเภท 2. การวางคอนเซ็ปต์โครงการที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ AWC สามารถเปิดโครงการใหม่ เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ยังไม่มีโครงการในตลาดที่ตอบโจทย์  และกลยุทธ์ที่ 3 คือ การบริหารจัดการโครงการและผู้เช่าอย่างมีประสิทธิภาพ (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   ++อนันดา เปิดแคมเปญ “คิด..เพื่อชีวิตคนเมือง” เจ้าพ่อคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้าต้องยกให้เขาเลย “อนันดา” เพราะแต่ละโปรเก็จต์อยู่ใกล้ชิดติดสถานีของรถไฟฟ้า แม้จะไกลแต่ก็ยังเดินถึงสถานีได้ไม่ลำบาก  นี่คือ คีย์ความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  แต่ไม่ใช่แค่นี้  ความสำเร็จของอนันดายังมาจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้น คือการสร้างแบรนด์ ผ่านแคมเปญต่างๆ ล่าสุด เปิดตัว ตัวแคมเปญ “คิด...เพื่อชีวิตคนเมือง” ตอกย้ำแนวคิด Urban Living Solutions  คอร์ปอเรทแคมเปญที่ทำต่อเนื่องมาหลายปี   นอกจากนี้ ยังจัดงาน URBAN EXPO ด้วยการขน 32 โครงการ  พร้อมอยู่ ทั้ง คอนโดฯ ติดรถไฟฟ้า บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ มาจัดโปรโมชั่นพิเศษ และยังจะมีโปรโมชั่นออกมากระตุ้นตลาดเป็นระยะๆ  โดยช่วง 2-3 เดือนนับจากนี้ อนันดา คาดหวังจะทำยอดขายได้ 5,000 ล้านบาท ส่วนช่วงเวลาที่เหลือของปีก็เตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 7 โครงการด้วย      ++แสนสิริ เปิดเกมส์รุกแนวราบ   จากภาวะตลาดคอนโดฯ​ ที่อออกอากาศจะไม่สดใส และชะลอตัวลง สิ่งหนึ่งที่ดีเวลลอปเปอร์ทำเพื่อรับมือกับยอดขายซึ่งอาจจะหดหายไป คือ การขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่  เทรนด์ส่วนใหญ่ที่ทำกันในปีนี้ จึงเห็นการขยายตลาดไปพัฒนาโครงการแนวราบ  เพราะเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ ไม่มีกลุ่มนักเก็งกำไร ซึ่งเทรนด์นี้ “แสนสิริ” ก็เอากับเขาด้วย โดยครึ่งหลังปีเตรียมตัวเปิด 16 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท โดยจำนวน 10 โครงการใหม่ มูลค่า 13,000 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบ   “ในวันนี้แสนสิริพร้อมสร้างความแตกต่าง เพื่อก้าวสู่เป้าหมายในการเป็นผู้นำในตลาดบ้านเดี่ยว และ Top 3 ในตลาดทาวน์เฮาส์ภายใน3 ปี ทั้งนี้กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจแนวราบมาจากการพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมแบรนด์แนวราบ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ พร้อมสร้างความแข็งแกร่ง และจุดเด่นในแต่ละแบรนด์ที่ชัดเจน แตกต่างเหนือคู่แข่ง” นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  เล่าถึงเป้าหมายของการรุกตลาดแนวราบ (อ่านข่าวเพิ่มเติม) ​   ++พร็อพเพอร์ตี้  โชว์ผลงานครึ่งปีแรก   ขณะที่ “พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” ดูเหมือนว่าช่วงครึ่งปีแรก สามารถรับมือกับผลกระทบจาก LTV  และภาวะตลาดชะลอตัวได้ดี สามารถสร้างผลงานได้ดีกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา  โดยมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้น  มีรายได้และกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน โดยบริษัทมีรายได้รวม 10,004 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  และยังทำกำไรสุทธิได้สูงถึง 1,132 ล้านบาท เติบโตขึ้น 225% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน   ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังน่าจะดียิ่งกว่าครึ่งปีแรก  นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)  เล่าว่า บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 4,700 ล้านบาท ทั้งบ้าน คอนโดในประเทศ และคอนโดประเทศญี่ปุ่น มีขายที่ดินและการลงทุนอีก 3,000 ล้านบาท  จึงมีโอกาสทำกำไรต่อเนื่องพร้อมลดภาระหนี้ลงได้กว่า 4,000 ล้านบาท ปลายปีนี้เตรียมเปิดตัวโครงการร่วมทุนกับต่างประเทศ ทั้งบ้านนวัตกรรมร่วมกับเซกิซุยฯ และจับมือฮ่องกงแลนด์ เปิดตัวบ้านหรูริมทะเลสาบ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” อีกด้วย   ++เอพี ออกแบรนด์ใหม่กระตุ้นยอดขาย ในภาวะตลาดที่ยอดขายทรงตัว กลยุทธ์หนึ่งที่นักการตลาดมักจะนำมาใช้ คือ การออกสินค้าใหม่ หรือไม่ก็แบรนด์ใหม่ เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นดีมานด์ใหม่ๆ เพื่อสร้างยอดขาย ค่าย “เอพี ไทยแลนด์” ก็มาในเวย์นี้เหมือนกัน ล่าสุด  เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘THE SONNE’ ในรูปแบบ Luxury Duplex Home เพื่อรุกตลาดช่วงครึ่งปีหลัง ประเดิมกับโปรเจ็กต์แฟล็กชิพแรกย่านศรีนครินทร์-บางนา  มูลค่าโครงการ 630 ล้านบาท จำนวน 56 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 12-15 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดขายอย่างเป็นทางการ 7-8 กันยายนนี้ ที่ ส่วน 7 เดือนยอดขายก็ทำได้กว่า 24,060 ล้านบาท เป็นยอดขายจากสินค้าแนวราบมูลค่า 14,000 ล้านบาท เฉลี่ยยอดขายต่อสัปดาห์ประมาณ 451 ล้านบาท ซึ่งถือว่าโตเกินจากเป้าหมายที่วางไว้อย่างมาก (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   ++ลลิล เปิด 5 โครงการครึ่งปีหลัง   อย่างที่บอก ครึ่งปีหลังนี้ เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของปี ที่ต้องเร่งทำตลาดและสร้างยอด ในช่วงเวลาที่เหลือ เพราะแต่ละบริษัทมี “เป้าหมาย” ต้องพุ่งชน “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ก็เช่นกัน ประกาศแผนรุกตลาดครึ่งปีหลัง เตรียมเปิด 5 โครงการใหม่ มูลค่า 3,500 ล้านบาท พร้อมปักธงรุกตลาดในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอ เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย Thailand 4.0 เพิ่มอีกด้วย   ซึ่งนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN)  มองว่า   ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ  ครึ่งปีหลังยังมีทิศทางที่เป็นบวก  แต่อัตราการปรับตัวอาจอยู่ในกรอบที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงมีอุปทานคงเหลือในหลายพื้นที่  (อ่านข่าวเพิ่มเติม)    
THE ORIGIN SUKHUMVIT 105-ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 คอนโดฟังก์ชั่นสุดสมาร์ท Facility สุดว้าว เข้าใจไลฟ์สไตล์คน Gen Z  : รีวิวคอนโด

THE ORIGIN SUKHUMVIT 105-ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 คอนโดฟังก์ชั่นสุดสมาร์ท Facility สุดว้าว เข้าใจไลฟ์สไตล์คน Gen Z : รีวิวคอนโด

ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่อย่าง THE ORIGIN กระแสตอบรับก็มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วปลาย ตั้งแต่โครงการทำเลรามคำแหง ลาดพร้าว มาจนถึงสุขุมวิท ในโครงการ THE ORIGIN SUKHUMVIT 105 มาพร้อมกับฟังก์ชั่นใหม่ ซึ่งดีไซน์ออกมาให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยจริงในปัจจุบันให้ได้มากที่สุด สำหรับโครงการนี้จะมีอะไรใหม่ ต่างจาก THE ORIGIN ตัวอื่นอย่างไร ลองมาชมรีวิวฉบับนี้ดูค่ะ   ทำเลรถไฟฟ้าล้อมรอบถึง 3 สาย ปัจจัยหลักของทำเลโครงการคอนโดมิเนียมคงหนีไม่พ้นเรื่องของการอยู่ใกล้รถไฟฟ้า โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ ที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายสาย ขยายออกจากใจกลางเมืองเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งมีทางเลือกการเดินทางในอนาคต ได้หลากหลาย แถมคอนโดมิเนียมก็ขยายเพิ่มตามไปด้วย ซึ่งคอนโดฯ ที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าหลายเส้นทางก็กลายมาเป็น จุดขายที่น่าสนใจมากกว่า เพราะนอกจากจะเดินทางได้อย่างง่ายดาย สิ่งอำนวยความสะดวกรอบๆ ก็เกิดขึ้นตามมาด้วย   รถไฟฟ้าล้อมรอบถึง 3 สายTHE ORIGIN SUKHUMVIT 105 ตั้งอยู่ในซ.ลาซาล 30 ซึ่งย่อยจากซ.สุขุมวิท 105 (ถ.ลาซาล) อีกที ตัวโครงการอยู่ช่วงกลางซอย ความโดดเด่นอยู่ที่สามารถเข้า-ออกจากถนนใหญ่ได้ถึง 3 ทาง โดยถนนใหญ่ทั้ง 3 เส้นทางที่ว่านี้ ล้วนแต่มีรถไฟฟ้าผ่านทั้งสิ้น เรียกได้ว่าถูกล้อมด้วยรถไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบเลยค่ะ   เริ่มกันจากเส้นทางหลักที่ปากซอยสุขุมวิท 105 ใกล้กับรถไฟ้าสายสีเขียว สถานีแบริ่ง และเมื่อโครงการพร้อมเข้าอยู่ก็จะมี shuttle bus บริการรับ-ส่งจากโครงการกับรถไฟฟ้าสถานีแบริ่ง ช่วงท้ายซอยจะถูกถ.ศรีนครินทร์ตัดผ่าน โดยทุกวันนี้ ก็มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) มีสถานีลาซาลอยู่ตรงบริเวณนี้พอดี หรือหากจะทะลุออก ไปยังถ.บางนา-ตราด ขาเข้า ก็สามารถใช้ซ.ลาซาล 23 ทะลุออกซ.บางนา-ตราด 4 กับซ.ลาซาล 55 ทะลุออกซ.บางนา-ตราด 30 ซึ่งในอนาคตก็มีโครงการรถไฟฟ้า Light Rail บางนา-สุวรรณภูมิ ที่เชื่อมมาจากรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีบางนา ผ่านบน ถ.บางนา-ตราด แล้วเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ   นอกจากการเดินทางที่ต้องสะดวกสบายแล้ว สิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้คือเรื่องของอาหารการกินค่ะ ลองมานึกภาพถึงเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดพักผ่อนที่ไม่อยากฝ่ารถติดเดินทางไปไหนไกล พอมองรอบๆ คอนโดฯ ก็มีของกินให้เลือก หลากหลายไม่เบา ซึ่งย่านลาซาล-แบริ่ง ก็ถือว่าขึ้นชื่อถึงขั้นที่ว่าหากลองตระเวนกิน เปลี่ยนร้านอาหารไปเรื่อยๆ สักเดือนก็ไม่มีซ้ำร้าน อย่างฝั่งตรงข้ามโครงการ จะเป็น ‘‘ดาดฟ้า” คอมมูนิตี้ มอลล์ มีร้านอาหารดัง อย่าง โอ้กระจู๋ หรืออยากจะไปช้อปปิ้งซื้อของก็มีทั้ง Lasalle's Avenue, Central Bangna, Big C, Little Walk, Makro, Foodland, Paradise Park, Seacon Square, Mega Bangna ในอนาคตก็จะมี Bangkok Mall โครงการ Mixed-use สุดอลังการ 7.5 ไร เครือเดอะมอลล์กรุ๊ป ภายในจะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงคอนโดมิเนียม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ อาคารสำนักงานให้เช่า สถานีขนส่งผู้โดยสารสายตะวันออก ฯลฯ ปัจจุบันกำลังเริ่มการก่อสร้างกันอยู่ฝั่งตรงข้ามไบเทค บางนา ไม่ไกลจากโครงการ อีกทั้งยังใกล้กับโรงพยาบาลหลายแห่ง เช่น รพ.ศิคิรินทร์ รพ.ไทยนครินทร์ รพ.บางนา 1 เป็นต้น   เป็นที่ทราบกันดีว่าแหล่ง Demand ชั้นดีนั่นคืออยู่ใกล้สถานศึกษาและแหล่งทำงาน ซึ่งย่านนี้ก็ไม่แพ้ใครนะคะ โดยเฉพาะโรงเรียนชื่อดังหลายแห่งอย่าง Bangkok Patana School, La Salle School Bangkok, st. andrews international school bangkok, Thai-Singapore International School, St. Joseph Bangna School, Berkeley International School และแหล่งทำงานทั้งจากในโรงเรียนเอง โรงพยาบาล รวมถึงอาคารสำนักงานในย่านบางนา โดยเฉพาะโครงการ Summer Lasalle ออฟฟิศแคมปัสที่ในอนาคตจะมีพนักงานกว่า 6,000 คนเพิ่มขึ้นตรงนี้ สถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องการันตีถึงการปล่อยเช่าได้ง่ายทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งเฉลี่ยแล้วมี Yield 5-6%   ภาพรวมโครงการ THE ORIGIN SUKHUMVIT 105 คอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น 3 อาคาร รวม 672 ยูนิต 1 Shop แบ่งเป็นอาคาร A 243 ยูนิต อาคาร B 224 ยูนิต อาคาร C 205 ยูนิต ที่จอดรถ 40% พื้นที่ทั้งหมด 5-1-63 ไร่ การดีไซน์ของทั้งโครงการถูกคิดขึ้นมาทุก Step ตั้งแต่หน้าโครงการไปจนถึงภายในยูนิต แยกความเป็นส่วนตัวกับส่วนที่เป็น Public ออกจากกัน เริ่มจากตัวอาคารภายนอกใช้เส้นสายแนวนอน (horizontal line perception) เพื่อให้ดูเรียบนิ่ง กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมรอบโครงการที่ยังมีความเป็นแหล่งชุมชนเดิมอยู่ แล้วจึงค่อยๆ ขยายความเป็นเส้นโค้ง (Spline line) อิสระภายในโครงการ แล้วเติมสีสันให้ดูสนุกสนานเข้าไป สื่อถึงความ freedom&flexible and energetic อันหลากหลายของคนรุ่นใหม่   ป้ายโครงการด้านหน้าที่ฝั่งที่เป็นป้ายสูง วาง Green Wall เป็น Background เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้โครงการตั้งแต่ทางเข้า สามารถมองเห็นได้ง่าย และยังบังสายตาจากตึกแถวด้านข้างได้ดีอีกด้วย เมื่อเลยป้ายโครงการเข้าไปผ่านป้อม รปภ. เราจะมองเห็นซุ้มทางเข้าโครงการ ที่เป็น Public Facility ที่เป็นกระจกสูงโปร่งด้านบน ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมจากชั้น 3 ของอาคาร A ภายในมีทั้ง Lobby, co-working space และ co-kitchen & Private dinning room แยกออกจาก Facility ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวอื่นๆ   ภายใน Public Facility ชั้น 3 อาคาร A ที่เราเห็นตั้งแต่ผ่านป้อม รปภ. ด้านหน้ามาแล้ว เป็น Co-Working Space ที่มีการวางฟังก์ชั่นให้เกิดการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะนั่งทำงานคนเดียว (private seating) ทำงานเป็นกลุ่ม (Group Discussion) หรือที่นั่งต่างระดับ (Step Seating) มีห้อง Meeting Room สามารถจัดประชุมได้ และ Studio Room สามารถ Set เป็นสตูถ่ายภาพส่วนตัวหรือจะใช้ Live สำหรับผู้ทำธุรกิจออนไลน์ก็ยังได้ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รองรับด้วย เช่น เครื่องแสกน+ถ่ายเอกสาร ตู้ยอดเหรีญ (Vending Machine) ที่มีทั้งอาหาร ขนม และน้ำ ที่สำคัญคือเปิด 24 ชม. เหมือนกับ Co-Working Space ที่อยู่ใจกลางเมือง แต่ยกมาไว้ในคอนโดฯ ตอบรับการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำด้านออนไลน์ หรือทำงานแบบฟรีแลนซ์กันมากขึ้น โดยทุกมุมรองรับสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ Personal Identity   Facility ถูกวางไว้กลางพื้นที่โครงการตั้งแต่สนามหญ้าเชื่อมต่อด้วยขั้นบันไดเล่นระดับไปตามเนินเล็กๆ ผ่านต้นไม้ใหญ่ ให้ได้พักผ่อนท่ามกลางสวนสีเขียวร่มรื่น นั่งฟังเสียงน้ำ หรือทำกิจกรรมในบรรยากาศที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 Step ที่มี Flow เชื่อมต่อกันเทียบเคียงกับธรรมชาติได้มากที่สุด ลานและ Outdoor Amphitheater รองรับการจัดกิจกรรมร่วมกันได้หลายหลายแนวทั้งกลางวัน และกลางคืน ที่นั่งที่มีความหลากหลายให้ได้เลือกพักผ่อนตามอารมณ์ เช่น ที่นั่งตาข่าย (Giant Net Seating) ใต้ต้นไม้ สระว่ายน้ำ สระว่ายน้ำที่มี Overflow ไหลลงมา เกิดเสียงน้ำไหลสร้างบรรยากาศให้สวนอยู่กลางธรรมชาติจริง มีความยาวสูงสุด 40 เมตร (รวม Jacuzzi) และส่วนว่ายจริงจังที่ 30 เมตร ไม่ว่าจะว่ายน้ำเพื่อออกกำลังกาย หรือผ่อนคลายก็เหมาะกับวันพักผ่อน มี Pool Terrace นั่งพักริมสระ และรองรับการใช้งานจริงด้วยห้องน้ำ+Locker ส่วนกลางนี้สามารถเชื่อมเข้าสู่ในตัวอาคาร B กับอาคาร C ชั้น 2 ได้ ทำให้การเข้า-ออก อาคารไม่ไกลจนเกินไป และยังเกิดความต่อเนื่องเมื่อมาใช้ Facility เหล่านี้   ฟิตเนส สาดสีสันมาอย่างโดนใจเกิดเป็น Movement ชวนให้ Active ไปกับเครื่องเล่นให้รู้สึกสนุกในโซน Machine หรือโซน Workout และ Yoga ทำให้มีพื้นที่สามารถออกกำลังกายคนเดียว หรือจะยก Class เรียนมาไว้ที่นี่ แล้วปิดเป็นห้อง Private ก็ได้เช่นกัน   ทั้งหมดถูกจัดวางให้มีความ Flow ต่อเนื่องกัน ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวในภาพใหญ่ที่เป็นธรรมชาติท่ามกลางคอนโดรุ่นใหม่ แทรกด้วย Function การใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายตอบสนองการใช้งานจริง เช่นปลั๊ก+ปลั๊ก usb ให้สามารถมาใช้งานตามจุดต่างๆ ได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ยังคงความส่วนตัวในมุมต่างๆ แบบ Privacy in Public เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในยุคปัจจุบัน   และเทคโนโลยีในที่อยู่อาศัยคงเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยในโครงการที่สร้างมาเพื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่เช่นนี้ ฉะนั้น Origin เองก็ไม่พลาดที่จะนำ Home Automation เข้ามาใช้ เช่น Smart Gateway กล่องเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้ากับ Mobile App สำหรับแปลงสัญญาณ Digital Door Lock ตั้งรหัสระบบกลอนประตูห้อง Smart Mirror ทัชสกรีนบนกระจกเงา ภายในห้องน้ำผ่าน Wifi และการเปิด-ปิดควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้อง   Floor plan ที่ดินของโครงการอยู่ภายในซ.ลาซาล หลบเข้าไปจากตัวถนนเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว หน้าโครงการหันทางทิศเหนือ ทั้ง 3 อาคารวางเป็น U Shape โอบล้อม Facilities ขนาดใหญ่สำหรับลูกบ้านตรงกลางเอาไว้ อาคาร A มีลิฟท์โดยสาร 2 ตัว บันไดหนีไฟ 2 จุด ยูนิตพักอาศัยหันทางทิศตะวันออก ฝั่งนอกโครงการ และตะวันตก วิวสระว่ายน้ำ   อาคาร B ลิฟท์โดยสาร 2 ตัว บันไดหนีไฟ 2 จุด ยูนิตพักอาศัยที่หันทางทิศตะวันตกกับทิศเหนือจะได้วิวสระว่ายน้ำ ส่วนยูนิตทางทิศตะวันออกกับทิศใต้จะได้วิวฝั่งนอกโครงการ   อาคาร C ลิฟท์โดยสาร 2 ตัว บันไดหนีไฟ 2 จุด ยูนิตพักอาศัยที่หันทางทิศตะวันตก ฝั่งนอกโครงการ และทิศตะวันออก วิวสระว่ายน้ำ ซึ่ง Facilities หลักทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ฯลฯ จะอยู่ที่อาคาร C ชั้น 2   ชมห้องตัวอย่าง วันนี้เราพาไปชม Sales Gallery ซึ่งไม่ยากเลยค่ะ ตั้งอยู่ปากซอยลาซาล 30 มองเห็นได้ง่ายมาก ภายในมีห้องตัวอย่างให้ชม 3 ห้อง ด้วยกัน ซึ่งเป็น Type ที่วางฟังก์ชั่นมาใหม่ ขายแบบ Fully Fitted ซึ่งจะมี Built in ตู้เก็บของ ตู้เสื้อผ้า เคาน์เตอร์ทีวี เคาน์เตอร์ครัวพร้อมเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องดูดควัน ซิงค์ล้างจาน และสุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำครบชุด โดยตู้เก็บของถูกออกแบบมาใหม่ให้ได้พื้นที่เก็บของเพิ่มมากขึ้น มี USB Plug ที่จุดสำคัญอย่างในห้องนอนกับห้องน้ำ เน้นพื้นที่ส่วน Living Room กว้างขึ้น สามารถรองรับเพื่อนๆ ที่มาห้องของเราได้หลายคน หรือสามารถปรับการใช้งานสำหรับรองรับการทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างสะดวกตามไลฟ์สไตล์ ของแต่ละคน              Type B2 27 ตร.ม.   เป็นห้องที่มีลักษณะตามแปลนเดิมของ Origin แต่มีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นบางส่วนใหม่ เริ่มจากส่วนแรกของห้องเป็น Living Room ไซส์ที่สามารถรับแขกได้เพิ่มขึ้น ด้วยพื้นที่วางโซฟาได้ยาวถึง 3-4 ที่นั่ง พร้อมโต๊ะกลาง และยังมีมุมสำหรับ วางโต๊ะทานอาหาร มาพร้อมกับ Built in เคาน์เตอร์วางทีวี สำหรับวัสดุปูพื้นใช้ลามิเนต ผนังฉาบเรียบสีขาว ความสูง Floor To Ceiling 2.4 เมตร และได้เครื่องปรับอากาศ Daikin 2 ตัว     Bedroom กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ขอบอลูมิเนียมสีดำ พื้นที่เชื่อมต่อกับ Living Room โดยจะได้ Built in ตู้เสื้อผ้า เตียงขนาด 5 ฟุต ส่วนหน้าต่างข้างเตียงใช้กระจกบานกระทุ้ง   อีกด้านหนึ่งของห้องจะเป็นครัวปิดและห้องน้ำ ซึ่งตรงกลางระหว่างทั้งสองห้องนี้จะมี Built in ตู้เก็บของ พร้อมช่องวางตู้เย็นแยกออกมาจากครัว เป็นฟังก์ชั่นใหม่ที่เราได้เห็นกันในโครงการนี้เป็นที่แรก โดยที่เราจะได้ความสะดวก ในการหยิบของในตู้เย็น ได้พื้นที่ครัวแนวลึกเพิ่มขึ้น และระเบียงห้องต่อจากห้องครัวปิด กั้นด้วยราวเหล็กโปร่งสีดำ Condensing Unit แขวนไว้หันเข้าตัวระเบียง     Type B3 27 ตร.ม. แปลนห้องที่ถือเป็นไฮไลท์สำหรับโครงการ THE ORIGIN SUKHUMVIT 105 เรียกว่าห้องแบบ Smart walk in Closet ออกแบบมาเพื่อหนุ่มสาวสายแฟชั่นที่รักการแต่งตัวโดยเฉพาะ เพราะมีการกั้นส่วนที่เป็น Walk In Closet เอาไว้หนึ่งห้อง ซึ่งวางไว้ให้สามารถเดินเชื่อมกันระหว่างห้องน้ำกับห้องนอน ทำให้การใช้งานจริง Smooth มากกว่า รับรองว่าใครที่เป็นแฟชั่นนิสต้าจะต้องชื่นชอบห้องนี้แน่นอนค่ะ   ส่วนแรกของห้อง Living Room ยังคงมีพื้นที่กว้างขวาง นอกจากจะได้ Built in เคาน์เตอร์ทีวีแล้ว ยังได้ Built in ตู้เก็บของที่มีช่องวางตู้เย็นแบบเดียวกันกับ Type B2 อยู่ตรงข้ามกับห้องครัวปิดทางด้านหน้าห้อง ซึ่งเคาน์เตอร์ครัวจะได้ Top หินสังเคราะห์ ซิงค์ล้างจานแบบฝังใต้เคาน์เตอร์ เตาแม่เหล็กไฟฟ้า 2 หัว พร้อมเครื่องดูดควันจากแบรนด์ Hafele พื้นปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้   Smart Walk in Closet เป็นตู้เสื้อผ้าที่ไม่ได้มีไว้แค่เก็บเสื้อผ้าเท่านั้น เป็นทั้งตู้เก็บของ เก็บเสื้อผ้า และโต๊ะเครื่องแป้งใน 1 เดียว ทั้ง Beauty Mirror พร้อมไฟ LED รอบกระจก ช่องปลั๊กที่เตรียมไว้ทุกมุม ด้านบนสำหรับเสียบไดร์เป่าผม และด้านล่างสำหรับเสียบ iRobot Clenning ช่องเก็บเสื้อผ้าหลายขนาด หลายไซท์ ทั้งหมุดแขวนหมวกหรือเข็มขัด เรียกว่าคิดมาครบให้เก็บทั้งเสื้อผ้าและของใช้ได้ทุกอย่างจริงๆ ซึ่งโครงการบิ้วท์อิน มาให้เหมือนในห้องตัวอย่างเลย ขาดเพียงกระจกเงาสูงเต็มตัวด้านใน ที่ติดไว้เป็นไอเดียเท่านั้น   Bedroom เชื่อมต่อกับห้อง Smart Walk In Closet โดยกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ส่วนห้องน้ำที่เป็นประตูแบบ Double Access ระหว่าง Living Room กับ Smart Walk In Closet สะดวกต่อการใช้งานทั้งเจ้าของห้องเวลาแต่งตัว และเพื่อนเมื่อมาที่ห้อง ส่วนสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดใช้แบรนด์ American Standard พร้อมฉากกั้นอาบน้ำเป็นกระจก Tempered แบบบานสวิง พื้นและผนังห้องน้ำปูด้วยกระเบื้องเซรามิค     Type BP 31.5 ตร.ม.   เป็น Type แบบ 1 Bedroom Plus แปลนห้องจะคล้ายกับ Type B3  คือมีห้องครัวปิดวางไว้ทางซ้ายมือถัดจากประตูห้อง กลางห้องเป็น Living Room มีห้องน้ำที่เป็นประตูแบบ Double Access สามารถเข้าได้จากทั้งทาง Living Room กับห้องนอน และลึกเข้าไปด้านในสุดของห้องจะเป็นห้องนอน และห้องที่เป็น Plus     ห้องครัวปิดวางไว้ทางซ้ายมือถัดจากประตูห้อง ภายในวางเคาน์เตอร์ครัวแบบ L shape ได้เคาน์เตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามห้องตัวอย่างมาครบชุด ส่วนในห้องน้ำจะมีระบบ Smart Mirror ทัชสกรีนบนกระจกเงาภายในห้องน้ำผ่าน Wifi ให้ไม่พลาดทุกการสื่อสาร   สำหรับห้องที่เป็น Plus นั้นจะได้พื้นที่เพิ่มขึ้น สามารถวาง Day Bed หรือจะใช้เป็นห้องทำงานก็เหมาะดีนะคะ โดยจะมีระเบียงห้องต่อจากห้อง Plus ถัดไปข้างกันเป็นห้องนอนที่ใช้ประตูห้องบานสวิงแบบทึบ เพิ่มความเป็นส่วนตัวมากกว่า   นอกจากนี้  สิ่งที่สำคัญ ที่สุด ที่ออริจิ้น เข้าใจ GEN Z  คือ การบริการ ที่ตัดตรงขั้วหัวใจ Hotel Service On demand บริการทำความสะอาด  ไม่ว่าจะเป็น งานแม่บ้าน งานซักรีด งานทำความสะอาดห้องน้ำ  ตอบโจทย์ความ ’’เข้าใจ’’ ในความต้องการจัดการชีวิตให้สะดวกสบาย เหมือนที่เป็นมาโดยตลอด Facility Booking บริการจองพื้นที่ส่วนกลาง ผ่าน Mobile Application  ตอบโจทย์ความ ’’เข้าใจ’’ ในการจัดสรรเวลา ที่มีค่าของคุณ  เพื่อให้คุณสามารถจัดสรรเวลาดีๆ ที่มีค่า ไปตามหา Passion ไปใช้ชีวิตในแบบของคุณ Super Maintenance Service บริการเรียกช่างเทคนิค ช่างซ่อม ช่างล้างแอร์ ช่างไฟ ตอบโจทย์ความ ’’เข้าใจ’’ ในความต้องการให้คุณไม่ต้องมากังวลกับงานช่างที่คุณไม่ได้ถนัดอีกต่อไป Dine in Service บริการ SNACK และเครื่องดื่ม ผ่าน Machine ภายในโครงการ ให้ทุกมื้อ ที่คุณต้องการ สามารถสั่งผ่านปลายนิ้ว ได้ในพริบตา Smart Bill Pay  บริการส่งบิลออนไลน์ และชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ผ่าน Mobile Application  ลดเวลาความวุ่นวาย ที่ต้องพบเจอในทุกๆเดือน ซึ่ง มาภายใต้ คอนเซปต์ Cashless Society  สังคมไร้เงินสด ที่คุณมีเพียงมือถือ เครื่องเดียว ก็สามารถจัดสรรทุกอย่างให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านปลายนิ้ว คุณ   ความครบครันรอบด้านของโครงการ ทั้งในแง่ของการเดินทาง สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งภายนอก-ภายในโครงการ รวมถึงฟังก์ชั่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ในราคาเริ่มต้นสุดพิเศษเพียง 1.39 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่หาได้ยากแล้วสำหรับคอนโดมิเนียมยุคนี้ เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ THE ORIGIN ที่น่าสนใจและได้รับกระแสตอบรับที่ดีเช่นเดียวกันกับตัวอื่นๆ ค่ะ   เตรียมพบกับคอนโดใหม่ทุกไลฟ์สไตล์อยู่ใกล้แค่ก้าว "ดิ ออริจิ้น" สุขุมวิท 105 ที่สุดแห่งคอนโดใหม่ บนถนนสุขุมวิท ใจกลางแหล่งไลฟ์สไตล์ ใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย #สีเขียว #สีเหลือง   เริ่มเพียง 1.39 ล้านบาท*       21 ก.ย.นี้เปิดจองครั้งแรก พร้อมชมห้องตัวอย่างได้แล้ววันนี้ พิกัด https://bit.ly/33Mw1lp  "The Origin สุขุมวิท 105" ที่สุดแห่งคอนโดใหม่ บนถนนสุขุมวิท ใจกลางแหล่งไลฟ์สไตล์ ใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย #สีเขียว #สีเหลือง เปิดรับ Gift Voucher เพื่อใช้เป็นส่วนลดสูงสุด 200,000 .- *คลิกรับสิทธิพิเศษ https://bit.ly/31ksLvA   #จัดจ้านย่านสุขุมวิท #TheOrigin #LiveYourValue  #ใช้ชีวิตอย่างที่เชื่อ #สู้สู้นะ #GenZ    
[PR News] ใช้ชีวิตให้ว้าว ลงทุนให้ win กับ The Blu X Bangsaen โครงการคอนโดฯ ริมหาดบางแสนจาก “บางแสนบุรี”

[PR News] ใช้ชีวิตให้ว้าว ลงทุนให้ win กับ The Blu X Bangsaen โครงการคอนโดฯ ริมหาดบางแสนจาก “บางแสนบุรี”

“ชลบุรี” เป็น 1ใน 3 จังหวัดที่มีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากสุดในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และทำเล “บางแสน” คือหนึ่งในทำเลที่น่าจับตามองไม่แพ้ทำเลอื่นๆ และที่นี่ “บางแสน” ก็เป็นฐานที่มั่นสำคัญของ บริษัท บางแสนบุรี จำกัด ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในจังหวัดชลบุรี และมี “แลนด์แบงก์” ในย่านทำเลทองที่มีมูลค่ามหาศาลกระจายอยู่ในเขตศรีราชา พัทยา และบางแสน   โครงการ The Blu X Bangsaen หนึ่งในโครงการคอนโดมิเนียมจากบริษัทบางแสนบุรี ที่โครงการตั้งอยู่บนถนนบางแสนสายล่าง ใกล้กับชายหาดวอนนภา หาดบางแสน และมหาวิทยาลัยบูรพา ตัวโครงการเป็นคอนโด Low Rise 7 ชั้น ที่ตอนนี้เป็นโครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้ว โดย นางสาวฐิติรัตน์ วิภวานี ผู้จัดการโครงการ The Blu X Bangsaen กล่าวว่า โครงการดังกล่าว ตั้งอยู่บนใจกลางเมืองบางแสน บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ 3 งาน 59 ตารางวา  มีจำนวน  2 อาคารรวมจำนวน 153 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 369,707,070 ล้านบาท โดยอาคาร A จำนวน 76 ยูนิต และอาคาร B จำนวน 77 ยูนิต  ทั้งอาคาร A และ B จะมีการแยกที่จอดรถ แยก Lobby และแยก Facilities กัน ดังนั้นตัวอาคารจึงมีความหนาแน่นน้อยและเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการพักผ่อนและอยู่อาศัย โครงการส่งมอบแล้วจำนวน 106 ยูนิต  โครงการมีขนาดห้องให้เลือก 4 แบบ ดังนี้  ห้องแบบ Type A ขนาด 27 ตารางเมตร(ตร.ม.), ห้องแบบ Type B ขนาด 32 ตร.ม. , ห้องแบบ Type C ขนาด 41 ตร.ม.  และ ห้องแบบ Type D ขนาด 50 ตร.ม.ราคาขายเริ่ม 2.4 ล้านบาท   โครงการมุ่งเน้นการใช้วัสดุชั้นดีและการตกแต่งที่หรูหรา  ระบบความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน  จุดเด่นของโครงการที่ไม่เหมือนใครในบางแสน  สัมผัสกับบรรยากาศพักผ่อนวิวทะเลอย่างแท้จริง  กับสระว่ายน้ำชั้นดาดฟ้าที่ให้บรรยากาศแห่งการพักผ่อนที่เหนือกว่า  สูดกลิ่นไอทะเลแบบใกล้ชิด  ออกกำลังกายในห้องฟิตเนสในบรรยากาศวิวทะเล  และได้พักผ่อนภายในห้องที่ตกแต่งไว้แล้วอย่างครบครันด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้มีความหรูหรา  และให้พื้นที่การใช้สอยที่ลงตัว ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง   “ ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของบางแสนไม่ใช่แค่เป็นเมืองท่องเที่ยวหากแต่เป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยรองรับกับแผนการพัฒนาอีอีซี ” ผู้จัดการโครงการ The Blu X Bangsaen  กล่าว พร้อมกับกล่าวว่า ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้งของโครงการเป็นทำเลที่อยู่ใจกลางบางแสน อยู่กึ่งกลางระหว่างชายหาดวอนนภา-หาดบางแสน และ มหาวิทยาบูรพา จึงมีทั้งความอุดมสมบูรณ์ของกินของขาย มีร้านอาหาร ร้าน Hang out หลากหลายช่วงเย็นๆค่อนข้างคึกคัก และรอบชายหาดให้ไปนั่งพักผ่อนใช้ชีวิตชิวๆได้ ซึ่งผ่านมาโครงการ The Blu X Bangsaen  ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งที่ซื้ออยู่อาศัยเองซึ่งก็มีทั้งบุคคลากรที่ทำงานในย่านดังกล่าว และกลุ่มผู้ปกครอง พ่อ แม่ ที่ซื้อเพื่อให้เป็นที่พักของบุตรหลานที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า ปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 80% ทั้งนี้ โครงการตั้งอยู่ใกล้สถานที่สำคัญต่างๆ เช่น ชายหาดวอนนภา ,ชายหาดบางแสน,โรงเรียนสาธิตพิบูลบำเพ็ญ ,มหาวิทยาลัยบูรพา,สำนักงานเทศบาลเมืองแสนสุข ,Public Park สวนสาธารณะริมชายหาด,ตลาดหนองมน รวมถึงห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆทั้งเซ็นทรัล,  เทสโก้โลตัส, BigC, Homepro และ Makro เป็นต้น   บริษัท บางแสนบุรี  ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่และมี “แลนด์แบงก์” สะสมหลายพันไร่ในจังหวัดชลบุรี พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเภท คอนโดฯ ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว  อาคารพาณิชย์ ในฐานะที่เป็นแลนด์ลอร์ดรายใหญ่ ในเขตศรีราชา พัทยา และบางแสน จึงมีแผนที่จะนำเอาที่ดินที่มีอยู่ในพอร์ตออกมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้รองรับการเติบโตของธุรกิจ และสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคทั้งที่เป็นกลุ่มลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งผู้บริหารของบางแสนบุรี มั่นใจว่าการพัฒนาเมืองในจังหวัดชลบุรีจะมีการเติบโตขึ้นทั้งจากศักยภาพของพื้นที่ชลบุรีซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม  สะดวกในการเดินทางใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ รวมถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาพื้นที่ EEC มีโครงการถนน รถไฟความเร็วสูง และโครงการการขยายท่าเรือ เป็นต้น      
คอนโดสไตล์รีสอร์ทส่วนตัว ใกล้ BTS แบริ่ง Supalai City Resort Sukhumvit 107-ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สุขุมวิท 107 : รีวิวคอนโด

คอนโดสไตล์รีสอร์ทส่วนตัว ใกล้ BTS แบริ่ง Supalai City Resort Sukhumvit 107-ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สุขุมวิท 107 : รีวิวคอนโด

Supalai City Resort Sukhumvit 107 คอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ “ซิตี้ รีสอร์ท” ชูคอนเซ็ปต์ “COME HOME ให้การกลับบ้านมีความหมายมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”  การออกแบบที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ใช้กระจกเขียวตัดแสงเพื่อลดความร้อนจากภายนอก เข้าสู่อาคาร อาคารที่พักอาศัยรูปตัว L ช่วยให้อาคารบดบังแสงแดดให้กันและกันเองในแต่ละช่วงเวลา ตกแต่งด้วยพรรณไม้ให้ความกลมกลืนไปกับการออกแบบอาคารผสานท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างลงตัว   ชื่อโครงการ Supalai City Resort Sukhumvit 107 (ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สุขุมวิท 107) เจ้าของโครงการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ ซ.แบริ่ง 18 ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270 พื้นที่โครงการ 13-1-78.4 ไร่ ลักษณะโครงการ Low Rise  จำนวนอาคาร 6 อาคาร  จำนวนชั้น 8 ชั้น จำนวนยูนิต 1,022 ยูนิต ร้านค้า 4 ยูนิต   ขนาดห้อง Studio-2 ห้องนอน 28.5-69.5 ตร.ม.  สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Swimming pool, Jacuzzi ระบบเกลือ Sharing Space, Fitness, Green Space, Playground, Smart Locker พร้อมด้วยประตูห้องพักแบบ Digital Door Lock, EV Charger, รถตู้บริการรับ-ส่งถึงรถไฟฟ้า และร้านค้า 7-11 ภายในโครงการ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง กล้อง CCTV ราคาเริ่มต้น 1.78 ล้านบาท  จุดเด่นโครงการ ออกแบบที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ลดความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร บรรยากาศสไตล์รีสอร์ท ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีแบริ่ง สถานที่ใกล้เคียง Lasalle Avenue, Imperial World สำโรง,โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส,โรงเรียนบางกอกพัฒนา,โรงเรียนเซนต์โยเซฟบางนา, โรงเรียนลาซาล, โรงเรียนนานาชาติเบิร์คลีย์, โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์, โรงพยาบาลศิครินทร์, เซ็นทรัลบางนา, ไบเทค บางนา      
พาชม THE ORIGIN Ratchada-Ladprao-ดิ ออริจิ้น รัชดา ลาดพร้าว 25 เมตร จาก Interchange 2 สาย #สีเหลือง#สีน้ำเงิน คอนโดฯ ของคน Gen Z : รีวิวคอนโด

พาชม THE ORIGIN Ratchada-Ladprao-ดิ ออริจิ้น รัชดา ลาดพร้าว 25 เมตร จาก Interchange 2 สาย #สีเหลือง#สีน้ำเงิน คอนโดฯ ของคน Gen Z : รีวิวคอนโด

ในระยะหลังมานี้เราจะเห็นคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นใน Segment ระดับบน เรียกได้ว่าขยันทำสถิติ New High ราคาสูงขึ้นแข่งกันออกมาในตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วจับกลุ่มชาวต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนโดยเฉพาะ First Jobber หรือกลุ่ม Gen Z อายุประมาณ 23-28 ปี ยากจะเอื้อมถึง แต่สำหรับ Origin ที่มองเห็นช่องว่างนี้ก็ได้สวนกระแสผุดแบรนด์น้องใหม่ The Origin ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ออกมาได้ดีแค่ไหน เราไปทำความรู้จักพร้อมๆ กันกับโครงการ “THE ORIGIN Ratchada-Ladprao”    อีกหนึ่งทำเล Interchange สำคัญ ถ้าคอนโดมิเนียมทำเลดีหมายถึงการอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากที่สุด ฉะนั้นการอยุ่ในทำเลที่เป็น Interchange ก็ถือว่าดียิ่งกว่า เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าถึง 2 สถานี จาก 2 เส้นทาง ทำให้การเดินทางกลายเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบายจากการมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น    THE ORIGIN Ratchada-Ladprao ตั้งอยู่ภายในซ.ลาดพร้าว 23 ซึ่งใกล้กับสี่แยกรัชดา-ลาดพร้าว จุด Interchange ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีลาดพร้าวในปัจจุบัน ห่างจากโครงการ 450 เมตร กับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีลาดพร้าว ห่างจากโครงการ 25 เมตร โดยความสำคัญของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในอนาคตเมื่อเสร็จสมบูรณ์ตลอดทั้งโครงการแล้วน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นได้ทั้งสายของคนทำงานใจกลางเมืองอย่างพระราม 9 อโศก สาทร และสีลม รวมถึงการอยู่ในฐานะรถไฟฟ้าสายท่องเที่ยวโดยเฉพาะด้วยเช่นกัน โดยจะมีหลายสถานีที่ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นสถานีวัดมังกร สถานีวังบูรพา สถานีสนามไชย ซึ่งเปิดให้ทดลองนั่งฟรีเมื่อวันที่ 29 ก.ค. นี้แล้ว ขณะที่สายสีเหลืองที่มีสถานีลาดพร้าวเป็นจุดเริ่มต้น มีระยะทางรวมทั้งหมด 30 กิโลเมตร 23 สถานี จากถ.ลาดพร้าว เข้าสู่ถ.ศรีนครินทร์ เลี้ยวเข้าถ.เทพารักษ์ แล้วไปเชื่อมต่อกับสายสีเขียวสถานีสำโรง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2021 ก็ถือเป็นรถไฟฟ้า Monorail ที่จะสามารถรองรับผู้คนที่อาศัยอยู่ทางโซนตะวันออกเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังมีสายสีเหลืองส่วนต่อขยายอีก 2 สถานี ผ่านหน้าศาลอาญาบนถ.รัชดาภิเษก แล้วเป็นจุด Interchange กับสายสีเขียวส่วนต่อขยาย สถานีพหลโยธิน 24 ด้วย           ถ.รัชดาภิเษกและลาดพร้าวช่วงต้นเช่นนี้ ถือเป็นจุดสำคัญที่รวบรวมเอาสิ่งอำนวยความสะดวกรวมถึงด้านคมนาคมเข้าไว้ด้วยกันจนแทบจะกลายเป็นอีกศูนย์กลางแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นช่วงสี่แยกรัชดา-ลาดพร้าว ไปจนถึงสี่แยกพระราม 9 แหล่งอาคารสำนักงานเกรด A ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เกต เช่น The Street รัชดา บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า รัชดา Esplanade รัชดา เซ็นทรัล พระราม 9 ฟอร์จูนทาวน์ อีกทั้งยังมีสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งอย่าง สถานฑูตจีน สถานฑูตเกาหลี โรงแรมระดับ 5 ดาว เป็นต้น ทางด้านช่วงต้นของถ.ลาดพร้าว อีกย่านคนทำงานหลายบริษัทชื่อดังรวมตัวอยู่บริเวณนี้ก็ไม่น้อย สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีทั้งเซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยน มอลล์ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า ลาดพร้าว เทสโก้ โลตัส ลาดพร้าว เมเจอร์ รัชโยธิน และร้านแฮงค์เอ้าท์สุดฮิตช่วงกลางคืนอยู่หลายร้าน รวมถึงตลาดนัดจตุจักรที่มีทั้งช่วงกลางวันเสาร์-อาทิตย์ และคืนวันศุกร์ 4 ทุ่มไปจนถึง 7 โมงเช้า หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศไปพักผ่อน ออกกำลังกายท่ามกลางธรรมชาติจริง หนึ่งในปอดใหญ่ของคนกรุงเทพฯ อย่างสวนจตุจักร และสวนรถไฟ ทั้งหมดก็ดูจะสามารถตอบไลฟ์สไตล์อันไม่หยุดนิ่งของคน Gen Z ได้อย่างสมบูรณ์แบบ        ภาพรวมโครงการ THE ORIGIN Ratchada-Ladprao คอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น 1 อาคาร ขนาดห้อง 24.5-54.5 ตร.ม. บนพื้นที่ 1-3-28.25 ไร่ ทั้งหมด 208 ยูนิต+ 1 Shop ที่จอดรถ 61% อยู่ใต้อาคาร ดึงเอาความหรูหราในบรรยากาศย้อนอดีตอย่าง Classic Heritage มาไว้บนสถาปัตยกรรมของโครงการ ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบตัวอาคารที่ใช้ความคลาสสิก บวกกับการใช้สี และวัสดุตกแต่งใช้สีโทนน้ําตาลและขาวครีม ตัดกับอลูมิเนียมสี Antique Copper เติมความหรูหราให้กับตัวอาคาร ใช้เส้นสายแนวตั้งเพื่อให้อาคารดูหนักแน่น สูงโปร่งขึ้น   ระแนงแนวตั้งของอลูมิเนียมสี Antique Copper ชั้นบน ช่วยรับสายตาจากทางเข้าโครงการไปที่สระว่ายน้ำ สะท้อนแนวคิดการดีไซน์บนความหรูหรา Facilities&Services  สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางจะมีมาตั้งแต่ชั้น Ground ไปจนถึงชั้น 3 เน้นการใช้งานได้จริง โทนสีขาว เทา ดำ ดูเรียบง่ายสบายตา ตัดด้วยอลูมิเนียมสีทองกับทองแดงเพิ่มความโดดเด่น บางห้องจะเปิดให้เห็นพื้นที่สีเขียวนอกอาคารด้วยกระจก Height Ceiling ซึ่งโครงการนี้ถือว่ามีห้องส่วนกลางให้เลือกใช้งานได้หลากหลายพอสมควร ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเวลามาใช้งาน เช่น Lounge,  24 hr.Co-working Space, Library Space, Office Supply, Multi Function Studio, Meeting Room ฯลฯ ส่วน Facilities อย่างสระว่ายน้ำ ฟิตเนส จะอยู่ที่ชั้น 2 สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้สะดวก       ด้วยความเป็นคอนโดมิเนียมของคน Gen Z ในเรื่องของเทคโนโลยีก็ย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย เพราะนอกจากทำให้ชีวิตง่าย สะดวกสบายขึ้น ยังช่วยเรื่องความปลอดภัยได้ ซึ่ง Application บนสมาร์ทโฟนอย่าง ORIGIN CONNECT จะมาช่วยเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าผ่านสมาร์ทโฟน ใช้คู่กับ Smart Mirror ในห้องน้ำ Digital Door Lock ที่มีความสามารถในการปลดล็อคได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้ Card, Mechanical Key, Password, Bluetooth, Touch Screen และตั้งอายุการใช้งานของ Password ได้ รวมถึงการเรียก Hotel Service ได้ เป็นต้น      นอกจากนี้ยังตอกย้ำความว้าวที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจในตัว GEN Z อย่างแท้จริง ที่ออริจิ้นต้องการตอบสนองให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยให้ชีวิตมนุษย์คอนโด ‘ง่ายขึ้น’ ซึ่งมีอยู่ในโครงการ The Origin รัชดา-ลาดพร้าว คือ SERVICE EXCELLENCE  บริการสุดว้าว ที่เกิดจาก “ความเข้าใจ”   Hotel Service On demand บริการทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นงานแม่บ้าน งานซักรีด งานทำความสะอาดห้องน้ำ ตอบโจทย์ความต้องการจัดการชีวิตให้สะดวกสบายมากขึ้น Facility Booking บริการจองพื้นที่ส่วนกลาง ผ่าน Mobile Application ตอบโจทย์ความ ’เข้าใจ’ ในการจัดสรรเวลาที่มีค่าของคุณ เพื่อให้คุณสามารถจัดสรรเวลาดีๆ ที่มีค่า ไปตามหา Passion ไปใช้ชีวิตในแบบของคุณ Super Maintenance Service บริการเรียกช่างเทคนิค ช่างซ่อม ช่างล้างแอร์ ช่างไฟ ตอบโจทย์ความเข้าใจในความต้องการให้คุณไม่ต้องมากังวลกับงานช่างที่ไม่ได้ถนัดอีกต่อไป Dine in Service บริการ SNACK และเครื่องดื่ม ผ่าน Machine ภายในโครงการ ให้ทุกมื้อที่คุณต้องการ สามารถสั่งผ่านปลายนิ้วได้ในพริบตา Smart Bill Pay บริการส่งบิลออนไลน์ และชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ผ่าน Mobile Application ลดเวลาความวุ่นวายที่ต้องเจอในทุกๆ เดือน Floor Plan  ทางเข้า-ออก โครงการจะอยู่ในซ.ลาดพร้าว 23 ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ลักษณะที่ดินลึกเข้าไปจากตัวถนน ทำให้การวางตัวอาคารจึงได้เปรียบตรงที่ยูนิตจะอยู่ทางทิศเหนือ วิวสระว่ายน้ำ และทิศใต้ วิวทางฝั่งถ.ลาดพร้าว ยูนิตส่วนใหญ่จะไม่ถูกแสงแดดโดยตรงจากทั้งทางตะวันออกและตะวันตก เปิดห้องตัวอย่าง  สำหรับโครงการ THE ORIGIN Ratchada-Ladprao ตัว Sales Gallery ตั้งอยู่ริมถ.รัชดาภิเษก ฝั่งขาเข้าใกล้กับแยกรัชดา-ลาดพร้าว หรือสามารถเข้าจากในซ.ลาดพร้าว 23 ก็ได้เช่นกันค่ะ โดยจะมีห้องตัวอย่างทั้งหมด 3 ห้อง ขายแบบ Fully Fitted ที่มีเฟอร์นิเจอร์มาให้เกือบจะครบใกล้เคียง Fully Furnished เลยทีเดียวค่ะ โดยสิ่งที่จะได้มาด้วยมีทั้งเคาน์เตอร์ครัว Top หินสังเคราะห์ มาพร้อมกับเตาแม่เหล็กไฟฟ้า 2 หัว เครื่องดูดควัน ซิงค์ล้างจาน จากแบรนด์ HAFELE ตู้เก็บรองเท้า เคาน์เตอร์ทีวี เตียง ตู้เสื้อผ้า สุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมด รวมฉากกั้นอาบน้ำ และติดตั้งเครื่องปรับอากาศจาก Daikin มาให้ด้วยค่ะ ซึ่งห้องแต่ละ type ก็จะได้เฟอร์นิเจอแตกต่างกันได้ตามนี้เลย 1 Bedroom เครื่องปรับอากาศ แบรนด์ Daikin, Home Automation, Digital Door Lock,  ตู้เก็บรองเท้า, เคาน์เตอร์ครัว, ชั้นวางทีวี, เตียงขนาด 5 ft. ตู้เสื้อผ้า 1 Bedroom Smart Closet เครื่องปรับอากาศ แบรนด์ Daikin,  Home Automation, Digital Door Lock, ตู้เก็บรองเท้า, เคาน์เตอร์ครัว, ชั้นวางทีวี, เตียงขนาด 5 ft. และโต๊ะข้างเตียงพร้อม Wireless Charger, ตู้เสื้อผ้า Walk In Closet Set 1 Bedroom Plus เครื่องปรับอากาศ แบรนด์ Daikin, Home Automation, Digital Door Lock,  ตู้เก็บรองเท้า, เคาน์เตอร์ครัว, ชั้นวางทีวี, เตียงขนาด 5 ft. ตู้เสื้อผ้า Smart Mirror (ในห้องน้ำ) 2 Bedroom  เครื่องปรับอากาศ แบรนด์ Daikin,  Home Automation, Digital Door Lock,  ตู้เก็บรองเท้า, เคาน์เตอร์ครัว, ชั้นวางทีวี, เตียงขนาด 5 ft. ทั้งหมด 2 หลัง, ตู้เสื้อผ้า, Smart Mirror (ในห้องน้ำ)   1 Bedroom 27 ตร.ม.    เริ่มจากห้องตัวอย่างแรก ซึ่งเป็นห้องดีไซน์ Layout ใหม่จาก Origin เริ่มจากห้องครัวปิดแยกออกจากส่วน Living และ Bedroom แต่มีดีไซน์แบบใหม่ตรงที่มี Smart Walk In Closet กั้นเป็นห้องแนวยาว เหมาะสำหรับเหล่า Fashionista ที่รักการช็อปปิ้งให้ได้มีที่เก็บเสื้อผ้าและ Accessories ได้เยอะมากกว่าที่เคย เปิดห้องแรกมาด้วยห้องครัวปิดเป็นส่วนแรกสำหรับ Layout นี้ พื้นครัวปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้  มีช่องสำหรับวางตู้เย็น หน้าบานตู้เป็นกระจกสีดำ ช่วยพรางสายตาภายในตู้ได้ค่อนข้างดี แต่ไม่ทึบจนเกินไปเหมือนหน้าบานไม้ และกั้นห้องด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ขอบอลูมิเนียมสีดำ สูงจากพื้นชิดฝ้าเพดาน ซึ่ง Floor To Ceiling ภายในห้อง 2.5 เมตร    ผ่านห้องครัวเข้ามา Living พื้นปูด้วยลามิเนต วางโซฟายาวๆ ได้ 3-4 ที่นั่ง ด้านในสุดของห้องจะวางเตียงขนาด 5 ฟุตเอาไว้ข้างหน้าต่างกระจก ซึ่งเป็นบานกระทุ้งเปิดออกได้ 1 บาน และรูปลั๊กไฟตามจุดสำคัญต่างๆ เช่น หัวเตียง ในห้องน้ำ ฯลฯ ก็จะมีช่อง USB รองรับไว้เลย ใช้งานสะดวกมาก โดยเฉพาะกับสมาร์ทโฟนที่ไม่ต้องง้อ Adapter อีกเลย เพราะโครงการให้โต๊ะข้างเตียงที่มาพร้อม Wireless Changer   ปลายเตียงห้องจริงจะมีการกั้นประตูกระจกบานเลื่อนมาด้วยนะคะ เพื่อกั้นเป็นห้อง Smart Walk In Closet ซึ่งจะได้ Built in ตู้เสื้อผ้าพร้อมโต๊ะเครื่องแป้งมาด้วยตลอดแนวผนังก่อนถึงห้องน้ำด้านในสุด โดยภายในห้องน้ำก็จะแยกส่วนแห้งไว้ก่อนจะเป็นส่วนเปียกไว้ด้านใน  Smart Walk in Closet เป็นตู้เสื้อผ้าที่ไม่ได้มีไว้แค่เก็บเสื้อผ้าเท่านั้น เป็นทั้งตู้เก็บของ เก็บเสื้อผ้า และโต๊ะเครื่องแป้งใน 1 เดียว ทั้ง Beauty Mirror พร้อมไฟ LED รอบกระจก ช่องปลั๊กที่เตรียมไว้ทุกมุม ด้านบนสำหรับเสียบไดร์เป่าผม และด้านล่างสำหรับเสียบ iRobot Clenning ช่องเก็บเสื้อผ้าหลายขนาด หลายไซท์ ทั้งหมุดแขวนหมวกหรือเข็มขัด เรียกว่าคิดมาครบให้เก็บทั้งเสื้อผ้าและของใช้ได้ทุกอย่างจริงๆ     1 Bedroom 27 ตร.ม.  Layout สุดฮิตของ Origin เขาล่ะค่ะ ด้วยพื้นที่ตรงกลางห้องที่มีมุมสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นตามการใช้งานได้อย่างอิสระ เน้นการใช้งานภายในห้องได้อย่าง Smooth ขณะเดียวกันก็ยังได้ห้องครัวปิด ห้องนอนที่แยกเป็นสัดส่วนออกจากกัน และยังได้เปรียบในเรื่องของแสงธรรมชาติสามารถส่องเข้ามาในห้องได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย    ลักษณะของ Layout สำหรับโครงการนี้จะได้พื้นที่ Living มากขึ้น สามารถวางโซฟาตัวยาวขนาด 3-4 ได้สบายๆ พร้อมโต๊ะเล็กด้านข้างได้อีกค่ะ   ตู้ที่ Bulit in มาให้จะใช้หน้าบานกระจกสีดำ ซึ่งภายในตู้จะมีสวิตซ์ไฟเปิด-ปิด ไฟ LED ด้านในตู้ เพิ่มความสว่างเวลาใช้งานจริง ส่วนกลางห้องระหว่างห้องน้ำกับห้องครัวปิดจะมี Built in โต๊ะเครื่องแป้งที่มีตู้เก็บของด้านบนเอาไว้ให้ด้วย สะดวกต่อการใช้งานจริง   1 Bedroom Plus 34 ตร.ม.        ห้องตัวอย่างสุดท้าย เป็นห้องแบบ 1 Bedroom Plus ที่ได้ห้องว่างเพิ่มมา 1 ห้อง สามารถดีไซน์ได้เองตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เช่น ห้องทำงาน หรือห้องนอนอีก 1 ห้อง ส่วนห้องน้ำได้ประตู Double Access สามารถเข้าได้จากทั้ง Living กับ Bedroom เพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น และห้องครัวปิดที่ได้พื้นที่เพิ่มขึ้นจนสามารถวางเคาน์เตอร์ Built in มาแบบ L shape ได้   ห้องครัวปิดจะถูกวางอยู่หลัง Living Room ภายในมีพื้นที่พอสำหรับทำครัว 2 คนได้ และบริเวณ Living Room ยังคงเน้นพื้นที่สำหรับวางโซฟาได้ยาวขึ้น ถ้ามีเพื่อนมาหาที่ห้องก็สามารถรองรับได้ดี ไม่คับแคบจนเกินไป   ห้องที่เป็น Plus เพิ่มขึ้นมานี้ จะเป็นห้องเปล่าที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้เอง โดยในห้องตัวอย่างก็จัดเป็นห้องอ่านหนังสือแยกจากโซน Living และเชื่อมต่อกับระเบียงห้องที่มีราวกันตกกั้นด้วยเหล็กโปร่งสีดำ ส่วน Condensing Unit ถูกแขวนไว้หันหน้าเข้าทางระเบียง พื้นที่พอสำหรับใช้ตากผ้าได้    ห้องนอนใช้ประตูบานทึบและยังได้ประตูห้องน้ำแบบ Double Access ระหว่าง Living Room กับ Bedroom ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้นหากมีเพื่อนมาที่ห้องของเรา ซึ่งภายในห้องน้ำนอกจากจะได้สุขภัณฑ์มาครบพร้อมใช้งานได้ทันทีแล้ว ยังมีความพิเศษตรง Smart Mirror กระจกที่สามารถโชว์ภาพที่ควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเช็คตารางงาน ดูหนัง ฟังเพลง ขณะอยู่ในห้องน้ำก็ยังสามารถใช้ชีวิตแบบสมาร์ทๆ ได้ ไม่พลาดทุกการสื่อสาร    ไม่ใช่แค่ทำเลและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ แต่ยังมีเรื่องของเทคโนโลยีที่กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่ง THE ORIGIN ก็สามารถทำออกมาได้ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ จึงกลายมาเป็นแบรนด์น้องใหม่มาแรงที่กำลังถูกจับตามอง ด้วยความครบครันรอบด้านบวกกับราคาที่จับต้องได้ง่าย จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะยังอยู่ใกล้รถไฟฟ้ากลางเมืองได้เช่นนี้   #เปิดจองรอบพิเศษ vvip 17 ส.ค. นี้ พร้อมรับ Gift Voucher ใช้เป็นส่วนลดสูงสุด 300,000 .- * สำหรับเข้าจองในงาน!  ได้แล้ววันนี้ที่สำนักงานขาย https://bit.ly/2SCZrNm    “THE ORIGIN’’ 2 โครงการใหม่ทำเล “รัชดา- ลาดพร้าว” ย่านไลฟ์สไตล์สุดฮิป ใกล้จุดตัด New Interchange #สายสีน้ำเงิน #สายสีเหลือง   ดิ ออริจิ้น ลาดพร้าว 15  600 ม. จากสถานี MRT ลาดพร้าว มีความเป็นส่วนสูงเพียง 163 ยูนิต เริ่ม 1.79 ลบ.* ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว 25 ม. จากสถานี MRT รัชดา (สายสีเหลือง) จุดตัด New Interchange รถไฟฟ้า 2 สาย เริ่ม 2.29 ลบ.*   ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษก่อนใคร! คลิก https://bit.ly/2LZsgSV    #TheOrigin #จัดจ้านย่านรัชดา #จัดจ้านย่านลาดพร้าว #จัดจ้านย่านอินเตอร์เชนจ์ #สู้ๆนะ #ใช้ชีวิตอย่างที่เชื่อ #LiveYourValue #EmphathyDesignthinking    
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 5-11 สิงหาคม 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 5-11 สิงหาคม 2562

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความเคลื่อนไหวในวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผลกระทบของมาตรการ LTV ของแบงก์ชาติจะยังมีต่อเนื่อง นี่ยังเจอภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อคนชะลอตัวไปด้วย ตลาดอสังหาฯ​ ก็ออกอาการแย่พอสมควร  งานนี้ก็ต้องวัดกึ๋นและฝีมือกันละว่าใครจะ สามารถประครองตัวเองให้ผ่านพ้นปีนี้ไปได้ และจบปีได้สวยกว่ากัน...   โกลเด้นแลนด์กวาดยอดขาย GOLDEN EMPIRE แจ้งวัฒนะ นายภวรัญชน์ อุดมศิริ กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาโครงการทาวน์โฮม และนีโอโฮม บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์  เปิดเผยว่า โครงการ โกลเด้น นีโอ แจ้งวัฒนะ-เมืองทอง เป็นบ้านนีโอ โฮม เนื้อที่ประมาณ 31 ไร่ จำนวน 156 หลัง มูลค่า กว่า 1,200 ล้านบาท มียอดขายใน 2 วันแรกที่เปิดจอง ถึง 650 ล้านบาท ต่อมาได้เปิดโครงการที่ 2 โกลเด้น ซิตี้ แจ้งวัฒนะ-เมืองทอง เป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น และ 3 ชั้น บนเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ จำนวน 167 หลัง มูลค่ากว่า 700 ล้านบาท สร้างปรากฏการณ์ขายหมดทั้งโครงการอีกครั้ง ด้วยยอดขายรวม 732 ล้านบาท (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   สิริเวนเจอร์ส ผนึก สวทช. พัฒนา “รถยนต์ไร้คนขับ”   นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด (SIRI VENTURES) เปิดเผยว่า แผนทดสอบนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยใน SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox ได้เปิดตัว 3 สตาร์ทอัพแห่งอนาคต AIROVR เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ Fling นวัตกรรม โดรนเดลิเวอรี่ และ SoundEye ระบบเซนเซอร์รักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ ตรวจสอบเสียงผิดปกติ นำร่องพัฒนาและทดลองใช้จริงเป็นกลุ่มแรก จับมือ สวทช. สร้าง 3D Mapping เชื่อมโยงรถยนต์ไร้คนขับ เตรียมทดลองวิ่งจริงไตรมาส 4 นี้ ครึ่งปีหลังจ่อลงทุนในสตาร์ทอัพ 4 ด้าน รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 600 ล้านบาท พร้อมสรุปภาพรวมความสำเร็จครึ่งปีแรกของ 2019 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยี (PropTech) ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย  ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ตลอดจนสร้างสรรค์และส่งต่อนวัตกรรมการใช้ชีวิตที่ไร้รอยต่อในยุคดิจิทัลให้กับลูกบ้านแสนสิริ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ชีวาทัย เปิดตัวโครงการชีวาทัย เกษตร-นวมินทร์ นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA  เปิดเผยว่า  บริษัทได้เปิดตัวโครงการชีวาทัย เกษตร-นวมินทร์ เป็นคอนโดมิเนียมแบบอาคารสูง 25 ชั้น โดยมีจำนวนห้อง 649 ยูนิต พร้อมร้านค้า 5 ร้านในโครงการ ซึ่งมีที่จอดรถอยู่ที่ 49% ของโครงการ บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่  โดยบริษัทยังได้ร่วมมือกับบริษัท COMMAX Company Limited เพื่อนำเทคโนโลยี Home Automation เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกโครงการ (อ่านข่าวเพิ่มเติม)    BMF จับมือพันธมิตรญี่ปุ่นรุกตลาดวัสดุกันไฟ    นายกศิปัญญ์ ศิริธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.เอฟ.เอ็ม. จำกัด  เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เพลิงไหม้อาคารสูงครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบไม่กี่ปีมานี้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในแต่ละครั้งเกิดความสูญเสีย              ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยในบางกรณีก็ยากที่จะประเมินมูลค่าการสูญเสีย ด้วยเหตุดังกล่าว บริษัทฯ จึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการนำเสนอทางเลือกใหม่เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และบรรเทาความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ด้วยความร่วมมือกับ มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัว อัลโพลิค คลาส เอ2 (ALPOLIC A2) แผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิทไส้กลางกันไฟมาตรฐานใหม่สู่ตลาดเมืองไทยอย่างเป็นทางการ   ปัจจุบันมีการใช้วัสดุอะลูมิเนียมคอมโพสิทอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการเมกะโปรเจ็คต์ขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งสนามบิน สถานีรถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูงในอนาคต รวมถึงอาคาร Mixed use ขนาดใหญ่ของภาคเอกชน โดยตลาดรวมมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกปี (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   จัดงานรับสร้างบ้าน กระตุ้นตลาด   นางศิริพร สิงหรัญ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association)  เปิดเผยว่า ได้เตรียมจัดงานรับสร้างบ้านและวัสดุ  Home Builder Expo 2019 ขึ้นในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 ที่อิมแพค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี เพื่อกระตุ้นตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีหลังให้เติบโต โดยปีนี้จะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ตารางเมตร จากปีก่อนหน้าใช้พื้นที่จัดงาน 4,000 ตารางเมตร เนื่องจากย้ายสถานที่จัดงานไปยังเมืองทองธานี  ภายในงาน จะเป็นการรวบรวมบริษัทรับสร้างบ้านระดับชั้นนำมาไว้ในงาน พร้อมด้วยแบบบ้านจากบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 1,000 แบบ และภายในงานยังมีบ้านในทุกระดับราคาให้ผู้บริโภคได้เลือก ตั้งแต่ 1 – 100 ล้านบาทขึ้นไป และยังมีผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน   คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายในงานได้กว่า 3,000 ล้านบาท (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ปิดท้าย... ด้วยการเปิดเผยข้อมูลของสำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทย ที่ออกมาระบุว่า ผลกระทบจากมาตรการของแบงก์ชาติ ส่งผลให้มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมติดลบ 16% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน  โดยตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบติดลบน้อยกว่าแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม เนื่องจากส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่จริง ไม่ได้ปล่อยเช่าหรือเก็งกำไร และประเมินว่าปีนี้ ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีมูลค่า 5.1 แสนล้านบาท หดตัว 10% โดยที่อยู่อาศัยแนวราบหดตัว 4% ขณะที่คอนโดมิเนียมมีโอกาสติดลบ 20% และพบว่าบ้านแฝดหรือบ้านที่อยู่อาศัยกึ่งกลางระหว่างบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ มีส่วนช่วยพยุงตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมมากขึ้น มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแฝดเติบโต 30%  ขณะที่ทาวเฮ้าส์ขยายตัว 7% บ้านเดี่ยวและตึกแถวอยู่ในภาวะหดตัว (อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม)
[PR News ]โปรเจ็กต์สร้างเสร็จพร้อมโอนน้อย ทำกำไรไตรมาส 2/2562 ลดกว่าครึ่ง

[PR News ]โปรเจ็กต์สร้างเสร็จพร้อมโอนน้อย ทำกำไรไตรมาส 2/2562 ลดกว่าครึ่ง

อนันดาฯ กำไรไตรมาส 2 ลด เหตุโครงการโอนน้อย ครึ่งปีหลังยังเดินหน้าเปิดโปรเจ็กต์ใหม่  7 โครงการ มูลค่ากว่า 22,000 ล้าน   ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2  บริษัทมีกำไรสุทธิ 120 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า 79% และมีกำไรสุทธิครึ่งปีอยู่ที่ 352 ล้านบาท ลดลง 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า ซึ่งสัดส่วนของโครงการร่วมทุนที่สร้างเสร็จพร้อมโอนในไตรมาส 2 ปี 2562 น้อยกว่าในไตรมาส 2 ปี 2561 ที่มีโครงการร่วมทุนขนาดใหญ่สร้างเสร็จและเริ่มโอน เช่น แอชตัน อโศก และ แอชตัน จุฬา-สีลม ซึ่งเป็นไปตามกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จของโครงการ     สำหรับในไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวม 2,037 ล้านบาท เติบโต 12% จากไตรมาสแรก สอดคล้องกับรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 12% เป็น 871 ล้านบาท นอกจากนี้ยอดขาย ยังเพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสแรก โดยสามารถกวาดยอดขายกว่า 6,100 ล้านบาท และมียอดขายสะสมครึ่งปีแรกกว่า 11,000 ล้านบาท   บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog)  สิ้นไตรมาส 2/2562 มูลค่า 33,200 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของยอดโอนในระยะ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งมียอดขายรอรับรู้รายได้ที่จะโอนในปี 2562 มูลค่ากว่า 12,240 ล้านบาท คิดเป็น 64% ของเป้ายอดโอนในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้  โดยตั้งเป้ายอดโอนทั้งปีอยู่ที่กว่า 29,000 ล้านบาท   โดยในครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวม 21,930 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า จำนวน 6 โครงการ มูลค่าโครงการ 20,496 ล้านบาท และโครงการแนวราบ URBANIO วิภาวดี-แจ้งวัฒนะ จำนวน 1 โครงการ  มูลค่าโครงการ 1,434 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการแนวราบแบรนด์ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต   ในส่วนของกระแสเงินสดของบริษัท สิ้นสุดไตรมาส 2 ยังคงรักษาเงินสดที่มีมากกว่า 5,900 ล้านบาท  โดยบริษัทคอยติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ และเตรียมพร้อมปรับแผนธุรกิจหากมีความจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาวของบริษัท   ทั้งนี้  ยังคงรักษาวินัยทางการเงินไว้อย่างเข้มงวด โดยจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนไว้ที่ 1 เท่า เป็นเป้าหมายระยะยาว และเราต้องมั่นใจว่าการเติบโตของบริษัทจะไม่เพิ่มความเสี่ยงซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทในระยะยาว   โดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้น เป็น 9.1 สตางค์ คิดเป็นสัดส่วนของเงินปันผลต่อกำไรในอัตรา 86% สูงที่สุดตั้งแต่มีการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัท  
Krungthai Compass มองตลาดอสังหาฯ 62 “บ้านแฝด” ตลาดที่เติบโตสวนกระแสปัจจัยลบ กับ 4 เหตุผลที่คนเลือกซื้อ

Krungthai Compass มองตลาดอสังหาฯ 62 “บ้านแฝด” ตลาดที่เติบโตสวนกระแสปัจจัยลบ กับ 4 เหตุผลที่คนเลือกซื้อ

ปีนี้ดูเหมือนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เจอมรสุมหลายเรื่อง ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลทำให้คนส่วนใหญ่ชะลอการซื้อที่อยู่อาศัย เพราะต้องใช้เงินเยอะ ยังมีเรื่องของการออกมาตรการสกัดนักเก็งกำไร หรือนักลงทุน อย่างมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา ก็น่าจะเป็นผลทำให้ตลาดอสังหาฯ ปีนี้ชะลอตัวลง แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องรอให้สิ้นสุดปีนี้ไปก่อน   แต่หากมาดูสถานการณ์ปัจจุบันภายหลังจากใช้มาตรการ LTV ไปแล้ว ว่ามีผลเป็นอย่างไรบ้างนั้น ก็น่าจะประเมินภาพรวมตลอดทั้งปีของตลาดอสังหาฯ 2562 ได้ไม่ยากนัก  ซึ่งเรื่องนี้ ทางสำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทย ได้รายงานผลการวิจัยตลาดอสังหาฯ​ หลังใช้มาตรการ LTV  เอาไว้ เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางของธุรกิจในปีนี้   โดยดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า หลังเกณฑ์การใช้มาตรการ  LTV พบว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม มีมูลค่า 67,300 ล้านบาท ติดลบ 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น คอนโดฯ มูลค่า 29,800 ล้านบาท ติดลบ 27% และที่อยู่อาศัยแนวราบมูลค่า  37,500 ล้านบาท ติดลบ 4%   ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการโอนอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล ยังเติบโตในอัตรา 5% มีมูลค่า 200,200 ล้านบาท ตลาดคอนโดฯ ติดลบ 2% มีมูลค่า  87,500 ล้านบาท แต่แนวราบเติบโต 11%  มีมูลค่า 112,700 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายประเมินเอาไว้ และสอดคล้องกับตัวเลขของธปท. ที่ออกมาระบุถึงการขอวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในสัญญาที่ 2 สำหรับคอนโดฯ ลดลง 25% แต่ถ้าเป็นตลาดแนวราบยังโต 3%  เป็นเพราะตลาดบ้านแนวราบเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากกว่า    “มาตรการที่ออกมาก็ได้ดั่งใจแบงก์ชาติ เพราะกู้ซื้อบ้านสัญญา 1 โต แต่กดดีมานด์สัญญา 2 เพราะความกลัวว่าสัญญา 2 จะทำให้ราคาเติบโตเร็วเกินไป ก่อหนี้ครัวเรือนสูงเกินไป”   ส่วนยอดขายหรือพรีเซลล์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มียูนิตเปิดขายใหม่ราว 51,500 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดฯ33,000 ยูนิต และแนวราบ 18,500 ยูนิต  โดยคอนโดฯ สามารถขายได้ 11,850 ยูนิต คิดเป็น 36% ของยูนิตเปิดใหม่ ขณะที่แนวราบสามารถขายได้ราว 3,300 ยูนิต คิดเป็น 18% ของยูนิตเปิดใหม่   โดยในภาพรวมปีนี้สำนักวิจัย Krungthai Compass  ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีมูลค่า 510,000 ล้านบาท หดตัว 10% ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบหดตัว 4% ขณะที่คอนโดมิเนียมมีโอกาสติดลบ 20%   บ้านแฝด โตสวนตลาดติดลบ   ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัว ยอดขายหรือ พรีเซลล์ลดต่ำ ซึ่งตลาดคอนโดฯ พรีเซลล์ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมามียอดลดลง 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมียอดพรีเซลล์ 68% ขณะที่แนวราบพรีเซลล์ก็ลดลง ด้วยเช่นกันจาก 35% มาเป็น 17% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แต่ตลาดที่ถือว่าเป็น “พระเอก” ทำผลงานออกมาโดดเด่นในปีนี้ คือ กลุ่มบ้านแฝด เพราะมีตัวเลขเติบโตสวนตลาดที่อยู่อาศัยอื่นๆ   ช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแฝดเติบโต  9% สูงกว่าตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวม 2 เท่า บ้านแฝด จึงมีส่วนช่วยพยุงตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบไว้ไม่ให้ลดลงมาก โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมมากขึ้น มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแฝดเติบโต 30%  ขณะที่ทาวเฮ้าส์ขยายตัว 7% บ้านเดี่ยวและตึกแถวอยู่ในภาวะหดตัว     ปัจจุบันบ้านแฝดมีมูลค่าการโอนสัดส่วน 8% จากภาพรวมของตลาดบ้านแนวราบ ที่คาดว่าปีนี้น่าจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 9% ส่วนบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 45% และทาวน์เฮ้าส์มีสัดส่วน 37% ซึ่งทั้งสองประเภทอยู่ในอัตราใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว สัดส่วนโอนกรรมสิทธิ์ลดลงเหลือ 10% จากปีที่แล้วมี 11% 4 เหตุผลคนเลือกซื้อ “บ้านแฝด”   สิ่งที่ทำให้บ้านแฝดได้รับความนิยมจากลูกค้า น่าจะมาจากการตอบโจทย์ความต้องการของการอยู่อาศัยได้มากขึ้น ท่ามกลางภาวะตลาดที่นับวันมีแต่ราคาปรับตัวสูงขึ้น   สำหรับเหตุผลที่คนเลือกซื้อบ้านแฝดเพื่ออยู่อาศัยมากขึ้นนั้น มาจาก 4 เหตุผลสำคัญ คือ   1.ถูกกว่าบ้านเดี่ยวแต่ฟังก์ชั่นแทบไม่ต่าง   เมื่อพิจารณาจากฟังก์ชั่นและราคา บ้านแฝดคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่าบ้านเดี่ยว  ราคาบ้านแฝดเริ่มต้นเฉลี่ย 2.5 ล้านบาท ส่วนบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ​ เริ่มต้น 4.2 ล้านบาท ขณะที่ฟังก์ชั่นของบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดแทบไม่ต่างกัน เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการออกแบบและก่อสร้างทำให้ฟังก์ชั่นบ้านไม่แตกต่างกันแล้ว แถมบ้านแฝดมีหน้าตาคล้ายบ้านเดี่ยวมากขึ้น จากเดิมก่อสร้างบ้านให้มีผนังติดกัน ตามข้อกฎหมายก็เปลี่ยนมาใช้เป็นโครงสร้างใต้ดินติดกันแทน     2.ใช้เงินดาวน์น้อยกว่าคอนโดฯ เมื่อราคาบ้านถูกกว่า ทำให้การดาวน์บ้านก็ต่ำลงด้วย ระยะเวลาการเก็บเงินเพื่อดาวน์บ้านก็น้อยลง เมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ  บ้านแฝดใช้ระยะเวลาน้อยกว่าถึง 3 เท่า     3.อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า ในราคาที่คุ้มค่า ด้วยการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าออกไปมากขึ้น ทำให้การพัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้ามีมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในรูปแบบของการพัฒนาก็ต้องมี “บ้านแฝด”     4.ตัวเลือกที่มีมากและคุณภาพที่ดีขึ้น   ปัจจุบันบ้านแฝดมีตัวเลือกที่มากขึ้นและคุณภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หันมาพัฒนาบ้านแฝดมากขึ้น เพราะในต้นทุนที่ดินเท่ากัน การพัฒนาบ้านแฝดเมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวแล้ว จะได้ความคุ้มค่าของโครงการมากกว่า ที่ผ่านมาดีเวลลอปเปอร์มีการพัฒนาบ้านแฝดปีละ 3,500-4,000 ยูนิตต่อปี ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6,500-7,500 ยูนิต หรือขยายตัวเฉลี่ยปีละ 18%   10 ทำเลทอง บ้านแฝด   ด้านนายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ผู้ร่วมทำงานวิจัย เปิดเผยว่า บ้านแฝดราคา 3-5 ล้านบาท มียูนิตพร้อมขายมากที่สุด โดยมีจำนวนพร้อมขายมากถึง  12,000 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 60% ขณะที่ราคา 2-3 ล้านบาท มีสัดส่วน 20% และราคา 5-10 ล้านบาท มีสัดส่วน 14% ตามลำดับ ซึ่งการเลือกซื้อบ้านแฝดควรเลือกที่อยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะเป็นพื้นที่ศักยภาพ ที่ราคาขายต่อของบ้านในอนาคตจะไม่ถูกกดดัน จากการให้ส่วนลดหรือการจัด Marketing Campaign เพื่อระบายสต๊อก ซึ่งสะท้อนจากการมียูนิตเหลือขายต่ำและใช้ระยะเวลาค่อนข้างสั้นในการขายหมด   สำหรับพื้นที่ศักยภาพสำหรับการซื้อบ้านแฝด ประเมินว่ามี 10 ทำเลที่มีความโดดเด่นเหนือพื้นที่อื่นๆ โดยแบ่งตามระดับราคา     กลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท มี 2 ทำเล ได้แก่ พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านเอกชัย-บางบอน และพื้นที่มีนบุรี-สุวินทวงศ์ ย่านนิมิตรใหม่ กลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท มี 4 ทำเลได้แก่ พื้นที่ติวานนท์ ย่านติวานนท์-นวลฉวี พื้นที่มีนบุรี-สุวินทวงศ์ ย่านหทัยราษฎร์ และหนองจอก พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านวงแหวน-เพชรเกษม และพระราม 2 กม.1-10 และพื้นที่กรุงเทพฯตะวันออก ย่านลาดกระบัง กลุ่มราคา 5-10 ล้านบาท มี 4 ทำเลได้แก่  พื้นที่รังสิต-ปทุมธานี ย่านคลอง 1-7 พื้นที่รัชดา-ลาดพร้าว ย่านโชคชัย 4  พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านวงแหวน-เพชรเกษม และพื้นที่ติวานนท์ ย่านสรงประภา  
Home Automation จุดขายใหม่คอนโดฯ​ ชีวาทัย เกษตร-นวมินทร์

Home Automation จุดขายใหม่คอนโดฯ​ ชีวาทัย เกษตร-นวมินทร์

“ชีวาทัย” เปิดโครงการชีวาทัย เกษตร-นวมินทร์ จับมือกับ COMMAX โชว์เทคโนโลยี Home Automation พร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกผ่านมือถือ จับตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Y   เพราะไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ มีมือถือเป็นเหมือนอวัยวะอีกชิ้นของร่างกายที่ขาดไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นจะเข้านอน ต้องมีมือถือติดตัว ทำอะไรก็ต้องผ่านมือถือนี่แหละ และนับวันมือถือก็จะเข้ามาช่วยให้การใช้ชีวิตเราง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ   อย่างล่าสุด บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) ได้จับมือกับบริษัท COMMAX Company Limited นำเทคโนโลยี Home Automation เข้ามาติดตั้งภายในโครงการ  ซึ่งจะทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถสั่งงานอุปกรณ์ภายในห้องและในโครงการได้โดยผ่านมือถือ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน     นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA  เปิดเผยว่า  บริษัทได้เปิดตัวโครงการชีวาทัย เกษตร-นวมินทร์ บนพื้นที่กว่า 5​ ไร่ เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 25 ชั้น มีจำนวนห้อง 649 ยูนิต พร้อมร้านค้า 5 ร้านในโครงการ มีที่จอดรถอยู่ที่ 49% ของโครงการ  ราคาขายเริ่มต้น 2.10 ล้านบาท หรือมีราคาเฉลี่ย 95,000 บาทต่อตารางเมตรโดยกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่  Generation Y อายุ 25-40 ปี   “เราเน้นขายไลฟ์สไตล์ จึงมีการนำเอาระบบ Home Automation เข้ามาใช้ในโครงการ ถือเป็นจุดขายใหม่ของโครงการ ไม่ใช่แค่ทำเลที่ตั้งหรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการเท่านั้น”   โดยโครงการชีวาทัย เกษตร-นวมินทร์ ถือเป็นโครงการแรกๆ ที่มีระบบ Home Automation แบบครบตั้งแต่จุดเข้าพื้นที่โครงการจนถึงการใช้งานภายในห้องพัก ซึ่งนอกจากโครงการนี้บริษัทยังวางแผนนำระบบ Home Automation เข้าติดตั้งภายในโครงการชีวาทัย ปิ่นเกล้า ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้อีกด้วย โดยโครงการในอนาคตจะมีการพัฒนาระบบ Home Automation ให้ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น เช่น การสั่งงานด้วยเสียง การสแกนใบหน้า หรือการสแกนด้วยนิ้วมือ   มาดูกันว่าระบบ Home Automation ที่นำมาติดตั้งภายในโครงการ ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตคนอยู่อาศัยในโครงการดีขึ้นอย่างไรบ้าง -การเข้าออกโครงการ ตั้งแต่ทางเข้าโครงการ ล็อบบี้ และห้องพัก สั่งงานด้วยโทรศัพท์มือถือ -การใช้ลิฟท์โดยสาร สามารถใช้มือถือสั่งงานขึ้นไปยังชั้นที่พักได้ ด้วยระบบบลูทูธ -การเปิด-ปิด หลอดไฟ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้อง แอร์ ที่นอกจากเปิด-ปิด ยังสามารถตั้งอุณหภูมิได้ จะสั่งแบบแยกอุปกรณ์ หรือจะสั่งปิดทั้งห้องก็ได้ -มีระบบการเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดพื้นที่ส่วนกลางต่างๆ เพื่อตรวจสอบจำนวนผู้ใช้บริการของสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ และการสั่งอนุญาตให้กับผู้มาติดต่อเข้าโครงการหรือไม่ได้ด้วย -สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างห้องชุดอื่นได้ -มีปุ่มฉุกเฉิน ติดต่อกับเจ้าหน้าที่โครงการ เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน โดยการทำงานของระบบ Home Automation จะผ่านแอพพลิเคชั่น “CHIWATHAI” ที่ COMMAX พัฒนามาให้กับโครงการของชีวาทัย ซึ่งเป็นการทำงานผ่านสัญญาณบลูทูธ     สำหรับบริษัท COMMAX Company Limited ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำทางด้านระบบ Intercom, Video Phone, Smart Home System (IoT) ของโลก  โดยบริษัทได้มีการเปิดมามากกว่า 50 ปี และมีตัวแทนจำหน่ายสินค้ามากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก และ COMMAX ยังมีโรงงานผู้ผลิต Technology and Knowledge เป็นของตัวเอง ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าทั้ง Hardware and Software ได้ตามความต้องการของลูกค้าบริษัท พร้อมทั้งยังได้มีรางวัลต่างๆ มากมาย ได้แก่ Reddot Design Award, iF Design Award, Good Design Award, IDEA Design Award   อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการอีกมากมาย ได้แก่ Stylish Lobby, Sky Infinity Edge Pool, Serene Garden, Private Vertical Garden, Active Studio, Inspirational Library,Co-Learning& Co-Working Hub, Lifestyle Shop, Home Automation และ Shuttle Service  รวมทั้งยังมีระบบรักษาความปลอดภัย ได้แก่ ระบบคีย์การ์ดบริเวณทางเข้าอาคาร, ระบบกล้อง CCTV พร้อมพนักงานรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง  
เปิดกลยุทธ์ จาร์ตัน รุกตลาด “บ้านอัจฉริยะ” สู่การเป็น Digital Company

เปิดกลยุทธ์ จาร์ตัน รุกตลาด “บ้านอัจฉริยะ” สู่การเป็น Digital Company

ตั้งแต่เทคโนโลยีเข้ามา Disrupt วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุคปัจจุบัน ก็ทำให้การอยู่อาศัยในแต่ละวันสะดวกสบายมากขึ้น จากอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก และนับวันความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกมาเติมเต็มชีวิตก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  นี่ก็เป็นแรงผลักดันทำให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าและบริการต่างต้องปรับตัว หันมาพัฒนาสินค้าและบริการใส่เทคโนโลยีเข้าไป เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิตอลนี้ด้วย   “จาร์ตัน กรุ๊ป” หนึ่งในผู้ผลิตและติดตั้งระบบ สำหรับใช้ภายในบ้านและอาคาร ก็ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน หลังดำเนินธุรกิจมานานกว่า 40 ปี ด้วยการพัฒนาและนำเอาระบบ SMART HOME SOLUTION หรือระบบบ้านอัจฉริยะ เข้ามาทำตลาด เจาะกลุ่มผู้อยู่อาศัยตามบ้านเรือนทั่วไป เพราะเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตและมีความต้องการใช้งานของคนยุคปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น   นายธีธัช จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท จาร์ตัน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้เริ่มวางแผนและพัฒนาสินค้าซึ่งเป็นดิจิทัล ซึ่งปีที่ผ่านมาเริ่มเปิดตัวระบบ SMART HOME SOLUTION เข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง ตามเทรนด์ของตลาด จากอดีตเมื่อ 10 ปีที่แล้วเริ่มต้นจากการผลิตดิจิทัลดอร์ล็อก เป็นสินค้าชิ้นแรกออกจำหน่าย ปัจจุบันมีสินค้ากลุ่ม SMART HOME SOLUTION กว่า 40 รายการ     “บริษัทได้ศึกษาตลาดมากว่า 5 ปี ซึ่งปีนี้รุกตลาดอย่างจริงจัง เพราะคนเริ่มให้การยอมรับกับสินค้า เพราะให้ประโยชน์กับเขาได้มากกว่าการแค่ควบคุมอุปกรณ์ในบ้านเท่านั้น ที่สำคัญคนให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย และคำนึงถึงเรื่องการประหยัดพลังงาน”    ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการติดต่อกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 8-9 รายในการนำเอาระบบ SMART HOME SOLUTION เข้าไปติดตั้งในโครงการ  ซึ่งแต่ละโปรเจ็กต์จะมีจำนวนที่อยู่อาศัยตั้งแต่ 100-300 ยูนิต นอกจากนี้ ยังเจรจากับมหาวิทยาลัยอีก 3-4 แห่งสำหรับนำเอาระบบ SMART HOME SOLUTION เข้าไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถาบันการศึกษาด้วย รวมถึงยังสามารถปรับใช้ได้กับกลุ่มธุรกิจโรงแรมด้วย  เช่น ระบบการบริหารห้องพัก โดยการเช็คอินห้องพัก และกุญแจดิจิทัล  เป็นต้น   นายธีธัช กล่าวอีกว่า  บริษัทถือเป็นแบรนด์สินค้าไทยที่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ 30 ปีแรกเป็นยุค 3.0 ต่อมาพัฒนาเป็นยุค 4.0 ในช่วง 10 ปีหลัง โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การมุ่งไปสู่การเป็น “Digital Company” ซึ่งภายในปี 2022 ต้องการให้แบรนด์จาร์ตันเป็น Top of mind ของผู้บริโภค และวางแผนนำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   “ในอีก 3-5 ปีบริษัทน่าจะมียอดขายใกล้ 1,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 25% ทุกปี จากก่อนหน้านี้เติบโต 5-7%”   ปัจจุบันแบรนด์จาร์ตัน ทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยส่งออกไปทำตลาดใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยสัดส่วนยอดขายประมาณ 30-40% ส่วนตลาดในประเทศกลุ่มลูกค้ามีทั้งภาคราชการและหน่วยงานสำคัญๆ สัดส่วนประมาณ 60% ที่เหลือเป็นภาคเอกชน   สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดของบริษัทในปีนี้เพื่อสร้างการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 1.การเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไปซื้อไปใช้งานได้ ซึ่งสินค้าจะมีราคาจำหน่ายถูกกว่าแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศประมาณ​ 30% 2.การจัดทำโชว์รูม Experience Center เพื่อใช้แสดงและสาธิตการใช้งานสินค้า บริเวณถนนพระราม 3 บนเนื้อที่ 200 ตารางเมตร 3.การเพิ่มช่องทางตลาดออนไลน์ในเว็บไซต์ ลาซาด้า ช้อปปี้ และเจดีดอทคอม โดยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป   สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ของ ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ 5 หมวด ประกอบด้วย 1.ระบบบริหารลานจอดรถ (JARTON Carpark) 2.ระบบควบคุมการเข้าออก (JARTON Access และ JARTON Lock) 3.ระบบกล้องวงจรปิดสำหรับอาคารขนาดใหญ่ (JARTON CCTV) 4.ระบบกุญแจโรงแรม (JARTON Hotel)  และ 5.ระบบ Wi-Fi Smart Home (JARTON Home) ที่แบ่งสินค้าออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มรักษาความปลอดภัย อาทิ  กุญแจดิจิตอล กล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย ฯลฯ กลุ่มอำนวยความสะดวก  อาทิ  สวิตทช์ไฟอัจฉริยะ กล่องควบคุมรีโมท ฯลฯ กลุ่มสุขภาพ  อาทิ  เครื่องฟอกอากาศ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ฯลฯ กลุ่มไลฟ์สไตล์  อาทิ  เครื่องอโรมาพร้อมลำโพง กระจกอัจฉริยะ ฯลฯ  
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 29 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 29 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม2562

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวความเคลื่อนไหวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจับตา และติดตามหลายประเด็นที่น่าสนใจมากมาย เป็นความเคลื่อนไหวทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ และรายเล็ก ทุกคนต่างขยับกันทำกิจกรรมการตลาดกันหลายกิจกรรม   “วัน แบงค็อก” เผยโฉมมาสเตอร์แพลน บิ๊กโปรเจ็กต์ 120,000 ล้าน  โปรเจ็กต์การลงทุนภาคเอกชนใหญ่สุดในเวลานี้ คงไม่มีใครเทียบได้กับ “วัน แบงค็อก” (One Bangkok) ของกลุ่มทีซีซี ภายใต้การบริหารงานของตระกูล “สิริวัฒนภักดี” ด้วยมูลค่าลงทุนถึง 120,000 ล้านบาท บนถนนวิทยุ-พระราม 4 กับโครงการมิกซ์ยูสขนาดมหึมา ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัว “มาสเตอร์แพลน” ออกมาอวดโฉมให้เห็นหน้าตาโครงการว่าแต่ละจุดจะมีอะไรยังไงกันบ้าง ถือเป็นความคืบหน้าการดำเนินงานและเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ เพื่อให้โปรเจ็กต์เสร็จสมบูรณ์ในปี 2569   นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด เปิดเผยว่า วัน แบงค็อก จะสร้างนิยามใหม่และพลิกโฉมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ในฐานะโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ภายในโครงการจะประกอบด้วย -พื้นที่อาคาร สำนักงานเกรดเอ จำนวน 5 อาคาร มีพื้นที่รวมกันกว่า 500,000 ตารางเมตร -การเชื่อมต่อของ 4 บริเวณถึงกัน โดยมีใจกลางของโครงการอยู่ที่ Civic Plaza พื้นที่สันทนาการขนาด 10,000 ตารางเมตร -ทางเข้าออกโครงการมี 6 จุด อยู่รอบโครงการ -มีพื้นที่รีเทล 4 โซน มีร้านค้าและร้านอาหารรวมกันกว่า 450 ร้าน บนพื้นที่ 180,000 ตารางเมตร -โรงแรม 5 แห่ง ตั้งแต่ระดับบูทีคโฮเทล โรงแรมเพื่อธุรกิจ ไปจนถึงระดับซูเปอร์ลักชัวรี่  รวมกว่า 1,100 ห้อง -มีพื้นที่ส่วนพักอาศัยระดับลักชัวรี่ 3 อาคาร  โครงการแรกจะตั้งอยู่เหนือโรงแรม The Ritz-Carlton, Bangkok  จำนวน 110 ห้อง พื้นที่เริ่มต้นที่ 130 ตารางเมตร พร้อมเปิดตัวช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 -มีอาคารสูงสุดในประเทศไทย “Signature Tower” สูงกว่า 430 เมตร ซึ่งจะเป็น 1 ใน 10 ตึกที่สูงที่สุดของอาเซียน -พื้นที่สีเขียวมากถึง 50 ไร่ จากพื้นที่โครงการรวม 104 ไร่ -มีระบบโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางสุดล้ำสมัย -มีฮอลล์เอนกประสงค์สำหรับจัดการแสดง พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   หั่นราคา ไอดีโอ คิว พหลฯ เหลือตารางเมตรละ 149,000 บาท   หลังเป็นกระแสข่าวในโลกออนไลน์เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้  กับโปรเจ็กต์ ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย ว่าจะหยุดการขาย พร้อมเตรียมปรับแบรนด์และราคาขายใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ล่าสุด อนันดาฯ ก็ประกาศออกมาแล้วว่าจะหั่นราคาขายลงมาเหลือ 149,000 บาทต่อตารางเมตร เปลี่ยนแบรนด์ใหม่ และเตรียมเปิดขายใหม่อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้   นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ตามที่บริษัทฯ ได้มีการเปิดตัว โครงการไอดีโอ คิว พหลฯ – สะพานควาย พร้อมเปิดให้มีการจองซื้อห้องชุด ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น  ซึ่งเมื่อได้เปิดให้มีการจองซื้อมาระยะหนึ่งจึงได้ทราบว่ายังมีกลุ่มลูกค้าอีกเป็นจำนวนมากกว่า 3 เท่า ที่มีความสนใจและต้องการเข้าถึงโครงการดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ พิจารณาและปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและสภาวะตลาด ซึ่งบริษัท เห็นสมควรให้มีการพิจารณาปรับรูปแบบของโครงการดังกล่าว โดยนำเทคโนโลยีการก่อสร้าง BIM และเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยอื่นๆ มาพัฒนาโครงการเพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยร่วมกับ Strategic Partner ทั้งหมด โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอราคาขายในราคาเริ่มต้นใหม่ได้ที่ 149,000 บาทต่อตารางเมตร และบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในวงกว้างที่มีความต้องการคอนโดติดรถไฟฟ้า 0 เมตร โดยจะมีการเปิด Soft Opening สำหรับโครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ใหม่ปลายปีนี้ (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   เกษร พร็อพเพอร์ตี้ กวาดยอดขาย "เทลล่า ทองหล่อ" 90% นายฟ้าฟื้น เต็มบุญเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกษร พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการเทลล่า ทองหล่อ (TELA Thonglor) คอนโดมิเนียมซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ มูลค่า 4,100 ล้านบาท ได้ดำเนินก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จตามแผนงานที่กำหนดไว้ และพร้อมส่งมอบห้องชุดพักอาศัยได้ตั้งแต่กลางปี 2562 เป็นต้นไป ขณะที่ยอดขาย สามารถปิดการขายได้แล้วกว่า 90 % ซึ่งสวนกระแสกับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้ “แนวโน้มของตลาดโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรีนั้น มองว่ายังคงเติบโตไปได้ดี ถึงแม้จะไม่หวือหวานักหากเทียบกับตลาดอื่นๆ ซึ่งมีความต้องการซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายในตลาดก็มีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากโครงการใหม่เกิดขึ้นในแต่ละปีไม่มาก ประกอบกับการดำเนินกลยุทธ์ที่ถูกต้องตลอดมาของบริษัท” นายฟ้าฟื้น กล่าว สำหรับกลยุทธ์ โค้งสุดท้ายก่อนปิดการขายโครงการภายในปีนี้  บริษัทได้จับมือร่วมกับ DM HOME ผู้นำเข้าแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากทั่วโลก ร่วมรังสรรค์การออกแบบตกแต่งห้องพร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบชุด (Fully Furnished) 3 แบบ 3 สไตล์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Master of Style” - CANVAS of Unearthed Beauty” สำหรับแบบห้อง Legacy Suite ห้องชุด 3 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 201 ตารางเมตร ซึ่งเป็นห้องซิกเนเจอร์ของโครงการ สำหรับโครงการเทลล่า ทองหล่อ ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 1 - 3 - 63 ไร่ ใจกลางทองหล่อ  เป็นอาคารสูง 32 ชั้น 1 อาคาร พร้อมที่จอดรถชั้นใต้ดิน 2 ชั้น จำนวนห้องรวม 84 ยูนิต มีราคาขายเริ่มต้นที่ 330,000 บาทต่อตารางเมตร   ALL กวาดยอดดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว ฯ  กว่า 850 ล้านบาท นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (ALL) เปิดเผยว่า หลังจากได้เปิดพรีเซลล์โครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว – สุทธิสาร  เมื่อสุดสัปดาห์วันที่ 3 – 4 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ด้วยการจัดโปรโมชั่น Pre – Sale ทุกชั้นราคาเดียว มีกลุ่มลูกค้าให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเพียงแค่วันเดียวลูกค้าแห่จองกวาดยอดขายแล้วกว่า 850 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า70 % ของมูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท นับเป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้เห็นว่า ALL ได้พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Real Demand อย่างแท้จริง   โดยโครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว – สุทธิสาร  เป็นคอนโดมิเนียมเอาใจกลุ่ม DINKs (Double Income, No Kids) ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่มีชีวิตคู่แต่ (ยัง) ไม่มีลูก ภายใต้คอนเซปต์ “แรงบันดาลใจเกิดได้ทุกตารางเมตร : Inspiration is All Around” บนทำเลสุดฮอตย่านลาดพร้าว ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีโชคชัย 4 เพียง 550 เมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.39 ล้านบาท แถมฟรีเฟอร์ฯ แต่งครบ เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น 2 อาคาร มีขนาดตั้งแต่ 1 ห้องนอน 24.50 – 30.10 ตารางเมตร และ 1 ห้องนอน พลัส ขนาด 34.70 ตารางเมตร (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   เปิดโลก AP WOLD เพื่อพิมพ์เขียวคุณภาพชีวิต   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและสร้างสรรค์ เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ได้จัดงาน AP WORLD ระหว่างวันที่ 1-7 สิงหาคม 2562 ที่ลานพาร์ค พารากอน เพื่อต้องการสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี  โดยจัดแสดงงานภายใต้ 3 ปรัชญาสำคัญ คือ GROW การสร้างพื้นฐาน รวมถึงพัฒนาพื้นที่สีเขียว รักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนอย่างมีความสุขทั้งกายและใจ อย่างการร่มมือกับกลุ่มบิ๊กทรีส์ และเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ออกแบบหลักสูตรพิเศษในการบริการจัดการต้นไม้ในโครงการที่พักอาศัย FLOW ความสบายใจในการอยู่อาศัย ด้วยความปลอดภัยที่คุ้มครองทุกชีวิตในครอบครัว โดยการนำนวัตกรรม KATSAN ผู้ค้มกันส่วนตัวอัจริยะตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการออกแบบพื้นที่เพื่อการใช้ชีวิต และ JOY การอยู่อาศัยอย่างอุ่นใจท่ามกลางความปลอดภัยในชีวิต ผ่านนวัตกรรมการบริการ เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งสังคมคุณภาพ โดยมีการร่วมมือกับ HAY แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากเดนมาร์ก มาสร้างประสบการณ์แห่งการแบ่งปันภายใต้คอนเซ็ปต์ Sharing Community ในโครงการของเอพี (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   การกลับมาอีกครั้ง ของ “คาเฟ่ ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน”   หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆ อะนิเมชั่น เมื่อปีก่อน “คาเฟ่ ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน ปี 2019” (Detective Conan Cafe 2019) ได้กลับมาสร้างสีสัน ณ ร้าน เบค อะ วิช (Bake A Wish) ร้านเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่นอันดับ 1 ในประเทศไทย สาขาสยามเซนเตอร์ อีกครั้ง โดยจะเปิดให้บริการ ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม - 15 กันยายน 2562 นี้ เป็นระยะเวลา 46 วัน โดยมาในคอนเซ็ปต์ภาพยนตร์ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เดอะมูฟวี่ 23 ตอน: ศึกชิงอัญมณีสีคราม (Detective Conan The Movie 23: The Fist of Blue Sapphire) ที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างเป็นทางการในไทยเร็วๆ นี้   นางนิกันติ์ ปรัชญาศิลปวุฒิ เจ้าของกิจการ Bake A Wish กล่าวว่า “Bake A Wish พร้อมเอาใจคนรักเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่น  ด้วยสูตรขนมส่งตรงจากเมืองโกเบ ด้วยความอร่อยแบบโฮมเมดที่สดใหม่วันต่อวัน ซึ่งทุกเมนูใหม่ของยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน ในครั้งนี้    ได้ถูกรังสรรค์ให้ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย กับวัฒนธรรมป๊อปอะนิเมะของญี่ปุ่นอย่างกลมกล่อมที่สุด       และอีกครั้งที่ Bake A Wish ได้จับมือร่วมกับ PARCO (สิงคโปร์) ให้เป็นผู้พัฒนาคอนเซ็ปต์ และดำเนินการรังสรรค์เมนูต่างๆ ตามธีมยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน” (อ่านข่าวเพิ่มเติม)
หั่นราคา ไอดีโอ คิว พหลฯ เหลือ 1.49 แสนต่อตร.ม. เตรียมขายใหม่ปลายปี

หั่นราคา ไอดีโอ คิว พหลฯ เหลือ 1.49 แสนต่อตร.ม. เตรียมขายใหม่ปลายปี

“ชานนท์” ออกโรงแจง ปรับรูปแบบและพัฒนาสินค้าโครงการ “ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย” เตรียมใช้แบรนด์ใหม่แทน พร้อมเคาะราคาถูกลงกว่าเดิมเหลือตารางเมตรละ 149,000 บาท  เดินหน้านำเทคโนโลยี BIM มาใช้ในการก่อสร้าง ปลายปีนี้ Soft Opening ขายใหม่อีกครั้ง   หลังจากมีการข่าวการยุติการขายโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย ของบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (อ่านข่าวเพิ่มเติม) ก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุผลที่บริษัทต้องการปรับรูปแบบโครงการ และราคาขายให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการโครงการในย่านสะพานควาย ล่าสุด ได้มีการออกมาชี้แจงออกมาจากนายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  แล้วว่า จะทำการปรับราคาขายใหม่ในราคา 149,000 บาทต่อตารางเมตร และจะทำการ Soft Opening  โครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ใหม่ปลายปีนี้   โดยนายชานนท์  กล่าวว่า  ตามที่บริษัทฯ ได้มีการเปิดตัว โครงการไอดีโอ คิว พหลฯ – สะพานควาย พร้อมเปิดให้มีการจองซื้อห้องชุด ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น  ซึ่งเมื่อได้เปิดให้มีการจองซื้อมาระยะหนึ่งจึงได้ทราบว่ายังมีกลุ่มลูกค้าอีกเป็นจำนวนมากกว่า 3 เท่า ที่มีความสนใจและต้องการเข้าถึงโครงการดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ พิจารณาและปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและสภาวะตลาด ทั้งนี้ บริษัทฯ เห็นสมควรให้มีการพิจารณาปรับรูปแบบของโครงการดังกล่าว โดยนำเทคโนโลยีการก่อสร้าง BIM และเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยอื่นๆ มาพัฒนาโครงการเพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยร่วมกับ Strategic Partner ทั้งหมด โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอราคาขายในราคาเริ่มต้นใหม่ได้ที่ 149,000 บาทต่อตารางเมตร (จากเดิมราคาเปิดตัวเริ่มต้น189,000 บาทต่อตารางเมตร) และบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในวงกว้างที่มีความต้องการคอนโดติดรถไฟฟ้า 0 เมตร โดยจะมีการเปิด Soft Opening สำหรับโครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ใหม่ปลายปีนี้     นายชานนท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าที่ได้มอบความไว้วางใจจองซื้อโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ - สะพานควาย บริษัทฯ จึงมอบสิทธิพิเศษให้แก่ท่านลูกค้าในการจองซื้อห้องชุดในโครงการที่มีการปรับรูปแบบแล้วเป็นกลุ่มแรกพร้อมสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพบนทำเลศักยภาพเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองดังเช่นที่ผ่านมา   นอกจากการออกข่าวประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลแล้ว  นายชานนท์ ยังได้อัดคลิปวิดีโอ แจ้งปรับรูปแบบและพัฒนาสินค้าใหม่ สำหรับโครงการ “ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย” ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้   “สวัสดีครับ ผมชานนท์ เรืองกฤตยา ซีอีโอ อนันดา ดีเวลลอปเมน์  วันนี้อยากจะมาแชร์เรื่องเชนจ์ การปรับตัวเป็นองค์กรที่ปรับตัวเคลื่อนไหวตามยุคสมัยได้เร็วขั้น มันมีความหมายอย่างไร เราจะเห็นว่าการตลาดยุคนี้เป็นยุคดิสรับชั่น จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ  การมีบิสิเนส โมเดลใหม่ๆ เปลี่ยน พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนเจเนอเรชั่นกี่เจเนออยู่ในตลาดพร้อมๆ กัน   การทำงานของเรา การทำการตลาด หรือออกโปรดักส์ใหม่ๆ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในยุคเชนจ์ ออกาไนซ์เซชั่นยิ่งใหญ่ บริษัทยิ่งใหญ่ ที่มีคนเป็นพันคนเหมือนอนันดา หรือเป็นแบงก์มีหลายหมื่นคน  มันยากมากที่จะปรับตัว เราจะเห็นว่าการปรับตัว มันเกี่ยวกับ ความสามัคคี มันไม่สามัคคีในองค์กรตนเอง อนันดาอย่างเช่น เราพันกว่าคน แต่เรามีผู้รับเหมา มีสตาทิจิก  มีกี่รายละครับ ผู้รับเหมา พวกดีไซน์เนอร์  กว่าจะสร้างตึกได้หนึ่งตึกนะ มีซับคอนทรัคเตอร์​ มีดีไซน์เนอร์​ ถึงผู้รับเหมาทั้งหลาย เวนเดอร์ ประมาณ 40 บริษัท 40 บริษัทที่มันเคลื่อนไหวที เหมือนเรือไททานิกที่ต้องเลี้ยว   แต่ผมค่อนค้างภูมิใจมากเลย ในเคสอันหนึ่งไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย เราลอนซ์ไป เราฟังลูกค้า ฟีดแบ็คกลับมา ลูกค้าบอกว่า คุณโก้  ถ้าราคาย่อมเยามากขึ้น ไม่ต้องสเป็คสูงก็ได้นะ เราจะได้ซื้อ ชวนคนอื่นมาซื้อได้มากกว่านี้นะ เพราะโลเกชั่นคุณ 0 เมตรอยู่แล้ว โลเคชั่นไม่มีใครเด้าท์ (Doubt) อนันดา แต่ตอนนี้เรากลับมามอง ธุรกิจของเรา เวลาสร้างตึก สร้างทีเป็นพันล้านหมื่นล้าน สองสามปีกว่าจะสร้างเสร็จ มันปรับตัวยากนะ ธุรกิจแบบนี้  มีดีไซนเนอร์ มีโน้นนี่ มีคอราบอเรเตอร์​ 40 บริษัท อยู่ๆ จะมาเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายทันที มันไม่ได้   แต่เราเป็นเคสสตาร์ทดี้หนึ่ง  เราทำออกาไนเซชั่นอนันดามาตลอดเวลา มันเกี่ยวกับเชนจ์  คัลเจอร์ของอนันดา มันแฟลต แบนแต้ดแต๋ เลย เราไม่ได้ต้องการเป็นลีดด้วยหนึ่งคอมแมน หนึ่งคอนโทรล ทุกคนสามารถปรับตัวของตัวเองได้ ในทีมของเราเห็นในเคสสตาร์ดี้นี้เลยว่า ทุกอย่างเทคโนโลยีบิม ผู้รับเหมาะและผู้ออกแบบ ใช้กันหมดแล้ว  เข้าใจคอส เข้าใจราคาได้เร็วมาก  เอาของ เอาสิ่งที่ลูกค้าต้องการแปลเป็นดิจิทัลได้เร็วมาก  แล้วเห็นไหมละครับ ว่า ราคาของเราก็ย่อมเยามากขึ้น คิดว่าเราน่าจะออกประมาณ แสนสี่เก้านะครับ  แสนสี่เก้าราคาก็ลงมาพอสมควรในยุคนี้นะครับ   การปรับตัวที่คัลเจอน์เนี่ย ไม่ใช่ คัลเจอร์อนันดาอย่างเดียว  คัลเจอร์ทั้งซัพพลายเชน และแวลูเชน ทั้งหมด สิ่งเกิดขึ้น มันเป็นตัวอย่างนะครับ ที่เราอนันดาเอง   เวลาไปพูดเรื่องดิสรับชั่น ช่วยบริษัท ช่วยโค้ชชิ้ง ทีมบริหารอื่นก็จะพูดเรื่องนี้ตลอด ว่าสิ่งที่เราต้องปรับคือตัวเราเอง องค์กรเราเอง เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยี เข้าใจลูกค้าได้แม่นขึ้น   ก็ฝากพี่ๆ น้องๆ ที่เป็นแฟนคลับอนันดา แล้วใครที่สนใจเรื่องดิจรับกับเชนจ์ ก็เอาสิ่งที่เราเรียนรู้ อนันดาเรียนรู้ เราก็จะแชร์กันตลอดเวลาครับ   ขอบคุณมากครับ” ทั้งหมดเป็นถ้อยคำแถลงของ นายชานนท์ ซีอีโอของอนันดาฯ ที่ออกมาเพื่ออธิบายถึงสาเหตุของการยุติการขายโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย ซึ่งปลายนี้คงจะเห็นความชัดเจนว่า โครงการนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไร และลูกค้าทั้งหลายจะยังให้การตอบรับกับโปรเจ็กต์นี้มากน้อยแค่ไหน  
AP WORLD  เปิดโลกแห่งอนาคตเพื่อคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ 

AP WORLD  เปิดโลกแห่งอนาคตเพื่อคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ 

เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป จัดงาน AP WORLD ชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมสัมผัสโลกแห่งอุดมคติ เดินหน้าสร้างมาตรฐานการใช้ชีวิตในบริบทใหม่ของโลกอนาคต ผ่าน 3 ปรัชญา GROW-FLOW-JOY พร้อมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ รวมมูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและสร้างสรรค์ เอพี ไทยแลนด์ กรุ๊ป กล่าวถึงการจัดงาน AP WORLD ในครั้งนี้ว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของเอพี ที่ต้องการสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้จัดงานในครั้งนี้ขึ้น ภายใต้ 3 ปรัชญาสำคัญ คือ GROW การสร้างพื้นฐาน รวมถึงพัฒนาพื้นที่สีเขียว รักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนอย่างมีความสุขทั้งกายและใจ อย่างการร่มมือกับกลุ่มบิ๊กทรีส์ และเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ออกแบบหลักสูตรพิเศษในการบริการจัดการต้นไม้ในโครงการที่พักอาศัย FLOW ความสบายใจในการอยู่อาศัย ด้วยความปลอดภัยที่คุ้มครองทุกชีวิตในครอบครัว โดยการนำนวัตกรรม KATSAN ผู้ค้มกันส่วนตัวอัจริยะตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการออกแบบพื้นที่เพื่อการใช้ชีวิต และ JOY การอยู่อาศัยอย่างอุ่นใจท่ามกลางความปลอดภัยในชีวิต ผ่านนวัตกรรมการบริการ เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งสังคมคุณภาพ โดยมีการร่วมมือกับ HAY แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากเดนมาร์ก มาสรา้งประสบการณ์แห่งการแบ่งปันภายใต้คอนเซ็ปต์ Sharing Community ในโครงการของเอพี    สำหรับ AP WORLD PAVILION อันโดดเด่นกลางลานพาร์ค พารากอน ถูกออกแบบโดย นายเท็ตสึโอะ คนโดะ  สถาปนิกชื่อดังจากญี่ปุ่น ผู็ที่มีแนวคิดโดดเด่นในเรื่องของการให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ เชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเข้ากับสิ่งรอบตัวอย่างรอบด้านไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม    นายภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจแนวราบ เผยถึง 6 โครงการใหม่ที่ยกมาเปิดตัวพร้อมจัดโปรโมชั่นภายในงานว่า ทั้ง 6 โครงการมีทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยไฮไลท์จะอยู่ที่การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ THE SONNE ศรีนครินทร์-บางนา มูลค่า 630 ล้านบาท 56 ยูนิต โครงการต้นแบบ Luxury Duplex Home ผสมผสานระหว่างบ้านเดี่ยวกับทาวน์โฮมอย่างลงตัว ซึ่งมาในรูปแบบบ้าน 3 ชั้น ขนาดที่ดิน 40-71 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยสูงสุด 249 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ราคาเริ่มต้น 12-15 ล้านบาท    LINE สาทร เซียร์รา มูลค่า 6,300 ล้านบาท 1,971 ยูนิต 40 ชั้น เน้นพื้นที่ธรรมชาติกว่า 5 ไร่ สระว่ายน้ำยาวกว่า 100 เมตร 150 เมตรจากบีทีเอสตลาดพลู 100 เมตร จากบีอาร์ทีราชพฤกษ์ โปรโมชั่นเปิดขายชั้น 8 ครั้งแรกภายในงาน เพราะเป็นชั้นสวยที่สุด ที่เปิดหน้าต่างแล้วเห็นวิวสวน เหมือนอยู่บ้านแนวราบ ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท    THE CITY เอกมัย-ลาดพร้าว บ้านเดี่ยว 2 ชั้น 67 ยูนิต จองภายในงานรับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท ราคาเริ่มต้น 19.9-35 ล้านบาท    CENTRO สะพานเจษฎาบดินทร์ บ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัวใหม่ จองในงานรับส่วนลดสูงสุด 400,00 บาท ราคาเริ่มต้น 6.99-8.99 ล้านบาท   GRANDE PLENO ราชพฤกษ์ จองในงานรับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท ราคาเริ่มต้น 6.05 ล้านบาท    THE ADDRESS สยาม-ราชเทวี คอนโดมิเนียม 50 ชั้น เปิด 7 ยูนิตพิเศษ ขนาด 1-2 ห้องนอน ราคาพิเศษสุด    ตลอด 7 วันของการจัดงาน AP WORLD ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมบริการ และบริการเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีกับ 5 ธุรกิจในเครือเอพี กรุ๊ป ได้แก่ BC, Smart, SEAC, Vaari และ Claymore เพื่อก้าวไปสู่โลกในอุดมคติแห่งการอยู่อาศัย ที่ทุกๆ พื้นที่ผ่านกระบวนการดีไซน์ที่ต้องทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ผนวกกับนวัตกรรมสมัยใหม่ ไปจนถึงสังคมแห่งการแบ่งปัน เพื่อมอบมาตรฐานใหม่ของคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคม   งาน AP WORLD จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1-7 สิงหาคม 2562  ที่ลานพาร์ค พารากอน  
“วัน แบงค็อก” เผยโฉมมาสเตอร์แพลน บิ๊กโปรเจ็กต์ 120,000 ล้าน

“วัน แบงค็อก” เผยโฉมมาสเตอร์แพลน บิ๊กโปรเจ็กต์ 120,000 ล้าน

วัน แบงค็อก (One Bangkok) ของตระกูล “สิริวัฒนภักดี” โปรเจ็กต์อสังหาริมทรัพย์ของเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย  ด้วยมูลค่าการลงทุนถึง 120,000 ล้านบาท  บนถนนพระราม 4 ที่มีนายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด เป็นผู้บริหาร ได้ฤกษ์เปิดตัวมาสเตอร์แพลนของโครงการครั้งแรกอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะชนแล้ว จากก่อนหน้าที่ได้เปิดตัวโครงการ (ข่าวเปิดตัวโครงการ)  และเปิดตัวเชนโรงแรมลักชัวรี่อย่าง “เดอะ ริทซ์คาร์ลตัน"  ที่จะเข้ามาเปิดภายในโครงการ   นายปณต กล่าวว่า  วัน แบงค็อก จะสร้างนิยามใหม่และพลิกโฉมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ในฐานะโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ความมุ่งมั่นของเราคือการเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดหลักความยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และผสานเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างสมบูรณ์ "เราเชื่อมั่นว่า วัน แบงค็อกจะมอบสิ่งที่คู่ควรกับกรุงเทพฯ พร้อมชูให้ประเทศไทยโดดเด่นเป็นสง่าในเวทีโลก และเติบโตในฐานะศูนย์กลางของประเทศอาเซียนต่อไป”   สำหรับโฉมหน้ามาสเตอร์แพลนของโครงการ วัน แบงค็อก ล้วนแต่ผสานความเป็นที่สุดไว้ด้วยกันมากมาย   -การเชื่อมต่อของ 4 บริเวณถึงกัน โดยมีใจกลางของโครงการอยู่ที่ Civic Plaza พื้นที่สันทนาการขนาด 10,000 ตารางเมตร รอบล้อมด้วยพื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์บริเวณส่วนล่างของตึก ส่วนพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยจะอยู่ส่วนบนของตึก   -ทางเข้าออกโครงการมี 6 จุด อยู่รอบโครงการ ไม่ว่าจะมาจากฝั่งถนนวิทยุ หรือถนนพระราม 4 รวมถึง ทางเชื่อมโดยตรงกับทางด่วนซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุมัติ ที่สำคัญทางเข้าออกเชื่อมต่อโดยตรงกับชั้นใต้ดินซึ่งทำให้ถนนหลักภายในโครงการปลอดโปร่ง และปลอดภัยสำหรับคนเดินเท้า มีการออกแบบให้ถนทุกสายและทุกซอยเชื่อมต่อกัน   -ภายในโครงการ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานเกรดเอ จำนวน 5 อาคาร มีพื้นที่รวมกันกว่า 500,000 ตารางเมตร รองรับพนักงานบุคลากรขององค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ได้มากกว่า 50,000 คน ออกแบบตามมาตรฐาน LEED และ WELL ติดตั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ   -มีพื้นที่รีเทล 4 โซน ที่มีความแตกต่างกันและเชื่อมต่อถึงกัน พร้อมด้วยร้านค้าและร้านอาหารรวมกันกว่า 450 ร้าน บนพื้นที่ 180,000 ตารางเมตร รังสรรค์ประสบการณ์รีเทลที่แปลกใหม่และแตกต่าง ภายในที่แห่งเดียว ถือเป็นครั้งแรกของกรุงเทพฯ     -พื้นที่ในโครงการยังมีโรงแรม 5 แห่งภายใน วัน แบงค็อก ทั้งหมดจะเป็นแบรนด์ใหม่สำหรับกรุงเทพฯ  ครอบคลุมตั้งแต่ระดับบูทีคโฮเทล โรงแรมเพื่อธุรกิจ ไปจนถึงระดับซูเปอร์ลักชัวรี่  รวมกว่า 1,100 ห้อง  โดยโรงแรมลักชัวรี่แห่งแรกคือ The Ritz-Carlton, Bangkok ที่จะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2566   -มีพื้นที่ส่วนพักอาศัยระดับลักชัวรี่ 3 อาคาร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของโครงการ เพื่อความสงบและความเป็นส่วนตัวของผู้พักอาศัย เปิดรับวิวทั้งจากฝั่งถนนวิทยุและฝั่งสวนลุมพินี สามารถมองเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติของสวนลุมพินี และวิวกรุงเทพฯ แบบพาโนรามาไร้สิ่งบดบัง ซึ่งที่พักอาศัยโครงการแรกจะตั้งอยู่เหนือโรงแรม The Ritz-Carlton, Bangkok  ประกอบด้วยห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราขนาด 2-4 ห้องนอน จำนวน 110 ห้อง พื้นที่เริ่มต้นที่ 130 ตารางเมตร พร้อมเปิดตัวช่วงต้นปี 2563   -มีอาคารสูงสุดในประเทศไทย “Signature Tower” สูงกว่า 430 เมตร ซึ่งจะเป็น 1 ใน 10 ตึกที่สูงที่สุดของอาเซียน โดดเด่นเป็นสง่าเติมเต็มเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ภายในประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานและโรงแรมหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ พร้อมมอบที่สุดแห่งประสบการณ์การชมวิวแบบพาโนราม่า สวยงามแบบ ไร้ขอบเขตจากยอดตึก   -พื้นที่สีเขียวมากถึง 50 ไร่ จากพื้นที่โครงการรวม 104 ไร่ ซึ่งได้รับการจัดสรรให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งเพื่อให้ผู้คนได้มาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ซึ่งรวมถึง Civic Plaza ที่มีพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร สามารถเป็นศูนย์กลางการจัดงานแสดงระดับนานาชาติและงานเทศกาลต่างๆ ของไทยได้ และสวนรอบโครงการทั้งทางฝั่งถนนวิทยุและถนนพระราม 4 ที่กว้างกว่า 40 เมตร ร่มรื่นด้วยต้นไม้ เปรียบเป็นส่วนต่อขยายของสวนลุมพินี   -มีระบบโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางสุดล้ำสมัย ซึ่งนับเป็นแห่งแรกของประเทศไทยสำหรับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเอกชน ประกอบด้วยระบบทำความเย็น ระบบรักษาความปลอดภัยแบบรวมศูนย์ ระบบการจัดการน้ำและพลังงาน ควบคุมดูแลโดยศูนย์ข้อมูล (District Command Centre) และเซ็นเซอร์อันชาญฉลาดมากกว่า 250,000 ตัว ที่คอยบริหารจัดการทุกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ   -โครงการให้ความสำคัญกับงานศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดในโครงการจะเชื่อมต่อถึงกันด้วยงานศิลปะตามแนวคิดพหุประสาทสัมผัส เพื่อให้ผู้มาเยือนสัมผัสกับศิลปะรอบตัว นอกจากนี้ ยังมีฮอลล์เอนกประสงค์สำหรับจัดการแสดง พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ รวมถึงกิจกรรมศิลปะวัฒนธรรมตลอดทั้งปี สำหรับควาบคืบหน้าของการก่อสร้าง  ได้มีการลงงานเสาเข็มของโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยโครงการพร้อมเปิดเฟสแรกในปี 2566 และก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2569
คำถามที่รอคำตอบ “ไอดีโอ คิว พหล-สะพานควาย” ทำไมไม่ไปต่อ?

คำถามที่รอคำตอบ “ไอดีโอ คิว พหล-สะพานควาย” ทำไมไม่ไปต่อ?

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2562) ในโลกออนไลน์กลุ่มคนที่สนใจในข่าวสารวงการอสังหาริมทรัพย์ ต่างสงสัยและแปลกใจกับข่าวที่มีการแชร์ข้อมูลกันจำนวนมาก ถึงการยุติแผนการพัฒนาโครงการ “ไอดีโอ คิว พหล-สะพานควาย” และมีการส่งจดหมายชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังลูกค้าที่ซื้อมาก่อนหน้า  เพื่อเตรียมคืนเงินทั้งหมดให้กับลูกค้า เรียกว่า โครงการจะไม่ดำเนินการต่อตามแผนเดิมที่ได้วางไว้ ซึ่งสร้างความสงสัยและแปลกใจกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก   เพราะก่อนหน้านี้บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 แจ้งข่าวการเปิดขาย “ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย” ซึ่งเป็นโครงการแรกของปีนี้  ว่าได้รับผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถทำยอดพรีเซล ในระยะเวลา 4 วัน (วันที่ 23-26 พฤษภาคม 2562) ตั้งแต่ช่วงการจองผ่านช่องทางออนไลน์ “Ananda Online Booking” ผ่านทาง website www.ananda.co.th  รวมกับงาน Pre-Sales ในวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2562 ที่สำนักงานขายโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย รวมทั้งสิ้นจำนวน 154 ยูนิต เป็นมูลค่าประมาณ 1,120 ล้านบาท หรือคิดเป็น 39% ของจำนวนที่เปิดขาย (เปิดขายพรีเซล เพียงอาคารเดียว คือ อาคารเอ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 396 ยูนิต)   ส่งจดหมายชี้แจง เหตุไม่ไปต่อ ช่วงเย็นของวันเดียวกัน ทางไอดีโอ ได้ส่ง Company Statement ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเนื้อหาระบุว่า “ตามที่บริษัทได้มีการเปิดตัวพร้อมเปิดให้มีการจองซื้อห้องชุดในโครงการไอดีโอ คิว พหล –สะพานควายในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยโครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง พร้อมความสะดวกสบายในการเดินทางซึ่งสามารถเลือกการเดินทางได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการอยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควายเพียง 0 เมตรนั้น ทั้งนี้ เมื่อบริษัทได้เปิดให้มีการจองซื้อมาระยะหนึ่ง จึงได้ทราบว่ายังมีกลุ่มลูกค้าอีกเป็นจำนวนมากที่มีความสนใจและต้องการเข้าถึงโครงการดังกล่าวเช่นกัน บริษัทจึงเห็นสมควรให้มีการพิจารณาปรับรูปแบบและราคาของโครงการให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการอีกครั้งในช่วงต้นปี 2563"​   โดย Company Statement มีนาย สุเมธ รัตนศรีกูล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจคอนโดมิเนียมแอชตัน ไอดีโอ คิว และ เอลลิโอ เป็นผู้ลงนามในหนังสือแจ้งดังกล่าว   ไอดีโอ คิวฯ​ โปรเจ็กต์ 10,000 ล้าน สำหรับโครงการ ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย ตั้งอยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย (0 เมตร) บนที่ดินขนาดประมาณ 6 ไร่  มีจำนวนห้องพักอาศัยทั้งหมด 1,114 ห้อง มูลค่าโครงการประมาณ 10,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 5.5ล้านบาท  เป็นโครงการ High Rise สูง 39 ชั้น แบ่งเป็น 3 อาคาร อาคารเอ มีจำนวนห้อง 396 ห้อง อาคารบี มีจำนวนห้อง 287 ห้อง และอาคารซี มีจำนวนห้อง 431 ห้อง ทั้งยังมีร้านค้าปลีก 5 ร้าน จุดเด่นของโครงการ คือ ติดรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย โดยมีคอนเซ็ปต์ในการพัฒนามาจาก Urban - Human - Nature (เมือง - คน -ธรรมชาติ) Urban - คือการเชื่อมต่อ 0 เมตรจากรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย Human –  คือการเป็นโครงการที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของผู้อยู่อาศัย โดยจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สิ่งอำนวยความสะดวกประจำโครงการ รูปลักษณ์โครงการ หรือสังคมของผู้พักอาศัย ที่มุ่งเน้นถึงสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย Nature – คือการผสมผสานธรรมชาติเข้าไปในรูปลักษณ์การดีไซน์ของตัวตึก ข้อมูลโครงการ  โดยในช่วงที่เปิดลงทะเบียนเพื่อจองผ่านช่องทางออนไลน์ “Ananda Online Booking”  ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 13.00 น. ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษทั้งราคาพิเศษ และส่วนลดพิเศษ 10% จำวน 95 ยูนิต ที่นำมาเปิดขายออนไลน์ และได้จัดงาน Pre-Sales ในวันที่ 25-26 พฤษภาคม  2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น  ที่สำนักงานขายโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย พร้อมรับส่วนลด 7%* (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)   บทสรุปของโครงการนี้ คือ 1.การยุติการขาย 2.เตรียมปรับแบบใหม่ 3.ปรับราคาขายใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 4.เตรียมเปิดตัวขายใหม่อีกครั้ง ในช่วงต้นปี 2563 5.คืนเงินให้กับลูกค้าที่ซื้อไปก่อนหน้าทั้งหมด   ส่วนคำถามและข้อสงสัยอื่นๆ ยังไม่ได้รับคำตอบจากบมจ.อนันดาฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยอดขายจริงว่าขายไปเท่าไรแล้ว ลูกค้าเก่าที่ยังสนใจจะซื้อโครงการในทำเลนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไร รวมถึงเงินที่จ่ายไปแล้วได้รับดอกเบี้ยชดเชยเพิ่มเติมหรือไม่  ราคาขายใหม่จะถูกหรือแพงกว่าเดิม แบรนด์จะเปลี่ยนไปหรือไม่ และข้อสงสัยที่รอคำตอบจากฝ่ายบริหารของไอดีโอ
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 22-28 กรกฎาคม 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 22-28 กรกฎาคม 2562

  MQDC ดึง “นาย ณภัทร” เป็น Brand Ambassador นายอัษฎา แก้วเขียว ประธานผู้อำนวยการ-วิสซ์ดอม บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC)  เปิดเผยว่า ได้เปิดตัว Whizdom Brand Ambassador  “น้องนาย- ณภัทร เสียงสมบุญ” จากก่อนหน้านี้  มี Brand Ambassador มาแล้ว 2 ท่าน คือ คุณญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ และคุณหมาก-ปริญ สุภารัตน์ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นตัวแทนที่แสดงถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ในด้านนวัตกรรม (Innovative Lifestyle) ต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตสุขสบายขึ้น รวมถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์วิสซ์ดอม (Whizdom) คือคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย และยังใส่ใจในด้านสังคมแห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน  ​   “ฮาบิแทท กรุ๊ป” ร่วมทุน “ลิสต์ กรุ๊ป” ญี่ปุ่น นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมทุนกับ “ลิสต์ กรุ๊ป” (List Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์จากประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนา 2 โครงการ คอนโดมิเนียมลักชัวรีโลว์ไรซ์ใจกลาง CBD มูลค่ารวมกว่า 2,800 ล้านบาท  ได้แก่ โครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ 8” ภายใต้ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ จำกัด  และ โครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ 13” พัฒนาภายใต้บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ 2 จำกัด  ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นแบ่งเป็น ฮาบิแทท กรุ๊ป ถือหุ้น 62% และลิสต์ กรุ๊ป ถือหุ้น 38% ถือเป็นการสร้างการเติบโตของธุรกิจของ ฮาบิแทท กรุ๊ป อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นการขยายธุรกิจต่อยอดความสำเร็จจากการไปเปิดตลาดจีน และฮ่องกง   “ซังเคียวโฮม” ปั้นคอนโดมิเนียมลักชัวรี “SYMYS Sukhumvit 61”    นางโสภิดา โองาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันเคียว โฮม (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมโครงการที่ 3 และเป็นโครงการร่วมทุนโครงการที่ 2 กับบริษัท เคฮัง เรียลเอสเตท จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ เคฮัง กรุ๊ป ที่มีประวัติมายาวนานกว่า 100 ปี เจ้าของรถไฟฟ้าสายเคฮังเชื่อมโยงโอซาก้า-เกียวโต และอีกหลากหลายธุรกิจในแถบคันไซ โดยใช้ชื่อโครงการซิมมิส สุขุมวิท 61 (SYMYS Sukhumvit 61) เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ 7 ชั้น มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท  ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1 ไร่  ในซอยสุขุมวิท 61 ประกอบด้วยอาคารสูง 7 ชั้น จำนวน 1 อาคาร ยูนิตพักอาศัยแบบ 1-2 ห้องนอน ขนาด 33-88 ตารางเมตร จำนวน 109 ยูนิต มีชั้นใต้ดิน 3 ชั้นสำหรับที่จอดรถระบบ Auto Parking แบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่นราว 113% ของจำนวนยูนิต  หรือกว่า 120 ช่องจอด ยูนิตพักอาศัยประเภท 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้นที่ 7.5 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 220,000-240,000 แสนบาทต่อตารางเมตร   “ออริจิ้น-พรีโม” จับมือ DWG ยกระดับแบรนด์สู่สากล นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ บริษัท ดีดับเบิลยูจี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DWG Thailand ผู้บริหารงานขายอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำจากสิงคโปร์ ให้เป็นตัวแทนขายโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ต่างๆ ของบริษัทฯ ในตลาดต่างประเทศ  เบื้องต้นจะนำโครงการของออริจิ้นไปบริหารการขายอย่างน้อย 10 ชาติทั่วโลก ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เมียนมา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น และดูไบ  คาดว่าจะทำยอดขายได้ประมาณ​4,000 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายกลุ่มลูกค้าต่างชาติ 5,600 ล้านบาทในปีนี้ คิดเป็นสัด 20% เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 16% ของยอดขายรวม และในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้  28,000 ล้านบาท (อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม)   ALL เปิดโปรเจ็กต์ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว-สุทธิสาร นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวโครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว – สุทธิสาร  มีมูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท บนพื้นที่ดินขนาด 3 ไร่ ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 62 ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีโชคชัย 4 เพียง 550 เมตร ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เป็นโครงการคอนโดฯ​8 ชั้น 2 อาคาร  มีจำนวน 420 ยูนิต  ขนาดตั้งแต่ 1 ห้องนอน 24.50 – 30.10 ตารางเมตร ไปจนถึง 1 ห้องนอน พลัส ขนาด 34.70 ตารางเมตร  ทุกห้องมาพร้อมกับเครื่องปรับอากาศและเฟอร์นิเจอร์ครบครัน (Fully Furnished) สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ โดยโครงการได้รับการอนุมัติ EIA Approved เป็นที่เรียบร้อย (อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม)   เจ.เอส.พี. กางแผนเปิดโปรเจ็กต์ใหม่  นายสงกรานต์ แสงอร่ามรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาดและการขาย บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  แนวทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 นี้ ได้วางแผนพัฒนาโครงการแนวราบ ประเภทบ้านแฝดก่อน 1 โครงการ ทำเลย่านบางบัวทอง มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท และต้นปี 2563 เตรียมเปิดแนวราบเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท  และได้วางแผนต่อยอดพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งระดับกลาง-ล่าง พร้อมกับรีแบรนด์ปรับโฉม เจ.เอส.พี. ใหม่ ภายใต้แนวความคิด “มอบความสุขและบริการที่ดีแก่ลูกค้า” อีกทั้งมีการพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยตั้งเป้าจับกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงานใหม่ ในช่วงระหว่างอายุ 30-40 ปี พร้อมตั้งเป้าภายใน 3 ปี สามารถทำยอดขายรวมแตะ 19,000 ล้านบาท (อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม)   ดูโฮม เปิดสาขา Dohome To GO 90 สาขา นายอดิศักดิ์ ตั้งมิตรประชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน)   เปิดเผยถึง  ได้ขยายสาขา Dohome To GO  ในรูปแบบที่เป็นสาขาขนาดเล็ก พื้นที่ประมาณ 300-1,000 ตารางเมตร โดยจะเปิดให้บริการในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า  หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภครายย่อยใจกลางเมือง ตั้งเป้าการตั้งสาขาในปีนี้ 10 สาขาโดยเปิดไปแล้ว 2 สาขา คือ แม็คโคร สาขาจรัญสนิทวงศ์ และแม็คโคร สาขาสาทร และวางแผน การขยายสาขา Dohome To GO ให้ได้ 90 สาขา ภายในปี 2564 เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต มีจำนวนครอบครัวขนาดเล็กเพิ่มขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการและความสะดวกสบาย ของผู้บริโภคใจกลางเมือง  ในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์เรื่องบ้าน  ที่สามารถดูแลซ่อมแซม ด้วยตนเองได้ในเบื้องต้น (อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม)   I’m Chinatown เปิดเดย์สปาระดับพรีเมี่ยม นางสาวรวิสรา เลิศปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเล็ทส์ รีแลกซ์ สปา (Let’s Relax Spa) บูติคเดย์สปาระดับ 4 ดาว เนื่องในโอกาสที่ Let’s Relax Spa  ได้เข้าเปิดสาขาที่ 20 ในโครงการ I’m Chinatown โครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่สุดของย่านเยาวราช โดย Let’s Relax Spa จะเป็นสปาระดับพรีเมี่ยมแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของไชน่าทาวน์ ขนาด 500 ตารางเมตร บนชั้น 3 ของส่วน ศูนย์การค้า มีจำนวน 30 เตียง แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนนวดเท้า นวดไทย และนวดน้ำมัน  ซึ่งจะเปิดให้ บริการตั้งแต่ 10.00 ถึงเที่ยงคืน เพื่อรองรับกลุ่มนักเที่ยวชาวจีน ไต้หวัน และฮ่องกง เป็นหลัก พร้อมกลุ่มเจ้าของ ธุรกิจในย่านเยาวราชและนักท่องเที่ยวชาวไทย   SAM กวาดยอดประมูลร่วม 300 ล้านบาท นายนิยต มาศะวิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า SAM จัดประมูลทรัพย์สิน NPA เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีนักลงทุนให้ความสนใจยื่นซองประมูลทรัพย์สินมูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท  อาทิ  อาคารสำนักงาน เนื้อที่กว่า 6 ไร่  เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ  ที่ดินเปล่า เนื้อที่กว่า 40 ไร่ ในจ.พระนครศรีอยุธยา  เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งานเศษ ใน จ.ลำปาง และเนื้อที่ 2 งานเศษ ใน จ.เชียงใหม่ สำหรับการจัดงานประมูลครั้งต่อไป ในวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ    
ARISE Condo Ratchada 19-อะไรส์ คอนโด รัชดา 19 : รีวิวคอนโด

ARISE Condo Ratchada 19-อะไรส์ คอนโด รัชดา 19 : รีวิวคอนโด

ARISE Condo Ratchada 19 (อะไรส์ คอนโด รัชดา 19) คอนโดมิเนียมในซ.รัชดา 19 ที่สามารถทะลุออกได้หลายเส้นทาง ทั้งซ.ลาดพร้าว 26 ซ.วิภาวดี 16  ซ.วิภาวดี 20 อยู่ห่างจาก MRT สถานีรัชดาภิเษก เพียง 5 นาที ซึ่งในอนาคตก็จะใกล้กับจุด Interchange สายสีน้ำเงินกับสายสีเหลือง บริเวณสี่แยกรัชดา-ลาดพร้าว อยู่ใกล้แหล่งงานหลายแห่ง และยังเป็นย่านของ Lifestyle Shopping Mall     ชื่อโครงการ ARISE Condo Ratchada 19 (อะไรส์ คอนโด รัชดา 19) เจ้าของโครงการ บริษัท ฟอร์จูน พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่ตั้งโครงการ ซอยลาดพร้าว 26 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 พื้นที่โครงการ 0-3-52 ไร่ ลักษณะโครงการ Low Rise  จำนวนอาคาร 1 อาคาร  จำนวนชั้น 8 ชั้น จำนวนยูนิต 132 ยูนิต  ขนาดห้อง   1 BEDROOM 22.70-23.45 ตร.ม.  1 BEDROOM 28.50-32.60 ตร.ม. 1 BEDROOM PLUS 36.80 ตร.ม.  2 BEDROOM  49.51 ตร.ม. เฟอร์นิเจอร์ Fully Furnished สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ฟิตเนส, Access Card Control, CCTV, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชม. ราคาเริ่มต้น 2.1 ล้านบาท  จุดเด่นโครงการ ที่ตั้งโครงการอยู่ในซอยที่สามารถทะลุออกได้หลายเส้นทางทั้งซ.รัชดาภิเษก 19 ซ.ลาดพร้าว 26 ซ.วิภาวดี 16 ได้เฟอร์นิเจอร์จาก Modernform ครบชุด ใช้ห้องน้ำสำเร็จรูป Modular Bathroom จาก SCG ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีลาดพร้าว, รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีลาดพร้าว  สถานที่ใกล้เคียง เซ็นทรัลลาดพร้าว, ยูเนี่ยน มอลล์, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า ลาดพร้าว, เทสโก้ โลตัส ลาดพร้าว        
“ออริจิ้น-พรีโม” จับมือ DWG เจาะลูกค้าต่างชาติทั่วโลก ดันยอด 5,600 ล้าน

“ออริจิ้น-พรีโม” จับมือ DWG เจาะลูกค้าต่างชาติทั่วโลก ดันยอด 5,600 ล้าน

“ออริจิ้น” จับมือ “DWG Thailand” ขนโปรเจ็กต์คอนโดฯ​ เจาะตลาด 10 ชาติทั่วโลก ดันเป้ายอดขาย 5,600 ล้าน ชู 3 กลยุทธ์สวนกระแสตลาดชะลอตัว มั่นใจไทยยังเป็นจุดหมายของต่างชาติทั้งพักอาศัยและท่องเที่ยว   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับบริษัท ดีดับเบิลยูจี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DWG Thailand ผู้บริหารงานขายอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำจากสิงคโปร์ ให้เป็นตัวแทนขายโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ต่างๆ ของบริษัทฯ ในตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากปัจจุบัน 16% เป็น 20% หรือมียอดขายประมาณ 5,600 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายรวมในปีนี้ 28,000 ล้านบาท โดยคาดว่ายอดขายจาก DWG Thailand จะทำได้ 4,000 ล้านบาท ส่วนอีก 1,600 ล้านบาทจะมาจากเอเย่นต์รายอื่นๆ ที่เป็นตัวแทนให้กับบริษัท   การที่บริษัทเลือกให้ DWG Thailand เป็นตัวแทนขายโครงการของบริษัทนั้น เป็นเพราะDWG Thailand ถือเป็นเอเย่นต์ชั้นนำในประเทศสิงคโปร์ มีเครือข่ายในประเทศมากกว่า 4,000 แห่ง โดยศักยภาพการทำตลาดสามารถขายโครงการคอนโดฯ ในประเทศไทยได้กว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ DWG Thailand ยังมีนโยบายการออกไปทำตลาดในต่างประเทศ ทั้งในเอเชีย อาทิ ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น กัมพูชา และในยุโรป เช่น อังกฤษ  ซึ่ง DWG Thailand จะนำโครงการของออริจิ้นไปบริหารการขายอย่างน้อย 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เมียนมา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น และดูไบ   “ปัจจุบันตลาดคอนโดฯ ของไทยมีลูกค้าต่างชาติเข้ามาซื้อ คิดเป็นสัดส่วน 25% ของตลาดรวม  ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังมียอดขายต่างชาติเพียง 16% จึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันบริษัทมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย 30 โครงการ”    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดอสังหาฯ​ ที่จับตลาดต่างชาติในปีนี้จะชะลอตัว จากมาตรการ LTV  ออกมาสกัดนักเก็งกำไร โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวจีน แต่ยังมีกลุ่มชาวต่างชาติจากประเทศอื่นๆ ที่ให้ความสนใจอสังหาฯ ในประเทศทไทย ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV รวมถึงชาวต่างชาติอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งประเทศไทยยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ ในการเข้ามาพักอาศัยและการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นประเทศที่ยังมีการเข้ามาลงทุนในอสังหาฯ อย่างต่อเนื่องด้วย  โดยประเทศไทยถือว่าติดอันดับ 9 สำหรับที่พักหลังเกษียณของชาวต่างชาติ เนื่องจากมีต้นทุนค่าครองชีพต่ำ ไลฟ์สไตล์หลากหลาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ   นายพีระพงค์ กล่าวอีกว่า ได้วาง 3 กลยุทธ์ในการทำตลาดและสร้างการเติบโตกับการจับตลาดลูกค้าต่างชาติ ได้แก่ 1.กลยุทธ์​ B2B การทำตลาดผ่านเอเย่นต์ในแต่ละประเทศ 2.การมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น DWG ในการช่วยทำตลาด 3.การให้บริการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ภายใต้บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด  ซึ่งภาพรวมตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติในปี 2561 ที่ผ่านมาคาดว่ามูลค่า  92,000 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าตลาดจะมีมูลค่ารวมประมาณ 100,000 ล้านบาท   ด้านนายธนา ต่อสหะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในเครือออริจิ้น กล่าวว่า หลังจากบริษัทได้ตกลงความร่วมมือกับ DWG Thailand ในการดูแลงานบริการหลังการขาย 3 ด้าน ให้แก่ลูกค้าชาวต่างชาติทั้งหมดของ DWG Thailand ได้แก่ 1.บริการรับฝากขายต่อและปล่อยเช่า (Resale & Leasing Services) 2.บริการตกแต่งห้องพัก (Decoration Services) 3.บริการดูแลด้านความสะอาดภายในห้องพัก (Cleaning Services) ล่าสุด บริษัทเตรียมเข้าพบปะกับเครือข่ายตัวแทนขายของ DWG Thailand ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อนำเสนอบริการหลังการขายที่ได้คุณภาพและมาตรฐานของบริษัท แก่ลูกค้าชาวต่างชาติทั้งหมดในเครือข่ายของ DWG ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ส่วนนายเดนก้า วี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดีดับเบิลยูจี (DWG) กล่าวว่า DWG Thailand จะนำโครงการของออริจิ้นภายใต้ 2 แบรนด์หลัก ได้แก่ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) และดิ ออริจิ้น (The Origin) ไปขายในตลาดต่างประเทศทั้ง 10 ชาติ โดยจะมุ่งเน้นการนำเสนอจุดขายของแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและไว้วางใจ มากกว่าการนำเสนอจุดขายเป็นรายโครงการ เพื่อสร้างโอกาสของแบรนด์ในฐานะ “อินเตอร์แบรนด์” ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน”   “ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศทั่วโลกมีราคาสูงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงได้ ทำให้หลายประเทศยังคงมองหาโอกาสการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยในช่วงหลังเกษียณและการลงทุน   ปล่อยเช่า โดยไทยยังถือเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญที่ชาวต่างชาติยังคงให้ความสนใจการซื้อที่อยู่อาศัยในหลากหลายเซ็กเมนท์ และคอนโดมิเนียมของออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ทั้ง 2 แบรนด์ ล้วนตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ  มีคุณภาพ ฟังก์ชั่น การออกแบบ สิ่งอำนวยความสะดวก ที่ได้มาตรฐานพร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคระดับสากล” นายเดนก้า กล่าว   สำหรับ DWG หรือ Dennis Wee Group เป็นผู้ประกอบธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของสิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 ณ ประเทศสิงคโปร์ ภายใต้ชื่อ Dennis Wee Realty ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น DWG อย่างเป็นทางการในปี 2551 ปัจจุบัน มีเครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก มีโครงการที่เป็นตัวแทนขายรวมกันทั่วโลก ขณะนี้กว่า 15 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 9,000 ล้านบาท    
ออลล์ อินสไปร์ฯ เปิด “ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว-สุธิสาร” 1,200 ล้าน จับตลาดคนรุ่นใหม่

ออลล์ อินสไปร์ฯ เปิด “ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว-สุธิสาร” 1,200 ล้าน จับตลาดคนรุ่นใหม่

ออลล์ อินสไปร์ฯ  เปิดตัวคอนโดใหม่ “โครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว – สุทธิสาร” 1,200 ล้าน  จับตลาดคนรุ่นใหม่ รับการเติบโตของชุมชน แหล่งทำงาน และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง มั่นใจสิ้นปีทำยอดรับรู้รายได้เป็นไปตามเป้า 4,500 ล้าน   นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL เปิดเผยว่า ได้ปิดตัวโครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว – สุทธิสาร  ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 62 ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีโชคชัย 4 เพียง 550 เมตร มีมูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท บนพื้นที่ดินขนาด 3 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ (Low Rise) 8 ชั้น 2 อาคาร มีจำนวน 420 ยูนิต  โดยมีขนาดห้องชุดเริ่มตั้งแต่ 1 ห้องนอน 24.50 – 30.10 ตารางเมตรไปจนถึง 1 ห้องนอน พลัส ขนาด 34.70 ตารางเมตร โดยตั้งเป้าหมายยอดขาย 70% ในช่วง 3 เดือนแรก  ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจลงทะเบียนแล้วประมาณ 4,000 ราย ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 7,300 ล้านบาท มีเป้าหมายรายได้ในปีนี้  4,500 ล้านบาท ซึ่งจะมีโครงการแล้วเสร็จพร้อมรับรู้รายได้ 3 โครงการ ได้แก่ เดอะวิชั่น ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว 71 และอิมเพรสชั่น ภูเก็ต รวมมูลค่า 5,000 ล้านบาท และวางเป้าหมายยอดขายในปีนี้ 7,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทมียอดขาย ประมาณ 4,000 ล้านบาท   นายธนากร  กล่าวอีกว่า  ในส่วนการดำเนินงานของ ALL หลังจากนำธุรกิจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai และประกาศเป้าหมายสู่การเป็น Top 10 อสังหาฯ แถวหน้าของไทยภายใน 5 ปี บริษัทมีความพร้อมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพในพื้นที่ศักยภาพ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณใกล้แนวระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ อย่าง BTS และ MRT เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย ใกล้แหล่งชุมชน และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของกลุ่มคนในสังคมเมือง โดย ออลล์ อินสไปร์ฯ วาง Positioning คอนโดมิเนียมแบรนด์ The Excel กลุ่มแบรนด์นี้จะเป็นคอนโด Low Rise ใกล้แนวรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นจุดขายหลักของ ALL ซึ่งแบรนด์ ดิ เอ็กเซล วางราคาขายอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 3 ล้านบาท จับกลุ่มคนในวัยทำงาน อาศัยอยู่ใจกลางเมืองและสะดวกในการเดินทาง   ทั้งนี้ จากการสำรวจ ราคาที่ดินในโซนลาดพร้าว – สุทธิสาร โดยเฉพาะบริเวณถนนสายหลักและพื้นที่ใกล้เคียงทำเลโชคชัย 4 – เดอะมอลล์ บางกะปิ มีอัตราการเติบโตจาก 100,000 บาทต่อต่อตารางวาเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 – 400,000 แสนบาทต่อตารางวา  ขณะที่กำไรจากการขายต่อ (Capital Gain) ของคอนโด Low Rise ในย่านลาดพร้าวอยู่ที่ 3.6% ต่อปี โดยกลุ่มที่มีผลตอบแทนสูงคือ โซนลาดพร้าว – โชคชัย 4 อยู่ที่ 4.2% ต่อปี ซึ่งเป็นทำเลที่ผู้คนนิยมอยู่อาศัยหนาแน่นในอัตรา 90 – 95% เป็นผู้อยู่อาศัยเอง 65% เป็นผู้เช่า 25% ขณะที่กำไรต่อการปล่อยเช่า (Gross Rental Yield) ในย่านนี้ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ ด้วยผลตอบแทนอยู่ที่ 6% ต่อปี เนื่องจากในทำเลดังกล่าว ถือเป็นไพร์มโลเคชั่นในอันดับต้นๆ สำหรับที่อยู่อาศัย เพราะการเดินทางที่สะดวก เชื่อมต่อถนนสายสำคัญหลายสาย และแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ แหล่งจับจ่ายใช้สอย ร้านอาหาร สถานที่พบปะสังสรรค์ ฯลฯ ย่านนี้จึงเป็นย่านอยู่อาศัยแหล่งสำคัญของกรุงเทพฯ และศูนย์กลางคมนาคม ส่งผลให้ราคาที่ดินโซน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จึงเป็นทำเลที่ตอบโจทย์วิถีการดำรงชีวิตในทุกๆ ด้าน   จากการสำรวจพบว่า โซนนี้มีที่อยู่อาศัยให้เลือกมากมาย ทั้งโฮมออฟฟิศและคอนโดโลว์ไรส์ เหมาะสำหรับกลุ่มคนวัยทำงานรุ่นใหม่ ธุรกิจสตาร์ทอัพ นักลงทุน กลุ่มอาชีพอิสระ กลุ่มอาชีพสร้างสรรค์ เช่น โปรดักชั่น เฮ้าส์ สตูดิโอต่างๆ สายงานครีเอทีฟ งานอาร์ต งานด้านสื่อดิจิทัล ด้วยไลฟ์สไตล์ของกลุ่มนี้ที่ต้องการความยืดหยุ่นด้านเวลา ต้องการมีอิสระทางการเงิน วางแผนการใช้ชีวิตอย่างสมดุล (Work - Life Balance) คนกลุ่มนี้มักเลือกที่อยู่อาศัยไม่ไกลจากถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า มี Facilities ครบครัน เช่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำ Co - Working Space ฯลฯ   สำหรับคอนโด Low Rise ในย่านดังกล่าวมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 75,000 บาทต่อตารางเมตร นับเป็นราคาที่กลุ่มคนวัยทำงานสามารถเป็นเจ้าของได้ กลุ่มคนในวัยทำงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Double Income, No Kids หรือ DINKs ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่มีชีวิตคู่ แต่ปัจจุบันยังไม่มีลูก เนื่องจากมีความพึงพอใจในการใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเป็น ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีอัตราการขยายตัวมากขึ้นในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้องการใช้ชีวิตอยู่แบบครอบครัวเดี่ยวที่ยังไม่อยากขยาย ต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีในราคาที่เอื้อมถึง มีรายได้ประจำเฉลี่ยประมาณ 25,000 – 50,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน ซึ่งข้อดีของกลุ่มนี้ คือ สามารถกู้ร่วมได้ ทำให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ได้ง่าย ยอดการปฏิเสธสินเชื่อจึงอยู่ในระดับต่ำ    
CI ขน 12 โครงการจัด “กรี๊ดเดย์ Great Deal”กระตุ้นตลาดอสังหาฯ [PR News]

CI ขน 12 โครงการจัด “กรี๊ดเดย์ Great Deal”กระตุ้นตลาดอสังหาฯ [PR News]

ชาญอิสสระ เตรียมจัดงานใหญ่ ขน 12 โครงการในเครือจัด Charn Issara Day แคมเปญ “กรี๊ดเดย์ Great Deal” อัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม กระตุ้นตลาดครึ่งปีหลัง   นายดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัทชาญอิสสระ ดีเวล็อป  เมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการขายและสร้างความคึกคักให้กับแวดวงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมหนุนผู้ที่ต้องการมองหาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพในราคาพิเศษ และผู้ที่มองหาสถานที่พักผ่อนตากอากาศในราคาสุดคุ้ม บริษัทฯ จึงตรียมจัดแคมเปญกระตุ้นการตลาดภายใต้แคมเปญ Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal”  ขน 12 โครงการในเครือ ร่วมจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม มูลค่าสูงสุดถึง 10 ล้านบาท ทั้งในส่วนของบ้านเดี่ยวสุดหรู บ้านพักตากอากาศ คอนโดมิเนียม และโรงแรม เพื่อกระตุ้นยอดขาย และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับโครงการในเครือชาญอิสสระด้วยดีเสมอมา   สำหรับโครงการที่นำมาร่วมจัดแคมเปญ Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal” ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ ใจกลางเมือง อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9  มีเพียง 20 หลัง ราคาเริ่มต้น 100 ล้านบาท  โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูบนทำเลย่านบางนา บ้านอิสสระ บางนา มีจำนวน 44 หลังราคาเริ่มต้น 38 ล้านบาทโครงการบ้านสีตวัน ปากช่อง – เขาใหญ่  โครงการบ้านพักตากอากาศ  ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท   ขณะที่ในส่วนของคอนโดมิเนียมได้นำ โครงการ อิสสระ คอลเลคชั่น สาทร โลว์ไรส์  คอนโดมิเนียม ระดับลักชัวรี่ จำนวน 33 ยูนิต เข้าร่วมโปรโมชั่นส่งเสริมการขายในครั้งนี้ด้วย ในราคาเริ่มต้นที่ 18.9 ล้านบาท และได้นำเอาโครงการคอนโดมิเนียมต่างจังหวัดภายใต้อาณาจักรทิวทะเลเอสเตท ชะอำ-หัวหิน มาร่วมแคมเปญด้วย  โดยโครงการที่นำมาร่วมจัดแคมเปญในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการบ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ (Blue Sapphire) โลว์ไรส์ และไฮไรส์ คอนโดมิเนียม 4 ชั้น 2 อาคาร และ 15 ชั้น 1 อาคาร พร้อมทั้ง Clubhouse อยู่หน้าหาด จำนวน 421 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.XX ล้านบาท  โครงการบลู (Blu) ไฮไรส์ คอนโดมิเนียม วิวทะเล สูง 21 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 491 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.XX ล้านบาท  ในส่วนของ Baba Beach Club Residences Phase 2   จำนวนเพียง 7 หลัง ในราคาเริ่มต้น 33.9 ล้านบาท มาจัดโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด1 ล้านบาท พร้อม Fully Furnished   นอกจากนี้ยังมีโครงการคอนโดมิเนียม ดิ อิสสระ เชียงใหม่ โลว์ไรส์ คอนโดมิเนี่ยม 7 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 265 ยูนิต ที่ออกแบบในสไตล์รีสอร์ท ราคาเริ่มต้น 2.85 ล้านบาท ส่วนของโรงแรมในเครืออย่าง Sri Panwa Phuket จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม ลดราคาห้องพักสูงสุดถึง 60% พร้อมข้อเสนอของแถมให้ได้เลือกอีกมากมาย  ด้านโรงแรม Baba Beach Club Phuket ชูโปรโมชั่นแพคเกจราคาห้องพัก 1 คืน เริ่มต้นที่ 5,500 บาท จากราคาปกติ 16,478 บาท ขณะที่แพคเกจราคาห้องพัก 2 คืน เริ่มต้นที่ 12,600 บาท จากราคาปกติ 32,956 บาท ​  โรงแรม Baba Beach Club Hua Hin รับโปรโมชั่นพิเศษ Super-Hot Deal​ ด้วย​ราคาเริ่มต้น​ 7,500​ บาทต่อคืน​ (จากราคาปกติ​ 18,800บาท) ขณะที่โปรโมชั่นพัก​ 2​ คืนขึ้นไป​ รับทันที​ ชุดอาฟเตอร์นูนที​ และสิทธิพิเศษ​อื่นๆ   สำหรับโครงการ Baba Beach Club Residences Phuket บ้านพักตากอากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในราคาเริ่มต้น 29 ล้านบาท จัดโปรโมชั่นมอบส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท พร้อมการันตีมอบผลตอบแทนจากการบริหารจัดการด้านการลงทุนโดยทีมงานศรีพันวาสูงถึง 5% ใน 3 ปีแรก พร้อมรับแพคเกจที่พัก​สุดหรู โรงแรม Baba Beach Club Phuket 3​ วัน​ 2 คืน​ รวมตั๋วเครื่องบินไปกลับ​ พร้อมรถรับส่งจากสนามบิน​ ​   โดบลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ร่วมงาน Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal” รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดอีก 100,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่ถือบัตร Charn Issara Menber Card เพียงแสดงบัตรภายในงานรับส่วนลดเพิ่มทันทีอีก 10,000 บาท โดยส่วนลด โปรโมชั่นต่างๆ ของแต่ละโครงการเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด โดยจะจัดงานขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2562 ชั้น 10 อาคารชาญอิสสระ ทาวเวอร์ 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ  
SYMYS Sukhumvit 61-ซิมมิส สุขุมวิท 61 : รีวิวคอนโด

SYMYS Sukhumvit 61-ซิมมิส สุขุมวิท 61 : รีวิวคอนโด

  โครงการ SYMYS Sukhumvit 61 คอนโดมิเนียมร่วมทุนระหว่าง บริษัท ซันเคียว โฮม (ไทยแลนด์) จำกัด กับ บริษัท เคฮัง เรียลเอสเตท จำกัด มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท โดย sale gallery ตั้งอยู่ตรงข้ามกับซอยทองหล่อ 23   ชื่อโครงการ SYMYS Sukhumvit 61 (ซิมมิส สุขุมวิท 61) เจ้าของโครงการ Sankyohome (Thailand) และ Keihan Real Estate ที่ตั้งโครงการ ซ.สุขุมวิท 61 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110   พื้นที่โครงการ 1-1-53.2 ไร่ ลักษณะโครงการ Low Rise  จำนวนอาคาร 1 อาคาร  จำนวนชั้น 7 ชั้น จำนวนยูนิต 109 ยูนิต  ขนาดห้อง  1 Bedroom 33-55 ตร.ม. 2 Bedroom 52-88 ตร.ม. เฟอร์นิเจอร์ Fully Fitted ที่จอดรถ 113% แบ่งเป็นAuto Parking 120 Slots และ Conventional Parking 4 Slots  สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Waiting Lounge, Central Storage, The State of Art Library, Community space, Residence Living Area, Meeting Lounge, Private Meeting Room, Chef table Area, SYMYS Private Lounge, Game Room, Private Salon, Private Spa & Massage, Infinity Swimming Pool, Kid’s Pool, Jacuzzi, Terrace Pool, Rooftop Pavilion ราคาเริ่มต้น 7.5 ล้านบาท  ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร 220,000-240,000 ประมาณ บาท/ตร.ม. จุดเด่นโครงการ ดีไซน์แบบ Timeless-Luxury -Privacy ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นและตะวันตกเข้าด้วยกัน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางมีมากถึง 4 ชั้น ที่จอดรถรองรับที่สูงสุดสำหรับทุกยูนิต ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีเอกมัย และสถานีทองหล่อ   สถานที่ใกล้เคียง เมเจอร์ สุขุมวิท, บิ๊กซี เอกมัย, เกตเวย์ เอกมัย, J Avenue ทองหล่อ, รพ.สมิติเวช, รพ.สุขุมวิท  
LPN สร้างชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงาน ชูแนวคิด Eco Design [PR News]

LPN สร้างชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงาน ชูแนวคิด Eco Design [PR News]

คงปฎิเสธไม่ได้ว่า "ชุมชนน่าอยู่" เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ส่งให้ทุกโครงการที่บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)(LPN) พัฒนาขึ้น ได้รับการตอบรับที่ดี ส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดการพัฒนาโครงการด้วยการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนภายใต้วัฒนธรรม “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” ที่มุ่งสร้างความสุขที่แท้จริงของการอยู่อาศัยให้กับสมาชิกลุมพินีมาโดยตลอด   นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ LPN เปิดเผยว่า ได้นำเอาแนวทาง Eco Design มาใช้ในการออกแบบพัฒนาโครงการ ลุมพินี เพลส พระราม 9-รัชดา ภายใต้แนวคิด “LPN GREEN” โดยมีการวางผังโครงการให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building) ของ LEED โดยเน้นถึงจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (CESR) เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้พักอาศัยอย่างยั่งยืน     โดยอาคารแห่งนี้ยังมีความโดดเด่นด้านการออกแบบอาคารที่วางในตำแหน่งทิศเหนือและทิศใต้ มีการใช้กระจก 2 ชั้น เพื่อป้องกันความร้อน และละอองฝุ่นจากภายนอกเข้าภายในอาคาร รวมถึงสามารถลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ถึง 2-3 องศา มีพื้นที่สีเขียวเกินกว่าที่ทางกฎหมายกำหนด ต้นไม้ที่ปลูกเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่คัดเลือกมาให้เหมาะกับพื้นที่โครงการ ดูแลง่าย ใช้น้ำไม่มาก แต่สามารถให้ความร่มเย็น และคายออกซิเจนได้จำนวนมาก ส่วนปุ๋ยที่ใช้ก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ไม่มีสารเคมี ช่วยให้ผู้พักอาศัยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี   “30 ปีแล้วที่ LPN สร้างชุมชนน่าอยู่ให้เกิดขึ้นในทุกโครงการที่เราพัฒนา เพราะเชื่อว่าจะส่งเสริมให้สังคมดี คุณภาพชีวิตผู้พักอาศัยดี รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี นอกจากนั้นยังช่วยสร้างจิตสำนึกของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน” โครงการลุมพินี เพลส พระราม 9-รัชดา แห่งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของ "ชุมชนน่าอยู่" ที่คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดและเจ้าของร่วมได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์โครงการที่ดี กับแนวคิดการประหยัดค่าไฟฟ้า โดยในช่วงแรกได้ใช้วิธีเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอด LED แต่กลับลดค่าไฟฟ้าได้เพียงแค่ 10% เท่านั้น ต่อมาจึงใช้วิธีเปิดไฟทางเดินดวงเว้นดวงในเวลาหลัง 22.00 น. แต่ค่าไฟฟ้าก็ยังลดลงไม่มาก จึงทำการติดตั้งโซลาร์ เซลล์  โดยเมื่อนำไฟฟ้าจากโซลาร์ เซลล์ไปใช้งานได้เต็มที่ 100% จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้สูงสุด 13,600 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นค่าไฟฟ้า 57,500 บาทต่อเดือน     นอกจากติดตั้งโซลาร์ เซลล์แล้ว ทางโครงการยังต่อยอดสนับสนุนเรื่องลดโลกร้อน ด้วยการติดตั้ง EV charger แบบชาร์จเร็ว ใช้งบลงทุนประมาณ 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้ผู้พักอาศัยหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงรองรับรถพลังงานที่มีแนวโน้มจะมีผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ในโครงการมีเจ้าของร่วมใช้รถพลังงานไฟฟ้า 2 คัน และเชื่อว่า เมื่อในโครงการมี  EV charger จะทำให้ลูกบ้านตัดสินใจใช้รถพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น