Tag : Home

648 ผลลัพธ์
ศุภาลัย เปิดแผนขายบ้าน-คอนโดปี 66  ลุยขยายต่างจังหวัดเพิ่ม 5 แห่ง ​​20 โครงการ

ศุภาลัย เปิดแผนขายบ้าน-คอนโดปี 66 ลุยขยายต่างจังหวัดเพิ่ม 5 แห่ง ​​20 โครงการ

ศุภาลัย  เปิดแผนขายบ้าน-คอนโดปี 66  ลุยขยายต่างจังหวัดเพิ่ม 5 แห่ง ​​20 โครงการ เติมพอร์ตตลาดต่างจังหวัดที่ปั้นโครงการแล้ว 28 จังหวัด   “ศุภาลัย” ถือเป็นดีเวลลอปเปอร์เจ้าแรก ๆ ของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ออกไปทำบ้านและคอนโดมิเนียมในตลาดต่างจังหวัด เรียกว่าเข้าไปพัฒนาก่อนที่บริษัทจะจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วยซ้ำ ซึ่ง “ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นพัฒนาโครงการแรกที่จังหวัดภูเก็ต ภายใต้บริษัท ภูเก็ต เอสเตท จำกัด และอำเภอหาดใหญ่ ภายใต้บริษัท หาดใหญ่ นครินทร์ จำกัด ตั้งแต่ช่วงปี 2531-2532 ในนามส่วนตัว   หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว จึงได้ซื้อหุ้นของทั้งสองบริษัท ทำให้ปัจจุบันทั้งสองบริษัท อยู่ในฐานะของบริษัทลูกของ “ศุภาลัย” ซึ่งพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เฉพาะโครงการในอำเภอหาดใหญ่มีมากถึง 13 โครงการแล้ว และน่าจะเป็นดีเวลลอปเปอร์ที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโด ในต่างจังหวัดทั่วประเทศมากที่สุดแล้ว   ปัจจุบันบริษัทพัฒนาโครงการในตลาดต่างจังหวัดแล้ว 28 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวนโครงการมากที่สุด คือ จังหวัดชลบุรี ด้วยจำนวนมากถึง 15-16 โครงการ โดยปีนี้วางแผนขยายจังหวัดเพิ่มขึ้นอีก 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำพูน ลำปาง นครปฐม จันทบุรี และราชบุรี ซึ่งภาพรวมของปีนี้จะเปิดโครงการใหม่ในต่างจังหวัด 20 โครงการ รวมมูลค่า 17,220 ล้านบาท เพื่อผลักดันเป้าหมายยอดขายในปีนี้ให้ได้ 15,120 ล้านบาท หรือสัดส่วน 42% ของเป้าหมายยอดขายปีนี้ 36,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดต่างจังหวัด 3% และบ้านแนวราบอีก 39% 4 กลยุทธ์ปี 66 สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทมี 4 กลยุทธ์สำคัญในแผนธุรกิจ เพื่อทำให้มียอดขายและรายได้เติบโตจากปีที่ผ่านมา ตามเป้าหมายที่วางไว้  ได้แก่ 1.New Brand and Location คือ การพัฒนาบ้านแบรนด์ใหม่ และการขยายทำเลใหม่ ๆ ในการพัฒนาโครงการ ซึ่งการไปพัฒนาโครงการใน 5 จังหวัดใหม่ จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วงสร้างการเติบโตให้กับบริษัทในปีนี้ ​ 2.Expand to New Customer Base นอกจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ปีนี้บริษัทมีการขยายธุรกิจใหม่เพิ่มเติม อาทิ Resort Housing ที่โครงการศุภาลัย ซีนิค เบย์ พูล วิลล่า ภูเก็ต  Rental Office ที่โครงการศุภาลัย ไอคอน สาทร, Serviced Condo ในหลายโครงการ Home Office  ที่โครงการศุภาลัยแกรนด์ เอสเซ้นส์ @ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์  Community Mall / Market  ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่  สนับสนุนการกระจายรายได้สู่ชุมชน และ Co-Working ชื่อว่า MEET & CO ตั้งอยู่ที่อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ เป็นต้น  ซึ่งนอกจากการสร้างการเติบโตด้านรายได้ ที่เป็นรายได้ประจำ ยังถือเป็นการกระจายความเสี่ยงให้กับบริษัทด้วย นอกจากนี้ ยังขยายตลาดบ้านระดับราคา 10 – 30 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มบน ทั่วประเทศทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด เพราะที่ผ่านมาบริษัท มีการเปิดตัวแบรนด์ “เอเลแกนซ์”  ได้แก่  “ศุภาลัย เอเลแกนซ์ บรมราชชนนี 121” แบบบ้านเดี่ยวใหม่ล่าสุด 3 แบบ 3 สไตล์ ระดับลักซ์ชูรี่ ราคาเริ่มต้น 20 – 30 ล้านบาท ทำเลแรกบนถนนบรมราชชนนี และศุภาลัย เอเลแกนซ์ พหลโยธิน 50 บ้านเดี่ยวหรู 3 ชั้น ในสไตล์ Modern Metro ราคาเริ่มต้น 17.99 ล้านบาท ทำเลใจถนนเทพรักษ์ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก 3.Smart Innovative Service ขณะที่นวัตกรรมการออกแบบที่อยู่อาศัย ได้มีการสร้างสรรค์แบบบ้านซีรีส์ใหม่ อาทิ Romantic Charm และ Wellness Residence เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า และรองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับนวัตกรรมเพื่อการให้บริการลูกค้า เช่น Supalai Sabai แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ลูกบ้านศุภาลัยใช้ชีวิตในบ้านได้สบายยิ่งขึ้น ทั้งการจ่ายบิล แจ้งซ่อม มีสิทธิพิเศษหลากหลาย อัพเดททุกข่าวสาร เป็นต้น และยังมีบริการอื่น ๆ อีก อาทิ ​Supalai Privilege และ Supalai Care 4.Sustainable Growth ขณะที่การสร้างการเติบโตบนความยั่งยืน ศุภาลัย ได้​ผนึกพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น เอสซีจี ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และติดตั้งโซลาร์รูฟในโครงการของศุภาลัย ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยในโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างต่อเนื่อง นำร่องโครงการแรกที่ ศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ รังสิต คลอง 2 ร่วมกับทรู ดิจิทัล  ติดตั้ง Smart Residence 40 โครงการทั่วประเทศ และร่วมกับชาร์จ ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า ติดตั้ง EV Charger เป็นต้น เดินหน้ายอดขาย 36,000 ล้าน นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ปี 2565 ที่ผ่านมา  บริษัททำผลงานได้ประสบความสำเร็จ เพราะสามารถพิชิตยอดขายรวมได้ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 28,000 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขยอดขายพุ่งทะยานสูงถึง 32,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ทำได้ 24,069 ล้านบาท โดยเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งแนวราบ และคอนโด 31 โครงการ มูลค่ารวม 37,800 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 28 โครงการ (กรุงเทพฯ และปริมณฑล 10 โครงการ, ภูมิภาค 18 โครงการ)  และคอนโด 3 โครงการ (กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2 โครงการ, ภูมิภาค 1 โครงการ)  จากความสำเร็จด้านยอดขายมีผลอันเนื่องมาจากบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง สามารถเปิดตัวโครงการใหม่ในแต่ละจังหวัดโดยมีการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี สินค้ามีความหลากหลาย และตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย   ขณะที่ปี 2566 บริษัทตั้งเป้าหมายอดขาย 36,000 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้ 36,000 ล้านบาท โดยวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 37 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 34 โครงการ  มูลค่า 32,700 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 8,300 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 41,000 ล้านบาท และกำหนดงบประมาณการจัดซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้บริษัทฯ มุ่งเน้นสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยความมั่นคง และยั่งยืน เตรียมบุกหนักในโครงการภูมิภาคต่างๆ ในจังหวัดใหม่ๆที่มีทำเลศักยภาพและมีความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันศุภาลัยพัฒนาโครงการครอบคลุม 28 จังหวัด โดยในปี 2566 เสริมความแข็งแกร่งพัฒนาโครงการใหม่ใน 5 จังหวัดใหม่ ได้แก่ ลำปาง ลำพูน นครปฐม ราชบุรี และจันทบุรี   อ่านข่าวเพิ่มเติม -ศุภาลัย บุกตลาดต่างจังหวัดแห่งที่ 23 ปั้นคอนโด “ศุภาลัย บลูเวล หัวหิน”
9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคล รับตรุษจีน 66

9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคล รับตรุษจีน 66

ตรุษจีน 66 หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ปี 2566 สำหรับปีนี้​ ตรงกับวันที่ 22 มกราคม ส่วนวันที่ 20 มกราคม จะเป็นวันจ่าย สำหรับซื้อสินค้าและของต่าง ๆ มาใช้ในพิธีไหว้าเจ้าไหว้บรรพบุรุษ และวันที่ 21 มกราคม เป็นวันไหว้เจ้าและทำพิธีไหว้ต่าง ๆ ซึ่งตามธรรมเนียมจีนแล้ว เทศกาลตรุษจีนจะมีการทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ซึ่งสิ่งหนึ่งต้องทำคือ การทำความสะอาดบ้าน หรือการจัดบ้าน     โดยการจัดบ้าน นอกจากจะทำให้บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังช่วยเสริมในเรื่องฮวงจุ้ย เสริมโชคลาภและทำให้การอยู่อาศัยในบ้านมีสุขภาพที่ดี มีความสุข สบายด้วย ไม่จำกัดเฉพาะการจัดบ้านให้เป็นมงคล รับตรุษจีน 66 ก็ตาม เทคนิคที่จะเล่าต่อไปนี้ สามารถใช้ได้ตลอดทั้งปีด้วยนะ 9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคลรับ ตรุษจีน 66 มาดูกันว่า 9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคล รับตรุษจีน 66 มีอะไรบ้าง ซึ่งมั่นใจได้เลยว่า สามารถทำตามได้ไม่ยาก ใคร ๆ ก็ทำได้ 1.จัดทางเข้าบ้าน-ประตูบ้านไม่ให้รก ทางเข้าบ้าน หรือบริเวณประตูเข้าบ้าน ถือเป็นจุดสำคัญตามหลักฮวงจุ้ย เพราะเป็นบริเวณพลังชี่ ซึ่งเป็นพลังที่ดี สามารถเรียกเงินเรียกทองเข้าบ้าน หากบริเวณดังกล่าวรก หรือไม่เป็นระเบียบ ก็จะขัดขวางโชคลาภ และเงินทองเข้าบ้านด้วย แต่หากพูดถึงตามหลักการทั่วไปแล้ว ทางเข้าบ้านเป็นจุดที่เราต้องเข้าออกบ้านทุกวัน หากมีสิ่งของวางไว้เกะกะ ไม่เป็นระเบียบ มันก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุหรือไม่สะดวกต่อการเข้าออกได้เช่นกัน 2.ทิ้งของแตกหัก-ชำรุดใช้งานไม่ได้ ของแตกหัก หรือชำรุด หากอยู่ในบ้าน ชาวจีนถือว่าไม่ควรทำ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคล อาจทำให้คนอยู่ในบ้านเกิดการทะเลาะแตกแยกกันได้ จึงควรทิ้งหรือเอาออกจากบ้าน 3.จัดบ้านให้สว่าง แสงสว่าง ถือเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างสำหรับการเพิ่มความมงคลภายในบ้าน เพราะจะทำให้เกิดความสุข ชีวิตมีแต่ความรุ่งโรจน์ จึงควรทำให้บ้านมีแสงสว่างที่เหมาะสม ตามบริเวณต่าง ๆ ขณะเดียวกัน การมีแสงสว่างยังช่วยทำให้เกิดความปลอดภัยภายในบ้านด้วย เพราะหากมีมุมอับแล้วมีสิ่งของกีดขวางอยู่ เราก็อาจจะได้รับอุบัติเหตุได้ด้วยเหมือนกัน 4.จัดบ้านให้เป็นระเบียบ-ไม่รก ข้อนี้ คงมีความใกล้เคียงกับ การจัดหน้าบ้านไม่ให้รก แต่หากจัดบ้านไม่ให้รกเฉพาะหน้าบ้าน  ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ในบ้านรก ไม่เป็นระเบียบ ก็เป็นการทำให้โชคลาภไม่เข้ามาได้ด้วยเหมือนกัน จุดอื่น ๆ ของบ้านจึงจะต้องมีความเป็นระเบียบ ไม่รก ไม่สกปรกด้วย เพื่อให้คนอยู่ในบ้านมีสุขภาพดี มีโชคลาภเข้ามาด้วย 5.ประดับโคมไฟจีน สำหรับโคมไฟจีนนั้น ชาวจีนถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของงานรื่นเริง งานสำคัญ ทำให้ช่วงเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีน จึงมีการประดับตกแต่งด้วยโคมไฟจีน ทั้งในบ้านและที่ทำงาน แต่ห้ามนำมาแขวนไว้หน้าบ้านเวลากลางคืน เพราะจะหมายถึงว่า บ้านนี้คนเสียชีวิต 6.แตกผนังบ้านด้วยอักษรจีน อักษรจีน ที่มีความหมายเป็นมงคล เป็นที่นิยมนำมาประดับตกแต่งบ้านอยู่แล้วเป็นปกติ เพราะเหมือนการดึงดูดพลังงานที่ดีเข้ามาไว้ในบ้าน ทำให้ในช่วงวันตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ ชาวจีนจึงนิยมนำเอาภาพอักษรจีนมาประดับตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะตุ้ยเลี้ยง คือ คำอวยพรปีใหม่ ความหมายดี ๆ เป็นมงคล ด้วยความหมายต่าง ๆ  ที่เป็นอักษรจีน มักจะประกอบด้วยตัวอักษรจีน 7 เขียนเป็นคำกลอน ซึ่งคนจีนนิยมนำมาติดไว้ในบ้าน มักจะติดสองข้างประตูบ้าน และติดตรงกลางทางเข้าออก เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดความร่ำรวย เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว 7.ปลูกไม้มงคล เช่น ไผ่, กล้วยไม้ สิ่งของที่เป็นมงคล ที่ชาวจีนเชื่อถือ และนิยมนำมาไว้ในบ้านมีหลายอย่าง ต้นไม้มงคล ก็เป็นสิ่งที่ชาวจีนนิยมนำมาปลูกหรือประดับบ้าน โดยต้นไม้มงคลมีอยู่มาหมายหลายชนิด แล้วแต่ความเชื่อของคนจีนว่าอยากได้ความเป็นมงคลในเรื่องอะไร ซึ่งเทศกาลตรุษจีน เพื่อความเป็นมงคล จึงนิยมปลูกต้นไม้มงคลไว้หน้าบ้าน เช่น ต้นไผ่ หมายถึง ความดีงาม ต้นสน ช่วยเกื้อหนุนให้อายุยืนยาว เป็นต้น 8.จัด-ทำความสะอาด หิ้งพระ-ตีจู้เอี๊ยะ ธรรมเนียมปฏิบัติหนึ่งของเทศกาลตรุษจีน คือ การไหว้เจ้า ไหว้เจ้าที่ ทำให้บริเวณหิ้งพระ หรือตีจู้เอี๊ยะ จึงต้องทำความสะอาด และจัดให้เป็นระเบียบ เพื่อทำพิธีไหว้ให้เกิดความเป็นมงคล นอกจากนี้ หากในบ้านมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ก็ต้องทำเช่นเดียวกัน เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นช่วยคุ้มครองให้คนในบ้านประสบแต่โชคดี และมีความมงคลเกิดขึ้นด้วย 9.แต่งบ้านด้วยของมงคล ของมงคลต่าง ๆ ที่ชาวจีนเชื่อ และให้การยอมรับมีจำนวนมาก แล้วแต่จะเน้นเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งชาวจีนมักจะนำเอาของมงคลมาใช้ประดับตกแต่งบ้าน มาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน หรือเอามาติดตัว เพื่อทำให้ชีวิตมีแต่ความมงคล มีโชคลาภ มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ทำให้ช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีใหม่จีน ชาวจีนจึงมักจะแต่งบ้าน หรือจัดบ้านให้เกิดความเป็นมงคล ด้วยของมงคลต่าง ๆ เช่น ตุ๊กตารูปสัตว์ อาทิ หมู แสดงความมั่งคั่ง  เครื่องปั้นดินเผา เสริมดวงการเงิน เป็นต้น   ทั้งหมดนี้ก็เป็น 9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคลรับ ตรุษจีน 66 ที่ทำได้ทุกคน ทุกบ้าน หรือหากจะผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนไปแล้ว เราก็สามารถนำเอาเทคนิคนี้มาจัดบ้านได้ เพื่อให้ชีวิตการอยู่อาศัย มีแต่ความเฮง ๆ โชคดีรับปี 2566 ตลอดไปนั่นเอง   ที่มา-ไทยรัฐ, ดีดีพร็อพเพอร์ตี้, บ้านและสวน   อ่านบทความเพิ่มเติม -สิ่งที่ต้องทำในวันตรุษจีน 66 เพื่อความเป็นมงคลของชีวิต
สิ่งที่ต้องทำในวันตรุษจีน 66 เพื่อความเป็นมงคลของชีวิต

สิ่งที่ต้องทำในวันตรุษจีน 66 เพื่อความเป็นมงคลของชีวิต

ตรุษจีน 66 นอกจากวันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่สากลแล้ว ทุก ๆ ช่วงต้นปี ชาวจีน หรือผู้ที่มีเชื้อสายจีนทั่วโลก ก็มักจะถือเอาวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่จีน หรือวันตรุษจีน ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองและพิธีกรรมต่าง ๆ ตามธรรมเนียมจีนกันด้วย แต่วันที่ 1 เดือน 1 หรือวันตรุษจีน ในแต่ละปีจะไม่ใช่วันเดียวกันในทุก ๆ ปี จะเป็นวันไหนบ้างนั้น ต้องดูปฏิทินจีนเป็นหลัก   โดยปี 2566 นี้ วันตรุษจีน 2566 ตรงกับวันที่ 22 มกราคม ส่วนวันที่ 20 มกราคม จะเป็นวันจ่าย สำหรับซื้อสินค้าและของต่าง ๆ มาใช้ในพิธีไหว้าเจ้าไหว้บรรพบุรุษ และวันที่ 21 มกราคม เป็นวันไหว้เจ้าและทำพิธีไหว้ต่าง ๆ ซึ่งตามธรรมเนียมจีนแล้ว เทศกาลตรุษจีนจะมีการทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว รวมถึงการห้ามทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อผลในทางเดียวกันด้วย   มาดูกันว่าตามธรรมเนียมจีนแล้ว วันตรุษจีน 66 ปีนี้ เราควรทำอะไร ในวันตรุษจีนกันบ้าง เพื่อชีวิตจะได้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ มีความสุข เป็นมงคลแก่ชีวิตของเรากันบ้าง สิ่งต้องทำในวันตรุษจีน 1.ไหว้เจ้า, ไหว้เจ้าที่, ไหว้บรรพบุรุษ สิ่งมงคลที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเทศกาลตรุษจีน ก็คือ การไหว้เจ้า ไหว้เจ้าที่ภายในบ้าน และไหว้บรรพบุรุษ รวมไปถึงไหว้ผีไม่มีญาติ ด้วยของไหว้ อาหารคาว อาหารหวาน และผลไม้ ที่เป็นมงคลตามความเชื่อของชาวจีน ซึ่งในพิธีการไหว้นี้ จะมีการจุดประทัดด้วย ตามความเชื่อในเรื่องจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย 2.ทำพิธีรับ “ไฉ่ ซิ่ง เอี้ย” ชาวจีนนิยมไหว้ “ไฉ่ ซิ่ง เอี้ย” ที่เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภและเงินทอง เพราะจะทำให้มั่งคั่งร่ำรวย ให้โชคลาภ รวมถึงสุขภาพดี ครอบครัวรักสามัคคีปรองดอง ​โดยพิธีรับ ไฉ่ ชิ่ง เอี้ย จะดูฤกษ์ยามที่เทพลงมายังโลก ซึ่งมักจะเป็นช่วงวันก่อนวันตรุษจีน   โดยฤกษ์ไหว้ไฉ่ซิงเอี้ย สำหรับตรุษจีน 2566 ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 21 มกราคม ช่วงเวลา 23.00-02.59 น. วิธีไหว้ให้ตั้งโต๊ะบูชาของไหว้ ด้วยการหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ​​ 3.นำส้ม 4 ผล ไหว้ขอพรผู้ใหญ่ ธรรมเนียมการไหว้ขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทุกชนชาติ อย่างช่วงเทศกาลสงกรานต์ของไทย เราก็มีรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ เพราะต้องการความเป็นสิริงคล เทศกาลตรุษจีนของชาวจีน ก็มีธรรมเนียมการขอพรผู้ใหญ่เช่นกัน แต่สิ่งที่จะต้องนำติดตัวไปด้วยก็คือ ส้ม 4 ผล   สาเหตุที่ต้องนำส้ม 4 ผลไปไหว้ผู้ใหญ่นั้น เป็นเพราะชาวจีนมีความเชื่อว่า ส้มเป็นตัวแทนของเครื่องสักการะเทพเจ้าทั้ง 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน  ซึ่งจะช่วยให้ โชคดี มั่นคั่ง และร่ำรวย ตลอดปี ส้มยังเป็นตัวแทนการอวยพร และมีความหมายถึง ทองคำ และการให้ส้ม 4 ผล เพราะเป็นตัวเลขจำนวนที่เป็นมงคล ​​ซึ่งอาจจะให้ส้มมากกว่า 4 ลูกก็ได้ แต่ต้องเป็นเลขคู่ เช่น  6 ลูกหรือ 8 ลูก ก็ยิ่งมงคลขึ้นไปอีก  ตามประเพณีจีน เมื่อลูกหลานมอบส้ม 4 ลูก ให้แก่ญาติผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่จะมอบส้ม 2 ลูก กลับมาเป็นการอวยพรแก่ลูกหลานด้วยเช่นกัน 4.รับ-แจก อั่งเปา อั่งเปา ตามความหมายในภาษาจีน หมายถึง ซองสีแดง ที่มีเงินบรรจุอยู่ภายใน ซึ่งมอบหรือรับ เป็นของขวัญ ในวันสำคัญของครอบครัวจีน เช่น วันตรุษจีน หรือในงานพิธีแต่งงาน โดยในวันตรุษจีนผู้ที่มีอายุสูงกว่าหรือทำงานมีเงินเดือนแล้ว จะเป็นคนให้อั่งเปาแก่เด็กหรือญาติที่ยังไม่ได้ทำงานและเกษียณแล้ว   สาเหตุที่อั่งเปาเป็นซองสีแดง  เพราะสีแดงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความโชคดี และเงินที่บรรจุภายบางครั้งจะเป็นเลขนำโชค เช่น เลข 8 อ่านในภาษาจีนจะมีความหมายถึงความรุ่งเรือง หรือความร่ำรวย 5.ใส่เสื้อผ้าสีแดงหรือสีสดใส ชาวจีน มีความเชื่อว่าการสวมเสื้อสีแดง หรือสีสันสดใส จะนำความสุข ความสดชื่นมาทั้งปี โดยเฉพาะสีแดง ที่เป็นสีมงคลสำหรับชาวจีน 6.กินเจมื้อเช้า การกินเจ เป็นการทำบุญ ที่ชาวจีนนิยมปฏิบัติ ซึ่งช่วยทำให้เกิดกุศล และสร้างบุญบารมีให้เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว ดังนั้น ในช่วงเช้าวันแรกของปีใหม่ ชาวจีนจึงนิยมจะกินเจในมื้อเช้า เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลในวันแรกของปีใหม่ ที่จะส่งผลให้ตลอดทั้งปีมีแต่ความสุขและเกิดมงคลแก่ตัวเอง รวมถึงครอบครัวด้วย 7.กินเกี๊ยว เหตุผลที่คนจีนนิยมกินเกี๊ยว ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็เพราะว่ารูปร่างของเกี๊ยว มีลักษณะเหมือนกับเงินและทองของชาวจีน การกินเกี๊ยวจึงเชื่อกันว่าจะทำให้ร่ำรวยเงินทองมีความมั่งคั่ง และเป็นสิริมงคลแก่ครอบครับ โดยการกินเกี๊ยวจะกินพร้อมหน้าพร้อมตากัน ในวันรวมญาติของทุกคนในครอบครัว 8.ติด “ตุ้ยเลี้ยง” ตุ้ยเลี้ยง คือ คำอวยพรปีใหม่ ความหมายดี ๆ เป็นมงคล ด้วยความหมายต่าง ๆ  ที่เป็นอักษรจีน มักจะประกอบด้วยตัวอักษรจีน 7 เขียนเป็นคำกลอน ซึ่งคนจีนนิยมนำมาติดไว้ในบ้าน มักจะติดสองข้างประตูบ้าน และติดตรงกลางทางเข้าออก เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดความร่ำรวย เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว 9.นำของมงคลวางบนโต๊ะทำงาน โดยปกติชาวจีนจะไม่นิยมทำงานในวันปีใหม่ หรือวันตรุษจีน แต่ในปัจจุบันหลายคนอาจจะไม่ได้หยุดงาน เพื่อไปเที่ยวหรือพักผ่อนในวันตรุษจีน หรืออาจจะยังเปิดกิจการค้า หรือไปทำงานเป็นปกติ ดังนั้น จึงมีการทำให้วันทำงานในช่วงตรุษจีน ยังคงดำเนินไปด้วยดี และเกิดมงคลแก่ตัวเอง จึงมีการนำเอาของมงคลต่าง ๆ ตามความเชื่อของชาวจีนมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อจะได้เกิดสิริมงคลและมีความสุขตลอดทั้งปี ​   ที่มา-ธนาคารกรุงศรี, Springnews, Newtv   อ่านบทความที่เกี่ยวข้องฃ -9 ข้อห้ามทำ ขัดโชคลาภวันตรุษจีน
แลนด์แอนด์เฮ้าส์  เปิดทำเล 17 โครงการบ้านใหม่ พร้อม 5 ไฮไลท์แผนธุรกิจปี 66

แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เปิดทำเล 17 โครงการบ้านใหม่ พร้อม 5 ไฮไลท์แผนธุรกิจปี 66

เปิด 17 ทำเล บ้านใหม่ปี 66 ของ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ด้วยราคาเฉลี่ย 8.8 ล้าน พร้อม 5 ไฮไลท์แผนธุรกิจ ปี 66 สู่เป้าหมายรายได้ 33,000   แลนด์แอนด์เฮ้าส์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย ที่ทำธุรกิจมานานเกือบ 50 ปี ซึ่งแต่ละปีก็จะมีการออกมาแถลงแผนธุรกิจ และวิสัยทัศน์ โดยในปี 2566 ทีมผู้บริหารซึ่งประกอบด้วยนายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)  นายวัชริน กสิณฤกษ์ กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ โครงการบ้านจัดสรร นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ โครงการอาคารชุด และนายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายงานสนับสนุน โดยมีรายละเอียดและไฮไลท์ของการดำเนินงานในปี 2566 ดังนี้ 5 ไฮไลท์แผนธุรกิจปี 66​ 1.เปิดตัวโครงการใหม่ 34.960 ล้าน บริษัทวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 17 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 34,960 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับการเปิดโครงการใหม่ในปี 2565  แบ่งเป็นโครงการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 13 โครงการ และต่างจังหวัด 4 โครงการ  เป็นโครงการแนวราบ 16 โครงการ มูลค่า 28,460 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 6,500 ล้านบาท   เมื่อแยกตามประเภทสินค้าจะประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยว  15  โครงการ ได้แก่  บ้านแฝด 1 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 1 โครงการ และคอนโด 1 โครงการ ซึ่งบางโครงการมีสินค้ามากกว่า 1 ประเภท สำหรับแผนเปิดคอนโด 1 โครงการ มีมูลค่า 6,500 ล้านบาท คือโครงการ The Key ศรีนครินทร์ ​ เตรียมเปิดขายในไตรมาสที่ 3 นับตั้งแต่เปิดโครงการล่าสุดในปี 2563 ที่ผ่านมา   สำหรับปี 2566 คาดว่าตลาดคอนโดจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2565 โดยจะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง demand ในประเทศให้แข็งแกร่ง รวมถึง demand จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่น่าจะทยอยกลับมาตามการเปิดประเทศ และการเดินทางที่เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ 2.ไทม์ไลน์เปิด 17 โครงการใหม่ สำหรับ 17 โครงการใหม่ ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีทำเลและไทม์ไลน์การเปิดตัวโครงการ ตามรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ โครงการเปิดตัวในไตรมาส 1 โครงการ inizio ศรีนครินทร์ บ้านแฝด พื้นที่ 27.1 ไร่ จำนวน 176 ยูนิต มูลค่า 970 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 5.5 ล้าน โครงการชัยพฤกษ์ 2 ซีรีน เลค บ้านแฝด พื้นที่ 4.1 ไร่ จำนวน 9 ยูนิต มูลค่า 94 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 9 ล้านบาท โครงการเปิดตัวในไตรมาส 2 โครงการชัยพฤกษ์ 1 ซีรีน เลค บ้านเดี่ยว พื้นที่ 4.1 ไร่ จำนวน 10 ยูนิต มูลค่า 98 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 9.8 ล้านบาท โครงการมัณฑนา กาญจนา-บางบอน 5 บ้านเดี่ยว พื้นที่ 97.8 ไร่ จำนวน 200 ยูนิต มูลค่า 3,400 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 17 ล้านบาท โครงการชัยพฤกษ์ แจ้งวัฒนะ บ้านเดี่ยว พื้นที่ 97.8 ไร่ จำนวน 200 ยูนิต มูลค่า 2,730 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 11.7 ล้านบาท โครงการเปิดตัวไตรมาส 3 โครงการชัยพฤกษ์ 3 ซีรีน เลค บ้านเดี่ยว พื้นที่ 10.1 ไร่ จำนวน 20 ยูนิต มูลค่า 203 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 10.2 ล้านบาท โครงการ VIVE กรุงเทพกรีฑา บ้านเดี่ยว พื้นที่ 19.4 ไร่ จำนวน 49 ยูนิต มูลค่า 2,050 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 41.5 ล้านบาท โครงการ VIVE บางนา กม.13 บ้านเดี่ยว พื้นที่ 40.4 ไร่ จำนวน 95 ยูนิต มูลค่า 3,150 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 33.2 ล้านบาท โครงการ The Key ศรีนครินทร์ คอนโด พื้นที่ 12.3 ไร่ จำนวน 805 ยูนิต มูลค่า 6,500 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 8.1 ล้านบาท โครงการชัยพฤกษ์ พรานนก-สาย 2 บ้านเดี่ยว พื้นที่ 25.7 ไร่ จำนวน 56 ยูนิต มูลค่า 1,080 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 19.3 ล้านบาท โครงการเปิดตัวไตรมาส 4 โครงการ Villaggio 3 ศรีนครินทร์-บางนา มูลค่ารวม 2,010 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว พื้นที่ 51.4 ไร่ จำนวน 204 ยูนิต มูลค่า 1,450 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 7.1 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ พื้นที่ 14.9 ไร่ จำนวน 154 ยูนิต มูลค่า 560 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 3.6 ล้านบาท โครงการชัยพฤกษ์ รังสิต คลอง 4 บ้านเดี่ยว พื้นที่ 99.6 ไร่ จำนวน 324 ยูนิต มูลค่า 3,700 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 11.4 ล้านบาท โครงการชัยพฤกษ์ เพชรเกษม 69 บ้านเดี่ยว พื้นที่ 94.3 ไร่ จำนวน 219 ยูนิต มูลค่า 2,800 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 12.8 ล้านบาท โครงการชัยพฤกษ์ บางนา กม 13 บ้านเดี่ยว พื้นที่ 53.7 ไร่ จำนวน 170 ยูนิต มูลค่า 2,300 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 13.5 ล้านบาท โครงการพฤกษ์ลดา ปิ่นเกล้า-ศาลายา บ้านเดี่ยว พื้นที่ 36.7 ไร่ จำนวน 142 ยูนิต มูลค่า 1,025 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 7.2 ล้านบาท โครงการมัณฑนา มอเตอร์เวย์-พระราม 9 บ้านเดี่ยว พื้นที่ 22.6 ไร่ จำนวน 52 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 15.4 ล้านบาท โครงการมัณฑนา มะลิวัลย์-ขอนแก่น บ้านเดี่ยว พื้นที่ 66.7 ไร่ จำนวน 182 ยูนิต มูลค่า 2,050 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 11.3 ล้านบาท 3.87 โครงการพร้อมขายในปี 66 จำนวนโครงการที่ดำเนินการในปี 2566 มีทั้งหมดประมาณ 87 โครงการ เป็นมูลค่า 91,320 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 78 โครงการ มูลค่า 76,450 ล้านบาท และคอนโด  9 โครงการ มูลค่า 14,870 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยต่อยูนิตขายในปี 2566 เท่ากับ 8.8 ล้านบาท เท่ากับราคาเฉลี่ยในปี 2565 4.ปี 66 ลงทุน 9,000 ล้าน ในปี 2566 บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 6,000 ล้านบาท  และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 3,000 ล้านบาท ปัจจุบัน บริษัท LHMH มีโครงการที่ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างพัฒนาทั้งหมด 11 โครงการ ด้านบริษัท LH USA มีโครงการที่ดำเนินการอยู่ทั้งหมด 4 โครงการ   แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีแผนขายโรงแรมในประเทศไทยเข้ากอง REIT และมีแผนออกหุ้นกู้อีกจำนวน 14,000 ล้านบาท และคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะยังคงอยู่ในระดับที่ไม่เกิน 100% 5.ตั้งเป้ารายได้ 33,000 ล้าน ในปี 2566 แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ตั้งเป้าหมายแผนการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายยอดขาย (Booking) 35,000 ล้านบาท และเป้าหมายรับรู้รายได้จากยอดโอนกรรมสิทธิ์ 33,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จากอสังหาฯ เพื่อเช่า ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7,150 ล้านบาท บทสรุปปีตลาดอสังหาฯ และผลงานปี 65 ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมา แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ได้มีบทสรุปแผนการดำเนินงาน และภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ตามรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ 1.ในปี 2565 ตลาดอสังหาฯ ​ประเภทบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทยังคงมีความแข็งแรงต่อเนื่อง หากพิจารณาตัวเลขจำนวนยูนิตบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่สร้างโดยผู้ประกอบการ และจดทะเบียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเดือน ม.ค. - ต.ค. 2565 จะเห็นว่าเติบโตประมาณ 10% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564   ในขณะที่ จำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่ของสินค้าประเภทบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดในช่วงเดือน ม.ค. - พ.ย. 2565 มีจำนวน 22,855 ยูนิต ซึ่งเติบโตเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2564 เนื่องจากฐานที่ต่ำ   2.ในปี 2565 บริษัทเปิดโครงการใหม่ 15 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 32,460 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด เทียบกับแผนเดิมที่ตั้งไว้ 15 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 29,520 ล้านบาท   3.ปี 2565 บริษัทได้ใช้เงินลงทุนซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ประมาณ 4,400 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนยอดขายแบ่งตามประเภทสินค้า ในปี 2565 ของบริษัทฯ มีดังนี้ บ้านเดี่ยว สัดส่วน 84% ทาวน์เฮ้าส์ สัดส่วน 8% คอนโด สัดส่วน 8% 4.ในปี 2565 สินค้าประเภทบ้านแนวราบ ซึ่งได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทโดยสัดส่วนการขายของบ้านแนวราบและคอนโด  คือ 92%:8%   เมื่อจำแนกตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นพื้นที่หลักในการก่อให้เกิดยอดขาย โดยสัดส่วนยอดขายของโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเปรียบเทียบกับยอดขายของโครงการในต่างจังหวัด คือ 90%:10%  สัดส่วนระดับราคาของบ้านที่สูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วนประมาณ 54% ของยอดขาย 5.ณ ต้นปี 2565 บริษัทมีจำนวนโครงการที่เปิดดำเนินการทั้งสิ้น 74 โครงการ เป็นโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 44 โครงการ ต่างจังหวัด 30 โครงการ โครงการที่เปิดใหม่ 15 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 32,460 ล้านบาท รวมโครงการที่ดำเนินการในระหว่างปี 2565 มีจำนวนทั้งหมด 89 โครงการ มีโครงการปิดระหว่างปี 19 โครงการ   ดังนั้น ณ สิ้นปี 2565 มีโครงการที่ยกไปดำเนินการต่อในปี 2566 เป็นจำนวน 70 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 56,300 ล้านบาท ณ ต้นปี 2566 บริษัทมีจำนวนโครงการที่ดำเนินการทั้งสิ้น 70 โครงการ  เป็นโครงการแนวราบ 62 โครงการ มูลค่า 47,983 ล้านบาท และคอนโด  8 โครงการ มูลค่า 8,375 ล้านบาท   6.ในช่วงปี 2562 – 2564 ตลาดคอนโดหดตัวลงอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านดีมานด์​ หรือจำนวนยูนิตที่ขายได้ และซัพพลาย​ หรือจำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่  อันเป็นผลมาจากมาตรการ LTV ที่บังคับใช้ในช่วงเมษายน 2562 ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การชะลอการเปิดตัวโครงการคอนโดของผู้ประกอบการในช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเป็นผลดีต่อตลาดโดยรวม เนื่องจากเป็นการช่วยระบายสินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในตลาด โดยจำนวนยูนิตคงเหลือของคอนโดลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ในปี 2563 และลดลงต่อเนื่องในปี 2564   ในปี 2565 เมื่อสถานกาณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว ทิศทางของตลาดคอนโดก็ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยสะท้อนจากจำนวนยูนิตที่ขายได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 ที่เพิ่มขึ้นถึง 137% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2564 (ที่มา: AREA)  และจำนวนยูนิตจดทะเบียนในช่วงเดือน ม.ค. - ต.ค. 2565 อยู่ที่ 32,909 ยูนิต เติบโตประมาณ 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 (ที่มา: REIC)   นอกจากนี้ ผู้ประกอบการก็มีความเชื่อมั่นในการเปิดโครงการใหม่ โดยจำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่ในช่วงเดือน ม.ค. - พ.ย. 2565 มีทั้งหมด 52,000 ยูนิต เติบโต 128% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564   แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2564 แต่ตลาดคอนโดมิเนียมก็ยังมีความเปราะบาง และยังไม่กลับสู่สภาวะปกติอย่างแท้จริง บริษัทจึงยังคงระมัดระวังการเปิดโครงการประเภทคอนโดมิเนียม   ปี 2565 บริษัทไม่ได้เปิดโครงการคอนโดโครงการใหม่ เนื่องจากสภาพตลาดและบริษัทต้องการดำเนินการระบายสินค้าที่มีอยู่ในมือ อย่างไรก็ตาม ยอดขายคอนโดของบริษัทในปี 2565 เติบโตกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2564 เนื่องจากฐานที่ต่ำ ( ปี 2565 = 2,240 ล้านบาท)   7.ในปี 2565 บริษัทออกหุ้นกู้ มูลค่ารวม 13,700 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.61% ต่อปี  ณ สิ้นปี 2565 คาดว่าหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ อยู่ที่ประมาณ 51,000 ล้านบาท โดยมี  อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 6% และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.24%   8.สำหรับภาพรวมอสังหาฯ เพื่อเช่าปี 2565 เป็นปีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลดีโดยตรงกับธุรกิจอสังหาฯ เพื่อเช่าของบริษัททั้งในส่วนโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ และห้างสรรพสินค้าทั้งในประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา   9.บริษัทดำเนินธุรกิจอสังหาฯ  ให้เช่าในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา โดยธุรกิจในประเทศไทย ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท แอลเอชมอลล์แอนด์โฮเทล (LHMH) และธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท แอลเอชยูเอสเอ (LHUSA) โดยประกอบด้วยโครงการห้างสรรพสินค้า โรงแรม อะพาร์ตเมนต์และพื้นที่สำนักงานให้เช่า   รายละเอียดของโครงการทั้งหมดที่แสดงเป็นรายได้ค่าเช่าในงบกำไรขาดทุน ปรากฎดังนี้ โครงการในสหรัฐอเมริกาที่เปิดดำเนินการแล้ว Parc ประเภทอะพาร์ตเมนต์ ตั้งอยู่ที่ Campbell, California ด้วยเงินลงทุน 135 ล้านดอลล่าร์ Yard ประเภทอะพาร์ตเมนต์ ตั้งอยู่ที่ Portland, Oregon ด้วยเงินลงทุน 127 ล้านดอลล่าร์ Revere ประเภทอะพาร์ตเมนต์ ตั้งอยู่ที่ Campbell, California  ด้วยเงินลงทุน 119 ล้านดอลล่าร์ SpringHill ประเภทโรงแรม ตั้งอยู่ที่ Anaheim, California ด้วยเงินลงทุน 31 ล้านดอลล่าร์   10.ในปี 2565 บริษัทลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการให้เช่าผ่านบริษัท LHMH และ LH USA  จำนวน 3,700 ล้านบาท ประกอบด้วย  1.พัฒนาศูนย์การค้า Terminal 21 Rama 3 จำนวน​ 350 ล้านบาท และ 2.พัฒนาธุรกิจโรงแรมและอะพาร์ตเมนต์ จำนวน​ 3,350 ล้านบาท   11.ปี 2565 บริษัท LHMH ได้เปิดดำเนินโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ โรงแรม Grande Centre Point Space Pattayaและศูนย์การค้า Terminal 21 Rama 3 ในไตรมาสที่ 3 และ4 ตามลำดับ   อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้ขายอะพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกาตามแผนที่ตั้งไว้ เนื่องจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ FED ดำเนินนโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง จึงส่งผลให้อัตราผลตอบแทนคาดหวังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อมายังราคาขาย   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เดินหน้าลงทุน 11,000 ล.พร้อมระดมทุนผ่านหุ้นกู้ 12,000 ล.​
เช็คด่วน !! ค่าอะไร ลดหย่อนภาษีปี 2565 ได้บ้าง

เช็คด่วน !! ค่าอะไร ลดหย่อนภาษีปี 2565 ได้บ้าง

ลดหย่อนภาษี เช็คด่วน !! เสียภาษีประจำปี 2565 มีค่าอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง เพื่อลดภาระค่าภาษีประจำปี   แม้ว่าจะผ่านพ้นปี 2565 ไปอีกปี แต่คนไทยยังมีหน้าที่ต้องทำ ที่ไม่อาจจะละเลยได้ โดยเฉพาะคนมีรายได้ทั้งหลาย ไม่ว่ารายได้จะมาจากการทำงาน การค้าขาย หรือการทำธุรกิจต่าง ๆ นั่นก็คือ ภาระหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2565 ตามกฎหมายกำหนดไว้   โดยคนไทยที่มีรายได้ทุกคนต้องยื่นภาษีประจำปี แต่จะเสียภาษีหรือไม่ คงต้องดูฐานรายได้ในปีนั้นด้วย ซึ่งถ้ารายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังไงก็ต้องยื่นรายได้ประจำปีต่อกรมสรรพากร ซึ่งสามารถยื่นได้ทั้งที่สำนักงานสรรพากรเขตพื้นที่ หรือไม่ก็ยื่นแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://efiling.rd.go.th โดยระบบการจัดเก็บภาษีของไทยใช้ระบบฐานภาษีแบบขั้นบันได้ คือ มีรายได้มากเสียภาษีมาก ซึ่งฐานภาษีเริ่มต้นจัดเก็บที่ 5% และสูงสุด 35%   แม้ว่าอัตราภาษีจะจัดเก็บจากรายได้สุทธิประจำปี แต่กรมสรรพากร ก็มีการให้ผู้มีรายได้ สามารถนำเอาค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าลดหย่อน หรือค่าใช้จ่ายประเภทต่าง ๆ ที่จ่ายไปตลอดทั้งปี นำมาเป็นค่าลดหย่อนได้ เพื่อทำให้เป็นรายได้สุทธิเพื่อคำนวณภาษีลดลงนั่นเอง ลดหย่อนภาษีปี 2565 มีค่าอะไรบ้าง สำหรับค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2565 มีหลายรายการ ทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัว และของครอบครัว ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนลดหย่อนได้ ซึ่งมีหลัก ๆ ดังนี้ 1.กลุ่มค่าลดหย่อนส่วนตัว สำหรับค่าใช้จ่ายลดหย่อนส่วนตัว รวมถึงของครอบครัวที่เราจ่ายไป สามารถนำเอามาคำนวณเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่สนตัว คู่สมรส ค่าใช้จ่ายบุตร หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายของบิดาหรือมารดา ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ส่วนตัว ลดหย่อนได้ 60,000 บาท คู่สมรส ลดหย่อนได้ 60,000 บาท บุตร ใช้ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท สำหรับบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ใช้ลดหย่อนได้ คนละ 60,000  บาท ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร ลดหย่อนได้ไม่เกิน 60,000 บาท ค่าดูแลบิดามารดา ใช้ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท ค่าอุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ ลดหย่อนได้คนละ​ 60,000 บาท 2.กลุ่มค่าประกันและการลงทุน ส่วนค่าใช้จ่ายที่เราซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันสังคม รวมถึงเงินที่เราซื้อประกันสุขภาพให้กับบิดาหรือมารดา กรมสรรพากรให้เรานำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ มีดังนี้ เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากที่มีประกันชีวิต ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 บาท โดยเบี้ยประกันทั้ง 2 ประเภทข้างต้นรวมกันนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ประกันสังคม* ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 6,300 บาท ประกันสุขภาพบิดามารดา ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ 15% ของเงินได้ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 200,000 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกบข.หรือกองทุนสงเคาะห์ครูโรงเรียนเอกชน ใช้ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 200,000 บาท กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ใช้ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 500,000 บาท กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 13,200 บาท กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายตั้งแต่เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ จนถึงกองทุนรวมเพื่อการออมนั้น สามารถนำมาใช้คำนวณตามมูลค่าที่กรมสรรพากรกำหนด แต่รวม​กันแล้วนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท 3.กลุ่มค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับกลุ่มค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มักจะเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรการของภาครัฐ ที่มีออกมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละปี อย่างปี 2565 มีมาตรการช้อปดีมีคืน ที่ให้คนไทยซื้อสินค้าแล้วนำมาลดหย่อนภาษีประจำปีได้ โดยค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2565 มีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ ดอกเบี้ยซื้อที่อยู่อาศัย ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ช้อปดีมีคืน 2565 (1ม.ค.-15 ก.พ.65) ใช้ลดหย่อนได้ ไม่เกิน 30,000 บาท 4.เงินบริจาคต่าง ๆ  ภาครัฐยังส่งเสริมให้คนไทย แบ่งปันและช่วยเหลือสังคม โดยหากมีการบริจาคเงินในแต่ละปี ก็สามารถนำเอาเงินที่บริจาคนั้น มาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ เงินบริจาคทั่วไป ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เงินบริจาคเพื่อการศึกษา** การกีฬา การพัฒนาสังคมและโรงพยาบาลรัฐ ใช้ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน​ 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน บริจาคให้พรรคการเมือง ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งหมดนี้ก็เป็นค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2565 ที่เราสามารถนำมาใช้คำนวณ เพื่อเสียภาษีประจำปีได้ ซึ่งปกติเราสามารถยื่นภาษีได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2566 แต่หากยื่นภาษีออนไลน์ สามารถยื่นได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2566 ยังไงก็ต้องเตรียมความพร้อมก่อนยื่นภาษี โดยเฉพาะเอกสารต่าง ๆ เพราะหากกรมสรรพากรต้องการให้แสดงหลักฐานจะได้มีไว้ให้ตรวจสอบความถูกต้อง   การยื่นภาษีเลยกำหนดเวลา การเลี่ยงภาษี การแสดงหลักฐานเท็จ หรือการไม่ยื่นภาษี ก็ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งอาจจะถูกปรับได้ และอาจจะมีโทษจำคุกด้วยนะ ยังไงก็ทำถูกกฎหมายไว้สบายใจกว่า     *ปี 2565 มีการลดอัตราเงินสมทบ ทำให้ผู้ประกันตน ม.33 ใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 6,300 บาท **กรณีบริจาคเพื่อการศึกษา หากต้องการลดหย่อน 2 เท่า จะต้องเป็นโรงเรียนในกำกับ/มีรายลื่อในกระทรวงศึกษาธิการ สามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ของกรรมสรรพากร www.rd.go.th     ที่มา : Mahidol Channel     บทความที่เกี่ยวข้อง -ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน
อัปเดตดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ บ้านและคอนโด เดือนมกราคม 2566

อัปเดตดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ บ้านและคอนโด เดือนมกราคม 2566

อัปเดตดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ บ้านและคอนโด เดือนมกราคม 2566 เช็คก่อนแบงก์ไหนให้อัตราดอกเบี้ยคุ้มสุด หลายแห่งปรับดอกเบี้ยเพิ่ม รับดอกเบี้ยขาขึ้น    เริ่มต้นปีใหม่ 2566 หลายคนคงวางเป้าหมาย การเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับตนเอง และครอบครัว บางคนก็วางแผนในการซื้อที่อยู่อาศัย หรือไม่ก็ปลูกสร้างบ้านใหม่ ขยับขยายพื้นที่สำหรับครอบครัวและคนที่รัก แต่บางคนอาจจะยังอยู่บ้านหลังเดิม เพราะเพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน ก็อาจจะปัดกวาด จัดบ้านใหม่ รับปีใหม่ 2566 ให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น   นอกเหนือจากการจัดการพื้นที่ภายในบ้านแล้ว บางคนก็วางแผนด้านการเงิน โดยเฉพาะในเรื่องการผ่อนบ้าน ที่อาจจะเข้าเกณฑ์ผ่อนชำระมาแล้ว 3 ปี สามารถจะทำการรีไฟแนนซ์ให้มีอัตราดอกเบี้ยลดลง เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ปรับเพิ่มสูงขึ้นมาก การลดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง ก็จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ครอบครัวได้ดีทีเดียว   ใครที่กำลังวางแผนจะเอาบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ที่ผ่อนชำระอยู่มารีไฟแนนซ์ใหม่ ต้องลองมาเช็คกันดูว่าตอนนี้​ธนาคารไหน มีการคิดอัตราดอกเบี้ยยังไงกันบ้าง  สำหรับเดือนมกราคมนี้ ที่ Reviewyourliving ได้รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว ลองเปรียบเทียบดูกันว่าธนาคารไหนให้อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน และคอนโดถูกที่สุด อัปเดตดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน และคอนโด 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับการธนาคารกรุงเทพ ในเว็บไซต์ไม่พบข้อมูล เอกสารแสดงรายละเอียดของสินเชื่อ จึงขอใช้ข้อมูลในปี 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการรีไฟแนนซ์บ้าน  กรณีหลักทรัพย์เป็นที่อยู่อาศัยทั่วไป เฉพาะวงเงินอนุมัติตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป  สำหรับการรีไฟแนนซ์บ้านและคอนโด ดังนี้ ​​ ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 กรณีทำประกัน Home 1st Plus ดอกเบี้ย 2.325% (MRR-3.625%) กรณีไม่ทำประกัน  อัตราดอกเบี้ย 2.575% (MRR-3.375%) ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 2.575% (MRR-3.375%) หลังจากนั้น 4.45% ​(MRR-1.50%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.12-3.20% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 3.66-3.72% ทางเลือกที่ 2 ฟรีค่าจดจำนอง ปีที่ 1 กรณีทำประกัน Home 1st Plus ดอกเบี้ย 2.825% (MRR-3.125%)  กรณีไม่ทำประกัน ดอกเบี้ย 3.075% (MRR-2.875%) ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.075% (MRR-2.875%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย  4.45% (MRR-1.50%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.45-3.53% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 3.86-3.92% หมายเหตุ -กรณีแสดงวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการต่อเติม/ซ่อมแซม/ตกแต่งที่พักอาศัย ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา หรือการจัดหาสินค้าหรือบริการเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนตัว เป็นต้น -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคําขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2565 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อและจดจำนองภายใน 2 เดือนนับแต่วันที่ ลงนามในสัญญากู้ -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบัน ตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 7 ธันวาคม  2564 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ย กรณีฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง หากลูกค้ายกเลิก และไถ่ถอนหลักประกัน ก่อนระยะเวลา 3 ปี ไม่ว่ากรณีชําระหนี้ด้วยเงินสด หรือ รีไฟแนนซ์ธนาคารจะเรียกคืนค่าธรรมเนียมจดจำนองจากผู้กู้ -ธนาคารจะโอนเงินคืนค่าสํารวจและประเมินหลักประกันเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ที่ลูกค้า ใช้หักชําระค่างวดกับธนาคารภายใน 60 วัน หลังจากลูกค้าได้รับอนุมัติและเบิกใช้สินเชื่อกับธนาคารแล้ว คําเตือน -ผู้ขอเอาประกันภัยที่สมัครทำประกัน โฮมเฟิสต์ พลัส (ฉบับปรับปรุง) ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป จะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ -เบี้ยประกันภัยสามารถนําไปหักลดหย่อน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกําหนด -การทำประกันภัยไม่ใช่การฝากเงิน กรณีเวนคืนก่อนครบกําหนด ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินคืนเป็นจำนวนน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยที่จ่ายไปแล้ว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เวนคืน -ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาและทำความเข้าใจเอกสารเสนอขายก่อน ก่อนตัดสินใจทำประกันภัย เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้ว โปรดศึกษารายละเอียด ข้อกำหนดและเงื่อนไขในกรมธรรม์ -ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิตที่เป็นผู้ชีช้องและจัดการบริการให้กับผู้ขอเอาประกันภัย เพื่อให้เกิดการทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น โดยการพิจารณาอนุมัติกรมธรรม์เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) -การแถลงสุขภาพเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับประกันภัยหรือจ่ายเงินตามสัญญาประกันภัย -การตรวจสุขภาพเป็นไปตามเงื่อนไขของ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) -ผู้ขอเอาประกันภัยมีหน้าที่แถลงข้อความจริงในการขอเอาประกันภัย การปกปิดข้อความจริงหรือแถลงข้อความเป็นเท็จใดๆ อาจเป็นเหตุให้บริษัทผู้รับประกันภัยบอกล้างสัญญาประกันภัยและปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหม ทดแทนตามสัญญาประกันภัย -ข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครองจะระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกให้กับผู้ถือกรมธรรม์ -การสมัครประกันชีวิตคุ้มครองเครดิตโฮมเฟิสต์ พลัส เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้า ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ 2.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงไทย มีสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน แคมเปญ ดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้น 1% และแคมเปญธนาคารออกค่าธรรเนียมการจดจำนอง 1% ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้ ทางเลือกที่ 1 แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.94% (เดือนที่ 1-3 ดอกเบี้ย 0.66% เดือนที่ 4-12 ดอกเบี้ย MRR-3.45%=3.22%) ลดลง 0.66% จากช่วงเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 2.60% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย MRR-3.00% = 3.22% เพิ่มขึ้น 0.66% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.60% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.51% เพิ่มขึ้น 0.91% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.60% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.82% เพิ่มขึ้น 0.82% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.00% ทางเลือกที่ 2 แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.99% ลดลง 0.71% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.70% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย MRR-2.9% =3.32% เพิ่มขึ้น 0.62% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.70% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี =3.60% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.70% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.85% เพิ่มขึ้น 0.81% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.04% หมายเหตุ : 1.การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ *ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลากู้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี (การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ เป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ) 2.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR)**คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,600 บาท/เดือน MRR = 6.22% ต่อปี (ณ 4 ตุลาคม 2565) 3.สามารถขอสินเชื่อ Home For Cash แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) เพิ่มเติม สำหรับวัตถุประสงค์ : เพื่ออุปโภคบริโภค / ปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย /ชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และทำนิติกรรมจำนองภายใน 30 วัน ทั้งนี้ ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขรายการส่งเสริมการขาย โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนก่อนหน้า ด้วยแคมเปญ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.00% นาน 1 ปี หรือสามารถเลือกรับดอกเบี้ยทางเลือกฟรี ค่าจดจำนอง เมื่อซื้อประกันภัยคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ตามที่ธนาคารกำหนด และกรณีมีวงเงินเหลือ ยังมีแคมเปญที่สามารถกู้เพิ่ม สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคชได้อีกด้วย นอกจากนี้ ธนาคารยังมีโปรโมชั่น ฟรี ค่าประเมินหลักประกันมูลค่า 3,210 บาท ส่วนรายละเอียดของสินเชื่อรีไฟแนนซ์ มีดังนี้ วงเงินกู้ตั้งแต่ 1-1.5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = 3.85% เพิ่มขึ้น 1.55% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.30% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.85% เพิ่มขึ้น 0.52% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.33% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ดอกเบี้ย 4.54% เพิ่มขึ้น 0.59% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.95% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย = 2.75% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย = 3.65% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย MRR-1.65%= 5.0% เพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.4% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย3.8% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ดอกเบี้ย 4.46 เพิ่มขึ้น 0.36% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.10% ทางเลือกที่ 3* ฟรีค่าจดจำนอง ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.1% เพิ่มขึ้น​ 1.8% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.30% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.1% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.15% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.1% ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.30% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.1% เพิ่มขึ้น 0.52% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.58% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ดอกเบี้ย 4.68% เพิ่มขึ้น 0.59% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.09% สำหรับวงเงินตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.38% เพิ่มขึ้น 0.505% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.875% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.38% เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.88% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ดอกเบี้ย 4.19% เพิ่มขึ้น 0.59% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.60% ทางเลือก 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย = 2.00% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.70% เพิ่มขึ้น 1.1% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.60% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.70% ลดลง 0.15% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.85% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.47% เพิ่มขึ้น 0.32% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.15% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ดอกเบี้ย 4.20% เพิ่มขึ้น 0.49% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.71% ทางเลือก 3 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.95% เพิ่มขึ้น 1.45% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.50% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.95% เพิ่มขึ้น 0.45% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย​ 3.50% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.95% ลดลง 0.30% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.95% เพิ่มขึ้น 0.53% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.42% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ดอกเบี้ย 3.95% เพิ่มขึ้น 0.08% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.87% ทางเลือก 4 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.65% เพิ่มขึ้น 0.30% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.35% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.65% เพิ่มขึ้น 0.30% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.35% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ดอกเบี้ย 4.34% เพิ่มขึ้น 0.99% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.35% หมายเหตุ -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 31 มกราคม 2566 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.65% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ​–30 เมษายน​ 2566 โดยจดจำ​นองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิดภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ -รายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม สอบถามได้จากธนาคาร​ 4.ธนาคารกสิกรไทย อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านของธนาคารกสิกรไทย  ข้อมูลของเว็บไซต์ธนาคารไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเ และยังเป็นข้อมูลที่ระบุช่วงเวลาการยื่นกู้ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม – 30 ธันวาคม 2565 มีรายละเอียด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.97% หมายเหตุ -MRR = 5.97% ( ณ วันที่ 22 พ.ค.63) อัตราดอกเบี้ยข้างต้นสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2565 5.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร มีแคมเปญสินเชื่อสำหรับให้ลูกค้ารีไฟแนนซ์ คือ KKP Home Loan Refinance ให้วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ สามารถกู้ร่วมกันได้สูงสุด 4 คนโดยเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ฟรีค่าประเมินหลักประกัน* ซึ่งมีรายละเอียดของเดือนมกราคม 2566 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา ดังนี้ ทางเลือก ดอกเบี้ยแบบลอยตัว แบบทำประกัน ปีที่ 1-3  ดอกเบี้ย 2.84-3.04% ปีต่อไป MLR-1.50% =  5.275% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3  ดอกเบี้ย 3.04-3.24% ปีต่อไป MLR-1.50% = 5.275% เงื่อนไข -วงเงินคงเหลือต้องมากกว่า 500,000 บาท -บ้านต้องผ่อนกับสถาบันการเงินเท่านั้น -มีประวิติผ่อนชำระกับสถาบันการเงินเดิมไม่ต่ำกว่า 12 เดือน หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับกับปัจจัยอ้างอิง เช่น​ อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ​ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา​(MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ดังกล่าว​ โดยจะประกาศไว้ ณ ​ สถานที่ทำการที่ให้บริการ และเว็บไซต์ของ​ธนาคาร -MLR ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2565 อัตรา 7.025% ต่อปี -เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA) ผ่านธนาคารทุน​ประกันภัยเท่ากับวงเงิน กู้โดยมรีะยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปีกรณีที่ระยะเวลาการไถ่ถอนถึง​ 10 ปีให้ระยะเวลาเอา ประกันภัยเท่า​กับระยะเวลาการกู้ -กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปีแรก คิดค่า ​Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง -กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ย แบบฟรีค่าจดจำนอง​ หากลูกค้า​ Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อน​ระยะเวลาที่กำหนดไว้ทุก กรณีลูกค้าต้องชำระคืนค่าจดจำนองที่ธนาคาร สำรองจ่ายให้ธนาคาร -ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท ค่าอากรแสตมป์ร้อยละ 0.05 ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) -ค่าธรรมเนียมตดิ ตามทวงถามหนี้นค้างชำระ​ 1 งวด 50 บาท/รอบการทวงถามหนี้ค้างชำระมากกว่า ​1 งวด 100 บาท/รอบการทวงถามหนี้ -เบี้ยประกันอัคคีภัย เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด​ โดยผู้กู้สามารถเลือกทำ​ประกันกับบริษัท​ประกันที่น่าเชื่อถืออื่นใดก็ได้ ​   6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี มี อัปเดตดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน และคอนโด ในเดือนมกราคม 2566 สำหรับ​ประเภทสินเชื่อรีไฟแนนซ์  กรณีไม่ขอวงเงินเพิ่ม  มีอัตราการคิดดอกเบี้ย ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำหรือเจ้าของกิจการ รายได้ 30,000 บาทขึ้นไป กรณีสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน น้อยกว่าหรือเท่ากับ 80% ทางเลือก 1 แบบทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-5.26% = 3.09% เพิ่มขึ้น 0.16% จากเดือนก่อนหน้าคิดอัตราดอกเบี้ย 2.93% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.09% เพิ่มขึ้น 0.16% จากเดือนก่อนหน้าคิดอัตราดอกเบี้ย2.93% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.45% เพิ่มขึ้น 0.84% จากเดือนก่อนหน้าคิดอัตราดอกเบี้ย4.61% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-5.06% = 3.29% เพิ่มขึ้น 0.06% จากเดือนก่อนหน้าคิดอัตราดอกเบี้ย 3.23% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.29% เพิ่มขึ้น 0.06% จากเดือนก่อนหน้าคิดอัตราดอกเบี้ย 3.23% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.51% เพิ่มขึ้น 0.82% จากเดือนก่อนหน้าคิดอัตราดอกเบี้ย 4.69% ทางเลือก 2 แบบทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.96% = 3.39% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.39% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.45% ทางเลือก 2 แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.76% = 3.59% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.59% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.59% ทางเลือก 3 กรณีสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน น้อยกว่าหรือเท่ากับ 85%  แบบทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-4.52% = 3.83% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.83% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.66% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.22% = 4.13% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.13% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.74% ทางเลือก 4 กรณีสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน มากกว่า 85% แต่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100% แบบทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.32% = 4.03% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.13% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.03% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.13% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.71% เพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.67% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  4.02% เพิ่มขึ้น 0.59% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.43% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.33% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.43% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.80% เพิ่มขึ้น 1.05% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.75% ทางเลือก 5 กรณีสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน น้อยกว่าหรือเท่ากับ 85% แบบทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.76% =3.59% เพิ่มขึ้น 1.05% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.69% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.59% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.69% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.59% เพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.55% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.46% = 3.89%เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.99% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% เพิ่มขึ้น 0.99% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.90% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.67% เพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.63% กรณีสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน มากกว่า 85% แต่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100% แบบทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.56% =3.79% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.89% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.79% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.69% เพิ่มขึ้น 1.09% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.60% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.26% = 4.09% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.19% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.09% เพิ่มขึ้น 0.90% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.19% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.73% เพิ่มขึ้น 1.05% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.68% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=8.35% ประกาศ ณ วันที่ 1 มกราคม 2566) กรณีขอวงเงินเพิ่ม สอบถามรายละเอียดกับทางธนาคารโดยตรง 1.ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักทรัพย, ค่าอากรแสตมป์ และค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 3 ปีแรก ทุกทางเลือก 2.ยกเว้น ค่าจดจำนอง เฉพาะทางเลือก 1 และ 2 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบีมีแคมเปญสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์  ประจำเดือนมกราคม 2566 ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-3.53% = 3.55% เพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 2.75% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.55% เพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 2.75% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.80% เพิ่มขึ้น 0.78% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 4.02% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.18%=3.90% เพิ่มขึ้น 0.80% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 3.10% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี อัตรา 3.90% เพิ่มขึ้น 0.80% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 3.10% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.93% เพิ่มขึ้น 0.79% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย  4.14% ทางเลือก 3 (สมัครผลิตภัณฑ์ไม่ครบทั้ง 3 ประเภท) ปีที่ 1-3 คิดอัตราดอกเบี้ย (MRR-2.74%) = 4.34% เพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 3.54% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีดอกเบี้ย 4.34% เพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 3.54% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.08% เพิ่มขึ้น 0.79% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 4.29% สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อบ้าน สไมล์ โฮม หรือ สไมล์ โฮม พลัส 2.สมัครใช้บริการ หักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ทีทีบีเพื่อผ่อนช าระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ทีทีบี (กรณีที่มีบัตรเดบิต ทีทีบีแล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) ช่วยคุณประหยัดดอกเบี้ยได้มากขึ้น ผ่อนต่อเดือนน้อยลง และเป็นเจ้าของบ้านได้เร็วขึ้น เมื่อรีไฟแนนซ์บ้านกับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ยให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท  รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นาน 3 ปี  ฟรี! ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท  ฟรี! ค่าจดทะเบียนจำนอง มูลค่า 1% ของเงินกู้สูงสุด 200,000 บาท  ฟรี! ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรมจำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท ฟรี! ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท ฟรี! ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรมจำนอง หมายเหตุ  -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้าน (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ ทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่ คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 3 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคาร -ธนาคารขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่แจ้งไว้ในเอกสารฉบับนี้ โดยไม่ ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองหลักประกันแทนผู้กู้หากผู้กู้มีความประสงค์จะไถ่ถอนหลักประกันและชำระหนี้คืนทั้งหมดภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันเบิกใช้เงินกู้ ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงคืนเงินค่าธรรมเนียมจดจำนองหลักประกันตามจำนวนเงินที่ธนาคารได้ชำระไปให้แก่ธนาคาร ในวันที่ผู้กู้ได้ชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้น (ค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) -ลูกค้าต้องสำรอง จ่ายค่าจดจำนองแก่กรมที่ดินก่อน โดยธนาคารจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ลูกค้าใช้หักชำระค่างวดกับธนาคารภายใน 30 วันทำการนับจากวันที่ลูกค้าจดจำนอง -MRR = 7.08% ตามประกาศธนาคาร https://www.ttbbank.com/th/rates/loan-interest-rates -สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2566 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ข้อมูลในเว็บไซต์ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งข้อมูลแคมเปญของธนาคารมีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 ธันวาคม ​2565 โดยมีรายละเอียดดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.15% ปีต่อไป MRR-0.72%= 5.275% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.15% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.242% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.90% ปีต่อไป MRR-0.72% = 5.275% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.90% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.174% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10 ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม​ 2565) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด -ระยะเวลาขอสินเชื่อ 1 กรกฎาคม ถึง ​31 ธันวาคม 2565 9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำหรับธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ถือว่าเป็นธนาคารสำหรับการให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านและคอนโด รวมถึงสินเชื่ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง มีสินเชื่อให้เลือกมากมายหลายประเภท สำหรับข้อมูลการรีไฟแนนซ์บ้านจากสถาบันการเงินอื่น ใช้สินเชื่อ All Home อ้างอิง ซึ่ง​อัตราดอกเบี้ย ดังนี้ แบบที่ 1 สำหรับกลุ่มลูกค้าสวัสดิการ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.6=3.55% เพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 2.25% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.1% =4.05% เพิ่มขึ้น 1.06% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 2.99% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.6% = 4.55% เพิ่มขึ้น 1.03% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 3.52% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี MRR-1.0% = 5.15% เพิ่มขึ้น 2.23% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 2.92% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา = 4.76% เพิ่มขึ้น 0.41% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 4.35% แบบที่ 2 สำหรับกลุ่มลูกค้ารายย่อย ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.50%= 3.65% เพิ่มขึ้น 1.30% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 2.35% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย  MRR-2.00%=4.15% เพิ่มขึ้น 1.06% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 3.09% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-1.50%= 4.65% เพิ่มขึ้น 1.30% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 3.35% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา MRR-0.50%= 5.65% เพิ่มขึ้น 0.94% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 4.71% หมายเหตุ -นิยามคำว่า “อาคาร” หมายถึง บ้านเดี่ยว บ้านแฝดทาวน์เฮ้าส์ และอาคารพาณิชย์เพื่อที่อยู่อาศัย ยกเว้นแฟลต และบ้านเช่า -ยกเว้น ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ร้อยละ 0.1 ของวงเงินทำนิติกรรม -MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม​ 63   10.ธนาคารยูโอบี สำหรับธนาคารยูโอบี มีแคมเปญสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ UOB Home Loan – รีไฟแนนซ์ ​ ไม่รวมวงเงินกู้เพิ่มอเนกประสงค์  ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในเดือนมกราคม 2566 มีรายละเอียดดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  MRR-4.46%= 3.29% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.29% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.11% เพิ่มขึ้น 0.11% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 5.00% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-4.36%= 3.39% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.39% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.15% เพิ่มขึ้น 0.11% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 5.04% ทางเลือก 3 แบบทำประกัน ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย MRR-5.36% = 2.39% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.36%= 5.39% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.39% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.11% เพิ่มขึ้น 0.12% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย4.99% ทางเลือก 4 แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.49% (MRR-5.26%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 5.49% (MRR-2.26%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.49% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.15% เพิ่มขึ้น 0.12% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 5.03% หมายเหตุ -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น (Re-finance) ในช่วง​ระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้จะมีค่าปรับ​ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น​) -การอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย​ MRR ปัจจุบัน เท่ากับ 7.75% ต่อปี (ตามประกาศธนาคาร ​​ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2565) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้ และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตรา ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของ​ธนาคาร -ธนาคารยูโอบี ในฐานะนายหน้าประกันภัย​ (ใบอนุญาตประกันชวีติเลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาศ​ภัย เลขที่ ว.00020/2546) ทำหน้าที่นำเสนอ ผลิตภัณฑ์ประกันภัย และเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย​ และอำนายวความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิต ​โดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชวีติ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็มม เอส ไอ จีประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้รับผิดชอบตาเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก ครั้ง​ 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยต่ำ 1.99% ต่อปี ถึงวันที่ 31 มกราคม 2566  โดยมีรายละเอียดดังนี้ สำหรับผู้กู้รายได้ตั้งแต่ 75,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป   แบบที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-5.75% = 2.00% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-5.35%=2.40% เพิ่มขึ้น 0.40% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.00% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.90% = 3.85% เพิ่มขึ้น 0.05% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.80% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% เพิ่มขึ้น 0.15% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.44% เพิ่มขึ้น 0.88% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.56% แบบที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-5.06% = 2.69% เพิ่มขึ้น 0.09% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย2.60% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.69% เพิ่มขึ้น 0.09% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.44% เพิ่มขึ้น 0.81% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.63% แบบที่ 3 ปีที่ 1 ดอกเบี้ยคงที่ 99% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย MRR-4.39%=3.36% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 90% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 48%   สำหรับผู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป แบบที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-5.25% = 2.10% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-5.25% = 2.50% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.80% = 3.95% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.47% แบบที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-4.95% = 2.79% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.79% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.47% ข้อกำหนดและเงื่อนไข -สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า Refinance ดอกเบี้ยพิเศษ เริ่ม 1.99% ต่อปี สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 75,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และเบิกรับเงินกู้ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2566 -วงเงินกู้เริ่มต้น 1 ล้านบาท และราคาประเมินหลักประกัน (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท หรือ (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.5 ล้านบาท (โครงการจัดสรรทุกโครงการ) -อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขดังกล่าว สำหรับหลักประกันที่ได้รับการจัดสรรทุกโครงการในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ยกเว้น ที่ดินว่างเปล่า, อาคารพาณิชย์ -กรณีลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือเปลี่ยนแปลงสัญญาใดๆ ภายใน 5 ปีแรกทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำได้ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.75% (ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2565) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -อัตราดอกเบี้ย หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด 12 ธนาคารออมสิน อัปเดตดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ สำหรับธนาคาออมสิน ประจำเดือนมกราคม 2566 ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ​มีรายละเอียดอื่น ๆ ดังนี้ ​ สินเชื่อรีไฟแนนซ์ จากสถาบันการเงินอื่น สำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินกู้สินเชื่อต่ำกว่า 10 ล้านบาท แบบทำประกัน ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 1.99% (MRR-4.255%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 2.98% (MRR-3.265%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 2.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.144% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.24% (MRR-4.005%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 3.605%  (MRR-2.64%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.15% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.328% วงเงินกู้สินเชื่อมากกว่า 10 ล้านบาท  กลุ่มลูกค้าทั่วไป (เดือนที่ผ่านมาไม่ได้แยกวงเงินกู้) กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.99% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 2.755% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2. 5% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.089% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.24% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 3.38% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.00% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.274% ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ และฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย MRR-4.255%=1.99% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย MRR-2.80%=3.445% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี96% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง256% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย MRR-4.005%=2.24% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย MRR-2.175%=4.07% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี46% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง437%   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ MRR = 6.245% (ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563) -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท​ ระยะเวลา 20 ปี แบบผ่อนเท่ากันทุกงวด ​ -หลักเกณฑ์เงื่อนไขอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -มีสินเชื่อรีไฟแนนซ์ และกู้เพิ่มเติมเพื่อการอุปโภคบริโภค   ที่มา : Reviewyourliving รวบรวมจากข้อมูลเว็บไซต์ของแต่ละธนาคาร วันที่ 6 มกราคม 2566   บทความที่เกี่ยวข้อง -อัปเดตดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ บ้านและคอนโด เดือนพฤศจิกายน 2565
มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า สถาปัตยกรรมที่อยู่เหนือกาลเวลา

มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า สถาปัตยกรรมที่อยู่เหนือกาลเวลา

มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า สถาปัตยกรรมที่อยู่เหนือกาลเวลา มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า บ้านเดี่ยวระดับ Luxury ในสไตล์ Modern Classic เริ่ม 25-50 ล้าน บนที่ดินขนาดเริ่มที่ 100 ตารางวา และมีความเป็นส่วนตัวเพราะมีเพียง 59 หลัง เนื้อที่โครงการ 33-1-53 ไร่ ​ มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า สถาปัตยกรรมที่อยู่เหนือกาลเวลา ​มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้าโดย Siamese Asset บ้านเดี่ยวระดับ Luxury ที่จะทำให้ทุกคนต้องหลงในมนต์เสน่ห์ ของความหรูหราคลาสสิก และเป็นส่วนตัว บนทำเลย่านฝั่งธน มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า  โครงการตั้งอยู่บนถนนตัดใหม่ ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 เชื่อมต่อถนนหลักหลายสาย ถนนบรมราชชนนี, ถนนพุทธมณฑลสาย1 อีกด้านถึงถนนจรัญสนิทวงศ์ แยกไฟฉาย ถึง โรงพญาบาลศิริราช ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า 3 สถานี ทั้งสถานีหลักสอง, สถานีแยกไฟฉาย และสถานีบางหว้า   ​มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า โครงการอยู่บนที่ดินประมาณ 33 ไร่เศษ เป็นส่วนตัวเพราะมีแค่ 59 ยูนิต โดยบ้านมี 4 รูปแบบ ได้แก่ Suite Villa พื้นที่ใช้สอย 434 ตร.ม. ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 4 คัน Master Villa ขนาด 500 ตร.ม. มี 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถได้ 4 คัน, หรือแบบ Luxe Villa ขนาด 628 ตร.ม. ประกอบด้วย 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ จอดรถได้ 5 คัน Pool Villa พื้นที่ 531 ตร.ม. มี 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถได้ 4 คัน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว   มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า  พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ Clubhouse, สระว่ายน้ำและฟิตเนส,ร้านอาหาร,พื้นที่สีเขียว,ระบบ CCTV ภายในและภายนอกโครงการ ,ระบบรักษาความปลอดภัย ประตู Double Gate แบงโซนพักอาศัย Key Card Access ,ถนนหลักกว้าง 12 เมตร และถนนภายในกว้าง 9 เมตร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง   ​ มนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า  บ้านสไตล์ Modern Classic สวยงามเหนือกาลเวลารองรับการอยู่อาศัยได้ถึง 3 เจเนอเรชั่นได้ เหมาะกับทุกคนทุกวัย รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ได้  จุดเด่นพิเศษคือการวางแปลนบ้านทุกหลังให้เป็นแปลงมุมทำให้มีความเป็นส่วนตัว  และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีโดยการใช้นวัตกรรมเพิ่มความสะดวกสบาย Siamese Technology อย่าง Air of Life ระบบ Air Purify&Ventilation ที่ช่วยกรองอากาศตลอด 24 ชม. , Solar Cell System , EV Charger , Smell Protection Technology และ Home Automation เพื่อความสะดวกสบายได้มากขึ้น อีกทั้งวัสดุที่ใช้ก็ เป็นวัสดุคุณภาพและมีระดับนำเข้าจากต่างประเทศ   ​ บ้านมนต์เสน่ห์ เอ๊กซ์คลูซีพ วิลล่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า โครงการ Modern Classic สวยงามเหนือกาลเวลา ที่อยู่อาศัยที่คุณจะหลงเสน่ห์จนไม่อยากออกจากบ้านไปไหน   บ้านเดี่ยวระดับ Luxury ในราคาเริ่ม 25-50 ล้าน   บทความน่าสนใจ Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว “มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา” ออกแบบดี-สังคมดี-พักผ่อนดี-บริการดี-สัมผัสดี-สุขภาพดี “Park Heritage”บ้านที่ไร้กาลเวลาเพื่อส่งต่อรุ่นสู่รุ่น    
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้  วางเป้าขาย 8,600 ล้าน โต 10% เน้นธุรกิจทำกำไร-รักษาสภาพคล่อง

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ วางเป้าขาย 8,600 ล้าน โต 10% เน้นธุรกิจทำกำไร-รักษาสภาพคล่อง

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศแผนธุรกิจปี 2566 เปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง 10 - 12 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 – 8,000 ล้าน พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่ 8,600 ล้าน และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,850 ล้านบาท ขยายตัว 10% เน้น 2 คาถาความสำเร็จ ทำธุรกิจต้องมีกำไร-รักษาสภาพคล่อง   นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี เปิดเผยว่า ​ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่ความเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ค่อยๆ คลี่คลาย จากการที่คนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีน ติดเชื้อ จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ การติดเชื้อมักมีอาการที่ไม่รุนแรง  ทำให้หลายประเทศเริ่มทยอยดำเนินนโยบายผ่อนคลายต่าง ๆ  ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาดำเนินได้ตามปกติ ปี 2565 ที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์  การแย่งชิงความเป็นผู้นำโลกของประเทศมหาอำนาจ  ตลอดจนสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เริ่มมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี   นอกจากนี้ยังเป็นปีที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นทั่วโลก ซึ่งสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี  จนทำให้หลายประเทศต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ  โดย FED ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึง 7 ครั้ง รวม 4.25%  มาอยู่ที่ระดับ 4.25%-4.50% ณ สิ้นปี 2565  ซึ่งเป็นการขึ้นที่เร็วและแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน  รวมถึงธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศ ต้องดำเนินนโยบายในรูปแบบเดียวกัน เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ  อันนำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นที่ทั่วโลกจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession ในแง่ของเศรษฐกิจไทย ในปี 2565 ได้รับแรงส่งจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวภายหลังการเปิดประเทศช่วงกลางปี  การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนส่วนหนึ่งจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ ของภาครัฐ และการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนเริ่มชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับในปี 2566 คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3.6 – 4.0% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งความไม่แน่นอนภายในประเทศและต่างประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ของเศรษฐกิจยุโรป และสหรัฐฯ  ความเสี่ยงที่เกิดจากเรื่องภูมิรัฐศาสตร์   ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ  ภาระหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของภาระดอกเบี้ย  ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์  ซึ่งเป็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในปี 2566 นี้   สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ถึงสิ้นปี 2566   รวมถึงการฟื้นตัวของลูกค้าที่ทำงานในกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ 10-12 โครงการ สำหรับแผนการตลาด ในปี 2566 นี้  จะใช้กลยุทธ์ที่มุ่งเน้น Customer Centric ผ่านกลยุทธ์ทั้ง Lifestyle Marketing และ Experience Marketing  โดยต่อยอดการทำตลาดผ่านช่องทาง Digital ที่เพิ่มมากขึ้น  เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มมากขึ้น และมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น  โดยนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์หา Customer Insights   ทั้งนี้บริษัท ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มที่เป็น Real Demand  โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในรูปแบบของ New Design และ Smart Function ของตัวบ้าน   โดยช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทเป็นรายแรกที่นำรูปแบบความงดงามของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่เรียบหรู มาออกแบบบ้านสไตล์ฝรั่งเศสแบบ French Colonial Style บนทำเลศักยภาพ ในราคาที่คุ้มค่า และจับต้องได้   ขณะที่แผนการเปิดโครงการใหม่ ในปีนี้วางแผน 10-12 โครงการ มูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 2-9 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมองหาโอกาสในการขยายไปยังพื้นที่มีศักยภาพ เช่น พื้นที่เขต EEC ในจังหวัดชลบุรีและระยอง เมื่อภาวะเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ภาวะการท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มมากขึ้น   โดยปัจจุบันบริษัทมีที่ดินรองรับกับการพัฒนาโครงการใหม่แล้ว 60% ซึ่งจะพัฒนาโครงการได้ถึงเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมนี้ และยังวางงบประมาณในการซื้อที่ดิน เพื่อนำมาพัฒนาโครงการในอนาคตอีก 1,500-1,600 ล้านบาท ตั้งเป้าเติบโต 10% โดยลลิล พร็อพเพอร์ตี้​ มีแนวคิดการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน มีการบริหารงานที่คำนึงถึงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม  สังคม  และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG)  รวมถึงการมุ่งเน้นไปสู่การเป็น Digital Organization อย่างเต็มรูปแบบ  ควบคู่ไปกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ให้เป็นองค์กรที่รู้รอบแบบเจาะลึก มุ่งสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้  เสริมสร้างศักยภาพให้ทุกคนในองค์กร ให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ รู้กว้าง คิดไกล อยู่กันด้วยความเข้าใจ เพื่อสร้างความแข็งแรงจากภายใน มุ่งสู่การเป็น National Property Company ตามเป้าหมายที่ได้วางร่วมกัน   ขณะที่ทิศทางการเติบโตของผลการดำเนินงาน ในปีนี้ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ วางเป้าหมายการเติบโตไว้ 10% ซึ่งตั้งเป้ายอดขาย 8,600 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 6,850 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้แล้ว 1,000 ล้านบาท คาถาสำหรับปีนี้ มี 2 เรื่อง คือ ธุรกิจต้องการมีกำไร และต้องรักษาสภาพคล่องเอาไว้ให้ได้ เราพยายามเติบโต 10% จากปี 2565 ในส่วนของสถานะการเงิน บริษัทมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพียง 0.55 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 1.4 – 1.5 เท่า ส่วนภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ ในนี้คาดว่าจะมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ แนวราบ จากการเปิดตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ จะเติบโตประมาณ 5%   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ลลิล กวดยอดขาย 10 เดือน 6,300 ล้าน พร้อมปรับโฉม “บ้านลลิล The Prestige”
ส่องสถานการณ์โอนคอนโดต่างชาติ Q3  พร้อมลุ้นตลาดฟื้นตัวหลังจีนเปิดประเทศ 8 ม.ค.นี้

ส่องสถานการณ์โอนคอนโดต่างชาติ Q3 พร้อมลุ้นตลาดฟื้นตัวหลังจีนเปิดประเทศ 8 ม.ค.นี้

โอนคอนโด โอนคอนโดต่างชาติเริ่มฟื้นตัว หลังข้อมูลไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและมูลค่า แม้จีนสัดส่วนการโอนลดลงเหลือ 50% จากที่เคยมีถึง 60% แต่ยังคงครองเบอร์ 1 โอนเยอะสุด ลุ้นหลังจีนเปิดประเทศ 8 มกราคม นี้ ช่วยกระตุ้นตลาดคอนโดต่างชาติเติบโตเท่าก่อนหน้าเกิดโควิด ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวได้อานิสงค์ทันที​   ถือว่าเป็นข่าวดีรับปีใหม่ 2566 เมื่อประเทศจีนประกาศเปิดประเทศแล้ว หลังล็อกดาวน์มานาน 3 ปี ทำให้ชาวจีนสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 ซึ่งนั่นหมายความว่า ประเทศไทยเราจะได้รับอานิสงค์ จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีน จะกลับมาเที่ยวบ้านเราเหมือนก่อนหน้านี้   นอกจาก ภาวะการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาฟื้นตัว จากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่คาดว่าจะมากันจำนวนมากมายแล้ว อีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับประโยชน์ด้วย คือ ธุรกิจอสังหาริทรัพย์ เพราะชาวจีนเป็นผู้ซื้อคอนโดมิเนียมไทยมากที่สุด เมื่อเที่ยบกับชาวต่างชาติจากประเทศอื่น ๆ ไม่แพ้กับธุรกิจท่องเที่ยว ที่ชาวจีนเดินทางเข้ามามากที่สุดเมื่อเที่ยบกับชาติอื่น ๆ   สำหรับการเปิดประเทศจีนครั้งนี้ ธุรกิจอสังหาฯ จะมียอดขายในกลุ่มชาวจีนมากน้อยแค่ไหน อาจจะต้องรอดูความชัดเจนอีกครั้ง หลังการเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องต้นสิ่งที่จะเป็นดัชนีชี้วัดความต้องการคอนโดของไทย ในกลุ่มชาวจีนว่ายังมีมากน้อยแค่ไหน คงต้องมาดูตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด (คอนโด) จากที่ซื้อไว้ก่อนหน้า เพราะหากยังมีการโอนกันเป็นปกติ ก็แสดงให้เห็นว่าชาวจีนยังคงมีความต้องการที่จะซื้อคอนโดของไทย ไม่ได้ทิ้งดาวน์หรือเงินจอง จากการซื้อคอนโดไว้ก่อนหน้านี้   โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์การโอนคอนโดของคนต่างชาติในไตรมาส 3 ปี 2565  พบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้น 62.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 23.1% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันมา 4 ไตรมาสแล้วนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564   ทั้งนี้ มีปัจจัยบวกมาจากการที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 มีนโยบายในการเปิดประเทศในต้นเดือนธันวาคม 2564 และส่งผลเชิงบวกต่อการกลับมาของกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของคนต่างชาตินั่นเอง Q3 โอนคอนโดเยอะสุดใน 5 ไตรมาส ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 มีต่างชาติโอนคอนโดทั่วประเทศจำนวน 2,860 ยูนิต เพิ่ม 62.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวนยูนิตสูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส นับจากไตรมาส 3 ปี 2564 และยังมีจำนวนยูนิตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายไตรมาสในช่วง 3 ปี ที่เกิดโควิด-19  (ปี 2563 – 2564) 36.7% ที่มีจำนวน 2,092 ยูนิตต่อไตรมาส   สำหรับมูลค่าการโอนคอนโดให้คนต่างชาติทั่วประเทศมีจำนวน 14,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวนมูลค่าสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส นับจากไตรมาส 1 ปี 2564 และยังเพิ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยมูลค่าการโอนฯ ในช่วง 2 ปี ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด -19 ที่มีมูลค่าเพียงไตรมาสละ 9,979 ล้านบาทต่อไตรมาส   หากพิจารณาการโอนคอนโดให้คนต่างชาติสะสมในช่วง 9 เดือน ปี 2565 พบว่ามีจำนวน 7,290 ยูนิต เพิ่มขึ้น 19.0% มูลค่า 36,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.3% โดยมีพื้นที่โอน 337,914 ตร.ม.เพิ่มขึ้น  28.3% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การโอนคอนโดของคนต่างชาติในปี 2565 ที่ผ่านมา 3 ไตรมาสแล้วนั้นน่าจะแสดงให้เห็นได้ว่า ตลาดคอนโดคนต่างชาติในภาพรวมน่าจะมีการฟื้นตัวขึ้นแล้ว และการซื้อคอนโดของคนต่างชาติในช่วงก่อนหน้าได้มีการรับโอนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแรงซื้อใหม่จากชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ผู้ซื้อชาวจีนเข้ามาทดแทนแรงซื้อคอนโดของชาวจีนที่หายไปจากข้อจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศในช่วงที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ต่างชาติโอนคอนโดใหม่สูงขึ้น ในไตรมาส 3 ปี 2565 มีสัดส่วนยูนิตโอนคอนโดให้คนต่างชาติ 9.7% โดยเพิ่มสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีสัดส่วน 9.3% เพียงเล็กน้อย ขณะที่มูลค่าโอนคอนโดให้คนต่างชาติ มีสัดส่วน 18.6% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมากพอสมควร และมีสัดส่วน 16.7% ส่วนพื้นที่คอนโดที่มีการโอนให้คนต่างชาติ มีสัดส่วน 12.9% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย ซึ่งมีสัดส่วน 12.0%   ในไตรมาส 3 ปี 2565 มีการโอนคอนโดให้คนต่างชาติเป็นคอนโดใหม่ต่อคอนโดมือสองเป็นอัตราส่วน 69.3% : 30.7% และพบว่าคอนโดใหม่มีการโอนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่มูลค่าการโอนคอนโดให้คนต่างชาติเป็นคอนโดใหม่ต่อคอนโดมือสองเป็นอัตราส่วน 77.1% : 22.9% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า   ในส่วนพื้นที่ที่มีมูลค่าการโอนคอนโดให้คนต่างชาติเป็นคอนโดใหม่ต่อคอนโดมือสองเป็นอัตราส่วน 61.9% : 38.1% ซึ่งเป็นสัดส่วนพื้นที่คอนโดใหม่มีการโอนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ในขณะเดียวกันคอนโดมือสองมีการโอนลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   การที่สัดส่วนการโอนคอนโดให้คนต่างชาติเป็นคอนโดใหม่เพิ่มมากขึ้นทั้งจำนวนยูนิต มูลค่า และพื้นที่ โดยมีข้อสังเกตว่า คนต่างชาติอาจมีความต้องการคอนโดใหม่เพิ่มมากขึ้นและความต้องการอยู่ในทำเลพื้นที่ชั้นใน หรือ พื้นที่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจของเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีอุปทานให้เลือกมากขึ้น ประกอบกับราคาคอนโดใหม่ในทำเลเหล่านี้มีให้เลือกเพิ่มมากขึ้น ทำให้คอนโดใหม่จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนต่างชาติ นอกเหนือจากสัญชาติจีนแล้ว ยังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อจาก รัสเซีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมัน และฝรั่งเศส ตามลำดับ ต่างชาตินิยมคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้าน ในไตรมาส 3 ปี 2565 คอนโดที่มีการโอนให้คนต่างชาติมากที่สุด จะอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3.00 ล้านบาท โดยมีการโอนจำนวน 1,247 ยูนิต คิดเป็น 43.6% ของจำนวนยูนิตทั้งหมดจำนวน 2,860 ยูนิต รองลงมาคือ ระดับราคา 3.01 - 5.00 ล้านบาท มีจำนวน 784 ยูนิต คิดเป็น 27.4% ระดับราคา 5.01 - 7.50 ล้านบาท มีจำนวน 395 ยูนิต คิดเป็น 13.8% ระดับราคามากกว่า 10.00 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 260 ยูนิต คิดเป็น 9.1% และระดับราคา 7.51 - 10.00 ล้านบาท มีจำนวนน้อยที่สุด คือ 174 ยูนิต คิดเป็น 6.1% ตามลำดับ   ทั้งนี้ พบว่า คอนโดราคาไม่เกิน 3.00 ล้านบาท เป็นระดับราคาที่ชาวต่างชาติส่วนใหญ่นิยมโอนตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน   ส่วนขนาดพื้นที่คอนโดที่เป็นที่นิยมของคนต่างชาติในไตรมาส 3 ปี 2565  คือ ขนาดพื้นที่ 31 - 60 ตร.ม. (ประเภท 1 - 2 ห้องนอน) โดยมีจำนวนยูนิตที่โอนให้คนต่างชาติ จำนวน 1,340 ยูนิต คิดเป็น 46.9% ขนาดพื้นที่ไม่เกิน 30 ตร.ม. (สตูดิโอ หรือ 1 ห้องนอน) มีจำนวน 998 ยูนิต คิดเป็น 34.9% ขนาดพื้นที่ 61-100 ตร.ม. (2 - 3 ห้องนอนขึ้นไป) จำนวน 359 ยูนิต คิดเป็น 12.6% ขนาดพื้นที่มากกว่า 100 ตร.ม. (3 ห้องนอนขึ้นไป) มีจำนวนน้อยที่สุด คือ 163 ยูนิต คิดเป็น 5.7% เมื่อพิจารณาย้อนหลังไปถึงปี 2561 พบว่า คอนโดขนาดไม่เกิน 30 ตร.ม. และขนาด 31- 60 ตร.ม. เป็นประเภทคอนโดที่คนต่างชาตินิยมมากที่สุด โดยมีสัดส่วนจำนวนยูนิตที่โอนรวมกันสูงกว่า 80% ในแต่ละไตรมาส   ส่วนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม - กันยายน) จะพบว่า คอนโดที่ชาวต่างชาติโอน มีขนาดเฉลี่ย 46.4 ตร.ม.ต่อยูนิต มูลค่าเฉลี่ย 5.1 ล้านบาทต่อยูนิต หรือประมาณตร.ม.ละ 109,454 บาท ทั้งนี้ สัญชาติที่มีจำนวนยูนิตโอนสูงสุด 10 ลำดับแรกในปี 2565 พบว่า พม่าเป็นสัญชาติที่มีมูลค่าการโอนต่อยูนิตสูงสุด เฉลี่ย 7.1 ล้านบาทต่อยูนิต และอินเดีย เป็นสัญชาติที่โอนคอนโดขนาดใหญ่ที่สุดเฉลี่ย 70.7 ตร.ม. โดยชาวจีนซึ่งเป็นสัญชาติที่มีสัดส่วนการโอนคอนโดมากที่สุด จะมีมูลค่าการโอนเฉลี่ย 5.0 ล้านบาทต่อยูนิต และพื้นที่คอนโดเฉลี่ย 39.0 ตร.ม.ต่อยูนิต จีนแชมป์โอนคอนโดเยอะสุด ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 จะพบว่า ชาวจีน เป็นสัญชาติที่มีการโอนคอนโดมากที่สุดทั่วประเทศ มีการโอนคอนโดให้ชาวจีนไปแล้วทั้งหมด 3,562 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 48.9% ของยูนิตทั้งหมด   ส่วน 4 สัญชาติที่มีสัดส่วนการโอนอันดับรองลงมา ได้แก่ รัสเซีย จำนวน 420 ยูนิต คิดเป็น 5.8% สหรัฐอเมริกา จำนวน 375 ยูนิต คิดเป็น 5.1% สหราชอาณาจักร จำนวน 267 ยูนิต คิดเป็น 3.7% เยอรมัน จำนวน 231 ยูนิต คิดเป็น 3.2% ในส่วนของมูลค่าการโอนคอนโดทั่วประเทศให้คนต่างชาติทั่วประเทศช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565  จะพบว่ามีการโอนคอนโดให้ชาวจีน เป็นมูลค่าสูงสุด จำนวน 17,943 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 48.5% ของมูลค่าทั้งหมด   ส่วน 4 สัญชาติที่มีสัดส่วนมูลค่าการโอนรองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา จำนวน 1,611 ล้านบาท คิดเป็น 4.4% ฝรั่งเศส จำนวน 1,431 ล้านบาท คิดเป็น 3.9% รัสเซีย จำนวน 1,361 ล้านบาท คิดเป็น 3.7% และ เมียนมาร์ จำนวน 1,342 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% จากข้อมูลที่พบในช่วง 9 เดือนแรก มีข้อสังเกตว่า ผู้รับโอนคอนโดชาวจีนมีจำนวน 3,562 คน คิดเป็น 48.9% และมีมูลค่า 17,943 ล้านบาท คิดเป็น 48.5% ของชาวต่างชาติที่โอนทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า สัดส่วนการโอนคอนโดของผู้ซื้อชาวจีนได้ปรับลดลงเหลือประมาณ 50% จากที่ในปีช่วงก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 55% - 60% ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจาการดำเนินนโยบาย Zero-COVID ในประเทศจีน ทำให้การเดินทางของชาวจีนมีข้อจำกัดในช่วงที่ผ่านมา   แต่ได้พบว่า กลุ่มผู้รับโอนในกลุ่มประเทศรัสเซีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกาเริ่มมีสัดส่วนที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน และเป็นที่น่าสนใจอย่างมากอีกเช่นกันที่เราได้เห็นตัวเลขของหลายประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่แม้ว่าจะมีจำนวนยูนิตและมูลค่าการซื้อไม่มากนัก แต่กลับมีสัดส่วนการโอนคอนโดปรับเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนยูนิตและมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ ดังเช่น ชาวเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมถึงชาวมาเลเซียที่มีการเข้ามาซื้อคอนโดไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา   ปรากฏการณ์เช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นอานิสงค์ที่ได้รับจาการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นจึงอาจคาดการณ์ได้ว่า การที่ประเทศจีนเปิดประเทศในครั้งนี้ น่าจะช่วยให้ตลาดคอนโดไทยสำหรับคนต่างชาติของไทยสามารถเติบโตได้อีกครั้งหนึ่ง 5 จังหวัดที่ต่างชาติโอนคอนโดสูงสุด ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 พบว่า จังหวัดที่มีจำนวนยูนิตโอนคอนโดให้คนต่างชาติสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ มีจำนวน 3,325 ยูนิต คิดเป็น 45.6% และชลบุรี จำนวน 2,155 ยูนิต คิดเป็น 29.6% ตามลำดับ โดยทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนยูนิตรวมกันสูงถึง 75.2% ของทั่วประเทศ   ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนมูลค่าโอนคอนโดให้คนต่างชาติสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต สมุทรปราการ และเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ มีมูลค่า 25,030 ล้านบาท คิดเป็น 67.7% และชลบุรี มีมูลค่า 6,181 ล้านบาท คิดเป็น 16.7% ตามลำดับ โดยทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนมูลค่ารวมกันสูงถึง 84.4% ของทั่วประเทศ บทสรุปโอนคอนโดต่างชาติเริ่มฟื้นตัว จากการประมวลภาพของการโอนคอนโดให้คนต่างชาติทั้งหมด ทำให้เราเห็นได้ว่า ปริมาณทั้งในมิติของจำนวนยูนิต มูลค่า และพื้นที่ เริ่มฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงที่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่มีข้อสังเกตต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า ตัวเลขการโอนเหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนการซื้อขายที่ผ่านมาในช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา และเห็นว่าการซื้อขายคอนโดที่ผ่านมาสามารถโอนได้อย่างต่อเนื่อง และยังพบว่าคอนโดที่มีการโอนให้คนต่างชาติมีมากกว่า 30% เป็นคอนโดมือสอง   การเปิดประเทศและเริ่มดำเนินกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ระหว่างประเทศทั่วโลก เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัว  ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่อาจจะช่วยทำให้จำนวนยูนิต มูลค่า และพื้นที่ในการซื้อและการโอนคอนโดให้คนต่างชาติที่อาจมีแนวโน้มที่ทรงตัวด้วยกลุ่มคนต่างชาติอื่นเข้ามาซื้อคอนโดในประเทศไทยมากขึ้น เช่น กลุ่มชาวยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย และอินเดีย นั้น เป็นการซื้อคอนโดที่เป็นคอนโดมือหนึ่งและมือสอง ซึ่งสามารถเข้ามาทดแทนผู้ซื้อชาวจีนได้เพียงบางส่วน เนื่องจากมีปริมาณการซื้อไม่มาก แต่ไม่อาจทดแทนกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนหายไปจากตลาดได้ ซึ่งคาดว่ากลุ่มคนต่างชาติอื่นที่เข้ามาซื้อคอนโดในประเทศไทยมากขึ้น อาจส่งผลช่วยให้ยอดโอนคอนโดให้คนต่างชาติมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การซื้อขายคอนโดที่เปิดตัวใหม่ ยังต้องพึ่งพาตลาดผู้ซื้อในประเทศเป็นหลัก และจากข่าวล่าสุดที่เป็นข่าวดีว่า  คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) จะยกเลิกมาตรการกักตัวผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2566 แต่ผู้ที่จะเดินทางเข้าจีนยังคงต้องได้รับการตรวจแบบ PCR ก่อนขึ้นเครื่องจากประเทศต้นทางเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และสำหรับการอนุญาตให้ประชาชนในจีนเดินทางออกนอกประเทศจะมีกลับมาเป็นเหมือนปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ สิ่งนี้นับเป็นปัจจัยบวกที่ดีสำหรับตลาดคอนโดในประเทศไทย   แต่การกลับเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวจีน จะนำมาซึ่งการซื้อคอนโดเท่ากับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดู เนื่องจากสัดส่วนของยูนิตและมูลค่าการโอนชาวจีนลดลงต่ำกว่า 50% ในปี 2565 จากเดิมเคยมีสัดส่วนสูงสุดถึงกว่า 60% ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของจีนได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ประเทศ รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีน และนโยบายเศรษฐกิจจีนที่จะมุ่งเน้นการบริโภคในประเทศมากขึ้น อาจสรุปได้ว่า การเปิดประเทศของจีนจะส่งผลดีอย่างแน่นอนต่อภาคการท่องเที่ยวทันที แต่สำหรับอสังหาฯ ​คาดว่าจะได้รับผลดีอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2566   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -Q2/65 ชาติไหนโอนคอนโดเยอะสุด -เปิด 10 อันดับต่างชาติโอนคอนโด Q2/65 จีนยังครองเบอร์ 1 ทั้งปริมาณและมูลค่า ​
​[PR News] ทุ่ม 600 ล้านบาท เปิดสาขา โฮมโปร ลาดกระบัง ดึงกำลังซื้อช่วงสิ้นปี ตั้งเป้ายอดขายกว่า 70 ล้านบาท ต่อเดือน

​[PR News] ทุ่ม 600 ล้านบาท เปิดสาขา โฮมโปร ลาดกระบัง ดึงกำลังซื้อช่วงสิ้นปี ตั้งเป้ายอดขายกว่า 70 ล้านบาท ต่อเดือน

โฮมโปร ลาดกระบัง “โฮมโปร” รุกสิ้นปี เปิดสาขาใหม่ ชิงยอดขาย ทุ่ม 600 ล้านบาท เปิดสาขา โฮมโปร “ลาดกระบัง” สาขาแห่งที่ 95 ดึงกำลังซื้อย่านชานเมืองฝั่งตะวันออก ที่กำลังขยายตัว และมีที่พักอาศัยกว่า 1.57 แสนหลังคาเรือน บนพื้นที่กว่า 8,000 ตร.ม. ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ออกไปอยู่ชานเมืองมากขึ้น หวังเป้ายอดขายกว่า 70 ล้านบาท ต่อเดือน   นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 600 ล้านบาท เปิดสาขาสแตนด์อโลนแห่งใหม่ โฮมโปร “ลาดกระบัง” สาขาแห่งที่ 95 บนทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกรองรับความต้องการเรื่องบ้านของลูกค้าได้ครอบคลุมพื้นที่ ในเขตลาดกระบัง เขตประเวศ เขตสะพานสูง เขตมีนบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอบางพลี และอำเภอบางเสาธง ที่มีจำนวนครัวเรือนกว่า 157,136 หลังคาเรือน มีสัดส่วนบ้านแนวราบประมาณ 70% และแนวสูงประมาณ 30% คาดว่าจะสร้างยอดขายต่อเดือนได้ประมาณ 70 ล้านบาท โฮมโปร “ลาดกระบัง" ยังเป็นศูนย์การค้าที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์คนทำบ้าน ด้วยแนวคิด HOME INSPIRE ที่ทันสมัยขึ้น ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้บริการ ตกแต่งภายในที่เน้นสร้างประสบการณ์ และแรงบันดาลใจใหม่ ๆ มีการจัดเรียงสินค้าหน้าร้านที่ช่วยให้การเลือกซื้อสินค้าลงตัว พร้อมจุดประกายไอเดียแต่งบ้านครอบคลุมทุกเจเนอเรชั่น การจำหน่ายสินค้า​กลุ่มสมาร์ททีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้โฮมโปรได้เพิ่มพื้นที่โซน PET Club ผลิตภัณฑ์เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยง ให้บริการ และดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงครบวงจร   โฮมโปร ลาดกระบัง ยังมีบริการที่ครอบคลุมทุกปัญหาเกี่ยวกับบ้าน เริ่มจาก โฮมโปรมีบริการส่งสินค้าฟรี ในรัศมี 10 กม. บริการติดตั้งสินค้าฟรี หรือแม้แต่การประกอบสินค้าฟรี ไม่ว่าสินค้านั้นจะเป็นชิ้นเล็ก หรือชิ้นใหญ่ ยังให้การรับประกันคุณภาพของงานแต่ละประเภทอีกด้วย ปัจจุบัน โฮมโปรมีสาขาทั้งสิ้น 95 สาขาในประเทศไทย และโฮมโปรในประเทศมาเลเซีย 7 สาขา และได้มีการขยายดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามผ่านช่องทาง E-Marketplace  ในรูปแบบออนไลน์ ด้วยคอนเซปต์ “เราสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพื่อทุกคน We Make a Better Living” และยังเป็นผู้นำในธุรกิจ Home Solution and Living Experience ในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -โฮมโปร เจอพิษกระทบโควิด-19 ทำรายได้-กำไรลดตามคาด
ส่องตลาดอสังหาฯ 66 ท่ามกลางปัจจัยบวก-ลบ มีดีมานด์บ้าน-คอนโด 1.2 แสนยูนิต

ส่องตลาดอสังหาฯ 66 ท่ามกลางปัจจัยบวก-ลบ มีดีมานด์บ้าน-คอนโด 1.2 แสนยูนิต

ตลาดอสังหาฯ 66 ส่องตลาดอสังหาฯ 66 ท่ามกลางปัจจัยบวกการเติบโตของตลาดท่องเที่ยว การบริโภคของเอกชน แต่ยังมีปัจจัยลบเงินเฟ้อสูง ราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย แต่คาดการณ์มีดีมานด์บ้าน-คอนโด 1.2 แสนยูนิต    ภาวะเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวมาตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 จากปัจจัยการเปิดการท่องเที่ยวภายในประเทศ และส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปี 2565 ที่ประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันในปีนี้ยังมีปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจไทยให้เติบโต และสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มชาวต่างชาติ จากการจัดประชุม​​​ APEC 2022 ในประเทศไทยอีกด้วย   ภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลสำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นธุรกิจที่มีทิศทางเดียวกันกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ที่สำคัญยังเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยกำลังซื้อของผู้บริโภค และความมั่นคงในอาชีพการงาน เมื่อทุกอย่างเติบโตไปในทิศทางบวก จึงส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ มีการเติบโตตามไปด้วย ปัจจัยในการวิเคราะห์ตลาดอสังหาฯ ว่าจะอยู่ในภาวะอย่างไร นอกจากการดูภาพรวมเศรษฐกิจแล้ว ยังจะต้องดูจากภาวการณ์ขายของผู้ประกอบการเป็นสำคัญ ทั้งในส่วนจำนวนยูนิตขายได้ และยอดสัญญาที่เป็นตัวเงินที่ผู้ประกอบการได้รับ ซึ่ง 2 ตัวแปรนี้มีความสำคัญมากกว่าข้อมูลอื่น เช่น ​ ข้อมูลการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร 10 บิ๊กอสังหาฯ ขายได้ 1.1 แสนยูนิต ในปี 2563 บริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 10 แห่ง มีจำนวนยูนิตขายได้และยอดสัญญาเป็นตัวเงินตกต่ำที่สุด แต่เริ่มฟื้นตัวขึ้นในปี 2564 และขยายค่อนข้างชัดเจนในปี 2565  โดย​ในปี 2565 มีจำนวนยูนิตที่ขายได้ประมาณ 110,000 ยูนิตสูงขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวนประมาณ 75,000 ยูนิต   สำหรับยอดขายของบริษัท จดทะเบียนในปี 2564 มีประมาณ 220,000 ล้านบาท และปี 2565 สูงขึ้น เป็นประมาณ 260,000 ล้านบาท  แม้ว่าตัวเลขทั้งสองจะอยู่บนฐานที่แตกต่างกันแต่ก็แสดงทิศทางชัดเจน   ในปี 2565 มีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่  เริ่มมีจำนวนกลับสู่ภาวะปกติ โดยมีที่อยู่อาศัยทุกประเภทรวมกันประมาณ 100,000 ยูนิต มีอัตราการขยายตัวในสินค้าประเภทคอนโดมิเนียมมากที่สุด ประมาณ 54,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปี ในปี 2564 ที่มีประมาณ 20,000 ยูนิต ส่วนบ้านเดียวมีประมาณ​ 15,000 ยูนิต จากปกติที่ 10,000-12,000 ยูนิต   ทั้งหมดนี้สะท้อนความมั่นใจของผู้ประกอบการ ที่มองว่ากำลังซื้อในตลาดมีสูงขึ้น เพียงพอที่จะรองรับการทำตลาดตามปกติเช่นเมื่อก่อนโควิด เมื่อย้อนกลับไปพิจารณายอดขายที่เป็นตัวเงินของบริษัทจดทะเบียน จะเห็นได้ว่า การล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงที่สุดในปี 2563 ส่งผลกระทบอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก โดยยอดขายลดลงเพียง​ 1% ของภาวะปกติเท่านั้น ถ้าหากไปดูในรายละเอียดแล้วจะพบว่า กลุ่มผู้บริโภคหลัก ๆ ที่กลายมาเป็นกลุ่มที่สนับสนุนไม่ให้ยอดขายที่อยู่อาศัยตกลงมาก คือ กลุ่มที่มีอายุ 26-30 ปี ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าหลักจะมีอายุ 36-40 ปี   สำหรับกลุ่มผู้มีอายุ 26-30 ปี กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เริ่มทำงานไม่นานและ ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยลง  นอกจากนี้ระบบการเงินเพื่อที่อยู่อาศัย​ในปัจจุบัน ได้ส่งเสริมให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ไม่ยาก และมีอัตราการผ่อนชำระต่อเดือนที่ต่ำกว่าในอดีตมาก ปัจจัยบวก-ลบ ตลาดอสังหาฯ​ 66 ในช่วงปี 2566 อัตราการขยายตัวโดยรวมของระบบเศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่ 3.4% ซึ่งเท่ากับช่วงปี 2565 โดยสภาวะเศรษฐกิจส่งผลกระทบสำคัญต่อตลาดที่อยู่อาศัย   สำหรับปัจจัยบวกสำคัญในปี 2566 มีดังนี้ การเติบโตของภาคท่องเที่ยวและการลงทุนของภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชน ยังคงขยายตัวในอัตราที่สูงในไตรมาส 3 ปี 2565 และควรจะคงระดับต่อไปในปี 2566 สำหรับปัจจัยด้านลบในปี 2566 ได้แก่ ราคาน้ำมันที่สูง ทำให้ภาคการค้าต่างประเทศ ไม่มีดุลการค้าเป็นบวกอย่างเช่นในปีก่อน ๆ ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปัจจัยราคาน้ำมันสูง แต่ว่าราคาที่อยู่อาศัย ได้มีการปรับตัวจากราคาวัสดุและค่าแรงที่สูงขึ้นแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2565 ผลกระทบที่เหลือในปี 2566 จึงไม่น่าจะมาก อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยอันเนื่องมาจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทั่วโลกในปี 2566 มีบ้างแต่ไม่มาก น่าจะน้อยกว่าครึ่งหน่วยเปอร์เซ็นต์สำหรับการผ่อน 3 ปีแรก ปี 2566 คาดมีดีมานด์ 1.2 แสนยูนิต เมื่อประมวลจากปัจจัยต่าง ๆ โดยรวมแล้ว คาดว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยโดยรวมน่าจะรักษาอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 120,000 ยูนิต ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมออกสู่ตลาดจำนวนมาก คงจะเป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่งที่ทำให้ ผู้ประกอบการต้องทำการตลาดอย่างหนักเพื่อรักษาผลการดำเนินงานให้ได้มากที่สุด  กลุ่มผู้บริโภค อายุน้อยน่าจะเป็นเป้าหมายของสินค้าประเภทนี้   บ้านเดี่ยวเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่ง ที่จะส่งเสริมตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมได้ดี จากการพัฒนาโครงการออกมาทำตลาด ในภาวะเศรษฐกิจที่อัตราการขยายตัวยังไม่สูง แต่อัตราเงินเฟ้อที่สูง   ที่มา-เรียบเรียงจากบทความ ภาวะตลาดที่อยู่อาศัยปี 2565-2566 โดย ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ศูนย์ข้อมูลฯ เปิดอินไซด์ตลาดอสังหาฯ EEC พร้อมส่องทำเลบ้าน-คอนโด ขายดี
ศูนย์ข้อมูลฯ เปิดอินไซด์ตลาดอสังหาฯ EEC พร้อมส่องทำเลบ้าน-คอนโด ขายดี

ศูนย์ข้อมูลฯ เปิดอินไซด์ตลาดอสังหาฯ EEC พร้อมส่องทำเลบ้าน-คอนโด ขายดี

ศูนย์ข้อมูล ฯ เปิดอินไซต์ข้อมูลตลาดอสังหาฯ พื้นที่ EEC ในไตรมาส 3 ​ปี 2565 พร้อมทำเลฮอตขายบ้าน และคอนโด ได้ดีสุด หลังสินค้าพร้อมขาย แนวโน้มลดลงทั้งจำนวนและมูลค่า แต่ยังมียูนิตเหลือขายกว่า 47,300 ยูนิต ส่งผลยอดเปิดโครงการใหม่ต่ำสุด   ถ้านับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของเมืองไทย ที่รัฐบาลหวังจะเป็นศูนย์กลางทางด้านการผลิต การส่งออก และเมืองอุตสาหกรรม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนีไม่พ้นต้องเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา   พื้นที่ EEC นอกจากสำคัญจากการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ​ ที่ถือเป็นแหล่งงานสำคัญของไทยแล้ว อานิสงค์ยังต่อเนื่องมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย เพราะเมื่อมีแรงงาน ก็ต้องมีที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่ใช่แค่คนไทย แต่ยังรวมถึงแรงงานต่างชาติอีกจำนวนมากด้วย   แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ทำให้ตลาดอสังหาฯ หลายแห่งออกอาการไม่ค่อยดี เพราะในพื้นที่ EEC ส่วนหนึ่งก็พึ่งพากลุ่มลูกค้าต่างชาติ แม้จะมีฐานลูกค้าคนไทยอยู่บ้าง แต่ยอดขายก็หายไปพอสมควร   ตอนนี้เราจึงจะมาอัปเดตสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่ EEC ล่าสุดในช่วง ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จากการลงพื้นที่สำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ว่ามีทิศทางอย่างไรกันบ้างแล้วตอนนี้ ยูนิตเหลือขายลดลง 9.11% จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยเสนอขายในพื้นที่ 3 จังหวัด  ช่วงไตรมาส 3 ปี 2565 พบว่า มีจำนวน 54,116 ยูนิต ลดลง -9.11% มูลค่ารวม 184,985 บาท ลดลง -9.94% ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็น คอนโดมิเนียม (อาคารชุด) จำนวนยูนิต 17,998 ยูนิต ลดลง -10.16% มูลค่า 77,667 ล้านบาท ลดลง -13.45% บ้านจัดสรร จำนวน 36,118 ยูนิต ลดลง – 8.57% มูลค่า 107,318 ล้านบาท ลดลง  -8.50% โครงการใหม่ โครงการใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน 4,117 ยูนิต เพิ่มขึ้น 16.89% โครงการใหม่เข้าสู่ตลาดมูลค่า 12,516 ล้านบาท ลดลง -9.38% ทำเลฮอตเปิดคอนโด คอนโด เกือบทั้งหมดจะเปิดในจังหวัดชลบุรี  ซึ่งพบว่าโครงการคอนโดเปิดขายใหม่ ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2565 กระจายอยู่ในทำเลย่านนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ต่อเชื่อม  โดย 3 ทำเล ซึ่งโครงการคอนโดเสนอขายใหม่มากที่สุดในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ประกอบด้วย อันดับ 1 นิคมฯอมตะนคร-บายพาส จำนวน 497 ยูนิต มูลค่า 596  ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 อันดับ 2 บางแสน-หนองมน-บางพระ จำนวน 491 ยูนิต มูลค่า 1,186 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 อันดับ 3 สัตหีบ-อู่ตะเภา จำนวน 262 ยูนิต มูลค่า 985 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ทำเลฮอตเปิดบ้านจัดสรร บ้านจัดสรรในไตรมาส 3 มีการเปิดตัวโครงการใหม่ในฉะเชิงเทรามากกว่าจังหวัดชลบุรีและระยอง ส่วนทำเลที่มีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่สูงสุด อยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงในพื้นที่ต่อเชื่อมนิคมอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน ประกอบด้วย อันดับ 1 ในเมืองฉะเชิงเทรา จำนวน 804 ยูนิต มูลค่า 1,997 ล้านบาท  มูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 อันดับ 2 นิคมฯ สหพัฒน์ -ปิ่นทอง  จำนวน 335 ยูนิต มูลค่า 484 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 7 อันดับ 3 นิคมฯอมตะนคร-บายพาส จำนวน 290 ยูนิต มูลค่า 783 ล้านบาท  มูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ทำเลขายบ้านและคอนโดได้ดี ที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2565 ขายได้จำนวน 6,740 ยูนิต ลดลง -14.34% ขายได้มูลค่า 21,113 ล้านบาท ลดลง -15.15% การขายได้ของประเทภคอนโด ขายได้จำนวน 1,617 ยูนิต ลดลง -16.91% ขายได้มูลค่า 5,946  ล้านบาท ลดลง -20.62% การขายได้ของประเภทบ้านจัดสรร ขายได้จำนวน 5,123 ยูนิต ลดลง -13.49% ขายได้มูลค่า 17,389 ล้านบาท ลดลง -12.79% การขายประเภทบ้านจัดสรรประมาณกว่า 75% ของยูนิตขายทั้งหมดใน 3 จังหวัด EEC ส่วนคอนโดเกือบทั้งหมดขายได้ในจังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูล ฯ พบว่าอัตราดูดซับลงมาอยู่ที่ 4.2% ลดลงกว่าไตรมาสก่อนหน้าแต่ดีกว่าในช่วงไตรมาสแรก หากแยกตามประเภทที่อยู่อาศัย พบว่าบ้านจัดสรรมีอัตราดูดซับสูงกว่าโครงการคอนโด โดยมีอัตราดูดซับ 4.7% ขณะที่อัตราดูดซับคอนโดอยู่ในระดับ 3.0% และระดับราคาที่มีอัตราดูดซับดีที่สุดอยู่ในกลุ่มของทาวน์เฮ้าส์ โดยอัตราดูดซับอยู่ที่ 5.0% โดยกลุ่มราคาน้อยกว่า 1.00 ล้านบาท อัตราดูดซับปรับตัวดีขึ้นจาก 3.2% มาอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ขณะที่อัตราดูดซับกลุ่มราคาอื่นปรับตัวลดลง 3 ทำเลที่มียอดคอนโดขายได้ใหม่มากที่สุด  อันดับ 1 หาดจอมเทียน จำนวน  402 ยูนิต มูลค่า  2,166  ล้านบาท  มูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 และมีอัตราดูดซับ 2.2% อันดับ 2 พัทยา-เขาพระตำหนัก จำนวน  269 ยูนิต มูลค่า 1,566 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 และมีอัตราดูดซับ 2.0% อันดับ 3 นิคมฯอมตะ-บายพาส จำนวน  236 ยูนิต มูลค่า 287 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 6 และมีอัตราดูดซับ 11.4% 3 ทำเลที่มียอดขายบ้านจัดสรรสูงสุด  อันดับ 1 นิคมฯอมตะซิตี้-อีสเทิร์น จำนวน  930 ยูนิต มูลค่า  1,842 ล้านบาท  มูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 และมีอัตราดูดซับ 5% อันดับ 2  นิคมฯเหมราช จำนวน 467 ยูนิต มูลค่า 1,258 ล้านบาท  มูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 และมีอัตราดูดซับ 5.7% อันดับ 3  นิคมฯอมตะนคร-บายพาส จำนวน 348 ยูนิต มูลค่า 1,019 ล้านบาท  มูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 และมีอัตราดูดซับ 4.9% ทำเลคอนโด-บ้าน เหลือเยอะสุด การที่การขายได้ใหม่มากกว่าการเปิดตัวได้ส่งผลให้ ยูนิตเหลือขาย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 มีจำนวน 47,376 ยูนิต มูลค่า 163,872 ล้านบาท จำนวนยูนิตลดลง -8.32% มูลค่าลดลง -9.23%  ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นประเภทคอนโด 16,381 ยูนิต มูลค่า 71,720 ล้านบาท จำนวนยูนิตลดลง -9.44% มูลค่าลดลง -11.05% เป็นประเภทบ้านจัดสรร 30,995 ยูนิต มูลค่า 92,151 ล้านบาท จำนวนยูนิตลดลง -7.71% มูลค่าลดลง -7.76% 3 ทำเลคอนโด เหลือขายมากที่สุด  อันดับ 1 หาดจอมเทียน จำนวน 5,742 ยูนิต มูลค่า 29,066 ล้านบาท  มูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 อันดับ 2 พัทยา-เขาพระตำหนัก จำนวน 4,287 ยูนิต  มูลค่า 24,552 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 อันดับ 3 แหลมฉบัง จำนวน 1,564 ยูนิต มูลค่า 2,797 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 3 ทำเลบ้านจัดสรร เหลือขายสูงสุด  อันดับ 1 นิคมฯอมตะซิตี้-อีสเทิร์น  จำนวน 5,247 ยูนิต มูลค่า 10,546 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 อันดับ 2 นิคมฯพานทอง-พนัสนิคม จำนวน 2.339 ยูนิต  มูลค่า 5,454 ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 9 อันดับ 3 นิคมฯเหมราช จำนวน  2,274 ยูนิต มูลค่า 5,682  ล้านบาท มูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 ตลาดอสังหาฯ 66 อยู่ในช่วงปรับตัว ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า จากจำนวนยูนิตเสนอขายทั้งหมดในพื้นที่ EEC พบว่าที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดส่วนใหญ่เปิดขายอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ขณะที่ระยอง และฉะเชิงเทราเน้นการเปิดขายโครงการใหม่ประเภทบ้านจัดสรรเป็นหลัก   มีประเด็นที่น่าจับตาคือ ที่อยู่อาศัยที่เสนอขายทั้งหมดในตลาดเริ่มลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2564 และการเปิดตัวใหม่ในไตรมาส 3 ถือว่าต่ำที่สุดทั้งก่อน และระหว่างเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าการเปิดตัวโครงการใหม่จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่โซนอุตสาหกรรม ขณะที่อัตราการดูดซับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายได้เพิ่มขึ้นของโครงการแนวราบโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮ้าส์   อย่างไรก็ตาม ศูนย์ข้อมูล ฯ​ ประเมินภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ในปี 2566 สถานการณ์โดยรวมจะยังคงอยู่ในช่วงของการปรับตัวอีกครั้ง หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งประกาศนโยบายชัดเจนในเรื่องของการนำกฎเกณฑ์ LTV กลับมาใช้  ส่งผลให้การเปิดขายโครงการใหม่มีแนวโน้มจะลดลง ตลาดที่อยู่อาศัยใน EEC จะยังคงถูกขับเคลื่อนโดยโครงการบ้านจัดสรร และผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาฯ ​ยังคงเน้นการขายสินค้าคงค้างในทำเล และการพัฒนาที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่เหมาะสมความสามารถของในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้ซื้อที่ยังไม่สูงนัก อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ชี้ที่อยู่ปี 65 ยังเติบโต หลังดัชนีรวมตลาด Q3 เพิ่ม 30.4% -ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้  
สิวารมณ์  วาง 5 กลยุทธ์เติบโตต่อเนื่อง จับลูกค้าบ้าน 8-12 ล้าน-ปิดโปรเจ็กต์ใน 3 ปี

สิวารมณ์ วาง 5 กลยุทธ์เติบโตต่อเนื่อง จับลูกค้าบ้าน 8-12 ล้าน-ปิดโปรเจ็กต์ใน 3 ปี

สิวารมณ์​วาง 5 กลยุทธ์เติบโตต่อเนื่อง ขยับจับตลาดลูกค้ากลุ่มบน ต้องการบ้านราคา 8-12 ล้าน เน้นสปีดปั้นโปรเจ็กต์จบใน 3 ปี พร้อมระดมทุน 130 ล้าน หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ มั่นใจตลาดอสังหาฯ เติบโต จากเรียลดีมานด์ หลังโควิด-19 ส่งผลให้คนต้องการบ้านแนวราบเพิ่มขึ้น   หลังจาก “สิวารมณ์ เรียลเอสเตท” ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอออกและเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 130 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25.49% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้น มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 1.00 บาท และทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับ 1 แบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา สิวารมณ์ ก็ได้เริ่มเดินหน้านำเสนอข้อมูลนักลงทุน (โรดโชว์) เพื่อประกาศศักดาความพร้อมในการระดมทุนครั้งนี้   สำหรับเป้าหมายของการระดมทุนในครั้งนี้ ต้องการนำเงินทุนที่ได้ไปใช้ใน 3 เรื่องหลัก คือ ซื้อที่ดิน สำหรับการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง และรับรู้รายได้ในปี 2567-2568 ชำระหนี้เงินกู้ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ สิวารมณ์วาง 5 กลยุทธ์เติบโตปี 66  โดยนับตั้งแต่วันแรกที่บริษัทจดทะเบียนเริ่มต้นธุรกิจ วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 100 ล้านบาท ได้มีความตั้งใจแรก คือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงได้มีการวางโครงสร้างธุรกิจ และเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ซึ่งในปีหน้าทางบริษัทคงทำได้ตามแผนงานที่วางเอาไว้   ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2562 มีรายได้รวม 243 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 5 ล้านบาท ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 557 ล้านบาท กำไรสุทธิ 42 ล้านบาทปี 2564 มีรายได้จากการขาย 576 ล้านบาท กำไรสุทธิ 64 ล้านบาท ส่วนช่วง​ 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 532 ล้านบาท กำไรสุทธิ 36 ล้านบาท บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ในระดับต่ำ โดย ณ 9 เดือนแรกปี 2565 D/E เพียง 1.39 เท่า และบริษัทได้กำหนดนโยบายการดำรง D/E ก่อน IPO 3:1 และหลัง IPO 2:1   โดยภายหลังจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดเป็นที่เรียบร้อย เงินทุนที่นำมาต่อยอดธุรกิจ จะเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญช่วงสร้างการเติบโตให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีอีก 5 กลยุทธ์สำคัญที่จะผลักดันให้การเติบโตของบริษัทเป็นไปตามที่ได้วางแผนไว้ คือ 1.ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 4 “S” SMART  กลยุทธ์หลักของ สิวารมณ์ ที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ คือแนวคิด "Best Smart Living" ที่ขับเคลื่อนด้วย 4 “S” SMART ซึ่งประกอบด้วย -ทำเลที่ตั้งโครงการที่มีศักยภาพ (SMART Location) ทำเลหลักที่พัฒนาจะเป็นในจังหวัดกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และชลบุรี ทั้งทำเลใกล้กับแหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม ระบบคมนาคม รถไฟฟ้าทั้งที่เปิดดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาในเส้นทางส่วนต่อขยาย โดยในปี 2566 สิวารมณ์ จะขยายทำเลที่ตั้งในการพัฒนามายังพื้นที่ใกล้ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ​ และจังหวัดนนทบุรี เพื่อรองรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า และสร้างการเติบโตจากการดำเนินธุรกิจ ​ -การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย (SMART Function) มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับออกแบบรูปแบบบ้าน เพื่อสอดรับกับการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย -ความคุ้มค่าในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย (SMART Value) สิวารมณ์ไม่ได้เน้นการขายบ้านในราคาถูกกว่าคู่แข่งในพื้นที่เดียวกัน แต่เน้นความคุ้มค่าของราคาเมื่อเทียบกับพื้นที่ของบ้านเป็นหลัก ​ -ความทันสมัยและความสะดวกสบาย (SMART Home) มีการนำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัย  ภายใต้สโลแกน “ควบคุมง่ายๆ อยู่ที่ไหนก็สั่งได้” 2.ขยายฐานลูกค้าบ้าน 8-12 ล้าน สิวารมณ์ เริ่มต้นการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ ด้วยการจับตลาดกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ ที่มีระดับราคาตั้งแต่ 1-7 ล้านบาท ซึ่งมีข้อดีคือ เป็นคนที่ต้องการบ้านจริง ๆ และเป็นกลุ่มฐานใหญ่ของตลาดที่มีจำนวนมาก แต่จากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยลบต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยตรง ทำให้มีหนี้เสียหรือการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารค่อนข้างเยอะ ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อน้อยกว่า และยังเป็นกลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยจริง ตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป จากการได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งต้องการอยู่อาศัยบ้านแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม ถือเป็นอีกกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงด้วย นายอรรถปวิทย์ มโนธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “SVR” เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภค หันมาเน้นให้ความสำคัญในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ( Real Demand) จะเลือกซื้อโครงการจากพื้นที่ใช้สอย และฟังก์ชั่นที่เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานที่บ้าน ด้วยระดับราคาที่คุ้มค่าน่าซื้อ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้ครบทุกมิติ ทำให้ที่อยู่อาศัยแนวราบ ย่านกรุงเทพฯ - ปริมณฑล ในระดับราคาไม่เกิน 5-7 ล้านบาท จึงมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน 3.ปั้นโครงการจบเร็วใน 3 ปี หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ คือ การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน และกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งเป็นบริษัทที่มีขนาดธุรกิจไม่ใหญ่ กระแสเงินสดจึงมีความจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ จึงทำให้บริษัทได้วางกลยุทธ์การพัฒนาโครงการให้สามารถปิดได้อย่างรวดเร็วภายในระยะ 3 ปี ด้วยการซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการขนาดไม่เกิน 50 ไร่เท่านั้น 4.ทำตลาดออนไลน์ จากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การใช้โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกกิจกรรมของชีวิต ทำให้การทำตลาดของบริษัทจะเน้นไปทั้งการตลาดออนไลน์ เพื่อสื่อสารและทำตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันยังทำตลาดออฟไลน์ควบคู่กันไปด้วย 5.บริหารต้นทุนสู้ปัจจัยลบ จากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และปัจจัยลบทางเศรษฐกิจในปี 2566 มีแนวโน้มส่งผลให้ต้นทุนสินค้า และการดเนินธุรกิจต่าง ๆ ปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผลการดำเนินงาน และอัตรากำไรอาจลดลงได้ ซึ่งบริษัทได้วางแนวทางการบริหารจัดการภายใน การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในปีหน้า จากความต้องการของผู้บริโภคในโครงการบ้านแนวราบ เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีดีมานด์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยในปี 2565 ตลาดอสังหาฯ มีแนวโน้มเติบโตในอัตรา 4.5% จากปี 2564 จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ สิวารมณ์ มีการเร่งพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการ โดยจะเห็นได้จากในช่วงปี 2562 มีการพัฒนาโครงการจำนวน 2 โครงการ เพิ่มขึ้นเป็น 9 โครงการ ในปี 2565  มีมูลค่าประมาณ 4,600 ล้านบาท โดยปิดโครงการไปแล้ว 2 โครงการมูลค่าประมาณ​ 1,000 ล้านบาท                    
MODEN แบรนด์บ้านใหม่จาก AP  สร้างจากความสุขของคนอยู่อาศัย

MODEN แบรนด์บ้านใหม่จาก AP สร้างจากความสุขของคนอยู่อาศัย

MODEN แบรนด์บ้านใหม่จาก AP โครงการใหม่ แบรนด์บ้านเดี่ยว แบรนด์ใหม่ของ AP Thailand ที่คิดมาจากความชอบของแต่ละครอบครัว การอยู่อาศัยที่ลงตัวกับทุกคน ทุกวัยด้วยการสอบถามจากลูกบ้าน AP ที่อยู่จริงใช้จริง จนออกมาเป็น MODEN แบรนด์บ้านเดี่ยวแบรนด์ใหม่  บ้านที่สร้างจากความสุขของทุกคน ในราคาเริ่ม 3.99 ล้าน MODEN แบรนด์บ้านใหม่จาก AP MODEN แบรนด์บ้านใหม่จาก AP MODEN โครงการนี้ AP ตั้งใจชูจุดเด่นให้เป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ สเปซมากกว่า และมาพร้อมแนวคิด Zero-Wasted Space ทุกตารางนิ้วในบ้านมีค่า แบบบ้านใหม่ที่แปลกหูแปลกตาไปจากบ้านเดิมอย่างมาก ให้พื้นที่มากขึ้น กว้างขึ้น และตอบสนองความต้องการของคนทุกวัย  และสามารถใช้งานได้ทั้งหมดอย่างลงตัว  Ap มามาชม โครงการใหม่ แบรนด์ใหม่ Moden พระราม 2 ตั้งอยู่ใน ซ.วัดพันท้ายนรสิงห์ ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร บนถนนพระราม 2 ใกล้แหวนฝั่งตะวันตก และทางด่วนดาวคะนอง และในอนาคตจะเกิดรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ที่จะทำให้การเดินทางของคนพระราม 2  สะดวกมากยิ่งขึ้นในการเดินทางเชื่อมต่อเข้าสู่เมืองสิ่งอำนวยความสะดวกรอบโครงการ ใกล้ ห้างสรรพสินค้า Central พระราม 2, Central มหาชัย, Porto Chino, Makro, สถานศึกษา Moden พระราม 2 เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนพื้นที่โครงการขนาดประมาณ 46 ไร่ จำนวน 204 หลัง บนที่ดิน 50 ตร.ว. ขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 175-235 ตร.ม. ตามความตั้งใจ ให้ MODEN AP  เป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ให้พื้นที่ที่มากกว่า มาพร้อมแนวคิด Zero-Wasted Space  นอกจากบ้านที่ใหญ่ขึ้นแล้ว ภายนอกยังออกแบบให้มีความ มินิมอล ตอบโจทย์เทรนด์ยุคนี้ที่กำลังนิยมกัน สีขาวสีน้ำตาลที่ดูอบอุ่นเหมาะกับเป็นการพักผ่อนจริงๆ MODEN จะมีทั้งหมด 5 แบบ คือ   FUMIO พื้นที่ใช้สอย 175 ตร.ม. มี 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น และ 2 ที่จอดรถ แบบนี้มีพิเศษคือมี Master Bedroom 2 ห้อง   BEA พื้นที่ใช้สอย 185 ตร.ม. มี 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น และ 2 ที่จอดรถ แบบนี้ให้พื้นที่ Outdoor มากขึ้น หรือ เรียกว่ามุม ชาบู หมูกระทะ GARY พื้นที่ใช้สอย 185 ตร.ม. มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น และ 2 ที่จอดรถ บ้านนี้เหมาะกับบ้านที่มีผู้สูงอายุ มีฟังก์ชั่นห้องนอนชั้นล่างรองรับพร้อมห้องน้ำในตัว   MARIE พื้นที่ใช้สอย 210 ตร.ม. มี 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น 1 Multi-Function Room และ 2 ที่จอดรถ แบบบ้านนี้ ครบสำหรับทุกคนมีมุมทำงาน เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม   WARREN พื้นที่ใช้สอย 235 ตร.ม. มี 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น และ 3 ที่จอดรถ พิเศษคือความปลอดภัยที่ MODEN มอบให้ บ้านทุกหลังในโครงการคือ Magnetic Sensor สัญญาณกันขโมย ทั้งหลัง พร้อมกล้องวงจรปิด 1 จุดภายนอกบ้าน MODEN พระราม 2 พื้นที่ส่วนกลาง Clubhouse ,Fitness ,สระว่ายน้ำระบบเกลือ สวนสีเขียวขนาดใหญ่ ระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการ ระบบ KATSAN สำหรับเข้า – ออกโครงการ  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง Key Card Access บทความน่าสนใจ Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว “มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา” ออกแบบดี-สังคมดี-พักผ่อนดี-บริการดี-สัมผัสดี-สุขภาพดี “Park Heritage”บ้านที่ไร้กาลเวลาเพื่อส่งต่อรุ่นสู่รุ่น
Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว

Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว

Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว จากวิถีการอยู่อาศัยแบบครอบครัวไทยตั้งแต่อดีตที่มักจะอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีหลายเจเนอเรชั่น หรือมักจะขยายเรือนออกไปอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ด้วยวิถีชีวิตในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปตามรูปแบบสังคมเมืองที่ขยายตัว ทำให้การใช้ชีวิตในรูปแบบที่เคยเป็นมาเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดที่จะช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวได้กลับมามีบ้านอยู่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง จึงเป็นที่มาของโครงการ Mulberry Grove The Forestias Villas (มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า) จาก MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ที่ตั้งใจออกแบบบ้านคลัสเตอร์ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวทุกเจเนอเรชั่นได้มี “โบนัสเวลา” ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เพิ่มขึ้น     Mulberry Grove The Forestias Villas โครงการบ้านเดี่ยวท่ามกลางป่า 30 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการมิกซ์ยูส “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ขนาดเกือบ 400 ไร่ ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และเพิ่งจะเปิดให้ครอบครัวที่สนใจเข้าชมบ้านตัวอย่างจริงได้แล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป ซึ่งเราจะพาไปเยี่ยมชมรายละเอียดการออกแบบของบ้านระดับ Ultra Luxury ขนาด 4-6 ห้องนอน ที่มีราคาเริ่มต้น 185 ล้านบาท รวมถึงแนวคิดการเชื่อมต่อหลายวิลล่าที่เราสามารถเลือกเป็นคลัสเตอร์ตั้งแต่ 2-5 หลังที่อยู่ติดกันได้ หรือจะเลือกซื้อเพียงหลังเดียวก็ได้เช่นกัน แบบบ้านของ Mulberry Grove Villas มีด้วยกัน 3 ไซส์ Roseberry (S) พื้นที่ใช้สอย 1023 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ ที่จอดรถใต้ดิน 4 คัน 2 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ   Visionberry (M) พื้นที่ใช้สอย 1246 ตร.ม. ขนาด 5 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ที่จอดรถใต้ดิน 5 คัน 2ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ และลิฟต์โดยสาร   Legendberry (L) พื้นที่ใช้สอย 1724 ตร.ม. ขนาด 6 ห้องน้ำ 11 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 6 คัน 2 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ และลิฟต์โดยสาร   จากแนวคิดการอยู่อาศัยแบบครอบครัวไทยในอดีต ดังนั้นทาง Foster + Partners จึงได้ใช้ Inspire การออกแบบมาจาก เรือนทรงไทยที่มีการยกใต้ถุนบ้าน เส้นสายของความเป็นบ้านไม้ที่นำเสนอมาในรูปแบบของ Facades สีคอปเปอร์ ที่นอกจากจะช่วยลดความร้อนจะแสงแดดภายนอกได้แล้ว ยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านอีกด้วย     อีกหนึ่งความพิเศษ คือ การออกแบบบ้านให้มีลานจอดรถส่วนตัวที่บริเวณชั้นใต้ดิน ซึ่งสามารถรองรับการจอดได้อย่างน้อย 4 คัน (ไม่รวมการจอดซ้อนคัน) พร้อมงานระบบทั้งหมดที่จัดเตรียมมาแล้วอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทอากาศและความชื้นในบริเวณชั้นใต้ดิน, รางระบายน้ำรอบบริเวณจอด, EV Charger, Tesla Powerwall อุปกรณ์สำรองไฟจากโซล่าเซลล์บนหลังคา, พื้นที่เอนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นห้องเก็บของหรือตกแต่งให้เป็น Man Cave Garage ทางโครงการก็ได้นำเสนอไอเดียไว้ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว       พื้นที่บริเวณชั้น 1 มีลักษณะเป็นใต้ถุนสูงซึ่งแบ่งพื้นที่ใช้งานเป็นโซน Service ต่างๆ เช่น Hobby Room, ห้องครัวไทย, ห้องซักผ้า, ห้องแม่บ้าน, ห้องคนขับรถ รวมถึงชานบ้านขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มสระว่ายน้ำไว้ในบริเวณบ้านได้ด้วย และยิ่งในกรณีที่เลือกซื้อคลัสเตอร์ติดกัน เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้องมีรั้วกั้นเพื่อให้พื้นที่บริเวณชั้น 1 เป็น Common Area ใช้งานร่วมกันภายในครอบครัวได้       ทางเข้าหลักบริเวณหน้าบ้านเป็นบันไดที่เดินขึ้นมายังลานบ้านบนชั้น 2 ได้เลย โดยจะให้บรรยากาศเหมือนกับเรือนไทยที่มีชานเรือนโล่งเชื่อมเรือนต่างๆ ไว้ด้วยกัน  ในโซนนี้จะแบ่งเป็นห้องรับแขกหลักที่กั้นพื้นที่ไว้เป็นสัดส่วน สามารถเปิดรับรองแขกได้เลยโดยไม่ต้องเดินเข้าไปยังส่วนอื่นๆ ของตัวบ้าน เป็นการเพิ่มความ Privacy ให้กับสมาชิกในบ้าน ในขณะเดียวกันห้องนี้ก็เชื่อมต่อกับพื้นที่ครัวเล็กที่ใช้สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม ที่สามารถย้ายมาสังสรรค์ต่อแบบเบาๆ ที่บริเวณนี้ได้ ถัดจากครัวไปจะเป็นโถงกลางของบ้านที่จัดเป็นห้องประทานอาหารขนาดใหญ่เพื่อรองรับสมาชิกในครอบครัวขนาดใหญ่อย่างเต็มที่ ด้วยพื้นที่กว้างขวางและโอ่งโถงด้วย Double Ceilingเหมาะกับการจัดเลี้ยงสังสรรค์เป็นกรุ๊ปใหญ่ได้สบายๆ ซึ่งทางโครงการก็เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้พร้อม เช่น ลิฟต์ส่งอาหารจากครัวไทย และ Pantry สำหรับจัดอาหารก่อนเสิร์ฟ รวมถึงการจัดให้ที่พื้นที่แต่ละส่วนมีประตูกั้นจึงสามารถเลือกปิดประตูเพื่อให้เป็นสัดส่วน หรือจะเลือกเปิดประตูส่วนต่างๆ เพื่อขยายพื้นที่การใช้งานไปถึงชานบานกลางแจ้งได้ตามต้องการ     นอกจากนี้ ที่บริเวณชั้น 2 ยังมีโซนที่พักอาศัยเป็นห้องนอนขนาดใหญ่อยู่โซนด้านหลังของตัวบ้าน โดยทางโครงการเลือกจัดฟังก์ชันห้องให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เพื่อจะได้สะดวกในการใช้งาน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มห้องนอนเล็กที่อยู่ติดกันพร้อมห้องน้ำในตัวเพื่อให้สะดวกในกรณีที่ต้องมีผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด ซึ่งห้องนี้จะมีประตู connect ถึงกัน เพื่อให้ผู้ดูแลอยู่ในบริเวณใกล้ๆ แต่ก็ได้พื้นที่พักผ่อนส่วนตัวไปพร้อมๆ กันด้วย       ถัดขึ้นมาที่บริเวณชั้น 3 ของตัวบ้าน ทางโครงการแบ่งพื้นที่ชั้นนี้เป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว และเลือกจัดวางในตำแหน่งมุมต่างๆ ของบ้าน จึงทำให้แต่ละห้องมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางรวมถึงมีทั้ง Walk-in Closet และมีระเบียงส่วนตัว ด้วยประโยชน์ของตำแหน่งห้องที่อยู่ในมุมต่างๆ ของบ้าน และทางโครงการติดตั้งกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดานมาแทบจะรอบห้อง ทำให้สามารถรับแสงธรรมชาติ และเปิดรับวิวจากด้านนอกได้อย่างเต็มที่     ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ Master Bedroom ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของบ้าน แน่นอนว่านอกจาก Walk-in Closet ขนาดใหญ่ถูกใจคุณผู้หญิงแล้ว ทางโครงการยังคิดถึงฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวันมาแบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวางงานระบบเตรียมพร้อมไว้ให้ด้วย เช่น โต๊ะแต่งหน้าที่หันเข้าหากระจกบานใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติ มุมวางตู้แช่เครื่องสำอาง และอ่างล้างมือเล็กๆ บนโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น ซึ่งถูกใจคุณผู้หญิงมากๆ อย่างแน่นอน รวมถึงการเจาะช่องแสงด้านบนเพื่อให้ภายในห้องรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น และยังเป็นการประหยัดการใช้ไฟในช่วงกลางวันได้อีกทาง ในขณะเดียวกันห้องน้ำของห้องนอนใหญ่ก็จัดเต็มทั้ง เคาน์เตอร์แบบ His & Her, Shower Box พร้อม Rain Shower และสุขภัณฑ์ที่สั่ง Custom มาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ และอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวจากแบรนด์ชั้นนำ ส่วนบริเวณห้องนอนการจัดวางตำแหน่งเตียงให้หันออกไปด้านนอกเพื่อเปิดรับวิวจากด้านนอกได้อย่างเต็มที่ และด้วยกระจกใสบานใหญ่รอบด้านทำให้บรรยากาศภายในห้องโปร่งสบายตาเป็นพิเศษอีกด้วย     นอกเหนือจากการออกแบบและจัดวาง Layout บ้านที่แสดงถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดการใช้งานแล้ว การออกแบบในมิติที่ลงลึกเพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นของลูกบ้านทางโครงการก็ใส่ใจในความละเอียดไม่แพ้กัน เช่น การออกแบบพื้นหล่อเย็นในห้องโถง เพื่อช่วยเพิ่มความเย็นในห้องและลดการใช้แอร์ให้น้อยลง, การออกแบบงานระบบทั้งหมดให้สามารถ Service ซ่อมแซมได้สะดวกจากภายนอก, การเลือกว่าตำแหน่งแอร์ที่ไม่ต้องติดตั้งท่อลมเพื่อลดการสะสมเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่างๆ รวมถึงระบบเครื่องปรับอากาศระบบ All in One ที่มีทั้งระบบเติมอากาศ การกรองฝุ่นขนาดเล็ก และการใช้น้ำเย็นจาก CUP แทนการใช้น้ำยา นอกจากจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังลดการสร้างความร้อนจากการระบายอากาศไปภายนอกด้วย     ความพิเศษทั้งหมดที่ทางโครงการ Mulberry Grove Villas ตั้งใจนำเสนอนี้ มีเพียง 37 ยูนิตเท่านั้น เพื่อตอบโจทย์แนวคิดหลักที่ต้องการให้ การอยู่อาศัยของครอบครัวใหญ่หลายเจเนอเรชั่น ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยที่ยังได้ใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบสวนป่าขนาดใหญ่ของโครงการ มิกซ์ยูส “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่กิจกรรมของครอบครัว, พื้นที่พักผ่อน, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม Sport Complex, Town Center และ Family Center ฯลฯ   ผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ที่ https://mqdc.com/our-business/theme-project/theforestias บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” อย่างเป็นทางการ “Mulberry Grove Sukhumvit” ใส่ใจเพื่อทุกคนในครอบครัว  
“มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา” ออกแบบดี-สังคมดี-พักผ่อนดี-บริการดี-สัมผัสดี-สุขภาพดี

“มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา” ออกแบบดี-สังคมดี-พักผ่อนดี-บริการดี-สัมผัสดี-สุขภาพดี

“มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา”  มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา "มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา" บ้านเดี่ยวระดับ Luxury Wellness Residence บนทำเล กรุงเทพกรีฑา สอดรับกับการอยู่อาศัยแบบ 6 มิติ ออกแบบดี-สังคมดี-พักผ่อนดี-บริการดี-สัมผัสดี-สุขภาพดี มีฟังก์ชันตอบสนองเมกะเทรนด์ด้าน Well-Living หรือการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยอย่างครบครัน ที่ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “The Gates to Well-Living”  มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา 6 มิติของการอยู่บ้าน"มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา"  เปิดประตูสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี 6 มิติ ตั้งแต่ 1.The Gates to Well Design สง่างามเหนือกาลเวลา รองรับการใช้ชีวิตของคนทุกวัย 2.The Gates to Well Community มอบความเป็นส่วนตัว ท่ามกลางสังคมคุณภาพ 3.The Gates to Well Rest คัดสรรโซลูชันเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี อาทิ Solar Attic ระบบบ้านเย็นระบายความร้อนความชื้นใต้หลังคา ระบบบ้านปลอดฝุ่นและฟอกอากาศป้องกัน PM2.5 4.The Gates to Well Service มั่นใจในคุณภาพความปลอดภัยกับ Hygienic Concierge Service 5.The Gates to Well Essence ผนึกปัญญ์ปุริ (PAÑPURI) รังสรรค์ “PANPURI Private Edition” กลิ่นหอมเฉพาะตัวเพิ่มความผ่อนคลาย แฝงกลิ่นอายความเป็นผู้ดีอังกฤษ 6.The Gates to Well Health มอบชุดตรวจสุขภาพทางไกล TytoCare ทุกหลัง และแอปพลิเคชันติดตามสุขภาพ EngageCare โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รพ.สมิติเวช โครงการ มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา ได้แรงบันดาลใจจาก “มอลตัน” เมืองเก่าในประเทศอังกฤษ ที่เป็นเมืองที่น่าอยู่ มีชีวิตชีวา และอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสวนสีเขียว พื้นที่สาธารณะ และใกล้กับแม่น้ำสายสำคัญ   เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ใช้เมืองนี้เป็นต้นแบบการพัฒนาโครงการนี้ใน แบบ Luxury Wellness Residence บ้านเดี่ยว 3 ชั้น สไตล์โมเดิร์นที่แฝงกลิ่นอายความเป็นอังกฤษ ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Classical Redefine สะท้อนความประณีต สง่างามเหนือกาลเวลา ที่จำทำให้บ้านอยู่ได้นาน รุ่นต่อรุ่นทันสมัยอยู่ตลอดเวลา อาคารทรงสี่เหลี่ยม และหน้าต่างสูงยาวกรอบสีดำ พร้อมบรรยากาศร่มรื่นจากสวนสีเขียวขนาดใหญ่ 1,100 ตร.ม. บนทำเลที่อยู่ๆก็กลายเป็นชุมชน Luxury   รายล้อมด้วยหมูบ้าน สุดหรูตลอด 2 ฝั่งถนน  สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสถานศึกษา โรงพยาบาล และแหล่งไลฟ์สไตล์  การเดินทางสะดวกเชื่อมต่อ รามคำแหง ทางด่วน สนามบินสุวรรณภูมิ และรถไฟฟ้า มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา มีขนาด 21 ไร่ ให้ความส่วนตัวมีจำนวนยูนิตจำกัดเพียง 49 ยูนิต มีแบบบ้านเดี่ยวให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ 1.SMITHSON ขนาด 71-90 ตร.ว. ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำรับแขก ห้องแม่บ้าน และ 3 ช่องจอดรถ 2.MIDDLETON ขนาด 90-108 ตร.ว. มาพร้อม 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำรับแขก ห้องแม่บ้าน ลิฟท์ส่วนตัว และ 4 ช่องจอดรถ 3.LIVINGSTON ขนาด 102-137 ตร.ว. ประกอบด้วย 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำรับแขก 2 ห้องแม่บ้าน ลิฟท์ส่วนตัว และ 5 ช่องจอดรถ มอลตัน เกทส์ กรุงเทพกรีฑา พร้อมส่วนกลางครบครัน เพิ่มความปลอดภัยสูงสุดด้วยประตูทางเข้า Double Gate Security และ Clubhouse ให้เลือกใช้ 2 พื้นที่ Main Lobby Lounge, Study Room, Meeting Room, Private Spa, Fitness Room และ Private Gym และ Clubhouse B กับฟังก์ชัน Co-Kitchen และ Co-Working Space Swimming Pool ยาวกว่า 25 เมตร, พร้อมพื้นที่สวนพักผ่อน และสนามเด็กเล่น  ในราคาเริ่มต้น 38-80 ล้านบาท   บทความน่าสนใจ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา – The Gates to Well-Living บ้านเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์แบบ “Park Heritage”บ้านที่ไร้กาลเวลาเพื่อส่งต่อรุ่นสู่รุ่น Baan Issara Bangna เปิดแบบบ้านใหม่ พร้อมโปรซื้อบ้านแถมรถ Bentley
EIA เรื่องต้องรู้ ก่อนซื้อบ้าน ซื้อคอนโด

EIA เรื่องต้องรู้ ก่อนซื้อบ้าน ซื้อคอนโด

EIA เรื่องต้องรู้ สำหรับคนที่อยากจะมีที่พักอาศัยในเมือง หรือทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้ระบบคมนาคมสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างรถไฟฟ้า เชื่อว่าทางเลือกแรกก็ต้องเป็นการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม เพราะมีราคาที่คนส่วนใหญ่เลือกหาซื้อได้ และทำเลตรงกับความต้องการ   ส่วนหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อคอนโด  คงมีมากมายหลายเรื่องต้องให้พิจารณา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หรือผู้พัฒนาโครงการ ขนาดห้อง งบประมาณ การดีไซน์โครงการ และอีกหลายเรื่องขึ้นอยู่กับโจทย์และความต้องการของผู้ซื้อ แต่มีหลักเกณฑ์ที่มีความสำคัญ และไม่ควรจะละเลยในการใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อโครงการคอนโดที่เราอยากจะเข้าไปอยู่อาศัย นั่นก็คือ EIA   EIA ถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงการไม่น้อย และดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่ ก็มักจะเอา EIA มาใช้เป็นจุดขายสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า หลายโครงการยังมีการแสดงข้อความ EIA Approved บนสื่อโฆษณาต่าง ๆ ของโครงการด้วย ซึ่งหลายคนก็คงรู้และเข้าใจว่า EIA คืออะไร มีความสำคัญยังไง แต่หลายคนโดยเฉพาะที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำงานมีเงินเก็บ แล้วจะหาซื้อคอนโดไว้เป็นบ้านหลังแรก อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่อง EIA มากนัก วันนี้ Reviewyourliving จึงจะมาเล่าเรื่อง EIA ว่าเป็นเรื่องของอะไร และมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน EIA คือ อะไร สำคัญแค่ไหน? EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment Division หรือการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (เดิมใช้คำว่า การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535) โดยหมายถึง กระบวนการศึกษาและประเมินผลที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการหรือกิจการ หรือการดำเนินการใดของรัฐห รือที่รัฐจะอนุญาตให้มีการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียอื่นใดของประชาชนหรือชุมชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขผลกระทบดังกล่าว ผลการศึกษาเรียกว่า รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561   EIA ถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงการเป็นอย่างมาก เพราะอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย หากโครงการไหนไม่ผ่าน EIA ก็ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ จะไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง หรือใบอนุญาตจัดสรรโครงการ ยิ่งหากก่อสร้างไปก่อนแล้วเกิดมีคนมาคัดค้านการก่อสร้างเนื่องจากได้รับผลกระทบ และโครงการยังไม่ผ่าน EIA โครงการก็ต้องหยุดการก่อสร้างทันที นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญของ EIA เรื่องต้องรู้ สำหรับคนที่วางแผนจะซื้อบ้าน หรือซื้อคอนโด   สำหรับโครงการที่ต้องยื่นขออนุญาตจัดทำ EIA ต้องดำเนินการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กับทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นโดยนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตจาก สผ. เท่านั้นจึงจะออกรายงานดังกล่าวได้   เมื่อผู้ประกอบการที่จะพัฒนาโครงการได้รับรายงาน EIA แล้ว จะต้องดำเนินการยื่นต่อสผ. เพื่อให้พิจารณาอนุมัติรายงานฉบับดังกล่าว หากรายงานไม่ผ่านการอนุมัติ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการแก้ไข ประเด็นต่าง ๆ ที่ไม่ผ่านการพิจารณา ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์  และยื่นกลับให้สผ. พิจารณาอีกครั้ง หรือจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือได้รับความเห็นชอบ 4 เรื่องที่ต้องทำใน EIA สำหรับการจัดทำ EIA จะทำการศึกษาสิ่งแวดล้อมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านทรัพยากรกายภาพ การศึกษาด้านทรัพยากรกายภาพ เป็นการศึกษาถึงผลกระทบต่อเรื่องต่าง ๆ ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง หากพัฒนาโครงการนั้นขึ้น อาทิ การศึกษาสภาพของดิน น้ำ อากาศ เสียง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 2.ด้านทรัพยากรชีวภาพ เป็นการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของการพัฒนาโครงการ ที่มีต่อระบบนิเวศน์ที่โครงการตั้งอยู่ หรืออาจจะส่งผลกระทบได้ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ ปะการัง เป็นต้น 3.ด้านคุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ เป็นการศึกษาถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ที่โครงการเกี่ยวข้อง ทั้งด้านทางกายภาพ และชีวภาพของมนุษย์ เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดิน 4.ด้านคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต จะเป็นการศึกษาถึงผลกระทบของโครงการ ที่จะเกิดกับมนุษย์ ชุมชน ระบบเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ค่านิยม รวมถึงทัศนียภาพ คุณค่า ความสวยงาม โครงการแบบไหนที่ต้องยื่นขอ EIA ถ้าเราพูดถึงโครงการประเภทที่อยู่อาศัยที่ต้องยื่นขอใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมนั้น จะมีอยู่ด้วยกัน​ 2 ประเภท คือ   1.โครงการคอนโดที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ยูนิตขึ้นไป หรือมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตร.ม.ทำให้คอนโดประเภทโลไรส์หลายแห่งที่มีห้องชุดอยู่แค่ 79 ยูนิต ไม่ต้องขอ EIA   2.โครงการบ้านจัดสรรที่มีที่ดินแปลงย่อยตั้งแต่ 500 แปลงขึ้นไป หรือมีเนื้อที่มากกว่า 100 ไร่ จะต้องยื่นของ EIA ถ้าต่ำกว่าเงื่อนไขนี้ก็ไม่ต้องยื่นขอ EIA เช็คให้ชัวร์ ก่อนซื้อบ้าน ซื้อคอนโด อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่แรกว่า EIA มีความสำคัญ และดีเวลลอปเปอร์มักจะนำเอามาเป็นจุดขาย และจุดสร้างความมั่นใจระดับหนึ่งว่าสามารถพัฒนาโครงการขึ้นมาได้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่ถูกต่อต้านจากชุมชน สังคม หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะได้รับผลกระทบ ผู้ซื้อจึงต้องตรวจสอบและขอดูหลักฐานเอกสารให้ชัดเจนว่าโครงการผ่าน EIA แล้ว หรือหากโครงการไหนอยู่ระหว่างการยื่นขอ EIA ต้องมีการระบุเอกสารหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่า หากเกิดกรณีโครงการไม่ EIA จะต้องคืนเงินดาวน์ เงินจอง หรือเงินที่ชำระเพื่อซื้อคอนโด หรือซื้อบ้านคืนด้วย แต่โดยส่วนใหญ่โครงการที่นำออกมาขาย จะผ่าน EIA หรือมีความมั่นใจว่าจะ EIA ได้อย่างแน่นอน   อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัวร์และรู้เท่าทันกับเกมการตลาดของผู้ประกอบการ หากมีการกล่าวอ้างว่าโครงการนั้นผ่าน EIA แล้วจริง เราก็สามารถตรวจสอบได้ว่า ข้อมูลที่ผู้ประกอบการกล่าวอ้างนั้นเป็นความจริง ด้วยการเข้าไปเช็คข้อมูลสำหรับโครงการนั้น ๆ ว่าอยู่ในสถานะใด ได้รับความเห็นชอบการผ่านเกณฑ์ หรือได้รับการรับรอง EIA แล้วที่เว็บไซต์ http://eia.onep.go.th ของ สผ. เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหากับประเด็นเรื่องของ EIA ตามมาให้ปวดหัว ทั้งหมดนี้ ก็คือ EIA เรื่องต้องรู้ ก่อนซื้อบ้าน ซื้อคอนโด สำหรับคนที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจ       ที่มา -สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  
เทอร์ร่า  เผยเทรนด์การอยู่อาศัยในปี 65  ต้องตอบโจทย์ Well-Being & ความปลอดภัย

เทอร์ร่า เผยเทรนด์การอยู่อาศัยในปี 65 ต้องตอบโจทย์ Well-Being & ความปลอดภัย

เทอร์ร่า เผยเทรนด์การอยู่อาศัยในปี 65 คนอยากมีบ้านใหม่ ที่ตอบโจทย์เรื่อง Well-Being ที่ครบทั้งระบบรักษาความปลอดภัยเยี่ยม เพิ่มนวัตกรรม Smart Home – EV Charger  เพิ่มพื้นที่สีเขียว  ด้าน “SC ASSET” มาแรงแซงโค้งคว้ารางวัล “The Most Powerful Real Estate Brand 2022” เป็นปีแรก สะท้อนการปรับแผนธุรกิจให้สอดรับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี   นางสาวสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เปิดเผยถึงผลวิจัย The Most Powerful Real Estate Brand 2022 และผลวิจัยเจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคตามแนวคิด “GOOD HEALTH AND WELL-BEING”  จาการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 1,000 ตัวอย่างทางออนไลน์​ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 84% มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย โดยกว่า 44% คาดว่าจะซื้อบ้านเดี่ยว และ 29% คาดว่าจะซื้อคอนโดมิเนียม  ภายใต้งบที่วางไว้ว่าจะซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 3-5 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมาจาก 3 ปัจจัย คือ ระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการ, บริการหลังการขาย และสังคมเพื่อนบ้านที่ดี   สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคา 3-7 ล้านบาท ในกลุ่มบ้านแนวราบทำเลที่ได้รับความนิยม 3 อันดับแรก คือ รังสิต-ลำลูกกา, บางใหญ่-บางบัวทอง, และบางพลี ขณะที่ทำเลอยู่อาศัย ที่ได้รับความนิยม​ในกลุ่มคอนโด 3 อันดับแรก คือ จตุจักร-ประชาชื่น, อ่อนนุช-บางนา และพญาไท-อารีย์ โดยปัจจัยสำคัญในการซื้อบ้านหรือคอนโด ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัย, บริการหลังการขายที่ดี, สังคมเพื่อนบ้านดี, วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และราคา   เมื่อเจาะลึกลงถึงความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มบ้านแนวราบ พบว่า   คนส่วนใหญ่ต้องการบ้านที่มีฟังก์ชั่นครอบคลุม อาทิ Smart Home เพื่อความปลอดภัย, นวัตกรรมจัดการคุณภาพอากาศ, การออกแบบเพื่อสูงอายุ, ที่ชาร์จรถ EV และDouble Volume  ขณะที่กลุ่มคอนโด จะให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นที่เพิ่มความเป็นส่วนตัว อาทิ ประตู-ฉากกั้นห้องนอน, หน้าต่างบานใหญ่, ครัวปิด, ห้องนอนที่สามารถวางเตียงขนาด 6 ฟุตได้ เทอร์ร่า เผยลูกค้าต้องการ Well-being   สำหรับเทรนด์ของผู้บริโภคในปี 2565 จะเห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถาม จะให้ความสำคัญ กับโครงการอสังหาฯ ​ที่ช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) มากกว่าการเปรียบเทียบราคาหรือทำเล เหมือนที่ผ่านมา ​โดยมีความต้องการหรือคาดหวังบ้านในอุดมคติ จะต้องช่วยสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และต้องสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล  ผู้อยู่อาศัยในแต่ละช่วงวัย   นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ จากผู้ตอบแบบสอบถามในกลุ่ม Gen Y อายุ 27-40 ปี มีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัยถึง 88% โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือ 38% ของ Gen Y เป็นการซื้อบ้านหลังที่ 2 และ 29% เป็นการซื้อบ้านหลังแรก  ซึ่งส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อบ้านเดี่ยวในระดับราคา 3-7 ล้านบาท และให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมและทันสมัย รวมถึงการออกแบบ Universal Design รองรับทุกเพศ ทุกวัย และพื้นที่ส่วนกลาง 24 ชั่วโมง   ขณะที่กลุ่ม Gen Z อายุ 18-26 ปี ก็เป็นอีกกลุ่มที่กว่า 87% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่ง 72% เป็นการซื้อบ้านหลังแรกของ Gen Z และ 17% เป็นการซื้อบ้านหลังที่ 2 โดยสนใจซื้อคอนโดและบ้านเดี่ยว ในระดับราคา 2-5 ล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญมาจาก ความต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง, ต้องการสังคมที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และต้องการซื้อไว้พักอาศัยในวันทำงาน   ในขณะที่เรื่องการจัดการระบบสาธารณูปโภคที่ดี เช่น สายไฟลงดิน, ระบบระบายน้ำ, ระบบจัดการขยะ นวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวก เช่น Smart Home, EV Charger, การก่อสร้างที่ไม่ก่อมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยังเป็นเทรนด์สำคัญที่คนกลุ่ม Gen Z มีความต้องการเป็นอันดับต้นๆ   ด้านแนวโน้มความเชื่อมั่นผู้บริโภคปี 2565 พบว่ามีสัญญาณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากดัชนีความเชื่อมั่น  ผู้บริโภคปี 2565 อยู่ที่ 79.3 เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ 45.4 ซึ่งจากข้อมูลพบว่ากลุ่มเจ้าของกิจการมีความเชื่อมั่น มากขึ้น โดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าปี 2565 สถานะทางการเงินดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเชื่อมั่นว่าในอีก 1 ปีข้างหน้าภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น อสังหาฯหรือรถยนต์ เป็นต้น เอสซีฯ คว้ารางวัลปีแรก สำหรับการประกาศผลรางวัล The Most Powerful Real Estate Brand ประจำปี 2565 ผู้ที่คว้ารางวัลในปีนี้ ได้แก่ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นับเป็นปีแรกที่ SC ASSET คว้ารางวัล The Most Powerful Real Estate Brand โดยเป็นแบรนด์ที่มีการปรับตัวเติบโตต่อเนื่อง ทั้งการรับรู้ ภาพลักษณ์และความพึงพอใจ ก่อให้เกิดการสร้างฐานลูกค้าผู้ภักดี ครองตำแหน่งอันดับ 1 ในปีนี้   ขณะที่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Eternal Award สำหรับแบรนด์ที่ครองใจลูกค้าได้  ต่อเนื่องเป็นอันดับหนึ่ง 5 ปี ติดกัน  เปรียบเสมือนแบรนด์ดาวค้างฟ้าเป็นตำนานในแวดวงอสังหาฯ  และ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ในปีนี้สามารถคว้ารางวัล Credence Award แบรนด์ผู้กำหนดบรรทัดฐานคุณภาพและสร้างฝันของลูกค้าได้เป็นจริงสูงที่สุด และประกาศเกียรติคุณพิเศษให้กับบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ด้าน Excellence in Cater to Economy Group (แบรนด์ตอบโจทย์คนชั้นกลาง) และบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC ด้าน Excellence in Green Development (แบรนด์ที่พัฒนามุ่งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม)  การเข้าสู่ Metaverse นั้นพบว่าผู้คนมีประสบการณ์การใช้งานสัดส่วนเพียง 17% และ มีความคิดเห็นต่อโลกเสมือนจริงว่าน่าจะมาแทนที่โลกจริงได้ 62% ในขณะที่คนกลุ่ม Gen Z นั้นมีความคิดเห็นว่าโลกเสมือน Metaverse น่าจะเข้ามาแทนที่โลกแห่งความจริงได้สูงถึง 80% มากกว่ากลุ่มคนอื่นๆ โดยการเข้าสู่ Metaverse นั้นเป็นไปเพื่อความบันเทิง (เล่นเกมส์ ดูคอนเสิร์ต) เพื่อการทำงาน (ประชุมออนไลน์) และเพื่อการลงทุน (NFT, Cryptocurrency) และประสบการณ์ต่อบริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่เข้าสู่ Metaverse นั้นการรับรู้ยังอยู่ในระดับต่ำ   สำหรับการรองรับผู้บริโภคยุคใหม่นี้ ผู้พัฒนาอสังหาฯ ​ต้องกำหนดจุดยืน จุดขายของตนเองใหม่ เนื่องด้วยผู้บริโภคในวันนี้ไม่ได้มองหาบ้านเพื่อการอยู่อาศัยเพียงเท่านั้น แต่ต้องการหาพื้นที่ที่จะช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ให้เกิดขึ้น โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการนั้นคือ เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบายด้วยร้านค้า สิ่งอำนวยความสะดวกในระยะเวลา 15 นาที  สังคมเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร และสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย ซึ่งโครงการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทศวรรษนี้ นั่นคือ การวางแผนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส (Mix-used Project) นั่นเอง การทำอสังหาฯ ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพราะลูกค้าซื้อบ้านเพื่อการอยู่อาศัยในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เทอร์ร่าบีเคเค เผย โควิด-19 กระทบความเชื่อมั่น​  ลูกค้าเลื่อน-พับแผนซื้อบ้าน หวั่นสถานการณ์รุนแรง
“Park Heritage”บ้านที่ไร้กาลเวลาเพื่อส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

“Park Heritage”บ้านที่ไร้กาลเวลาเพื่อส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

“Park Heritage”บ้านที่ไร้กาลเวลาเพื่อส่งต่อรุ่นสู่รุ่น Park Heritage โครงการอยู่ บริเวณซอยพัฒนาการ 20 แยก 8 โดยอยู่ก่อนอุโมงค์ทางลอดพัฒนาการ-รามคำแหง-ถาวรธวัช ที่ใช้เป็นเส้นทางหลีกเลี่ยงรถติดและเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน ได้อย่างสะดวกเร้วขึ้น เชื่อมต่อถนนสายสำคัญ อาทิ สุขุมวิท, ทองหล่อ, เอกมัย, เพชรบุรี และพระราม 9 รวมถึงอยู่ใกล้ทางพิเศษฉลองรัช  เพียง 1.7 กม. และไม่ไกลรถไฟฟ้าถึง 5 สาย ได้แก่ สายสีเขียว, สายสีน้ำเงิน, แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีรามคำแหง, สายสีเหลืองที่จะเปิดให้บริการในปี 2566 “Park Heritage”บ้านที่ไร้กาลเวลาเพื่อส่งต่อรุ่นสู่รุ่น Park Heritage โครงการที่สร้างจากแนวคิด “Multidimensional Integration” โดยเป็นการนำแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาผสานการออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรม โดยการทำงานร่วมกับ “สถาบันอาศรมศิลป์” ในการออกแบบโครงการทั้งด้านแลนด์สเคปและสถาปัตยกรรม จุดเด่นของ Park Heritage  คือความ Privacy มีการจัดผังโครงการเป็น Cluster Zone ที่ไม่สามารถทะลุผ่านกันได้ และออกแบบให้บ้านที่ติดกับถนนหลักหันหลังบ้านกับถนนเพื่อให้ความส่วนตัวเป็นหลัก  และมีความกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งกับอุโมงค์ต้นไม้ที่โครงการวางไว้ที่ถนนหลักเข้าโครงการ     Park Heritage   มาพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก Clubhouse สูง 3 ชั้น มีห้องMeeting Room ห้องFitness ครบเครื่องออกกำลังกายสุดทันสมัยระดับ TOP  สระว่ายน้ำระบบเกลือ Infinity Edge Pool, Pool Terrace, Concierge Service, สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว, ระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดิน กล้อง CCTV พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม พื้นที่สีเขียว The Heritage Garden 3 โซน ได้แก่ มุมนั่งพักผ่อนรูปแบบ Sunken Lounge และ Terrace รวมถึงมีสวนบ่อน้ำให้ได้ผ่อนคลายกับธรรมชาติ  ภายในโครงการร่มรื่น มีรั้วต้นไม้แบ่งเป็น Cluster Zone แต่ละโซนมีจำนวนหลังไม่มาก ออกแบบให้ทุกพื้นที่ของโครงการฯ ผสมผสานกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน การต้นไม้ก็เลือกใช้ไม้ฟอร์มสวยขนาดใหญ่ ถนนหลักที่เป็นอุโมงค์ต้นจามจุรีปกคลุมทอดยาวไปจนสุดโครงการฯ   Park Heritage เป็นโครงการบ้านแบบวิลล่าหรู 3 ชั้น สไตล์ Modern Classic ตั้งอยู่บนพื้นที่ 12-3-55.5 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ 3 ชั้น สไตล์ Modern Classic จำนวน 32 หลัง ขนาดที่ดิน 60 – 133 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 471 – 778 ตารางเมตร ติดตั้งลิฟต์และมีสระว่ายน้ำส่วนตัว ฟังก์ชันบ้าน 4 ห้องนอน, 6-7 ห้องน้ำ, 1 ห้องอเนกประสงค์, 1 ห้องพระ, 1 ห้องแม่บ้าน พร้อมที่จอดรถ 3-4 คัน Park Heritage ในส่วนของ บ้านให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยสำหรับทุกคนทุกวัย การตกแต่งร่วมสมัยอยู่ได้นานไม่เบื่อ เพื่อการส่งต่อรุ่นสู่รุ่น บ้านมี 3 แบบ 3 ขนาด   1.แบบบ้าน S  The Luxury of Nature ให้ความงามจากธรรมชาติเป็นแหล่งกำเนิดของความหรูหรา ด้วยการเชื่อมต่อสวนส่วนตัวภายนอกสู่พื้นที่การอยู่อาศัยอย่างลงตัว พร้อมจัดวางพื้นที่แบบเปิดโล่งและมัลติฟังก์ชันที่เพิ่มขึ้น พื้นที่ใช้สอย 471 ตร.ม. ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องเเม่บ้าน 3 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์ภายในบ้าน     2.แบบบ้าน M - Naturally Crafted  พื้นที่ใช้สอย 568 ตร.ม. มี 4 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องพระ 1 พื้นที่อเนกประสงค์ 1 ห้องเเม่บ้าน 4 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์และสระว่ายน้ำส่วนตัว แนวคิดของผู้แสวงหาความสุขกับการนำสิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิต โดยมีการตกแต่งภายในแบบร่วมสมัยที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานอย่างลงตัวของสไตล์และรายละเอียดที่ซับซ้อน   3.แบบบ้าน L - French Classic Elegance ออกแบบโดยเน้นถึงความหรูหราและโอ่อ่ากว้างขวางของการอยู่อาศัย แต่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามความต้องการ ให้ความสำคัญกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ของคนทุกรุ่นในครอบครัว พื้นที่ใช้สอย 778 ตร.ม. ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องเอ็นเตอร์เทนเมนต์ 1 ห้องพระ 1 พื้นที่อเนกประสงค์ จอดรถได้ 5 คัน พร้อมลิฟต์และสระว่ายน้ำส่วนตัว     ทั้ง3แบบ อยู่บนที่ดินตั้งแต่ 60-133 ตร.ว. ราคาเริ่มต้น 49-95 ล้านบาท   Park Heritage บ้านสำหรับผู้ที่ต้องการเน้นพื้นที่ใช้สอย มีความเป็นส่วนตัวมาก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง  กลุ่มครอบครัวใหญ่,กลุ่มผู้ปกครองโรงเรียนนานาชาติที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ใกล้โรงเรียนลูก, กลุ่มแพทย์และบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลใกล้เคียง, กลุ่มผู้อยู่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมโซนสุขุมวิท หรือ CBD ที่ต้องการขยับขยาย จุดเด่นของโครงการ Park Heritage  คือโครงการที่ถูกออกแบบสไตล์ Modern Classic เพื่อส่งต่อรุ่นสู่รุ่น แบบบ้านที่ร่วมสมัยไม่ว่าจะเปลี่ยนไปรุ่นไหน บ้านก็ยังคงน่าอยู่และทันสมัยตลอดเวลา  บ้านเหนือการเวลาจริงๆ     บทความน่าสนใจ “MITTI”  ความสุขที่ไม่มีวันหมดอายุ เปิดไอเดีย “ณพน เจนธรรมนุกูล” ปั้น สัมมากร สู่องค์กร 100 ปี สัมมากร ส่งโครงการมิตติ จับตลาดบ้าน 4-7 ล้าน ประเดิมโซน​ ชัยพฤกษ์-วงแหวน
บุญถาวร  ทุ่ม1,000 ล้าน ปั้น  Design Village  รับวิถีชีวิตคนยุค New Normal -Digital

บุญถาวร ทุ่ม1,000 ล้าน ปั้น  Design Village รับวิถีชีวิตคนยุค New Normal -Digital

บุญถาวร บุญถาวร ปั้น  Design Village  รับวิถีชีวิต New Normal -Digital ทุ่มกว่า 1,000 ล้าน เดินหน้า 2 โครงการใหม่ พร้อมเปิดตัวในปี​ 66 มั่นใจตลาดท่องเที่ยวฟื้นตัว ปลุกยอดขายเติบโต คาดทำรายได้ตามเป้า 15,000 ล้าน   บุญถาวร ศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ วัสดุอุปกรณ์ และของแต่บ้าน ที่อยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 45 ปี ปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศรวม 14 แห่ง  ถือเป็นหนึ่งผู้เล่นรายสำคัญที่ทำตลาดในเมืองไทยมายาวนาน โดยที่ผ่านมามีการปรับตัว  เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา   นายสิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญถาวร กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทอยู่คู่กับสังคมไทยมานานถึง 45 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้พยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ของคนแต่ละเจเนอเรชั่น โดยผ่านการทำการตลาด การรีแบรนด์ มาจนถึงปัจจุบัน ที่การตกแต่งที่อยู่อาศัย มีการดีไซน์มากขึ้น เราปรับตามสภาพสังคม และขยายธุรกิจเดิมด้วย เดิมเราขายสินค้าตกแต่ง อุปกรณ์ภายในบ้าน อุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่าง เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเราจึงขยายมาสู่ไลฟ์สไตล์สโตร์ บุญถาวร 3 ปีปั้น 8 แห่ง บริษัทได้เริ่มต้นพัฒนาโครงการ Design Village ซึ่งเป็นรูปแบบของไลฟ์สไตล์สโตร์ ด้วยการผสมผสานร้านค้าไลฟ์ไสตล์เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าแฟชั่น ร้านการแฟ ซึ่งสาขาแห่งแรกเปิดให้บริการในปี 2561 ที่สาขาราชพฤกษ์ ต่อมาขยายสาขาต่อเนื่องแห่งที่ 2 สาขาพุทธมณฑล และสาขาเกษตร-นวมินทร์ เป็นสาขาที่ 3 ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าทั้ง 3 สาขา ได้รับผลการตอบรับที่ดี ด้วยยอดคนเข้าใช้บริการเติบโต 300% มีผู้เข้ามาใช้บริการต่อวันกว่า 20,000 คน และสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 4,500 ล้านบาท   ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้บุญถาวร เดินหน้าขยายโครงการ Design Village  ต่อเนื่อง โดยในปีนี้ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่อีก 2 แห่งที่สาขาบางนา และรัชดา ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 และคาดว่าหลังจากเปิดให้บริการครบแห่ง 5 แห่ง จะมียอดขายรวม 11,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินสะสมและที่ดินของสาขาบุญถาวรในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโครงการ Design Village ได้อีกหลายแห่ง อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี และพัทยา โดยหากมีโอกาสและความพร้อมของทำเล จะมีการพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด รวมถึงพื้นที่เขตปริมณฑลอย่างต่อเนื่องด้วย   อย่างไรก็ตาม  บริษัทได้วางแผนภายในปี 2569 จะมีการพัฒนาโครงการ Design Village ครบ 8 แห่ง โดยตั้งแต่ปี 2567-2569 จะพัฒนาปีละ 1 แห่ง ใช้งบลงทุนสาขาละประมาณ 1,000 ล้านบาท 4 ไฮไลท์ตอบโจทย์ New normal-ดิจิทัล จากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล รวมถึงวิถีชีวิตภายหลังจากเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้วิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันเข้าสู่ยุค New Normal ที่มีการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และการใช้สื่อดิจิทัลมาช่วยในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น แม้ปัจจุบันสถานการณ์โควิดจะปรับตัวดีขึ้น จนทำให้มีการกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยังคงทำงานจากที่บ้าน หรือไม่ก็เป็นการทำงานแบบผสมผสาน หรือ Hybrid   การพัฒนาโครงการ Design Village ในรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตดังกล่าว จึงมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติม ทั้งงานดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา 1.การดีไซน์ Semi-Outdoor โครงการ Design Village ในรูปแบบใหม่จะดีไซน์และตกแต่งให้มีความโปร่ง สบาย ไม่ทึบเหมือนของเดิม และเพิ่มเติมพื้นที่ในส่วน Semi-Outdoor เพื่อสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยให้กับผู้บริโภค 2.จุด Pick up-Drive thru เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ บุญถาวรจึงเพิ่มจุดรับสินค้า หรือ Pick up และช่องทาง Drive thru เพื่ออำนวยความสะดวก สำหรับลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการรับสินค้า ภายหลังจากสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่น 3.เพิ่มพื้นที่ 24 ชั่วโมง จากพฤติกรรมของคนทำงานในยุคปัจจุบัน ที่ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และสถานที่ โครงการ Design Village จะมีการเพิ่มพื้นที่ Co working space ที่สาขารัชดา ขณะเดียวกัน ยังวางแผนเปิดให้บริการในรูปแบบ 24 ชั่วโมง ในบางสาขา หรือร้านค้าผู้เช่าบางแห่งด้วย ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการถึงเวลา 22.00 น. โดยวางแผนขยายเวลาให้การบริการสำหรับร้านผู้เช่าบางสาขาให้ถึง 24.00 น. ก่อนวางแผนเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงในอนาคต 4.เพิ่มพื้นที่ ช้อป-ทำงาน-ทาน-สัมมนา นอกเหนือไปจากการเพิ่มพื้นที่ทำงานในสาขารัชดา ซึ่งมีพื้นที่ 600-800 ตร.ม. แล้ว โครงการ Design Village ยังวางแผนให้สาขารัชดา เป็นพื้นที่ตอบโจทย์คนทำงานและผู้พักอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง จึงเตรียมร่วมกับพันธมิตรร้านค้า ร้าอาหาร ให้เข้ามาเปิดให้บริการในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สาขารัชดาเป็นพื้นที่การช้อปปิ้ง กินข้าว ทำงาน สัมมนา และการเป็นศูนย์กลางการเปิดตัวสินค้าแห่งใหม่ใจกลางเมืองด้วย  จากปกติที่โครงการ Design Village แต่ละสาขาจะมีร้านค้าที่เข้ามาเปิดให้บริการ อาทิ ยูนิโคล่ สตาร์บัคส์ และกูร์เมต์ มาร์เก็ต เดินหน้าสร้างรายได้ 15,000 ล้าน สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 บุญถาวร คาดว่าจะสามารถทำรายได้รวม 14,000 ล้านบาท เฉพาะโครงการ Design Village ทำรายได้ 4,500 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าบุญถาวรคาดว่าจะมีรายได้รวม 15,000 ล้านบาท หรือเติบโต 7-8% แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นอาจจะสามารถเติบโตได้ถึง 10% โดยจะได้รับผลดีจากภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม รีสอร์ท มีการรีโนเวต ทำให้บุญถาวรได้รับอานิสงค์ในกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากยอดขายนอกกลุ่มที่อยู่อาศัย 30%   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ใครท็อปฟอร์มสุด ในธุรกิจ ร้านวัสดุ-เฟอร์นิเจอร์ Q3/65 -อิเกีย ขายเสื้อผ้า ครั้งแรก!! จากเฟอร์นิเจอร์สู่สตรีทแฟชั่น…
Baan Issara Bangna เปิดแบบบ้านใหม่ พร้อมโปรซื้อบ้านแถมรถ Bentley

Baan Issara Bangna เปิดแบบบ้านใหม่ พร้อมโปรซื้อบ้านแถมรถ Bentley

Baan Issara Bangna เปิดแบบบ้านใหม่ โครงการบ้านอิสสระ บางนา (Baan Issara Bangna) บ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ตั้งอยู่บนถนนเลียบมอเตอร์เวย์สาย 9 หรือถนนกาญจนาภิเษก ใกล้ถนนบางนา-ตราด เดินทางสะดวก ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนฯ และ มอเตอร์เวย์ ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกศูนย์การค้า Mega บางนา Ikea บางนา ใกล้โรงพยาบาล และโรงเรียนนานาชาติ มหาวิทยาลัยชั้นนำ   Baan Issara Bangna เปิดแบบบ้านใหม่ โครงการบ้านอิสสระ บางนา เป็นโครงการบ้านเดี่ยวหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ 2-3 ชั้น  สไตล์ Modern Tropical โครงการอยู่บนที่ดินประมาณ 24 ไร่ ให้ความเป็นส่วนตัว เพราะมีบ้านเพียง 44 หลัง ตัวบ้านและภายในมีการวางพื้นที่และโครงสร้างให้พร้อมที่สามารถเลือกรูปแบบและปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานได้ตามใจ บนพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 380-800 ตร.ม. บ้านแต่ละหลังตั้งอยู่บนที่ดิน 100ตร.ว จนถึง 238 ตร.ว. ขนาด 4-6 ห้องนอน 4-5 ที่จอดรถพร้อมลิฟต์ส่วนตัว และ สัญญาณกันขโมย ระบบ Magnetic & Shock Sensor ทุกหลัง สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการครบครัน อาทิ Clubhouse, สระว่ายน้ำระบบเกลือ ขนาด 7×30 เมตร, Kid’s Room, Multi-purpose Area, Fitness, Steam, Amphitheater, สวนสาธารณะ, สายไฟฟ้าลงใต้ดิน, ระบบ Easy Pass, ระบบ CCTV พร้อมเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย 24 ชม. โครงการบ้านอิสสระ บางนา  มีแบบบ้านทั้งหมด มี 4 แบบ ด้วยกัน Abelia ที่ดิน 132-238 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 697 ตร.ม. Bellis ที่ดิน 102-140 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 544 ตร.ม. Calla ที่ดิน 100-112 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 459 ตร.ม. Davidia ที่ดิน 100-112 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 380 ตร.ม. ​   ​วันนี้ บ้านอิสสระ บางนา เปิดบ้านตัวอย่างหลังใหม่ ราคา 159 ล้านบาทตกแต่งพร้อมอยู่ พร้อมโปรซื้อบ้านแถมรถ Bentley รุ่น Sport Sedan - Flying Spur Hybrid มูลค่า 14.4 ล้านบาท กับสไตล์การตกแต่งที่ แต่ละชั้นของบ้านสร้างอารมณ์ ความรู้สึก ที่แตกต่างกัน ภายใต้ “We never remember Days, we remember Moments” ด้วยผลงานการดีไซน์ของ Studio Freehand  กับการตกแต่งบ้านหลังใหญ่ขนาดพิเศษ     เอาแนวคิดการ สร้างอารมณ์ ความรู้สึกของวันเวลา ที่ใช้พื้นที่นั้นๆมาใส่ในแต่ละชั้นให้มีความแตกต่างกันไป การเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่นำมาใช้มีความหลากหลาย แต่ก็ไม่ทิ้งความ หรูหรา และความสบาย โดยใช้เฟอร์นิเจอร์จาก Minotti, Pargoda & co, Quattro ที่มีความสวยหรู     โครงการ “บ้านอิสสระ บางนา” เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งคลับเฮาส์ ฟิตเนส Amphitheater สระว่ายน้ำระบบเกลือ ระบบไฟฟ้าใต้ดิน โอบล้อมด้วยธรรมชาติต้นไม้ใหญ่  อยู่หรู อยู่สบาย สไตล์อิสสระ     บทความที่เกี่ยวข้อง สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) บ้านแฝดสุดหรูสไตล์ Modern English Victorian คฤหาสน์ 100 ล้าน  Lake Legend บางนา – สุวรรณภูมิ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา – The Gates to Well-Living บ้านเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์แบบ  
“แอลฟา” ปักหมุด คลังสินค้า ใหม่ย่านรังสิต  เปิดพื้นที่เช่า 56,000 ตร.ม. 1,450 ล้าน

“แอลฟา” ปักหมุด คลังสินค้า ใหม่ย่านรังสิต เปิดพื้นที่เช่า 56,000 ตร.ม. 1,450 ล้าน

“แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น” เดินหน้าตามแผน 5 ปี  ขยายอาณาจักร คลังสินค้า เกาะทำเลคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมและยุทธศาสตร์การขนส่ง ปักหมุดลงเสาเอกคลังสินค้าแห่งใหม่ “แอลฟา รังสิต” มูลค่ากว่า 1,450 ล้าน พื้นที่เช่ากว่า 56,000 ตร.ม. คาดก่อสร้างแล้วเสร็จ Q2/2566 พร้อมประเดิมลูกค้ารายใหญ่ “เอสซีจีโฮม รีเทล” สร้างคลังสินค้า Built-to-Suit บนพื้นที่กว่า 22,000 ตร.ม.     นายปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมพร้อมบริการครบวงจร ภายใต้การร่วมทุนระหว่างบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI และบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เปิดเผยว่า ได้เริ่มแผนธุรกิจตามแผนงาน 5 ปีที่มุ่งพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าในทำเลยุทธศาสตร์ให้ได้รวม 1 ล้าน ตร.ม. โดยได้เริ่มต้น​ทำพิธีลงเสาเอกโครงการคลังสินค้า แอลฟา รังสิต (ALPHA Rungsit) หนึ่งในโครงการร่วมทุนพัฒนากับบริษัท โตคิว แลนด์ เอเชีย จำกัด พันธมิตรยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์จากญี่ปุ่น ​ขนาดที่ดินกว่า 54 ไร่ บนถนนพหลโยธิน กม.33 ที่มีความโดดเด่นด้านทำเล ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านการขนส่ง มีพื้นที่รวมกว่า 87,000 ตร.ม. คิดเป็นพื้นที่ให้เช่าสูงถึง 56,000 ตร.ม. โครงการคลังสินค้า แอลฟา รังสิต มีผู้เช่ารายแรกแล้ว และลงนามสัญญาเช่าระยะยาว ​คือ บริษัท เอสซีจีโฮม รีเทล จำกัด ในเครือเอสซีจี ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของทำเลและคุณภาพของคลังสินค้าที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมทันสมัย ได้มาตรฐานตอบโจทย์ความต้องการเป็นอย่างดี   ทั้งนี้ คลังสินค้าของเอสซีจีโฮม รีเทล จะเป็นการพัฒนาตามความต้องการของผู้เช่า (Built-to-Suit) โดยทีมงานของทั้ง 2 บริษัทร่วมกันออกแบบในทุกขั้นตอน เพื่อให้ตัวอาคารสามารถตอบสนองทุกกิจกรรมภายในคลังสินค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิ การออกแบบให้มีประตูเปิด 3 ด้าน การออกแบบ Floor Load ให้รองรับน้ำหนักได้ถึง 5 ตันต่อ ตร.ม. การวางระบบจัดเก็บสินค้าแบบวีเอ็นเอ (Very Narrow Aisle Racking System) เพื่อให้สามารถวางของแนวสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยยังสามารถเข้าถึงชั้นวางได้ง่าย การออกแบบฟังก์ชันและตกแต่งพื้นที่ออฟฟิศให้มีบรรยากาศน่าทำงาน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาตอบโจทย์การทำงานในคลังสินค้า ด้าน นายสิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจีโฮม รีเทล จำกัด หรือ SCGH กล่าวว่า ทำเลย่านรังสิตถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญที่มีความได้เปรียบในการขนส่ง เหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาค (Regional Distribution Center) สนับสนุนการขนส่งสินค้าให้กับสาขาอย่างมีประสิทธิภาพ และสะดวกต่อการประสานงานกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ของบริษัท ขณะเดียวกัน ยังเป็นทำเลย่านพักอาศัยที่มีหมู่บ้านขนาดใหญ่จำนวนมาก ถือเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการขนส่งสินค้าระยะสุดท้ายสู่มือผู้บริโภค (Last Mile Transportation) และทำให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว   ทั้งนี้ บริษัทจึงตัดสินใจเช่าพื้นที่ประมาณ 22,000 ตร.ม.ของโครงการแอลฟา รังสิต โครงการคลังสินค้าบนทำเลศักยภาพ เพื่อเป็นคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าหลักของบริษัท สามารถใช้จัดเก็บสินค้าได้มากกว่า 26,000 พาเลท พร้อมสนับสนุนการขนส่งสินค้าให้กับสาขาต่างๆ ตลอดจนรองรับการขยายสาขาเพิ่มเติมในอนาคต โดยจะบริหารพื้นที่กองเก็บ และพื้นที่รวบรวมสินค้าเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   สำหรับโครงการแอลฟา รังสิต  ตั้งอยู่บน ถ.พหลโยธิน รังสิต คลอง 1 ในเขตพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม) ที่ใกล้กรุงเทพที่สุด มีที่ดินขนาดกว่า 54 ไร่ มีพื้นที่รวมกว่าประมาณ 87,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่ให้เช่ากว่า 56,000 ตร.ม. พัฒนาใน 2 ลักษณะ ได้แก่ คลังสินค้าที่สร้างตามความต้องการของผู้เช่า (Built-to-Suit หรือ BTS) และ คลังสินค้าสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน (Ready Built Warehouse หรือ RBW) ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างคลังสินค้าแบบ Ready Built แล้ว โดยยังมีพื้นที่ว่างเพียงพอรองรับความต้องการแบบ Built-to-Suit คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในไตรมาส 2/2566 โดยโครงการตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่สามารถรองรับความต้องการด้านคลังสินค้าได้หลากอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อีคอมเมิร์ซ ชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน ค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนสินค้าอาหารสด เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กระจายสินค้าห้องเย็น (Cold Chain Storage)   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดเหตุผล​  “พรอสเพค” ทุ่ม 5,000 ล้าน เพิ่มพื้นที่เช่าโรงงาน-คลังสินค้าสู่ 1 ล้านตร.ม. -เสนาฯ จับมือ ลีโอ ลุยคลังสินค้าครบวงจร ประเดิมแห่งแรกที่เสนาเฟสท์ เจริญนคร 16  
สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) บ้านแฝดสุดหรูสไตล์ Modern English Victorian

สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) บ้านแฝดสุดหรูสไตล์ Modern English Victorian

สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) บ้านแฝดสไตล์ Modern English Victorian รีวิวฉบับนี้ เราจะพาไปดูบ้านแฝดซีรีส์ใหม่จากโครงการ สิวารมณ์ เนเจอรพลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) อีกหนึ่งโครงการจาก  บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ปักหมุดบนทำเลฝั่งตรงข้ามสถานตากอากาศบางปู เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ส่วนต่อขยายสถานีบางปู) พร้อมเปิดแบบบ้านซีรีส์ล่าสุดสไตล์ Modern English Victorian ที่เน้นฟังก์ชันการใช้สอยภายในบ้าน โดยให้บรรยากาศแบบบ้านเดี่ยว เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยของทุกคนในครอบครัว     โครงการ สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) อยู่บนถนนสุขุมวิท (สายเก่า) แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เพียบพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น แหล่งงาน สถานพยาบาล สถานศึกษา รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังประจำย่าน เช่น ห้างโรบินสัน สมุทรปราการ, บิ๊กซี สมุทรปราการ, โลตัสบางปู, โรงเรียนเอี่ยมสุรีย์, โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ, โรงพยาบาลรัทรินทร์, เมืองโบราณ, สถานตากอากาศบางปู, นิคมอุตสาหกรรมบางปู เป็นต้น ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ในซอยเทศบาลบางปู 83 ซึ่งนอกจากถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ที่เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางสู่ใจกลางเมืองแล้ว ถนนใกล้เคียงอย่างถนนตำหรุ-บางพลีมุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิได้อย่างง่ายดาย  รวมถึงซอยเทศบาลบางปู 77 ที่อยู่ไม่ไกลก็เชื่อมต่อกับถนนแพรกษา (ซอยแพรกษา 14) ซึ่งเป็นถนนอีกสายสำคัญของย่านนี้ที่จะเป็นทางเลือกในการเดินทางสู่ถนนสายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้าตัวเมืองกรุงเทพฯ หรือเดินทางสู่จังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออก และยังมีทางด่วน และถนนวงแหวนตะวันออก-กาญจนาภิเษกที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกให้กับการเดินทางมากขึ้นไปอีก   ในขณะที่การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนก็มีความสะดวกสบายไม่แพ้กัน เนื่องจากที่ตั้งของโครงการอยู่ในเส้นทางส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สถานีบางปู) ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 400 เมตรเท่านั้น รวมถึงการเดินทางด้วยรถสาธารณะอื่นๆ ก็สะดวกไม่แพ้กัน บ้านแฝดสุดหรูสไตล์บ้านเดี่ยว ที่โครงการ สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) เป็นโครงการบ้านแฝด ซึ่งเป็นซีรีส์ใหม่ที่ให้บรรยากาศแบบบ้านเดี่ยวในสไตล์ Modern English Victorian ที่มาพร้อมฟังก์ชันพิเศษภายในตัวบ้าน โดยมีแบบบ้านให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ และมียูนิตรวมในโครงการเพียง 40 ยูนิตเท่านั้น พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่มีทั้งสนามเด็กเล่น และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น     เราเริ่มกันที่บ้านตัวอย่างแบบแรกที่ชื่อ Siena ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ซึ่งมาพร้อมพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้าน 152 ตารางเมตร เพียงแค่เปิดประตูบ้านเข้าไปที่บริเวณชั้นแรกก็จะพบกับห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกที่กว้างขวาง เชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนอื่นๆ ภายในบ้าน เช่น โซนรับประทานอาหารและห้องครัว โดยที่พื้นที่ด้านหลังนี้ทางโครงการได้ทำการต่อเติมเพิ่มเป็นให้เป็นไอเดียสำหรับการตกแต่ง โดยเราจะเห็นการแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นห้องครัวและพื้นที่ซักล้าง/ซักผ้าที่จัดออกมาได้เป็นสัดส่วน ด้วยความที่เป็นบ้านแฝดบรรยากาศแบบบ้านเดี่ยว ดังนั้นจึงมาพร้อมกับกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงได้อย่างเต็มที่ รวมถึงสามารถมองเห็นวิวสวนบริเวณข้างบ้านได้อย่างเต็มตา ภายในบ้านจึงโปร่งโล่งไม่อัดอัดเลย   บริเวณชั้น 1 ยังมีห้องเอนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการของผู้อาศัย ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนผู้สูงอายุ ห้องทำงาน หรือเป็นห้องเกมส์ก็ได้เช่นกัน ข้อเด่นของห้องนี้คือมีหน้าต่างที่เปิดรับแสงทางด้านหลัง และกระจกเข้ามุมที่ช่วยเพิ่มแสงสว่างให้กับห้องได้อีกทาง     เมื่อขึ้นมาที่บริเวณชั้น 2 ของตัวบ้าน จะพบกับห้องนอน 3 ห้อง โดยแบบบ้านซีรีส์ใหม่นี้มีจุดเด่นอยู่ที่ Master Bedroom มีห้องน้ำในตัว ซึ่งห้องนอนใหญ่นี้จะอยู่โซนด้านหน้าของตัวบ้าน มีพื้นที่กว้างขวางมากพอที่จะตกแต่งเพิ่มให้มี Walk-in Closet บริเวณโซนหน้าห้องน้ำ ในขณะที่พื้นที่ภายในห้องกว้างพอที่จะเลือกวางเตียงขนาด 6 ฟุตได้อย่างสบายๆ และยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการใช้งานอื่นๆ ได้อย่างสะดวก  ข้อดีอีกอย่างของตำแหน่งห้องที่อยู่ทางด้านหน้าของตัวบ้าน คือการเปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ด้วยหน้าต่างบานใหญ่ และประตูกระจกตรงระเบียงที่จะช่วยทำให้บรรยากาศภายในห้องโปร่งสบายมากยิ่งขึ้น     ส่วนห้องนอนเล็กทั้ง 2 ห้องในบริเวณด้านหลังจะมีขนาดห้องใกล้เคียงกัน โดยที่ภายในห้องสามารถเลือกวางเตียงนอนขนาด 3.5 ฟุตได้กำลังพอดี โดยทางโครงการเลือกตกแต่งเป็นห้องนอนในสไตล์ที่แตกต่างกัน ซึ่งห้องแรกจะจัดแบ่งพื้นที่เป็นไอเดียให้เห็นถึงการเพิ่มการใช้สอยให้เป็นประโยชน์มากขึ้นด้วยการยกระดับของพื้นที่เตียงนอนไว้ด้านบนเหนือโต๊ะทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจในการตกแต่งที่จะทำให้เราใช้สอยประโยชน์พื้นที่ที่มีอยู่อย่างกำจัดได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น     ในขณะที่ห้องนอนเล็กอีกห้อง ถูกตกแต่งเป็นห้องนอนสีหวานสไตล์เจ้าหญิง ทำให้เห็นบรรยากาศที่ต่างกันออกไปอย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันพื้นที่ภายในห้องก็สามารถใช้สอยประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ไม่แพ้กัน ห้องนอนเล็กทั้ง 2 ห้อง มีหน้าต่างบานใหญ่ที่ทำให้ห้องไม่อึดอัดเกินไป ซึ่งนอกจากการเลือกใช้งานเป็นห้องนอนแล้ว หากต้องการเลือกตกแต่งห้องเพื่อใช้งานด้านอื่นๆ ก็ทำได้เหมือนกัน เช่น เลือกใช้เป็นห้องเก็บของ เลือกตกแต่งห้องแต่งตัวเพิ่มเติม หรือใช้เป็นห้องออกกำลังกาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ความต้องการของแต่ละครอบครัว   บ้านแฝดแบบที่ 2 มีชื่อว่า Magnolias ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยพื้นที่ใช้สอย 157 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็น 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ห้องเอนกประสงค์ และ 2 ที่จอดรถ แบบบ้านหลังนี้เด่นที่เป็นแบบบ้านหน้ากว้าง ทำให้ตัวบ้านดูหรูหราอลังการมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านก็มีการจัดแบ่งไว้อย่างน่าสนใจ โดยบริเวณชั้น 1 มีทางเข้าบ้านได้ 2 ทาง คือประตูกระจกบานเลื่อนทางด้านหน้าของตัวบ้าน และประตูเล็กบริเวณที่จอดรถ ซึ่งบริเวณประตูกระจกด้านหน้าจะเป็นโซนของพื้นที่นั่งเล่นหรือห้องรับแขกของบ้าน บริเวณนี้กว้างขวางสามารถวางชุดโซฟาชุดใหญ่ได้เลย และยังมีพื้นที่สำหรับวางโต๊ะกินข้าวขนาด 4-6 ที่นั่งได้อย่างสบายๆ     พื้นที่ของห้องเอนกประสงค์ 2 ห้องบริเวณชั้น 1 ทางโครงการจัดตกแต่งเป็นห้องดูหนังอีกห้องที่แยกเป็นสัดส่วนออกจากบริเวณห้องนั่งเล่น ทำให้เพิ่มพื้นที่การพักผ่อนให้เป็นส่วนตัวมายิ่งขึ้น โดยถัดจากห้องนี้ไป จะเป็นเข้าสู่บริเวณของห้องครัวที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของตัวบ้าน พื้นที่ของห้องครัวถูกออกแบบให้เป็นครัวแบบปิดเพื่อไม่ให้กลิ่นออกไปรบกวนบริเวณอื่นของบ้าน ในขณะที่ห้องข้างๆ ห้องครัวเป็นอีกหนึ่งห้องเอนกประสงค์ที่ทางโครงการจัดไว้ให้ โดยที่ห้องนี้สามารถใช้เป็นห้องซักรีดตามแบบที่มีในบ้านตัวอย่างก็น่าจะถูกใจใครหลายๆ คน หรืออาจจะเลือกใช้ห้องในรูปแบบอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสม     ก่อนที่จะขึ้นไปที่บริเวณชั้น 2 ของตัวบ้าน พื้นที่ใต้บันไดเพิ่มห้องเก็บของไว้ด้านล่างซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของได้เป็นอย่างดี เมื่อขึ้นไปที่ด้านบนแล้ว จะพบกับห้องนอนอีก 3 ห้อง และ 1 ห้องน้ำบริเวณหน้าห้องนอนเล็ก ซึ่งจะเป็นการแชร์การใช้ร่วมกัน ห้อง Master Bedroom มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษพร้อมห้องน้ำในตัว โดยที่บริเวณหน้าห้องน้ำ มีพื้นที่กว้างมากสำหรับ Built-in เป็น Walk-in closet หรือจัดแบ่งเป็นห้องแต่งตัวได้อย่างสะดวก ในขณะที่เมื่อเลือกวางเตียงนอนขนาด 6 ฟุตไปแล้ว ยังเหลือพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ ภายในห้องได้อีกมาก     ถัดไปที่ 2 ห้องนอนเล็กซึ่งแบ่งพื้นที่กันเป็นห้องที่โซนด้านหน้าของตัวบ้าน และโซนด้านหลัง โดยที่ห้องทั้ง 2 มีขนาดใกล้เคียงกัน ด้วยพื้นที่ใช้สอยภายในห้องเมื่อวางเตียงขนาด 3.5 ฟุตลงไปแล้ว ยังมีพื้นที่สำหรับโต๊ะ ตู้ และมีที่ว่างสำหรับงานอดิเรกอีกพอสมควร ซึ่งทางโครงการก็ได้จัดตกแต่งให้ดูเป็นไอเดียไว้ 2 แบบ 2 สไตล์ ทั้งนี้เราสามารถเลือกปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลายตามความต้องการเช่นกัน     สำหรับพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) นั้น ประกอบไปด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เป็นสวนสไตล์อังกฤษขนาดใหญ่ มีสนามเด็กเล่นพร้อมอุปกรณ์เสริมทักษะมาให้ครบครัน นอกจากนี้ระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการก็แน่นหนาด้วย CCTV และเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยเพิ่มความอุ่นใจสำหรับการอยู่อาศัยให้กับลูกบ้านทุกหลัง     หากใครที่สนใจและกำลังมองหาบ้านเพื่อตอบโจทย์สำหรับทุกคนในครอบครัว หรือต้องการบ้านใหม่เพื่อการขยับขยายที่อยู่ โครงการ สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) สามารถแวะไปดูบ้านตัวอย่างและบรรยากาศจริงได้แล้ว พร้อมรับข้อเสนอพิเศษมากมาย ในราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท*   โครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจ พรีวิว สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู) สิวารมณ์ วิลเลจ สุขุมวิท-เทพารักษ์ แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู  
10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย กำลังจะเกิดในปี 2566-2568 เรื่องที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่พลาด !!

10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย กำลังจะเกิดในปี 2566-2568 เรื่องที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่พลาด !!

ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา​ มีการนำเสนอ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะใกล้ โดยศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab ในงานนสัมมนา​หัวข้อ​ Xperience Design Future Trend for Property Sector ประจำปี 2023-2025 (ปี 2566-2568) ภายในเทศกาล WOW l Wonder of Well being City 2022 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และอมรินทร์ปริ๊นท์ติ้ง จำกัด (มหาชน)   ในหัวข้อดังกล่าว มีประเด็นน่าสนใจสำหรับผู้คนที่อยู่อาศัยทั่วไป และแวดวงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ที่เป็นการบอกถึงสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ และมีโอกาสถูกนำมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้คนเหล่านั้น ​Reviewyourliving จึงนำมาเสนอให้เห็นว่าเทรนด์ต่าง ๆ ดังกล่าวมีอะไรบ้าง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจอสังหาฯ จะนำไปต่อยอดในเรื่องใดได้บ้าง 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย สุดเด่นในปี 2566-2568 สำหรับเทรนด์ที่อยู่อาศัยในช่วงปี 2566-2568  เป็นไปในทิศทางเดียวกับเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้น การมี Innovation Case Studies ที่เกิดซ้ำกัน โดยเป็นเทรนด์ที่สอดรับกับความคาดหวังของผู้บริโภค ทั้งในระดับสากลและคนไทยด้วย ซึ่งทั้ง​ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัยในระยะ 3 ปีข้าง มีดังนี้ ​ 1.Biodiverse Well-Living การอยู่อาศัยในบ้านที่มีพื้นที่เยียวยาหัวใจ : เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโรค และปัญหาความวุ่นวายในสังคมเมือง มีการประเมินว่าภายในปี 2593 ประชกาโลกกว่า 66% จะอาศัยอยู่ในเมือง และผู้คนจะใช้เวลากว่า 93% ภายในบ้านห่างไกลจากธรรมชาติ   โดยอุตสาหกรรมสุขภาพ มีขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2558 จากที่มีขนาดเพียง 3.7​ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563  โด่ย Wellness Real Estate นับเป็นกลุ่มธุรกิจภายใต้อุตสาหกรรม Wellness มีอัตราการเติบโตสูงสุด ต่อเนื่องแม้จะเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ตาม   สำหรับ Wellness Lifestyle Real Estate มีจำนวนมากในอเมริกาเหนือ และรองลงมา คือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ข้อมูลในปี 2560 Wellness Lifestyle Real Estate มีมูลค่า 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสามารถทำราคาได้สูงกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไปถึง 10-25% และที่อยู่อาศัยรวมกับธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและยอมจ่ายเพิ่มเช่นกัน   จากการสำรวจความเห็นของคนไทย พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจประสบการณ์ธรรมชาติเฉลี่ยถึง 86.85% ชอบอยู่กับธรรมชาติเพื่อสัมผัสความสงบ ถึงชีวิตกลับสู่ความสมดุลย 85.2% ใส่ใจกับสุขภาพโดยมุ่งเน้นการดูแลด้านจิตใจ ทำสมาธิ ดึงจังหวะการใช้ชีวิตให้ช้าลง คืน ความสมดุลสู่ร่างกาย 70.74%  ต้องการเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวสาธารณะเพื่อเชื่อมโยงคนเข้ากับธรรมชาติ 95.0% ต้องการเมืองมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี ปรับสมดุลให้กับร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ 2.The Serenexurious ผู้คนโหยหาความเงียบสงบในชีวิตที่มีแต่ความเร่งรีบ : จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาทำให้คนหันมาให้ความสนใจในการจัดการพื้นที่ในบ้าน เพื่อให้เหมาะสมกับทั้งการทำงานและอยู่อาศัย  แม้ว่าสถานการณจะคลี่คลายลง แต่การทำงานที่ไหนก็ได้ จะยังคงอยู่ในหลาย ๆ บริษัททั่วโลก ทำให้ผู้คนหลายคนจึงต้องการพื้นที่สำหรับหลีกหนีจากความเครียดที่เกิดขึ้นภายในตัวบ้าน   จากการสำรวจความเห็นคนไทยจำนวนหนึ่ง พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่มองว่า ตนเองต้องการความสงบ สนใจความเรียบง่าย และอยากใช้ชีวิตที่ช้าลง คนที่มองหาความสงบ ผ่อนคลาย หลีกหนีความวุ่นวาย มีสัดส่วน 88.98%  คนที่เรียบง่าย ถ่อมตน พึงพอใจในสิ่งที่มี 83.65% คนที่ต้องการใช้ชีวิตที่ช้าลง ไม่เร่งรีบตามกระแสสังคม 75.74% 3.All-in-Home บ้านคือทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย : เพราะการวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลา การเดินททำงาน​ และการเรียนรู้ และการพักผ่อนจางลง ทำให้ที่อยู่อาศัยไม่ได้ทำหน้าที่ตอบเฉพาะโจทย์ของการอยู่อาศัย เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องครอบคลุมทุกอย่าง อย่างมีประสิทธิภาพ   ในไทยผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจำนวน 1,425 คน พบว่า จากผู้ตอบข้อนี้ 1,381 คน เกือบ 60%  ต้องการประกอบอาชีพอิสระ โดย 4 อันดับแรกของอาชีพ ที่สนใจ คือ เกษตรกร 26% ร้านขายอาหารหรือร้านขายกาแฟ 24% ขายของออนไลน์ 19% และขับรถดส่งของเดลิเวอรี่ 10% ซึ่งสอดคล้องกับ ผลสำนวจการย้ายถิ่นของประชากรทั้งประเทศในปี 2563 ระบุว่า จากควไทยกว่า 68 ล้านคน มีผู้ย้ายถิ่น 1.05 ล้านคน แรงงานที่เป็นคนต่างถิ่นต่างพากันกลับบ้านเกิด ไปตั้งหลักพึ่งพิงฐานเกษตร เนื่องจากไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในเมืองได้อีกต่อไป   สัดส่วนขององค์กรที่ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านมีแนวโน้มลดลงนับจากล็อกดาวน์ครั้งที่ 3 แต่ยังมีถึง 28.5% ของคนวัยทำงานที่บอกว่าออฟฟิศให้ WFH ในบางวันในทุก ๆ สัปดาห์​ ความยืดหยุ่นของสถานที่ทำงาน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ ในการเลือกองค์กรที่จะร่วมงานด้วยของคน Gen Z ไปแล้ว  โดยผู้บริโภคชาวไทยเริ่มส่งสัญญาณถึงความต้องการในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แค่การพักผ่อนที่อาจะเกิดขึ้นพื้นที่พักอาศัยเพิ่มมากขึ้น   โดยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามคนไทยสัดส่วน 70.57% มักจะติดต่อกับเพื่อน หรือกับคนในครอบครัว เพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์แบบทางไกลผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย สัดส่วน 74.53% ไม่ต้องการเข้าออฟฟิศ แต่ต้องการสถานที่ข้างนอกที่สามารถทำงานและมีสภาพแวดล้อมที่ดี ที่ส่งเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สัดส่วน 77.64% ต้องการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และเทคโนโลยี Virtual Working ที่เข้าไปเรียนรู้กับ และสัดส่วน 66.26% ต้องการประสบการณ์การเล่นสนุกแบบจมดิ่งไปในโลกเสมือน (Virtual Experience) ที่ทำให้โลกจริงดูตื่นตา ตื่นเต้นมากขึ้น และทำให้โลกบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ เกม สมจริงมากขึ้น 4.Active-Aging Extended พื้นที่สร้างประประสบการณ์ยืดช่วงเวลาความแอคทีฟให้ผู้สูงอายุ : ผู้สูงอายุของคนไทย มีความต้องการที่ซ่อนอยู่ ซึ่งถือเป็น​ Unmet Needs ในเรื่องความต้องการพื้นที่การอยู่อาศัย ที่ช่วยสร้างประสบการณ์การมีความแอคทีฟที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม  เพื่อให้ตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ เป็นส่วนหนึ่งในสังคม อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่เป็นภาระ   สังคมไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่า ในปี 2566 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด และเป็นสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอดในปี 2574 หรือ 2575 โดยจะมีจำนวนผู้สูงอายุกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับแนวโม้มของโลก   สำหรับวงการอสังหาฯ ถือได้ว่าเป็นผู้นำเทรนด์ที่จะช่วยชี้นำวิธีคิด วิธีอยู่อาศัย วิธีใชชีวิตให้ผู้คน ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยยืดระยะเวลาแห่งความสุขเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับ ครอบครัวคนไทยได้ จึงควรมีการจัดการพื้นที่ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้สุขภาพดีทั้งกาย ใจ การสร้างสัมพันธภาพใหม่ ๆ  ตลอดจนการดำเนินไว้ซึ่งคุณค่าของการมีอยู่และการได้รับการยอมรับจากสังคม   จากการสอบถาม พบว่า ผู้สูงวัยชาวไทยกว่า 64.5% มองว่าตนเองยังมีความกระฉับกระเฉง มีพลังในการทำอะไรใหม่ ๆ  ขณะที่ 79.85% มีความกระตือรือร้น และกระฉับกระเฉงในการทำงาน ส่วน 66.17% ชอบพบปะผู้คน ได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูง ส่วน 41.83% ชีวิตคือการผจญภัย และชอบความคิดในการทำสิ่งใหม่ และแตกต่างในทุกวัน และสัดส่วน70.42% พออายุมากขึ้น ฉันมีโอกาสที่จะทำสิ่งอยากทำ 5.R/O Phenomena คนรุ่นใหม่ ยอมรับรูปแบบการเช่า แทนการเป็นเจ้าของของ : สำหรับคนรุ่นใหม่ ยอมรับได้ถ้าจะอยู่อาศัยด้วยการเช่า แทนการเป็นเจ้าของเอง ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญให้กับนักพัฒนาอสังหาฯ เลือกที่จะทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่อาจเป็นที่นิยมของคนรุ่นต่อไป อาทิ ที่พักอาศัยแบบเช่าสุดครบครัน คู่หูคนอยากเช่า เช่าอยู่ก็คลูได้ เช่าไลฟ์สไตล์   ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ให้การยอมรับรูปแบบการเช่า เป็นเพราะ ราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้ยากต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย รายได้ที่ลดลงหรือไม่มั่นคง หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบกับการย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่เมืองมากขึ้น ทำให้ราคาของที่ดินรวมถึง อสังหาฯ โดยรวมเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการที่มากขึ้น ในขณะที่ที่ดินที่น้อยลง ทำให้ผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อที่อยู่อาศัย เป็นการเช่าอสังหาฯ เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้น   ในประเด็นความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ต่าง ๆ ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มเปิดใจยอมรับ ไม่ยึดติดการต้องเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว ซึ่งต้องจับตามองการเติบโตของสัดส่วนเหล่านี้ต่อไป  ซึ่งสัดส่วน 46.99% ไม่ยึดติดกับการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย หรืออสังหาฯ เน้นการเช่าอยู่เป็นหลัก เพราะทำให้สะดวก และคล่องตัวรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตยุคใหม่ สัดส่วน 52.84% ต้องการเช่าใช้สินค้า หรือบริการในรูปแบบ Subscription หรือ ระบบบริการสมาชิกแบบเหมาะจ่ายล่วงหน้าเป็นรายปีหรือรายเดือน สัดส่วน 53.19% ต้องการสินค้าและบริการแบบร่วมกันแบ่งปัน เช่น การแบ่งกันใช้รถ อย่างบริการของ Uber การแบ่งที่พักอย่างบริการของ Airbnb เป็นต้น เพื่อใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 6.Real Estate as a Service (REaaS) อสังหาฯ มาพร้อมการบริการ มากกว่าการอยู่อาศัย : จากแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคที่มีความเฉพาะตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านจาก “ผลิตภัณฑ์”​ สู่ “บริการ” เพื่อเพิ่มการบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม ให้กับผู้บริโภค เป็นการสร้าง Life-Long Customer ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ มุ่งไปในทิศทางดังกล่าว โดย Real Estate as a Service (REaaS) เป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับแนวคิดจาก Space As A Service (Spaas) ได้รับความนิยมเนื่องจากนวัตกรรมด้วยอสังหาฯ ที่ก้าวหน้าขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นรูปแบบบริการแทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ อันเนื่องจากผู้บริโภคกำลังซื้อประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่   โดยผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจกับผู้ให้บริการที่ครบวงจรเพื่อความรวดเร็ว สะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นถึงกว่า 80%  และสัดส่วน 83.64% ต้องการผู้ให้บริการที่ครบวงจรเพื่อความรวดเร็ว สะดวกสบาย และประสบการณ์หรือสิทิประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น   ธุรกิจอสังหาฯ ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลายด้านทั้งมุมมองความคิด บทบาท ขีดความสามารถ และการทำงานร่วมกับดิจิทัล โดย 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กร (Organization Transformation) จะมีความสำคัญเป็นลำดับแรกในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดย 89% ของการสำรวจจาก Pwc พบว่าอาสาสมัครมองว่า REaaS จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 7.AI Assistance ต้องการผู้ช่วย AI ที่ทำให้ชีวิตสุขสบาย : เพราะวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมีความยุ่งยาก และใช้เวลาไปกับหลายเรื่อง จึงมีความต้องการได้​ผู้ช่วยมาทำเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก ๆ เพื่อช่วยลดเวลายุ่งยาก และเพิ่มเวลาความสุข แม้ว่าจะต้องแลกกับการให้ข้อมูลส่วนตัว ผู้บริโภคชาวไทยก็พร้อม เพื่อนำเอาตัวช่วยมาใช้งาน อาทิ เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย หรือแม้แต่แอปพลิเคชั่น   จากการสอบถามความเห็น พบว่า ​57.14% ต้องการใช้งานเคโนโลยีหรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่เข้ามาเติมเต็มด้านความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต โดยยอมแลกกับการให้ข้อมูลส่วนตัว สัดส่วน 62.13% ต้องการให้มีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Smart Robot) หรอระบบปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกภายในที่อยู่อาศัย สัดส่วน 80.9% ต้องการเทคโนโลยีให้วินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง เพื่อสามารถควบคุมสุขภาวะของร่างกายได้มากขึ้นผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราตรวจวัดสุขภาพของตัวเราได้ตลอดเวลา  และสัดส่วน 75.73% ต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยดูแลรักษาสุขภาพแบบส่วนบุคคล 8.Net Zero Agenda ธุรกิจอสังหาฯ เพื่อ Net Zero : ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่มีความรุนแรงมากขึ้น และจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาในทุกระดับโดยเร็ว เป็นประเด็นที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ เพราะหากยังมีการทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น จนอุณหภูมิพุ่งสูงจากเดิม 2 องศาเซลเซียส จะนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Hothouse Earth หรือภาวะโลกร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบ ถึงตอนนั้นมนุษย์จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก หรือจุดที่เรียกว่า Point Of No Return ในการรักษาภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 15 องศาเซลเซียส ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส ซึ่งไทยเข้าร่วมเมื่อ 21 กันยายน 2559 และประเทศไทยได้ให้ข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับประชาคมโลก (National Determined Contribution-NDC) ที่ต้องการลดการปล่อยมลพิษจะต้องลดลง 45% ภายในปี 2573 และถึงศูนย์สุทธิภายในปี 2593   โดยผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้ผลิต มีสินค้าและบริการที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม หรือการใช้ซ้ำ ซึ่งสัดส่วน 76.76% ชอบช่วยเหลือผู้คนและสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนเสมอ สัดส่วน 75.56% ชอบทำสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้และสังคมดีขึ้น สัดส่วน 77.8% ใส่ใจกับธรรมชาติ เลือกใช้สินค้าหรือเทคโนโลยีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้  และสัดส่วน 82.96% ต้องการให้ผู้ผลิตมีสินค้าและบริการที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ซ้ำ ทั้งหมดเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ภาคธุรกิจอสังหาฯ​ จะต้องให้ความสำคัญ​และรีบดำเนินการตอบสนองเรื่องเหล่านี้ 9.Humanity Resilience นวัตกรรมการปรับตัวให้อยู่รอดเพื่อมวลมนุษยชาติ :  จากปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยมากขึ้น เมื่อเที่ยบกับอดีต และกระทบคนจำนวนมากขึ้นซึ่งสร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน สิ่งที่ภาคธุรกิจอสังหาฯ ต้องปรับตัวรองรับกับเทรนด์นี้ ​คือ การ​สร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยซึ่งสามารถรับมือกับภัยพิบัติ รูปแบบต่าง ๆ ได้ อาทิ  ที่อยู่อาศัยสามารถรับมือกับน้ำท่วม การพัฒนาเมืองต้นแบบที่เอาตัวรอดได้เมื่อโดนตัดขาด และกรรมวิธีการผลิตที่ทำได้แม้สถานการณ์คับขัน   จากการสำรวจความเห็น พบว่า ประชาชนต้องการเมืองที่มีความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติได้ดี ช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสัดส่วน 92.08% ต้องการเมืองที่มีความสามารถในการับมือกับภัยพิบัติ สามารถอยู่รอดในสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ แม้จะถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบของเมือง  และสัดส่วน 92.95% ต้องการเมืองที่ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 10.New Frontier บ้านหลังใหม่ของมนุษยชาติบนดาวอังคาร : หากมองไปไกลอีกหลายสิบปีข้างหน้า การออกไปอยู่ในอวกาศก็เป็นสิ่งที่หลายชาติกำลังมองหา ​เห็นได้จากการพัฒนาโครงการทางอวกาศในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย เป็น​​การเกิดขึ้นของโครงการอวกาศ ที่แต่ละครั้งล้วนสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม​​ การนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้บนพื้นโลกนั้น ถือเป็นนหนึ่งในวีธีที่ทำให้สิ่งของบนโลกถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีที่ต่อยอดลงมาสู่พื้นโลก คือ การพัฒนาการอยู่อาศัย ตั้งแต่การสร้างบ้านที่ครบครันจากเครื่องพิมพ์สามมิติ และการอยู่อาศัยอย่างปกติในสภาพวะไร้น้ำหนัก   จากข้อมูล​​ พบว่า มูลค่าตลาดธุรกิจอวกาศ มีมูลค่ากว่า 420,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีกกว่า 50% ในปี 2583  และตั้งแต่ปี 2563 ไปจนถึงปี 2570 ทาง NASA วางแผนที่จะใช้งบประมาณกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐในภารกิจที่จะพามนุษย์กลับไปสู่ดวงจันทร์ อีกทั้งสำรวจดาวอังคารด้วย ​   ทิศทางการตลาดของเศรษฐกิจอวกาศที่กำลังจะเกิดขึ้น ถือเป็นโอกาสสำหรบประเทศไทย ในการ​สร้างเศรษฐกิจอวกาศในประเทศไทย และการใช้องค์ความรู้จากการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมุ่งสู่อวกาศมาพัฒนายัง Business Sector อื่น ๆ  ได้แก่ ใช้ประโยชน์ข้อมูลจากดาวเทียม พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความเป็นอยู่บนอวกาศ ต่อยอดเทคโนโลยีอวกาศมาแก้ปัญหาบนพื้นโลก สร้างประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่มมูลค่าด้วยอวกาศ สร้างแรงบันดาลใจด้วยจินตนาการถึงอวกาศ ทั้งหมดคือ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย ที่น่าสนใจซึ่งกำลังจะก้าวเข้าตอบสนองความต้องการขของคนในยุคปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ หลายอย่างเชื่อว่าจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น และสะดวกบายมากยิ่งขึ้น แต่เทรนด์ไหนจะเกิดขึ้นจริงได้บ้างนั้น คงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป​   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -อัพเดต 5 เทรนด์ที่อยู่อาศัย-การก่อสร้าง มาแรงปี 2022 -ส่อง ตลาดที่อยู่อาศัยปี 66 การเติบโตท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง ดอกเบี้ย-ต้นทุนพุ่ง