Tag : Hotel

120 ผลลัพธ์
[PR News] AWC ทุ่มงบ 435 ล้าน ซื้อ “ดุสิต ดีทู เชียงใหม่”  ผนึกกำลัง “กลุ่มดุสิตธานี” เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือ

[PR News] AWC ทุ่มงบ 435 ล้าน ซื้อ “ดุสิต ดีทู เชียงใหม่” ผนึกกำลัง “กลุ่มดุสิตธานี” เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือ

AWC เดินหน้าเสริมพอร์ตโฟลิโอ รับการฟื้นตัวอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคเหนือ ทุ่มงบ 435 ล้านเข้าซื้อโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ จาก “ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท”​​​ หวังกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาคเหนือในช่วงปลายปี วางเป้าหนึ่งจุดหมายสำคัญสำหรับนักเดินทางทั่วโลก   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์  คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ AWC เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท ทรัพย์ ทีซีซี โฮเทล เชียงใหม่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ  AWC เข้าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจาก บริษัท ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท จำกัด ด้วยงบลงทุน 435 ล้านบาท ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ ขนาด 130 ห้องพัก ตั้งอยู่บนถนนช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับ “เชียงใหม่ ไนท์บาซาร์” แหล่งช้อปปิ้ง และศูนย์รวมร้านอาหาร ร้านค้าชื่อดังใจกลางเมือง ทั้งยังอยู่ใกล้กับโรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ อีกหนึ่งโครงการคุณภาพจากทาง AWC ทั้งนี้ เมื่อบวกกับศักยภาพของทำเล ที่มีทั้งศิลปะวัฒนธรรม ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ความบันเทิง ประวัติศาสตร์ แหล่งพบปะ การประชุมสัมมนา ที่พัก ถนนคนเดิน จะทำให้ถนนช้างคลาน กลายเป็นถนนสายท่องเที่ยวแห่งใหม่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ โดยบริษัทมีแผนเชื่อมการให้บริการแบบไร้ขีดจำกัดเพื่อรองรับตลาดของนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่น และนักธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ AWC สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ครบทุกเซกเมนต์ เพื่อผลักดันจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางสำคัญ ในการต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก   นางวัลลภา กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือกันระหว่าง AWC และกลุ่มดุสิตธานี เครือโรงแรมระดับตำนานของไทย ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานเพื่่อยกระดับการท่องเที่ยวและเสริมศักยภาพการเชื่อมต่อของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ AWC เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวที่หลากหลายของนักท่องเที่ยว โดยหลังจากที่รัฐบาล มีนโยบายเปิดประเทศพร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการการท่องเที่ยวภายในประเทศสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยุทธศาสตร์ของภาคเหนือ ที่เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อ ทั้งนี้ บริษัท ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท จำกัด ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดุสิตธานี (DREIT) ได้มีมติขายโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ (D2CM) ให้กับบริษัท ทรัพย์ ทีซีซี โฮเทล เชียงใหม่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ  AWC มูลค่า 435 ล้านบาท โดยกองทรัสต์จะจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหน่วยทรัสต์ เพื่อพิจารณาอนุมัติมติดังกล่าวในวันที่ 27 มกราคม 2565   โดยหลังจากดำเนินการทำสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้ว กลุ่มดุสิตธานีจะยังคงบริหารงานโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ ต่อเนื่องเพื่อต้อนรับการกลับของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ที่เริ่มคืนกลับสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น โดยมั่นใจว่าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้จะสามารถตอบโจทย์การเดินทางของกลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพักในทำเลย่านใจกลางเมืองที่สะดวกสบายต่อการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ หรือแหล่งธุรกิจต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ โดย AWC มีแผนจะพัฒนาโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ ให้เป็นหนึ่งในพอร์ตโฟลิโอ คุณภาพที่สามารถเชื่อมโยงกับโครงการคุณภาพต่างๆ ในเชียงใหม่และในเครือทั่วประเทศต่อไป
IWG x รัตนากร ขยายสำนักงานให้เช่า วางเป้า 10 ปี 40 แห่งทั่วไทย

IWG x รัตนากร ขยายสำนักงานให้เช่า วางเป้า 10 ปี 40 แห่งทั่วไทย

IWG x รัตนากร แอสเซท ลงนามสัญญาแฟรนไชส์ บริหารพื้นที่สำนักงานให้เช่า 40 แห่งทั่วไทย ใน 10 ปี ตอบสนองการทำงานแบบไฮบริด ประเดิมปี 65 เปิด 5 แห่ง ได้แก่ ในเมืองพัทยา ชลบุรี ศรีราชา ระยอง     มาร์ค ดิกสัน ผู้ก่อตั้งธุรกิจและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IWG เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หลายธุรกิจเล็งเห็น และปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบรับความต้องการในการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid working) ซึ่งมีธุรกิจจำนวนมากทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ กำลังนำมาใช้อยู่ เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ได้ ไม่เพียงเท่านั้นการปรับเปลี่ยนมาสู่โมเดลการทำงานในรูปแบบดังกล่าว ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อีกด้วย บรรดาธุรกิจต่าง ๆ กำลังกำหนดพื้นที่การทำงานใหม่ ให้เข้าไปใกล้ที่พักของบุคลากรมากขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่น เป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ตอบสนองความต้องการและความจำเป็นของบุคลากร ปัจจุบันการทำงานแบบยืดหยุ่นที่ไม่ยึดติดกับสถานที่ ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียม (เจเนอเรชั่น วาย) ซึ่งคุ้นชินกับดิจิทัลเทคโนโลยีและชื่นชอบในความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการทำงาน การทำงานแบบไฮบริดพนักงานไม่เพียงแต่ได้ทำงานในสถานที่ที่หลากหลาย ยังใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานลดลง สามารถทำงาน ณ สถานที่แห่งไหนก็ได้ สำนักงาน บ้าน หรือ พื้นที่ทำงานในรูปแบบ Flexible Workspace เป็นแนวทางการทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น   ล่าสุด IWG  ได้เซ็นสัญญามอบสิทธิ์หลักในการบริหารแฟรนไชส์ระดับภูมิภาคหรือมาสเตอร์แฟรนไชส์ให้กับ รัตนากร แอสเซท ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทย เป็นผู้ร่วมพัฒนาและขยายธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงแฟรนไชส์ที่ รัตนากร แอสเซท สามารถพัฒนาพื้นที่สำนักงานให้เช่าแบบยืดหยุ่น (Flexible Workspace) ได้ทุกจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ยกเว้นกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยในปี 2565 รัตนากร แอสเซท ร่วมมือกับ IWG เปิดศูนย์ใหม่ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ในเมืองพัทยา จำนวน 2 แห่ง ในชลบุรี ศรีราชา และระยอง พื้นที่ละ 1 แห่ง ซึ่งการเปิดศูนย์แห่งใหม่นี้เป็นกลยุทธ์การขยายธุรกิจร่วมกันระหว่าง IWG และ รัตนากร แอสเซท โดยตั้งเป้าเปิดศูนย์อย่างน้อย 40 แห่งทั่วไทยภายใน 10 ปี   นายมาร์ค กล่าวว่า ความต้องการ ในการทำงานแบบไฮบริด ของหลายธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ประกอบกับการคิดทบทวนใหม่ ในกลยุทธ์การดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ จึงเกิดเป็นความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกับรัตนากร แอสเซท ที่จะเอื้อประโยชน์ให้เกิดการขยายธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้คนในการทำงานแบบไฮบริดทั่วประเทศไทย และรองรับการขยายตัวของสังคมเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง การกระจายความเจริญจากเมืองหลวงสู่หัวเมืองใหญ่ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในหลากมิติ   ปัจจุบัน IWG ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานให้เช่าในรูปแบบ Flexible Workspace แถวหน้าระดับโลก เปิดดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 30 ปี  สำหรับในประเทศไทยนั้น IWG เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2542 ปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้งสิ้น 26 แห่งนับตั้งแต่ต้นปี 2564 IWG มีลูกค้าใหม่ในเครือข่ายทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านราย เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ รับรู้ถึงประโยชน์ของการให้พนักงานเข้าถึงสำนักงานให้เช่าระดับมืออาชีพที่มีอุปกรณ์ครบครันที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนทำเลไม่ไกลจากที่พักอาศัย   ด้านนายจักรรัตน์ เรืองรัตนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท รัตนากร แอสเซท จำกัด บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี มีมูลค่าสินทรัพย์กว่า 33,000 ล้านบาท ดำเนินงานครอบคลุม ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ค้าปลีก โรงงาน และโรงแรม กล่าวว่า บริษัทมีแผนจัดหาพื้นที่สำนักงานให้เช่าในพื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค อย่างเชียงใหม่ เชียงราย และภูเก็ต โดยศูนย์เหล่านี้จะอยู่ในโครงการมิกซ์ยูสที่มีอยู่แล้วบางส่วน รวมถึงโรงแรม คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่ค้าปลีกที่บริษัทบริหารจัดการอยู่ เพื่อให้ลูกค้าได้มีพื้นที่ทำงานที่สะดวกสบายพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยจะช่วยยกระดับชีวิตของผู้คนให้ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว นี่เป็นการตอบโจทย์แนวโน้มการทำงานแบบไฮบริด คนกลุ่มนี้จะแสวงหาสถานที่ใหม่ ๆ ที่ชื่นชอบและเลือกใช้เป็นสถานที่ในการทำงานสำหรับพวกเขา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจท้องถิ่นอีกด้วย การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานเป็นของตัวเอง หรือทำสัญญาเช่าระยะยาวอีกต่อไป นายจักรรัตน์ กล่าวอีกว่า ​IWG เป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยแบรนด์ที่หลากหลาย ดังนั้น รัตนากร แอสเซท จึงร่วมมือกับ IWG เพราะเชื่อมั่นในธุรกิจ flexspace หรือ พื้นที่พร้อมใช้ตามความต้องการ และมองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจนี้ การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างรัตนากร แอสเซท กับ IWG มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้รัตนากร แอสเซท สามารถขยายธุรกิจและเติบโตต่อไปในอนาคต​​
“วัน แบงค็อก” ดึง 6 ผู้รับเหมาพัฒนาเฟสแรก พื้นที่ 1.3 ล้านตร.ม.เสร็จใช้ปี 66

“วัน แบงค็อก” ดึง 6 ผู้รับเหมาพัฒนาเฟสแรก พื้นที่ 1.3 ล้านตร.ม.เสร็จใช้ปี 66

“วัน แบงค็อก” อภิมหาโปรเจ็กต์ 1.2 แสนล้าน แต่งตั้ง 6 ผู้รับเหมาแนวหน้า พัฒนาเฟสแรก พื้นที่ 1.3 ล้าน ตร.ม. กำหนดแล้วเสร็จปี 66   “วัน แบงค็อก” (One Bangkok) อภิมหาโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 120,000 ล้านบาท (เฉพาะการลงทุนพัฒนาไม่รวมค่าที่ดิน) บนพื้นที่รวมกว่า 1.83 ล้านตารางเมตร  ของตระกูลสิริวัฒนภักดี หรือ “เสี่ยเจริญ” มหาเศรษฐีของเมืองไทย  ได้แต่งตั้ง 6 บริษัทผู้รับเหมา เพื่อพัฒนางานก่อสร้างอาคารต่าง ๆ   โดยจะพัฒนาในเฟสแรก ที่ประกอบด้วยอาคารสูง 8 อาคาร และพื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ 3 แห่ง บนพื้นที่รวมทั้งหมด 896,000 ตารางเมตร ที่พร้อมจะเปิดให้บริการในปี 2566 ซึ่งเมื่อรวมกับพื้นที่งานโครงสร้างใต้ดิน 500,000 ตารางเมตร จะมีพื้นที่ของโครงสร้างในส่วนนี้ทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร สำหรับผู้รับเหมาแต่ละรายมีขอบข่ายงานดังนี้ 1.ไทยโอบายาชิ (บริษัท นันทวัน จำกัด) ดูแลงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน พื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ บนพื้นที่ 200,000 ตารางเมตร   2.อิตาเลียนไทย-ไทยทาเคนาคา (จากการร่วมทุนระหว่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยทาเคนาคาสากลก่อสร้าง จำกัด) ดูแลงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน พื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ บนพื้นที่ 280,000 ตารางเมตร   3.บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) ดูแลงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน อาคารที่อยู่อาศัย พื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ บนพื้น 260,000 ตารางเมตร   4.บริษัท วิศวภัทร์ จำกัด ดูแลงานก่อสร้างโรงแรมและอาคารที่อยู่อาศัย บนพื้นที่ 80,000 ตารางเมตร   5.บริษัท กรณิศ ก่อสร้าง จำกัด ดูแลงานก่อสร้างโรงแรม 2 อาคาร บนพื้นที่ 46,000 ตารางเมตร   6.บริษัท ที.ที.เอส.เอ็นจิเนียริ่ง (2004) จำกัด ดูแลงานก่อสร้างศูนย์ประชุม บนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร   สำหรับโครงการ “วัน แบงค็อก” พัฒนาภายใต้บริษัท วัน แบงค็อก โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นกิจการร่วมทุนระหว่างบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อเสร็จสมบูรณ์ จะเป็น โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยภาคเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยใจกลางเมือง ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะประกอบด้วยอาคารสูงทั้งหมด 11 อาคาร พื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ 4 แห่ง ได้แก่ อาคารสำนักงานแบบพรีเมี่ยมเกรดเอ จำนวน 5 อาคาร พื้นที่รีเทล 4 โซน โรงแรมระดับลักชัวรี่ จำนวน 5 แห่ง อาคารที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่อีกจำนวน 3 อาคาร   นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ศูนย์กลางสำหรับการจัดกิจกรรมและการแสดงผลงานทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อทั่วถึงกันทั้งโครงการ โดยมีพื้นที่ทั้งหมดมีขนาด 104 ไร่ หรือ 166,440 ตารางเมตร บนถนนวิทยุและถนนพระราม 4 โครงการ วัน แบงค็อก พร้อมเปิดให้บริการเฟสแรกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570   นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ผู้พัฒนาโครงการ  “วัน แบงค็อก” เปิดเผยว่า ได้จับมือร่วมกับผู้รับเหมาระดับแนวหน้าของไทย เดินหน้าการก่อสร้างเฟสแรกที่สมบูรณ์แบบที่สุด เป้าหมายเพื่อให้โครงการวัน แบงค็อกได้เป็นแลนด์มาร์คระดับโลกอย่างสง่างาม พร้อมดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว   เรามีความเชื่อมั่นในการผสานพลังอันแข็งแกร่งของทุกภาคส่วน และด้วยมาตรฐานการก่อสร้างที่ใส่ใจในทุกมิติ ผู้รับเหมาทั้งหมดจึงล้วนผ่านการคัดสรรโดยพิจารณาจากความเชี่ยวชาญ ชื่อเสียง และประสบการณ์ในการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้น ผู้รับเหมาทุกรายต่างได้รับการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติทั้งในด้านการบริหารงานก่อสร้างที่เป็นระบบ คุณภาพ และความปลอดภัย ทำให้ระยะเวลาการก่อสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วตามแผนงานที่กำหนดและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ หากเปรียบเทียบกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับอินเตอร์เนชั่นแนลที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกัน บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศ รวมถึงเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่งของกรุงเทพฯ ในภูมิภาคนี้ ตามนโยบายของกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้   ด้านนางสาว ซู หลิน ซูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ วัน แบงค็อก กล่าวเสริมว่า โครงการ วัน  แบงค็อก ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดใจกลางเมือง และมีความละเอียด ซับซ้อน ดังนั้นผู้พัฒนาโครงการและ ผู้รับเหมาทั้งหมดจึงต้องมีความเชี่ยวชาญ ในการวางแผน การบริหาร การจัดการ การตรวจสอบและควบคุมมาตราฐานคุณภาพ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากงานก่อสร้างที่อยู่ภายในพื้นที่ใจกลางเมืองเช่นนี้   โดยทุกบริษัทล้วนมีประสบการณ์ในการก่อสร้างโครงการที่มีข้อกำหนดภายใต้มาตรฐาน LEED ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการออกแบบและก่อสร้างอาคารสีเขียวที่ยั่งยืนและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายที่สุดในโลก รวมถึงมาตรฐาน WELL ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูงสุดที่ใช้กับอาคาร การออกแบบพื้นที่เพื่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย สอดคล้องกับเป้าหมายของของ วัน แบงค็อก ที่มุ่งสู่การเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองทั้งมาตรฐาน LEED for Neighborhood Development ระดับ Platinum สำหรับการพัฒนาชุมชนแวดล้อม  และมาตรฐานรับรองอาคาร WELL เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร  
AWC  ลงทุน 3,436 ล. ปั้น “ล้ง 1919”  เป็นแลนด์มาร์คศูนย์สุขภาพริมน้ำเจ้าพระยา

AWC ลงทุน 3,436 ล. ปั้น “ล้ง 1919” เป็นแลนด์มาร์คศูนย์สุขภาพริมน้ำเจ้าพระยา

AWC ลงทุน 3,436 ล้าน ปั้น “ล้ง 1919” เป็น “The Integrated Wellness Destination” แลนด์มาร์คศูนย์สุขภาพริมน้ำเจ้าพระยา ดึง The Ritz Carlton Hotel Company บริหารโรงแรม และเรสซิเดนซ์ หลังเช่าที่ดินจาก “หวั่งหลี” 64 ปี ดึงนักท่องเที่ยวไฮเอนด์จากทั่วโลกสู่จุดหมายปลายทาง สำหรับคนรักสุขภาพ   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์  คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 บริษัท เอดับบลิวซี บาย ริเวอร์ฟรอนท์ จำกัด (บริษัทย่อยที่ AWC ถือหุ้นทางตรงและทางอ้อม 100%) ได้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กับ บริษัท หวั่งหลี จำกัด เพื่อเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ  “ล้ง 1919” ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามกับตลาดน้อย โดยมีเนื้อที่เช่ารวมประมาณ  8 ไร่กว่า  เป็นระยะเวลาประมาณ 64 ปีเศษ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน รวมประมาณ 3,436 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย ค่าเช่ารวม 1,269.2 ล้านบาท และเงินลงทุนในการพัฒนาโครงการประมาณ 2,166.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการคุณภาพที่มีมาตรฐานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย สร้างปรากฎการณ์  “The Integrated Wellness Destination” ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของคนรักสุขภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวด้านสุขภาพจำนวนมากจากทั่วโลก “การลงนามในสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับ บริษัท หวั่งหลี จำกัด ในครั้งนี้ แสดงถึงความร่วมมือของ AWC และเครือข่ายพันธมิตรในการยกระดับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทางตระกูลหวั่งหลี ผู้เป็นเจ้าของที่ดินให้ความไว้วางใจในการร่วมสร้างคุณค่าในระยะยาวร่วมกับ AWC พัฒนาสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างคุณค่าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวด้านสุขภาพระดับโลก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับโครงการอื่นๆ ของ AWC ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสอดคล้องกับแนวคิด “The River Journey” ประสบการณ์ท่องเที่ยวริมน้ำที่สำคัญของประเทศไทย”     นายวุฒิชัย หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท หวั่งหลี จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นการพัฒนาพร็อพเพอร์ตี้แลนด์มาร์คประจำตระกูลที่เป็นศูนย์รวมความภาคภูมิใจของครอบครัว เรามีความมั่นใจ ในพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างแน่นแฟ้นอย่าง AWC ว่าจะมาร่วมพัฒนาให้ที่ดินผืนนี้มีคุณค่าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป โดยมี The Ritz-Carlton พันธมิตรระดับโลกมาร่วมพัฒนาให้เป็น world-class destination เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนร่วมในฐานะพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจเพื่อการสร้างโครงการที่มีคุณภาพระดับสากลในครั้งนี้ ทั้งนี้ บริษัท หวั่งหลี จำกัด ผู้ให้เช่าตกลงส่งมอบการครอบครองพื้นที่เช่าภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และจดทะเบียนการเช่า 30 ปี  (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม  2598) พร้อมกับคำมั่นของผู้ให้เช่าว่าจะให้เช่าต่ออีก 30 ปี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  2599 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม   2628) โดยผู้ให้เช่าตกลงไม่คิดค่าเช่าสำหรับช่วงระยะเวลาพัฒนาโครงการซึ่งนับตั้งแต่วันที่ผู้ให้เช่าส่งมอบการครอบครองพื้นที่เช่าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม  2568
AWC หวังเปิดประเทศอัตราเข้าพักพุ่ง40%  หลังยอดจองบุ๊กกิ้งเดียวได้ 2,000 รูมไนท์

AWC หวังเปิดประเทศอัตราเข้าพักพุ่ง40% หลังยอดจองบุ๊กกิ้งเดียวได้ 2,000 รูมไนท์

AWC หวังนโยบายเปิดประเทศ ดันอัตราเข้าพักโต 2 เท่า เดินขนโรงแรมในเครือกว่า 5,000 ห้อง สร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยว พร้อมเปิดบริการ “คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์” โรงแรมที่ 19 ชี้กระแสดีแค่บุ๊กกิ้งเดียวได้ 2,000 รูมไนท์ ขณะที่ททท. วางเป้านักท่องเที่ยวเข้าไทย 1 ล้านคน ทำรายได้กว่า 6 แสนล้านบาท   หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจำนวนผู้ได้รับการฉีดวัคซีนมีเพิ่มมากขึ้น  ทำให้รัฐบาลเดินหน้านโยบายเปิดประเทศตั้งแต่ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ตอนนี้ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เดินทางไปท่องเที่ยวและพักผ่อนจำนวนมาก หลายโรงแรมอัตราการเข้าพักเริ่มขยับสูงขึ้น หลังจากชะลอตัวลงมา ถือเป็นแนวโน้มในภาพบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย   สำหรับ AWC ที่มีโรงแรมในเครืออยู่ทั่วประเทศ ก็ได้รับอานิสงค์และผลบวกจากการเปิดประเทศ โดยเห็นได้จากอัตราการเข้าพักเริ่มปรับสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของปีนี้จะขยับเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งปัจจัยสำคัญคงขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาว่ามีมากน้อยแค่ไหน   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า  จากนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือว่าส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมของบริษัท เพราะมีนักท่องเที่ยวเข้าพักในโรงแรมต่าง ๆ ของบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ในหัวเมืองสำคัญ อย่างกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต เป็นจำนวนมาก ​   โดยปัจจุบันภาพรวมอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของโรงแรมในกลุ่ม AWC มีประมาณ​29% เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม ที่มีประมาณ 24% โดยแนวโน้มของอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม โดยยังสูงกว่าช่วงปีที่ผ่านมาในทุกเดือนด้วย ซึ่งปี 2563 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปะประมาณ 23.43% โดยเดือนมกราคมมีอัตราการเข้าพักสูงสุดถึง 77.89% ก่อนจะลดลงเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ได้รับการตอบรับดีมาก มี 1 บุ๊กกิ้งได้กว่า 2,000 รูมไนท์ เดือนพฤศจิกายนน่าจะเห็น Occupancy Rate 30% และธันวาคมคงเห็นตัวเลขที่ดีไปถึง 30-40% AWC เปิดรร.แห่งที่ 19 จ.ภูเก็ต แนวทางการเตรียมรับนักท่องเที่ยงของ AWC คือ การนำโรงแรมที่บริหารอยู่ในปัจจุบันทั้งสิ้น 18 แห่ง มีจำนวนห้องพักรวมกันกว่า 4,941 ห้อง ตั้งอยู่ใน 6 เมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ หัวหิน ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย  ให้บริการนักท่องเที่ยวด้วยแพ็คเกจ​และแคมเปญต่าง ๆ ​ซึ่งโรงแรมทั้งหมดผ่านการรับรองและให้บริการตามมาตรฐานของ Amazing Thailand Safety & Health Administration หรือ SHA+ รวมถึงมาตรฐานของเชนบริหารโรงแรมระดับโลก ที่ให้ความสำคัญและเข้มงวดในเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และความปลอดภัยของแขกผู้มาใช้บริการ ทั้งในส่วนของห้องพัก ห้องอาหาร รวมถึงสระว่ายน้ำ และบริการสปาภายในโรงแรม   ล่าสุด วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังได้เปิดให้บริการโรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์  เป็นโรงแรมขนาด 248 ห้องพักที่บริหารโดยแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นการรีโนเวตโรงแรมเก่าอย่างโรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต โดยเป็นการรีโนตเต็มรูปแบบในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา สำหรับโรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์  ถือเป็นโรงแรมแห่งที่ 19 ภายใต้การบริหารงานของ AWC ทำให้ปัจจุบัน AWC มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 5,189 ห้อง ถ้านักท่องเที่ยวกลับมาเราจะเห็นผลประกอบการของกลุ่มโรงแรมเติบโตก้าวกระโดด ช่วงตุลาคมก็เห็นบุ๊กกิ้งดับเบิล เปิดประเทศเงินสะพัดเข้าไทยกว่า 3,500 ล้าน ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึง ภาพรวมและผลตอบรับหลังการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวว่า จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัวและไม่จำกัดพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้นโดยลำดับ อัตราการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเฉลี่ย 2,000-3,000 คน/วัน สามารถ โดยเม็ดเงินที่ได้จากการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคมถึง 9 พฤศจิกายน มีประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1-10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีจำนวนกว่า 30,000 คน ซึ่งชาติที่เข้าประเทศไทย 10 อันดับแรก  ได้แก่ ​1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 3,864 คน 2.เยอรมนี จำนวน 3,274 คน 3.อังกฤษ จำนวน 1,785 คน 4.ญี่ปุ่น จำนวน 1,713 คน 5.เกาหลีใต้ จำนวน 1,296 คน 6.รัสเซีย จำนวน 1,140 คน 7.สวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 1,116  คน 8.ฝรั่งเศส จำนวน 1,041 คน 9.สวีเดน จำนวน 932 คน และ 10.เสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 810 คน คาดรายได้ท่องเที่ยวทั้งปีกว่า 6 แสนล้าน นางสาวฐาปนีย์ฯ กล่าวอีกว่า ตลอดปี 2564 นี้ คาดว่าประเทศไทยจะสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน  ผ่านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมและมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว “Visit Thailand Year 2022” ด้วยแนวคิด “Amazing New Chapters” ของ ททท. ทั้ง 29 สำนักงานทั่วโลก   สำหรับตลาดในประเทศนั้น ททท. ได้เตรียมสินค้าการท่องเที่ยวแบบ Theme Campaign ที่ตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกกลุ่ม เริ่มจาก UNSEEN New Series เที่ยววันธรรมดา เมืองรองต้องลอง ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ Workation Thailand และ Thailand Premium เป็นต้น โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม” โดยการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ททท. กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข ตำรวจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการสายการบิน ขนส่ง ร้านค้า ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ตลอดจนผู้ประกอบการโรงแรมที่พัก อย่างเช่น โรงแรมคุณภาพจากเครือ AWC ทั้ง 18 แห่งทั่วประเทศ  ททท. มั่นใจว่า ภายในปี 2564 นี้ ประเทศไทยจะสร้างรายได้สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่า 625,700 ล้านบาท และจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งเสริมให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ในปี 2565 จำนวนไม่น้อยกว่า 1,938,034 ล้านบาท ด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ 160 ล้าน คน-ครั้ง และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ 18 ล้านคน  
CPN  เปิด “เซ็นทรัล ศรีราชา” 27 ต.ค.นี้  ชู 7 ไฮไลท์ ต้นแบบมิกซ์ยูสแห่งอนาคต

CPN เปิด “เซ็นทรัล ศรีราชา” 27 ต.ค.นี้ ชู 7 ไฮไลท์ ต้นแบบมิกซ์ยูสแห่งอนาคต

CPN เดินหน้าตามแผนเปิด เซ็นทรัล ศรีราชา 27 ต.ค.นี้ นับเป็นศูนย์การค้าแห่งที่ 34 หลังปักหมุดลงทุนในชลบุรีกว่า 13,000 ล้าน ชู 7 ไฮไลท์ ต้นแบบโครงการมิกซ์ยูสแห่งอนาคต พร้อมมั่นใจศักยภาพของเมือง ก้าวสู่การเป็น New Silicon Valley ของเมืองไทย ในอนาคต   ถ้าไม่นับจังหวัดกรุงเทพฯ แล้ว จังหวัดที่กลุ่มเซ็นทรัลเช้าไปลงทุนขยายสาขามากที่สุด ก็คงเป็นจังหวัดชลบุรี เพราะมีมากถึง 4 สาขา คือ เซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี, เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยาบีช และ เซ็นทรัล เซ็นเตอร์ พัทยา​ ล่าสุดกำลังจะเปิดตัวสาขาแห่งที่ 4 ของจังหวัดชลบุรี คือ เซ็นทรัล ศรีราชา ซึ่งบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ได้ลงทุนไปกว่า 4,200 ล้านบาท มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว คือวันที่ 27 ต.ค. 2564 แม้จะเปิดพื้นที่ 90% แต่ถือว่าเป็นการเปิดตัวเป็นทางการอย่างสมบูรณ์แบบ ตามกำหนดแผนธุรกิจที่วางไว้ตั้งแต่ต้น   เหตุผลสำคัญที่ทำให้ CPN เลือกปักหมุด ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลถึง 4 สาขา ก็คงเป็นที่รู้กันอย่างดีว่า จังหวัดชลบุรีเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม เพราะมีทั้งนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ สร้างรายได้ให้ประเทศสูงเป็นอันดับต้น ๆ ทั้งรายได้จากภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และการบริการ มีแรงงานอยู่จำนวนมากมายมหาศาล ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งถือเป็นกำลังซื้อที่มากมายมหาศาล  ซึ่งเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ จึงทำให้​ CPN ​เข้ามาลงทุนในจังหวัดชลบุรี และหากนับเม็ดเงินลงทุนทั้ง 4 โครงการดังกล่าว ก็มากกว่า 13,000 ล้านบาท นี่เฉพาะในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเท่านั้น ยังไม่นับโครงการโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ และออฟฟิศ ที่ลงทุนในอดีตและอนาคตอีกมากมาย​   สำหรับความน่าสนใจของโครงการเซ็นทรัล ศรีราชา ที่กำลังจะเปิดตัวให้คนชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจังหวัดชลบุรี ได้มีประสบการณ์ภายในศูนย์การค้าแห่งนี้ มีอะไรน่าสนใจบ้างนั้น  มาฟังจากดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ Head of Commercialization CPN อธิบายถึงแนวคิดและรูปแบบของโครงการนี้ กับชู 7 ไฮไลท์ ที่ CPN วางให้เป็นต้นแบบโครงการมิกซ์ยูสแห่งอนาคต ว่ามีอะไรบ้าง 1.The New District: CPN มุ่งหวังให้ “เซ็นทรัล ศรีราชา” เป็นจุดหมายปลายทางใหม่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี แม้อ.ศรีราชาจะเป็นเพียงเมืองระดับอำเภอ แต่ก็มีศักยภาพและความพร้อมในการเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ต้องการจับจ่ายใช้สอย และใช้ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ  ที่สำคัญต้องการสร้าง Business District และดาวน์ทาวน์ศรีราชา สู่การเป็น Center of EEC ด้วย   โดยตัวโครงการเป็นรูปแบบมิกซ์ยูส​ บนที่ดิน 27 ไร่ พื้นที่รวมกว่า 140,000 ตร.ม. ประกอบด้วยศูนย์การค้า, โรงแรมขนาด 180 ห้อง, ที่อยู่อาศัย และคอนเวนชั่นฮอลล์ภายในโครงการ ซึ่งเริ่มต้นเปิดตัวศูนย์การค้าก่อน และภายในระยะเวลา 3-5 ปีจะพัฒนาส่วนอื่น ๆ ตามมา 2.Hygiene & Safety: จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มาตรการด้านสาธารณสุขเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในทุกพื้นที่  เซ็นทรัล ศรีราชา จึงลงทุนใช้นวัตกรรม “Smart & Healthy Building” ครั้งแรกกับที่เซ็นทรัล  ศรีราชา อัพเกรดระบบปรับอากาศและกรองอากาศเพื่อให้มีอากาศที่สะอาดหมุนเวียนภายในศูนย์การค้ามากที่สุด ด้วยการติดตั้งแผ่นกรองอากาศคุณภาพสูง (MERV Filter) ที่ช่วยกรองละอองฝุ่นได้มากถึง 90%, ติดตั้ง UVC Lamp แสงยูวีที่เครื่องปรับอากาศส่วนกลาง ลดการแพร่เชื้อโรคในระบบปรับอากาศได้มากถึง 95% และติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศตามจุดต่าง ๆ เพื่อวัดคุณภาพอากาศภายในศูนย์การค้าให้มั่นใจว่าอยู่ในระดับที่ดีเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทุกท่านที่มาใช้บริการ 3.Green Living & Circular Economy: จากพันธกิจ Carbon Neutral และ Zero Waste เพื่อความยั่งยืน เซ็นทรัล ศรีราชาจึงเป็นต้นแบบ Eco-Friendly Mall แห่งแรกในภาคตะวันออกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโครงการกับการนำขยะเสาเข็มมารีไซเคิล, การติดตั้ง Recycle Station กับเป้าหมายการแยกขยะที่ร้านค้าภายในศูนย์​ ก่อนวางแผนขยายสู่โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชน สำหรับด้าน Energy Saving  มีการพัฒนาระบบปรับอากาศที่ช่วยลดพลังงานได้ถึง 40%, การติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อช่วยลดการใช้ไฟฟ้ารวมไปถึงการออกแบบที่ช่วยประหยัดพลังงาน อาทิ การใช้แสงธรรมชาติภายในศูนย์ให้มากที่สุด, การติดตั้งฝ้าลดความร้อน ไปจนถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วทั้งโครงการ 4.The First Semi-Outdoor Experience จากความสำเร็จของโครงการ​เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะพื้นที่ Outdoor ทำให้ CPN นำต้นแบบดังกล่าวมาใช้กับ เซ็นทรัล ศรีราชา อาทิ Outdoor Walking Street บนพื้นที่กว่า 2,800 ตร.ม., Giant Green Wall, Pet Park & Services เป็น Pet-Friendly Mall แห่งแรกในภาคตะวันออก สร้างคอมมูนิตี้แห่งใหม่ของคนรักสัตว์เลี้ยงอีกด้วย 5.Seamless Integrated Experience เพราะปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของคนไม่ได้จำกัดเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับชีวิตครอบครัว การทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัวมากขึ้น แนวคิดในการพัฒนาโครงการของ CPN จึงสร้าง Destination Concepts อย่างเป็นรูปธรรมด้วยศูนย์การค้ารูปแบบใหม่ที่ Blur the Line กับโซนใหม่ที่ช้อปปิ้งด้วยกันได้ทั้งครอบครัวที่มีชื่อว่า Playhouse​ แห่งแรกตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรักแฟชั่น คัดสรรสินค้าสุดชิคมารวมอยู่ในชั้นเดียว และ  Design House  สินค้าตกแต่งบ้านอย่างมีสไตล์มารวมไว้ในที่เดียว 6.Digitalization & Sharing Economy ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็น Community Thought Leader ให้ศรีราชา สร้าง Co-Working Space แห่งแรกในศรีราชา ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่และกลุ่ม Start-up 7.The Innovation Oasis: CPN ตั้งเป้าให้ เซ็นทรัล ศรีราช เป็น No.1 Destination ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์แห่งอนาคตเพื่อศรีราชา จึงได้นำระบบไอทีเข้ามาสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ในหลากหลายเรื่อง ภายใต้ 4 ไอเดีย​สำคัญ​ ได้แก่ -Nature-Tech Oasis การนำเทคโนโลยีและประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ มาให้บริการ ​เช่น EV Charging Station, Solar Battery Charger, สนับสนุนให้ใช้ร้านค้าใช้ Bio-Degradable Packaging, E-Receipt, E-Menu เพื่อลดการใช้กระดาษ และรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มที่แรกที่ Food Park ภายในศูนย์ -Inspiring Oasis   การสร้างพื้นที่สำหรับการสร้างไอเดีย ภายใต้แนวคิด Hub of Creative Lifestyle เช่น B2S Think Space และ Co-Working Space -Urbanised Oasis การนำแบรนด์และสินค้ามาตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่น Tops Premium ซูเปอร์มาเก็ตดีไซน์แบบ Glasshouse, แบรนด์แฟชั่นชั้นนำที่ขยายสาขามาที่อ.ศรีราชาครั้งแรก อาทิ Muji, Uniqlo, กลุ่ม Jaspal อาทิ CCOO, Lyn  เป็นต้น ร้านอาหารดังมากมายกว่า 30 ร้าน อาทิ Bonchon, Mos Burger, Fin Sushi, Potato Corner, Fuji Restaurant เป็นต้น และโซนไฮไลท์ อาทิ Asian Village ที่นำแบรนด์ดังจากทั่วเอเชียมารวมกันไว้ในที่เดียว พร้อมเอาใจ Pet Lovers ด้วย Central Si Racha Pet Community คอมมูนิตี้คนรักสัตว์ ที่สามารถพาน้องหมามาทำ Dog ID ฟรี! พร้อมด้วยบริการต่างๆ ทั้งธนาคาร โรงภาพยนตร์  Si Racha Cineplex, Supersports, Powerbuy, Kids Playground และ Education Center -Community Co-Creation Oasis เซ็นทรัล ศรีราชา มีการดึงเอาอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจท้องถิ่นมาผสานและถ่ายทอดผ่านคอนเซ็ปต์  Si Racha's Charm หรือ มนต์เสน่ห์แห่งศรีราชา จึงได้ดีไซน์ฟีเจอร์แลนด์มาร์กทั่วศูนย์​  ได้แก่ Outdoor Signature ชื่อเมือง “ศรีราชา”, Si Racha Textile ตกแต่งด้วยลวดลาย “ผ้าทอคุณย่าท่าน”, House of Carpenter จุดนั่งพักผ่อนหย่อนใจ, Tiger + Neko Sculpture เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำเอาซอสพริกศรีราชา ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมทั่วประเทศ มาร่วมกันทำเมนูอาหารเฉพาะกับศูนย์อาหารด้วย ภายใต้แคมเปญ “Food Park x ซอสศรีราชา และยังมีการจับมือกับแบรนด์ดังเพื่อทำสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษ เช่น Uniqlo และ Jubilee นอกจากนี้ยังจับมือภาครัฐ อาทิ อพท. จัดงานส่งเสริมหัตถกรรมชุมชนตลอดปี, ร่วมกับชุมชนพนัสนิคม ทำ Wrap ตุ๊กตุ๊กจักสาน และนำสินค้าจักสานชุมชนมาขายภายในศูนย์, และแผนความร่วมกับคอมมูนิตี้โดยรอบ เซ็นทรัล ศรีราชา เป็นศูนย์การค้าแห่งที่ 34 ซึ่งศรีราชามีศักยภาพในอนาคตจะเป็น New Silicon Valley ของเมืองไทย    
ธุรกิจโรงแรมของ AWC ปรับกลยุทธ์อย่างไร ​ในวันที่โควิดทำรายได้หาย 10,000 ล้าน 

ธุรกิจโรงแรมของ AWC ปรับกลยุทธ์อย่างไร ​ในวันที่โควิดทำรายได้หาย 10,000 ล้าน 

AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  บริษัทภายใต้การบริหารงานของนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ หนึ่งในทายาทของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่มี 3 พอร์ตธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารสำนักงาน และธุรกิจรีเทล  ซึ่งตลอดระยะเวลา​ 2 ปีภายหลังจากนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ที่กระทบธุรกิจอย่างหนัก เพราะต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้ และรายได้หายไปกว่า 10,000 ล้านบาทจากเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้   กลยุทธ์การรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของ AWC คือ การให้ความสำคัญกับการบาลาซ์พอร์ตฟอลิโอ โดยปัจจุบัน AWC มีทรัพย์สินในพอร์ตรวมมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วง IPO ที่มีทรัพย์สินมูลค่า 100,000 ล้านบาท  โดยเป็นพอร์ตโรงแรมถึง 50% ​ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งการสร้างการเติบโต AWC จึงยังต้องมีการลงทุนและการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นางวัลลภา เล่าว่า ต้องปรับตัวมองทุกอย่างในรูปแบบใหม่ บาลานซ์ซับเซ็กเมนต์ การบริหารความเสี่ยง การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งหมด มีการคิดโปรแกรมลดค่าใช้จ่าย หรือสร้างคุณค่าเพิ่ม รวมถึงการมองใหม่และเดินหน้า เราต้องหา New Demand ความต้องการของลูกค้าที่จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ตอบสนองในสิ่งที่​ลูกค้ากำลังมองหาสำหรับการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง AWC วางไว้ 3 แนวทาง คือ ​ ​ 1.ระยะสั้น (Short-term) ขยับหรือปรับเวลาให้ตรงกับดีมานด์ เช่น การเปิดตัวโรงแรมบันยันทรี กระบี่ เดิมจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 แต่เกิดการล็อกดาวน์เลยขยับเวลามาเปิดช่วงปลายไตรมาส 4 แทน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายการเปิดบริการ และยังได้อัตราเข้าพักสูงถึง 80% จากการเดินทางท่องเที่ยวช่วงปลายปีด้วย ส่วนปีนี้เตรียมเปิดโรงแรมคอร์ทยาท บายแมริออท วันที่ 2 พ.ย. 2564 และโรงแรมมีเรีย เชียงใหม่ ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2.ระยะกลาง (Medium-term) พิจารณาโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้มีระยะเวลาการเปิดดำเนินการให้เหมาะสม อาจจะให้ช้ากว่าปกติ เพื่อรอดีมานด์ที่กำลังจะเข้ามาในอนาคต 3.ระยะยาว (Long-term) ยังคงพัฒนาโครงการตามแผนงานที่ได้วางไว้ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพและความแข็งแกร่งด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่มีอยู่มากมาย และสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เมืองไทยยิ่งตอบโจทย์ในด้านความหลากหลาย และตอบโจทย์ New Demand ในกลุ่มที่ต้องการพักอาศัยแบบ Long stay และ Workation เนื่องจากมีโรงแรมคุณภาพไว้บริการมากมาย และมีแพ็กเกจในต้นทุนโดยรวมยังน่าสนใจกว่าหลายเมืองท่องเที่ยงอื่น ๆ ของโลก นอกจากนี้  AWC ยังมีโมเดลธุรกิจที่จับมือกับพันธมิตรระดับโลก Global partner ทำธุรกิจร่วมกัน เนื่องจาก​ AWC มองว่าพันธมิตรเหล่านั้นได้เข้ามาตอบโจทย์ธุรกิจ และสนองตอบความต้องการการของลูกค้าที่เป็น Global demand ได้ จึงได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเชนโรงแรมระดับโลก เป็นท็อปแบรนด์ระดับโลกที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า พัฒนาธุรกิจ หรือการพัฒนา​ Global Destination หรือ Quality Asset ที่ตอบโจทย์นักเดินทางและ Global Demand ได้อย่างเต็มที่   โดย AWC ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์โรงแรมระดับโลก  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม IHG ซึ่งมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่เดอะ วีนแยทท์ คอลเล็คชั่น (Vignette Collection) แบรนด์ใหม่ในฝั่งคอลเล็คชั่น Luxury & Lifestyle ที่เปิดตัวแห่งแรกของโลก, Hilton, Okura, Banyantree, Maria, Marriott, The ritz-carlton residences ซึ่งเป็นแห่งแรกของกรุงเทพฯ   ล่าสุด ยังร่วมมือกับ Nobu Hospitality แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดหรูระดับโลก ที่ก่อตั้งโดยเชฟโนบุ มัตสึฮิสะ, เมียร์ เทเปอร์ และโรเบิร์ต เดอ นิโร ในการร่วมพัฒนาและเปิดตัว Nobu Hotels and Restaurants  ในประเทศไทย โดยในเฟสแรกจะเริ่มด้วยการเปิดร้านอาหาร  Nobu Restaurants แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย บน Rooftop อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์  อาคารสำนักงานมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แนวไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย  ซึ่งตั้งอยู่บนศูนย์กลางธุรกิจชั้นนำของกรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปลายปีนี้ ต่อด้วยการลงทุนสร้างโรงแรม Nobu Hotels อีก 1-2 แห่ง ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า โดยจะเป็นการลงทุนของ AWC ทั้งหมด จับดีมานด์กลับมาเร็วและคุณภาพ แม้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น รัฐบาลเริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ วันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่สถานการณ์ทุกอย่างล้วนไม่มีความแน่นอน สิ่งที่ AWC วางกลยุทธ์รับมือ คือ การมุ่งจับตลาดดีมานด์ที่กลับมาเร็วและดีมานด์คุณภาพ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบน ที่มีกำลังซื้อสูง เพราะภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ยังมีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าตรวจเชื้อโควิด-19 รวมถึงอาจจะต้องกักตัวตามระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากกว่าปกติ ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่น่าจะกลับมาได้ช้าสุด คือ กลุ่มตลาดการประชุมและสัมมนา หรือ MICE เพราะต้องมีการจองล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน ดีลซื้อโรงแรม 200 แห่ง การขยายธุรกิจและสร้างการเติบโต นอกจากการลงทุนและพัฒนาโครงการต่าง ๆ ด้วยตนเองแล้ว AWC ยังมองเรื่องการซื้อกิจการหรือธุรกิจที่สามารถสร้างการเติบโต หรือตอบโจทย์ทางธุรกิจให้กับ AWC ได้ด้วย แม้ว่าปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่สำหรับ AWC แล้วมองว่าในวิกฤติยังมีโอกาส  ในการสร้างโครงการอสังหาฯ รูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการซื้อกิจการโรงแรม ที่ผ่านมามีหลายโรงแรมที่ไม่ดำเนินธุรกิจต่อ ได้เข้ามาเสนอขายให้กับทาง AWC กว่า 200 แห่ง ซึ่งมีเพียงดีลเดียวที่จบลง คือ โครงการที่เมืองพัทยา  ส่วนโครงการอื่น ๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา   โดย AWC ได้​พัฒนาระบบการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ หรือ  “Business Analysis” บนเว็บไซต์ด้วยการนำเอาระบบ AI มาช่วยในการวิเคราะห์โอกาส ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และการจัดประเภทธุรกิจว่าอยู่ในกลุ่มใด สำหรับโครงการที่นำมาเสนอทั้งหมด ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีโครงการที่ตรงกับความต้องการของ AWC หลายคนบอกว่าในสถานการณ์แบบนี้มีโอกาสมาด้วยเสมอ    
10 กลโกงซื้อขายออนไลน์ รู้ก่อนสาย คิดก่อน F

10 กลโกงซื้อขายออนไลน์ รู้ก่อนสาย คิดก่อน F

แม้โลกยุคดิจิทัลจะทำให้ชีวิตคนยุคปัจจุบันสะดวกสบาย จากเครื่องมือและอุปกรณ์ไอทีสารพัด ที่เข้ามาช่วยทุนแรงให้คนไม่ต้องทำงานต่าง ๆ ด้วยตนเอง ประหยัดแรงและเวลา โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย อย่างโทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลทำได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา แถมมือถือยังเป็นตัวช่วยทำให้เราได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลข่าวสาร การเสพความบันเทิง การทำธุรกรรมทางการเงิน เป็นอุปกรณ์ช่วยการทำงาน และอีกหลายเรื่อง แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยเฉพาะหากนำเอาไปใช้ในทางไม่ดี ก็ส่งผลร้ายหรือสร้างความเสียหายได้ อย่างเช่น การนำเอาโทรศัพท์มือถือ มาใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวง หรือการกระทำความผิด อย่างช่วงที่ผ่านมาจะพบว่า บนโลกออนไลน์มีข่าวเกี่ยวกับการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะการค้าขายออนไลน์ เพราะมิจฉาชีพรู้ว่าพฤติกรรมของคนยุคปัจจุบัน นิยมซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์กันมากขึ้น จึงอาศัยช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลอกหลวงและหากินบนความทุกข์ของผู้อื่น   มีข้อมูลจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ (1212 Online Complaint Center หรือ 1212 OCC) ภายใต้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ Electronic Transactions Development Agency (ETDA) (เอ็ตด้า)​ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า  ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2564 มีผู้ร้องเรียนเฉพาะเรื่องซื้อขายออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 2,221 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่เฉลี่ย 1,718 ครั้งต่อเดือน และยังนับเป็นสถิติเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด นับตั้งแต่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนไทยหันมาจับจ่ายผ่านออนไลน์สูงขึ้น ขณะเดียวกันร้านค้าต่าง ๆ ก็หันมาเปิดขายบนออนไลน์เช่นกัน 10 กลโลกซื้อขายออนไลน์ สำหรับกลโกลในโลกออนไลน์ ที่พบมาก และแนวทางในการรับมือกับกลโลกออนไลน์เหล่านั้น ที่อยากจะเตือนเพื่อไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป ได้แก่ ​ ​กลโกง 1 –  “หลอกโอนเงิน” ชวดหนี ไม่มีสินค้าส่งจริง จากกระแสข่าวแก๊งแม่ค้าวัยทีน #phonebymint หลอกขายมือถือทางออนไลน์ โพสต์ภาพมือถือสวย ๆ ขายบนอินสตาแกรม โดยตั้งราคาถูก พร้อมสร้างข้อมูลรีวิวจากผู้ใช้งานเสมือนจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้เด็กนักเรียนวัย 14 ปี หลงกลโอนเงินสั่งซื้อสินค้า เพราะหวังใช้มือถือเรียนออนไลน์ สุดท้ายเด็กพบว่าโดนหลอกเพราะแม่ค้าไม่ส่งสินค้าตามที่แจ้ง พร้อมกับติดต่อไม่ได้ ส่งผลให้เด็กเครียดเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิต ก่อนจะพบว่ามีผู้เสียหายจากแม่ค้าดังกล่าวปรากฏเพิ่มขึ้นนับร้อยราย ซึ่งจากสถิติร้องเรียนมายังศูนย์ฯ 1212 เอง ปัญหาการสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้าก็มาเป็นอันดับ 1 ถึง  45% ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการตั้งราคาที่ถูกเกินจริง โดยเช็กข้อมูลชื่อผู้ขาย เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคารของผู้ขายจากเว็บไซต์ https://www.blacklistseller.com ว่าอยู่ในบัญชีดำคนโกงหรือไม่ รวมถึงลองนำชื่อร้านไปค้นหาบนแพลตฟอร์ม e-Commerce เช่น ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) ด้วย กลโกง 2 – อ้าวเฮ้ย! “สินค้าไม่ตรงปก” จกตาเกินโฆษณา จริงอยู่ว่า ขาชอปปิ้งหลายคนอาจเคยเกิดอาการเบลอ อ่านรายละเอียดก่อนสั่งซื้อสินค้าไม่ครบถ้วน เช่น ตั้งใจซื้อหม้อหุงข้าวหม้อใหญ่มาปรุงอาหาร แต่กลับได้หม้อหุงข้าวไซส์จิ๋ว ฉบับของเล่นมาแทน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อ่านรายละเอียดครบถ้วนและเป็นอย่างดีทั้งรูปภาพและข้อความ  กลับพบเรื่องชวนปวดหัว เพราะสินค้าที่ส่งมาไม่ตรงปก ผิดสี ผิดขนาด ไม่ได้อย่างที่ตกลงกัน รวมถึงติดต่อร้านเพื่อแจ้งเปลี่ยนก็ทำไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้ศูนย์ฯ 1212 พบการร้องเรียนถึง 29% ในระยะ 8 เดือนแรกของปี 2564 อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับสินค้า แนะนำให้ถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับร้องเรียนได้ กลโกง 3 – “จ่ายซื้อแบรนด์เนมแท้ แต่ได้ของปลอม” เอาปากกามาวงได้ทุกตรง จากเป็นผู้พิทักษ์การใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ ชอบอุดหนุนสินค้าแบรนด์เนมแท้อยู่ดี ๆ ก็อาจพลาดท่าเสียทีให้กับแม่ค้าหัวใสบนโลกออนไลน์ได้ โดยมักจะโพสต์รูปสินค้าแบรนด์เนมแท้ขายบนช่องทางออนไลน์ หลอกให้ลูกค้าหลงกล มั่นใจว่า ฉันซื้อของแท้จริง ๆ แต่สุดท้ายกลับได้สินค้าผิดกฎหมาย หรือสินค้าปลอมมาส่งที่บ้าน ดังนั้นแนะนำให้พิจารณาข้อมูลร้านค้าอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบรหัสสินค้า ใบรับประกันสินค้า ตรวจสอบบัญชีธนาคารก่อนโอน หรือติดต่อซื้อขายที่ร้านค้าทางการ (Official) ดีกว่า กลโกง 4 -  “กลโกงนักรับหิ้วของ” พาเงินปลิว ไม่กลับมา การรับหิ้วของ หรือการมองหาคนมารับหิ้ว โดยยอมเสียเงินจ้างเพิ่มเล็กน้อยทดแทนการเสียค่ารถออกจากบ้านและความเสี่ยงเข้าไปในย่านชุมชนในยุคโควิด-19 ต้องระวัง ซึ่งก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ นี้ขึ้นมา แต่ทั้งนี้เราจะเชื่อใจผู้มาสวมบทรับหิ้วได้อย่างไร ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติผู้รับหิ้วให้ดี เลี่ยงการจ้างวานผู้ที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวมารับหิ้วให้ หรือสั่งจากร้านโดยตรงจะดีกว่า กลโกง 5 – เมื่อเหล่าคนโกง มาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน หลอกให้ “เซ็นรับพัสดุผิดกฎหมาย” บางครั้งเหล่ามิจฉาชีพก็มากันเป็นทีม และใช้ความฮิตเรื่องการซื้อของออนไลน์ที่กลายเป็นวิถีปกติของคนยุคโควิด-19 ไปเสียแล้ว มาลวงเหยื่อถึงหน้าบ้าน ล่าสุดทางไปรษณีย์ไทย ออกจดหมายแจ้งเตือน ระวังมิจฉาชีพตีเนียนเป็นผู้คนส่งของ หลอกให้เซ็นรับพัสดุที่อาจเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย พร้อมจัดฉากเป็นตำรวจปลอมเข้าตรวจ ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แนะให้ตั้งสติก่อน แล้วตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่ได้สั่งของ และห้ามรับสิ่งของที่ไม่ได้สั่งเด็ดขาด กลโกง 6 –  “ได้รับของชำรุด เสียหาย” ฟื้นใจไม่ให้สลายอย่างไร การซื้อสินค้าออนไลน์อาจถือเป็นความเสี่ยง หากเราไม่ได้ป้องกันความเสี่ยง เช่น สินค้าที่ได้รับชำรุด เสียหาย สาเหตุมาจากต้นทางคือร้านค้า หรือระหว่างทางจากระบบการขนส่ง ดังนั้น แนะนำให้ตรวจสอบกับทางร้านค้าก่อนเป็นอันดับแรก อาจจะให้ร้านค้าช่วยถ่ายรูปส่งมาให้ดู เช็กประวัติการเดินทางของสินค้า เช่น กรณีถ้าเราซื้อผลไม้สด ขนมหวานหรือขนมไทยทางออนไลน์ ถ้าสั่งซื้อวันที่ 1 และได้รับของในวันที่ 2 หรือ 3 สินค้าก็ไม่ควรอยู่ในสภาพที่เน่าเละ หรือบูด นอกเสียจากว่าจะเจอร้านค้าหลอกขายสินค้าหมดอายุหรือไร้คุณภาพให้เรา ถ้าเป็นสินค้าเสี่ยงต่อการแตกหัก ทางร้านค้ามีการรับประกันความเสียหายแค่ไหน อย่างไร รวมทั้งเสิร์ชหาข้อมูลการรีวิวการขนส่งสินค้าของร้าน ตลอดจนเช็กบริษัทขนส่งว่ามีการรับประกันความเสียหายหรือไม่ เพื่อเสริมความมั่นใจก่อนซื้อ กลโกง 7 –  “หลอกซื้อลอตเตอรีออนไลน์” เสี่ยงดวงรวยแล้ว ยังเสี่ยงเจอคนโกงอีกเหรอ ยึดคติ  "ชีวิตยังมีความหวังเสมอ" สำหรับเหล่าผู้ชื่นชอบการซื้อลอตเตอรีเสี่ยงดวง ซึ่งปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มซื้อขายลอตเตอรีออนไลน์ถูกกฎหมาย เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการไปค้นหาสลากที่มีเลขตรงใจนอกบ้าน แต่การเสี่ยงดวงให้รวย ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะปะทะกับคนโกงที่มาในรูปแบบตัวแทนขายโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ซึ่งในกรณีถ้าเราถูกลอตเตอรีออนไลน์ ตัวแทนจะเป็นผู้ติดต่อบริษัทซื้อขายใหญ่ เพื่อแจ้งข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัญชีธนาคาร เพื่อให้บริษัทจัดการโอนเงินเข้าบัญชีให้ แต่ก็อาจเจอตัวแทนโกง ใส่เลขที่บัญชีตนเองแล้วเชิดเงินเราหนีได้เช่นกัน ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลตัวแทนที่เชื่อถือได้จริง แหล่งซื้อขายลอตเตอรีออนไลน์ รวมถึงตรวจเช็กเลขบนลอตเตอรีให้ถี่ถ้วน กลโกง 8 –  “โพรไฟล์หลอกเช่าพระบูชา” กลโกงร่างอวตาร การเช่าซื้อพระบูชา เสริมโชคลาภ เรียกทรัพย์ เป็นมงคลให้ชีวิต ก็ยังเป็นเรื่องราวที่อยู่คู่คนไทยมาเสมอ ซึ่งในวงการคนชอบพระ ก็พบกับปัญหาโดนหลอกลวงจากการซื้อขายออนไลน์เช่นกัน เช่น โอนเงินเร็วแล้วร้านค้าหนีหาย มิจฉาชีพใช้รูปโพรไฟล์ปลอมมาหลอกให้ซื้อ โอนเงินแล้วชิ่งหนีพร้อมเปลี่ยนรูปโพรไฟล์ใหม่หลอกคนไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ แนะนำให้ตรวจเช็กชื่อผู้ขาย เบอร์โทรศัพท์ และเลขที่บัญชีธนาคารให้ดี เพราะแม้มิจฉาชีพจะเปลี่ยนรูปโพรไฟล์บ่อยครั้ง แต่ก็มักใช้เลขที่บัญชีธนาคารเดิม รวมถึงระหว่างซื้อขายในยุคดิจิทัลแบบนี้ ต้องใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์โดยขอวิดีโอคอลล์กับคนขายเพื่อดูพระให้ได้ เพราะบางรายก็พบว่าไม่มีพระอย่างที่โพสต์ หากเจอผู้ขายที่เกิดอาการบ่ายเบี่ยง บอกว่าตอนนี้พระไม่ได้อยู่กับตนเอง คาดการณ์ได้เลยว่า เราอาจกำลังจะโดนโกง กลโกง 9 –  “ตุ๋นขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์” กว่าจะได้สินค้าก็สายเสียแล้ว  #สภาพ การซื้อขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ หรือราคาสูง เช่น ผ่อนโทรศัพท์มือถือ ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่อนเครื่องเพชรหรือทอง ผ่านบัตรเครดิต ก็ยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้ซื้อสินค้าที่อาจต้องการรัดเข็มขัด ประหยัดเงิน หรือมีค่าใช้จ่ายเยอะในช่วงนั้น ๆ รวมถึงร้านค้าก็สามารถเพิ่มยอดขายได้เร็ว แต่ส่วนใหญ่จะต้องผ่อนให้ครบงวดแล้วร้านค้าจะดำเนินการจัดส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อ ซึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะไม่โดนเชิดเงิน ชวดได้รับสินค้า หรือร้านนำสินค้าที่เราผ่อนไปขายต่อ ซึ่งกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยเช่นกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์ จึงควรพิจารณาเอกสารสัญญาซื้อขายที่แจ้งรายละเอียดชัดเจน หรือถ้าซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ควรเลือกร้านที่เป็นทางการ (Official) ดูรีวิวผู้ซื้อต่าง ๆ พร้อมตรวจสอบข้อมูลร้านและบัญชีผู้ขายอย่างรอบคอบ กลโกง 10 – “คนรักต้นไม้ร้องไห้” หลอกขายไม่ตรงรูป ล่าสุด วงการต้นไม้ที่กำลังร้อนแรง โดยเฉพาะไม้มงคลและไม้ประดับภายในบ้านในยุค Work From Home ซึ่งถือเป็นวงการที่เข้าแล้วออกยากวงการหนึ่ง ต้นไม้บางสายพันธุ์ที่หายากก็มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท บางคนแค่ซื้อมาประดับบ้านเพื่อความสวยงาม บางคนซื้อมาเสริมมงคลชีวิต บางคนก็ซื้อมาเสริมธุรกิจให้ปัง แต่การโกงผ่านการซื้อขายออนไลน์ในวงการนี้ก็มีเช่นกัน ถ้าเราซื้อต้นไม้ราคาถูก แนะนำให้ซื้อขายแบบนัดรับกับทางร้านจะดีกว่า และเลี่ยงการโอนเงินมัดจำก่อน ขณะเดียวกันไม่ว่าจะซื้อต้นไม้ราคาถูกหรือราคาแพง สิ่งที่แนะนำคือควรเลือกร้านขายที่โพสต์รูปต้นไม้พร้อมมีป้ายระบุชื่อต้นไม้ หรือร้านที่เจ้าของร้านถ่ายภาพคู่ต้นไม้ จะเป็นการช่วยยืนยันเบื้องต้นได้ว่า ร้านและเจ้าของร้านนี้มีอยู่จริง รวมถึงสามารถเสิร์ชค้นหาข้อมูลร้านหรือโพสต์ถามเพจกลุ่มซื้อขายต้นไม้เพื่อย้ำเครดิตของร้านว่าเชื่อถือได้หรือไม่ ในส่วนการพิจารณาขนาดความสูงต้นไม้นั้น อาจให้ทางร้านช่วยถ่ายรูปต้นไม้โดยวางไว้ข้างๆ ขวดน้ำ หรือขอวิดีโอคอลล์เพื่อตรวจสอบต้นไม้และให้ได้รับสินค้าตรงปก และก่อนโอนชำระเงินแนะให้เจ้าของร้านถ่ายรูปคู่กับต้นไม้ โดยถือบัตรประชาชนหรือกระดาษที่เขียนเลขที่บัญชีธนาคารมาให้ดูอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกง   อย่างไรก็ตาม หากเราตกเป็นเหยื่อไปแล้วสามารถร้องเรียนและปรึกษาปัญหาได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ (1212 Online Complaint Center)  หรือ 1212 OCC  โดย เอ็ตด้า ที่มีบริการรับเรื่องตลอด  24 ชั่วโมง เพื่อให้คำแนะนำและประสานความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด   นอกจากนี้ ศูนย์ฯ 1212 ยังยินดีรับเรื่องร้องเรียนออนไลน์อื่น ๆ เช่น ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ภัยคุกคามไซเบอร์ (โดนแฮก โดนเจาะระบบ) ข้อสงสัยด้านกฎหมายไอซีที นับเป็นอีกภารกิจสำคัญของ ETDA ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาธุรกรรมออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ ให้เดินหน้าเติบโตอย่างน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน มั่นคงปลอดภัย อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคนดิจิทัล สร้างกลไกกำกับดูแลธุรกิจและบริการด้านดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานและกฎหมาย เฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์ และแก้ปัญหาให้ผู้ได้รับผลกระทบผ่านศูนย์ฯ 1212       
อัพเดท ดอกเบี้ย สินเชื่อบ้านแลกเงิน สิงหาคม 2564

อัพเดท ดอกเบี้ย สินเชื่อบ้านแลกเงิน สิงหาคม 2564

อัพเดท ดอกเบี้ย สินเชื่อบ้านแลกเงิน สิงหาคม 2564 สำหรับผู้ที่มีหลักทรัพย์ประเภทบ้าน คอนโด หรืออสังหาฯ หลากหลายประเภท ที่ธนาคารพาณิชย์ให้ใช้เป็นหลักประกันได้ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0%    การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยาวนานกว่า 1 ปี ได้ส่งผลกระทบทำให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หลายธุรกิจขาดสภาพคล่อง ผู้คนรายได้ลดลง บางคนหนักสุด คือ ถูกออกจากงาน เพราะกิจการไปต่อไม่ไหว เรียกว่าเดือดร้อนกันทั่วหน้า แต่เชื่อว่าในที่สุดแล้วปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายลง เพียงแต่เราอาจจะต้องอดทนรอเวลาให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติ   ส่วนสำหรับใครที่ต้องการหาเงินมาเพิ่มสภาพคล่อง ด้วยการนำเอาบ้าน คอนโดมิเนียม หรืออาจจะเป็นอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ เช่น อาคารพาณิชย์ หรือที่ดิน ไปขอกู้เงินกับธนาคาร โดยใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน วันนี้เราเอาอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารมาให้เลือกพิจารณา เพื่อเปรียบเทียบว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ประเภท สินเชื่อบ้านแลกเงิน ธนาคารไหนให้เรทได้ดีสุด และคุ้มค่าสุด 1.ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงเทพมีสินเชื่อบัวหลวงพูนผลด้วยการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้กู้ยกเว้นที่ดินและสิทธิการเช่าโดยให้มีระยะเวลาการู้ขั้นต่ำ 3 ปี สูงสุด 10 ปี ผ่อนชำระแบบคงที่ตลอดอายุสัญญา โดยมีการให้กู้ 2 ประเภท ดังนี้ กรณีแสดงวัตถุประสงค์เพื่อต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อซื้ออุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เพื่อการศึกษา เพื่ออุปโภคบริโภค อัตราดอกเบี้ย = MRR-0.625% = 5.325% กรณีเพื่อใช้จ่ายส่วนตัว อัตราดอกเบี้ย​ = MRR+0.375% (6.325%)  หมายเหตุ  -อัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา -เพื่อใช้จ่ายส่วนตัว กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 10 เท่าของเงินเดือนและไม่เกิน 2 ล้านบาท  -เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ กู้ได้ 80% ของราคาประเมินหลักประกัน -ส่วนลด 0.25% ในปีแรกถ้าทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินและระยะเวลาประกันอย่างน้อย 10 ปีหรือเท่ากับระยะเวลาในสัญญากู้ -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 17 มิ.ย. 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ค่าประเมินราคาหลักประกัน 3,210 บาท  -รายละเอียดเพิ่มเติม www.bangkokgbank.com 2.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงไทย มีสินเชื่อ Home for cash ที่สามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้ตามวัตถุประสงค์ โดยมีประเภทสินเชื่อให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ เงินกู้แบบกำหนดระยะเวลา (Term Loan) แบบระยะเวลาผ่อนน้อยกว่า 2 ปี อัตราดอกเบี้ย = MRR (6.22%) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา = 6.22% แบบระยะเวลาผ่อนตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป อัตราดอกเบี้ย = MRR-0.5% (5.72%) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.72% ประเภทสินเชื่อเงินกู้แบบหมุนเวียน (Revolving Loan) อัตราดอกเบี้ยต่อปี = MRR+1.0% (7.22%) หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) >ระยะเวลาผ่อนชำระบ้าน น้อยกว่า 2 ปี: คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 7,300 บาท/เดือน >ระยะเวลาผ่อนชำระบ้าน ตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป: คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 7,100 บาท/เดือน -MRR = 6.22% ต่อปี (ณ 1 เม.ย. 2564) -ระยะเวลาให้กู้ 1 ปี ธนาคารจะพิจารณาต่อสัญญาปีต่อปีให้กับลูกค้าที่มีประวัติชำระดี -เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร -รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อธนาคาร หรือ www.krungthai.com 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช เปลี่ยนบ้านเป็นเงินก้อน เพื่อใช้จ่ายอเนกประสงค์ โดยกู้ 1 ล้านบาทผ่อนเพียงเดือนละ 6,700 ล้านบาท ผ่อนได้นานสูงสุด 30 ปี มีสินเชื่อให้เลือกดังนี้ ​ ประเภทหลักประกัน บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม และห้องชุดพักอาศัย สัดส่วนวงเงินกู้สูงสุด 85% ของราคาประเมิน วงเงินกู้ 300,000 บาท แต่ไม่ถึง 500,000 บาท ทางเลือก 1 อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 = MRR+2.4% (8.45%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี= 8.45% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = 8.45% ทางเลือก 2 ฟรีค่าจดจำนอง อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 = MRR+2.9% (8.95%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 8.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = 8.95% วงเงินกู้ 500,000 บาทแต่ไม่ถึง 1 ล้านบาท ทางเลือก 1 อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 = MRR+1.4% (7.45%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี= 7.45% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = 7.45% ทางเลือก 2 ฟรีค่าจดจำนอง อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 = MRR+1.9% (7.95%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 7.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = 7.95% วงเงินกู้ 1 ล้านบาทแต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือก 1 อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 = MRR (6.05%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี =6.05% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = 6.05% ทางเลือก 2 ฟรีค่าจดจำนอง อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 =MRR+0.5% (6.55%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี =6.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = 6.55% วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือก 1 อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 =MRR-1.75%  (7.8%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี =4.30% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = 5.11% ทางเลือก 2 ฟรีค่าจดจำนอง อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 = MRR-1.4% (7.45%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง = 5.3% หมายเหตุ -เฉพาะลูกค้าที่ซื้อ MRTA/MLTA ตามเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น จึงจะสามารถเลือกรับดอกเบี้ยทางเลือกที่ 2 ได้ (มีรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาสอบถามกับทางธนาคาร) -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 300,000 บาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 300,000 บาทแต่ไม่ถึง 500,000 บาท, ฐานวงเงินกู้ 500,000 บาท สำหรับเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 500,000 บาท แต่ไม่ถึง 1 ล้านบาท, ฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปีในกรณีที่ลูกค้าซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค.63 อัตราดอกเบี้ย MRR=6.05% -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-31 ส.ค.64 โดยจดจำนองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 30 ก.ย.64 -รายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามกับทางธนาคาร หรือติดต่อ www.krungsri.com 4.ธนาคารกสิกรไทย สำหรับธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อบ้านช่วยได้ โดยใช้หลักประกันที่นำมาใช้กู้ได้ ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด อาคารพาณิชย์ ปลอดภาระ ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 30 ปี อายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี ให้วงเงินสูงสุด 90% ของราคาประเมินหลักประกันตามหลักเกณฑ์ของทางธนาคาร มีรายละเอียดดังนี้ สำหรับผู้มีรายได้ประจำ ใช้หลักประกันเป็นที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 7.97% อัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา = MRR+2.0% (7.97%) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (20ปี) = 7.97% สำหรับผู้มีรายได้ประจำ ใช้หลักประกันเป็นที่ดินเปล่า อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 8.97% อัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา =MRR+3.0% (8.97%) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง  (20ปี) = 8.97% สำหรับเจ้าของกิจการ ใช้หลักประกันเป็นที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 7.97% อัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา = MRR+2.0% (7.97%) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (20ปี) = 7.97% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 63 -รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อธนาคาร หรือ www.kasikornbank.com 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคินมีสินเชื่อบ้านกู้เงินด่วน (KKP Home Quick Cash) ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท สูงสุด 20 ปี ยกเว้นห้องชุดคอนโดสูงสุดไม่เกิน 15 ปี มีรายละเอียดดังนี้ ทางเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่ แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย = 4.9% ปีต่อไป อัตราดอกเบี้ย = MLR-1.75% (4.775%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย = 5.1%  ปีต่อไป อัตราดอกเบี้ย = MLR-1.75% (4.775%) หมายเหตุ  1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอ้าง เช่น  อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการที่ให้บริการและเว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่ 18 ส.ค. 63 เท่ากับ 5.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้ โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปีให้ระยะเวลาเอาประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณีรีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปีแรก คิด Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง หากลูกค้า รีไฟแนนซ์หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ทุกกรณี ลูกค้าต้องชำระคืนค่าจดจำนองเพื่อที่ธนาคารเคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท ค่าอาการแสตมป์ ร้อยละ 0.05 ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันภัย เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทประกันที่น่าเชื่อถือใดก็ได้  8.รายละเอียดเพิ่มเติมอื่นติดต่อธนาคาร หรือ https://bank.kkpfg.com 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยมีสินเชื่ออเนกประสงค์เพื่อให้คนมีโฉนดนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ขอสินเชื่อกับทางธนาคารได้โดยไม่จำกัดเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยเท่านั้นแต่ยังรวมถึงโกดังสำนักงานอพาร์ตเม้นท์และอื่นๆแต่การสำรวจครั้งนี้นำเฉพาะสินเชื่อที่ใช้ที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักทรัพย์คำ้ประกันเท่านั้นได้แก่สินเชื่อประเภทมอร์เกจพาวเวอร์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ สำหรับผู้มีรายได้ 30,000 บาท แบบที่ 1ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = MRR-2.61 (4.74%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.74% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.2% แบบที่ 1 ไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = MRR-2.31 (5.04%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 5.04% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.27% สำหรับผู้มีรายได้ 50,000 บาท ทางเลือกที่ 1 แบบที่ 1ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = MRR-2.91% (4.44%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.44% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.12% แบบที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = MRR-2.61% (4.74%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.74% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.20% ทางเลือกที่ 2 แบบที่ 1ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = 4.44% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.44% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.12% แบบที่ 1 ไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = 4.74% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.74% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.20% สำหรับผู้มีรายได้ 100,000 บาท ทางเลือกที่ 1  แบบที่ 1 ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = MRR-3.06% (4.29%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.29% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง =5.08% แบบที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = MRR-3.76% (4.59%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.59% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง =5.16% ทางเลือกที่ 2 แบบที่ 1ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = ​4.29% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.29% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.08% แบบที่ 1 ไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = 4.59%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.59% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.16% ทางเลือกที่ 3  แบบที่ 1ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 =  4.99% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.99% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.21% แบบที่ 1 ไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 = 5.29% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 5.29% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.33% หมายเหตุ  -MRR = 7.35% ประกาศ ณ วันที่ 10 เม.ย. 63 -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ใช้ในการคำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 2ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี เท่านั้น  -รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อธนาคาร หรือ www.cimbthai.com 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านแลกเงิน ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 3 เดือน เฉลี่ย 3 ปีแรก 5.15%ต่อปี  สามารถรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านแลกเงินจากสถาบันการเงินอื่นได้ด้วย วงเงินขั้นต่ำ 500,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000,000 บาท และไม่เกิน 90% ของราคาประเมินธนาคาร มีรายละเอียดดังนี้ แบบสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม MRTA ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1อัตราดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก เดือนหลังจากนั้น 5.55% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.63% = 5.65% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 5.15% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.47% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.88% = 5.4% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 5.4% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.57% ทางเลือกที่ 3 ฟรีค่าจดจำนอง ปีที่ 1​-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.63% = 5.65% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 5.65% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.65% ทางเลือกที่ 4 ปีที่ 1อัตราดอกเบี้ย 0% 3 เดือนแรก เดือนหลังจากนั้น 5.55% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.63% = 5.65% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 5.15% ดอกเบี้ยแท้จริง =  5.47% หมายเหตุ -ฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย,ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์,สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม MRTA, MRR = 6.28% -รายละเอียดติดต่อธนาคาร หรือ https://www.ttbbank.com 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อเปลี่ยนบ้านเป็นเงิน สินเชื่อบ้านคือเงิน My Home My Cash เปลี่ยนบ้านเป็นเงิน ให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนนาน 30 ปี โดยสามารถนำเอาที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ หรือที่ดินเปล่า ซึ่งไม่รกร้างและอยู่ในชุมชนพักอาศัย มาเป็นหลักประกัน มีรายละเอียดดังนี้ 1.แบบลูกค้าทั่วไป ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 100%/100% ปีที่ 1-3 =  MRR+1.65% (7.645%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 7.645% ดอกเบี้ยแท้จริง =  7.645% 2.แบบลูกค้าทั่วไป ฟรีค่าจดจำนอง ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 100%/100% ปีที่ 1-3 =  MRR+2.65% (8.645%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 8.645% ดอกเบี้ยแท้จริง =  8.645% 3.แบบลูกค้าทั่วไป ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 70%/70% ปีที่ 1-3 =  MRR+2.40% (8.395%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 8.395% ดอกเบี้ยแท้จริง =  8.395% 4.แบบลูกค้าทั่วไป ฟรีค่าจดจำนอง ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 70%/70% ปีที่ 1-3 =  MRR+3.40% (9.395%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 9.395% ดอกเบี้ยแท้จริง =  9.395% 5.แบบลูกค้าทั่วไป ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 =  MRR+3.40% (9.395%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 9.395% ดอกเบี้ยแท้จริง =  9.395% หมายเหตุ : 1.อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เท่ากับ 5.995% ประกาศ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 2.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate) คำนวณจากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี 3.อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมีผลในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 – 30 กันยายน 2564 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง 4.กรณีใช้อัตราดอกเบี้ย Credit Life -กรณีใช้อัตราดอกเบี้ย Credit Life 70%/70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70%ของวงเงินกู้ และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำกว่า 10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) และให้ลูกค้า Top up ประกันอัคคีภัยรวมในวงเงินกู้ -กรณีใช้อัตราดอกเบี้ยทำประกัน Credit Life 100%/100% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 100% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 100% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา และให้ลูกค้า Top up ประกันอัคคีภัยรวมในวงเงินกู้ -รับประกันภัยโดย บมจ. เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต หากต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อศูนย์บริการลูกค้า โทร. 1315 (ทุกวัน เวลา 8.00-20.00 น.) หรือ fwd.co.th ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง -ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่องให้ทำประกันเท่านั้น ทั้งนี้การพิจารณาขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันของบริษัทประกันภัย -รายละเอียดติตต่อธนาคาร หรือ 9.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินชื่ออเนกประสงค์ (UOB Cash to Home) แบบวงเงินกู้มีกำหนดระยะเวลา โดยยื่นคำขอสินเชื่อ ตั้งแต่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.64 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใจวันที่ 29 ต.ค.64 มีรายละเอียดสินเชื่อดังนี้ แบบทำประกันชีวิต* ปีที่ 1-2 =  4.99% ปีที่ 3 = MRR-2.36% (4.99%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.99% ดอกเบี้ยแท้จริง** =  5.89% แบบทำประกันชีวิต ปีที่ 1-2 =  5.10% ปีที่ 3 = MRR-2.25% (5.10%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 5.10% ดอกเบี้ยแท้จริง** =  5.93% หมายเหตุ *อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ผ่านธนาคารยูโอบี -ทุนประกันเต็มวงเงินกู้และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปีหรือ -ทนุ ประกันขั้นต่ำ​ 80% ของวงเงินกู้และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ **อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่ออเนกประสงค์วงเงิน 1 ล้านบาทอายุสัญญา 15 ปีMRR = 7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ย ที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้า แต่ละราย ​ -กรณไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​​​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้จะมีค่าปรับ​ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง​ (เฉพาะวงเงินสินเชื่ออื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น -การอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย​ MRR ปัจจุบันเท่ากับ 7.35% ตอ่ ปี/MOR ปัจจุบันเท่ากับ ​ 6.80% ต่อปี (ตามประกาศธนาคาร​ ณ วันที่ 1 เม.ย. 64) อนึ่งธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตรา​ MRR/MOR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้ -อัตราคา​ธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ​ๆ เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้ และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าค้ำประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิตเลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาศภัย เลขที่ ว.00020/2546) ทำหน้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลทำสัญญา​ประกันชวีติ/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น​ รับประกันชีวิต​โดยบริษัท​ พรูเด็นเชียลประกันชีวิต​ (ประเทศไทย) จำกัด​ (มหาชน), รับประกันวินาศภัย โดย บริษัท​ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ​, บริษัท ​แอกซ่า ประกันภัย จำกัด ​(มหาชน) และบริษัท เอ็มม เอส ไอ จีประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรม​ธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง -รายละเอียดติตต่อธนาคาร หรือ https://www.uob.co.th 10.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือ LH Bank มีสินเชื่อบ้านเพิ่มเงิน Happy Home  For Cash ให้สินเชื่อวงเงินกู้สูงสุด 80% ระยะเวลากู้สูงสุดถึง 30 ปี ซึ่งบ้านที่นำมาค้ำประกัน ทั้งบ้านหมดภาระหรือผ่อนอยู่ก็กู้ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 = MRR-2.75% (4.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.60% ดอกเบี้ยแท้จริง = 5.30% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 = MRR-2.25% (5.10%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 5.10% ดอกเบี้ยแท้จริง = 5.68% หมายเหตุ -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุด 80% ของราคาประเมินหลักประกัน** -วงเงินกู้เริ่มต้น 1.0 ล้านบาท และราคาประเมินหลักประกัน (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.0 ล้านบาท หรือ (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.5 ล้านบาท (โครงการจัดสรรทุกโครงการ) -อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขดังกล่าว สำหรับหลักประกันที่ได้รับการจัดสรรทุกโครงการในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ยกเว้น ที่ดินว่างเปล่า, อาคารพาณิชย์ -ระยะเวลาการกู้สูงสุด 30 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 65 ปี(สูงสุด)* -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ วันที่ 14 เม.ย. 63) และใช้การผ่อนชำระค่างวดปกติที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย*** -ลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อต้องมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ พร้อมทั้งสมัคร Retail Internet Banking (RIB) หรือ Mobile Banking หรือ Promptpay กับธนาคารอย่างใดอย่างหนึ่ง -ทราบผลอนุมัติเบื้องต้นภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ธนาคารได้รับใบสมัครสินเชื่อพร้อมเอกสารประกอบครบถ้วน -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ยและโปรโมชั่น(มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติและเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน 2564 -รายละเอียดติตต่อธนาคาร หรือ https://www.lhbank.co.th 11.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสินมีสินเชื่อ บ้านแลกเงิน วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท ผ่อนสูงสุด 25 ปี โดยมีรายเอียดสินเชื่อดังนี้ ประเภททำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1 = MRR-2.0% (4.245%) ปีที่ 2 = MRR-1.5% (4.745%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป = MRR-0.5% (5.745%) ประเภทไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 = MRR-1.5% (4.745%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป = MRR-0.5% (5.745%) หมายเหตุ -MRR = 6.245% ต่อปี ตั้งแต่ 25 พ.ค.63 เป็นต้นไป -อัตราดอกเบี้ยเฉพาะวงเงินกู้ระยะยาว -รายละเอียดติตต่อธนาคาร หรือ https://www.gsb.or.th     ที่มา : Reviewyourliving รวบรวม                  
ROH ระดมทุนผ่านกองทรัสต์ GROREIT  พร้อมซื้อ “รอยัล ออคิด เชอราตัน” คืนใน 5 ปี

ROH ระดมทุนผ่านกองทรัสต์ GROREIT พร้อมซื้อ “รอยัล ออคิด เชอราตัน” คืนใน 5 ปี

ROH ระดมทุนผ่านกองทรัสต์โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน GROREIT - REIT Buy Back กองแรกของไทย เพื่อมีโอกาสกลับมาซื้อธุรกิจโรงแรมคืน เผยมูลค่ากองทรัสต์ 4,500 ล้านบาทยังน้อยกว่าศักยภาพการสร้างรายได้ของโรงแรม ยืนยันซื้อคืนโรงแรมภายใน 5 ปีข้างหน้าตามเงื่อนไข   นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงแรม รอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการระดมทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) ทั้งนี้ GROREIT มีมูลค่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งจะลงทุนซื้อกรรมสิทธิ์ (Freehold) ของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของโรงแรมถึง 718 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้ทำการประเมินโรงแรมดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีความจำเป็นต้องเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินเพื่อดำเนินธุรกิจในช่วงสถานการณ์การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการปิดเมือง ดังนั้น หากเปรียบเทียบมูลค่ากองทรัสต์ที่เสนอขายและโอกาสการสร้างรายได้ของโรงแรมในอนาคต ประเมินว่า โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ยังเป็นโรงแรมที่มีศักยภาพสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทอีกมาก โดยบริษัทมีสัญญาที่จะกลับมาซื้อโรงแรมคืนภายในระยะเวลา 5 ปี   สำหรับกอง GROREIT มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทรัสต์และจัดจำหน่าย เป็น REIT ประเภทพิเศษลักษณะการลงทุนระยะสั้นกว่า REIT ปกติทั่วไป คือไม่เกิน 5 ปี ซึ่ง บลจ.วรรณได้ออกโครงสร้างการลงทุนที่น่าสนใจ โดยจะให้ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนที่ประมาณ 8% ต่อปี (IRR) เมื่อบริษัทกลับมาซื้อโรงแรมคืน โดยก่อนหน้านั้นระหว่างปีผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้ เงินปันผลประมาณ 6% ต่อปี   นายศานิต กล่าวเพิ่มเติมว่า  ทางเลือกของการระดมทุนรูปแบบ REIT  Buy Back  ถือเป็นโอกาสที่ดีของบริษัท ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การระดมทุนรูปแบบใหม่ที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้มีออกมา เพื่อเป็นช่องทางในการระดมทุนสำหรับเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจโรงแรม คือไม่ใช่การขายขาด โดยบริษัทยังมีโอกาสกลับมาซื้อที่ดินและโรงแรมคืนได้ เพียงแต่การระดมทุนแบบ REIT เป็นแผนระดมทุนระยะสั้นที่บริษัทจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ แต่ในแผนระยะยาว บริษัทยังคงเตรียมการกลับมาซื้อโรงแรมคืนแน่นอน เพราะเปรียบเทียบมูลค่าที่บริษัทระดมทุนผ่านกองทรัสต์กับอนาคตการสร้างรายได้ของโรงแรมนั้น การซื้อคืนย่อมดีกว่าในแง่ของการดำเนินธุรกิจ เพราะโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากกว่า  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์ “เชอราตัน” ในเครือ Marriott International หรือดำเนินแผนการเจรจาขายหุ้นให้กับนักลงทุนต่อจากที่ได้เคยเจรจาไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเพียงแค่เฉพาะมูลค่าที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ปัจจุบันก็อยู่ที่ประมาณ 3,000-3,200 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่า ภาคท่องเที่ยวของไทยยังคงเป็นแผนระยะแรกที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญ ประกอบกับความก้าวหน้าและการเร่งฉีดวัคซีนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ได้ช่วยลดความกังวลว่าการระบาดจะรุนแรงได้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมของไทย ให้มีแนวโน้มที่จะกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง   ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม มีความเชื่อมั่นว่าภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้ภาคบริการของประเทศจะสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้เร็ว หากรัฐบาลเร่งนำเข้าวัคซีนประสิทธิภาพสูงปูพรมฉีดให้แก่ประชาชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน​หมู่ ในระดับที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เหมือนเช่นในต่างประเทศบางประเทศที่ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มฟื้นแล้ว   บริษัทพยายามหาแนวทางเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้  โดยโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน มีจุดเด่นในเรื่องทำเลที่ตั้งที่ดีเยี่ยม อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอยู่ตรงข้ามไอคอนสยาม ย้อนหลังไป 4 ปีก่อนเกิดการระบาดของโรค คือปี 2559-2562  โรงแรมมีศักยภาพการสร้างรายได้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ประมาณ 863 ล้านบาท 893 ล้านบาท 1,030 ล้านบาท และ 1,075 ล้านบาท ตามลำดับ  โดยมีอัตราการเข้าพักของโรงแรมอยู่ในระดับเฉลี่ยเกิน 80% นั่นเป็นเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้บริษัทมีแนวทางชัดเจนในการซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ในระยะ 5 ปีข้างหน้านับจากนี้ ตามเงื่อนไขการระดมทุน ซึ่ง​ GROREIT วางแผนเปิดเสนอขาย IPO จนถึง 9 กรกฎาคมนี้  
แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น  ผนึกกลุ่ม IHG เพิ่มพอร์ตห้องพัก  บริหารโรงแรม-รีสอร์ทอีก 5 แห่ง

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ผนึกกลุ่ม IHG เพิ่มพอร์ตห้องพัก บริหารโรงแรม-รีสอร์ทอีก 5 แห่ง

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น  ผนึกกลุ่ม IHG เดินหน้าบริหารโรงแรมและรีสอร์ทเพิ่มอีก 5 แห่ง รวมกว่า 1,200 ห้องพัก ในกรุงเทพฯ และพัทยา ลุยธุรกิจท่องเที่ยวไทย มั่นใจ​อนาคตยังสดใส พร้อมเสริมพอร์ตห้องพักให้ AWC เพิ่มเป็น 10,136 ห้อง   บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ได้ลงนาม กับกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป (IHG) จำนวน 5 ฉบับ เพื่อร่วมมือและบริหารโรงแรมและรีสอร์จำนวน 5 แห่ง ในจังหวัดกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา รวมห้องพักกว่า 1,200 ห้อง ​   โดยข้อตกลงด้านอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ครอบคลุมโครงการพัฒนาโรงเเรมหรูที่เพิ่งสร้างใหม่แห่งเเรกในเยาวราชอย่าง โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ (โครงการเวิ้งนครเกษม) และอีก 2 โครงการในเยาวราชและพัทยา ซึ่งมีห้องพักรวม 629 ห้อง รวมถึงยังครอบคลุมอีก 2 โรงแรมภายใต้แบรนด์คิมป์ตัน นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC) เปิดเผยว่า โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ (โครงการเวิ้งนครเกษม) มีกำหนดเปิดตัวในปี 2569 ซึ่งเป็นโรงเเรมหรูที่มีห้องพักจำนวน 332 ห้อง ตั้งอยู่ในโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งมีอีก 2 โรงเเรมบูทีค และห้องพักระยะยาวแบบมีเซอร์วิส พื้นที่รีเทล รวมถึงร้านค้าปลีก 1 แห่ง  ที่ถือว่าเป็นร้านค้าปลีกใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ  ภายในโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เเบงค็อก ไชน่าทาวน์ จะมีห้องอาหาร 3 แห่ง บาร์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส รวมทั้งพื้นที่จัดการประชุม 8 ห้อง บนพื้นที่รวมกว่า 1,382 ตารางเมตร "ข้อตกลงดังกล่าวยังครอบคลุมโรงเเรมสไตล์บูทีค ซึ่งปรับโฉมพื้นที่จากอาคารพาณิชย์สี่ชั้นแบบดั้งเดิมเป็นโรงแรมขนาด 63 ห้องพัก พร้อมร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ และอีกหนึ่งแห่งเป็นห้องพักระยะยาวแบบมีเซอร์วิสจำนวน 105 ห้อง ภายใต้แบรนด์ อินเตอร์คอนดิเนนตัล เรสซิเดนซ์" นอกจากนี้ การร่วมมือกับกลุ่ม IHG ยังรวมถึงการบริหารและพัฒนาโรงแรมอีกหนึ่งแห่งในเมือง พัทยา ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2566 ตั้งอยู่ในย่าน Aquatique ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นศูนย์รวมกิจกรรมความบันเทิงและไลฟ์สไตล์อันประกอบด้วยโรงแรม ร้านค้าปลีกและร้านอาหาร และพื้นที่จัดการประชุม ด้วยห้องพักและห้องสวีท 224 ห้อง ห้องอาหาร 4 แห่ง บาร์บนชั้นดาดฟ้า สระว่ายน้ำ สปา และห้องประชุม 6 ห้องบนพื้นที่ใช้สอยกว่า 670 ตารางเมตร   โครงการเหล่านี้จะนำเสนอสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นตลอดจนส่งมอบประสบการณ์เฉพาะสุดพิเศษ ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าให้กับชุมชน สังคมองค์รวม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย รองรับทั้งนักธุรกิจและนักเดินทางเพื่อการพักผ่อน "การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลให้ AWC มีห้องพักเพื่อให้บริการเพิ่มขึ้นถึง 1,109  ห้อง จากเดิม 9,027, ห้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 10,136 ห้องพัก" นางวัลลภา กล่าวอีกว่า ​AWC ยังมีความเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย จะมีอนาคตที่สดใสในระยะยาว จึงเดินหน้าวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายความร่วมมือกับกลุ่ม IHG ครั้งนี้ที่จะเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอ ส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจควบคู่กับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ในวงกว้างมากขึ้น พร้อมช่วยเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยในการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มระดับกลางถึงระดับสูงซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตอันใกล้ โดยมีเป้าหมายที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริการระดับสากล   "เราเชื่อมั่นว่าการผสานพลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่างกลุ่ม IHG จะทำให้เราเดินหน้าร่วมกันยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความแข็งแกร่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาชื่นชมโครงการคุณภาพของประเทศไทย"   สำหรับ อินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ จะเป็นโรงแรมในเครืออินเตอร์คอนติเนนตัลแห่งที่ 3 ของกลุ่ม IHG ในกรุงเทพฯ และเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับเวิ้งนครเกษม หนึ่งในย่านเก่าแก่ที่สุดในเมือง ในขณะเดียวกันเรากำลังหารือร่วมกับ AWC เกี่ยวกับโรงแรมอีกสองแห่งในข้อตกลงของเรา ในพื้นที่กรุงเทพฯ และพัทยา   ทั้งนี้ กลุ่ม IHG ​วางแผนเพิ่มพอร์ตโฟลิโอในประเทศไทยเป็น 2 เท่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า และการลงนามร่วมกันเหล่านี้แสดงถึงทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งของ IHG ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   เพื่อขยายการให้บริการและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และทำให้แบรนด์ในเครือ IHG เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย   โดยข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมืออันยาวนานระหว่าง AWC และ IHG เพื่อบริหารจัดการห้องพักมากกว่า 1,200 ห้องทั่วประเทศไทย รวมถึงโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง 306 ห้องที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 ซึ่งส่งเสริมการเป็นพันธมิตรระหว่าง AWC และ IHG ในฐานะแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับด้านการจัดการ มาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย แพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายทั่วโลกที่แข็งแกร่งและกว้างขวาง ตลอดจนแคมเปญการขายและทีมงานมืออาชีพที่ดึงดูดใจลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ   ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งสำหรับ IHG โดยมีโรงแรม 32 แห่งจาก 8 แบรนด์ในประเทศและอีก 33 แห่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ การเซ็นสัญญาครั้งใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของบริษัทที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยให้เติบโต 50% รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในทุกแบรนด์ในเครือ ภายในประเทศ    
ตลาดออฟฟิศ-โรงแรมในกรุงเทพฯ Q1  บทสรุป ยังบาดเจ็บจากพิษโควิด-19

ตลาดออฟฟิศ-โรงแรมในกรุงเทพฯ Q1 บทสรุป ยังบาดเจ็บจากพิษโควิด-19

สรุปภาพรวมตลาดอาคารสำนักงานและตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ ไตรมาส 1 ปี 2564 ยังต้องเผชิญความท้าทาย และปัจจัยลบจากโควิด-19 ออฟฟิศให้เช่าซัพพลายเพิ่ม-ดีมานด์ลด เหลือพื้นที่กว่า 23,500 ตารางเมตร ขณะที่ตลาดโรงแรมอัตราเข้าพักลดต่ำเหลือ 19.9%   หลังจากผ่านไปหนึ่งปีเต็มภายใต้แรงกดดันทางการเงินที่เกิดจากโควิด-19 และสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ พบว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับภาวะซัพพลายที่กลับเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากการลดพื้นที่ของผู้เช่า ส่วนตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ มีอัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก ซัพพลายออฟฟิศเหลือกว่า 2.3 หมื่นตร.ม. ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจากผู้เช่าพิจารณาใช้พื้นที่ลดลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายและมีการใช้นโยบายให้พนักงานบางส่วนทำงานจากที่บ้าน แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี พบว่า ปริมาณพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ในไตรมาสแรกของปี 2564 เพิ่มขึ้น 25,000 ตารางเมตร เป็น 9.26 ล้านตารางเมตร จากอาคารดับบลิวเอชเอ ทาวเวอร์ (WHA Tower) ในย่านบางนา – ตราด โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งในอาคารเป็นการใช้พื้นที่ของเจ้าของอาคารเอง ซึ่งทำให้ซัพพลายในย่านนี้คิดเป็นเพิ่ม 13% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา และในย่านดังกล่าวมีอัตราการใช้พื้นที่สำนักงานโดยรวมอยู่ที่ 80.4% ณ ไตรมาส 1 ปี 2564   ในด้านการใช้พื้นที่สำนักงานที่เพิ่มขึ้นใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2564 นั้น แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี พบว่า ถึงแม้ว่าจะมีความต้องการใหม่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่มีการขยายตัว แต่ตัวเลขโดยรวมนั้นติดลบ 23,521 ตารางเมตร ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้เช่าบางรายในอาคารสำนักงานเกรดบีในย่านใจกลางธุรกิจย้ายสำนักงานไปยังทำเลนอกใจกลางย่านธุรกิจ ที่มีค่าเช่าต่ำกว่าและลดขนาดพื้นที่ไปในตัว อย่างไรก็ตาม ตลาดอาคารสำนักงานเกรดเอที่อยู่นอกใจกลางย่านธุรกิจยังคงแข็งแกร่งโดยเป็นตลาดย่อยเพียงตลาดเดียวที่มีการใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้  ส่งผลให้อัตราการใช้พื้นที่โดยเฉลี่ยทั้งตลาดลดลง 0.5% มาอยู่ที่ 90.1% จาก 90.6% ในไตรมาสก่อนหน้า   นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ หัวหน้าแผนกพื้นที่สำนักงาน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีนับจากนี้  คาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่สำนักงานใหม่กว่า 1.3 ล้านตารางเมตรที่จะแล้วเสร็จในกรุงเทพฯ   ขณะที่ย้อนดูอดีตที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปีตั้งแต่ช่วงปี 2553 ถึง 2563 ที่พื้นที่สำนักงานเพิ่มขึ้น 1 ล้านตารางเมตร  ซึ่งซัพพลายใหม่ดังกล่าวจะสร้างแรงกดดัน ทั้งในด้านอัตราการใช้พื้นที่และอัตราค่าเช่าในตลาดสำนักงานของกรุงเทพฯ ซีบีอาร์อียังคาดการณ์ว่าอัตราค่าเช่าในตลาดอาคารสำนักงานโดยรวม อาจจะไม่มีการเติบโต ยกเว้นอาคารสำนักงานเกรดเอรุ่นใหม่ ที่มีอัตราการใช้พื้นที่มากกว่า 90% ซึ่งค่าเช่ายังคงเติบโตได้อยู่ อัตราเข้าพักโรงแรม Q1 เหลือ 19.9% นายอรรถกวี ชูแสง หัวหน้าแผนกธุรกิจโรงแรม ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในไตรมาสแรก ปี 2564 มีเพียง 20,172 คน ต่ำกว่าในไตรมาส 1 ปี 2563 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 6.7 ล้านคนอย่างเห็นได้ชัด  เนื่องจากปี 2563 ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ก่อนเกิดโควิด ต่างจากในปี 2564 นี้   ปีนี้จึงถือเป็นอีกปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับตลาดโรงแรมทั่วประเทศ   นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ลดการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 3 ล้านคน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 5.5 ล้านคน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีน้อยมาก  อัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยของโรงแรมในกรุงเทพฯ ลดลงเหลือ 19.9% ในไตรมาส 1 ปี 2564 จาก 54.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับ 22.1% ในเดือนมีนาคม 2564  นอกจากนี้ รายได้เฉลี่ยต่อวันจากห้องพักที่ขายได้ (ADR) ในกรุงเทพฯ ก็ลดลงจาก 3,209 บาทในไตรมาส 1 ปี 2563 เป็น 2,106 บาท เนื่องจากโรงแรมมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าในประเทศและมีการเสนอโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงอัตราการเข้าพักให้กลับคืนมา จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่เริ่มในเดือนเมษายน 2564 นั้นจะส่งผลให้ผลประกอบการของโรงแรมในกรุงเทพฯ ในไตรมาสที่ 2 อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงมีอยู่ โรงแรมใหม่หลายแห่งจึงตัดสินใจที่จะชะลอแผนการเปิดตัวออกไป โดยในไตรมาส 1 ปี 2564 มีโรงแรมใหม่เพียงแห่งเดียวที่เปิดให้บริการ ซึ่งทำให้จำนวนห้องพักของโรงแรมในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 141 ห้อง มาเป็น 51,239 ห้องโดยรวม    
ชาญอิสสระ  แตกไลน์ 2 ธุรกิจ “เวลเนส-คริปโตฯ”  พร้อมขนบ้าน-คอนโดหั่นราคา 50%

ชาญอิสสระ แตกไลน์ 2 ธุรกิจ “เวลเนส-คริปโตฯ” พร้อมขนบ้าน-คอนโดหั่นราคา 50%

ชาญอิสสระ วาง 3 แนวทางรับมือโควิด-19 ทั้งการรัดเข็มขัด จัดทีมให้มีประสิทธิภาพ และพัฒนาโครงการคุณภาพ รับเรียลดีมานด์คนต้องการซื้อบ้าน พร้อมแตกไลน์สู่ธุรกิจใหม่ “เวลเนส” ขน 40-50 ยูนิตโปรเจ็กต์บลูไดมอนด์นำร่อง เล็งศึกษาธุรกิจ “คริปโตเคอเรสซี” เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ลุยตลาดอสังหาฯ ต่อ ขนบ้าน-คอนโด ลดราคา 50%   นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายใต้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทต้องใช้บริหารจัดการธุรกิจด้วยนโยบายสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ 2.การสร้างทีมในการบริหารธุรกิจแต่ละฝ่ายให้มีประสิทธิภาพและไม่มีขนาดที่ใหญ่เกินไป รวมถึงการนำระบบหรือเครื่องมือที่สามารถช่วยการบริหารและดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมาใช้ และ 3.การพัฒนาโครงการให้มีคุณภาพ ในระดับราคาที่เหมาะสม การทำบ้านดีมีคุณภาพที่ดี อย่างไรก็ขายได้ ที่ผ่านมาบริษัทพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ ซึ่งลูกค้ามีความต้องการบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่ยุติธรรม ขยายธุรกิจเวลเนส-คริปโตเคอเรนซี สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้ นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจหลัก ในด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งรูปแบบคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และโรงแรมแล้ว ในปีนี้บริษัทยังมองหาโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ ซึ่งสามารถเสริมกับธุรกิจหลักได้ด้วย  โดยจะเริ่มทดลองทำการตลาดธุรกิจเวลเนส (Wellness) ด้วยรูปแบบ Wellness Serviced Condo ซึ่งเป็นบริการเสริมให้กับลูกค้าที่ซื้อห้องของโครงการบลูไดมอนด์ ที่อยู่ภายในโครงการทิวทะเลเวิลด์ ชะอำ-หัวหิน ซึ่งลูกค้าจะได้รับบริการพิเศษด้านสุขภาพ (Wellness Service Package) จากโรงแรมศรีพันวา อาทิ การตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 2 ปี การประสานงานกับโรงพยาบาล การให้บริการห้องพยาบาลส่วนกลาง  บริการรองรับและช่วยเหลือเบื้องต้น เป็นต้น เบื้องต้นจะนำคอนโดมาทดลอง 40-50 ยูนิต หากประสบความสำเร็จ อาจจะขยายการให้บริการด้านสุขภาพไปในโครงการอื่น ๆ บริษัท รวมถึงการเพิ่มรูปแบบและการให้บริการด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้นด้วย ​   นอกจากนี้ ยังมองโอกาสในการขยายธุรกิจคริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) ​หรือ สินทรัพย์ดิจิทัล โดยจะนำเอาโครงการของบริษัท 1-2 โครงการ เข้ามาดำเนินการซื้อขาย หรือมาผสมผสานการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และโอกาสในการเข้าไปดำเนินการ คาดว่าน่าจะเห็นความชัดเจนได้ในอีก 4-5 เดือนข้างหน้านี้   สำหรับปีนี้บริษัทยังไม่มีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ แต่จะทำการตลาดและขายโครงการที่เปิดดำเนินการมาก่อนหน้า อาทิ โครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่  โครงการอิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 (Issara Residence Rama 9) ,โครงการบ้านอิสสระ บางนา (Baan Issara Bangna) ปัจจุบันโครการอิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 มียอดขายไปแล้วกว่า 70% จากจำนวนบ้านสร้างเสร็จทั้งโครงการ 20 ยูนิต  และโครงการบ้านอิสสระ บางนา มียอดขายกว่า 60% ของเฟสที่เปิดขาย จำนวน 25 ยูนิต ดึงดีมานด์ต่างชาติกระตุ้นตลาด นายสงกรานต์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ว่าถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการทั้งในแง่การขาย การตลาด จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ แนวราบอย่างบ้านเดี่ยว ผู้อยู่อาศัยที่มีกำลังซื้อจะมองหาบ้านเดี่ยวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต มากกว่าการเลือกซื้อคอนโด​ ซึ่งถือเป็นโอกาสให้ดีเวลอปเปอร์ที่มีสินค้าพร้อมขายอยู่ในมือได้รับอานิสงค์เพิ่มขึ้น   ทั้งนี้ จะเห็นว่าแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเข้ามากระทบต่อตลาดอสังหาฯ โดยจะ กระทบหนักในส่วนของตลาดระดับกลางลงไป เพราะกำลังซื้อถดถอยอย่างมาก แต่หากภาครัฐมีการ  แก้มาตรการทางกฎหมายในการเปิดทางให้ชาวต่างชาติ  สามารถซื้ออสังหาฯ บ้านแนวราบระดับราคา 10 – 15 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมขยายสัดส่วนการซื้อคอนโดเป็น  70 – 80 % ของโครงการ รวมถึงขยายสิทธิการเช่าจาก 30 ปี เป็น 40-50 ปี ก็ถือเป็นอีกโอกาสสำคัญที่จะช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาฟื้นตัวได้เร็วต่อไป   นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่า ​ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบนี้นับว่าเป็นรอบที่รุนแรงมาก ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทุก ๆ ภาคธุรกิจ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไหร่ จากรอบแรกที่ประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่ก็ยังต้องกลับมาเผชิญอีกครั้ง ดังนั้นภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัว และควรดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ต่างชาติสามารถเข้ามาซื้ออสังหาฯ ไทยได้มากขึ้น เพราะกำลังซื้อของคนไทยลดลง จึงต้องอาศัยกำลังซื้อจากต่างชาติ เพื่อกระตุ้นตลาด​ มองว่าประเทศไทยต้องเร่งนำวัคซีนเข้ามาเพื่อฉีดให้ประชาชนให้มากที่สุด แม้วัคซีนอาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ 100% แต่ก็สามารถช่วยสร้างความมั่นใจพลิกฟื้นความเชื่อมั่น หนุนการบริโภค การลงทุน ภาคท่องเที่ยวและบริการกลับมาเป็นบวก จะช่วยพลิกเศรษฐกิจประเทศฟื้นคืนกลับมาได้ ขนบ้าน-คอนโด หั่นราคา 50% ในช่วงกลางปีนี้ ชาญอิสระ เตรียมกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายในช่วงกลางปี ด้วยการจัด​แคมเปญใหญ่ “Mid Year Sale ทุกโครงการลด 50%” ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม โรงแรม เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้มีโอกาสเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพ ในราคาและเงื่อนไขที่จับต้องได้ อีกทั้งยังเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับลูกค้าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งแต่ละโครงการได้นำเสนอโปรโมชั่น ​ อาทิ โครงการดิ อิสสระ เชียงใหม่ จัดโปรฯ มอบส่วนลด 50% 1 ห้องนอน 35 ตร.ม. โครงการ บลูไดมอนด์ ชะอำ-หัวหิน ลดทันที 50% หรือจะเป็นคอนโดฯ ใจกลางเมือง โครงการ ดิ อิสสระ สาทร จัดโปรฯ ลดเงินดาวน์ 50%โครงการ อิสสระ เรสซิเดนส์ พระราม 9 ​เมื่อซื้อบ้านหลังแรก หลังที่สองลดราคา 50%” ซึ่งแคมเปญจะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นี้   โดยภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะเติบโตด้วยดีทั้งด้านยอดขายและรายได้ เนื่องจากโครงการต่าง ๆ ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะทำผลประกอบการได้มากกว่าปีที่ผ่านมาเป็นเท่าตัว แม้ว่าธุรกิจโรงแรมจะได้รับผลกระทบบ้างจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่จากการฉีดวัคซีนที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีโครงการแซนบ็อกซ์ ที่มีเป้าหมายจะฉีดวัคซีนให้ได้ 80% ของจำนวนประชากรในจังหวัด เพื่อเปิดให้มีการท่องเที่ยวได้ จังคาดว่าจะส่งผลทำให้โรงแรมของบริษัทมีอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นได้ถึง 50-60% และตลาดท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ด้วย   ในส่วนของภาคธุรกิจโรงแรมนั้น ยอมรับว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมารอบแรก จนถึง ปัจจุบัน ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมได้รับผลกระทบหนักสุด ที่ผ่านมาโรงแรมหลายแห่งได้ประกาศหยุด  ดำเนินการไปบ้างแล้ว  โดยในส่วนของโรงแรมในเครือของบริษัทฯ ทั้งโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต โรงแรม บาบาบีช    คลับ นาใต้ และโรงแรมบาบาบีช คลับ หัวหิน ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาได้มีการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจ และปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด โดยในส่วนของภูเก็ตเองขณะนี้พนักงานได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเชื่อว่าหากเร่งการ วัคซีนให้ดำเนินการอย่างทั่วถึง และภูเก็ตมีการออกมาตรการคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัดอย่างเคร่งครัด  เน้นสร้างความเป็นเมืองสะอาดและปลอดภัย ก็จะเริ่มเห็นภาคการท่องเที่ยวในส่วนของภูเก็ตกลับมาฟื้นตัวได้  ภายในปลายปีนี้ทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ      
‘สิงห์ เอสเตท’  รายได้รวมลด 40% หลังขาย NVD  แต่ใช้เงินยังทำกำไร 70 ล้าน

‘สิงห์ เอสเตท’ รายได้รวมลด 40% หลังขาย NVD แต่ใช้เงินยังทำกำไร 70 ล้าน

สิงห์ เอสเตท ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2564 มีรายได้รวม 1,306 ล้าน ลดลง 40%  สาเหตุตัด “เนอวานา” ออกจากงบการเงินรวม และธุรกิจโรงแรมยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19  แต่ยังมีกำไรสุทธิ 70 ล้าน จากการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ได้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจร่วมทุน   บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S รายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีรายได้รวม 1,306 ล้านบาท ลดลง  40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้รายได้รวมดังกล่าวแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจที่พักอาศัย (Residential development)  486 ล้านบาท, ธุรกิจอาคารสำนักงาน (Commercial) 249 ล้านบาท, ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) 544 ล้านบาท, และธุรกิจอื่น ๆ 27 ล้านบาท   อนึ่ง การลดลงของรายได้รวม 40% มีสาเหตุหลักจากธุรกิจโรงแรมที่ยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด และการตัดบริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) (“NVD”) ออกจากงบการเงินรวมของสิงห์ เอสเตท หลังจากธุรกรรมการขายเงินลงทุนใน NVD แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 อย่างไรก็ดี ปัจจัยหน่วงทั้งสองรายการถูกชดเชยบางส่วนด้วยรายได้จากโครงการ สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส มูลค่าราว 360 ล้านบาท และรายได้เดือนมีนาคม 2564 ของ FS JV Co., Ltd. (“FS JV”) ซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมในสหราชอาณาจักรจำนวน 26 แห่ง ห้องพักรวม 2,886 ห้อง ภายใต้แฟรนไชส์แบรนด์ Mercure นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.​สิงห์ เอสเตท​ เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ผลประกอบการธุรกิจที่พักอาศัยยังคงเป็นไปด้วยดี การรับรู้รายได้และยอดโอนกรรมสิทธิ์เป็นไปตามคาดการณ์ โดยรายได้กว่า 74% มาจากโครงการ สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส สำหรับโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 ยังคงมีการส่งมอบห้องชุดต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างสิงห์ เอสเตท กับฮ่องกง แลนด์ จึงทำให้รับรู้ผลประกอบการของโครงการภายใต้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าจำนวน 99 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจอาคารสำนักงาน สิงห์ เอสเตท สามารถปล่อยเช่าพื้นที่และต่อสัญญากับผู้เช่าเดิมที่สัญญาเช่าหมดอายุได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราปล่อยเช่าเฉลี่ยโดยรวมขยับขึ้นสู่ระดับ 90% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 อย่างไรก็ดี การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 ยังคงกดดันผลประกอบการของธุรกิจโรงแรม แต่สิงห์ เอสเตท ตระหนักถึงโอกาสในการลงทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจและลดผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ในเวลาเดียวกัน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 กลุ่มสิงห์ เอสเตท ได้เพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายเดียวใน FS JV ซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมในสหราชอาณาจักรจำนวน 26 แห่ง ห้องพักรวม 2,886 ห้อง ภายใต้แฟรนไชส์แบรนด์ Mercure ที่ผ่านมา FS JV สามารถสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และช่วยจัดพอร์ตโรงแรมให้สมดุลขึ้นโดยการลดผลกระทบด้านฤดูกาล เนื่องจากมีฤดูกาลท่องเที่ยวที่แตกต่างจากโรงแรมส่วนใหญ่ของกลุ่มสิงห์ เอสเตท นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดให้เดินทางภายในประเทศได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และยกเลิกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดทั้งหมดในเดือนมิถุนายน ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญให้ FS JV ซึ่งมีฐานลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ ฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป “ด้วยศักยภาพโรงแรมส่วนใหญ่ในพอร์ตของ FS JV ผนวกกับมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของรัฐบาลท้องถิ่นที่จะบังคับใช้ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้การเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มเติมใน FS JV ที่มูลค่ารายการ 13.75 ล้านปอนด์ในครั้งนี้ มีความเหมาะสมทั้งในด้านทรัพย์สิน เงื่อนเวลา และราคาที่เข้าลงทุน นอกจากนี้สิงห์ เอสเตท เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า FS JV จะเป็นทรัพย์สินชิ้นสำคัญที่ไม่ได้เป็นแค่แหล่งรายได้ใหม่เพื่อชดเชยรายได้จาก NVD ที่หายไปเท่านั้น แต่จะสามารถสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมั่นคง”     อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้า 99 ล้านบาท จากการส่งมอบห้องชุดโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 ตลอดจนรายการทางบัญชีอื่นๆ ที่ถูกบันทึกตามมาตรฐานการบัญชี สามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ สิงห์ เอสเตท พลิกรายงานกำไรสุทธิ 70 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ซึ่งเป็นการรายงานกำไรครั้งแรกหลังจากรายงานผลขาดทุนสุทธิ 3 ไตรมาสต่อเนื่อง
แกรนด์ แอสเสท  อ้อนรัฐเร่งรัดฉีดวัคซีน ห่วงเศรษฐกิจพังลายแสนล้าน​

แกรนด์ แอสเสท อ้อนรัฐเร่งรัดฉีดวัคซีน ห่วงเศรษฐกิจพังลายแสนล้าน​

“แกรนด์ แอสเสท” วอนให้รัฐบาลเร่งรัดจัดหาวัคซีนประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพงให้เพียงพอ พร้อมจัดการฉีดวัคซีนให้ประชาชนโดยเร่งด่วน ห่วงความเชื่อมั่นการลงทุนจากต่างชาติ และเศรษฐกิจเสียหายหลายแสนล้านบาท   นายวิทวัส วิภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อยากให้รัฐาลเร่งจัดหาวัคซีนประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพงมาให้บริการอย่างเพียงพอ และบริหารจัดการฉีดวัคซีนโดยเร่งด่วน เพราะการฉีดวัคซีนที่เพียงพอและรวดเร็วเท่านั้นที่จะลดจำนวนและควบคุมการแพร่ระบาดได้ นอกจากนี้ ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย  เพราะล่าสุด มีความกังวลมากขึ้น จากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทะลุหลักพันรายต่อวัน  เป็นระยะเวลาต่อเนื่องเกินครึ่งเดือนแล้ว สถานการณ์ของภาคธุรกิจในขณะนี้ คงต้องฝากความหวังไว้กับความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งธุรกิจโรงแรมของบริษัท ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ยังคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังสำหรับบริษัทมีการร่วมทุนกับนักธุรกิจต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ซึ่งต้องการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย แต่ยังคงมองถึงความพร้อมในการฉีดวัคซีนของประเทศไทย ให้ได้ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นสำคัญ แต่ปัจจุบันยังมีความล่าช้าและมีจำนวนไม่เพียงพอ โดยขณะนี้ประเทศไทยมีการจัดหาวัคซีนครอบคลุมเพียง 45% ของจำนวนประชากรเท่านั้น  ​หากภาครัฐมีการฉีดวัคซีนล่าช้า จะส่งผลอย่างมากต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายแสนล้านบาท รัฐบาลจึงควรมีการบริหารจัดการให้ดีขึ้น เร่งรัดการจัดซื้อและอนุญาตนำเข้าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงราคาไม่แพงให้เพียงพอ รวมทั้งเร่งรัดระยะเวลาในการฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้นด้วย นายวิทวัส กล่าวอีกว่า ​ภาคการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานสูงถึงกว่า 4  ล้านคน โดยการว่างงานจะเป็นปัญหาระยะยาวต่อเศรษฐกิจของประเทศ การฉีดวัคซีนได้มากและเร็ว จะช่วยให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น มีตัวอย่าง เช่น ประเทศอิสราเอล ที่ควบคุมการแพร่ระบาดดีขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้เกือบ 100% ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน  ทำให้ผู้ป่วยใหม่ลดลงรวดเร็ว และสามารถยกเลิกสวมหน้ากากอนามัยได้   ขณะที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมโรค สามารถเดินทางระหว่างกันแบบไม่ต้องกักตัวในรูปแบบ ทราเวล บับเบิลได้แล้ว และพบว่ามีการจองเที่ยวบินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมถึงฮ่องกงและสิงคโปร์  ที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างกันในเดือนพฤษภาคมนี้  ซึ่งประเทศไทยควรเร่งดำเนินการในเรื่องวัคซีนเพื่อสร้างความมั่นใจ และทำให้สามารถเปิดเดินทางระหว่างประเทศได้เช่นกัน   ส่วนความคืบหน้าของธุรกิจผลิตและส่งออกถุงมือยาง ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตแรก ซึ่งคืบหน้าไปอย่างมาก และมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ตามแผนที่วางไว้  โดยบริษัทยังมีออเดอร์จากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง​​ จึงถือว่าเป็นการปรับตัวทางธุรกิจ เพื่อรับกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทมากขึ้น
ORIGIN NEXT LEVEL การเดินหน้าสู่ Top5 ผู้นำในทุกธุรกิจ

ORIGIN NEXT LEVEL การเดินหน้าสู่ Top5 ผู้นำในทุกธุรกิจ

เพียงระยะเวลา 10 กว่าปี บริษัทเล็ก ๆ อย่างบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 10 ล้านบาท ในปี 2552 ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ ติดอันดับ Top 10 ด้วยขนาดสินทรัพย์เมื่อสิ้นปี 2563 ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 33,693 ล้านบาท   มีมูลค่าโครงการที่พัฒนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 125,278 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการเติบโตเร็วมาก เมื่อเทียบกับบรรดารุ่นพี่ในวงการ ซึ่งหลายแห่ง มีอายุการดำเนินธุรกิจที่มากกว่า 10 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างขนาดองค์กร และพัฒนาโครงการได้มากเท่ากับออริจิ้นแห่งนี้   ความสำเร็จของ ออริจิ้น เกิดขึ้นจากฝีมือการบริหารงานของ “พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่สามารถนำกลยุทธ์การบริหารธุรกิจต่าง ๆ มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ให้สามารถก้ามข้ามภาวะการแข่งขัน ปัจจัยลบ และความเสี่ยงทางธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างดี เห็นได้จากตัวเลขของปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ภาวะตลาดอสังหาฯ ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่หลายคนมองว่าเป็นผลกระทบที่รุนแรงมากที่สุด นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาตลอดหลายปี แต่ออริจิ้นยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัท ที่สามารถสร้างผลงาน ทั้งด้านรายได้และกำไรเติบโต โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา ออริจิ้น สามารถทำรายได้รวม 11,114 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียม 7,100 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 6,200 ล้านบาท  มียอดโอนรวม 15,086 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการร่วมทุน 5,216 ล้านบาท ขณะที่ปีที่ผ่านมามียอดขาย 25,774 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 120% โดยผลประกอบการปี 2563 มีกำไรสุทธิ 2,662 ล้านบาท วางเป้าทุกธุรกิจติด Top5 จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ทำให้ ออริจิ้น ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อการก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ ที่ไม่ใช่แค่ติดอันดับ Top10 แต่เป้าหมายคือการก้าวสู่ผู้นำ Top5 ในแต่ละกลุ่มธุรกิจของบริษัท ที่ปัจจุบันมีหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโด โรงแรม และธุรกิจบริการ ซึ่งปีนี้และในอนาคต ยังได้วางแผนขยายไปยังธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ต่อยอดและเชื่อมโยงเกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างรายได้และทำกำไรกลับคืนมาในอนาคตอีกด้วย   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า บริษัทใช้เวลาประมาณ 10 ปีก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดคอนโด ติดอันดับ Top 3 ขณะที่บ้านเดี่ยวได้ใช้เวลา 3 ปีในการเป็นผู้นำตลาด ซึ่งปีนี้เปิดโครงการมูลค่าประมาณ​ 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวสู่ผู้นำตลาด Top5 ในด้านการเปิดโครงการ และคาดว่าในระยะเวลา 2-3 ปีนับจากนี้ ออริจิ้นน่าจะเป็น Top5 ในด้านยอดขายและยอดโอนในกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร เราทำ Business Expansion มันเกินกว่าคำว่า Diversify เราจะโฟกัสแต่ละธุรกิจ สร้างให้แต่ละผลิตภัณฑ์ติดอันดับ Top5 หรือ Top10  2 กลยุทธ์ “ORIGIN NEXT LEVEL” หลังจากปีที่ผ่านมา ออริจิ้น สามารถสร้างรายได้และกำไรเติบโตจนเป็นที่น่าพอใจ ในปี 2564 จึงได้วางนโยบายการดำเนินธุรกิจให้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง  ซึ่งในปีนี้​ ออริจิ้น ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ORIGIN NEXT LEVEL” ด้วยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าแบบครบวงจรในทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยการนำความรู้ที่ได้รับตลอดปี 2563 มาใช้ภายใต้ 2 แกนหลัก ได้แก่ 1.Next Level of Business Expansion ขยายธุรกิจทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกด้วยทำเลใหม่ (New Location) แบรนด์ใหม่ (New Brand) กลุ่มธุรกิจใหม่ (New Business) ความร่วมมือใหม่ (New Collaboration) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่ (New Target Segmentation) 2.Next Level of Living Solutions การสร้างสรรค์ทั้งฟังก์ชั่นใหม่ (New Function) และบริการใหม่ (New Services) ในบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนยุค Now Normal ไปจนถึง Next Normal วันนี้เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย เรามองตัวเองสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสินค้าและบริการต่อยอดไปได้อย่างต่อเนื่อง หรือ Beyond Property เพื่อตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชั่นตลอดช่วงชีวิตของเขา เพิ่ม 3 ธุรกิจใหม่จับทุกโอกาสทางการตลาด ปัจจุบัน ออริจิ้น มี 4 ธุรกิจหลักที่บริหารอยู่ ประกอบด้วย ธุรกิจคอนโด บ้านจัดสรร โรงแรม และธุรกิจบริการ ในปีนี้ เพื่อต่อยอดและสร้างระบบนิเวศ เชื่อมโยงกันทั้งหมด และสร้างรายได้เพิ่ม จึงได้ขยายไปยังธุรกิจใหม่อีก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) โดยในปีนี้ได้จัดตั้งบริษัท ออริจิ้น เฮลท์แคร์ จำกัด ซึ่ง ออริจิ้น ถือหุ้น 76% และพันธมิตรที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพถือหุ้น 24% เพื่อดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม โดยมีแผนเปิดคลินิคเสริมความงาม ภายใต้แบรนด์ “Cheva Plus” สาขาเมอคิวรี่ พื้นที่ 200 ตารางเมตร โดยตั้งเป้าจะขยายครบ 10 สาขาภายในปี 2566 อีกทั้งยังมีแผนเปิดให้บริการศูนย์สุขภาพ 2 แห่ง ในทำเลรามอินทรา ขนาด 240 เตียง มูลค่าการลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งคาดจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 และทำเลบางนา คาดจะเปิดให้บริการปี 2565 รวมถึงยังขยายตลาดไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่มธุรกิจเสริมความงาม กลุ่มศูนย์บริการสุขภาพ กลุ่มแพลทฟอร์มให้บริการสุขภาพออนไลน์และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับพันธมิตรด้านเฮลท์แคร์ต่าง ๆ เพื่อเสริมบริการ  อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรด้านโรงพยาบาลเสมือนจริง (Virtual Hospital) และมอบบัตร Origin Samitivej Club เข้ามาบริการตรวจสุขภาพ ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการบำบัด วิทยาศาสตร์การกีฬา ในโครงการที่อยู่อาศัย หรือเป็น Hospital at Home อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ยังคงจับมือกับโรงพยาบาลใกล้เคียงแต่ละโครงการ (Local Hospital) เช่น โรงพยาบาลสินแพทย์ อำนวยความสะดวกอีกทางหนึ่งให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงมี Let’s Relax เข้ามาให้บริการสปาผ่อนคลายสุขภาพ   บริษัทยังได้จับมือกับศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบ สภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน และสวางคนิเวศ เพื่อดำเนินการ Senior Living Lab ศึกษาวิจัยสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน และยกระดับการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับคนกลุ่มดังกล่าว 2.กลุ่มธุรกิจศูนย์โลจิสติกส์ (Logistic Center) ดำเนินกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ ภายใต้การร่วมทุนกับบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD คาดว่าจะเปิดเผยแผนธุรกิจร่วมกันได้ในวันที่ 21 เมษายน 2564 ซึ่งเบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างคลังสินค้าในอีก 1-2 เดือนจากนี้ บนทำเลบางนา กม. 22 ขนาด 62,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาท คาดจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงกลางปี 2565 เป็นต้นไป 3.กลุ่มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company หรือ AMC) นำรากฐานองค์ความรู้และความพร้อมในเครือบริษัท มาต่อยอดสู่การดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์อย่างเข้มแข็งและครบวงจร ร่วมกันบริหารทรัพย์สินรอการขาย (NPA) และสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ โควิด-19 โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้บริโภค การคัดกรองทรัพย์ การพัฒนาโครงการ การรีโนเวท การขาย การตลาด มาเพิ่มมิติในการดูแลผู้บริโภคและมิติการเติบโตสู่อีกระดับของเครือ คาดว่าจะเปิดเผยแผนธุรกิจและพันธมิตรได้เร็วๆ นี้ เปิดตัว 4 คอนโดแบรนด์ใหม่ ครบทุกเซ็กเมนต์ ในจำนวนโครงการคอนโดที่ได้วางแผนเปิดตัวในปีนี้ ออริจิ้น มีแผนเปิดโครงการแบรนด์ 4 แบรนด์ เพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ให้ครอบคลุมทุกเจเนอเรชั่น  ได้แก่ 1.ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) เจาะตลาดกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำสตาร์ทอัพของตัวเอง โดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะกับคนกลุ่มดังกล่าว 2.บริกซ์ตัน (Brixton) แบรนด์ราคาเข้าถึงง่าย สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Affordable Niche) คอนเซ็ปต์แต่ละโครงการ อาจเจาะลูกค้าแตกต่างกันไป เช่น เจาะกลุ่มนักศึกษา-คนทำงานใกล้มหาวิทยาลัย (Campus) เจาะกลุ่มคนรักสัตว์ (Pet Lover) 3.แฮมป์ตัน (Hampton) แบรนด์คอนโดเจาะตลาดนักลงทุนโดยเฉพาะ โดยมีสิทธิพิเศษและการันตีผลตอบแทนแก่ผู้ซื้อ นำร่องในศรีราชาและระยอง 4.ออริจินอล (Original) คอนโดสำหรับเจาะตลาดผู้สูงอายุ (Silver Age) ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยในปีนี้จะพัฒนาโครงการวัน ออริจิ้น สนามเป้า (One Origin Sanampao) เป็นโครงการอาคารสำนักงาน ขนาดพื้นที่กว่า 56,100 ตารางเมตร ติด BTS สนามเป้า ซึ่งพร้อมตอบโจทย์ความต้องการอาคารสำนักงานในฝั่งกรุงเทพฯ ตอนเหนือที่ยังคงขยายตัวได้ดี เชื่อมั่นว่าสินค้าและบริการของเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชั่นในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต สรุปไฮไลท์ทางการเงิน ออริจิ้น ปี 2564 -เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ 20 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ มูลค่า 10,400 ล้านบาท และคอนโด 9,600 ล้านบาท -วางเป้าหมายสร้างยอดโอน 12,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 4,000 ล้านบาท และคอนโด 8,800 ล้านบาท -เป้าพรีเซล 29,000 ล้านบาท -เป้าหมายรายได้ 14,000 ล้านบาท เติบโต 26% จากปี 2563 -ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่า 35,834 ล้านบาท รับรู้ต่อเนื่องถึงปี 2567 รับรู้ในปีนี้ 14,410 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงร่วมทุนมูลค่า 5,000 ล้านบาท และเฉพาะของออริจิ้น 9,410 ล้านบาท ​ -วางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท สำหรับการขยายธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขาย 8,000 ล้านบาท และขยายธุรกิจใหม่ ๆ อีก 2,000 ล้านบาท  
ตลาดคอนโดภูเก็ตโดนซึมยาว คาดดีมานด์ฟื้นตัวหลังปี 65

ตลาดคอนโดภูเก็ตโดนซึมยาว คาดดีมานด์ฟื้นตัวหลังปี 65

ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวของไทย ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก ในการเป็นจุดหมายปลายทาง ของชาวต่างชาติสำหรับการเดินทางมาพักผ่อนหรือพักอาศัยระยะยาว หนึ่งในนั้นคือ จังหวัดภูเก็ต   เพราะถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความครบถ้วน ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะการมีสนามบินนานาชาติ ทำให้ภูเก็ตได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆออกมารองรับจำนวนมาก ที่ผ่านมาตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดภูเก็ตจึงมีระดับราคาสูงติดอันดับต้น ๆ ของไทย   แต่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดภูเก็ตได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะพึงพากลุ่มชาวต่างชาติเป็นหลัก จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้  ตลาดอสังหาฯ ในภูเก็ตจึงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงปัจจุบัน ที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระรอกใหม่ ซึ่งผลกระทบได้ซ้ำเติมตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น แต่จะมากน้อยแค่ไหนนั้น ทางไนท์แฟรงค์ ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ตลาดอสังหาฯ ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมในภูเก็ต ปี 2563 ผ่านมา และมองถึงแนวโน้มปี 2564 ว่าจะมีทิศทางใด   นายณัฎฐา คหาปนะ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสำนักงานไนท์แฟรงค์ ภูเก็ต บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ภูเก็ตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่สุดแห่งจุดหมายปลายทางแห่งเอเชีย มีศักยภาพพร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยวและการลงทุน จากการที่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในแต่ละปีส่งผลให้ธุรกิจอสังหาฯ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มมองหาคอนโดเพื่อซื้อเก็บไว้พักผ่อนในช่วงที่เดินทางมาท่องเที่ยว และบางรายลงทุนหารายได้โดยการปล่อยเช่าในช่วงที่ไม่ได้เข้าพัก   ด้วยเหตุนี้ธุรกิจอสังหาฯ ในภูเก็ตจึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะมองว่ากำลังซื้อหลักคือกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และนอกจากนี้ก็ยังมีนักลงทุนชาวไทยให้ความสนใจเช่นกัน โครงการคอนโดที่เปิดขายในภูเก็ต จะเปิดขายในลักษณะการให้อัตราผลตอบแทนค่าเช่า โดยโครงการจะมีการนำเชนโรงแรมต่าง ๆ มาบริหารโครงการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับโครงการ และจากอัตราผลตอบแทนค่าเช่าที่ได้รับ ทำให้ภูเก็ตเป็นสถานที่น่าสนใจในการซื้อคอนโดเพื่อการลงทุน หากแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ ทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตหยุดชะงักและซบเซา เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจของภูเก็ตขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงส่งผลให้ธุรกิจอสังหาฯ ในภูเก็ตได้รับผลกระทบโดยตรง ถึงแม้ว่ายังมีคนไทยเข้ามาท่องเที่ยวแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจในภูเก็ตกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีคอนโดที่เปิดขายใหม่โดยผู้ประกอบการเชื่อว่านักท่องเที่ยวและนักลงทุนยังคงมีความต้องการคอนโดอยู่มาก หากสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ โปรเจ็กต์เปิดใหม่เหลือแค่ 1,862 ยูนิต ช่วงปลายปี 2563 จำนวนคอนโดในภูเก็ตมีจำนวนทั้งสิ้น 26,096 ยูนิต มีจำนวนเปิดขายใหม่เพียง 1,862 ยูนิต จากโครงการคอนโดทั้งหมด 7 โครงการ ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเปิดขายใหม่ในช่วงก่อนปี 2559 ซึ่งเปิดขายเฉลี่ยต่อปี  1,700-2,000 ยูนิต และจะเห็นว่าจำนวนเปิดขายในปีนี้ลดลงจากปี 2562 ถึง  65.97% จากที่เปิดขายจำนวน 5,471 ยูนิต  ลดลงเหลือเพียง 1,862 ยูนิต ในปี 2563 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มีผลต่อความต้องการซื้อที่ลดลง  ผู้ประกอบการจึงชะลอการเปิดตัวโครงการ อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ เริ่มกังวลในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ทำให้มีการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อในการพัฒนาโครงการ  ในสถานการณ์นี้ ผู้พัฒนาโครงการจึงระงับการเปิดขายโครงการไปก่อน   จำนวนคอนโดที่เปิดขายใหม่ในปี 2563 โดยส่วนใหญ่เปิดขายใหม่ในบริเวณหาดลายันถึง 59% รองลงมาได้แก่ บริเวณหาดป่าตอง 22% และหาดในทอน 13%  และบริเวณหาดไม้ขาว เป็นหาดที่มีคอนโดเปิดขายใหม่จำนวนน้อยที่สุดเพียง  6% ของจำนวนทั้งหมด หาดไม้ขาวเป็นพื้นที่ทางตอนเหนือของภูเก็ตที่ยังไม่เป็นที่นิยมกันมาก เนื่องจากไกลจากสิ่งอำนวยความสะดวกหากเทียบกับหาดอื่น ๆ ส่งผลให้หาดไม้ขาวยังมีพื้นที่เหลืออีกค่อนข้างมาก ดึงเชนบริหารโครงการสร้างดีมานด์ ในปี 2563 มีจำนวนคอนโดที่ขายได้แล้วทั้งสิ้น 19,761 ยูนิต จากจำนวนทั้งหมด 26,096 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายได้ ​75.7% อัตราการขายปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 73.4% มีจำนวนยูนิตขายเหลือทั้งหมดประมาณ 6,335 ยูนิต จำนวนยูนิตคอนโด ที่ขายได้ใหม่ในปี 2563 มีจำนวนยูนิตขายเพียง 1,966 ยูนิต ซึ่งจำนวนยูนิตขายลดลงจากปี 2562 ที่มีจำนวนยูนิตขายอยู่ที่ 4,036 ยูนิต ซึ่งหากพิจารณาจะเห็นว่าจำนวนยูนิตขายลดลงจากปีก่อนหน้า อันเนื่องมาจากขาดกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่เป็นกำลังซื้อหลักเพราะไม่สามารถเดินทางเข้ามายังประเทศได้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ภูเก็ตได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นด้านท่องเที่ยว แรงงาน หรือแม้กระทั่งธุรกิจอสังหาฯ ก็ซบเซาไปด้วย และมีโครงการคอนโดบางโครงการที่ต้องหยุดการขายหรือมีจำนวนยูนิตขายที่ต่ำ และไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถานบันการเงินได้   ขณะนี้สถาบันการเงินยังค่อนข้างที่จะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อในการพัฒนาโครงการคอนโด  และมีบางโครงการที่ได้ทำการหยุดการขายเพื่อรอดูสถานการณ์ เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคือกลุ่มลูกค้าหลักที่ซื้อคอนโดในภูเก็ต ในอดีตกลุ่มผู้ซื้อคอนโดเกือบ 100% เป็นนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด  แต่ในปัจจุบันกลุ่มผู้ซื้อคอนโดในภูเก็ตมีความหลากหลายมากขึ้น โดยกลุ่มผู้ซื้อ 90% ส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวต่างชาติ และมีนักลงทุนคนไทยมองเห็นช่องทางในการลงทุนในด้านอสังหาฯ จึงมีกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นคนไทยเพิ่มมา 10% ซึ่งชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดในภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย จีน ฮ่องกง และสิงค์โปร์ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ซื้อสัญชาติอื่น ๆ อีก ได้แก่ ชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน แคนนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกา ชาวยุโรปและชาวตะวันออกกลาง โครงการคอนโดที่ยังมียอดขายต่อเนื่องส่วนใหญ่ จะมีมาตรฐานของคอนโด ที่เทียบเท่าได้กับโรงแรม 4-5 ดาว การนำเชนโรงแรมมาบริหารเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อ โดยให้ผลตอบแทนกับผู้ซื้อในระยะเวลา 3-5 ปี ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนสนใจที่จะซื้อคอนโด  เพราะนอกจากจะมีรายได้จากการปล่อยเช่าแล้วยังสามารถเข้าพักได้ถึง 30-45 วัน ต่อปีอีกด้วย คอนโดลดราคากระตุ้นยอดขาย ราคาเสนอขายเฉลี่ยของคอนโดในภูเก็ต ช่วงปลายปี 2563 คอนโดที่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 192,758 บาทต่อตารางเมตร ราคาขายปรับตัวลดลงจากปี 2562 ในอัตรา 0.4% โดยในปี 2562 ราคาเสนอขายคอนโดที่เห็นวิวทะเล มีราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ 193,590 บาทต่อตารางเมตร ส่วนราคาเสนอขายคอนโดที่เห็นวิวทะเลบางส่วนปี 2563 มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 99,745 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลงจากปี 2562 ในอัตรา 6.8% ซึ่งมีราคาเสนอขายเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 107,000 บาทต่อตารางเมตร และคอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาเสนอขายในปี 2563 เฉลี่ยอยู่ที่ 76,184 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลงในอัตรา 3.9% จากปี 2562 ซึ่งราคาเสนอขายคอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเลมีราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ 79,300 บาทต่อตารางเมตร   จะเห็นได้ว่าราคาขายปรับตัวลดลงจากปี 2562 อันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปเกือบทั้งหมดไม่สามารถเดินทางมาได้ เป็นผลทำให้ยอดขายคอนโดลดลงไปมาก ผู้ประกอบการจึงยอมปรับลดราคาลงเพื่อดึงดูดผู้ซื้อหรือนักลงทุนให้กลับมาลงทุน และใช้วิธีการขายผ่านทางออนไลน์หรือตัวแทนขาย (Agency) ในต่างประเทศช่วยเป็นตัวโปรโมทโครงการ เพื่อผลักดันให้ยอดขายไปต่อได้ ทำให้การซื้อ-ขายคอนโดในส่วนต่างประเทศยังคงมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก โดยผู้ซื้อจะเป็นชาวต่างชาติที่เคยมาท่องเที่ยวในภูเก็ต พอมีการปรับราคาลงจึงได้ตัดสินใจซื้อ คอนโดในภูเก็ตฟื้นตัวหลังปี 2565 ตลาดคอนโดในภูเก็ตปี 2564 คาดว่ายังคงชะลอตัวและได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาเที่ยวได้ ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ขยับตัว เพราะภูเก็ตไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลัก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ผู้ประกอบการยังคงชะลอการเปิดโครงการออกไปก่อนในช่วงนี้ และรอดูสถานการณ์การเปิดโครงการในช่วงครึ่งปีหลังอีกครั้ง แนวโน้มของการลงทุนจะเป็นโครงการขนาดเล็ก และอาจจะเป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นในภูเก็ต โดยคาดว่าเศรษฐกิจภูเก็ตในปี 2564 ยังคงซบเซายาวไปถึงต้นปี 2565 ซึ่งเศรษฐกิจภูเก็ตอาจจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี และการฟื้นตัวน่าจะกลับมาเพียง 50% ของนักท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะชาวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ทั้งหมด   กลุ่มผู้ซื้อหลักที่คาดการณ์จากนี้น่าจะเป็นกลุ่มชาวจีน และรัสเซีย แต่ยุโรปอาจจะต้องรอไปอีกสักระยะจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลาย ซึ่งคอนโดที่ชาวต่างชาติกลุ่มนี้จะซื้อนั้น จะเป็นอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยเป็นบ้านหลังที่สองมากกว่าการลงทุน เพราะมองว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ มีมาตรฐานระบบการดูแลรักษาพยาบาลการควบคุมโรคระบาดที่ดี ในส่วนของนักลงทุนคนไทยยังชะลอการลงทุนในด้านอสังหาฯ ในภูเก็ต เนื่องจากรอให้ชาวต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาเที่ยว จึงจะเริ่มลงทุน โดยภาพรวมอสังหาฯ ในภูเก็ตจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งหลังปี 2565 ตามแนวโน้มของการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ          
วีรันดา  เปิดโมเดลใหม่ ต่อยอดแบรนด์เพิ่มรายได้เติบโต 2 ดิจิต

วีรันดา เปิดโมเดลใหม่ ต่อยอดแบรนด์เพิ่มรายได้เติบโต 2 ดิจิต

วีรันดา เปิดโมเดลธุรกิจใหม่ ปั้น วีรันดา คอลเลคชัน สู้วิกฤตโควิด-19 หวังต่อยอดแบรนด์สร้างรายได้ จากการรับบริหารโรงแรม ตั้งเป้าประเดิมบริหารโรงแรม 2 แห่งในปี 64 สร้างรายได้เติบโต 2 หลัก   ประมาณกลางเดือนธันวาคม 2563 บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแห่งใหม่ “เวอโซ หัวหิน วีรันดา คอลเลคชัน” (VERSO Hua Hin – a Veranda Collection) ในรูปแบบรีสอร์ทขนาดเล็กด้วยจำนวนห้องพัก 39 ห้อง ถือเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่ออกมารองรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   สำหรับ “เวอโซ หัวหิน วีรันดา คอลเลคชัน” ถือเป็นแบรนด์ใหม่ ที่อยู่ภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่ กับการพัฒนาโรงแรมที่อยู่ในกลุ่ม “วีรันดา คอลเลคชัน” ซึ่งอาจจะไม่ใช่โมเดลใหม่ เพราะมีการใช้โมเดลนี้มาแล้ว อาทิ เครือแมริออท แต่เป็นโมเดลที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยมสูง เนื่องจากมีจุดดีในเรื่องของความยืดหยุ่น ในด้านการพัฒนาและการบริหาร รวมถึงการใช้ประโยชน์จากแบรนด์ที่ถูกนำมาใช้เป็นนามสกุล ให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้เพิ่ม นายวีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เหตุผลที่บริษัทได้นำโมเดลนี้มาใช้ เนื่องจากมองเห็นว่าแบรนด์วีรันดา เป็นแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า เพราะหากดูจากผลประกอบการช่วงที่ผ่านมาในปีนี้ ถือว่าทำได้ดีกว่าผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นภาวะที่ประเทศเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงถือว่าเป็นจังหวะที่ดีที่บริษัทจะเปิดตัวธุรกิจในโมเดลใหม่ ​   สำหรับความน่าสนใจของโมเดลธุรกิจโรงแรม ภายใต้นามสกุล วีรันดา คอลเลคชัน คือ 1.ความรวดเร็วและความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจ การพัฒนาโรงแรมในรูปแบบดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องหาที่ดินแปลงใหญ่ ที่ต้องใช้พื้นที่ 8-15 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการขนาด 150 ห้อง แต่โมเดลนี้สามารถเริ่มต้นการพัฒนาได้ตั้งแต่ที่ดินขนาด 3 ไร่ เพื่อการพัฒนาโครงการขนาด 30 ห้องได้   นอกจากมีความยืดหยุ่นในเรื่องของขนาดโรงแรมและการลงทุน ยังมีความยืดหยุ่นในทำเลที่ตั้งที่จะพัฒนาได้ โดยไปในทำเลที่บริษัทยังไม่มี หรืออาจจะมีแล้วแต่ไปในพื้นที่ห่างไกลออกมา โดยทำเลที่บริษัทมองไว้มีทั้งทำเลใหม่และทำเลเดิม เช่น จังหวัดกระบี่ ภูเก็ต พังงา นครราชสีมา และเชียงใหม่ 2.รูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย ในโมเดลธุรกิจนี้ บริษัทสามารถเลือกการลงทุนได้หลากหลาย ไม่ว่าการลงทุนพัฒนาโดยบริษัทเอง การร่วมลงทุนกับเจ้าของโรงแรมเดิม ด้วยการเข้าไปปรับปรุงและรีแบรนด์ใหม่ ภายใต้นามสกุล วีรันดา คอลเลคชัน หรือการเข้าร่วมบริหารโรงแรม ซึ่งจะมีความแตกต่างจากการรับบริหารของเชนโรงแรมจากเชนชั้นนำ เพราะบริษัทสามารถเข้าไปร่วมพัฒนา ปรับปรุง หรือรีแบรนด์ภายใต้คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ วีรันดา คอลเลคชัน แต่ยังคงชื่อโรงแรมเดิมไว้   ​นายวีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อเข้าร่วมลงทุนหรือบริหารโรงแรมอื่นมากขึ้น เพราะจะทำให้สามารถขยายธุรกิจไปยังในทำเลที่บริษัทไม่มี หรืออาจจะมีแต่อยู่ในอีกทำเลที่มีศักยภาพได้ ซึ่งสิ่งที่บริษัทดำเนินการมากกว่าการบริหารโรงแรมทั่วไป คือ การเข้าร่วมลงทุนในส่วนการปรับปรุงหรือรีแบรนด์ให้กับเจ้าของโรงแรม ประมาณ 5-20 ล้านบาท เพราะในปัจจุบันธุรกิจโรงแรมหากจะขอสินเชื่อจากธนาคาร ถือว่ามีความเป็นไปได้ยาก ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสถานการณ์นี้ เราต้องหาโมเดลใหม่ ในการใช้แบรนด์ของเราให้เกิดประโยชน์ เพื่อหารายได้ หรือมาร์จิ้นเพิ่ม โดยปี 2564 ตั้งเป้ามีโรงแรมบริหารอย่างน้อย 2 แห่ง อาจจะเปิดดำเนินการเลยหรือเซ็นสัญญาไว้ก่อนก็ได้ “เวอโซ หัวหิน วีรันดา คอลเลคชัน” ถือเป็นตัวอย่างในการขยายสาขาเอง ภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าได้มองเห็นภาพตัวอย่าง เป็นตัวแทนของแบรนด์ วีรันดา คอลเลคชัน ซึ่งจะเห็นขนาดของโรงแรม ดีไซน์ และระดับราคา ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะได้เห็นความเป็นวีรันดา แต่ไม่ใช่วีรันดา 100% แบรนด์เวอโซ เป็นการรวมคำของ Veranda กับ SO เข้าด้วยกัน ซึ่งเวอโซ มีความหมายถึง ด้านหน้าซ้ายของหนังสือ ​เพราะมองว่าเป็นอีกหนึ่ง Page ของบริษัท ที่อยากให้คนรู้จัก และเราคงต้องตั้งทีมเพื่อไปแอคไควร์โรงแรมใหม่ ๆ เข้ามาในอนาคต ขณะที่ปีหน้าบริษัทน่าจะกลับมาเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก      
5 เหตุผล ซิซซา กรุ๊ป ลุยตลาดสุขภาพและความงาม

5 เหตุผล ซิซซา กรุ๊ป ลุยตลาดสุขภาพและความงาม

ต้องยอมรับว่า คนยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเอง อาจเป็นเพราะการเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูง และเป็นเพราะวิทยาการความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์  ซึ่งทำให้สามารถดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรค รวมถึงการที่คนยุคปัจจุบันมีอายุที่ยืนยาวขึ้น  จึงจำเป็นต้องรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง    เทรนด์ดังกล่าวทำให้ บรรดาดีเวลลอปเปอร์หันมาขยายธุรกิจด้านสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งรูปแบบโรงพยาบาล เวลเนส สปา หรือศูนย์สุขภาพ ซึ่งมีทั้งแยกธุรกิจออกมาโดยเฉพาะ และการนำเอาธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้รวมเข้าไว้ในโครงการที่อยู่อาศัยประเภทต่าง ๆ   ซิซซา กรุ๊ป (CISSA GROUP) คือ หนึ่งในผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โรงแรม และวิลล่า การให้บริการรับเหมากก่อสร้าง และเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาฯ เพื่อการลงทุน ในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและพังงามานานกว่า 15 ปี มีมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ได้หันมาลุยธุรกิจด้านสุขภาพและความงามด้วยเช่นกัน  โดยการร่วมมือกับ วี พลาส เมดิคัล กรุ๊ป (V PLAST MEDICAL GROUP) จัดทำโครงการนาใต้ เมดิคอล เซ็นเตอร์ แอนด์ รีสอร์ต (Natai Medical Center & Resort) มูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท นายอรรถนพ พันธุกำเหนิด  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งสร้างคุณค่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้กับนักลงทุน ซึ่งโครงการนาใต้ฯ เป็นการพัฒนาเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญด้านการดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการพิจารณาเข้าพักในโรงแรมที่มีการดูแลด้านสุขอนามัยอย่างจริงจัง ภายหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   การลงทุนพัฒนาโครงการของ ซิซซา กรุ๊ป ยังมองเห็นเทรนด์และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเวลเนส และเมดิคัล ทัวร์ลิซึม ที่จะสร้างมูลค่ามหาศาลในอนาคต ซึ่งมี 5 เหตุผลสำคัญที่เข้ามาดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม คือ 1.ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานชาติอันดับ 2 ของโลก ประเทศไทยได้รับการยอมรับ ในการรับมือและจัดการการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับ 2 ของโลก จากจำนวน 184 ประเทศทั่วโลก จากการจัดอันดับขององค์กร Global Covid-19 (GCI) ทำให้การลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลเพื่อสุขภาพ ความงาม และโรงแรมเพื่อการท่องเที่ยวในยุค New Normal เป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีความน่าสนใจ มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง 2.ประเทศไทย คือ Medical Hub ของโลก รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวทางการแพทย์ของโลก (Thailand Medical Hub) โดยใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (ปี 2560-2569) พร้อมกับให้การสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว และมาตรการควบคุมโรค ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อ ที่ต้องการสถานที่ปลอดภัยจากโรคระบาด สถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และสถานที่พักผ่อนระดับเอ๊กซ์คลูซีฟ  3.ธุรกิจเวลเนสมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ ภาพรวมอุตสาหกรรมเวลเนสของโลกโลก เป็นธุรกิจมีขนาดใหญ่ มีมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐ ซึ่งในธุรกิจเวลเนสดังกล่าว มีที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจำนวนมากมาย อาทิ ธุรกิจการรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรักษาแบบเฉพาะบุคคล และระบบสาธารณสุข มีมูลค่าตลาด 575,000 ล้านเหรียญ ตลาดการบริโภคเพื่อสุขภาพ โภชนการและการลดน้ำหนัก มีมูลค่า 702,000 ล้านเหรียญ และกิจกรรมทางการภาพ มีมูลค่า 828,000 ล้านเหรียญ เป็นต้น 4.กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีการใช้จ่ายสูง   ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล/คลินิกโดยเฉลี่ย สำหรับการทำศัลยกรรมความงามในภูเก็ต เกือบ 2 เท่าของค่ารักษาพยาบาล โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 150,000 บาท สำหรับการใช้บริการในโรงพยาบาล  และค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 80,000 บาท สำหรับการใช้บริการในคลินิก   โดยมีระยะเวลาการเข้าพักโดยเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวการแพทย์ในภูเก็ตประมาณ 12 วันสำหรับการทำศัลยกรรมและประมาณ 5 วันสำหรับเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งกลุ่มผู้หญิงเข้ามาใช้บริการเกือบ 93% ของตลาดนักท่องเที่ยวทางการแพทย์ โดยมีอายุระหว่าง 18-25 ปี สัดส่วน 33% และอายุ 45-55 ปี สัดส่วน 31% เป็น 2 กลุ่มอายุที่ใหญ่ที่สุด   การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ขาเข้าภูเก็ต ส่วนใหญ่จะเป็นชาวออสเตรเลีย และจีน ซึ่งลูกค้ามาใช้บริการด้านศัลยกรรมความงาม 70%  ซึ่งทำให้มีรายได้จากการรักษา การเดินทาง และการพักโรงแรม 5.การได้จับมือกับ วี พลาส เมดิคัล กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงามมากว่า 20 ปี และดำเนินธุรกิจด้านเมดิคัลทัวร์ลิซึมมากว่า 10 ปี ได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าจากต่างชาติ เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย มีฐานผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 คน โดยมีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจโรงพยาบาล ที่ตอบโจทย์ New Normal ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในอนาคต ที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ตั้งโฮลดิ้ง ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้าน สำหรับโครงการนาใต้ เมดิคอล เซ็นเตอร์ แอนด์ รีสอร์ต อยู่ภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง ที่เตรียมจัดตั้งขึ้นด้วยทุนทะเบียนเบื้องต้น 2,500 ล้านบาท ซึ่งจะมีหุ้น 40% จำหน่ายให้กับนักลงทุนทั่วไป โดยบริษัทดังกล่าวจะพัฒนาโครงการด้วยมูลค่า 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็น โรงแรม  2,000 ล้านบาท และโรงพยาบาล 1,500 ล้านบาท โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม จะพัฒนาออกเป็น 3 เฟส ประกอบด้วย เฟสที่ 1 จะเปิดคลินิกให้บริการด้านเวลเนส  การบริการจัดสัมมนา และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้การพัฒนาของ วี พลาส เมดิคัล กรุ๊ป รวมถึงการเปิดให้บริการในส่วนของโรงแรม เฟสที่ 2 การเปิดให้โรงพยาบาล ในส่วนแรก 100 เตียง ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 2 ปีหน้า เฟสที่ 3 การเปิดให้บริการ เมดิคัล เซ็นเตอร์ เต็มรูปแบบ และโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย พร้อมกับการจัดตั้งโรงงานผลิตยาสมุนไพร และกัญชาบำบัด    
แกรนด์ แอสเสทฯ ลุยธุรกิจเฮลท์แคร์ จับมือพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง

แกรนด์ แอสเสทฯ ลุยธุรกิจเฮลท์แคร์ จับมือพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง

แกรนด์ แอสเสทฯ รุกธุรกิจสุขภาพ จับมือ วัฒนชัย รับเบอร์เมท  ตั้งบริษัทร่วมทุน “แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ” ใช้ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกถุงมือยาง  วางเป้าเบอร์ 2 รายใหญ่ด้านผู้ผลิตถุงมือ ของไทย   นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มีการร่วมลงทุนกับ บริษัท วัฒนชัย รับเบอร์เมท จำกัด หรือ WA ในสัดส่วน  50.5%  จัดตั้ง บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ จำกัด (GGG) เพื่อผลิตและส่งออกถุงมือยาง โดยเตรียมลงทุนตั้งโรงงานผลิตถุงมือยางภายใต้แบรนด์ GGG ในนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจะมีกำลังการผลิต 5,000 ล้านชิ้นต่อปี วางเป้าหมายขึ้นเป็นผู้ประกอบธุรกิจถุงมือยางรายใหญ่อันดับ 2 ของไทย การลงทุนครั้งนี้ เป็นการขยายเข้าสู่กลุ่มธุรกิจสุขภาพหรือเฮลท์แคร์เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เพราะวิกฤติโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนอย่างมาก  โลกต้องปรับตัวเนื่องจากบริบทโลกได้เปลี่ยนไป เป็นกระแสให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่โมเดลธุรกิจใหม่ สำหรับประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีความโดดเด่นในด้านเฮลท์แคร์  จึงถือเป็นศักยภาพที่เข้มแข็งที่สุด แกรนด์ แอสเสทฯ ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเราเลือกที่จะปรับแนวทางให้สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ มั่นใจว่าการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ จากนี้ไปจะเป็น New Future ของธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจอื่นๆ ด้วย   การขยายสู่ธุรกิจผลิตถุงมือยางครั้งนี้ ยังเล็งเห็นถึงโอกาสที่จะสร้างการเติบโตที่สำคัญให้กับบริษัท จากธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกที่เพิ่มขึ้นและยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก การร่วมทุนกับวัฒนชัย รับเบอร์เมท ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี และเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายถุงมือยางที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกไปทั่วโลก  การที่บริษัทมีพันธมิตรทั้งกลุ่มสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ซึ่งเป็นผู้ใช้โดยตรงในประเทศ  รวมถึงความเชี่ยวชาญของผู้บริหารที่อยู่ในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ทำให้บริษัทก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในธุรกิจนี้ได้อย่างมั่นใจ ประมาณการความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลก ปี 2561-2566 และส่วนแบ่งทางการตลาดตามประเทศผู้ผลิต ปี 2562 บริษัทจะเริ่มจากการผลิตถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติหรือลาเท็กซ์ และถุงมือยางสังเคราะห์หรือไนไตร ภายใต้มาตรฐานใหม่ในด้านรูปแบบ และเทคโนโลยีการผลิต โดยจะผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศ รวมทั้งส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยางจำนวนมากเป็นตลาดหลัก ประมาณการการขยายตลาดไปในแต่ละภูมิภาคจะประกอบด้วย ยุโรป 30% เอเชีย  25%  สหรัฐอเมริกา 15% ตะวันออกกลาง 15% และอื่นๆ อีก 15%   ปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาดของถุงมือยางโลก กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากถึง  86% ประกอบด้วย มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะปลูกยางพาราที่สำคัญของโลก ขณะที่มาเลเซียซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุด ต้องนำเข้าน้ำยางธรรมชาติจากไทยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำยางข้นอันดับหนึ่งของโลก จึงมีศักยภาพที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการ ตลาดของถุงมือยางโลก บริษัทพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก โดยจะจัดตั้งบริษัทจัดจำหน่ายและโลจิสติกส์ ระดับโลก เพื่อรองรับการจัดจำหน่ายให้กับตัวแทนซื้อระดับนานาชาติ รวมถึงผู้ใช้ปลายทางจากทั่วโลก ประมาณการการขยายการตลาดไปในแต่ละภูมิภาคของ บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ จำกัด จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในช่วงปี 2553-2562 ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลก มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนทั้งการขยายตัวของประชากรโลก ซึ่งมีการใช้ถุงมือยางทั้งในภาคอุตสาหกรรมและสาธารณสุข ในปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกพุ่งขึ้นสูงมาก เพื่อตอบโจทย์การใช้งานภายใต้วิถีชีวิตใหม่ ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกในปี 2563 จะมากกว่า 330,000 ล้านชิ้นต่อปี และคาดการณ์ว่าปี 2564 จนถึงปี 2566 จะเติบโตไปถึง 500,000 ล้านชิ้นต่อปี เป็นผลมาจากปัจจัยหลัก ได้แก่ การเติบโตของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ และการเติบโตของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยอย่างมากในปัจจุบัน สะท้อนโอกาสของผู้ผลิตถุงมือยางในการเร่งส่งออกไปยังตลาดโลก  
เปิดกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม UHG แม้โดนพิษโควิดแต่ยังกำไร 300 ล้าน

เปิดกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม UHG แม้โดนพิษโควิดแต่ยังกำไร 300 ล้าน

ธุรกิจที่ทำรายได้หลักเข้ามาในประเทศปีละมหาศาล  นอกจากการผลิตละส่งออกสินค้าชนิดต่าง ๆ แล้ว ก็มีธุรกิจการท่องเที่ยว ที่นำรายได้มาสู่ประเทศของเรา จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายออกไปจากตลาดการท่องเที่ยวของไทย แน่นอนปีนี้รายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คงเหลือเพียงน้อยนิด เพราะผลจากมาตรการการปิดประเทศป้องกันภัยจากโรคโควิด-19   ตลอดระยะเวลาหลายเดือนนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด โรงแรมหลายแห่งจึงปิดกิจการลง เพราะไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ หากมีก็น้อยนิดไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการเปิดดำเนินการ ซึ่งมีทั้งแบบปิดเพียงชั่วคราว และปิดกิจการเลย หลังจากภาครัฐสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ จึงได้ออกมาตรการมาช่วยกระตุ้นตลาด อย่างเช่น เราเที่ยวด้วยกัน ให้สิทธิพิเศษในการเข้าพักโรงแรมด้วยส่วนลดถึง 40% เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น ปัจจุบันยังได้ขยายระยะเวลาโครงการเราเที่ยวด้วยกันไปสิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคม 2564 จากเดิมสิ้นสุดในปี 2563 และเพิ่มสิทธิพิเศษมากขึ้นด้วย กลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ UHG ผู้พัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์เดอะ ควอเตอร์ (The Quarter) เดอะเรสซิเดนซ์ (The Residence) อัลท์ โฮเทล นานา (Alt Hotel Nana) เอเวอร์กรีน เพลส สยาม​(Evergreen Place Siam) และ อโศก เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท (​Asoke Residence Sukhumvit​) ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 4 ดาว กระจายอยู่ในทำเลต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ  ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้เช่นกัน แต่ในภาพรวมแล้ว UHG ยังถือว่าสามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ โดยไม่ได้ปิดการให้บริการโรงแรม และไม่ได้เลิกจ้างพนักงาน แต่ที่สำคัญยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้ได้ UHG ยังทำกำไร 300 ล้าน นายวุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการ ผู้จัดการกลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ UHG เปิดเผยว่า ผลประกอบการในปีนี้ คาดว่าบริษัทจะยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ 300 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมามีกำไรขั้นต้นประมาณ​ 400 ล้านบาท เพราะในปีนี้ได้รับผลกระทบจากจำนวนลูกค้าต่างชาติที่เป็นสัดส่วนหลัก 80% ไม่ได้เข้ามาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องปรับเป้าหมายรายได้ใหม่ โดยปรับลดรายได้ลง 40% จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะทำได้ "เราเป็นโรงแรม 4 ดาว ซิตี้ โฮเทล ค่าบริหารจัดการน้อยกว่า โรงแรม 5 ดาว ที่ต้องมีเซฟฝรั่ง สปาหรู ล็อบบี้เปิดแอร์ตลอด โครงสร้างค่าใช้จ่ายน้อยกว่าโรงแรม 5 ดาว  ซึ่งโรงแรม 5 ดาวมีกำไรขั้นต้น 35-40% แต่โรงแรม 4 ดาว มีกำไรขั้นต้น 65%  ที่สำคัญเรามีหนี้น้อย การพัฒนาโรงแรมใช้งบลงทุนน้อย เพราะเป็นที่ดินเช่า ช่วงที่ผ่านมาเจ้าของที่ดินยังมีการปรับลดค่าเช่าที่ดินลง 30% ให้ในช่วงโควิดด้วย และยังมีข้อดีจาก อีโคโนมีออฟสเกล เรามีหลายโรงแรม แต่ฝ่ายจัดการกลุ่มเดียว เพราะต้นทุนหลัก ๆ เป็น ค่าเงินเดือน ค่าเช่าและค่าไฟ"   ปัจจุบันอัตราการเข้าพักในโรงแรมของกลุ่มบริษัท เริ่มปรับตัวดีขึ้นจนใกล้จะเป็นปกติ รวมถึงค่าห้องได้ปรับเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับอัตราปกติ จากก่อนหน้าที่บริษัทได้ทำโปรโมชั่นและการจัดรายการส่งเสริมการขายต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าตลาดโรงแรมน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปี 2564 แต่ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องวัคซีนที่จะมีออกมาป้องกันไวรัสโควิด-19 ด้วยว่าจะมีออกมาใช้จริงเมื่อไร รวมถึงการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือมากขึ้นกว่านี้หรือไม่ อัดงบสื่อออนไลน์ 4 เท่ากระตุ้นยอด แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงไตรมาสสุดท้าย จะต้องติดตามข่าวของภาครัฐ เพื่อปรับแผนการตลาดให้ทันกับมาตรการภาครัฐที่จะเกิดขึ้น และการมุ่งเน้นการให้บริการกับลูกค้า ตอบสนองทุกความต้องการที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้ลูกค้าพอใจ รวมถึงการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ควบคู่ การนำเอาข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อการโฆษณาและสื่อสารได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย   หลังจากภาครัฐมีแคมเปญเราเที่ยวด้วยกันออกมา สถานการณ์ดีขึ้นทุกเดือน ถือว่าแคมเปญรัฐบาลมีผลพอสมควร และบริษัทได้เน้นการทำตลาดออนไลน์เจาะในแต่ละโลเกชั่นมากขึ้น แต่ละโลเกชั่นจะมีคีย์เวิร์ด เช่น ทองหล่อไนท์ไลฟ์  ทำคนเริ่มจำแบรนด์ UHG ได้มากขึ้น ปีนี้บริษัทเพิ่มงบในสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า จากปีที่ผ่านมา เพราะในตลาดตอนนี้เหลือแต่คนไทย และคนไทยเล่นเฟสบุ๊คเยอะมาก เดินหน้าลงทุนไม่หยุดเพราะ “โควิด-19”    แม้ว่าปีนี้จะมีปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ในด้านการลงทุน UHG ยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนที่ได้วางไว้ โดยปีนี้วางแผนเปิดโรงแรมใหม่ 4 โรงแรม ซึ่งเปิดดำเนินการไปแล้ว 3 โรงแรม ยังเหลืออีก 1 โรงแรมที่จะเปิดในย่านสีลม ในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ขณะที่โครงการมิกซ์ยูสบริเวณถนนรามคำแหง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบ และการยื่นขออีไอเอ ซึ่งตามแผนจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน​   นอกจากการเปิดโรงแรมแห่งใหม่ตามแผนที่วางไว้แล้ว ปีนี้บริษัทยังได้ทำสัญญาเช่าระยะยาวเป็นเวลา 18 ปี ในการบริหารโรงแรมสิริสาธร  เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้ลงทุน 40-50 ล้านบาท ปรับปรุงห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางใหม่ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมสิริสาธร แบงคอก บาย ยูเอชจี  ซึ่งหลังจากการปรับปรุงห้องพัก ด้วยการลดขนาดห้อง 90 ตารางเมตร เหลือขนาดห้อง 45 ตารางเมตรทำให้มีห้องพักเพิ่มเป็น 167 ห้องจากเดิมที่มีจำนวน 104 ห้อง โดยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม “ใจสู้+เงินสด” 2 สิ่งสู้พิษโควิด นายวุฒิพล กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น บริษัทได้เรียนรู้ใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.ต้องพยายามสู้และปรับตัว เพราะในตลาดมันยังมีโอกาส และ 2.กระแสเงินสดสำคัญที่สุด ต้องหาเงินสดเข้ามาให้ได้ ที่ผ่านมาจึงไม่ได้ปิดให้บริการโรงแรมเลย และยังได้ปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง เช่น การปรับห้องพักเป็นห้องทำงาน รองรับกับพฤติกรรม Work From Home ซึ่งพนักเลือกมาใช้บริการห้องของโรงแรม เพราะมีความสะดวก มีห้องอาหารเปิดให้บริการ เป็นต้น   นอกจากนี้ เรื่องการบริหารความเสี่ยง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องนำมาใช้ควบคู่กับกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งบริษัทมีโครงการที่เป็นลักษณะมิกซ์ยูส มีพื้นที่สำนักงานให้เช่า จึงทำให้สามารถบาลานซ์ความเสี่ยงจากธุรกิจโรงแรมได้ และยังสามารถนำสองธุรกิจดังกล่าวมาทำการตลาดร่วมกันได้ เช่น การบริการห้องประชุม ห้องพัก สำหรับกลุ่มลูกค้าของพื้นที่สำนักงานให้เช่า เป้นต้น  
AWC เปิด 3 ปรากฏการณ์ใหม่ของ “เอเชียทีค” กับแนวคิด Heritage Alive

AWC เปิด 3 ปรากฏการณ์ใหม่ของ “เอเชียทีค” กับแนวคิด Heritage Alive

AWC หรือบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)  มีแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจของ ที่มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนเพื่อการเติบโตร่วมอย่างแข็งแกร่ง ภายใต้ปรัชญา “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง   ขณะที่ปัจจุบัน พบว่าพฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในเรื่องการกินดื่ม ช้อปปิ้ง การท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ  เป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้ AWC ได้ปรับโฉมพร้อมยกระดับโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปในหลากหลายมิติของลูกค้าทุกกลุ่ม   โดยเอเชียทีคฯ กำลังจะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค กับ 3 ประสบการณ์ใหม่ ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ด้วยองค์ประกอบและบรรยากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจ  ภายใต้ด้วยแนวคิด “Heritage Alive” ต่อยอดการอนุรักษ์หลักฐานอิงประวัติศาสตร์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยสะท้อนเรื่องราวของพื้นที่ที่ตั้งของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวอันทรงคุณค่าที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย เนื่องจากเป็นย่านเก่าแก่บนถนนเจริญกรุง ถนนสายแรกของกรุงเทพฯ เป็นเสมือนชีพจรทางเศรษฐกิจที่เป็นแหล่งรวมวิถีดำเนินธุรกิจและวิถีชีวิตแบบผสมผสานโลกตะวันออกกับตะวันตกที่เชื่อมโยงอดีตตั้งแต่ในช่วงรัชกาลที่ 5 สืบสานมาจนถึงปัจจุบัน 3 องค์ประกอบสร้างปรากฎการณ์ใหม่ 1.“เรือสิริมหรรณพ” แลนด์มาร์คใหม่ริมน้ำเจ้าพระยา เรือสิริมหรรณพ  สร้างขึ้นจากต้นแบบเรือใบสามเสา ในยุคเริ่มต้นการปฏิสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสยามกับโลกตะวันตก ในช่วงรัชกาลที่ 5 เป็นเรือแห่งประวัติศาสตร์  ที่นำพาความรุ่งเรืองจากโพ้นน้ำตะวันตกมาสู่ผืนดินสยาม  เรือใบสามเสานี้เป็นเรือนำขบวนเสด็จประพาสยุโรป  ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป และนำความเจริญรุ่งเรืองกลับมาสู่ผืนดินไทย โดยจะเทียบท่าถาวร ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เพื่อให้ชาวไทยและชาวโลกได้สัมผัสกับลักษณะของเรือแห่งตำนาน   นอกจากนี้เรือสิริมหรรณพยังออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ ทั้งการกินดื่มและพักผ่อนหย่อนใจ ด้วยห้องอาหาร และบาร์ระดับพรีเมี่ยมที่ให้บริการอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้การบริหารของโรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยรวบรวมประสบการณ์ที่เป็นศูนย์รวมของคนที่มีความชื่นชอบและความสนใจในเรื่องเดียวกันมาไว้ด้วยกัน 2.Living Museum & Art Festival พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่มอบประสบการณ์รูปแบบใหม่ในการสัมผัสและเรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรม โดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีอินเตอร์แอคทีฟเพื่อสร้างภาพเสมือนจริงแบบ Augmented Reality ในการนำเสนอผ่านเส้นทาง The Memory Lanes ที่มีแหล่งดึงดูดใจสำคัญๆ ทั้ง 36 จุด ที่ให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินกับเส้นทางแห่งความทรงจำ ด้วยองค์ประกอบที่สร้างบรรยากาศที่สะท้อนประวัติศาสตร์ทั้งในด้านศิลปะวัฒนธรรม และวิถีชีวิต ของพื้นที่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางแห่งการค้านานาชาติในอดีต ผ่านประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่เป็นครั้งแรก   โดยแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักได้แก่ โซนสายน้ำแห่งการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ โซนจากผืนน้ำสู่ผืนดินแห่งความเจริญรุ่งเรือง และโซนมรดกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดคุณค่าสู่เอกลักษณ์ความเป็นไทย ส่วน Art Festival คือมิติใหม่ของการดื่มด่ำกับศิลปะโดยการสอดแทรกเรื่องราวทางศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต ลงไปในผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ในพื้นที่ต่าง ๆ ของโครงการ ทั้งภาพวาด สตรีทอาร์ท ประติมากรรม และอื่น ๆ ซึ่งนอกจะเป็นการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ทางศิลปะวัฒนธรรมยังเป็น Photo Spot ที่ดึงดูดให้คนเข้ามาถ่ายภาพและเช็คอินอีกด้วย 3.New Mega Riverside F&B Destination ศูนย์กลางแห่งการกินดื่มที่ทุกคนต้องนึกถึงและอยากมา ด้วยตัวเลือกอันหลากหลายของกว่า 40 ภัตตาคาร ร้านอาหารนานาชาติ ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน คาเฟ่ บาร์แอนด์บิสโทร บาร์บีคิว เบียร์การ์เดนท์ พร้อมการแสดงดนตรีสด เสริมทัพด้วยการจับมือกับ “ครัวคุณต๋อย” แพลตฟอร์มของสื่อด้านอาหารและเครือข่ายร้านอาหารชั้นนำที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของไทย ร่วมสร้างดินแดนแห่งความอิ่มอร่อยครบรสที่คัดสรรโดยคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรแถวหน้าของเมืองไทย ในการรวมร้านอาหาร ขนม เครื่องดื่มที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและความอร่อยของรสชาตินานาชนิดจากร้านเด่นดังทั่วประเทศ ไว้ในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เพื่อเป็นสีสันใหม่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ด้านการกิน ดื่ม ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ครบเครื่อง ครบรส ครบทุกสไตล์และความชื่นชอบในที่เดียว นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC เปิดเผยว่า เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โฉมใหม่ พร้อมให้คนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสกับจุดหมายปลายทางแห่งคุณค่าของเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ ทั้งทางด้านอารยธรรม การค้า ศิลปวัฒนธรรม และองค์ประกอบของความแปลกใหม่ล้ำสมัย ชวนตื่นตาตื่นใจ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2563 นี้เป็นต้นไป    
10 เรื่องน่ารู้โปรเจ็กต์ “เจ้าพระยา เอสเตท” มิกซ์ยูส 3.2 หมื่นล้านกับการพัฒนานาน 10 ปี

10 เรื่องน่ารู้โปรเจ็กต์ “เจ้าพระยา เอสเตท” มิกซ์ยูส 3.2 หมื่นล้านกับการพัฒนานาน 10 ปี

ภายในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า โครงการมิกซ์ยูส “เจ้าพระยา เอสเตท” มูลค่า 32,000 ล้านบาท  ของบริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะสมบูรณ์แล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการครบทุกพื้นที่ของโครงการ  หลังจากใช้ระยะเวลาการพัฒนาโครงการมานานนับ 10 ปี ถือเป็นโครงการที่ระยะเวลาการพัฒนาที่ยาวนานที่สุดของบริษัท  และมีมูลค่ามากที่สุด   โครงการนี้ มีเรื่องน่าสนใจอะไรบ้าง และมีความสำคัญต่อการเติบโตของ CGD อย่างไร คงดูได้จาก 10 เรื่องไฮไลท์นี้   1.โครงการพัฒนาบนที่ดิน 35-2-68 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความยาวถึง 350 เมตร เป็นการเช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นระยะเวลา 75 ปี แบ่งเป็นอายุสัญญาณ 25+25+25 ปี โครงการคอนโดมิเนียมจึงเป็นรูปแบบสิทธิการเช่าที่ถือครองกรรมสิทธิ์ ตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด หรือ  Leasehold   2.การพัฒนาโครงการใช้ระยะเวลา 10 ปี โดยในช่วงประมาณ 4 ปีแรก เป็นการเตรียมพื้นที่จากผู้เช่าเดิมออก ซึ่งเดิมมีผู้เช่าเป็นองค์การสะพานปลา และบ้านเรือนประชาชนอีก 300 หลังคาเรือน และใช้ระยะเวลาการก่อสร้างและพัฒนาอีก 5 ปีจนถึงปัจจุบัน   3.บริษัทเริ่มเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2558 โดยถือว่าเป็นการพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าและขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัท ซึ่งมากถึง 32,000 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ และโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ 4.คอนโด โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มโฟร์ซีซั่นส์ที่ได้เข้าบริหาร  มีมูลค่าขายโครงการ 21,000 ล้านบาท  จำนวน 366 ยูนิต แบ่งเป็นห้องขนาด 2 ห้องนอน จำนวน 251 ยูนิต ขนาด 3 ห้องนอน 73 ยูนิต ส่วนที่เหลือเป็นห้องขนาด 4 ห้องนอนและเพ้นส์เฮ้าส์รวม   5.ราคาช่วงเปิดตัวของโครงการคอนโด โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ มีราคาสูงที่สุดในขณะนั้น ด้วยราคาขายเฉลี่ย 300,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งเพียงปีแรกที่ได้เปิดตัวขาย สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 30% ปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้ 70% และราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 320,000 บาทต่อตารางเมตร  ส่วนที่เหลืออีก 30% บริษัทคาดว่าจะปรับราคาขายขึ้นเป็น 360,000 บาทต่อตารางเมตร   6.โครงการคอนโด โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ปัจจุบันมีสัดส่วนมากถึง 64% โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวฮ่องกง ที่มีสัดส่วนถึง 26% 7.ปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากการโอนแล้ว 1,000 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้อีก 12,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้จากการโอนบริษัทจะนำไปชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ 11,000 ล้านบาท  ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ยังไม่สามารถเข้ามาดำเนินการโอนห้องได้ แต่เชื่อว่าลูกค้ายังคงมีความต้องการ เนื่องจากได้วางเงินดาวน์ถึง 30%   8.โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ เป็นโรงแรมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ แห่งแรกในประเทศไทยของกลุ่มคาเพลลา มีขนาด 101 ห้องในรูปแบบวิลล่าและห้องสวีท และเป็นแห่งที่ 6 ของโลก จากก่อนหน้านี้มีการขยายการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย เยอรมัน สิงคโปร์ และจีน 2 แห่ง ในอนาคตยังมีแผนขยายการลงทุนไปในประเทศเวียดนาม และญี่ปุ่น  ซึ่ง Horst Schulze นักธุรกิจโรงแรมประเทศสิงคโปร์ เป็นเจ้าของแบรนด์  ซึ่งแม้จะเป็นแบรนด์ใหม่ แต่ถือว่าได้รับการยอมรับจากกลุ่มนักเดินทางและท่องเที่ยว ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย โดยกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2563   9.การพัฒนาโรงแรมของ CGD ทั้ง 2 แห่ง จะเน้นสัดส่วนรายได้จากห้องพัก 50% และรายได้จากการจัดงานอีเวนต์  ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มภายในโรงแรม เห็นได้จากจำนวนห้องพักที่มีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับขนาดของโรงแรมและเม็ดเงินลงทุน  โดยโรงแรม โฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ มีห้องพักจำนวน  299 ห้อง จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้   ไฮไลท์ที่จะช่วยผลักดันให้ CGD มีรายได้จากธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการจัดงานอีเวนต์ คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาห้องจัดงานเลี้ยงและห้องอาหาร ซึ่งมีขนาดใหญ่ และตั้งในทำเลที่เห็นวิวแม่น้ำได้อย่างชัดเจน การมีห้องอาหารเชฟมิชิลินสตาร์ 3 ดาว การมีห้องอาหารหลากหลายชนิด ทั้งอาหารไทยและอินเตอร์เนชั่นแนล 10.โครงการเจ้าพระยา เอสเตท เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ จะส่งผลให้บริษัทมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง  จะช่วยทำให้ผลประกอบการมีทิศทางที่ดีขึ้น คาดว่าผลประกอบการในปีนี้ จะเทิร์นอะราวด์พลิกกลับมามีกำไร หลังจากปีที่ผ่านมายังประสบภาวะขาดทุนกว่า 489 ล้านบาท รวมถึงในช่วง 6 เดือนแรก ยังขาดทุนกว่า 347 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน โดย CGD ยังได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่องด้วย   นายเบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ ทำให้ยังไม่มีรายได้กลับเข้ามา จะมีแต่การลงทุน ทำให้งบการเงินยังไม่มีกำไร ซึ่งนับจากนี้บริษัทน่าจะกลับมาสร้างการเติบโตและผลกำไรได้ เห็นได้จากไตรมาส 2 ที่ผ่านมาบริษัทเริ่มทำกำไรได้กว่า 544 ล้านบาท แม้ไตรมาสแรกยังขาดทุนแต่เป็นผลจาก การขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเงิน  
31 บิ๊กอสังหาฯ  โดนพิษโควิด-19 กำไรรวมไตรมาส 2 ลดกว่า 48%

31 บิ๊กอสังหาฯ โดนพิษโควิด-19 กำไรรวมไตรมาส 2 ลดกว่า 48%

แม้ว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทำให้ยอดขายและรายได้ลดลง ซึ่งบางรายได้รับผลกระทบจนต้องปิดกิจการก็มีให้เห็น แต่หลายธุรกิจสามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดได้เป็นอย่างดี  เห็นได้จากผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ยังสามารถสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นด้านรายได้หรือกำไร   ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ ไม่ได้แตกต่างจากหลายธุรกิจ ซึ่งมีทั้งผู้ที่ยังทำกำไรเติบโต ขณะเดียวกันก็มีหลายรายที่ประสบภาวะขาดทุน  ผู้ที่สามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดี ก็สามารถสร้างผลงานชนิดทุบสถิติรายได้ของตนเอง นับตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจจนมาถึงปัจจุบัน ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับตนเอง โดยเฉพาะบริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย   จากการรวบรวมข้อมูลบริษัทมหาชน (บมจ.) ซึ่งดำเนินธุรกิจหลักด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 31 บริษัท พบว่า ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ยังคงทำรายได้รวมจำนวน 73,712.62 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเพียง 1.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวน 74,960.02 ล้านบาท แต่กำไรจากการดำเนินงานของทั้ง 31 บริษัท ลดลงอย่างมากถึง 48.72%   อัตรากำไรที่ลดลงดังกล่าว  เป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ ประเภทอื่นๆ อาทิ โรงแรม ศูนย์การค้า สำนักงานให้เช่า ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ปกติ จึงทำให้บริษัทอสังหาฯ ซึ่งไม่ได้ขายแต่บ้านและคอนโดมิเนียม ต้องอัตรากำไรสุทธิลดลง แม้ว่ารายได้เฉพาะที่มาจากการขายบ้านและคอนโด ของทั้ง 31 บริษัท จะยังเติบโตในอัตรา 10.96% ซึ่งมีรายได้ 66,330.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 ที่มีรายได้จากการขายอสังหาฯ 59,778.80 ล้านบาทก็ตาม 10 บิ๊กอสังหาฯ กวาดรายได้รวมกว่า 5.6 หมื่นล้าน สำหรับบริษัทที่มีรายได้รวมมากที่สุด 10 อันแรก ยังคงเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่และเป็นผู้นำตลาด โดยมีรายได้รวมทั้ง 10 บริษัท จำนวน  56,424.75 ล้านบาท เติบโต 10.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้รวมจำนวน 51,250.03 ล้านบาท 10 อันดับแรกบริษัทอสังหาฯ ทำรายได้รวมสูงสุด ได้แก่ 1.แสนสิริ  มีรายได้รวม 11,305.51 ล้าบาท เติบโต 163.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีจำนวน 4,285.37 ล้านบาท 2.แลนด์แอนด์เฮ้าส์  มีรายได้รวม 8,298.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 7,859.46 ล้านบาท 3.เอพี (ไทยแลนด์)  มีรายได้รวม 7,792.00 ล้านบาท เติบโต 62.23%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวน 4,803.09 ล้านบาท 4.พฤกษา โฮลดิ้ง  มีรายได้รวม 6,222.81ล้านบาท ลดลง 20.27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 7,805.09 ล้านบาท 5.เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ 4,882.54 ล้านบาท ลดลง 2.95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี จำนวน 5,031.11 ล้านบาท 6.เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น   มีรายได้รวม 4,568.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 3,496.42 ล้านบาท 7.ควอลิตี้ เฮ้าส์   มีรายได้รวม 4,341.24 ล้านบาท ลดลง 26.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี จำนวน 5,878.01 ล้านบาท 8.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้   มีรายได้รวม จำนวน 3,292.37 ล้านบาท ลดลง 1.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 3,336.49 ล้านบาท 9.ศุภาลัย  มีรายได้รวม จำนวน 3,039.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวน 4,477.10 ล้านบาท 10.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค  มีรายได้รวม จำนวน 2,680.77 ล้านบาท ลดลง -37.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวน 4,277.89 ล้านบาท 10 บิ๊กอสังหาฯ​ ขายบ้าน-คอนโด สร้างรายได้โต 22.11% อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะผลประกอบการ  ในส่วนที่เป็นรายได้ด้านการขายที่อยู่อาศัย ในกลุ่มบิ๊กอสังหาฯ 10 อันดับแรก พบว่า มีรายได้รวมกันจำนวน 51,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จาการขายอสังหาฯ รวม 42,536.33 ล้านบาท สำหรับ 10 อันดับแรกของบริษัทที่มีรายได้จากการขายอสังหาฯ​ สูงสุด ได้แก่ 1.แสนสิริ  มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 10,338.20 ล้านบาท เติบโต 309.41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน  2,525.14 ล้านบาท 2.เอพี (ไทยแลนด์) มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 7,582.90 ล้านบาท เติบโต  67.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 4,529.82 ล้านบาท 3.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 7,230.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 6,539.03 ล้านบาท 4.พฤกษา โฮลดิ้ง มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 6,165.52 ล้านบาท ลดลง​ 20.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 7,780.66 ล้านบาท 5.เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 4,360.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน  3,275.08 ล้านบาท 6.เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย)* มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 3,880.16 ล้านบาท เติบโต 12.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 3,439.54 ล้านบาท 7.ควอลิตี้ เฮ้าส์ มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 3,859.15 ล้านบาท ลดลง​ 23.50%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 5,044.68 ล้านบาท 8.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 3,088.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน  2,825.80 ล้านบาท 9.ศุภาลัย มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 2,917.91 ล้านบาท ลดลง​ 32.46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 4,320.04 ล้านบาท 10.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีรายได้จากการขายอสังหาฯ รวม 2,517.51ล้านบาท  เติบโต 11.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 2,256.54 ล้านบาท หมายเหตุ - * ผลการดำเนินงานของบริษัท เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประจำไตรมาส 3/2563 งวดเดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 10 บิ๊กอสังหาฯ กำไรลดกว่า 5% แม้ว่า 10 บริษัทขนาดใหญ่ จะสามารถสร้างรายได้รวม และรายได้จากการขายอสังหาฯ เติบโตจากไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมาได้ แต่ดูเหมือนว่าความสามารถในทำกำไรจะลดลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นผลจากการลดราคาสินค้า การจัดทำแคมเปญกระตุ้นการขาย และการมีต้นทุนทางการตลาดที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อรวมกับธุรกิจอื่น ๆ ที่บริษัทนั้น ๆ ดำเนินการ ที่รับผลกระทบ เช่น การปิดบริการธุรกิจโรงแรม หรือ ปิดศูนย์การค้า จึงทำให้กำไรโดยรวมลดน้อยลงนั่นเอง   โดยบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ 10 อันดับแรก มีอัตรากำไรรวม 6,478.63 ล้านบาท ลดลง 5.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 6,826.71 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม ยังถือว่าทั้ง 10 บริษัทดังกล่าว ยังมีความสามารถทำกำไรได้ดีกว่า เพราะภาพรวมกำไรลดไปกว่า 48.28% โดย 10 บริษัทแรกที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงสุด ได้แก่ 1.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ จำนวน 1,386.28 ล้านบาท  ลดลง 25.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 1,854.30 ล้านบาท 2.เอพี (ไทยแลนด์) มีกำไรสุทธิ จำนวน 1,214.61ล้านบาท เพิ่มขึ้น 149.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 487.09 ล้านบาท 3.ควอลิตี้ เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ จำนวน 968.58 ล้านบาท ลดลง 33.77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 1,462.40 ล้านบาท 4.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มีกำไรสุทธิ จำนวน 707.07 ล้านบาท ลดลง 4.08% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 737.16 ล้านบาท 5.เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีกำไรสุทธิ จำนวน 454.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 279.46 ล้านบาท 6.ศุภาลัย มีกำไรสุทธิ จำนวน 423.30 ล้านบาท ลดลง 45.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 777.15 ล้านบาท 7.เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย)* มีกำไรสุทธิ จำนวน 398.69 ล้านบาท ลดลง​49.99%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 797.29 ล้านบาท 8.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มีกำไรสุทธิ จำนวน 395.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 164.26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 149.79 ล้านบาท 9.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ มีกำไรสุทธิ จำนวน 303.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 164.47 ล้านบาท 10.เสนา ดีเวลลอปเมนท์ มีกำไรสุทธิ จำนวน 226.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 117.60 ล้านบาท หมายเหตุ - * ผลการดำเนินงานของบริษัท เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประจำไตรมาส 3/2563 งวดเดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 11 บริษัทสู้พิษโควิดไม่ไหว ขาดทุนรวม 2,209.58 ล. การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ไม่เพียงแต่ทำให้หลายบริษัทมีกำไรลดลงเท่านั้น แต่ทำให้ผู้ประกอบการบางรายประสบภาวะขาดทุนจากการดำเนินงานเลยทีเดียว ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีถึง 11 บริษัท ที่ประสบภาวะขาดทุนในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยมีผลขาดทุนรวมกัน 2,537.09 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่ทั้ง 11 บริษัทมีกำไรรวม 923.51 ล้านบาท   โดย 11 บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุนในไตรมาส 2 ได้แก่ 1.สิงห์ เอสเตท ขาดทุน จำนวน 946.05 ล้านบาท  ลดลง 606.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 186.94 ล้านบาท 2.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ขาดทุน จำนวน 544.70 ล้านบาท ลดลง 424.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 168.07 ล้านบาท 3.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ขาดทุน จำนวน 470.70 ล้านบาท ลดลง 238.98% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 255.84 ล้านบาท 4.ชาญ อิสระ ขาดทุน จำนวน 158.59 ขาดทุนเพิ่ม 39.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 114.06 ล้านบาท 5.ไรมอนด์ แลนด์ ขาดทุน จำนวน 130.44 ล้านบาท ลดลง 309.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 54.73 ล้านบาท 6.นุศาศิริ ขาดทุน จำนวน 128.71 ล้านบาท ลดลง 620.46%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 24.73 ล้านบาท 7.เมเจอร์ดีเวลลอปเมนท์ ขาดทุน จำนวน 79.95 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 467.02 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 14.10ล้านบาท 8.มั่นคง เคหะการ ขาดทุน จำนวน 35.22 ล้านบาท  ลดลง 126.83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 131.25 ล้านบาท 9.เนอวานา ไดอิ ขาดทุน จำนวน 34.47 ล้านบาท ลดลง 268.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 20.41 ล้านบาท 10.สัมมากร ขาดทุน จำนวน 4.70 ล้านบาท ลดลง 102.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 217.70 ล้านบาท 11.ปรีชา กรุ๊ป ขาดทุน จำนวน 3.56 ล้านบาท ขาดทุนลดลง 55.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุน 8.00 ล้านบาท สำหรับธุรกิจอสังหาฯ​ ในปีนี้ ถือว่าเป็นปีที่มีความท้าทาย และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ที่สำคัญเป็นปีที่ดีสำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อ และมีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง เพราะผู้ประกอบการต่างจัดโปรโมชั่น การส่งเสริมการขาย เพื่อระบายสต็อกในมือที่มีอยู่  แลกเป็นกระแสเงินสดให้เข้ามาใช้ในการบริหารธุรกิจในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งผู้ซื้อก็ต้องเลือกพิจารณาโครงการให้รอบครอบ  ราคาก็เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อ แต่เรื่องของคุณภาพและบริการหลังการขาย  ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเราต้องอยู่กับบ้านที่ซื้อไม่ใช่แค่ปีสองปี แต่คงเป็นระยะเวลานับสิบ ๆปี หากไม่คิดขายก่อนเพื่อเก็งกำไร   แต่สำหรับผู้ประกอบการ เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนทางธุรกิจสำคัญ ที่จะทำให้นับจากนี้ต้องพิจารณาทิศทางการดำเนินธุรกิจให้รอบครอบ รวมถึงต้องเตรียมแผนสำรอง และการบริหารความเสี่ยงในมุมต่าง ๆ เอาไว้ให้รอบด้านด้วย