Tag : Review

552 ผลลัพธ์
My Story ลาดพร้าว 71 : รีวิวคอนโด

My Story ลาดพร้าว 71 : รีวิวคอนโด

สำหรับที่ดินของโครงการมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 8 ไร่ ติดกับถนนนาคนิวาสเลย ไม่ต้องเลี้ยวเข้าซอยอีกแล้วครับ พื้นที่ทั้งหมดจัดสรรเป็นอาคารที่พักอาศัยจำนวน 4 อาคาร คือ Tower A, B, C และ D โดยอาคารทั้งหมดนี้โอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางไว้มิดชิด ทั้งสระว่ายน้ำ 2 สระ ห้องออกกำลังกาย และสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนขนาดใหญ่ที่ยกระดับขึ้นมา และจัดสรรพื้นที่ด้านล่างให้เป็นที่จอดรถ รวมถึงมีถนนรอบโครงการ โดยที่บริเวณรอบๆ นี้ก็มีที่จอดรถกลางแจ้งให้ด้วยเช่นกัน นับรวมแล้วก็พื้นที่ทั้งหมดสามารถรองรับปริมาณการจอดรถได้ถึง 40% (นับรวมจอดซ้อนคัน)  โซนด้านหน้าเป็นอาคาร A และ C เข้าออกได้สะดวกเพราะอยู่ใกล้ทางเข้าออกหลักของโครงการ ส่วนโซนด้านหลังจะเป็นอาคาร B และ D โดย 2 อาคารนี้จะได้เปรียบเรื่องใกล้ที่จอดรถในร่มมากกว่าหน่อยครับ ในขณะที่ทิศทางของห้องพักส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ตามลักษณะของที่ดิน ห้องฝั่งด้านในจะได้วิวพื้นที่ส่วนกลางของโครงการเป็นหลักนะครับ แต่ก็อาจมีเสียงรบกวนจากผู้คนที่มาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ส่วนห้องฝั่งด้านนอกก็จะได้เปรียบเรื่องวิวที่กว้างกว่า เพราะปัจจุบันที่ดินรอบโครงการยังเป็นที่ดินว่างและบ้านพักอาศัย 2-3 ชั้นเท่านั้นครับ ในแต่ละอาคารจะมีลิฟท์โดยสารให้ 2 ตัว ซึ่งก็ถือว่าพอใช้งานได้สบายๆ สำหรับคอนโด Low Rise แบบนี้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ร้านค้าในบริเวณใต้อาคาร A และ C ให้ด้วย ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ทางโครงการจัดแบ่งขายขาดเช่นเดียวกับการขายห้องพักเลยนะครับ ดังนั้นจึงยังไม่รู้ว่าจะมีร้านค้าอะไรบ้างในอนาคต   เรื่องการออกแบบอาคารถือว่ามีรายละเอียด และลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ แทรกอยู่ในหลายๆ จุด ทำให้รูปลักษณ์ของอาคารดูทันสมัยมากขึ้น ทั้งการใช้กรอบสี่เหลี่ยมมาประดับตัวอาคาร หรือลูกเล่นเรื่องเหลี่ยมมุมที่สอดรับกันเป็นอย่างดีตามคอนเซปต์โครงการ อาคารทั้งหมดจึงดูเหมือนแฝด 4 ที่แอบมีจุดเด่นเล็กๆ เป็นของตัวเองนั่นเอง   แบบจำลองตัวโครงการ Master Plan จะเป็นอาคาร Low Rise สูง 8 ชั้น 4 อาคาร ล้อมรอบสระว่ายน้ำและสวนส่วนกลาง พื้นที่ตรงกลางโครงการจะเป็นสระว่ายน้ำ 2 สระ และสวนสีเขียว ภาพกราฟฟิคสระว่ายน้ำ 2 สระ ที่อยู่หน้าอาคาร A และ อาคาร C ชั้น 1 ที่อาคาร A และ C ส่วนที่ติดกับสระว่ายน้ำจะเป็นห้องพัก ส่วนด้านหลังจะเป็นที่จอดรถ แต่อาคาร B และ D จะเป็นที่จอดรถทั้งหมด ด้านหน้าโครงการ ทางเข้าอาคาร A และอาคาร C จะเป็น Lobby และร้านค้า ส่วนของห้องพักอาศัยจะเริ่มจากชั้น 2 ขึ้นไป เฉลี่ยอยู่ประมาณ 22-23 ยูนิตต่อชั้น   พาชมห้องตัวอย่าง   มาถึงห้องตัวอย่างกันบ้าง ทางโครงการจัดเตรียมห้องตัวอย่างเอาไว้ให้ชม 2 แบบครับ โดยเป็นห้องแบบ 1 Bed Room เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ขนาดพื้นที่ห้องและ Lay out ของห้อง ซึ่งก็ให้อารมณ์ของการใช้สอยที่ต่างกันออกไป   เริ่มห้องแรกที่ขนาดพื้นที่ 28.56 ตร.ม. Type B เปิดประตูเข้ามาก็เจอมุมห้องครัวก่อนเลยครับ ทั้งเคาน์เตอร์ ตู้เก็บของทุกอย่าง Built-in มาให้เสร็จสรรพ พร้อมทั้งเตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน และอ่างล้างจานด้วย ส่วนตู้เย็นนี่หันกลับไปวางไว้ฝั่งตรงข้าม เวลาใช้งานจริงคงต้องหันไปหันมา อาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ถัดเข้าไปเป็น Living Area ติดกับระเบียง พื้นที่ตรงนี้ขนาดกำลังพอดี วางโซฟาเข้าไปแล้วก็ยังเหลือพื้นที่ให้เดินเข้าออกระเบียงกว้างอยู่พอสมควรครับ อีกด้านหนึ่งเป็นโซนของห้องนอน ประตูทางเข้าห้องนอนอยู่ด้านเดียวกันกับชั้นวางทีวี พื้นที่ในห้องนอนก็กระทัดรัดดีครับ ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์จนครบแล้วก็เหลือพื้นที่ว่างให้เดินอีกนิดหน่อยเท่านั้น ในห้องมีตู้เสื้อผ้า Built-in มาให้ด้วย วางไว้ตรงหน้าทางเข้าห้องน้ำพอดี พื้นที่ตรงนี้จึงใช้เป็นมุมแต่งตัวได้เลย ภายในห้องน้ำจัดแยกส่วนแห้งส่วนเปียกไว้เรียบร้อยด้วย Shower Box พร้อมสุขภัณฑ์ตามมาตรฐาน ถือว่าจัดมาให้สมน้ำสมเนื้อทีเดียวครับ สำหรับห้อง Type B นี้ขนาดของห้องตัวอย่างเป็นแค่ขนาดเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ ยังมีขนาดอื่นแต่เป็น Lay out เดียวกันให้เลือกด้วย แปลนห้อง ขนาด 28.56 ตารางเมตร เมื่อเข้ามาในห้องจะเจอกับส่วนครัว ที่อยู่หน้าห้องก่อนเลยนะครับ ด้านซ้ายมือจะเป็นเคาน์เตอร์ครัว จุดวางเครื่องซักผ้าจะอยู่ใต้เคาน์เตอร์ครัวนี่นะครับ ส่วนด้านบนจะเป็นชั้นลอยเก็บของ ซิ้งค์ล้างจานแบบฝัง เตาไฟฟ้าของ Sierra มาพร้อมฮูดดูดควันของ Sierra เหมือนกัน ส่วนด้านขวามือจะเป็นตู้เก็บของ และจุดวางตู้เย็น จะอยู่ตรงข้ามกับครัว ตู้เมนไฟฟ้าจะอยู่เหนือตู้เย็น เลยเข้ามาด้านในจะเป็น Living Area ที่อยู่ติดกับระเบียงห้อง ระยะห่างระหว่างโซฟากับทีวีก็ประมาณนะครับ หน้าตาของชั้นวางทีวี ส่วนของระเบียงจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ขอบธรณีประตูเตี้ยๆ บริเวณระเบียง จุดวางคอมเพรสเซอร์แอร์จะอยู่ที่ระเบียงนี่นะครับ หันหน้าเข้าหาระเบียงด้วย เวลาออกมายืนรับลมที่ระเบียงก็อาจจะได้ลมร้อนจากคอมฯ แอร์แทน เรากลับเข้ามาดูที่ห้องนอนกันต่อนะครับ ห้องนอนวางเตียงขนาด 5 ฟุตกำลังพอดีครับ หน้าต่างในห้องนอนจะเป็นบานเลื่อน และมีโต๊ะเครื่องแป้งอยู่ที่ปลายเตียงให้ด้วยนะครับ โต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ปลายเตียง ที่ข้างหัวเตียงด้านที่ติดกับหน้าต่าง จะมีโต๊ะข้างเล็กๆ พร้อมปลั๊กไฟ ด้านปลายเตียงมีที่เหลือพอให้เดินได้เท่านั้น หากจะวางทีวีในห้องนอน คงต้องใช้แบบแขวนแทนนะครับ ส่วนอีกด้านของเตียงจะเป็นตู้เสื้อผ้าแบบ 2 บาน เราไปดูที่ห้องน้ำกันต่อนะครับ การวางสุขภัณฑ์จะวางส่วนอาบน้ำไว้ที่ด้านหน้า เลยเข้าไปข้างในถึงจะเป็นโถสุขภัณฑ์และอ่างล้างหน้า Shower Box จะกั้นด้วยกระจกแทมเปอร์อย่างเป็นสัดส่วน ชุดฝักบัว และเครื่องทำน้ำอุ่น มีก๊อกน้ำแยกไว้ให้ใน Show Box ด้วยนะครับ เผื่อใครอยากซักมือ จะได้เปิดน้ำตรงนี้ได้เลย ที่แขวนผ้าเช็ดตัวจะอยู่ฝั่งตรงข้าม โถสุขภัณฑ์จะอยู่ตรงข้างกับอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ของ Sierra อ่างล้างหน้าของ Sierra เหมือนกันครับ ปลั๊กไฟอยู่ข้างอ่างล้างหน้า สำหรับเสียบไดร์เป่าผม จะมีฝาครอบกันน้ำกระเด็นไปโดนปลั๊กด้วย ต่อมาเป็นห้องขนาด 33.38 ตร.ม. Type C ห้อง Type นี้ยังคงเป็นแบบ 1 Bed Room แต่ถูกปรับขนาดห้องครัวให้กว้างขึ้น และแยกไว้เป็นสัดส่วนที่ชัดเจนขึ้นด้วย เหมาะสำหรับคนที่ชอบทำอาหารเพราะมีประตูกระจกกั้นช่วยป้องกันกลิ่นรบกวน ดังนั้นพอเปิดประตูห้องเข้ามาก็จะเจอส่วนที่เป็น Living Area ก่อน ถัดไปด้านในเป็นห้องครัวติดกับระเบียง ตรงระเบียงวางเครื่องซักผ้าไว้ใต้คอมเพรสเซอร์แอร์ ภายในห้องครัวกว้างพอให้วางโต๊ะกินข้าวได้อีกชุด พื้นที่ใช้สอยของห้องนี้จึงดูเป็นสัดเป็นส่วนเรียบร้อยมากทีเดียว ส่วนภายในห้องนอนอาจจะไม่ค่อยต่างจากห้องก่อนหน้าซักเท่าไหร่ แค่มีพื้นที่ใช้สอยภายในกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย และมีการจัดวางโต๊ะเครื่องแป้งไว้หน้าห้องน้ำ ใกล้กับตู้เสื้อผ้าที่ Built-in มาพร้อม บริเวณนี้จึงกลายเป็นมุมแต่งตัวไปเต็มรูปแบบ สำหรับในห้องน้ำก็เหมือนกันครับ มี Shower Box และสุขภัณฑ์ภายในมาครบถ้วน Type C1b แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 33.38 ตารางเมตร เข้ามาในห้องจะเจอกับส่วน Living Area ก่อน ส่วนครัวจะเข้าไปอยู่ด้านในแทน ระยะห่างระหว่างโซฟากับทีวี ชั้นวางทีวี ด้านหลังโซฟาทางโครงการ Built-in เป็นชั้นวางของให้ดูเป็นไอเดีย แอร์ที่ส่วน Living Area จะอยู่เหนือโซฟา เลยเข้ามาด้านในจะเป็นห้องครัว ครัวจะเป็นแบบปิดนะครับ กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ด้านในครัวจะเป็นแบบนี้นะครับ มีโต๊ะทานอาหารขนาด 2 ท่าน อยู่ด้านใน อีกฝั่งจะเป็นเคาน์เตอร์ครัว ที่วางตู้เย็นจะอยู่ฝั่งเดียวกับเคาน์เตอร์ครัว ซิ้งค์ล้างจานแบบฝัง ตู้เก็บของ จาน ชาม ช้อน ส้อม ใต้เคาน์เตอร์ครัว เตาไฟฟ้า 2 หัวของ Sierra ฮูดดูดควันของ Sierra เช่นกันครับ ช่องวางไมโครเวฟ และชั้นลอยเก็บของด้านบน อีกฝั่งจะเป็นโต๊ะทานอาหารขนาด 2 ท่าน มุมมองสวยๆ จากโต๊ะทานอาหาร ถัดจากครัวจะเป็นระเบียงห้องนะครับ กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนเหมือนกัน เครื่องซักผ้าจะวางไว้ที่ระเบียง ใต้คอมเพรสเซอร์แอร์ ไฟส่องสว่างที่ระเบียง เรากลับเข้ามาด้านใน มาดูที่ห้องนอนกันต่อนะครับ ห้องนอนจะคล้ายๆ กับห้องที่แล้ว วางเตียง 5 ฟุต แล้วจะมาพื้นที่รอบเตียงเหลือพอนิดหน่อย ปลายเตียงมีพื้นที่เหลือพอให้เดินได้สะดวก ข้างเตียงมีที่เหลือให้วางโต๊ะข้างเล็กๆ แบบนี้ได้ หน้าต่างในห้องนอน ส่วนอีกด้านของเตียงจะเป็นตู้เสื้อผ้า 3 บาน ที่ตั้งอยู่หน้าห้องน้ำ เดี๋ยวเราไปดูในห้องน้ำกันต่อเลยนะครับ โต๊ะเครื่องแป้งเล็กๆ วางอยู่หน้าห้องน้ำ การวางสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าจะได้แนวยาวแบบนี้นะครับ มีพื้นที่ให้วางของได้เยอะหน่อย อ่างล้างหน้าของ Sierra โถสุขภัณฑ์ของ Sierra เหมือนกันครับ Shower Box กั้นด้วยกระจกเทมเปอร์ ชุดฝักบัว ต้องบอกก่อนว่าห้องทุกห้องขายกันมาให้แบบ Fully Furnished ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ Built-in มาให้หลายชิ้น ทั้งตู้เก็บของ เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง เคาน์เตอร์ในครัว เรียกว่าแทบจะไม่ต้องหาซื้ออะไรเพิ่มก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที แถมของที่ให้มาก็ได้มาตรฐานมีคุณภาพดีทีเดียวครับ ความคุ้มค่าน่าลงทุน โครงการ My Story ลาดพร้าว 71 ถือว่าเป็นคอนโดมิเนียมที่เหมาะกับคนที่กำลังมองหาที่พักอาศัยในแหล่งชุมชน เพราะพื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นโซนที่พักอาศัยเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแหล่งธุระกิจได้ในอนาคต ถึงแม้ทำเลที่ตั้งจะอยู่ถัดเข้ามาด้านในบนถนนนาคนิวาส แต่ก็สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนลาดพร้าว ถนนประดิษฐ์มนูญธรรม และถนนประเสิรฐมนูกิจ รวมถึงใกล้ด่านขึ้นลงทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์อีก การเดินทางจึงถือว่าสะดวกมากสำหรับคนที่ใช้รถส่วนตัวอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนการลงทุนเพื่อการปล่อยเช่า ห้องในโซนนี้อาจจะหาผู้เช่าได้ยากซักหน่อย เพราะอยู่ไกลจากถนนสายหลักที่เป็นแหล่งรวมของสำนักงาน และหน่วยงานราชการอยู่พอสมควร ทำเลของโครงการจึงน่าจะเหมาะกับคนที่ต้องการซื้อไว้อยู่อาศัยเองเสียมากกว่า เพราะบริเวณโดยรอบใกล้แหล่งช็อปปิ้งและมีสาธารณูปโภคครบครันดีมาก ทั้งโรงพยาบาลและสถานศึกษา นอกจากจะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยเองแล้ว ก็อาจจะซื้อไว้เกร็งกำไรรอขายต่อก็มีความเป็นไปได้เช่นกันครับ
The Urban Attitude แบริ่ง 14 : รีวิวคอนโด

The Urban Attitude แบริ่ง 14 : รีวิวคอนโด

วันนี้เราจะพาไปดูคอนโด Low Rise ในซอยแบริ่ง ที่มีชื่อว่า The Urban Attitude แบริ่ง 14 จาก Urban Property เจ้าของเดียวกับ The Gallery ที่อยู่ตรงต้นซอยแบริ่งนั่นเอง โครงการน้องใหม่นี้อยู่ถัดเข้ามาในซอยแบริ่ง 14 นะครับ ห่างจากรถไฟฟ้า BTS สถานีแบริ่งประมาณ 1 กิโลเมตรได้ ซึ่งถือว่าเดินทางกันได้สะดวกสบายไม่น้อยเลย สำหรับคนที่ไม่ต้องการใช้รถส่วนตัว รายละเอียดโครงการ ราคาเริ่มต้น    1,490,000 บาท เจ้าของโครงการ    The Urban Property Co., Ltd. ลักษณะโครงการ    Low Rise สูง 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้อง     137 ยูนิต เนื้อที่ทั้งหมด   0 - 3 - 62 ไร่ ที่จอดรถ    ประมาณ 30% (รวมจอดซ้อนคัน) ที่ตั้งโครงการ    ซอยแบริ่ง 14 ถนนสุขุมวิท 107 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง  จ.สมุทรปราการ เริ่มก่อสร้าง    ไตรมาสที่ 4 ปี 2015 คาดว่าจะแล้วเสร็จ    ไตรมาสที่ 2 ปี 2017 ค่าส่วนกลาง    45 บาท/ตารางเมตร (ชำระล่วงหน้า 1 ปี) ค่ากองทุน    500 บาท/ตารางเมตร (ชำระครั้งเดียว) วิธีการเดินทาง การเดินทางในครั้งนี้ เรานั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีแบริ่ง แล้วต่อรถเข้าไปดูที่ตั้งโครงการในซอยแบริ่ง 14 ก่อน ซึ่งระยะทาง BTS แบริ่ง เข้ามาประมาณ 800 เมตร ก็จะเห็นซอยแบริ่ง 14 อยู่ทางขวามือ เลี้ยวเข้ามาอีกนิดหน่อย ตัวโครงการจะตั้งอยู่ตรงหัวมุมด้านซ้ายมือครับ ส่วนที่ตั้งของ Sale Gallery จะตั้งอยู่ช่วงปากซอยแบริ่ง ตรงข้ามกับโครงการ The Gallery เลย หาไม่ยากครับ จากรถไฟฟ้า BTS เราสามารถเดินมาขึ้นรถสองแถว หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ที่บริเวณปากซอยแบริ่งเลยนะครับ มีรถวิ่งผ่านตลอดทั้งวัน ถ้าลงรถที่ปากซอยแบริ่ง 14 ก็เดินต่อเข้ามาในซอยอีกแค่ 150 เมตรเท่านั้น กำลังสบายๆ แต่ถ้าเลือกนั่งพี่วินมอเตอร์ไซค์ก็เลี้ยวเข้ามาส่งที่หน้าโครงการได้เลย สะดวกมากๆ ส่วนการเดินทางด้วยรถส่วนตัว ก็สามารถเลือกเข้าได้ทั้งจากเส้นทางหลักถนนสุขุมวิททางซอยแบริ่ง (สุขุมวิท 107) หรือทางซอยสุขุมวิท 109 ก็ได้ เนื่องจากท้ายซอยแบริ่ง 14 เชื่อมต่อกับซอยสันติคาม 13 ไปออกซอยสุขุมวิท 109 ได้ด้วย หรือจะมาทางถนนศรีนครินทร์ก็ได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้เรายังสามารถใช้เส้นทางถนนเทพารักษ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย และวงแหวนรอบนอก ในการเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อีกหลายเส้นทางเลยทีเดียว การเดินทางในย่านนี้ถือว่าสะดวกมากเลยทีเดียวนะครับ เสียแต่ว่าปริมาณรถหนาแน่นมากเกือบตลอดวัน แถมยังอยู่ในเส้นทางที่มีการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าอีก ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงปัญหารถติดได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นของวันทำงาน สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS สถานีแบริ่ง ไบเทค บางนา เซ็นทรัล บางนา บิ๊กซี โรงเรียนนานาชาติ บางกอกพัฒนา อิมพีเรียล เวิล์ด สำโรง วิเคราะห์รอบโครงการ ถึงแม้ว่าตัวโครงการ The Urban Attitude แบริ่ง 14 จะตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่าความเจริญโดยรอบยังจัดว่าครบครันเลยทีเดียว ทั้งทางด้านถนนสุขุมวิท ถนนศรีนครินทร์ และถนนบางนา-ตราด ก็มีห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าเล็กใหญ่ เรียงรายเต็มไปหมด รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว วัดวา สถานศึกษา และโรงพยาบาล ก็แวดล้อมอยู่ใกล้ๆ อีกหลายแห่ง ที่สำคัญรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กำลังก่อสร้างในส่วนต่อขยายอยู่ ก็ทำให้ความเจริญไล่ตามมาติดๆ จะเห็นได้จากโครงการบ้านและคอนโดใหม่ๆ ผุดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าอีกเพียบเลยครับ ส่วนในซอยแบริ่งนั้น ก็ถือว่าเป็นซอยใหญ่ มีปริมาณรถผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นถนนที่เชื่อมถนนสุขุมวิทกับถนนศรีนครินทร์เข้าด้วยกัน ช่วงต้นซอยมีร้านค้ามากมาย มีของขายหลากหลาย รวมถึงร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารด้วย จึงเป็นที่พึ่งพาเรื่องกินข้าวของเครื่องใช้เล็กๆ น้อยได้สบาย เว้นเสียแต่ว่าต้องจ่ายตลาดซื้อของสดเป็นเรื่องเป็นราว ก็ต้องนั่งรถเลยไปอีกหน่อยที่ตลาดสำโรง ซึ่งมีข้าวของให้เลือกซื้อมากกว่ามากเลยครับ สำหรับตัวโครงการ The Urban Attitude อยู่ถัดจากปากซอยแบริ่ง 14 เข้ามาอีกประมาณ 150 เมตร บริเวณปากซอยแบริ่ง 14 มีร้านอาหารให้พึ่งพาอยู่บ้างนะครับ เลี้ยวเข้ามาในซอยแล้วจะเห็นว่า ถนนในซอยค่อนข้างแคบ ยิ่งมีรถจอดอยู่ข้างทางด้วยก็ยิ่งทำให้รู้สึกแคบเข้าไปอีก โชคดีกว่าตัวโครงการอยู่ไม่ลึกมาก จึงไม่ได้รู้สึกลำบากมากในการขับรถเข้าออก ที่ดินหัวมุมของซอยเล็กที่เชื่อมไปที่ซอยแบริ่ง 16 ได้ คือที่ตั้งของโครงการนะครับ เมื่อสร้างเสร็จแล้วทางเข้าออกหลักจะอยู่ที่ถนนด้านนี้ ดังนั้นลูกบ้านจึงเลือกเข้าได้ทั้งจากทางซอยแบริ่ง 14 และ 16 ใกล้กับโครงการมีอาคารโรงงานสูง 5 ชั้น ช่วงเช้า-เย็น รวมถึงตอนพักกลางวัน จะมีพนักงานเดินเข้าออกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งตึกตรงข้ามที่ดินโครงการยังเป็นร้านขายของชำ ขายขนมเล็กๆ น้อยๆ ด้วย และช่วงกลางวันยังมีแผงลอยตั้ง ตลาดนัดขายของอยู่หลายร้าน อาจจะเป็นเพราะตอนนี้โครงการยังไม่ทำการก่อสร้าง คิดว่าถ้าสร้างเสร็จแล้ว พื้นที่หน้าโครงการคงไม่อนุญาตให้ตั้งแผงลอยแบบปัจจุบัน นอกเหนือจากนี้พื้นที่ติดกันโดยรอบก็จะเป็นบ้านพักอาศัย แนวราบ อาจจะมีคอนโดโครงการอื่นขึ้นใกล้ๆ แต่ก็ไม่ถึงกับติดกัน เลยไม่ค่อยน่าเป็นห่วงว่าจะเปิดหน้าต่างมาเจอเพื่อนตึกติดกันนะครับ เพียงแต่บริเวณใกล้ๆ มีอาคารอพาร์ทเม้นท์อยู่บ้าง ผู้คนบริเวณนี้จึงคึกคักหน่อย ไม่ถึงกับเงียบสงบเลยซะทีเดียว โครงการ The Urban Attitude แบริ่ง 14 เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น มีจำนวนยูนิตรวม 137 ยูนิตเท่านั้น โดยส่วนที่พักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป พื้นที่ชั้นล่างใต้อาคารจะเป็นที่จอดรถ และสวนหย่อมตรงพื้นที่ตรงกลางระหว่างรูปตัว U ของอาคาร ขึ้นมาที่ชั้น 2 จะมี Lobby และห้องสมุด ร่วมกับห้องพักอาศัยด้วย ส่วน Facility หลักจะอยู่ที่ชั้น 8 รวมกับห้องพักบางส่วน ซึ่ง Facility ที่ทางโครงการจัดไว้ให้ก็มีทั้ง สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ สวนหย่อม และถ้าขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้าก็ยังมีพื้นที่พักผ่อนเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อีกด้วย สิ่งอำนวยความสะดวก ผู้ช่วยพิเศษสำหรับการบริการ ที่จอดจัรยาน ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำลอยฟ้า ลานบาบีคิวลอยฟ้า ระบบคีย์การ์ดภายในโครงการ สวนพักผ่อนภายในโครงการ ห้องอบไอน้ำ สวนลอยฟ้า โถงต้อนรับอเนกประสงค์และห้องสมุด Shutter Bus รับส่งสถานี BTS พาชมห้องตัวอย่าง มาดูห้องตัวอย่างกันบ้างครับ ทางโครงการมีห้องให้เลือกชม 2 แบบด้วยกัน เริ่มกันที่ห้องแรกที่ขนาด 26.17 ตร.ม เป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน ซึ่งเป็นห้องหน้าแคบ แต่ก็จัดวาง Layout ได้ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว เปิดเข้าห้องมาก็จะเจอกันพื้นที่นั่งเล่น หรือห้องรับแขก ส่วนพื้นที่โซนด้านในจะแบ่งเป็นห้องนอน และห้องครัว ซึ่งมีประตูกระจกกั้นพื้นที่ใช้สอยส่วนต่างๆ ไว้เป็นสัดส่วนชัดเจน ไปดูภาพบรรยากาศภายในห้องไปพร้อมกันเลยครับ ส่วนห้องตัวอย่างอีกห้อง จะเป็นห้องแบบ 1 ห้องนอนเช่นกัน โดยมีพื้นที่ห้องขนาด 31.67 ตร.ม. แบบห้องเป็นแบบหน้าแคบนะครับ ลักษณะห้องจะลึกกว่าห้องแรก โดยรวมแล้ว Layout ของห้องจะมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่พื้นที่ของห้องนี้จะกว้างกว่า จึงได้พื้นที่ว่างเพิ่มบริเวณระหว่างห้องนอนกับห้องน้ำ บริเวณนี้ทางโครงการจึงเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานด้วยการ Built-in ตู้เก็บของมาให้ เพิ่มการใช้สอยประโยชน์ภายในห้องให้มากขึ้นอีกหน่อยครับ ห้องพักของโครงการ The Urban Attitude แบริ่ง 14 จะขายกันมาแบบ Fully Furnished เลยนะครับ แทบจะพร้อมเข้าอยู่เลยทีเดียว เฟอร์นิเจอร์ที่เห็นในห้องตัวอย่างทั้งตู้ เตียง ชุดครัว รวมถึงเครื่องปรับอากาศก็จะได้ตามที่เห็นเลย เว้นแต่เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นที่อาจจะมีหน้าตาไม่เหมือนในห้องตัวอย่างบ้าง อันนี้แนะนำให้เช็คกับทางโครงการให้ดีก่อนนะครับ เพราะบางชิ้นเป็นการตกแต่งเพิ่งเติมเพื่อความสวยงามภายในห้องตัวอย่างเท่านั้น ด้วยความที่ห้องของโครงการขายให้แบบเกือบจะพร้อมเข้าอยู่เมื่อสร้างเสร็จเลย จึงน่าจะเหมาะมากๆ กับคนที่ต้องการหาคอนโดขนาดกระทัดรัดซักห้องในย่านนี้ ยิ่งถ้าต้องทำงานอยู่ใกล้ๆ ในแถบนี้อยู่แล้ว ก็ถือว่าสะดวกมากเลยทั้งเรื่องการเดินทาง และอาหารการกิน นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกโครงการในพื้นที่แบริ่ง อีกอย่างด้วยราคาขายก็อยู่ในระดับที่จับต้องได้ง่าย สบายกระเป๋า แต่ก็แลกกับที่ตั้งที่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าออกมาหน่อยก็ถือว่าคุ้มราคาอยู่นะครับ
Vio ติวานนท์ : รีวิวคอนโด

Vio ติวานนท์ : รีวิวคอนโด

มีคอนโดใหม่แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงในชื่อ Vio  ของบริษัท รื่นฤดี ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ที่เพิ่งเปิดตัวพร้อมกันทีเดียว 2 โครงการไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่ง “Vio ติวานนท์” เรียกได้ว่าเป็นคอนโดมิเนียม High Rise โครงการแรกของบริษัทเลยก็ไม่ผิดนัก ด้วยความที่ตัวโครงการตั้งอยู่บนทำเลหัวมุมแยกติวานนท์ตัดกับถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แถมยังอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าถึง 2 สถานีในระยะเดินถึงได้ไม่ยาก เราเลยรีบไปเยี่ยมชมโครงการนี้และเก็บข้อมูลมาฝากกันครับ   การเดินทาง   การเดินทางไปที่โครงการ Vio ติวานนท์ เราใช้เส้นทางถนนงามวงศ์วานมุ่งหน้าไปทางสะพานพระนั่งเกล้า พอมาถึงแยกแครายแล้วเราก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนติวานนท์ ผ่านหน้ากระทรวงสาธาณะสุขมาถึงห้าแยกติวานนท์ตัดกับถนนประชาราษฏร์ (ไปท่าน้ำนนท์) ถนนนครอินทร์ และถนนกรุงเทพ-นนทบุรี พอขับรถมาถึงตรงนี้จะสังเกตุเห็นโครงการ Vio ติวานนท์ ทางด้านซ้ายมือพอดี หรือถ้าเดินทางมาตามถนนกรุงเทพ-นนทบุรี พอมาถึงแยกนี้แล้วก็ต้องเลี้ยวขวาไปกลับรถที่ถนนติวานนท์นะครับ ทางเข้าออกโครงการปัจจุบันมีอยู่เส้นทางเดียวคือฝั่ง ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แต่ในอนาคตทางโครงการจะเปิดทางเข้าออกฝั่งถนนติวานนท์เพิ่มอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้นการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็ถือว่าสะดวกดีเหมือนกัน เพราะมีเส้นทางเลี่ยงได้หลายเส้นทาง ถ้าไม่ติดปัญหารถติดหนักในช่วงเวลาเร่งด่วนนะครับ   แผนที่โครงการ เส้นทางการเดินทาง โดยเริ่มจาก The Mall งามวงศ์วาน จาก The Mall งามวงศ์วาน พอขับมาถึงทางแยกแครายให้เลี้ยวซ้ายเลยครับ จะเห็น Showroom Hyundai อยู่ทางขวา วิ่งมาเรื่อยๆจะเห็นเนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงครับ วิ่งเลยมาเรื่อยๆ จะเห็นสถานีรถไฟฟ้า กระทรวงสาธารณสุข วิ่งไปเรื่อยๆ ก็จะเจอทางแยก ทางซ้ายเป็นทางเข้า กระทรวงสาธารณสุข ส่วนด้านบนก็เป็นสถานีกระทรวงสาธารณสุข วิ่งไปตามแนวรถไฟฟ้าเลยครับ จะเจอสะพาน เราไม่ต้องขึ้นสะพาน ให้วิ่งด้านล่าง พอวิ่งไปเรื่อยๆ จะเห็น Big C อยู่ทางขวา วิ่งมาเรื่อยๆ จะเห็นตัวโครงการ Vio ติวานนท์ อยู่ข้างหน้า ถึงแล้ว ทางโครงการจะล้อมรั้ว เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เลี้ยวซ้ายเข้าโครงการเลยครับ สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT ก็สามารถทำได้เลือกได้ทั้งสถานีกระทรวงสาธารณสุข ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 400 เมตร และสถานีแยกติวานนท์ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 350 เมตร ระทางของทั้ง 2 สถานีนี้แทบไม่ต่างกันเลย เพราะตัวโครงการแทบจะตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสถานีพอดี อันนี้ใครสะดวกสถานีไหนก็เลือกได้ตามสบายเลยครับ นอกจากนี้การเดินทางด้วยบริการรถสาธารณะอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะบริเวณใกล้ๆ เป็นแหล่งชุมชน รวมถึงเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางราชการอย่างกระทรวงสาธารณะสุขด้วย ดังนั้นจึงมีรถเมล์ รถแท็กซี่ และพี่วินมอเตอร์ไซค์อยู่เป็นจำนวนมาก ที่ต้องทำก็แค่เดินออกทางโครงการมาทางกระทรวงฯ ให้พ้นจากบริเวณแยกติวานนท์ซักหน่อย ก็จะช่วยให้เรียกรถได้ง่ายขึ้น เส้นทางการเดินจากสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีกระทรวงสาธารณสุข มาโครงการ ระยะทางประมาณ 400 เมตร เส้นทางการเดินทางจากสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีแยกติวานนท์ ระยะทางประมาณ 350 เมตร   วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ   ทำเลที่ตั้งของโครงการ Vio ติวานนท์จัดว่าเป็นทำเลที่น่าสนเหมือนกัน เพราะอยู่บริเวณหัวมุมแยกติวานนท์พอดี มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน แถมบริเวณรอบๆ ก็มีทั้งกระทรวงสาธารณะสุข โรงพยาบาล มีห้าง Big C อยู่ฝั่งตรงข้ามด้านถนนติวานนท์ รวมทั้งเป็นแหล่งชุมชนที่ค่อนข้างมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มากในเรื่องอาหารการกิน ร้านอาหาร ร้านค้า แผงลอยมีให้เลือกจนละลานตาเลยทีเดียว ด้วยความที่เป็นแหล่งชุมชน และมีกระทรวงใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ การจราจรโดยรอบจึงติดขัดเอาเรื่องเหมือนกัน ในอนาคตถ้ารถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการแล้ว รถอาจจะติดน้อยลงกว่านี้ก็ได้ครับ รอบๆ โครงการไม่มีตึกสูงขึ้นในระยะประชิดนะครับ ตึกสูงที่เห็นก็จะมีแค่คอนโดศุภาลัย พาร์ค ที่อยู่อีกมุมของแยกเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีปัญหาเรื่องการบังวิวซักเท่าไหร่ จะมีแค่ห้องบางตำแหน่งทางด้านหน้าโครงการเท่านั้นที่จะถูกบังวิวไปบ้าง ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยในแนวราบจึงไม่น่ากังวลเช่นกัน แต่ที่เห็นจะเป็นปัญหาหนักๆ เลยก็คือ รางรถไฟฟ้าที่พาดผ่านมาทางด้านหลังโครงการในระยะประชิดนี่แหละครับ ที่จะก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงที่ไม่น่าพิศมัยเอาซะเลย แถมยังหลีกเลี่ยงได้ยากอีก โอกาสที่จะเอาตัวรอดได้บ้างก็ต้องหันไปเลือกห้องที่อยู่สูงขึ้นไปบนๆ เลย ซึ่งอาจจะช่วยได้บ้าง แต่ก็ต้องแลกกับราคาห้องที่สูงขึ้นเป็นเงา ส่วนห้องในชั้นล่างๆ หน่อยก็รับกันไปเต็มๆ ทั้งเสียงดัง ทั้งฝุ่นควันจากถนนด้วย Vio ติวานนท์เป็นคอนโค High Rise อาคารเดี่ยวโดดๆ สูง 36 ชั้น การออกแบบเพิ่มลูกเล่นด้วยการเล่นระดับให้ดูลดหลั่นกันลงมาในบางช่วงของตึก นับรวมทั้งหมดแล้วก็จะมีห้องพักอาศัยจำนวน 623 ยูนิต โดยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 7 เป็นต้นไป บริเวณชั้น 2-6 จะเป็นพื้นที่จอดรถในสัดส่วน 40% ของจำนวนห้องทั้งหมด ถือว่าไม่เยอะเลยสำหรับโครงการขนาดนี้ที่ลูกบ้านน่าจะมีรถยนต์กันอยู่แล้ว ในส่วนของ Facility ถูกรวบรวมไว้ที่ชั้น 7 เป็นหลัก ซึ่งทางโครงการจัดให้มีทั้ง สระว่ายน้ำขนาด 5x26 เมตร จากุชซี่ Fitness พร้อมห้องซาวน่าแยกชาย-หญิง และห้องเอนกประสงค์ รวมถึงบริการสัญญาณ internet wi-fi ในพื้นที่ส่วนกลางด้วย นอกจากที่ Facility ที่บริเวณชั้น 7 แล้ว บนดาดฟ้ายังมีสวน Roof Top และห้อง Sky Lounge ที่สามารถใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน เดินเล่น ชมวิวได้เหมือนกัน ดูจากพื้นที่ Facility ส่วนกลางคร่าวๆ แล้ว ถือว่าทางโครงการจัดมาให้เยอะพอสมควรเลย ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในสัดส่วนที่ไม่หนาแน่นจนเกินไปนัก และที่ลืมไม่ได้ก็คือสัดส่วนของลิฟท์โดยสารที่มีมาให้ 4 ตัว บวกลิฟท์ขนของอีก 1 ตัว ต้องบอกว่าค่อนข้างหนาแน่นนะครับสำหรับลิฟท์ 1 ตัวต่อ 156 ยูนิต แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นปัญหาในการใช้งานเท่าไหร่ น่าจะยังพอใช้กันได้สบายๆ อยู่ Facilities ส่วนใหญ่จะอยู่ชั้น 7 ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือห้องนั่งเล่น Roof Top จะอยู่ชั้น 37 เป็นดาดฟ้า สามารถมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยครับ พาชมห้องตัวอย่าง   ห้องของโครงการ Vio ติวานนท์ มีด้วยกันทั้งหมด 4 แบบ มีทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน แต่ที่สำนักงานขายมีแค่ห้องแบบ 1 ห้องนอนให้ชมเท่านั้น โดยมีด้วยกัน 2 Type ซึ่งต่างกันที่ Layout ห้องเล็กๆ น้อยๆ เริ่มกันที่ห้อง Type A ซึ่งจัดสัดส่วนพื้นที่ห้องไว้ค่อนข้างลงตัวดีทีเดียว เปิดเข้ามาจะเจอห้องครัวก่อน ซึ่งเป็นครัวแบบเปิดและมีพื้นที่เชื่อมต่อไปถึงบริเวณห้องนั่งเล่น ในขณะที่ห้องนอนถูกแยกออกไปโดยใช้ประตูบานเลื่อนแบบทึบที่สามารถเลื่อนปิดเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว หรือเลื่อนเปิดออกเพื่อให้พื้นที่ห้องเชื่อมต่อเนื่องถึงกัน ห้องน้ำของ Layout ห้องแบบนี้ จะเข้าออกได้จากทางห้องนอนเท่านั้น ส่วนห้องแบบ Type A.1 เมื่อเปิดมาจะเจอห้องครัวก่อนเช่นเดียวกัน รวมถึงพื้นที่ของห้องนั่งเล่นก็มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมือนกันกับห้องแบบก่อนหน้านี้ ส่วนที่ต่างกันก็คือ การกั้นห้องด้วยผนังและใช้ประตูบานสวิงเปิดเข้าออกแทนประตูบานเลื่อน ทำให้ห้องนอนของห้อง Type A.1 มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า นอกจากนี้ประตูเข้าออกห้องน้ำก็ย้ายมาฝั่งห้องครัวแทน ซึ่งการใช้งานก็จะมีความสะดวกต่างกันไปครับ โดยรวมแล้วห้องทั้ง 2 แบบไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักในเรื่องขนาดห้อง ซึ่งเริ่มต้นที่ 30 ตร.ม. และ 31 ตร.ม. ต่างกันเพียง 1 ตร.ม. เท่านั้น เรียกว่าแทบจะไม่รู้สึกเลยก็ว่าได้ ส่วนเรื่องวัสดุอุปกรณ์ก็จัดไว้ให้เหมือนกันเป๊ะ เลือกคุณภาพมาตรฐานตามราคาห้อง ในห้องน้ำก็กั้นฉากอาบน้ำมาให้ รวมถึงเครื่องครัวที่มีมาให้พร้อมทั้งเตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควัน ราคาที่ทางโครงการเปิดมาเป็นราคาขายแบบ Fully Furnished นะครับ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนแถมจะมีสติ๊กเกอร์ติดไว้ชัดเจน พื้นห้องนอนปูด้วยลามิเนตในขณะที่พื้นห้องครัวและห้องนั่งเล่นปูด้วยกระเบื้อง หน้าตาเฟอร์นิเจอร์ที่แถมมาให้ก็เหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ Built-in มาให้เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างในห้องจึงดูลงตัวมากเลยครับ ถึงแม้การออกแบบจะเรียบๆ ตามมาตรฐานคอนโดทั่วไป จนไม่มีอะไรแปลกใหม่ก็ตาม   เข้าประตูมาจะเจอ Pantry อยู่ทางซ้าย และตู้รองเท้ากับตู้เย็นจะอยู่ทางขวาครับ มุมนี้จะเห็นโต๊ะทานข้าวอยู่ติดกับ Pantry เลย Pantry ที่โครงการ Built มาให้จะมีเตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควัน มาด้วยครับ เตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันครับ ซิ้งค์ล้างจานที่โครงการมีให้ จากประตูมองมาทางขวาจะเห็นตู้รองเท้า ที่ทางโครงการ Built ให้เต็มพื้นที่เลยครับ เดินเลยเข้ามาจะเป็นส่วนนั่งเล่น และจะมีห้องนอนอยู่หลัง โซฟา ซึ่งจะประตูแบ่งส่วนนี้จะเป้นประตูบานเลื่อน มุมนี้จะเห็นชัดว่าเตียงจะอยู่หลังโซฟาเลย เตียงที่โครงการมีให้จะเป็นขนาด 5 ฟุต มองมาทางขวาจะเป็นตู้เสื้อผ้าที่โครงการให้ จะอยู่หน้าห้องน้ำเลย หน้าห้องน้ำอีกมุมนึง จะเป็นโต๊ะทำงาน และจะมีชั้นให้ด้วย ห้องน้ำ ทางโครงการมีเป็น Rain Shower ให้ มุมนี้มองจากห้องนอน เมื่อเปิดประตูบานเลื่อนออก จะสามารถดูทีวีได้เลยครับ มุมนี้มองจากที่นั่งเล่น มุมนี้มองทางซ้ายจากห้องนั่งเล่น จะเห็นว่าตู้เย็นจะอยู่ติดกับตู้รองเท้าเลย ส่วนมุมนี้มองทางขวาจากห้องนั่งเล่น ก็จะเจอส่วนครัวกับโต๊ะทานข้าว เปิดประตูเข้ามาก็จะเจอส่วนที่เป็นครัวอยู่ทางขวา และห้องน้ำอยู่ทางซ้ายครับ มองมาทางขวาจะเห็นส่วนครัวที่โครงการ Built มาให้ และจะเจอโต๊ะทานข้าวที่โครงการก็ให้มาเหมือนกัน Pantry ที่โครงการมีให้จะมีเตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควัน ซิ้งค์ล้างจานที่ให้ก็เป็นของ Hafele' ตามมาตรฐาน มุมมองจากพื้นที่นั่งเล่น แล้วมองออกไปทางด้านหน้า เลยเข้ามากก็จะเป็นส่วนห้องนั่งเล่น จะอยู่ถัดไปจากโต๊ะทานข้าว เมื่อเดินเข้ามายังพื้นที่ส่วนของนั่งเล่นจะเห็นว่าโต๊ะทานข้าวจะอยู่ติดกับโซฟาเลย จากประตูทางเข้ามองไปทางซ้ายก็จะเห็นห้องน้ำ โครงการใช้สุขภัณฑ์ของ Mogen ครับ ชักโครกก็ใช้ของ Mogen ธรณีประตูระหว่างห้องน้ำกับตัวห้องจะสูงขึ้นมา กันน้ำออกได้ดีทีเดียว โต๊ะหรือชั้นข้างเตียง โครงการก็ Built มาให้ครับ ห้องนอนจะมีเตียง 5 ฟุตมาให้ แต่ถ้าจะทำเป็น 6 ฟุตก็ได้ครับ แต่จะไม่แนะนำเพราะจะดูแน่นไปหมดครับ ตู้เสื้อผ้าที่ Built มาให้เต็มพื้นที่เลย จากเตียงมองออกไปก็จะเห็นส่วนที่เป็นครัว ส่วนขอระเบียงจะอยู่ติดกับส่วนพื้นที่นั่งเล่น ตรงระเบียงจะเป็นที่วางเครื่องคอมเพลสเซอร์แอร์ ความคุ้มค่าการลงทุน พิจารณาในเรื่องการลงทุนกันบ้าง โครงการ Vio ติวานนท์ อาจจะมีจุดเด่นอยู่ที่ทำเลที่ดี ใกล้สถานีรถไฟฟ้า 2 สถานี ใกล้สถานที่ราชการสำคัญ และมีเส้นทางการเดินทางที่หลากหลาย ดูข้อมูลคร่าวๆ แล้ว อาจจะเห็นว่า Vio ติวานนท์น่าจะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีศักยภาพในการลงทุนนะครับ แต่ถ้าลองพิจารณาด้านอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไป จะเห็นว่าจุดด้อยที่มีรางรถไฟฟ้าผ่านทางด้านหลังโครงการเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงเป็นอย่างมากจากการที่รถไฟฟ้าวิ่งผ่านในช่วงทางโค้งนี้ ยิ่งถ้าต้องการซื้อห้องไว้เพื่อการปล่อยเช่า หรือขายต่อแล้วล่ะก็ คงปล่อยห้องได้ยากขึ้นแน่ๆ นอกจากนี้เรื่องทำเลที่ตั้งที่ไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งธุรกิจชั้นนำที่จะมีกำลังเช่าห้องในราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเรื่องที่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการพิจารณาด้วย ข้อสำคัญที่ข้อที่อาจทำให้เกิดอาการลังเลได้ก็คือ ความเชื่อมั่นในตัวบริษัทผู้พัฒนาโครงการ ที่ถือว่าเป็นมือใหม่มากๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียมตึกสูง แถมโครงการ Vio ติวานนท์นี้ก็เป็นตึกแรกที่ทางโครงการสร้างตึกสูงอีก จึงทำให้ความมั่นใจแอบลดลงเล็กๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอดูกันไปอีกซักพัก ไม่แน่ว่าบริษัท รื่นฤดี อาจจะเอาอยู่ก็ได้ นะครับ
Vio แคราย : รีวิวคอนโด

Vio แคราย : รีวิวคอนโด

รีวิวครั้งนี้เราจะพาไปดูคอนโด Low Rise ติดสถานีรถไฟฟ้าศูนย์ราชการนนทบุรี ของ บริษัท รื่นฤดี ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ซึ่งยังถือว่าเป็นมือใหม่ในตลาดคอนโดมิเนียม แต่ถ้าเป็นที่อยู่อาศัยในแนวราบบริษัทนี้เค้าทำมานานและทำมาหลายโครงการแล้วเหมือนกัน พอหันมาพัฒนาโครงการแนวสูงปุ๊ป ก็ถือโอกาสเปิดตัวทีเดียว 2 โครงการพร้อมๆ กันเลย ซึ่งเราจะเริ่มพาไปดูที่โครงการ Vio แคราย กันก่อนว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง การเดินทาง เป็นเพราะว่ามีสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์ราชการนนทบุรีตั้งอยู่หน้าปากซอยรัตนาธิเบศร์10 ซึ่งอยู่ใกล้กับตัวโครงการ Vio แครายมากเสียจนแทบจะเรียกได้ว่ารั้วติดกันอยู่แล้ว จะขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าก็เดินไปแค่ 50 เมตรจากประตูหน้าโครงการก็ถึงบันไดเลื่อนขึ้นรถไฟฟ้าเลย ข้อนี้จึงถือเป็นจุดแข็งสำคัญของโครงการ Vio แครายเลยทีเดียว ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้ามีความสะดวกสบายมากที่สุดสำหรับคนที่มีที่ทำงานอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าอยู่แล้ว ถ้าในอนาคตรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครบทุกสาย การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในบริเวณนี้จะยิ่งสะดวกมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพราะสถานีศูนย์ราชการเป็นจุดเชื่อมต่อ (Interchange) ของรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายเลย ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็ถือว่าสะดวกไม่แพ้กันถ้าไม่ติดปัญหารถติดอันหนักหน่วงที่แยกแครายในช่วงเวลาเร่งด่วนของวัน ถนนหนทางรอบโครงการก็มีเส้นทางหลีกเลี่ยงเข้าเมืองได้หลายทาง อีกทั้งยังมีด่านทางด่วนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก จะติดก็แต่ทำเลของซอยรัตนาธิเบศร์ 10 นี่แหละที่ดันอยู่ติดกับตีนสะพานกลับรถพอดิบพอดี เมื่อกลับรถลงจากสะพานมาแล้วจะไม่สามารถเบี่ยงซ้ายเข้าซอยรัตนาธิเบศร์ 10 ได้เลย ทำให้เราต้องขับรถเลยห้าง Central รัตนาธิเบศร์ไปกลับรถที่สะพานกลับรถที่ 2 นับจากแยกแคราย ซึ่งไกลพอสมควรเลยทีเดียว นอกเหนือจากนี้แล้ว การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ก็ยังคงสะดวกดี เพราะมีทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์คอยให้บริการเพียบ วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ โครงการ Vio แคราย ตั้งอยู่ฝั่งขาเข้ากรุงเทพ ถึงก่อนศูนย์ราชการนนทบุรีเพียง 200 เมตรเท่านั้น ซึ่งภายในศูนย์ราชการฯ ยังมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ให้ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนและออกกำลังกายได้ด้วย ช่วงเย็นๆ บริเวณนี้จึงถือว่าค่อนข้างคึกคักอยู่พอสมควร เพราะมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ออกมาทำกิจกรรมที่สวนสาธารณะนี้กันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีห้าง Esplanade รัตนาธิเบศร์ และ Tesco Lotus อยู่ถัดออกไปอีกเพียง 500 เมตร ซึ่งอยู่ในระยะเดินถึงได้ง่าย จึงน่าจะเป็นที่พึ่งหลักๆ ที่จะฝากท้อง หรือใช้เป็นที่จับจ่ายซื้อของได้สบาย แต่ถ้ายังมีตัวเลือกไม่พอ ฝั่งตรงข้ามก็ยังมีห้าง Big C ที่อยู่ห่างออกไปไกลจากโครงการมากอีกหน่อยแต่ก็ยังพออยู่ในระยะที่เดินได้ไม่ยาก รวมถึงห้าง Central รัตนาธิเบศร์, The Mall งามวงศ์วาน, ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ซึ่งอยู่ในระยะเดินทางไม่เกิน 5 กิโลเมตรเท่านั้น นอกจากนี้บริเวณโดยรอบยังมีสถานที่ราชการสำคัญๆ สถานพยาบาล โรงเรียน และวัดอีกหลายแห่งอีกด้วย ในซอยรัตนาธิเบศร์ 10 ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการ ปัจจุบันยังมีที่ดินว่างอยู่ทั้งด้านซ้ายและฝั่งตรงข้ามของโครงการ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าในอนาคตจะมีโครงการอื่นๆ มาขึ้นบังวิวหรือไม่ ในขณะที่บริเวณเยื้องๆ กันกับโครงการเป็นอู่ซ่อมรถ และถัดเข้าไปอีกหน่อยก็มีคอนโด The Connextion ที่สร้างมาก่อนและคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกไม่นานนี้ นอกเหนือจากนี้รอบๆ ก็จะเป็นบ้านพักอาศัยในแนวราบ ทั้งอาคารพาณิชย์ริมถนนรัตนาธิเบศร์ และบ้านเดี่ยวที่อยู่ในซอยติดกัน จึงยังไม่เห็นปัญหาเรื่องการถูกบังวิวซักเท่าไหร่ครับ ตัวอาคารของ Vio เป็นตึก Low Rise สูง 8 ชั้น ที่ออกแบบมาตามสไตล์สมัยนิยมทั่วๆ ไป มีจำนวนยูนิตรวม 125 ยูนิต บนเนื้อที่387 ตารางวา ซึ่งถือว่าพื้นที่ของโครงการค่อนข้างเล็กนะครับ จึงทำให้การจัดวางพื้นที่ส่วนกลางมีข้อจำกัดตามไปด้วย ทั้งในเรื่องของตัวอาคารที่ออกแบบมาเป็นรูปตัว U และมีการวางสระว่ายน้ำ (ระบบน้ำเกลือ) ไว้กลางตึก ทำให้ขนาดของสระว่ายน้ำค่อนข้างเล็กเกินไปสำหรับการใช้งาน ในขณะที่ห้อง Fitness ห้องซาวน่า และสวนก็กระจายกันอยู่คนละชั้น ไม่มีพื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน จึงทำให้การใช้งานไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร ในส่วนของที่พักอาศัยเริ่มตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป โดยให้พื้นที่บริเวณชั้น 1 เป็นที่จอดรถทั้งหมด ซึ่งสามารถรองรับจำนวนรถได้ถึง 40% (รวมจอดซ้อนคันแล้ว) ถือว่าเป็นสัดส่วนที่สมน้ำสมเนื้อสำหรับโครงการที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้ามากขนาดนี้ เรื่องลิฟท์โดยสารที่มีมาให้ 2 ตัว ก็ไม่ถือว่าหนาแน่นครับ ใช้กันได้สบายๆ ที่สัดส่วนลิฟท์ 1 ตัวต่อ 63 ยูนิต เท่านั้น โดยรวมแล้วดูเหมือนว่าจะมี Facility ให้มาเยอะและครบถ้วนนะครับ แต่ก็มีพื้นที่มาแบบจำกัดจำเขี่ยเหมือนกัน ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้คาดหวังกับการใช้สอย Facility ส่วนกลางพวกนี้มากนักก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ครับ พาชมห้องตัวอย่าง สำนักงานขายของโครงการ Vio แคราย จะอยู่คนละที่กับที่ตั้งโครงการนะครับ ดังนั้นถ้าจะชมห้องตัวอย่างก็ต้องไปที่แยกติวานนท์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ Vio ติวานนท์นั่นเอง ทั้ง 2 โครงการใช้แบบห้องคล้ายๆ กัน ซึ่งขนาดห้องที่มีให้ชมกันก็คือห้อง Type A ที่มีขนาดเริ่มต้นที่ 31 ตร.ม. ซึ่งมีการจัดสรรพื้นที่มาให้เป็นสัดส่วนเรียบร้อยดีครับ ห้องแบบนี้จะมีทางเข้าห้องน้ำจากบริเวณห้องครัว ซึ่งอยู่รวมกับพื้นที่นั่งเล่น ห้องครัวเป็นแบบเปิดตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าพอดี เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องมีแถมมาให้แบบ Fully Furnished แล้ว เช่น โต๊ะกินข้าวแบบพับ-ขยายได้ ตู้เสื้อผ้า Built-in ในห้องนอน ตู้เก็บของ และเคาน์เตอร์ครัว พร้อมเตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควัน เฟอร์นิเจอร์ที่โชว์ในห้องตัวอย่างถ้าชิ้นไหนแถมมากับห้องก็จะมีสติ๊กเกอร์แปะไว้ให้เห็นชัดเจนครับ พื้นห้องทางโครงการเลือกปูพื้นกระเบื้องในบริเวณห้องนั่งเล่น และห้องครัว พื้นลามิเนตจะปูให้เฉพาะในห้องนอนเท่านั้น เรื่องวัสดุอุปกรณ์ในห้องน้ำก็จัดมาได้ค่อนข้างดี และมีฉากกั้นอาบน้ำมาให้เรียบร้อยแล้ว โดยรวมแล้ว Layout ห้องของ Vio หน้าตาเป็นแบบมาตรฐานทั่วไปครับ แต่เราจะรู้สึกว่าการจัดห้องของเค้าทำได้ค่อนข้างลงตัวดีทีเดียว เพราะเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ถูก Built-in และจัดตำแหน่งมาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ค่อยเห็นว่ามีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนอยู่ผิดที่ และรู้สึกรกหูรกตา หรือทำให้ห้องอึดอัดมากนัก ทั้งๆ ที่เพดานห้องสูงแค่ 2.4 เมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าเพดานค่อนข้างเตี้ยถ้าเทียบกับโครงการอื่นๆ ในปัจจุบันที่เฉลี่ยความสูงของเพดานจะอยู่ที่ 2.6-2.7 เมตร นอกจากห้องแบบ 1 ห้องนอนแล้วทางโครงการยังมีห้องแบบ 2 ห้องนอนให้เลือกด้วยนะครับ แต่ว่าไม่มีห้องตัวอย่างให้ชม คงต้องพิจารณาเอาจากแบบแปลนผสมจิตนาการกันเอาเอง ความคุ้มค่าการลงทุน พื้นที่ในแถบแครายนี้ มีคอนโดหลายโครงการให้เลือกเปรียบเทียบเยอะมาก ซึ่ง Vio แครายเองก็ถือจุดเด่นในเรื่องการทำเลที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเอามากๆ ดังนั้นคนที่ต้องการหาที่อยู่ในบริเวณแคราย และมีการเดินทางโดยรถไฟฟ้าเป็นหลัก โดยที่ไม่เน้นการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ รวมทั้งไม่แคร์เรื่องวิวสวยๆ และไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ Facility มากนัก เพราะชีวิตส่วนใหญ่ทำงานกลับบ้านและนอน โครงการนี้อาจจะพอขยับความน่าสนใจขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย หรือถ้ายิ่งทำงานอยู่ในศูนย์ราชการนนทบุรีก็น่าจะลงตัวมากๆ เพราะอาศัยการเดินแค่ 200 เมตรเท่านั้นก็ไปกลับบ้านกับที่ทำงานได้แบบไม่ต้องแคร์ปัญหาเรื่องการจราจรเลย ส่วนเรื่องการลงทุนเพื่อการปล่อยห้องเช่า คงต้องคำนวนกันให้ดีๆ ครับ อย่างที่บอกว่ามีคอนโดอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก ตัวเปรียบเทียบจึงเยอะตามไปด้วย แล้วยิ่งในบริเวณรอบๆ ก็ไม่ได้มีออฟฟิศใหญ่ๆ หรือเป็นย่านธุรกิจ กลุ่มคนหลักๆ ของบริเวณนี้น่าจะเป็นคนที่ทำงานในศูนย์ราชการ กระทรวงสาธารณะสุข หรือหน่วยงานราชการใกล้ๆ แคราย การจะหาคนมาเช่าห้องในราคา 10,000 บาท/เดือนเป็นอย่างน้อย อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่เลยครับ และด้วยราคาของห้องที่เริ่มต้นก็เปิดมา 2 ล้านต้นๆ แล้ว การลงทุนจึงต้องพิจารณาให้ละเอียดหน่อย ว่าห้องเช่าขนาด 31 ตร.ม. นี้จะหาจุดทำกำไรได้อย่างไรบ้าง
U Delight Residence Riverfront พระราม 3 : รีวิวคอนโด

U Delight Residence Riverfront พระราม 3 : รีวิวคอนโด

เพิ่งจะเปิดให้จองกันได้ไม่นานสำหรับ U Delight Residence Riverfront พระราม3 คอนโด High Rise ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจในเครือ Grand U ถ้าใครที่พอจะรู้จัก Developer รายนี้อยู่บ้าง ก็คงพอจะทราบว่า ภายใต้แบรนด์ U Delight Residence แต่ละโครงการจะมีการจัดสรรบรรยากาศภายในไว้น่าอยู่ดีทีเดียวครับ พอมาถึงโครงการล่าสุดในทำเลทองย่านพระราม 3 ที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบบนี้ จึงมีการออกแบบห้องให้พิเศษกว่าปกติ และทำราคาห้องไว้ค่อนข้างสูงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ในเครือ การเดินทาง ที่ตั้งโครงการอยู่บนถนนพระราม 3 ช่วงระหว่างสะพานพระราม 9 และสะพานภูมิพล (สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม) การเดินทางไปมาบริเวณนี้มีเส้นทางหลีกเลี่ยงได้หลายเส้นทาง เริ่มจากถนนฝั่งหน้าโครงการซึ่งมีหัวถนนอยู่ที่แยกคลองเตย ขนานมากับแม่น้ำเจ้าพระยามุ่งหน้าไปทางแยกถนนตก (แยกเข้าถนนเจริญกรุงก่อนข้ามสะพานกรุงเทพ) โดยระหว่างเส้นทางนี้ก็จะต้องผ่านตั้งแต่แยกนางลิ้นจี่ แยกถนนนราธิวาสฯ และแยกทางขึ้นสะพานภูมิพล โดยก่อนจะไปถึงแยกสาธุประดิษฐ์เราจะเห็นโครงการ U Delight Residence Riverfront อยู่ทางซ้ายมือ ถัดจากวัดปริวาสไปแค่ที่ดิน 1 แปลงกั้นเท่านั้น ทางเข้า-ออกโครงการอยู่ติดถนนใหญ่จึงหาได้ไม่ยากครับ หรือถ้ามาจากอีกฝั่งของถนน หัวถนนเริ่มที่แยกถนนตก (ถนนเจริญกรุง) มุ่งหน้ากลับมาทางคลองเตย เราจะผ่านแยกถนนเจริญราษฏร์ แยกถนนรัชดาภิเษก (ใต้สะพานพระราม9) และแยกถนนสาธุประดิษฐ์ ผ่านมาตามเส้นทางนี้แล้วเราจะต้องเลยไปกลับรถที่ใต้สะพานข้ามแยกสะพานภูมิพลแล้วกลับมาที่โครงการอีกครั้ง ตลอดเส้นทางถนนสายพระราม 3 นี้ การจราจรคล่องตัวดีตลอดวัน เพราะมีสะพานข้ามแยกทุกๆ แยก จึงไม่มีเรื่องรถติดให้กังวลมากนัก นอกจากเส้นทางหลักบนถนนพระราม 3 แล้ว ห่างจากตัวโครงการไปไม่ไกล ยังมีด่านขึ้นลงทางด่วนอยู่ห่างออกไปแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น รวมถึงเส้นทางสะพานภูมิพล หรือสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมที่สามารถข้ามไปยังแถบสุขสวัสดิ์ พระประแดง ปู่เจ้าสมิงพรายได้โดยง่าย จึงเรียกได้ว่าสะดวกมากๆ สำหรับคนที่อาศัยการเดินทางโดยรถยนต์เป็นหลัก อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีเส้นทางเข้า-ออกเมืองให้เลือกหลายเส้นทาง แต่ในช่วงเวลาเร่งด่วนที่หลายๆ คนเร่งรีบไปทำงานก็ต้องเลือกเส้นทางกันให้ดีๆ นะครับ โดยเฉพาะเส้นทางลัดเข้าใจกลางเมืองอย่างถนนสาธุประดิษฐ์ ถนนนราธิวาสฯ และคลองเตย ที่การจราจรหนาแน่นเกือบตลอดวัน และอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการเดินทางของคนที่ไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัวก็คือ รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ หรือ BRT นั่นเอง ซึ่งสถานี BRT ที่ใกล้โครงการมากที่สุดคือ สถานีวัดปริวาส โดยอยู่ห่างจากทางเข้าโครงการไม่เกิน 150 เมตรเท่านั้น แต่อย่าคาดหวังกับ BRTไว้สูงนะครับ เพราะในบางช่วงของถนน รถ BRT ก็ใช้เส้นทางร่วมกับรถปกติ ถ้ารถติดก็ติดยาวตามกันไปด้วย รวมถึงในช่วงกลางวัน หรือนอกช่วงเวลาเร่งด่วนจำนวนรถที่ให้บริการก็มีน้อยจนต้องรอกันนานกว่าจะมีผ่านมาซักคัน ถ้าคิดว่าไม่ต้องเร่งรีบเดินทางไปไหน BRT ก็ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกที่ใช้ได้แหละครับ วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ U Delight Residence Riverfront พระราม 3 เป็นคอนโด High Rise สูง 30 ชั้น ตั้งอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาบนเนื้อที่ 6 ไร่กว่าๆ บริเวณใกล้เคียงโดยรอบยังไม่มีอาคารสูง หรือคอนโดโครงการอื่นๆ ให้รบกวนสายตา แต่ในอนาคตก็ยังไม่แน่ เพราะที่ดินที่อยู่ติดกันยังเป็นที่ว่างอีกหลายแปลง โอกาสที่จะมีตึกสูงขึ้นขนาบข้างจึงยังพอมีอยู่ ตัวอาคารถูกออกแบบให้อยู่ในแนวยาวลึกเข้าไปจนเกือบติดริมแม่น้ำตามลักษณะของที่ดิน ด้านหนึ่งหันไปทางวัดปริวาส ถัดจากวัดไปจะเป็นโครงการ Bangkok Square (ชื่อเดิมคือ จตุจักรพระราม 3) วิวจากห้องด้านนี้มองเลยไปจะเห็นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมด้วย ส่วนอีกด้านซึ่ง ณ ปัจจุบันยังเป็นที่ดินว่าง ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นวิวได้ไกลไปถึงสะพานพระราม 9 เลยทีเดียว แต่ถ้าเกิดมีโครงการตึกสูงขึ้น ก็จะบังวิวกันไปเต็มๆ เลยครับ สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปแล้วยังถือว่าเงียบสงบดี เนื่องจากถนนพระราม 3 เป็นถนนใหญ่ขนาด 8 เลน (นับรวมช่อง BRT) และมีคลองระบายน้ำคั่นกลาง รวมถึงบริเวณรอบๆ ไม่มีชุมชน ร้านค้า แผงลอย จึงไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่ เท่าที่เห็นก็จะมีเพียงโครงการ Bangkok Square เท่านั้นที่อยู่ในระยะเดินถึงและพอจะพึ่งพาฝากท้องไว้กับร้านอาหารในโครงการได้บ้าง นอกเหนือจากนี้ก็ต้องเลยไปถึงถนนสาธุประดิษฐ์ ซึ่งมีทั้งตลาดสด ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงห้างสรรพสินค้าอย่างเซ็นทรัล และโลตัสให้จับจ่ายใช้สอยได้สบาย หรือถ้าย้อนกลับมาอีกทางก็ยังมี Community Mall อย่าง Int ที่มีร้านอาหารให้เลือกอีกหลายร้าน รวมถึงตลาดนัดครูหวีที่อยู่ติดกับธนาคารกรุงศรีสำนักงานใหญ่ ซึ่งมีร้านค้าแผงลอยตั้งขายเป็นจำนวนมากในช่วงกลางวันของวันทำงาน จึงไม่ต้องกลัวอดอยากเลยครับถ้าไม่ขี้เกียจเดินทางออกจากโครงการกันซะก่อน การออกแบบตัวอาคารดูเผินๆ จากด้านข้างออกจะทึบและน่าอึดอัดอยู่ไม่น้อย เพราะด้วยจำนวนห้องที่มากถึง 1,094 ยูนิต ซึ่งเรียงเป็นแพทเทิร์นต่อกันตั้งแต่ชั้น 6 ขึ้นมา จะมีก็แค่โซนด้านหน้าและด้านหลังตึกเท่านั้นที่เพิ่มลูกเล่นบริเวณระเบียงห้องที่มีการเล่นระดับให้คล้ายกับว่าตัวห้องยื่นออกมานอกอาคาร จึงช่วยให้ตัวตึกดูไม่น่าเบื่อเกินไป พื้นที่บริเวณชั้น G ไปจนถึงชั้น 5 เป็นพื้นที่ของที่จอดรถซึ่งมีอยู่ค่อนข้างจำกัดเพียง 40% เท่านั้น แถมยังนับรวมการจอดแบบซ้อนคันแล้วด้วย เรื่องจำนวนที่จอดรถจึงจัดว่าน่าเป็นห่วงมากๆ ถ้าลูกบ้านจำนวนเกินครึ่งมีรถยนต์ส่วนตัว เพราะนับยังไงก็มีที่จอดไม่พออยู่ดี และถึงทางโครงการจะพยายามชูประเด็นว่าลูกบ้านสามารถเดินทางได้โดยง่ายด้วยบริการขนส่งมวลชนอย่าง BRT ซึ่งมีสถานีอยู่ใกล้ๆ อีกทั้งยังมีบริการ Shuttle Bus รับส่งไปยังสถานีรถไฟฟ้าเพิ่มเติมให้ด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมายังโครงการยังสะดวกกว่ามากหลายเท่า นอกจากนี้อัตราส่วนของลิฟท์โดยสารภายในอาคารที่มีเพียง 4 ตัว (ไม่มีลิฟท์ขนของ) ต่อจำนวนห้องที่มากกว่า 1,000 ยูนิต นับว่าหนาแน่นมากเลยนะครับ เวลาที่ทุกคนต้องใช้ขึ้นลงอาคารจริงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องรอลิฟท์กันนานแค่ไหน ในส่วนของ Facility ในโครงการ ถูกจัดสรรไว้ที่บริเวณริมแม่น้ำเกือบทั้งหมด ทั้งสระว่ายน้ำ ห้อง Fitness และสวนหย่อมริมน้ำ ให้บรรยากาศสบายๆ เปิดรับวิวคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ที่บริเวณชั้น G ยังมีห้องสมุด และร้านสะดวกซื้อไว้คอยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านอีกด้วย ซึ่งดูจาก Facility ต่างๆ ที่เตรียมไว้แล้ว ก็พอจะเห็นว่าทางโครงการพยายามจัดสรรสาธารณูปโภคต่างๆ มาให้เต็มที่นะครับ แต่ก็อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานจริงเท่าไหร่ จากที่คิดว่าสวนริมน้ำจะถูกใช้เป็นที่นั่งเล่นรับลมชมวิวได้ชิวๆ ตอนวันหยุด ก็อาจจะไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการถ้าเพื่อนร่วมอาคารกว่าครึ่งเกิดใจตรงกัน และลงมาใช้สิทธิ์ในพื้นที่ส่วนกลางพร้อมๆ กัน บรรยากาศริมน้ำก็คงไม่ต่างจากงานมหกรรมย่อมๆ แน่นอน พาชมห้องตัวอย่าง ห้องตัวอย่างที่ทางโครงการเตรียมไว้นั้นมีด้วยกัน 2 แบบ เราเริ่มกันด้วยห้องแบบ 1 ห้องนอน ซึ่งเป็นแบบที่มีจำนวนมากที่สุดของโครงการ โดยมีขนาดเล็กสุดอยู่ที่ 34 ตร.ม. จุดเด่นที่แปลกตาของห้องแบบนี้คือ ห้องครัว ที่ถูกจัดไว้แนวเดียวกับระเบียง การเข้า-ออกห้องครัวจะต้องเดินผ่านห้องนอนก่อน ถึงจะดูว่าการจัดพื้นที่ทำได้เป็นสัดส่วนดี แต่ก็แอบแปลกใจกับแนวคิดการออกแบบของโครงการไม่น้อยเลย ห้องครัวทำเป็นครัวปิดนะครับ มีประตูกระจกบานเลื่อนเล็กๆ ช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นเข้ามารบกวนในห้องนอนได้บ้าง หน้าต่างบานใหญ่ในห้องครัวสามารถเปิดออกเพื่อช่วยในการระบายกลิ่นได้อีกทาง เคาน์เตอร์ครัว ตู้เก็บของ และซิงค์ล้างจานมีติดตั้งมาให้พร้อมห้องเรียบร้อยแล้ว ส่วนเตาไฟฟ้าทางโครงการเลือกแบบลอยตัวมาให้สำหรับห้องขนาดเล็ก จะขาดก็แค่เครื่องดูดควันเท่านั้นเอง อีกมุมที่น่าสนใจของห้องนี้ก็คือ ระเบียง ที่ถูกออกแบบให้เป็นแบบ Sunken Balcony ระเบียงเล่นระดับขนาดกว้าง ที่สามารถใช้เป็นมุมพักผ่อน นั่งเล่นชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา หรือจะใช้เป็นที่นั่งกินข้าวก็ยังไหวเพราะประตูระเบียงเชื่อมต่อกับห้องครัวอยู่แล้ว นอกจากนี้แล้วส่วนอื่นๆ ในห้องก็ถูกจัดสรรไว้เรียบร้อย กว้างขวางดีพอสมควร ทั้งห้องนอนที่มีประตูกระจกเลื่อนบานใหญ่ช่วยแบ่งพื้นที่ออกจากห้องนั่งเล่นได้ชัดเจนขึ้น แถมมีทั้งเฟอร์นิเจอร์ Built-in และลอยตัวมาให้เสร็จสรรพ เกือบจะไม่ต้องหาซื้ออะไรมาเพิ่มเติมก็หิ้วกระเป๋าพร้อมเข้าอยู่ได้เลย ส่วนอีกห้องเป็นห้องแบบ 2 ห้องนอน ซึ่งมีขนาด 55-56 ตร.ม. เด่นด้วยระเบียงห้องขนาดกว้างที่ยื่นออกไปด้านนอกห้องทำให้มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้เต็มตา Layout ห้องในส่วนกลางห้องจัดเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่น เชื่อมต่อถึงบริเวณระเบียงด้วยประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ พอเปิดม่านออกแล้วจึงให้ความรู้สึกโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น สำหรับห้องครัวแยกออกไว้เป็นอีกส่วน เป็นครัวแบบปิด พร้อมด้วยเครื่องครัวที่จัดมาให้แบบครบชุดทั้ง เตาไฟฟ้า พร้อมเครื่องดูดควัน ซิงค์ล้างจาน เคาน์เตอร์ครัว และตู้เก็บของทั้งด้านบนและด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีระเบียงเล็กๆ ติดกับห้องครัว ใช้เป็นที่แขวนคอมเพรสเซอร์แอร์ และวางเครื่องซักผ้า ซึ่งพอมีพื้นที่เหลือให้ตากผ้าได้อีกเล็กน้อย ถือว่าใช้สอยประโยชน์ได้ดีทีเดียว ส่วนห้องนอนใหญ่ถูกจัดไว้อย่างง่ายๆ แต่เด่นด้วยกระจกห้องแบบเข้ามุม ซึ่งช่วยเปิดมุมรับวิวแม่น้ำได้กว้างมากขึ้น ในขณะที่ห้องนอนเล็กอาจจะมีขนาดเล็กไปซักหน่อยสำหรับการใช้งานจริง ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้เป็นห้องนอน แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนฟังก์ชั่นให้กลายเป็นห้องทำงาน หรือห้องแต่งตัวก็น่าจะดีกว่า โดยภาพรวมแล้ว เรื่องขนาดและฟังก์ชั่นของห้องที่ทางโครงการจัดไว้นั้นถือว่ากว้างขวางดีทีเดียว ทั้งฝ้าเพดานที่สูง 2.6 เมตร ประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ที่ช่วยทำให้ห้องโปร่งสบายตามายิ่งขึ้น และส่วนสำคัญที่ทางโครงการเพิ่มเติมขึ้นมาเป็นพิเศษก็คือ ช่องลม เหนือประตูทางเข้าห้องทุกห้อง ที่เราสามารถยกคันโยกเปิดช่องให้ลมไหลผ่าน ซึ่งช่วยให้อากาศในห้องถ่ายเทได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยประหยัดค่าไฟในห้องได้อีก เพราะเมื่อเปิดช่องลมและประตูระเบียงไว้ก็สามารถรับลมแม่น้ำได้เต็มๆ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ทั้งวันให้เปลืองไฟ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องของตำแหน่งห้องแล้วล่ะครับว่าจะชอบห้องทางทิศไหน และคาดหวังกับวิวแบบใดมากกว่ากัน ความคุ้มค่าการลงทุน สำหรับ U Delight Residence Riverfront พระราม 3 ถือว่า เรียกความน่าสนใจได้ไม่น้อยเลย ถึงแม้ว่าตัวโครงการจะไม่ได้เกาะอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าเลยก็ตาม แต่เพราะด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการซึ่งติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ช่วยเสริมให้บรรยากาศของโครงการพิเศษมากกว่าโครงการอื่นๆ ในเครือ โดยเฉพาะแบบห้องที่เป็น Riverfront ราคาจึงกระโดดสูงทะลุเพดานไปเลย รวมถึงห้องขนาด 1 ห้องนอน ที่น่าจะจับต้องได้ง่ายที่สุดก็มีราคาเริ่มต้นที่ 2.49 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ซึ่งราคานี้เป็นราคาโปรโมชั่นของห้องเปล่าๆ ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์มาให้ด้วย นะครับ ถึงจะต้องเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าห้องเองก็ต้องคิดกันนิดนึง เพราะด้วยขนาดห้องของ U Delight ที่หาเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปมาจัดให้ลงตัวได้ยาก ดังนั้นถ้าเลือกซื้อแบบพร้อมเฟอร์นิเจอร์ได้ก็จะสะดวกกว่า สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวอาจจะต้องคิดเยอะกันพอสมควร เพราะระบบขนส่งมวลชนก็มีแค่ BRT เท่านั้นที่จะเป็นหนทางไปต่อรถไฟฟ้าในเมืองได้ประหยัดที่สุด หรือถ้าจะพึ่งพารถเมล์และรถสองแถวก็อาจจะต้องนั่งรถกันหลายต่อเลยทีเดียว รวมถึงเรื่องอาหารการกินที่ในระยะที่สามารถเดินได้สบายๆ ก็มีเพียงร้านอาหารในโครงการ Bangkok Square เท่านั้น ซึ่งมีแต่ร้านอาหารดังเจ้าใหญ่ๆ ทั้งนั้น ถ้าจะฝากท้องไว้ทุกวันมีหวังกระเป๋าแห้งแน่ๆ ดังนั้นเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า ร้านอาหารรอบๆ โครงการจึงแทบจะเรียกว่าติดลบ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นคนที่รักการทำครัว ชอบไปจับจ่ายในตลาดแล้วหาซื้อของมาตุนไว้ทำกับข้าวกินเอง อันนี้อีกเรื่องนึงครับ ถ้าใครกำลังคิดจะจับจองห้องของ U Delight Residence Riverfrontไว้เกร็งกำไรในรูปแบบการปล่อยเช่า คงต้องทำการบ้านกันหนักหน่อย เพราะทำเลไม่ได้อยู่ในย่านชุมชน หรือย่านธุรกิจที่คนพลุกพล่านเลย อีกทั้งยังไม่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าอีก จึงอาจจะทำให้การปล่อยเช่าเป็นไปได้ยาก แต่สำหรับคนที่มองหาที่พักอาศัยริมน้ำ บรรยากาศดีๆ ทำเลไม่ห่างจากเมืองมากนักไว้อยู่อาศัยเอง และไม่ได้หวังว่าจะทำกำไรจากการขายหรือปล่อยเช่า โครงการนี้ก็น่าจะลงตัวดีนะครับ ถึงราคาต่อตารางเมตรจะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้จากโครงการก็ตาม
Issara Collection Sathorn : รีวิวคอนโด

Issara Collection Sathorn : รีวิวคอนโด

รีวิวฉบับนี้ เรายังคงวนเวียนอยู่ในย่านสาทร แต่คราวนี้จะข้ามมาทางฝั่งถนนนางลิ้นจี่ เพื่อดูคอนโด Low Rise หรูให้ความเป็นส่วนตัว ด้วยยูนิตที่น้อยเพียง 33 ยูนิต ชื่อโครงการ "Issara Collection Sathorn" โครงการใหม่จาก ชาญ อิสสระ การเดินทาง โครงการ Issara Collection สาทร ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตสาทร แต่ถ้าจะให้ระบุพิกัดชัดๆ ก็ต้องบอกว่าอยู่ในซอยนางลิ้นจี่ 4 นะครับ ซึ่งการเดินทางไปยังตัวโครงการก็สามารถไปได้หลายทาง เส้นทางหลักที่เราใช้ในครั้งนี้มาจากทางถนนจันทน์ วิ่งตรงมาเรื่อยๆ ผ่านสี่แยกที่ตัดกับถนนนราธิวาสราชนครินทร์แล้ว ให้ตรงต่อมาจนถึงถนนนางลิ้นจี่ จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายมาอีกประมาณ 120 เมตร ก็จะเจอซอยนางลิ้นจี่ 4 อยู่ทางซ้ายมือพอดี หรือถ้าขึ้นทางด่วนขั้นที่ 1 มาลงที่ถนนพระราม 3 (ช่องนนทรี-นางลิ้นจี่) ก็สามารถเลี้ยวขวาเข้าถนนนางลิ้นจี่ได้เลย จากแยกนี้ตรงมาอีกแค่ 1 กิโลเมตรก็จะถึงซอยนางลิ้นจี่ 4 พอดี ส่วนถ้าจะเข้ามาทางซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 พอตรงมาเจอสามแยกเทคนิคกรุงเทพ ก็แค่เลี้ยวขวาเข้าถนนนางลิ้นจี่มาอีก 600 เมตรเท่านั้น แล้วเตรียมเลี้ยวเข้าซอยนางลิ้นจี่ 4 ได้เลย แต่ถ้ามาจากถนนสาทรใต้ ก็ให้เลี้ยวเข้าซอยสวนพลู (สาทร 3) วิ่งตามซอยสวนพลูมาเข้าถนนนางลิ้นจี่ ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพมาเล็กน้อย ซอยนางลิ้นจี่ 4 จะอยู่ทางขวามือ เยื้องกับปั้มน้ำมันบางจาก นอกจากเส้นทางที่เรายกตัวอย่างมาให้แล้ว ยังมีเส้นทางลัดอื่นๆ อีก ทั้งทางซอยเย็นอากาศที่สามารถตัดไปออกถนนพระราม 4 หรือซอยสาทร 1 ได้ เช่นเดียวกันกับถนนของกรมการบินพลเรือน ที่ตัดเข้าซอยงามดูพลี ไปออกถนนพระราม 4 และซอยสาทร 1 ได้เหมือนกัน ต้องบอกว่าทำเลของถนนนางลิ้นจี่นี่ได้เปรียบในเรื่องเส้นทางเข้าออกที่สามารถเลือกได้หลายทาง ทำให้เรามีทางหนีรถติดได้เยอะดีทีเดียวครับ และด้วยแบรนด์ของโครงการที่เป็นระดับ Hi-End กลุ่มลูกค้าของโครงการคงจะเน้นการเดินทางด้วยรถส่วนตัวเป็นหลัก ถึงแม้ว่าทำเลที่ตั้งโครงการจะไม่มีรถไฟฟ้าสายต่างๆ อยู่ใกล้มากพอที่จะสามารถเดินไปได้โดยสะดวก ก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะเส้นทางการเดินทางด้วยรถส่วนตัวก็ถือว่าสะดวกมากๆ ถ้าไม่นับเรื่องปัญหาการจราจรที่ต่างก็รู้กันดี แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหากต้องการจะใช้บริการระบบขนส่งมวลชนบ้าง ก็ใช่ว่าจะไม่สะดวก เพราะแค่เดินออกมาที่ปากซอยนางลิ้นจี่ 4 ก็มีทั้งรถแท็กซี่ สามล้อ สองแถว รวมถึงรถเมล์วิ่งผ่านอีกหลายสาย หรือถ้าจะให้เร็วก็เรียกบริการวินมอเตอร์ไซค์บริเวณปากซอยได้เช่นกัน รับรองว่าพี่วินแถวนี้เค้ารู้ทางหลบรถติดดีระดับเซียน จะหนีออกบ่อนไก่ พระราม 4 สาทร พระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง คลองเตย หรือเส้นทางอื่นได้หมด เชื่อเถอะว่าตรอกซอกซอยแถวนี้โยงใยหากันได้อย่างที่คุณคิดไม่ถึงเลยทีเดียว วิเคราะห์ตัวโครงการ ในขณะที่ที่ตั้งโครงการ Issara Collection สาทร อยู่ในซอยตันที่มีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักอาศัย แต่ด้วยความที่ซอยนางลิ้นจี่ 4 อยู่ไม่ห่างจากเขตชุมชนเดิมของบริเวณนี้มากนัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงจัดว่าเพียบพร้อมมากๆ ออกมาแค่ปากซอยก็จะเจอโครงการ De For Rest ซึ่งเป็นเหมือน Community Mall เล็กๆ ที่รวบรวมร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเสริมสวย และบริการล้างรถไว้ด้วยกัน ฝั่งตรงข้ามซอยจะมีปั้มน้ำมันบางจาก ซึ่งก็มีร้านกาแฟ ร้านซักรีด คลินิครักษาสัตว์ และบริการล้างรถของ Maguire’s อีกเจ้า แถมปากซอยเย็นอากาศยังมี Tops Supermarket ให้เป็นที่จับจ่ายซื้อของกินของใช้เข้าครัวอีกด้วย ในขณะที่ห่างออกไปอีกหน่อยทางฝั่งนางลิ้นจี่ก็มีตลาดสด พร้อมกับของอร่อยริมทางอีกหลายเจ้า เลยไปอีกนิดยังมี T.T.N. Avenue ซึ่งมีทั้ง Tops ร้านกาแฟ และร้านอาหารให้ฝากท้องอีกหลายเจ้า หรือถ้าขยับไปทางซอยสวนพลูก็มีอีกหนึ่งตลาดสด รวมถึงแผงลอยขายอาหารอีกมากจนละลานตาไปหมด ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในระยะที่สามารถเดินหรือขี่จักรยานมาได้ง่ายๆ ครับ โครงการ De for-rest อันนี้อยู่ติดๆ กับปากซอยนางลิ้นจี่ 4 เลย ในโครงการนี้ก็มีร้านอาหารด้วยนะครับ เอาไว้เป็นที่ฝากท้องยามที่ขี้เกียจขับรถออกไปไกลๆ ได้ ร้านกาแฟวาวีในโครงการก็มานั่งเล่นชิวๆ ได้ บรรยากาศดีเหมือนกันนะครับ ตลาดนัดด้านหลังปั๊มน้ำมันบางจาก มีของกินหลายอย่างเหมือนกัน ของใช้กับเสื้อผ้าก็มีนะครับ เปิดทุกเย็นวันจันทร์ แวะไปเดินเล่นซ๊อปปิ้งกันได้ ฝั่งตรงข้ามเทคนิคกรุงเทพฯ มีร้านกาแฟ Think Tank เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง T.T.N. Avenue คอมมิวนิตี้มอลล์อีกแห่งที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานมาก ตั้งอยู่บนถนนนางลิ้นจี่ค่อนมาทางฝั่งพระราม 3 นะครับ ข้างในมีร้านอาหารและร้านอาหารให้เลือกฝากท้องหลายร้านเลย แถมยังมี Tops Super Market อีกด้วย นอกจากความสะดวกสบายในพื้นที่แล้ว ในรัศมีรอบที่ตั้งโครงการยังแวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภคแบบคนเมืองเต็มพิกัด ทั้งห้างสรรพสินค้า แหล่งช็อปปิ้ง สถานศึกษา สถานฑูต สถานที่ราชการ แหล่งธุรกิจ สำนักงาน และสถานที่ Hang Out อีกเพียบ เพียงแค่ขยับขับรถกันซักหน่อย จะไปพระราม3 สีลม สาทร สยาม ทองหล่อ เอกมัย หรือแอบไปชิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็เดินทางได้สะดวกทั้งสิ้น ผ่านจากเรื่องสภาพแวดล้อมโดยรอบไปแล้ว ที่นี้ก็มาดูที่ตัวโครงการกันบ้าง อย่างที่บอกไปแล้วว่าซอยนางลิ้นจี่ 4 เป็นซอยตัน ดังนั้นบรรยากาศภายในซอยจึงเงียบสงบมาก และค่อนข้างร่มรื่นเพราะยังมีต้นไม้ใหญ่อยู่มาก อีกทั้งถนนในซอยก็กว้างแค่พอขับรถสวนกันได้เท่านั้น ผู้คนไม่พลุกพล่าน ปริมาณรถก็น้อยเลยไม่ค่อยเป็นปัญหาครับ ภายในซอยจะมีบ้านพักอาศัยประเภทบ้านเดี่ยว 2-3 ชั้น และคอนโด อพาร์ทเม้นท์สูงไม่เกิน 8 ชั้นอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อนบ้านที่ติดกันกับที่ดินโครงการเป็นบ้านเดี่ยวนะครับ ส่วนตึกคอนโด/อพาร์ทเม้นท์จะอยู่ถัดออกไป ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตึกขนาบข้างให้น่าอึดอัด ขณะเดียวกันทางโครงการก็จัดสรรให้พื้นที่รอบๆ อาคารเป็นสวนไปซะ แล้วปลูกต้นเพื่อช่วยบังสายตาและเพิ่มความเป็นส่วนตัวเข้าไปอีก คาดว่าของจริงน่าจะร่มรื่นดีนะครับ โครงการ Issara Collection เป็นคอนโดที่เน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวสูง ทั้งโครงการจึงมีเพียง 33 ยูนิตเท่านั้น ตัวอาคารเป็นตึกเดี่ยวสูง 7 ชั้น ภายใต้การออกแบบตกแต่งในสไตล์ไทยโมเดิร์น (Siwilai Modern Concept) ซึ่งจะเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยห้องพักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 1-7 และมีชั้นจอดรถใต้ดินอีก 2 ชั้น อีกทั้งยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยลิฟท์โดยสารแบบส่วนตัวสำหรับห้อง Type 3 Bedrooms นอกเหนือจากลิฟท์ส่วนกลางมาให้ด้วย จึงให้ความรู้สึกแบบ Exclusive Luxury มากยิ่งขึ้น สำหรับ Main Facilities จะอยู่ที่ชั้น 6-7 และดาดฟ้านะครับ โดยที่ห้องฟิตเนส ห้องสตรีม และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจะอยู่ที่ชั้น 6 ซึ่งทางโครงการก็ใส่ใจในรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยการออกแบบให้ซิลลิ่งของห้องฟิตเนสสูงไปถึงชั้น 7 เพิ่มบรรยากาศให้ปลอดโปร่งมากขึ้นเวลาออกกำลังกาย ในขณะที่สระว่ายน้ำถูกจัดวางไว้บนดาดฟ้าของอาคารนะครับ ซึ่งสระว่ายน้ำเป็นระบบน้ำเกลือ และมีแยกสระเด็กกับจากุชชี่มาให้ด้วย นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน มี Lobby ในโซนด้านหน้าโครงการ พร้อมทั้งจัดเตรียม Driver Room ห้องพักคนขับรถไว้ให้ตรงบริเวณลานจอดรถที่ชั้น 1 ด้วยเพื่อความเรียบร้อย ถ้าจะให้เห็นภาพมาขึ้นลองมาดู Floor Plan กันก่อนเลยครับ พาชมห้องตัวอย่าง มาถึงในส่วนของห้องตัวอย่างกันบ้าง ก่อนอื่นต้องแจ้งให้ทราบว่าสำนักงานขายของโครงการ Issara Collection ไม่ได้อยู่ที่ที่ตั้งโครงการนะครับ Sales Gallery อยู่เลยแยกที่จะไปด่านทางด่วนนางลิ้นจี่นิดนึงครับ ข้ามแยกไฟแดงใต้ทางด่วนมาก็เห็น Sales Gallery เลย ซึ่งบรรยากาศภายในก็ตกแต่งไว้ตามคอนเซปต์ของโครงการเลย เช่นเดียวกันกับในห้องตัวอย่างที่ใช้วัสดุ การตกแต่งตามจริงทั้งหมด (ยกเว้นเฟอร์นิเจอร์ของแต่งห้อง) แบบห้องของโครงการมีให้เลือกเป็นแบบ 2 Bedrooms, 3 Bedrooms และ 3 Bedrooms Duplex เท่านั้นนะครับ โดยมีขนาดห้องเริ่มต้นที่ 108 ตร.ม. และมีห้องไซส์ใหญ่สุดขนาด 244.4 ตร.ม. ซึ่งเป็นห้องตัวอย่างเพียงแบบเดียวที่ทางโครงการเลือกทำมาโชว์ไว้ที่ Sales Gallery แห่งนี้ ก่อนจะไปดูภาพห้องจริง เรามาดูแปลนห้องคร่าวๆ กันก่อนครับ ห้องนี้เป็นห้อง Type-3E ซึ่งมีเพียง 9 ห้องเท่านั้น โดยที่แต่ละห้องอาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องสลับตำแหน่งซ้ายขวานิดหน่อย ห้องทั้งหมดของโครงการขายมาแบบ Partly Fitted คือติดตั้งและตกแต่งมาเป็นแนวทางให้แล้วพอประมาณ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้อื่นๆก็ตกแต่งเพิ่มเต็มกันตามสไตล์ไปเลย ห้องไซส์นี้เป็นแบบ 3 Bedrooms โดยแบ่งเป็น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ และ 1 ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำ เมื่อออกมาจากลิฟท์ส่วนตัวก็จะเข้าสู่พื้นที่โถงหน้าห้อง ซึ่งมีห้องเก็บของอยู่ตรงนี้ด้วย ประตูบานสูงอีกฝั่งจะเป็นประตูหลักที่ใช้เข้าห้องครับ ทางโครงการเลือกออกแบบให้ประตูเข้าห้องเป็นบานสูงจรดเพดานเลย พอเปิดเข้ามาแล้วก็จะเห็นพื้นที่ในโซน Living Area ที่อยู่ส่วนกลางของห้อง ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือให้ความรู้สึกโอ่งโถงมากเป็นพิเศษ และจุดเด่นที่สำคัญที่ทำให้บรรยากาศของห้องนี้แตกต่างจากคอนโดทั่วไปก็คือ พื้นที่ระเบียงที่กว้างกว่า 10 เมตร ซึ่งประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่นี้เราสามารถเลื่อนเปิดได้กว้างจนสุดเพื่อให้พื้นที่ภายในห้องและระเบียงเชื่อมต่อถึงกันโดยไม่อะไรมาเกะกะสายตา ทำให้ห้องดูกว้างขึ้นไปอีก และได้บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านเดี่ยวมากกว่าคอนโดอื่นครับ อีก Area หนึ่งที่ทางโครงการตกแต่งเสนอเป็นไอเดียให้ก็คือ ห้องกระจกในบริเวณ Living Area นั่นเอง ทางโครงการเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า Collection Room ซึ่งในห้องจริงไม่มีการกั้นพื้นที่ตรงนี้ไว้ให้นะครับ แต่ในห้องตัวอย่างนี่ทำไว้ให้เห็นว่าสามารถเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้กับห้องได้อีก ลูกค้าบางคนอาจจะชอบกับไอเดียนี้ที่สามารถทำห้องน้ำเป็นห้องทำงาน ห้องเปียโน ห้องสมุด หรือให้เป็นห้องเก็บของสะสมพร้อมตั้งโชว์ได้ด้วย แต่ถ้าการกั้นห้องแบบนี้ยังไม่โดนใจ จะปล่อยให้พื้นที่บริเวณนี้กว้างต่อจากบริเวณนั่งเล่นเลยก็ได้เช่นกัน สำหรับในส่วนของห้องนอน แต่ละห้องจัดสรรมาโดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและเน้นความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยเป็นหลักเช่นกัน ห้องนอนแต่ละห้องจะมีห้องน้ำในตัว เริ่มด้วยห้องนอนใหญ่ หรือ Master Bedroom ที่จัดเต็มมาให้ทั้งอ่างอาบน้ำดีไซน์หรูกลางห้องน้ำ และโซนอาบน้ำแบบ Rain Shower ภายในห้องน้ำตกแต่งด้วยกระเบื้อง Homogeneous Tile โทนสีขาว-เทา เพิ่มด้วยลูกเล่นของการจัดไฟในโทนอุ่น โดยเฉพาะบริเวณหน้ากระจกเหนืออ่างล้างหน้าที่ทางโครงการตกแต่งไว้ให้ดูเป็นไอเดีย ทำให้บรรยากาศภายในห้องน้ำของ Master Bedroom แทบไม่ต่างจากโรงแรม 5 ดาวเลยทีเดียว ในขณะที่พื้นที่ใช้สอยภายบริเวณห้องนอนก็กว้างขวางไม่น้อยเลย เพราะบริเวณปลายเตียงสามารถวางโซฟาไว้นั่งเล่นดูทีวีได้อีกชุด แถมยังมีพื้นที่ว่างเหลืออีกเพียบ ซึ่งเราสามารถดีไซน์เพิ่มประโยชน์ให้กับพื้นที่ใช้สอยตรงจุดนี้ได้หลากหลายไอเดียเลยครับ หรือจะดูที่ทางโครงการทำไว้ในห้องตัวอย่างเผื่อเป็นไอเดียก่อนก็ได้ ส่วนในห้องนอนเล็กอีกสองห้องก็ถูกออกแบบให้มี Layout ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเน้นประโยชน์การใช้สอยพื้นที่ให้หลากหลายตามคอนเซปต์การออกแบบของโครงการ แอบใส่ฟังก์ชั่นเพิ่มเติมเข้าไป เช่น ชั้นเก็บของที่ด้านหลังบานกระจกเหนืออ่างล้างหน้า และตู้เก็บของในห้องน้ำ รวมถึงการดีไซน์ให้พื้นที่ที่ติดกับบริเวณห้องน้ำเป็น Walk in Closet ซึ่งเราสามารถใช้แนวคิดที่ทางโครงการตกแต่งไว้เป็น Guile Idea ไว้ให้ หรือจะดีไซน์ตกแต่งแบบอื่นให้ตรงกับการใช้งานของเราเองก็ได้ ทีนี้เรามาดูในส่วนของห้องครัวกันบ้าง พื้นที่ส่วนนี้ทางโครงการให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าส่วนอื่นเลย เพราะมีการจัดสรรพื้นที่ครัวมาให้ตามการใช้งาน โดยส่วนแรกซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับ Living Area ทางโครงการออกแบบให้มีครัวเปิดสไตล์ฝรั่ง ที่มาพร้อมชุดเคาน์เตอร์ครัวหรูหรา และอุปกรณ์ครบครัน แล้วยังตกแต่งเพิ่มเติมด้วยเคาน์เตอร์ลอยตัวกับโต๊ะกินข้าวขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนนี้ไม่ได้รวมมากับชุดครัวนะครับ แต่ทางโครงการทำไว้เป็นตัวอย่างอีกเช่นกัน ซึ่งการตกแต่งเพิ่มเติมในจุดนี้เพิ่มความน่าสนใจให้กับห้องได้ไม่น้อยเลย เพราะทำให้บรรยากาศภายในห้องดูเป็นบ้านที่อบอุ่นมากขึ้น แถมยังสามารถรองรับการจัดปาร์ตี้ย่อมๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ทางโครงการยังจัดพื้นที่สำหรับครัวไทยแยกไว้เป็นสัดส่วนในห้องใกล้ๆ กัน พร้อมกับประตูปิดมิดชิดเพื่อป้องกันปัญหากลิ่นรบกวนในห้อง อีกทั้งยังมีหน้าต่างบานเล็กในห้องครัวไว้ช่วยระบายอากาศได้อีกทาง แต่เท่าที่เดินดูภายในห้องครัวไทยจะสังเกตุเห็นว่า บรรยากาศในห้องครัวค่อนข้างทึบและแคบไปหน่อย ถ้าบ้านไหนชอบลงครัวปรุงอาหารไทยบ่อยๆ อาจจะรู้สึกไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควรมั้งครับ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นส่วนปลีกย่อยอื่นๆ ที่ทางโครงการก็คิดมาให้เสร็จสรรพ ทั้งห้องนอนแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว และประตูทางเข้า-ออกของแม่บ้านซึ่งแยกจากประตูหลัก ห้องเก็บของบริเวณโถงลิฟท์หน้าห้องที่จะช่วยให้เราสามารถเก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้ได้เรียบร้อยและไม่เกะกะภายในห้อง รวมถึงมุมที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์บริเวณระเบียง ที่กั้นพื้นที่ไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยดีทีเดียว สำหรับโครงการ Issara Collection สาทร ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายในตลาดบน ที่มีงบประมาณตั้งแต่ 15 ล้านขึ้นไป ซึ่งเน้นความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวสูง เรื่องขนาดห้องจึงออกแบบมาให้กว้างขวางตอบโจทย์การใช้งาน และให้บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านเดี่ยวมากกว่าคอนโด โดยน่าจะเหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการหาคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง ได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ในขณะที่ยังอยู่ในทำเลย่านกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยรถยนต์ส่วนตัว Issara Collection น่าจะตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ดีทีเดียวครับ
Estes รัตนาธิเบศร์ : รีวิวคอนโด

Estes รัตนาธิเบศร์ : รีวิวคอนโด

ทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงกำลังได้รับความนิยมไม่น้อยสำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดในย่านรัตนาธิเบศร์ คอนโดในแถบนี้จึงมีให้เลือกมากมายหลายโครงการ ซึ่งครั้งนี้เราจะพาไปดูคอนโด Estes ของบริษัท อควาเรียส เอสเตท จำกัด ว่ามีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง การเดินทาง ตัวโครงการ Estes ตั้งอยู่ริมถนนรัตนาธิเบศร์ฝั่งขาเข้ากรุงเทพ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าศรีพรสวรรค์ด้วยระยะทางเพียง 350 เมตร ซึ่งจัดว่าอยู่ในระยะที่สามารถเดินได้อย่างสบายๆ ดังนั้นการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ด้วยรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงนี้จึงจัดว่าสะดวกอยู่พอตัว กว่าโครงการจะสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในปี 2560 รถไฟฟ้าก็เปิดให้บริการกันไปเรียบร้อยแล้ว เพราะมีกำหนดการว่ารถไฟฟ้าสายนี้จะเปิดให้บริการได้ในปี 2559 นั่นเอง สำหรับคนที่มีแนวโน้มจะย้ายที่อยู่อาศัยหรือว่าทำงานอยู่ในย่านนี้อยู่แล้ว ก็อาจจะลองดูโครงการนี้เอาไว้เป็นตัวเปรียบเทียบกับโครงการอื่นๆ ดูได้ ส่วนเรื่องการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็สามารถเดินทางมาได้ง่ายจากถนนงามวงศ์วานผ่านแยกแครายมา เข้าสู่ถนนรัตนาธิเบศร์มุ่งหน้าไปบางบัวทอง ผ่านเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ที่อยู่ทางด้านขวามือแล้วก็เตรียมขึ้นสะพานกลับรถได้ทันที หลังจากที่กลับรถกลับมาแล้ว เราจะผ่านหน้าเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์อีกครั้ง พอขับรถเลยมาอีกประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงทางเข้าโครงการ Estes พอดี แต่ถ้าวัดระยะทางกันแบบขี้โกงๆ หน่อย ก็เริ่มนับกันตั้งแต่เสาสุดท้ายของรั้วห้างมาถึงรั้วโครงการก็จะได้ระยะทาง 350 เมตรตามที่ทางโครงการคุยไว้พอดีครับ นอกจากนี้ถนนหนทางโดยรอบโครงการยังมีเส้นทางเลี่ยงเข้าเมืองได้อีกหลายทาง ทั้งถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี ถนนติวานนท์ รวมถึงด่านทางด่วนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล จะติดก็แต่ปัญหารถติดในช่วงเวลาเร่งด่วนของวันที่ติดกันจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าต้องเดินทางไปทำงานในเมือง หรือทำธุระในระแวกอื่นคงต้องเผื่อเวลากันให้ดีๆ แต่ถ้าเป็นการเดินทางไปทำงานในระแวกใกล้เคียงด้วยบริการรถสาธารณะอื่นๆ ก็ถือว่ามีตัวเลือกที่เยอะใช้ได้เลยล่ะ เพราะตัวโครงการตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ จึงหาเรียก Taxi ได้ไม่ยาก รวมถึงรถเมล์ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็เรียกใช้บริการได้สะดวกเหมือนกัน วิเคราะห์ภาพรวมโครงการ บริเวณโดยรอบที่ตั้งโครงการอาจจะไม่ได้มีความพร้อมมากนัก สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบายแบบคนเมือง เพราะรอบๆ ยังมีบรรยากาศแบบชานเมืองอยู่ ทั้งห้างสรรพสินค้าอย่างเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ และบิ๊กซีที่ไม่ได้หรูหรามีร้านค้ามากมายให้เลือกช๊อปปิ้ง แต่ถ้าจะให้มีตัวเลือกมากขึ้นมาอีกหน่อยก็คงต้องขยับออกมาในรัศมีประมาณ 5 กิโลเมตร ที่มีทั้ง The Mall งามวงศ์วาน, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า, The Esplanade รัตนาธิเบศร์ และ Tesco Lotus ซึ่งพอจะให้เราเปลี่ยนบรรยากาศในการจับจ่ายซื้อของได้บ้าง นอกจากนี้บริเวณรอบๆ โครงการก็ยังเป็นชุมชนบ้านพักอาศัยในแนวราบเสียเป็นส่วนใหญ่ จะมีอาคารสูงที่อยู่ในระยะประชิดก็แค่คอนโด City Home ทางด้านหลังที่ยังไงก็เลี่ยงกันไม่พ้นสำหรับห้องด้านนี้ที่อยู่ต่ำกว่าชั้น 20 ลงมา นอกนั้นก็ยังไม่มีโครงการอื่นๆ ขึ้นขนาบด้านข้างครับ ถึงเราจะบอกว่ารอบๆ มีบรรยากาศแบบชานเมืองอยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสงบเงียบไปซะทีเดียวนะครับ เพราะการจราจรที่หนาแน่นเกือบตลอดวันและทุกวันบนถนนรัตนาธิเบศร์ รวมถึงยังมีรางรถไฟฟ้าผ่านหน้าโครงการ มลภาวะทางเสียงจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก ดังนั้นการเลือกตำแหน่งห้องนอกจากเรื่องทิศทางที่เหมาะสมแล้ว อาจจะต้องเก็บเรื่องพวกนี้ไปประกอบการพิจารณาด้วยเหมือนกัน คอนโด Estes รัตนาธิเบศร์ เป็นโครงการ High Rise สูง 36 ชั้น มียูนิตรวม 474 ยูนิต ภายใต้คอนเซปการออกแบบที่เน้นความแปลกใหม่และทันสมัย แตกต่างจากคอนโดโครงการอื่นๆ ทั่วไปในย่านเดียวกัน จุดเด่นอยู่ที่ระยะความสูงของห้องตั้งแต่พื้นจรดเพดานที่สูงถึง 3.6 เมตร ทำให้การจัดวาง Layout ภายในห้องต่างจากที่คุ้นเคยอยู่มาก นอกจากบรรยากาศแบบโปร่งโล่งเนื่องด้วยความสูงของเพดานแล้ว ทางโครงการยังเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องด้วยการทำชั้นลอยเพิ่มขึ้นมา ถ้าใครได้เห็นห้องตัวอย่างก็คงจะสะดุดตา ถูกใจได้ไม่ยาก เพราะ Lay out ห้องแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลยครับ สำหรับ Facility ต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวกันอยู่ที่ชั้น 35, 36 และมีสวนบนดาดฟ้า ซึ่งจะแบ่งเป็นห้อง Fitness ห้องสันทนาการ ห้องเด็กเล่นพร้อมอุปกรณ์ และสวนหย่อมที่ชั้น 35 ส่วนที่ชั้น 36 จะเป็นสระว่ายน้ำทั้งสระเด็ก และสระผู้ใหญ่ นอกจากนี้ที่บริเวณชั้น 7 ยังมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติมเป็นสวนขนาดเล็ก พร้อมห้องซักรีด และห้องเอนกประสงค์ สำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนได้อีกด้วย ส่วนตัวแล้วถือว่าทางโครงการพยายามจัดมาให้เต็มที่และตกแต่งให้ดูน่าใช้งานดีนะครับ ส่วนเรื่องที่จอดรถทางโครงการจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2-6 ไว้เป็นที่จอดรถ นับรวมแบบจอดซ้อนคันแล้วก็จอดได้แค่ 167 คัน หรือแค่ 35% เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากสำหรับโครงการที่มีภาพลักษณ์เน้นความหรูหราแบบนี้ เพราะกลุ่มลูกค้าในระดับปานกลางที่จะมาซื้อห้องก็น่าจะมีรถส่วนตัวกันอยู่แล้ว เรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอจึงอาจจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นอกเหนือจากนี้ ทางโครงการก็ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง กล้อง CCTV และใช้วิธีเข้าออกด้วยระบบคีย์การ์ดที่โถงทางเข้าล็อปบี้ไม่ใช่คีย์การ์ดแบบล็อคชั้นแต่อย่างใด อาจจะน่าผิดหวังเล็กๆ สำหรับโครงการระดับนี้นะครับ พาชมห้องตัวอย่าง ด้วยการออกแบบให้เพดานห้องสูงถึง 3.6 เมตร นอกจากจะให้ข้อดีในเรื่องของความโปร่งสบายแล้ว ยังสามารถใช้สอยประโยชน์ได้อีกทางหนึ่งด้วยการต่อเติมชั้นลอยไว้ภายใน ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งห้องที่มีชั้นลอยจะเริ่มที่ขนาด 30 ตร.ม. ขึ้นไป โดยพื้นที่ 30 ตร.ม. นี้ไม่ได้นับรวมพื้นที่ใช้สอยของชั้นลอยเข้าไปด้วยนะครับ เปิดเข้าห้องมาจะเป็นส่วนของห้องครัวก่อน โดยจะเป็นครัวแบบครัวปิด มีประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ตอน กั้นพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน ด้านหนึ่งจัดเป็นเคาน์เตอร์ครัว พร้อมชั้นเก็บของทั้งด้านบนและด้านล่าง พื้นที่ครัวไม่ได้กว้างมากนัก เหมาะกับการทำครัว เตรียมอาหารเล็กๆ น้อยๆ ซะมากกว่า คนที่ชอบทำครัวอาจจะไม่ชอบเท่าไหร่ ส่วนอีกด้านเป็นห้องน้ำที่จัดฉากกั้นอาบน้ำ แยกส่วนเปียกส่วนแห้งมาให้เรียบร้อยแล้ว ผ่านจากห้องครัวเข้ามาก็จะเป็นส่วนพื้นที่นั่งเล่น ซึ่งบริเวณนี้จะให้ความรู้สึกโปร่งสบายมากเพราะความสูงของเพดานนั่นเอง พื้นที่เชื่อมต่อกันกับห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ของห้องทำงานอยู่ใต้ชั้นลอย หันหน้าออกรับแสงธรรมชาติพอดี เพดานของบริเวณนี้จะมีความสูงอยู่ที่ 2 เมตร ความสูงระดับนี้คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่สำหรับคนไทยไซส์มาตรฐานทั่วไป แต่สำหรับคนตัวสูงๆ อาจจะรู้สึกอึดอัดไปซักนิด ส่วนด้านบนของชั้นลอยที่จัดเป็นที่นอน มีความสูงอยู่แค่ 1.5 เมตรเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหาเรื่องการใช้งานมากนักถ้าเดินขึ้นไปแล้วล้มตัวลงนอนเลย ไม่ต้องยืนหรือเดินไปมาเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ อีก การใช้งานในส่วนนี้จึงไม่รู้สึกติดขัดซักเท่าไหร่ สำหรับห้องขนาดเล็กลงมาอีกหน่อยที่ 28 ตร.ม. จะเป็นห้องแบบ Studio ซึ่งจะไม่มีการต่อเติมชั้นลอยไว้ ในขณะที่ยังได้ระยะเพดานสูง 3.6 เมตรเหมือนกัน ห้องแบบนี้จึงดูชะลูดสูงผิดสัดส่วนปกติไปบ้าง โดย Layout ห้องจะลดพื้นที่ของส่วนห้องทำงานลง และขยับพื้นที่นั่งเล่น และห้องนอนมาใช้ร่วมกัน พอมีเฟอร์นิเจอร์จัดวางไว้เต็มที่แบบในห้องตัวอย่างแล้ว ห้องแบบนี้ก็ดูจะแคบไปซักหน่อย ต่างจากห้องไซส์ 30 ตร.ม. ไปเลย ทั้งๆ ที่พื้นที่ต่างกันแค่ 2 ตร.ม.เท่านั้น ส่วนห้องอีกแบบที่ทางโครงการมีให้เลือกด้วยก็คือห้องแบบ 2 ห้องนอน ในขนาด 46 ตร.ม. ขึ้นไป ซึ่งห้องแบบนี้ก็จะมีส่วนต่อเติมที่เป็นชั้นลอยไว้ในห้องนอนเล็กเหมือนกัน แต่จะมี Layout การใช้งานที่ดูเหมือนจะลงตัวน้อยกว่าแบบ 30 ตร.ม. ห้องทั้งหมดของทางโครงการขายมาแบบ Fully Furnished จริงๆ คือจัดมาหนัก จัดมาเต็ม ในห้องตัวอย่างเห็นอย่างไงห้องจริงก็ได้แบบเหมือนกันเป๊ะทุกประการ รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องก็มีแถมมาให้ด้วย จัดมาให้เต็มที่แบบนี้พอสร้างเสร็จ หิ้วแค่กระเป๋าเสื้อผ้าก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที ส่วนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทางโครงการเลือกมาให้ก็จัดมาได้คุ้มราคาเหมือนกัน อันนี้จึงถือเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่เพิ่มแรงจูงใจในการซื้อได้ ถึงแม้ราคาต่อตารางเมตรของ Estes จะสูงกว่าโครงการอื่นๆ ในระแวกเดียวกันก็ตาม ความคุ้มค่าการลงทุน สำหรับพื้นที่ในแถบรัตนาธิเบศร์นี้ ถือว่ามีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมาไม่น้อย โดยมีหลากหลายระดับราคาให้เลือกเปรียบเทียบ ซึ่งโครงการ Estes นี้ ก็ถือว่าพยายามหาจุดแข็งให้ตัวเองแตกต่างจากตลาดรอบๆ อยู่พอสมควร ทั้งเรื่องดีไซน์การออกแบบห้อง การขายห้องมาให้แบบ Fully Furnished จัดเต็มทุกรายการ และการจัด Facility มาให้อย่างครบครัน อีกทั้งยังมีสถานีรถไฟฟ้า MRT ตั้งอยู่ใกล้ๆ อีกด้วย Estes จึงดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยสำหรับคนที่ทำงานอยู่ในระแวกใกล้เคียงนี้ เช่น ศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี กระทรวงสาธารณสุข หรือศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่พอจะมีกำลังซื้อและมีไลฟ์สไตล์ที่ชอบความทันสมัยไม่เหมือนใคร เพราะด้วยการออกแบบห้องที่มีเอกลักษณ์ แตกต่างจากคอนโดทั่วไปที่เราคุ้นเคยนี่เอง ที่ทำให้เราต้องแลกมาด้วยราคาต่อตารางเมตรที่แพงกว่าโครงการในระแวกเดียวกัน นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงตั้งแต่ถนนรัตนาธิเบศร์-ถนนติวานนท์ที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านก็ไม่ได้เป็นศูนย์รวมแหล่งธุรกิจใหญ่ๆ ที่จะมีพนักงานออฟฟิศที่มีกำลังในการจ่ายค่าเช่าห้องราคา 12,000 บาทต่อเดือนได้อย่างสบายๆ ไร้กังวล ดังนั้นการปล่อยห้องเช่าหรือขายต่อจึงอาจจะมีแนวโน้มในการทำกำไรได้ยาก และถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีประเด็นเรื่องการซื้อคอนโดเพื่อหวังทำกำไรจากการลงทุนมาประกอบการตัดสินใจด้วยแล้ว อาจจะต้องชั่งน้ำหนักวัดใจกันหลายๆ รอบหน่อยนะครับ
Noble Ploenchit : รีวิวคอนโด

Noble Ploenchit : รีวิวคอนโด

กลางสี่แยกเพลินจิตตอนนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักโครงการ Noble เพลินจิต คอนโด High Rise ที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ฮ๊อตสุดๆ ในชั่วโมงนี้ เพราะด้วยทำเลที่อยู่ใจกลางเมืองที่มีความเจริญถึงขีดสุด และแวดล้อมไปด้วยแหล่งช็อปปิ้งสุดหรู อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โรงแรมระดับ 5 ดาว รวมถึงสถานที่สำคัญต่างๆ อีกมากมาย ยิ่งทางโครงการได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมมาด้วยว่า มีการปรับปรุง ตกแต่งห้องตัวอย่างใหม่ แถมมีโปรโมชั่นใหม่แกะกล่องที่น่าสนใจมากๆ ทางทีมงานเลยรีบเข้าไปเก็บภาพห้องตัวอย่างมาอัพเดทกันครับ การเดินทาง พูดถึงเรื่องการเดินทางมายังโครงการ Noble เพลินจิต คงไม่มีวิธีไหนสะดวกไปกว่าการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS อีกแล้ว เพราะตัวสถานีเพลินจิตมีบันไดจ่ออยู่ถึงหน้าโครงการ แถมเมื่อโครงการแล้วเสร็จ Sky Walk ของตัวสถานีจะเชื่อมต่อเข้าไปยังโครงการด้วย ซึ่งสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิตนี้ต้องบอกว่าเป็นสถานีที่มีเส้นทาง Sky Walk เชื่อมต่อครอบคลุมไปทั้งพื้นที่เลยทีเดียว เรียกว่าไม่ต้องเสียเวลาเดินลงจากสถานีไปเดินริมฟุตบาท หรือข้ามทางม้าลายตรงสี่แยกให้เสียเวลา หลายอาคารที่อยู่รอบๆ สถานีนี้มีสะพานเชื่อมต่อเข้าตัวอาคารเหมือนกันหมดครับ ไม่มีใครยอมน้อยหน้าใครเลย ดังนั้นการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเลยได้คะแนนด้านความสะดวกสบายไปเต็มๆ แถมยังรวดเร็วกำหนดเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหารถติดด้วย เว้นแต่ช่วงเวลาเร่งด่วนที่ปริมาณคนโดยสารแน่นเกินไปหน่อยเท่านั้นเองครับ สถานีที่ใกล้ที่สุดก็ตามชื่อโครงการเลยครับ คือสถานีเพลินจิต ถ้ามาจากทางหมอชิต ออกจากรถไฟฟ้ามาแล้วก็จะเห็นโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่เลยนะครับ แต่ถ้ามาจากทางอ่อนนุชก็จะเห็นตึกมหาทุนพลาซ่า ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกันโครงการ ลงมาแล้วจะมีป้ายบอกทางเยอะแยะเลยนะครับ เราตามป้ายทางออก 1, 2 ไปเลยนะครับ ทางออก 2 จะเป็นทางเชื่อมเข้าตึก Park Venture ทางที่เราจะขึ้นไปดูห้องตัวอย่างกันครับ ส่วนทางออก 1 จะเป็นบันไดลงไปฝั่งที่ตั้งโครงการ ถ้าโครงการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางออก 1 นี่แหละครับที่น่าจะเป็นทางเชื่อมเข้าโครงการ หากเดินตรงไปจะเป็น Sky Walk เชื่อไปยังตึก Wave Place และห้าง Central Embassy สำหรับการเดินทางด้วยรถส่วนตัวก็ต้องบอกว่า สะดวกสบายตามสมควร เพราะทางโครงการเตรียมเส้นทางเข้าออกไว้ให้หลายทาง ทั้งทางด้านหน้าจากฝั่งถนนเพลินจิต ทางด้านหลังโครงการซึ่งอยู่ในซอยนายเลิศ และทางฝั่งถนนวิทยุที่ใช้ทางเชื่อมกับพื้นที่จอดรถของอาคาร Wave Place (Home Pro) นั่นเอง แต่ติดปัญหาที่ถนนเพลินจิตมีเกาะกลางกั้นยาวตลอดทั้งเส้น แถมยังไม่มีจุดกลับรถอีก ถ้าขับมาผิดฝั่งก็ต้องเลยตามเลย แล้วค่อยหาทางกลับมาที่โครงการกันอีกรอบ ไหนจะถนนวิทยุที่หาที่กลับรถยากอีก ข้อจำกัดในการขับรถมายังโครงการจึงเพิ่มเงื่อนไขมากขึ้น ถ้าจะให้ดีต้องศึกษาทางหนีทีไล่ของเส้นทางรอบๆ บริเวณนี้ให้ดีครับ เพราะมีซอยเล็กซอยน้อยเป็นตัวช่วยได้เยอะพอสมควร แผนที่แสดงให้เห็นทางเข้า-ออกโครงการที่มีทั้งหมด 3 ทาง ซึ่งทางเข้า-ออกหลักจะเป็นหมายเลข 1 ด้านที่ติดกันถนนเพลินจิต ทางที่ 2 จะเป็นฝั่งซอยนายเลิศ ส่วนทางที่ 3 จะเป็นฝั่งถนนวิทยุ ผ่านตึก Wave Place ก่อนเข้าโครงการ ทีนี้มาดูเส้นทางการเดินทางโดยรถยนต์กันบ้าง จากถนนสาทรสามารถใช้เส้นทางถนนวิทยุมาถึงแยกเพลินจิตได้เลย แล้วค่อยไปเลี้ยวเข้าตึก Wave Place หรือซอยนายเลิศก็ได้ ส่วนถ้ามาจากฝั่งสุขุมวิทก็ตรงมาเข้าถนนเพลินจิตได้เลย แต่จำไว้นิดนึงนะครับว่า ตัวโครงการตั้งอยู่บนถนนเพลินจิตฝั่งเหนือ จึงต้องเบี่ยงรถมาอีกฟากของถนน ถ้าขับเพลินๆ ชิดซ้ายมาทางด้านฝั่งเพลินจิตใต้ก็คงต้องเลยยาวกันไป แล้วค่อยกลับตัวว่าจะเข้าซอยหลังสวนแล้วกลับมาทางถนนวิทยุ หรือจะเลยยาวไปถึงแยกราชประสงค์ดี เช่นเดียวกันกับด้านลงทางด่วนนะครับ ให้ลงฝั่งเพลินจิตเหนือ จะได้เลี้ยวเข้าโครงการได้ง่ายหน่อย ส่วนด้านขาขึ้นทางด่วน ก็มีด่านเก็บเงินอยู่ใกล้ๆ กับทางโครงการเลย จะออกนอกเมืองหรือข้ามไปฝั่งอื่นๆ ของกรุงเทพฯก็สะดวกครับ เลี้ยวออกจากโครงการมาไม่เกิน 300 เมตรเท่านั้น โดยภาพรวมแล้วการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็จัดว่าไม่แย่นะครับ ถนนบริเวณหน้าโครงการวิ่งสวนเลนมาจากทางแยกราชประสงค์ได้หนึ่งเลน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องปัญหารถติดก็ยังคงหนักหน่วงเอาเรื่องสำหรับย่านนี้ ต้องเป็นนอกช่วงเวลาเร่งด่วนเท่านั้นที่การจารจรยังลื่นไหลมากหน่อย แต่ถ้าช่วงเช้า-เย็นนี่สิรถจะติดหนักหนาเอาการเลย ซึ่งปัญหานี้ก็หลีกเลี่ยงกันยากหน่อย ยังไงชีวิตคนเมืองก็หนีไม่พ้นปัญหารถติดอยู่แล้วล่ะครับ เริ่มจากทางลงทางด่วนเลยนะครับ ให้เราชิดซ้ายเพื่อที่จะลงเพลินจิตฝั่งเหนือ ลงทางด่วนมาแล้วให้ชิดขวาไว้นะครับ เพื่อรอที่จะเลี้ยวขวาไปทางถนนวิทยุ ถ้าเลี้ยวซ้ายไปจะเข้าถนนสุขุมวิทไปทางนานา อโศก เลี้ยวขวามานิดเดียวจะเห็นทางขึ้นทางด่วนตรงนี้แหละครับ ที่ลูกบ้านโนเบิล เพลินจิต อาจจะได้ใช้ประจำ เลยจากจุดขึ้นทางด่วนมาจะเจอสถานี BTS เพลินจิต ก็ใกล้ถึงโครงการแล้วครับ จากนั้นก็ถึงโครงการแล้วครับ แต่ตอนนี้ยังเข้าไม่ได้นะครับ เค้ากำลังก่อสร้างอยู่ ^_^ ส่วนการเดินทางไปที่สำนักงานขายที่ตึก Park Venture ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโครงการ ต้องมาลงทางด่วนอีกฝั่งนึงคือฝั่งเพลินจิตใต้นะครับ เริ่มจากทางลงทางด่วนเพลินจิตนะครับ ให้ชิดขวาไว้เพื่อที่จะตรงไปลงเพลินจิตฝั่งใต้ เบี่ยงออกทางขวา ตามป้ายเพลินจิตใต้ไปเลยครับ มองไปทางด้านขวามือก็จะเห็นตึกสูงๆ ที่กำลังก่อสร้างอยู่ นั่นคือโครงการ Noble เพลินจิต นี่แหละครับ ลงสะพานมาแล้วขับชิดซ้ายยาวๆ เลยนะครับ จะเจอทางออกด้านซ้ายมือ ให้เรากลับรถไปทางถนนเพลินจิต กลับรถมาแล้วจะเป็นถนน 2 เลน เลียบทางด่วนย้อนกลับไปทางเพลินจิตครับ ออกมาถึงถนนเพลินจิตแล้วก็เลี้ยวซ้ายเลยครับ เลี้ยวซ้ายมานิดเดียวก็เจอ BTS สถานีเพลินจิตแล้วครับ จะผ่านตึกมหาทุนพลาซ่าที่อยู่ติดกับ BTS จากนั้นก็จะเจอตึก Park Venture แล้วล่ะครับ นอกเหนือจากนี้ การเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ ก็เห็นจะมีแต่พี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างนี่แหละครับที่น่าจะเป็นที่พึ่งพาได้ดี ยิ่งถ้ารีบๆ นี่คงต้องใช้บริการกันซักหน่อย ซึ่งหน้าโครงการก็มีวินมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วด้วย ออกมาจากโครงการก็โดดขึ้นรถได้เลย แต่ถ้าไม่ถนัดกับรถสองล้อ จากหน้าโครงการก็สามารถหาเรียกรถตุ๊กตุ๊ก สามล้อ หรือรถแท็กซี่ได้ง่ายไม่แพ้กัน รวมถึงรถเมล์ก็เช่นกันครับ เอาไว้เป็นทางเลือกในการเดินทางสำหรับวันที่ไม่อยากขับรถ วิเคราะห์ทำเลรอบโครงการ ปัจจุบันโครงการ Noble  เพลินจิต อยู่ในระหว่างก่อสร้าง ซึ่งคืบหน้าไปได้มากแล้ว ถ้าใครมีโอกาสผ่านไปผ่านมาบริเวณแยกเพลินจิต ก็คงจะได้เห็นภาพตึกที่กำลังก่อสร้างสูงมากกว่า 40 ชั้นแล้วในตอนนี้ แน่นอนว่าโครงการฮ็อตฮิตระดับนี้ก็ย่อมได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก เท่าที่รู้มาก็เห็นว่าห้องส่วนใหญ่ก็ถูกจับจองกันไปเยอะแล้ว ถ้าใครที่สนใจก็ลองแวะเข้าไปชมห้องตัวอย่างกันได้ที่สำนักงานขาย ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 16 ของอาคาร Park Ventures ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นเอง ทีนี้เรามาดูรอบตัวโครงการกันก่อนดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าบริเวณนี้มี Landmark สำคัญๆ อยู่หลายแห่งด้วยกัน ทั้ง Central Embassy, สถานฑูตอังกฤษ, โรงแรมปาร์คนายเลิศ, ตึกมหาทุน, เพลินจิตเซ็นเตอร์, โรงแรม Novotel และ โรงแรม The Okura Prestige อันนี้แค่บริเวณใกล้ๆ ตัวสถานีเพลินจิตแบบคร่าวๆ เท่านั้นนะครับ ยิ่งถ้าเลยไปทางแยกราชประสงค์ ก็ยังมีโรงแรมใหญ่ๆ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารหรูมีชื่อ และโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ซึ่งแต่ละสถานที่ก็เป็นที่รู้จักกันดี เลยไม่ต้องสาธยายอะไรให้ยืดยาว เอาเป็นว่าศักยภาพเรื่องการอยู่อาศัยในย่านนี้เรียกว่าเพียบพร้อม ครบถ้วนในทุกๆ ด้าน สาธารณูปโภคต่างๆ ก็ครบครัน โรงเรียน โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ เอกชนล้วนแวดล้อมอยู่รอบตัวเลยทีเดียว สำหรับตัวโครงการ Noble เพลินจิต เป็นโครงการใหญ่ ประกอบไปด้วย 3 อาคารหลักซึ่งเป็นส่วนที่พักอาศัย และอีกหนึ่งอาคารทางด้านหน้าติดถนนเพลินจิตที่ทางโครงการจัดไว้เป็นศูนย์รวมร้านค้า ร้านอาหาร และเป็นจุดเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าด้วย ซึ่งในส่วนนี้ทางโครงการจะเป็นผู้ดูแลเอง จากโมเดลที่เราเห็นในสำนักงานขาย จะเห็นได้ว่าแต่ละอาคารก็มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป เริ่มตั้งแต่อาคาร A ซึ่งอยู่ทางด้านในสุดของโครงการ มีความสูงแค่ 14 ชั้น เป็นตึกที่เตี้ยที่สุดและแน่นอนว่าอยู่ในตำแหน่งที่ถูกอาคารรอบๆ บังวิวซะมิดเลย แต่กลับได้เปรียบในเรื่องอยู่ใกล้กับพื้นที่ส่วนกลางมากที่สุด ถัดมาเป็นอาคาร B ที่อยู่ตรงกลาง สูง 51 ชั้น ตึกนี้จะวางตัวในแนวทิศเหนือใต้ เท่าที่รู้มาห้องพักส่วนใหญ่ในอาคารนี้จึงถูกจับจองไปอย่างรวดเร็ว เพราะไหนจะได้เรื่องวิวที่ดีกว่าอาคาร A และอยู่ในทิศทางที่ไม่ร้อนแดด จึงไม่น่าแปลกใจถ้าห้องฝั่งทิศใต้จะถูกจองเต็มก่อนเพื่อน ในขณะที่อาคาร C ซึ่งอยู่ทางด้านหน้าโครงการ สูง 45 ชั้น กลับวางตัวในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก แน่นอนว่าอาจจะเสียเปรียบในเรื่องทิศทางห้องที่หันรับแดดแบบเต็มๆ แต่กลับได้เปรียบในเรื่องวิวมากกว่าเพราะถูกบังวิวน้อยกว่า และเดินเข้าจากทางหน้าโครงการใกล้กว่าด้วย ทางเชื่อมจากสถานี BTS เพลินจิต เข้าตัวโครงการที่ตึก D บนพื้นที่กว่า 9 ไร่ของโครงการ เราจะมีเพื่อนบ้านมากกว่า 1,400 ยูนิตเลยทีเดียว ถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะไม่ใช่เล่นเลยนะครับ พื้นที่ส่วนกลางหลักๆ แล้วจะอยู่ระหว่างอาคาร A และอาคาร​ B ซึ่งจะมีทั้ง สระว่ายน้ำ แยกสระเด็กกับจากุชชี่ไว้ต่างหาก ห้องออกกำลังกาย ห้องสตรีม สนามบาสเก็ตบอล และสวนหย่อม โดยพื้นที่สีเขียวนี่จะมีทั้งโซนด้านหน้า และสวนบนดาดฟ้าของอาคารด้วย คิดเป็นพื้นที่รวมก็ราวๆ 4 ไร่เห็นจะได้ ถ้าว่ากันตามตรงแล้วด้วยจำนวนยูนิตรวมมากกว่า 1,400 ยูนิต กับพื้นที่ส่วนกลางแค่นี้ ก็คงไม่น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานจริงซักเท่าไหร่ เช่นเดียวกับพื้นที่จอดรถของโครงการ ถึงแม้จะจัดมาให้มากถึง 70% แล้วก็ตาม แต่โครงการระดับนี้ที่ราคาค่าห้องทะลุ 10 ล้าน เรื่องที่จอดรถน่าจะต้องมีให้มากกว่านี้อีกหน่อย เพราะอย่างไรแล้วลูกบ้านแต่ละยูนิตก็น่าจะต้องมีรถส่วนตัวกันอยู่แล้ว เผลอๆ จะมีมากกว่ายูนิตละ 1 คันด้วยซ้ำไป ทีนี้ปัญหาเรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอก็อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้เหมือนกันนะครับ จุดเด่นหนึ่งของโครงการ Noble เพลินจิต ก็คือการชูเรื่อง Private Elevator ได้ยินเพียงแค่นี้ ความรู้สึก Elegant และ Exclusive ก็ผุดขึ้นในมโนภาพทันที แน่นอนล่ะครับมีใครไม่ชอบความรู้สึกพิเศษของการมีลิฟท์ส่วนตัวมาจอดถึงหน้าประตูห้องบ้าง ซึ่งทางโครงการออกแบบมาให้ห้องพักทุกห้องมีโถงลิฟท์หน้าห้อง โดยในหนึ่งชั้นจึงมีสองห้องที่ใช้ลิฟท์ร่วมกันนั่นเอง แต่ในทางกลับกัน ด้วยความที่ถูกออกแบบมาให้ลิฟท์มีลักษณะการใช้งานแบบส่วนตัว ดังนั้นเราจึงไม่มีผู้ร่วมโดยสารลิฟท์ตัวเดียวกันแน่นอน ซึ่งถ้าหากขณะนั้นมีลูกบ้านห้องอื่นๆ ใช้งานลิฟท์อยู่ เราก็ต้องรอจนลิฟท์ไปส่งถึงจุดหมายก่อน ค่อยวิ่งกลับมารับลูกบ้านห้องถัดไป นอกจากลิฟท์ส่วนตัวแล้ว ทางโครงการก็จัดลิฟท์โดยสารส่วนกลางไว้สำหรับแต่ละตึกด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็น่าจะเอาไว้ใช้สำหรับโดยสารไปยังชั้นที่เป็นส่วนกลางได้นั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมทั้งหมดของตัวโครงการที่เราเก็บข้อมูลมาจากการเยี่ยมชมในครั้งนี้ อาคาร A จะสูง 14 ชั้น เป็นห้องแบบ 1 ห้องนอนทั้งหมด ทุกห้องจะหันหน้าเข้าหาสระว่ายน้ำ โมเดลบริเวณสระว่ายน้ำที่อยู่ระหว่างตึก A กับตึก B อาคาร B จะเป็นอาคารที่สูงที่สุดคือ 51 ชั้น ห้องส่วนใหญ่หันไปทางทิศเหนือและใต้ โดยทิศเหนือวิวจะโล่ง ส่วนทิศใต้ส่วนใหญ่วิวจะติด Park Venture อาคาร C สูง 46 ชั้น ห้องส่วนใหญ่จะหันไปทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ทิศตะวันตกจะหันไปทางตึก Wave Place ส่วนทิศตะวันออกจะหันไปด้านทางด่วน ฝั่งนี้ข้อดีคือไม่มีตึกสูงบังวิว แต่ข้อเสียก็คือตอนเช้าก็จะได้รับแดดเต็มๆ พาชมห้องตัวอย่าง มาถึงในส่วนของห้องตัวอย่างของ Noble เพลินจิตกันบ้าง อย่างที่บอกไปแล้วว่าทางโครงการมีการปรับปรุง ตกแต่งห้องตัวอย่างใหม่ทั้งหมด ซึ่งเราได้มีโอกาสเข้าไปเก็บภาพห้องใหม่มาให้ชมกันด้วย โดยห้องตัวอย่างที่ทางโครงการจัดมาในครั้งนี้จะเป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน ซึ่งคอนเซปต์ยังคงเน้นความโมเดิร์น ดูโอ่โถงอยู่สบาย โดยเราขออธิบายภาพรวมของลักษณะห้องให้เห็นก่อนละกันครับ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย ค่อยตามไปดูในรูปประกอบอีกครั้งนะครับ เมื่อเราเปิดประตูห้องจากส่วนกลางเข้ามาจะเจอกับโถงลิฟท์ส่วนตัวก่อน ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้จะจัดแบ่งการใช้งานไว้ร่วมกับ ห้องเก็บคอมเพรสเซอร์แอร์ ตู้เก็บของ และชั้นเก็บรองเท้าที่ทางโครงการ Build-in มาให้เรียบร้อย หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมคอมเพรสเซอร์แอร์จึงเอามาแขวนไว้ด้านใน แทนที่จะเป็นด้านนอกตรงระเบียงเหมือนโครงการอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งเราเองก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกัน สอบถามกับพนักงานขายแล้วก็ได้ความว่า ทางโครงการเลือกใช้วิธีการระบายความร้อนด้วยน้ำเหมือนกับที่โรงแรมใหญ่ๆ เค้าใช้กัน ดังนั้นทั้งเรื่องความร้อนและเรื่องเสียงดังรบกวนจึงหมดห่วงกันไปได้ ด้านล่างของห้องเก็บคอมเพรสเซอร์ทางโครงการใช้เป็นที่วางเครื่องซักผ้าฝาหน้า แต่เวลาใช้งานจริงๆ อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ถัดจากโถงลิฟท์เข้าไป จะมีประตูห้องอีกชั้น เปิดเข้าไปยังพื้นที่ห้องจริงๆ ซักที เข้ามาปุ๊ปก็จะเจอพื้นที่ครัว ซึ่งจัดการ Build-in ไว้ให้แล้วทั้งหมด และเห็นว่าปรับเปลี่ยนตรงส่วนของตู้เย็นให้ Build-in ซ่อนไว้หลังตู้ทั้งหมด ดูแล้วก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดีทีเดียว ส่วนเครื่องครัวทั้งหมดจะได้ตามที่เห็นในห้องตัวอย่าง หรือเทียบเท่า ซึ่งก็ให้มาทั้งเตาไฟฟ้า ตัวดูดควัน และเตาไมโครเวฟ พร้อมใช้งานกันเลย ถัดเข้ามาก็จะเป็นส่วนของ Living Area และห้องนอน โดยทางโครงการมีให้เลือกระหว่างห้องแบบที่ใช้บานสไลด์กันห้องนอน กับห้องที่กันห้องนอนแยกไว้เป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะถูกใจห้องแบบไหนมากกว่ากัน แต่โดยภาพรวมแล้ว ห้องสองแบบนี้ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพียงแต่ให้ความรู้สึกในการอยู่อาศัยที่ต่างกันออกไปเท่านั้นเอง ฝ้าเพดานภายในห้องสูงเกือบ 2.7 เมตรนะครับ ทุกห้องเป็นแอร์แบบฝังฝ้าเพดาน อะไรที่เราเห็นในห้องตัวอย่างแบบใหม่นี้ มันจะเป็นสิ่งที่เราจะได้มาพร้อมห้องทั้งหมดนะครับ ทางโครงการมีการปรับโปรโมชั่นใหม่ จัดกันมาอย่างจุใจ โดยจะขายกันมาพร้อมเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ตกแต่งเสร็จพร้อมเข้าอยู่ โต๊ะ ตู้ เตียง เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าเป๊ะทุกชิ้น ขาดแค่ของตกแต่งห้องสวยๆ งาม แล้วก็ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวแค่นั้นเอง เรามาดูแบบแรกกันก่อนนะครับ จะเป็นห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 46.80 ตารางเมตร ลิฟท์ส่วนตัวของแต่ละห้องจะเปิดได้ 2 ด้านนะครับ เท่ากับว่าลิฟท์ 1 ตัวจะใช้ร่วมกัน 2 ห้องในแนวราบ ออกจากลิฟท์มาจะมีโถงเล็กๆ โถงตรงนี้จะเป็นสำหรับวางเครื่องซักผ้า แต่ต้องใช้แบบฝาหน้านะครับ ส่วนด้านบนจะเป็นจุดวางคอมเพรสเซอร์แอร์ ถัดมาจะเป็นตู้ 2 ตอน ด้านล่างจะเป็นตู้เก็บรองเท้า ออกจากลิฟท์มาก็ถอดรองเท้าเก็บใส่ตู้ได้เลย ด้านบนจะเป็นตู้เก็บของทั่วไป คราวนี้เราเข้าไปดูด้านในกันต่อเลยดีกว่า เข้ามาในห้องก็จะเป็นส่วนของครัว และโต๊ะทานอาหารก่อนเลยครับ เคาน์เตอร์ครัวขนาดจะกระทัดรัดประมาณนี้นะครับ ซิงค์ล้างจานแบบฝังของ Mex เตาไฟฟ้า 2 หัวของ smeg มาพร้อมฮูดดูดควันยี่ห้อเดียวกัน โต๊ะทานอาหารจะมีที่นั่งทั้งแบบยาวติดกับผนังและเก้าอีกแยกอีกต่างหาก ข้างๆ กับเคาน์เตอร์ครัวจะมีตู้เก็บของเล็กๆ Built in ไว้ติดกับผนัง ถัดเข้าไปด้านในจะเป็นส่วนของห้องนอน ระหว่างห้องนอนกับห้องครัวจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน ภายในห้องนอนเหมือนจะรวมห้องนั่งเล่นไว้ด้วยนะครับ เพราะพื้นที่ปลายเตียงจะวางทีวีและโซฟาไว้ด้วย แต่ระยะห่างค่อนข้างจะแคบไปสักหน่อย ถ้าจะวางทีวีจอใหญ่ๆ คงต้องนั่งดูอยู่บนที่นอนถึงจะได้ระยะครับ ถ้านั่งที่โซฟาอาจจะใกล้เกินไป โซฟาที่ได้จะประมาณนี้ครับ เป็นโซฟาขนาด 3 ที่นั่ง ชั้นวางทีวีเล็กๆ แต่ถ้าใช้ทีวีแบบแขวนผนังจะได้พื้นที่วางของเพิ่มขึ้นอีก ขยับขึ้นมาดูที่เตียงนอน สามารถวางเตียงขนาด 5-6 ฟุตได้ตามใจชอบเลยครับ แต่ถ้าวางเตียง 5 ฟุต จะดูไม่อึดอัดเท่าไหร่ มีพื้นที่ข้างเตียงเหลือให้วางโต๊ะข้างหรือโคมไฟได้อีก แอร์จะเป็นแบบฝังฝ้านะครับ หันเข้าหาเตียงแบบนี้ ห้องน้ำจะอยู่ข้างๆ เตียงแบบนี้เลย การจัดวางสุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำก็ประมาณนี้ครับ กระจกส่องหน้าจะได้บานยาวเต็มพื้นที่คู่กับเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า ที่กระจกส่องหน้าทั้ง 2 ฝั่งสามารถเปิดได้แบบนี้นะครับ จะเป็นช่องไว้สำหรับเก็บของเล็กๆ อยู่ทั้ง 2 ด้าน อ่างล้างหน้าจะใช้ของ Kohler จะเป็นเคาน์เตอร์ยาว ทำให้มีที่วางของได้เยอะดีครับ ใต้อ่างล้างหน้ามีช่องเก็บของให้อีกต่างหาก โถสุขภัณฑ์จะวางอยู่ข้างเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า ใช้สุขภัณฑ์ของ Kohler เหมือนกันครับ อีกด้านจะเป็นตู้เสื้อผ้า Built in ฝังผนังอยู่ในห้องน้ำให้เลยนะครับ ตู้จะเป็นบานเปิดแบบนี้นะครับ จะได้ 2 ตู้ ด้านในสุดของห้องน้ำจะเป็น Shower Box กั้นด้วยกระจกเทมเปอร์ ชุดฝักบัว จะมี Rain Shower ให้ด้วย ขนาดของ Shower Box อาจจะพอดีตัวอยู่สักหน่อยนะครับ แต่ก็ไม่ถือว่าเล็กจนดูอึดอัด ออกมาดูที่อีกฝั่งของเตียง จะเป็นระเบียงที่ยาวตลอดแนวของห้อง ระเบียงจะใช้ประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน สำหรับเปิดปิด จะเป็นออกจะเป็น 3 บล็อคนะครับ เราออกมาดูด้านนอก ขนาดของระเบียงจะเป็นระเบียงเล็กๆ แบบนี้นะครับ อาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่สักเท่าไหร่ ระเบียงจะถูกกั้นด้วยแผงคอนกรีตแบบนี้นะครับ เพื่อความสวยงามของโครงสร้างด้านนอก ส่วนอีกห้องจะเป็นแบบ 1 ห้องนอนเหมือนกันครับ แต่ขนาดจะใหญ่ขึ้นมาหน่อยประมาณ 58 ตารางเมตร หน้าตาภายใน Private Lift ของแต่ล่ะห้อง จะมีประตูเข้าออก 2 ด้าน ใช้ร่วมกัน 2 ห้อง ออกมาจากลิฟท์แล้วก็จะเจอโถงเล็กๆ เหมือนห้องก่อนหน้านี้นะครับ มีตู้เก็บเครื่องซักผ้าและคอมเพรสเซอร์แอร์ เหมือนกัน ข้างๆ กันก็เป็นตู้เก็บของ เก็บรองเท้า เข้ามาดูในห้องกันต่อเลยครับ เข้ามาแล้วจะเจอส่วนของครัวก่อนเลยครับ ข้างๆ เคาน์เตอร์ครัวจะมีตู้เย็น Built in ฝังผนังไว้ให้ด้วยนะครับ ด้านบนเป็นตู้ลอยเก็บของ เตาไฟฟ้าเซรามิค 2 หัว ของ smeg ฮูดดูดควันก็ของ smeg เหมือนกันนะครับ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูด้วย ^_^ ใต้ซิ้งค์ล้างจานจะตู้เก็บของและถังขยะเล็กๆ ถัดมาจะเป็นลิ้นชัก 3 ชั้น สำหรับเก็บจาน ชาม ช้อน ส้อม ช่องวางไมโครเวฟจะอยู่ติดกับลิ้นชัก ฝั่งตรงข้ามกับส่วนครัวจะเป็นมุมโต๊ะทานอาหาร ขนาด 4 ท่าน ที่ผนัง Built in เป็นตู้โชว์ ทำให้ดูโปร่งขึ้นเยอะเลยครับ ต่อจากโต๊ะทานอาหาร เดี๋ยวเราไปดูที่ Living Area กันต่อ ส่วน Living Area ที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่าห้องเมื่อกี้พอสมควร ระยะห่างระหว่างทีวีกับโซฟาจึงได้ระยะมากขึ้น สามารถวางทีวีจอใหญ่ได้ตามใจเลยครับ สามารถวางโซฟาตัวยาว และเก้าอี้ อาร์มแชร์อีก 2 ตัวได้สบายๆ ส่วนชั้นวางทีวี Built in มาให้พร้อมกับตู้โชว์ ระเบียงเล็กๆ อยู่ติดกับส่วน Living Area ระเบียงจะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน ที่ระเบียงจะดรอปพื้นลงมาอีกนิดหน่อยนะครับ ขยับเข้ามาดูกันต่อที่ห้องนอน ห้องนอนสามารถวางเตียง 5-6 ฟุตได้ตามใจชอบเลยครับ ปลายเตียง Built in เป็นชั้นวางทีวี พร้อมกับตู้บานโปร่งแสง ภายในห้องนอนก็จะมีระเบียงเล็กๆ ให้อีก 2 ช่อง ส่วนอีกด้านของห้องนอนจะเป็นห้องน้ำ ที่หน้าห้องน้ำจะมีตู้เสื้อผ้าให้ก่อน 1 ตู้ การจัดวางสุขภัณฑ์ในห้องน้ำจะคล้ายๆ กับห้อง Type แรกเลยนะครับ เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าแนวยาว ตัวท็อปเป็นหินแกรนิต ตู้เก็บของใต้อ่างล่างหน้า ที่กระจกส่องหน้ามีตู้เก็บของเล็กๆ ซ่อนอยู่เหมือนกัน ฝั่งตรงข้ามจะมีตู้เสื้อผ้าให้อีก 1 ตู้ Shower Box จะอยู่ติดกับตู้เสื้อผ้า ใน Shower Box จะดรอปพื้นลงมานิดหน่อยนะครับ เพื่อไม่ให้น้ำไหลออกไปส่วนอื่น ชุดฝักบัวและ Rain Shower ส่วนโถสุขภัณฑ์จะหลบเข้ามาอยู่ด้านในต่อจาก Shower Box ว่ากันมาด้วยเรื่องจุดเด่นของห้องแล้วก็ขอเอ่ยถึงข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆที่สะดุดความรู้สึกเราซักหน่อยดีกว่า ซึ่งก็คือ “ระเบียง” ในแต่ละห้องทางโครงการมีระเบียงมาให้นะครับ แต่พื้นที่ระเบียงกว้างแค่ 60 เซนติเมตรเท่านั้น แถมยังไม่สามารถเปิดได้เต็มหน้ากว้างห้องอีก เนื่องจากติดที่โครงสร้างของตัวอาคารที่เป็นโครงเหล็กจากด้านนอก ทำให้ระเบียงที่ได้มาทั้งเล็กและแคบ อาจจะใช้งานลำบากหน่อยไม่ว่าจะตากผ้า หรือปลูกต้นไม้ก็มีพื้นที่จำกัดมากครับ แต่ถ้าจะออกไปยืนชมวิว รับลมเย็นๆ ก็พอไหวอยู่นะ ถ้าบ้านไหนต้องซักผ้าทีละเยอะๆ อาจจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่ในการตากผ้ากันหน่อย ซึ่งก็พอจะแก้ไขได้ด้วยการซื้อเครื่องอบผ้ามาใช้อีกซักตัว หรือส่งเสื้อผ้าไปร้านซักรีดเลยก็สะดวกดีนะครับ นอกเหนือจากนี้ในส่วนอื่นๆ ก็ถือว่าออกแบบมาได้ดีทีเดียวเลย ส่วนใครจะถูกใจห้องแบบไหนมากกว่ากัน หรืออยากได้ห้องใหญ่ที่เป็นแบบห้อง combine ก็ลองเข้าไปเยี่ยมชมที่สำนักงานขายกันดูครับ ยังไงซะสิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็น การได้เห็นห้องด้วยตาตัวเองก็ย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ จริงมั้ยครับ
RHYTHM สุขุมวิท 44/1 : รีวิวคอนโด

RHYTHM สุขุมวิท 44/1 : รีวิวคอนโด

โครงการ: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้น 4,800,000 บาท บาท/ตารางเมตร 136,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด จุดเด่น คอนโด High Rise สูง 34 ชั้น จาก AP ใกล้ BTS พระโขนง จุดด้อย – โปรโมชั่น - ปีที่สร้างเสร็จ สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ที่ตั้ง: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด 3 – 0 – 75 ไร่ ที่ตั้ง ถนนสุขุมวิท 44/1 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.715393,100.590497 ระบบขนส่งสาธารณะ BTS พระโขนง สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS พระโขนง Gateway เอกมัย Major เอกมัย Tesco Lotus Big C มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล้วยน้ำไท โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ลักษณะโครงการ: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี 1 Bedroom 2 Bedroom Duplex (1 Bedroom ) ขนาดห้องที่มี 1 Bedroom 35.20 – 55.20 ตารางเมตร 2 Bedroom 50.70 – 52.20 ตารางเมตร Duplex (1 Bedroom ) 55.20 ตารางเมตร จำนวนตึก 1 อาคาร จำนวนชั้น 34 ชั้น จำนวนห้อง 486 ยูนิต ส่วนกลาง: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด ประมาณ 270 คันในช่องจอด หรือ 55.55 % ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 45 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 500 บาท สาธารณูปโภค สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ซาวน่า ที่นั่ง+ลานโยคะ บนดาดฟ้า สวนส่วนกลาง ระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด ตลอด 24 ชั่วโมง   เพิ่มเติม: RHYTHM สุขุมวิท 44/1 (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 1623 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.apthai.com/ ข้อมูล ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557
NOBLE RE:D : รีวิวคอนโด

NOBLE RE:D : รีวิวคอนโด

โครงการ: NOBLE RE:D (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้นประมาณ 6,100,000 บาท บาท/ตารางเมตร ประมาณ 135,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จุดเด่น คอนโด High Rise สูง 23 ชั้น จาก Noble Development ใกล้รถไฟฟ้า BTS อารีย์ จุดด้อย – โปรโมชั่น - ปีที่สร้างเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ ที่ตั้ง: NOBLE RE:D (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 1 - 3 - 48 ไร่ ที่ตั้ง ซอยอารีย์ 1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.780238,100.54375 ระบบขนส่งสาธารณะ BTS อารีย์ สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS สถานีอารีย์ La Villa อารีย์ บิ๊กซี สะพานควาย สวนจตุจักร เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ลักษณะโครงการ: NOBLE RE:D (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี Studio 1 Bedroom 2 Bedrooms ขนาดห้องที่มี Studio ขนาด 32 ตารางเมตร 1 Bedroom ขนาด 34 – 57 ตารางเมตร 2 Bedrooms ขนาด 66 – 69 ตารางเมตร จำนวนตึก 1 อาคาร จำนวนชั้น 23 ชั้น จำนวนห้อง 272 ยูนิต ส่วนกลาง: NOBLE RE:D (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด 164 คัน คิดเป็น 60% (ไม่รวมจอดซ้อนคัน) ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 50 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 600 บาท สาธารณูปโภค สระว่ายน้ำ ระบบเกลือ ที่ชั้น 5 ห้องออกกำลังกาย ที่ชั้น 5 สวนหย่อมรอบโครงการ และบนดาดฟ้า ลิฟท์โดยสาร 2 ตัว อัตราส่วนลิฟท์โดยสาร 1:136 Service Lift 1 ตัว ที่จอดรถในช่องจอดไม่นับจอดซ้อนคัน 164 คัน คิดเป็น 60% ระบบ CCTV / Access Card / Proxy Lift   เพิ่มเติม: NOBLE RE:D (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 02-251-9955 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.noblehome.com/condominium/red/th/home ข้อมูล ณ วันที่
Centric อารีย์ : รีวิวคอนโด

Centric อารีย์ : รีวิวคอนโด

ขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาที่สถานีอารีย์ แล้วเข้ามาทางซอยอารีย์ 1 ค่อนไปทางซอยราชครู จะเจอโครงการ Centric คอนโคในเครือ SC Asset บนพื้นที่ทั้งหมดแบ่งเป็น 2 อาคาร ตึกแรกเป็นคอนโด High Rise สูง 30 ชั้น ส่วนตึก Low Rise อยู่ติดทางด้านฝั่งซอยราชครู สูง 8 ชั้น ทั้งสองอาคารถูกออกแบบให้ล้อมรอบต้นก้ามปูเก่าบนที่ดินไว้ ทำให้ตรงนี้เป็น Landmark สำคัญของโครงการเลยก็ว่าได้ ในเรื่องทำเลที่ตั้งนั้นต้องบอกว่า ในย่านอารีย์นี้เป็นแหล่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินในอันดับต้นๆ ของกรุงเทพเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่เช้ายันค่ำรับรองว่าท้องไม่หิวแน่ๆ เริ่มกันตั้งแต่ปากซอยอารีย์ซึ่งมีร้านรวงขายอาหารแทบจะทุกประเภท รวมถึง Community Mall อย่าง La Villa ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอีก ก็มีทั้งร้านอาหารดังและซุปเปอร์มาเก็ต ประกอบกับในย่านนี้พรั่งพร้อมไปด้วยอาคารสำนักงานที่ช่วงกลางวันก็มีพนักงานออฟฟิศพลุกพล่านใช้ได้ จึงรับประกันได้ว่าของกินของใช้พื้นฐานสามารถซื้อหาได้ไม่ยากแน่นอน ในส่วนของการเดินทางมายังโครงการ Centric อารีย์นั้น ที่สะดวกที่สุดก็น่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ซึ่งสามารถเลือกเดินเข้ามาทางซอยราชครู (ซอยพหลโยธิน 5) ด้วยระยะทางเพียง 400 เมตรโดยประมาณ หรือเดินเข้าทางซอยอารีย์ก็มีระยะทางเกือบๆ 600 เมตร อาจจะไกลกว่าหน่อย แต่ถ้าคิดว่าเดินไปแวะซื้อของริมทางไปก็คงจะเพลินเหมือนกัน ถ้าขี้เกียจเดินก็สามารถใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ปากซอยอารีย์ได้ ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ต้องเข้าจากทางซอยอารีย์เท่านั้น เพราะถนนหน้าโครงการซึ่งก็คือถนนในซอยอารีย์ 1 เป็นถนน One Way แคบๆ ข้อนี้เลยกลายเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งสำหรับคนใช้รถส่วนตัว ทำให้มีเส้นทางหลีกเลี่ยงปัญหารถติดน้อยหน่อย ถ้าไม่ออกมาทางถนนพหลโยธิน ในซอยสามารถลัดเลาะไปออกถนนพระราม 6 และขึ้นทางด่วนอนุสาวรีย์ได้เช่นกัน เดินทางมาโดยทางด่วนจากแจ้งวัฒนะ ให้วิ่งไปทาง บางนา ดาวคะนอง ไปทางบางนา ดาวคะนอง ไปทางพหลโยธิน ลงทางด่วนทางพหลโยธิน เลี้ยวไปตามทางออกถนนพหลโยธิน วิ่งไปเรื่อยๆผ่านสถาณีรถไฟฟ้า BTS สนามเป้า ผ่านซอย ราชครู มาถึงสถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ให้ขับเลยไปก่อน เลี้ยวเข้าถนนอารีย์ ให้เลี้ยวเข้าซอยแรก ซอยอารีย์ 1 ขับไปเรื่อยๆจะเจอ Centric อารีย์ อยู่ทางซ้าย สำหรับห้องพักนั้น ราคาเริ่มต้นตอนนี้โดดขึ้นไปอยู่ในระดับ 4 ล้านต้นๆ แล้ว ซึ่งจัดว่าเป็นราคาที่สูงมากสำหรับทำเลในย่านนี้ จากห้องตัวอย่างที่มีให้ชมจะเป็นห้องขนาด33 ตรม. แบบ 1 ห้องนอน ซึ่งมีการจัดวาง Lay out ห้องมาใช้ได้เลยทีเดียว ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นมีการจัดสรรพื้นที่ไว้อย่างเป็นสัดส่วน และยังมีห้องครัวแบบปิดอยู่ด้านในสุด ซึ่งมีพื้นที่กว้างพอที่จะไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดเกินไป อีกทั้งยังมีหน้าด้านแบบบ้านกระทุ้งเปิดระบายอากาศได้ เสียแต่ห้องแบบนี้ไม่มีระเบียง ทางโครงการเลยออกแบบให้กำแพงด้านหนึ่งของห้องครัวสามารถเปิดออกไปยังส่วนที่ใช้แขวนคอมเพรสเซอร์แอร์ได้ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้นี่เองที่มีการติดตั้งราวตากผ้าเล็กๆ ไว้สำหรับตากผ้า แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันไม่พอใช้ในชีวิตจริงหรอกครับ ส่วนห้องตัวอย่างอีกห้องเป็นแบบ 2 ห้องนอน ขนาดประมาณ 55 ตรม. โดยจะเป็นห้องในลักษณะหน้ากว้าง เปิดเข้ามาจะเจอพื้นส่วนนั่งเล่นติดกับระเบียงเล็กๆ มีมุมวางโต๊ะกินข้าวเล็กๆ อยู่ตรงประตูทางเข้า ถัดเข้ามาค่อยเป็นห้องครัวมีประตูกระจกบานเลื่อน และมีห้องนอนอีก 2 ห้องอยู่ด้านในสุด โดยที่แต่ละห้องมีห้องน้ำในตัวเรียบร้อย ห้องแบบนี้เหมาะสำหรับครอบครัวเล็กๆ อยู่กันได้สบายๆ ห้องทุกแบบขายกันมาแบบ Fully Furnished นะครับ ชิ้นไหนที่ไม่ได้รวมอยู่ในรายการก็จะมีแปะป้ายบอกไว้ชัดเจน ส่วนชิ้นที่ให้มาพร้อมห้องก็จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ Built-in สีขาวซะเป็นส่วนใหญ่ เรื่องสุขภัณฑ์ในห้องน้ำก็เป็นยี่ห้อมาตรฐานครับ แต่หน้าตาสุขภัณฑ์ที่เลือกมาดูไม่สมราคาห้องเท่าไหร่เลย ห้องตัวอย่างแบบ 1 ห้องนอนครับ ประตูทางเข้าห้องเป็นคันจับสแตนเลสธรรมดา ไม่ได้ใช้ระบบดิจิตอลล็อค เปิดเข้าห้องมาก็เป็นโซนนั่งเล่นก่อนเลย หลังประตูมีชั้นวางของและชั้นวางทีวี Built in มาพร้อมห้อง ห้องนั่งเล่นตกแต่งเสร็จ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้แถมมากับห้องจะมีป้ายกำกับไว้ พื้นที่ของห้องครัว มีหน้าต่างบานกระทุ้งช่วยระบายอากาศ ห้องครัว Built in มาแล้วทั้งตู้เก็บของด้านบนและด้านล่าง ชุดเตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันของ Teka ซิงค์ล้างจานเป็นแบบฝังยี่ห้อ Teka เช่นกัน ปลั๊กไฟสามขายี่ห้อ Siement ห้องครัวเป็นแบบครัวปิด มีประตูบานเลื่อนติดตั้งมาเรียบร้อย ประตูกระจกบานเลื่อน รางและวงกบเป็นอลูมิเนียมสีขาว ห้องนอนขนาดค่อนข้างกระทัดรัด วางเตียง 5 ฟุตก็เกือบเต็มห้องแล้ว หน้าต่างห้องนอนเป็นกระจกสูงเกือบเต็มผนัง พร้อมหน้าต่างบานกระทุ้ง พื้นที่หัวเตียงกว้างพอจะวางตู้เสื้อผ้าได้ และห้องน้ำก็อยู่ในห้องนอนด้วย เครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Daikin ที่แถมมาพร้อมห้อง โซนอาบน้ำให้เป็นตู้กระจกบานเลื่อนเข้ามุม ชุดอ่างล้างหน้าและก๊อกน้ำเป็นของ cotto โถสุขภัณฑ์พร้อมสายฉีดชำระเรียบร้อย ก๊อกน้ำในห้องอาบน้ำ ชุดฝักบัวอาบน้ำ ธรณีประตูห้องน้ำก่อมาให้สูงพอสมควรเลย เวลาเดินควรระวังจะสะดุด ห้องตัวอย่างแบบ 2 ห้องนอน เปิดเข้าห้องมาจะเห็นบริเวณห้องนั่งเล่นอยู่ติดกับระเบียง ด้านซ้ายมือวางโต๊ะกินข้าวชุด 4 ที่นั่งได้สบายๆ ชุดโซฟาวางไว้ริมประตูระเบียง เปิดรับวิวเขียวๆ จากนอกห้องได้ดี มองจากระเบียงกลับไปจะเห็นพื้นที่มุมกินข้าวได้ชัดขึ้น ห้องครัวเหมือนกับห้องอื่นๆ ห้องครัวเป็นแบบปิด มีประตูกระจกบานเลื่อนช่วยป้องกันกลิ่น ซิงค์ล้างจานแบบฝังเหมือนห้องแบบอื่นๆ ชุดเตาไฟฟ้าพร้อมเครื่องดูดควันตามมาตรฐาน ลางเลื่อนประตูห้องครัวเป็นอลูมิเนียมสีขาว บานประตูด้านในสุดของห้องครัว เปิดไปจะเจอราวตากผ้า ซึ่งทางโครงการจัดพื้นที่มาได้ดี มองจากห้องนอนใหญ่ไปจะเห็นบริเวณทางเดินหน้าห้องแบบนี้ ห้องนอนเล็กขนาดค่อนข้างกระทัดรัด หรือจะปรับเปลี่ยนฟังค์ชั่นห้องไว้ใช้ประโยชน์อื่นๆ ก็ได้ ห้องน้ำแบ่งพื้นที่ห้องอาบน้ำไว้ด้วยประตูบานเลื่อน อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ เหมือนกันทั้ง 2 ห้องเล็ก ห้องใหญ่ ชุดโถสุขภัณฑ์หน้าตาแบบนี้ครับ ธรณีห้องน้ำช่วยกั้นพื้นที่ห้องน้ำและระวังไม่ให้พื้นลามิเนตชื้นและบวม หน้าตาสวิตช์ไฟในห้อง หน้าห้องนอนเล็ก มีพื้นที่สำหรับห้องเก็บของ ซึ่งสามารถวางเครื่องซักผ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ภายใน ภาพนี้จะช่วยให้เห็นจุดเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น ห้องนอนใหญ่วางเตียง 5 ฟุตแล้วเหลือพื้นที่ไม่มากนัก ในห้อง Built in ตู้เสื้อผ้ามาให้ และกำแพงด้านขวามือเป็นพื้นที่ของห้องน้ำ ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ เรื่องของ Facility ส่วนกลางนั้น ทางโครงการจัดเตรียมไว้ ก็เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนหย่อม ห้องสมุด Key Card รักษาความปลอดภัย และรถ Shutter Bus รับส่งไปยังสถานีรถไฟฟ้า Facility ทั้งหมดมีรวมอยู่ที่อาคารสูง ซึ่งลูกบ้านของทั้ง 2 อาคารต้องมาใช้รวมกันที่นี่ครับ ส่วนเรื่องที่จอดรถนั้นทั้งโครงการมีที่จอดรถคิดเป็น 45% หรือ 235 คัน โดยยังไม่นับรวมการจอดแบบซ้อนคัน ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงแล้วกับจำนวนห้องทั้งหมด 516 ห้อง นั้นรับรองว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการแน่ๆ เพราะลูกบ้านที่ซื้อคอนโดในราคาระดับนี้ เชื่อว่ามีรถกันเกือบทุกห้องแน่ๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นปัญหาใหญ่อยู่พอสมควรในอนาคต นอกจากนี้ในเรื่องของพื้นที่รอบๆ โครงการนั้นมีคอนโดโครงการอื่นๆ ขึ้นอยู่รายล้อมเกือบรอบด้าน ทำให้บังวิวกันมากพอสมควร จะมีก็แต่ฝั่งทางซอยราชครู และด้านหลังโครงการเท่านั้นที่ยังเป็นบ้านพักอาศัยเดิมจึงไม่ค่อยมีปัญหาตึกบังทิศทางแดดและลม แต่จะได้วิวเป็นรถไฟฟ้าแทน วิวแต่ละห้องต้องเลือกกันดีๆ ยิ่งโครงการยังสร้างไม่เสร็จคงต้องอาศัยการจินตนาการ ลองสังเกตุตึกรอบๆ เยอะๆ จะได้พอนึกภาพออกครับ ด้วยราคาต่อตารางเมตรที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 140,000 บาทแล้วในตอนนี้ ทำให้ราคาห้องของ Centric อารีย์ จับต้องยากซักหน่อยสำหรับคนทำงานออฟฟิศทั่วไป และถ้าลองเทียบกับวัสดุต่างๆ ดูไม่ค่อยจะคุ้มค่าคุ้มราคาเท่าที่ควร หน้าตาสุขภัณฑ์ก็น่าจะเลือกเกรดได้ดีและสวยงามกว่านี้อีก จากที่เห็นเลยกลายเป็นว่าราคาห้องของ Centric ดูจะแซงหน้าโครงการอื่นๆ ในย่านเดียวกันไปซักหน่อย ถึงแม้คอนโดในย่านซอยอารีย์จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วก็ตาม ถ้าจะหวังว่าราคาจะดีดตัวขึ้นสูงไปอีกในเร็ววันนี้คงจะยากหน่อยครับ
Ideo สาธร – ท่าพระ : รีวิวคอนโด

Ideo สาธร – ท่าพระ : รีวิวคอนโด

หนึ่งในโครงการของอนันดา บนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งได้รับความสนใจกันมากก็คือ IDEO สาทร-ท่าพระ เพราะอยู่ห่างจาก BTS สถานีโพธินิมิตร (S9) เพียง 320 เมตร และด้วยความที่มีจุดขายเป็น “ห้องขนาดเล็ก” ทำให้ราคาเริ่มต้นจับต้องได้ง่ายขึ้น ด้วยเงื่อนไขข้างต้น ประกอบกับโครงการตั้งอยู่ในทำเลย่านฝั่งธน ซึ่งการเดินทางเข้าสู่กลางเมืองย่านธุรกิจก็จัดว่าสะดวกใช้ได้ จึงนับว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว นอกจากข้อดีของทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ BTS สถานีโพธิ์นิมิตรแล้ว การเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ ก็ไม่ยากเท่าไหร่ แค่ในช่วงเวลาเช้าเย็นรถจะติดมากๆ ในเส้นทางเข้าเมือง และถึงแม้ว่าโครงการจะอยู่ติดถนนราชพฤกษ์แบบไม่ต้องเลี้ยวเข้าซอยให้ยุ่งยากอีก แต่เส้นทางจากสะพานตากสินมุ่งหน้าวงเวียนใหญ่มา ต้องเกาะเลนซ้ายสุด ติดไฟแดงที่แยกวงเวียนใหญ่แล้ววิ่งทางคู่ขนานไปเรื่อยจนถึงหน้าโครงการระยะทางก็ประมาณ 3 กิโลเมตรเท่านั้น ถ้ารถไม่ติดก็สบายหน่อยครับ อีกอย่างที่ไม่น่ามองข้ามก็คือ ทางเข้า-ออกโครงการที่ตั้งเลยแนวเกาะกลางมาเล็กน้อย การจะเข้าจะออกโครงการจึงต้องอาศัยเส้นทางคู่ขนานเท่านั้น ครั้นจะลักไก่ขึ้นสะพานข้ามแยกวงเวียนใหญ่ แล้วมาหักคอเข้าโครงการตรงจุดสิ้นสุดแนวเกาะกลางก็ใช่ที่ ตอนออกจากโครงการจะฉีกออกขวาสุดขึ้นสะพานข้ามแยกก็เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุไม่แพ้กัน อันนี้ถือเป็นข้อยุ่งยากนิดหน่อยสำหรับคนใช้รถส่วนตัวเป็นหลัก รอบๆ โครงการถึงจะมีคอนโดอื่นๆ ขึ้นอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีร้านค้า ร้านอาหารเยอะตามไปด้วย ที่ใกล้สุดก็เห็นจะเป็น 7-11 ที่อยู่ในระยะเดินแค่อึดใจ และผับอีก 2 แห่งบริเวณหน้าโครงการพอดี แต่ถ้าโครงการสร้างเสร็จ ใต้อาคารก็จะมีร้านสะดวกซื้ออยู่ข้างล่าง จึงนับเป็นข้อดีที่คนอยู่อาศัยไม่ต้องเสียเวลาเดินออกไปไหนไกล แต่ถ้าจะช็อปปิ้ง หาซื้อข้าวของเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย ก็มี The Mall ท่าพระ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะอยู่ห่างออกไปแค่ 700 เมตรเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็ต้องอาศัยนั่ง BTS เข้าเมืองไปตามห้างดังแถวสีลม ราชประสงค์ สยาม นู่นเลยแหละ ดังนั้นรอบๆ โครงการจึงค่อนข้างเงียบสงบอยู่พอสมควร เนื่องจากรอบๆ มีคอนโดและบ้านพักอาศัยเป็นหลัก ทีนี้มาถึงตัวโครงการกันบ้าง Ideo สาทร-ท่าพระ เป็นคอนโด High Rise สูง 31 ชั้น ที่อัดแน่นด้วยจำนวนยูนิตมากถึง 1,339 ห้อง ซึ่งจัดว่าหนาแน่นมากๆ มี Facility ส่วนกลางที่ต้องใช้ร่วมกันอยู่อย่างจำกัดอีก มองเผินๆ ก็ดู Facility ที่มีให้จะครบถ้วนดี ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนและลู่วิ่งบนดาดฟ้า แต่ถ้าลองนึกว่าต้องแบ่งกันใช้กับคนอื่นๆ อีกพันกว่าห้องก็ดูว่าน้อยขึ้นมาทันตา ที่จอดรถทางโครงการเตรียมไว้ประมาณ 450 คัน หรือประมาณ 34% ไม่นับรวมจอดซ้อนคัน ซึ่งนับว่าน้อยมากถ้าเทียบกับจำนวนคนอยู่ แต่ก็คงเป็นเพราะกลุ่มลูกค้าหลักของคอนโดแนวนี้คือ คนที่ต้องอาศัยเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก เรื่องที่จอดรถจึงดูเป็นเรื่องรองลงไป ใครที่มีรถส่วนตัวคงต้องพิจารณาเรื่องนี้เพิ่มขึ้นไปอีก ต้องมองเผื่อปัญหาที่จอดรถไม่พอเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ลิฟท์จำนวน 5 ตัว แบ่งเป็นทางปีกขวา 2 ตัว และปีกซ้าย 3 ตัว คาดว่าจะต้องรอกันนานหน่อยในช่วงโมงเร่งด่วนที่ใครๆ ต้องเข้า-ออกในเวลาไล่ๆ กัน มาพูดถึงห้องของ Ideo สาทร-ท่าพระบ้าง ด้วยจุดขายที่เน้นทำห้องขนาดเล็ก ไซส์เริ่มต้นจึงอยู่ที่ 21 ตร.ม. ซึ่งใช้ Layout เดียวกันกับ Ideo Mobi ซึ่งเคยได้รับรางวัล Interior Design จาก ASIA PACIFIC PROPERTY AWARDS เลยมีป้ายการันตีแปะไว้หน้าห้องตัวอย่าง ซึ่งห้องขนาดนี้ดูจะทำอะไรมากไม่ได้ เพราะเปิดเข้ามาก็เจอห้องนอนเลย จะกั้นจะแบ่งพื้นที่เพิ่มคงทำได้ลำบาก เอาแค่เรื่องหาเฟอร์นิเจอร์มาลงก็ต้องคิดกันเยอะหน่อย ไม่งั้นห้องต้องแน่นและรกมากแน่ๆ ส่วนห้องแบบ 1 ห้องนอน ดูจะลงตัวขึ้นมาหน่อยด้วยขนาด 30 ตร.ม. เพราะมีการแบ่งพื้นที่ห้องนอน ห้องนั่งเล่นชัดเจนมากขึ้น โดยห้องครัวอยู่หลังประตูทางเข้า ถัดไปจึงเป็นบริเวณห้องนั่งเล่นติดกระจกริมระเบียง ซึ่งระเบียงของห้องนี้ก็กว้างพอที่จะวางอะไรได้บ้าง โดยที่ทางโครงการมีการออกแบบพื้นที่แขวนคอมเพรสเซอร์แอร์ไว้เป็นที่เป็นทาง จึงดูเรียบร้อยสบายตาดี ส่วนห้องแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 45 ตร.ม. ราคาก็ขยับห่างขึ้นไปมากอีกหน่อย เพราะแค่ราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ 4 ล้านกว่าแล้ว ส่วน Lay out ห้องก็จัดไว้พอดิบพอดี ห้องนอนเล็กก็กระทัดรัดมาก วางเตียง 3.5 ฟุตพร้อมตู้เสื้อผ้าแล้ว ก็พอจะวางโต๊ะทำงานเล็กๆ ได้อีกซักตัวก็เต็มห้องพอดี แต่ถ้าไม่คิดว่าจะอยู่เป็นครอบครัวและใช้ห้องนี้เป็นห้องนอนเด็ก การปรับเปลี่ยนให้ห้องนอนเล็กกลายเป็นห้องทำงานหรือห้องอเนกประสงค์อื่นๆ สำหรับการอยู่อาศัยแบบ 1-2 คน ก็คงทำให้ห้องแบบนี้มีพื้นที่ไม่จำกัดจำเขี่ยเวลาใช้สอยเท่าไรนัก ห้องทั้งหมดขายมาแบบ Fully Fitted มีเฟอร์นิเจอร์แถมมาให้เป็นบางชิ้น ส่วนที่ให้มาเป็นพื้นฐานอยู่แล้วก็คือ พื้นห้องปูลามิเนตหนา 8 มม. พื้นกระเบื้องในห้องน้ำ สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ ชุดครัวพร้อมอ่างล้างจานสแตนเลส ซึ่งหน้าตาของวัสดุทั้งหมดนี้ไม่ได้ดูหรูหราอะไร ออกจะธรรมดาเกินไปด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะราคาห้องที่เริ่มต้นในเรทที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว วัสดุต่างๆ จึงลดทอนสเปกลงตามไปด้วย แต่ทั้งแบบและคุณภาพวัสดุดูไม่คุ้มค่ากับราคาห้องเท่าที่ควร ยิ่งตอนนี้ราคาห้องปรับขึ้นจนเกือบสุดเพดานแล้ว การซื้อไว้ขายต่อเก็งกำไรจึงทำได้ค่อนข้างยากหน่อย แต่ถ้าจะซื้อไว้อยู่เองเพราะต้องทำงานในระแวกฝั่งธนนี้ หรือเพราะเดินทางสะดวกใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ก็น่าเก็บไปคิดเหมือนกันนะครับ
Elio Del Ray สุขุมวิท 66/1 : รีวิวคอนโด

Elio Del Ray สุขุมวิท 66/1 : รีวิวคอนโด

ผ่านมาแถวสุขุมวิทมาดูโครงการยักษ์ใหญ่ในเครืออนันดากันบ้าง เข้าไปในซอยสุขุมวิท 66/1 มาประมาณ 600 เมตรจะเจอกับโครงการ Elio Del Ray ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 16 ไร่ กินพื้นที่ไปถึงซอยสุขุมวิท 64 ดังนั้นจึงสามารถเข้าออกได้ 2 ทาง รวมถึงสามารถเลือกลงรถไฟฟ้าได้ 2 สถานีเช่นกัน ทั้งสถานีอุดมสุข (ซอยสุขุมวิท 66/1) และสถานีปุณณวิถี (ซอยสุขุมวิท 64) ซึ่งรถไฟฟ้าอยู่ปากซอยเหมือนกัน ลงมาปุ๊ปก็ต่อวินมอเตอร์ไซค์ได้ปั๊ป แต่ช่วงเช้า-เย็นปากซอยสุขุมวิท 64 อาจจะติดขัดมากกว่าหน่อย เพราะมีโรงเรียนนานาชาติแองโกลสิงคโปร์ตั้งอยู่ปากซอย และในซอยยังมีโรงเรียนพิพัฒนาอีกแห่ง รับรองว่ารถในซอยติดใช่เล่นแน่ๆ ทางด้านซอยสุขุมวิท 66/1 ถึงแม้ว่าจะไม่มีโรงเรียนในซอย แต่ถนนค่อนข้างแคบหน่อย ดีที่ปากซอยมีโชว์รูมฮอนด้า และปั๊มน้ำมันเชลล์ บริเวณนี้จึงมีร้านค้า แผงลอยมากกว่า ฝั่งตรงข้ามยังเป็นตลาดอุดมสุขอีก อาหารการกินแถวนี้จึงอุดมสมบูรณ์กว่ามาก ถ้าใครอาศัยเดินทางด้วยรถส่วนตัวการเดินทาง เส้นทางในซอยสุขุมวิท 64 ยังสามารถลัดเลาะไปขึ้นทางด่วนที่แยกบางนา และสุขุมวิท 62 ได้ด้วยเหมือนกัน สำหรับใครที่ไม่ใช้รถส่วนตัว ทางโครงการก็มี Shuttle Bus ส่งถึงรถไฟฟ้าอีก จึงนับว่าสะดวกใช้ได้ จากซอยแบริ่งให้ตรงไปทางบางนา ขับไปทางถนนพระโขนง ขับเรื่อยๆไปทางพระโขนง เมื่อเจอสามแยกให้ขับตรงไป จนมาเจอสถาณีรถไฟฟ้า BTS อุดมสุข ให้ขับต่อไปยังสถาณีรถไฟฟ้า BTS ปุณวิถี จากสถาณีรถไฟฟ้า ปุณวีถี ให้เข้าซอยสุขุมวิท 62 ปากซอยจะมีรถมอเตอร์ไซด์อยู่ทางซ้าย เข้ามาจะเจอคอนโด The Link และคอนโด May Fair ให้ไปทางซ้ายตามถนน จะเจอโครงการ Elio Del Ray อยู่ทางขวา โครงการ Elio Del Ray สามารถเข้าออกได้สองทาง อีกทางคือสุขุมวิท 66/1 ปากซอยสุขุมวิท 66/1 จะมีร้านค้ามากมาย ปากซอยสุขุมวิท 66/1 จะมีสถาณีรถไฟฟ้า BTS อุดมสุข สำหรับสภาพแวดล้อมรอบโครงการ ยังมีบ้านของชาวบ้านในแนวราบอาศัยอยู่มาก ด้านหลังโครงการติดกับทางด่วน พื้นที่ติดกันด้านหนึ่งเป็นโรงเรียนพูนสิน และเนื่องจากข้อบังคับของกฏหมายการใช้ที่ดิน แถวนี้จึงไม่อาคารสูงขึ้นมาบังแน่นอน บรรยากาศข้างในโครงการจึงเงียบสงบใช้ได้เลยเหมาะสำหรับการอยู่อาศัยจริง เว้นแต่ตึกด้านในสุดที่ติดกับทางด่วนที่ต้องลุ้นหน่อยว่า เสียงรถวิ่งบนทางด่วนจะรบกวนมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลางภายในโครงการยังถูกจัดสรรไว้อย่างเต็มที่ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายของโครงการนี้ ด้วยพื้นที่ใช้สอยกว่า 5,000 ตร.ม. แบ่งเป็น สระว่ายน้ำฟรีฟอร์มขนาดใหญ่ 2 สระ ฟิตเนส ลู่วิ่งรอบสระว่ายน้ำ สวน และร้านสะดวกซื้อที่บริเวณตึก A โดยพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยอาคารอยู่อาศัยทั้งหมด 8 ตึก แต่ละตึกสูง 8 ชั้น แต่มีจำนวนยูนิตไม่เท่ากัน รวมทั้งโครงการแล้วก็มีทั้งหมด 1,630 ยูนิต โดยส่วนของที่อยู่อาศัยเป็นพื้นที่ชั้น 2-8 ส่วนชั้นล่างและพื้นที่ตามแนวกำแพงรอบโครงการจัดสรรเป็นพื้นที่จอดรถคิดเป็น 30% ของพื้นที่ทั้งหมด ที่จอดรถดูแล้วอาจจะน้อยไปหน่อย ไม่รู้ว่าถ้าเข้าอยู่กันครบทุกยูนิตแล้วจะมีปัญหาเรื่องที่จอดรถหรือเปล่า อันนี้ต้องลองคิดเผื่อไว้บ้าง ส่วนห้องพักแบ่งออกเป็น 3 แบบหลักๆ เริ่มจากห้องแบบ Studio ขนาด 24 ตร.ม. ซึ่งกระทัดรัดเหมาะกับการอยู่คนเดียวมากกว่า เพราะพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างจำกัด วางโต๊ะ ตู้ เตียง โซฟา ก็เกือบจะเต็มพื้นที่แล้ว ห้องใหญ่ขึ้นมาหน่อยเป็นแบบ 1 ห้องนอน ขนาดเริ่มต้นที่ 26 ตร.ม. ไปจนถึง 34 ตร.ม. จากห้องตัวอย่างที่มีให้ดูห้องแรกเป็นขนาด 26 ตร.ม. เปิดเข้ามาปุ๊ปก็เจอห้องนอนเลย ไม่ได้มีการกั้นพื้นที่ห้องนอนไว้แบบชัดเจนนัก แค่แยกพื้นที่ห้องครัวออกไปไว้ด้านเดียวกับห้องน้ำและระเบียง ต่างจากห้องตัวอย่างขนาด 34 ตร.ม. ที่เปิดเข้าห้องมาจะเจอห้องนั่งเล่นก่อน และห้องนอนจะถูกแยกไว้เป็นสัดส่วนมากกว่า แต่ก็แลกกับพื้นที่ห้องครัวที่ถูกย่อขนาดให้เล็กลง และย้ายไปไว้ตรงประตูทางเข้าแทน อันนี้ก็แล้วแต่ Life style ว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน ห้องตัวอย่างแบบ A1 ขนาดกำลังกระทัดรัด ห้องทุกห้องแต่งมาแบบ Full Furnish แถมอะไรให้บ้างก็ดูตามป้ายในน้องได้เลย ประตูคันโยกแบบสแตนเลสพร้อมตัวล็อกแบบธรรมดา เปิดเข้าห้องมาก็เห็นเตียงนอนเลยทันที ก่อนถึงเตียงนอนยังมีพื้นที่ว่างพอสำหรับจัดเป็นมุมนั่งเล่นดูทีวี เฟอร์นิเจอร์ในห้องตัวอย่าง ชิ้นไหนที่ไม่ได้แถมมากับห้องจะมีป้ายติดกำกับไว้ชัดเจน ชุดโซฟาจัดไว้เข้ามุม ทำให้มีระยะห่างสำหรับดูทีวีพอสมควร เฟอร์นิเจอร์ในห้องเลือกใช้แบบ multi-function ของ SB Furniture ชั้นวางทีวีออกแบบมาเพื่อพื้นที่จำกัดในคอนโด สามารถกางออกเป็นโต๊ะกินข้าวหรือพับเก็บได้ง่ายเมื่อไม่ใช้งาน โต๊ะกลางดีไซน์เรียบๆ ที่สามารถใช้งานได้จริง โต๊ะกลางหน้าชุดโซฟาดีไซน์เก๋ๆ สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ Pantry เล็กๆ หลังประตูทางเข้าห้อง สำหรับเตรียมอาหารเล็กๆ น้อยๆ ถึงพื้นที่จะเล็ก แต่ก็ Built in ชั้นวางของและเว้นที่ไว้วาวตู้เสื้อผ้าให้ด้วย ซิงค์ล้างจานสแตนเลสขนาดพอให้ล้างจานชามได้เล็กๆ น้อยๆ คัตเอาท์ยี่ห้อ Schneider ติดตั้งไว้สูงติดเพดานห้องเลย สวิตช์ไฟดีไซน์เรียบๆ ของ Schneider ในห้องน้ำปูกระเบื้องในโทนสีเทา และ Built-in ช่องวางของมาให้ด้วย ในห้องน้ำถึงจะแยกส่วนเปียกส่วนแห้งไว้ ไม่ได้มีฉากกั้นอาบน้ำมาให้ โถสุขภัณฑ์ยี่ห้อ Cotto อ่างล้างหน้าของ Prema ที่พื้นที่วางของได้อีกเล็กน้อย พัดลมระบายอากาศภายในห้องน้ำ ประตูระเบียงเป็นกระจกบานเลื่อน ด้านที่แขวนคอมเพรสเซอร์แอร์ติดระแนงไม้บังตาไว้อีกชั้น ไปดูห้องตัวอย่างแบบ B1-M กันบ้าง เฟอร์นิเจอร์ที่แถมมากับห้องมีหน้าตาตามนี้ครับ เปิดประตูเข้าห้องมาจะเห็นห้องนอนก่อน เพราะไม่มีการกั้นห้องไว้ให้ ระหว่างมุมนั่งเล่นกับเตียงนอน มีที่เหลือพอให้ตั้งโต๊ะกินข้าวขนาด 2 ที่ได้อีกชุด มุมนั่งเล่นอยู่ด้านหน้าสุด วางโซฟาชิดประตูทางเข้าห้องเลย ชั้นวางทีวีให้มาพร้อมห้อง วางเข้ามุมไว้หลังประตูทางเข้าเลย ขวามือจากชั้นวางทีวีเป็นทางเข้าห้องครัว และห้องน้ำครับ หน้าประตูห้องครัววางโต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าไว้ในแนวเดียวกัน เตียงนอนมีลิ้นชักเก็บของด้านล่าง โต๊ะกลางหน้าโซฟา สามารถเปิดขึ้นมาเก็บของด้านในได้ หน้าห้องน้ำเพิ่มพื้นที่เก็บของด้วยตู้สูงเกือบติดเพดาน มองจากด้านในห้องออกมาที่ประตูจะเห็นภาพรวมในห้องชัดขึ้น มองจากมุมนี้จะเห็นพื้นที่เชื่อมต่อส่วนต่างๆ ของห้องชัดเจนขึ้น ห้องครัวติดริมระเบียง เคาน์เตอร์ครัวเว้นที่ไว้วางเครื่องซักผ้า และมีที่วางตู้เย็นไว้ด้านในสุดติดประตูระเบียง เหนือเคาน์เตอร์ครัวมีชั้นวางของและช่องวางไมโครเวฟ ซิงค์ล้างจานสแตนเลส พื้นที่ระเบียงเล็กๆ แขวนคอมเพรสเซอร์แอร์ไว้ด้านบน ประตูระเบียงเป็นกระจกบานเลื่อนกรอบอลูมิเนียมสีเงินธรรมดา ธรณีระเบียงก่อไว้สูงเหมือนกัน เดินเข้าไปดูห้องน้ำกันบ้าง บริเวณอ่างล้างหน้า เจาะช่องไว้วางอุปกรณ์อาบน้ำมาให้ พื้นที่ส่วนอาบน้ำติดรางผ้าม่านป้องกันน้ำกระเด็นเลอะเทอะ พื้นที่ติดตั้งโถสุขภัณฑ์ทำมาเป็นช่องเกือบพอดีตัว เวลาใช้งานอาจจะอึดอัดบ้าง หัวก๊อกที่อ่างล้างหน้า ธรณีห้องน้ำเป็นหินเทียม ก่อมาสูงเหมือนกันเวลาเดินต้องระวังสะดุดหน่อยครับ สวิตช์ไฟมาตรฐานคอนโดทั่วไปของ Schneider ไปดูห้องตัวอย่างแบบ D1 กันบ้าง เปิดประตูเข้าห้องมายืนที่บริเวณครัวจะเห็นโซนนั่งเล่นตามภาพครับ หมุนตัวกลับไปก็จะเห็น Pantry ครัวเล็กๆ ตรงประตูทางเข้าแบบนี้ครับ หลังประตูทางเข้า Built-in ตู้เก็บของไว้ให้ด้วย เข้ามาดูในห้องนอนกันบ้าง นอกจากเตียงขนาด 5 ฟุตแล้ว ริมหน้าต่างยังวาง Day Bed ไว้อีกตัว ใต้เตียงมีลิ้นชัก ทำให้มีพื้นที่เก็บของมากขึ้น อีกฝากห้องวางตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ และมีมุมแต่งตัวเล็กๆ ข้างหัวเตียงอีก พื้นที่ปลายเตียงเหลือไม่มาก จึงต้องแขวนทีวีติดผนัง ฟังค์ชั่นในห้องน้ำเหมือนกันกับห้องอื่นๆ พื้นที่อาบน้ำต้องติดม่านพลาสติกเพิ่มเอง พื้นห้องปูด้วยลามิเนต ห้องน้ำปูกระเบื้อง และก่อธรณีประตูด้วยหินเทียม สำหรับห้องแบบแบบสุดท้าย ซึ่งไม่มีห้องตัวอย่างโชว์ไว้ก็คือ ห้องใหญ่แบบ 2 ห้องนอน ซึ่งมีพื้นที่ 44 ตร.ม. ดู Lay out จากแบบแปลนแล้วก็ถือว่าจัดได้ลงตัวดีทีเดียว ห้องทุกห้องของโครงการ Elio Del Ray ขายมาพร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ทตามแบบห้องตัวอย่างเป๊ะ ซึ่งทางโครงการเลือกใช้ SB Furniture ทั้งหมด และแต่ละชิ้นที่เลือกมาก็มีจุดเด่นของการใช้งานได้แบบ Multi-Function เฟอร์นิเจอร์หนึ่งชิ้นสามารถใช้งานได้หลายประโยชน์เหมาะกับคอนโดที่มีพื้นที่ขนาดจำกัด ส่วนวัสดุสุขภัณฑ์อื่นๆ ก็เลือกใช้ของได้มาตรฐาน ถ้าเทียบราคาต่อตารางเมตรกับโครงการอื่นๆ ก็จัดได้ว่าคุ้มค่าอยู่ไม่น้อย เพราะของที่แถมมาให้นอกจากจะหน้าตาดูดีสวยงามแล้วยังใช้สอยได้จริงด้วย ถ้าพูดกันถึงทำเลในแถบสุขุมวิท โครงการ Elio Del Ray ถือว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยสำหรับคนที่อยากได้ Facility ส่วนกลางเต็มที่ เพราะเค้าจัดมาเยอะจริง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ โครงการนี้ดูจะเหมาะดีจะได้มีกิจกรรมทำช่วงวันหยุด ส่วนเรื่องทำเลที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในซอยถึง 600-700 เมตร นั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงสถานีปุณวิถีต่อรถจากปากซอยสุขุมวิท 64 ก็จะสะดวกหน่อยเพราะระยะทางสั้นกว่า อีกอย่างทางเข้า-ออกโครงการก็อยู่ค่อนไปทางฝั่งซอยสุขุมวิท 64 ด้วย แต่ช่วงเช้า-เย็นในซอยนี้รถน่าจะติดมาก ไหนจะทั้งโรงเรียน และโครงการอื่นๆ ในซอยอีก รับรองว่าการจารจรหนาแน่นมากอย่างเลี่ยงได้ยาก อย่างไรก็ดีในโซนใกล้ๆ นี้ก็ยังมีอีกหลายโครงการ ในหลายระดับราคาให้เปรียบเทียบความคุ้มค่ากันอยู่ แนะนำว่าให้ลองเข้าไปดูด้วยตัวเองน่าจะเห็นบรรยากาศได้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ ส่วนใครที่อยากได้บทสรุปเรื่องการลงทุนเราก็เตรียมไว้ให้แล้วเช่นกัน
B-Loft สุขุมวิท 115 : รีวิวคอนโด

B-Loft สุขุมวิท 115 : รีวิวคอนโด

เลยมาดูคอนโดในแนวรถไฟฟ้าในอนาคตกันบ้างกับ B-Loft สุขุมวิท 115 ในเครือ Origin อีกเช่นเคย ซึ่งตัวโครงการมีความเหมือนกับ B-Loft ในซอยสุขุมวิท 109 อยู่มาก ทั้งเรื่องขนาดห้อง และ Lay out ห้อง และยังใช้สำนักงานขายเดียวกันด้วย ตัวตึกเป็นคอนโด Low Rise 8 ชั้น ดังนั้นภาพในห้องตัวอย่างของ 2 โครงการนี้จึงเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ขนาดห้องของ B-Loft สุขุมวิท 115 จะเริ่มต้นที่ 25 ตร.ม. ปลายๆ ไปจนถึงขนาด 33 ตร.ม. และมีห้องขนาดพิเศษที่ 44 ตร.ม. ซึ่งมีเพียงชั้นละ 1 ห้องเท่านั้น ในส่วนของห้องพักทั้งหมดขายกันมาแบบห้องเปล่าๆ พร้อมสุขภัณฑ์มาตรฐาน Cotto เรื่อง Facility ส่วนกลางก็มีมาให้ครบทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และสวน แต่มีขนาดเล็กและมีพื้นที่จำกัดจนดูเหมือนจะไม่สามารถใช้งานได้จริงตามสไตล์ Origin เลย เรื่องสาธารณูปโภคอื่นๆ ตามที่คุยคิดว่าพอโครงการสร้างเสร็จน่าจะมี Shutter Bus ให้บริการรับส่งถึงรถไฟฟ้าด้วย ยังไงก็ต้องรอดูกันอีกที และที่ดูแล้วน่าจะติดขัดอีกเรื่องก็คือเรื่องที่จอดรถ ซึ่งทางโครงการจัดไว้เพียง 35% เท่านั้น จนคิดว่าไม่น่าจะเพียงพอต่อจำนวนลูกบ้านที่จะเข้าอาศัยอยู่ เรื่องขนาดและคุณภาพห้องในระดับราคาเริ่มต้นที่หลักครึ่งแสนต่อตารางเมตรของโครงการ B-Loft ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ครับ แต่สำหรับการมองเผื่อลงทุนคงต้องวิเคราะห์กันเยอะๆ หน่อย เพราะยังไม่แน่ใจว่าพื้นที่ว่างๆ ในซอยจะมีโครงการอื่นขึ้นอีกมั้ย ในเบื้องต้นเรื่องวิวทิวทัศน์รอบๆ โครงการจึงไม่ใช่เรื่องน่าห่วงนัก เรื่องทำเลที่ตั้งถ้าเป็นปัจจุบันอาจจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไม่สะดวกนัก เพราะรถไฟฟ้า BTS หมดระยะที่สถานีแบริ่งเท่านั้น ยังต้องอาศัยการต่อรถมาอีกเกือบ 4 กิโลเมตรกว่าจะถึงปากซอยสุขุมวิท 115 แต่ถ้าในอนาคตที่รถไฟฟ้าเปิดใช้งานถึงสถานีปู่เจ้าแล้ว คนที่ไม่มีรถส่วนตัวคงเดินทางได้สะดวกขึ้นแน่นอน จากปากซอยสุขุมวิท 115 เข้ามาอีก400 เมตรถึงจะถึงตัวโครงการซึ่งตั้งอยู่ในซอยอภิชาติ 3 อีกที ถ้าไม่อยากเดินบริเวณปากซอยมีพี่วินมอเตอร์ไซค์คอยให้บริการอยู่ ส่วนการเดินทางด้วยรถส่วนตัวนั้น มีทั้งเส้นทางในซอยที่ไปออกถนนเทพารักษ์ได้ ถนนสุขุมวิทเส้นทางสายหลักไปออกบางนา หรือจะอาศัยเส้นทางถนนวงแหวน หรือเลี่ยงมาใช้สะพานภูมิพลเข้าเมืองก็สะดวกใช้ได้ พื้นที่โดยรอบโครงการเงียบมากๆ และยังเป็นซอยตัน ตอนกลางคืนจัดว่าเปลี่ยวเอาเรื่องอยู่ ไม่เหมาะกับการเดินเข้าซอยตัวคนเดียวเลย ในระยะเดินถึงไม่มีร้านค้าร้านอาหารให้พึ่งพาได้เลย ต้องออกไปแถวๆ ตลาดสำโรง หรือ อิมพีเรียล ถึงจะอุดมสมบูรณ์หน่อย แต่ถ้าต้องการเดินห้างช๊อปปิ้งก็ต้องเลยไปถึงเซ็นทรัลบางนา หรือเมกะบางนานู่นแน่ะ เรื่องความเจริญของพื้นที่รอบๆ คงต้องรอดูหลังจากรถไฟฟ้าเปิดใช้บริการถึงสถานีปู่เจ้าแล้ว ถึงจะรู้ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน
B-Republic สุขุมวิท 101/1 : รีวิวคอนโด

B-Republic สุขุมวิท 101/1 : รีวิวคอนโด

B Republic เป็นอีกหนึ่งโครงการในเครือ Origin ซึ่งขยับทำเลเข้ามาใกล้เมืองมากขึ้น และยังคงพยายามเกาะเส้นทางรถไฟฟ้า BTS อยู่ แต่ถ้าให้พูดกันตามจริงแล้วที่ตั้งโครงการก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์คนที่ต้องการคอนโดอาศัยใกล้รถไฟฟ้าเท่าไรนัก ทั้งในเรื่องระยะทางจากปากซอยสุขุมวิท 101/1 ที่ต้องเข้ามาลึกกว่า 1.5 กิโลเมตร และด้วยตำแหน่งของซอยที่ยังตั้งอยู่ระหว่างกลางของสถานีรถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถีและอุดมสุข การชูข้อดีของโครงการว่าตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS 2 สถานีจึงฟังดูอิหลักอิเหลื่อยังไงชอบกล ไม่ว่าจะเลือกลงรถไฟฟ้าที่สถานีไหนก็ยังไม่อยู่ในระยะที่เดินถึงแบบสบายๆ เลยซักอันเดียว ยังไงก็ต้องต่อรถมอเตอร์ไซค์ หรือรถกะป๊อเข้าซอยอยู่ดี จริงๆ ทางโครงการก็น่าจะเข้าใจในจุดนี้ดีอยู่แล้ว จึงมีการหาทางออกด้วยการจัด Shutter Bus รับส่งลูกบ้านไว้ด้วย แต่ถ้าพูดถึงการเดินทางด้วยรถส่วนตัว ในซอยนี้สามารถลัดเลาะทะลุได้หลายซอยมากๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนศรีนครินทร์ อ่อนนุช และซอยอุดมสุข จะบอกว่าการเดินทางสะดวกก็ยังก้ำกึ่งอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกินในย่านนี้ รับรองว่าไม่ขาดแคลน ก่อนถึงหน้าโครงการซัก 300 เมตร จะมีทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายยา แม้แต่หน้าโครงการเองก็มีร้านอาหารให้เลือกฝากท้องแล้ว หรือถ้าอยากจะหาซื้อของสด ขยับมาทางปากซอยอีกหน่อยห่างจากโครงการประมาณ 600 เมตร จะเป็นคลังอาหารของแถบนี้ เพราะมีทั้งตลาดสด ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ห้างทอง ร้านอัดรูป ธนาคาร คลินิค และอีกมากมายเท่าที่ชุมชนใหญ่ๆ ที่มีคนอาศัยอยู่มากๆ จะมีได้ รอบที่ตั้งโครงการเป็นที่พักอาศัยในแนวราบซะส่วนใหญ่ ไม่มีตึกสูงในระดับเดียวกับบังมุมกัน ติดตรงที่ถนนหน้าโครงการหดเหลือแค่ 2 เลน ต่างจากถนนช่วงตั้งแต่ปากซอยเข้ามาที่เป็นถนน 4 เลน และตรงข้ามโครงการมีปั้มน้ำมัน Cosmo ตั้งเผชิญหน้ากันอยู่ ถนนทางเข้าออกตรงนี้น่าจะมีรถมากอยู่เหมือนกัน ทั้งรถที่สัญจรในซอย และรถที่ต้องรอจังหวะเข้า-ออกปั้มอีก และในวันที่มีตลาดนัดข้างๆ โครงการอีก รับรองว่าการจารจรวุ่นวายใช้ได้เลยทีเดียว สำหรับการออกแบบตัวโครงการเองทำออกมาได้กลางๆ ไม่ได้โดดเด่นมาก ส่วนพักอาศัยแบ่งออกเป็น 2 อาคาร และมี Facility ส่วนกลางเป็นสระว่ายน้ำอยู่ตรงกลางระหว่างตึก A และตึก B ส่วนฟิตเนสและห้องอาบน้ำจะอยู่ตึก B บนดาดฟ้าทั้ง 2 ตึกจะแบ่งพื้นที่ทำเป็นสวนลอยฟ้า สำหรับแบบห้องนั้นมีให้เลือกทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน โดยขนาดเล็กสุดอยู่ที่เกือบๆ 24 ตร.ม. และมีขนาดประมาณ 33 ตร.ม. เป็นห้องใหญ่สุดของแบบ 1 ห้องนอน ส่วนแบบ 2 ห้องนอน จะมีขนาด 37.7 – 50.8 ตร.ม. ห้องตัวอย่างที่สำนักงานขายเตรียมไว้ที่ 28 ตร.ม. โดยประมาณ ถือว่าวาง Lay out ห้องไว้ได้ดีทีเดียว เพราะสัดส่วนการใช้งานดูลงตัว และใช้สอยได้จริง อีกทั้งยังมีพื้นที่กว้างพอที่จะไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดเกินไป แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าห้องจริงจะเหมือนตามห้องตัวอย่างแค่ไหน ครัวในห้องเป็นแบบครัวปิด มีประตูกระจกบานเลื่อนเรียบร้อย มีเฟอร์นิเจอร์ Build in ให้มาพร้อมห้องด้วย ทั้งชุดครัว ตู้ เตียง ส่วนวัสดุ สุขภัณฑ์ที่เลือกใช้ก็เป็นตามมาตรฐานไม่ได้ฟู่ฟ่าชวนเตะตามากเท่าไหร่ แต่ก็สามารถใช้งานได้จริง ในขณะที่ห้องตัวอย่างแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 50 ตร.ม. มีลักษณะเป็นห้องแบบ Combine ดังนั้น Lay out ห้องจึงเหมือนเอาห้อง 1 ห้องนอนมาต่อกัน จึงได้ห้องแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำไปในตัว โดยรวมแล้วโครงการ B Republic ถือว่าไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่ในทำเลแถบนี้ ถ้าคิดว่าอยากจะได้คอนโดใกล้รถไฟฟ้าจริงๆ โครงการอื่นคงได้เปรียบกว่าเยอะ แต่ถ้าพิจารณาในเรื่องราคาประกอบด้วยแล้ว ก็ต้องถือว่าทำเลนี้อยู่ในระดับกลางๆ ราคาไม่สูงจนเกินเอื้อม ซึ่งต้องแลกกับการเดินทางเข้าซอยที่ลึกพอสมควร นอกจากเหตุผลเรื่องราคาแล้ว เรื่องอื่นๆ ยังมองไม่เห็นจุดเด่นที่จะทำให้โครงการนี้เป็นตัวเลือกในระดับต้นๆ ของแนวสุขุมวิทได้เท่าไหร่ ต้องเข้ามาลองดูตัวโครงการและลองพิจารณกันดูเอาเองครับ
Noble Revolve รัชดา 2 : รีวิวคอนโด

Noble Revolve รัชดา 2 : รีวิวคอนโด

Noble Revolve รัชดา 2 คอนโด High Rise ในซอยรัชดา 6 ติดทางขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีศูนย์วัฒนธรรม แค่บอกทำเลที่ตั้งก็ดึงดูดความสนใจได้ไม่ยาก ซึ่งก็ไม่ได้เกินจริงเลยเพราะขึ้นจากรถไฟฟ้าใต้ดินมา เดินเลี้ยวเข้าซอยรัชดา 6 ด้วยระยะทางไม่ถึง 100 เมตรดีก็เข้าตึกแล้ว สำหรับคนที่อาศัยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นหลักจึงจัดว่าสะดวกมากๆ ส่วนระบบขนส่งมวลชนในรูปแบบอื่นๆ ก็มีให้พึ่งพาเยอะ ทั้งรถแท็กซี่ และรถเมล์อีกหลายสาย ซึ่งป้ายรถเมล์ก็อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินนั่นแหละ ทั้งกลางวัน กลางคืนมีรถราวิ่งขวักไขว่เกือบ 24 ชั่วโมง เพราะถัดขึ้นไปอีกซอยเป็นแหล่งรวมสถานบันเทิงยามราตรีที่ขึ้นชื่อ ช่วงกลางวันนอกจากพวกสำนักงานออฟฟิศใหญ่อย่างทรูคอร์ปฯ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และตึก AIA ที่จะเปิดในอนาคตแล้ว บริเวณโดยรอบยังแวดล้อมไปด้วยตึกสำนักงานยิบย่อย รวมถึงห้างสรรพสินค้าอย่าง Central พระราม 9, Big C, Lotus, Home Pro, Fortune Tower และEsplanade ที่อยู่ในระยะเดินถึงทั้งหมด ย่านนี้จึงอุดมสมบูรณ์มากตามแบบฉบับคนเมือง ซึ่งการที่มีคนเยอะ สำนักงานแยะ ก็มาพร้อมกับการจารจรที่ติดขัดขึ้นเหมือนเงา การเดินทางด้วยรถส่วนตัวจากโครงการจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับปัญหารถติดอย่างหนักในช่วงเช้าและเย็น เพราะต้องผ่านแยกพระราม 9 เท่านั้นถึงจะต่อไปยังโซนอื่นๆ ของกรุงเทพได้   ใช้ทางด่วนมุ่งหน้าสนามบินสุวรรณภูมิ สังเกตทางลงถนนรัชดาภิเษก (สี่แยกพระราม 9) ใช้ทางลงถนนรัชดาภิเษก เมื่อลงจากทางด่วน จะบังคับเลี้ยวซ้ายเพื่อไปยังสี่แยกพระราม 9 ตรงไปยังสี่แยกพระราม 9 ตรงผ่านสี่แยกพระราม 9 ไป เมื่อผ่านสี่แยกมาแล้ว จะพบห้างฟอร์จูน ทาวน์อยู่ทางซ้าย และห้าง Central พระราม 9 ทางด้านขวา หากมองตรงไปจะเป็น Lotus พระราม 9 ให้ชิดขวากลับรถ สังเกตจุดกลับรถอยู่ก่อนถึงห้าง Esplanade ตรงไปจะผ่านสถานี MRT ศูนย์วัฒนธรรม เลี้ยวซ้ายเข้าซอยรัชดา 6 เพื่อเข้าไปยังโครงการ   ถึงตัวอาคารของ Noble Revolve 2 จะตั้งอยู่คู่กับโครงการแรกเลย แต่ทางเข้าออกของโครงการไม่ใช้ร่วมกัน Facility ต่างๆ รวมถึงพื้นที่ของโครงการก็แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง จะคล้ายคลึงกันก็แต่ Lay out การออกแบบห้อง และสถาปัตยกรรมภายนอกของตัวอาคารที่เกือบจะเป็นคู่แฝด แต่คนละฝา ขนาดห้องเริ่มต้นที่ 22.37 ตร.ม. เป็นห้องเล็กสุดตามราคาเริ่มต้น ซึ่งมีอยู่เพียงชั้นละ 1 ห้องเท่านั้น ส่วนห้องที่มีให้เลือกมากที่สุดคือห้องแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 25 ตร.ม. โดยที่แปลนห้องแต่ละตำแหน่งก็มีพื้นที่บวก-ลบต่างกันนิดหน่อย ขยับไปอีกทีก็เป็นห้องแบบ 2 ห้องนอน ที่ 38.6 ตร.ม. ไปจนถึงขนาดเกือบ 53 ตร.ม.   ที่สำนักงานขายวันที่เข้าไป ยังเปิดให้ชมได้แค่ห้องแบบ 2 ห้องนอน ส่วนห้องแบบ 1 ห้องนอนกำลังปรับตกแต่งใหม่ จึงมีภาพมาให้ชมแค่ห้องแบบ 2 ห้องนอนเท่านั้น ห้องจริงๆ ที่ทางโครงการขายให้จะเป็นห้องเปล่าๆ มีแค่สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ และเคาน์เตอร์ครัวเท่านั้น ที่เหลือในห้องตัวอย่างเป็นการตกแต่งเพื่อล่อตาล่อใจล้วนๆ ทั้งกำแพงกั้นห้องนอนเล็กที่เอาออกเปิดพื้นที่ให้โล่ง และปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่นั่งเล่นแทน ตามด้วยเฟอร์นิเจอร์อะคริลิคใสๆ ที่เลื่อนสลับตำแหน่ง ปรับพื้นที่ห้องได้ ก็เป็นไปเพื่อการขายล้วนๆ ถ้าอยากจะตกแต่งให้เหมือนห้องตัวอย่างคงต้องเตรียมเงินไว้อีกเยอะ การที่ขายมาแบบเป็นห้องเปล่าๆ อาจจะมีข้อดีตรงที่ลูกบ้านไม่ถูกจำกัดไอเดียเรื่องการตกแต่ง ใครที่คิดจะซื้อจึงต้องคิดถึงเรื่องเงินค่าตกแต่งห้องเผื่อไว้ด้วย   ประตูห้องเป็นคันโยก และล็อคธรรมดา ไม่ใช่ระบบดิจิตอลล็อค เปิดเข้าห้องมาขวามือจะเป็น Pantry ครัว และตรงหน้าคือพื้นที่กินข้าวติดระเบียง เคาน์เตอร์ครัว Built มาเรียบร้อย พร้อม top หินแกรนิต ด้านล่างเว้นช่องวางเครื่องซักผ้าไว้ให้ด้วย เตาไฟฟ้าแบบ 2 หัว ยี่ห้อ MEX เครื่องดูดควันเข้าชุดยี่ห้อเดียวกัน ซิงค์ล้างจานเป็นแบบฝัง โต๊ะกินข้าวขนาด 4 ที่นั่งติดระเบียง ประตูกระจกบานเลื่อนที่ระเบียง รางเลื่อนประตูกระจก สามารถเปิดออกไปที่ระเบียงได้ แต่พื้นที่ระเบียงของห้องก็แคบจะใช้ประโยชน์แทบไม่ได้เลย พื้นที่นั่งเล่นมุมนี้ ใช้พื้นที่ของห้องนอนเล็กจัดวางชุดโซฟา จึงทำให้พื้นที่ห้องดูกว้างขึ้น ในห้องตัวอย่างแบบ 2 ห้องนอน มีการเอาผนังห้องนอนเล็กออก ทำให้พื้นที่ห้องดูเชื่อมต่อถึงกันให้ความรู้สึกโปร่งกว่าเดิม ห้องน้ำเล็กใช้กระเบื้องโทนสีเทา โถสุขภัณฑ์ในห้องน้ำเล็ก ก๊อกอ่างล้างหน้าของ GROHE ห้องอาบน้ำกั้นด้วยกระจกเทมเปอร์ ชุดก๊อกฝักบัว ชุดฝักบัวอาบน้ำ สวิตช์ไฟมาตรฐานยี่ห้อ panasonic โถงทางเดินในห้อง บริเวณห้องนั่งเล่น ซึ่งให้พื้นที่ของห้องนอนเล็กมาจัดแต่งใหม่ พอทุบกำแพงของห้องนอนเล็กออกไป ก็จะทำให้สามารถจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้ พอไม่มีกำแพงห้องนอนเล็ก ภายให้ห้องจึงดูโปร่งสบายตามากขึ้น ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ master bedroom ปลายเตียงวางโซฟาแบบ 2 ที่นั่งไว้สำหรับนั่งดูทีวีได้ ผนังห้องนอน bulit ตู้เก็บของ และทำเป็นชั้นวางทีวีด้วย มองไปทางประตูทางเข้าห้องนอนใหญ่จะเห็นมุมแต่งตัวหน้าห้องน้ำ ภาพรวมห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ วัสดุ สุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำเป็นไปตามมาตรฐาน ภายในห้องน้ำกั้นพื้นที่ห้องอาบน้ำมาให้แล้ว ชุดก๊อกของฝักบัวในห้องน้ำใหญ่ ชุดฝักบัวพร้อม Rain Shower พื้นห้องอาบน้ำดร๊อปลงไปเล็กน้อย ธรณีห้องน้ำเป็นหินเทียมสีดำ ก่อไว้ไม่สูงนัก จากที่ได้ดูห้องตัวอย่างแบบ 2 ห้องนอนแล้ว ลองจินตนาการห้องโล่งๆ และมีกำแพงกั้นห้องนอนเล็กเข้าไปอีก ต้องบอกว่า Lay out ห้องไม่ได้ดูกว้างขวางลงตัวเท่าไร ออกจะดูอึดอัดไปเสียด้วยซ้ำ วัสดุที่มากับห้องก็เป็นไปตามมาตรฐานปกติ ในโครงการระดับนี้ถือว่าจัดของแถมมาได้ไม่สมราคานัก เรื่อง Facility ที่ทางโครงการเตรียมไว้ให้ก็ดูครบครันดี ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวน ห้องซักรีด และร้านค้า แต่เมื่อเทียบกับจำนวน 755 ยูนิตแล้ว เลยกลายเป็นมี Facility ไม่พอต่อจำนวนคนไปเลย และยังเรื่องที่จอดรถที่จอดได้เพียง 305 คัน รวมจอดซ้อนคันแล้วด้วย เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่แน่ๆ ถ้าลูกบ้านเกินครึ่งโครงการมีรถส่วนตัว อีกประเด็นที่ลืมไม่ได้เลยคือเรื่องตำแหน่งห้อง ซึ่งจะต้องเลือกทิศ เลือกมุมกันดีๆ หน่อย เพราะรอบโครงการมีอาคารใกล้เคียงบังวิวเกือบรอบทุกทิศ ดังนั้นจึงต้องมองทิศกันให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจ บางห้องอาจจะอยู่สูงพ้นแนวตึกรอบๆ แต่ก็อาจจะแลกมากับทิศทางของแสงแดดยามบ่ายที่จะทำให้ห้องร้อน หรือบางห้องถูกบังมุม วิวไม่สวย ไม่ค่อยเป็นส่วนตัว แต่ไม่ต้องกลัวแดดร้อน อันนี้ก็แล้วแต่จะเลือกเอาตามสะดวกใจนะครับ สำหรับ Noble Revolve รัชดา 2 อยู่ในทำเลที่ถือว่าเป็นไข่แดงของรัชดา ซึ่งทำเลในแถบนี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาไปสู่ความเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ใจกลางเมือง ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่เปิดอีกหลายตึก ซึ่งกลุ่มคนทำงานจะเยอะขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นในแง่ของศักยภาพด้านการเติบโตของพื้นที่ในแถบนี้จึงมีสูง แต่ก็อย่าลืมพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบควบคู่กันไปด้วย เพราะ Noble Revolve รัชดา 2 เปิดตัวไว้ในราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ในระแวกใกล้เคียง การจะทำกำไรในระยะสั้นจึงเป็นเรื่องยาก หรือถ้าจะหวังซื้อไว้เก็งกำไรในระยะยาว ก็ยังต้องรอดูกันต่อไปอีกระยะว่าราคาจะขึ้นไปถึงระดับไหน
RHYTHM อโศก : รีวิวคอนโด

RHYTHM อโศก : รีวิวคอนโด

Rhythm อโศก คอนโด High Rise อีกหนึ่งแบรนด์จากค่าย AP ซึ่งเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่ฮ็อตฮิตที่สุดในขณะนี้ อยู่ใกล้แยกพระราม 9 ใกล้แหล่งธุรกิจย่านอโศกและรัชดา อีกทั้งยังห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีพระราม 9 ในระยะเดินถึงเพียงแค่ 300 เมตร สำหรับคนที่พึ่งพาระบบขนส่งมวลชนอยู่แล้ว การเดินทางจัดว่าสะดวกมากถึงมากที่สุด เพราะมีทั้งวินมอเตอร์ไซค์สำหรับชั่วโมงเร่งรีบ จะเรียกแท็กซี่โครงการอยู่ติดถนนใหญ่หาเรียกได้ไม่ยาก สะดวกสุดก็รถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งมีปัญหาแค่ในช่วงเวลาเช้าๆ ที่ทุกคนแย่งกันเดินทางไปเข้างาน บางครั้งคนแน่นขบวนจนขึ้นไม่ได้เลยก็มี ส่วนการเดินทางด้วยรถส่วนตัว สะดวกมากในกรณีขึ้นทางด่วนมาลงที่ทางลงสี่แยกพระราม 9 เลี้ยวมาไม่ถึง 100 เมตรก็เข้าโครงการได้เลย ผิดกับทางจะขึ้นทางด่วนที่ต้องขับวนอ้อมเป็นรอบใหญ่ ยิ่งถ้าเจอช่วงรถติดหนักๆ ในชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้าและเย็นคงหงุดหงิดสติแตกกันไปเลย เพราะยังไงแยกพระราม 9 และเส้นทางถนนโดยรอบก็ขึ้นชื่อเรื่องรถติดอยู่แล้ว เรื่องพื้นที่แวดล้อมโครงการในระยะเดินถึงนั้น จัดว่าครบเครื่องมากๆ ทั้งเซนทรัลพระราม 9, ฟอร์จูน, โลตัส, อาคารสำนักงานใหญ่ๆ, โรงแรม ไปจนถึงสถานบันเทิงสำหรับคุณผู้ชาย ติดอยู่แค่ต้องเดินข้ามสี่แยกใหญ่นี่แหละที่ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยกันให้ดีๆ หรือถ้าเบื่อๆ อยากจะออกไปช็อปในโซนอื่นๆ รถไฟฟ้าใต้ดินก็ช่วยได้เยอะครับ ส่วนของอาคารใกล้เคียงในระยะประชิดมีแต่อาคารพานิชย์ บ้านพักอาศัยเดิม และอพาร์ทเมนท์เท่านั้น ซึ่งในส่วนของที่พักอาศัยของ Rhythm อยู่พ้นแนวตึกบัง จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบเรื่องวิวมุมกว้างซักเท่าไหร่ โครงการ Rhythm อโศก ชูจุดขายที่ห้องพักไซส์เล็ก ซึ่งห้องแบบ Studio ลดขนาดมาอยู่ที่ 21.5 ตร.ม. ห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 31 ตร.ม. และ 2 ห้องนอน อยู่ที่ขนาด 41.5 ตร.ม. มียูนิตรวม 385 ห้อง พร้อม Facility ที่ครบถ้วนอย่างสระว่ายน้ำที่ชั้น 7 ห้องออกกำลังกายที่ชั้น 8 สวนและห้องเอนกประสงค์ที่ชั้น 9 นอกจากนี้ยังมีสวนลอยฟ้าอยู่ที่ชั้น 37 อีกหนึ่งจุด ซึ่งไม่ได้ให้มาเยอะเกินไปเลยสำหรับมาตรฐานโครงการระดับนี้ ถ้าเข้าไปที่สำนักงานขายตอนนี้จะได้ชมห้องตัวอย่าง 2 แบบด้วยกัน เริ่มกันด้วยของแบบ Studio ซึ่งมีขนาดเล็กกระทัดรัดอย่างที่คาดไว้ เพราะแค่เปิดประตูเข้าห้องมา เดินอีกไม่เกิน 5 ก้าวก็ล้มตัวลงบนเตียงนอนได้เลย ตรงประตูทางเข้ายังมีมุมเล็กๆ ไว้สำหรับทำครัว จัดเตรียมอาหารแบบเล็กๆ น้อยๆ พื้นที่ว่างที่พอจะเหลืออยู่ก็ทำให้รู้สึกเหมือนต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ห้ามมีสมบัติบ้าเด็ดขาดไม่อย่างนั้นได้นอนในห้องรกๆ แน่นอน ส่วนห้องแบบ 1 ห้องนอนที่มีพื้นที่เพิ่มมาอีก 10 ตร.ม. โดยประมาณ ค่อยดูเป็นห้องที่สามารถอาศัยอยู่ได้จริงมากกว่าเป็นแค่ที่ซุกหัวนอน ทั้งเรื่องการจัดแบ่งพื้นที่ให้มีห้องนอนเป็นสัดส่วน มีพื้นที่นั่งเล่นสำหรับเปลี่ยนมุม เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง รวมถึงพื้นที่ห้องครัวที่แยกออกไปเป็นครัวปิดแบบเป็นเรื่องเป็นราว มีประตูกระจกบานเลื่อนช่วยป้องกันกลิ่นอาหารมารบกวนส่วนอื่นๆ ของห้อง จากที่เห็นในห้องตัวอย่างที่แต่งมาครบเสร็จสรรพนี้ ของจริงนี่มีให้มีน้อยชิ้นเหลือเกินจนแทบจะเป็นห้องเปล่าอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเทียบด้วยราคาห้องระดับแสนกลางๆ ต่อตารางเมตรในทำเลย่านธุรกิจ ถือว่าราคาสูงมากเลยทีเดียว อีกเรื่องที่เกือบลืมพูดถึงไปเลยก็คือ เรื่องที่จอดรถ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากลำดับต้นๆ เหมือนกัน เพราะด้วยการเดินทางที่ดูแล้วการใช้รถยนต์ส่วนตัวอยู่ในเกณฑ์ที่สะดวก และคาดว่าลูกบ้านส่วนใหญ่ก็น่าจะมีรถส่วนตัวด้วยเช่นกัน ถ้าที่จอดรถของโครงการมีเพียง 46% โดยนับรวมจอดซ้อนคันแล้วด้วย นิติบุคคลได้เจอดราม่าเรื่องยาวแน่ๆ น่าปวดหัวนะครับถ้ากลับเข้าคอนโดมาแล้วไม่มีที่ให้จอดรถ อันนี้ต้องลองคำนวนความจำเป็นให้ดี เว้นแต่ตัดสินใจได้แล้วว่ายังไงก็จะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือวิธีอื่นๆ อันนั้นก็จะกลายเป็นหนังคนละเรื่องกันไปเลยครับ จุดด้อยอีกอย่างของ Rhythm อโศกนี้ก็คือ เรื่องที่ตั้งที่อยู่ใกล้สถานบันเทิงของคุณผู้ชายเอามากๆ ซึ่งลูกบ้านที่ต้องเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินต้องเดินผ่านอย่างเลี่ยงได้ยาก คุณผู้ชายคงไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับสาวๆ ที่ต้องเดินผ่านไปผ่านมาคนเดียว โดยเฉพาะในยามดึกดื่นค่ำคืนคงดูไม่งามนัก นอกเหนือจากจุดด้อยที่ยกมาบอกเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแล้ว ที่เหลือก็คงต้องแล้วแต่ความสะดวกและความจำเป็นของแต่ละคน ว่าอยากได้ที่อยู่อาศัยในลักษณะใดกันแน่ที่ตอบโจทย์ Life Style ของตัวเองได้มากที่สุด สำหรับการซื้อไว้เพื่ออยู่เองถ้าต้องทำงานในระแวกนี้ ก็นับว่าเป็นโครงการที่น่าจะเก็บไว้พิจารณาเป็นตัวเลือกหนึ่งได้ แต่ถ้าในแง่ของการซื้อไว้เพื่อหวังเก็งกำไร หรือปล่อยเช่า คงต้องอาศัยเวลากันมากหน่อยกว่าราคาจะขยับขึ้นอย่างชัดเจน เพราะแค่ราคาเริ่มต้นต่อตารางเมตรตอนนี้ก็แทบจะแตะเพดานสูงสุดของราคาในย่านรัชดา-อโศกแล้ว งานนี้เลยแนะนำให้มองกันยาวๆ หน่อยน่าจะดีกว่า แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อเราทั้งหมดนะครับ ลองเข้าไปดูตัวโครงการด้วยตาตัวเองก่อน เพราะยังไงแล้วสิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็นหรอกครับ
QUINN Condo รัชดา : รีวิวคอนโด

QUINN Condo รัชดา : รีวิวคอนโด

ห่างจากทางออกที่ 4 ของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุทธิสารมาประมาณ 260 เมตร ก็ถึง QUINN Condo โครงการตึกคู่ขนาดใหญ่ริมถนนรัชดาภิเษก ที่ดินของโครงการตั้งอยู่หลังตึกธนชาติ ซึ่งอาศัยทางเข้า-ออกจากฝั่งซอยรัชดา 17 เป็นหลัก แต่ถ้าเดินจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมา สามารถเดินลอดใต้ตึกธนชาติเข้าประตูเล็กด้านข้างโครงการได้ บริเวณรอบๆ QUINN Condo แวดล้อมไปด้วยอาคารสูง สำนักงาน สถานบันเทิง แหล่งช็อปปิ้ง ตามแบบฉบับถนนสายธุรกิจของกรุงเทพ ดังนั้นตั้งแต่เช้ายันค่ำเรื่องอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้ใคร ข้ามไปฝั่งตรงข้ามก็มีตลาดนัดเมืองไทยภัทร ของกินของใช้มีขายกันทั้งวัน ยาวไปจนถึงสี่แยกสุทธิสารที่เย็นๆ มีแผงลอยขายอาหารเพียบ ยังไม่นับร้านอาหารในตึกเมืองไทยภัทรอีก ในอนาคตอันใกล้จะมีร้าน Au Bon Pain และ Max Value ที่โครงการจะเปิดให้บริการตรงตึกธนชาติเพิ่มด้วย เรื่องปากท้องจึงไม่น่าเป็นห่วง เกาะแนวรถไฟฟ้าไปก็ยังมีห้างอีกหลายแห่งที่เดินทางได้ง่ายแสนง่าย ทั้ง Central พระราม9, Tesco Lotus, Fortune Tower, Esplanade ไปจนถึง Central ลาดพร้าวนู่น การเดินทางด้วยรถส่วนตัวมีเส้นทางลัดเลาะออกได้หลายทาง เพราะซอยรัชดา 17 เชื่อมต่อกับถนนวิภาวดี หรืออินทามระได้ เพื่อเลี่ยงรถติดในช่วงเช้า-เย็น ซึ่งรับรองว่าถนนรัชดารถติดขึ้นชื่ออยู่แล้ว ส่วนการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ ก็ทำได้ง่าย ทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ หรือแม้กระทั่งวินมอเตอร์ไซค์ก็ตั้งอยู่หน้าประตูโครงการเลย สาธารณูปโภคหลายๆ อย่างรอบโครงการครบครันดี ติดอยู่ตรงที่ปากซอยมี Poseidon ตั้งตระหง่าน เคียงข้างด้วย Copa Cabana ทำให้ทำเลแถวนี้สุ่มเสี่ยงสำหรับสาวๆ ที่ต้องเดินคนเดียวในช่วงค่ำๆ ถึงถนนหนทางจะไม่เปลี่ยว แต่บรรยากาศก็ไม่น่าเดินเท่าไหร่ เดินทางโดยใช้ทางด่วนมุ่งหน้าสนามบินสุวรรณภูมิ สังเกตทางลงถนนรัชดาภิเษก (สี่แยกพระราม 9) เบี่ยงซ้ายเพื่อลงทางด่วน ลงทางด่วนแล้วให้ไปตามเส้นทางจะบังคับเลี้ยวซ้ายไปสี่แยกพระราม 9 ตรงไปเพือไปยังสี่แยกพระราม 9 เมื่อถึงสี่แยกพระราม 9 ให้ตรงไป เมื่อผ่านแยกไปแล้ว จะพบห้างฟอร์จูน ทาวน์ ทางซ้าย และห้าง Central พระราม 9 ทางขวา สังเกตตรงหน้าจะเป็น Lotus พระราม 9 ขับตรงไป จุดสังเกตคือ ห้าง Esplanade และ ตึก RS ด้านซ้ายมือ ขับผ่านห้าง Esplande เพื่อตรงไป ตรงไปตามไปป้ายบอกทาง ห้วยขวางและลาดพร้าว ให้ใช้ทางลอดอุโมงค์ ตามป้ายบอกทาง สุทธิสาร ลาดพร้าว ตรงไปจนพบตึก Poseidon ทางด้ายซ้ายมือ และชิดเลนซ้าย เพื่อจะเลี้ยวเข้าซอย รัชดา 17 เลี้ยวซ้ายเข้าซอย รัชดา 17 จุดสังเกตซอยจะอยู่ระหว่าง Poseidon และ อาคารธนชาติ เลี้ยวซ้ายเข้าซอยรัชดา 17 ให้สังเกตด้านขวามือ เลี้ยวขวาเพื่อเข้าโครงการ QUINN Condo มีด้วยกัน 2 ตึก ยูนิตรวม 729 ห้อง มีการออกแบบให้ Facility แยกออกจากกัน เรื่องความสวยงามของตึกนั้นมีลูกเล่นในการออกแบบนิดหน่อยเพื่อไม่ให้ตึกแข็งเกินไป ตึก A สูง 25 ชั้น ส่วนตึก B สูง 32 ชั้น ส่วนกลางของทั้ง 2 ตึกมีทั้ง สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และสวน เรื่องที่จอดรถก็ให้มาเยอะ นับรวมจอดซ้อนคันแล้วก็จอดได้มากถึง 66% เลยทีเดียว ในเรื่องทิศทางของตึกนั้นคงต้องพิจารณากันให้ดีๆ ในการเลือกห้อง เนื่องจากหลายๆ มุมถูกตึกรอบๆ บดบังวิวไปเยอะ ไหนจะเรื่องตึกของโครงการเองที่บังมุมกันเองอีก จึงต้องคิดคำนวนกันให้ดีๆ ยิ่งมีตึกสูง และอาคารสำนักงานอยู่ขนาบข้างแบบนี้ เรื่อง Privacy ก็แทบจะหมดไป เพราะทางโครงการลืมคิดเผื่อไว้ ดีไม่ดีเปิดหน้าต่างมาอาจจ๊ะเอ๋กับพนักงานที่ทำงานในตึกข้างๆ ก็ได้ อีกอย่างสระว่ายน้ำในแต่ละตึก เปิดโล่งให้มองเห็นได้จากรอบด้าน หนักที่สุดก็คือสระว่ายน้ำที่ตึก B ที่สามารถถูกมองเห็นได้จากคนอาศัยในตึก A ตึก B และจากตึกธนชาติ เลยไม่แน่ใจว่าเอาเข้าจริงตอนกลางวันหรือช่วงเย็นๆ จะมีลูกบ้านกล้าใช้งานแค่ไหน แผนที่โครงการ บริเวณปากซอยรัชดา 17 ที่ตั้งโครงการอยู่ถัดเข้ามาจากปากซอยรัชดา 17 แค่ 50 เมตร ทางเข้าโครงการ สำนักงานขายตั้งอยู่ด้านหลังตึกธนาคารธนชาติครับ โมเดลตึกครับ ตึกทางซ้ายริมถนนรัชดาเป็นตึกของธนาคารธนชาติ ตึกด้านขวาที่เตี้ยกว่าเป็นตึก A นะครับ ส่วนอีกตึกคือตึก B มุมตึกมองจากทางซอยรัชดา 17 Facility ที่ชั้น 5 ของตึก A จัดสรรไว้ตาม Floor Plan เลยครับ ผังห้องแต่ละชั้นของตึก A จะมีหน้าตาคล้ายๆ กันตามนี้เลย Facility ของตึก B ก็อยู่ที่ชั้น 5 เหมือนกัน Floor Plan ของตึก B ครับ ผังห้องแบบขนาด 34 ตร.ม. ห้องขนาด 34 ตร.ม. แบบหน้ากว้าง ผังห้องขนาด 52 ตร.ม. มาถึงการจัด Lay out ห้อง ซึ่งเราได้ชมจากห้องตัวอย่างมา 2 ห้อง เป็นแบบ 1 ห้องนอน ในขนาด 34 ตร.ม. และ 44 ตร.ม. นอกจากห้องแบบ 2 ห้องนอน ไม่ได้มีห้องตัวอย่างไว้ให้ชม เรื่องขนาดพื้นที่ห้องของ QUINN Condo นั่นถือว่าห้องกว้างจริง ตามจุดขายของโครงการ ทุกห้องใช้ห้องครัวแบบเปิด เพราะวาง Lay out ไว้ตำแหน่งตรงประตูทางเข้าห้องเหมือนกันหมด ชุดครัว Build in มาพร้อมสรรพด้วยวัสดุมาตรฐาน ถัดเข้าไปเป็นส่วนของพื้นที่นั่งเล่นติดกับระเบียง ส่วนของห้องนอนจะแยกไว้ชัดเจนซึ่งถูกจัดให้มีห้องน้ำในตัว จะเข้าห้องน้ำต้องเดินผ่านเข้าทางห้องนอนเท่านั้น ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่แถมมากับห้องจะให้เป็นบางชิ้น เรื่องวัสดุที่เลือกใช้ในห้องจัดว่าได้มาตรฐาน หน้าตาดูดีทีเดียว ขัดใจขัดตาก็ตรงพื้นห้องที่เกือบทั้งหมดปูลามิเนต แต่พอมาถึงบริเวณห้องครัวก็ตัดฉับเปลี่ยนเป็นพื้นกระเบื้องมีบัวขอบพื้นห้องตัดกลางห้องมันซะดื้อๆ อย่างนั้น ดูแล้วขาดความประณีตในการออกแบบยังไงชอบกล แถมห้องทุกขนาดก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหมด จะว่าเป็นความหวังดีของโครงการที่อยากจะให้พื้นบริเวณห้องครัวทำความสะอาดได้ง่าย แต่กลายเป็นลืมคำนึงเรื่องความสวยงามไป ประตูห้องทุกห้องใช้ระบบ Smart Doorlock เปิดเข้าห้องแบบ 34 ตร.ม. มาก็เจอมุมกินข้าวบริเวณห้องครัวเลย หน้าตาชุดครัวที่ให้มาพร้อมห้อง เป็นครัวเปิดอยู่ทางซ้ายของประตูเข้าห้องเลยครับ พื้นที่วางตู้เย็นอยู่ระหว่างครัวกับห้องนั่งเล่นพอดี เตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันเป็นยี่ห้อ Teka เตาไฟฟ้า อ่างล้างจานแบบฝั่ง ขนาดพอเหมาะกับการใช้งานในคอนโด ระหว่างชุดครัวและผนัง Build in เหลือพื้นที่วางตู้เย็นไว้ฟิตพอดี พื้นที่ว่างรอบๆ เตาไฟฟ้ายังเหลือพอให้วางของได้บ้าง มองจากห้องนั่งเล่นออกไปทางประตูทางเข้าจะเห็นมุมกินข้าวแบบนี้ครับ ชุดโซฟาเข้ามุมผนังพอดีเป๊ะ บริเวณระเบียงใต้คอมเพรสเซอร์แอร์สามารถวางเครื่องซักผ้าได้ ชั้นวางทีวี Build in มาให้มีช่องเก็บของเพิ่มขึ้นด้วย พื้นที่ห้องนอนดูกว้างขวางใช้ได้เลย หน้าห้องน้ำวางตู้เสื้อผ้าได้ 2 ฝั่ง เหมือนได้ walk in closet กลายๆ ตู้เสื้อผ้าวางไว้หน้าห้องน้ำแบบนี้ก็สะดวกดี พื้นที่ส่วนเปียกของห้องอาบน้ำกั้นด้วยกระจกเป็นสัดส่วน อ่างล้างหน้าใหญ่ดี พื้นที่รอบๆ ก็วางของได้เยอะ ก๊อกน้ำที่อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ของ MOGEN หน้าตาเรียบๆ ที่ใส่ทิชชู่สามารถวางหนังสือได้ด้วย ห้องอาบน้ำมีที่วางของเยอะดี แถมยังก่อปูนทำเป็นที่นั่งให้อีก ชุดก๊อกของฝักบัวเป็นแบบ 2 ทาง ชุดฝักบัว มีเพิ่ม Rain Shower มาให้ด้วยครับ ประตูห้องอาบน้ำเปิดเข้าด้านใน ป้องกันเรื่องน้ำหยดมายังพื้นที่แห้ง รอยต่อระหว่างพื้นห้องครัวที่ปูกระเบื้อง และพื้นห้องนั่งเล่นที่เป็นพื้นลามิเนต สวิทช์ไฟมาตรฐาน Panasonic ครับ ในห้องติดตั้งเครื่องตรวจควันมาเรียบร้อย เปิดประตูห้องขนาด 44 ตร.ม. เข้ามาเห็นพื้นที่ส่วนกลางห้องเต็มๆ จากประตูหันมาทางซ้ายเป็นครัวแบบเปิดขนาดใหญ่เลยทีเดียว มุมนี้จะเห็นพื้นที่บริเวณห้องครัวได้ชัดเจน มองกลับออกไปที่ประตูทางเข้าจะเห็นว่าด้านซ้ายยังมีพื้นที่ว่าง มุมนี้สามารถวางตู้เก็บรองเท้าหรือตู้เก็บของเพิ่มได้ พื้นที่บริเวณห้องนั่งเล่นกว้างขวางใช้ได้เลย และตู้เก็บของก็ Build มาเต็มพื้นที่เหมือนกัน ห้องตัวอย่างแอบวางโต๊ะทำงานเล็กๆ ไว้ที่หลังโซฟา มุมทำงานตรงนี้ดูอึดอัดไปหน่อย ถ้าไม่ชอบก็เอาออกได้ครับ พื้นที่ห้องนั่งเล่นก็จะกว้างขึ้นด้วย ห้องนอนแบบเข้มๆ พื้นที่หัวเตียงมีเหลือพอให้เป็นมุมแต่งตัวเล็กๆ พื้นที่ในห้องนอนค่อนข้างจำกัดนะครับ มุมหน้าห้องน้ำวางตู้เสื้อผ้าไว้เต็มพื้นที่ เหมือนมีห้องแต่งตัวเพิ่มขึ้นมา ห้องน้ำ มุมทำธุระส่วนตัว มีพื้นที่วางของกระจุกกระจิกได้เยอะเลย ห้องอาบน้ำกั้นด้วยกระจก ชุดฝักบัวพร้อม Rain Shower ตู้กระจกเหนืออ่างล้างหน้าช่วยเพิ่มที่เก็บของได้อีกเยอะเลย ก๊อกน้ำที่อ่างล้างหน้าของ MOGEN ตามมาตรฐานครับ อ่างล้างหน้ามีตู้เก็บของด้านล่าง และตู้หลังกระจกด้วย อันนี้ธรณีประตูห้องน้ำครับ เตี้ยไปหน่อย ต้องระวังเรื่องน้ำในห้องน้ำระบายไม่ทันแล้วล้นเข้าห้องนอน ประตูกระจกบานใหญ่ตรงระเบียง เปิดรับแสงและวิวได้เต็มที่ เครื่องซักผ้าวางไว้ที่ระเบียงใต้คอมเพรสเซอร์แอร์ครับ พื้นระเบียงต่ำกว่าพื้นห้องพอสมควรครับ ช่วยลดปัญหาน้ำล้นเข้าห้องได้ ตรงระเบียงมีติดตั้งปลั๊กไฟแบบมีฝาปิดเรียบร้อย แอร์ในห้องนั่งเล่น อันนี้แอร์ในห้องนอน หน้าตาต่างกับแอร์ในห้องนั่งเล่นเลย พื้นที่ห้องนั่งเล่นครับ จะออกไปที่ระเบียงต้องเดินผ่านบริเวณนี้ก่อน เนื่องจากขนาดห้องที่กว้างกว่าคอนโดอื่นๆ ในทำเลเดียวกัน และราคาเริ่มต้นต่อตารางเมตรก็จัดว่าต่ำกว่า QUINN Condo จึงอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจมากสำหรับการลงทุนทำกำไรในอนาคต ถึงแม้ว่า Developer จะไม่ใช่รายใหญ่เจ้าตลาด แต่โครงการผ่าน EIA และมีการลงเสาเริ่มก่อสร้างไปแล้ว จึงไม่น่ากังวลเรื่องโครงการล้ม และอีกหนึ่งแรงจูงใจที่สำคัญนอกจากเรื่องราคาแล้ว โปรโมชั่นของแถมยังจัดมาให้ค่อนข้างมากทำให้ไขว้เขวได้ไม่ยาก จะปล่อยเช่า หรือขายต่อในอนาคตคงทำได้ไม่ยาก เพราะทำเลใกล้แหล่งสำนักงาน การเดินทางสะดวก ยิ่งถ้าใครทำงานอยู่ในแถบนี้อยู่แล้ว จะซื้อไว้อยู่เองเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางก็น่าลองพิจารณาโครงการนี้ควบคู่คอนโดอื่นๆ ไปด้วยนะครับ
The Gallery สุขุมวิท 107 : รีวิวคอนโด

The Gallery สุขุมวิท 107 : รีวิวคอนโด

The Gallery คอนโด High Rise ปากซอยแบริ่ง 6 หนึ่งในโครงการเด่นๆ ของทำเลนี้ เพราะการเดินทางที่สะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS ซึ่งขณะนี้มีสถานีปลายทางอยู่ที่แบริ่งพอดิบพอดี ตัวสถานีก็ห่างจากปากซอยสุขุมวิท 107 แค่ 200 เมตรเท่านั้น แถมบริเวณปากซอยก็มีทั้งวินมอเตอร์ไซค์และรถสองแถวต่อเข้าซอยได้สะดวกดี แต่ถ้าจะออกแรงเดินกันหน่อยก็ยังถือว่าไม่ไกลมาก แค่ 400 เมตรเท่านั้น พอให้มีเหงื่อซึมๆ นิดหน่อย แต่ถ้าแดดจัด ฝนตกหนักก็เดินลำบากพอดู ส่วนถ้าใครอาศัยเดินทางด้วยรถส่วนตัวเป็นหลัก ก็มีทั้งเส้นทางถนนสุขุมวิท ด้านทางด่วนบางนา และด้านเส้นทางวงแหวนรอบนอกฝั่งใต้ รวมถึงถนนศรีนครินทร์ซึ่งอยู่อีกฝากของซอยแบริ่ง แน่นอนว่าทำเลแถบนี้การจารจรก็คับคั่งเป็นเรื่องปกติ จะติดมากติดน้อยก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเร่งด่วนคงต้องเผื่อเวลากันให้ดีๆ หน่อย จากทางด่วน เราเริ่มตั้งแต่ถนนพระราม6 วิ่งไปทางบางนา - ดาวคะนอง ให้ชิดซ้ายเพื่อที่จะไปบางนา - ดาวคะนอง เลี้ยวซ้ายไปออก ดินแดง พระราม 9 บางนา ดาวคะนอง ชิดซ้ายเพื่อไป บางนา - ดาวคะนอง เบี่ยงไปตามทาง บางนา - ดาวคะนอง ไปทางบางนา - ดาวคะนอง ไปทาง รามอินทรา - บางนา ไปทาง ท่าเรือ - บางนา ไปท่าเรือบางนา ไปท่าเรือ - บางนา วิ่งไปตามทาง บางนา ไปตามทาง สมุทรปราการ - ชลบุรี ด้านซ้ายจะเป็นจุดพักรถ ปั้ม ปตท. วิ่งไปทางสมุทรปราการ เมื่อลงสะพาน ด้านซ้ายจะเป็น Bitec ให้เลยสถานีรถไฟฟ้า BTS บางนา เลยซอยลาซาลด้านซ้าย ก็จะมาถึงสถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่ง เมื่อเลยสถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่งให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยสุขุมวิท 107 วิ่งมาเรื่อยๆ จะเห็นโครงการ Knightsbridge ก่อนโครงการ the Gallery จะเห็นโครงการ Knightsbridge ทางขวามือ ติดกับโครงการ The Gallery ตัวหน้าสำนักงานจะมีที่จอดรถไม่มาก ด้วยความที่เป็นซอยใหญ่ ความเจริญต่างๆ ก็เข้าถึงกันอย่างเต็มที่ ปากซอยด้านสุขุมวิท 107 มีโรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูวส์ ค่อนไปทางปลายซอยเกือบจะออกศรีนครินทร์ก็มีโรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา ยังไม่นับรวมโรงเรียนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณโดยรอบอีกอย่าง โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา โรงเรียนลาซาล ฯลฯ ห้างสรรพสินค้าก็มีอยู่หลายแบรนด์ ทั้ง Central, Big C, Index Living Mall เลยไปจนถึง Mega บางนา, Paradise Park และ Secon Square เรียกว่าสะดวกครบครันพอตัวครับ อาหารการกินในซอยก็อุดมสมบูรณ์มากไม่แพ้กัน ร้านอาหารเรียงรายเป็นระยะ ตั้งแต่ปากซอยไปจนท้ายซอย โดยเฉพาะ 7-11 ก็มีให้เห็นอยู่หลายสาขาเหมือนกัน ตัวโครงการ The Gallery ถ้าสร้างเสร็จขึ้นมาแล้ว รับรองว่าเด่นมากทีเดียว ด้วยอาคารสไตล์โมเดิร์น ในโทนสีน้ำตาลเข้มขรึมแบบผู้ใหญ่ สูง 27 ชั้น มียูนิตรวมทั้งหมด 269 ยูนิต โดยส่วนที่พักอาศัยเริ่มต้นที่ชั้น 6 เป็นต้นไป ซึ่งในชั้นที่ 6 / 17 / 21 / 23 จะมีส่วนเสริมเป็นสวนหย่อมเล็กไว้สำหรับนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ ในขณะที่ Facilities ทั้งหมดอย่าง สระว่ายน้ำแบบ infinity edge สวน Sky Lounge ห้องโยคะ และฟิตเนส จะอยู่ที่ชั้น 26 และ 27 แน่นอนว่าการวางตำแหน่ง Facilities ไว้บนดาดฟ้าทั้งหมดนั้น มีทั้งข้อดีคือได้วิวมุมกว้าง เปิดรับวิวได้เต็มที่ ในขณะที่ต้องแลกมากับแดดร้อนๆ ในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบ CCTV รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง รวมถึงการเข้าออกด้วย Key Card แบบล็อคชั้น ทำให้มั่นใจในความปลอดภัยได้เต็มที่ จากสิ่งที่ให้มาทั้งหมดนี้ดูจะติดอยู่อย่างเดียวก็คือเรื่องที่จอดรถที่มีแค่ 101 ช่อง (ยังไม่นับจอดซ้อนคัน) และจำนวนลิฟท์ที่มีแค่ 2 ตัว นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนห้อง ในระยะยาวถ้าเข้าอยู่กันเต็มๆ อาจจะมีปัญหาปวดหัวเรื่องแย่งที่จอดรถ และต้องรอลิฟท์นานๆ ในชั่วโมงเร่งด่วนกันบ้าง The Gallery มีโครงการเพื่อนบ้านเป็น Knight Bridge ยึดหัวหาดคู่กันที่ปากซอยแบริ่ง 6 โดยมีเพียงถนนเล็กๆ ของซอยกั้นเท่านั้น เรื่องความสูงก็พอๆ กัน แต่ The Gallery ก็ทำการบ้านมารับมืออย่างดี ห้องในฝั่งที่ติดกับ Knight Bridge นี้จึงเปิดรับวิวในทิศอื่นแทน เลยไม่ต้องกลัวว่าจะมีเพื่อนบ้านแอบส่องให้เสียความเป็นส่วนตัว จาก Floor Plan ห้องส่วนใหญ่จึงหันหน้าไปทางทิศเหนือและใต้ ห้องทางด้านทิศใต้ซึ่งเป็นด้านหลังอาคารคงต้องเลือกให้เกิดชั้น 8 ขึ้นไป ถ้าไม่อยากถูกโครงการ Low Rise ในซอยบดบังทัศนียภาพ ขณะนี้โครงการยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จให้ปี 58 ที่ตั้งของโครงการนี้อยู่ในซอย แบริ่ง 6 อยู่ห่างจากรถไฟฟ้า BTS แบริ่ง 400 เมตร แผนที่โครงการ สำนักงานขายตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการ ติดถนนสองด้าน คือถนนซอยแบริ่ง และถนนซอยแยกแบริ่ง 6 โครงการติดซอย แบริ่ง 6 ด้านหน้าสำนักงานขาย ถ่ายจากฝั่งตรงข้ามโครงการ ถนนซอยแบริ่งฝั่งขาออก ถนนสุขุมวิท ป้ายหน้าโครงการ กำลังสร้างกันอยู่ ที่จอดรถหน้าสำนักงานขาย หน้าสำนักงานจะมีหมีสีส้มตัวใหญ่ สังเกตุเห็นง่าย ป้ายชื่อโครงการ บรรยากาศภายในสำนักงานขาย บรรยากาศภายในสำนักงานขาย บรรยากาศภายในสำนักงานขาย โมเดลอาคาร ฝั่งทิศตะวันตก โมเดลอาคารฝั่งทิศตะวันออก โมเดลอาคารฝั่งทิศใต้ ส่วนของพื้นที่จอดรถ พื้นที่สีเขียวของโครงการ กระจายอยู่ตามชั้นต่างๆของโครงการ พื้นที่สีเขียวของโครงการ ด้านหน้าโครงการ ติดถนนแบริ่ง ชั้นดาดฟ้าของโครงการ Master Plan ชั้น G ด้านขวามือเป็นสวนหย่อม ส่วน Lobby และ พื้นที่รับแขก ก็อยู่ด้านหน้าตามมาตรฐาน ชั้นนี้ยังสามารถจอดรถได้ด้วย ชั้น 6 ชั้นเริ่มต้นของส่วนพักอาศัย มาถึงในส่วนของแบบห้องพักที่ทางโครงการมีให้เลือกถึง 4 แบบ เริ่มกันตั้งแต่ห้อง size เล็ก 26 ตรม. ไปจนถึง 104 ตรม. ที่สำคัญห้องทั้งหมดขายกันแบบ Full Furnished พร้อมแอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องบอกว่าทางโครงการมีการจัดวางแปลนห้องมาได้ดีทีเดียว เพราะแต่ละห้องมี lay out ที่ชัดเจน เน้นความโปร่งสบายตา เพดานสูง 2.6 เมตร ซึ่งมากกว่ามาตรฐานคอนโดทั่วไป จึงไม่รู้สึกอึดอัดเลยเวลาอยู่ในห้อง ไล่เรียงกันตั้งแต่ห้องตัวอย่างขนาดเล็กสุดที่ 29 ตรม. เป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ การจัดวางเป็นสัดส่วน เปิดประตูเข้ามาปุ๊ปก็เจอห้องรับแขกขนาดกระทัดรัด ถัดเข้าไปด้านในเป็นห้องนอนที่กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนแบบ 3 ชิ้น หันไปอีกด้านก็เป็นทางเข้าห้องครัว และห้องน้ำ ที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ ระเบียงเล็กๆ ด้านในสุดของห้องครัว ซึ่งพื้นที่ใช้สอยน้อยเสียจนไม่รู้ว่าจะพอทำอะไรได้บ้าง นอกจากจะวางคอมเพลสเซอร์แอร์ 2 ตัว เฟอร์นิเจอร์ในห้อง ทั้งชั้นวางทีวี ตู้เก็บของ ตู้เสื้อผ้า เตียง ห้องครัว ทุกชิ้น Built in มาให้พร้อมห้องเสร็จสรรพ เรียกว่าแทบจะไม่ต้องซื้อหาเพิ่มเติม วัสดุ สุขภัณฑ์ในห้องน้ำก็เลือกใช้ของคุณภาพ American Standard และยังแบ่งพื้นที่ส่วนเปียกส่วนแห้ง โดยมีฉากกั้นกระจกติดตั้งไว้เสร็จ มีชั้นวางของไว้เรียบร้อย ถือว่าลงตัวเลยทีเดียวสำหรับอยู่อาศัยเอง 1-2 คน ขยับขนาดห้องขึ้นมาอีกนิดที่ 34 ตรม. แต่ยังคงเป็นแบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ซึ่งห้อง Type B นี้จะวางห้องน้ำไว้ในห้องนอนเลย ประตูห้องนอนจึงเป็นแบบสวิงแทนประตูกระจกบานเลื่อน แบ่งแยกพื้นที่ส่วนตัวกับห้องรับแขกออกอย่างชัดเจน เวลาเดินเข้ามาในห้องจึงเข้าสู่ห้องนั่งเล่น ก่อนจะเลยไปถึงห้องครัวยาวซึ่งสามารถมองตรงไปจนสุดระเบียง จะมีเพียงประตูกระจกบานเลื่อนกั้นพื้นที่แต่ละส่วนออกจากกันเท่านั้น ห้องแบบนี้จึงเปิดรับแสงได้มาก และให้ความรู้สึกโล่งโปร่งกว่าห้องแบบแรกพอตัวเลยทีเดียว ที่สำคัญเฟอร์นิเจอร์ก็ยังคงจัดมาให้อย่างเต็มที่ไม่แพ้ห้องแบบแรก ห้อง Type B นี้เหมาะกับคนที่ชอบทำครัวหน่อย เพราะมีพื้นที่ห้องครัวกว้างขึ้น สามารถเปิดประตูระเบียงเพื่อระบายอากาศได้ดี ในขณะที่ประตูบานเลื่อนอีกฝั่งก็ช่วยป้องกันไม่ให้กลิ่นรบกวนเข้าไปในห้องนั่งเล่น ห้องตัวอย่าง Type A ขนาด 29 ตร.ม ประตูเป็นบานไม้บานใหญ่ มีตาแมวที่ประตู ประตูห้องเป็น Key Card และระบบล็อค 2 ชั้น เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะเจอห้องรับแขก บรรยากาศในห้องที่ตกแต่งไว้เป็นตัวอย่างแล้ว ติดกับห้องรับแขก จะมีโต๊ะทานข้าว และจะเห็นห้องนอน การจัดผังห้องเปิดพื้นที่โล่งโปร่งถึงกันทุกส่วน มุมมองจากห้องครัวมาห้องนั่งเล่น โซฟามาพร้อมกับห้อง มุมจากโต๊ะทานข้าวมาดูทีวี ชั้นวางทีวีก็มีให้ โต๊ะทานข้าวติดกับกระจกห้องนอน นั่งทานข้าวได้ 2 คน Air Condition โครงการจะให้เป็นยี่ห้อ Misubishi พื้นที่ในห้องนอนค่อนข้างจำกัด จึงใช้ประตูกระจกบานเลื่อนช่วยให้ดูโปร่งมากขึ้น มุมจากปลายเตียงด้านใน ในห้องนอนจะมี Build in ชั้นวางของให้ มองจากภายในห้องออกมาจะเห็นห้องรับแขก ประตูห้องนอนเป็นแบบกระจกบานเลื่อน ห้องครัวแต่งเต็ม แถมมาพร้อมห้องทั้งชุด มีช่องดูดควัน ใช้ยี่ห้อ HAFELE ซิ้งค์ล้างจากเป็นแบบทรงกลม ใช้ของยี่ห้อ HAFELE พร้อมด้วยเตาไฟฟ้า ของ HAFELE ใต้ซิ้งค์ล้างจาน มีถาดกันน้ำให้ วัสดุท่อของซิ้งค์ล้างจาน ส่วนของระเบียงจะมีไฟแขวนผนังให้ มุมจากห้องครัวมองไปห้องน้ำ ธรณีประตูขั้นระหว่างห้องครัวกับห้องน้ำเป็น กระเบื้องแกรนิต ห้องน้ำมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง พร้อมมีชั้นวางของ Built in มาให้เรียบร้อย อ่างล้างหน้า ก๊อกใช้ของ American Standard อ่างล้างหน้าใช้ของ American Standard ชักโครกก็ใช้ของ American Standard เครื่องดูดกลิ่นก็มีให้ ฉากกั้นห้องอาบน้ำเป็นเพียงกระจกบานเดียว ฝักบัวที่ให้ มุมจากโซนอาบน้ำมองออกมาด้านนอก สวิตช์ไฟพานาโซนิค หน้าตาตามมาตรฐาน ห้องตัวอย่าง Type B ขนาด 34 ตร.ม มุมนี้ถ่ายประตูทางเข้า มองเข้าไปถึงห้องครัว มุมจากห้องนั่งเล่นไปเห็นห้องนอน ชั้นวางทีวี โครงการก็มีไว้ให้ Build in ชั้นวางของ ห้องนั่งเล่นอยู่ติดประตูทางเข้า ทำให้ไม่เหลือพื้นที่วางโต๊ะกลางหน้าโซฟา ประตูห้องนอนจะเป็นแบบบานสวิงปกติ ห้องนอนของห้อง Type B มีพื้นที่กว้างขวางเลยทีเดียว มุมนี้ถ่ายจากหน้าห้องน้ำ จะเห็นว่าห้องนอนกว้างพอสมควร ห้องนอนของห้อง Type B มีห้องน้ำในตัว และจะเห็น Built in ตู้เสื้อผ้า มุมนี้ถ่ายจากมุมด้านในสุดของห้องนอน มุมหัวเตียง ห้องน้ำกว้างดดี แถมยังแยกที่อาบน้ำและมุมทำธุรส่วนตัวไว้คนละด้าน มีที่วางของสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่วางของในห้องน้ำเป้นหินแกรนิต โซนเปียกในห้องน้ำ มีพื้นที่พอสมควรจึงอาศัยบานกระจกกั้นเพียงบางส่วนเท่านั้น ราวตากผ้าเป็นแบบ Stanless ที่ใส่กระดาษชำระ ชุดครัว Built in ที่ทางโครงการจัดไว้ให้พร้อม Built in ห้องครัว อีกด้านของห้องครัวถูกจัดเป็นมุมกินข้าวแบบเคาร์เตอร์หันหน้าเข้ากำแพง โต๊ะทานข้าวที่ทางโครงการจัดให้ อีกส่วนหนึ่งของห้องครัว จากห้องนอนมองออกไปห้องรับแขก จากห้องครัวมองไปทางห้องรับแขก มุมจากห้องครัวมองไปทางห้องนั่งเล่น Built in กระจกด้านหลังโครงการไม่ได้ให้ มุมจากห้องครัวเยื้องไปทางห้องนอนจะเห็นห้องน้ำ Built in โครงการมีให้เรียบร้อย รางเลื่อนอลูมิเนียม กั้นพื้นที่ระหว่างห้องครัวกับห้องนั่งเล่น พื้นที่ว่างตรงระเบียงมีที่ว่างพอให้ตากผ้าเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้าง ห้องแบบสุดท้ายเป็นห้องขนาดใหญ่สุดที่ 53.1 ตรม. ตามแปลนแบ่งไว้เป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องนอนใหญ่ซึ่งอยู่ด้านในสุดมีห้องน้ำในตัว ส่วนห้องนอนเล็กที่อยู่ถัดออกมา ขนาดกระทัดรัดจนเกือบจะเรียกว่าอึดอัด ถ้าไม่จำเป็นต้องมีอีกห้องนอน ห้องนี้สามารถดัดแปลงเป็นห้องทำงาน หรือใช้งานอื่นๆ แทน ส่วนพื้นที่ของห้องครัวและห้องรับแขกนั้นเปิดโล่งถึงกัน จึงเหมาะกับการทำครัวแบบเบาๆ มากกว่า เพื่อป้องกันปัญหากลิ่นอาหารกระจายเต็มห้อง และด้วยความที่พื้นที่ห้องกว้างพอสมควร ตามผนังจึง Built in ตู้มาให้เยอะพอดู ทำให้เพิ่มพื้นที่เก็บของได้อีกไม่น้อยเลย ถึงขนาดห้องจะค่อนข้างกว้าง แต่ถ้าดูกันตามแปลนห้องแล้ว ตัวห้องก็มีจุดเสียเยอะอยู่พอสมควรเลย ทั้งเรื่องห้องนอนเล็กที่แคบเกินไป แค่วางเตียงก็เต็มห้องแล้ว รวมไปถึงห้องนอนใหญ่ที่มีหน้าต่างถึง 2 ด้าน ออกจะร้อนพอดู แถมหน้าต่างด้านปลายเตียงยังทำให้เราไม่สามารถแขวนทีวีได้ จึงต้องมีตู้วางกินพื้นที่เข้าไปอีก และจุดเล็กจุดน้อยอื่นๆ อีก ห้องแบบนี้จึงดูจะสวยแต่รูปซะมากกว่า โดยรวมๆ แล้ว The Gallery นี้ ถือว่าเป็นโครงการที่ทำการบ้านมาดีพอตัวเลย เพราะการจัดวัสดุอุปกรณ์ระดับคุณภาพ เฟอร์นิเจอร์แบบ Full Furnished และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้กันเต็มที่ ถือว่าแถมกันเยอะมากๆ สำหรับห้องเราราคาเดียวกันในทำเลแถวนี้ สำหรับแปลนห้องก็ต้องแล้วแต่การใช้สอยของแต่ละคน อาจมีข้อเสียบ้างในส่วนของระเบียงห้องที่ใช้งานได้ไม่เต็มที่ เพราะติดที่ตำแหน่งการวางคอมเพลสเซอร์แอร์ นอกนั้นก็ต้องลองเปรียบเทียบความคุ้มค่าหลายๆ ด้านกับโครงการอื่นๆ ดูกันก่อน ทั้งในแง่ของการซื้อไว้สำหรับอยู่อาศัยเอง หรือในแง่ของการลงทุนเก็งกำไร ซึ่ง “Review Your Condo” ก็ได้มีการสรุปบทวิเคราะห์เรื่องความคุ้มค่าในการลงทุนมาให้พร้อมแล้ว เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาที่ง่ายยิ่งขึ้น
B-Loft สุขุมวิท 109 : รีวิวคอนโด

B-Loft สุขุมวิท 109 : รีวิวคอนโด

ปักหลักกันที่โซนรถไฟฟ้าสถานีแบริ่ง แต่ขยับออกมาไกลอีกนิด เข้ามาที่สุขุมวิท 109 หรือ ซอยสันติคาม ซึ่งสุขุมวิท 107 (ซอยแบริ่ง) กับ สุขุมวิท 109 นั้นมีซอยย่อยๆ เชื่อมต่อถึงกันอยู่หลายซอย ดังนั้นการเดินทางเข้าออกจึงทำได้ทั้งจากปากซอยสุขุมวิท 109 เอง หรือจะเข้าทางซอยแบริ่งก็ได้เหมือนกัน ถ้าพูดกันในด้านความเจริญ แน่นอนว่าซอยแบริ่งต้องมีมากกว่าอยู่แล้ว เพราะเป็นซอยใหญ่ที่สามารถเข้าออกถนนศรีนครินทร์ได้จากอีกฝั่งของซอย ในขณะที่สุขุมวิท 109 เป็นซอยเล็กกว่า และออกจะเงียบสงบกว่ามาก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายเป็นซอยตันและมีบ้านในแนวราบเสียเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง อาศัยว่าเป็นซอยคู่ขนานกับซอยแบริ่ง ดังนั้นทำเลจึงถือว่าไม่แย่นักถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าออกมาเกือบ 600 เมตรก็ตาม เพราะยังไงคงต้องอาศัยพึ่งวินมอเตอร์ไซค์เป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกไปต่อรถที่ปากซอย ไปขึ้นรถไฟฟ้า รวมถึงการออกไปหาของกินในซอยแบริ่ง เว้นเสียแต่จะมีรถส่วนตัวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โครงการที่เราแวะไปดูในครั้งนี้ก็คือ B-Loft อีกหนึ่งโครงการ Low Rise ที่ตั้งอยู่ในซอยสันติคาม 12 ไม่ว่าจะเข้ามาทางสุขุมวิท 109 มาเกือบสุดซอย หรือจะเข้ามาทางสุขุมวิท 107 แล้วเลี้ยวเข้าซอยแบริ่ง 16 นับๆ แล้วก็ได้เป็นระยะทางเกือบๆ 2 กิโลเมตร จัดว่าไม่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ถึงกับลำบากในการต่อรถ หรือถ้าจะเดินก็ยังพอไหวอยู่สำหรับคนที่อยากออกกำลังกาย (แต่ออกจะไกลไปซักหน่อย แถมตอนค่ำๆ ในซอยก็ดูจะเปลี่ยวไม่น้อย) แต่ทางโครงการก็เคลมไว้ว่ามีบริการ Shuttle Bus มาให้ด้วย จึงค่อนข้างโอเคถ้าไม่ต้องเร่งรีบเดินทางนัก Shuttle Bus ก็ดูเป็นตัวเลือกที่ช่วยประหยัดค่าเดินทางได้ดีทีเดียว มาถึงสำนักงานขายที่ปากซอยแบริ่ง 16 เราก็ต้องขอชมห้องตัวอย่างกันหน่อย จากหน้าตาของสำนักงานขายก็ดูจะดึงดูดใจได้อยู่พอสมควร แต่ถ้าใครยังไม่แน่ใจ เราแนะนำให้ลองวนไปดูทำเลจริงไว้ด้วย จะได้นึกภาพออกว่าถ้าต้องมาอยู่จริงๆ แล้ว การเดินทางเข้าออก สภาพแวดล้อมรอบๆ จะถูกใจมากน้อยแค่ไหน อย่างที่บอกว่าตัวโครงการเป็น Low Rise แปดชั้น จำนวนยูนิตทั้งหมดคือ 175 ยูนิต มีที่จอดรถอยู่ที่ชั้นล่างอย่างเดียว นับๆ แล้วก็คิดเป็น 35% รวมจอดซ้อนคันแล้วด้วย ถือว่าไม่มากไม่น้อยสำหรับโครงการขนาดนี้ ถ้าใครที่พอจะคุ้นเคยกับโครงการของเครือ Origin ดี คงพอจะนึกผังอาคารออก เพราะไม่ต่างกันมาก ตัวตึกเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยม ทางเดินภายในถูกจัดเป็นรูปตัว U มีสระว่ายน้ำเล็กๆ อยู่ตรงกลาง รวมถึงห้องฟิตเนสและห้องสมุดซึ่งอยู่ที่ชั้น 2 ในขณะที่ชั้น 2 ก็มีส่วนของที่พักอาศัยด้วยเช่นกัน ใครที่เลือกอยู่ชั้นนี้ก็อาจจะเสียความเงียบสงบเป็นส่วนตัวไปบ้างในมุมที่ใกล้กับ Facilities ส่วนกลาง ส่วนพื้นที่บนดาดฟ้าถูกจัดไว้เป็นสวนลอยฟ้า (Rooftop Garden) อันนี้คือ Facilities แบบคร่าวๆ ที่ทางโครงการมีให้นะครับ ในส่วนของห้องพักนั้น โครงการนี้มีให้เลือก 2 ขนาดคือ 28 ตรม. และ 37 ตรม. แต่ห้องตัวอย่างมีให้ชมแค่แบบเดียวคือขนาด 28 ตรม. ลักษณะห้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หน้ากว้าง 4.30 เมตร โดยที่มีการวาง Layout ให้แยกส่วนห้องครัวออกไปให้เป็นพื้นที่ปิด และวางไว้ติดระเบียงจะได้ทำครัวกันได้เต็มที่หน่อย แล้วกั้นด้วยกระจกบานสไลด์ ข้อดีอีกอย่างของการออกแบบก็คือ การเอาห้องน้ำไปวางไว้ในแนวระนาบเดียวกับห้องครัว ทำให้พื้นที่ส่วนที่เหลือยังคงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำให้การจัดแบ่งห้องดูค่อนข้างลงตัว พอเปิดประตูห้องเข้ามาก็จะเจอห้องนั่งเล่นที่พื้นที่เกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดพอๆ กับห้องนอนเลย ต้องบอกว่าห้องทั้งหมดเป็นห้องเปล่าๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์แถมมาด้วยนะครับ ดังนั้นที่เห็นในห้องตัวอย่างจึงเป็นแค่ไอเดียในการตกแต่งเท่านั้น จากที่ดู พอวางเตียงลงไปแล้ว พื้นที่ปลายเตียงยังพอเหลืออยู่นิดหน่อย ถ้าอยากจะดูทีวีในห้อง แนะนำให้แขวนติดผนังจะช่วยประหยัดพื้นที่ได้ หันกลับไปดูที่ห้องน้ำ ซึ่งออกจะเล็กจนอึดอัดไปซะหน่อย ก็ผันกันไปตามขนาดห้องนั่นแหละ สุขภัณฑ์ที่ให้มาก็เป็น Cotto มีแค่ อ่างล้างหน้า ชักโครก กับ Shower Box แต่ทุกชิ้นดูจะลดขนาดให้เล็กไปซะทุกอัน ต้องทำใจนะเนื่องจากพื้นที่มันน้อยจริงๆ ส่วนชุดครัว และแอร์ในห้อง พนักงานก็แจ้งว่ามีให้เฉพาะห้องที่อยู่ชั้น 5 ขึ้นไปเท่านั้น ถ้าดูจากราคาต่อยูนิตที่เริ่มต้นกันที่ระดับล้านต้นๆ ก็ถือว่าพอใช้ได้ทีเดียวสำหรับ B-Loft การเลือกใช้วัสดุสุขภัณฑ์ก็เป็นไปตามมาตรฐานคอนโดระดับเดียวกัน ไม่มากไม่น้อย ส่วนในเรื่องการออกแบบสไตล์อาคารก็เรียบๆ ง่ายๆ ออกจะธรรมดาเสียด้วยซ้ำ จึงจัดว่าน่าจะดึงดูดความน่าสนใจจากคนที่อยากได้ห้องพักใกล้ๆ ที่ทำงานแถบนี้ ในงบประมาณไม่สูงนัก ถ้าไม่ติดว่าห่างจากสถานีรถไฟฟ้าประมาณนึง เพราะคงต้องหวังพึ่งพาพี่วินมอเตอร์ไซค์ หรือ Shuttle Bus ของโครงการซะมากกว่า เพราะซอยลึกขนาดนี้การจะหาเรียกแท็กซี่ก็ยากเอาการ เว้นเสียแต่จะมีรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งก็ต้องลุ้นว่าเพื่อนร่วมคอนโดจะมีรถกันหมดรึเปล่า ไม่อย่างนั้นต้องมานั่งปวดหัวเรื่องที่จอดรถกันอีกรอบ สรุปแล้วก็ถือว่าเข้าขั้นอยู่ในมาตรฐานคอนโดระดับ Economy ไม่แย่ครับ
Cassia Condominium : รีวิวคอนโด

Cassia Condominium : รีวิวคอนโด

จากปากซอยสุขุมวิท 107 เข้ามาประมาณ 800 เมตร ตรงข้ามกับโครงการบ้านแฟนตาเซีย ที่บริเวณปากซอยแบริ่ง 1 มีร้านสะดวกซื้อ 7-11 สาขาใหญ่พอดูอยู่ แถมบริเวณใกล้ๆ ยังมีร้านอาหารอีกหลายร้าน จัดว่าบริเวณนี้เข้าขั้นอุดมสมบูรณ์ดีใช้ได้เลย ดังนั้นการเข้าซอยแบริ่ง 1 มาอีก 100-200 เมตรก็ถือว่าไม่ได้ลำบากอะไร ถ้าจะเลือกคอนโด Cassia ไว้พิจารณาดูอีกซักที่ ด้วยความที่รถไฟฟ้าก็มาจ่อถึงปากซอยสุขุมวิทแล้ว แถมเส้นทางการเดินทางในแถบนี้ก็ทำได้หลากหลายวิธี จะขึ้นแท็กซี่ ต่อรถเมล์ ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ โหนรถสองแถว หรือจะซิ่งรถยนต์ส่วนตัวก็จัดว่าสะดวกดีทั้งนั้น ความเจริญก็เข้าขั้นทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ก็หาได้ครบในอาณาบริเวณรัศมี 5 กิโลเมตรโดยรอบ   การเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีแบริ่ง สถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง ไปซอยแบริ่งให้ลงที่ทางออกหมายเลข 3 ลงจากสถานีมา จะเห็นสนามหญ้าของโรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์สทางซ้ายมือ ลงบันไดมาแล้ว ก็มีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้เลือกใช้บริการได้ มีรถสองแถวสีส้ม วิ่งผ่านปากซอยแบริ่ง เผื่อใครไม่อยากเดิน ระหว่างทางเดินไปยังปากซอยแบริ่ง ก็มีร้านค้า ร้านอาหารตลอดทาง ถึงปากซอยสุขุมวิท 107 (แบริ่ง) สังเกตุที่ปากซอยมีร้าน 7-11 โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส อยู่ตรงปากซอยแบริ่งเลย เข้าซอยแบริ่งมา ซ้ายมือจะเป็นโรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส ช่วงโรงเรียนเปิดเทอม ทั้งเช้าและเย็นจะมีรถเข้า-ออกซอยแบริ่งมาก บริเวณปากซอยแบริ่งก็มีร้านขายของกินเพียบ รับรองว่าไม่อดตายแน่ ใกล้ๆ ร้าน 7-11 ก็จะมีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกวิน ตลอดซอยแบริ่ง สามารถใช้บริการรถสองแถวสีเขียวเดินทางไปยังจุดต่างๆ ได้ ถัดจากปากซอยเข้ามาอีกหน่อย จะเจอคิวรถสองแถวสีเขียว เราเข้าไปขอดูห้องที่ยังเหลืออยู่ของโครงการ Cassia ซึ่งต้องบอกว่าเหลือตัวเลือกไม่มากนัก แถมแต่ละห้องก็ขนาดใหญ่โต กว้างขวางบานตะไทตามจุดเด่น จุดขายของโครงการ ด้วยอาคารแบบ Low Rise สูง 8 ชั้น แบ่งเป็นอาคาร A และอาคาร B มียูนิตรวมๆ แล้วอยู่ที่ 120 ยูนิตเท่านั้น ถือว่าน้อยมากๆ ถ้าเทียบกับโครงการขนาดเดียวกัน เพราะเค้าเคลมว่าลูกบ้านส่วนใหญ่เป็นลักษณะครอบครัว หรือผู้เช่าที่เป็นต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงอยู่กันอย่างเงียบๆ เป็นระเบียบเรียบร้อยพอตัว การออกแบบอาคารไม่ได้มีสไตล์พิเศษให้ชวนสะดุดตา เพียงแต่เป็นอาคารเรียบๆ ธรรมดาทั่วไป พื้นที่ชั้นล่างจัดสรรเป็นพื้นที่จอดรถ และร้านซักรีด บนดาดฟ้าเป็นพื้นที่ของสวน มีพื้นที่ระหว่างอาคารเป็นสระว่ายน้ำและห้องฟิตเนส ซึ่งทั้ง 2 ตึกนี้ใช้ร่วมกัน ในขณะที่แต่ละอาคารก็มีนิติบุคคลดูแลแยกกันออกไป ดังนั้นลูกบ้านของแต่ละอาคารก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันออกไปตามการดูแลของนิติบุคคลแต่ละอาคาร (งงดีป่ะล่ะ!!) แผนที่ของโครงการ แผนที่การเดินทางจาก Google Map ด้านหน้าอาคาร ด้านติดกับซอยแบริ่ง 1 เลี้ยวขวาเข้ามาแล้วจะเห็นป้อมยามหน้าอาคาร โครงการแบ่งเป็น 2 ตึก ตึก A และ ตึก B พื้นที่ระหว่าง 2 อาคาร ถูกจัดสรรเป็นสระว่ายน้ำ และชั้นล่างอาคารเป็นลานจอดรถ สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ใช้พื้นที่ตรงกลางระหว่างอาคาร ห้องฟิตเนส อยู่ติดกับสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย Floor Plan ห้อง Type A01 ห้อง Type B07 ห้อง Type C05 ห้อง Type D04 ห้อง Type E08 เราขึ้นไปเก็บห้องตัวอย่างที่ยังเหลืออยู่ให้ดูกันแบบคร่าวๆ กับห้องขนาด 40 ตรม. เป็นแบบ 1 ห้องนอน ซึ่งห้องตัวอย่างนี้มีการติด wall paper ติดตั้งชุดห้องครัว และวางเฟอร์นิเจอร์ไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แต่ทั้งหมดก็เป็นการตกแต่งแบบธรรมดาบ้านๆ ดังนั้นจึงไม่มีความหวือหวาน่าสนใจเท่าไหร่ ปกติแล้วทางโครงการจะขายเป็นห้องเปล่า ส่วนใครที่สนใจห้องตัวอย่างก็เลือกซื้อได้เหมือนกัน ซึ่งก็จะมีบวกเพิ่มราคากันไปตามระเบียบ โดยผังห้องแล้ว ตัวห้องจัดว่ามีขนาดกว้างมากทีเดียว เปิดประตูเข้ามาก็จะเจอกับห้องโล่งๆ มีห้องน้ำวางตัวอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าห้อง และพื้นที่นั่งเล่นอยู่ถัดเข้าไปบริเวณโซนกลางของห้อง ทำให้พื้นที่นั่งเล่นนี้ค่อนข้างทึบอยู่พอสมควร เพราะไม่มีทางรับแสงจากภายนอกเลย ถ้าปิดประตูห้องนอน และห้องนอนหมดแล้ว ถัดเข้าไปจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องนอนที่มีขนาดกว้างพอควร ตามสัดส่วนขนาดของห้อง ติดกันเป็นห้องครัวที่มีการกั้นพื้นที่ปิดไว้เป็นสัดส่วน ติดกับระเบียงเล็กๆ ที่มีพื้นที่เหลือพอให้ตากผ้าได้เล็กๆ น้อยๆ พื้นห้องเป็นกระเบื้องทั้งหมด ยกเว้นแต่ในห้องนอนที่ปูลามิเนต ฝาผนังติด wall paper พร้อม Built-in บริเวณหัวเตียงเรียบร้อย เพื่อกลบเกลื่อนพื้นที่เสียของห้องที่มีเสาโผล่เกินเข้ามา หลักๆ แล้วของที่แถมมากับห้องก็จะเป็นชุดครัว พร้อมตัวดูดควัน ที่ Built-in มาแล้ว ที่เหลือก็แล้วแต่คนอยู่อาศัยจะตกแต่งต่อเติมกันเอง แต่เท่าที่สังเกตจากห้องตัวอย่างแล้ว เราว่าห้องยังขาดความลงตัวอีกมาก ทั้งในเรื่องการจัดวางผังห้อง และการตกแต่งซึ่งดูขาดๆ เกินๆ ทำให้ห้องดูหลวมๆ มีพื้นที่ว่างเหลือเฟือจนเกินจำเป็น กลายเป็นว่าถึงจะมีพื้นที่ห้องขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เพิ่มความน่าอยู่ขึ้นมาเท่าไหร่ แถมวัสดุสุขภัณฑ์ต่างๆ ก็ดูไม่ได้มาตรฐาน การเก็บงานในส่วนต่างๆ ก็ยังไม่เรียบร้อย เอาเป็นว่าถ้าอยากจะอยู่สบายๆ มีห้องสวยๆ เนี๊ยบๆ อย่างใจ คงต้อง Built กันใหม่ทั้งหมดถึงจะเวิร์ค อย่างที่บอกว่าตัวเลือกเหลืออยู่ไม่เยอะ ดังนั้นบางห้องที่ยังว่างอยู่ก็ต้องทำใจกันหน่อย ถ้าเปิดหน้าต่างออกไปจะมีตึกของโครงการ The Knight มาบดบังทัศนียภาพ หรือจะเปิดมาจ๊ะเอ๋กับเพื่อนตึกตรงข้ามบ้าง ยังไงก็เลี่ยงกันลำบากเพราะเป็น Low Rise ด้วยกันทั้งคู่ บางทีการเลือกลงทุนไว้ปล่อยให้ฝรั่งเช่าอาจจะดูเข้าท่ากว่าการอยู่เอง เพียงแต่ต้องลงทุนเรื่องการตกแต่งภายในกันหน่อย จะได้ดึงดูดผู้เช่าได้ ห้องตัวอย่างแบบ Type B ห้องนั่งเล่นกว้างขวางตกแต่งในโทนสีเข้ม ด้วยพื้นที่ห้องขนาดกว้าง พอวางเตียงขนาด king size ได้สบาย ตู้เสื้อผ้าและเตียงนอนเข้าชุด จากห้องนั่งเล่นมาไปทางซ้ายเป็นห้องนอน ส่วนทางขวามือเป็นพื้นที่ของห้องครัว ห้องครัวขนาดกำลังดี พร้อมเครื่องครัวครบทั้งเตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน และตู้ Built in ภายในห้องน้ำ แบ่งพื้นที่ส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยประตูกระจกบานเลื่อน อีกหนึ่งสไตล์การตกแต่งของห้อง Type B จากห้องนั่งเล่นไป จะเป็นห้องนอนซึ่งอยู่ด้านในสุด มองกลับออกมาจากห้องนั่งเล่น ด้านขวามือเป็นห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นในโทนสีพาสเทล ตกแต่งเรียบง่าย พร้อมเครื่องปรับอากาศ ห้องนอนตกแต่งในโทนสีอ่อน ห้องนี้มี Built in ผนังหัวเตียงมาให้เรียบร้อย มุมแต่งตัวในห้องนอน พื้นที่หน้าห้องครัว กว้างพอจะตั้งโต๊ะกินข้าวขนาดใหญ่ได้เลย ห้องครัวพร้อมชุดครัว Built in ครบ พร้อมใช้งาน เตาไฟฟ้า พร้อมเครื่องดูดควันพร้อมใช้งาน ห้องน้ำ แยกส่วนอาบน้ำ พร้อมชุดสุขภัณฑ์ ประตูห้องเป็นคันโยกปกติ พร้อมตัวล็อค สวิทช์ไฟภายในห้อง เต้าเสียบปลั๊กแบบสามขา พื้นที่อาบน้ำในห้องน้ำ กันเป็นธรณีสูง พร้อมด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ธรณีประตูหน้าห้องก่อสูงขึ้นมาเล็กน้อย แบ่งพื้นห้องครัวกับห้องนั่งเล่นด้วยกระเบื้องคนละสี รอยต่อระหว่างพื้นห้องนั่งเล่นกับห้องนอน
The Knightsbridge : รีวิวคอนโด

The Knightsbridge : รีวิวคอนโด

อย่างที่รู้ๆ กันดีว่าทำเลในซอยแบริ่งนั้นออกจะคึกคัก มีคอนโดใหม่ๆ แข่งกันเปิดตัวอย่างกับดอกเห็ด เพราะการเดินทางที่ค่อนข้างสะดวก เนื่องจากปากซอยเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง     การเดินทางก็ไปได้หลายเส้นทาง ทั้งถนนสุขุมวิท ถนนศรีนครินทร์ หรือจะออกถนนวงแหวนรอบนอกไปเลยก็ยังได้ ไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้า รถส่วนตัว รถเมล์ รถสองแถว แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ รถตู้ ก็สะดวกทั้งนั้น ที่สำคัญบริเวณโดยรอบยังมีทั้งห้างสรรพสินค้า Shopping Mall ร้านอาหาร รวมถึงโรงเรียนอีกหลายแห่ง คอนโดแถวนี้จึงยั่วน้ำลายนักลงทุนกันพอตัว   จากทางด่วน เราเริ่มตั้งแต่ถนนพระราม6 วิ่งไปทางบางนา - ดาวคะนอง ให้ชิดซ้ายเพื่อที่จะไปบางนา - ดาวคะนอง เลี้ยวซ้ายไปออก ดินแดง พระราม 9 บางนา ดาวคะนอง ชิดซ้ายเพื่อไป บางนา - ดาวคะนอง เบี่ยงไปตามทาง บางนา - ดาวคะนอง ไปทางบางนา - ดาวคะนอง ไปทาง รามอินทรา - บางนา ไปทาง ท่าเรือ - บางนา ไปท่าเรือบางนา ไปท่าเรือ - บางนา วิ่งไปตามทาง บางนา ไปตามทาง สมุทรปราการ - ชลบุรี ด้านซ้ายจะเป็นจุดพักรถ ปั้ม ปตท. วิ่งไปทางสมุทรปราการ เมื่อลงสะพาน ด้านซ้ายจะเป็น Bitec ให้เลยสถานีรถไฟฟ้า BTS บางนา เลยซอยลาซาลด้านซ้าย ก็จะมาถึงสถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่ง เมื่อเลยสถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่งให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยสุขุมวิท 107 วิ่งมาเรื่อยๆ จะเห็นโครงการ Knightsbridge ก่อนโครงการ the Gallery จะเห็นโครงการ Knightsbridge ทางขวามือ ติดกับโครงการ The Gallery   จากปากซอยสุขุมวิท 107 เข้ามาประมาณ 300 เมตร จะเป็นที่ตั้งของโครงการ KnightsBridge คอนโด High Rise สูง 25 ชั้น ถึงก่อนโครงการเพื่อนบ้านของ The Gallery นิดเดียวเพราะตั้งคู่กันอยู่ที่ปากซอยแบริ่ง 6 เป๊ะ KnightsBridge ชูความโดดเด่นของตัวอาคารด้วยสไตล์โมเดิร์นวินเทจ สีสันเรียบร้อยในโทนสีขาวอมเทา ซึ่งมาพร้อมห้องพักจำนวน 276 ยูนิต และ Facilities แบบจัดเต็ม ทั้งสระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ และสวนดาดฟ้า บนชั้นที่ 24-25 เพื่อเปิดรับวิวมุมสูงแบบเต็มๆ อีกทั้งยังมีร้านค้าที่ชั้น รวมถึงห้องสมุด ห้องประชุม สวนหย่อมที่กระจายอยู่ในชั้น G / 6 / 22 / 25 และระบบ CCTV และ Key card เพื่อรักษาความปลอดภัย ส่วนเรื่องที่จอดรถก็จัดมาในสัดส่วนที่โอเคไม่มากไม่น้อยไป เพราะคิดเป็น 45% (รวมจอดซ้อนคันแล้ว) เลยทีเดียว จากผังโครงการจะมีทางเข้าออกทั้งหมด 2 ทาง คือด้านหน้า และด้านในซอยแบริ่ง 6 ถ้าช่วงรถเยอะๆ ก็พอจะหลบหลีกไปออกทางซอยสันติคามได้บ้าง   เราเข้าไปดูที่สำนักงานขายกันบ้าง กับห้องตัวอย่างที่เราเก็บมาฝาก 2 แบบด้วยกัน เริ่มกันที่ห้องขนาด 25 ตร.ม. ไซส์เล็กสุดในโครงการ เปิดเข้ามาปุ๊ปก็เจอกับห้องน้ำและห้องครัวก่อนเป็นอันดับแรก พื้นที่ในส่วนของห้องนั่งเล่น หรือห้องรับแขกจะอยู่โซนกลางของห้อง และด้านในสุดจะเป็นห้องนอน ซึ่งกั้นไว้ด้วยประตูกระจกบานเลื่อนสามตอน แอบมีระเบียงให้เล็กๆ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วคิดว่าพื้นที่ตรงระเบียงคงไม่น่าจะทำประโยชน์อะไรได้มากนัก ด้วยลักษณะห้องที่เป็น studio เปิดโล่งถึงกันได้ จึงช่วยลดทอนความอึดอัดของขนาดของที่ค่อนข้างเล็กลงได้บ้าง เด่นที่พื้นที่ของห้องนอนที่จัดแบ่งได้กว้างขวาง มีพื้นที่เหลือเฟือพอสำหรับตั้งโต๊ะทำงานอีกตัวสบายๆ ส่วนบริเวณห้องนั่งเล่นก็ขนาดกำลังโอเค ติดกระจกเพิ่มหน่อยก็ช่วยหลอกสายตาให้ห้องกว้างขึ้นได้ไม่ยาก แต่ส่วนตัวแล้วแอบขัดใจกับขนาดห้องน้ำที่เล็กเกินไปหน่อย ห่วงว่าคนไซส์ใหญ่จะอยู่ไม่สบาย กางแขนถูสบู่ผิดท่าหน่อยคงติดฉากกั้นพอดี ไหนจะเรื่องของสุขภัณฑ์ในห้องน้ำอีกที่ดูเหมือนจะพยายามลดขนาดให้ลงล็อคกับพื้นที่ที่จำกัดจำเขี่ยอีก ในห้องน้ำเลยดูจะมีที่เหลือแค่พอกลับตัวได้ หันกลับมาที่ห้องครัวก็ออกจะคล้ายๆ กัน แต่ถ้าใครไม่เน้นเรื่องลงครัวทำอาหารหนักๆ ครัวแค่นี้ก็คงพอใช้งานแล้ว แผนที่ของโครงการ เส้นทางการเดินทางมาโครงการ ด้านหน้าของสำนักงานขาย Knightsbridge อีกด้านของสำนักงานขาย โมเดลด้านหน้าโครงการ โมเดลด้านขวาของโครงการ โมเดลด้านซ้ายของโครงการ Master Plan (ชั้น Ground) ชั้น 2 - ชั้น 7 (พื้นที่จอดรถ) แปลนชั้น 8 - ชั้น 26 ชั้น 27 ชั้นสระว่ายน้ำและห้องโยคะ ชั้น 28 ห้องฟิตเนส แปลนชั้น 29 แปลนชั้น 30 ชั้น 31 ห้อง Penthouse และสวนดาดฟ้า ห้อง Type Bs (25.6 ตารางเมตร) ห้อง Type Bs-1 (27.4 ตารางเมตร) ห้อง Type Bs-2 (27.6 ตารางเมตร) ห้อง Type B (30.7 ตารางเมตร) ห้อง Type 2Bs (55.2 ตารางเมตร) ห้อง Type 2Bs-1 (56.2 ตารางเมตร) ห้อง Type 2B (61.5 ตารางเมตร) ห้อง Type 2B-Plus (63.5 ตารางเมตร) ห้อง Type 3B-1 (83.3 ตารางเมตร) ห้อง Type Duplex-1 (116 ตารางเมตร) ห้อง Type Dpplex-2 (58.3 ตารางเมตร) ห้อง Type Duplex-3 (47.8 ตารางเมตร) ห้อง Type Penthouse-ocean (102.3 ตารางเมตร) ห้อง Type Panorama Sky Penthouse (108.6 ตารางเมตร)   ต่อมาเป็นห้องขนาด 30 ตร.ม. พื้นที่ห้องกว้างขึ้นมาอีกหน่อยทำให้รู้สึกหายใจหายคอได้คล่องขึ้น ผังห้องจัดมาได้ลงตัวพอสมควร เพราะมีการแยกส่วนห้องครัว กับห้องนั่งเล่นออกจากกันไปเลย เปิดประตูเข้ามาก็จะเจอกับส่วนของห้องนั่งเล่นก่อนเป็นอันดับแรก ด้านหลังชั้นวางทีวีเป็นห้องน้ำ ซึ่งประตูทางเข้าห้องน้ำต้องเดินอ้อมไปเข้าจากด้านใน เหลือพื้นที่ว่างระหว่างห้องน้ำกับห้องนอนนิดหน่อย เลยแอบทำเป็นมุมทำงานเพิ่มขึ้นมา (ถ้าไม่ติดว่าออกจะทึบและอึดอัดไปหน่อยนะ) สำหรับห้องน้ำ ถือว่ากว้างขึ้นมาอีกหน่อยด้วยพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่เราก็ยังคงแอบติในใจอยู่ดีกับการเลือกใช้สุขภัณฑ์ ซึ่งลดทอนเกรดห้องลงไปพอควรเลยแหละ หันกลับมาที่ห้องนอน พื้นที่ค่อนข้างกระทัดรัด วางเตียงลงไปแล้วยังพอมีพื้นที่เหลือปลายเตียงเล็กน้อยเท่านั้น โดนตู้เสื้อผ้าเบียดเข้าไปอีกห้องนอนเลยดูจะคับแคบไปบ้าง อาจจะเพราะต้องแบ่งพื้นที่ให้ห้องครัวซึ่งมีขนาดกว้างขึ้น แถมยังมีประตูกระจกกั้นเป็นสัดส่วน ทำให้ไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องกลิ่นอาหาร เนื่องจากบริเวณห้องครัวติดระเบียงการระบายกลิ่นจึงทำได้ดีกว่า ระเบียงเล็กๆ ของห้องนี้ก็ถูกใช้วางเครื่องซักผ้าไว้ใต้คอมเพลสเซอร์แอร์ จึงเลือกพื้นที่ว่างน้อยๆ ซึ่งคงทำอะไรมากไม่ได้แน่ ... อ้อ! ลืมบอกไปว่า ห้องทุกแบบจะมาพร้อมชุดครัว Built in เรียบร้อยตามมาตรฐาน แถมด้วยโต๊ะ ตู้ เตียงสีขาวๆ ทั้งหมดที่เห็นในห้องตัวอย่างนั่นแหละ ที่สำคัญทุกห้องยังมีแผงควบคุมเสียงเพลงภายในห้องเก๋ๆ อีกด้วย   มุมมองจากหน้าห้อง ขนาดห้องจัดไว้ในรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า การจัดสรรพื้นที่ห้องจึงทำให้ค่อนข้างง่าย บรรยากาศในห้องนอนดูโล่งโปร่งสบาย และมีพื้นที่พอสำหรับมุมทำงานเล็กๆ มุมทำครัวเล็กๆ ในห้อง มุมมองจากกลางห้องมองออกไปหน้าห้อง มีประตูกระจกบานเลื่อนแบ่งพื้นที่ระหว่างห้องนอนกับห้องนั่งเล่น รางเลื่อนสำหรับประตูห้องนอนเป็นไปตามรูปเลย ชุดอ่างล้างหน้า และสุขภัณฑ์ในห้องน้ำเป็นไปตามมาตรฐานยี่ห้อ Cotto โถสุขภัณฑ์ของ Cotto ติดตั้งมาพร้อมสายชำระ ถึงห้องน้ำจะมีขนาดเล็ก แต่ก็ยังกั้นพื้นที่อาบน้ำไว้ให้ด้วย ธรณีประตูห้องน้ำ มุมมองจากระเบียงมองเข้าไปในห้อง เครื่องปรับอากาศยี่ห้อ Daikin หนึ่งใน 2 ตัวที่แถมมาพร้อมกับห้อง ก้าวเข้ามาในห้องขนาด 30 ตร.ม จะเจอกับบรรยากาศประมาณนี้ครับ มุมห้องนั่งเล่น กับโต๊ะกินข้าวขนาดกระทัดรัด ประตูห้องนอนอยู่เยื้องเข้าไปด้านใน ตรงข้ามกับห้องน้ำ มุมมองจากโซฟานั่งดูทีวี ตู้เก็บของ และชั้นวางทีวีในห้องนั่งเล่น ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของได้ดีทีเดียว ชั้นวางของ Built in มีช่องให้วางของเยอะพอสมควร พื้นที่ว่างหน้าห้องน้ำ Built in โต๊ะ และตู้เก็บของ ได้มุมทำงานเล็กๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมุมหนึ่ง มุมทำงานเล็ก ซึ่งใช้พื้นที่ระหว่างห้องน้ำและห้องนอน มุมจากห้องนอนมองออกไปเห็นห้องนั่งเล่น ห้องครัวแยกไว้เป็นสัดส่วนพร้อมประตูกั้นป้องกันปัญหากลิ่นรบกวนได้ อ่างล้างจานขนาดมาตรฐานยี่ห้อ Hafele เตาไฟฟ้าพร้อมเครื่องงดูดควันยี่ห้อ Hafele เตาไฟฟ้าที่ให้มาพร้อมชุดครัว ประตูบานเลื่อนกั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัว พื้นที่ระเบียงเล็กพอสมควรเมื่อวางเครื่องซักผ้า ภายในห้องน้ำ วัสดุต่างๆ ธรณีกันระหว่างโซนเปียกกับโซนแห้ง ภายในห้องน้ำ วัสดุต่างๆ และสุขภัณฑ์ของ Cotto ฝักบัวแบบ hand shower หัวก๊อกฝักบัว ในห้องน้ำติดตั้งเครื่องระบายอากาศไว้ให้แล้ว ธรณีประตูห้องน้ำ ลดระดับให้ต่ำกว่าพื้นห้องเล็กน้อย เหนือประตูห้องน้ำ ถูกติดตั้งแอร์สำหรับห้องนั่งเล่น สวิตช์ไฟ และแผงควบคุมระบบวิทยุภายในห้อง สวิทช์ไฟยี่ห้อมาตรฐาน Panasonic   นอกจากห้องตัวอย่างที่เราเอามาฝากแล้ว ทางโครงการยังมีห้องขนาด 2 ห้องนอน ขนาด 49 ตร.ม. และ Duplex ขนาด 46.5 ตร.ม. ให้เลือกด้วย ซึ่งราคาก็ค่อนข้างแตกต่างกันมากพอสมควร ส่วนเรื่อง Floor Plan ทางโครงการมีการวางตำแหน่งห้องไว้รอบด้าน เหลือพื้นที่ตรงกลางตึกไว้เป็นช่องลิฟท์โดยสาร 2 ตัว และช่องทางเดินรูปตัว H ดังนั้นการจะเลือกตำแหน่งห้องก็ต้องเล็งกันให้ดีๆ หน่อย เพราะด้านทิศใต้ มีโรงแรมมนต์มณีสูง 7 ชั้น บังเต็มๆ ถ้าไม่อยากเปิดหน้าต่างมาเจอวิวตึกบัง ก็ต้องเลือกซักชั้น 9 ขึ้นไป ส่วนด้านที่ติดกับซอยแบริ่ง 6 ก็จะถูกตึกของ The Gallery โครงการเพื่อนบ้านบังเต็มๆ เหมือนกัน จะเหลือก็แค่ทิศเหนือซึ่งเป็นด้านที่ติดถนนแบริ่ง และด้านทิศตะวันตก ซึ่งปัจจุบันยังเป็นบ้านอยู่อาศัยในแนวราบวิวจึงยังโล่งดีอยู่   โดยสรุปแล้วเรื่องสาธารณูปโภคส่วนกลาง KnightsBridge จัดมาได้ครบดี เรื่องของแถมที่มากับห้องก็ค่อนข้างเยอะพอสมควร ถ้าไม่ติดว่าเฟอร์นิเจอร์ Built-in ส่วนใหญ่จะออกสไตล์วินเทจนิดๆ และมีแต่สีขาวเท่านั้น จากความรู้สึกที่ได้สัมผัสตอนเข้าไปดูห้องตัวอย่าง ต้องบอกว่ายังเรียกความประทับใจได้ไม่มาก อาจจะเป็นเพราะวัสดุอุปกรณ์ภายในห้องที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยคุ้มค่าคุ้มราคาเท่าไร แต่เรื่องความสวยความงามพวกนี้ก็ต้องแล้วแต่คนอยู่อาศัย ยังไงความชอบส่วนตัวแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว หรือถ้าคิดจะเลือกซื้อลงทุนไว้ปล่อยเช่า หรือขายต่อ ก็ต้องพิจารณาเรื่องความคุ้มค่ากันหน่อย ซึ่งเราก็สรุปมาให้ใช้ประกอบการพิจารณาแล้ว คลิกไปอ่าน “บทวิเคราะห์การลงทุน” กันได้เลย  
Ideo Q ราชเทวี : รีวิวคอนโด

Ideo Q ราชเทวี : รีวิวคอนโด

โครงการ: Ideo Q ราชเทวี (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้น 4,900,00 บาท บาท/ตารางเมตร ประมาณ 150,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จุดเด่น คอนโด High Rise หรูสูง 37 ชั้น จากอนันดา ดีเวลลอปเมนท์ บนถนนเพชรบุรี ใกล้รถไฟฟ้า BTS ราชเทวี และแหล่งช้อปปิ้งย่านสยาม จุดด้อย – โปรโมชั่น - ปีที่สร้างเสร็จ ปี 2559 ที่ตั้ง: Ideo Q ราชเทวี (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด 1 – 2 - 30.4 ไร่ ที่ตั้ง ถนนเพชรบุรี แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.752829,100.534128 ระบบขนส่งสาธารณะ BTS ราชเทวี สถานที่สำคัญใกล้เคียง พันธ์ทิพย์ พลาซ่า มาบุญครอง (MBK) Siam Discovery Siam Center Siam Square Siam Paragon ลักษณะโครงการ: Ideo Q ราชเทวี (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี 1 Bedroom 1+1 Bedrooms (มีห้องอเนกประสงค์) 2 Bedrooms ขนาดห้องที่มี 1 Bedroom ขนาด 34 ตารางเมตร 1+1 Bedrooms ขนาด 47 – 50 ตารางเมตร (มีห้องอเนกประสงค์) 2 Bedrooms ขนาด 60 ตารางเมตร จำนวนตึก 1 อาคาร จำนวนชั้น 37 ชั้น จำนวนห้อง 323 ยูนิต + 1 ร้านค้า ส่วนกลาง: Ideo Q ราชเทวี (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด ประมาณ 169 คัน ประมาณ 52% ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 65 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 600 บาท สาธารณูปโภค Lobby ร้านค้า สวน ที่ชั้น 8, 25, 26 และ 28 โซเชี่ยล คลับ บิซิเนสเซ็นเตอร์ ห้องซักรีด สระว่ายน้ำ ระบบเกลือ 25×5 เมตร บนชั้น 37 ห้องอบไอน้ำ (ห้องสตรีม) ห้องซาวน่า ห้องออกกำลังกาย ระบบ CCTV ที่ทางเข้าออก และรอบโครงการ ลิฟท์ส่วนกลาง 2 ตัว (อีก 1 ตัวเป็นลิฟท์ Service) (อัตราส่วน 162 : 1 ) Access Key Card เข้าออกอาคาร พนักงานรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง   เพิ่มเติม: Ideo Q ราชเทวี (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 02-316-2222 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.ananda.co.th/condo/ideo/q-ratchathewi/ ข้อมูล ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2556