Tag : Review

528 ผลลัพธ์
The Tree Elegance Tiwanon : รีวิวคอนโด

The Tree Elegance Tiwanon : รีวิวคอนโด

สวัสดีค้าบบบ..รีวิวฉบับนี้ผมจะพาไปดูโครงการ The Tree Elegance Tiwanon คอนโดใหม่จากพฤกษา บนถนนประชาราษฏร์ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินเก่าของโรงหนังนครนนท์รามา โรงหนังเก่าแก่ในย่านนี้ ทำเลในย่านนี้ถือว่าน่าสนใจทีเดียวครับ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่กำลังจะเปิดให้บริการในปลายปีนี้แล้ว การเดินทาง ด้วยการที่ตัวโครงการตั้งอยู่บนถนนประชาราษฎร์ ใกล้กับแยกติวานนท์ มีถนนหลายสายตัดผ่าน ทำให้เรื่องการเดินทางสามารถเลือกได้หลายเส้นทางเลยนะครับ ทั้งถนนติวานนท์ มาจากทางปากเกร็ด ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี จากทางวงศ์สว่าง-บางซื่อ หรือจะข้ามสะพานพระราม 5 มาลงถนนนครอินทร์ หรือจะเป็นถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี และถนนพิบูลสงครามก็ใช้ได้เหมือนกัน เส้นทางแรก เราใช้ถนนติวานนท์มาจากทางปากเกร็ด ขับตรงตามถนนติวานนท์มาเรื่อยๆ ผ่านแยกแคราย ก่อนจะผ่านสถานี MRT กระทรวงสาธารณสุข มาเลี้ยวขวาที่แยกติวานนท์ เข้าสู่ถนนประชาราษฏร์ จากแยกติวานนท์มาประมาณ 800 เมตร ก็ถึงโครงการแล้วครับ ขอเริ่มจากบริเวณถนนติวานนท์ ก่อนถึงกระทรวงสาธารณสุขเลยนะครับ เราตรงมาตามถนนติวานนท์เรื่อยๆ จนเริ่มจะเห็นรางรถไฟฟ้าอยู่ด้านบนแล้ว ตรงมาอีกหน่อยจะเห็นตัวสถานี MRT กระทรวงสาธารณสุข ด้านซ้ายมือจะเห็นทางเข้ากระทรวงสาธารณสุข อยู่ติดกับตัวสถานีเลยครับ ต่อไปข้าราชการที่ทำงานในกระทรวงฯ จะเดินทางกันได้สะดวกมากขึ้น เลยจากกระทรวงสาธารณสุขมานิดเดียว จะเห็นสะพานข้ามแยกติวานนท์ ให้ชิดซ้ายไม่ต้องขึ้นสะพานนะครับ มองไปทางขาวมือจะเห็นบิ๊กซี ติวานนท์แอบอยู่ จากนั้นเราก็มาเลี้ยวขวาที่แยกติวานนท์ เลี้ยวขวามาเราก็เข้าสู่ถนนประชาราษฏร์แล้วล่ะครับ เลยแยกมานิดหน่อยจะเห็นทางเข้าบิ๊กซี บรรยากาศบนถนนประชาราษฏร์เป็นถนน 4 เลน แต่ใช้งานจริงๆ ได้แค่ 2 เลน เพราะจะเห็นว่าเลนซ้ายสุดของทั้ง 2 ฝั่งกลายเป็นที่จอดรถไปเรียบร้อย จากแยกติวานนท์มาประมาณ 800 เมตร ก็ถึงตัวโครงการแล้วครับ ตั้งอยู่ด้านขวามือ สังเกตเห็นได้ไม่ยากครับ เส้นทางที่ 2 เราใช้ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี มาจากทางบางซื่อ วิ่งตามถนนกรุงเทพ-นนทบุรี มาเรื่อยๆ ผ่านแยกวงศ์สว่าง ผ่านสถานี MRT แยกติวานนท์ จากนั้นตรงผ่านแยกติวานนท์ เข้าถนนประชาราษฏร์ ด้านถนนกรุงเทพ-นนทบุรี เราเริ่มใกล้ๆ กันเลยนะครับ ที่สถานี MRT แยกติวานนท์ เส้นนี้เดินทางง่ายครับ ตรงอย่างเดียว เลยมาอีกนิดเดียวก็เป็นแยกกติวานนท์ เราตรงผ่านแยกไปก็จะเข้าประชาราษฏร์แล้วครับ อีกหนึ่งเส้นทาง เราใช้ถนนพิบูลสงคราม มาจากถนนนครอินทร์ ข้ามสะพานพระราม 5 ตรงนี้สามารถเลือกไปได้ 2 ทางนะครับ จะตรงไปตามถนนนครอินทร์แล้วค่อยไปเลี้ยวซ้ายที่แยกติวานนท์ก็ได้ หรือจะลงที่ถนนพิบูลสงคราม แล้วค่อยมาเลี้ยวขวาตรงตลาดนนทบุรี เข้าถนนประราษฏร์ก็ได้เหมือนกัน ด้านถนนพิบูลสงครามขอเริ่มจากบริเวณตลาดนนทบุรีเลยนะครับ ตลาดนนทุบรีถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ของกิน ของใช้ เพียบ!! ขับมาเรื่อยๆ เรามาเลี้ยวขวาที่สามแยก เพื่อเข้าถนนประชาราษฏร์ ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปทางท่าน้ำนนทบุรี จากนั้นตรงยาวไปเลยครับ เลยมาอีกจะมีอีกแยกเป็นแยก อ.ต.ก. ตลาดสด ถนนประชาราษฏร์ตัดกับถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี จากสี่แยก อ.ต.ก. ตลาดสด ไปอีกประมาณ 350 เมตร ก็ถึงโครงการอยู่ด้านซ้ายมือแล้วครับ ส่วนใครที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ส่วนตัว ก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะปลายปีนี้รถไฟฟ้าสายสีม่วงก็จะเปิดให้บริการแล้ว สถานีที่อยู่ไม่ไกลจากโครงการอีก 2 สถานีให้เลือก คือสถานีแยกติวานนท์ ห่างจากโครงการประมาณ 1.3 กม. และสถานีกระทรวงสาธารณสุข ห่างจากโครงการประมาณ 1.4 กม. แม้จะไม่ใช่ระยะทางที่เดินได้สบายๆ แต่ถนนประชาราษฎร์หน้าโครงการมีรถสาธารณะวิ่งให้บริการเยอะพอสมควร ทั้งวินอมเตอร์ไซค์ รถสองแถว รถเมถ์สายต่างๆ หรือแม้แต่รถสามล้อถีบ ก็ยังมีให้บริการ หรือถ้าใครสะดวกเดินทาง ทางน้ำ นั่งเรือมาลงท่าน้ำนนทบุรี ต่อรถสองแถวอีกนิดเดียว ก็สะดวกไปอีกแบบนะครับ ถือว่าการเดินทางในย่านนี้ค่อยข้างสะดวกดีทีเดียวนะครับ ทั้งการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ที่มีถนนให้เลือกหลายสาย และการเดินทางด้วยระบบสาธารณะ ทั้งทางบก และทางน้ำ ยิ่งเมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้บริการแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มความสะดวกให้มากขึ้นไปอีก วิเคราะห์รอบโครงการ โครงการ The Tree Elegance ติวานนท์ ตั้งอยู่ติดถนนประชาราษฎร์ ซึ่งเป็นถนนใหญ่ และอยู่ห่างจากแยกติวานนท์ไม่มากนัก เพราะเดินจากหน้าโครงการออกไปเพียงแค่ 700 เมตร ก็เจอห้าง Big C ติวานนท์แล้ว ที่สำคัญทำเลในย่านนี้ยังเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยที่พักอาศัยที่อยู่กันมานานแล้ว อาคารพาณิชย์ ร้านค้าต่างๆ จึงเรียงรายไปตลอดถนนทั้งสาย เรียกได้ว่าเกือบทุกประเภทกิจการ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านโชห่วย ร้านขายอะไหล่ยนต์ ร้านแบตเตอรี่ ศูนย์รถยนต์ ฯลฯ ยิ่งถ้าเลยไปทางท่าน้ำนนท์ ก็จะยิ่งพบกับความอุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นแหล่งจับจ่ายสำคัญของย่านนี้ เพราะมีทั้งตลาดสด ร้านขายข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินนี่มีร้านดังๆ เพียบเลยครับ ได้ข่าวว่าถ้าจะชิมให้ครบคงต้องใช้เวลากันนานเลยทีเดียว แต่ถ้าต้องการที่จะช็อปปิ้งในห้างใหญ่ๆ ก็ต้องออกไปทางงามวงศ์วาน ไม่ก็ทางรัตนาธิเบศร์ ซึ่งก็มีทั้ง The Mall, ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า, Tesco Lotus, เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ และ Esplanade รอบๆ โครงการจะเป็นตึกแถวเก่าๆ ส่วนใหญ่จะเปิดเป็นร้านขายแบตเตอรี่ และมีร้านขายอาหารบ้างประปราย อยู่ฝั่งตรงข้ามโครงการ จะมีเซเว่น และร้านขายอาหาร เท่าที่เห็นมีธนาคารอยู่ 2 เจ้าบนถนนเส้นนี้ คือธนาคารกรุงเทพ อยู่เลยจากโครงการไปทางท่าน้ำนนท์ และธนาคารไทยพาณิชย์ อยู่ก่อนถึงบิ๊กซี บิ๊กซีอยู่ห่างจากโครงการมาประมาณ 700 เมตร มีรถสองแถว รถเมถ์ หลายสายไว้คอยให้บริการ สำหรับใครที่เคยชินกับการอาศัยอยู่ท่ามกลางชุมชน ทำเลของโครงการ The Tree Elegance ติวานนท์ คงตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีครับ เพราะนอกจากเรื่องแหล่งอาหารการกินแล้ว บริเวณใกล้ๆ โครงการก็ยังมีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล วัด หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ ทำให้องค์ประกอบสำหรับการอยู่อาศัยครบถ้วนสมบูรณ์ดีทีเดียว การเดินทางก็สะดวก และทำได้หลายทางอย่างที่กล่าวไปแล้วในหัวข้อการเดินทางข้างต้น ทีนี้เรามาดูรอบๆ ที่ตั้งโครงการกันบ้างครับ ที่ดินของโครงการมีลักษณะลึกเข้าไปด้านใน ด้านหน้าขนาบข้างด้วยอาคารพาณิชย์สูง 4-5 ชั้น ซ้ายขวาของที่ดินมีอาคารหอพักอยู่ทางด้านตะวันออก ส่วนด้านที่เหลือเป็นบ้านพักอาศัยสูงไม่เกิน 3 ชั้น ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้ผลกระทบเรื่องวิวจากห้องพักเท่าไหร่ เพราะห้องพักอาศัยของ The Tree Elegance เริ่มต้นกันตั้งแต่ชั้น 8 ขึ้นไป เลยพ้นระยะเรื่องถูกตึกข้างๆ บังวิวไปเรียบร้อยครับ และในปัจจุบันพื้นที่ใกล้ๆ โครงการก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีคอนโด High Rise หรือตึกอื่นๆ จะขึ้นมาบังวิว การเลือกตำแหน่งห้องพักจึงตัดกังวลไปได้บ้าง ส่วนใครที่เน้นเรื่องวิวสวย ห้องพักทางทิศตะวันตกซึ่งหันไปทางท่าน้ำนนท์ ถ้าเลือกชั้นสูงๆ หน่อยก็จะเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้ชัดเจน ในขณะที่ทางฝั่งตะวันออกจะเป็น City View ครับ เรื่อง Facility ทางโครงการก็จัดมาให้เต็มที่เลยครับ เริ่มกันตั้งแต่ชั้น 1 ซึ่งนอกจากล็อบบี้ทั้งแบบ Indoor และ Outdoor แล้ว ก็ยังมีห้องประชุม สวนหย่อม รวมถึงที่จอดจักรยานด้วย ส่วนที่ชั้น 8 ก็จะมีสวนขนาดใหญ่ไว้สำหรับพักผ่อน มุมอ่านหนังสือ สนามเด็กเล่น และลานโยคะ ในขณะที่ชั้นที่ 40-42 จะเป็นศูนย์รวม Facility หลักของโครงการ ซึ่งมีทั้งสระว่ายน้ำในระบบน้ำเกลือ แบบ Infinity Edge Pool พร้อมสระว่ายน้ำสำหรับเด็ก ห้องออกกำลังกายขนาดใหญ่ที่ใช้พื้นที่มากขึ้น 2 ชั้น นอกจากนี้ยังมี Jogging Track, Pool Room และ Sky Lounge ไว้ชมวิวจากมุมสูงได้อีกด้วย และจากข้อมูลที่ได้มาทำให้เราทราบว่า เดิมทีที่ดินของโครงการเคยเป็นโรงหนังมาก่อน ดังนั้นทางโครงการจึงพยายามคงบรรยากาศของความเป็น Entertainment Center ไว้ด้วยการเพิ่มห้องดูหนัง ห้องคาราโอเกะ และพื้นที่จัดปาร์ตี้ไว้ให้ลูกบ้านได้ใช้สอยกันอย่างเต็มที่ครับ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องของที่ระบบรักษาความปลอดภัย ที่เป็นไปตามมาตรฐานทั้ง รปภ. CCTV 24 ชั่วโมง และการเข้าออกอาคารด้วยระบบ Key Card ล็อคชั้น ลิฟท์โดยสารทั้งหมด 5 ตัว และลิฟท์ขนของแยกให้อีก 1 ตัว ในขณะเดียวกันพื้นที่จอดรถก็จัดสรรไว้ให้ตั้งแต่ชั้น 1-7 ซึ่งนับรวมแล้วก็มาถึง 410 คันเลยทีเดียว (ยังไม่รวมจอดซ้อนคัน) ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับโครงการระดับนี้ครับ แบบจำลองโครงการ เป็นอาคารสูง 42 ชั้น Master Plan ของโครงการ ที่ชั้น G จะเป็น Lobby มีทั้งแบบ Indoor และ Outdoor อีกส่วนหนึ่งเป็นที่จอดรถ ทางเข้า-ออกโครงการ ใช้ทางเดียว บรรยากาศ Lobby ที่ชั้น G ด้านข้างโครงการมี Drop off เล็กๆ ไว้จอดรถรับ-ส่ง ให้บรรยากาศเหมือนโรงหนังเก่า ด้านหน้าโครงการยังคงความเป็นโรงหนังเก่า โดยมีพื้นที่เล็กๆ ทำเป็นห้องดูหนัง และห้องคาราโอเกะ ไว้ให้ความบันเทิงกับลูกบ้าน ที่จอดรถจักรยาน ห้องพักอาศัยจะเริ่มต้นที่ชั้น 8 เลยนะครับ เพราะชั้น 1-7 จะถูกใช้เป็นที่จอดรถทั้งหมด และมีส่วนหนึ่งถูกแบ่งไปทำเป็นสวนสีเขียว เป็นมุมพักผ่อนให้ลูกบ้าน ภาพจากโมเดลจำลองของสวนบนชั้น 8 ตั้งแต่ชั้น 11 ขึ้นเป็นจะเป็นห้องพักอาศัยทั้งหมด ถึงชั้น 40 จะเริ่มมีส่วนหนึ่งเป็น Facility ชั้น 41 จะเป็น Facility เต็มรูปแบบ ทั้งสระว่ายน้ำ แยกสระเด็ก Jogging Track Pool Room และ Duplex Gym ที่กินพื้นที่ขึ้นไปถึงชั้น 42 บรรยากาศภายในฟิตเนส แบบจำลอง Duplex Gym บนชั้น 41-42 สระว่ายน้ำแนวยาวบนชั้น 41 บรรยากาศของ Jogging Track ให้ลูกบ้านได้วิ่งออกกำลังกาย ชั้น 42 จะเป็นชั้นบนสุด จะมีฟิตเนสส่วนหนึ่งที่กินพื้นที่ขึ้นมาจากชั้น 41 และอีกส่วนหนึ่งเป็น Sky Lounge เป็นมุมพักผ่อน รับวิวจากชั้นสูงสุดของโครงการ Sky Lounge บนชั้น 42 พาชมห้องตัวอย่าง สำหรับโครงการ The Tree Elegance ติวานนท์ จะมีความแตกต่างจากแบรนด์ The Tree โครงการอื่นๆ อยู่บ้าง เพราะด้วย Concept การออกแบบที่ต้องการสะท้อนความหรูหรา และความคลาสสิคของย่านนนทบุรี จึงมีการผสมผสานสถาปัตยกรรมอันคลาสสิคของนนทบุรีเข้ามาให้เห็นรูปแบบการตกแต่งอาคารด้วย ในขณะที่ภายในห้องพักก็ยังคงเน้นความเรียบหรู อยู่สบาย แน่นอนว่าเราเก็บภาพบรรยากาศภายในห้องตัวอย่างมาให้ได้ชมกันด้วย ซึ่งทางโครงการก็จัดเตรียมห้องตัวอย่างไว้ให้ชมถึง 3 แบบด้วยกัน โดยเริ่มกันที่ห้องแบบ Studio ขนาด 22-23 ตร.ม. ห้อง 1 Bedroom ขนาด 24-29 ตร.ม. และห้อง 2 Bedroom ขนาด 48 ตร.ม. ซึ่งห้องทั้งหมดภายใต้แบรนด์ The Tree จะขายกันมาแบบห้องโล่งๆ มีเพียงวัสดุอุปกรณ์ในห้องน้ำตามมาตรฐานเท่านั้นมีให้มาพร้อมห้อง ส่วนอื่นๆ ที่เหลือลูกบ้านจะต้องตกแต่งเพิ่มเติมกันเอาเองครับ แบบห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 24.5 ตารางเมตร เข้ามาในห้องจะเป็นส่วน Living Area ก่อนเลยครับ พื้นที่ในส่วนของ Living Area ได้ขนาดพอเหมาะ ระยะห่างระหว่างทีวี กับโซฟา ไม่แคบจนเกินไป จุดที่วางโซฟา สามารถเลือกวางโซฟาแบบ 2-3 ที่นั่งกำลังดีครับ ให้เหลือพื้นที่สักหน่อย ถ้าวางโซฟาเต็มพื้นที่จะดูอึดอัดไปหน่อย ถัดจาก Living Area เข้ามาจะเป็นส่วนของห้องนอน วางเตียง 5 ฟุตกำลังดีครับ มีพื้นที่ข้างเตียงเหลือนิดหน่อย ระหว่างห้องนอนกับ Living Area จะกั้นด้วยกระจกบานเลื่อน 3 ตอน หน้าต่างในห้องนอนจะเป็นบานเลื่อน 2 บาน ด้านปลายเตียงจะเป็นจุดวางตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเครื่องแป้ง จากห้องนอนมองตรงไปจะเป็นส่วนครัว และห้องน้ำ พื้นที่ส่วนครัวที่ให้มาประมาณนี้นะครับ Built in เคาน์เตอร์ครัวเข้าไปแล้ว ก็เหลือพื้นที่อยู่พอสมควร ส่วนห้องน้ำจะอยู่ด้านในสุด ติดกับครัว ระเบียงจะอยู่ติดกับครัว จุดที่วางเครื่องซักผ้า และคอมเพรสเซอร์แอร์ จะอยู่ที่ระเบียงนี่แหละครับ การจัดวางสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ สุขภัณฑ์ในห้องน้ำจะได้ของ American Standard อ่างล้างหน้าทรงสี่แหละ ในส่วนเปียก ห้องจริงจะไม่มีกระจกกั้นให้นะครับ ชุดฝักบัวก็เป็นของ American Standard เหมือนกัน แบบต่อมาเป็นแบบ 1 ห้องนอน เหมือนกันครับ แต่ขนาดจะใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อยเป็น 27.5 ตารางเมตร ห้อง Type นี้จะจัด Layout เป็นสัดส่วนมากขึ้น ห้องนอนจะแยกออกมาชัดเจน เมื่อเข้ามาให้ห้องแล้วจะเป็นส่วน Living Area ก่อนเหมือนเดิมครับ พื้นที่จะกว้างขวางขึ้นพอสมควร ระยะห่างของทีวีกับโซฟาก็มากขึ้น วางทีวีจอใหญ่สะใจได้เลยครับ สามารถวางโซฟา 3 ที่นั่งแบบ L-Shape ได้สบายๆ จาก Living Area เข้าไปด้านใน จะแบ่งเป็น 2 ห้อง ด้านซ้ายมือจะเป็นห้องนอน ส่วนด้านขวาจะเป็นห้องครัว ห้องครัวจะเป็นแบบปิด กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน ขนาดของครัวจะใกล้เคียงกับห้อง Type ก่อนหน้านี้เลยนะครับ แต่จุดวางตู้เย็นจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเคาน์เตอร์ครัว ระเบียงจะอยู่ติดกับครัวเหมือนกันครับ มีประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอนกั้น ขนาดของระเบียงจะได้ประมาณนี้ จุดที่วางเครื่องซักผ้า และคอมเพรสเซอร์แอร์ จะอยู่ที่ระเบียงเหมือนเดิม ออกมาครัวมาดูที่ห้องนอนกันต่อ ห้องนอนจะกว้างขึ้นกว่าเดิมอยู่สักหน่อยนะครับ วางเตียง 5-6 ฟุต ได้ตามใจชอบเลยครับ หน้าต่างในห้องนอนก็จะเหมือนเดิมนะครับ เป็นบานเลื่อน 2 บาน ที่เหลือเป็นบาน Fix ปลายเตียงจะเป็นจุดวางตู้เสื้อผ้า ข้างเตียงอีกด้าน จะมีพื้นที่เหลือพอให้วางโต๊ะเครื่องแป้งอยู่หน้าห้องน้ำ การจัดวางและสุขภัณฑ์ในห้องน้ำก็จะเหมือนๆ กันนะครับ สุดท้ายเป็นแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 48.5 ตารางเมตร เข้ามาในห้องแล้วจะเป็นโถงยาว มองตรงไปจะเป็น Living Area อยู่ตรงกลางระหว่างห้องนอนทั้ง 2 ห้อง ด้านซ้ายสุดจะเป็นห้องน้ำ อยู่ติดกับห้องนอนใหญ่ ส่วนด้านขวาจะเป็นห้องนอนเล็ก อยู่ติดกับครัว เราตรงมาดูที่ Living Area กันก่อน พื้นที่ที่ให้มาค่อนข้างเล็กไปสักหน่อยสำหรับห้อง Type 2 ห้องนอน พื้นที่บังคับให้วางโซฟา 3 ที่นั่ง เพราะถ้ายาวกว่านี้โซฟาจะเลยผนังออกมา ระเบียงจะอยู่ติดกับ Living Area พื้นที่ระเบียงจะยาวกว่า Type 1 ห้องนอน คอมเพรสเซอร์แอร์จะแขวนอยู่ด้านบน หันหน้าออกนอกระเบียง จาก Living Area มองไปทางขวาจะมีโต๊ะทานอาหารตั้งอยู่หน้าห้อง ก่อนเข้าไปที่ห้องนอนเล็กและห้องครัว ที่อยู่ด้านในสุด พื้นที่ที่ให้มาสามารถวางโต๊ะทานอาหารขนาด 4 ท่านได้เลย พื้นที่ครัวที่ให้มาจะมาสามารถเลือก Built in เคาน์เตอร์ครัวเป็นรูปตัว L ก็ได้ครับ มีหน้าต่างเล็กๆ ให้ด้วย ขยับมาดูห้องนอนเล็กที่อยู่ติดกับห้องครัว วางเตียง 5 ฟุต กำลังดีครับ ปลายเตียงมีที่เหลือพอให้เดินได้ ถ้าอยากมีทีวีในห้อง ก็สามารถติดทีวีแบบแขวนได้ครับ ส่วนหน้าต่างก็ได้เหมือนเดิมครับ ข้างเตียงอีกด้านเป็นจุดวางตู้เสื้อผ้า ออกจากห้องนอนเล็กมา เราไปดูห้องน้ำกับห้องนอนใหญ่กันต่อ หน้าห้องน้ำโครงการทำเป็นโต๊ะทำงานไว้ให้ดูเป็นไอเดีย ภายในห้องน้ำการจัดวางกับสุขภัณฑ์ที่ใช้ก็จะเหมือนๆ กับห้อง Type 1 ห้องนอน ส่วนในห้องนอนใหญ่ ขนาดที่ได้ค่อนข้างกว้างเลยนะครับ วางเตียง 5-6 ฟุต ได้ตามใจชอบ ปลายเตียงต้องใช้ทีวีแบบแหวนผนังแทนนะครับ ไม่มีที่เหลือพอให้ Built in ชั้นวางทีวี อีกด้านจะเป็นจุดวางตู้เสื้อผ้า ภาพมุมกว้างของห้องนอนใหญ่
Ideo Mobi พระราม 9 : รีวิวคอนโด

Ideo Mobi พระราม 9 : รีวิวคอนโด

โครงการ: Ideo Mobi พระราม 9 (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้น 7,550,000 บาท บาท/ตารางเมตร ประมาณ 130,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จุดเด่น คอนโด High Rise บนถนนพระราม 9 จากอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ใกล้ เซ็นทรัล และ MRT พระราม 9 จุดด้อย – โปรโมชั่น - ปีที่สร้างเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ ที่ตั้ง: Ideo Mobi พระราม 9 (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด 3-2-85 ไร่ ที่ตั้ง ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.755695,100.565762 ระบบขนส่งสาธารณะ MRT พระราม 9 สถานที่สำคัญใกล้เคียง MRT พระราม 9 เซ็นทรัล พระราม 9 ฟอร์จูน ทาวเวอร์ เอสพลานาด รัชดา ลักษณะโครงการ: Ideo Mobi พระราม 9 (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี 1 Bedroom 2 Bedrooms Duplex Sky Home ขนาดห้องที่มี พื้นที่ใช้สอย 21 – 61 ตารางเมตร จำนวนตึก 1 อาคาร จำนวนชั้น 27 ชั้น จำนวนห้อง 703 ยูนิต ร้านค้า 2 ยูนิต ส่วนกลาง: Ideo Mobi พระราม 9 (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด 297 คัน (42%) ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 45 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 500 บาท สาธารณูปโภค Fitness สระว่ายน้ำ ห้องสมุด สวน ห้องซักผ้า   เพิ่มเติม: Ideo Mobi พระราม 9 (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 02-316-2222 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.ananda.co.th/condo/ideomobi/rama9/index.php ข้อมูล ณ วันที่
Rich Park 2 เตาปูนอินเตอร์เชนจ์ : รีวิวคอนโด

Rich Park 2 เตาปูนอินเตอร์เชนจ์ : รีวิวคอนโด

ครั้งนี้จะพาไปดู คอนโดมิเนียมในแบรนด์ Rich Park 2 @ เตาปูนอินเตอร์เชนจ์ แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านไหน แต่ถ้าจะใช้ชัดกว่านั้นก็ต้องบอกว่า คอนโดนี้ตั้งอยู่ระหว่างจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีบางซ่อน (MRT) และรถไฟชานเมืองสายสีแดง (รฟม.) จัดว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจเหมือนกันสำหรับการเลือกหาคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า การเดินทาง จากแยกวงศ์สว่าง วิ่งมาตามถนนกรุงเทพ-นนทบุรี มุ่งหน้ามาทางแยกเตาปูน เป็นระยะทางแค่ 800 เมตร ก็จะเห็นโครงการ Rich Park 2 ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนใกล้ทางข้ามทางรถไฟพอดี สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวนั้นทำได้ไม่ยากเพราะสามารถเลือกเส้นทางเข้าเมืองได้ทั้งทางแยกวงศ์สว่าง วิ่งเข้าถนนรัชดา หรือจะเลือกขึ้นทางด่วนด่านรัชดาภิเษกตรงแยกประชานุกูลก็ได้ ในขณะที่เส้นทางฝั่งแยกเตาปูน สามารถไปขึ้นทางด่วนที่ด่านย่านพหลโยธิน ตรงถนนกำแพงเพชรได้อีกเหมือนกัน ถ้าหากว่าปกติอาศัยการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลักอยู่แล้ว ก็ถือว่าสะดวกสบายมากๆ ทั้งเส้นทางเข้าเมือง และออกนอกเมือง   ส่วนการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายหลักๆ นั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีม่วงยังไม่เปิดให้บริการ แต่ถ้าหากมีการเปิดให้ใช้เมื่อไร ก็น่าจะเพิ่มความสะดวกในการเดินทางให้กับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวได้มากขึ้น เพราะทางขึ้นสถานีบางซ่อนอยู่ห่างจากทางเข้าโครงการไม่เกิน 50 เมตร ซึ่งบริเวณทางขึ้นนี้ก็อยู่ติดกับตัวสถานีรถไฟบางซ่อน (รฟม.) อีกเช่นกัน เอาเป็นว่าแค่ข้ามถนนมายังฝั่งตรงข้ามโครงการก็สามารถเลือกวิธีการเดินทางได้ตามความสะดวก แต่ในระหว่างที่รถไฟฟ้ายังไม่สามารถใช้งานได้นั้น ก็ต้องอาศัยการเดินทางด้วยบริการขนส่งมวลชนอื่นๆ ไปก่อน ทั้งรถเมล์ รถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ ซึ่งสามารถหาเรียกได้ง่าย ในอนาคตถ้ารถไฟฟ้าเปิดใช้บริการเมื่อไหร่ การเดินทางมายังตัวโครงการก็จะสะดวกสบายมากขึ้นอีกหลายเท่าเลยทีเดียว วิเคราะห์ตัวโครงการ ณ วันที่เราเข้าไปเยี่ยมชมโครงการ Rich Park 2 @ เตาปูนอินเตอร์เชนจ์ ตัวอาคารสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ และลูกบ้านก็เริ่มทยอยย้ายเข้ากันแล้ว ดังนั้นเราจึงมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศในการอยู่อาศัยจริงได้ชัดเจนมายิ่งขึ้น รอบๆ โครงการแวดล้อมไปด้วยอาคารพาณิชย์ บ้านพักอาศัยที่เป็นชุมชมเดิม ดังนั้นจึงมีทั้งร้านค้า แผงลอย ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ อยู่เป็นจำนวนมาก จัดว่ามีความอุดมสมบูรณ์ดีทีเดียว ถึงจะไม่ใช่แหล่งช็อปปิ้ง หรือย่านเศรษฐกิจการค้า แต่บรรยากาศก็คึกคัก มีผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่านไม่แพ้กัน นอกจากการจับจ่ายใช้สอยเล็กๆ น้อยๆ ตามร้านค้าใกล้ๆ แล้ว ห้างที่ใกล้ที่สุดก็เห็นจะมีแต่ Big C วงศ์สว่างที่ตั้งอยู่บริเวณแยกวงศ์สว่างเลย ถึงจะไม่ใช่ห้างใหญ่หรูหรา แต่ก็พอให้พึ่งพาในการหาซื้อของใช้ที่จำเป็นได้โดยไม่ลำบากจนเกินไป เลยจากบริเวณนี้ไป ก็เห็นจะต้องเดินทางเข้าเมืองเป็นเรื่องเป็นราวกันเลยทีเดียว กลับมาดูที่ตัวโครงการกันบ้าง Rich Park 2 เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 27 ชั้น ตัวอาคารออกแบบเป็นรูปตัว L ในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก รูปแบบอาคารไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากนัก เป็นเพียงตึกสูงเรียบๆ ทั่วไป บริเวณชั้นล่างแบ่งเป็นพื้นที่ร้านค้า รวมทั้งหมด 12 ห้อง ซึ่งยังเปิดให้บริการไม่ครบ เท่าที่เห็นตอนนี้ก็มีแค่ร้านซักรีดเท่านั้น ส่วนบริเวณร้านค้าอื่นๆ ยังเป็นห้องว่างๆ จึงยังไม่แน่ใจว่าจะในอนาคตอันใกล้ยังจะพอพึ่งพาร้านค้าในโครงการได้รึเปล่า ส่วนบริเวณที่พักอาศัยนั้น เริ่มกันตั้งแต่ชั้น 4 ในบางส่วน ซึ่งอยู่ใกล้กับ Facility ส่วนกลาง ถัดขึ้นไปที่ชั้น 5-26 จะเป็นพื้นที่ของห้องพักทั้งหมด ดูตามแปลนการจัดวางห้องของโครงการแล้ว ต้องบอกว่าแน่นเอี๊ยดเลยทีเดียว เพราะแต่ละชั้นมีจำนวนห้องมากถึง 34 ยูนิต ซึ่งนับยูนิตรวมทั้งโครงการก็มีมากถึง 803 ยูนิต ในขณะที่ลิฟท์โดยสารทางโครงการจัดเตรียมไว้แค่ 3 ตัวเท่านั้น เทียบเป็นอัตราความหนาแน่นอยู่ที่ 267 ยูนิตต่อลิฟท์ 1 ตัว ไม่อยากจะนึกภาพว่าเราต้องรอลิฟท์กันนานแค่ไหนถ้าทุกห้องต้องออกไปทำงานพร้อมๆ กันในช่วงเช้า สำหรับ Facility ทั้งหมดของโครงการถูกจัดรวมไว้ที่ชั้น 4 ทั้งสระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส และสวนหย่อม ซึ่งขนาดของพื้นที่ส่วนกลางก็น้อยนิดมากๆ เมื่อเทียบกับจำนวนห้องทั้งหมด จนเกือบจะไม่สามารถใช้งานได้จริงเลย เพราะพื้นที่บริเวณชั้น 4 ถูกแบ่งเป็นห้องพักจำนวน 9 ยูนิตในโซนด้านทิศตะวันออก และแบ่งเป็นที่จอดรถในด้านทิศตะวันตก ดังนั้นพื้นที่ของ Facility จึงเหลือใช้แค่ส่วนหนึ่งของชั้นเท่านั้น ไหนๆ ก็เกริ่นถึงที่จอดรถกันไปบ้างแล้ว เรื่องที่จอดรถก็นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำหรับคนที่มีรถส่วนตัว เพราะนับดูคร่าวๆ ก็ไม่น่าจะจอดได้เกิน 40% ซึ่งรวมแบบจอดซ้อนคันไว้ด้วยแล้ว ใครที่ใช้รถส่วนตัวเป็นหลัก ก็เตรียมปวดหัวกับการแย่งชิงที่จอดรถกันได้เลย นอกเหนือจากที่เห็นนี้ก็ยังไม่เห็นสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพิ่มเติม จากบรรยากาศคร่าวๆ ระหว่างเยี่ยมชมโครงการ ก็ต้องบอกว่ายังไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะเรื่องความไม่พร้อมในหลายๆ ด้านที่ทางโครงการยังไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจน เช่น เรื่องร้านค้าภายใน เรื่องที่จอดรถ รวมถึงเรื่องการบริการของพนักงานขายที่ออกจะใส่ใจลูกค้าน้อยไปซักหน่อย จึงอดไม่มั่นใจเรื่องบริการหลังการขายของโครงการหากต้องเข้าอยู่อาศัยจริง พาชมห้องตัวอย่าง อย่างที่บอกไปแล้วว่า เรามีโอกาสได้เยี่ยมชมโครงการ Rich Park 2 ในขณะที่โครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้ว ดังนั้นห้องตัวอย่างที่ได้ชมจึงเป็นห้องจริงที่ยังพอมีเหลือว่างอยู่บ้าง เรื่องตำแหน่งของห้องอาจจะเลือกมุมที่ถูกใจได้ยากขึ้น รวมถึงเรื่องราคาที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากตอนเปิดตัวอีกพอสมควร ดูจากการออกแบบจัดห้องในแต่ละชั้น ก็เห็นว่าทางโครงการค่อนข้างเน้นจุดขายด้านปริมาณมากกว่า เพราะห้องทั้งหมดเป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน โดยมีขนาดพื้นที่เริ่มต้นอยู่ที่ 21 ตร.ม. และห้องใหญ่สุดก็พื้นที่ไม่เกิน 35 ตร.ม. ตำแหน่งในการจัดวาง เหลี่ยมมุม และเสาภายในห้อง จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ใช้สอยภายในห้องมีขนาดต่างกัน ส่วน Lay out แบ่งออกเป็นแบบหลักๆ 2 Type คือ Type A และ Type B ซึ่งต่างกันที่ผนังกั้นห้องนอน โดยห้องแบบ Type B จะใช้กระจกบานใหญ่แยกพื้นที่ห้องนั่งเล่นกับห้องนอน ข้อดีก็คือ ทำให้บริเวณห้องนั่งเล่นซึ่งอยู่โซนกลางห้องไม่อึดอัดจนเกินไป ส่วนห้อง Type A ซึ่งมีหน้ากว้างกว่า การจัดวางตำแหน่งห้องนอนจึงอยู่คนละด้านกับห้องนั่งเล่น ผนังห้องจึงเป็นผนังทึบปกติ จากห้องตัวอย่างที่เรามีโอกาสได้ชม ต้องบอกว่าการจัด Lay out ห้องของ Rich Park 2 ดูไม่ค่อยจะลงตัวเท่าไหร่ ทั้งในเรื่องของเหลี่ยมมุมของห้องที่มีเสายื่นออกมา รวมถึงตำแหน่งในการติดตั้งทีวีในบางห้อง และตำแหน่งหน้าต่างที่มีเพิ่มเติมในห้องที่อยู่ตำแหน่งมุมตึก ซึ่งนอกจากจะดูแปลกจากที่เคยเห็นแล้ว ยังทำให้การตกแต่งห้องมีข้อจำกัดเพิ่มมากขึ้น เช่น ต้องติดตั้งผ้าม่านเพิ่ม หรือการเลือกซื้อ เลือกวางเฟอร์นิเจอร์ที่ในตำแหน่งใกล้หน้าต่าง ตำแหน่งที่วางทีวีไม่ตรงกับแนวโซฟา หรือการแยกเคาน์เตอร์ซิงค์ล้างจาน กับเคาน์เตอร์เตรียมอาหารไว้คนละฝั่ง ลักษณะภายในห้องจึงดูเหมือนว่าขาดๆ เกินๆ ยังไงชอบกล นี่ยังไม่นับรวมถึงตำแหน่งห้องที่มีผลกับวิวด้านนอกอาคารเลยนะครับ เพราะบางห้องก็ถูกบังวิวกันเอง มองออกไปเห็นแต่กำแพงอีกฝั่งของห้องที่อยู่ในตำแหน่งที่ยื่นออกมา จะเลือกตำแหน่งห้องนอกจากการไปดูห้องจริงแล้ว แนะนำให้กางแปลนห้องควบคู่กันไปด้วยก็นะครับ จะได้เห็นชัดๆ ว่าห้องไหนยื่นเลยออกไป ห้องไหนเว้าเข้าด้านใน เพราะเค้าเล่นออกแบบเป็นลูกคลื่นบังวิวกันเอง ไม่รู้ว่าคนออกแบบตั้งใจให้เป็นแบบนี้รึเปล่า ความคุ้มค่าน่าลงทุน ข้อดีอย่างหนึ่งของโครงการ Rich Park 2 คือเรื่องทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้แหล่งชุมชน มีตลาด และที่สำคัญคืออยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นสถานี Inter change ทำให้ทำเลแถบนี้มีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างสูง ถึงแม้ราคาห้องจะปรับตัวสูงขึ้นจากราคาเปิดตัวมาแล้วก็ตาม ในขณะที่ศักยภาพภายในของตัวโครงการเอง ค่อนข้างจะมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน คะแนนความน่าสนใจจึงถูกฉุดดึงให้ลดลงไปไม่มากก็น้อย สำหรับคนที่ต้องการห้องพักไว้อยู่อาศัยเอง ถ้าไม่ติดเรื่องที่ตั้งที่อยู่ห่างไกลย่านสำนักงาน แหล่งธุรกิจ หรือหน่วยงานราชการใหญ่ๆ ทำเลแถบนี้ก็ยังพอเดินทางไปมาได้สะดวกพอสมควร แต่ถ้าพิจารณาในส่วนของห้องพักแล้ว คงต้องแนะนำให้ไตร่ตรองกันดีๆ ว่าถ้าหากต้องเข้ามาอยู่อาศัยจริงฟังก์ชั่นต่างๆ ภายในห้องจะใช้งานได้สะดวก เหมาะสมหรือไม่ ไหนจะเรื่อง Facility ภายในโครงการอีก ต้องคำนึงถึงการใช้งานว่าเราจะได้ใช้งานจริงแค่ไหน คุ้มค่ากับค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายรึเปล่า เช็คข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ครบถ้วนนะครับ หาข้อมูลเพิ่มเติมกันให้มากหน่อยจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัว เสียใจกันภายหลัง  
ASPIRE สุขุมวิท 48 : รีวิวคอนโด

ASPIRE สุขุมวิท 48 : รีวิวคอนโด

โครงการ: ASPIRE สุขุมวิท 48 (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้น 2,450,000 บาท บาท/ตารางเมตร เริ่มต้น 98,000 บาท เจ้าของโครงการ Asian Property., Plc. จุดเด่น เติม Surprise ให้…เกินคาด โลดแล่น…ให้ถึงขีดสุดกับไลฟ์สไตล์แบบ ENERGETIC LIVING ที่พร้อมสปาร์คความสุขให้คุณ…แบบเกินความคาดหมาย พบความสุขอีก ฯลฯ ได้ที่ Aspire คอนโด สุขุมวิท 48 โลดแล่น…ให้ถึงขีดสุดกับไลฟ์สไตล์แบบ ENERGETIC LIVING ที่พร้อมสปาร์คความสุขให้คุณ…แบบเกินความคาดหมาย มีคอนโดบนสุขุมวิท…ง่ายเกินคาด มีสเปซในการใช้ชีวิต…กว้างเกินคิด มีพื้นที่ของวันพักผ่อน…สูงกว่าที่ฝัน มีการเดินทาง…รวดเร็วกว่าที่เคย และพบความสุขอีก ฯลฯ ได้ที่ Aspire คอนโด สุขุมวิท 48 ปีที่สร้างเสร็จ 2557 ที่ตั้ง: ASPIRE สุขุมวิท 48 (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด 5-0-98.3 ไร่ ที่ตั้ง ซอยสุขุมวิท 48 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.711467,100.594341 ระบบขนส่งสาธารณะ BTS สถานีพระโขนง (650 ม.)   สถานที่สำคัญใกล้เคียง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เอกมัย พาร์คเลน เอกมัย เจ อเวนิว ทองหล่อ ห้าง ดิเอ็มโพเรี่ยม   ลักษณะโครงการ: ASPIRE สุขุมวิท 48 (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี 1 Bed 2 Bed ขนาดห้องที่มี 1 Bed / 25-38 ตร.ม. 2 Bed / 54-64 ตร.ม. จำนวนตึก 3 อาคาร จำนวนชั้น อาคาร A สูง 25 ชั้น, อาคาร B สูง 30 ชั้น, อาคาร C สูง 8 ชั้น จำนวนห้อง อาคาร A จำนวน 277 ยูนิต, อาคาร B จำนวน 560 ยูนิต, อาคาร C เป็นอาคารจอดรถ   ส่วนกลาง: ASPIRE สุขุมวิท 48 (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด ประมาณ 40% ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 35 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 350 บาท   สาธารณูปโภค สระว่ายน้ำ ฟิตเนส เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และ กล้องวงจรปิด ประตู Key Card สวนหย่อม Wi-Fi Internet บริเวณ Lobby   เพิ่มเติม: ASPIRE สุขุมวิท 48 (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 1623 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.apthai.com/Aspire/Aspire-Sukhumvit-48/home/ ข้อมูล ณ วันที่
Supalai City Resort พระนั่งเกล้า-เจ้าพระยา : รีวิวคอนโด

Supalai City Resort พระนั่งเกล้า-เจ้าพระยา : รีวิวคอนโด

โครงการ ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สถานีพระนั่งเกล้า – เจ้าพระยา เป็นคอนโดมิเนียม High Rise ขนาดใหญ่ ใกล้สี่แยกพระนั่งเกล้า ซึ่งอยู่ในย่านที่กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มคนที่มองหาที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้า ด้วยระยะห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานพระนั่งเกล้า (สายสีม่วง) ไม่เกิน 300 เมตร จึงตอบโจทย์ได้ดีสำหรับคนที่หวังพึ่งพาการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก แถมช่วงระยะเวลาที่ตัวโครงการจะสร้างเสร็จพร้อมเข้าก็อยู่ก็พอๆ กับที่รถไฟฟ้าจะเปิดให้บริการ ทุกอย่างจึงค่อนข้างลงตัวเลย   การเดินทาง   การเดินทางหลักๆ ของคนที่ไม่ใช้รถส่วนตัวก็คือ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งตัวสถานีสะพานพระนั่งเกล้า อยู่ห่างออกไปเพียง 300 เมตร จัดว่าอยู่ในระยะเดินถึงได้สบายๆ ติดอยู่เล็กน้อยที่ตัวสถานีไม่ได้อยู่ด้านเดียวกันกับถนนหน้าโครงการ การเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าจึงต้องเดินข้ามทางม้าลายบริเวณสี่แยกถนนรัตนาธิเบศร์ ซึ่งเป็นถนนใหญ่หลายเลนและมีปริมาณรถมาก การเดินข้ามทางม้าลายจึงต้องใช้ความระมัดระวังกันมากหน่อย แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยง ก็มีสะพานลอยที่อยู่ห่างจากตัวสถานีออกไปอีกประมาณ 100 เมตร อาศัยว่าเพิ่มระยะเดินอ้อมอีกประมาณ 200 เมตรแต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะครับ ภาพเส้นทางจากโครงการ ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท มาถึงสถานีพระนั่งเกล้า ระยะทางประมาณ 300 เมตร เริ่มออกจากโครงการ ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท ต้องข้ามถนนไป เพื่อไปขึ้น Sky Walk เมื่อขึ้นไปแล้วก็เดินบน Sky Walk ไปเลยครับ สถานีจะอยู่ห่างประมาณ 300 เมตรครับ ส่วนการเดินทางด้วยรถส่วนตัวถือว่าสะดวกไม่น้อยเหมือนกัน เพราะมีทั้งถนนรัตนาธิเบศร์ที่เป็นถนนสายหลัก และยังสามารถเลี่ยงไปใช้ถนนติวานนท์ หรือถนนงามวงศ์วานที่เป็นเส้นทางสายรองเพื่อไปขึ้นทางด่วนเพื่อเข้า-ออกเมือง แต่ถ้าต้องการเลี่ยงปัญหารถติดที่แยกแคราย ก็สามารถข้ามสะพานพระนั่งเกล้าไปใช้เส้นทางถนนราชพฤกษ์ หรือเลยไปใช้ถนนวงแหวนรอบนอกเพื่อเข้า-ออกเมืองได้อีกเช่นกัน ตัวอย่างการเดินทางที่เราเลือกใช้ในครั้งนี้ เริ่มจากแยกแครายมุ่งหน้ามายังสะพานพระนั่งเกล้า พอเห็นป้ายบอกทางไปสนามบินน้ำก็ให้ชิดซ้ายเพื่อตรงไปกลับรถใต้สะพานพระนั่งเกล้าเลยครับ จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสนามบินน้ำมาอีกประมาณ 120 เมตร ก็จะเห็นตัวโครงการตั้งอยู่ทางด้านขวามือ ซึ่งเราต้องเลยขึ้นไปอีกเล็กน้อยเพื่อกลับรถมายังตัวโครงการ แต่ถ้าใครที่ค่อนข้างชำนาญเส้นทางในแถบนี้อยู่บ้าง ก็น่าจะพอนึกภาพออกว่า ถนนสนามบินน้ำที่อยู่หน้าโครงการ สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนติวานนท์ หรือจะวิ่งเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปออกถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี เพราะไปใช้เส้นทางอื่นๆ ได้อีกมากมายเลยทีเดียว ภาพเดินทางจากปากเกร็ด วิ่งมาบนเส้นติวานนท์ แล้วเข้าสนามบินน้ำ เพื่อไปยังโครงการ ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท มาจากปากเกร็ด เมื่อมาถึงสามแยกสนามบินน้ำ ให้เลี้ยวขวา เมื่อเลี้ยวขวามาแล้วจะเข้าถนนสนามบินน้ำ จะผ่านการประปานครหลวงที่อยู่ทางซ้ายมือ เมื่อวิ่งมาเรื่อยๆ ก็จะผ่าน สำนักงานปปช. และกองสลากกินแบ่งรัฐบาลที่อยู่ทางขวาครับ วิ่งเลยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมา ก็จะเจอศูนย์การค้าสลากไทยที่อยู่ทางขวา มาเจอสามแยกให้วิ่งตรงไป วิ่งมาก็จะเจอ ตึกกระทรวงพาณิชย์ที่อยู่ทางขวา วิ่งมาเรื่อยๆ ก็จะเจอโครงการอยู่ทางซ้าย เลี้ยวเข้าไปเลยครับ นอกเหนือจากนี้ การเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ก็สามารถทำได้ไม่ยากเพราะตัวโครงการอยู่ติดถนนใหญ่จึงมีรถผ่านไปมาค่อนข้างมาก ในขณะที่การเดินทางด้วยรถสาธารณะอื่นๆ อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่นัก เพราะไม่มีวินมอเตอร์ไซค์ หรือป้ายรถเมล์อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย   วิเคราะห์ตัวโครงการ   โครงการศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เป็นคอนโด High Rise ตึกเดี่ยว สูง 33 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นทางโครงการจึงชูประเด็นเรื่องวิวแม่น้ำมาเป็นจุดขายกลายๆ สำหรับห้องพักที่อยู่ในชั้นสูงๆ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะจะสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำได้ด้วย ปัจจุบันบริเวณรอบๆ โครงการยังเป็นที่ดินว่าง และมีบ้านพักอาศัยในแนวราบอยู่บ้าง จึงยังไม่มีตึกสูงขนาบข้าง เรื่องวิวจากมุมสูงจึงเปิดโล่งในทุกๆ ด้านและยังค่อนข้างได้เปรียบเมื่อเทียบกับโครงการที่มีตึกสูงอยู่ใกล้ๆ แต่ในอนาคตก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสที่จะมีโครงการอื่นๆ ขึ้นมาบังวิวนะครับ ซึ่งถ้ามีอาคารสูงขึ้นในระยะใกล้เคียงจริง วิวแม่น้ำก็คงหมดไปอย่างแน่นอน ดังนั้นเรื่องวิวแม่น้ำอย่าตั้งความหวังไว้เยอะนะครับ กว่าโครงการจะสร้างเสร็จพร้อมอยู่ อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงกันได้เหมือนกัน   บริเวณรอบๆ โครงการในรัศมี 500 เมตร จัดว่าขาดแคลนเลยทีเดียว เพราะไม่มีทั้งร้านอาหาร ร้านค้า หรือร้านสะดวกซื้อใดๆ เลย ต้องรอดูร้านค้าที่จะมาเปิดใต้โครงการว่าจะมีร้านอะไรให้พอพึ่งพาได้บ้าง ไม่อย่างนั้นคงต้องขับรถออกไปไกลอีกหน่อยบนถนนรัตนาธิเบศร์ จึงพอจะมีห้างสรรพสินค้าให้พึ่งพาอาศัยกัน เช่น เซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ บิ๊กซี เลยไปถึงเทสโก้โลตัสบริเวณแยกแคราย และห้างเดอะมอลล์ บนถนนงามวงศ์วาน ซึ่งจัดว่าไกลจากตัวโครงการพอสมควรเลยทีเดียว แต่ถ้าในเรื่องสาธารณูปโภคอื่นๆ เช่น โรงพยาบาล และสถานที่ราชการกลับอยู่ในระยะที่ใกล้กว่ามาก   ที่นี้ขยับเข้ามาดูภายในโครงการศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สถานีสะพานพระนั่งเกล้า – เจ้าพระยากันบ้าง ตัวที่ดินของโครงการมีขนาด 3 ไร่เศษ ซึ่งจัดสรรเป็นอาคารพักอาศัยรูปตัว L ที่มียูนิตรวมมากกว่า 700 ยูนิตเลยทีเดียว โดยห้องพักอาศัยจะเริ่มต้นกันตั้งแต่ชั้น 6 ขึ้นไป ส่วนชั้น G จะแบ่งเป็นพื้นที่บริเวณ Drop-Off ร้านค้าใต้โครงการ และล็อบบี้ ส่วนชั้น 1-5 จะเป็นที่จอดรถ ที่นับรวมการจอดซ้อนคันแล้ว จะจอดได้เพียง 48% เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของโครงการระดับนี้ที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้า เพราะเคลมว่าลูกบ้านส่วนใหญ่จะอาศัยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้ามากกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว เรื่อง Facility ต่างๆ ที่ทางโครงการเตรียมไว้ให้ก็มีทั้ง สระว่ายน้ำที่มีสระเด็กแยกไว้ให้ด้วย รวมถึงห้องออกกำลังกาย ห้องซาวน่า ที่อยู่ในชั้น 6 แน่นอนว่าห้องพักบางส่วนจะได้วิวสระว่ายน้ำไปเต็มๆ เพราะมีระเบียงติดสระว่ายน้ำด้วย แต่ก็ต้องแลกกับความวุ่นวายเวลาลูกบ้านคนอื่นๆ มาใช้สระว่ายน้ำ และพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ นอกจากนี้ยังมี Rooftop Garden และ Sky Lounge บนชั้นดาดฟ้า รวมถึงสวนหย่อมที่กระจายอยู่ตามชั้นต่างๆ ซึ่งลูกบ้านสามารถออกมาเดินเล่นรับลมเย็นๆ ได้ด้วยเช่นกัน ดูจากจำนวนพื้นที่ส่วนกลางเมื่อเทียบกับจำนวนยูนิตรวมทั้งหมดแล้ว ถ้าต้องใช้งานจริงๆ คงไม่เพียงพอต่อความต้องการแน่ๆ ต้องแบ่งๆ กันใช้ บางช่วงเวลาถ้ามีปริมาณคนใช้สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือสวนหย่อมหนาแน่นไปบ้างก็ต้องทำใจครับ   พาชมห้องตัวอย่าง   มาถึงห้องตัวอย่าง ซึ่งทางศุภาลัยยังคงสไตล์การจัดสรรให้พื้นที่ใช้สอยภายในห้องค่อนข้างกว้าง โดยห้องแบบ Studio ก็มีพื้นที่เริ่มต้นที่ 33 ตร.ม.แล้ว ในขณะที่ห้องแบบ 1 ห้องนอนก็จัดมาให้ในพื้นที่ 47 ตร.ม. เลยทีเดียว ถ้ามีโอกาสเข้าไปดูห้องตัวอย่างที่สำนักงานขาย จะเห็นว่าทางโครงการเปิดผนังห้องออกมาให้ดูแบบโล่งๆ ดังนั้นตำแหน่งประตูห้องและบรรยากาศภายในห้องหลังจากมีกำแพงล้อมรอบครบทุกด้านเราต้องอาศัยจิตนาการกันหน่อย ห้องทั้งหมดของโครงการขายกันมาแบบ Fully Furnished ตามแบบในห้องตัวอย่างเป๊ะเลย รวมถึงเครื่องปรับอากาศ และ Wallpaper ก็มีแถมมาให้ด้วย ถ้าเป็นห้องแบบ Studio พอเปิดประตูเข้าห้องมาก็จะเจอกับห้องนอน โดยมีมุมเล็กๆ หลังประตูห้อง แบ่งเป็นมุมนั่งเล่นดูทีวีไว้ ถัดเข้าไปด้านในก็คือ ห้องน้ำและห้องครัวที่แบ่งพื้นที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดยห้องครัวจะมีประตูกระจกบานเลื่อนช่วยป้องกันปัญหาเรื่องกลิ่นควันจากการทำอาหารได้ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเครื่องครัว และสุขภัณฑ์ในห้องน้ำจัดมาให้สมน้ำสมเนื้อกับราคาตามมาตรฐานของโครงการในระดับเดียวกัน ส่วนห้องแบบ 1 ห้องนอน จะมี Lay out ที่แบ่งพื้นที่ห้องเป็นสัดส่วนมากขึ้น เพราะตัวห้องนอนจะถูกแยกออกจากห้องนั่งเล่น พร้อมกับพื้นที่ของระเบียงที่กว้างขึ้นด้วยเช่นกัน เฟอร์นิเจอร์ที่แถมมากับห้อง ส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว จึงยังพอจะจัดห้องและปรับเปลี่ยนตำแหน่งกันได้บ้าง และด้วยพื้นที่ภายในห้องที่ค่อนข้างกว้างขวางเลยไม่ค่อยรู้สึกอึดอัดเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะความสูงจากพื้นถึงฝ้าอยู่ที่ 2.6 เมตรและการใช้ประตูกระจกบานเลื่อนทำให้เปิดรับแสงได้มาก ห้องจึงดูโปร่งสบายกว่าเมื่อเทียบกับหลายๆ โครงการ นอกจากห้องพักทั้ง 2 แบบที่ทางโครงการจัดไว้ให้ชมในสำนักงานขายแล้ว ก็ยังมีห้องแบบอื่นๆ ในพื้นที่ขนาดต่างๆ กันให้เลือกอีกมาก ทั้งห้องแบบ 2 ห้องนอน และห้องแบบ Penthouse ซึ่งสามารถตรวจสอบ และสอบถามเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ของโครงการได้เลย ความคุ้มค่าน่าลงทุน ถ้านับในเรื่องทำเลที่ตั้งของโครงการ ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สะพานพระนั่งเกล้า – เจ้าพระยา นับว่าปัจจุบันจัดอยู่ในย่านที่กำลังได้รับความสนใจจากตลาดมากเลยทีเดียว เพราะความเจริญกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมาพร้อมๆ กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่คาดว่าจะพร้อมให้บริการภายในปี 2559 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่โครงการส่วนใหญ่จะสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ดังนั้นจึงถือว่ามีศักยภาพด้านความพร้อมในการอยู่อาศัยมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะคนที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย หรือต้องทำงานในย่านนี้ สำหรับการอยู่อาศัย จัดว่าตัวโครงการมีบรรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่านจนเกินไปถึงแม้จะตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพียง 300 เมตรก็ตาม ในขณะที่สาธารณูปโภคอื่นๆ ในรัศมี 5 กิโลเมตรก็มีเพียบพร้อมทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสถานที่ราชการขนาดใหญ่ ส่วนการเดินทางเข้าเมือง แน่นอนว่าถ้าอาศัยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลักก็จัดว่าสะดวกมากๆ ในการเดินทางเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต่างๆ แต่ถ้าต้องการลงทุนห้องไว้ปล่อยเช่าอาจจะยังไม่ใช่ทำเลที่ดีที่สุด เพราะในระแวกใกล้ๆ ไม่มีสำนักงานขนาดใหญ่ หรือสถานศึกษาที่น่าจะเป็นกลุ่มผู้เช่าเท่าที่ควร ซึ่งคาดว่าน่าจะหาคนเช่าได้ค่อนข้างยาก ยิ่งถ้ามีโครงการอื่นๆ ในแนวรถไฟฟ้าเดียวกันเป็นตัวเปรียบเทียบด้วย โครงการศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สะพานพระนั่งเกล้า – เจ้าพระยา ก็อาจจะเสียเปรียบในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ เพราะหาร้านค้า ร้านอาหารที่อยู่ในระยะเดินถึงพึ่งพาไม่ได้เลย
The Sky รัชดา : รีวิวคอนโด

The Sky รัชดา : รีวิวคอนโด

โครงการ: The Sky รัชดา (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้น 2,300,000 บาท (ณ วันเปิดตัว) บาท/ตารางเมตร เริ่มต้น 85,200 บาท เจ้าของโครงการ ไบรท์ ดีเวลลอปเมนท์ กรุงเทพ (ในเครือ Property Perfect) จุดเด่น คอนโดมิเนียมหรู ใจกลาง CBD ความเฟอร์เฟคระดับ Hi-Exclusive เรียบหรูดูมีสไตล์ในแบบ Elegant Simplicity ท่ามกลางความพร้อมของทำเลริมถนนรัชดาภิเษก ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานีสุทธิสารและห้วยขวาง เพียง 400 เมตร ปีที่สร้างเสร็จ พ.ศ. 2558 ที่ตั้ง: The Sky รัชดา (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด 6-1-99.80 ไร่ ที่ตั้ง ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง สามเสนนอก (บางซื่อใต้) เขตดินแดง, บางกะปิ (บางซื่อ) กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.784143,100.572399 ระบบขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้า MRT สถานีห้วยขวาง (600 ม.) และ สถานีสุทธิสาร (600 ม.)   สถานที่สำคัญใกล้เคียง Central พระราม9 เอสพลานาด TESCO LOTUS Fortune Town   ลักษณะโครงการ: The Sky รัชดา (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี 1 Bed 2 Bed Duplex ขนาดห้องที่มี 1 Bed / 27.00- 51.00 ตร.ม. 2 Bed / 48.00 – 62.00 ตร.ม. Duplex / 65.00 – 88.00 ตร.ม. จำนวนตึก 1 อาคาร จำนวนชั้น 29 ชั้น จำนวนห้อง 1,028 ยูนิต   ส่วนกลาง: The Sky รัชดา (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด 411 คัน ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) ค่ากองทุน(/ตร.ม)   สาธารณูปโภค สระว่ายน้ำ ฟิตเนส เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และ กล้องวงจรปิด ประตู Key Card สวนหย่อม ห้องสมุด (Sky Garden) ร้าน ซักอบรีด Sky Lounge   เพิ่มเติม: The Sky รัชดา (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 1375 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.pf.co.th/condominium/thesky/ratchada/overview.php ข้อมูล ณ วันที่
A Space ME รัตนาธิเบศร์ : รีวิวคอนโด

A Space ME รัตนาธิเบศร์ : รีวิวคอนโด

ที่ผ่านมาเราพาไปดู คอนโดมิเนียม ที่ตั้งอยู่ตามแนว รถไฟฟ้าสายสีม่วง มาก็หลายโครงการแล้ว ซึ่งแต่ละครั้งที่ผ่านมา บนถนนรัตนาธิเบศร์ก็มักจะเห็นโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ ครั้งนี้เราจึงถือโอกาสพาไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจของ บริษัท อารียา พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้แบรด์ A Space ME คอนโดมิเนียม High Rise สูง 22 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสถานีศรีพรสวรรค์ และสถานีแยกนนทบุรีนั่นเอง   การเดินทาง   ถึงที่ตั้งของ A Space ME รัตนาธิเบศร์ จะอยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง แต่เนื่องจากการก่อสร้างรถไฟฟ้ายังไม่แล้วเสร็จ การเดินทางที่สะดวกที่สุดในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ถึงแม้ว่าการจราจรบนถนนสายนี้จะติดขัดเอาการในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่ในขณะเดียวกันก็มีเส้นทางเลี่ยงอยู่พอสมควร ทั้งเส้นทางเลี่ยงเมืองนนทบุรี ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนติวานนท์ ถนนราชพฤกษ์ รวมถึงทางด่วนงามวงศ์วาน ก็สามารถเลือกใช้เป็นเส้นทางเข้าเมืองได้ตามความสะดวก ด้วยความที่ตัวโครงการตั้งอยู่ริมถนนรัตนาธิเบศร์ฝั่งขาออกตรงข้ามกับเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ การเดินทางมาจากฝั่งแครายมุ่งหน้าไปทางสะพานพระนั่งเกล้า จึงไม่ต้องกลับรถให้ยุ่งยาก พอผ่านสถานีรถไฟฟ้าศรีพรสวรรค์มาแล้วก็ให้เตรียมชิดซ้ายได้เลย นอกเหนือจากการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวแล้ว การเดินทางด้วยรถสาธารณะอื่นๆ ก็จัดว่าสะดวกไม่แพ้กัน เพราะมีทั้งรถเมล์ รถตู้ประจำทาง รวมถึงรถแท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์ผ่านไปมาตลอดเวลาเลยทีเดียว เหตุผลของการเลือกคอนโดมิเนียมที่เกาะแนวรถไฟฟ้า ก็เพราะเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายสำหรับคนเมืองอย่างเราๆ สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงนี้คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้งานไม่ได้เกินปี 2559 ดังนั้นในอนาคตการเดินทางมายังโครงการ A Space ME รัตนาธิเบศร์ด้วยรถไฟฟ้าก็ดูจะเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด ตัวโครงการตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถไฟฟ้าศรีพรสวรรค์ และสถานีแยกนนทบุรี โดยอยู่ค่อนไปทางสถานีแยกนนทบรี ซึ่งอยู่ห่างจากหน้าโครงการออกไปประมาณ 450 เมตร จัดว่าเป็นระยะทางที่สามารถเดินไปมาได้สบายๆ และไม่เหนื่อยจนเกินไป ถึงแม้ว่าทางโครงการจะไม่มีบริการรถ shuttle รับส่งให้ก็ตาม   วิเคราะห์ตัวโครงการ   เนื่องจากที่ตั้งของโครงการ A Space ME รัตนาธิเบศร์ยังถือว่าอยู่ห่างจากความเจริญในเมืองพอสมควร จึงมีบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบสงบแบบชานเมืองอยู่มาก รอบๆ โครงการมีห้างเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งช็อปปื้งที่สามารถพึ่งพาอาศัยและอยู่ใกล้ที่สุด ถัดเข้าหาเมืองหน่อยก็จะมี ห้าง Big C ที่อยู่บริเวณสถานีศรีพรสวรรค์ The Esplanade รัตนาธิเบศร์, Tesco Lotus บริเวณสถานีศูนย์ราชการนนทบุรี รวมถึงห้างพันทิพย์ พลาซ่า และห้าง The Mall งามวงศ์วาน ที่เรียงรายกันมาตั้งแต่ถนนรัตนาธิเบศร์ถึงถนนงามวงศ์วาน ดังนั้นในเรื่องอาหารการกิน รวมถึงที่จับจ่ายซื้อของใช้ในบ้านจึงอยู่ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า และรถสาธารณะอื่นๆ นอกจากนี้รอบๆ โครงการยังไม่มีตึก หรืออาคารสูงขึ้นขนาบข้าง เพราะส่วนใหญ่ยังเป็นที่อยู่อาศัยในแนวราบ และยังเป็นที่โล่งซึ่งยังไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะมีโครงการอื่นๆ สร้างตามมาในระยะประชิดหรือไม่ สำหรับการออกแบบของ A Space ME รัตนาธิเบศร์นั้น ตัวอาคารเป็นอาคารเดี่ยวสูง 22 ชั้น เน้นการสร้างบรรยากาศแบบรีสอร์ท ในขณะที่ยังตอบโจทย์ได้ดีในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานตามรูปแบบ Life Style ของคนรุ่นใหม่ รูปลักษณ์ภายนอกอาคารจึงดูทันสมัย โดยพยายามเพิ่มความรู้สึกเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ตั้งแต่พื้นที่ร้านค้าในโซน Plaza Space เชื่อมต่อกับสวนบริเวณรอบอาคาร และล็อบบี้ขนาดใหญ่ ด้านบนมีสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่บนชั้น 17 และ 18 ที่มาพร้อมวิวแบบพาโนรามา สระว่ายน้ำแบบ Infinite Edge และห้องออกกำลังกาย ซึ่งให้บรรยากาศแบบการพักผ่อนในรีสอร์ท นอกจาก Facility พื้นฐานที่บอกไปแล้ว ทางโครงการยังมีห้องประชุม และห้องสมุดพร้อมอินเตอร์เน็ต wi-fi ไว้ให้บริการอีกด้วย เรียกได้ว่าจัดกันให้แบบไม่มีกั๊กกันเลย ในส่วนของที่พักอาศัยเริ่มตั้งแต่ชั้น 5 ขึ้นไป ซึ่งจะมีห้องให้เลือกในฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของตัวอาคาร แต่สำหรับห้องพักในชั้น 18-22 ที่มีพื้นที่ทางเดินหน้าห้องแบบ Single Corridor จะมีแต่ห้องทางด้านทิศตะวันตกเท่านั้น ถ้าอยากได้พื้นที่หน้าห้องที่เปิดโล่งรับลม และรับวิวกว้างๆ ก็ต้องแลกกับแดดร้อนๆ ในช่วงบ่ายกันนิดนึงนะครับ นอกเหนือจากสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นที่ฐานที่บอกไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 24 ชั่วโมง พร้อมกล้องวงจรปิด มีระบบ Key Card Access ใช้ในการเข้าออกอาคาร และที่ลืมพูดถึงไม่ได้ก็คือเรื่องลิฟท์โดยสาร ซึ่งมีบริการทั้งหมด 4 ตัว นับตามสัดส่วนของจำนวนยูนิตรวมที่ 401 ยูนิตแล้ว ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สบายๆ ไม่หนาแน่นจนเกินไปครับ แถมทางโครงการก็คุยไว้ว่ามีระบบการจัดการลิฟท์ที่ให้ความรวดเร็วด้วย ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเท่าไหร่ตอนใช้งานจริงๆ ส่วนเรื่องที่จอดรถสามารถจอดได้ตั้งแต่ชั้น 1-4 ซึ่งสามารถจอดได้ประมาณ 40% นับรวมแบบจอดซ้อนคันแล้วด้วย จัดว่าน้อยไปซักหน่อยถ้าคิดว่าการอยู่อาศัยในแถบนี้ ลูกบ้านน่าจะต้องอาศัยรถส่วนตัวในการเดินทางบ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นถ้าหากเจ้าของห้องกว่าครึ่งมีรถยนต์ส่วนตัว เรื่องที่จอดรถก็คงจะไม่พอแน่ๆ ครับ ปัญหาที่ตามมาก็น่าจะเป็นเรื่องการแย่งที่จอดรถกันนี่แหละที่น่ากังวล   พาชมห้องตัวอย่าง   ห้องพักของ A Space ME รัตนาธิเบศร์ เป็นห้องแบบ 1 ห้องนอนทั้งหมด แบ่งเป็น 2 Type ที่ขนาด 25 ตร.ม. และ 32.10 ตร.ม. โดยที่ห้องขนาด 32.10 ตร.ม. จะมีอยู่เพียงชั้นละ 2 ห้องเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นห้องขนาด 25 ตร.ม. ซึ่งทางโครงการมีห้องตัวอย่างไว้ให้เยี่ยมชม การจัดวาง Lay out ห้องต้องชมว่าทำออกมาได้ลงตัวมากๆ ถึงแม้ห้องจะมีขนาดแค่ 25 ตร.ม. แต่ก็ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย และไม่น่าอึดอัดเลย ทั้งๆ ที่ภายในห้องจัดการตกแต่งไว้เต็มที่ พื้นที่ห้องครัวและห้องน้ำจะอยู่ในโซนด้านหน้าห้อง เปิดเข้าห้องมาปุ๊ปก็จะเจอครัวขนาดเล็ก ที่เหมาะกับการประกอบอาหารเบาๆ ฝั่งตรงข้ามเป็นห้องน้ำที่ติดอยู่นิดหน่อยตรงที่ไม่มีฉากกั้นอาบน้ำแยกพื้นที่ส่วนแห้งส่วนเปียกมาให้ ถัดเข้ามาด้านในจะเป็นพื้นที่ของห้องนั่งเล่นและห้องนอนที่อาศัยประตูกระจกบานเลื่อนช่วยแยกพื้นที่ทั้งสองออกจากกัน บริเวณห้องนอนมีขนาดกระทัดรัด วางเตียงขนาด 5 ฟุตเข้าไปด้านข้างก็เกือบจะเต็มพื้นที่แล้วนะครับ บริเวณปลายเตียง Built-in ตู้เสื้อผ้ามาให้ด้วย ซึ่งสามารถใช้เป็นมุมแต่งตัวเล็กๆ ได้พอดี ถ้าดูตาม Lay out ห้องในแบบแปลนจะเห็นว่ามีระเบียงเล็กๆ อยู่ในห้องนอนด้วย ซึ่งของจริงพื้นที่ของระเบียงก็เล็กจริงๆ จนแทบจะไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้มากนัก แถมประตูเข้า-ออกระเบียงยังเป็นประตูบานสวิงในตำแหน่งตรงปลายเตียงพอดิบพอดี รูปแบบห้องตรงบริเวณนี้จึงดูขัดตาไปซักหน่อย จากที่ได้เข้าไปดูห้องตัวอย่างมาแล้ว ต้องบอกว่าทาง Areeya ตั้งใจออกแบบมาได้ดีทีเดียว เพราะการจัดวางตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ทำได้ลงตัว และให้ความรู้สึกน่าอยู่และสามารถใช้งานได้จริง ทั้งชั้นเก็บของ และตู้แขวนต่างๆ ที่ Built-in มาให้พร้อมห้อง ซึ่งน่าจะช่วยให้มีพื้นที่เก็บของได้เป็นจำนวนมากและเป็นระเบียบเรียบร้อย ของที่เห็นในห้องส่วนใหญ่ทางโครงการจะให้มาพร้อมห้องเลย เรียกว่าขายกันแบบ Fully-Fitted แต่หน้าตา สีสันของเฟอร์นิเจอร์ที่ให้มาพร้อมห้องอาจจะไม่เหมือนกับแบบในห้องตัวอย่างซะทีเดียวนะครับ ลองสอบถามกับเซลล์ดูว่าชิ้นไหนแถมมาให้ แล้วหน้าตาจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนบ้าง ถามให้ละเอียดกันไปเลยจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้เรื่องระบบไฟฟ้าต่างๆ ภายในห้อง ทางโครงการก็เตรียมติดตั้งไว้ให้เสร็จสรรพ เช่น ตำแหน่งของเครื่องซักผ้า ที่วางอยู่ใต้เคาน์เตอร์ครัว เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน ตำแหน่งที่จะวางตู้เย็น เครื่องกรองน้ำ เป็นต้น เอาเป็นว่าซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่มเติมนิดหน่อยก็พร้อมเข้าอยู่แล้ว เมื่อเปิดเข้ามาในห้องทางซ้ายจะเป็นห้องน้ำ ส่วนทางขวาจะเป็นส่วนครัว ส่วนครัวทางโครงการจะ Build ให้ จะมีพื้นที่วางตู้เย็นอยู่ติดกับประตู อีกมุมหนึ่งของส่วนครัว ซิ้งค์ล้างจากก็ให้เป็นแบบมาตรฐาน มาดูห้องน้ำกันบ้าง อ่างล้างหน้า ก็เป็นแบบมาตรฐาน ชักโครกจะใช้ของ American Standard ฝักบัวที่โครงการให้จะเป็นแบบนี้ครับ พื้นระหว่างส่วนครัวกับส่วนนั่งเล่นจะแบ่งชัดเจน ส่วนครัวจะเป็นกระเบื้อง ส่วนห้องนั่งเล่น จะเป็นไม้ลามิเนต มาถึงส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นจะอยู่หน้าห้องนอน ตรงนี้เป็นที่วางทีวี จากห้องนั่งเล่น สามารถมองไปทางส่วนครัวได้ ประตูกั้นระหว่างห้องนอนกับห้องนั่งเล่น จะเป็นกระจกบานเลื่อน มาถึงห้องนอน ก็ถือว่ากว้างพอสมควร อีกมุงนึงของห้องนอน พื้นที่วางตู้เสื้อผ้า หน้าต่างเป็นบานเกล็ด มองจากห้องนอนออกไปทางประตู จากห้องนอนมองไปมุมห้องนั่งเล่น มุมห้องครัวครับ สวิทซ์ไฟ   ความคุ้มค่าน่าลงทุน สำหรับทำเลของโครงการ A Space ME รัตนาธิเบศร์นั้น นับว่าเป็นทำเลที่ค่อนข้างน่าความสนใจเลยทีเดียว เนื่องจากอยู่ติดถนนรัตนาธิเบศร์ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่มีขนาดหลายเลน มีเส้นทางเลี่ยงได้หลายทาง อีกทั้งยังมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงตัดผ่าน แน่นอนว่าในอนาคตการเดินทางเข้าเมืองก็จะยิ่งสะดวกมากขึ้น ศักยภาพด้านความเจริญเติบโตก็มีโอกาสอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับคนที่เริ่มต้นมองหาที่อยู่อาศัยในแนวรถไฟฟ้าไว้อยู่อาศัยเอง โครงการนี้น่าจะช่วยตอบความต้องการได้ไม่มากก็น้อย ทั้งในเรื่องของราคาห้องที่เริ่มต้นอยู่ที่ 1 ล้านปลายๆ (ในช่วงเปิดตัว) ซึ่งจัดสรรวัสดุอุปกรณ์มาได้มาตรฐานสมราคาคอนโดระดับนี้ รวมถึงเรื่อง Facility ที่มีครบทุกรูปแบบ และยังอยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้า มีแหล่งพักผ่อนอยู่ในระยะที่เดินทางสะดวก ทำให้การอยู่อาศัยในบริเวณจัดว่าสะดวกสบายดีทีเดียว ส่วนในแง่ของการลงทุน แน่นอนว่าทำเลในแถบนี้มีโอกาสในการเติบโตค่อนข้างดี การซื้อมาขายไปจึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำกำไรได้เช่นกัน แต่ก็ต้องระวังเรื่องคู่แข่ง และตัวเปรียบเทียบเยอะเนื่องจากปริมาณห้องที่ล้นตลาดของทำเลในย่านนี้ เช่นเดียวกันกับการปล่อยห้องให้เช่า เพราะในบริเวณใกล้เคียงมีคอนโดอื่นๆ อีกหลายโครงการ ทำให้กลุ่มคนเช่ามีตัวเปรียบเทียบมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันในเรื่องราคาค่าเช่า จึงอาจจะต้องทำการบ้านและลงโฆษณากันเหนื่อยหน่อย
Chateau in Town สุขุมวิท 62/1 : รีวิวคอนโด

Chateau in Town สุขุมวิท 62/1 : รีวิวคอนโด

Chateau in Town สุขุมวิท 62/1 เป็นอีกหนึ่งโครงการภายใต้แบรนด์ CMC ซึ่งเกาะแนวรถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ในซอยเดียวกันนี้มีโครงการ Chateau in Town อยู่ก่อนแล้วที่บริเวณท้ายซอย ซึ่งขณะนี้ทำการก่อสร้างเกือบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการที่เราจะพาไปดูในคราวนี้ เป็นอีกหนึ่งโครงการในชื่อเดียวกันแต่ต่างกันที่คอนเซ็ปต์การตกแต่งอาคาร รวมถึงทำเลที่ตั้งที่อยู่ค่อนมาทางปากซอยมากกว่า เราไปดูกันดีกว่าว่าโครงการนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง การเดินทาง เนื่องจากเป็นคอนโดในแนวรถไฟฟ้า BTS ดังนั้นการเดินทางไปยัง Chateau in Town สุขุมวิท 62/1 ถ้าไม่พูดถึงการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ก็คงจะผิดขึ้นมาทันที สถานีรถไฟฟ้า BTS ที่ใกล้ที่สุดก็คือสถานีบางจาก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 62 พอดี เมื่อลงจากสถานีแล้วให้เดินจากปากซอยสุขุมวิท 62 ไปยังซอยสุขุมวิท 62/1 เป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร สังเกตุหน้าปากซอยมีเต้นท์ขายรถ เข้าซอยมาอีกประมาณ 50 เมตรจะเห็นโครงการ Chateau in Town ตั้งอยู่ทางซ้ายมือ ระยะทางจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังตัวโครงการถึงแม้จะเป็นระยะทางที่ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ทางเท้าที่ต้องเดินผ่านในช่วงค่ำๆ ถือว่าเปลี่ยวพอสมควรเหมือนกัน เพราะตลอดทางเป็นมีร้านค้าบ้างประปราย รวมถึงอาคารสำนักงานที่พอหมดเวลางานก็จะเงียบเหงาไปทันตาเหมือนกัน ดังนั้นถ้าคุณสาวๆ ต้องเดินกลับบ้านคนเดียวในช่วงค่ำๆ อาจจะอันตรายไปซักหน่อย แนะนำให้เลือกลงที่สถานีปุณณวิถีแล้วต่อรถเข้าไปอีกทีจะดีกว่าครับ สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว มีเส้นทางหลักๆ คือถนนสุขุมวิท ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องรถติดอยู่แล้ว ดังนั้นในชั่วโมงเร่งด่วนจึงเป็นช่วงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โชคดีหน่อยที่ท้ายซอยเชื่อมต่อไปยังซอยสุขุมวิท 62 ได้ จึงสามารถเลี่ยงไปใช้ทางด่วนเป็นเส้นทางเข้าเมืองได้อีกทาง กลับกันถ้าต้องการออกนอกเมืองถนนบางนา-ตราดและเส้นทางบูรพาวิถีก็เป็นอีกเส้นทางที่ใช้ได้ดีทีเดียว นอกจากนี้การเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ ทั้งรถเมล์ แท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็มีให้เลือกมากมายตลอดทั้งวัน การเดินทางเข้า-ออกโครงการจึงถือว่าสะดวกสบายดีทีเดียวครับ   วิเคราะห์ตัวโครงการ ด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการ Chateau in Town สุขุมวิท 62/1 ซึ่งอยู่บนถนนสุขุมวิท ถนนสายที่ขึ้นชื่อว่าราคาที่ดินสูงลิบ และยิ่งเกาะแนวรถไฟฟ้า BTS ในทำเลไม่ไกลจากใจกลางย่านธุรกิจมากนักแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้โครงการคอนโดต่างๆ ได้รับความสนใจไม่น้อยเลย เช่นเดียวกับ Chateau in Town Beach Sense แห่งนี้ ที่นับเป็นโครงการที่ 2 แล้วที่สร้างอยู่ในซยอเดียวกันกับโครงการแรกซึ่งกำลังจะสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในอีกไม่ช้านี้แล้ว สำหรับโครงการ Chateau in Town Beach Sense นั้นมีความแตกต่างจากโครงการอยู่พอสมควร ทั้งในเรื่องการออกแบบ และการจัดวางตำแหน่งห้อง ด้วยรูปทรงตึกที่ต่างออกไป มีการจัดวางสระว่ายน้ำไว้ที่บริเวณชั้น 2 ในโซนด้านหน้าของโครงการ ส่วนตัวอาคารออกแบบเป็นรูปตัว U เน้นบรรยากาศแบบบ้านพักริมชายหาดตามคอนเซปต์ของโครงการนั่นเอง บริเวณใกล้ๆ ซอยสุขุมวิท 62/1 ส่วนใหญ่เป็นที่พักอาศัยในแนวราบ สังเกตุได้จากในซอยยังมีบ้านเดี่ยวที่อาศัยกันอยู่ก่อนแล้ว เรื่องอาคารสูงๆ ที่จะขึ้นมาบังวิวกันในระยะประชิดจึงยังไม่มีปัญหาให้เห็น เรื่องอาหารการกินก็มีร้านอาหารกึ่งผับในซอยให้พอฝากท้องได้ หรือถ้าอยากได้อาหารตามสั่งธรรมดาอาจจะต้องเดินออกไปบริเวณปั๊มน้ำมันที่ปากซอยนั่นแหละครับ ถึงจะพอมีร้านอาหารแผงลอยให้พึ่งพาได้บ้าง รวมถึงร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 และร้านกาแฟก็มีให้บริการอยู่ในปั๊มน้ำมันเช่นครับ นอกเหนือจากนี้แล้วก็เห็นจะมีแต่ต้องอาศัยนั่งรถไฟฟ้า BTS เข้าเมืองลงตามแหล่งช็อปปิ้ง และห้างสรรพสินค้าในเมืองอย่าง เอ็มโพเรียม, เทอมินัล 21, สยามพารากอน, เซ็นทรัลชิดลม ฯลฯ นั่นแหละครับ รวมถึงโรงพยาบาล โรงเรียน สถาบันกวดวิชาต่างๆ ที่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าก็มีให้เลือกอีกหลายแห่งเช่นกัน แค่ต้องขยันเดินไปกับระหว่างสถานีรถไฟฟ้ากับตัวโครงการซักหน่อยเท่านั้นเอง ด้วยความที่เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้นเท่านั้น เรื่องวิวสวยๆ จากในห้องจึงไม่ถือเป็นจุดขายเท่าไหร่ ทางโครงการมีการจัดวางสระว่ายน้ำไว้ที่บริเวณชั้น 2 ของอาคาร ซึ่งจัดเป็นศูนย์รวมของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ทางโครงการจัดเตรียมไว้ให้ ทั้งฟิตเนส ห้องสตรีม รวมถึงสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนหย่อนใจก็อาศัยพื้นที่ในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน ห้องส่วนหนึ่งจึงอาศัยวิวสระว่ายน้ำนี่แหละที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศแบบริมชายหาดได้บ้าง ในส่วนของที่พักอาศัยก็เริ่มกันตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป ใครที่เลือกห้องในชั้นนี้ก็ต้องแลกกับการขาดความเป็นส่วนตัวกันหน่อย เพราะเพื่อนร่วมบ้านคงเดินขึ้นลง เข้าออกที่ชั้นนี้เป็นว่าเล่นแน่ๆ แต่ก็ใช่ว่าห้องที่หันหน้าเข้าสระว่ายน้ำในชั้นที่สูงขึ้นจะไม่เจอปัญหาเรื่องเสียงรบกวนนะครับ พิจารณาทิศทางในการเลือกกันให้ดีๆ ส่วนที่น่าจะเป็นกังวลกันหน่อยก็เห็นจะเป็นเรื่องจำนวนที่จอดรถที่นับรวมซ้อนคันแล้วก็จอดได้เพียง 95 คันเท่านั้น ในขณะที่มีจำนวนยูนิตรวมเกือบๆ 200 ยูนิตเข้าไปแล้ว ถ้าใครที่มีรถยนต์ส่วนตัวและต้องอาศัยการเดินทางด้วยการขับรถก็คงต้องคำนึงถึงปัญหานี้ไว้ด้วยนะครับ เพราะทางโครงการเค้าเน้นกลุ่มลูกค้าที่อาศัยรถไฟฟ้าเป็นหลักอยู่แล้ว เรื่องที่จอดรถเลยไม่เน้นเท่าไหร่ นอกจากนี้เรื่องจำนวนลิฟท์โดยสารก็มีให้เพียง 2 ตัว ในโซนปีกขวาของตึก ใครที่อยู่ไปทางปีกซ้ายก็เดินกันไกลหน่อยนะครับ พาชมห้องตัวอย่าง ในช่วงที่เราเข้าไปเยี่ยมชมโครงการ ยังไม่มีห้องตัวอย่างของโครงการ Chateau in Town Beach Sense ให้ชมนะครับ ต้องอาศัยดูตามแบบแปลนในกระดาษ อย่างดีก็เข้าไปเดินชมห้องตัวอย่างของโครงการก่อนหน้าที่อยู่ในซอยเดียวกันได้ แต่ก็ต้องบอกว่าได้แค่ความคล้าย แต่ไม่ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงเลยซักนิด ทั้งเรื่องขนาดห้อง และการจัดวาง Lay out ห้อง ทำให้ไม่ค่อยเห็นภาพห้องที่ชัดเจนเท่าที่ควร งานนี้ก็เกิดอาการลังเลสิครับ ฟันธงได้ไม่เคลียร์ว่าของจริงจะเป็นอย่างไรกันแน่ จากที่ดูตามแบบแปลนซึ่งมี Type ห้องเยอะเหลือเกิน เพราะการจัดวางกลับซ้าย กลับขวา หลบเหลี่ยมมุมของตึกอีก เราจึงแบ่งเป็น Type หลักๆ คือ แบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอนครับ เปิดประตูห้องเข้ามากเจอพื้นที่ในส่วนห้องนั่งเล่นก่อนเลย ซึ่งอารมณ์แรกต้องบอกว่าไม่ค่อยสบายตาเท่าที่ควร เนื่องจากการกำแพงกั้นห้องนอนค่อนข้างทึบ บริเวณห้องนั่งเล่นจึงไม่ค่อยให้ความรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ถัดจากห้องนั่งเล่นเข้าไปจะเป็นพื้นที่ของห้องนอน ส่วนห้องน้ำและห้องครัวจะแยกออกไปอยู่อีกด้านของห้องทำให้ได้ห้องครัวแบบปิด ในขณะที่จะเข้าห้องน้ำทีก็ต้องเดินผ่านเข้าออกทางห้องครัวด้วยเช่นกัน พื้นที่ใช้สอยของห้องค่อนข้างกระทัดรัดเลยทีเดียว เพราะห้องแบบ 1 ห้องนอน มีขนาดเริ่มต้นอยู่ที่ 28-34 ตร.ม. โดยที่แต่ละห้องจะมีขนาดต่างกันเพราะ Lay out ของตำแหน่งห้อง บางห้องมีระเบียงกว้าง บางห้องระเบียงแคบนิดเดียว ในขณะที่บางห้องก็มีพื้นที่ห้องนอนกว้างเพราะเป็นส่วนของอาคารที่ยื่นออกไป ดังนั้นการเลือกตำแหน่ง และเลือกแบบห้องให้โดนใจในหลายๆ ด้านจึงเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันครับ ห้องทั้งหมดขายมาให้แบบห้องเปล่าๆ โล่งๆ มีเฟอร์นิเจอร์ที่ให้มาพร้อมกับห้องก็แค่ ชุดครัว และสุขภัณฑ์ในห้องน้ำเท่านั้น ด้วยราคาห้องที่เริ่มต้นอยู่ที่ 2 ล้านต้นๆ ในย่านสุขุมวิทใกล้รถไฟฟ้าด้วย จึงหวังของแถมมากไม่ได้ครับ ความคุ้มค่าน่าลงทุน ในเรื่องความน่าลงทุน โครงการ Chateau in Town จะได้เปรียบในเรื่องราคาของห้องที่อยู่ในทำเลใกล้ย่านธุรกิจสำคัญของเมือง หากใครที่มีที่ทำงานเกาะอยู่ในแนวรถไฟฟ้า และกำลังมองหาที่พักอาศัยที่เดินทางไปมาสะดวก ที่นี่ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดีเหมือนกัน จะติดก็แต่ถ้ามีรถยนต์ส่วนตัว ไม่ว่าจะต้องใช้งานทุกวัน หรือจอดทิ้งไว้เป็นส่วนใหญ่ เรื่องที่จอดรถคงเป็นปัญหาได้เหมือนกันนะครับ เพราะดูยังไงแล้วก็ไม่พอจอดจริงแน่ๆ ในเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ทางโครงการเตรียมไว้ให้ก็จัดว่าครับครันดีตามมาตรฐาน มีแค่พอใช้งานได้ ถ้าไม่ได้หวังกับ Facility อลังการงานสร้าง ก็มองผ่านเรื่องนี้ไปได้อีกเรื่อง จะติดขัดอีกทีก็เรื่อง Lay out ห้องนี่แหละครับที่ต้องอาศัยจินตนาการกันให้ดีๆ เวลาเลือกห้อง ให้คิดเผื่อการตกแต่งห้องไว้ด้วย เพราะห้องบางแบบดูจะตกแต่งให้ลงตัวได้ยาก อาจจะต้องอาศัยการ Built-in ซึ่งก็ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย หากใครคิดจะลงทุนไว้ปล่อยเช่า อาจจะเหนื่อยหน่อย ถึงจะมีบริษัทห้างร้านในระแวกใกล้ๆ แต่ก็ไม่ได้มีจำนวนพนักงานพลุกพล่านเหมือนในย่านธุรกิจกลางเมือง การทำการบ้าน ลงประกาศให้เช่าให้ดีๆ บวกกับราคาและการตกแต่งห้องที่ดึงดูดในน่าจะพอช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ ในโซนรถไฟฟ้าปลายๆ สายสุขุมวิทยังคงมีตัวเลือกอีกมากให้เปรียบเทียบ ถ้าต้องนั่งรถไฟ้ฟ้าไกลออกไปอีก 2-3 สถานีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ยังไงก็ต้องศึกษาปัจจัยต่างๆ ให้รอบครอบไว้ก่อนก็ดีครับ (คลิกดูบทวิเคราะห์การลงทุน)
The Privacy รัชดา – สุทธิสาร : รีวิวคอนโด

The Privacy รัชดา – สุทธิสาร : รีวิวคอนโด

ใครที่เคยผ่านไปผ่านมาบนถนน สุทธิสารวินิจฉัย น่าจะพอนึกภาพกันออกว่า ถนนสายนี้มีการจราจรที่คับคั่งแค่ไหน เนื่องจากเป็นอีกเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อระหว่างถนน รัชดาภิเษก และถนนลาดพร้าว เอาไว้ด้วยกัน แถมบริเวณปากซอยด้านถนน รัชดาภิเษกยังมีสถานี รถไฟฟ้าใต้ดินอีก ที่อยู่อาศัยในแถบนี้จึงเป็นที่น่าจับตาไม่น้อยเลยครับ เราจึงอยากจะพาไปชมอีกหนึ่งโครงการในแบรนด์ The Privacy ของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งตั้งอยู่กลางซอยพอดิบพอดี   การเดินทาง   การเดินทางมายังโครงการ The Privacy รัชดา-สุทธิสาร ถือว่าค่อนข้างง่ายเลยทีเดียว เพราะมีทางเลือกหลายเส้นทาง ทั้งการโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานีสุทธิสาร แล้วต่อรถเข้าซอย หรือจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็เข้าออกได้ทั้งทางถนนรัชดาภิเษก ถนนลาดพร้าว และถนนประดิษฐ์มนูญธรรม (เลียบทางด่วนพระราม 9 – รามอินทรา) ทำให้มีเส้นทางหลีกเลี่ยงปัญหารถติดในเวลาเร่งด่วนได้พอสมควรเลยทีเดียว   การไปชมโครงการ The Privacy รัชดา-สุทธิสารของเราในครั้งนี้ เราเลือกใช้เส้นทางถนนรัชดาภิเษก เริ่มต้นจากฝั่งลาดพร้าววิ่งตามถนนรัชดาภิเษกมาเรื่อยจนถึงแยกสุทธิสาร ซึ่งเป็นแยกใหญ่และมีอุโมงค์ข้ามแยก แต่เราไม่ต้องลงอุโมงค์นะครับ ให้ชิดซ้ายตรงมาที่แยก แล้วเลี้ยวเข้าถนนสุทธิสารวินิจฉัยเลย ตรงเข้ามาในซอยอีกประมาณ 1.6 กิโลเมตร ก็จะเห็นตัวโครงการอยู่ทางซ้ายมือ หรือถ้าคุณต้องอาศัยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นหลัก พอมาถึงสถานีสุทธิสารแล้วให้เลือกทางออกที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากปากซอยสุทธิสารแค่ 50 เมตรเท่านั้น แล้วค่อยต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือรถสาธารณะอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครที่กำลังคิดว่าจะอาศัยสองเท้าคู่ใจเดินจากปากซอยเข้าไป ต้องแอบเดือนกันดังๆ ว่าถนนหนทางในซอยไม่ได้เอื้อต่อการเดินเลยซักนิด เพราะไม่มีฟุตบาท และถนนในซอยก็เป็นถนน 2 เลนที่รถสวนกันไปมาในปริมาณมาก แถมระยะทางก็ไมใช่ใกล้ๆ การใช้บริการรถรับจ้าง หรือ Shuttle Bus ที่ทางโครงการจัดเตรียมไว้ให้น่าจะเป็นทางเลือกที่สะดวก และปลอดภัยมากกว่าครับ   จากทางออกสถานีสุทธิสาร เดินไปทางแยกสุทธิสาร ่ตามทางก็จะมีของขายเต็มไปหมดเลย มีของกินให้เลือกก่อนเข้าห้องเยอะมากครับ วินมอเตอร์ไซด์ ต่อคิวกันได้ตรงนี้ครับ ป้ายราคาวินมอเตอร์ไซด์ อยากไปที่ไหนเช็คราคาตรงนี้ได้เลยครับ   ปัญหาหลักๆ ของการเดินทางเข้า-ออกถนนสุทธิสารวินิจฉัยก็คือ การจราจรที่ติดขัดมากๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนของวัน เพราะในซอยมีทั้งโรงเรียน บริษัท สำนักงาน ร้านค้า และยังมีอพาร์ทเม้นท์อีกหลายแห่ง ปริมาณคนและรถจึงหนาแน่นอยู่พอสมควร ถ้าต้องฝ่าฟันรถติดทุกๆ เช้า-เย็นก็ควรจะต้องวางแผนการเดินทาง และเผื่อเวลากันให้ดีๆ นะครับ เริ่มจากแยกลาดพร้าวมุ่งหน้าไปทางพระราม 9 ให้วิ่งมาถึงแยกสุทธิสาร เมื่อมาถึงแยกสุทธิสาร ให้เตรียมตัวเลี้ยวซ้าย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุทธิสาร เมื่อเข้ามาถนนสุทธิสาร ริมทางทั้งสองฝั่งจะมีร้านค้าวางเต็มไปหมด แต่เมื่อเข้ามาสักพักจะกลายเป็นถนน 2 เลน ช่วงนี้ให้ขับกันระวังนะครับ ก่อนจะถึงตรงคอขวดจะมีวินมอเตอร์ไซด์อยู่ทางขวามือครับ วิ่งเข้าไปตามทาง จะเป็นถนน 4 เลน ในซอยมีคลีนิกด้วยครับ มี 7-Eleven ร้านทำฟันก็มี ในซอยมีปั้ม ปตท อยู่ทางขวามือครับ ก่อนถึงโครงการ จะเห็นโครงการของเครือ Areya อยู่ก่อนถึงโครงการ The Privacy มาถึงจะเห็นโครงการอยู่ทางซ้ายมือ ถึงแล้วครับ Sale Office the privacy ส่วนถนนเลย โครงการ The Privacy ไป จะไปเจอถนนลาดพร้าวครับ   วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ   The Privacy รัชดา-สุทธิสาร เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น มีด้วยกันทั้งหมด 3 อาคาร บนเนื้อที่ 2 ไร่นิดๆ โดยมียูนิตรวมทั้งหมด 199 ยูนิต ภายใต้คอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตติดธรรมชาติ เน้นความเป็นส่วนตัวในขณะที่ก็ยังคงความสะดวกสบายแบบคนเมืองไว้ ทำเลที่ตั้งเดินทางได้สะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และบริเวณโดยรอบก็มีสิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภคครบครัน ทั้งคลินิค โรงเรียน ร้านอาหาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ ไปจนถึงสถานบันเทิงยามราตรีก็อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก จึงสามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการของคนเมืองอย่างแท้จริง ในขณะที่พื้นที่ติดๆ กันกับตัวโครงการยังคงเป็นที่อยู่อาศัยในแนวราบเสียเป็นส่วนใหญ่ จะมีก็แต่คอนโด Low Rise ในเครือ Areeya ที่อยู่เยื้องไปทางด้านหลังเท่านั้นที่เป็นอาคารสูงในระดับเดียวกัน ดังนั้นเรื่องความเงียบสงบจึงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับการพักผ่อนอาศัยไม่น้อยเลย ในระยะใกล้ๆ ที่สามารถเดินถึงได้โดยไม่ลำบากเกินไป ยังพอมีร้านอาหารให้พึ่งพาได้บ้าง สำหรับคนที่พึ่งพาอาหารสำเร็จรูปเป็นหลัก บริเวณปากซอยสุทธิสารวินิจฉัยอุดมไปด้วยร้านค้าและแผงลอยขายอาหารมากมาย รวมถึงร้านสะดวกซื้อด้วย จึงไม่น่าเป็นห่วงเรื่องปากท้องซักเท่าไหร่ สำหรับห้างสรรพสินค้าก็มีทั้งเซ็นทรัลพระราม 9, เทสโก้โลตัส, เอสพลานาด ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งถนนรัชดาภิเษก นอกจากนี้ยังมีห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว, คริสตัลพาร์ค และห้างซีดีซี อีกด้วย   ภายในโครงการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางไว้ในบริเวณด้านหน้าโครงการฝั่งที่ติดกับถนนสุทธิสารวินิจฉัย ซึ่งมีทั้งสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ ห้องซาวน่า ห้องสมุด และLounge ที่ด้านบนของคลับเฮาส์ ส่วนอาคารพักอาศัยรายล้อมอยู่โดยรอบ และมีทางเดินภายในและพื้นที่สีเขียวของสวนเป็นตัวเชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ตัวอาคารถูกออกแบบมาในสไตล์โมเดิร์น เน้นความทันสมัยซึ่งทางโครงการเรียกว่า สไตล์ Timeless Tropical Modern อีกทั้งยังชูจุดเด่นเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นอยู่ที่ 7-9 ยูนิตเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับจำนวนลิฟท์โดยสารที่ในแต่ละอาคารมีอยู่ 1 ตัวเท่านั้น ก็จัดว่ามีความหนาแน่นพอประมาณ ไม่ต้องรอใช้ลิฟท์กันนานมาก และโชคดีที่เป็นแค่คอนโด Low Rise การเดินขึ้นลงบันไดจึงพอทำได้ไม่ยากนักถ้าหากอยากจะเดินออกกำลังกายขึ้นมา ส่วนเรื่องจำนวนที่จอดรถทั้งโครงการก็ที่มีเพียง 38% เท่านั้น ถ้ารวมที่จอดซ้อนคันด้วยก็เพิ่มขึ้นมาอีกแค่นิดหน่อยเองครับ จึงนับว่ามีจำนวนน้อยเหมือนกันสำหรับคอนโดในทำเลที่น่าจะต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางอยู่พอสมควร แต่ถ้าไม่ติดขัดกับการฝ่าการจราจรเดินทางไปขึ้นรถไฟฟ้าซักเท่าไหร่ และคิดว่าไม่มีแผนจะซื้อรถยนต์ส่วนตัว เรื่องที่จอดรถคงไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่ครับ Masterplan แปลนอาคาร A แปลนอาคาร B แปลนอาคาร C แปลนห้องขนาด 28 ตร.ม. แปลนห้องขนาด 33 ตร.ม. แปลนห้องขนาด 42 ตร.ม. แปลนห้องขนาด 50 ตร.ม. พาชมห้องตัวอย่าง The Privacy รัชดา-สุทธิสาร มีแบบห้องให้เลือกทั้งแบบ 1 ห้องนอน ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นที่ 28 ตร.ม. – 42 ตร.ม. ส่วนห้องแบบ 2 ห้องนอน จะมีพื้นที่ 50 ตร.ม. สำหรับห้องตัวอย่างที่ทางโครงการเตรียมไว้มีแบบ 1 ห้องนอน ทั้งขนาด 28 ตร.ม. และ 33 ตร.ม. ซึ่งทั้ง 2 ห้องมีการจัดวาง Lay out คล้ายคลึงกันมาก พอเปิดประตูห้องเข้ามาก็เจอพื้นที่ครัวซึ่งมีประตูกระจกบานเลื่อนแยกไว้เป็นสัดส่วน ถัดเข้าไปด้านในเป็นมุมรับประทานอาหารและพื้นที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งทั้งหมดนี้กินพื้นที่ยาวจนถึงระเบียงเลยทีเดียว ส่วนห้องนอนนั้นแยกออกไปอีกด้าน ซึ่งมีการจัดแบ่งไว้เป็นสัดส่วน ภายในห้องนอนมีพื้นที่สำหรับ walk in closet ด้วย ซึ่งห้องทั้ง 2 ขนาดจะต่างกันก็ตรงพื้นที่ในส่วนนี้ด้วย แน่นอนว่าห้องขนาด 33 ตร.ม. ต้องมีพื้นที่ในส่วนของห้องแต่งตัวมากกว่า แถมยังติดประตูกระจกบานเลื่อนกันพื้นที่ห้องแต่งตัวไว้อย่างชัดเจน ต่างจากห้องขนาด 28 ตร.ม. ที่มีพื้นที่เหลือพอให้วางตู้เสื้อผ้าแบบธรรมดาไว้หน้าห้องน้ำเท่านั้น ภายในห้องนอนเมื่อวางเตียงขนาด 5 ฟุตเข้าไปแล้ว ก็ยังมีพื้นที่ปลายเตียงเหลืออยู่แค่เล็กน้อยเท่านั้น อย่างมากก็ทำได้แค่แขวนทีวีติดผนังที่ปลายเตียง ข้างเตียงวางโต๊ะเล็กๆ ไว้ที่หัวเตียงได้อีกนิดหน่อย พื้นที่ใช้สอยในห้องจึงค่อนข้างมีอยู่อย่างจำกัดเหมือนกัน การบริหารพื้นที่เก็บของเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรงัดเทคนิคต่างๆ มาใช้ เพื่อไม่ให้ห้องรกจนเกินไป เรื่องเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง ทางโครงการมี Built-in มาให้ด้วย ทั้งห้องครัว เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน อ่างล้างจาน ตู้เก็บของ ตู้เสื้อผ้า และชุดสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ รวมถึงระบบ Digital Door Lock ที่ติดตั้งมาให้ทุกห้อง ช่วยเพิ่มความรู้สึกทันสมัยและหรูหราได้อีกไม่น้อยเลยครับ เข้าห้องไปจะเจอส่วนครัวอยู่ทางซ้าย โครงการจะ Build ครัวมาให้ตามนี้เลยครับ เดินเข้ามาอีก ก็จะเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น ก่อนจะไปส่วนห้องนั่งเล่น จะเป็นพื้นที่วางโต๊ะทานข้าวได้ ส่วนทางขวาจะเป็นทางเข้าห้องนอน ห้องจะแคบสักหน่อย ทางเดินจะค่อนข้างน้อย เครื่องปรับอากาศจะติดตั้งไว้ตรงปลายเตียง ห้องน้ำจะอยู่ในส่วนของห้องนอน เข้าไปจะเห็นส่วนครัวจะอยู่ทางขวา และโต๊ะทานข้าวจะเลยเข้าไป Build in ครัวที่ทางโครงการมีให้ ส่วนทางซ้ายจะเป็นส่วนของห้องน้ำ กับที่วางรองเท้า เข้ามาก็จะเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น ไปต่อกันที่ห้องนอนกันเลยครับ ส่วนของห้องนอน พื้นที่สำหรับว่าตู้เสื้อผ้า ส่วนของตู้เสื้อผ้าสามารถเดินไปห้องน้ำได้ ห้องน้ำในห้องนอน ความคุ้มค่าน่าลงทุน   โครงการ The Privacy รัชดา-สุทธิสาร มีการเปิดให้จองแบบ Pre-Sale ไปบ้างแล้ว ทำให้จำนวนห้องที่เหลืออยู่ไม่มากนัก หลักๆ ก็จะเป็นห้องในอาคาร C ซึ่งเป็นอาคารตรงกลางที่เปิดขายทีหลังสุด ตัวโครงการเริ่มมีการก่อสร้างไปแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2557 นี้ ถ้ามองในแง่ของการลงทุนเพื่อปล่อยห้องให้เช่า ทำเลที่ไกลจากปากซอยมาเกือบ 2 กิโลเมตรแบบนี้ ถือว่าเสียเปรียบโครงการอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ปากซอยมากกว่า อีกทั้งในบริเวณใกล้ๆ ถึงจะมีบริษัท ห้างร้านอยู่พอสมควร แต่ก็คงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะเช่าห้องพักในราคาหมื่นต้นๆ โชคดีหน่อยที่ทางโครงการมีบริการรถรับส่งไปยังสถานีรถไฟฟ้า เรื่องการเดินทางโดยรถสาธารณะจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว ที่เหลือก็แค่จัดสรรเวลาในการเดินทางไปยังที่ทำงานให้เหมาะสมเท่านั้น   ส่วนใครที่กำลังมองหาคอนโดไว้อยู่อาศัยเอง The Privacy รัชดา-สุทธิสารน่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่ไม่เลว สำหรับคนที่อยากได้ที่บรรยากาศสงบๆ เพื่อการพักผ่อน ยิ่งในบริเวณโครงการมีต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในที่เดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความร่มรื่นได้อีกมาก จะติดก็แต่เรื่องการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่น รวมถึงปัญหาที่จอดรถที่มีค่อนข้างจำกัด ถ้าอยู่อาศัยกันในระยะยาว มีแผนการว่าจะซื้อรถอีกซักคัน เรื่องที่จอดรถก็ต้องไม่ลืมคิดคำนวนเผื่อไว้ด้วยนะครับ ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็จัดว่าทางโครงการเตรียมมาให้ครบถ้วนดี ถ้าจะเล็งไว้ขายต่อในอนาคตก็น่าพิจารณาเช่นกัน เพราะถ้าชอบทำเลในย่านสุทธิสาร โครงการนี้ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่ไม่เลว ถือแล้วจะอยู่ลึกเข้ามาในซอย แต่ราคาห้องเริ่มต้นก็จับต้องได้ไม่ยากนักถ้าเทียบกับคอนโดอื่นๆ บนถนนรัชดาภิเษก และระแวกใกล้เคียง
FUSE Mobius รามคำแหง – คลองตัน : รีวิวคอนโด

FUSE Mobius รามคำแหง – คลองตัน : รีวิวคอนโด

คราวนี้จะพาไปดูคอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า Airport Rail Link กันบ้าง กับโครงการ Fuse Mobius รามคำแหง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรามคำแหง 450 เมตร   การเดินทาง   Fuse Mobius รามคำแหง ตั้งอยู่ในซอยรามคำแหง 3/1 ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับแยกคลองตัน การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า Airport Rail Link ถือว่าสะดวกดีทีเดียว เพราะสามารถใช้เดินทางไปทำงานในเมือง ไปต่อรถไฟฟ้า BTS ที่พญาไท หรือแม้กระทั่งเดินทางไปยังสุวรรณภูมิก็สะดวกเช่นกัน ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของโครงการที่ห่างจากสถานีรามคำแหง 450 เมตรจึงไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคในการเดินเท่าไหร่ครับ อยู่ในระยะที่เดินได้จริงและยังไม่เหนื่อยจนเกินไป แต่ถ้าวันไหนเจอฝนตกหนักๆ ก็อาจจะเดินกันยากลำบากซักหน่อย นอกเหนือจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า Airport Rail Link ที่เป็นเส้นทางต่อเข้าเมืองที่น่าจะสะดวกที่สุดแล้ว การเดินทางด้วยบริการรถสาธารณะอื่นๆ ก็ยังมีให้เลือกหลากหลายเช่นกัน ทั้งรถเมล์ รถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ หรือแม้กระทั่งการเดินทางด้วยเรือในคลองแสนแสบก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำได้ด้วยเหมือนกัน   แผนที่ของโครงการ ที่ลากเส้นจาก Airport Link ไปยังโครงการ เส้นทางการเดินทางจากรถไฟฟ้า Airport link สถานีรามคำแหง ไปตัวโครงการ เริ่มจาก Airport link สถานีรามคำแหง เดินจากสถานีรามคำแหง ไปถึงโครงการประมาณ 450 เมตรครับ ผ่า่นการไฟฟ้านครหลวง เดินมาเรื่อยๆ จนถึงซอยรามคำแหง 3 เมื่อเข้าซอยรามคำแหง 3 มาแล้วให้ผ่านหน้า Show room Ford เพื่อเข้าซอยรามคำแหง 3/1 เมื่อเข้าซอยมาแล้ว เข้าไปอีกนิด ก็จะเจอโครงการ Fuse Mobius อยู่สุดซอย ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็ถือว่าไม่ได้แย่เท่าไหร่ จะติดปัญหาก็แค่เรื่องรถติดเท่านั้นที่ต้องทำใจกันเยอะๆ หน่อย แต่ก็โชคดีที่มีเส้นทางเลี่ยงไปได้หลายทาง ทั้งทางด่วนฉลองรัช และทางด่วนศรีรัชอยู่ใกล้ๆ หรือจะเลือกเส้นทางเข้าเมืองด้วยถนนเพชรบุรี ถนนพระราม 9 ไปออกพญาไท ทองหล่อได้ หรือถ้าจะออกนอกเมืองก็ออกถนนศรีนครินทร์ มอเตอร์เวย์ หรือใช้เส้นทางเลียบทางด่วนรามอินทราก็ได้เช่นกัน ในชั่วโมงเร่งด่วนก็ต้องเลือกเส้นทางกันให้ดีๆ นะครับ เพราะรอบๆ นี้รถติดเอาเรื่องเลยทีเดียว อย่างครั้งนี้เรามาจากถนนพัฒนาการมาถึงแยกคลองตันแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนรามคำแหง โชคดีที่รถไม่ติดจึงใช้เวลาเดินทางไม่นาน พอผ่านสถานีรถไฟฟ้ารามคำแหงมาแล้ว ให้สังเกตุโชว์รูมฟอร์ดทางซ้ายมือให้ดีๆ เพราะโชว์รูมอยู่ที่ปากซอยรามคำแหง 3/1 พอดี  เลี้ยวเข้าซอยมาอีกประมาณ 150 เมตรก็จะถึงหน้าทางเข้าโครงการพอดี เริ่มต้นเดินทางจากถนนพัฒนาการครับ เลี้ยวขวาลอดใต้สะพานข้ามแยกคลองตันเลยครับ ให้วิ่งไปตามทางเรื่อยๆเลยครับ เมื่อวิ่งมาเรื่อยๆ จะเห็นรถไฟฟ้า Airport link อยู่ด้านหน้า สถานีรถไฟฟ้า Airport Link รามคำแหงอยู่ทางด้านซ้ายครับ เมื่อผ่าน Airport Link ก็จะเข้าสู่ถนนรามคำแหง จะผ่านการไฟฟ้านครหลวงที่อยู่ทางด้านซ้าย เมื่อวิ่งมาเรื่อยๆจนถึงซอยรามคำแหง 3 ให้เลี้ยวเข้าไปเลย เมื่อเข้าซอยรามคำแหง 3 มาแล้วให้ผ่านหน้า Show room Ford เพื่อเข้าซอยรามคำแหง 3/1 เข้าซอยรามคำแหง 3/1 มาแล้ว ก็จะเห็นตัวโครงการ Fuse Mobius อยู่สุดซอยเลยครับ เมื่อเข้าซอยมาแล้ว เข้าไปอีกนิด ก็จะเจอโครงการ Fuse Mobius อยู่สุดซอย วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ โครงการ Fuse Mobius รามคำแหง เป็นคอนโด High Rise ประกอบด้วยกัน 3 ตึก บนเนื้อที่ 9 ไร่เศษๆ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้แยกคลองตัน และไม่ห่างจากชุมชน แถมยังมีบริษัท ห้างร้านอีกมากมาย บริเวณรอบๆ จึงคับคั่งเอาการ ไหนจะโครงการ Airport Link Square ที่ใกล้จะสร้างเสร็จในเร็วๆ นี้ ห่างออกไปทางแยกคลองตันยังมีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โชว์รูมรถ Volvo รวมถึงสำนักงานการไฟฟ้านครหลวง ช่วงกลางวันจึงมีร้านค้า ร้านอาหารริมฟุตบาทให้เลือกกันพอสมควร แต่แค่เฉพาะในช่วงกลางวันเท่านั้นนะครับ ช่วงเย็นๆ หรือค่ำๆ อาจจะเงียบกว่ามาก ในระยะทางที่สามารถเดินถึง พื้นที่รอบๆ ไม่มีอาคารสูงอยู่ในระยะประชิดที่จะมาบังมุมบังวิวเท่าไหร่ ถ้าเลือกห้องในชั้นสูงๆ ได้ก็จะได้วิวมุมกว้างสบายตา ต้องบอกว่ายิ่งสูงวิวยิ่งดีครับ พื้นที่ทั้งหมดถูกจัดสรรไว้สำหรับอาคารพักอาศัย 3 ตึก แบ่งเป็นตึก A รูปทรงตัว L สูง 30 ชั้น ตึก B อยู่ถัดเข้ามาสูง 32 ชั้น และตึก C น้องเล็กสุดสูง 12 ชั้น ส่วนอีกหนึ่งอาคารขนาดใหญ่ทางด้านหน้าเป็นอาคารจอดรถ และศูนย์รวม Facility หลักๆ ของทางโครงการ การออกแบบอาคารพักอาศัยชูความโดดเด่นที่หน้าต่างห้องแบบ Fly Window ที่ยื่นออกมาเพื่อเปิดรับวิวได้กว้างขึ้น และทำให้หน้าตาตึกไม่ดูน่าเบื่อจนเกินไป  พื้นที่อยู่อาศัยของแต่ละอาคารเริ่มต้นที่ชั้น 2 ขึ้นไป ส่วนบริเวณชั้นล่างของอาคาร A และ B จะเป็นพื้นที่ของร้านสะดวกซื้อ ร้านซักรีด และสำนักงานนิติบุคคล ซึ่งขณะนี้ยังเปิดให้บริการไม่ครบ ถ้าหากมีร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารอยู่ใต้อาคารก็คงจะเพิ่มความสะดวกให้กับผู้อาศัยมากขึ้นครับ สำหรับอาคาร A ซึ่งดูจะมีความหนาแน่นมากที่สุด ด้วยจำนวนห้องที่มากถึง 652 ยูนิต กับจำนวนลิฟท์โดยสาร 3 ตัว การใช้งานในช่วงเวลาเร่งด่วนอาจจะต้องรอลิฟท์กันนานหน่อย ส่วนอาคาร B ซึ่งมีจำนวนห้อง 606 ยูนิต ซึ่งน้อยกว่าอาคาร A เล็กน้อย ในขณะที่ความหนาแน่นของจำนวนลิฟท์โดยสารต่อห้องแทบไม่ต่างกันเลย จะมีก็แต่อาคาร C ที่ดีกว่าหน่อยเพราะจำนวนยูนิตรวมน้อยกว่า แถมมีลิฟท์โดยสารให้ 2 ตัว ทำให้อัตราการใช้งานอยู่ที่ 66 ยูนิตต่อลิฟท์ 1 ตัว จึงสบายๆ ไม่ต้องรอกันนานเท่าไหร่ เรื่อง Facility ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทางโครงการให้ความสำคัญ เพราะมีการจัดสรรพื้นที่ไว้เป็นสัดส่วนแยกจากอาคารพักอาศัย โดยใช้พื้นที่บริเวณชั้น 4 ให้เป็นศูนย์รวมกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ทั้งสระว่ายน้ำเกลือขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบเต็มความยาวของอาคาร รวมถึงห้องออกกำลังกาย พร้อมห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัว และห้องอเนกประสงค์ที่มีอุปกรณ์สันทนาการมากมาย นอกจากนี้ยังมีลู่วิ่งทำเป็นทางลาดวนรอบอาคารไว้เอาใจคนชอบออกกำลังกาย ส่วนพื้นที่สีเขียวในโครงการก็ไม่ได้มีน้อยเลย เพราะมีสวนหย่อมอยู่ทั้งด้านบนอาคาร และรอบๆ บริเวณพื้นที่ด้านล่างที่เป็นทางเดินเชื่อมต่อระหว่างตึก ทำให้มีมุมให้พักผ่อนหย่อนใจอยู่หลายมุม ส่วนเรื่องที่จอดรถนั้น มีปริมาณรวมอยู่ที่ 60% ของจำนวนห้องทั้งหมด 1,390 ยูนิต คิดเป็น 834 คัน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มากสมควร แต่ก็ต้องลุ้นให้ลูกบ้านส่วนหนึ่งไม่มีรถส่วนตัวสำหรับใช้ในการเดินทาง เพราะถ้าทุกห้องมีรถกันครบ ก็ย่อมเกิดปัญหาที่จอดรถตามมาแน่นอน ถึงแม้ว่าการจัดสร้างอาคารจอดรถแยกออกจากที่อยู่อาศัยจะทำให้ดูเป็นระเบียบมากขึ้นก็ตาม แต่การใช้งานจริงๆ ลูกบ้านอาจจะไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร เพราะไหนจะต้องรอลิฟท์ลงจากห้องพัก แล้วเดินไปต่อลิฟท์ขึ้นไปที่ชั้นจอดรถอีก ซึ่งอาคารจอดรถก็มีลิฟท์โดยสารให้แค่ 1 ตัวเท่านั้น จึงทำให้เสียเวลาพอสมควร ยังไม่นับเวลาที่ต้องหิ้วของปริมาณมากๆ จากรถกลับห้องอีก คงไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้นก็คงเป็นช่วงเวลาฝนตกเพราะทางเดินระหว่างอาคารจอดรถไปยังตึกต่างๆ ไม่มีหลังคาให้หลบฝนเลย จุดนี้จึงอาจจะเสียเปรียบโครงการที่มีที่จอดรถอยู่ใต้ตึกไปซักหน่อยครับ บริเวณในซอยด้านหน้าโครงการครับ เมื่อเข้ามาในบริเวณโครงการ ก็จะมองไปเห็นตัวตึกสูงๆ ตั้งอยู่ เข้ามาในตัวโครงการจะเห็น ตึก A อยู่ด้านหน้า และจะเห็นพื้นที่ส่วนกลางอยู่ทางซ้าย ใต้อาคาร A และอาคาร B จะมีห้องสำหรับร้านค้า ส่วนของร้านค้า สำนักงานขาย และส่วนนิติบุคคล จะอยู่ด้านล่างของอาคาร A และอาคาร B ครับ มองไปจะเห็นอาคาร A และ อาคาร B อยู่ทางขวา และส่วนกลางอยู่ทางซ้าย อาคารส่วนกลางจะเป็นอาคารจอดรถ และเป็น Club House อยู่ด้านบน ลานจอดรถด้านหลังอาคาร C พาชมห้องตัวอย่าง เนื่องจากโครงการ Fuse Mobius รามคำแหงเป็นโครงการที่สร้างเสร็จ และมีลูกบ้านย้ายเข้าอยู่อาศัยกันแล้ว ดังนั้นห้องที่เหลือจึงอาจจะมีให้เลือกไม่มากนัก ซึ่งทางโครงการยังคงมีห้องตัวอย่าง และห้องว่างให้เลือกอยู่พอสมควร ห้องตัวอย่างที่เราจะพาไปดูกันในครั้งนี้ก็คือห้องแบบ 1 ห้องนอน  ซึ่งเป็นแบบห้องที่มีจำนวนมากที่สุดของโครงการ ด้วยขนาดห้องที่มีให้เลือกตั้งแต่ 29-38 ตร.ม. การจัดวาง Lay out ห้องของทั้ง 2 ขนาดต่างกันเล็กน้อยครับ ระหว่างนี้ทางโครงการเหลือห้องตัวอย่างที่ตกแต่งเสร็จให้ชมที่ขนาด 29 ตร.ม. พอเปิดประตูเข้ามาก็จะเจอกับส่วนที่เป็นห้องนั่งเล่นก่อน มองเลยเข้าไปจะเป็นห้องนอนที่ถูกกั้นไว้ด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ทำให้พื้นที่ห้องนอนดูเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น ด้านหนึ่งของห้องนั่งเล่นคือห้องครัว ซึ่งถูกวางไว้ในแนวเดียวกันกับห้องน้ำและระเบียง ครัวเป็นครัวแบบเปิดนะครับ ชุดเครื่องครัวและเคาน์เตอร์ครัวที่แถมมา ทางโครงการมีการคำนึงถึงประโยชน์ในการใช้สอยพ่วงมาด้วย เพราะมีโต๊ะกินข้าวขนาดเล็ก แบบพับเก็บได้มาเป็นฟังก์ชั่นเสริม ทำให้ช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยในห้องได้มากขึ้น ถืงแม้พื้นที่ครัวจะกว้างขวางเหมาะกับการทำครัวแต่กลับไม่มีการติดตั้งเครื่องดูดควันมาให้ แถมตำแหน่งครัวยังอยู่ด้านในทำให้การระบายอาการทำได้ไม่ดี จึงกลายเป็นว่าไม่ค่อยเหมาะกับการทำครัวไปโดยปริยาย ถัดจากห้องครัวเข้ามาจะเป็นห้องน้ำขนาดกระทัดรัด ซึ่งทางโครงการออกแบบไว้แปลก ตรงที่ด้านในสุดซึ่งเป็นบริเวณห้องอาบน้ำ กลับมีประตูบานเลื่อนเป็นกระจกขุ่น สามารถเปิดออกไปที่ระเบียงเล็กๆ ของห้องได้ ทั้งๆ ที่พื้นที่ระเบียงนั้นก็เล็กแสนเล็ก ชนิดที่วางเครื่องซักผ้าและแขวนคอมเพรสเซอร์แอร์แล้วก็แทบจะไม่เหลือที่ไว้ทำประโยชน์อะไรได้ด้วยซ้ำ ลองนึกภาพว่าจะต้องเดินไปซักผ้า หรือตากผ้าที่ระเบียงก็ต้องเดินผ่านห้องน้ำทุกครั้งก็แปลกดีเหมือนกันนะครับ ส่วนพื้นที่ของห้องนอนนั้น ไม่เล็กไม่ใหญ่ เรียกว่าขนาดกำลังฟิตพอดี วางเตียงแล้วพื้นที่ปลายเตียงยังมีที่ว่างพอให้วางตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้งได้อีกด้วย และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ Fly Window ที่อยู่ในห้องนอน ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้กรุกระจกบานใหญ่ แถมยังเป็นส่วนที่ยื่นออกไปนอกอาคาร ทำให้รับวิวได้กว้างขึ้น ในห้องตัวอย่างจึงตกแต่งทำเป็น Day Bed ติดริมกระจกให้นั่งเล่นชมวิวได้ชิลๆ กันไป ข้าวของที่เห็นในห้องตัวอย่างนั้นต้องบอกก่อนว่าไม่ได้มีแถมมาให้ทั้งหมดนะครับ สิ่งที่ได้นอกเหนือจากชุดครัว และสุขภัณฑ์ในห้องน้ำตามมาตรฐานแล้ว ก็จะมีตู้เสื้อผ้า ที่นั่งบริเวณ Fly Window พร้อมช่องเก็บของ และติดตั้ง Wallpaper มาให้เรียบร้อย นอกเหนือจากนี้ก็ต้องจัดหากันเอง หรือถ้าเกิดถูกในเฟอร์นิเจอร์ตามแบบในห้องตกแต่ง ทางโครงการก็สามารถจัดตกแต่งให้ได้ เพียงแค่เราต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนมีการโอนห้อง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่านั้นครับ เข้าในส่วนของห้องนั่งเล่นจะจัดวางประมาณนี้ครับ ด้านหลังส่วนนั่งเล่น จะเป็นห้องนอน โดยมีฉากกระจกกั้นครับ ห้องนอนมีตู้ built มาให้ครับ ตำแหน่งห้องนอน มุมจากห้องน้ำมองออกมาที่ประตูห้อง จะเห็นครัวอยู่ด้านขวาครับ ส่วนของครัวทางโครงการ built มาให้ครับ โต๊ะทานข้าวสามารถพับเก็บเข้าไปด้านในได้ ส่วนของห้องน้ำ อ่างล้างหน้าใช้ของ American Standard โถสุขภัณฑ์ American Standard อีกมุมหนึ่งจากส่วนเปียกมองออกมาด้านนอก ประตูกั้นห้องนั่งเล่นกับห้องนอน ส่วนพื้นห้องนั่งเล่นจะใช้เป็นกระเบื้องแกรนิโต้ ส่วนห้องนอนจะใช้เป็นพื้นลามิเนตครับ Audio Door Phone เอาไว้คุยกับคนที่มาหาเราที่รออยู่ที่ Lobby แอร์โครงการให้มาตัวเดียวติดในห้องนอน ใช้แอร์ Panasonic ความคุ้มค่าการลงทุน เนื่องจากโครงการนี้สร้างเสร็จและมีลูกบ้านย้ายเข้ามาอยู่กันแล้ว จึงอาจจะไม่มีห้องให้เราได้เลือกมากนัก นอกจากห้องที่เหลือๆ อยู่แล้ว อาจจะลองมองหาห้องที่หลุดจอง หรือเจ้าของห้องปล่อยขาย ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน จากที่ลองสอบถามพนักงานขายคร่าวๆ ก็พอจะเห็นว่ามีชาวต่างชาติมาพักอาศัยกันพอประมาณ รวมทั้งยังมีลูกบ้านที่เป็นนักศึกษามาเช่าห้องอยู่อีกจำนวนหนึ่ง การลงทุนเพื่อการปล่อยห้องเช่าจึงไม่น่าจะมีอุปสรรคในการหาคนเช่ามากนัก แถมบริเวณใกล้ๆ ก็มีอาคารสำนักงานใหญ่ๆ ที่พอจะมีกำลังเช่าห้องได้ไม่ยาก รวมถึงเรืองทำเลที่ตั้งของโครงการที่จัดว่าอยู่ในทำเลที่มีการเดินทางให้เลือกหลากหลายอยู่พอสมควร ทั้งรถไฟฟ้า Airport Rail Link และรถบริการสาธารณะอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คอนโด Fuse Mobius รามคำแหงจะมีความน่าสนใจในหมู่นักลงทุน ยิ่งถ้าโครงการ Airport Link Square ที่เป็นเหมือนห้างสรรพสินค้าติดสถานีรามคำแหงเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้ด้วยแล้วล่ะก็ บริเวณรอบๆ ก็จะคึกคัก และอุดมสมบูรณ์ขึ้นอีกหลายเท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้เรื่องสาธารณูปโภคที่ทางโครงการมีให้มาก็ถือว่าได้มาเต็มที่เหมือนกัน ทั้ง Club House ที่รวมกันอยู่ที่บริเวณชั้น 4 ของอาคารจอดรถ รวมถึงพื้นที่สีเขียวที่มีรอบโครงการ จึงทำให้บรรยากาศภายในร่มรื่นมากขึ้น  ภาพรวมของโครงการจึงดูน่าอยู่อาศัยดี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียให้ต้องคำนึงถึงนะครับ เพราะจำนวนยูนิตรวมของโครงการที่ค่อนข้างหนาแน่น จึงต้องพิจารณาถึงปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วย รวมถึงรื่องการตกแต่งห้อง หรือติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และเครื่องดูดควันเพิ่มเติม ก็ต้องพิจารณากันแต่เนิ่นๆ เพราะทางโครงการแถมเครื่องปรับอากาศมาให้เครื่องเดียวเท่านั้น ถ้าไม่พิจารณาติดตั้งก่อนตกแต่งห้อง หรือก่อนเข้าอยู่  แล้วมาทำเพิ่มทีหลังก็จะยุ่งยากมากขึ้นได้ครับ สำหรับทำเลแถบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวเลือกอื่น หรือตัวเปรียบเทียบนะครับ ซึ่งแต่ละโครงการด็มีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป จึงอยากจะแนะนำให้ลองดูเปรียบเทียบกันให้รอบคอบ เพื่อที่คุณจะได้ห้องที่ตรงกับความต้องการให้ได้มากที่สุดยังไงล่ะครับ
The Diplomat Sathorn : รีวิวคอนโด

The Diplomat Sathorn : รีวิวคอนโด

โครงการ: The Diplomat Sathorn (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้นประมาณ 7,900,000 บาท บาท/ตารางเมตร ประมาณ 200,000 บาท เจ้าของโครงการ KPN Group Co., Ltd. จุดเด่น คอนโดหรู ติดรถไฟฟ้า BTS สุรศักดิ์ ใกล้แหล่งธุรกิจหลักกลางใจเมือง จุดด้อย – โปรโมชั่น - ปีที่สร้างเสร็จ ปี 2559 ที่ตั้ง: The Diplomat Sathorn (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด 1 - 2 - 12 ไร่ ที่ตั้ง ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.720135,100.52207 ระบบขนส่งสาธารณะ BTS สุรศักดิ์ สถานที่สำคัญใกล้เคียง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม และ โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ อาคารหอการค้าไทย-จีน (Thai CC) และ ร้านอาหารบลูเอเลเฟ่นท์ อาคาร Chartered Square อาคาร บสก. (บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด) อาคาร Jewelry Trade Center Silo Health Land สาขาสาทร (สาทร 12) สถานีตำรวจยานนาวา โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ (สีลม) วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก) – ถนนปั้น ลักษณะโครงการ: The Diplomat Sathorn (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี 1 Bedroom 2 Bedrooms 3 Bedrooms Penthouse ขนาดห้องที่มี 1 Bedroom ขนาด 40 – 52 ตารางเมตร 2 Bedrooms ขนาด 59 – 76.5 ตารางเมตร 3 Bedrooms ขนาด 85.5 – 99.5 ตารางเมตร Penthouse ขนาด 133 – 205 ตารางเมตร จำนวนตึก 1 อาคาร จำนวนชั้น 38 ชั้น จำนวนห้อง 192 ยูนิต ส่วนกลาง: The Diplomat Sathorn (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด 192 คัน หรือ 100% – ไม่รวมจอดซ้อนคัน ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 80 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 800 บาท สาธารณูปโภค ห้องสันทนาการ ชั้น 8 (The Diplomat Club) สระว่ายน้ำสำหรับเด็กพร้อม Rain-Cloud และห้องพักผ่อนสำหรับผู้ปกครอง ชั้น 8 สวนพักผ่อนชั้น 8 และ ชั้น 35 Lap pool ชั้น 35 ห้องออกกำลังกาย ชั้น 36 สวนหย่อมรอบโครงการ ลิฟท์โดยสาร 3 ตัว ต่อหนึ่งอาคาร อัตราส่วนลิฟท์ 1:64 Service Lift 1 ตัว ที่จอดรถ 192 คัน คิดเป็น 100% ระบบ CCTV / Access Card   เพิ่มเติม: The Diplomat Sathorn (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 02-637-8788 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.thediplomatcondo.com/sathorn/index.php/home ข้อมูล ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2556
My Story ลาดพร้าว 71 : รีวิวคอนโด

My Story ลาดพร้าว 71 : รีวิวคอนโด

สำหรับที่ดินของโครงการมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 8 ไร่ ติดกับถนนนาคนิวาสเลย ไม่ต้องเลี้ยวเข้าซอยอีกแล้วครับ พื้นที่ทั้งหมดจัดสรรเป็นอาคารที่พักอาศัยจำนวน 4 อาคาร คือ Tower A, B, C และ D โดยอาคารทั้งหมดนี้โอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางไว้มิดชิด ทั้งสระว่ายน้ำ 2 สระ ห้องออกกำลังกาย และสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนขนาดใหญ่ที่ยกระดับขึ้นมา และจัดสรรพื้นที่ด้านล่างให้เป็นที่จอดรถ รวมถึงมีถนนรอบโครงการ โดยที่บริเวณรอบๆ นี้ก็มีที่จอดรถกลางแจ้งให้ด้วยเช่นกัน นับรวมแล้วก็พื้นที่ทั้งหมดสามารถรองรับปริมาณการจอดรถได้ถึง 40% (นับรวมจอดซ้อนคัน)  โซนด้านหน้าเป็นอาคาร A และ C เข้าออกได้สะดวกเพราะอยู่ใกล้ทางเข้าออกหลักของโครงการ ส่วนโซนด้านหลังจะเป็นอาคาร B และ D โดย 2 อาคารนี้จะได้เปรียบเรื่องใกล้ที่จอดรถในร่มมากกว่าหน่อยครับ ในขณะที่ทิศทางของห้องพักส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ตามลักษณะของที่ดิน ห้องฝั่งด้านในจะได้วิวพื้นที่ส่วนกลางของโครงการเป็นหลักนะครับ แต่ก็อาจมีเสียงรบกวนจากผู้คนที่มาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ส่วนห้องฝั่งด้านนอกก็จะได้เปรียบเรื่องวิวที่กว้างกว่า เพราะปัจจุบันที่ดินรอบโครงการยังเป็นที่ดินว่างและบ้านพักอาศัย 2-3 ชั้นเท่านั้นครับ ในแต่ละอาคารจะมีลิฟท์โดยสารให้ 2 ตัว ซึ่งก็ถือว่าพอใช้งานได้สบายๆ สำหรับคอนโด Low Rise แบบนี้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ร้านค้าในบริเวณใต้อาคาร A และ C ให้ด้วย ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ทางโครงการจัดแบ่งขายขาดเช่นเดียวกับการขายห้องพักเลยนะครับ ดังนั้นจึงยังไม่รู้ว่าจะมีร้านค้าอะไรบ้างในอนาคต   เรื่องการออกแบบอาคารถือว่ามีรายละเอียด และลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ แทรกอยู่ในหลายๆ จุด ทำให้รูปลักษณ์ของอาคารดูทันสมัยมากขึ้น ทั้งการใช้กรอบสี่เหลี่ยมมาประดับตัวอาคาร หรือลูกเล่นเรื่องเหลี่ยมมุมที่สอดรับกันเป็นอย่างดีตามคอนเซปต์โครงการ อาคารทั้งหมดจึงดูเหมือนแฝด 4 ที่แอบมีจุดเด่นเล็กๆ เป็นของตัวเองนั่นเอง   แบบจำลองตัวโครงการ Master Plan จะเป็นอาคาร Low Rise สูง 8 ชั้น 4 อาคาร ล้อมรอบสระว่ายน้ำและสวนส่วนกลาง พื้นที่ตรงกลางโครงการจะเป็นสระว่ายน้ำ 2 สระ และสวนสีเขียว ภาพกราฟฟิคสระว่ายน้ำ 2 สระ ที่อยู่หน้าอาคาร A และ อาคาร C ชั้น 1 ที่อาคาร A และ C ส่วนที่ติดกับสระว่ายน้ำจะเป็นห้องพัก ส่วนด้านหลังจะเป็นที่จอดรถ แต่อาคาร B และ D จะเป็นที่จอดรถทั้งหมด ด้านหน้าโครงการ ทางเข้าอาคาร A และอาคาร C จะเป็น Lobby และร้านค้า ส่วนของห้องพักอาศัยจะเริ่มจากชั้น 2 ขึ้นไป เฉลี่ยอยู่ประมาณ 22-23 ยูนิตต่อชั้น   พาชมห้องตัวอย่าง   มาถึงห้องตัวอย่างกันบ้าง ทางโครงการจัดเตรียมห้องตัวอย่างเอาไว้ให้ชม 2 แบบครับ โดยเป็นห้องแบบ 1 Bed Room เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ขนาดพื้นที่ห้องและ Lay out ของห้อง ซึ่งก็ให้อารมณ์ของการใช้สอยที่ต่างกันออกไป   เริ่มห้องแรกที่ขนาดพื้นที่ 28.56 ตร.ม. Type B เปิดประตูเข้ามาก็เจอมุมห้องครัวก่อนเลยครับ ทั้งเคาน์เตอร์ ตู้เก็บของทุกอย่าง Built-in มาให้เสร็จสรรพ พร้อมทั้งเตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน และอ่างล้างจานด้วย ส่วนตู้เย็นนี่หันกลับไปวางไว้ฝั่งตรงข้าม เวลาใช้งานจริงคงต้องหันไปหันมา อาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ถัดเข้าไปเป็น Living Area ติดกับระเบียง พื้นที่ตรงนี้ขนาดกำลังพอดี วางโซฟาเข้าไปแล้วก็ยังเหลือพื้นที่ให้เดินเข้าออกระเบียงกว้างอยู่พอสมควรครับ อีกด้านหนึ่งเป็นโซนของห้องนอน ประตูทางเข้าห้องนอนอยู่ด้านเดียวกันกับชั้นวางทีวี พื้นที่ในห้องนอนก็กระทัดรัดดีครับ ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์จนครบแล้วก็เหลือพื้นที่ว่างให้เดินอีกนิดหน่อยเท่านั้น ในห้องมีตู้เสื้อผ้า Built-in มาให้ด้วย วางไว้ตรงหน้าทางเข้าห้องน้ำพอดี พื้นที่ตรงนี้จึงใช้เป็นมุมแต่งตัวได้เลย ภายในห้องน้ำจัดแยกส่วนแห้งส่วนเปียกไว้เรียบร้อยด้วย Shower Box พร้อมสุขภัณฑ์ตามมาตรฐาน ถือว่าจัดมาให้สมน้ำสมเนื้อทีเดียวครับ สำหรับห้อง Type B นี้ขนาดของห้องตัวอย่างเป็นแค่ขนาดเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ ยังมีขนาดอื่นแต่เป็น Lay out เดียวกันให้เลือกด้วย แปลนห้อง ขนาด 28.56 ตารางเมตร เมื่อเข้ามาในห้องจะเจอกับส่วนครัว ที่อยู่หน้าห้องก่อนเลยนะครับ ด้านซ้ายมือจะเป็นเคาน์เตอร์ครัว จุดวางเครื่องซักผ้าจะอยู่ใต้เคาน์เตอร์ครัวนี่นะครับ ส่วนด้านบนจะเป็นชั้นลอยเก็บของ ซิ้งค์ล้างจานแบบฝัง เตาไฟฟ้าของ Sierra มาพร้อมฮูดดูดควันของ Sierra เหมือนกัน ส่วนด้านขวามือจะเป็นตู้เก็บของ และจุดวางตู้เย็น จะอยู่ตรงข้ามกับครัว ตู้เมนไฟฟ้าจะอยู่เหนือตู้เย็น เลยเข้ามาด้านในจะเป็น Living Area ที่อยู่ติดกับระเบียงห้อง ระยะห่างระหว่างโซฟากับทีวีก็ประมาณนะครับ หน้าตาของชั้นวางทีวี ส่วนของระเบียงจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ขอบธรณีประตูเตี้ยๆ บริเวณระเบียง จุดวางคอมเพรสเซอร์แอร์จะอยู่ที่ระเบียงนี่นะครับ หันหน้าเข้าหาระเบียงด้วย เวลาออกมายืนรับลมที่ระเบียงก็อาจจะได้ลมร้อนจากคอมฯ แอร์แทน เรากลับเข้ามาดูที่ห้องนอนกันต่อนะครับ ห้องนอนวางเตียงขนาด 5 ฟุตกำลังพอดีครับ หน้าต่างในห้องนอนจะเป็นบานเลื่อน และมีโต๊ะเครื่องแป้งอยู่ที่ปลายเตียงให้ด้วยนะครับ โต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ปลายเตียง ที่ข้างหัวเตียงด้านที่ติดกับหน้าต่าง จะมีโต๊ะข้างเล็กๆ พร้อมปลั๊กไฟ ด้านปลายเตียงมีที่เหลือพอให้เดินได้เท่านั้น หากจะวางทีวีในห้องนอน คงต้องใช้แบบแขวนแทนนะครับ ส่วนอีกด้านของเตียงจะเป็นตู้เสื้อผ้าแบบ 2 บาน เราไปดูที่ห้องน้ำกันต่อนะครับ การวางสุขภัณฑ์จะวางส่วนอาบน้ำไว้ที่ด้านหน้า เลยเข้าไปข้างในถึงจะเป็นโถสุขภัณฑ์และอ่างล้างหน้า Shower Box จะกั้นด้วยกระจกแทมเปอร์อย่างเป็นสัดส่วน ชุดฝักบัว และเครื่องทำน้ำอุ่น มีก๊อกน้ำแยกไว้ให้ใน Show Box ด้วยนะครับ เผื่อใครอยากซักมือ จะได้เปิดน้ำตรงนี้ได้เลย ที่แขวนผ้าเช็ดตัวจะอยู่ฝั่งตรงข้าม โถสุขภัณฑ์จะอยู่ตรงข้างกับอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ของ Sierra อ่างล้างหน้าของ Sierra เหมือนกันครับ ปลั๊กไฟอยู่ข้างอ่างล้างหน้า สำหรับเสียบไดร์เป่าผม จะมีฝาครอบกันน้ำกระเด็นไปโดนปลั๊กด้วย ต่อมาเป็นห้องขนาด 33.38 ตร.ม. Type C ห้อง Type นี้ยังคงเป็นแบบ 1 Bed Room แต่ถูกปรับขนาดห้องครัวให้กว้างขึ้น และแยกไว้เป็นสัดส่วนที่ชัดเจนขึ้นด้วย เหมาะสำหรับคนที่ชอบทำอาหารเพราะมีประตูกระจกกั้นช่วยป้องกันกลิ่นรบกวน ดังนั้นพอเปิดประตูห้องเข้ามาก็จะเจอส่วนที่เป็น Living Area ก่อน ถัดไปด้านในเป็นห้องครัวติดกับระเบียง ตรงระเบียงวางเครื่องซักผ้าไว้ใต้คอมเพรสเซอร์แอร์ ภายในห้องครัวกว้างพอให้วางโต๊ะกินข้าวได้อีกชุด พื้นที่ใช้สอยของห้องนี้จึงดูเป็นสัดเป็นส่วนเรียบร้อยมากทีเดียว ส่วนภายในห้องนอนอาจจะไม่ค่อยต่างจากห้องก่อนหน้าซักเท่าไหร่ แค่มีพื้นที่ใช้สอยภายในกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย และมีการจัดวางโต๊ะเครื่องแป้งไว้หน้าห้องน้ำ ใกล้กับตู้เสื้อผ้าที่ Built-in มาพร้อม บริเวณนี้จึงกลายเป็นมุมแต่งตัวไปเต็มรูปแบบ สำหรับในห้องน้ำก็เหมือนกันครับ มี Shower Box และสุขภัณฑ์ภายในมาครบถ้วน Type C1b แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 33.38 ตารางเมตร เข้ามาในห้องจะเจอกับส่วน Living Area ก่อน ส่วนครัวจะเข้าไปอยู่ด้านในแทน ระยะห่างระหว่างโซฟากับทีวี ชั้นวางทีวี ด้านหลังโซฟาทางโครงการ Built-in เป็นชั้นวางของให้ดูเป็นไอเดีย แอร์ที่ส่วน Living Area จะอยู่เหนือโซฟา เลยเข้ามาด้านในจะเป็นห้องครัว ครัวจะเป็นแบบปิดนะครับ กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ด้านในครัวจะเป็นแบบนี้นะครับ มีโต๊ะทานอาหารขนาด 2 ท่าน อยู่ด้านใน อีกฝั่งจะเป็นเคาน์เตอร์ครัว ที่วางตู้เย็นจะอยู่ฝั่งเดียวกับเคาน์เตอร์ครัว ซิ้งค์ล้างจานแบบฝัง ตู้เก็บของ จาน ชาม ช้อน ส้อม ใต้เคาน์เตอร์ครัว เตาไฟฟ้า 2 หัวของ Sierra ฮูดดูดควันของ Sierra เช่นกันครับ ช่องวางไมโครเวฟ และชั้นลอยเก็บของด้านบน อีกฝั่งจะเป็นโต๊ะทานอาหารขนาด 2 ท่าน มุมมองสวยๆ จากโต๊ะทานอาหาร ถัดจากครัวจะเป็นระเบียงห้องนะครับ กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนเหมือนกัน เครื่องซักผ้าจะวางไว้ที่ระเบียง ใต้คอมเพรสเซอร์แอร์ ไฟส่องสว่างที่ระเบียง เรากลับเข้ามาด้านใน มาดูที่ห้องนอนกันต่อนะครับ ห้องนอนจะคล้ายๆ กับห้องที่แล้ว วางเตียง 5 ฟุต แล้วจะมาพื้นที่รอบเตียงเหลือพอนิดหน่อย ปลายเตียงมีพื้นที่เหลือพอให้เดินได้สะดวก ข้างเตียงมีที่เหลือให้วางโต๊ะข้างเล็กๆ แบบนี้ได้ หน้าต่างในห้องนอน ส่วนอีกด้านของเตียงจะเป็นตู้เสื้อผ้า 3 บาน ที่ตั้งอยู่หน้าห้องน้ำ เดี๋ยวเราไปดูในห้องน้ำกันต่อเลยนะครับ โต๊ะเครื่องแป้งเล็กๆ วางอยู่หน้าห้องน้ำ การวางสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าจะได้แนวยาวแบบนี้นะครับ มีพื้นที่ให้วางของได้เยอะหน่อย อ่างล้างหน้าของ Sierra โถสุขภัณฑ์ของ Sierra เหมือนกันครับ Shower Box กั้นด้วยกระจกเทมเปอร์ ชุดฝักบัว ต้องบอกก่อนว่าห้องทุกห้องขายกันมาให้แบบ Fully Furnished ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ Built-in มาให้หลายชิ้น ทั้งตู้เก็บของ เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง เคาน์เตอร์ในครัว เรียกว่าแทบจะไม่ต้องหาซื้ออะไรเพิ่มก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที แถมของที่ให้มาก็ได้มาตรฐานมีคุณภาพดีทีเดียวครับ ความคุ้มค่าน่าลงทุน โครงการ My Story ลาดพร้าว 71 ถือว่าเป็นคอนโดมิเนียมที่เหมาะกับคนที่กำลังมองหาที่พักอาศัยในแหล่งชุมชน เพราะพื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นโซนที่พักอาศัยเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแหล่งธุระกิจได้ในอนาคต ถึงแม้ทำเลที่ตั้งจะอยู่ถัดเข้ามาด้านในบนถนนนาคนิวาส แต่ก็สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนลาดพร้าว ถนนประดิษฐ์มนูญธรรม และถนนประเสิรฐมนูกิจ รวมถึงใกล้ด่านขึ้นลงทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์อีก การเดินทางจึงถือว่าสะดวกมากสำหรับคนที่ใช้รถส่วนตัวอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนการลงทุนเพื่อการปล่อยเช่า ห้องในโซนนี้อาจจะหาผู้เช่าได้ยากซักหน่อย เพราะอยู่ไกลจากถนนสายหลักที่เป็นแหล่งรวมของสำนักงาน และหน่วยงานราชการอยู่พอสมควร ทำเลของโครงการจึงน่าจะเหมาะกับคนที่ต้องการซื้อไว้อยู่อาศัยเองเสียมากกว่า เพราะบริเวณโดยรอบใกล้แหล่งช็อปปิ้งและมีสาธารณูปโภคครบครันดีมาก ทั้งโรงพยาบาลและสถานศึกษา นอกจากจะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยเองแล้ว ก็อาจจะซื้อไว้เกร็งกำไรรอขายต่อก็มีความเป็นไปได้เช่นกันครับ
The Urban Attitude แบริ่ง 14 : รีวิวคอนโด

The Urban Attitude แบริ่ง 14 : รีวิวคอนโด

วันนี้เราจะพาไปดูคอนโด Low Rise ในซอยแบริ่ง ที่มีชื่อว่า The Urban Attitude แบริ่ง 14 จาก Urban Property เจ้าของเดียวกับ The Gallery ที่อยู่ตรงต้นซอยแบริ่งนั่นเอง โครงการน้องใหม่นี้อยู่ถัดเข้ามาในซอยแบริ่ง 14 นะครับ ห่างจากรถไฟฟ้า BTS สถานีแบริ่งประมาณ 1 กิโลเมตรได้ ซึ่งถือว่าเดินทางกันได้สะดวกสบายไม่น้อยเลย สำหรับคนที่ไม่ต้องการใช้รถส่วนตัว รายละเอียดโครงการ ราคาเริ่มต้น    1,490,000 บาท เจ้าของโครงการ    The Urban Property Co., Ltd. ลักษณะโครงการ    Low Rise สูง 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้อง     137 ยูนิต เนื้อที่ทั้งหมด   0 - 3 - 62 ไร่ ที่จอดรถ    ประมาณ 30% (รวมจอดซ้อนคัน) ที่ตั้งโครงการ    ซอยแบริ่ง 14 ถนนสุขุมวิท 107 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง  จ.สมุทรปราการ เริ่มก่อสร้าง    ไตรมาสที่ 4 ปี 2015 คาดว่าจะแล้วเสร็จ    ไตรมาสที่ 2 ปี 2017 ค่าส่วนกลาง    45 บาท/ตารางเมตร (ชำระล่วงหน้า 1 ปี) ค่ากองทุน    500 บาท/ตารางเมตร (ชำระครั้งเดียว) วิธีการเดินทาง การเดินทางในครั้งนี้ เรานั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีแบริ่ง แล้วต่อรถเข้าไปดูที่ตั้งโครงการในซอยแบริ่ง 14 ก่อน ซึ่งระยะทาง BTS แบริ่ง เข้ามาประมาณ 800 เมตร ก็จะเห็นซอยแบริ่ง 14 อยู่ทางขวามือ เลี้ยวเข้ามาอีกนิดหน่อย ตัวโครงการจะตั้งอยู่ตรงหัวมุมด้านซ้ายมือครับ ส่วนที่ตั้งของ Sale Gallery จะตั้งอยู่ช่วงปากซอยแบริ่ง ตรงข้ามกับโครงการ The Gallery เลย หาไม่ยากครับ จากรถไฟฟ้า BTS เราสามารถเดินมาขึ้นรถสองแถว หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ที่บริเวณปากซอยแบริ่งเลยนะครับ มีรถวิ่งผ่านตลอดทั้งวัน ถ้าลงรถที่ปากซอยแบริ่ง 14 ก็เดินต่อเข้ามาในซอยอีกแค่ 150 เมตรเท่านั้น กำลังสบายๆ แต่ถ้าเลือกนั่งพี่วินมอเตอร์ไซค์ก็เลี้ยวเข้ามาส่งที่หน้าโครงการได้เลย สะดวกมากๆ ส่วนการเดินทางด้วยรถส่วนตัว ก็สามารถเลือกเข้าได้ทั้งจากเส้นทางหลักถนนสุขุมวิททางซอยแบริ่ง (สุขุมวิท 107) หรือทางซอยสุขุมวิท 109 ก็ได้ เนื่องจากท้ายซอยแบริ่ง 14 เชื่อมต่อกับซอยสันติคาม 13 ไปออกซอยสุขุมวิท 109 ได้ด้วย หรือจะมาทางถนนศรีนครินทร์ก็ได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้เรายังสามารถใช้เส้นทางถนนเทพารักษ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย และวงแหวนรอบนอก ในการเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อีกหลายเส้นทางเลยทีเดียว การเดินทางในย่านนี้ถือว่าสะดวกมากเลยทีเดียวนะครับ เสียแต่ว่าปริมาณรถหนาแน่นมากเกือบตลอดวัน แถมยังอยู่ในเส้นทางที่มีการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าอีก ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงปัญหารถติดได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นของวันทำงาน สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS สถานีแบริ่ง ไบเทค บางนา เซ็นทรัล บางนา บิ๊กซี โรงเรียนนานาชาติ บางกอกพัฒนา อิมพีเรียล เวิล์ด สำโรง วิเคราะห์รอบโครงการ ถึงแม้ว่าตัวโครงการ The Urban Attitude แบริ่ง 14 จะตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่าความเจริญโดยรอบยังจัดว่าครบครันเลยทีเดียว ทั้งทางด้านถนนสุขุมวิท ถนนศรีนครินทร์ และถนนบางนา-ตราด ก็มีห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าเล็กใหญ่ เรียงรายเต็มไปหมด รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว วัดวา สถานศึกษา และโรงพยาบาล ก็แวดล้อมอยู่ใกล้ๆ อีกหลายแห่ง ที่สำคัญรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กำลังก่อสร้างในส่วนต่อขยายอยู่ ก็ทำให้ความเจริญไล่ตามมาติดๆ จะเห็นได้จากโครงการบ้านและคอนโดใหม่ๆ ผุดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าอีกเพียบเลยครับ ส่วนในซอยแบริ่งนั้น ก็ถือว่าเป็นซอยใหญ่ มีปริมาณรถผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นถนนที่เชื่อมถนนสุขุมวิทกับถนนศรีนครินทร์เข้าด้วยกัน ช่วงต้นซอยมีร้านค้ามากมาย มีของขายหลากหลาย รวมถึงร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารด้วย จึงเป็นที่พึ่งพาเรื่องกินข้าวของเครื่องใช้เล็กๆ น้อยได้สบาย เว้นเสียแต่ว่าต้องจ่ายตลาดซื้อของสดเป็นเรื่องเป็นราว ก็ต้องนั่งรถเลยไปอีกหน่อยที่ตลาดสำโรง ซึ่งมีข้าวของให้เลือกซื้อมากกว่ามากเลยครับ สำหรับตัวโครงการ The Urban Attitude อยู่ถัดจากปากซอยแบริ่ง 14 เข้ามาอีกประมาณ 150 เมตร บริเวณปากซอยแบริ่ง 14 มีร้านอาหารให้พึ่งพาอยู่บ้างนะครับ เลี้ยวเข้ามาในซอยแล้วจะเห็นว่า ถนนในซอยค่อนข้างแคบ ยิ่งมีรถจอดอยู่ข้างทางด้วยก็ยิ่งทำให้รู้สึกแคบเข้าไปอีก โชคดีกว่าตัวโครงการอยู่ไม่ลึกมาก จึงไม่ได้รู้สึกลำบากมากในการขับรถเข้าออก ที่ดินหัวมุมของซอยเล็กที่เชื่อมไปที่ซอยแบริ่ง 16 ได้ คือที่ตั้งของโครงการนะครับ เมื่อสร้างเสร็จแล้วทางเข้าออกหลักจะอยู่ที่ถนนด้านนี้ ดังนั้นลูกบ้านจึงเลือกเข้าได้ทั้งจากทางซอยแบริ่ง 14 และ 16 ใกล้กับโครงการมีอาคารโรงงานสูง 5 ชั้น ช่วงเช้า-เย็น รวมถึงตอนพักกลางวัน จะมีพนักงานเดินเข้าออกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งตึกตรงข้ามที่ดินโครงการยังเป็นร้านขายของชำ ขายขนมเล็กๆ น้อยๆ ด้วย และช่วงกลางวันยังมีแผงลอยตั้ง ตลาดนัดขายของอยู่หลายร้าน อาจจะเป็นเพราะตอนนี้โครงการยังไม่ทำการก่อสร้าง คิดว่าถ้าสร้างเสร็จแล้ว พื้นที่หน้าโครงการคงไม่อนุญาตให้ตั้งแผงลอยแบบปัจจุบัน นอกเหนือจากนี้พื้นที่ติดกันโดยรอบก็จะเป็นบ้านพักอาศัย แนวราบ อาจจะมีคอนโดโครงการอื่นขึ้นใกล้ๆ แต่ก็ไม่ถึงกับติดกัน เลยไม่ค่อยน่าเป็นห่วงว่าจะเปิดหน้าต่างมาเจอเพื่อนตึกติดกันนะครับ เพียงแต่บริเวณใกล้ๆ มีอาคารอพาร์ทเม้นท์อยู่บ้าง ผู้คนบริเวณนี้จึงคึกคักหน่อย ไม่ถึงกับเงียบสงบเลยซะทีเดียว โครงการ The Urban Attitude แบริ่ง 14 เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น มีจำนวนยูนิตรวม 137 ยูนิตเท่านั้น โดยส่วนที่พักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป พื้นที่ชั้นล่างใต้อาคารจะเป็นที่จอดรถ และสวนหย่อมตรงพื้นที่ตรงกลางระหว่างรูปตัว U ของอาคาร ขึ้นมาที่ชั้น 2 จะมี Lobby และห้องสมุด ร่วมกับห้องพักอาศัยด้วย ส่วน Facility หลักจะอยู่ที่ชั้น 8 รวมกับห้องพักบางส่วน ซึ่ง Facility ที่ทางโครงการจัดไว้ให้ก็มีทั้ง สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ สวนหย่อม และถ้าขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้าก็ยังมีพื้นที่พักผ่อนเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อีกด้วย สิ่งอำนวยความสะดวก ผู้ช่วยพิเศษสำหรับการบริการ ที่จอดจัรยาน ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำลอยฟ้า ลานบาบีคิวลอยฟ้า ระบบคีย์การ์ดภายในโครงการ สวนพักผ่อนภายในโครงการ ห้องอบไอน้ำ สวนลอยฟ้า โถงต้อนรับอเนกประสงค์และห้องสมุด Shutter Bus รับส่งสถานี BTS พาชมห้องตัวอย่าง มาดูห้องตัวอย่างกันบ้างครับ ทางโครงการมีห้องให้เลือกชม 2 แบบด้วยกัน เริ่มกันที่ห้องแรกที่ขนาด 26.17 ตร.ม เป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน ซึ่งเป็นห้องหน้าแคบ แต่ก็จัดวาง Layout ได้ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว เปิดเข้าห้องมาก็จะเจอกันพื้นที่นั่งเล่น หรือห้องรับแขก ส่วนพื้นที่โซนด้านในจะแบ่งเป็นห้องนอน และห้องครัว ซึ่งมีประตูกระจกกั้นพื้นที่ใช้สอยส่วนต่างๆ ไว้เป็นสัดส่วนชัดเจน ไปดูภาพบรรยากาศภายในห้องไปพร้อมกันเลยครับ ส่วนห้องตัวอย่างอีกห้อง จะเป็นห้องแบบ 1 ห้องนอนเช่นกัน โดยมีพื้นที่ห้องขนาด 31.67 ตร.ม. แบบห้องเป็นแบบหน้าแคบนะครับ ลักษณะห้องจะลึกกว่าห้องแรก โดยรวมแล้ว Layout ของห้องจะมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่พื้นที่ของห้องนี้จะกว้างกว่า จึงได้พื้นที่ว่างเพิ่มบริเวณระหว่างห้องนอนกับห้องน้ำ บริเวณนี้ทางโครงการจึงเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานด้วยการ Built-in ตู้เก็บของมาให้ เพิ่มการใช้สอยประโยชน์ภายในห้องให้มากขึ้นอีกหน่อยครับ ห้องพักของโครงการ The Urban Attitude แบริ่ง 14 จะขายกันมาแบบ Fully Furnished เลยนะครับ แทบจะพร้อมเข้าอยู่เลยทีเดียว เฟอร์นิเจอร์ที่เห็นในห้องตัวอย่างทั้งตู้ เตียง ชุดครัว รวมถึงเครื่องปรับอากาศก็จะได้ตามที่เห็นเลย เว้นแต่เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นที่อาจจะมีหน้าตาไม่เหมือนในห้องตัวอย่างบ้าง อันนี้แนะนำให้เช็คกับทางโครงการให้ดีก่อนนะครับ เพราะบางชิ้นเป็นการตกแต่งเพิ่งเติมเพื่อความสวยงามภายในห้องตัวอย่างเท่านั้น ด้วยความที่ห้องของโครงการขายให้แบบเกือบจะพร้อมเข้าอยู่เมื่อสร้างเสร็จเลย จึงน่าจะเหมาะมากๆ กับคนที่ต้องการหาคอนโดขนาดกระทัดรัดซักห้องในย่านนี้ ยิ่งถ้าต้องทำงานอยู่ใกล้ๆ ในแถบนี้อยู่แล้ว ก็ถือว่าสะดวกมากเลยทั้งเรื่องการเดินทาง และอาหารการกิน นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกโครงการในพื้นที่แบริ่ง อีกอย่างด้วยราคาขายก็อยู่ในระดับที่จับต้องได้ง่าย สบายกระเป๋า แต่ก็แลกกับที่ตั้งที่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าออกมาหน่อยก็ถือว่าคุ้มราคาอยู่นะครับ
Vio ติวานนท์ : รีวิวคอนโด

Vio ติวานนท์ : รีวิวคอนโด

มีคอนโดใหม่แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงในชื่อ Vio  ของบริษัท รื่นฤดี ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ที่เพิ่งเปิดตัวพร้อมกันทีเดียว 2 โครงการไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่ง “Vio ติวานนท์” เรียกได้ว่าเป็นคอนโดมิเนียม High Rise โครงการแรกของบริษัทเลยก็ไม่ผิดนัก ด้วยความที่ตัวโครงการตั้งอยู่บนทำเลหัวมุมแยกติวานนท์ตัดกับถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แถมยังอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าถึง 2 สถานีในระยะเดินถึงได้ไม่ยาก เราเลยรีบไปเยี่ยมชมโครงการนี้และเก็บข้อมูลมาฝากกันครับ   การเดินทาง   การเดินทางไปที่โครงการ Vio ติวานนท์ เราใช้เส้นทางถนนงามวงศ์วานมุ่งหน้าไปทางสะพานพระนั่งเกล้า พอมาถึงแยกแครายแล้วเราก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนติวานนท์ ผ่านหน้ากระทรวงสาธาณะสุขมาถึงห้าแยกติวานนท์ตัดกับถนนประชาราษฏร์ (ไปท่าน้ำนนท์) ถนนนครอินทร์ และถนนกรุงเทพ-นนทบุรี พอขับรถมาถึงตรงนี้จะสังเกตุเห็นโครงการ Vio ติวานนท์ ทางด้านซ้ายมือพอดี หรือถ้าเดินทางมาตามถนนกรุงเทพ-นนทบุรี พอมาถึงแยกนี้แล้วก็ต้องเลี้ยวขวาไปกลับรถที่ถนนติวานนท์นะครับ ทางเข้าออกโครงการปัจจุบันมีอยู่เส้นทางเดียวคือฝั่ง ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แต่ในอนาคตทางโครงการจะเปิดทางเข้าออกฝั่งถนนติวานนท์เพิ่มอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้นการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็ถือว่าสะดวกดีเหมือนกัน เพราะมีเส้นทางเลี่ยงได้หลายเส้นทาง ถ้าไม่ติดปัญหารถติดหนักในช่วงเวลาเร่งด่วนนะครับ   แผนที่โครงการ เส้นทางการเดินทาง โดยเริ่มจาก The Mall งามวงศ์วาน จาก The Mall งามวงศ์วาน พอขับมาถึงทางแยกแครายให้เลี้ยวซ้ายเลยครับ จะเห็น Showroom Hyundai อยู่ทางขวา วิ่งมาเรื่อยๆจะเห็นเนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงครับ วิ่งเลยมาเรื่อยๆ จะเห็นสถานีรถไฟฟ้า กระทรวงสาธารณสุข วิ่งไปเรื่อยๆ ก็จะเจอทางแยก ทางซ้ายเป็นทางเข้า กระทรวงสาธารณสุข ส่วนด้านบนก็เป็นสถานีกระทรวงสาธารณสุข วิ่งไปตามแนวรถไฟฟ้าเลยครับ จะเจอสะพาน เราไม่ต้องขึ้นสะพาน ให้วิ่งด้านล่าง พอวิ่งไปเรื่อยๆ จะเห็น Big C อยู่ทางขวา วิ่งมาเรื่อยๆ จะเห็นตัวโครงการ Vio ติวานนท์ อยู่ข้างหน้า ถึงแล้ว ทางโครงการจะล้อมรั้ว เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เลี้ยวซ้ายเข้าโครงการเลยครับ สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT ก็สามารถทำได้เลือกได้ทั้งสถานีกระทรวงสาธารณสุข ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 400 เมตร และสถานีแยกติวานนท์ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 350 เมตร ระทางของทั้ง 2 สถานีนี้แทบไม่ต่างกันเลย เพราะตัวโครงการแทบจะตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสถานีพอดี อันนี้ใครสะดวกสถานีไหนก็เลือกได้ตามสบายเลยครับ นอกจากนี้การเดินทางด้วยบริการรถสาธารณะอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะบริเวณใกล้ๆ เป็นแหล่งชุมชน รวมถึงเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางราชการอย่างกระทรวงสาธารณะสุขด้วย ดังนั้นจึงมีรถเมล์ รถแท็กซี่ และพี่วินมอเตอร์ไซค์อยู่เป็นจำนวนมาก ที่ต้องทำก็แค่เดินออกทางโครงการมาทางกระทรวงฯ ให้พ้นจากบริเวณแยกติวานนท์ซักหน่อย ก็จะช่วยให้เรียกรถได้ง่ายขึ้น เส้นทางการเดินจากสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีกระทรวงสาธารณสุข มาโครงการ ระยะทางประมาณ 400 เมตร เส้นทางการเดินทางจากสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกติวานนท์ ระยะทางประมาณ 350 เมตร   วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ   ทำเลที่ตั้งของโครงการ Vio ติวานนท์จัดว่าเป็นทำเลที่น่าสนเหมือนกัน เพราะอยู่บริเวณหัวมุมแยกติวานนท์พอดี มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน แถมบริเวณรอบๆ ก็มีทั้งกระทรวงสาธารณะสุข โรงพยาบาล มีห้าง Big C อยู่ฝั่งตรงข้ามด้านถนนติวานนท์ รวมทั้งเป็นแหล่งชุมชนที่ค่อนข้างมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มากในเรื่องอาหารการกิน ร้านอาหาร ร้านค้า แผงลอยมีให้เลือกจนละลานตาเลยทีเดียว ด้วยความที่เป็นแหล่งชุมชน และมีกระทรวงใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ การจราจรโดยรอบจึงติดขัดเอาเรื่องเหมือนกัน ในอนาคตถ้ารถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการแล้ว รถอาจจะติดน้อยลงกว่านี้ก็ได้ครับ รอบๆ โครงการไม่มีตึกสูงขึ้นในระยะประชิดนะครับ ตึกสูงที่เห็นก็จะมีแค่คอนโดศุภาลัย พาร์ค ที่อยู่อีกมุมของแยกเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีปัญหาเรื่องการบังวิวซักเท่าไหร่ จะมีแค่ห้องบางตำแหน่งทางด้านหน้าโครงการเท่านั้นที่จะถูกบังวิวไปบ้าง ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยในแนวราบจึงไม่น่ากังวลเช่นกัน แต่ที่เห็นจะเป็นปัญหาหนักๆ เลยก็คือ รางรถไฟฟ้าที่พาดผ่านมาทางด้านหลังโครงการในระยะประชิดนี่แหละครับ ที่จะก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงที่ไม่น่าพิศมัยเอาซะเลย แถมยังหลีกเลี่ยงได้ยากอีก โอกาสที่จะเอาตัวรอดได้บ้างก็ต้องหันไปเลือกห้องที่อยู่สูงขึ้นไปบนๆ เลย ซึ่งอาจจะช่วยได้บ้าง แต่ก็ต้องแลกกับราคาห้องที่สูงขึ้นเป็นเงา ส่วนห้องในชั้นล่างๆ หน่อยก็รับกันไปเต็มๆ ทั้งเสียงดัง ทั้งฝุ่นควันจากถนนด้วย Vio ติวานนท์เป็นคอนโค High Rise อาคารเดี่ยวโดดๆ สูง 36 ชั้น การออกแบบเพิ่มลูกเล่นด้วยการเล่นระดับให้ดูลดหลั่นกันลงมาในบางช่วงของตึก นับรวมทั้งหมดแล้วก็จะมีห้องพักอาศัยจำนวน 623 ยูนิต โดยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 7 เป็นต้นไป บริเวณชั้น 2-6 จะเป็นพื้นที่จอดรถในสัดส่วน 40% ของจำนวนห้องทั้งหมด ถือว่าไม่เยอะเลยสำหรับโครงการขนาดนี้ที่ลูกบ้านน่าจะมีรถยนต์กันอยู่แล้ว ในส่วนของ Facility ถูกรวบรวมไว้ที่ชั้น 7 เป็นหลัก ซึ่งทางโครงการจัดให้มีทั้ง สระว่ายน้ำขนาด 5x26 เมตร จากุชซี่ Fitness พร้อมห้องซาวน่าแยกชาย-หญิง และห้องเอนกประสงค์ รวมถึงบริการสัญญาณ internet wi-fi ในพื้นที่ส่วนกลางด้วย นอกจากที่ Facility ที่บริเวณชั้น 7 แล้ว บนดาดฟ้ายังมีสวน Roof Top และห้อง Sky Lounge ที่สามารถใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน เดินเล่น ชมวิวได้เหมือนกัน ดูจากพื้นที่ Facility ส่วนกลางคร่าวๆ แล้ว ถือว่าทางโครงการจัดมาให้เยอะพอสมควรเลย ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในสัดส่วนที่ไม่หนาแน่นจนเกินไปนัก และที่ลืมไม่ได้ก็คือสัดส่วนของลิฟท์โดยสารที่มีมาให้ 4 ตัว บวกลิฟท์ขนของอีก 1 ตัว ต้องบอกว่าค่อนข้างหนาแน่นนะครับสำหรับลิฟท์ 1 ตัวต่อ 156 ยูนิต แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นปัญหาในการใช้งานเท่าไหร่ น่าจะยังพอใช้กันได้สบายๆ อยู่ Facilities ส่วนใหญ่จะอยู่ชั้น 7 ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือห้องนั่งเล่น Roof Top จะอยู่ชั้น 37 เป็นดาดฟ้า สามารถมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยครับ พาชมห้องตัวอย่าง   ห้องของโครงการ Vio ติวานนท์ มีด้วยกันทั้งหมด 4 แบบ มีทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน แต่ที่สำนักงานขายมีแค่ห้องแบบ 1 ห้องนอนให้ชมเท่านั้น โดยมีด้วยกัน 2 Type ซึ่งต่างกันที่ Layout ห้องเล็กๆ น้อยๆ เริ่มกันที่ห้อง Type A ซึ่งจัดสัดส่วนพื้นที่ห้องไว้ค่อนข้างลงตัวดีทีเดียว เปิดเข้ามาจะเจอห้องครัวก่อน ซึ่งเป็นครัวแบบเปิดและมีพื้นที่เชื่อมต่อไปถึงบริเวณห้องนั่งเล่น ในขณะที่ห้องนอนถูกแยกออกไปโดยใช้ประตูบานเลื่อนแบบทึบที่สามารถเลื่อนปิดเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว หรือเลื่อนเปิดออกเพื่อให้พื้นที่ห้องเชื่อมต่อเนื่องถึงกัน ห้องน้ำของ Layout ห้องแบบนี้ จะเข้าออกได้จากทางห้องนอนเท่านั้น ส่วนห้องแบบ Type A.1 เมื่อเปิดมาจะเจอห้องครัวก่อนเช่นเดียวกัน รวมถึงพื้นที่ของห้องนั่งเล่นก็มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมือนกันกับห้องแบบก่อนหน้านี้ ส่วนที่ต่างกันก็คือ การกั้นห้องด้วยผนังและใช้ประตูบานสวิงเปิดเข้าออกแทนประตูบานเลื่อน ทำให้ห้องนอนของห้อง Type A.1 มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า นอกจากนี้ประตูเข้าออกห้องน้ำก็ย้ายมาฝั่งห้องครัวแทน ซึ่งการใช้งานก็จะมีความสะดวกต่างกันไปครับ โดยรวมแล้วห้องทั้ง 2 แบบไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักในเรื่องขนาดห้อง ซึ่งเริ่มต้นที่ 30 ตร.ม. และ 31 ตร.ม. ต่างกันเพียง 1 ตร.ม. เท่านั้น เรียกว่าแทบจะไม่รู้สึกเลยก็ว่าได้ ส่วนเรื่องวัสดุอุปกรณ์ก็จัดไว้ให้เหมือนกันเป๊ะ เลือกคุณภาพมาตรฐานตามราคาห้อง ในห้องน้ำก็กั้นฉากอาบน้ำมาให้ รวมถึงเครื่องครัวที่มีมาให้พร้อมทั้งเตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควัน ราคาที่ทางโครงการเปิดมาเป็นราคาขายแบบ Fully Furnished นะครับ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนแถมจะมีสติ๊กเกอร์ติดไว้ชัดเจน พื้นห้องนอนปูด้วยลามิเนตในขณะที่พื้นห้องครัวและห้องนั่งเล่นปูด้วยกระเบื้อง หน้าตาเฟอร์นิเจอร์ที่แถมมาให้ก็เหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ Built-in มาให้เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างในห้องจึงดูลงตัวมากเลยครับ ถึงแม้การออกแบบจะเรียบๆ ตามมาตรฐานคอนโดทั่วไป จนไม่มีอะไรแปลกใหม่ก็ตาม   เข้าประตูมาจะเจอ Pantry อยู่ทางซ้าย และตู้รองเท้ากับตู้เย็นจะอยู่ทางขวาครับ มุมนี้จะเห็นโต๊ะทานข้าวอยู่ติดกับ Pantry เลย Pantry ที่โครงการ Built มาให้จะมีเตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควัน มาด้วยครับ เตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันครับ ซิ้งค์ล้างจานที่โครงการมีให้ จากประตูมองมาทางขวาจะเห็นตู้รองเท้า ที่ทางโครงการ Built ให้เต็มพื้นที่เลยครับ เดินเลยเข้ามาจะเป็นส่วนนั่งเล่น และจะมีห้องนอนอยู่หลัง โซฟา ซึ่งจะประตูแบ่งส่วนนี้จะเป้นประตูบานเลื่อน มุมนี้จะเห็นชัดว่าเตียงจะอยู่หลังโซฟาเลย เตียงที่โครงการมีให้จะเป็นขนาด 5 ฟุต มองมาทางขวาจะเป็นตู้เสื้อผ้าที่โครงการให้ จะอยู่หน้าห้องน้ำเลย หน้าห้องน้ำอีกมุมนึง จะเป็นโต๊ะทำงาน และจะมีชั้นให้ด้วย ห้องน้ำ ทางโครงการมีเป็น Rain Shower ให้ มุมนี้มองจากห้องนอน เมื่อเปิดประตูบานเลื่อนออก จะสามารถดูทีวีได้เลยครับ มุมนี้มองจากที่นั่งเล่น มุมนี้มองทางซ้ายจากห้องนั่งเล่น จะเห็นว่าตู้เย็นจะอยู่ติดกับตู้รองเท้าเลย ส่วนมุมนี้มองทางขวาจากห้องนั่งเล่น ก็จะเจอส่วนครัวกับโต๊ะทานข้าว เปิดประตูเข้ามาก็จะเจอส่วนที่เป็นครัวอยู่ทางขวา และห้องน้ำอยู่ทางซ้ายครับ มองมาทางขวาจะเห็นส่วนครัวที่โครงการ Built มาให้ และจะเจอโต๊ะทานข้าวที่โครงการก็ให้มาเหมือนกัน Pantry ที่โครงการมีให้จะมีเตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควัน ซิ้งค์ล้างจานที่ให้ก็เป็นของ Hafele' ตามมาตรฐาน มุมมองจากพื้นที่นั่งเล่น แล้วมองออกไปทางด้านหน้า เลยเข้ามากก็จะเป็นส่วนห้องนั่งเล่น จะอยู่ถัดไปจากโต๊ะทานข้าว เมื่อเดินเข้ามายังพื้นที่ส่วนของนั่งเล่นจะเห็นว่าโต๊ะทานข้าวจะอยู่ติดกับโซฟาเลย จากประตูทางเข้ามองไปทางซ้ายก็จะเห็นห้องน้ำ โครงการใช้สุขภัณฑ์ของ Mogen ครับ ชักโครกก็ใช้ของ Mogen ธรณีประตูระหว่างห้องน้ำกับตัวห้องจะสูงขึ้นมา กันน้ำออกได้ดีทีเดียว โต๊ะหรือชั้นข้างเตียง โครงการก็ Built มาให้ครับ ห้องนอนจะมีเตียง 5 ฟุตมาให้ แต่ถ้าจะทำเป็น 6 ฟุตก็ได้ครับ แต่จะไม่แนะนำเพราะจะดูแน่นไปหมดครับ ตู้เสื้อผ้าที่ Built มาให้เต็มพื้นที่เลย จากเตียงมองออกไปก็จะเห็นส่วนที่เป็นครัว ส่วนขอระเบียงจะอยู่ติดกับส่วนพื้นที่นั่งเล่น ตรงระเบียงจะเป็นที่วางเครื่องคอมเพลสเซอร์แอร์ ความคุ้มค่าการลงทุน พิจารณาในเรื่องการลงทุนกันบ้าง โครงการ Vio ติวานนท์ อาจจะมีจุดเด่นอยู่ที่ทำเลที่ดี ใกล้สถานีรถไฟฟ้า 2 สถานี ใกล้สถานที่ราชการสำคัญ และมีเส้นทางการเดินทางที่หลากหลาย ดูข้อมูลคร่าวๆ แล้ว อาจจะเห็นว่า Vio ติวานนท์น่าจะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีศักยภาพในการลงทุนนะครับ แต่ถ้าลองพิจารณาด้านอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไป จะเห็นว่าจุดด้อยที่มีรางรถไฟฟ้าผ่านทางด้านหลังโครงการเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงเป็นอย่างมากจากการที่รถไฟฟ้าวิ่งผ่านในช่วงทางโค้งนี้ ยิ่งถ้าต้องการซื้อห้องไว้เพื่อการปล่อยเช่า หรือขายต่อแล้วล่ะก็ คงปล่อยห้องได้ยากขึ้นแน่ๆ นอกจากนี้เรื่องทำเลที่ตั้งที่ไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งธุรกิจชั้นนำที่จะมีกำลังเช่าห้องในราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเรื่องที่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการพิจารณาด้วย ข้อสำคัญที่ข้อที่อาจทำให้เกิดอาการลังเลได้ก็คือ ความเชื่อมั่นในตัวบริษัทผู้พัฒนาโครงการ ที่ถือว่าเป็นมือใหม่มากๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียมตึกสูง แถมโครงการ Vio ติวานนท์นี้ก็เป็นตึกแรกที่ทางโครงการสร้างตึกสูงอีก จึงทำให้ความมั่นใจแอบลดลงเล็กๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอดูกันไปอีกซักพัก ไม่แน่ว่าบริษัท รื่นฤดี อาจจะเอาอยู่ก็ได้ นะครับ
Vio แคราย : รีวิวคอนโด

Vio แคราย : รีวิวคอนโด

รีวิวครั้งนี้เราจะพาไปดูคอนโด Low Rise ติดสถานีรถไฟฟ้าศูนย์ราชการนนทบุรี ของ บริษัท รื่นฤดี ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ซึ่งยังถือว่าเป็นมือใหม่ในตลาดคอนโดมิเนียม แต่ถ้าเป็นที่อยู่อาศัยในแนวราบบริษัทนี้เค้าทำมานานและทำมาหลายโครงการแล้วเหมือนกัน พอหันมาพัฒนาโครงการแนวสูงปุ๊ป ก็ถือโอกาสเปิดตัวทีเดียว 2 โครงการพร้อมๆ กันเลย ซึ่งเราจะเริ่มพาไปดูที่โครงการ Vio แคราย กันก่อนว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง การเดินทาง เป็นเพราะว่ามีสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์ราชการนนทบุรีตั้งอยู่หน้าปากซอยรัตนาธิเบศร์10 ซึ่งอยู่ใกล้กับตัวโครงการ Vio แครายมากเสียจนแทบจะเรียกได้ว่ารั้วติดกันอยู่แล้ว จะขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าก็เดินไปแค่ 50 เมตรจากประตูหน้าโครงการก็ถึงบันไดเลื่อนขึ้นรถไฟฟ้าเลย ข้อนี้จึงถือเป็นจุดแข็งสำคัญของโครงการ Vio แครายเลยทีเดียว ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้ามีความสะดวกสบายมากที่สุดสำหรับคนที่มีที่ทำงานอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าอยู่แล้ว ถ้าในอนาคตรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครบทุกสาย การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในบริเวณนี้จะยิ่งสะดวกมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพราะสถานีศูนย์ราชการเป็นจุดเชื่อมต่อ (Interchange) ของรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายเลย ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็ถือว่าสะดวกไม่แพ้กันถ้าไม่ติดปัญหารถติดอันหนักหน่วงที่แยกแครายในช่วงเวลาเร่งด่วนของวัน ถนนหนทางรอบโครงการก็มีเส้นทางหลีกเลี่ยงเข้าเมืองได้หลายทาง อีกทั้งยังมีด่านทางด่วนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก จะติดก็แต่ทำเลของซอยรัตนาธิเบศร์ 10 นี่แหละที่ดันอยู่ติดกับตีนสะพานกลับรถพอดิบพอดี เมื่อกลับรถลงจากสะพานมาแล้วจะไม่สามารถเบี่ยงซ้ายเข้าซอยรัตนาธิเบศร์ 10 ได้เลย ทำให้เราต้องขับรถเลยห้าง Central รัตนาธิเบศร์ไปกลับรถที่สะพานกลับรถที่ 2 นับจากแยกแคราย ซึ่งไกลพอสมควรเลยทีเดียว นอกเหนือจากนี้แล้ว การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ก็ยังคงสะดวกดี เพราะมีทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์คอยให้บริการเพียบ วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ โครงการ Vio แคราย ตั้งอยู่ฝั่งขาเข้ากรุงเทพ ถึงก่อนศูนย์ราชการนนทบุรีเพียง 200 เมตรเท่านั้น ซึ่งภายในศูนย์ราชการฯ ยังมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ให้ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนและออกกำลังกายได้ด้วย ช่วงเย็นๆ บริเวณนี้จึงถือว่าค่อนข้างคึกคักอยู่พอสมควร เพราะมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ออกมาทำกิจกรรมที่สวนสาธารณะนี้กันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีห้าง Esplanade รัตนาธิเบศร์ และ Tesco Lotus อยู่ถัดออกไปอีกเพียง 500 เมตร ซึ่งอยู่ในระยะเดินถึงได้ง่าย จึงน่าจะเป็นที่พึ่งหลักๆ ที่จะฝากท้อง หรือใช้เป็นที่จับจ่ายซื้อของได้สบาย แต่ถ้ายังมีตัวเลือกไม่พอ ฝั่งตรงข้ามก็ยังมีห้าง Big C ที่อยู่ห่างออกไปไกลจากโครงการมากอีกหน่อยแต่ก็ยังพออยู่ในระยะที่เดินได้ไม่ยาก รวมถึงห้าง Central รัตนาธิเบศร์, The Mall งามวงศ์วาน, ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ซึ่งอยู่ในระยะเดินทางไม่เกิน 5 กิโลเมตรเท่านั้น นอกจากนี้บริเวณโดยรอบยังมีสถานที่ราชการสำคัญๆ สถานพยาบาล โรงเรียน และวัดอีกหลายแห่งอีกด้วย ในซอยรัตนาธิเบศร์ 10 ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการ ปัจจุบันยังมีที่ดินว่างอยู่ทั้งด้านซ้ายและฝั่งตรงข้ามของโครงการ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าในอนาคตจะมีโครงการอื่นๆ มาขึ้นบังวิวหรือไม่ ในขณะที่บริเวณเยื้องๆ กันกับโครงการเป็นอู่ซ่อมรถ และถัดเข้าไปอีกหน่อยก็มีคอนโด The Connextion ที่สร้างมาก่อนและคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกไม่นานนี้ นอกเหนือจากนี้รอบๆ ก็จะเป็นบ้านพักอาศัยในแนวราบ ทั้งอาคารพาณิชย์ริมถนนรัตนาธิเบศร์ และบ้านเดี่ยวที่อยู่ในซอยติดกัน จึงยังไม่เห็นปัญหาเรื่องการถูกบังวิวซักเท่าไหร่ครับ ตัวอาคารของ Vio เป็นตึก Low Rise สูง 8 ชั้น ที่ออกแบบมาตามสไตล์สมัยนิยมทั่วๆ ไป มีจำนวนยูนิตรวม 125 ยูนิต บนเนื้อที่387 ตารางวา ซึ่งถือว่าพื้นที่ของโครงการค่อนข้างเล็กนะครับ จึงทำให้การจัดวางพื้นที่ส่วนกลางมีข้อจำกัดตามไปด้วย ทั้งในเรื่องของตัวอาคารที่ออกแบบมาเป็นรูปตัว U และมีการวางสระว่ายน้ำ (ระบบน้ำเกลือ) ไว้กลางตึก ทำให้ขนาดของสระว่ายน้ำค่อนข้างเล็กเกินไปสำหรับการใช้งาน ในขณะที่ห้อง Fitness ห้องซาวน่า และสวนก็กระจายกันอยู่คนละชั้น ไม่มีพื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน จึงทำให้การใช้งานไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร ในส่วนของที่พักอาศัยเริ่มตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป โดยให้พื้นที่บริเวณชั้น 1 เป็นที่จอดรถทั้งหมด ซึ่งสามารถรองรับจำนวนรถได้ถึง 40% (รวมจอดซ้อนคันแล้ว) ถือว่าเป็นสัดส่วนที่สมน้ำสมเนื้อสำหรับโครงการที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้ามากขนาดนี้ เรื่องลิฟท์โดยสารที่มีมาให้ 2 ตัว ก็ไม่ถือว่าหนาแน่นครับ ใช้กันได้สบายๆ ที่สัดส่วนลิฟท์ 1 ตัวต่อ 63 ยูนิต เท่านั้น โดยรวมแล้วดูเหมือนว่าจะมี Facility ให้มาเยอะและครบถ้วนนะครับ แต่ก็มีพื้นที่มาแบบจำกัดจำเขี่ยเหมือนกัน ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้คาดหวังกับการใช้สอย Facility ส่วนกลางพวกนี้มากนักก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ครับ พาชมห้องตัวอย่าง สำนักงานขายของโครงการ Vio แคราย จะอยู่คนละที่กับที่ตั้งโครงการนะครับ ดังนั้นถ้าจะชมห้องตัวอย่างก็ต้องไปที่แยกติวานนท์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ Vio ติวานนท์นั่นเอง ทั้ง 2 โครงการใช้แบบห้องคล้ายๆ กัน ซึ่งขนาดห้องที่มีให้ชมกันก็คือห้อง Type A ที่มีขนาดเริ่มต้นที่ 31 ตร.ม. ซึ่งมีการจัดสรรพื้นที่มาให้เป็นสัดส่วนเรียบร้อยดีครับ ห้องแบบนี้จะมีทางเข้าห้องน้ำจากบริเวณห้องครัว ซึ่งอยู่รวมกับพื้นที่นั่งเล่น ห้องครัวเป็นแบบเปิดตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าพอดี เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องมีแถมมาให้แบบ Fully Furnished แล้ว เช่น โต๊ะกินข้าวแบบพับ-ขยายได้ ตู้เสื้อผ้า Built-in ในห้องนอน ตู้เก็บของ และเคาน์เตอร์ครัว พร้อมเตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควัน เฟอร์นิเจอร์ที่โชว์ในห้องตัวอย่างถ้าชิ้นไหนแถมมากับห้องก็จะมีสติ๊กเกอร์แปะไว้ให้เห็นชัดเจนครับ พื้นห้องทางโครงการเลือกปูพื้นกระเบื้องในบริเวณห้องนั่งเล่น และห้องครัว พื้นลามิเนตจะปูให้เฉพาะในห้องนอนเท่านั้น เรื่องวัสดุอุปกรณ์ในห้องน้ำก็จัดมาได้ค่อนข้างดี และมีฉากกั้นอาบน้ำมาให้เรียบร้อยแล้ว โดยรวมแล้ว Layout ห้องของ Vio หน้าตาเป็นแบบมาตรฐานทั่วไปครับ แต่เราจะรู้สึกว่าการจัดห้องของเค้าทำได้ค่อนข้างลงตัวดีทีเดียว เพราะเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ถูก Built-in และจัดตำแหน่งมาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ค่อยเห็นว่ามีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนอยู่ผิดที่ และรู้สึกรกหูรกตา หรือทำให้ห้องอึดอัดมากนัก ทั้งๆ ที่เพดานห้องสูงแค่ 2.4 เมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าเพดานค่อนข้างเตี้ยถ้าเทียบกับโครงการอื่นๆ ในปัจจุบันที่เฉลี่ยความสูงของเพดานจะอยู่ที่ 2.6-2.7 เมตร นอกจากห้องแบบ 1 ห้องนอนแล้วทางโครงการยังมีห้องแบบ 2 ห้องนอนให้เลือกด้วยนะครับ แต่ว่าไม่มีห้องตัวอย่างให้ชม คงต้องพิจารณาเอาจากแบบแปลนผสมจิตนาการกันเอาเอง ความคุ้มค่าการลงทุน พื้นที่ในแถบแครายนี้ มีคอนโดหลายโครงการให้เลือกเปรียบเทียบเยอะมาก ซึ่ง Vio แครายเองก็ถือจุดเด่นในเรื่องการทำเลที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเอามากๆ ดังนั้นคนที่ต้องการหาที่อยู่ในบริเวณแคราย และมีการเดินทางโดยรถไฟฟ้าเป็นหลัก โดยที่ไม่เน้นการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ รวมทั้งไม่แคร์เรื่องวิวสวยๆ และไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ Facility มากนัก เพราะชีวิตส่วนใหญ่ทำงานกลับบ้านและนอน โครงการนี้อาจจะพอขยับความน่าสนใจขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย หรือถ้ายิ่งทำงานอยู่ในศูนย์ราชการนนทบุรีก็น่าจะลงตัวมากๆ เพราะอาศัยการเดินแค่ 200 เมตรเท่านั้นก็ไปกลับบ้านกับที่ทำงานได้แบบไม่ต้องแคร์ปัญหาเรื่องการจราจรเลย ส่วนเรื่องการลงทุนเพื่อการปล่อยห้องเช่า คงต้องคำนวนกันให้ดีๆ ครับ อย่างที่บอกว่ามีคอนโดอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก ตัวเปรียบเทียบจึงเยอะตามไปด้วย แล้วยิ่งในบริเวณรอบๆ ก็ไม่ได้มีออฟฟิศใหญ่ๆ หรือเป็นย่านธุรกิจ กลุ่มคนหลักๆ ของบริเวณนี้น่าจะเป็นคนที่ทำงานในศูนย์ราชการ กระทรวงสาธารณะสุข หรือหน่วยงานราชการใกล้ๆ แคราย การจะหาคนมาเช่าห้องในราคา 10,000 บาท/เดือนเป็นอย่างน้อย อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่เลยครับ และด้วยราคาของห้องที่เริ่มต้นก็เปิดมา 2 ล้านต้นๆ แล้ว การลงทุนจึงต้องพิจารณาให้ละเอียดหน่อย ว่าห้องเช่าขนาด 31 ตร.ม. นี้จะหาจุดทำกำไรได้อย่างไรบ้าง
U Delight Residence Riverfront พระราม 3 : รีวิวคอนโด

U Delight Residence Riverfront พระราม 3 : รีวิวคอนโด

เพิ่งจะเปิดให้จองกันได้ไม่นานสำหรับ U Delight Residence Riverfront พระราม3 คอนโด High Rise ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจในเครือ Grand U ถ้าใครที่พอจะรู้จัก Developer รายนี้อยู่บ้าง ก็คงพอจะทราบว่า ภายใต้แบรนด์ U Delight Residence แต่ละโครงการจะมีการจัดสรรบรรยากาศภายในไว้น่าอยู่ดีทีเดียวครับ พอมาถึงโครงการล่าสุดในทำเลทองย่านพระราม 3 ที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบบนี้ จึงมีการออกแบบห้องให้พิเศษกว่าปกติ และทำราคาห้องไว้ค่อนข้างสูงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ในเครือ การเดินทาง ที่ตั้งโครงการอยู่บนถนนพระราม 3 ช่วงระหว่างสะพานพระราม 9 และสะพานภูมิพล (สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม) การเดินทางไปมาบริเวณนี้มีเส้นทางหลีกเลี่ยงได้หลายเส้นทาง เริ่มจากถนนฝั่งหน้าโครงการซึ่งมีหัวถนนอยู่ที่แยกคลองเตย ขนานมากับแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งหน้าไปทางแยกถนนตก (แยกเข้าถนนเจริญกรุงก่อนข้ามสะพานกรุงเทพ) โดยระหว่างเส้นทางนี้ก็จะต้องผ่านตั้งแต่แยกนางลิ้นจี่ แยกถนนนราธิวาสฯ และแยกทางขึ้นสะพานภูมิพล โดยก่อนจะไปถึงแยกสาธุประดิษฐ์เราจะเห็นโครงการ U Delight Residence Riverfront อยู่ทางซ้ายมือ ถัดจากวัดปริวาสไปแค่ที่ดิน 1 แปลงกั้นเท่านั้น ทางเข้า-ออกโครงการอยู่ติดถนนใหญ่จึงหาได้ไม่ยากครับ หรือถ้ามาจากอีกฝั่งของถนน หัวถนนเริ่มที่แยกถนนตก (ถนนเจริญกรุง) มุ่งหน้ากลับมาทางคลองเตย เราจะผ่านแยกถนนเจริญราษฏร์ แยกถนนรัชดาภิเษก (ใต้สะพานพระราม9) และแยกถนนสาธุประดิษฐ์ ผ่านมาตามเส้นทางนี้แล้วเราจะต้องเลยไปกลับรถที่ใต้สะพานข้ามแยกสะพานภูมิพลแล้วกลับมาที่โครงการอีกครั้ง ตลอดเส้นทางถนนสายพระราม 3 นี้ การจราจรคล่องตัวดีตลอดวัน เพราะมีสะพานข้ามแยกทุกๆ แยก จึงไม่มีเรื่องรถติดให้กังวลมากนัก นอกจากเส้นทางหลักบนถนนพระราม 3 แล้ว ห่างจากตัวโครงการไปไม่ไกล ยังมีด่านขึ้นลงทางด่วนอยู่ห่างออกไปแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น รวมถึงเส้นทางสะพานภูมิพล หรือสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมที่สามารถข้ามไปยังแถบสุขสวัสดิ์ พระประแดง ปู่เจ้าสมิงพรายได้โดยง่าย จึงเรียกได้ว่าสะดวกมากๆ สำหรับคนที่อาศัยการเดินทางโดยรถยนต์เป็นหลัก อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีเส้นทางเข้า-ออกเมืองให้เลือกหลายเส้นทาง แต่ในช่วงเวลาเร่งด่วนที่หลายๆ คนเร่งรีบไปทำงานก็ต้องเลือกเส้นทางกันให้ดีๆ นะครับ โดยเฉพาะเส้นทางลัดเข้าใจกลางเมืองอย่างถนนสาธุประดิษฐ์ ถนนนราธิวาสฯ และคลองเตย ที่การจราจรหนาแน่นเกือบตลอดวัน และอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการเดินทางของคนที่ไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัวก็คือ รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ หรือ BRT นั่นเอง ซึ่งสถานี BRT ที่ใกล้โครงการมากที่สุดคือ สถานีวัดปริวาส โดยอยู่ห่างจากทางเข้าโครงการไม่เกิน 150 เมตรเท่านั้น แต่อย่าคาดหวังกับ BRTไว้สูงนะครับ เพราะในบางช่วงของถนน รถ BRT ก็ใช้เส้นทางร่วมกับรถปกติ ถ้ารถติดก็ติดยาวตามกันไปด้วย รวมถึงในช่วงกลางวัน หรือนอกช่วงเวลาเร่งด่วนจำนวนรถที่ให้บริการก็มีน้อยจนต้องรอกันนานกว่าจะมีผ่านมาซักคัน ถ้าคิดว่าไม่ต้องเร่งรีบเดินทางไปไหน BRT ก็ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกที่ใช้ได้แหละครับ วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ U Delight Residence Riverfront พระราม 3 เป็นคอนโด High Rise สูง 30 ชั้น ตั้งอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาบนเนื้อที่ 6 ไร่กว่าๆ บริเวณใกล้เคียงโดยรอบยังไม่มีอาคารสูง หรือคอนโดโครงการอื่นๆ ให้รบกวนสายตา แต่ในอนาคตก็ยังไม่แน่ เพราะที่ดินที่อยู่ติดกันยังเป็นที่ว่างอีกหลายแปลง โอกาสที่จะมีตึกสูงขึ้นขนาบข้างจึงยังพอมีอยู่ ตัวอาคารถูกออกแบบให้อยู่ในแนวยาวลึกเข้าไปจนเกือบติดริมแม่น้ำตามลักษณะของที่ดิน ด้านหนึ่งหันไปทางวัดปริวาส ถัดจากวัดไปจะเป็นโครงการ Bangkok Square (ชื่อเดิมคือ จตุจักรพระราม 3) วิวจากห้องด้านนี้มองเลยไปจะเห็นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมด้วย ส่วนอีกด้านซึ่ง ณ ปัจจุบันยังเป็นที่ดินว่าง ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นวิวได้ไกลไปถึงสะพานพระราม 9 เลยทีเดียว แต่ถ้าเกิดมีโครงการตึกสูงขึ้น ก็จะบังวิวกันไปเต็มๆ เลยครับ สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปแล้วยังถือว่าเงียบสงบดี เนื่องจากถนนพระราม 3 เป็นถนนใหญ่ขนาด 8 เลน (นับรวมช่อง BRT) และมีคลองระบายน้ำคั่นกลาง รวมถึงบริเวณรอบๆ ไม่มีชุมชน ร้านค้า แผงลอย จึงไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่ เท่าที่เห็นก็จะมีเพียงโครงการ Bangkok Square เท่านั้นที่อยู่ในระยะเดินถึงและพอจะพึ่งพาฝากท้องไว้กับร้านอาหารในโครงการได้บ้าง นอกเหนือจากนี้ก็ต้องเลยไปถึงถนนสาธุประดิษฐ์ ซึ่งมีทั้งตลาดสด ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงห้างสรรพสินค้าอย่างเซ็นทรัล และโลตัสให้จับจ่ายใช้สอยได้สบาย หรือถ้าย้อนกลับมาอีกทางก็ยังมี Community Mall อย่าง Int ที่มีร้านอาหารให้เลือกอีกหลายร้าน รวมถึงตลาดนัดครูหวีที่อยู่ติดกับธนาคารกรุงศรีสำนักงานใหญ่ ซึ่งมีร้านค้าแผงลอยตั้งขายเป็นจำนวนมากในช่วงกลางวันของวันทำงาน จึงไม่ต้องกลัวอดอยากเลยครับถ้าไม่ขี้เกียจเดินทางออกจากโครงการกันซะก่อน การออกแบบตัวอาคารดูเผินๆ จากด้านข้างออกจะทึบและน่าอึดอัดอยู่ไม่น้อย เพราะด้วยจำนวนห้องที่มากถึง 1,094 ยูนิต ซึ่งเรียงเป็นแพทเทิร์นต่อกันตั้งแต่ชั้น 6 ขึ้นมา จะมีก็แค่โซนด้านหน้าและด้านหลังตึกเท่านั้นที่เพิ่มลูกเล่นบริเวณระเบียงห้องที่มีการเล่นระดับให้คล้ายกับว่าตัวห้องยื่นออกมานอกอาคาร จึงช่วยให้ตัวตึกดูไม่น่าเบื่อเกินไป พื้นที่บริเวณชั้น G ไปจนถึงชั้น 5 เป็นพื้นที่ของที่จอดรถซึ่งมีอยู่ค่อนข้างจำกัดเพียง 40% เท่านั้น แถมยังนับรวมการจอดแบบซ้อนคันแล้วด้วย เรื่องจำนวนที่จอดรถจึงจัดว่าน่าเป็นห่วงมากๆ ถ้าลูกบ้านจำนวนเกินครึ่งมีรถยนต์ส่วนตัว เพราะนับยังไงก็มีที่จอดไม่พออยู่ดี และถึงทางโครงการจะพยายามชูประเด็นว่าลูกบ้านสามารถเดินทางได้โดยง่ายด้วยบริการขนส่งมวลชนอย่าง BRT ซึ่งมีสถานีอยู่ใกล้ๆ อีกทั้งยังมีบริการ Shuttle Bus รับส่งไปยังสถานีรถไฟฟ้าเพิ่มเติมให้ด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมายังโครงการยังสะดวกกว่ามากหลายเท่า นอกจากนี้อัตราส่วนของลิฟท์โดยสารภายในอาคารที่มีเพียง 4 ตัว (ไม่มีลิฟท์ขนของ) ต่อจำนวนห้องที่มากกว่า 1,000 ยูนิต นับว่าหนาแน่นมากเลยนะครับ เวลาที่ทุกคนต้องใช้ขึ้นลงอาคารจริงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องรอลิฟท์กันนานแค่ไหน ในส่วนของ Facility ในโครงการ ถูกจัดสรรไว้ที่บริเวณริมแม่น้ำเกือบทั้งหมด ทั้งสระว่ายน้ำ ห้อง Fitness และสวนหย่อมริมน้ำ ให้บรรยากาศสบายๆ เปิดรับวิวคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ที่บริเวณชั้น G ยังมีห้องสมุด และร้านสะดวกซื้อไว้คอยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านอีกด้วย ซึ่งดูจาก Facility ต่างๆ ที่เตรียมไว้แล้ว ก็พอจะเห็นว่าทางโครงการพยายามจัดสรรสาธารณูปโภคต่างๆ มาให้เต็มที่นะครับ แต่ก็อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานจริงเท่าไหร่ จากที่คิดว่าสวนริมน้ำจะถูกใช้เป็นที่นั่งเล่นรับลมชมวิวได้ชิวๆ ตอนวันหยุด ก็อาจจะไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการถ้าเพื่อนร่วมอาคารกว่าครึ่งเกิดใจตรงกัน และลงมาใช้สิทธิ์ในพื้นที่ส่วนกลางพร้อมๆ กัน บรรยากาศริมน้ำก็คงไม่ต่างจากงานมหกรรมย่อมๆ แน่นอน พาชมห้องตัวอย่าง ห้องตัวอย่างที่ทางโครงการเตรียมไว้นั้นมีด้วยกัน 2 แบบ เราเริ่มกันด้วยห้องแบบ 1 ห้องนอน ซึ่งเป็นแบบที่มีจำนวนมากที่สุดของโครงการ โดยมีขนาดเล็กสุดอยู่ที่ 34 ตร.ม. จุดเด่นที่แปลกตาของห้องแบบนี้คือ ห้องครัว ที่ถูกจัดไว้แนวเดียวกับระเบียง การเข้า-ออกห้องครัวจะต้องเดินผ่านห้องนอนก่อน ถึงจะดูว่าการจัดพื้นที่ทำได้เป็นสัดส่วนดี แต่ก็แอบแปลกใจกับแนวคิดการออกแบบของโครงการไม่น้อยเลย ห้องครัวทำเป็นครัวปิดนะครับ มีประตูกระจกบานเลื่อนเล็กๆ ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นเข้ามารบกวนในห้องนอนได้บ้าง หน้าต่างบานใหญ่ในห้องครัวสามารถเปิดออกเพื่อช่วยในการระบายกลิ่นได้อีกทาง เคาน์เตอร์ครัว ตู้เก็บของ และซิงค์ล้างจานมีติดตั้งมาให้พร้อมห้องเรียบร้อยแล้ว ส่วนเตาไฟฟ้าทางโครงการเลือกแบบลอยตัวมาให้สำหรับห้องขนาดเล็ก จะขาดก็แค่เครื่องดูดควันเท่านั้นเอง อีกมุมที่น่าสนใจของห้องนี้ก็คือ ระเบียง ที่ถูกออกแบบให้เป็นแบบ Sunken Balcony ระเบียงเล่นระดับขนาดกว้าง ที่สามารถใช้เป็นมุมพักผ่อน นั่งเล่นชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา หรือจะใช้เป็นที่นั่งกินข้าวก็ยังไหวเพราะประตูระเบียงเชื่อมต่อกับห้องครัวอยู่แล้ว นอกจากนี้แล้วส่วนอื่นๆ ในห้องก็ถูกจัดสรรไว้เรียบร้อย กว้างขวางดีพอสมควร ทั้งห้องนอนที่มีประตูกระจกเลื่อนบานใหญ่ช่วยแบ่งพื้นที่ออกจากห้องนั่งเล่นได้ชัดเจนขึ้น แถมมีทั้งเฟอร์นิเจอร์ Built-in และลอยตัวมาให้เสร็จสรรพ เกือบจะไม่ต้องหาซื้ออะไรมาเพิ่มเติมก็หิ้วกระเป๋าพร้อมเข้าอยู่ได้เลย ส่วนอีกห้องเป็นห้องแบบ 2 ห้องนอน ซึ่งมีขนาด 55-56 ตร.ม. เด่นด้วยระเบียงห้องขนาดกว้างที่ยื่นออกไปด้านนอกห้องทำให้มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้เต็มตา Layout ห้องในส่วนกลางห้องจัดเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่น เชื่อมต่อถึงบริเวณระเบียงด้วยประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ พอเปิดม่านออกแล้วจึงให้ความรู้สึกโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น สำหรับห้องครัวแยกออกไว้เป็นอีกส่วน เป็นครัวแบบปิด พร้อมด้วยเครื่องครัวที่จัดมาให้แบบครบชุดทั้ง เตาไฟฟ้า พร้อมเครื่องดูดควัน ซิงค์ล้างจาน เคาน์เตอร์ครัว และตู้เก็บของทั้งด้านบนและด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีระเบียงเล็กๆ ติดกับห้องครัว ใช้เป็นที่แขวนคอมเพรสเซอร์แอร์ และวางเครื่องซักผ้า ซึ่งพอมีพื้นที่เหลือให้ตากผ้าได้อีกเล็กน้อย ถือว่าใช้สอยประโยชน์ได้ดีทีเดียว ส่วนห้องนอนใหญ่ถูกจัดไว้อย่างง่ายๆ แต่เด่นด้วยกระจกห้องแบบเข้ามุม ซึ่งช่วยเปิดมุมรับวิวแม่น้ำได้กว้างมากขึ้น ในขณะที่ห้องนอนเล็กอาจจะมีขนาดเล็กไปซักหน่อยสำหรับการใช้งานจริง ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้เป็นห้องนอน แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนฟังก์ชั่นให้กลายเป็นห้องทำงาน หรือห้องแต่งตัวก็น่าจะดีกว่า โดยภาพรวมแล้ว เรื่องขนาดและฟังก์ชั่นของห้องที่ทางโครงการจัดไว้นั้นถือว่ากว้างขวางดีทีเดียว ทั้งฝ้าเพดานที่สูง 2.6 เมตร ประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ที่ช่วยทำให้ห้องโปร่งสบายตามายิ่งขึ้น และส่วนสำคัญที่ทางโครงการเพิ่มเติมขึ้นมาเป็นพิเศษก็คือ ช่องลม เหนือประตูทางเข้าห้องทุกห้อง ที่เราสามารถยกคันโยกเปิดช่องให้ลมไหลผ่าน ซึ่งช่วยให้อากาศในห้องถ่ายเทได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยประหยัดค่าไฟในห้องได้อีก เพราะเมื่อเปิดช่องลมและประตูระเบียงไว้ก็สามารถรับลมแม่น้ำได้เต็มๆ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ทั้งวันให้เปลืองไฟ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องของตำแหน่งห้องแล้วล่ะครับว่าจะชอบห้องทางทิศไหน และคาดหวังกับวิวแบบใดมากกว่ากัน ความคุ้มค่าการลงทุน สำหรับ U Delight Residence Riverfront พระราม 3 ถือว่า เรียกความน่าสนใจได้ไม่น้อยเลย ถึงแม้ว่าตัวโครงการจะไม่ได้เกาะอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าเลยก็ตาม แต่เพราะด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการซึ่งติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ช่วยเสริมให้บรรยากาศของโครงการพิเศษมากกว่าโครงการอื่นๆ ในเครือ โดยเฉพาะแบบห้องที่เป็น Riverfront ราคาจึงกระโดดสูงทะลุเพดานไปเลย รวมถึงห้องขนาด 1 ห้องนอน ที่น่าจะจับต้องได้ง่ายที่สุดก็มีราคาเริ่มต้นที่ 2.49 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ซึ่งราคานี้เป็นราคาโปรโมชั่นของห้องเปล่าๆ ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์มาให้ด้วย นะครับ ถึงจะต้องเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าห้องเองก็ต้องคิดกันนิดนึง เพราะด้วยขนาดห้องของ U Delight ที่หาเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปมาจัดให้ลงตัวได้ยาก ดังนั้นถ้าเลือกซื้อแบบพร้อมเฟอร์นิเจอร์ได้ก็จะสะดวกกว่า สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวอาจจะต้องคิดเยอะกันพอสมควร เพราะระบบขนส่งมวลชนก็มีแค่ BRT เท่านั้นที่จะเป็นหนทางไปต่อรถไฟฟ้าในเมืองได้ประหยัดที่สุด หรือถ้าจะพึ่งพารถเมล์และรถสองแถวก็อาจจะต้องนั่งรถกันหลายต่อเลยทีเดียว รวมถึงเรื่องอาหารการกินที่ในระยะที่สามารถเดินได้สบายๆ ก็มีเพียงร้านอาหารในโครงการ Bangkok Square เท่านั้น ซึ่งมีแต่ร้านอาหารดังเจ้าใหญ่ๆ ทั้งนั้น ถ้าจะฝากท้องไว้ทุกวันมีหวังกระเป๋าแห้งแน่ๆ ดังนั้นเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า ร้านอาหารรอบๆ โครงการจึงแทบจะเรียกว่าติดลบ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นคนที่รักการทำครัว ชอบไปจับจ่ายในตลาดแล้วหาซื้อของมาตุนไว้ทำกับข้าวกินเอง อันนี้อีกเรื่องนึงครับ ถ้าใครกำลังคิดจะจับจองห้องของ U Delight Residence Riverfrontไว้เกร็งกำไรในรูปแบบการปล่อยเช่า คงต้องทำการบ้านกันหนักหน่อย เพราะทำเลไม่ได้อยู่ในย่านชุมชน หรือย่านธุรกิจที่คนพลุกพล่านเลย อีกทั้งยังไม่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าอีก จึงอาจจะทำให้การปล่อยเช่าเป็นไปได้ยาก แต่สำหรับคนที่มองหาที่พักอาศัยริมน้ำ บรรยากาศดีๆ ทำเลไม่ห่างจากเมืองมากนักไว้อยู่อาศัยเอง และไม่ได้หวังว่าจะทำกำไรจากการขายหรือปล่อยเช่า โครงการนี้ก็น่าจะลงตัวดีนะครับ ถึงราคาต่อตารางเมตรจะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้จากโครงการก็ตาม
Issara Collection Sathorn : รีวิวคอนโด

Issara Collection Sathorn : รีวิวคอนโด

รีวิวฉบับนี้ เรายังคงวนเวียนอยู่ในย่านสาทร แต่คราวนี้จะข้ามมาทางฝั่งถนนนางลิ้นจี่ เพื่อดูคอนโด Low Rise หรูให้ความเป็นส่วนตัว ด้วยยูนิตที่น้อยเพียง 33 ยูนิต ชื่อโครงการ "Issara Collection Sathorn" โครงการใหม่จาก ชาญ อิสสระ การเดินทาง โครงการ Issara Collection สาทร ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตสาทร แต่ถ้าจะให้ระบุพิกัดชัดๆ ก็ต้องบอกว่าอยู่ในซอยนางลิ้นจี่ 4 นะครับ ซึ่งการเดินทางไปยังตัวโครงการก็สามารถไปได้หลายทาง เส้นทางหลักที่เราใช้ในครั้งนี้มาจากทางถนนจันทน์ วิ่งตรงมาเรื่อยๆ ผ่านสี่แยกที่ตัดกับถนนนราธิวาสราชนครินทร์แล้ว ให้ตรงต่อมาจนถึงถนนนางลิ้นจี่ จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายมาอีกประมาณ 120 เมตร ก็จะเจอซอยนางลิ้นจี่ 4 อยู่ทางซ้ายมือพอดี หรือถ้าขึ้นทางด่วนขั้นที่ 1 มาลงที่ถนนพระราม 3 (ช่องนนทรี-นางลิ้นจี่) ก็สามารถเลี้ยวขวาเข้าถนนนางลิ้นจี่ได้เลย จากแยกนี้ตรงมาอีกแค่ 1 กิโลเมตรก็จะถึงซอยนางลิ้นจี่ 4 พอดี ส่วนถ้าจะเข้ามาทางซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 พอตรงมาเจอสามแยกเทคนิคกรุงเทพ ก็แค่เลี้ยวขวาเข้าถนนนางลิ้นจี่มาอีก 600 เมตรเท่านั้น แล้วเตรียมเลี้ยวเข้าซอยนางลิ้นจี่ 4 ได้เลย แต่ถ้ามาจากถนนสาทรใต้ ก็ให้เลี้ยวเข้าซอยสวนพลู (สาทร 3) วิ่งตามซอยสวนพลูมาเข้าถนนนางลิ้นจี่ ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพมาเล็กน้อย ซอยนางลิ้นจี่ 4 จะอยู่ทางขวามือ เยื้องกับปั้มน้ำมันบางจาก นอกจากเส้นทางที่เรายกตัวอย่างมาให้แล้ว ยังมีเส้นทางลัดอื่นๆ อีก ทั้งทางซอยเย็นอากาศที่สามารถตัดไปออกถนนพระราม 4 หรือซอยสาทร 1 ได้ เช่นเดียวกันกับถนนของกรมการบินพลเรือน ที่ตัดเข้าซอยงามดูพลี ไปออกถนนพระราม 4 และซอยสาทร 1 ได้เหมือนกัน ต้องบอกว่าทำเลของถนนนางลิ้นจี่นี่ได้เปรียบในเรื่องเส้นทางเข้าออกที่สามารถเลือกได้หลายทาง ทำให้เรามีทางหนีรถติดได้เยอะดีทีเดียวครับ และด้วยแบรนด์ของโครงการที่เป็นระดับ Hi-End กลุ่มลูกค้าของโครงการคงจะเน้นการเดินทางด้วยรถส่วนตัวเป็นหลัก ถึงแม้ว่าทำเลที่ตั้งโครงการจะไม่มีรถไฟฟ้าสายต่างๆ อยู่ใกล้มากพอที่จะสามารถเดินไปได้โดยสะดวก ก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะเส้นทางการเดินทางด้วยรถส่วนตัวก็ถือว่าสะดวกมากๆ ถ้าไม่นับเรื่องปัญหาการจราจรที่ต่างก็รู้กันดี แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหากต้องการจะใช้บริการระบบขนส่งมวลชนบ้าง ก็ใช่ว่าจะไม่สะดวก เพราะแค่เดินออกมาที่ปากซอยนางลิ้นจี่ 4 ก็มีทั้งรถแท็กซี่ สามล้อ สองแถว รวมถึงรถเมล์วิ่งผ่านอีกหลายสาย หรือถ้าจะให้เร็วก็เรียกบริการวินมอเตอร์ไซค์บริเวณปากซอยได้เช่นกัน รับรองว่าพี่วินแถวนี้เค้ารู้ทางหลบรถติดดีระดับเซียน จะหนีออกบ่อนไก่ พระราม 4 สาทร พระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง คลองเตย หรือเส้นทางอื่นได้หมด เชื่อเถอะว่าตรอกซอกซอยแถวนี้โยงใยหากันได้อย่างที่คุณคิดไม่ถึงเลยทีเดียว วิเคราะห์ตัวโครงการ ในขณะที่ที่ตั้งโครงการ Issara Collection สาทร อยู่ในซอยตันที่มีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักอาศัย แต่ด้วยความที่ซอยนางลิ้นจี่ 4 อยู่ไม่ห่างจากเขตชุมชนเดิมของบริเวณนี้มากนัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงจัดว่าเพียบพร้อมมากๆ ออกมาแค่ปากซอยก็จะเจอโครงการ De For Rest ซึ่งเป็นเหมือน Community Mall เล็กๆ ที่รวบรวมร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเสริมสวย และบริการล้างรถไว้ด้วยกัน ฝั่งตรงข้ามซอยจะมีปั้มน้ำมันบางจาก ซึ่งก็มีร้านกาแฟ ร้านซักรีด คลินิครักษาสัตว์ และบริการล้างรถของ Maguire’s อีกเจ้า แถมปากซอยเย็นอากาศยังมี Tops Supermarket ให้เป็นที่จับจ่ายซื้อของกินของใช้เข้าครัวอีกด้วย ในขณะที่ห่างออกไปอีกหน่อยทางฝั่งนางลิ้นจี่ก็มีตลาดสด พร้อมกับของอร่อยริมทางอีกหลายเจ้า เลยไปอีกนิดยังมี T.T.N. Avenue ซึ่งมีทั้ง Tops ร้านกาแฟ และร้านอาหารให้ฝากท้องอีกหลายเจ้า หรือถ้าขยับไปทางซอยสวนพลูก็มีอีกหนึ่งตลาดสด รวมถึงแผงลอยขายอาหารอีกมากจนละลานตาไปหมด ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในระยะที่สามารถเดินหรือขี่จักรยานมาได้ง่ายๆ ครับ โครงการ De for-rest อันนี้อยู่ติดๆ กับปากซอยนางลิ้นจี่ 4 เลย ในโครงการนี้ก็มีร้านอาหารด้วยนะครับ เอาไว้เป็นที่ฝากท้องยามที่ขี้เกียจขับรถออกไปไกลๆ ได้ ร้านกาแฟวาวีในโครงการก็มานั่งเล่นชิวๆ ได้ บรรยากาศดีเหมือนกันนะครับ ตลาดนัดด้านหลังปั๊มน้ำมันบางจาก มีของกินหลายอย่างเหมือนกัน ของใช้กับเสื้อผ้าก็มีนะครับ เปิดทุกเย็นวันจันทร์ แวะไปเดินเล่นซ๊อปปิ้งกันได้ ฝั่งตรงข้ามเทคนิคกรุงเทพฯ มีร้านกาแฟ Think Tank เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง T.T.N. Avenue คอมมิวนิตี้มอลล์อีกแห่งที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานมาก ตั้งอยู่บนถนนนางลิ้นจี่ค่อนมาทางฝั่งพระราม 3 นะครับ ข้างในมีร้านอาหารและร้านอาหารให้เลือกฝากท้องหลายร้านเลย แถมยังมี Tops Super Market อีกด้วย นอกจากความสะดวกสบายในพื้นที่แล้ว ในรัศมีรอบที่ตั้งโครงการยังแวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภคแบบคนเมืองเต็มพิกัด ทั้งห้างสรรพสินค้า แหล่งช็อปปิ้ง สถานศึกษา สถานฑูต สถานที่ราชการ แหล่งธุรกิจ สำนักงาน และสถานที่ Hang Out อีกเพียบ เพียงแค่ขยับขับรถกันซักหน่อย จะไปพระราม3 สีลม สาทร สยาม ทองหล่อ เอกมัย หรือแอบไปชิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็เดินทางได้สะดวกทั้งสิ้น ผ่านจากเรื่องสภาพแวดล้อมโดยรอบไปแล้ว ที่นี้ก็มาดูที่ตัวโครงการกันบ้าง อย่างที่บอกไปแล้วว่าซอยนางลิ้นจี่ 4 เป็นซอยตัน ดังนั้นบรรยากาศภายในซอยจึงเงียบสงบมาก และค่อนข้างร่มรื่นเพราะยังมีต้นไม้ใหญ่อยู่มาก อีกทั้งถนนในซอยก็กว้างแค่พอขับรถสวนกันได้เท่านั้น ผู้คนไม่พลุกพล่าน ปริมาณรถก็น้อยเลยไม่ค่อยเป็นปัญหาครับ ภายในซอยจะมีบ้านพักอาศัยประเภทบ้านเดี่ยว 2-3 ชั้น และคอนโด อพาร์ทเม้นท์สูงไม่เกิน 8 ชั้นอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อนบ้านที่ติดกันกับที่ดินโครงการเป็นบ้านเดี่ยวนะครับ ส่วนตึกคอนโด/อพาร์ทเม้นท์จะอยู่ถัดออกไป ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตึกขนาบข้างให้น่าอึดอัด ขณะเดียวกันทางโครงการก็จัดสรรให้พื้นที่รอบๆ อาคารเป็นสวนไปซะ แล้วปลูกต้นเพื่อช่วยบังสายตาและเพิ่มความเป็นส่วนตัวเข้าไปอีก คาดว่าของจริงน่าจะร่มรื่นดีนะครับ โครงการ Issara Collection เป็นคอนโดที่เน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวสูง ทั้งโครงการจึงมีเพียง 33 ยูนิตเท่านั้น ตัวอาคารเป็นตึกเดี่ยวสูง 7 ชั้น ภายใต้การออกแบบตกแต่งในสไตล์ไทยโมเดิร์น (Siwilai Modern Concept) ซึ่งจะเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยห้องพักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 1-7 และมีชั้นจอดรถใต้ดินอีก 2 ชั้น อีกทั้งยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยลิฟท์โดยสารแบบส่วนตัวสำหรับห้อง Type 3 Bedrooms นอกเหนือจากลิฟท์ส่วนกลางมาให้ด้วย จึงให้ความรู้สึกแบบ Exclusive Luxury มากยิ่งขึ้น สำหรับ Main Facilities จะอยู่ที่ชั้น 6-7 และดาดฟ้านะครับ โดยที่ห้องฟิตเนส ห้องสตรีม และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจะอยู่ที่ชั้น 6 ซึ่งทางโครงการก็ใส่ใจในรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยการออกแบบให้ซิลลิ่งของห้องฟิตเนสสูงไปถึงชั้น 7 เพิ่มบรรยากาศให้ปลอดโปร่งมากขึ้นเวลาออกกำลังกาย ในขณะที่สระว่ายน้ำถูกจัดวางไว้บนดาดฟ้าของอาคารนะครับ ซึ่งสระว่ายน้ำเป็นระบบน้ำเกลือ และมีแยกสระเด็กกับจากุชชี่มาให้ด้วย นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน มี Lobby ในโซนด้านหน้าโครงการ พร้อมทั้งจัดเตรียม Driver Room ห้องพักคนขับรถไว้ให้ตรงบริเวณลานจอดรถที่ชั้น 1 ด้วยเพื่อความเรียบร้อย ถ้าจะให้เห็นภาพมาขึ้นลองมาดู Floor Plan กันก่อนเลยครับ พาชมห้องตัวอย่าง มาถึงในส่วนของห้องตัวอย่างกันบ้าง ก่อนอื่นต้องแจ้งให้ทราบว่าสำนักงานขายของโครงการ Issara Collection ไม่ได้อยู่ที่ที่ตั้งโครงการนะครับ Sales Gallery อยู่เลยแยกที่จะไปด่านทางด่วนนางลิ้นจี่นิดนึงครับ ข้ามแยกไฟแดงใต้ทางด่วนมาก็เห็น Sales Gallery เลย ซึ่งบรรยากาศภายในก็ตกแต่งไว้ตามคอนเซปต์ของโครงการเลย เช่นเดียวกันกับในห้องตัวอย่างที่ใช้วัสดุ การตกแต่งตามจริงทั้งหมด (ยกเว้นเฟอร์นิเจอร์ของแต่งห้อง) แบบห้องของโครงการมีให้เลือกเป็นแบบ 2 Bedrooms, 3 Bedrooms และ 3 Bedrooms Duplex เท่านั้นนะครับ โดยมีขนาดห้องเริ่มต้นที่ 108 ตร.ม. และมีห้องไซส์ใหญ่สุดขนาด 244.4 ตร.ม. ซึ่งเป็นห้องตัวอย่างเพียงแบบเดียวที่ทางโครงการเลือกทำมาโชว์ไว้ที่ Sales Gallery แห่งนี้ ก่อนจะไปดูภาพห้องจริง เรามาดูแปลนห้องคร่าวๆ กันก่อนครับ ห้องนี้เป็นห้อง Type-3E ซึ่งมีเพียง 9 ห้องเท่านั้น โดยที่แต่ละห้องอาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องสลับตำแหน่งซ้ายขวานิดหน่อย ห้องทั้งหมดของโครงการขายมาแบบ Partly Fitted คือติดตั้งและตกแต่งมาเป็นแนวทางให้แล้วพอประมาณ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้อื่นๆก็ตกแต่งเพิ่มเต็มกันตามสไตล์ไปเลย ห้องไซส์นี้เป็นแบบ 3 Bedrooms โดยแบ่งเป็น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ และ 1 ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำ เมื่อออกมาจากลิฟท์ส่วนตัวก็จะเข้าสู่พื้นที่โถงหน้าห้อง ซึ่งมีห้องเก็บของอยู่ตรงนี้ด้วย ประตูบานสูงอีกฝั่งจะเป็นประตูหลักที่ใช้เข้าห้องครับ ทางโครงการเลือกออกแบบให้ประตูเข้าห้องเป็นบานสูงจรดเพดานเลย พอเปิดเข้ามาแล้วก็จะเห็นพื้นที่ในโซน Living Area ที่อยู่ส่วนกลางของห้อง ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือให้ความรู้สึกโอ่งโถงมากเป็นพิเศษ และจุดเด่นที่สำคัญที่ทำให้บรรยากาศของห้องนี้แตกต่างจากคอนโดทั่วไปก็คือ พื้นที่ระเบียงที่กว้างกว่า 10 เมตร ซึ่งประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่นี้เราสามารถเลื่อนเปิดได้กว้างจนสุดเพื่อให้พื้นที่ภายในห้องและระเบียงเชื่อมต่อถึงกันโดยไม่อะไรมาเกะกะสายตา ทำให้ห้องดูกว้างขึ้นไปอีก และได้บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านเดี่ยวมากกว่าคอนโดอื่นครับ อีก Area หนึ่งที่ทางโครงการตกแต่งเสนอเป็นไอเดียให้ก็คือ ห้องกระจกในบริเวณ Living Area นั่นเอง ทางโครงการเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า Collection Room ซึ่งในห้องจริงไม่มีการกั้นพื้นที่ตรงนี้ไว้ให้นะครับ แต่ในห้องตัวอย่างนี่ทำไว้ให้เห็นว่าสามารถเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้กับห้องได้อีก ลูกค้าบางคนอาจจะชอบกับไอเดียนี้ที่สามารถทำห้องน้ำเป็นห้องทำงาน ห้องเปียโน ห้องสมุด หรือให้เป็นห้องเก็บของสะสมพร้อมตั้งโชว์ได้ด้วย แต่ถ้าการกั้นห้องแบบนี้ยังไม่โดนใจ จะปล่อยให้พื้นที่บริเวณนี้กว้างต่อจากบริเวณนั่งเล่นเลยก็ได้เช่นกัน สำหรับในส่วนของห้องนอน แต่ละห้องจัดสรรมาโดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและเน้นความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยเป็นหลักเช่นกัน ห้องนอนแต่ละห้องจะมีห้องน้ำในตัว เริ่มด้วยห้องนอนใหญ่ หรือ Master Bedroom ที่จัดเต็มมาให้ทั้งอ่างอาบน้ำดีไซน์หรูกลางห้องน้ำ และโซนอาบน้ำแบบ Rain Shower ภายในห้องน้ำตกแต่งด้วยกระเบื้อง Homogeneous Tile โทนสีขาว-เทา เพิ่มด้วยลูกเล่นของการจัดไฟในโทนอุ่น โดยเฉพาะบริเวณหน้ากระจกเหนืออ่างล้างหน้าที่ทางโครงการตกแต่งไว้ให้ดูเป็นไอเดีย ทำให้บรรยากาศภายในห้องน้ำของ Master Bedroom แทบไม่ต่างจากโรงแรม 5 ดาวเลยทีเดียว ในขณะที่พื้นที่ใช้สอยภายบริเวณห้องนอนก็กว้างขวางไม่น้อยเลย เพราะบริเวณปลายเตียงสามารถวางโซฟาไว้นั่งเล่นดูทีวีได้อีกชุด แถมยังมีพื้นที่ว่างเหลืออีกเพียบ ซึ่งเราสามารถดีไซน์เพิ่มประโยชน์ให้กับพื้นที่ใช้สอยตรงจุดนี้ได้หลากหลายไอเดียเลยครับ หรือจะดูที่ทางโครงการทำไว้ในห้องตัวอย่างเผื่อเป็นไอเดียก่อนก็ได้ ส่วนในห้องนอนเล็กอีกสองห้องก็ถูกออกแบบให้มี Layout ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเน้นประโยชน์การใช้สอยพื้นที่ให้หลากหลายตามคอนเซปต์การออกแบบของโครงการ แอบใส่ฟังก์ชั่นเพิ่มเติมเข้าไป เช่น ชั้นเก็บของที่ด้านหลังบานกระจกเหนืออ่างล้างหน้า และตู้เก็บของในห้องน้ำ รวมถึงการดีไซน์ให้พื้นที่ที่ติดกับบริเวณห้องน้ำเป็น Walk in Closet ซึ่งเราสามารถใช้แนวคิดที่ทางโครงการตกแต่งไว้เป็น Guile Idea ไว้ให้ หรือจะดีไซน์ตกแต่งแบบอื่นให้ตรงกับการใช้งานของเราเองก็ได้ ทีนี้เรามาดูในส่วนของห้องครัวกันบ้าง พื้นที่ส่วนนี้ทางโครงการให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าส่วนอื่นเลย เพราะมีการจัดสรรพื้นที่ครัวมาให้ตามการใช้งาน โดยส่วนแรกซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับ Living Area ทางโครงการออกแบบให้มีครัวเปิดสไตล์ฝรั่ง ที่มาพร้อมชุดเคาน์เตอร์ครัวหรูหรา และอุปกรณ์ครบครัน แล้วยังตกแต่งเพิ่มเติมด้วยเคาน์เตอร์ลอยตัวกับโต๊ะกินข้าวขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนนี้ไม่ได้รวมมากับชุดครัวนะครับ แต่ทางโครงการทำไว้เป็นตัวอย่างอีกเช่นกัน ซึ่งการตกแต่งเพิ่มเติมในจุดนี้เพิ่มความน่าสนใจให้กับห้องได้ไม่น้อยเลย เพราะทำให้บรรยากาศภายในห้องดูเป็นบ้านที่อบอุ่นมากขึ้น แถมยังสามารถรองรับการจัดปาร์ตี้ย่อมๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ทางโครงการยังจัดพื้นที่สำหรับครัวไทยแยกไว้เป็นสัดส่วนในห้องใกล้ๆ กัน พร้อมกับประตูปิดมิดชิดเพื่อป้องกันปัญหากลิ่นรบกวนในห้อง อีกทั้งยังมีหน้าต่างบานเล็กในห้องครัวไว้ช่วยระบายอากาศได้อีกทาง แต่เท่าที่เดินดูภายในห้องครัวไทยจะสังเกตุเห็นว่า บรรยากาศในห้องครัวค่อนข้างทึบและแคบไปหน่อย ถ้าบ้านไหนชอบลงครัวปรุงอาหารไทยบ่อยๆ อาจจะรู้สึกไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควรมั้งครับ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นส่วนปลีกย่อยอื่นๆ ที่ทางโครงการก็คิดมาให้เสร็จสรรพ ทั้งห้องนอนแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว และประตูทางเข้า-ออกของแม่บ้านซึ่งแยกจากประตูหลัก ห้องเก็บของบริเวณโถงลิฟท์หน้าห้องที่จะช่วยให้เราสามารถเก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้ได้เรียบร้อยและไม่เกะกะภายในห้อง รวมถึงมุมที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์บริเวณระเบียง ที่กั้นพื้นที่ไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยดีทีเดียว สำหรับโครงการ Issara Collection สาทร ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายในตลาดบน ที่มีงบประมาณตั้งแต่ 15 ล้านขึ้นไป ซึ่งเน้นความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวสูง เรื่องขนาดห้องจึงออกแบบมาให้กว้างขวางตอบโจทย์การใช้งาน และให้บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านเดี่ยวมากกว่าคอนโด โดยน่าจะเหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการหาคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง ได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ในขณะที่ยังอยู่ในทำเลย่านกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยรถยนต์ส่วนตัว Issara Collection น่าจะตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ดีทีเดียวครับ
Estes รัตนาธิเบศร์ : รีวิวคอนโด

Estes รัตนาธิเบศร์ : รีวิวคอนโด

ทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงกำลังได้รับความนิยมไม่น้อยสำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดในย่านรัตนาธิเบศร์ คอนโดในแถบนี้จึงมีให้เลือกมากมายหลายโครงการ ซึ่งครั้งนี้เราจะพาไปดูคอนโด Estes ของบริษัท อควาเรียส เอสเตท จำกัด ว่ามีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง การเดินทาง ตัวโครงการ Estes ตั้งอยู่ริมถนนรัตนาธิเบศร์ฝั่งขาเข้ากรุงเทพ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าศรีพรสวรรค์ด้วยระยะทางเพียง 350 เมตร ซึ่งจัดว่าอยู่ในระยะที่สามารถเดินได้อย่างสบายๆ ดังนั้นการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ด้วยรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงนี้จึงจัดว่าสะดวกอยู่พอตัว กว่าโครงการจะสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในปี 2560 รถไฟฟ้าก็เปิดให้บริการกันไปเรียบร้อยแล้ว เพราะมีกำหนดการว่ารถไฟฟ้าสายนี้จะเปิดให้บริการได้ในปี 2559 นั่นเอง สำหรับคนที่มีแนวโน้มจะย้ายที่อยู่อาศัยหรือว่าทำงานอยู่ในย่านนี้อยู่แล้ว ก็อาจจะลองดูโครงการนี้เอาไว้เป็นตัวเปรียบเทียบกับโครงการอื่นๆ ดูได้ ส่วนเรื่องการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็สามารถเดินทางมาได้ง่ายจากถนนงามวงศ์วานผ่านแยกแครายมา เข้าสู่ถนนรัตนาธิเบศร์มุ่งหน้าไปบางบัวทอง ผ่านเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ที่อยู่ทางด้านขวามือแล้วก็เตรียมขึ้นสะพานกลับรถได้ทันที หลังจากที่กลับรถกลับมาแล้ว เราจะผ่านหน้าเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์อีกครั้ง พอขับรถเลยมาอีกประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงทางเข้าโครงการ Estes พอดี แต่ถ้าวัดระยะทางกันแบบขี้โกงๆ หน่อย ก็เริ่มนับกันตั้งแต่เสาสุดท้ายของรั้วห้างมาถึงรั้วโครงการก็จะได้ระยะทาง 350 เมตรตามที่ทางโครงการคุยไว้พอดีครับ นอกจากนี้ถนนหนทางโดยรอบโครงการยังมีเส้นทางเลี่ยงเข้าเมืองได้อีกหลายทาง ทั้งถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ถนนติวานนท์ รวมถึงด่านทางด่วนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล จะติดก็แต่ปัญหารถติดในช่วงเวลาเร่งด่วนของวันที่ติดกันจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าต้องเดินทางไปทำงานในเมือง หรือทำธุระในระแวกอื่นคงต้องเผื่อเวลากันให้ดีๆ แต่ถ้าเป็นการเดินทางไปทำงานในระแวกใกล้เคียงด้วยบริการรถสาธารณะอื่นๆ ก็ถือว่ามีตัวเลือกที่เยอะใช้ได้เลยล่ะ เพราะตัวโครงการตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ จึงหาเรียก Taxi ได้ไม่ยาก รวมถึงรถเมล์ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็เรียกใช้บริการได้สะดวกเหมือนกัน วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ บริเวณโดยรอบที่ตั้งโครงการอาจจะไม่ได้มีความพร้อมมากนัก สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบายแบบคนเมือง เพราะรอบๆ ยังมีบรรยากาศแบบชานเมืองอยู่ ทั้งห้างสรรพสินค้าอย่างเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ และบิ๊กซีที่ไม่ได้หรูหรามีร้านค้ามากมายให้เลือกช๊อปปิ้ง แต่ถ้าจะให้มีตัวเลือกมากขึ้นมาอีกหน่อยก็คงต้องขยับออกมาในรัศมีประมาณ 5 กิโลเมตร ที่มีทั้ง The Mall งามวงศ์วาน, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า, The Esplanade รัตนาธิเบศร์ และ Tesco Lotus ซึ่งพอจะให้เราเปลี่ยนบรรยากาศในการจับจ่ายซื้อของได้บ้าง นอกจากนี้บริเวณรอบๆ โครงการก็ยังเป็นชุมชนบ้านพักอาศัยในแนวราบเสียเป็นส่วนใหญ่ จะมีอาคารสูงที่อยู่ในระยะประชิดก็แค่คอนโด City Home ทางด้านหลังที่ยังไงก็เลี่ยงกันไม่พ้นสำหรับห้องด้านนี้ที่อยู่ต่ำกว่าชั้น 20 ลงมา นอกนั้นก็ยังไม่มีโครงการอื่นๆ ขึ้นขนาบด้านข้างครับ ถึงเราจะบอกว่ารอบๆ มีบรรยากาศแบบชานเมืองอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสงบเงียบไปซะทีเดียวนะครับ เพราะการจราจรที่หนาแน่นเกือบตลอดวันและทุกวันบนถนนรัตนาธิเบศร์ รวมถึงยังมีรางรถไฟฟ้าผ่านหน้าโครงการ มลภาวะทางเสียงจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก ดังนั้นการเลือกตำแหน่งห้องนอกจากเรื่องทิศทางที่เหมาะสมแล้ว อาจจะต้องเก็บเรื่องพวกนี้ไปประกอบการพิจารณาด้วยเหมือนกัน คอนโด Estes รัตนาธิเบศร์ เป็นโครงการ High Rise สูง 36 ชั้น มียูนิตรวม 474 ยูนิต ภายใต้คอนเซปการออกแบบที่เน้นความแปลกใหม่และทันสมัย แตกต่างจากคอนโดโครงการอื่นๆ ทั่วไปในย่านเดียวกัน จุดเด่นอยู่ที่ระยะความสูงของห้องตั้งแต่พื้นจรดเพดานที่สูงถึง 3.6 เมตร ทำให้การจัดวาง Layout ภายในห้องต่างจากที่คุ้นเคยอยู่มาก นอกจากบรรยากาศแบบโปร่งโล่งเนื่องด้วยความสูงของเพดานแล้ว ทางโครงการยังเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องด้วยการทำชั้นลอยเพิ่มขึ้นมา ถ้าใครได้เห็นห้องตัวอย่างก็คงจะสะดุดตา ถูกใจได้ไม่ยาก เพราะ Lay out ห้องแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลยครับ สำหรับ Facility ต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวกันอยู่ที่ชั้น 35, 36 และมีสวนบนดาดฟ้า ซึ่งจะแบ่งเป็นห้อง Fitness ห้องสันทนาการ ห้องเด็กเล่นพร้อมอุปกรณ์ และสวนหย่อมที่ชั้น 35 ส่วนที่ชั้น 36 จะเป็นสระว่ายน้ำทั้งสระเด็ก และสระผู้ใหญ่ นอกจากนี้ที่บริเวณชั้น 7 ยังมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติมเป็นสวนขนาดเล็ก พร้อมห้องซักรีด และห้องเอนกประสงค์ สำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนได้อีกด้วย ส่วนตัวแล้วถือว่าทางโครงการพยายามจัดมาให้เต็มที่และตกแต่งให้ดูน่าใช้งานดีนะครับ ส่วนเรื่องที่จอดรถทางโครงการจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2-6 ไว้เป็นที่จอดรถ นับรวมแบบจอดซ้อนคันแล้วก็จอดได้แค่ 167 คัน หรือแค่ 35% เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากสำหรับโครงการที่มีภาพลักษณ์เน้นความหรูหราแบบนี้ เพราะกลุ่มลูกค้าในระดับปานกลางที่จะมาซื้อห้องก็น่าจะมีรถส่วนตัวกันอยู่แล้ว เรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอจึงอาจจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นอกเหนือจากนี้ ทางโครงการก็ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง กล้อง CCTV และใช้วิธีเข้าออกด้วยระบบคีย์การ์ดที่โถงทางเข้าล็อปบี้ไม่ใช่คีย์การ์ดแบบล็อคชั้นแต่อย่างใด อาจจะน่าผิดหวังเล็กๆ สำหรับโครงการระดับนี้นะครับ พาชมห้องตัวอย่าง ด้วยการออกแบบให้เพดานห้องสูงถึง 3.6 เมตร นอกจากจะให้ข้อดีในเรื่องของความโปร่งสบายแล้ว ยังสามารถใช้สอยประโยชน์ได้อีกทางหนึ่งด้วยการต่อเติมชั้นลอยไว้ภายใน ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งห้องที่มีชั้นลอยจะเริ่มที่ขนาด 30 ตร.ม. ขึ้นไป โดยพื้นที่ 30 ตร.ม. นี้ไม่ได้นับรวมพื้นที่ใช้สอยของชั้นลอยเข้าไปด้วยนะครับ เปิดเข้าห้องมาจะเป็นส่วนของห้องครัวก่อน โดยจะเป็นครัวแบบครัวปิด มีประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอน กั้นพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน ด้านหนึ่งจัดเป็นเคาน์เตอร์ครัว พร้อมชั้นเก็บของทั้งด้านบนและด้านล่าง พื้นที่ครัวไม่ได้กว้างมากนัก เหมาะกับการทำครัว เตรียมอาหารเล็กๆ น้อยๆ ซะมากกว่า คนที่ชอบทำครัวอาจจะไม่ชอบเท่าไหร่ ส่วนอีกด้านเป็นห้องน้ำที่จัดฉากกั้นอาบน้ำ แยกส่วนเปียกส่วนแห้งมาให้เรียบร้อยแล้ว ผ่านจากห้องครัวเข้ามาก็จะเป็นส่วนพื้นที่นั่งเล่น ซึ่งบริเวณนี้จะให้ความรู้สึกโปร่งสบายมากเพราะความสูงของเพดานนั่นเอง พื้นที่เชื่อมต่อกันกับห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ของห้องทำงานอยู่ใต้ชั้นลอย หันหน้าออกรับแสงธรรมชาติพอดี เพดานของบริเวณนี้จะมีความสูงอยู่ที่ 2 เมตร ความสูงระดับนี้คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่สำหรับคนไทยไซส์มาตรฐานทั่วไป แต่สำหรับคนตัวสูงๆ อาจจะรู้สึกอึดอัดไปซักนิด ส่วนด้านบนของชั้นลอยที่จัดเป็นที่นอน มีความสูงอยู่แค่ 1.5 เมตรเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหาเรื่องการใช้งานมากนักถ้าเดินขึ้นไปแล้วล้มตัวลงนอนเลย ไม่ต้องยืนหรือเดินไปมาเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ อีก การใช้งานในส่วนนี้จึงไม่รู้สึกติดขัดซักเท่าไหร่ สำหรับห้องขนาดเล็กลงมาอีกหน่อยที่ 28 ตร.ม. จะเป็นห้องแบบ Studio ซึ่งจะไม่มีการต่อเติมชั้นลอยไว้ ในขณะที่ยังได้ระยะเพดานสูง 3.6 เมตรเหมือนกัน ห้องแบบนี้จึงดูชะลูดสูงผิดสัดส่วนปกติไปบ้าง โดย Layout ห้องจะลดพื้นที่ของส่วนห้องทำงานลง และขยับพื้นที่นั่งเล่น และห้องนอนมาใช้ร่วมกัน พอมีเฟอร์นิเจอร์จัดวางไว้เต็มที่แบบในห้องตัวอย่างแล้ว ห้องแบบนี้ก็ดูจะแคบไปซักหน่อย ต่างจากห้องไซส์ 30 ตร.ม. ไปเลย ทั้งๆ ที่พื้นที่ต่างกันแค่ 2 ตร.ม.เท่านั้น ส่วนห้องอีกแบบที่ทางโครงการมีให้เลือกด้วยก็คือห้องแบบ 2 ห้องนอน ในขนาด 46 ตร.ม. ขึ้นไป ซึ่งห้องแบบนี้ก็จะมีส่วนต่อเติมที่เป็นชั้นลอยไว้ในห้องนอนเล็กเหมือนกัน แต่จะมี Layout การใช้งานที่ดูเหมือนจะลงตัวน้อยกว่าแบบ 30 ตร.ม. ห้องทั้งหมดของทางโครงการขายมาแบบ Fully Furnished จริงๆ คือจัดมาหนัก จัดมาเต็ม ในห้องตัวอย่างเห็นอย่างไงห้องจริงก็ได้แบบเหมือนกันเป๊ะทุกประการ รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องก็มีแถมมาให้ด้วย จัดมาให้เต็มที่แบบนี้พอสร้างเสร็จ หิ้วแค่กระเป๋าเสื้อผ้าก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที ส่วนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทางโครงการเลือกมาให้ก็จัดมาได้คุ้มราคาเหมือนกัน อันนี้จึงถือเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่เพิ่มแรงจูงใจในการซื้อได้ ถึงแม้ราคาต่อตารางเมตรของ Estes จะสูงกว่าโครงการอื่นๆ ในระแวกเดียวกันก็ตาม ความคุ้มค่าการลงทุน สำหรับพื้นที่ในแถบรัตนาธิเบศร์นี้ ถือว่ามีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมาไม่น้อย โดยมีหลากหลายระดับราคาให้เลือกเปรียบเทียบ ซึ่งโครงการ Estes นี้ ก็ถือว่าพยายามหาจุดแข็งให้ตัวเองแตกต่างจากตลาดรอบๆ อยู่พอสมควร ทั้งเรื่องดีไซน์การออกแบบห้อง การขายห้องมาให้แบบ Fully Furnished จัดเต็มทุกรายการ และการจัด Facility มาให้อย่างครบครัน อีกทั้งยังมีสถานีรถไฟฟ้า MRT ตั้งอยู่ใกล้ๆ อีกด้วย Estes จึงดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยสำหรับคนที่ทำงานอยู่ในระแวกใกล้เคียงนี้ เช่น ศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี กระทรวงสาธารณสุข หรือศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่พอจะมีกำลังซื้อและมีไลฟ์สไตล์ที่ชอบความทันสมัยไม่เหมือนใคร เพราะด้วยการออกแบบห้องที่มีเอกลักษณ์ แตกต่างจากคอนโดทั่วไปที่เราคุ้นเคยนี่เอง ที่ทำให้เราต้องแลกมาด้วยราคาต่อตารางเมตรที่แพงกว่าโครงการในระแวกเดียวกัน นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงตั้งแต่ถนนรัตนาธิเบศร์-ถนนติวานนท์ที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านก็ไม่ได้เป็นศูนย์รวมแหล่งธุรกิจใหญ่ๆ ที่จะมีพนักงานออฟฟิศที่มีกำลังในการจ่ายค่าเช่าห้องราคา 12,000 บาทต่อเดือนได้อย่างสบายๆ ไร้กังวล ดังนั้นการปล่อยห้องเช่าหรือขายต่อจึงอาจจะมีแนวโน้มในการทำกำไรได้ยาก และถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีประเด็นเรื่องการซื้อคอนโดเพื่อหวังทำกำไรจากการลงทุนมาประกอบการตัดสินใจด้วยแล้ว อาจจะต้องชั่งน้ำหนักวัดใจกันหลายๆ รอบหน่อยนะครับ
Noble Ploenchit : รีวิวคอนโด

Noble Ploenchit : รีวิวคอนโด

กลางสี่แยกเพลินจิตตอนนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักโครงการ Noble เพลินจิต คอนโด High Rise ที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ฮ๊อตสุดๆ ในชั่วโมงนี้ เพราะด้วยทำเลที่อยู่ใจกลางเมืองที่มีความเจริญถึงขีดสุด และแวดล้อมไปด้วยแหล่งช็อปปิ้งสุดหรู อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โรงแรมระดับ 5 ดาว รวมถึงสถานที่สำคัญต่างๆ อีกมากมาย ยิ่งทางโครงการได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมมาด้วยว่า มีการปรับปรุง ตกแต่งห้องตัวอย่างใหม่ แถมมีโปรโมชั่นใหม่แกะกล่องที่น่าสนใจมากๆ ทางทีมงานเลยรีบเข้าไปเก็บภาพห้องตัวอย่างมาอัพเดทกันครับ การเดินทาง พูดถึงเรื่องการเดินทางมายังโครงการ Noble เพลินจิต คงไม่มีวิธีไหนสะดวกไปกว่าการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS อีกแล้ว เพราะตัวสถานีเพลินจิตมีบันไดจ่ออยู่ถึงหน้าโครงการ แถมเมื่อโครงการแล้วเสร็จ Sky Walk ของตัวสถานีจะเชื่อมต่อเข้าไปยังโครงการด้วย ซึ่งสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิตนี้ต้องบอกว่าเป็นสถานีที่มีเส้นทาง Sky Walk เชื่อมต่อครอบคลุมไปทั้งพื้นที่เลยทีเดียว เรียกว่าไม่ต้องเสียเวลาเดินลงจากสถานีไปเดินริมฟุตบาท หรือข้ามทางม้าลายตรงสี่แยกให้เสียเวลา หลายอาคารที่อยู่รอบๆ สถานีนี้มีสะพานเชื่อมต่อเข้าตัวอาคารเหมือนกันหมดครับ ไม่มีใครยอมน้อยหน้าใครเลย ดังนั้นการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเลยได้คะแนนด้านความสะดวกสบายไปเต็มๆ แถมยังรวดเร็วกำหนดเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหารถติดด้วย เว้นแต่ช่วงเวลาเร่งด่วนที่ปริมาณคนโดยสารแน่นเกินไปหน่อยเท่านั้นเองครับ สถานีที่ใกล้ที่สุดก็ตามชื่อโครงการเลยครับ คือสถานีเพลินจิต ถ้ามาจากทางหมอชิต ออกจากรถไฟฟ้ามาแล้วก็จะเห็นโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่เลยนะครับ แต่ถ้ามาจากทางอ่อนนุชก็จะเห็นตึกมหาทุนพลาซ่า ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกันโครงการ ลงมาแล้วจะมีป้ายบอกทางเยอะแยะเลยนะครับ เราตามป้ายทางออก 1, 2 ไปเลยนะครับ ทางออก 2 จะเป็นทางเชื่อมเข้าตึก Park Venture ทางที่เราจะขึ้นไปดูห้องตัวอย่างกันครับ ส่วนทางออก 1 จะเป็นบันไดลงไปฝั่งที่ตั้งโครงการ ถ้าโครงการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางออก 1 นี่แหละครับที่น่าจะเป็นทางเชื่อมเข้าโครงการ หากเดินตรงไปจะเป็น Sky Walk เชื่อไปยังตึก Wave Place และห้าง Central Embassy สำหรับการเดินทางด้วยรถส่วนตัวก็ต้องบอกว่า สะดวกสบายตามสมควร เพราะทางโครงการเตรียมเส้นทางเข้าออกไว้ให้หลายทาง ทั้งทางด้านหน้าจากฝั่งถนนเพลินจิต ทางด้านหลังโครงการซึ่งอยู่ในซอยนายเลิศ และทางฝั่งถนนวิทยุที่ใช้ทางเชื่อมกับพื้นที่จอดรถของอาคาร Wave Place (Home Pro) นั่นเอง แต่ติดปัญหาที่ถนนเพลินจิตมีเกาะกลางกั้นยาวตลอดทั้งเส้น แถมยังไม่มีจุดกลับรถอีก ถ้าขับมาผิดฝั่งก็ต้องเลยตามเลย แล้วค่อยหาทางกลับมาที่โครงการกันอีกรอบ ไหนจะถนนวิทยุที่หาที่กลับรถยากอีก ข้อจำกัดในการขับรถมายังโครงการจึงเพิ่มเงื่อนไขมากขึ้น ถ้าจะให้ดีต้องศึกษาทางหนีทีไล่ของเส้นทางรอบๆ บริเวณนี้ให้ดีครับ เพราะมีซอยเล็กซอยน้อยเป็นตัวช่วยได้เยอะพอสมควร แผนที่แสดงให้เห็นทางเข้า-ออกโครงการที่มีทั้งหมด 3 ทาง ซึ่งทางเข้า-ออกหลักจะเป็นหมายเลข 1 ด้านที่ติดกันถนนเพลินจิต ทางที่ 2 จะเป็นฝั่งซอยนายเลิศ ส่วนทางที่ 3 จะเป็นฝั่งถนนวิทยุ ผ่านตึก Wave Place ก่อนเข้าโครงการ ทีนี้มาดูเส้นทางการเดินทางโดยรถยนต์กันบ้าง จากถนนสาทรสามารถใช้เส้นทางถนนวิทยุมาถึงแยกเพลินจิตได้เลย แล้วค่อยไปเลี้ยวเข้าตึก Wave Place หรือซอยนายเลิศก็ได้ ส่วนถ้ามาจากฝั่งสุขุมวิทก็ตรงมาเข้าถนนเพลินจิตได้เลย แต่จำไว้นิดนึงนะครับว่า ตัวโครงการตั้งอยู่บนถนนเพลินจิตฝั่งเหนือ จึงต้องเบี่ยงรถมาอีกฟากของถนน ถ้าขับเพลินๆ ชิดซ้ายมาทางด้านฝั่งเพลินจิตใต้ก็คงต้องเลยยาวกันไป แล้วค่อยกลับตัวว่าจะเข้าซอยหลังสวนแล้วกลับมาทางถนนวิทยุ หรือจะเลยยาวไปถึงแยกราชประสงค์ดี เช่นเดียวกันกับด้านลงทางด่วนนะครับ ให้ลงฝั่งเพลินจิตเหนือ จะได้เลี้ยวเข้าโครงการได้ง่ายหน่อย ส่วนด้านขาขึ้นทางด่วน ก็มีด่านเก็บเงินอยู่ใกล้ๆ กับทางโครงการเลย จะออกนอกเมืองหรือข้ามไปฝั่งอื่นๆ ของกรุงเทพฯก็สะดวกครับ เลี้ยวออกจากโครงการมาไม่เกิน 300 เมตรเท่านั้น โดยภาพรวมแล้วการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็จัดว่าไม่แย่นะครับ ถนนบริเวณหน้าโครงการวิ่งสวนเลนมาจากทางแยกราชประสงค์ได้หนึ่งเลน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องปัญหารถติดก็ยังคงหนักหน่วงเอาเรื่องสำหรับย่านนี้ ต้องเป็นนอกช่วงเวลาเร่งด่วนเท่านั้นที่การจารจรยังลื่นไหลมากหน่อย แต่ถ้าช่วงเช้า-เย็นนี่สิรถจะติดหนักหนาเอาการเลย ซึ่งปัญหานี้ก็หลีกเลี่ยงกันยากหน่อย ยังไงชีวิตคนเมืองก็หนีไม่พ้นปัญหารถติดอยู่แล้วล่ะครับ เริ่มจากทางลงทางด่วนเลยนะครับ ให้เราชิดซ้ายเพื่อที่จะลงเพลินจิตฝั่งเหนือ ลงทางด่วนมาแล้วให้ชิดขวาไว้นะครับ เพื่อรอที่จะเลี้ยวขวาไปทางถนนวิทยุ ถ้าเลี้ยวซ้ายไปจะเข้าถนนสุขุมวิทไปทางนานา อโศก เลี้ยวขวามานิดเดียวจะเห็นทางขึ้นทางด่วนตรงนี้แหละครับ ที่ลูกบ้านโนเบิล เพลินจิต อาจจะได้ใช้ประจำ เลยจากจุดขึ้นทางด่วนมาจะเจอสถานี BTS เพลินจิต ก็ใกล้ถึงโครงการแล้วครับ จากนั้นก็ถึงโครงการแล้วครับ แต่ตอนนี้ยังเข้าไม่ได้นะครับ เค้ากำลังก่อสร้างอยู่ ^_^ ส่วนการเดินทางไปที่สำนักงานขายที่ตึก Park Venture ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโครงการ ต้องมาลงทางด่วนอีกฝั่งนึงคือฝั่งเพลินจิตใต้นะครับ เริ่มจากทางลงทางด่วนเพลินจิตนะครับ ให้ชิดขวาไว้เพื่อที่จะตรงไปลงเพลินจิตฝั่งใต้ เบี่ยงออกทางขวา ตามป้ายเพลินจิตใต้ไปเลยครับ มองไปทางด้านขวามือก็จะเห็นตึกสูงๆ ที่กำลังก่อสร้างอยู่ นั่นคือโครงการ Noble เพลินจิต นี่แหละครับ ลงสะพานมาแล้วขับชิดซ้ายยาวๆ เลยนะครับ จะเจอทางออกด้านซ้ายมือ ให้เรากลับรถไปทางถนนเพลินจิต กลับรถมาแล้วจะเป็นถนน 2 เลน เลียบทางด่วนย้อนกลับไปทางเพลินจิตครับ ออกมาถึงถนนเพลินจิตแล้วก็เลี้ยวซ้ายเลยครับ เลี้ยวซ้ายมานิดเดียวก็เจอ BTS สถานีเพลินจิตแล้วครับ จะผ่านตึกมหาทุนพลาซ่าที่อยู่ติดกับ BTS จากนั้นก็จะเจอตึก Park Venture แล้วล่ะครับ นอกเหนือจากนี้ การเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ ก็เห็นจะมีแต่พี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างนี่แหละครับที่น่าจะเป็นที่พึ่งพาได้ดี ยิ่งถ้ารีบๆ นี่คงต้องใช้บริการกันซักหน่อย ซึ่งหน้าโครงการก็มีวินมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วด้วย ออกมาจากโครงการก็โดดขึ้นรถได้เลย แต่ถ้าไม่ถนัดกับรถสองล้อ จากหน้าโครงการก็สามารถหาเรียกรถตุ๊กตุ๊ก สามล้อ หรือรถแท็กซี่ได้ง่ายไม่แพ้กัน รวมถึงรถเมล์ก็เช่นกันครับ เอาไว้เป็นทางเลือกในการเดินทางสำหรับวันที่ไม่อยากขับรถ วิเคราะห์ทำเลรอบโครงการ ปัจจุบันโครงการ Noble  เพลินจิต อยู่ในระหว่างก่อสร้าง ซึ่งคืบหน้าไปได้มากแล้ว ถ้าใครมีโอกาสผ่านไปผ่านมาบริเวณแยกเพลินจิต ก็คงจะได้เห็นภาพตึกที่กำลังก่อสร้างสูงมากกว่า 40 ชั้นแล้วในตอนนี้ แน่นอนว่าโครงการฮ็อตฮิตระดับนี้ก็ย่อมได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก เท่าที่รู้มาก็เห็นว่าห้องส่วนใหญ่ก็ถูกจับจองกันไปเยอะแล้ว ถ้าใครที่สนใจก็ลองแวะเข้าไปชมห้องตัวอย่างกันได้ที่สำนักงานขาย ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 16 ของอาคาร Park Ventures ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นเอง ทีนี้เรามาดูรอบตัวโครงการกันก่อนดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าบริเวณนี้มี Landmark สำคัญๆ อยู่หลายแห่งด้วยกัน ทั้ง Central Embassy, สถานฑูตอังกฤษ, โรงแรมปาร์คนายเลิศ, ตึกมหาทุน, เพลินจิตเซ็นเตอร์, โรงแรม Novotel และ โรงแรม The Okura Prestige อันนี้แค่บริเวณใกล้ๆ ตัวสถานีเพลินจิตแบบคร่าวๆ เท่านั้นนะครับ ยิ่งถ้าเลยไปทางแยกราชประสงค์ ก็ยังมีโรงแรมใหญ่ๆ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารหรูมีชื่อ และโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ซึ่งแต่ละสถานที่ก็เป็นที่รู้จักกันดี เลยไม่ต้องสาธยายอะไรให้ยืดยาว เอาเป็นว่าศักยภาพเรื่องการอยู่อาศัยในย่านนี้เรียกว่าเพียบพร้อม ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน สาธารณูปโภคต่างๆ ก็ครบครัน โรงเรียน โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ เอกชนล้วนแวดล้อมอยู่รอบตัวเลยทีเดียว สำหรับตัวโครงการ Noble เพลินจิต เป็นโครงการใหญ่ ประกอบไปด้วย 3 อาคารหลักซึ่งเป็นส่วนที่พักอาศัย และอีกหนึ่งอาคารทางด้านหน้าติดถนนเพลินจิตที่ทางโครงการจัดไว้เป็นศูนย์รวมร้านค้า ร้านอาหาร และเป็นจุดเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าด้วย ซึ่งในส่วนนี้ทางโครงการจะเป็นผู้ดูแลเอง จากโมเดลที่เราเห็นในสำนักงานขาย จะเห็นได้ว่าแต่ละอาคารก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป เริ่มตั้งแต่อาคาร A ซึ่งอยู่ทางด้านในสุดของโครงการ มีความสูงแค่ 14 ชั้น เป็นตึกที่เตี้ยที่สุดและแน่นอนว่าอยู่ในตำแหน่งที่ถูกอาคารรอบๆ บังวิวซะมิดเลย แต่กลับได้เปรียบในเรื่องอยู่ใกล้กับพื้นที่ส่วนกลางมากที่สุด ถัดมาเป็นอาคาร B ที่อยู่ตรงกลาง สูง 51 ชั้น ตึกนี้จะวางตัวในแนวทิศเหนือใต้ เท่าที่รู้มาห้องพักส่วนใหญ่ในอาคารนี้จึงถูกจับจองไปอย่างรวดเร็ว เพราะไหนจะได้เรื่องวิวที่ดีกว่าอาคาร A และอยู่ในทิศทางที่ไม่ร้อนแดด จึงไม่น่าแปลกใจถ้าห้องฝั่งทิศใต้จะถูกจองเต็มก่อนเพื่อน ในขณะที่อาคาร C ซึ่งอยู่ทางด้านหน้าโครงการ สูง 45 ชั้น กลับวางตัวในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก แน่นอนว่าอาจจะเสียเปรียบในเรื่องทิศทางห้องที่หันรับแดดแบบเต็มๆ แต่กลับได้เปรียบในเรื่องวิวมากกว่าเพราะถูกบังวิวน้อยกว่า และเดินเข้าจากทางหน้าโครงการใกล้กว่าด้วย ทางเชื่อมจากสถานี BTS เพลินจิต เข้าตัวโครงการที่ตึก D บนพื้นที่กว่า 9 ไร่ของโครงการ เราจะมีเพื่อนบ้านมากกว่า 1,400 ยูนิตเลยทีเดียว ถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะไม่ใช่เล่นเลยนะครับ พื้นที่ส่วนกลางหลักๆ แล้วจะอยู่ระหว่างอาคาร A และอาคาร​ B ซึ่งจะมีทั้ง สระว่ายน้ำ แยกสระเด็กกับจากุชชี่ไว้ต่างหาก ห้องออกกำลังกาย ห้องสตรีม สนามบาสเก็ตบอล และสวนหย่อม โดยพื้นที่สีเขียวนี่จะมีทั้งโซนด้านหน้า และสวนบนดาดฟ้าของอาคารด้วย คิดเป็นพื้นที่รวมก็ราวๆ 4 ไร่เห็นจะได้ ถ้าว่ากันตามตรงแล้วด้วยจำนวนยูนิตรวมมากกว่า 1,400 ยูนิต กับพื้นที่ส่วนกลางแค่นี้ ก็คงไม่น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานจริงซักเท่าไหร่ เช่นเดียวกับพื้นที่จอดรถของโครงการ ถึงแม้จะจัดมาให้มากถึง 70% แล้วก็ตาม แต่โครงการระดับนี้ที่ราคาค่าห้องทะลุ 10 ล้าน เรื่องที่จอดรถน่าจะต้องมีให้มากกว่านี้อีกหน่อย เพราะอย่างไรแล้วลูกบ้านแต่ละยูนิตก็น่าจะต้องมีรถส่วนตัวกันอยู่แล้ว เผลอๆ จะมีมากกว่ายูนิตละ 1 คันด้วยซ้ำไป ทีนี้ปัญหาเรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอก็อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้เหมือนกันนะครับ จุดเด่นหนึ่งของโครงการ Noble เพลินจิต ก็คือการชูเรื่อง Private Elevator ได้ยินเพียงแค่นี้ ความรู้สึก Elegant และ Exclusive ก็ผุดขึ้นในมโนภาพทันที แน่นอนล่ะครับมีใครไม่ชอบความรู้สึกพิเศษของการมีลิฟท์ส่วนตัวมาจอดถึงหน้าประตูห้องบ้าง ซึ่งทางโครงการออกแบบมาให้ห้องพักทุกห้องมีโถงลิฟท์หน้าห้อง โดยในหนึ่งชั้นจึงมีสองห้องที่ใช้ลิฟท์ร่วมกันนั่นเอง แต่ในทางกลับกัน ด้วยความที่ถูกออกแบบมาให้ลิฟท์มีลักษณะการใช้งานแบบส่วนตัว ดังนั้นเราจึงไม่มีผู้ร่วมโดยสารลิฟท์ตัวเดียวกันแน่นอน ซึ่งถ้าหากขณะนั้นมีลูกบ้านห้องอื่นๆ ใช้งานลิฟท์อยู่ เราก็ต้องรอจนลิฟท์ไปส่งถึงจุดหมายก่อน ค่อยวิ่งกลับมารับลูกบ้านห้องถัดไป นอกจากลิฟท์ส่วนตัวแล้ว ทางโครงการก็จัดลิฟท์โดยสารส่วนกลางไว้สำหรับแต่ละตึกด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็น่าจะเอาไว้ใช้สำหรับโดยสารไปยังชั้นที่เป็นส่วนกลางได้นั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมทั้งหมดของตัวโครงการที่เราเก็บข้อมูลมาจากการเยี่ยมชมในครั้งนี้ อาคาร A จะสูง 14 ชั้น เป็นห้องแบบ 1 ห้องนอนทั้งหมด ทุกห้องจะหันหน้าเข้าหาสระว่ายน้ำ โมเดลบริเวณสระว่ายน้ำที่อยู่ระหว่างตึก A กับตึก B อาคาร B จะเป็นอาคารที่สูงที่สุดคือ 51 ชั้น ห้องส่วนใหญ่หันไปทางทิศเหนือและใต้ โดยทิศเหนือวิวจะโล่ง ส่วนทิศใต้ส่วนใหญ่วิวจะติด Park Venture อาคาร C สูง 46 ชั้น ห้องส่วนใหญ่จะหันไปทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ทิศตะวันตกจะหันไปทางตึก Wave Place ส่วนทิศตะวันออกจะหันไปด้านทางด่วน ฝั่งนี้ข้อดีคือไม่มีตึกสูงบังวิว แต่ข้อเสียก็คือตอนเช้าก็จะได้รับแดดเต็มๆ พาชมห้องตัวอย่าง มาถึงในส่วนของห้องตัวอย่างของ Noble เพลินจิตกันบ้าง อย่างที่บอกไปแล้วว่าทางโครงการมีการปรับปรุง ตกแต่งห้องตัวอย่างใหม่ทั้งหมด ซึ่งเราได้มีโอกาสเข้าไปเก็บภาพห้องใหม่มาให้ชมกันด้วย โดยห้องตัวอย่างที่ทางโครงการจัดมาในครั้งนี้จะเป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน ซึ่งคอนเซปต์ยังคงเน้นความโมเดิร์น ดูโอ่โถงอยู่สบาย โดยเราขออธิบายภาพรวมของลักษณะห้องให้เห็นก่อนละกันครับ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย ค่อยตามไปดูในรูปประกอบอีกครั้งนะครับ เมื่อเราเปิดประตูห้องจากส่วนกลางเข้ามาจะเจอกับโถงลิฟท์ส่วนตัวก่อน ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้จะจัดแบ่งการใช้งานไว้ร่วมกับ ห้องเก็บคอมเพรสเซอร์แอร์ ตู้เก็บของ และชั้นเก็บรองเท้าที่ทางโครงการ Build-in มาให้เรียบร้อย หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมคอมเพรสเซอร์แอร์จึงเอามาแขวนไว้ด้านใน แทนที่จะเป็นด้านนอกตรงระเบียงเหมือนโครงการอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งเราเองก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกัน สอบถามกับพนักงานขายแล้วก็ได้ความว่า ทางโครงการเลือกใช้วิธีการระบายความร้อนด้วยน้ำเหมือนกับที่โรงแรมใหญ่ๆ เค้าใช้กัน ดังนั้นทั้งเรื่องความร้อนและเรื่องเสียงดังรบกวนจึงหมดห่วงกันไปได้ ด้านล่างของห้องเก็บคอมเพรสเซอร์ทางโครงการใช้เป็นที่วางเครื่องซักผ้าฝาหน้า แต่เวลาใช้งานจริงๆ อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ถัดจากโถงลิฟท์เข้าไป จะมีประตูห้องอีกชั้น เปิดเข้าไปยังพื้นที่ห้องจริงๆ ซักที เข้ามาปุ๊ปก็จะเจอพื้นที่ครัว ซึ่งจัดการ Build-in ไว้ให้แล้วทั้งหมด และเห็นว่าปรับเปลี่ยนตรงส่วนของตู้เย็นให้ Build-in ซ่อนไว้หลังตู้ทั้งหมด ดูแล้วก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดีทีเดียว ส่วนเครื่องครัวทั้งหมดจะได้ตามที่เห็นในห้องตัวอย่าง หรือเทียบเท่า ซึ่งก็ให้มาทั้งเตาไฟฟ้า ตัวดูดควัน และเตาไมโครเวฟ พร้อมใช้งานกันเลย ถัดเข้ามาก็จะเป็นส่วนของ Living Area และห้องนอน โดยทางโครงการมีให้เลือกระหว่างห้องแบบที่ใช้บานสไลด์กันห้องนอน กับห้องที่กันห้องนอนแยกไว้เป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะถูกใจห้องแบบไหนมากกว่ากัน แต่โดยภาพรวมแล้ว ห้องสองแบบนี้ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพียงแต่ให้ความรู้สึกในการอยู่อาศัยที่ต่างกันออกไปเท่านั้นเอง ฝ้าเพดานภายในห้องสูงเกือบ 2.7 เมตรนะครับ ทุกห้องเป็นแอร์แบบฝังฝ้าเพดาน อะไรที่เราเห็นในห้องตัวอย่างแบบใหม่นี้ มันจะเป็นสิ่งที่เราจะได้มาพร้อมห้องทั้งหมดนะครับ ทางโครงการมีการปรับโปรโมชั่นใหม่ จัดกันมาอย่างจุใจ โดยจะขายกันมาพร้อมเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ตกแต่งเสร็จพร้อมเข้าอยู่ โต๊ะ ตู้ เตียง เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าเป๊ะทุกชิ้น ขาดแค่ของตกแต่งห้องสวยๆ งาม แล้วก็ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวแค่นั้นเอง เรามาดูแบบแรกกันก่อนนะครับ จะเป็นห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 46.80 ตารางเมตร ลิฟท์ส่วนตัวของแต่ละห้องจะเปิดได้ 2 ด้านนะครับ เท่ากับว่าลิฟท์ 1 ตัวจะใช้ร่วมกัน 2 ห้องในแนวราบ ออกจากลิฟท์มาจะมีโถงเล็กๆ โถงตรงนี้จะเป็นสำหรับวางเครื่องซักผ้า แต่ต้องใช้แบบฝาหน้านะครับ ส่วนด้านบนจะเป็นจุดวางคอมเพรสเซอร์แอร์ ถัดมาจะเป็นตู้ 2 ตอน ด้านล่างจะเป็นตู้เก็บรองเท้า ออกจากลิฟท์มาก็ถอดรองเท้าเก็บใส่ตู้ได้เลย ด้านบนจะเป็นตู้เก็บของทั่วไป คราวนี้เราเข้าไปดูด้านในกันต่อเลยดีกว่า เข้ามาในห้องก็จะเป็นส่วนของครัว และโต๊ะทานอาหารก่อนเลยครับ เคาน์เตอร์ครัวขนาดจะกระทัดรัดประมาณนี้นะครับ ซิงค์ล้างจานแบบฝังของ Mex เตาไฟฟ้า 2 หัวของ smeg มาพร้อมฮูดดูดควันยี่ห้อเดียวกัน โต๊ะทานอาหารจะมีที่นั่งทั้งแบบยาวติดกับผนังและเก้าอีกแยกอีกต่างหาก ข้างๆ กับเคาน์เตอร์ครัวจะมีตู้เก็บของเล็กๆ Built in ไว้ติดกับผนัง ถัดเข้าไปด้านในจะเป็นส่วนของห้องนอน ระหว่างห้องนอนกับห้องครัวจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน ภายในห้องนอนเหมือนจะรวมห้องนั่งเล่นไว้ด้วยนะครับ เพราะพื้นที่ปลายเตียงจะวางทีวีและโซฟาไว้ด้วย แต่ระยะห่างค่อนข้างจะแคบไปสักหน่อย ถ้าจะวางทีวีจอใหญ่ๆ คงต้องนั่งดูอยู่บนที่นอนถึงจะได้ระยะครับ ถ้านั่งที่โซฟาอาจจะใกล้เกินไป โซฟาที่ได้จะประมาณนี้ครับ เป็นโซฟาขนาด 3 ที่นั่ง ชั้นวางทีวีเล็กๆ แต่ถ้าใช้ทีวีแบบแขวนผนังจะได้พื้นที่วางของเพิ่มขึ้นอีก ขยับขึ้นมาดูที่เตียงนอน สามารถวางเตียงขนาด 5-6 ฟุตได้ตามใจชอบเลยครับ แต่ถ้าวางเตียง 5 ฟุต จะดูไม่อึดอัดเท่าไหร่ มีพื้นที่ข้างเตียงเหลือให้วางโต๊ะข้างหรือโคมไฟได้อีก แอร์จะเป็นแบบฝังฝ้านะครับ หันเข้าหาเตียงแบบนี้ ห้องน้ำจะอยู่ข้างๆ เตียงแบบนี้เลย การจัดวางสุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำก็ประมาณนี้ครับ กระจกส่องหน้าจะได้บานยาวเต็มพื้นที่คู่กับเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า ที่กระจกส่องหน้าทั้ง 2 ฝั่งสามารถเปิดได้แบบนี้นะครับ จะเป็นช่องไว้สำหรับเก็บของเล็กๆ อยู่ทั้ง 2 ด้าน อ่างล้างหน้าจะใช้ของ Kohler จะเป็นเคาน์เตอร์ยาว ทำให้มีที่วางของได้เยอะดีครับ ใต้อ่างล้างหน้ามีช่องเก็บของให้อีกต่างหาก โถสุขภัณฑ์จะวางอยู่ข้างเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า ใช้สุขภัณฑ์ของ Kohler เหมือนกันครับ อีกด้านจะเป็นตู้เสื้อผ้า Built in ฝังผนังอยู่ในห้องน้ำให้เลยนะครับ ตู้จะเป็นบานเปิดแบบนี้นะครับ จะได้ 2 ตู้ ด้านในสุดของห้องน้ำจะเป็น Shower Box กั้นด้วยกระจกเทมเปอร์ ชุดฝักบัว จะมี Rain Shower ให้ด้วย ขนาดของ Shower Box อาจจะพอดีตัวอยู่สักหน่อยนะครับ แต่ก็ไม่ถือว่าเล็กจนดูอึดอัด ออกมาดูที่อีกฝั่งของเตียง จะเป็นระเบียงที่ยาวตลอดแนวของห้อง ระเบียงจะใช้ประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน สำหรับเปิดปิด จะเป็นออกจะเป็น 3 บล็อคนะครับ เราออกมาดูด้านนอก ขนาดของระเบียงจะเป็นระเบียงเล็กๆ แบบนี้นะครับ อาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่สักเท่าไหร่ ระเบียงจะถูกกั้นด้วยแผงคอนกรีตแบบนี้นะครับ เพื่อความสวยงามของโครงสร้างด้านนอก ส่วนอีกห้องจะเป็นแบบ 1 ห้องนอนเหมือนกันครับ แต่ขนาดจะใหญ่ขึ้นมาหน่อยประมาณ 58 ตารางเมตร หน้าตาภายใน Private Lift ของแต่ล่ะห้อง จะมีประตูเข้าออก 2 ด้าน ใช้ร่วมกัน 2 ห้อง ออกมาจากลิฟท์แล้วก็จะเจอโถงเล็กๆ เหมือนห้องก่อนหน้านี้นะครับ มีตู้เก็บเครื่องซักผ้าและคอมเพรสเซอร์แอร์ เหมือนกัน ข้างๆ กันก็เป็นตู้เก็บของ เก็บรองเท้า เข้ามาดูในห้องกันต่อเลยครับ เข้ามาแล้วจะเจอส่วนของครัวก่อนเลยครับ ข้างๆ เคาน์เตอร์ครัวจะมีตู้เย็น Built in ฝังผนังไว้ให้ด้วยนะครับ ด้านบนเป็นตู้ลอยเก็บของ เตาไฟฟ้าเซรามิค 2 หัว ของ smeg ฮูดดูดควันก็ของ smeg เหมือนกันนะครับ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูด้วย ^_^ ใต้ซิ้งค์ล้างจานจะตู้เก็บของและถังขยะเล็กๆ ถัดมาจะเป็นลิ้นชัก 3 ชั้น สำหรับเก็บจาน ชาม ช้อน ส้อม ช่องวางไมโครเวฟจะอยู่ติดกับลิ้นชัก ฝั่งตรงข้ามกับส่วนครัวจะเป็นมุมโต๊ะทานอาหาร ขนาด 4 ท่าน ที่ผนัง Built in เป็นตู้โชว์ ทำให้ดูโปร่งขึ้นเยอะเลยครับ ต่อจากโต๊ะทานอาหาร เดี๋ยวเราไปดูที่ Living Area กันต่อ ส่วน Living Area ที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่าห้องเมื่อกี้พอสมควร ระยะห่างระหว่างทีวีกับโซฟาจึงได้ระยะมากขึ้น สามารถวางทีวีจอใหญ่ได้ตามใจเลยครับ สามารถวางโซฟาตัวยาว และเก้าอี้ อาร์มแชร์อีก 2 ตัวได้สบายๆ ส่วนชั้นวางทีวี Built in มาให้พร้อมกับตู้โชว์ ระเบียงเล็กๆ อยู่ติดกับส่วน Living Area ระเบียงจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน ที่ระเบียงจะดรอปพื้นลงมาอีกนิดหน่อยนะครับ ขยับเข้ามาดูกันต่อที่ห้องนอน ห้องนอนสามารถวางเตียง 5-6 ฟุตได้ตามใจชอบเลยครับ ปลายเตียง Built in เป็นชั้นวางทีวี พร้อมกับตู้บานโปร่งแสง ภายในห้องนอนก็จะมีระเบียงเล็กๆ ให้อีก 2 ช่อง ส่วนอีกด้านของห้องนอนจะเป็นห้องน้ำ ที่หน้าห้องน้ำจะมีตู้เสื้อผ้าให้ก่อน 1 ตู้ การจัดวางสุขภัณฑ์ในห้องน้ำจะคล้ายๆ กับห้อง Type แรกเลยนะครับ เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าแนวยาว ตัวท็อปเป็นหินแกรนิต ตู้เก็บของใต้อ่างล่างหน้า ที่กระจกส่องหน้ามีตู้เก็บของเล็กๆ ซ่อนอยู่เหมือนกัน ฝั่งตรงข้ามจะมีตู้เสื้อผ้าให้อีก 1 ตู้ Shower Box จะอยู่ติดกับตู้เสื้อผ้า ใน Shower Box จะดรอปพื้นลงมานิดหน่อยนะครับ เพื่อไม่ให้น้ำไหลออกไปส่วนอื่น ชุดฝักบัวและ Rain Shower ส่วนโถสุขภัณฑ์จะหลบเข้ามาอยู่ด้านในต่อจาก Shower Box ว่ากันมาด้วยเรื่องจุดเด่นของห้องแล้วก็ขอเอ่ยถึงข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆที่สะดุดความรู้สึกเราซักหน่อยดีกว่า ซึ่งก็คือ “ระเบียง” ในแต่ละห้องทางโครงการมีระเบียงมาให้นะครับ แต่พื้นที่ระเบียงกว้างแค่ 60 เซนติเมตรเท่านั้น แถมยังไม่สามารถเปิดได้เต็มหน้ากว้างห้องอีก เนื่องจากติดที่โครงสร้างของตัวอาคารที่เป็นโครงเหล็กจากด้านนอก ทำให้ระเบียงที่ได้มาทั้งเล็กและแคบ อาจจะใช้งานลำบากหน่อยไม่ว่าจะตากผ้า หรือปลูกต้นไม้ก็มีพื้นที่จำกัดมากครับ แต่ถ้าจะออกไปยืนชมวิว รับลมเย็นๆ ก็พอไหวอยู่นะ ถ้าบ้านไหนต้องซักผ้าทีละเยอะๆ อาจจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่ในการตากผ้ากันหน่อย ซึ่งก็พอจะแก้ไขได้ด้วยการซื้อเครื่องอบผ้ามาใช้อีกซักตัว หรือส่งเสื้อผ้าไปร้านซักรีดเลยก็สะดวกดีนะครับ นอกเหนือจากนี้ในส่วนอื่นๆ ก็ถือว่าออกแบบมาได้ดีทีเดียวเลย ส่วนใครจะถูกใจห้องแบบไหนมากกว่ากัน หรืออยากได้ห้องใหญ่ที่เป็นแบบห้อง combine ก็ลองเข้าไปเยี่ยมชมที่สำนักงานขายกันดูครับ ยังไงซะสิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็น การได้เห็นห้องด้วยตาตัวเองก็ย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ จริงมั้ยครับ
RHYTHM สุขุมวิท 44/1 : รีวิวคอนโด

RHYTHM สุขุมวิท 44/1 : รีวิวคอนโด

โครงการ: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้น 4,800,000 บาท บาท/ตารางเมตร 136,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด จุดเด่น คอนโด High Rise สูง 34 ชั้น จาก AP ใกล้ BTS พระโขนง จุดด้อย – โปรโมชั่น - ปีที่สร้างเสร็จ สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ที่ตั้ง: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด 3 – 0 – 75 ไร่ ที่ตั้ง ถนนสุขุมวิท 44/1 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.715393,100.590497 ระบบขนส่งสาธารณะ BTS พระโขนง สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS พระโขนง Gateway เอกมัย Major เอกมัย Tesco Lotus Big C มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล้วยน้ำไท โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ลักษณะโครงการ: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี 1 Bedroom 2 Bedroom Duplex (1 Bedroom ) ขนาดห้องที่มี 1 Bedroom 35.20 – 55.20 ตารางเมตร 2 Bedroom 50.70 – 52.20 ตารางเมตร Duplex (1 Bedroom ) 55.20 ตารางเมตร จำนวนตึก 1 อาคาร จำนวนชั้น 34 ชั้น จำนวนห้อง 486 ยูนิต ส่วนกลาง: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด ประมาณ 270 คันในช่องจอด หรือ 55.55 % ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 45 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 500 บาท สาธารณูปโภค สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ซาวน่า ที่นั่ง+ลานโยคะ บนดาดฟ้า สวนส่วนกลาง ระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด ตลอด 24 ชั่วโมง   เพิ่มเติม: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 1623 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.apthai.com/ ข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557
NOBLE RE:D : รีวิวคอนโด

NOBLE RE:D : รีวิวคอนโด

โครงการ: NOBLE RE:D (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้นประมาณ 6,100,000 บาท บาท/ตารางเมตร ประมาณ 135,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จุดเด่น คอนโด High Rise สูง 23 ชั้น จาก Noble Development ใกล้รถไฟฟ้า BTS อารีย์ จุดด้อย – โปรโมชั่น - ปีที่สร้างเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ ที่ตั้ง: NOBLE RE:D (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 1 - 3 - 48 ไร่ ที่ตั้ง ซอยอารีย์ 1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.780238,100.54375 ระบบขนส่งสาธารณะ BTS อารีย์ สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS สถานีอารีย์ La Villa อารีย์ บิ๊กซี สะพานควาย สวนจตุจักร เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ลักษณะโครงการ: NOBLE RE:D (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี Studio 1 Bedroom 2 Bedrooms ขนาดห้องที่มี Studio ขนาด 32 ตารางเมตร 1 Bedroom ขนาด 34 – 57 ตารางเมตร 2 Bedrooms ขนาด 66 – 69 ตารางเมตร จำนวนตึก 1 อาคาร จำนวนชั้น 23 ชั้น จำนวนห้อง 272 ยูนิต ส่วนกลาง: NOBLE RE:D (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด 164 คัน คิดเป็น 60% (ไม่รวมจอดซ้อนคัน) ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 50 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 600 บาท สาธารณูปโภค สระว่ายน้ำ ระบบเกลือ ที่ชั้น 5 ห้องออกกำลังกาย ที่ชั้น 5 สวนหย่อมรอบโครงการ และบนดาดฟ้า ลิฟท์โดยสาร 2 ตัว อัตราส่วนลิฟท์โดยสาร 1:136 Service Lift 1 ตัว ที่จอดรถในช่องจอดไม่นับจอดซ้อนคัน 164 คัน คิดเป็น 60% ระบบ CCTV / Access Card / Proxy Lift   เพิ่มเติม: NOBLE RE:D (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 02-251-9955 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.noblehome.com/condominium/red/th/home ข้อมูล ณ วันที่
Centric อารีย์ : รีวิวคอนโด

Centric อารีย์ : รีวิวคอนโด

ขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาที่สถานีอารีย์ แล้วเข้ามาทางซอยอารีย์ 1 ค่อนไปทางซอยราชครู จะเจอโครงการ Centric คอนโคในเครือ SC Asset บนพื้นที่ทั้งหมดแบ่งเป็น 2 อาคาร ตึกแรกเป็นคอนโด High Rise สูง 30 ชั้น ส่วนตึก Low Rise อยู่ติดทางด้านฝั่งซอยราชครู สูง 8 ชั้น ทั้งสองอาคารถูกออกแบบให้ล้อมรอบต้นก้ามปูเก่าบนที่ดินไว้ ทำให้ตรงนี้เป็น Landmark สำคัญของโครงการเลยก็ว่าได้ ในเรื่องทำเลที่ตั้งนั้นต้องบอกว่า ในย่านอารีย์นี้เป็นแหล่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินในอันดับต้นๆ ของกรุงเทพเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่เช้ายันค่ำรับรองว่าท้องไม่หิวแน่ๆ เริ่มกันตั้งแต่ปากซอยอารีย์ซึ่งมีร้านรวงขายอาหารแทบจะทุกประเภท รวมถึง Community Mall อย่าง La Villa ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอีก ก็มีทั้งร้านอาหารดังและซุปเปอร์มาเก็ต ประกอบกับในย่านนี้พรั่งพร้อมไปด้วยอาคารสำนักงานที่ช่วงกลางวันก็มีพนักงานออฟฟิศพลุกพล่านใช้ได้ จึงรับประกันได้ว่าของกินของใช้พื้นฐานสามารถซื้อหาได้ไม่ยากแน่นอน ในส่วนของการเดินทางมายังโครงการ Centric อารีย์นั้น ที่สะดวกที่สุดก็น่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ซึ่งสามารถเลือกเดินเข้ามาทางซอยราชครู (ซอยพหลโยธิน 5) ด้วยระยะทางเพียง 400 เมตรโดยประมาณ หรือเดินเข้าทางซอยอารีย์ก็มีระยะทางเกือบๆ 600 เมตร อาจจะไกลกว่าหน่อย แต่ถ้าคิดว่าเดินไปแวะซื้อของริมทางไปก็คงจะเพลินเหมือนกัน ถ้าขี้เกียจเดินก็สามารถใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ปากซอยอารีย์ได้ ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ต้องเข้าจากทางซอยอารีย์เท่านั้น เพราะถนนหน้าโครงการซึ่งก็คือถนนในซอยอารีย์ 1 เป็นถนน One Way แคบๆ ข้อนี้เลยกลายเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งสำหรับคนใช้รถส่วนตัว ทำให้มีเส้นทางหลีกเลี่ยงปัญหารถติดน้อยหน่อย ถ้าไม่ออกมาทางถนนพหลโยธิน ในซอยสามารถลัดเลาะไปออกถนนพระราม 6 และขึ้นทางด่วนอนุสาวรีย์ได้เช่นกัน เดินทางมาโดยทางด่วนจากแจ้งวัฒนะ ให้วิ่งไปทาง บางนา ดาวคะนอง ไปทางบางนา ดาวคะนอง ไปทางพหลโยธิน ลงทางด่วนทางพหลโยธิน เลี้ยวไปตามทางออกถนนพหลโยธิน วิ่งไปเรื่อยๆผ่านสถาณีรถไฟฟ้า BTS สนามเป้า ผ่านซอย ราชครู มาถึงสถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ให้ขับเลยไปก่อน เลี้ยวเข้าถนนอารีย์ ให้เลี้ยวเข้าซอยแรก ซอยอารีย์ 1 ขับไปเรื่อยๆจะเจอ Centric อารีย์ อยู่ทางซ้าย สำหรับห้องพักนั้น ราคาเริ่มต้นตอนนี้โดดขึ้นไปอยู่ในระดับ 4 ล้านต้นๆ แล้ว ซึ่งจัดว่าเป็นราคาที่สูงมากสำหรับทำเลในย่านนี้ จากห้องตัวอย่างที่มีให้ชมจะเป็นห้องขนาด33 ตรม. แบบ 1 ห้องนอน ซึ่งมีการจัดวาง Lay out ห้องมาใช้ได้เลยทีเดียว ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นมีการจัดสรรพื้นที่ไว้อย่างเป็นสัดส่วน และยังมีห้องครัวแบบปิดอยู่ด้านในสุด ซึ่งมีพื้นที่กว้างพอที่จะไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดเกินไป อีกทั้งยังมีหน้าด้านแบบบ้านกระทุ้งเปิดระบายอากาศได้ เสียแต่ห้องแบบนี้ไม่มีระเบียง ทางโครงการเลยออกแบบให้กำแพงด้านหนึ่งของห้องครัวสามารถเปิดออกไปยังส่วนที่ใช้แขวนคอมเพรสเซอร์แอร์ได้ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้นี่เองที่มีการติดตั้งราวตากผ้าเล็กๆ ไว้สำหรับตากผ้า แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันไม่พอใช้ในชีวิตจริงหรอกครับ ส่วนห้องตัวอย่างอีกห้องเป็นแบบ 2 ห้องนอน ขนาดประมาณ 55 ตรม. โดยจะเป็นห้องในลักษณะหน้ากว้าง เปิดเข้ามาจะเจอพื้นส่วนนั่งเล่นติดกับระเบียงเล็กๆ มีมุมวางโต๊ะกินข้าวเล็กๆ อยู่ตรงประตูทางเข้า ถัดเข้ามาค่อยเป็นห้องครัวมีประตูกระจกบานเลื่อน และมีห้องนอนอีก 2 ห้องอยู่ด้านในสุด โดยที่แต่ละห้องมีห้องน้ำในตัวเรียบร้อย ห้องแบบนี้เหมาะสำหรับครอบครัวเล็กๆ อยู่กันได้สบายๆ ห้องทุกแบบขายกันมาแบบ Fully Furnished นะครับ ชิ้นไหนที่ไม่ได้รวมอยู่ในรายการก็จะมีแปะป้ายบอกไว้ชัดเจน ส่วนชิ้นที่ให้มาพร้อมห้องก็จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ Built-in สีขาวซะเป็นส่วนใหญ่ เรื่องสุขภัณฑ์ในห้องน้ำก็เป็นยี่ห้อมาตรฐานครับ แต่หน้าตาสุขภัณฑ์ที่เลือกมาดูไม่สมราคาห้องเท่าไหร่เลย ห้องตัวอย่างแบบ 1 ห้องนอนครับ ประตูทางเข้าห้องเป็นคันจับสแตนเลสธรรมดา ไม่ได้ใช้ระบบดิจิตอลล็อค เปิดเข้าห้องมาก็เป็นโซนนั่งเล่นก่อนเลย หลังประตูมีชั้นวางของและชั้นวางทีวี Built in มาพร้อมห้อง ห้องนั่งเล่นตกแต่งเสร็จ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้แถมมากับห้องจะมีป้ายกำกับไว้ พื้นที่ของห้องครัว มีหน้าต่างบานกระทุ้งช่วยระบายอากาศ ห้องครัว Built in มาแล้วทั้งตู้เก็บของด้านบนและด้านล่าง ชุดเตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันของ Teka ซิงค์ล้างจานเป็นแบบฝังยี่ห้อ Teka เช่นกัน ปลั๊กไฟสามขายี่ห้อ Siement ห้องครัวเป็นแบบครัวปิด มีประตูบานเลื่อนติดตั้งมาเรียบร้อย ประตูกระจกบานเลื่อน รางและวงกบเป็นอลูมิเนียมสีขาว ห้องนอนขนาดค่อนข้างกระทัดรัด วางเตียง 5 ฟุตก็เกือบเต็มห้องแล้ว หน้าต่างห้องนอนเป็นกระจกสูงเกือบเต็มผนัง พร้อมหน้าต่างบานกระทุ้ง พื้นที่หัวเตียงกว้างพอจะวางตู้เสื้อผ้าได้ และห้องน้ำก็อยู่ในห้องนอนด้วย เครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Daikin ที่แถมมาพร้อมห้อง โซนอาบน้ำให้เป็นตู้กระจกบานเลื่อนเข้ามุม ชุดอ่างล้างหน้าและก๊อกน้ำเป็นของ cotto โถสุขภัณฑ์พร้อมสายฉีดชำระเรียบร้อย ก๊อกน้ำในห้องอาบน้ำ ชุดฝักบัวอาบน้ำ ธรณีประตูห้องน้ำก่อมาให้สูงพอสมควรเลย เวลาเดินควรระวังจะสะดุด ห้องตัวอย่างแบบ 2 ห้องนอน เปิดเข้าห้องมาจะเห็นบริเวณห้องนั่งเล่นอยู่ติดกับระเบียง ด้านซ้ายมือวางโต๊ะกินข้าวชุด 4 ที่นั่งได้สบายๆ ชุดโซฟาวางไว้ริมประตูระเบียง เปิดรับวิวเขียวๆ จากนอกห้องได้ดี มองจากระเบียงกลับไปจะเห็นพื้นที่มุมกินข้าวได้ชัดขึ้น ห้องครัวเหมือนกับห้องอื่นๆ ห้องครัวเป็นแบบปิด มีประตูกระจกบานเลื่อนช่วยป้องกันกลิ่น ซิงค์ล้างจานแบบฝังเหมือนห้องแบบอื่นๆ ชุดเตาไฟฟ้าพร้อมเครื่องดูดควันตามมาตรฐาน ลางเลื่อนประตูห้องครัวเป็นอลูมิเนียมสีขาว บานประตูด้านในสุดของห้องครัว เปิดไปจะเจอราวตากผ้า ซึ่งทางโครงการจัดพื้นที่มาได้ดี มองจากห้องนอนใหญ่ไปจะเห็นบริเวณทางเดินหน้าห้องแบบนี้ ห้องนอนเล็กขนาดค่อนข้างกระทัดรัด หรือจะปรับเปลี่ยนฟังค์ชั่นห้องไว้ใช้ประโยชน์อื่นๆ ก็ได้ ห้องน้ำแบ่งพื้นที่ห้องอาบน้ำไว้ด้วยประตูบานเลื่อน อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ เหมือนกันทั้ง 2 ห้องเล็ก ห้องใหญ่ ชุดโถสุขภัณฑ์หน้าตาแบบนี้ครับ ธรณีห้องน้ำช่วยกั้นพื้นที่ห้องน้ำและระวังไม่ให้พื้นลามิเนตชื้นและบวม หน้าตาสวิตช์ไฟในห้อง หน้าห้องนอนเล็ก มีพื้นที่สำหรับห้องเก็บของ ซึ่งสามารถวางเครื่องซักผ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ภายใน ภาพนี้จะช่วยให้เห็นจุดเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น ห้องนอนใหญ่วางเตียง 5 ฟุตแล้วเหลือพื้นที่ไม่มากนัก ในห้อง Built in ตู้เสื้อผ้ามาให้ และกำแพงด้านขวามือเป็นพื้นที่ของห้องน้ำ ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ เรื่องของ Facility ส่วนกลางนั้น ทางโครงการจัดเตรียมไว้ ก็เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนหย่อม ห้องสมุด Key Card รักษาความปลอดภัย และรถ Shutter Bus รับส่งไปยังสถานีรถไฟฟ้า Facility ทั้งหมดมีรวมอยู่ที่อาคารสูง ซึ่งลูกบ้านของทั้ง 2 อาคารต้องมาใช้รวมกันที่นี่ครับ ส่วนเรื่องที่จอดรถนั้นทั้งโครงการมีที่จอดรถคิดเป็น 45% หรือ 235 คัน โดยยังไม่นับรวมการจอดแบบซ้อนคัน ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงแล้วกับจำนวนห้องทั้งหมด 516 ห้อง นั้นรับรองว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการแน่ๆ เพราะลูกบ้านที่ซื้อคอนโดในราคาระดับนี้ เชื่อว่ามีรถกันเกือบทุกห้องแน่ๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นปัญหาใหญ่อยู่พอสมควรในอนาคต นอกจากนี้ในเรื่องของพื้นที่รอบๆ โครงการนั้นมีคอนโดโครงการอื่นๆ ขึ้นอยู่รายล้อมเกือบรอบด้าน ทำให้บังวิวกันมากพอสมควร จะมีก็แต่ฝั่งทางซอยราชครู และด้านหลังโครงการเท่านั้นที่ยังเป็นบ้านพักอาศัยเดิมจึงไม่ค่อยมีปัญหาตึกบังทิศทางแดดและลม แต่จะได้วิวเป็นรถไฟฟ้าแทน วิวแต่ละห้องต้องเลือกกันดีๆ ยิ่งโครงการยังสร้างไม่เสร็จคงต้องอาศัยการจินตนาการ ลองสังเกตุตึกรอบๆ เยอะๆ จะได้พอนึกภาพออกครับ ด้วยราคาต่อตารางเมตรที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 140,000 บาทแล้วในตอนนี้ ทำให้ราคาห้องของ Centric อารีย์ จับต้องยากซักหน่อยสำหรับคนทำงานออฟฟิศทั่วไป และถ้าลองเทียบกับวัสดุต่างๆ ดูไม่ค่อยจะคุ้มค่าคุ้มราคาเท่าที่ควร หน้าตาสุขภัณฑ์ก็น่าจะเลือกเกรดได้ดีและสวยงามกว่านี้อีก จากที่เห็นเลยกลายเป็นว่าราคาห้องของ Centric ดูจะแซงหน้าโครงการอื่นๆ ในย่านเดียวกันไปซักหน่อย ถึงแม้คอนโดในย่านซอยอารีย์จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วก็ตาม ถ้าจะหวังว่าราคาจะดีดตัวขึ้นสูงไปอีกในเร็ววันนี้คงจะยากหน่อยครับ