Tag : Home

168 ผลลัพธ์
แสนสิริเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ไม่เกิน 4,000 ล้าน เสริมแกร่งธุรกิจ [PR News]

แสนสิริเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ไม่เกิน 4,000 ล้าน เสริมแกร่งธุรกิจ [PR News]

แสนสิริเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ อายุ 3 ปี 10 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.90% ต่อปี (จ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้) มูลค่ารวมไม่เกิน 4,000 ล้านบาท นำเงินทุนเสริมแกร่งรับแผนการเติบโตของธุรกิจครึ่งหลังปี 2562 เผยมี Presale Backlog รองรับการเติบโตจนถึงปี 2565 แล้วถึง 57,200 ล้านบาทแข็งแกร่งทุกสภาวะการณ์ ผนึก 4 สถาบัน จำหน่าย   นายวันจักร์  บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมเสนอขายหุ้นกู้มูลค่ารวมไม่เกิน 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจตามแผนที่วางไว้ในช่วงครึ่งหลังปี 2562 นอกเหนือไปจากการพึ่งพาวงเงินกู้จากธนาคาร โดยส่วนหนึ่งจะชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกรกฎาคมนี้จำนวน 1,000 ล้านบาท และเดือนตุลาคมปีนี้ จำนวน 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทสำหรับเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ For Greater Well-Being สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดปี 2562 ต่อยอดกลยุทธ์ Green & Well-Being สู่ทุกโครงการใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม เพื่อการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม   “บริษัทเตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุ 3 ปี 10 เดือน มูลค่าหุ้นกู้รวม 3,500 ล้านบาท  และมีหุ้นกู้สำรองสำหรับเสนอขายเพิ่มเติมไม่เกิน 500 ล้าน ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.90% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือนตลอดอายุของหุ้นกู้ ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาทและทวีคูณของ 100,000 บาทให้กับผู้ลงทุนทั่วไป และ/หรือ ผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 30 – 31 กรกฎาคม และ 1 สิงหาคม 2562 โดยแต่งตั้งให้ 4 สถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพฯ และธนาคารกรุงไทย เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย” นายวันจักร์ กล่าว   สำหรับหุ้นกู้ที่บริษัทนำเสนอในครั้งล่าสุดนี้ นับว่าให้อัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการออม โดยมีผลตอบแทนที่ดี และมีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ BBB+ ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2562 จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ซึ่งนับเป็น Investment Grade ที่น่าลงทุน ขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้ง ยังคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ BBB+ เช่นเดียวกัน อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย รวมทั้งสถานะการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยผลการดำเนินงานล่าสุด ในไตรมาส 1 ปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 6,638 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 27% จากช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า   โดยรายได้หลักมาจากการทยอยส่งมอบบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ โครงการ    บ้านแสนสิริ พัฒนาการ, โครงการเศรษฐสิริ พหล – วัชรพล, โครงการบุราสิริ ปัญญาอินทรา, โครงการบุราสิริ ราชพฤกษ์-345 และโครงการ สราญสิริ เกาะแก้ว ภูเก็ต นอกจากนี้บริษัทยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันจากการมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่แข็งแกร่งเป็นสำคัญ รวมถึงยอดขายที่รอการส่งมอบ ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ไปจนถึงปี 2565 แล้วถึง 57,200 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายรอรับรู้รายได้ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ถึง 20,000 ล้านบาท   “บริษัทวางแผนออกหุ้นกู้ที่เหมาะสมเพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพด้านการบริหารต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ การนำเสนอหุ้นกู้ของบริษัทในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่อเนื่องหลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จจากการเสนอขายหุ้นกู้มาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา” นายวันจักร์ กล่าวสรุป
CI ขน 12 โครงการจัด “กรี๊ดเดย์ Great Deal”กระตุ้นตลาดอสังหาฯ [PR News]

CI ขน 12 โครงการจัด “กรี๊ดเดย์ Great Deal”กระตุ้นตลาดอสังหาฯ [PR News]

ชาญอิสสระ เตรียมจัดงานใหญ่ ขน 12 โครงการในเครือจัด Charn Issara Day แคมเปญ “กรี๊ดเดย์ Great Deal” อัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม กระตุ้นตลาดครึ่งปีหลัง   นายดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัทชาญอิสสระ ดีเวล็อป  เมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการขายและสร้างความคึกคักให้กับแวดวงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมหนุนผู้ที่ต้องการมองหาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพในราคาพิเศษ และผู้ที่มองหาสถานที่พักผ่อนตากอากาศในราคาสุดคุ้ม บริษัทฯ จึงตรียมจัดแคมเปญกระตุ้นการตลาดภายใต้แคมเปญ Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal”  ขน 12 โครงการในเครือ ร่วมจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม มูลค่าสูงสุดถึง 10 ล้านบาท ทั้งในส่วนของบ้านเดี่ยวสุดหรู บ้านพักตากอากาศ คอนโดมิเนียม และโรงแรม เพื่อกระตุ้นยอดขาย และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับโครงการในเครือชาญอิสสระด้วยดีเสมอมา   สำหรับโครงการที่นำมาร่วมจัดแคมเปญ Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal” ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ ใจกลางเมือง อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9  มีเพียง 20 หลัง ราคาเริ่มต้น 100 ล้านบาท  โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูบนทำเลย่านบางนา บ้านอิสสระ บางนา มีจำนวน 44 หลังราคาเริ่มต้น 38 ล้านบาทโครงการบ้านสีตวัน ปากช่อง – เขาใหญ่  โครงการบ้านพักตากอากาศ  ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท   ขณะที่ในส่วนของคอนโดมิเนียมได้นำ โครงการ อิสสระ คอลเลคชั่น สาทร โลว์ไรส์  คอนโดมิเนียม ระดับลักชัวรี่ จำนวน 33 ยูนิต เข้าร่วมโปรโมชั่นส่งเสริมการขายในครั้งนี้ด้วย ในราคาเริ่มต้นที่ 18.9 ล้านบาท และได้นำเอาโครงการคอนโดมิเนียมต่างจังหวัดภายใต้อาณาจักรทิวทะเลเอสเตท ชะอำ-หัวหิน มาร่วมแคมเปญด้วย  โดยโครงการที่นำมาร่วมจัดแคมเปญในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการบ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ (Blue Sapphire) โลว์ไรส์ และไฮไรส์ คอนโดมิเนียม 4 ชั้น 2 อาคาร และ 15 ชั้น 1 อาคาร พร้อมทั้ง Clubhouse อยู่หน้าหาด จำนวน 421 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.XX ล้านบาท  โครงการบลู (Blu) ไฮไรส์ คอนโดมิเนียม วิวทะเล สูง 21 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 491 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.XX ล้านบาท  ในส่วนของ Baba Beach Club Residences Phase 2   จำนวนเพียง 7 หลัง ในราคาเริ่มต้น 33.9 ล้านบาท มาจัดโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด1 ล้านบาท พร้อม Fully Furnished   นอกจากนี้ยังมีโครงการคอนโดมิเนียม ดิ อิสสระ เชียงใหม่ โลว์ไรส์ คอนโดมิเนี่ยม 7 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 265 ยูนิต ที่ออกแบบในสไตล์รีสอร์ท ราคาเริ่มต้น 2.85 ล้านบาท ส่วนของโรงแรมในเครืออย่าง Sri Panwa Phuket จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม ลดราคาห้องพักสูงสุดถึง 60% พร้อมข้อเสนอของแถมให้ได้เลือกอีกมากมาย  ด้านโรงแรม Baba Beach Club Phuket ชูโปรโมชั่นแพคเกจราคาห้องพัก 1 คืน เริ่มต้นที่ 5,500 บาท จากราคาปกติ 16,478 บาท ขณะที่แพคเกจราคาห้องพัก 2 คืน เริ่มต้นที่ 12,600 บาท จากราคาปกติ 32,956 บาท ​  โรงแรม Baba Beach Club Hua Hin รับโปรโมชั่นพิเศษ Super-Hot Deal​ ด้วย​ราคาเริ่มต้น​ 7,500​ บาทต่อคืน​ (จากราคาปกติ​ 18,800บาท) ขณะที่โปรโมชั่นพัก​ 2​ คืนขึ้นไป​ รับทันที​ ชุดอาฟเตอร์นูนที​ และสิทธิพิเศษ​อื่นๆ   สำหรับโครงการ Baba Beach Club Residences Phuket บ้านพักตากอากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในราคาเริ่มต้น 29 ล้านบาท จัดโปรโมชั่นมอบส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท พร้อมการันตีมอบผลตอบแทนจากการบริหารจัดการด้านการลงทุนโดยทีมงานศรีพันวาสูงถึง 5% ใน 3 ปีแรก พร้อมรับแพคเกจที่พัก​สุดหรู โรงแรม Baba Beach Club Phuket 3​ วัน​ 2 คืน​ รวมตั๋วเครื่องบินไปกลับ​ พร้อมรถรับส่งจากสนามบิน​ ​   โดบลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ร่วมงาน Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal” รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดอีก 100,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่ถือบัตร Charn Issara Menber Card เพียงแสดงบัตรภายในงานรับส่วนลดเพิ่มทันทีอีก 10,000 บาท โดยส่วนลด โปรโมชั่นต่างๆ ของแต่ละโครงการเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด โดยจะจัดงานขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2562 ชั้น 10 อาคารชาญอิสสระ ทาวเวอร์ 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ  
เจ.เอส.พี. ล้างภาพ “สำเพ็ง” สู่ Top5 ผู้นำพัฒนาตลาดบ้านแนวราบ

เจ.เอส.พี. ล้างภาพ “สำเพ็ง” สู่ Top5 ผู้นำพัฒนาตลาดบ้านแนวราบ

ช่วงเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ โครงการสร้างชื่อและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง น่าจะเป็นโครงการสำเพ็ง 2 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ จากนายทะนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ได้ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ นายลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล หลังจากนั้นได้มีการปรับการบริหารงาน โดยนายลิขิต เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน  และล่าสุดในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทเสริมทีมบริหารงานภายใน ด้วยการเสริมทีมบริหารการตลาดมาจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือ PS และทีมการเงินจากบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI เพื่อสร้างให้ธุรกิจมีการเติบโตอีกครั้ง จากก่อนหน้าที่บริษัทชะลอการพัฒนาโครงการ และการทำตลาดในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้   นายสงกรานต์ แสงอร่ามรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาดและการขาย บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  หนึ่งในทีมผู้บริหารชุดใหม่ ที่เข้ามาบริหารงานเพื่อสร้างการเติบโต เปิดเผยว่า  โจทย์สำคัญที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้มอบหมายให้กับทีมบริหารชุดใหม่ ในช่วงปีแรกมี 2 เรื่องสำคัญ คือ การระบายสต็อกสินค้าเดิม และการปรับภาพลักษณ์ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก เพื่อผลักดันให้บริษัทเติบโตต่อไปในอนาคต   “ซีอีโอเป็นนักลงทุนที่มองหาโอกาสจากธุรกิจ ที่สามารถสร้างการเติบโตและมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ก่อนจะเข้ามาลงทุนได้ทำการศึกษาบริษัทมาเป็นอย่างดี เห็นว่ามีรายได้ 3,000-4,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2559-2560 หากสามารถพัฒนาโครงการต่อเนื่อง รายได้ก็น่าจะเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทยังมีจุดแข็งจาการมีที่ดินสะสมไว้จำนวนมาก ซึ่งมีต้นทุนราคาที่ดินต่ำ หลายแปลงราคาที่ซื้อมาถูกกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับราคาซื้อขายในปัจจุบัน”   เดินหน้าละบายสต็อกเสริมเงินทุนหมุนเวียน   แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทจะไม่ได้พัฒนาโครงการใหม่ออกมา แต่โครงการเดิมที่พัฒนาไว้แล้ว ยังมีสินค้ารอการขายอยู่จำนวนหนึ่ง ที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันจะต้องเร่งระบายสต็อก เพื่อสร้างรายได้มาเป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท จำนวน 900 ยูนิต ในโครงการไมอามี่ บางปู และโครงการ J Condo สาทร-กัลปพฤกษ์ ที่ยังเหลือขายอีก 600 ยูนิต ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปี 2563     สำหรับกลยุทธ์การขาย จะเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ เนื่องจากมองว่าสินค้ามีทั้งคุณภาพและราคาที่คุ้มค่า  เพราะเป็นต้นทุนเดิมตั้งแต่เริ่มการพัฒนาเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และบริษัทไม่ได้ทำการปรับราคาเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบันยดขายจึงเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้า โดยมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 300  ล้านบาท จากก่อนหน้ามียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 100 ล้านบาท  โดยบริษัทวางแผนใช้งบประมาณในการตลาดประมาณ​10-20 ล้านบาท   ปั้นโปรเจ็ตก์สร้างยอดปีละ 6,000 ล้าน ขึ้นท็อป5   เป้าหมายสำคัญในระยะ 2-3 ปีนับจากนี้ เจ.เอส.พี.ฯ ต้องการก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 5 ของผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการแนวราบระดับราคา 2-3 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่มีความต้องการอย่างแท้จริง มีขนาดตลาดใหญ่ และเป็นตลาดของคนส่วนใหญ่ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย จุดแข็งของการจะผลักดันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือ การมีที่ดินเปล่าสะสมไว้ถึง 10 แปลง อยู่ในโลเกชั่นติดถนน ที่สำคัญต้นทุนที่ดินต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง คิดเป็นมูลค่าทางบัญชีกว่า 2,500 ล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาสินค้าออกมาขายในราคาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าแต่ละปีจะมีการพัฒนาโครงการออกมาขาย คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,000-10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างยอดขายได้มากกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันผู้นำอันดับ 5 ในโครงการแนวราบมียอดขายอยู่ระดับ 6,000 ล้านบาท หากบริษัทสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า ก็จะเข้าอยู่ใน Top 5 ดังกล่าวได้   สำหรับการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 นี้ ได้วางแผนพัฒนาโครงการแนวราบ ประเภทบ้านแฝด 1 โครงการ ทำเลย่านบางบัวทอง มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท  ส่วนในปี 2563 เตรียมเปิดแนวราบเพิ่มอีก 7 โครงการ ได้แก่ ทำเลโครงการบางพระ, โครงการแพรกษา, โครงการบางใหญ่จำนวน 2 โครงการ, โครงการบางใหญ่ (2), โครงการติวานนท์, และโครงการบางบัวทอง ซึ่งมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท  ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ 4,068 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 3,215 ล้นบาท ปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ 600 ล้านบาท  ส่วนปี 2563 วางเป้ารายได้รวมกว่า 4,500 ล้านบาท โดยหวังว่าในอนาคตแต่ละปีบริษัทจะเติบโตประมาณ 15%   รีแบรนด์ล้างภาพ “สำเพ็ง2” สู่ความเป็นโมเดิร์น   นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างการบริหารภายใน ด้วยการเสิรมทีมบริหารการตลาดมาจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือPS และทีมการเงินจากบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือCI เข้ามาแล้ว  ภารกิจสำคัญของบริษัท คือ การปรับภาพลักษณ์ให้บริษัทมีความทันสมัย เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในการจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน อายุระหว่าง 30-40 ปี เนื่องจากการรับรู้ของคนส่วนใหญ่จะรู้จักโครงการสำเพ็ง 2 มากกว่าจะรู้จัก บริษัท เจ.เอส.พี.ฯ  ประมาณเดือนกันยายนที่จะถึงจึงได้เตรียมวางแผนปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ สินค้าที่จะมีแบบบ้านใหม่ การบริการ และทัชพอยท์ต่างๆ   “คนยังไม่ค่อยรู้จักบริษัท จะรู้จักแต่โครงการสำเพ็ง 2 บริษัทจึงต้องปรับภาพลักษณ์ใหม่ ใส่ความโมเดิร์น การเสริมการบริการ ปรับแบรนด์วิชั่นใหม่ เราไม่ได้ขายบ้านแต่เราขายความสุข จึงต้องมีการเสริมทั้งบริการและคุณภาพสินค้า รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ โดยรวม และจะขยับการพัฒนาโครงการในตลาดพรีเมียมเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ในตลาดแมสเป็นหลัก คือ การพัฒนาโครงการบ้านแฝดในระดับ 7-8 ล้านบาท ในย่านบางใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทพัฒนาบ้านออกขายแพงสุดราคาหลังละ 6 ล้านบาทเท่านั้น”   สิ่งต่างๆ ที่ทีมผู้บริหารใหม่ต้องทำนับจากนี้ คงถือว่าเป็นความท้าทายในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะการทำให้ทีมงานบริษัทคิดและเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในอนาคตยังมีเป้าหมายสำคัญต้องบรรลุ ไม่ว่าจะเป็นการทำยอดขายรวม 19,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งต้องรอดูผลงานของทีมผู้บริหารชุดนี้ว่าจะทำได้ตามที่หวังไว้หรือไม่  
ต่อเติมห้องครัวไทย แบบโปร่งหรือแบบทึบดี?

ต่อเติมห้องครัวไทย แบบโปร่งหรือแบบทึบดี?

ขึ้นชื่อว่าอาหารไทย เวลาประกอบอาหารก็ย่อมจะต้องมีเสียงดัง กลิ่นแรง ควันฟุ้งเกิดขึ้น ซึ่งคงไม่เหมาะหากครัวของเราอยู่ภายในบ้าน หลายครอบครัวจึงมักจะใช้วิธีต่อเติมครัวไทยแยกออกจากตัวบ้าน แต่จะเลือกต่อเติมรูปแบบไหน เรามาดูการเปรียบเทียบกันระหว่างข้อดี-ข้อเสีย ของครัวไทยแบบทึบและแบบโปร่ง เผื่อจะประกอบการตัดสินใจของบ้านคุณได้ครับ     ครัวทึบ ขึ้นชื่อว่าครัวทึบก็จะมีลักษณะสมชื่อเลยครับ คือจะเป็นห้องที่กั้นด้วยผนังทึบรอบด้าน มีหลังคาต่อออกมาอย่างมิดชิด มีการเจาะช่องระบายอากาศ หน้าต่างบ้างตามความเหมาะสม   ข้อดี ให้ความปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว มีพื้นที่สำหรับติดตั้งตู้เก็บของได้มากกว่า สามารถป้องกันสิ่งสกปรก สิ่งไม่พึงประสงค์จากภายนอกได้ดี และเครื่องดูดควันที่ใช้ภายในจะช่วยป้องกันกลิ่นและควันที่จะฟุ้งกระจายสู่ภายนอกบ้านได้ดีกว่า   ข้อเสีย การต่อเติมจะใช้เวลามากกว่า มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพราะปริมาณวัสดุ โครงสร้าง และการเตรียมงานระบบที่มากกว่า และด้วยวัสดุที่ใช้มีน้ำหนักมากกว่าก็จะทำให้มีโอกาสทรุดตัวได้เร็วกว่า     ครัวโปร่ง   สำหรับครัวโปร่งจะใช้ระแนงไม้แทนผนังทึบครับ อาจจะใช้แทนผนังแค่บางส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัว เช่น เป็นกำแพงทึบครึ่งล่าง ส่วนครึ่งบนเป็นระแนงไม้ หรือเป็นผนังระแนงไม้ด้านใดด้านหนึ่ง และหลังคาก็อาจจะติดตั้งแค่กันสาดยื่นออกมาจากตัวบ้านเดิม รวมไปถึงชุดครัวที่อาจซื้อแบบสำเร็จรูปมาติดตั้งหรือก่อปูนตามการใช้งาน เรียกว่าเน้นความง่าย สะดวกนั่นเอง   ข้อดี เน้นความโปร่งโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ระบายอากาศ กลิ่น และควันออกไปได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับการทำอาหารไทย การต่อเติมทำได้สะดวกรวดเร็วมากกว่าแบบทึบ   ข้อเสีย ฝุ่น สิ่งปรก รวมถึงแมลงต่างๆ เข้ามาในครัวได้ง่าย ต้องทำความสะอาดบ่อย อุปกรณ์ทำครัวจึงต้องมีที่เก็บอย่างมิดชิด หลายครอบครัวจึงเลือกที่จะใช้ครัวโปร่งสำหรับประกอบอาหารและล้างภาชนะเท่านั้น และควรระมัดระวังเรื่องกลิ่น ควันที่ฟุ้งกระจายไปสู่บ้านใกล้เคียงได้     เมื่อเห็นข้อดี-ข้อเสียอย่างนี้แล้ว ก็ลองนำไปพิจารณาก่อนจะลงมือต่อเติมนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้เด็ดขาดนั่นคือโครงสร้างที่ถ่ายน้ำหนักลงพื้นของครัวส่วนต่อเติม จะต้องแยกจากกันกับโครงสร้างบ้านเดิม เพราะส่วนต่อเติมซึ่งมักลงเสาเข็ม สั้นนั้นโดยปกติจะทรุดตัวเร็วกว่าตัวบ้านเดิม จึงควรให้การทรุดตัวเป็นอิสระจากกัน จะได้ไม่เกิดความเสียหายลุกลามใหญ่โตมากไปภายหลังได้    
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2562

เอช เอสเตท เปิดโปรเจ็กต์ Arti Sukhumvit 71 นายณัฐพล จินตนา กรรมการบริหาร บริษัท เอซ เอสเตท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดขายโครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ High rise ติดถนนสุขุมวิท 71 ความสูง 21 ชั้น จำนวนเพียง 115 ยูนิต   มีขนาดห้อง Studio, ห้อง 1 bedroom และ Loft ที่ให้พื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น รวมถึงแบบ 2 ห้องนอน และ Penthouse ขนาดกว่า 100 ตร.ม. รองรับลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นคอนโดที่เหมาะกับคนอายุ 28-40 ปี หรือกลุ่ม Young Adult ราคาเริ่ม 2.69  ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 525 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 และมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 โดยมีบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขาย   ออริจิ้น จับมือวิทยาลัยดุสิต เพิ่มทักษะแม่บ้าน นายธนา ต่อสหะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า  ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยดุสิตธานี จัดการอบรมหลักสูตร “ทักษะการทำความสะอาด และการบริการมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว” เพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้และเพิ่มศักยภาพให้กับทีมพนักงานทำความสะอาดหรือทีมแม่บ้าน ให้สามารถปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานโรงแรมระดับ 5 ดาว  ซึ่งบริษัทยังมีแผนงานฝึกอบรมในหลักสูตรด้านการสื่อสารและการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ให้กับพนักงานในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับงานดูแลและบริการลูกค้าตลอดปี 2562  เพื่อนำร่องเพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศในด้านงานบริการอย่างครบวงจร  (Service Excellence) ของบริษัทต่อไป   เคาะราคา IPO อินเด็กซ์ฯ 22 บาท นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM เปิดเผยว่า หลังจากสำรวจความต้องการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO)  จากนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของ ILM มากกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ให้แก่นักลงทุนสถาบันถึง 8 เท่า ที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 22 บาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจและโอกาสการเติบโตที่ดีในอนาคต ดังนั้นจึงกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ราคาหุ้นละ 22 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 17 – 19 กรกฎาคมนี้ และคาดว่าจะนำหุ้น ILM เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้   รีจัส เปิดขายแฟรนไชส์ co-working space นาย แมทธิว เจมส์ เคนลีย์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจสัมพันธ์ของ IWG เปิดเผยว่า รีจัส (Regus) ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงาน หรือ เวิร์คสเปซ ระดับโลก ประกาศเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2019 (TFBO) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคที่ผ่านมา โดยงานนี้เป็นครั้งแรกที่ รีจัส เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถเข้าถึงโมเดลการทำธุรกิจการให้บริการเวิร์คสเปซ ที่กำลังเติบโตอยู่ในปัจจุบันได้เป็นครั้งแรก และธุรกิจนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการขยายเครือข่ายรีจัสในระดับโลกอีกด้วย   โฮมโปรจัดงานแฟร์ พร้อมโปรสูงสุด 70% นางสาวสิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปสายสื่อสารการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า ได้จัดงานโฮมโปรแฟร์ ขึ้เป็นครั้งที่ 4 ภายใต้คอนเซปต์ ช้อป ชิม ชิลล์ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 -29 กรกฎาคม 2562 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีโปรโมชั่นสุดโดน ลดราคาสูงสุด 70% และมีการจัดพื้นที่ไลฟ์สไตล์โซน ‘ช้อป กิน ถิ่นสยาม’ ที่ขนขบวนสุดยอดอาหารร้านดังมามากกว่า 150 ร้านค้าทั่วไทย โดยตั้งเป้ายอดขายกว่า 550 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 11 วันของการจัดงาน   สเปซเซส จับมือ ฟิตเนส 24 เซเว่น ให้สิทธิพิเศษสมาชิก นายธารนที อัญญโพธิ์, ผู้ประสานงานฝ่ายขาย สเปซเซส เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ “ฟิตเนส 24 เซเว่น” (Fitness24Seven)  เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิก สเปซเซส  โดยสามารถเข้าคลาสเรียนออกกำลังกายฟรี พร้อมได้รับส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิกเข้าใช้บริการที่ ฟิตเนส 24 เซเว่นได้ทุกสาขา 7 วันต่อสัปดาห์ ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับฟิตเนส 24 เซเว่น หนึ่งในผู้นำด้านฟิตเนสจากประเทศสวีเดน  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2546 ที่ประเทศสวีเดนเป็นที่แรก ปัจจุบันมีสาขากว่า 230 แห่งทั่วโลกที่เปิดให้บริการ ไม่วาจะเป็นประเทศฟินแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โคลอมเบีย และไทย และมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ อีกในอนาคต  
ผลสำรวจที่อยู่อาศัยโคราช มีมูลค่ากว่า 7.7 หมื่นล้าน

ผลสำรวจที่อยู่อาศัยโคราช มีมูลค่ากว่า 7.7 หมื่นล้าน

จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นหนึ่งจังหวัดสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากผู้ประกอบการส่วนกลางเข้าไปเป็นจำนวนมาก กลายเป็นหนึ่งจังหวัดสำหรับที่พักอาศัยของคนกรุงเทพฯ  โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 ไม่แพ้หลายจังหวัดทางชายทะเล ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  ได้จัดทำรายงานผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมา  ซึ่งครอบคลุม 2 อำเภอสำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองนคราชสีมาและอำเภอปากช่อง   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลฯ​ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา และอำเภอปากช่องมีจำนวน 139  โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 16,882 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 77,338 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 6,939 ยูนิต หรือ  41.1% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 32,840 ล้านบาท จำนวนโครงการทั้งหมด แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 97 โครงการ มีจำนวนยูนิต 11,789 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 47,016 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 4,775 ยูนิต หรือ 40.5% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด  คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย 19,220 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 28 โครงการ มีจำนวนยูนิต 4,562 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 15,812 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,881 ยูนิต หรือ 41.2% ของยูนิตในผังโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 5,707 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่า จำนวน 14 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 531 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 14,510 ล้านบาท ยูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 283 ยูนิต หรือ53.3% ของยูนิตในผังโครงการวิลล่าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 7,913 ล้านบาท สำหรับ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม จำนวน 6,656 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด  52.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5  ล้านบาท รองลงมาเป็นคอนโดมิเนียม  28.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 - 2 ล้านบาท เป็นที่ดินเปล่า  7.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท เป็นทาว์เฮ้าส์  4.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และบ้านแฝด ตามลำดับ ส่วนทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดนครราชสีมาที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลหัวทะเล ขายได้ 76.9% มูลค่าขายได้ 5,563 ล้านบาท  2.ทำเลในเมือง ขายได้ 69.4% มูลค่าที่ขายได้ 5,442 ล้านบาท 3.ทำเลสุรนารี-ปักธงชัย ขายได้ 64.7% มูลค่าที่ขายได้ 3,380 ล้านบาท 4.ทำเลบ้านใหม่-โคกกรวด ขายได้ 60.1% มูลค่าที่ขายได้ 6,667 ล้านบาท  และ 5.ทำเลกลางดง ขายได้ 57.8%มูลค่าที่ขายได้ 1,022 ล้านบาท ขณะที่ทำเลคอนโดมิเนียมในจังหวัดนครราชสีมาที่ขายดีมากที่สุด  โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่  1.ทำเลนิคมลำตะคอง ขายได้ 87.4% มูลค่าที่ขายได้ 543 ล้านบาท  2.ทำเลเขาใหญ่ ขายได้ 73.9% มูลค่าที่ขายได้ 7,100 ล้านบาท  3.ทำเลบ้านใหม่-โคกกรวด ขายได้ 58.2% มูลค่าที่ขายได้ 383 ล้านบาท 4.ทำเลกลางดง ขายได้ 45.8% มูลค่าที่ขายได้ 717 ล้านบาท และ 5.ทำเลในเมือง ขายได้ 42.5% มูลค่าที่ขายได้ 1,362 ล้านบาท  
เปิดข้อมูลดัชนีราคาบ้าน-คอนโดฯ Q2/2562

เปิดข้อมูลดัชนีราคาบ้าน-คอนโดฯ Q2/2562

หลังจากมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน หรือ LTV เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ว่าจะชะลอตัวลงเพราะผู้บริโภคยังกังวลใจต่อผลกระทบของมาตรการดังกล่าว  ทำให้ผู้ประกอบการต้องออกแคมเปญการตลาดมากระตุ้นยอดขาย แต่แม้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯ จะไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ราคาอสังหาฯ ก็มีอัตราการเพิ่มขึ้น จากหลายๆ ปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องของราคาต้นทุนที่ดิน ซึ่งล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ออกรายงาน ดัชนีราคาอสังหาฯ ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ราคาบ้านใหม่ขยับ 2.8% โดยดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อยู่ระหว่างการขาย ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีค่าดัชนี 125.9 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 แต่ถ้าเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2562 มีค่าดัชนีเพิ่มขึ้น 0.6%   ในเขตกรุงเทพฯ มีค่าดัชนีราคาบ้านจัดสรรเท่ากับ 125.0 จุด เพิ่มขึ้น  2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  ส่วนในพื้นที่ปริมณฑล มีค่าดัชนีราคาบ้านจัดสรรเท่ากับ 126.5 จุด เพิ่มขึ้น  2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   สำหรับดัชนีราคาบ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2562 มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.7 จุด เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ดัชนีราคาบ้านเดี่ยวมีค่าดัชนีเท่ากับ 123.0 จุด เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  ส่วนพื้นที่ปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.9 จุด เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น  0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   ส่วนดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.3 จุด เพิ่มขึ้น  3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 126.8 จุด เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  และในพื้นที่ปริมณฑล มีค่าดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์เท่ากับ 129.8 จุด เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากที่บรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯ ในภาพรวมได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการ LTV ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค  ส่งผลให้ผู้ประกอบการกระตุ้นตลาดด้วยแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งแคมเปญกระตุ้นยอดขายของโครงการบ้านจัดสรรใหม่  มากที่สุดอันดับ 1 คือ การให้ของแถม 52.4% เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท้งก์น้ำ ฯลฯ รองลงมาเป็นการช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง สัดส่วน 41.4% ส่วนอันดับ 3 เป็นการให้ส่วนลดเงินสด 6.3% ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 2562 รายการส่งเสริมการขาย ซึ่งถูกนำมาใช้กระตุ้นตลาดมากที่สุด คือ  การช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง สัดส่วน 45.6% อันดับ 2 เป็นการให้ของแถม 36.0% และอันดับ 3 เป็นการให้ส่วนลดเงินสด 18.4%   คอนโดฯ ปรับราคาขึ้น 8.2%   สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม พบว่าในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 ที่ผ่านมา มีดัชนีราคาห้องชุดคอนโดฯ ใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยมีสาเหตุมาจากแนวโน้มปริมาณห้องชุดใหม่คงเหลือขายในตลาดที่เพิ่มขึ้น และอัตราดูดซับ (อัตราการขาย) ที่ลดลง   รวมทั้ง ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (Macroprudential)  ทำให้ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจ  ด้านผู้ประกอบการก็กระตุ้นตลาดและการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ด้วยการเพิ่มรายการส่งเสริมการขายในไตรมาส 2 มากขึ้น ทำให้ดัชนีราคาห้องชุดในไตรมาส 2 จึงมีค่าดัชนีเท่ากับ 150.5 จุด (ปี 2555 = 100.0) เพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   ถ้าดูเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ จะพบว่าดัชนีราคาห้องชุดคอนโดฯ มีค่าเท่ากับ 151.9 จุด เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนในพื้นที่ปริมณฑล มีค่าดัชนีห้องชุดคอนโดฯ เท่ากับ 143.7 จุด เพิ่มขึ้น 4.7%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างที่รู้กันว่า ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ เพราะการบังคับใช้มาตรการ LTV เริ่มต้นในไตรมาส 2  ผู้ประกอบการจึงต้องอัดแคมเปญการตลาดกระตุ้นยอดขายกัน  โดยพบว่า รายการส่งเสริมการขายในไตรมาสนี้ มากเป็นอันดับ 1 ถึง 59.7% คือ  ของแถม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ อันดับ 2  เป็นส่วนลดเงินสด 27.0% และอันดับ 3 จะช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ 13.3%  ขณะที่ในไตรมาสแรก รายการส่งเสริมการขาย ที่ทำกันมากสุดเป็นการให้ส่วนลดเงินสด 46.2% อันดับ 2 เป็นการ ให้ของแถม 38.5% และอันดับ 3 เป็นการช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ 15.4%   สำหรับทำเลโครงการคอนโดฯ สร้างใหม่ ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรก ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  ได้แก่ 1.พญาไท-ราชเทวี ปรับเพิ่มขึ้น 20.2% 2.บางซื่อ-ดุสิต ปรับเพิ่มขึ้น 19.2%  3.สุขุมวิทตอนปลาย ปรับเพิ่มขึ้น 16.2% 4.สุขุมวิทตอนต้น ปรับเพิ่มขึ้น 13.4% และ 5.ชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้น 10.0%                
ตลาดรับสร้างบ้านครึ่งหลังปี 62 ยังมีโอกาสบนความเสี่ยง

ตลาดรับสร้างบ้านครึ่งหลังปี 62 ยังมีโอกาสบนความเสี่ยง

ตลาดรับสร้างบ้าน อีกหนึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะไม่ได้มีขนาดตลาดใหญ่ เท่ากับการพัฒนาโครงการออกขายในลักษณะโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม แต่ต้องยอมรับว่าผู้บริโภคส่วนหนึ่งก็ยังคงใช้บริการ และมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปลูกบ้านบนที่ดินเดิม ซึ่งได้พักอาศัยอยู่ในทำเลเดิม และยังได้บ้านในแบบที่ตรงความต้องการของตนเองมากที่สุด   สมาคมไทยรับสร้างบ้าน หนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้ออกมารายงานสถานการณ์ของตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา พร้อมกับประเมินทิศทางต่อไปในช่วงครึ่งปีหลังว่าจะไปในทิศทางใด   รับสร้างบ้านครึ่งหลังเจอทั้งโอกาส-ความเสี่ยง   นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association) ได้ประเมินแนวโน้มและทิศทางตลาดรับสร้างบ้านในครึ่งปีหลัง ว่ามีทั้งโอกาสสร้างการเติบโต แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ที่ต้องลุ้นและติดตามว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะเป็นไปในทิศทางใด ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรติดตามและเฝ้าระวัง พร้อมเร่งหาทางปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น   อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีมากพอ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการเลือกสร้างบ้าน กับผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ  สามารถให้บริการและตอบสนองได้ตรงตามความต้องการ ทั้งการให้บริการสร้างบ้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งในต่างจังหวัด ที่สำคัญคือ ราคาสมเหตุสมผลหรือราคากับคุณภาพสอดคล้องกัน   ส่วนการแข่งขันของตลาดรับสร้างบ้านประเมินว่าจะกลับมาแข่งขันกันดุเดือดอีกครั้ง โดยมีกลุ่มผู้นำตลาดที่สร้างบ้านด้วยระบบสำเร็จรูป ได้แก่ กลุ่มซีคอนโฮม เอสซีจีไฮม์ พีดีเฮ้าส์ ฯลฯ ซึ่งยังต้องการขยายกำลังการผลิตและแชร์ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มนี้สามารถสร้างบ้านได้รวดเร็ว ควบคุมคุณภาพได้แม่นยำกว่า และใช้แรงงานคนจำนวนน้อย จึงมีความได้เปรียบผู้ประกอบการทั่ว ๆ ไป ที่ประสบปัญหาแรงงานขาดแคลนและมีข้อจำกัดอื่น ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาดของตัวเอง   ทั้งนี้ ทางสมาคมได้ปรับลดมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านบ้านลงเล็กน้อย จากเดิม 16,000-17,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 14,000-16,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทย  และกำลังซื้อเชื่อมั่นผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีแรก  ประกอบกับในครึ่งปีหลังภาคธุรกิจมีแนวโน้มชะลอการลงทุน และผู้ประกอบการรายเดิมหลายรายเลิกกิจการ ส่วนช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมาสมาคมฯ ประเมินว่ากลุ่มธุรกิจรับสร้างบ้านมูลค่าตลาดประมาณ 7,000 ล้านบาท   บทสรุปครึ่งปีแรกตลาดชะลอตัว   ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562  ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทย แนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้มาก ตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลง จากสภาวะการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในส่วนของภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย พบว่าขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เช่นกัน รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนแนวโน้มขยายตัวชะลอลง รายได้และการจ้างงานที่มีสัญญาณชะลอลงในภาคการผลิตเพื่อส่งออก และหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่สูง สำหรับภาพรวมธุรกิจสร้างบ้านเริ่มชะลอตัวลง  เป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 พบว่า การลงทุนเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยหลังใหม่ของผู้บริโภคชะลอตัวชัดเจน หากเปรียบเทียบกับสองไตรมาสก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นและกำลังซื้อผู้บริโภคปรับตัวลดลง ตามทิศทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน  และแม้ว่าความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภคมีแนวโน้มชะลอตัว  ภาวะการแข่งขันของผู้ประกอบการ กลับแข่งขันกันไม่รุนแรงเหมือนเช่นก่อนหน้านี้  โดยสมาคมฯ ประเมินว่าเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.จำนวนผู้ประกอบการที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจรับสร้างบ้านลดลง 2.ปัญหาขาดแคลนแรงงานและต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอดเวลา 3.แรงกดดันจากผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูง ซึ่งจำนวนผู้ประกอบการที่ลดลงหรือหายออกไปจากธุรกิจนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่เรื่องขาดแคลนแรงงานยังคงเป็นปัญหาอมตะที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงมาก ขณะเดียวกันการตอบสนองความต้องการผู้บริโภคก็มีแรงกดดันสูง หากคุณภาพสินค้าและบริการไม่เป็นที่พึงพอใจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ในยุคสังคมออนไลน์ปัจจุบัน   แต่แม้ว่าภาวะการแข่งขันจะไม่รุนแรง แต่ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านชั้นนำ ยังคงมีการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยหันมาเลือกใช้การตลาดในรูปแบบของอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้ง เช่น การออกบูธงานแสดงสินค้า ออกบูธตามห้างสรรพสินค้าชานเมือง และใช้สื่อโซเชียลมีเดียควบคู่กัน ในขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยเฉพาะที่แข่งขันอยู่ในต่างจังหวัดจะใช้สื่อโซเชียลมีเดียทำตลาดเป็นหลัก เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าและเลือกสื่อสารเฉพาะกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ให้บริการได้ นอกจากนี้  ทางสมาคมยังได้รวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ในช่วงปี 2561 และช่วงครึ่งแรกปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่า  ผู้บริโภคที่ใช้บริการสร้างบ้านกับสมาชิกสมาคม ต้องการกู้เงินหรือขอสินเชื่อปลูกสร้างบ้าน มีสัดส่วนสูงถึง 44% และ 41% ตามลำดับ จากปกติมีสัดส่วนขอสินเชื่อปลูกสร้างบ้านไม่เกิน 30-36% ถือเป็นสัดส่วนการขอสินเชื่อปลูกสร้างบ้านที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปีของกลุ่มสมาชิกสมาคม และจากจำนวนผู้ขอสินเชื่อทั้งหมด 82% เลือกจะปลูกสร้างบ้านในต่างจังหวัด ที่เหลืออีก 18% ปลูกสร้างในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญ ในแง่การปรับตัวของผู้ประกอบการและธุรกิจรับสร้างบ้าน ในการขยายสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจและตลาดรับสร้างบ้านในครึ่งปีหลัง มีความเสี่ยงและโอกาสพอ ๆ กัน    
IDEN Sukhumvit 101-ไอเดน สุขุมวิท 101 : รีวิวบ้าน

IDEN Sukhumvit 101-ไอเดน สุขุมวิท 101 : รีวิวบ้าน

ชื่อโครงการ IDEN Sukhumvit 101(ไอเดน สุขุมวิท 101) เจ้าของโครงการ บริษัท ไอริส กรุ๊ป จำกัด ที่ตั้งโครงการ ถ.สุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง จ.กรุงเทพฯ 10260 พื้นที่โครงการ 6 ไร่ ลักษณะโครงการ บ้านแฝด 3.5 ชั้น  จำนวนหลัง 42 ยูนิต ขนาดที่ดิน 35.2 ตร.วา  พื้นที่ใช้สอย 286.62 ตร.ม. (ไม่รวมดาดฟ้า) แบบบ้าน บ้านแฝด 3.5 ชั้น 3 ห้องนอน 4ห้องน้ำ (ไม่รวมห้อง Maid)  พื้นที่จอดรถสูงสุด 3 คัน และสวนขนาดเล็ก (Pocket garden)  สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Boutique Clubhouse, ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ ระบบเกลือ สามารถปรับอุณหภูมิเป็นน้ำอุ่นได้ในช่วงฤดูหนาว พร้อม Automatic Sliding Sunroof หลังคาบนสระว่ายน้ำ เปิด-ปิดอัตโนมัติไว้สำหรับเวลาแดดจัด, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชม. ปีที่สร้างเสร็จ ต้นปี 2563 ราคาเริ่มต้น 24 ล้านบาท เงินจอง 300,000 บาท เงินทำสัญญา 1,000,000บาท จุดเด่นโครงการ พื้นที่ใช้สอยภายในได้รับการออกแบบให้สามารถใช้ประโยชน์สูงสุด เลือกใช้วัสดุที่ดี เช่น Lift อาริทโก้ นำเข้าจากสวีเดน ราคา 2.2 ล้านบาท และห้องนอนทุกห้องมีห้องน้ำในตัว       ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีปุณณวิถี จุดขึ้น-ลงทางด่วน ทางพิเศษเฉลิมมหานคร, บูรพาวิถี  สถานที่ใกล้เคียง True Digital Park, CentralPlaza Bangna, the little walk, Mega Banana, รพ.ไทยนครินทร์, รพ.บางนา 1, ไบเทค บางนา        
ไอริส กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ IDEN Sukhumvit 101 จ่อเปิดอีก 2 โครงการครึ่งปีหลัง

ไอริส กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ IDEN Sukhumvit 101 จ่อเปิดอีก 2 โครงการครึ่งปีหลัง

ไอริส กรุ๊ป เปิดแผนช่วงครึ่งปีหลัง จ่อเปิดอีก 2 โครงการแนวราบกลางเมือง รวมมูลค่า 2,300  ล้านบาท จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ ล่าสุดเปิดตัวโครงการ IDEN Sukhumvit 101 บ้านแฝดภายในซอยสุขุมวิท 101 ชูการออกแบบฟังก์ชั่นคู่กับงานดีไซน์ เตรียมเปิดจองในวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2562 ราคาเริ่มต้น 24 ล้านบาท สิทธิพิเศษ ! สำหรับผู้จองและโอนกรรมสิทธิ์เข้ามาในช่วงเวลานี้ รับ Porsche Macan ทันที เฉพาะ 16 หลังแรกเท่านั้น  นายกิตติพงษ์  สุมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไอริส กรุ๊ป จำกัด  กล่าวถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังว่า ในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นภาครัฐก็ได้ออกมาตรการด้านภาษี เพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งแม้จะจำกัดอยู่ในกลุ่มตลาดระดับกลาง-ล่าง แต่ก็ช่วยสร้างบรรยากาศตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมให้ดีขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะยังทรงตัวอยู่ ด้านหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยด้วยการกำหนดวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน หรือ LTV ( Loan-to-Value : LTV) ต้องยอมรับว่าได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวม และคงต้องใช้เวลาสักระยะในการปรับตัว    ไอริส กรุ๊ป  ดำเนินการตามแผนการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบค่อยเป็นค่อยไป ขนาดโครงการไม่ใหญ่ เน้นการเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพสูง ปีนี้วางเป้าลดลง 25% จากปีที่แล้ว เพราะเรื่องของตลาดอสังหาฯ ที่ซบเซาลง และคาดว่าในครึ่งปีหลังนี้จะยังทรงตัวต่อไป โดยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นโครงการแนวราบทำเลกลางเมือง ไม่ไกลจากรถไฟฟ้ามากนัก และยังคงจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมมูลค่า 2,300  ล้านบาท และยังตั้งเป้าภายในปี 64 เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์      เปิดตัว IDEN Sukhumvit 101 บ้านแฝด Modern Luxury 3.5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 286.62 ตร.ม. (ไม่รวมดาดฟ้า) พื้นที่บ้าน 35.2 ตร.วา 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ (ไม่รวมห้อง Maid)  พื้นที่จอดรถสูงสุด 3 คัน ตั้งอยู่ภายในซอยสุขุมวิท 101 ซึ่งปากซอยเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีปุณณวิถี ทั้งหมด 42 ยูนิต พื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ได้พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่เทียบเท่าบ้านเดี่ยว แต่มีความเป็นส่วนตัวสูงกว่าทาวน์โฮม ขนาด จับกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ระดับเอลิสต์ ที่มองหาที่พักอาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน        IDEN ย่อมาจากคำว่า IDENTITY หมายถึง บ้านที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ฉลาดเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด และมีรสนิยมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร   IDEN Sukhumvit 101 ให้ความสำคัญการออกแบบ Function ใช้สอยควบคู่ไปกับการ Design ตัวอย่างเช่น การออกแบบให้ห้อง Master Bedroom เป็นสไตล์ Penthouse แบบโรงแรมหรู มี Walk-in closet และห้องน้ำพร้อมอ่างจากุซซี่ ทุกห้องนอน เป็นห้องขนาน Full sized พร้อมห้องน้ำในตัว พื้นที่ Living area โปร่งสบายด้วยเพดานสูงถึง 6 เมตร พร้อมระเบียงพักผ่อนขนาดใหญ่ที่สามารถจัดเป็น Vertical garden ได้ พื้นที่ Dining room และแพนทรี่ มีการติดตั้ง Lift อาริทโก้ นำเข้าจากสวีเดน ราคา 2.2 ล้านบาท ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม Red Dot Product Award 2017 รองรับสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุด้วยระบบ Home Automation พร้อม สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ อาทิ  Boutique Clubhouse สระว่ายน้ำ ระบบเกลือ สามารถปรับอุณหภูมิเป็นน้ำอุ่นได้ในช่วงฤดูหนาว พร้อม Automatic Sliding Sunroof หลังคาบนสระว่ายน้ำ เปิด-ปิดอัตโนมัติไว้สำหรับเวลาแดดจัด เป็นต้น    เริ่มเปิดให้จองเฟสแรก จำนวน 16 หลังแรก พร้อมโอนและเข้าอยู่ในช่วงปลายปี 2562 ส่วนเฟสที่สองคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2563   เปิดให้จองรอบพิเศษ โครงการ IDEN Sukhumvit 101 ในวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2562 ราคาเริ่มต้น 24 ล้านบาท สิทธิพิเศษ ! สำหรับผู้จองและโอนกรรมสิทธิ์เข้ามาในช่วงเวลานี้ รับ Porsche Macan ทันที เฉพาะ 16 หลังแรกเท่านั้น        
“มั่นคง” รีเฟชรแบรนด์เพื่อความอยู่รอด  เพราะไม่อยากเป็นเหมือน “ฟิล์มโกดัก”

“มั่นคง” รีเฟชรแบรนด์เพื่อความอยู่รอด เพราะไม่อยากเป็นเหมือน “ฟิล์มโกดัก”

โจทย์การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องยึดเป็นแกนหลัก คือ ต้องสามารถตอบความต้องของลูกค้าให้ได้  จากพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป  เพราะถูกเทคโนโลยีเข้ามา Disrupt จนทำให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะสะดวกสบายจากเทคโนโลยี ใช้แค่นิ้วมือจิ้มๆ ก็ทำธุรกรรมต่างๆ ได้สบายบนโทรศัพท์มือถือ หรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงสารพัด ทำได้ไม่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการทั้งหลายจึงต้องก้าวให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป   ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  ขายบ้านขายคอนโดมิเนียม ก็ถูกเทคโนโลยีเข้ามา Disrupt ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล และการเปรียบเทียบสินค้า เดี๋ยวนี้ลูกค้าศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบราคาของโครงการที่สนใจก่อนจะไปเยี่ยมชมห้องตัวอย่างจริง แต่โครงการอสังหาฯ ที่จะถูกนำมาเปรียบเทียบ หรือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ลูกค้าพิจารณา คงต้องกลับมาที่เรื่องของ Brand ว่าอยู่ในใจลูกค้ามากน้อยแค่ไหน   สำหรับแบรนด์มั่นคง หรือ บริษัท มั่นคง เคหะการ จำกัด (มหาชน) (MK) ได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเช่นกัน และมองว่านี่คือโจทย์สำคัญทางการตลาดที่จะต้องก้าวตามให้ทัน เพราะหากไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง คงไม่สามารถเป็นหนึ่งแบรนด์ในใจที่ลูกค้าจะถึงได้ เนื่องจากปัจจุบันฐานลูกค้าหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ล้วนแต่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองแล้ว และมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น หากไม่สร้างฐานลูกค้าใหม่และสร้างแบรนด์ของตัวเอง ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ องค์กรที่อยู่มากว่า 60 ปีอาจจะหายออกไปจากตลาดได้เช่นกัน   รีเฟรชแบรนด์ใหม่เอาใจ Gen Y   ช่วง 4 ปีก่อนหน้านี้ MK มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์  โดยเจ้าของเดิมตระกูล “ตั้งมติธรรม” ขายธุรกิจให้กับ “สุเทพ วงศ์วรเศรษฐ”  ในบริษัท แคสเซิล พีค ดีเวลลอปเม้นท์ส จำกัด และบริษัท ซีพีดี โฮ ลดิ้ง จำกัด หลังจากนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในก็เกิดขึ้น อาทิ กระบวนการบริหารงานภายใน การทำให้คนในองค์กรมองธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน การปรับเปลี่ยนโลโก้ และการสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้า รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย   หลังจากที่กระบวนการบริหารงานภายในเริ่มเข้าที่เข้าทางในระยะ 2 ปีแรก สิ่งที่ MK เดินหน้าเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไป คือ การสร้าง Brand Positioning ของตัวเองใหม่ ด้วยการหยิบเอาเทรนด์ของโลกในเรื่อง Well-Being เข้าใช้เป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงการ ถือเป็นแนวทางการรีเฟรชแบรนด์ให้ตอบสนองกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน ที่ฐานหลักคือ กลุ่ม Gen Y หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20-37 ปี และตอบสนองกับเทรนด์ของโลกซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่อง Well-Being   “ยอดขายที่อยู่อาศัยของบริษัทยังเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่เมื่อความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป ถ้าไม่ทำอะไรเลยเราจะถอยหลัง ถ้าไม่มีสินค้าตอบโจทย์ เราจะหายไป เราไม่อยากเป็นเหมือนฟิล์มโกดัก” นางสาวดุษฎี ตันเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ไม่เพียงเท่านั้นคนในยุคปัจจุบันหาข้อมูลโดยทำ Desktop Research หรือการค้นหาข้อมูลจากโลกออนไลน์ ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า หาก MK ไม่ทำการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็จะไม่ได้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า การรีเฟรชแบรนด์จึงจะเป็นหนึ่งในการสร้างการับรู้ และมุ่งหวังว่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า ​เพราะหากเปรียบเทียบจุดแข็งในการพัฒนาธุรกิจ ไม่ว่าเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้งและราคา โครงการของ MK ถือว่าสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในตลาดได้   “การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า การไม่ทำจะไม่อยู่ในทางเลือกของลูกค้าเลย” Well-Being ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน   การรีเฟชรแบรนด์ของ MK ไม่ใช่แค่การทำตลาดดิจิทัล ที่ยังคงใช้เป็นหลัก เพราะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้ดีที่สุด แต่ยังเสริมด้วยสื่อเดิมอย่างป้ายโฆษณาในพื้นที่ และการทำตลาดรูปแบบอื่นๆ ด้วย แต่สิ่งที่แบรนด์ MK ให้ความสำคัญ  ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นส่วนสำคัญเพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand essence) คือ การนำเอาแนวคิดของ Well-being เข้ามาพัฒนาโครงการ ตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา โดยครอบคลุมในเรื่องหลักสำคัญ อาทิ การพัฒนาโครงการ มีการจัดวางการวาง Layout บ้านให้หันไปทิศเหนืใต้ การวางผังโครงการจะจัดวางตัวบ้านให้สอดคล้องกับลมประจำถิ่น โดยแบ่งแปลงบ้านให้ไปทางทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งทำให้บ้านถ่ายเทอากาศได้ดี และยังรับแสงน้อย การจัดให้มีห้องพยาบาลกล้วยน้ำไท เพื่อให้บริการลูกบ้าน บริเวณคลับเฮ้าส์โครงการ พร้อมแพ็คเกจดูแลสุขภาพ เป็นต้น   การใช้วัสดุที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม (ECO-FRIENDLY MATERIALS) เช่น โถสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ หลอดไฟฟ้า LED ซึ่งเป็นหลอดประหยัดพลังงาน  ประตูหน้าต่าง ชนิด UPVC ซึ่งมีคุณสมบัติลดการถ่ายเทความร้อนได้ดี  สีที่มีคุณสมบัติไร้สารตะกั่วและโลหะหนัก  เป็นต้น   จัดพื้นที่ปลูกผักสวนครัว บริเวณพื้นที่สวนหย่อมหรือพื้นที่ว่างของโครงการ สร้างความสัมพันธ์และสุขภาพที่ดี การจัดกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ (CUSTOMER RELATIONSHIP MANAGEMENT) เช่น โครงการ  Know your Neigbours เชิญชวนให้ลูกบ้านนำอาหารจานเด็ดที่ชื่นชอบมาร่วมแบ่งปันเพื่อนบ้านภายในงาน  กิจกรรม workshop ส่งเสริมสุขภาพ สอนทำอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมสอนเรื่องหลักโภคชนาการ โยคะ การนวดแก้อาการออฟฟิศซินโดรม และการส่งเสริมความรู้ผ่านบทความเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ Well-being ในด้านต่างๆ ให้แก่ลูกบ้านได้อ่าน “มั่นคง ให้ความสนใจในเรื่องสุขภาวะที่ดีแบบ 360 องศา เป็นสิ่งที่คิดมาจากเทรนด์ของโลก มาจากคนยุคปัจจุบันไม่ได้ทำงานหาเงินใช้ชีวิตไปวันๆ เห็นได้จากการเติบโตของเรื่องเวลเนส การเติบโตของเอ็นไทเอจจิ้ง เวลเนสเรียลเอสเตท เวลเนสทัวร์ลิซึม เป็นการรีแบรนด์จากการขายฟังก์ชั่นและโปรโมชั่น หรือขายความคุ้มค่าคุ้มราคา มาสู่การมีสุขภาวะที่ดีแบบยั่งยืน ตามเทรนด์ของโลก เพราะคนไม่ใช่แค่หาซื้อบ้านปกติ โครงการแรกที่นำเอาแนวคิดสุขภาวะที่ดีเข้าไปพัฒนาอย่างชัดเจน คือ โครงการชวนชื่นไพร์มวิลล์กรุงเทพ – ปทุมธานี”  
ล็อกซเล่ย์ ส่ง “LET care” บุกตลาดรักษาความปลอดภัย บ้าน-ออฟฟิศ-ร้านทอง

ล็อกซเล่ย์ ส่ง “LET care” บุกตลาดรักษาความปลอดภัย บ้าน-ออฟฟิศ-ร้านทอง

การพักอาศัยอยู่ในบ้าน นอกจากบ้านจะตอบโจทย์เรื่องของความสะดวกสบายแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้ประกอบการยังได้ใส่ฟังก์ชั่นพิเศษ เพื่อคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีอีกหลายอย่างภายในบ้าน อาทิ ระบบระบายอากาศ เพื่อให้บ้านปลอดโปร่ง เย็นสบาย ระบบแสงจากธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน ระบบการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การนำระบบ IoT เข้ามาพัฒนาให้บ้านเป็น Smart Home เป็นต้น แต่ไม่ว่าบ้านจะมีฟังก์ชั่นพิเศษอะไรก็ตาม หากผู้อยู่อาศัยไม่มีความปลอดภัยจากการโจรกรรม หรือบรรดามิจฉาชีพ ฟังก์ชั่นของบ้านที่ดีแค่ไหนก็คงไม่มีประโยชน์   “ระบบรักษาความปลอดภัย” จึงเป็นอีกหัวใจสำคัญของการอยู่อาศัย ที่ให้ทั้งความ “อุ่นใจ” และ “สบายใจ” ทั้งในขณะที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหรือออกไปทำงานนอกบ้าน ซึ่งระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่ผู้ประกอบการมักจะนำเอามาใส่ไว้ในโครงการ  คือ ระบบรปภ. ระบบกล้องวงจรปิด และสมาร์ทคีย์การ์ด แต่ในยุคปัจจุบันคงไม่เพียงพอ  เพราะเจ้าของบ้านต้องการความสบายใจมากกว่านั้น  ทางเลือกของเจ้าของบ้านจึงต้องหาอุปกรณ์  และระบบรักษาความปลอดภัยมาติดตั้งไว้ในบ้านของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นระบบกล้องวงจรปิด  เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นแม้ว่าจะไม่ได้พักอาศัยอยู่ภายในบ้านก็ตาม ​ ธุรกิจกล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่เจ้าของบ้านหลายราย เลือกจะนำเอามาใช้สร้างความอุ่นใจ  และปกป้องบ้านของตัวเอง รวมถึงใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การเฝ้าดูผู้สูงอายุภายในบ้าน เพราะเดี๋ยวนี้ระบบกล้องวงจรปิด สามารถจะมอนิเตอร์ดูภาพของกล้องได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ไม่ว่าเจ้าของบ้านจะอยู่ที่ใดบนโลกนี้ ก็สามารถตรวจดูบ้านของตนเองได้ ขอเพียงแต่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตกับโทรศัพท์มือถือเท่านั้นก็พอ  ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กล้องวงจรปิดเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการเข้ามาจับตลาดนี้เพิ่มมากขึ้น   ว่าที่ร้อยตรีนำพล ใคร้วานิช  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท ล็อกซเล่ย์ อีโวลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด ในกลุ่มล็อกซเล่ย์  เปิดเผยว่า แต่ละปีตลาดระบบและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยน่าจะเติบโตประมาณ 5% เพราะปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์มีความทันสมัย เป็นระบบ IoT ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันทำให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งาน ขณะเดียวกันดีเวลลอปเปอร์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้นำระบบรักษาความปลอดภัยเข้ามาติดตั้งภายในโครงการ และใช้เป็นจุดขายของโครงการด้วย   “ปัจจุบันบ้านระดับ 3-5 ล้านบาท หันมาให้ความสนใจในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำเร็จรูปมากขึ้น เพราะต้องการความสะดวกสบายในการควบคุมและดูแล”   สำหรับแผนธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังนี้  ได้เตรียมขยายตลาดระบบรักษาความปลอดภัย LET care จับตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป หรือ B2C จากที่ผ่านมามุ่งจับตลาดลูกค้า B2B เป็นหลัก เช่น ร้านวัตสัน และธนาคารฮ่องกง รวมถึงกลุ่มลูกค้าโครงการขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่บริษัทจะขยายตลาด คือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์  ร้านทอง สำนักงาน และลูกค้าทั่วไปที่ต้องการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย โดยแนวทางการทำตลาดจะใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการใช้ตัวแทนจำหน่ายและทีมขายของบริษัทในการทำตลาด โดยคาดว่าในปีแรกจะมียอดขาย LET care ประมาณ​ 200 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนประมาณ​ 20% จากยอดขายรวมของทั้งบริษัท 1,000 ล้านบาท ​   โดยชุดระบบรักษาความปลอดภัย LET care  วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 29,900 บาท ​โดยยังได้ร่วมมือกับบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบกรมธรรม์ให้สูงสุด 1 ล้านบาท ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปีด้วย ภายในชุดรักษาความปลอดภัยจะประกอบด้วย กล้องวงจรปิด IP CCTV กล่องควบคุมสัญญาณ เซ็นเซอร์ประตู หน้าต่าง เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว ระบบควบคุมไฟฟ้า สัญญาณเตือนภัย และรีโมทคอนโทรล ซึ่งจะมี Application LET care ในการแจ้งเตือนผู้บุกรุกหรือดูไลฟ์วิดีโอผ่านสมาร์ทโฟน การตรวจจับความผิดปกติทั้งความร้อน อุณหภูมิ กลุ่มควันภายในบ้าน รวมถึงสามารถควบคุมแสงสว่าง เปิด/ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในพื้นที่อยู่อาศัย พร้อมส่งสัญญาณแจ้งเตือนหน่วยงานฉุกเฉินที่เกี่ยวข้อง อาทิ แจ้งสถานีตำรวจหากมีผู้บุกรุก แจ้งทีมแพทย์ฉุกเฉินหากเกิดอุบัติเหตุกับผู้พักอาศัย ผสานกับการให้บริการของทีมตรวจสอบความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน CCC (Command Control Communication)   นอกจากนี้ บริษัทยังมีแพลทฟอร์มเป็นของตนเอง มีชื่อว่า บียอน แพลทฟอร์ม (Beyond Platform) ซึ่งร่วมมือกับ บริษัทบราเซ็นท์ ประเทศสิงคโปร์ ในการพัฒนาแพลทฟอร์มอัจฉริยะด้านรักษาความปลอดภัย ผ่านบิ๊กดาต้าและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาผสานเข้ากับ กล้องโทรทัศน์วงจรปิด โดรน-อากาศยานไร้คนขับ ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับต่างๆ ในระดับเมือง จังหวัด และภูมิภาค บริหารจัดการแบบศูนย์รวมผ่านห้องปฏิบัติการ Single Command Control Center ภายใต้คอนเซ็ปต์ 3P : Predict, Prepare, Prevent และ 1M : Manage โดยบริการบริษัทประกอบด้วย 4 กลุ่มงานเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ซึ่งสามารถออกแบบและให้บริการได้ตามความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านอุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบงานและงบประมาณ  ได้แก่ 1.กลุ่มงานระบบเทคโนโลยีความมั่นคงเพื่อความปลอดภัยระดับเมืองและเขตชุมชนขนาดใหญ่ (Public Safety) 2.กลุ่มงานเทคโนโลยีไร้มนุษย์ควบคุมและระบบบริหารจัดการล้ำอนาคต (Beyond Platform & Unmanned Security)  3.กลุ่มงานเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อระบบท่าอากาศยาน (Airport Technology) และ 4.กลุ่มงานเทคโนโลยีขั้นสูง (Special Technology)   สำหรับผลงานที่บริษัทดำเนินการติดตั้งและส่งมอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ระบบบูรณาการรักษาความปลอดภัยของตำรวจภูธรภาค 5 เฟสหนึ่ง ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด จากทั้งหมด 8 จังหวัด เป็นต้น ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามอาชญากรรมต่างๆ ได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที นอกจากนี้ยังมีที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สถานีขนส่งหมอชิต) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานหาดใหญ่  
ได้เวลา MK เปิด 4 โปรเจ็กต์ใหม่ครึ่งปีหลัง พร้อมแผนเติมพอร์ตรายได้ประจำ 50%

ได้เวลา MK เปิด 4 โปรเจ็กต์ใหม่ครึ่งปีหลัง พร้อมแผนเติมพอร์ตรายได้ประจำ 50%

หลังจากช่วงครึ่งปีแรก ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย ต้องกังวลต่อมาตรการควบคุมสินเชื่อ หรือ มาตรการ LTV ทำให้ไม่กล้าเปิดตัวโครงการใหม่กันมากนัก เพราะยังไม่รู้อารมณ์ของลูกค้าว่าจะเป็นอย่างไร แต่จากการดูสถานการณ์โดยรวมของปัจจุบันและแนวโน้มครึ่งปีหลังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก หลายๆ รายจึงเริ่มประกาศความชัดเจนของแผนธุรกิจในครึ่งปีหลังจะพัฒนาโครงการอะไรออกมาบ้าง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ MK หรือ มั่นคงเคหะการ ที่เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่า 4,560 ล้านบาท แถมยังเตรียมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่แนวเวลเนสอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ด้วย   นางสาวดุษฎี ตันเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK  เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,560 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทาวน์โฮม ระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 3 โครงการ ในทำเลบางนา บางบัวทอง และชัยพฤกษ์ และโครงการบ้านแฝด 1 โครงการ ระดับราคา 3-4 ล้านบาท ในทำเลบางนา ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีที่ดินรอการพัฒนาในโซนบางนาประมาณ​ 200 ไร่สามารถพัฒนาโครงการได้ 3-4 โครงการ และที่ดินในย่านปทุมธานีอีก 200-300 ไร่   นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมงบลงทุนอีก 1,600 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้อที่ดิน เพื่อนำมาใช้พัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย  และบริษัทเตรียมขยายธุรกิจให้เช่าและการบริการ โดยมีแผนพัฒนาโครงการบางกอกฟรีเทรดโซนโรงงานและคลังสินค้าเพื่อเช่า เพิ่มขึ้นเป็น 173,500 ตารางเมตร  และโครงการ พาร์ค คอร์ท สุขุมวิท 77 ซึ่งเป็นรูปแบบคอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์ให้เช่า  วางแผนให้เช่า 100% ได้ภายในปีนี้   นางสาวดุษฎี กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันบริษัทยังวางแผนสร้างรายได้ประจำให้เพิ่มมากขึ้น โดยวางเป้าหมายจะมีรายได้ประจำในสัดส่วน 50% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 25% ภายในระยะ 2 ปีข้างหน้า หรือปี 2564 ซึ่งรายได้ประจำจะมาจากธุรกิจสนามกอล์ฟ คลังสินค้า และธุรกิจให้เช่า  นอกจากนี้ ยังจะขยายธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจเวลเนสหรือเวลบีอิ้ง เนื่องจากเป็นเทรนด์ของโลกและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรอีก 2 รายโปรเจ็กต์ดังกล่าวคาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในช่วงปลายปีนี้จะเปิดตัวโครงการได้ สำหรับภาพรวมธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก ยังสามารถสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมาย ซึ่งผลประกอบการในไตรมาสแรก ธุรกิจอสังหาฯ พัฒนาเพื่อขายบริษัทเติบโตถึง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คาดว่าเป็นผลจากการทำตลาดของผู้ประกอบการต่างๆ ในธุรกิจ ทำให้ผลประกอบการเติบโตได้ดี ส่วนผลประกอบการในภาพรวมบริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ดีถึง 40% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงธุรกิจสนามกอล์ฟ ทำให้มีรายได้เติบโตเพิ่มมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มธุรกิจอสังหาฯ​ ในช่วงครึ่งปีหลัง อาจจะมีความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ จึงต้องติดภาวะเศรษฐกิจว่าจะเป็นอย่างไร   ปัจจุบัน บริษัท มีโครงการแนวราบทั้งหมด 12 โครงการ แบ่งเป็น ทาวน์โฮม 4 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1, ชวนชื่น ทาวน์ ราชพฤกษ์-345, ชวนชื่น ทาวน์ กาญจนา-บางใหญ่, ชวนชื่นทาวน์ แก้วอินทร์-บางใหญ่, บ้านแฝด 3 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี, ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่, ชวนชื่น พาร์ค อ่อนนุช-วงแหวน และ บ้านเดี่ยว 5 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น ไพร์ม วิลล่า กรุงเทพ-ปทุมธานี,  ชวนชื่น ซิตี้ ไพร์มพาร์ค วัชรพล, ชวนชื่น ซิตี้ เบลล์พาร์ค วัชรพล, ชวนชื่น ซิตี้ นอร์ทวิลล์-วัชรพล และ ชวนชื่น ซิตี้ วัชรพล-รามอินทรา  
สำรวจตลาดอสังหาฯ​ “พิษณุโลก-ตาก” ดีเวลลอปเปอร์ผุดโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 1.9 หมื่นล้าน

สำรวจตลาดอสังหาฯ​ “พิษณุโลก-ตาก” ดีเวลลอปเปอร์ผุดโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 1.9 หมื่นล้าน

จังหวัดพิษณุโลกและตาก ถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ ไม่แพ้จังหวัดใหญ่ๆ หลายจังหวัด เห็นได้จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความเจริญของเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการในที่อยู่อาศัยตามมา แม้ว่าอาจจะไม่คึกคักมากนักแต่ก็เติบโตด้วยดี แต่จะขยายตัวได้แค่ไหน คงต้องดูจากปริมาณโครงการและการซื้อขาย  ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้จัดทำรายงานการสำรวจสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา พบว่า  มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 92 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 6,857 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 19,125 ล้าน   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า  ที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ของพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก  และจังหวัดตาก โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิตนั้น มีจำนวน 92 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 6,857 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 19,125 ล้านบาท  แบ่งเป็น โครงการบ้านจัดสรร 79 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 4,674 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 15,579 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 13 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 2,183 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 3,546 ล้านบาท     โดยจากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 พบว่า มียูนิตเหลือขายจำนวน 2,459 ยูนิต หรือคิดเป็น 35.9% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 1,886 ยูนิต หรือ 40.4% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมมียูนิตเหลือขายจำนวน 573 ยูนิต หรือ 26.2% ของยูนิตในผังโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดพิษณุโลกนั้น  พบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 70  โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 5,504 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 15,798 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 2,049 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 5,936 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 63 โครงการ มีจำนวนยูนิต 4,109 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 13,598 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 1,624 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 5,306 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 7 โครงการ มีจำนวนยูนิต 1,395 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,200 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 425 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 631 ล้านบาท   ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม จำนวน 5,504 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 52.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5  ล้านบาท รองลงมาเป็นคอนโดมิเนียม 25.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 - 2 ล้านบาท อาคารพาณิชย์ 9.6% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5  ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์  8.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท ที่เหลือบ้านแฝดและเป็นที่ดินเปล่า ตามลำดับ   สำหรับทำเลบ้านจัดสรรขายดีในจังหวัดพิษณุโลก 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก (มิตรภาพ) ขายได้  76.6% มูลค่าขายได้ 1,916 ล้านบาท  2.ทำเลบึงพระ ขายได้  66.0%  มูลค่าที่ขายได้ 68 ล้านบาท 3.ทำเลวัดจันทร์ ขายได้  64.7 มูลค่าที่ขายได้ 960 ล้านบาท 4.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก (ทะเลแก้ว) ขายได้  62.4% มูลค่าที่ขายได้ 1,442 ล้านบาท  และ 5.ทำเลในเมือง ขายได้ 61.3% มูลค่าที่ขายได้ 501 ล้านบาท   ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมขายดีในจังหวัดพิษณุโลก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1. ทำเล ม.นเรศวร ขายได้ 76.5% มูลค่าที่ขายได้ 267 ล้านบาท  2.ทำเลในเมือง ขายได้ 73.7% มูลค่าที่ขายได้ 1,262 ล้านบาท และ 3.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก (ทะเลแก้ว) ขายได้  32.5% มูลค่าที่ขายได้ 40 ล้านบาท  ล้านบาท สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดตาก พบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย จำนวน 22 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 1,353 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 3,328 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 410 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 1,183 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 16 โครงการ มีจำนวนยูนิต 565 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,981 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 262 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 932 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 6 โครงการ มีจำนวนยูนิต  788 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,347 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 148 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 250  ล้านบาท   โดย ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจำนวน 1,353 ยูนิต เป็นคอนโดมิเนียมมากที่สุด 58.2% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 – 2   ล้านบาท รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 31.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา  2 – 3  ล้านบาท  เป็นอาคารพาณิชย์ 6.9%  ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 5 – 7.5 ล้านบาท เป็นทาวน์เฮ้าส์  3.5% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5  ล้านบาท ตามลำดับ   สำหรับทำเลบ้านจัดสรรขายดีในจังหวัดตาก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ และเรียงลำดับจากสัดส่วนที่ขายได้มากที่สุด ได้แก่ ทำเลแม่สอด ขายได้  54.0% มูลค่าขายได้ 908 ล้านบาท  ทำเลในเมือง ขายได้ 51.9% มูลค่าที่ขายได้ 141 ล้านบาท  ตามลำดับ ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมขายดีในจังหวัดตาก  คือ ทำเลแม่สอด ขายได้ 81.2%  มูลค่าที่ขายได้ 1,096 ล้านบาท    
5 เหตุผล “โกลเด้นแลนด์” ปักหมุดเชียงรายปั้น โกลเด้น เอ็มไพร์ 2,600 ล้าน

5 เหตุผล “โกลเด้นแลนด์” ปักหมุดเชียงรายปั้น โกลเด้น เอ็มไพร์ 2,600 ล้าน

แนวคิดในการพัฒนาโครงการรูปแบบอาณาจักร หรือ GOLDEN EMPIRE (โกลเด้น เอ็มไพร์) ของโกลเด้นแลนด์  คือ การนำเอาโครงการบ้านหลากหลาย ทั้งทาวน์โฮม นีโอโฮม และบ้านเดี่ยว มาอยู่ในทำเลเดียวกัน เป็นโมเดลสร้างความผลสำเร็จได้อย่างดีให้กับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นโครงการในย่านเกษตรนวมินทร์ สาทร และบางแค ทำให้โมเดลนี้ถูกนำเอาไปพัฒนาต่อในพื้นที่ต่างจังหวัด อย่างเช่นเชียงราย โดยพัฒนาโครงการ โกลเด้น เอ็มไพร์ เชียงราย มูลค่า 2,600 ล้านและเพียงแค่นำร่องเปิดโครงการแรกเมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายนที่ผ่านมา กับโครงการ โกลเด้น ทาวน์ เชียงราย-บิ๊กซีแยกสนามบิน ทาวน์โฮม 2 ชั้น สไตล์อังกฤษ รูปแบบเดียวกับที่ได้รับความนิยมจากกรุงเทพฯ  ทำให้ โกลเด้น ทาวน์ สามารถสร้างยอดขายได้รวม 500 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้   นายอภิชาติ เฮงวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาโครงการต่างจังหวัดและโครงการพิเศษ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์  เปิดเผยว่า ความสำเร็จของคอนเซ็ปต์ “โกลเด้น เอ็มไพร์” คงมาจากความแตกต่างจากการพัฒนาโครงการอื่น เช่น​ การพัฒนาภายใต้แนวคิด English Elegance รูปแบบสไตล์อังกฤษ ที่มีความหรูหรา แต่ยังมีความเป็นธรรมชาติ มีคลับเฮาส์ขนาดใหญ่  พร้อมด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งแรกในเชียงราย สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สวนพักผ่อนกว่า 20 ไร่ และเป็นโครงการแรกในเชียงรายที่ติดถนนใหญ่และติด บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ พร้อมทางเข้าออกจากในโครงการ ได้ถึง 2 ทาง คือถนนพหลโยธินและ ถนนสนามบิน ถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายได้อย่างตรงจุด     5 เหตุผล ปักหมุดเชียงรายปั้นโปรเจ็กต์ 2,600 ล้าน   จังหวัดเชียงราย แม้ว่าจะเป็นหนึ่งจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ แต่หากเทียบกับจังหวัดเชียงใหม่แล้วอาจจะยังเป็นรอง ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่มุ่งเข้าไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่มากกว่า (อ่านเพิ่มเติม...ดีเวลลอปเปอร์ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ​ในเชียงใหม่-เชียงราย) เพราะถือว่าจังหวัดเชียงใหม่มีเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คักคักกว่า แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้ “โกลเด้นแลนด์” เข้าไปปักหมุดพัฒนาโครงการในจังหวัดเชียงราย และนี่คงคือ 5 เหตุผลสำคัญ   1.จังหวัดเชียงรายถือเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการค้า กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา และสปป. ลาว 2.ทำรายได้จากการท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาได้กว่า 28,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น10% จากปีก่อน แม้จังหวัดเชียงรายจะเป็นเมืองรอง ด้านการท่องเที่ยว แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองรองที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในประเทศไทย 3.เป็นเมืองการศึกษานานาชาติ เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 4.มีความพร้อมในด้านของระบบการคมนาคมขนส่ง และโครงการพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5.ตลาดอสังหาฯ แม้จะเติบโตไม่หวือหวา แต่โครงการแนวราบเป็นกลุ่มที่ขายดีที่สุด มีความต้องการอยู่สูง แต่ยังขาดสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด   นายอภิชาติ  กล่าวอีกว่า จากการสำรวจ เชียงรายเป็นเมืองที่ไม่ได้หวือหวา โครงการแนวราบมีอัตราขายเฉลี่ยเพียงประมาณ 25 ยูนิตต่อเดือน โดยมีบ้านกลุ่มระดับราคา 2 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่ขายดีที่สุด ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงรายปี 2561 มีเพียง 4,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 12.6% สะท้อนถึงความต้องการที่อยู่อาศัยในเชียงรายที่เพิ่มขึ้นในทุกปี บริษัท มองว่าความต้องการของตลาดยังมีอยู่ แต่ขาดสินค้าที่ดี ที่ตอบโจทย์ของลูกค้า   “ลูกค้าของโกลเด้นแลนด์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีประชากรแฝงน้อย จึงเป็นลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง การที่บริษัทเปิดโครงการ โกลเด้น ทาวน์ ซึ่งเป็น ทาวน์โฮม 2 ชั้น ในระดับราคา ประมาณ 1.7-2.5 ล้านบาท ในอาณาจักรบ้านล้อมทะเลสาบที่หรูหรา จึงเป็นจุดที่สร้างความสนใจให้กับลูกค้า และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”   สำหรับโครงการ โกลเด้น ทาวน์ เชียงราย-บิ๊กซีแยกสนามบิน  ตั้งอยู่ในทำเลติดถนนพหลโยธิน (ซุปเปอร์ไฮเวย์) เชื่อมต่อสนามบินเชียงราย  แม่ฟ้าหลวง เพียง 2.5 กิโลเมตร มุ่งสู่ใจกลางเมืองเพียง 10 นาที พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ บิ๊กซี เชียงราย 2, แม็คโคร เซ็นทรัล เชียงราย โรงเรียนอนุบาลเชียงราย โรงเรียนเชียงราย อินเตอร์เนชั่นแนล  โรงเรียนเทศบาล 6 ศูนย์ราชการ และ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ เป็นต้น   โครงการมีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 33 ไร่ จำนวน 353 หลัง ราคาประมาณ 1.7-2.5 ล้านบาท  มีแบบบ้านให้เลือก 3 แบบ ที่มาพร้อม ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร และนวัตกรรมครัวไทย 1.Preston (เพรสตัน) 117 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พร้อมฟังก์ชั่นพิเศษ ห้องพระ 2.Chester (เชสเตอร์) 103 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ที่จอดรถ และ 3.Saint James (เซ็นต์เจมส์) 96 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ที่จอดรถ    
MQDC เปิดแบรนด์ใหม่ “มัลเบอร์รี่” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต?

MQDC เปิดแบรนด์ใหม่ “มัลเบอร์รี่” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต?

ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น จากการดูแลสุขภาพตัวเอง และวิวัฒนาการทางการแพทย์ ทำให้จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น  สังคมไทยจึงกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ  แต่ละครอบครัวจะมีคนถึง 3 Gen ทั้งเจนเนอเรชั่น “ปู่ย่า ตายาย” “พ่อแม่” และ “ลูกหลาน” แต่ด้วยข้อจำกัดของที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ทั้งด้านรูปแบบของที่พักอาศัย ทำเลที่ตั้ง และราคา ส่งผลทำให้คนทั้ง 3 Gen ไม่สามารถพักอยู่อาศัยร่วมกันได้ในบ้านหลังเดียวกัน  แม้ว่าจะมีความต้องการพักอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมากก็ตาม   MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้มองเห็นเทรนด์และแนวโน้มในอนาคต ถึงความต้องการในการอยู่อาศัยร่วมกันของคนหลาย Gen จากผลงานวิจัยหลายแห่งทั่วโลก พบว่า ปัจจุบันคนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันน้อยลง ทำให้คนต้องการพักอยู่อาศัยร่วมกันหลายวัย จึงได้เปิดตัวแบรนด์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ (MULBERRY GROVE) เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งรูปแบบคอนโดมิเนียม และบ้านเดี่ยวในรูปแบบวิลล่า เพื่อรองรับกับการอยู่อาศัยของคนหลายช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “สานความสุข ให้ทุกเจเนอเรชั่น” (NURTURING INTERGENERATION HAPPINESS)   ที่มาของแบรนด์มัลเบอร์รี่ โกลฟ เกิดจากการศึกษางานวิจัยต่างๆ ทั่วโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งทำวิจัยมานานนับ 80 ปี ถึงการพักอาศัยอยู่ร่วมกันของคนหลาย Gen ส่งผลให้คนมีอายุยืนยาวและมีความสุขมากขึ้น  นอกจากนี้ จากการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานวิจัยกับการอยู่ร่วมกันของคนหลาย Gen กับกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ซึ่งมีรายได้มาก 100,000 บาทต่อครอบครัว พบว่า คนส่วนใหญ่ถึง 70.8% ต้องการอยู่อาศัยด้วยกันกับคนหลายวัย กลุ่มคนเหล่านี้มีฐานรายได้มากกว่า 300,000 บาทต่อครอบครัว   นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส MQDC เปิดเผยว่า จากการทำวิจัย พบว่าคนต้องการมีความสุขในการอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนหลายวัย เพราะผลวิจัยทั่วโลกพบว่าปัจจุบันคนมีปฏิสัมพันธ์น้อยลง  ข้อดีของการอยู่ร่วมกัน หากเป็นผู้สูงอายุจะมีอายุยืนยาวขึ้น  จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ขณะที่เด็กทำให้เกิดการเรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนในสังคม   “เทรนด์สำคัญในระดับโลก หรือ Global Trend พบว่าการที่คนมีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกหลายรุ่น นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ทั้งในครอบครัวและสังคม ทำให้เรามีความสุขน้อยลง”   ชู 4 จุดเด่นเพื่อคนทุก Gen   สำหรับแบรนด์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ  คือแบรนด์ที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ เรสซิเดนซ์ ที่มีทั้งแนวราบและแนวสูง หรือ มัลติ-แพลตฟอร์ม แห่งแรกของเมืองไทย ที่จะตอบโจทย์ครอบครัวในทุกรูปแบบ ซึ่งมีหัวใจหลักคือการเอื้อให้เกิดการใช้เวลาร่วมกันระหว่างสมาชิกหลายรุ่นในครอบครัว ผ่านการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนแต่ละเจเนอเรชั่นในครอบครัว  โดยมีจุดเด่นที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่   1.“Designed for Intergenerational Harmony” ที่อยู่อาศัยที่ออกแบบเพื่อการอยู่อาศัยแบบครอบครัว Intergeneration ครั้งแรกของที่อยู่อาศัยที่ออกแบบภายใต้แนวคิดอันเกิดจากการสนับสนุนให้เกิดการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความสุข โดยคิดผ่านการกระบวนการออกแบบจริงร่วมกับครอบครัวและนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาสร้างที่อยู่อาศัยให้กับครอบครัวแบบ Intergeneration พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการที่จะตอบสนองความต้องการของสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัย   2.“Caring Community” ชุมชนการอยู่อาศัยแบบ Intergeneration ที่มีความอบอุ่น สร้างสายสัมพันธ์และเกื้อกูลกันทั้งในครอบครัวและชุมชน “มัลเบอร์รี่ โกรฟ” ออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัวและชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงสามารถจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เพื่อให้คนในครอบครัวที่ต่างช่วงอายุได้พัฒนาความคิดและจิตใจ ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความคิดอันจะก่อให้เกิดไอเดียการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อนำมาซึ่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจนเกิดเป็นความสุขทั้งในครอบครัวและชุมชนแห่ง Intergeneration   3.“Value Creation Neighborhood” การสร้างคุณค่าให้กับครอบครัวหลากหลายช่วงวัยและชุมชน โดยการอยู่อาศัยร่วมกันแบบ Intergeneration จะเป็นการเชื่อมโยงคุณค่าแห่งวัฒนธรรมการอยู่อาศัยของไทยในอดีตที่อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่และมีความกตัญญูเกื้อกูลต่อกัน เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งสังคมผู้มีอายุยืน (Aging Society) และการขยายของสังคมเมือง (Urbanization) ผ่านการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวหลายช่วงวัย สร้างคุณค่าในด้านเศรษฐกิจและด้านจิตใจให้กับทั้งครอบครัวและสังคม   4.“5 Dimensional Well-Being” ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของครอบครัวให้ดีขึ้นในทุกมิติ นำไปสู่ความสุขอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งสังคมที่อยู่อาศัยที่คำนึงถึงความสุขอย่างยั่งยืนนั้น จะสนับสนุนความสัมพันธ์ของสังคมกับธรรมชาติ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ชุมชนเพื่อนบ้าน รวมไปถึงสังคมและธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย เลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม มีการออกแบบให้เหมาะสมกับทุกคนและทุกช่วงวัย (Universal Design) ให้ทุกเจเนอเรชั่น สามารถใช้พื้นที่แห่งความสุขร่วมกันได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นำมาสู่การรับประกันของโครงการที่นานถึง 30 ปี     เตรียมเปิด 3 โปรเจ็กต์ 19,900 ล้าน   สำหรับในปีแรกนี้บริษัทเตรียมเปิดตัว 3 โครงการ มูลค่ารวม 19,900 ล้านบาท ใน 2 ทำเล ได้แก่  โครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” (MULBERRY GROVE Sukhumvit) ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท เพียง 250 เมตร จากรถไฟฟ้า BTS เอกมัย ซึ่งผ่านการเลือกสรรและวิเคราะห์ทำเลว่ามีองค์ประกอบในด้านต่าง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัวหลากหลายช่วงวัยได้เป็นอย่างดี โดยเป็นโครงการแบบ High Rise สูง 37 ชั้น จำนวน 286 ยูนิต และมีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้   ส่วนอีก 2 โครงการ จะพัฒนาภายในพื้นที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้แก่  โครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ จำนวน 283 ยูนิต โดยจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้  และโครงการบ้านเดี่ยวในลักษณะ Cluster Villa ใน จำนวน 37 ยูนิต โดยจะเปิดตัวในช่วงปลายปีเช่นกัน  ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายว่าในปีแรกจะสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ​  5,000-6,000 ล้านบาท   ขณะที่ปีหน้าได้วางเป้าหมายการพัฒนาโครงการใหม่อีก 2 โครงการด้วย ซึ่งการเลือกทำเลที่ตั้งโครงการ จะต้องตอบโจทย์กับคนทุกเจเนอเรชั่น โดยจะต้องอยู่ใกล้โรงพยาบาลและสวนสาธารณะ สำหรับกลุ่มคนรุ่นปู่ย่า ตายายใกล้กับโรงเรียน สำหรับกลุ่มคนรุ่นลูกหลาน และใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือทางด่วน เพื่อรองรับกลุ่มคนพ่อแม่  
วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน

วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน

ฝนเทกระหน่ำเมื่อไรใจหายทุกที เมื่อเกิดอาการน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้านหรือแม้แต่คอนโดฯ ตามผนัง วงกบ หลังคา หรือแม้กระทั่งพื้นบ้าน หากปล่อยไว้จะเกิดความเสียหายไม่ว่ามีเชื้อรา สีหลุดร่อน ไปจนถึงกระทบโครงสร้างบ้านกันเลยทีเดียว นอกจากจะเสียเวลาซ่อมแซมแล้ว ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายตามมาอีก ถ้าอย่างนั้นเรามารีบแก้ไขปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้านก่อนจะบานปลายกันเถอะครับ   หลังคา เป็นส่วนหลักๆ ของบ้านที่จะต้องเผชิญกับแดด ลม ฝน เมื่อนานวันเข้าก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพของวัสดุ เมื่อเกิดคราบน้ำบริเวณฝ้าเพดานภายในบ้าน แนะนำให้ลองดูบริเวณใต้หลังคา ซึ่งจะมีสาเหตุส่วนใหญ่ดังนี้ครับ   กระเบื้องหลังคามีการแตกร้าว เวลาฝนตกน้ำจึงเข้ามาภายในบ้านได้ง่ายมากๆ ก็ให้รีบเปลี่ยนกระเบื้องตรงจุดนั้นครับ   การติดตั้งหลังคาไม่เหมาะสม สาเหตุนี้เกิดได้จากหลายสิ่งครับ เช่น กระเบื้องยึดไม่แน่น ระยะซ้อนทับหลังคาไม่ถูกต้องตามชนิดของกระเบื้องหลังคา ความลาดเอียงน้อยเกินไปทำให้ฝนไหลย้อนเข้าใต้หลังคา กระเบื้องเผยอเพราะโครงสร้างเริ่มแอ่น หากเป็นเช่นนี้ต้องเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูให้จะดีกว่าครับ   พื้นดาดฟ้า บ้านไหนที่ไม่ได้มุงกระเบื้อง แต่เป็นพื้นคอนกรีตให้ลองเช็ครอยต่อระหว่างผนังกับดาดฟ้า หรือตัวพื้นคอนกรีตอาจมีร่องรอยการแตกร้าวน้ำจึงรั่วซึมผ่านทางนี้ได้ ให้หาวัสดุกันซึมที่มีคุณสมบัติปกปิดรอยแตกได้มาปิดตรงรอยแตกร้าว   รางน้ำฝน ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอครับว่ามีเศษใบไม้ กิ่งไม้ร่วงลงมาทับถมจนรางน้ำฝนอุดตันหรือไม่ ทำความสะอาดครับ จะได้ไม่ขวางทางระบายน้ำ   ผนัง เป็นจุดที่พบการรั่วซึมของน้ำบ่อยที่สุด ซึ่งปัญหานี้สามารถพบเจอได้ทั้งในบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยมีสาเหตุหลัก เช่น   รอยร้าวจากปูนฉาบ ไม่ว่าผนังจะมีรอยแตกตรงกลางหรือรอยต่อตรงส่วนต่อเติม ก็ทำตัวการทำให้น้ำซึมผ่านผนังจนสีทาภายในพองตัวหลุดร่อน สามารถซ่อมแซมได้เองด้วยการใช้ปูนซีเมนต์สำหรับงานซ่อมหรือกาวโพลียูรีเทน ที่ผนังด้านนอกบ้านแล้วทากันซึมจึงทาสีทาบ้านทับอีกที ส่วนภายในบ้านก็ขูดสีที่พองออกก่อนแล้วจึงทาสีทับลงไปใหม่ตามวิธีที่ระบุไว้ข้างกระป๋องสี   รอยแตกตามขอบวงกบประตู-หน้าต่าง ให้อุดรอยด้วยซิลิโคนหรือกาวโพลียูรีเทน แต่หากรอยใหญ่มากจนเกินไปแนะนำให้เรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาเปลี่ยนประตู-หน้าต่างใหม่เลยจะดีกว่าครับ   พื้น ส่วนใหญ่จะเกิดกับบ้านรุ่นเก่าซึ่งมีระดับต่ำกว่าถนน เมื่อเกิดน้ำรั่วซึมผ่านรอยต่อระหว่างพื้น คาน และผนัง ก็ให้อุดช่องว่างด้วยกาวซิลิโคน กาวโพลียูรีเทน หากเอาไม่อยู่แล้วส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยก็เรียกช่างมาเลยครับ อาจจะต้องเทพื้นใหม่ให้สูงขึ้นกว่าเดิม หรือวิธีอื่นแล้วแต่ช่างจะพิจารณา   ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น ลองหาวันว่างเดินสำรวจให้รอบบ้านก่อนปัญหาน้ำฝนรั่วซึมจะเกิดขึ้นครับ เพราะเราสามารถหาอุปกรณ์มาป้องกันได้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ครับ    
ซีคอน โฮม ล้างภาพ “เชย-ช้า-จุกจิก” วางเป้าหมายอีก 2 ปีทำยอดขาย 2,000 ล้าน

ซีคอน โฮม ล้างภาพ “เชย-ช้า-จุกจิก” วางเป้าหมายอีก 2 ปีทำยอดขาย 2,000 ล้าน

ในแต่ละปีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเมินมูลค่ามีกว่า 600,000 ล้านบาท  เป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม หรือทาวน์โฮม คาดว่ามีมูลค่ากว่า 450,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นมูลค่าของตลาดรับสร้างบ้านที่คาดว่าจะมีประมาณ​ 150,000 ล้านบาท ซึ่งตลาดรับสร้างบ้านที่เป็นผู้ประกอบการอยู่ในสมาคมหลัก 2 สมาคม ได้แก่ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และสมาคมไทยรับสร้างบ้าน มีตัวเลขผลประกอบการรวมๆ กันปีละกว่า 20,000 ล้านบาทเท่านั้น  ที่เหลือเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ผู้รับเหมาอิสระ หรือช่างฝีมือทั่วไปที่รับงานตามต่างจังหวัด โอกาสทางการตลาดของธุรกิจรับสร้างบ้านจึงยังมีอีกมหาศาล  ที่จะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมุมมองของ “มนู ตระกูลวัฒนะกิจ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน โฮม จำกัด  เห็นว่าธุรกิจรับสร้างบ้านสามารถเติบโตได้มากกว่านี้ถึง 5 เท่า  เพราะปัจจุบันบริษัทในธุรกิจรับสร้างบ้านยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่บริษัทเองแม้จะดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 58 ปี แต่ผลประกอบการยังอยู่ในระดับ 1,300 ล้านบาทในปีที่ผ่านมาเท่านั้น  ภายหลังจากได้เข้ามาบริหารงาน จึงวางเป้าหมายว่าภายในอีก 2 ปีข้างหน้า  จะต้องทำให้ซีคอน โฮม เติบโตทำยอดขายได้ถึง 2,000 ล้านบาท  ส่วนปีนี้ได้วางเป้าหมายยอดขายไว้ 1,600 ล้านบาท เฉพาะ 5 เดือนแรกสามารถทำยอดขายได้ 950 ล้านบาทแล้ว สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท เพื่อไปสู่เป้าหมายยอดขาย 2,000 ล้านบาท ภายในระยะ 2 ปีนับจากนี้  คือ รีแบรนด์ ปรับพอร์ต+รุกการตลาดเพิ่ม ก่อนหน้านี้ บริษัทมีแบรนด์ทำตลาดด้วยกัน 3 แบรนด์ ได้แก่  1.แบรนด์ซีคอน​ โฮม จับตลาดรับสร้างบ้านราคาสูงตั้งแต่ 18,000-20,000 บาทต่อตารางเมตร 2.แบรนด์คอมแพค โฮม จับตลาดรับสร้างบ้านราคาระดับปานกลาง ราคา 15,000-18,000 บาทต่อตารางเมตร และ 3.แบรนด์บัดเจด โฮม จับตลาดรับสร้างบ้านระดับราคาต่ำ 12,000-15,000 บาทต่อตารางเมตร แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังจดจำแบรนด์ซีคอน โฮมได้ดีกว่า แม้จะมาใช้บริการแบรนด์คอมแพค โฮม หรือแบรนด์บัดเจท โฮม ก็มักจะพูดเสมอว่าใช้บริการของแบรนด์ซีคอน โฮม บริษัทจึงทำการยกเลิกการทำตลาดและให้บริการกับ 2 แบรนด์ดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีบ้านระดับราคาต่ำและปานกลางให้บริการลูกค้าเหมือนเดิม นอกจากนี้ ยังเตรียมรีแบรนด์และปรับภาพลักษณ์โลโก้ใหม่ของแบรนด์ซีคอนโฮมในช่วงปลายปีนี้ด้วย  โดยบริษัทจะยึดหลักหรือแนวคิดในการดำเนินธุรกิจในการให้บริการของลูกค้า คือ  ความคงทนแข็งแรง การควบคุมระยะเวลาก่อสร้างได้ตามกำหนด และการควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย  ขณะที่แนวทางการทำตลาดจะรุกหนักเพิ่มมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ การจัดโปรโมชั่น การขยายสาขาเพิ่ม และการทำตลาดออนไลน์ผ่านสื่อดิจิทัล และโซเชียลมีเดียต่างๆ การนำเอาดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อการขายแทนการพิมพ์โบชัวร์ เป็นต้น ซึ่งบริษัทได้วางแผนใช้งบประมาณด้านการตลาดไว้ 3% ของยอดขาย จากก่อนหน้านี้ที่ใช้งบประมาณไม่ถึง 3%   จัดระเบียบหลังบ้าน แก้ 3 คีย์เวิร์ด “เชย-ช้า-จุกจิก”   ภายหลังจากที่ “มนู ตระกูลวัฒนะกิจ” เข้ามาทำงาน 3 เดือน ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “กอบชัย ซอโสตถิกุล” ประธานกรรมการบริหารซีคอนกรุ๊ป ถึงการทำงานที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้างนั้น  สิ่งที่เขาตอบกลับไป คือ การค้นพบ 3 คีย์เวิร์ดสำคัญภายใน “ซีคอนโฮม” ที่ควรจะปรับปรุงแก้ไข คือ “เชย ช้า และจุ๊กจิก” เชย คือ รูปแบบของบ้านที่นำออกมาให้ลูกค้าได้เลือก ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดระยเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะ 10 ปีหรือ 20 ปีเป็นมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น  ช้า คือ การดำเนินธุรกิจมีกระบวนการ ขั้นตอน ที่ล่าช้า ไม่ต่างไปจากระเบียบขั้นตอนของทางราชการ จุกจิก คือ ขาดระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน เวลามีปัญหาเกิดขึ้นก็แก้ไขเฉพาะหน้า ไม่ได้ถูกวางระบบให้ชัดเจน เช่น การเก็บเงินลูกค้าเพิ่ม เมื่อเกิดปัญหาการขนส่งวัสดุก่อสร้างเข้าไปในซอยเล็กๆ เพราะต้องเปลี่ยนรถให้เล็กลง หรือการจะต้องเจอกับปัญหาฝนตกที่ทำให้งานล่าช้า ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาจุกจิกที่ไม่ได้รับการบริหารจัดการให้ดี ทั้งๆ ที่รู้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว เป็นต้น เพียงระยะเวลา 1 ปี 3 ปัญหาสำคัญดังกล่าว ก็ถูกจัดการแก้ไขให้แล้วเสร็จ  ปัญหาเรื่อง “เชย” ได้ทำการพัฒนาแบบบ้านใหม่ออกมา 12 แบบ  ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน และแต่ละกลุ่มเป้าหมาย “ช้า”  จากกระบวนการขั้นตอนของการบริการลูกค้า ที่อดีตนับตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญากับลูกค้าจนส่งมอบบ้าน ใช้ระยะเวลาถึง 18 เดือน ปัจจุบันได้ลดขั้นตอนต่างๆ ให้เร็วขึ้นเหลือเพียง 12 เดือน หรืออย่างน้อยลดความล่าช้าในการส่งมอบบ้านให้ลูกค้าลง 2-3 เดือนต่อหลัง “จุกจิก” ได้ลดขั้นตอนและปัญหาต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้น โดยเมื่อตกลงกับลูกค้าไว้ตั้งแต่ต้นอย่างไรก็จะเป็นไปตามนั้น ไม่มีการเก็บเพิ่มเงินกับลูกค้าระหว่างการก่อสร้าง    
ดีเวลลอปเปอร์ ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ในเชียงใหม่-เชียงราย มูลค่ากว่า 1.17 แสนล้าน

ดีเวลลอปเปอร์ ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ในเชียงใหม่-เชียงราย มูลค่ากว่า 1.17 แสนล้าน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจ โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิต จากการสำรวจพบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 257 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 32,075 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 117,859 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร 203 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 23,470 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 87,143 ล้านบาท โครงการอาคารชุด 50 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 8,539 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 28,840 ล้านบาท และโครงการวิลล่า 4 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 66 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 1,875 ล้านบาท ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ในพื้นที่สำรวจจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย มียูนิตเหลือขายจำนวน 10,762 ยูนิต หรือ 33.6% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 8,221 ยูนิต หรือ 35.0% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด โครงการอาคารชุดมียูนิตเหลือขายจำนวน 2,524 ยูนิต หรือ 29.6% ของยูนิตในผังโครงการอาคารชุดทั้งหมด และโครงการวิลล่ามียูนิตเหลือขายจำนวน 17 ยูนิต หรือ 25.8% ของยูนิตในผังโครงการวิลล่าทั้งหมด โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 222 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 28,552 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 106,882 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 9,459 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 36,528 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 169 โครงการ มีจำนวนยูนิต 20,295 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 76,776 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 6,981 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 27,406 ล้านบาท โครงการอาคารชุด จำนวน 49 โครงการ มีจำนวนยูนิต 8,191 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 28,231 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 2,461 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 8,665 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่า จำนวน 4 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 66 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,875 ล้านบาท ยูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 17 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 458 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุด จำนวน 28,486 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 43.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท รองลงมาเป็นอาคารชุด2 8.8% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ 14.1 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท บ้านแฝด 6.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ที่เหลือเป็นที่ดินเปล่าและอาคารพาณิชย์ ตามลำดับ ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงใหม่ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1. ทำเลหางดงตอนบน ขายได้ 82.1% มูลค่าขายได้ 4,489 ล้านบาท 2.ทำเลท่ารั้ว-ดอยสะเก็ด ขายได้ร้ 81.6% มูลค่าที่ขายได้ 2,697 ล้านบาท 3.ทำเลในเมือง ขายได้ 78.3% มูลค่าที่ขายได้ 2,338 ล้านบาท 4.ทำเลแม่ริม ขายได้ 74.4% มูลค่าที่ขายได้ 2,793 ล้านบาท และ 5.ทำเลสารภี ขายได้ 72.% มูลค่าที่ขายได้ 6,226 ล้านบาท ส่วนทำเลอาคารชุดในจังหวัดเชียงใหม่ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลในเมือง ขายได้ 85.8% มูลค่าที่ขายได้ 8,429 ล้านบาท 2.ทำเล ม.พายัพ ขายได้ร้ 81.7% มูลค่าที่ขายได้ 4,351 ล้านบาท 3.ทำเลสันทราย ขายได้ 71.1% มูลค่าที่ขายได้ 2,100 ล้านบาท 4.ทำเลแม่ริม ขายได้ 61.3% มูลค่าที่ขายได้ 334 ล้านบาท และ 5.ทำเลหางดงตอนบน ขายได้ 57.4% มูลค่าที่ขายได้ 4,239 ล้านบาท   โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเชียงราย มีจำนวน 35 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 3,523 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 10,976 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,303 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,596 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 34 โครงการ มีจำนวนยูนิต 3,175 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 10,367 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,240 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,476 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด จำนวน 1 โครงการ มีจำนวนยูนิต 348 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 609 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 63 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 120 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดจำนวน 3,523 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 41.5% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ 17.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1 – 1.5 ล้านบาท เป็นอาคารพาณิชย์ 16.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท เป็นที่ดินเปล่า 11.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท เป็นอาคารชุด 9.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 – 2 ล้านบาท ที่เหลือเป็นบ้านแฝด ตามลำดับ สำหรับทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงรายที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ และเรียงลำดับจากสัดส่วนที่ขายได้มากที่สุด ได้แก่ 1.ทำเลแม่สาย ขายได้ 86.4% มูลค่าขายได้ 221 ล้านบาท 2.ทำเลเชียงแสน ขายได้ 74.1% มูลค่าที่ขายได้ 240 ล้านบาท 3.ทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง ขายได้ 72.3% มูลค่าที่ขายได้ 2,174 ล้านบาท และ 4.ทำเลในเมืองเชียงราย ขายได้ 51.5% มูลค่าที่ขายได้ 3,255 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนทำเลอาคารชุดทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง ขายได้ 81.9% มูลค่าที่ขายได้ 489 ล้านบาท
“เสี่ยเจริญ” จัดพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ ส่ง AWC เข้าตลาด ลบภาพธุรกิจครอบครัวสู่มาตรฐานมืออาชีพ

“เสี่ยเจริญ” จัดพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ ส่ง AWC เข้าตลาด ลบภาพธุรกิจครอบครัวสู่มาตรฐานมืออาชีพ

“เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี” มีธุรกิจในมือมากมายที่สร้างความร่ำรวย และมีมูลค่ามหาศาล  หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  ซึ่งมีทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนอนแอลกอฮอล์  แต่อีกหนึ่งจิ๊กซอร์สำคัญขนาดใหญ่  ที่มาต่อเติมความมั่งคั่งของตระกูล  คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เรียกได้ว่ามีอยู่ในมือครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สำนักงานให้เช่า ศูนย์การค้า นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ประชุม สนามกอล์ฟ และโครงการที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบ  ซึ่งกระจายอยู่ทุกมุมเมืองทั่วประเทศ นี่ยังไม่นับที่ดินเปล่าในพอร์ตอีกมหาศาลไม่รู้กี่แสนไร่   ทั้งขนาดความใหญ่และจำนวนธุรกิจที่มีมากมายมหาศาลของตระกูลสิริวัฒนภักดี  การสร้างการเติบโตและความยั่งยืน โจทย์สำคัญที่ “เสี่ยเจริญ” มอบหมายให้ทายาทที่ดูแลธุรกิจอสังหาฯ  คือ การสร้างมาตรฐานการบริหารงานแบบมืออาชีพ และไม่ยึดติดกับความเป็นธุรกิจครอบครัว นอกจากนี้ ยังต้องการให้ทายาทแต่ละคนดูแลรับผิดชอบธุรกิจอสังหาฯ ในแต่ละประเภทอย่างชัดเจน โดยไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน  แนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบมาใช้ คือ การนำเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  และการจัดกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ แต่ละประเภท ให้อยู่ภายใต้การบริหารงานของแต่ละบริษัทอย่างชัดเจน   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ  AWC บุตรสาวคนที่ 2 ของเสี่ยเจริญ  เปิดเผยว่า ได้นำบริษัทยื่นแบบไฟลิ่งแก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากต้องการระดมทุน นำเงินมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตให้กับบริษัท  ชำระหนี้ การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและชุมชน   “การเข้าตลาดฯ เป็นการสร้างมาตรฐานและความยั่งยืน  ผู้บริหารและพนักงานจะอยู่ในระบบธรรมาภิบาล  ซึ่งดีกว่าอยู่ในระบบครอบครัว เป็นการสร้างมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ”   สำหรับ AWC จะมุ่งเน้นการพัฒนาและลงทุนในอสังหาฯ ในประเทศไทย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรแบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งบริหารงานโดยผู้บริหารโรงแรมที่มีชื่อเสียงภายใต้แบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักระดับสากล อาทิ แมริออท, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building)   “คุณเจริญ อยากทำให้ธุรกิจครอบครัวสู่ระบบมาตรฐาน ไม่อยากให้ลูกหลานไปยึดติดกับธุรกิจครอบครัว”   นางวัลลภา ยังกล่าวย้ำอีกว่า การยื่นไฟลิ่งของบริษัทครั้งนี้  ถือเป็นการจัดพอร์ตและภาพธุรกิจอสังหาฯ ของ AWC ให้มีความชัดเจน โดยจะเน้นเฉพาะธุรกิจโรงแรมและบริการ  กับธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์​  โดยไม่มีธุรกิจอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย (Residential) ส่วนบริษัทอสังหาฯ ในกลุ่มทีซีซี ใครมีความรับผิดชอบในส่วนไหนก็ดูแลธุรกิจนั้นไป ถือเป็นการสร้างความชัดเจนในพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ   ขนอสังหาฯ ทำเงินเข้าพอร์ต โครงการอสังหาฯ ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ AWC ถูกคัดสรรและพิจารณาว่าเป็นโครงการคุณภาพ สามารถสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งปัจจุบันและในอนาคต โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ มีแบรนด์ที่บริหารอยู่ 15 แบรนด์  อาทิ แมริออท,อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน ซึ่งมีโรงแรมดำเนินการอยู่ปัจจุบัน 10 แห่ง จำนวน 3,432 ห้อง อยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาอีก 5 แห่ง จำนวน 1,528 ห้อง นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการทำสัญญาซื้อกิจการโรงแรมใหม่อีก 12 แห่ง เป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนพัฒนาอีก 8 แห่ง ซึ่งจะทำให้ภายในระยะ 5 ปี AWC จะมีโรงแรมบริหารรวม 8,000 ห้อง จากปัจจุบันมีอยู่ 4,960 ห้อง   ส่วนโรงแรมทั้ง 12 แห่งที่คาดว่าจะเข้ามาอยู่ในพอร์ตธุรกิจ ได้แก่ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพ สาทร, โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์, โรงแรม ภูเก็ต แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา, ในยางบีช, แกรนด์โซเล่, โครงการหัวหิน บีชฟรอนท์, อิมพีเรียลแม่ปิง, โรงแรมบันยันทรี จอมเทียน พัทยา, พัทยา มิกซ์ยูส รีเทล แอนด์ โฮเทล ดีเวลล็อปเมนต์, โรงแรมเจริญกรุง 93, โรงแรม อีสต์ เอเชีย และ พรพิงค์ ทาวเวอร์   สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจโรงแรมที่ AWC จะมีด้วยกัน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มตลาด MICE กลุ่มพักผ่อน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มนักธุรกิจ โดยมีกลยุทธ์สำคัญ คือ การใช้เครือข่ายพันธมิตรโรงแรมภายใต้แบรนด์โรงแรมชั้นนำ ที่ช่วยทำให้ AWC   ออกแบบและพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และการมีเครือข่ายสมาชิกกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก   ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ มี 2 กลุ่มบริหารงานอยู่ ได้แก่ 1.อสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ คอมมูนิตี้ มาร์เก็ต และอสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้าส่ง โดยอสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้ามีโครงการที่มีชื่อเสียงคือ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โครงการเกทเวย์ แอท บางซื่อ โครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ และโครงการตะวันนา บางกะปิ   ปัจจุบันบริษัทมีโครงการเปิดำเนินการแล้ว 8 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 2 แห่ง ได้แก่ โครงการคอมมูนิตี้มาร์เก็ตบางกะปิ และโครงการเออีซี เทรด เซ็นเตอร์ ซึ่งโครงการทั้งหมดมีพื้นที่เช่ารวมกว่า 3.4 แสนตารางเมตร 2.อาคารสำนักงาน (Office) ที่บริษัทเป็นเจ้าของอยู่อีก 4 แห่ง ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ อาคาร 208 วายเลสโร้ด  และอาคารอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์  โดยมีพื้นที่เช่ารวมกว่า 2.7 แสนตารางเมตร   3ปี รายได้โตเฉลี่ย 15% สำหรับผลประกอบการของ  AWC มีรายได้รวมในปี 2561 มูลค่า 12,415.64 ล้านบาท (เฉพาะธุรกิจหลักมีรายได้กว่า 10,998.64 ล้านบาท)  โดยสัดส่วน 60% รายได้จากธุรกิจโรงแรมและบริการ ส่วนอีก 40% เป็นรายได้จากกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 489.04 ล้านบาท   ส่วนปี 2560 มีรายได้รวม 11,207.55 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,372.07 ล้านบาท และปี 2559 มีรายได้รวม 9,411.25 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,890.73 ล้านบาท ซึ่งหากมองย้อนหลังกลับไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของ AWC มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 15%   ขณะที่แนวทางสร้างการเติบโตของ AWC จะใช้กลยุทธ์หลัก ได้แก่ -การขยายความเป็นผู้นำในโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ ด้วยการจับตลาดกลุ่มกลางถึงบนเป็นทั้งในและต่างประเทศ -การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ด้วยโครงการไพร์มโลเกชั่น และโครงการในลักษณะฟรีโฮล์ -โครงการที่พัฒนาต้องสามารถแข่งขันได้ระดับโลกได้ -การสร้างทีมงานและบุคลากรให้แข็งแกร่ง   ส่วนแผนการลงทุนภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น  บริษัทยังไม่มีแผนที่ชัดเจน แต่ยังคงวางนโยบายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่เหมือนกับที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังเตรียมคัดโครงการอสังหาฯ ในตระกูลสิริวัฒนภักดี ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มทีซีซี โดยจะเลือกโครงการมีคุณภาพและสามารถสร้างการเติบโตได้เข้ามาในพอร์ตเพิ่มมากขึ้น และเป็นโครงการประเภทโรงแรมหรืออสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์   “เราลงทุนขนาดใหญ่และจะลงทุนขนาดใหญ่ต่อเนื่อง  เพราะประเทศไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ภาคการท่องเที่ยวยังคงเติบโต  ในอนาคตจะคัดอสังหาฯ ที่อยู่ในไพร์มโลเกชั่นเข้ามา หรือโครงการในกลุ่มทีซีซีที่พร้อมให้ผลตอบแทนเข้ามาในพอร์ต”  
เปิดบ้านแฝด Private Nirvana THROUGH Ekamai-Raminthra : รีวิวบ้าน

เปิดบ้านแฝด Private Nirvana THROUGH Ekamai-Raminthra : รีวิวบ้าน

สำหรับรีวิวฉบับนี้ เราจะพาไปชมบ้านแฝดย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งแบบบ้านภายนอกและแปลนภายใน เพราะทาง Private Nirvana จะมีการดีไซน์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละโครงการ เพื่อความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่ใช่แค่ดูแล้วสวยงามเท่านั้น แต่แม้ผ่านระยะเวลาเป็น 10 ปี ก็จะยังดูไม่ล้าสมัย ซึ่งเราจะพาเข้าไปชมพร้อมกันเลยค่ะ   Private Nirvana THROUGH Ekamai-Raminthra เป็นโครงการบ้านแฝด 3 ชั้น ที่มีเพียงตัวคานเชื่อมต่อกัน ระหว่างสองบ้าน เน้นการใช้ Material คุณภาพตั้งแต่ในเรื่องของโครงสร้างไปจนถึงวัสดุตกแต่งต้องได้คุณภาพ ความแข็งแรงทนทานไปพร้อมกับความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยที่ดีตามไปด้วย เช่น ใช้การก่ออิฐแดงทั้งหลัง หลังคาเซรามิกเอ็กเชลล่า นำความร้อนต่ำ จาก SCG พื้นกระเบื้องนำเข้าจากต่างประเทศ พื้นไม้เอ็นจิเนียร์ มาตรฐานส่งออก ฯลฯ ประกอบกับงานก่อสร้างอันประณีตบรรจงราวกับว่าบ้านทุกหลังเป็นสินค้า Homemade ตามแบบฉบับของ Private Nirvana เป็นเครื่องยืนยันความมั่นใจได้ว่า บ้านแสนรักของเราจะมั่นคง แข็งแรง ไร้ปัญหาจุกจิกกวนใจ และอยู่กับเราไปอย่างยาวนาน ซึ่งภาพรวมแล้วเราจะรู้สึกไม่ต่างอะไรไปจากบ้านเดี่ยวเลยค่ะ     Concept “Live High THROUGH Nature” เน้นความเป็นโมเดิร์น เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานอันลงตัว ภายนอกใช้สีเกรดอัลตราพรีเมียม โดยนำเอาสีเอิร์ธโทนและวัสดุตกแต่งลวดลายธรรมชาติมาใช้เป็นธีมหลัก ดูแล้ว ให้ความรู้สึกอบอุ่น กลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้มากกว่าที่เคย   ก้าวแรกเมื่อได้เข้าไปอยู่ในโครงการจริง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเงียบสงบ ไร้เสียงรบกวนรอบข้าง เหมือนเข้าสู่ช่วงเวลา ของความเป็นส่วนตัว สมกับคำว่า Private จริงๆ ค่ะ       บ้านตัวอย่างที่เราจะพาไปชมครั้งนี้จะเป็นแบบบ้าน Standard Option กับ Option 1 ค่ะ   Standard Option เริ่มตั้งแต่หน้าบ้านที่มีพื้นที่สวน และ TERRACE ยื่นออกมาอย่างกว้างขวาง สำหรับเป็นพื้นที่นั่งเล่นหน้าบ้านก่อนจะ เข้าถึงในตัวบ้าน ซึ่งจะมี Foyer และห้องน้ำแบบ Powder Room ที่เปลี่ยนจากผนังทึบให้เป็นกระจกใสบานเลื่อน ขนาดใหญ่ แล้วมีพื้นที่วางต้นไม้ประดับได้ ทำให้ห้องน้ำใต้บันไดแบบนี้ไม่อับทึบจนเกินไป แต่กลับดูโปร่ง และด้วยตำแหน่งของห้องน้ำจะช่วยเรื่องการเก็บเสียงเวลาใช้งานได้ด้วย ส่วนสุขภัณฑ์จะใช้จากแบรนด์ Kohler   Living กลางบ้านที่เชื่อมต่อกับโซน Dining และ Kitchen Room อยู่ใกล้กัน ทำให้กลายเป็น Common Area ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะช่วงเวลาของครอบครัวที่มักอยู่ร่วมกันก็จะเป็นระหว่างมื้ออาหาร หรือการนั่งดูหนัง ชมรายการโทรทัศน์ไปด้วยกันในวันหยุด โดยมีประตูกระจกสูงจรดเพดานมาล้อมรอบทั้งสองด้าน ซึ่งตัวประตู หน้าต่าง อลูมิเนียมทั้งหลังจะใช้แบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่น Tostem เพื่อเปิดมุมมองให้ได้ใกล้ชิดกับสวนรูปตัว L ข้างบ้าน ไปถึงหลังบ้านเชื่อมถึงกัน และยังเป็นการเปิดรับแสงนุ่มนวลจากธรรมชาติภายนอกเข้าสู่ภายในบ้านอีกด้วย นอกจากนี้ โคมไฟใช้แบรนด์ Lamptitude และหลอดไฟ LED ทั้งหลัง   Kitchen Room ลักษณะครัวปิดขนาดกำลังพอดีสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก แต่ฟังก์ชั่นรองรับได้ครบทั้งเคาน์เตอร์ครัว แบบ L shape พื้นที่วางตู้เย็น เครื่องซักผ้า มีประตูออกไปยัง Wash Area หลังบ้าน ซึ่งตัวประตูด้วยการออกแบบพิเศษ จาก Tostemให้มีบานเลื่อนฝังในบานประตู ทำให้มีคุณสมบัติสามารถช่วยให้อากาศถ่ายเท ระบายกลิ่นได้ดียิ่งขึ้น แม้ในขณะที่ประตูปิดล็อคอยู่   ชั้น 2 ของบ้าน แม้แต่ผนังระหว่างทางเดินของบันไดก็ยังคงเปลี่ยนจากผนังทึบเป็นประตูกระจกบานใหญ่ ทำให้บันไดที่ถือเป็นหนึ่งในมุมมืดของบ้านกลับมีแสงสว่างจากภายนอกเข้ามาช่วย และยังทำให้บ้านดูกว้างขึ้นได้อีก ซึ่งมีกำแพงสูงประมาณ 6 เมตร เพื่อกั้นไม่ให้ดูชิดกับเพื่อนบ้านจนเกินไป และได้ความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นค่ะ โดยที่ชั้น 2 ของบ้านตัวอย่างหลังนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ Multi-Purpose Room ตรงกลางบ้านค่ะ   Master Bedroom เป็นห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว และระเบียงส่วนตัวออกไปทางหน้าบ้าน โดยห้องจริงที่จะได้เป็น ห้องโล่งนะคะ ไม่ได้กั้นส่วน Walk In Closet แบบที่เห็นมาให้ ส่วน Multi-Purpose Room ตรงกลางจะได้มาเป็นพื้นที่โล่ง ซึ่งสามารถดัดแปลงใช้ประโยชน์ได้หลากหลายค่ะ เช่น ห้องนั่งเล่นอีกแห่ง ห้องดูหนัง หรือห้องนอนเพิ่มอีก 1 ห้อง ก็ยังได้นะคะ   ห้องนอนที่ 2 จะอยู่ใกล้กับห้องน้ำแยกของชั้น 2 ค่ะ ทำให้แม้ว่าจะไม่ได้เป็นห้องน้ำในตัวแบบ Master Bedroom แต่ก็สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกเช่นกัน   ชั้น 3 จะมีเพียง 1 ห้อง MULTIPURPOSE พร้อมระเบียงขนาดใหญ่ เป็นห้องใต้หลังคาที่น่ารักมากทีเดียวค่ะ ด้วยขนาดห้องที่ใกล้เคียงกับ Master Bedroom ได้เพดานสูง จึงเหมาะที่จะเป็นห้องพระ ห้องหนังสือ หรือใครที่ไม่ได้ เข้าห้องน้ำบ่อยๆ ก็สามารถทำเป็นห้องนอนก็จะได้ความเงียบสงบเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น อย่างที่ไม่ต้องกลัวเรื่องความร้อน จากหลังคา เพราะทุกหลังมีการปูฉนวนกันความร้อน และใช้หลังคาเซรามิกเอ็กเชลล่า มีคุณสมบัติในการนำความร้อนต่ำ จาก SCG   Option 1 จะมีความแตกต่างกับ Standard Option ตรง Foyer มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เหมาะสำหรับบ้านที่มีอยากมีที่เก็บรองเท้า มากหน่อย แต่จะได้ Terrace หน้าบ้านที่เล็กลงมา ส่วนภายในบ้านชั้น 1 และบริเวณสวนจะวางแปลนเอาไว้เหมือนกันค่ะ        ชั้น 2 พื้นที่ Multi-Purpose Room จะหายไปค่ะ แต่จะแทนที่ด้วยห้องนอนที่ 2 ได้ขนาดใหญ่ขึ้น และได้ห้องน้ำ ในตัวเพิ่มขึ้นด้วย เพราะห้องน้ำกลางของชั้น 2 นั้นเพิ่มประตูแบบ Double Access ระหว่างห้องนอนกับ Corridor   ชั้น 3 ห้อง MULTIPURPOSE นี้จะตกแต่งเป็นห้องทำงานส่วนตัวค่ะ ใครที่ชอบความเงียบสงบเวลาทำงาน หรือคนเป็น ฟรีแลนซ์เห็นแล้วคงจะชอบห้องทำงานแบบนี้แน่เลยค่ะ   สิ่งหนึ่งที่เราได้จาก Private Nirvana THROUGH Ekamai-Raminthra คือ ความพอเหมาะพอดีของขนาดพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ใหญ่โตหรือความหรูหราโอ่อ่า อาจจะไม่ใช่คำตอบของความสุขในการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง แต่หากเป็นความรู้สึกและฟังก์ชั่นที่ดีเมื่อได้อยู่อาศัยจริงต่างหากที่จะมาเติมเต็มความรู้สึกของคำว่า “บ้าน”   Private Nirvana THROUGH Ekamai-Raminthra เป็นโครงการที่สามารถฉายภาพของการอยู่อาศัย สำหรับครอบครัวขนาดเล็กแบบคนรุ่นใหม่ออกมาได้อย่างน่ารัก อบอวลไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น จนเชื่อเหลือเกินค่ะว่า หากใครที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสโครงการนี้ด้วยตัวเองแล้ว ก็จะต้องรู้สึกตกหลุมรักอย่างแน่นอน    
All New Design @Nirvana BEYOND Rama 9-Krungthepkreetha : รีวิวบ้าน

All New Design @Nirvana BEYOND Rama 9-Krungthepkreetha : รีวิวบ้าน

กว่า 15 ปีที่ผ่านมา Nirvana Daii มักจะนำเสนอความแตกต่างให้เราได้ติดตามกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในแง่ของงานดีไซน์ และฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้าน ซึ่งเน้นความ Modern เรียบหรูอยู่เสมอ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ! นี่คือโครงการบ้านจากเนอวานา ไดอิ ซึ่งในปีนี้ก็ยังคงไม่หยุดที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนวัตกรรมที่จะมีเพิ่มเข้ามา และตัวบ้าน All New Design เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างเข้าใจ และเข้าถึงให้มากที่สุด       สำหรับ Nirvana BEYOND All New Design ที่เริ่มเผยโฉมกันในปีนี้จะมีความเปลี่ยนแปลงออกไป แต่ยังคงกลิ่นอายของเนอวานาเอาไว้ สิ่งที่เพิ่มเติมคือความเป็น Natural Modern ซึ่งตั้งใจดีไซน์ออกมาให้ดูเป็น Timeless Design ไม่ว่าเวลาจะยาวนานแค่ไหนก็ไม่ตกยุค ด้วยการวางผังที่ทำให้เกิด Inner Court กลางบ้าน เหมือนเอาธรรมชาติเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับเราได้ในทุกๆ วัน ต่อเนื่องไปยังส่วน Exterior Design โชว์ลูกเล่นตรงชั้น 2 ของบ้าน คล้ายกับเอา Rubik มาวางบิดมุมเปลี่ยนองศา เพิ่มมิติออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทำให้บ้านออกมาไม่ใช่แค่ดูโดดเด่น แต่ยังได้ประโยชน์จากการเพิ่มพื้นที่ภายในห้อง และยังสามารถเปิดรับลม และแสงแดดจากธรรมชาติให้สัมผัสถึงตัวบ้านมากขึ้น ประกอบกับ Interior Design ที่ยังคงเน้นฟังก์ชั่นให้กับทุก Generation ในครอบครัว ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของบ้านก็สามารถสื่อสารกันได้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นในการอยู่ร่วมกันในบ้าน ขณะที่ยังคงมีมุมส่วนตัวเป็นของตัวเองอยู่ด้วย ซึ่ง All New Design ที่ว่านี้มีมาให้เลือกกัน 3 Type ได้แก่   SPACE บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่มต้น 57 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 300 ตร.ม. 3 Bedrooms 3 Bathrooms 1 Living Room 1 Powder Room 1 Maid Room 2 Parking Lots   MIND บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่มต้น 60 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 370 ตร.ม. 4 Bedrooms 4 Bathrooms 1 Living Room 1 Maid Room 3 Parking Lots   LUXE บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่มต้น 76 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 470 ตร.ม.   4 Bedrooms 4 Bathrooms 1 Living Room 1 Powder Room 1 Maid Room 3 Parking Lots     นอกจากนี้ยังนำนวัตกรรมหลายอย่างเข้ามาตอกย้ำในความเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับคนรุ่นใหม่ ระบบ Wi-Fi ความเร็วสูงทุกจุดภายในบ้าน ไม่ว่าจะมุมไหนก็อยู่บนโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา, ระบบรักษาความปลอดภัยอันสมบูรณ์แบบจากผู้เชี่ยวชาญด้วยการแบ่งโซน Public, Semi-Public, Private Space ฯลฯ          Rama 9-Krungthepkreetha การคัดสรรทำเลดีๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญไม่แพ้คุณภาพของตัวบ้าน เพราะการอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวสักหลัง เราก็ย่อมต้องการทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกรอบๆ บ้านของเรา และการเดินทางอันสะดวกสบายไม่ไกลจากใจกลางเมือง ซึ่งย่านกรุงเทพกรีฑานั่นตอบโจทย์ได้ดีไม่น้อยสำหรับที่อยู่อาศัยแนวราบดีๆ สักหลัง   ถ.ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า (ถ.กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่) เรียกได้ว่าเป็นถนนน้องใหม่มาแรงของโซนกรุงเทพฯ ตะวันออก ที่มีศักยภาพที่น่าจับตามอง ด้วยถนนกว้างถึง 6-10 เลน และบรรยากาศรอบๆ มีความสงบเป็นส่วนตัว และที่สำคัญคือมีระบบคมนาคมอยู่รายล้อมไม่ว่าจะเป็น ถ.กาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก) เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 10 ก.ม. และทางพิเศษศรีรัชได้ใกล้ที่สุด ทำให้สามารถเดินทางไปยัง New CBD ประมาณ 15 นาที ในอนาคตก็จะมีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีศรีกรีฑา อยู่ด้านหน้าทางเข้าถ.กรุงเทพกรีฑาพอดี และยังห่างจาก แอร์พอร์ตเรลลิงค์ สถานีหัวหมาก ประมาณ 5 ก.ม. ถือว่าหาได้ยากมากสำหรับบ้านเดี่ยวทำเลใกล้ทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าเช่นนี้   สิ่งอำนวยความสะดวกภายในระยะทางไม่เกิน 5-6 ก.ม. ก็ถือได้ว่าเพียบพร้อมทีเดียว เช่น เดอะมอลล์บางกะปิ แม็กซ์แวลู พัฒนาการ เดอะไนน์ พระราม9 โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลรามคำแหง ฯลฯ ทุกสิ่งครบครันเหมาะสำหรับการอยู่อาศัย   Nirvana BEYOND Rama 9-Krungthepkreetha   Facilities ยังคงออกแบบมาสอดคล้องกับดีไซน์ความเป็น Natural Modern ของบ้านภายในโครงการ โดยยังคงมีความกลมกลืนกับธรรมชาติด้วยเส้นโค้งมน ซึ่งจะมีทั้ง Private Lounge & Clubhouse, Panorama Fitness, Infinity Edge Swimming Pool, POSH Garden, Meeting Room, CCTV, Securities 24 hrs., Underground Cable, WIFI Village   ความลงตัวในทุกมิติประกอบเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นโครงการบ้านที่โดดเด่นอย่างเหนือระดับของการใช้ชีวิต อันสมบูรณ์แบบ ที่ Nirvana BEYOND Rama 9-Krungthepkreetha ในราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท       VIP Booking ราคาพิเศษก่อนเปิดพรีเซล SPECIAL OFFER สูงสุด 2 ล้านบาท* วันที่ 30 – 31 มี.ค. นี้ เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ nirvana.bz/BY-RM9-KK-RVYL          
ชีวิตเหนือระดับ กับบ้านดีไซน์ใหม่ล่าสุด Nirvana BEYOND Udon thani : รีวิวบ้าน

ชีวิตเหนือระดับ กับบ้านดีไซน์ใหม่ล่าสุด Nirvana BEYOND Udon thani : รีวิวบ้าน

หลายครั้งของทีม Reviewyourliving พาไปชมโครงการบ้านในกรุงเทพฯ รวมถึงปริมณฑล แต่คราวนี้เราจะพาขึ้นไปยังแดนอีสาน ณ เมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเศรษฐกิจดีที่สุดติดอันดับประเทศ แล้วจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ทำไม Nirvana Daii จึงได้มีความสนใจทำเลแห่งนี้ ลองไปทำความรู้จักพร้อมๆ กันค่ะ     อุดรธานี เป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดติดอันดับต้นของประเทศไทย ไม่ว่าจะด้วยเพราะด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าขายกับประเทศลาวที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีระยะห่างจากเมืองหลวงเวียงจันทร์ เพียง 70 กิโลเมตรเท่านั้น จึงทำให้มีธุรกิจเกิดขึ้นมากมายเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดความเจริญอย่างมาก จนกลายเป็นหนึ่งในหัวเมืองใหญ่ของบ้านเราแบบในปัจจุบัน   นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่หลายแห่ง รองรับทุกไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของชาวอุดรฯ เช่น สนามบินนานาชาติอุดรฯ ที่มีเที่ยวบินต่อวันสูงสุดในภาคอีสาน, หนองประจักษ์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่กลายเป็นจุดเช็คอินสุดฮิป หรือจะเป็นแหล่งช้อปปิ้งอย่างเซ็นทรัลพลาซ่า, UD Town, ไนท์พลาซ่า, พรีเมี่ยมเอาท์เล็ท ฯลฯ เมืองอุดรฯ จึงประกอบไปด้วยทั้งคนท้องถิ่นเดิมที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยความรักในบ้านเกิด คนต่างถิ่นที่เข้ามาประกอบกิจการธุรกิจของตัวเองหรือมาติดต่อค้าขายกัน นักเรียน นักศึกษาเข้ามาเรียนในเมืองใหญ่แห่งนี้ และนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาอยู่ตลอดทั้งปี ทำให้อุดรธานีเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากผู้คนอันหลากหลาย เมื่อมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมมีโครงการที่อยู่อาศัยตามมารองรับความเป็นอยู่ให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามไปด้วย       Nirvana BEYOND Udon thani ไม่บ่อยนักที่จะมี Developer ระดับคุณภาพจากกรุงเทพฯ มาเปิดมุมมองการใช้ชีวิตให้เหนือระดับยิ่งกว่าที่เคย โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวดีไซน์สไตล์ Modern เรียบง่ายแต่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ผสมผสานนวัตกรรมใหม่ๆ มีฟังก์ชั่นการอยู่อาศัยสำหรับทุกคนในครอบครัวให้สะดวกสบายมากกว่าเดิม         บ้านเดี่ยวที่เหนือกว่า...ในทุกมุมมอง ด้วยซีรีส์ใหม่ล่าสุดจาก Nirvana ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะเน้นที่องค์ประกอบหลัก 2 ข้อ นั่นคือ   Modern Living Design บ้านที่มาในรูปแบบ Timeless Design ให้ดูทันสมัยอยู่เสมอด้วยรูปทรงที่บิดมุมของบ้าน เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของการอยู่อาศัย ทำให้สามารถจับวางทิศทางตัวบ้านให้รับลมและแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ในตัวบ้านมากที่สุด และยังทำให้มี Inner Court กลางบ้าน สิ่งสำคัญคือจะเกิดความเป็นส่วนตัวทั้งภายในบ้านแล้วนอกบ้าน ซึ่ง Nirvana Daii ให้ความสำคัญมาตลอด และยังใส่ใจใช้วัสดุระดับ Premium ส่งผลให้เกิด Space เหนือกว่าแบบเดิมๆ ที่เคยมีมา     Modern Living Innovation ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของงานดีไซน์เท่านั้นที่จะทำให้มีชีวิตอันสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นมาได้ เพราะยุคนี้ก็ต้องมีนวัตกรรมเข้ามาทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ Home Automation ระบบ Air Control System ระบบ Wi-Fi ความเร็วสูงทุกจุดภายในบ้าน ระบบเสียงรอบบ้านเชื่อมต่อกับ Smartphone ฯลฯ        สำหรับโครงการ Nirvana BEYOND Udon thani เป็นบ้านเดี่ยวบนถนนเพาะนิยม ทำเลติดกับหนองประจักษ์ ซึ่งเปรียบเสมือนโอเอซิสใจกลางเมืองที่รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกหลักหลายแห่ง ถือเป็นสุดยอดทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดของจังหวัดอุดรธานี ด้วยพื้นที่ทั้งหมด 10-0-88.3 ไร่ แต่มีเพียง 40 ยูนิตเท่านั้น โดยมีแบบบ้านให้เลือก 3 Type 3 Design     SPACE บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่มต้น 57 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 300 ตร.ม. 3 Bedrooms 3 Bathrooms 1 Living Room 1 Powder Room 1 Maid Room 2 Parking Lots MIND บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่มต้น 60 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 370 ตร.ม. 4 Bedrooms 4 Bathrooms 1 Living Room 1 Maid Room 3 Parking Lots LUXE บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่มต้น 76 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 470 ตร.ม.   4 Bedrooms 4 Bathrooms 1 Living Room 1 Powder Room 1 Maid Room 3 Parking Lots   BEYOND FACILITIES Residence Lounge & Beyond  Clubhouse, Panoramic View Fitness, Infinity Edge Swimming Pool & Kid Pool, Oasis Garden, Kid’s Playground, 24 Hrs. Securities & CCTV, Bluetooth Access, WIFI Village, Underground Electric   ความพิเศษทั้งหมดนี้ มีเพียง 40 ครอบครัวเท่านั้นที่จะได้ร่วมใช้ชีวิตแบบ BEYOND บนทำเลที่ดีที่สุดของอุดรธานี ในราคาเริ่มต้น 25-60 ล้านบาท   EXCLUSIVE BOOKING วันที่ 30 มี.ค. นี้ ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสุด >>  nirvana.bz/BY-UDON-RVYL  
Britania Bangna KM.12 บ้านสำหรับทุกคนในครอบครัว : รีวิวบ้าน

Britania Bangna KM.12 บ้านสำหรับทุกคนในครอบครัว : รีวิวบ้าน

Britania Bangna KM.12-บริทาเนีย บางนา กม.12 บ้านเดี่ยว ยังคงเป็นที่ต้องการในชีวิตทุกคนอยู่เสมอ เพราะเป็นที่อยู่อาศัยที่เรียกได้อย่างภาคภูมิใจจริงๆ ว่านี่คือบ้านของเราและครอบครัว แต่ “บ้านที่ดี” สำหรับยุคนี้ ก็คงจะต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น ตอบโจทย์ได้ครบทุกไลฟ์สไตล์อันหลากหลาย อย่างโครงการบริทาเนีย บางนา กม.12 ที่นำนวัตกรรม B Genius Mode ใส่ลงไปในบ้านทุกหลัง เพื่อได้สิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกบ้าน   B Genius Mode ประกอบไปด้วย 1.Digital Living Automation สร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงให้กับบ้านของเรามากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย   Digital Door Lock ระบบล็อคประตูบ้านผ่าน Application ไม่ว่าจะใช้การส่งรหัสผ่านแบบชั่วคราว OTP, Pin Code และแจ้งเตือนเมื่อมีการเปิด-ปิดประตู     Door&Window Magnetic Sensor สั่งเปิดระบบ Armed เมื่อไม่มีใครอยู่บ้าน หากมีการบุกรุกจะแจ้งเตือนผ่าน App   Motion Sensor เซ็นเซอร์ตรวจจับผู้บุกรุก   IP Camera กล้องวงจรปิดดูผ่าน App ได้   Smart Tablet Gateway ควบคุมระบบ Smart Home ผ่าน Tablet โดยจะเป็นตัว Master Control ของบ้าน   Fiber Optic Internet ใช้อินเตอร์เน็ตคุณภาพดีจาก True ทั้งโครงการ   USB Outlet ช่องเสียบ USB ทุกจุดในห้องหลัก ไม่ต้องง้อปลั๊กอะแดปเตอร์   2.Hotel Service On Demand บริการทำความสะอาด ซ่อมแซมดูแลบ้านจากมืออาชีพ เรียกใช้บริการได้ไม่ยุ่งยาก เช่น แม่บ้าน, ช่างเทคนิค ฯลฯ   3.Inter-Personal Space Design ออกแบบฟังก์ชั่นพื้นที่ใช้สอยที่ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และเข้าใจผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ เช่น ครัวไทย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหาร   4.Club Britania หนึ่งในหัวใจสำคัญของ  B Genius Mode ที่ถูกออกแบบจาก "ความเข้าใจ" พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุค 4.0  ที่รักอิสระและชอบความสะดวกสบาย   เพราะ“บ้าน” คือ พื้นที่ส่วนตัว CLUB BRITANIAจึงเป็นสังคมของการSharing จุดนัดพบของคนยุคใหม่ที่รองรับทุกกิจกรรม อาทิ co-working space  สระว่ายน้ำ ฟิตเนส  สนามเด็กเล่น ห้องประชุม ฯลฯ    ทำเลอนาคตสดใส ถ้าหากเอ่ยถึงทำเลที่กำลังจะมี Mega Project สำคัญเกิดขึ้นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ รถไฟฟ้า ทางด่วนที่เชื่อมต่อไปได้หลายเส้นทาง ที่ตั้งสนามบินหลักของประเทศ รวมถึงยังเป็นแหล่งทำงานขนาดใหญ่ คงจะนึกถึงย่านอื่นไปไม่ได้ นอกจาก “บางนา”   ถ.บางนา-ตราด นับจากนี้เป็นอะไรที่น่าจับตามองอย่างมากเลยนะคะ เริ่มกันตั้งแต่ช่วงต้นของถนนบริเวณสี่แยกบางนา กับโครงการที่หลายคนเฝ้าคอยอย่าง Bangkok Mall ซึ่งจะเป็นทั้งศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม อาคารที่อยู่อาศัยให้เช่าหรือเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ อาคารสำนักงานให้เช่า บนพื้นที่ 100 ไร่ ที่เริ่มตอกเสาเข็มทำการก่อสร้างกันแล้ว เสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ฝั่งตรงข้ามกันก็เป็นไบเทคบางนา ก็เป็นที่ทราบกันว่ามีงาน Exhibition ดีๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดทั้งปี ถัดมาไม่ไกลกันนักเป็นห้างสรรพสินค้าเมกาบางนา ที่เข้ามาพลิกโฉมย่านนี้ให้คึกคักจนกลายเป็นแม่เหล็กชั้นดีในการดึงคนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกันครบครันในแห่งเดียว รวมถึงยังมีคอมมูนิตี้อื่นๆ อีกมากมาย   ด้านการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวในย่านนี้ถือว่าสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นถ.บางนา-ตราด ซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่ถึง 9-14 เลน มีทางพิเศษบูรพาวิถีตั้งแต่ช่วงต้นถนนยาวไปจนก่อนถึงนิคมอมตะนคร โดยช่วงสี่แยกบางนาจะสามารถไปเชื่อมกับทางพิเศษเฉลิมมหานคร เข้าสู่ตัวเมือง CBD ได้ง่าย ช่วงกลางเชื่อมต่อกับถ.กาญจนาภิเษก ไปฝั่งบางปะอินหรือพระราม 2 ก็ได้เช่นกัน เดินทางสะดวกขนาดนี้ก็สมแล้วค่ะที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งทำงานทั้งออฟฟิศและโรงงานอุสาหกรรม ตั้งแต่ต้นถนนยาวไปจนถึงชลบุรีเลยค่ะ ที่สำคัญในอนาคตก็จะมีรถไฟฟ้า Light Rail บางนา-สุวรรณภูมิ ซึ่งเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวในปัจจุบันไปจนเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ   สำหรับโครงการ Britania Bangna KM.12 จะตั้งอยู่ในถ.สุขาภิบาล 6 หรือที่เรียกกันว่าซ.วัดบางพลีใหญ่ใน จุดเด่นอย่างหนึ่งคือสามารถเข้า-ออกได้หลายเส้นทางค่ะ คือจากถนนเทพารักษ์ ถนนกิ่งแก้ว แต่หลักๆ ก็จะแนะนำจากถ.บางนา-ตราด ฝั่งขาเข้า แล้วเลี้ยวซ้ายสู่ถ.สุขาภิบาล 6 (ซ.วัดบางพลีใหญ่ใน) ไปประมาณ 1.7 กิโลเมตร ก็จะเห็นโครงการอยู่ทางขวามือค่ะ   ภาพรวมโครงการ Britania Bangna KM.12 โครงการบ้านเดี่ยวสไตล์ British Luxury Comfort แต่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนไทยจริงๆ มีบ้านให้เลือกถึง 3 แบบ คือ   BROMPTON 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 130 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น 1  แพนทรี 1 ครัวไทย 2 ที่จอดรถ REGENT 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 140 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น 1  แพนทรี 1 ครัวไทย 2 ที่จอดรถ OXFORD 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 150 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น 1 อเนกประสงค์ 1  แพนทรี 1 ครัวไทย 2 ที่จอดรถ   ทั้งหมด 182 ยูนิต แยก Clubhouse อยู่ด้านหน้าโครงการ เพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้าน หากต้องมีการรับแขกก็ไม่ต้องเข้าไปที่บ้านก็ได้ ซึ่งใน Clubhouse ก็จะเป็นศูนย์กลาง Facility ของ Britania Bangna KM.12 เพราะจะมีทั้ง สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, Co-living Space, Kid Room, Co-working Space, Petground   แปลนบ้าน สำหรับบ้าน Britania เขาจะมี Gimmick อยู่หลายจุดทีเดียวค่ะ แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็จะอยู่ที่ทุก Type บ้าน มีทั้งครัวฝรั่งที่อยู่ในตัวบ้าน และครัวไทยที่ต่อออกไปอยู่นอกบ้าน ถัดจากครัวฝรั่งด้านใน เนื่องจากจากทำอาหารไทยจะมีกลิ่นค่อนข้างแรง ควันเยอะ จึงเหมาะมากค่ะกับการที่แยกไว้นอกบ้านแบบนี้           เยี่ยมชมโครงการ ตัวโครงการ Britania Bangna KM.12 หาไม่ยากเลยค่ะ หน้าโครงการอยู่ติดกับ 7-11 ที่เป็น Standalone ซึ่งป้ายชื่อโครงการด้านหน้าจะใช้วัสดุสี copper ตัดกับโทนสีขาวที่ใช้เป็นหลัก ซึ่งถ้าเราผ่าน Main Gate เข้าไปแล้วก็จะพบว่าโครงการนี้เป็น Double Gate เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกขั้นค่ะ โดยตัว Clubhouse จะอยู่ทางขวาของ Gate ด้านในก่อนเข้าสู่ภายในโครงการค่ะ     เปิดบ้านตัวอย่าง บ้านตัวอย่างจะมีให้ชมครบทั้ง 3 Type เลยค่ะ โดยเราจะมาเริ่มไปชมพร้อมๆ กันตั้งแต่ขนาดเริ่มต้นที่ BROMPTON 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 130 ตร.ม. ประตูทางเข้าหลักของบ้านจะใช้ประตูกระจกเขียวตัดแสง บานสไลด์ขอบอลูมิเนียมสีดำให้ตัวล็อคแบบกุญแจและมีตัว Double Lock เพิ่มความแน่นหนาดีค่ะ โดยทั้งประตู หน้าต่างจะใช้แบรนด์จาก Windsor ทั้งหลังค่ะ ใช้ไฟ Downlight และตามรูปลั๊กไฟในบ้านก็จะเห็นแบบที่เสียบสาย USB ได้เลย ไม่ต้อง้อตัวอะแดปเตอร์แล้วค่ะ    เข้ามาสำรวจภายในบ้านกันบ้างค่ะ ซึ่งบ้านจริงจะเป็นบ้านเปล่านะคะ ยกแว้นแค่ช่วงโปรโมชั่นที่จะมีบางอย่างให้ แต่หลักๆ คือ พื้นชั้นล่างจะปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ผนังฉาบเรียบสีขาว และได้เครื่องปรับอากาศ Daikin Inverter ทั้งหลัง ที่มีคุณสมบัติประหยัดพลังงาน เย็นได้เร็วกว่าปกติ ควบคุมอุณภูมิคงที่ได้มากกว่า และทำงานเงียบกว่าด้วยค่ะ โดยส่วนแรกของบ้านจะเป็น Living Room ที่สามารถวางโซฟาได้ถึง 4-5 ที่นั่ง เชื่อมต่อลึกเข้าไปด้านในก็จะเป็นส่วนของพื้นที่สำหรับโต๊ะทานข้าวขนาดประมาณ 4-6 ที่นั่งค่ะ   อีกส่วนหนึ่งของชั้นแรกจะเป็นบันได ห้องน้ำ และห้องครัวค่ะ ซึ่งแม้จะเป็นครัวเปิด แต่ก็มีการกั้นผนังแยกโซนเอาไว้อย่างเป็นสัดส่วน โดยผนังจะมีการเจาะช่องเอาไว้ เพื่อไม่ให้ดูทึบจนเกินไปค่ะ สะดวกเวลาทำครัวพร้อมกับจัดโต๊ะอาหารไปด้วยเลย   ห้องน้ำของชั้นแรกจะมีทั้งส่วนเปียกด้านใน และส่วนแห้งค่ะ โดยสุขภัณฑ์ทั้งหมดใช้แบรนด์ American Standard ไม่ว่าจะเป็น อ่างล้างหน้าแบบแขวนผนัง ฝักบัว ที่วางสบู่ โถสุขภัณฑ์ สายชำระ ราวแขวนผ้า แกนใส่ทิชชู่ พร้อมติดกระจกเงาให้มาครบเลยค่ะ   ถัดมาด้านในสุดเป็นห้องครัวค่ะ ซึ่งจะสามารถวางเคาน์เตอร์ครัวแบบผนังด้านเดียวได้ พร้อมพื้นที่สำหรับวางตู้เย็น มีหน้าต่างบานสไลด์ 2 ตอนเอาไว้ เหมาะสำหรับวางซิงค์ให้ตรงกับหน้าต่างค่ะ เพื่อระบายความชื้นที่จะก่อให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ง่าย  และประตูด้านหลังก็จะเปิดไปเชื่อมต่อกับครัวไทยด้านนอกได้เลย ไม่ต้องไปต่อเติมเองทีหลัง ตรงนี้รับรองว่าคนทำครัวจะต้องชอบแน่นอนค่ะ   กลับเข้ามาในบ้านเพื่อขึ้นไปดูที่ชั้น 2 กันบ้างค่ะ บันไดเป็นโครงการคอนกรีต Top ไม้สีอ่อน เดินแล้วไม่เกิดเสียงดังค่ะ และยังมีหน้าต่างบานสูงอยู่ระหว่างทางเดินบันได เพื่อเพิ่มแสงสว่างให้จุดที่เสี่ยงจะเกิดอันตรายขึ้นในบ้านได้ง่ายแบบตรงบันไดบ้านนี่แหละค่ะ   ขึ้นมาชั้น 2 ก็จะเจอห้องนอน 3 ห้อง ห้องน้ำแยกอีก 1 ห้องค่ะ โดยพื้นของชั้นนี้จะปูด้วยลามิเนตค่ะ   เริ่มจากห้องแรกทางซ้ายมือของบันไดค่ะ ภายในห้องจะสามารถวางเตียงขนาด 3.5 ฟุต พร้อมตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงานได้ มีหน้าต่างบานกระทุ้ง 1 บาน หน้าต่างบานสไลด์ด้านข้างอีก ห้องจึงดูสว่างโล่งดีค่ะ   ถัดจากห้องนอนแรกทางซ้ายมือของบันไดก็จะเป็นห้องน้ำแยกค่ะ โดยภายในห้องน้ำจะปูด้วยกระเบื้องเซรามิคทั้งหมด ส่วนแห้งอยู่ก่อนถึงส่วนเปียกด้านในสุด ที่มีหน้าต่างบานกระทุ้งสำหรับเพิ่มแสงสว่าง และระบายอากาศเอาไว้ด้านบน หากเราสังเกตก็จะเห็นว่าในห้องน้ำทุกห้องของบ้านจะมีปลั๊กไฟที่มี USB ให้มาด้วย สะดวกสบายมากๆ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของบ้าน   หันกลับมาทางขวาของบันไดกันบ้างค่ะ จะเป็นห้องนอนที่ 2 และห้อง Master Bedroom   ห้องนอนที่ 2 จะมีพื้นที่ใหญ่ขึ้นมาจากห้องแรกเล็กน้อยค่ะ โดยจะสามารถวางเตียง 3.5 ฟุต พร้อมตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงาน มีหน้าต่างบานกระทุ้งตรงหัวนอน และบานใหญ่ด้านข้างมองเห็นทางฝั่งหน้าบ้านค่ะ   Master Bedroom จะสามารถวางเตียงขนาด 5-6 ฟุต ไว้กลางห้องได้ค่ะ จะมีส่วนที่เป็น Walk In Closet อยู่หน้าห้องน้ำในตัวด้วยนะ โดยในห้องน้ำจะมีการกั้นฉากอาบน้ำเอาไว้ให้ด้วย สุขภัณฑ์ทั้งหมดก็จะได้มาตามที่เห็นเลยค่ะ ซึ่งจะมีระเบียงส่วนตัวกั้นด้วยประตูกระจกบานสไลด์ ซึ่งระเบียงจะกั้นด้วยราวกันตกเป็นเหล็กโปร่งสีดำ ปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิค     บ้านตัวอย่างหลังที่ 2  REGENT 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอยรวม 140 ตร.ม. ประตูหลักของบ้านใช้ประตูกระจกเขียวตัดแสง บานสไลด์ 2 ตอน ระบบ Double Lock แน่นหนา มีเฉลียงหน้าบ้านยื่นออกมาเล็กน้อย และที่นั่งสำหรับนั่งใส่รองเท้า    ภายในบ้านเริ่มด้วย Living Room สามารถวางโซฟาขนาด 4-5 ที่นั่งได้ พร้อมกับ Coffee table และเคาน์เตอร์ทีวีได้สบายๆ ค่ะ ถัดจาก Living Room เข้าไปจะมีประตูกระจกบานสไลด์ออกไปข้างบ้านได้    ด้านในสุดของบ้านจะเป็นพื้นที่สำหรับวางโต๊ะทานอาหารขนาด 4-6 ที่นั่ง และยังมีส่วนที่เป็นเหมือนห้องอเนกประสงค์ สามารถรองรับได้ทุกไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้หลากหลายเลยค่ะ เช่น เป็นมุมอ่านหนังสือ มุมโต๊ะทำงาน ฯลฯ และยังมีหน้าต่างอยู่รอบด้าน ก็จะยิ่งเพิ่มแสงสว่างให้เข้ามาได้มากขึ้น แม้จะอยู่ด้านในสุดของบ้าน   อีกฝั่งของบ้านจะเป็นบันได และกั้นส่วนห้องน้ำกับครัวได้อย่างเป็นสัดส่วนมากทีเดียวค่ะ ดีกว่าการที่ปล่อยให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งๆ เพราะถ้ามีแขกมาที่บ้านก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเห็นในครัวเลยค่ะ ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาให้ได้ดีมากค่ะ คำนึงถึงการอยู่อาศัยจริง   ห้องครัวหลบเข้ามาด้านในสุดอย่างดูเป็นส่วนตัวมากค่ะ ซึ่งพื้นที่ก็สามารถวางตู้เย็น พร้อมเคาน์เตอร์ครัวแบบผนังด้านเดียวได้ มีประตูบานทึบกั้นส่วนที่เป็นครัวไทยด้านนอก โดยจะมีการปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิค ทำเคาน์เตอร์ไว้ให้เรียบร้อยเลยค่ะ เวลาใช้งานครัวจริงๆ ก็สะดวกสบายขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ   บันไดจะอยู่ช่วงกลางบ้าน หลังเคาน์เตอร์ทีวีตรง Living Room ค่ะ ระหว่างทางบันไดก็จะมีหน้าต่างทรงสูงเอาไว้เพื่อเพิ่มแสงสว่าง เรียกได้ว่าไม่ให้มีจุดทึบในบ้านเลยนะคะ   ชั้น 2 จะมี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำแยกค่ะ เริ่มจากห้องนอนแรกทางขวามือของบันไดกันก่อนเลย   ห้องนอนแรกจะอยู่ทางฝั่งหน้าบ้านค่ะ สามารถวางเตียงขนาด 3.5 ฟุต พร้อมตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะทำงานได้ จะมีหน้าต่างอยู่ตรงหัวนอน และด้านข้างค่ะ   ถัดจากห้องนอนแรกเป็นห้องน้ำแยกค่ะ ภายในจะปูด้วยกระเบื้องเซรามิคทั้งหมด แยกส่วนเปียกเอาไว้ด้านในสุด มีหน้าต่างบานกระทุ้งสำหรับเพิ่มแสงสว่าง และระบายความชื้น สุขภัณฑ์ใช้ American Standard ทั้งหมด   หันไปทางด้านซ้ายของบันไดค่ะ จะเจอกับห้องนอนที่ 2 และ Master Bedroom ทางขวามือของภาพ   ห้องนอนที่ 2 ห้องนี้อยู่ทางฝั่งหลังบ้านค่ะ มีพื้นที่วางเตียงได้ 3.5 ฟุต และตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะทำงานได้ โดยมีพื้นที่เหลือด้านข้างเตียง   สุดท้ายที่ Master Bedroom ค่ะ พื้นที่กลางห้องสามารถวางเตียงได้ขนาด 5-6 ฟุต โดยมีทางเดินเหลือได้รอบเตียงทั้งสองด้าน มีส่วนที่เป็น Walk In Closet อยู่หน้าห้องน้ำในตัว ซึ่งภายในห้องน้ำก็จะได้สุขภัณฑ์ทุกอย่างตามที่เห็นค่ะ ส่วนระเบียงด้านข้างเตียงจะกั้นด้วยประตูกระจกเขียวตัดแสง ขอบอลูมิเนียม ตรงระเบียงจะกั้นด้วยเหล็กโปร่งสีดำ ปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิคค่ะ      หลังสุดท้ายเป็น Type ใหญ่ที่สุดของโครงการค่ะ OXFORD 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 150 ตร.ม. ความพิเศษของบ้าน Type ใหญ่นี้จะมีตั้งแต่หน้าบ้านกันเลยค่ะ ตรงที่จอดรถจะมีห้องเก็บของเอาไว้ให้ด้วยค่ะ และประตูหน้าบ้านที่เป็นกระจกบานสไลด์ จะเป็นกระจกเข้ามุมทั้งสองฝั่งยื่นออกมา จะช่วยเพิ่มมุมมองจากด้านในให้กว้างขึ้น รับแสงสว่างได้มากขึ้นด้วยค่ะ   ด้านในบ้านเริ่มจาก Living Room พื้นที่กว้างขวางมากๆ เลยค่ะ มากพอที่จะจัดปาร์ตี้ในบ้านกันได้เลย โดยสามารถวาง L shape sofa พร้อมกับโต๊ะทานข้าวได้เลยค่ะ โดยจะสังเกตเห็นว่าด้านข้างเคาน์เตอร์ทีวีจะมีตัว Smart Tablet Gateway ควบคุมระบบ Smart Home ติดอยู่ที่ผนัง เพื่อควบคุมระบบไฟฟ้าหลักของบ้าน ซึ่งตัวนี้จะติดตั้งมาให้ทุกหลังเลยค่ะ    สำหรับ Type นี้จะมีห้องนอนอยู่ชั้นล่างนี้ด้วยค่ะ อยู่ทางขวามือของบันได   ห้องนอนชั้นล่างแบบนี้ เหมาะสำหรับเป็นห้องของผู้สูงอายุค่ะ เพราะไม่ต้องเดินขึ้น-ลงบันได ให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ โดยภายในห้องก็มีหน้าต่างทั้งตรงหัวนอน และด้านข้างเตียง ไม่ต้องกังวลว่าอยู่ชั้นล่างแล้วจะอับทึบค่ะ   ถัดมาเราจะเห็นประตูด้านซ้ายมือใกล้กับห้องน้ำค่ะ เป็นประตูที่สามารถทะลุออกไปตรงที่จอดรถได้ ซึ่งบ้านจริงจะติดตั้ง Digital Door Lock เอาไว้ตรงประตูนี้ด้วยนะคะ    ห้องครัวได้พื้นที่ใหญ่ขึ้นมาอีกค่ะ จะได้การวางครัวแบบ Double Wall Kitchen ใช้แยกเป็นส่วนเตรียม ปรุงอาหาร และส่วนเก็บล้างได้อย่างเป็นสัดส่วนยิ่งขึ้น ส่วนครัวไทยด้านนอกก็ยังคงมีมาให้เช่นเคยค่ะ โดยครัวไทยด้านนอกจะเปิดโล่ง สามารถเดินทะลุได้ทั้งทางหน้าบ้านและหลังบ้านค่ะ    กลับขึ้นมาที่ชั้น 2 กันค่ะ พื้นที่ตรงกลางจะเป็นห้องอเนกประสงค์ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์แต่ละครอบครัวได้เลย เช่น เป็น Living Room สำหรับเด็กๆ แยกจากแขกของผู้ใหญ่ด้านล่าง หรือจะเป็นมุมโปรดนั่งอ่านนหังสือก็ได้นะคะ   มาดูกันทางฝั่งขวามือก่อนค่ะ มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เริ่มจากห้องน้ำตรงกลางค่ะ สุขภัณฑ์ต่างๆ อุปกรณ์ รวมถึงกระจกเงา จะได้มาตามบ้านตัวอย่างพร้อมใช้งานค่ะ   ห้องนอนแรกค่ะ วางเตียงขนาด 3.5 ชิดกำแพงที่มีหน้าต่างเอาไว้ ก็จะได้พื้นที่ทางเดินข้างเตียงเพิ่มมากขึ้น   หันกลับไปดูห้องนอนที่ 2 ด้านขวามือของภาพกันต่อค่ะ ซึ่งจะมีขนาดเพิ่มขึ้นมาอีก พอที่จะวางเตียงขนาด 5 ฟุต พร้อมตู้เสื้อผ้าได้ค่ะ   สุดท้ายสำหรับ Master Bedroom ค่ะ เป็นห้องที่สามารถวางเตียงได้ถึง 6 ฟุต แล้วยังมีพื้นที่ทางเดินได้รอบเตียง มีพื้นที่ Walk In Closet ที่เชื่อมต่อกับห้องน้ำในตัว ส่วนระเบียงสำรับบ้าน Type นี้จะแตกต่างตรงที่มีราวกันตกกั้นด้วยกระจกนิรภัยค่ะ      Britania Bangna KM.12 เป็นบ้านเดี่ยวที่เชื่อว่าจะเข้าไปอยู่ในใจใครหลายคนค่ะ เพราะนอกจากจะมีการจัด Space ภายในบ้านได้ดี บ้านดูสว่างโปร่ง ไม่มีจุดอับทึบแล้ว ยังมีการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านเข้าไปอย่างเต็มที่ อย่างนวัตกรรม B Genius Mode ที่นำเอาความเป็นจริงของการใช้ชีวิตมาเป็นหลักในการพัฒนาจนกลายเป็นบ้านสไตล์ Britania ที่มีความแตกต่าง ไม่เหมือนใคร