Tag : Hotel

48 ผลลัพธ์
ถอดรหัส CPN กับตัวเลข “3-2-12-22” ตามแผนธุรกิจภายในปี 2565

ถอดรหัส CPN กับตัวเลข “3-2-12-22” ตามแผนธุรกิจภายในปี 2565

ในบรรดาดีเวลลอปเปอร์พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์  ประเภทศูนย์การค้าซึ่งมีจำนวนพื้นที่บริหารมากสุด คงต้องยกให้กับ CPN หรือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบันมีพื้นที่บริหารอยู่กว่า 1.8 ล้านตารางเมตร จากจำนวนพื้นที่ศูนย์การค้าทั้งหมดในปีนี้ ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 20.9 ล้านตารางเมตร    ความเคลื่อนไหวของตลาดศูนย์การค้าในปีนี้ มีจำนวนผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเติมตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้าของกลุ่ม CPN เอง อย่างโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ (รายละเอียดโครงการ) หรือโครงการของดีเวลลอปเปอร์รายอื่น อย่าง โครงการสามย่านมิตรทาวน์ (รายละเอียดโครงการ) โครงการวิสซ์ดอม 101 (รายละเอียดโครงการ) เป็นต้น ซึ่งประเมินกันว่า เฉพาะปีนี้พื้นที่ศูนย์การค้า จะมีเข้ามาเติมตลาดอีกกว่า 9 ล้านตารางเมตร   แม้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่หรือหน้าเก่าเข้ามาในตลาด แต่ดูเหมือนว่า CPN ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แถมยังลงทุนต่อเนื่อง ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจหรือบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร  โดยลงทุนทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ  ต่างจังหวัด และออกไปไกลในต่างประเทศ อย่างล่าสุด กับการเปิดตัวศูนย์การค้าเซ็นทรัลไอ-ซิตี้ (Central i-City) โครงการร่วมทุนระหว่าง CPN และไอ-เบอร์ฮาด เจ้าของโครงการ ไอ-ซิตี้ ด้วยงบลงทุนกว่า 8,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 28 ไร่ พื้นที่โครงการ 278,000 ตารางเมตร   ส่วนภายในประเทศ CPN ได้ประกาศแผนธุรกิจ ภายในปี 2565 เตรียมพัฒนาและเปิดให้บริการ โครงการใหม่ รวมถึงการรีโนเวตโครงการเดิม ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการ ของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบัน กับตัวเลขทางธุรกิจ “3-2-12-22” ซึ่งเป็นแผนธุรกิจที่จะดำเนินให้แล้วเสร็จ ภายในปี 2565     ถอดรหัสตัวเลข “3-2-12-22” ตามแผนธุรกิจภายในปี 2565   “3” = โปรเจ็กต์ใหม่ใน 3  ทำเล    CPN เตรียมยึดหัวหาดเมืองเศรษฐกิจใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ จังหวัดอยุธยา  อำเภอศรีราชา และจันทบุรี สร้าง ‘Golden District’ ของจังหวัด ด้วย ‘โครงการมิกซ์ยูสรูปแบบใหม่’ ได้แก่   1.โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา’ พัฒนาภายใต้แนวคิด ความเรืองรองแห่งพระนครศรีอยุธยา เมืองอยุธยาถือเป็น strategic location เป็น ‘Hub ของภาคกลางตอนบน’ ครอบคลุมจังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี ประชากรเกือบ 2.5 ล้านคน และยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญที่ต่อขยายจากกรุงเทพฯ   โครงการประกอบด้วย ศูนย์การค้า Tourist Attraction โรงแรม ที่พักอาศัย และคอนเวนชั่นฮอลล์ โครงการจะเปิดให้บริการไตรมาสที่ 2 ปี 2564   2.โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา ศรีราชา’ พัฒนาภายใต้แนวคิด Living Green in Smart City of EEC Center  โครงการที่ซีพีเอ็นลงทุนเสริมแผนภาครัฐในเมืองหลักภาคตะวันออก ผลักดันศรีราชาเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่จะมีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดใน EEC ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่คู่ขนานไปกับภาครัฐ เพื่อเชื่อมโยง กรุงเทพฯ - ชลบุรี – เพิ่มจิ๊กซอว์ ศรีราชา – บรรจบ ระยอง ให้ครบ โดยศรีราชาเป็นเมืองอุตสาหกรรม New S-Curve เมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และจะเป็น MICE Hub ของ EEC Center จึงต้องตอบโจทย์ด้วยศูนย์กลางการใช้ชีวิต   โครงการประกอบด้วย ศูนย์การค้า คอนเวนชั่นฮอลล์ เซอร์วิส อพาร์ทเมนต์ ออฟฟิศ และโรงแรมในอนาคต โดยเป็นครั้งแรกที่มีศูนย์การค้าแบบ Semi-Outdoor โมเดลเดียวกับเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ นอกพื้นที่กรุงเทพฯ ในคอนเซ็ปต์ ‘Living Green in Smart City of EEC Center’ สร้าง Third Place ให้คนศรีราชาได้มาพักผ่อน   โดยที่นี่เป็นศูนย์การค้าฟอร์แมตใหม่แบบ Lifestyle Thematic Mall ที่แบ่งโซนร้านค้าตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ตกแต่งเป็นธีมห้องต่างๆ ให้บรรยากาศเป็นกันเองเหมือนอยู่บ้าน พร้อมมี Outdoor walking street ที่ตกแต่งโดย integrate ธรรมชาติ บนพื้นที่ indoor และ outdoor ไว้ที่นี่ที่เดียว คาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 2 ปี 2564     3.โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา จันทบุรี’   เป็นการสร้างฟอร์แมทใหม่ ภายใต้แนวคิด The Shining Gem of EEC Plus 2  เป็นการเชื่อมต่อการพัฒนาตั้งแต่จังหวัดชลบุรีมาต่อเนื่องถึงจังหวัดจันทบุรี ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูง เห็นได้จากยอดขายของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่งเป็นอันดับ 1 ในสาขานอกจังหวัดกรุงเทพฯ​ ส่วนรูปแบบโครงการอยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2565   “2” = การปรับโฉมสาขาเดิมให้ทันสมัย เป็นการปลุกปั้น 2 ทำเลใหม่ -New Urbanised District ของกรุงเทพฯ ได้แก่ พระราม 2 และรามอินทรา   1.เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ปรับสู่คอนเซ็ปต์ The Largest Regional mall - Gateway of South Bangkok  โดยเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 จะถูกพลิกโฉมยกเครื่องศูนย์ใหม่ทั้งหมด ทั้งด้านดีไซน์ การเพิ่มร้านค้าใหม่ๆ ปรับปรุงร้านค้าที่มีอยู่เดิม โดยธุรกิจต่างๆ ของกลุ่มเซ็นทรัล อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล,TOPs, B2S ก็เตรียมปรับโฉมให้สอดคล้องกับศูนย์การค้าด้วย   ที่โดดเด่นที่สุดคือ จะมีการ re-create พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ชื่อว่า สวน Central Plearn Park ที่มีขนาดใหญ่ถึง 37 ไร่ ให้เป็นเหมือน The Oasis of South Bangkok ที่จะเป็นพื้นที่สำหรับครอบครัว  ซึ่งประกอบไปด้วย Food Garden &  Fashion Park, Kids Gym, Multi-sport recreation (ลู่วิ่ง, bike lane, ร้านค้าขายสินค้าแนวสปอร์ต) และเป็น Pet Community ที่มีทั้ง โรงพยาบาลสัตว์ Pet playground, Pet pool และ Pet Shop คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 1 ปี 2565   2.เซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา ภายใต้แนวคิด Living Lab of Ramindra กับการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 26 ปี เพื่อรองรับกลุ่มประชากรและชุมชนที่ขยายตัวจากโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ เข้าไปพัฒนา รวมถึงการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าสายสี   โดยโครงการนี้จะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ ที่เป็นเหมือน Third Place เช่นเดียวกับเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 เคยทำจนประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยจะเป็นเดสติเนชั่นทั้งด้านอาหาร กีฬา Co-living Space รองรับทุกความต้องการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ปี 2564     “12” = โปรเจ็กต์เดิมเตรียมรีโนเวตเพื่อความทันสมัย   โดยในปี 2563 บริษัทฯ จะทำการปรับปรุงและขยายพื้นที่ศูนย์การค้าอีก 12 สาขาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ เซ็นทรัลพลาซา พระราม 9, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา บางนา, เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น, เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี, เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ และเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่แอร์พอร์ต, เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช, เซ็นทรัล มารีนา พัทยา, เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย และเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ ภายใต้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท   “22” = เม็ดเงินลงทุงตามแผนธุรกิจมูลค่า 22,000 ล้าน   ตามแผนธุรกิจดังกล่าว บริษัทได้เตรียมงบประมาณไว้ทั้งสิ้น 22,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น   โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา’ มูลค่า 6,200 ล้านบาท โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา ศรีราชา’  มูลค่า 4,200 ล้านบาท โครงการมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัลพลาซา จันทบุรี’  มูลค่า 3,500 ล้านบาท โครงการเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 มูลค่า 1,500 ล้านบาท โครงการเซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา  มูลค่า 1.600 ล้านบาท การปรับปรุงโครงการเดิม 12 แห่ง มูลค่า 5,000 ล้านบาท   “ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เราลงทุนต่อเนื่อง และลงทุนระยะยาวมาตลอด 39 ปี โดยพัฒนาสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ” นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN กล่าว  
เจาะอินไซต์ 8 เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020 นักท่องเที่ยวไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม-เที่ยวเมืองรองมากขึ้น

เจาะอินไซต์ 8 เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020 นักท่องเที่ยวไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม-เที่ยวเมืองรองมากขึ้น

เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้าย ถือว่าเป็นฤดูกาลของเฉลิมฉลอง การจับจ่ายใช้สอย รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยว หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน มาตลอดเวลาเกือบปี คนส่วนใหญ่จึงให้รางวัลชีวิต กับวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งคนยุคนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาเติมพลังให้กับชีวิต   แต่รูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวของคนยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เพราะไลฟ์สไตล์และความต้องการหาประสบการณ์ท่องเที่ยวไม่เหมือนเดิม จากรูปแบบการท่องเที่ยวได้พัฒนาไปอย่างไม่หยุด รวมถึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาตลอดเวลา ซึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวในอนาคต จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น  ลองมาดูรายงานจาก Booking.com ที่มองแนวโน้มการท่องเที่ยวในปี 2020 ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง   ปี 2020 ทาง Booking.com คาดว่า จะเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวเชิงสำรวจ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี รวมถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้นต่อผู้คน และสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไปเยือน  จากผลสำรวจจากกลุ่มนักเดินทางมากกว่า 22,000 คนจาก 29 ประเทศ อีกทั้งข้อมูลเชิงลึก จากรีวิวของผู้เข้าพักกว่า 180 ล้านรายการที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ทั้งหมดนี้นำมาสู่บทสรุปเทรนด์ท่องเที่ยวซึ่งเราคาดไว้ว่าจะกลายเป็นจริงในปีหน้าและปีต่อๆ ไป   1.กระแสเที่ยว “เมืองรอง” จะมาแรงขึ้น     การเที่ยวเมืองรอง หมายถึง การไปสำรวจจุดหมายที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่า เพื่อพยายามลดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองและช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยเทรนด์ท่องเที่ยวนี้ จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีที่จะมาถึง ผู้เดินทางชาวไทยจำนวนมากกว่าครึ่ง หรือสัดส่วน 68% อยากมีส่วนร่วมในการลดปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง   ส่วนผลสำรวจสัดส่วน 65% ต้องการเปลี่ยนแผน ไปเที่ยวจุดหมายอื่นที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่า แต่คล้ายกับของเดิม หากพบว่าจะช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อกระตุ้นความสนใจนี้ยิ่งขึ้น ผู้เดินทางชาวไทยมากกว่าสามในสี่ หรือสัดส่วน 79% อยากให้มีบริการ ทางด้านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ แนะนำจุดหมายที่หากมีผู้ไปเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้วจะช่วยสร้างผลเชิงบวกให้กับชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่าบริษัทต่างๆ จะตอบสนองต่อความต้องการนี้ โดยเสนอฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้เดินทางสามารถระบุเมืองรอง  ละแวกจุดหมายได้ง่ายขึ้น   โดยฟังก์ชั่นนี้จะทำความเข้าใจกับสไตล์ของผู้เดินทาง แล้วนำไปจับคู่กับจุดหมายทางเลือก หรือจุดหมายที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าในประเทศหรือภูมิภาคที่ผู้เดินทางต้องการไป นอกจากนี้ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในแวดวงการเดินทาง จะทำให้แคมเปญสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นจำนวนมาก อีกทั้งช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การกระตุ้นให้ผู้เดินทางเลือกใช้เส้นทางที่มีการเดินทางไปน้อยกว่าได้สะดวกยิ่งขึ้น   2.ให้เทคโนโลยีคาดการณ์สิ่งที่ไม่คาดคิด   ในปี 2020 ผู้เดินทางจะใช้เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ในกระบวนการตัดสินใจหลักๆ อย่างการเลือกว่าจะไปเยือนมุมใดของโลกที่แสนน่าทึ่งนี้ ซึ่งอาจมีตัวเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก ทว่าในปีที่ใกล้เข้ามานี้จะมีการใช้เทคโนโลยีสุดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและช่วยให้เราก้าวข้ามเรื่องยุ่งยากนี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยคำแนะนำที่ชาญฉลาดและเทคโนโลยีประมวลผลที่เชื่อถือได้ จะเชื่อมโยงเรากับประสบการณ์ใหม่ๆ จำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีแล้วเราก็อาจไม่ได้มีโอกาสสัมผัส นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลา รวมถึงเวลาที่ใช้นั่งหน้าจอดิจิทัล และช่วยให้เราใช้ทุกนาทีของ “ตอนนี้” ได้อย่างเต็มที่ระหว่างออกเดินทาง   นี่เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้เดินทางชาวไทยมากกว่า 4 ใน 5 หรือสัดส่วน 82%  ซึ่งกล่าวว่าต้องการให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีเสนอ “ไพ่เด็ด” และตัวเลือกสุดเซอร์ไพรส์ ซึ่งจะพาไปพบกับประสบการณ์แปลกใหม่อย่างแท้จริง สำหรับทริปในปีที่จะมาถึง นอกจากนี้ ผู้เดินทางไทยมากกว่าครึ่ง สัดส่วน 64% เน้นว่าระหว่างเดินทางจะใช้แอปพลิเคชันที่ทำให้เลือกดูและจองกิจกรรมแบบเรียลไทม์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย   ในขณะที่ผู้คนสัดส่วน ​61% มีแผนที่จะใช้แอปพลิเคชั่น  ซึ่งสามารถวางแผนกิจกรรมต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อให้มีคำตอบรวมอยู่ในที่เดียว และเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ ในปี 2020 จะมีแอปพลิเคชันจำนวนมากยิ่งขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คอยเสนอคำแนะนำ  สำหรับผู้ใช้รายนั้นๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นจุดหมาย ที่พัก และกิจกรรมน่าสนใจ โดยอิงตามความชอบในปัจจุบัน ทริปก่อนหน้า และองค์ประกอบหลักที่อาจส่งผลกระทบได้ เช่น สภาพอากาศและความนิยม   3.เที่ยวแบบสโลว์ๆ จะมาแทน #FOMO     แทนที่จะต้องคอยกลัวตกกระแส (Fear of Missing Out หรือ FOMO) และต้องเร่งรีบทำทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเดินทางในปี 2020 นั้นจะพลิกโฉมไปเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้เดินทางชาวไทยมากกว่าครึ่ง สัดส่วน 61% วางแผนที่จะใช้รูปแแบบการเดินทางที่ช้าลง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 3 ใน 4  สัดส่วน  78% อยากเลือกเส้นทางที่ใช้เวลาเพิ่มขึ้น เพื่อสัมผัสประสบการณ์จากการเดินทางให้มากขึ้น   รูปแบบการเดินทางซึ่งช่วยสนับสนุนความต้องการที่เปลี่ยนไป ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยาน รถราง เลื่อนลาก เรือ รวมถึงเดินด้วยสองเท้าของนักเดินทางเอง ตามจริงแล้วผู้เดินทางชาวไทย 75% ไม่เกี่ยงว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางไปจุดหมายนานขึ้น หากได้ใช้วิธีเดินทางแบบแปลกใหม่  นอกจากนี้ ผู้เดินทาง 73% อยากสัมผัสถึงความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลา ด้วยการนั่งรถไฟสายประวัติศาสตร์ เช่น Flying Scotsman หรือ Orient Express เฝ้ารอปีแห่งการเดินทางสุดพิเศษแบบค่อยเป็นค่อยไปได้เลย   4.ค้นพบการท่องเที่ยวที่สัมผัสความสนุกได้แบบครบครัน   โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาว่างพอ เป็นเหตุให้ไม่ได้เริ่มทริปหรือหยุดพักผ่อน ผู้เดินทางต่างต้องการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพที่สุดระหว่างพักผ่อน ดังนั้น แทนที่จะเที่ยวแค่แบบเดียวตลอดทริป ในปี 2020 จะมีผู้เดินทางที่ต้องการทริปแบบ “ความสนุกครบครัน” เพิ่มขึ้น โดยไปเยือนจุดหมายที่มอบประสบการณ์หลากหลายและมีสิ่งน่าสนใจ โดย 7 ใน 10 ของผู้เดินทางชาวไทย หรือสัดส่วน 71%  กล่าวว่าต้องการออกทริปยาว ๆ สักครั้งเพื่อไปยังสถานที่ที่มีกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจสุดโปรดทั้งหมดอยู่ใกล้กัน   นักท่องเที่ยวอีก 77% ยอมรับว่าจะเลือกจุดหมายที่มีกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจสุดโปรดทั้งหมดอยู่ใกล้กันเพื่อจะได้ประหยัดเวลาเดินทาง จากเทรนด์นี้จึงทำให้คาดได้ว่า แวดวงการเดินทางจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ผู้เดินทางสะดวกยิ่งขึ้น โดยสร้างแผนเดินทางที่อัดแน่นด้วยความสนุกและสิ่งที่น่าสนใจหลากหลาย ข้อเสนอ และเส้นทางที่จะทำให้ผู้เดินทางได้เที่ยวจุดหมายสนุกครบครันเหล่านี้อย่างเต็มที่   เมื่อพูดถึงจุดหมายที่มีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติโดดเด่น ซึ่งสามารถดื่มด่ำได้จากระเบียงห้องพักไปจนถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สวนสุดตื่นตา และชายหาดสำหรับเล่นน้ำคลายร้อน เพื่อผ่อนคลายหลังออกสำรวจมากทั้งวัน ปิดท้ายด้วยมื้อเย็นที่ร้านอาหารท้องถิ่นรสดั้งเดิม จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เดินทางที่ใช้บริการ Booking.com ต่างกล่าวว่าจุดหมายอันดับต้น ๆ ที่สามารถมอบประสบการณ์ความสนุกแบบครบครันให้กับนักท่องเที่ยวได้ คือ มอนเตวิเดโอ (อุรุกวัย) อิลญาเบลา (บราซิล) และนาฮะ (ญี่ปุ่น) เมื่อเทียบกับจุดหมายอื่น ๆ   5.สัตว์เลี้ยงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง   เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลกเกินครึ่ง สัดส่วน 55%  ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นลูก  รวมถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทยในสัดส่วน 53% ด้วยเช่นกันที่ให้ความสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจที่เทรนด์การเดินทางปี 2020 นี้จะถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของการพักผ่อน  โดยสถานที่พัก หรือกิจกรรมต่า่งๆ ต้องให้การต้อนรับสัตว์เลี้ยงด้วย   เจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวไทย 52% ยอมรับว่าในปีหน้าจะเลือกจุดหมายพักร้อนโดยอิงจาก ความเป็นไปได้ในการพาสัตว์เลี้ยงไปด้วย และเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวน 52% ก็ยินดีที่จะจ่ายเพิ่ม  เพื่อพักที่พักซึ่งเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เทรนด์นี้เห็นได้ชัดจากจำนวนที่พักซึ่งยินดีต้อนรับสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องบน Booking.com   ผู้ประกอบการที่พักทั่วโลกยังคงมองหาวิธีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เช่น ที่นอนสุนัข สปาสัตว์เลี้ยง เมนูรูมเซอร์วิส หรือแม้แต่ห้องอาหารที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อสัตว์เลี้ยง เรียกได้ว่าสัตว์เลี้ยงที่เดินทางพักร้อนพร้อมเจ้าของ สามารถตั้งตารอประสบการณ์ระดับ 5 ดาวได้อย่างแน่นอน   6.สร้างความทรงจำดี ๆ ด้วย “ทริปสองวัย”   ปี 2020 เป็นปีแห่ง “ทริปสองวัย” ลืมคำว่าช่องว่างระหว่างวัยไปได้เลย เพราะจะมีปู่ย่าตายายจำนวนมากขึ้น ที่พร้อมไปพักร้อนอย่างยิ่งใหญ่กับหลานๆ โดยไม่ได้พาคนเป็นพ่อแม่ไปด้วย ชาวไทยในรุ่นปู่ย่าตายายเกือบ 3 ใน 4  สัดส่วน 74% ยอมรับว่าการใช้เวลากับหลานๆ ทำให้ตนเองได้รู้สึกย้อนวัย โดยอีก 56% เชื่อว่าเหล่าพ่อแม่ก็อยากมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้างโดยไม่มีเด็กๆ มารบกวน   เมื่อจับคู่กับความจริงที่ว่าผู้สูงวัยทุกวันนี้แข็งแรงกว่า ชอบผจญภัยมากกว่า และกระตือรือร้นที่จะได้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็ก อีกทั้งกระฉับกระเฉงกว่าเมื่อก่อน เราก็จะได้เห็นว่า “ทริปสองวัย” ซึ่งมีกิจกรรมสุดแอคทีฟมากมายให้คนสองวัยได้เข้าร่วมนั้น จะได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีกในปีหน้า   7.แข่งกันไปจองร้านอาหาร     เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องท่องเที่ยวในปีหน้า จะเห็นว่าผู้เดินทางต่างให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารเป็นอันดับแรกๆ โดยต่างแย่งกันจองร้านอาหารดังๆ สำหรับหลายคนแล้ว การเลือกจุดหมายและช่วงที่จะเดินทางนั้นเริ่มต้นจาก  สามารถจองร้านเพื่ออิ่มอร่อยกับอาหารที่อยากทานมากๆ ได้หรือไม่   นอกจากนี้ ความหิวก็ยังถูกกระตุ้นด้วยเนื้อหาและคำแนะนำมหาศาลบนโซเชียลมีเดีย จึงไม่ได้มีเพียงร้านอาหารชื่อดังเท่านั้น ที่ผู้เดินทางต่างพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อจองโต๊ะ “ร้านลับ” ซึ่งเป็นสถานที่โปรดของคนท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน เสิร์ฟเมนูที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่ผู้คนมากมายอยากลิ้มลอง โดยหลายครั้งอยู่ในเส้นทางซึ่งคนไม่ค่อยรู้จักกัน ได้กลายมาเป็นร้านซึ่งมีแนวโน้มชวนให้ผู้เดินทางซึ่งต้องการลิ้มรสอาหารท้องถิ่นน้ำลายสอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เดินทางชาวไทยส่วนใหญ่ จำนวนถึง 85% กล่าวว่าการได้ทานอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญเมื่อไปทริปวันหยุด   ดังนั้น เตรียมกาปฏิทินหาวันหยุดได้เลย เพราะในปีหน้าผู้เดินทางจะเปลี่ยนแผนท่องเที่ยวโดยอิงจุดหมายที่เหมาะกับการไปทานอาหารเป็นหลัก โดยอยากไปดื่มด่ำรสชาติก่อนใคร และต้องการไปเยือนร้านเป็นรายแรก ๆ หรือก่อนที่จะกลายเป็นร้านดังออกสื่อต้องจองโต๊ะไปอีกร้าน   8.ทางลัดที่จะได้ออกเดินทางระยะยาว   เนื่องจากการเกษียณมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อมีอายุถึงจุดหนึ่ง และไม่ต้องทำงานแล้ว แต่วางแผนอย่างแข็งขันที่จะเกษียณเร็วขึ้น ในปี 2020 เราจึงจะได้เห็นการวางแผนการเกษียณเป็นเหมือนกับ “การวางแผนเดินทางเพื่อออกผจญภัย”   ชาวไทยในช่วงอายุ 18-25 ปี จำนวนมากกว่าหนึ่งในสี่ หรือสัดส่วน 28% กำลังวางแผนที่จะเกษียณก่อนอายุ 55 ปี โดยเรื่องที่วางแผนว่าจะทำก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สำหรับปี 2020 ผู้เดินทางจะเปลี่ยนแนวคิดและเริ่มวางแผนครั้งใหญ่หลังเกษียณในอนาคต โดยผู้เดินทางชาวไทย 7 ใน 10 หรือสัดส่วน 72%​ เห็นว่าการออกเดินทาง หรือท่องเที่ยว เป็นวิธีสุดสมบูรณ์แบบที่จะใช้เวลาว่างจากการเกษียณ   ส่วนผู้เดินทางชาวไทยสามในสี่ หรือสัดส่วน 73% วางแผนที่จะทำให้ทริปโลดโผนขึ้นเมื่อเกษียณแล้ว และมากกว่าหนึ่งในสี่ หรือสัดส่วน 28% ของคนที่เกษียณแล้วก็กำลังวางแผน Gap Year คือเอาเวลาไปเที่ยวนานหลายเดือนโดยไม่ให้มีเรื่องอะไรมาขัดจังหวะ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ผู้เดินทางชาวไทยเกือบ 3 ใน 4 หรือสัดส่วน 73% เห็นพ้องว่าสามารถทำตอนอายุเท่าไรก็ได้  และเนื่องจากการเกษียณและการเดินทางการเป็นเรื่องที่ควบคู่ไปด้วยกันสำหรับกลุ่มคนในหลายช่วงอายุ จึงคาดว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้เดินทางสามารถเริ่มกระบวนการวางแผนผ่านเงินเก็บสำหรับ “ทริปหลังเกษียณ” โดยเป็นไปในลักษณะที่เปิดโอกาสให้ผู้เดินทาง ปันเงินไว้สำหรับทริปพักร้อนที่ยาวที่สุดในชีวิต   นี่คือ 8 เทรนด์การท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยว ตอนนี้ ก็เตรียมเงินและวางแผนหาวันหยุด แล้วแพ็คกระเป๋า ออกไปท่องโลกกว้าง เพื่อเติมพลังชีวิตกันได้เลย
สรุปข่าวอสังหาริมทรัพย์รอบสัปดาห์ วันที่  7 – 13 ตุลาคม 2562

สรุปข่าวอสังหาริมทรัพย์รอบสัปดาห์ วันที่ 7 – 13 ตุลาคม 2562

ถึงตอนนี้ ถือว่าเข้าเราได้เดินทางมาสู่ไตรมาสสุดท้ายอย่างเต็มตัวแล้ว บรรยากาศช่วงไฮซีซั่นกำลังเริ่มต้นขึ้น เห็นได้จากแคมเปญการตลาดออกมากันแบบแรงๆ เพื่อเรียกยอดขาย  เพราะโค้งสุดท้ายแล้ว  หากหมดไตรมาสนี้ คงไม่มีเวลาสร้างผลงาน ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้ว แม้จะมีผู้ประกอบการหลายราย ได้ปรับเป้าหมายทางธุรกิจไปกันบ้างแล้วก็ตาม   ส่วนในรอบสัปดาห์วันที่ 7-13 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์อะไรบ้างในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ลองมาดูกัน   ฮาบิแทท 2 โครงการใหม่ย่านทองหล่อ      การเปิดตัวโครงการใหม่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ฮาบิแทท กรุ๊ป เปิดตัว 2 โครงการใหม่  มูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท ได้แก่  โครงการ วาลเด้น ทองหล่อ 8 (Walden Thonglor 8) และ โครงการ วาลเด้น ทองหล่อ 13 (Walden Thonglor 13) พร้อมดึง เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ (JRE Development) บริษัท  ลูกของ “แจลุกซ์” (JALUX Inc.) จากประเทศญี่ปุ่น มาช่วยบริหารที่พักอาศัย นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมทุนกับลิสต์ กรุ๊ป (List Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาคอนโดมิเนียมลักชัวรี่โลว์ไรซ์ 2 โครงการดังกล่าว โดยอาศัยความสามารถในการทำตลาดระดับนานาชาติ เข้ามาเสริมจุดแข็งผ่านเครือข่ายของ ลิสต์ ซอเธอบี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลตี้  โดยทั้งสองโครงการคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในช่วงไตรมาสแรก ปี 2563 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรก ปี 2565  นอกจากนี้ ยังได้เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ (JRE Development) บริษัทลูกของ JALUX มาเป็นผู้บริหารจัดการโครงการทั้ง 2 แห่งด้วย   “แสนสิริ” ผนึก “พลัส ” ทุ่ม 60 ล้านปั้้นระบบความปลอดภัย      เรื่องของความปลอดภัย ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ผู้ประกอบการ ต้องให้ความสำคัญที่ทุกโครงการต้องทำให้ผู้อยู่อาศัยปลอดภัย เพราะหากบ้านไม่ปลอดภัย คงไม่มีใครอยากอยู่ คนจะซื้อที่อยู่อาศัยสักแห่ง ก็ต้องเลือกโครงการอยู่แล้วปลอดภัยมากที่สุด แสนสิริ ซึ่งมองเห็นว่าเรื่องความปลอดภัย เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ลูกค้าใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม จึงนำเอาระบบ Smart Command Centre ศูนย์ควบคุมความปลอดภัยจากส่วนกลางแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง มาใช้ในโครงการของแสนสิริ อาทิ โครงการเดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา   ล่าสุด แสนสิริ จับมือ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ลงทุน 60 ล้านบาท ตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ LIV-24 บุกเบิกแวดวงอสังหา ฯ กับสุดยอดบริการดูแลความปลอดภัยจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง อย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกและหนึ่งเดียวของวงการอสังหาฯ ไทย ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นอัปเกรดสุดล้ำ ต่อยอดจากความสำเร็จของ Smart Command Centre ที่ยกระดับความความปลอดภัยจากส่วนกลางเข้าสู่ที่พักอาศัย ด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณ Intrusion Alarm แจ้งเตือนเมื่อมีการบุกรุกเข้าสู่ตัวบ้าน และระบบ Smart Meter โซลูชั่นตรวจสอบและแจ้งเตือน เมื่อมีการใช้น้ำประปาและไฟฟ้าที่ผิดปกติในที่พักอาศัย ปี 2020 จ่อขยายการให้บริการครอบคลุม 47 โครงการของแสนสิริ มุ่งเดินหน้าเสริมความปลอดภัย พร้อมสร้างความพึงพอใจระดับสูงสุดให้กับลูกบ้านแสนสิริ   ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้จับมือกับ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เพื่อทรานส์ฟอร์มสู่ ‘LIV-24’ ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ของพลัส พร็อพเพอร์ตี้  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยให้เพิ่มมากขึ้น กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากส่วนกลางเข้าสู่ที่พักอาศัย ด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณ Intrusion Alarm แจ้งเตือนเมื่อมีการบุกรุกเข้าสู่ตัวบ้าน และระบบ Smart Meter โซลูชั่นตรวจสอบและแจ้งเตือน เมื่อมีการใช้น้ำประปาและไฟฟ้าที่ผิดปกติในที่พักอาศัย  ซึ่งวางเป้าหมายติดตั้งกับโครงการของแสนสิริให้ครอบคลุม 47 โครงการ ภายในปีหน้า   “ORI” กวาดยอดขายสะสม 9 เดือน ทะยานสู่ 23,148 ล้าน     ช่วงนี้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมากันบ้างแล้ว ล่าสุด บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  แจ้งว่า สามารถสร้างยอดขายในช่วงไตรมาส 3/2562 ได้ถึงกว่า 10,188 ล้านบาท  ส่งผลให้บริษัทมียอดขายสะสม 9 เดือนแรกของปี 2562 อยู่ที่ 23,148 ล้านบาท หรือคิดเป็น 83% ของเป้าหมายยอดขายของทั้งปี 2562   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออริจิ้น  เปิดเผยว่า  ผลประกอบการในไตรมาส 3 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เป็นเพราะการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ ดิ ออริจิ้น (The Origin) จำนวน 4 โครงการ ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2 ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมาย โดยมีถึง 3 โครงการที่สามารถปิดการขายได้แล้ว 100% (Sold Out) ได้แก่ 1. ดิ ออริจิ้น รามคำแหง 209 อินเตอร์เชนจ์ 2. ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว 3. ดิ ออริจิ้น ลาดพร้าว 15   ขณะเดียวกัน ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 ที่เพิ่งเปิดพรีเซลเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบรับที่ดี ส่งผลให้ภาพรวมอัตรายอดขาย  ของแบรนด์ดิ ออริจิ้นที่เปิดตัวไป 4 โครงการ สูงถึงกว่า 85%  นอกจากนี้ โครงการคอนโดฯ แบรนด์พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) 2 โครงการที่ทยอยเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2-3 มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,500 ล้านบาท ก็สร้างยอดขายกลับมายังบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการพาร์ค ออริจิ้น จุฬา-สามย่าน และโครงการพาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี ต่างมียอดขายแล้วกว่า 80% ขณะเดียวกัน โครงการเคนซิงตัน ระยอง คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ภายใต้โครงการออริจิ้น สมาร์ท ซิตี้ ระยอง ก็ได้รับการตอบรับที่น่าพึงพอใจ ล่าสุดคิดเป็นยอดขาย 90% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   BC โรดโชว์พบนักลงทุนกรุงเทพฯ     ความเคลื่อนไหวของบริษัทอสังหาฯ ในแวดวงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากเรื่องประกาศผลประกอบการแล้ว บริษัทที่เตรียมเข้าเทรดหุ้นตอนนี้ อย่าง “บูทิค คอร์ปอเรชั่น” หรือ BC ได้เดินสายจัดงานโรดโชว์พบนักลงทุน เพื่อสรุปข้อมูลการเสนอขายหุ้นไอพีโอ 167 ล้านหุ้น และโชว์ความแข็งแกร่งในธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ รูปแบบสร้าง - ดำเนินงาน - ขาย หรือ BOS Model  เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในปลายปีนี้   นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BC)  เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดงานสรุปข้อมูลการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่นักลงทุนและประชาชนทั่วไป (โรดโชว์)​ ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่น ก่อนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (ไอพีโอ) จำนวนไม่เกิน 167 ล้านหุ้น ตามแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในปลายปี 2562   โดยโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ BOS Model วางเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ไม่ต่ำกว่า 15%  ซึ่งความสำเร็จของโครงการที่กลุ่มบริษัทฯ ก่อสร้าง ดำเนินงาน และจำหน่ายออกไปแล้ว (BOS Model) มีจำนวน 6 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 3,525 ล้านบาท และได้กำไรจากการขายโครงการรวมมูลค่าประมาณ 1,626 ล้านบาท พร้อมทั้ง เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ ชั้นใน ย่านสุขุมวิทตอนต้น และเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่  สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2562 รายได้รวมอยู่ที่ 675.9 ล้านบาท เติบโต 56.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 431.3 ล้านบาท (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   AWC เทรดวันแรกปิดบวก 0.05 บาท   ส่วนบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในตระกูล “สิริวัฒนะภักดี” ของเสี่ยเจริญ เจ้าพ่ออาณาจักรเบียร์ช้าง ที่ได้เริ่มทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เป็นวันแรกในวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ​ ซึ่งหุ้นของ AWC  ทำราคาปิดวันแรกบวกเพิ่ม 0.05 บาท หรือ +0.83%  จากราคาขาย IPO 6.00 บาท มีมูลค่าการซื้อขาย 8,130.18 ล้านบาท สำมารถทำราคาขึ้นไปได้สูงสุด 6.10 บาท และราคาลงต่ำสุด 6.00 บาท (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   ไทยเตรียมจัดงานประชุมสภาประเมินราคาแห่งอาเซียน     ปิดท้ายกับข่าวของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงานประชุมสภานักประเมินราคาแห่งอาเซียน ครั้งที่ 22  ในประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศเจ้าภาพ  ระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม 2562 ที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา ซึ่งมีนายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้ประเมินราคาแห่งอาเซียนระหว่างปี 2562-2563 โดยสมาคมผู้ประเมินราคาแห่งอาเซียน The ASEAN Valuers Association (AVA) ก่อตั้งในปี 2524 ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 8 ประเทศในอาเซียน ลาว และเมียนมา   สำหรับการประชุมในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญต่อการผลักดันให้ไทยได้ยกระดับวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์สิน เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์สินและไม่มีหน่วยงานตามกฎหมายที่จะกำกับดูแลมาตราฐานการประเมินราคา ประเทศไทยจึงได้เกิดปัญหาจากการประเมินราคาอยู่บ่อยครั้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยทางสมาคมได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาร่วมประชุม เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการมีกฎหมายควบคุมมาตรฐาน และพัฒนาการด้านต่างๆ ของการประเมินราคาทรัพย์สินในแต่ละประเทศสมาชิก AVA    
5 เรื่องน่ารู้ของ AWC บิ๊กอสังหาฯ ตระกูล “สิริวัฒนภักดี” น้องใหม่ในตลาดหุ้นไทย

5 เรื่องน่ารู้ของ AWC บิ๊กอสังหาฯ ตระกูล “สิริวัฒนภักดี” น้องใหม่ในตลาดหุ้นไทย

ในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 หุ้นของ  AWC  หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด(มหาชน) จะเริ่มเปิดการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรก ซึ่ง AWC ถือได้ว่าเป็นหุ้นไอพีโอมีมูลค่าสูงสุด หากคิดจากมูลค่าหลักทรัพย์ หรือ มาร์เก็ตแคป ตามราคาตลาด จากราคาไอพีโอ เท่ากับว่า AWC จะมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปถึง 192,000 ล้านบาท    โดยการระดมทุนของ AWC ครั้งนี้ มีหุ้นจำนวน 8,000 ล้านหุ้น สัดส่วนไม่เกิน 25% ราคาหุ้นละ 6.00 บาท จึงเท่ากับว่ามีการระดมทุนรวมมูลค่า 48,000 ล้านบาท ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการระดมทุน จะนำเอาเงินไปในใช้เป็นเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการ ใช้ในการลงทุนพัฒนา ปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัท และนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร   AWC หลายคนอาจจะรู้จักว่าเป็นบริษัทในเครือทีซีซี (TCC Group) ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อเบียร์ช้างและธุรกิจในมืออีกสารพัด  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั่วประเทศ  สำหรับ AWC บริหารงานโดยลูกสาวของเสี่ยเจริญ คือ นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่ง AWC ถือเป็นหนึ่งบริษัทของกลุ่มทีซีซี ที่มีความน่าสนใจ จากธุรกิจในมือและการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง  และนี่ คือ 5 ข้อมูลที่น่าสนใจและทำความรู้จักกับบริษัท ก่อนจะเทรดหุ้นตัวนี้เข้าพอร์ต     1.จุดเริ่มต้นของบริษัท เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2519 ที่นายเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ได้ก่อตั้งกลุ่มบริษัททีซีซีขึ้น ก่อนจะจัดตั้งบริษัท เฟิร์สท์ เดสทิเนชั่น จำกัด ในปี 2552 ซึ่งเป็นหนึ่งบริษัทสำคัญของกลุ่มทีซีซี ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทมาเป็น บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด ในช่วงเดือนตุลาคม 2559 หลังจากก่อนหน้าได้สะสมอสังหาริมทรัพย์เข้ามาไว้ในมือหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม อาคารสำนักงาน และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์   2.AWC ถือเป็นหนึ่งใน 4 กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือทีซีซี ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ ประเภทโรงแรม อาคารสำนักงาน และพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยจะไม่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ซึ่งนอกจากการพัฒนาโครงการต่างๆ บนที่ดินทำเลศักยภาพแล้ว ยังมีแผนนำเอาอสังหาริมทรัพย์ในเครือทีซีซีเข้ามาเติมพอร์ตด้วย ปัจจุบันมีโครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 20 แห่งที่สามารถนำเอามาเข้ามาบริหารได้   3.AWC เป็นเจ้าของอาคารสำนักงานรายใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยมีพื้นที่เช่าสุทธิที่บริษัทเป็นเจ้าของรวมมากที่สุดถึง 270,594 ตารางเมตร (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561) จากอาคาสำนักงานรวม 4 อาคาร ได้แก่ อาคาร 208 วายเลสโร้ด อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอน์​  และอาคารอินเตอร์ลิงค์ทาวเวอร์ รองลงมาเป็นกลุ่มเฟรเซอร์ ยูวี และโกลเด้นแลนด์ ที่มีรวมกัน 217,189 ตารางเมตร และอันดับ 3 เป็นของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีพื้นที่รวม 211,999 ตารางเมตร   4.ปัจจุบัน AWC มีแบรนด์โรงแรมชั้นนำ อาทิ แมริออท,  อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน รวม 15 แห่ง โดยมีจำนวนห้องพัก 4,960 ห้อง แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 10 แห่ง มีจำนวนห้องพัก 3,432 ห้อง และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนการในการพัฒนาจำนวน 5 แห่ง มีจำนวนห้องพัก 1,528 ห้อง ตามแผนธุรกิจในระยะ 5 ปีข้างหน้า จะซื้อและพัฒนาโรงแรมเข้ามาเติมพอร์ต ทำให้บริษัทมีห้องพักรวม 8,506 ห้อง ทำให้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนห้องพักโรงแรมในประเทศสูงสุด   โดยอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ ที่ทำสัญญาซื้อขายกับกลุ่มทีซีซีแล้ว และจะนำเข้ามาในอีก  6 เดือนข้างหน้า จำนวน  12 โครงการ เป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการในกรุงเทพฯ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพ สาทร และ Bangkok Marriott Hotel The Surawongse  โรงแรมที่เปิดดำเนินการนอกกรุงเทพฯ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ Phuket Marriott Resort & Spa, Naiyang Beach และ Hua Hin Marriott Resort & Spa และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงหรือพัฒนา จำนวน 6 แห่ง นอกจากนี้ยังอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส (Mixed-Use Properties) ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงหรือพัฒนา จำนวน 2 แห่งด้วย     5.สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์  บริษัทมีพื้นที่ให้เช่าสุทธิ 198,781 ตารางเมตรในเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา จากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง ได้แก่  1.เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ 2.เกทเวย์ แอท บางซื่อ 3.พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ 4.พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน 5.พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่ 6.โอ.พี.เพลส แบงค็อก 7.ลาซาล อเวนิว 8.ตะวันนา บางกะปิ และ 9.เกทเวย์ เอกมัย ซึ่งเป็นโครงการภายใต้สัญญาบริหารโครงการ และบันทึกข้อตกลงปี 2562 เพื่อการข้าลงทุนในโครงการดังกล่าว (โดยมีพื้นที่เช่าสุทธิ 33,153 ตารางเมตร) และมีโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่อีก 2 แห่ง   สำหรับผลประกอบการโดยรวมของ AWC ถือว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 มีรายได้รวม 9,411 ล้านบาท ปี 2560 มีรายได้รวม 11,208 ล้านบาท ปี 2561 มีรายได้รวม 12,416 ล้านบาท ส่วนช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้รวม 5,840.12 ล้านบาท   ถือเป็นหุ้นที่เข้ามาสร้างความคึกคักใหักับตลาดหุ้นไทยไม่น้อย แต่ในผลสุดท้ายราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด  คงต้องติดตามดู แต่ที่แน่ๆ AWC จะเป็นอีกหนึ่งบิ๊กดีเวลลอปเปอร์ของไทย ที่พัฒนาโครงการออกมามากมาย เพราะทรัพย์สินของตระกูล "สิริวัฒนภักดี" มีอยู่ทั่วทุกมุมเมืองประเทศไทย   อ่านข่าวเกี่ยวข้องเพิ่มเติม -“เสี่ยเจริญ” จัดพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ ส่ง AWC เข้าตลาด ลบภาพธุรกิจครอบครัวสู่มาตรฐานมืออาชีพ -AWC ไปต่ออย่างไร กับพอร์ต อสังหาฯ​ เพื่อการพาณิชย์ในมือ? -เคาะราคา IPO หุ้น AWC ของลูกสาวเสี่ยเจริญ เปิดขาย 6 บาท ทุบสถิติระดมทุนสูงสุด    
ทำความรู้จัก “BC” ดีเวลลอปเปอร์ ที่พัฒนาโครงการขายทั้งโปรเจ็กต์สร้างกำไร

ทำความรู้จัก “BC” ดีเวลลอปเปอร์ ที่พัฒนาโครงการขายทั้งโปรเจ็กต์สร้างกำไร

ในบรรดาดีเวลลอปเปอร์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การพัฒนาโครงการส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นการพัฒนาเพื่อขาย  ให้กับผู้ที่ต้องการอยู่อาศัย หรือนักลงทุนในรูปแบบการปล่อยเช่าหรือเอาไปขายต่อเมื่อมีกำไร รองลงมาจะเป็นการพัฒนาโครงการประเภทโรงแรม ศูนย์การค้า สำนักงาน และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างรายได้ให้กับดีเวลลอปเปอร์แบบระยะยาว หรือ Recurring Income จากอัตราค่าเช่า หรือค่าห้องพัก   แต่ในระยะเวลาอีกไม่นาน นับจากนี้จะมีดีเวลลอปเปอร์น้องใหม่ คือ บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC ที่มีรูปแบบการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ในลักษณะ  “สร้าง -ดำเนินงาน-ขาย” หรือ BOS (Build-Operate-Sell) ซึ่งเป็นหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการดำเนินธุรกิจ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เพื่อระดมทุนไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจในอนาคต  ซึ่งรูปแบบการดำเนินธุรกิจในลักษณะ BOS ถือว่าไม่ค่อยเห็นดีเวลลอปเปอร์ทำกันบ่อยหนัก     ทำความรู้จัก BOS Model  ปั้นโปรเจ็กต์เพื่อขาย ลักษณะการดำเนินธุรกิจของ  บูทิค คอร์ปอเรชั่น ประกอบด้วย 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจโรงแรม เป็นการพัฒนาและบริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ซิทาดีนส์ ที่ปัจจุบันมี 4 แห่ง ได้แก่ ซิทาดีนส์ สุขุมวิท 8 ซิทาดีนส์ สุขุมวิท 11 ซิทาดีนส์ สุขุมวิท 16 และ ซิทาดีนส์ สุขุมวิท 23 2.การพัฒนาโครงการ ดำเนินงาน และขาย หรือ BOS และ 3.กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งให้บริการในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนขายโครการ และการเรียกเก็บค่าบริการต่างๆ   สำหรับกลยุทธ์การพัฒนาโครงการอสังหาฯ  ในรูปแบบสร้าง-ดำเนินงาน-ขาย หรือ BOS  (Build-Operate-Sell) มีทั้งประเภทโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงานให้เช่า ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ ชั้นใน ย่านสุขุมวิทตอนต้น และเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยรูปแบบการพัฒนาดังกล่าวทำให้ BC สามารถเพิ่มผลตอบแทนจากการนำเงินกำไรที่ได้รับจากการขายโครงการไปลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพใหม่ๆ ในอนาคต ได้ทันที ขั้นตอนของการสร้าง-ดำเนินงาน-ขาย มีดังนี้   การสร้าง (Build)   เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการพัฒนาโครงการ (Pre-Development Phase)  ได้แก่  การเลือกทำเลและจัดหาที่ดิน ซึ่งจะซื้อที่ดินตามแผนงานลงทุนเท่านั้น   ไม่มีนโยบายซื้อที่ดินเก็บไว้ และจะจัดหาที่ดินในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ที่มีประชากรและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเช่น จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี จ.ระยอง จ.กระบี่ เกาะสมุย และจังหวัดที่มีการขยายสนามบิน หรือเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน   การศึกษาความเป็นได้ของโครงการ (Feasibility Study)  ทั้งทางกายภาพของโครงการ (Physical Feasibility Study)  ด้านกฎหมาย (Legal Due Diligence)  ทางการตลาด (Market Feasibility Study)  ทางการเงิน (Financial Feasibility Study) จัดซื้อที่ดิน  การจัดหาเงินลงทุนและผู้ร่วมทุน  หลังจากนั้นจะเป็น ขั้นตอนการพัฒนาโครงการ (Development Phase) ตั้งแต่การออกแบบและวางแผนก่อสร้าง  การขอใบอนุญาตต่างๆ  จนก่อสร้างแล้วเสร็จ   การดำเนินงาน (Operate) เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ บริษัทจะทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ เพื่อให้ได้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้  โดยปัจจุบันโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วมีทั้งหมด 9 โครงการ เป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ซิทาดีนส์​4 แห่ง และโรงแรมโอ๊ควู้ด เรสซิเดนส์ สุขุมวิท 24 กรุงเทพฯ​โรงแรมโอ๊ควู้ด โฮเทล เจอร์นีย์ฮับ ภูเก็ต ป่าตอง สาย 3 ภูเก็ต วิลล่า 1 หนังบริเวณหาดป่าตองภูเก็ต โครงการโรงแรมโอ๊ควู้ด โฮเทล เจอร์นีย์ฮับ พัทยา จ.ชลบุรี และโรงแรมโนโวเทล เชียงใหม่ นิมมาน เจอร์นีย์ฮับ จ.เชียงใหม่ การขาย (Sell) เมื่อบริษัทดำเนินโครงการได้ระยะหนึ่ง จะพิจารณาขายโครงการให้แก่ผู้สนใจ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทขายโครงการให้กับนักลงทุน และผู้สนใจโครงการไปแล้ว 6 โครงการ รวมมูลค่า 3,525 ล้านบาท  สามารถทำกำไรได้แล้วกว่า 1,626 ล้านบาท ซึ่งอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อโครงการ (IRR) ที่ได้รับมาไม่ต่ำกว่า 15% ซึ่งโครงการที่ขายแล้ว ได้แก่ 1.โรงแรมโอ๊ควู๊ด อพาร์ทเม้นท์ ทริลเลี่ยนท์ สุขุมวิท 18 กรุงเทพฯ 2.โรงแรมโอโซ พัทยา 3.ศูนย์การค้าเรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 4.โรงแรมไฮแอท เพลส ป่าตอง 5.ศูนย์การค้าซัมเมอร์ ฮิลล์ พระโขนง และ 6.โครงการอาคารสำนักงานให้เช่าซัมเมอร์ ฮับ พระโขนง   แต่สำหรับโรงแรมภายใต้แบรนด์ซิทาดีนส์ บริษัทจะพัฒนาและบริหารเพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีแผนขายโครงการดังกล่าวให้กับนักธุรกิจ หรือกลุ่มนักลงทุน   นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC เปิดเผยว่า การใช้กลยุทธ์ BOS เพื่อต้องการหาผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดให้กับนักลงทุน ซึ่งการพัฒนาโครงการสามารถใช้พื้นที่ขนาดเล็กตั้งแต่ 300 ตารางวา ในทำเลศักยภาพก็สามารถพัฒนาโครงการได้ โดยมีการลงทุนทั้งร่วมกับพันธมิตรที่บริษัทจะลงทุนไม่ต่ำกว่า 26% หรือพัฒนาโครงการเอง   สำหรับแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ นั้น บริษัทต้องการนำเงินไปใช้  ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.เพื่อใช้สำหรับการลงทุนในโครงการเชียงใหม่ Nimman 2-3 โครงการ Summer Point โครงการโรงแรมแรมบนถนนสุขุมวิท 16 โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์บนถนนสุขุวิท 36 และโครงการกมลา 1-2  2.เพื่อจ่ายคืนหนี้สิน และ 3.เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ   สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2562 รายได้รวมอยู่ที่ 675.9 ล้านบาท เติบโต 56.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 431.3 ล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากการขายโครงการ Summer Hill และ Summer Hub Office สนับสนุนให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 348.5 ล้านบาท เติบโตขึ้น 122.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 156.7 ล้านบาท      
Hostel ต้องปรับตัวอย่างไร ให้ชนะใจนักท่องเที่ยว

Hostel ต้องปรับตัวอย่างไร ให้ชนะใจนักท่องเที่ยว

ต้องยอมรับว่า ตลาดท่องเที่ยวของไทย เป็นหนึ่งในตัวทำรายได้หลักให้กับประเทศ เพราะเมืองไทยเรียกได้ว่ามีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ แถมการเที่ยวเมืองไทยยังมีต้นทุนไม่สูง หากจะเทียบกับหลายๆ ประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย   ช่วงที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรม คือ หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตตามการเติบโตของตลาดท่องเที่ยว แต่รูปแบบการพักอาสัยในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ อย่างกลุ่มมิลเลนเนียล หรือคนรุ่นใหม่ ผู้ที่เกิดช่วงปี 2524-2539  ที่ไม่ได้ต้องการสถานที่พักแบบหรูหรา แต่สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว ในงบประมาณที่จำกัด รูปแบบที่พักอาศัยอย่างโฮลเทล จึงเกิดขึ้นมารองรับกับกลุ่มนักเดินทางเหล่านั้น   ปัจจุบันมีที่พักในรูปแบบโฮสเทลเกิดขึ้นมากมาย เรียกได้ว่าแทบจะทุกมุมถนน โดยเฉพาะทำเลที่ใกล้กับระบบคมนาคมที่เดินทางสะดวก ถือได้ว่าเป็นยุคการเติบโตของธุรกิจโฮสเทลเลยก็ว่าได้ แต่ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการโฮสเทล ยังต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะการแข่งขันที่สูง  ช่วงราคาห้องพักต่อคืนที่ต่ำ และจำนวนเตียงที่ขายได้น้อย  จึงทำให้ยากแก่การปรับตัว ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทาง Economic Intelligence Center (EIC)  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจมานำเสนอ   มิลเลนเนียลปัจจัยหลักกระตุ้นธุรกิจ     หากกล่าวถึงที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวในอดีตอาจนึกถึงแค่โรงแรม ที่เพียบพร้อมไปด้วยการบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ภายใน 10 ปีผ่านมาที่พักประเภทโฮสเทล  ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทที่สำคัญของการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป   ในปี 2561 ประเทศไทยรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 38.3 ล้านคน หนึ่งในปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากนักท่องเที่ยวในช่วงอายุ 25 ถึง 34 ปี จากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คิดเป็นกว่า 28% ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามายังประเทศไทย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 12.5% ตั้งแต่ปี 2555 ถึง 2560 ขณะที่กลุ่มอายุอื่นอยู่ที่ 9% มิลเลนเนียล กำลังกลายเป็นผู้บริโภคหลักในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย พฤติกรรมสำคัญของกลุ่ม มิลเลนเนียล คือการนำ “การท่องเที่ยว” มาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักในการใช้ชีวิต   ทั้งยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน รวมถึงมีพฤติกรรมการเลือกเข้าพักโฮสเทล มากกว่ากลุ่มอื่น จากการสำรวจโดย Hostelworld group ผู้ให้บริการจองโฮสเทลออนไลน์อันดับ 1 ระบุว่า ผู้เข้าพักโฮสเทลมากกว่า 70% เป็นชาวมิลเลนเนียล   สำหรับคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ ของชาวมิลเลนเนียล ที่ถือว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวสำคัญในการเข้ามาสนับสนุนให้ธุรกิจอย่างโฮสเทล คือ   1.นิยมท่องเที่ยวตามชุมชน เพื่อมองหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ แสวงหาความท้าทาย จากการศึกษาโดย Amadeus ซึ่งเป็นผู้นำการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวระดับโลก ทำการวิจัยนักท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิกกว่า 7,000 คนใน 14 ประเทศ   ผลวิจัยระบุว่า ชาวมิลเลนเนียล ให้ความสำคัญกับคำแนะนำเกี่ยวกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ตามชุมชน  มากกว่าคำแนะนำเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ทั้งนี้โรงแรมส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ตามไพร์มโลเกชั่น มากกว่าตามพื้นที่ตามชุมชน แตกต่างจากโฮสเทล ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ที่นำที่พัก บ้าน หรือตึกแถวมาปรับปรุงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวตามชุมชนได้เป็นอย่างดี   2.ไม่ชอบเที่ยวกับคนหมู่มาก นักท่องเที่ยวชาวมิลเลนเนียล ชอบท่องเที่ยวคนเดียว (Solo traveler) มากกว่าการท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ จากการวิจัยโดย Princeton Survey Research Association พบว่า 58% ของนักท่องเที่ยวชาวมิลเลนเนียล ทั่วโลกชอบที่จะท่องเที่ยวคนเดียว ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอยู่ที่ราว 47% อย่างไรก็ตาม ชาวมิลเลนเนียล ยังคงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ความสะดวกสบายในการเดินทาง จึงทำให้ยังมีการจับกลุ่มท่องเที่ยวกับ Solo traveler คนอื่น ๆ ตามโฮสเทล   3.ชาวมิลเลนเนียลชอบเที่ยวบ่อย จากการสำรวจโดย Expedia Media Solution พบว่าคนรุ่นมิลเลนเนียล เดินทางไปเที่ยวบ่อยที่สุดอยู่ที่ประมาณ 6 ครั้งต่อปี ขณะที่ชาวเบบี้บูมเมอร์เดินทางท่องเที่ยวประมาณ 4 ครั้งต่อปี ด้วยความที่ชาวมิลเลนเนียล  ชื่นชอบการท่องเที่ยวบ่อย ๆ เพื่อต้องการเติมเต็มให้กับชีวิต ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน   จากการศึกษาโดย TripAdvisor พบว่าชาวมิลเลนเนียล ใช้จ่ายในค่าที่พัก น้อยกว่าครึ่งของชาวเบบี้บูมเมอร์    จากการเลือกสรรที่พักให้อยู่ในงบที่จำกัดโฮสเทล  จึงนับเป็นตัวเลือกสำคัญของที่พักราคาถูก ตอบสนองความต้องการของชาวมิลเลนเนียล เดินทางท่องเที่ยวบ่อย แต่มีงบจำกัด ทั้งนี้ช่วงราคาที่พักต่อเตียง หรือต่อห้องของโฮสเทลนั้นต่ำกว่าช่วงราคาที่พักประเภทอื่นส่วนใหญ่   จากปัจจัยดังกล่าวชาวมิลเลนเนียล จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจโฮสเทลเติบโต และได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก ทั้งนี้ EIC ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลบน TripAdvisor พบว่า 9 จังหวัดที่มีจำนวนโฮสเทลมากที่สุดประกอบด้วย กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และแม่ฮ่องสอน ตามลำดับ   โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนโฮสเทลต่อจำนวนที่พักทั้งหมดมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ คิดเป็นอย่างน้อย 17% จากที่พักทั้งหมดกว่า 3,000 แห่ง รองลงมาคือ เชียงใหม่ สัดส่วน 12%​ และสุราษฎร์ธานี สัดส่วน 9% ตามลำดับ ซึ่งการเข้ามาลงทุนทำธุรกิจโฮสเทลตามหัวเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเดิมที่ถูกผู้ประกอบการใหม่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด นอกจากการเข้ามาในรูปแบบโฮสเทลอิสระ (Independent Hostel) แล้วยังมีเชนโฮสเทล ต่าง ๆ เข้ามาด้วย อาทิ Mad Monkey hostel และ Slumber Party Hostels   โฮสเทลควรทำอย่างไรเพื่ออยู่รอด การปรับตัวของธุรกิจโฮสเทล อาจไม่แตกต่างกันมากนักกับธุรกิจโรงแรม แต่ด้วยขนาดของโฮสเทล ที่มีจำนวนเตียงค่อนข้างน้อยเหมาะสำหรับลูกค้าประเภท F.I.T (Free Independent Travelers : นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพักลำพัง หรือนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ) และรับลูกค้าประเภทกรุ๊ปทัวร์ได้ยาก   นอกจากนี้ผู้เข้าพักค่อนข้างอ่อนไหวต่อราคา การปรับตัวจึงเป็นไปอย่างจำกัด ทั้งทางด้านงบประมาณในการดำเนินกิจการและการทำตลาด ดังนั้นสิ่งที่ EIC มองว่าผู้ประกอบการโฮสเทล สามารถทำได้คือ   -ต้องมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน สำหรับโฮสเทล ที่มีจำนวนห้องและงบประมาณในการดำเนินกิจการที่จำกัด จึงทำให้การทำการตลาดของโฮสเทลนั้นทำได้ในวงแคบ การมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนจะสามารถทำให้โฮสเทล สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจได้ กลุ่มลูกค้ามักมีความต้องการที่ต่างกัน เช่น นักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจมักมองหาที่พักที่สงบ เหมาะแก่การพักผ่อน มีโต๊ะทำงาน มีที่จอดรถและ Wi-Fi ขณะที่นักท่องเที่ยว Backpacker ต้องการพื้นที่พูดคุยกับผู้เข้าพักอื่น เช่น มี Mini bar สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวการเดินทาง บางกลุ่มชอบ Party ชอบการทำกิจกรรม บางกลุ่มชอบห้องพักที่ได้รับการตกแต่งที่สวยงาม ทันสมัย เป็นต้น เมื่อโฮสเทลสามารถหาจุดยืนที่ชัดเจนและเข้าใจความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มแล้ว ผู้ประกอบการจะสามารถวางแผนการตลาด และเจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุดในงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด   -ประสบการณ์การเข้าพักของนักท่องเที่ยว คือ ปัจจัยหลักของธุรกิจโฮสเทล  ผู้เข้าพักโฮสเทลมักไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้าวของเครื่องใช้ที่ครบครันเท่ากับผู้เข้าพักโรงแรม แต่มักมองหาประสบการณ์การเข้าพักมากกว่า ดังนั้นการสื่อสารกับผู้เข้าพักจึงนับเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด การสื่อสารสามารถทำได้ผ่านพนักงาน ซึ่งต้องสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวความคิด วัฒนธรรม พื้นฐานสังคมได้อย่างดี รวมถึงการบริการที่เป็นกันเอง ความเอาใจใส่ และความเข้าใจถึงความต้องการของผู้เข้าพัก นอกจากนี้การสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับชุมชน โดยสื่อสารผ่าน การตกแต่ง การบอกเล่า หรือการทำให้สิ่งแวดล้อมมีความเป็นชุมชน เช่น การจัดกิจกรรม หรือ Workshop ต่าง ๆ ร่วมกับชุมชน เป็นต้น   -เมื่อผู้เข้าพักพึงพอใจ ทำยังไงให้บอกต่อ ผู้ประกอบการโฮสเทลควรกระตุ้นให้ผู้เข้าพักบอกต่อความรู้สึกดีๆ และประสบการณ์ระหว่างเข้าพัก จากการรวบรวมข้อมูลและวิจัยโดย SiteMinder ผู้ให้บริการ Cloud platform และระบบการจัดการแก่ที่พัก พบว่าเมื่อที่พักขอร้องให้ช่วยแสดงความคิดเห็น ผู้เข้าพักกว่า 80% ยินดีที่จะเขียนรีวิวให้กับที่พัก หากที่พักไม่ขอร้องจะมีเพียง 22% เท่านั้นที่จะแสดงความคิดเห็นหลังการเข้าพักด้วยตนเอง   การบอกต่อประสบการณ์นั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การบอกเล่ากับนักท่องเที่ยวอื่น การเขียนรีวิวบน เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ของนักท่องเที่ยวเอง ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากธุรกิจโรงแรมที่มุ่งเน้นการรีวิวบนแพลตฟอร์ม OTAs (Online Travel Agents) เนื่องจากกลุ่มลูกค้าค่อนข้างกระจาย ไม่เฉพาะกลุ่ม กลับกันธรรมชาติของผู้เข้าพักโฮสเทล มักสอบถามจากผู้มีประสบการณ์การเดินทาง การพูดคุยหรืออ่านรีวิวในกลุ่มที่มีความชื่นชอบคล้าย ๆ กันมากกว่า     ดังนั้น โฮสเทลควรขอร้องผู้เข้าพักให้ช่วยแสดงความคิดเห็นบน เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และช่องทาง อื่น ๆ บนแพลตฟอร์มของนักท่องเที่ยวเอง เพื่อช่วยกระจายประสบการณ์ระหว่างการเข้าพัก เป็นการทำการตลาดแบบปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า “Word of Mouth” แก่โฮสเทลของตน   นอกจากนี้ การเพิ่มยอดจอง Direct booking หรือการจองโดยตรงกับทางโฮสเทล ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อผ่านทางไลน์ เฟซบุ๊กแชท โทรศัพท์ อีเมล เว็บไซต์ของโรงแรม และอื่น ๆ นับเป็นช่องทางการจองโดยไม่ผ่านตัวกลาง ทำให้ที่พักไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านคอมมิชชั่นที่ค่อนข้างสูงให้กับ OTAs เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก เพียงทำให้การจองนั้นสามารถจ่ายเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับความท้าทายทางด้านการเพิ่มยอดจองจาก Direct booking ที่ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในการทำตลาดบน Social media ซึ่งแตกต่างจากการทำการตลาดจากการจองผ่าน OTAs ที่อาศัยเพียงค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดและการจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่สูงขึ้น   อาจสรุปได้ว่า ธุรกิจโฮสเทลนั้นจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความชำนาญทั้งทางด้านการตลาด ด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง สภาวะทางสังคมและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งอาศัยประสบการณ์ในการสะสมความรู้เพื่อให้เข้าใจธุรกิจโฮสเทลได้อย่างลึกซึ้ง
THEW TALAY เปิดรีเทลปั้นแลนด์มาร์คใหม่ ชะอำ-หัวหิน

THEW TALAY เปิดรีเทลปั้นแลนด์มาร์คใหม่ ชะอำ-หัวหิน

เชื่อว่าพื้นที่ชายทะเลในโซนชะอำ-หัวหิน  เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ของการเดินทางพักผ่อน สำหรับหลายครอบครัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วง Long Weekend หรือแม้แต่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะนอกจาก จะได้บรรยากาศของชายหาดอันเงียบสงบแล้ว ยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อีกด้วย   เพราะเสน่ห์ของพื้นที่ชะอำ-หัวหิน ส่งผลให้ดีเวลลอปเปอร์ ให้ความสนใจเข้าไปพัฒนาโครงการสารพัด ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย โรงแรม หรือพื้นที่รีเทลหลากหลายรูปแบบ  โครงการ THEW TALAY ESTATE ก็คือ หนึ่งในโปรเจ็กต์ที่ดีเวลลอปเปอร์เข้าไปพัฒนา ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อบริษัท  ร่วมอิสสระ จำกัด   พัฒนาโครงการบนพื้นที่ 110 ไร่  ซึ่งในเฟสแรกใช้พื้นที่พัฒนาไปแล้ว 50 ไร่   สำหรับโครงการต่างๆ ที่พัฒนาออกมาประกอบด้วย   โครงการบ้านทิวทะเล อความารีน (Aquamarine) คอนโดมิเนียมติดทะเล 3 ไร่ ประกอบด้วย อาคาร 15 ชั้น 1 อาคาร และอาคาร 4 ชั้น 2 อาคาร  มีขนาดห้องตั้งแต่ 1-3 ห้องนอน  ขณะนี้ Sold out  เรียบร้อยแล้ว   โครงการบ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ (Blue Sapphire) คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่บนพื้นที่ 15 ไร่ ติดริมชายหาดส่วนตัว ขนาดหน้ากว้าง 20 เมตร แบ่งเป็นอาคาร 4 ชั้น 2 อาคาร และอาคาร 15 ชั้น 1 อาคาร มีห้องตั้งแต่ขนาด 1-3 ห้องนอน พื้นที่ 36.6-157.98 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท ซึ่งห้อง 3 ห้องนอน ขายหมดไปแล้ว  ปัจจุบันโครงการมียอดขายแล้วกว่า 80%  ซึ่งโครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส   โครงการบลู (Blu) คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ เป็นอาคารสูง 21 ชั้น ห้องขนาด 1-2 ห้องนอน พื้นที่ 30-65 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้าน ปัจจุบันโครงการมียอดขาย 60%  โครงการมีความโดดเด่นที่มีสระว่ายน้ำแบบฟรีฟอร์มสไตล์โอเอซิสสวยๆ พร้อมจากุชชี่  บรรยากาศโครงการใช้โทนสีฟ้า-ขาว สบายตา เหมาะกับการพักผ่อนในเมืองชายทะเลแบบนี้   Baba Beach Club Hotel&Residences Hua Hin โครงการเรสซิเดนซ์สุดหรูในเครือศรีพันวา ติดชายหาด โดยแบ่งเป็นห้องบีชฟรอนท์จำนวน 18 ห้อง และโซนพูลวิลล่าอีก 11 หลัง ซึ่งทั้งหมดได้ปิดการขายเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทกำลังก่อสร้างพัฒนาพลูวิลล่า 3 ห้องนอน 2 ที่จอดรถ อีก 7 หลัง บนพื้นที่รวม 3 ไร่ ราคาเริ่มต้น 33.9 ล้านบาท โดยตกแต่งแบบ Fully Furnished ทั้งหลัง พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลัง สระว่ายน้ำส่วนตัว มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มให้เข้าชมบ้านตัวอย่างได้ในช่วงต้นปีหน้า ส่วนพื้นที่ของโรงแรมบาบาบีชคลับหัวหิน จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส  สปา สวนในสไตล์ทรอปิคอล ร้านอาหาร พื้นที่สันทนาการทั้ง Indoor และ outdoor พร้อมชิลล์บาร์บริเวณสระว่ายน้ำริมหาดได้อีกด้วย   ร้านบ้านโชค บ้านหลังเก่าของตระกูลโชควัฒนา ซึ่งปัจจุบันถูกดัดแปลงมาเป็นร้านอาหาร ทั้งไทย-อิตาเลียน และฟิวชั่นหลายเมนูให้ได้เลือกทาน หรือจะมานั่งจิบกาแฟ ดื่มชาแบบ Afternoon Tea ท่ามกลางบรรยากาศบ้านสีขาว มีสนามหญ้าสีเขียวกว้างๆ ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ไปจนถึงริมชายหาดส่วนตัว ดูอบอุ่น โรแมนติกขนาดนี้ แน่นอนว่าร้นาบ้านโชค ยังให้บริการรับจัดงานเลี้ยง งานอีเว้นท์ รวมถึงงานแต่งงานริมทะเลด้วย   โดยร้านบ้านโชคเปิดให้บริการ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 11.00-18.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ 7.00-21.00 น.  สำหรับใครที่อยากจะมานั่งพักผ่อนชิวๆ ริมทะเล พร้อมอาหารอร่อยๆ     สำหรับโปรเจ็กต์ต่อเนื่องล่าสุดของ THEW TALAY ESTATE บนพื้นที่ 6 ไร่ ติดริมถนนเพชรเกษม กำลังพัฒนาให้กลายเป็น Commercial Area เพื่อให้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยว ซึ่งพื้นที่แห่งนี้จะถูกเนรมิตขึ้นมาให้สามารถรองรับได้ทั้งครอบครัว เพราะจะมีทั้งสนามเด็กเล่น พร้อมพื้นที่เปิดประสบการณ์การเรียนรู้, My little farm เป็นสถานที่ให้ความรู้ เกี่ยวกับผักสวนครัว, จัดกิจกรรม Food Truck หรือ Flea Market ในช่วงวันหยุดยาว, จุดถ่ายภาพต่างๆ และ Doggy Dog Park สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นสัตว์เลี้ยงให้มีพื้นที่พักผ่อน วิ่งเล่นไปด้วยกัน   ไฮไลท์ของส่วน Commercial Area อยู่ที่ปั๊มน้ำมัน Shell ที่ไม่ใช่แค่ที่แวะพัก เติมน้ำมันเข้าห้องน้ำ แต่ทาง THEW TALAY ESTATE แอบแง้มมาว่าเป็นปั๊มที่สวยที่สุดในประเทศไทยแน่นอน เพราะได้บรรจงออกแบบให้แตกต่างจากปั๊มทั่วไป ซึ่งมีความทันสมัยแปลกใหม่ มีหัวจ่ายน้ำมัน 2 แท่น 4 ตู้จ่าย และยังรองรับบริการล้างรถ, EV Charger อีกด้วย นอกจากนี้ยังคัดสรรร้านต่างๆ มาเปิดให้บริการ เช่น Lowson 108 ร้านไอศครีม-เครื่องดื่ม AF-FO-GA-TO จาก Baba Beach Club จับตามองกันไว้ให้ดี เพราะ Commercial Area แห่งนี้มีแววกำลังจะกลายเป็น Landmark of Cha Am-Hua Hin ที่พลาดไม่ได้ โดยเตรียม Grand Opening กันในช่วงต้นเดือนธันวาคม นี้แล้ว     ในอนาคตไม่ใช่ Commercial Area 6 ไร่ นี้เท่านั้น ยังเหลืออีกตั้ง 20 ไร่ ที่ยังจะทำการพัฒนาต่อไป ซึ่งมี Main Hotel สูง 12 ชั้น 47 ห้องพัก และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ Lobby , Lounge , All-Day Dining , Ballroom , Meeting Room , Kids Club , Main Pool , Spa , Gym คาดว่าจะเปิดให้เข้ามาใช้บริการกันได้ประมาณปลายปี 63 ทั้งหมด   เดาไม่ออกเลยว่า ถ้า THEW TALAY ESTATE เสร็จสมบูรณ์ต็มพื้นที่ 100% เมื่อไหร่ อาณาจักรนี้จะยิ่งใหญ่ ครบครัน น่าอยู่ขนาดไหน เชื่อว่าใครที่ได้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ อาจจะเกิดอยากมีคอนโดหรือบ้านตากอากาศ ริมทะเลที่เป็นส่วนตัวสุดๆ สักหลังแน่ๆ  
สรุปข่าวอสังหาฯ วันที่ 21-29 กันยายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ วันที่ 21-29 กันยายน 2562

ไตรมาสที่ 4 กำลังมาถึงแล้ว นี่คือโค้งสุดท้ายที่บรรดาดีเวลลอปเปอร์จะทำตลาด เรียกยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี  ไม่รู้ว่างานนี้จะทำได้กันหรือไม่ คงต้องรอลุ้น และคงต้องลุ้นกันอีกต่อว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรมากระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้อีกหรือเปล่า   แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะมีมาตรการอะไรหรือไม่ ผู้ประกอบการก็คงต้องช่วยเหลือตัวเองกันอย่างเต็มที่  ส่วนรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในแวดวงธุรกิจอสังหาฯ  ไปสำรวจกันได้เลย   เสนาเดินหน้าแคมเปญ MADE FROM HER     เพราะมีความเป็น “ผู้หญิง” และต้องบริหารงาน ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ที่โดยปกติแล้วน่าจะเป็นผู้ชาย ในการดูแล ทำให้  ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งร่วมอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วย คอร์ปอเรตแคมเปญ “MADE FROM HER” จึงถูกนำมาใช้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะด้วยความเป็นผู้หญิง ก็ต้องเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิงได้ดี ที่สำคัญการตัดสินใจส่วนใหญ่ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ผู้หญิงก็มักจะมีบทบาทสำคัญมากกว่าผู้ชายด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มคู่รัก     ในปี 2562  ทางเสนาจึงสานต่อแคมเปญ MADE FROM HER ที่มีการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “The Real Developer”  พร้อมกับดีลสุดพิเศษแห่งปีในงาน “MADE FROM HER DAY พาเธอมาเจอดีลดี” จองเพียง 999 บาท กู้เต็ม ฟรีโอน พร้อมรับ Samsung Galaxy Note 10 กับกว่า 20 โครงการพร้อมอยู่ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน - 20 ตุลาคมนี้ สำนักงานโครงการด้วย   สิงห์ เอสเตท ได้เวลาเก็บเกี่ยวรายได้     หลังบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันบริษัทก็เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จนปีนี้ถือเป็นปีที่เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้ จากธุรกิจต่างๆ พร้อมกับการจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.04 บาท นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปีที่ดีของสิงห์ เอสเตท ซึ่งปีหน้ายังคงวางเป้าหมายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ 20,000 ล้านบาท   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวรายได้ของ สิงห์ เอสเตท ทุกกลุ่มธุรกิจหลักมีการเติบโตและขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจโรงแรมซึ่งมีรายได้ประจำจากการลงทุนในกิจการโรงแรม โดยการเข้าซื้อโรงแรม Outrigger 6 โรงแรมใน 4 ประเทศ และการเปิดตัว CROSSROADS นับเป็นโครงการลงทุนต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท ส่วนธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นคงของรายได้ โดยเฉพาะโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ได้รับการตอบรับจากผู้เช่าเกินความคาดหมายด้วยอัตราการเช่าพื้นที่กว่า 92%   บริษัทจึงมีแผนการพัฒนาโครงการมิกส์ยูสโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ “เอส โอเอสซิส” บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่า 3,695 ล้านบาท  ความสูง 36 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่า (NLA) ประมาณ 53,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่สำนักงาน และ พื้นที่ค้าปลีกบางส่วน ซึ่งจะใช้เวลาในการพัฒนาโครงการประมาณ 3 ปี โดยได้เริ่มการก่อสร้างในปีนี้ สำหรับแผนงานระยะยาวบริษัท คาดการณ์งบลงทุนในการขยายธุรกิจคอมเมอร์เชียลไว้ประมาณ 15,000 ล้านบาทสำหรับ 4 ปี (ระหว่างปี 2562-2566) ส่วนกลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย มียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) ของคอนโดมิเนียมมูลค่า 4,400 ล้านบาท จากโครงการ The ESSE Asoke และ The ESSE at SINGHA COMPLEX  (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   รถไฟฟ้าปัจจัยบวกกระตุ้นตลาดอสังหาฯ       ต้องยอมรับว่า การพัฒนาระบบคมนาคม โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ทำให้ตลาดอสังหาฯ ขยายตัวไปตลอดสองข้างทางรถไฟฟ้า ซึ่งบริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  ได้เปิดบทวิเคราะห์ตลาดอสังหาฯ ไทย ว่า รถไฟฟ้าเปิดใช้หลายสถานี ส่งผลให้ที่ดินในย่านนั้นๆ มี Value และเกิดธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แม้ว่าตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้  ยังอยู่ในภาวะทรงตัว  มาตรการ LTV ยังคงออกฤทธิ์ ส่งผลผู้ประกอบการเร่งปรับตัวครึ่งปีหลัง หลายค่ายปรับชะลอการเปิดตัวโครงการ และหันมาสนใจโครงการแนวราบมากยิ่งขึ้น    นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด   เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดอสังหาฯ ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาคาดว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ตลาดยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว  จากผลการวิจัยตลาดคอนโดฯ  ในกรุงเทพฯ  พบว่าในไตรมาสที่ 3 มีโครงการคอนโดฯ  เปิดใหม่ประมาณ 10,500 หน่วย และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีจะมีโครงการใหม่เปิดตัวอีกไม่เกิน 10,000 หน่วย   โดยพบว่ามีหลายโครงการที่เตรียมความพร้อมจะเปิดตัว แต่ยังชะลอดูว่าภาพรวมตลาดจะดีขึ้นหรือไม่ ในกรณีที่ภาพรวมตลาดยังดูทรง ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะขยับแผนการเปิดไปเป็นปีหน้าแทน ส่งผลให้ยูนิตใหม่ทั้งปีมีไม่เกิน 45,000 ยูนิต ตั้งแต่ต้นปีที่บริษัทอสังหาฯ ริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์บอกว่า จะเปิดตัวโครงการอีก 290 โครงการ ทั้งคอนโดฯ และแนวราบ แต่ในความเป็นจริงพบว่า ขณะนี้การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลง 30% แล้ว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ศุภาลัย ปักหมุดโปรเจ็กต์ใหม่ทำเลท่าพระ-วงเวียนใหญ่     แม้ว่าตลาดคอนโดฯ ปีนี้จะชะลอตัว มีผู้ประกอบการบางราย เลื่อนการเปิดตัวโครงการไปในปีหน้าแทน  แต่จากปัจจัยการเปิดให้บริการสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ในย่านฝั่งธน ก็กลายเป็นปัจจัยบวก ทำให้ผู้ประกอบการเดินหน้าเปิดตัว และพัฒนาโครงการคอนโดฯ​ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ในทำเลที่มีศักยภพา อย่างเช่นทำเลย่านท่าพระ  ซึ่งบริษัท​ ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เลือกจะเปิดตัวโครงการใหม่ “ศุภาลัย ไลท์ ท่าพระ - วงเวียนใหญ่”    นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ย่านฝั่งธนบุรี ยังถือว่าเป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจากแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง - หลักสอง ที่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบครบทุกสถานี  ทำให้การเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจได้อย่างสะดวกสบาย    (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ศูนย์ข้อมูลฯ เปิดเว็บรวมอสังหาฯ มือสอง     ตลาดบ้านมือสอง ถือว่าเป็นตลาดอสังหาฯ ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และประชาชนคนไทย ที่จะได้มีที่อยู่อาศัยในราคาที่ถูกลง เพราะปัจจุบันราคาอสังหาฯ ใหม่นับวันมีแต่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ดินหายากแถมมีราคาแพง แต่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใด มาจัดเก็บข้อมูลของตลาดบ้านมือสองไว้ที่เดียวกัน โดยเฉพาะ  ทำให้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำข้อมูลอสังหาฯ ได้รับมอบหมายหน้าที่ในการเป็นตัวกลางรวบรวมข้อมูลบ้านมือสอง จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่างๆ มาไว้ด้วยกัน ซึ่งได้เปิดเว็บไซต์ตลาดนัดบ้านมือสอง ให้ประชาชนได้ค้นหาบ้านมือสองจากหลายสถาบันการเงินภายในเว็บไซด์เดียว  โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ  ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับมอบหมายจากธอส. ให้พัฒนาระบบฐานข้อมูลอสังหาฯ มือสอง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้กับประชาชนทั่วไปที่ต้องการที่อยู่อาศัยมือสอง และเพื่อเป็นสื่อกลางให้กับสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการอสังหาฯ  และประชาชนทั่วไป  ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดสภาพคล่องของตลาดอสังหาฯ แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนสินเชื่อ Reverse Mortgage ตามนโยบายภาครัฐ ในการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ และส่งผลต่อความต้องการอสังหาฯ ใหม่อีกด้วย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ชนินทร์ ลิฟวิ่ง เดินหน้าขยายธุรกิจรีเทล     แม้ในภาพรวมตลาดอสังหาฯ  ปีนีอาจจะไม่เติบโตหวือหวา แต่สภาพตลาดยังถือว่าไปได้ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่างตลาดเฟอร์นิเจอร์ ยังคงเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน ผู้ประกอบการแต่ละรายก็เดินหน้าทำตลาดสร้างการเติบโตให้กับบริษัทของตนเอง อย่างบริษัท ชนินทร์ ลิฟวิ่ง จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ลักชัวรี่จากต่างประเทศ มานาน 25 ปี ก็วางแผนขยายธุรกิจ ด้วยการขยายพื้นที่รีเทล โดยเตรียมเปิดโชว์รูมขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตารางเมตรถึง 2 แห่ง ได้แก่ CHANINTR HOME (ชนินทร์ โฮม) ในซอยทองหล่อ นำเสนอเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงเป็นที่ตั้งของโชว์รูม Waterworks (วอเตอร์เวิร์คส์) แบรนด์สุขภัณฑ์นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา แห่งแรกในเอเชีย และ CHANINTR CAFE (ชนินทร์ คาเฟ่) สาขาแรก   นายชนินทร์ สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชนินทร์ ลิฟวิ่ง จำกัด  กล่าวว่า บริษัทยังเปิดโชว์รูม CHANINTR OFFICE (ชนินทร์ ออฟฟิศ) ตั้งอยู่ที่โครงการ Warehouse 26 ในซอยสุขุมวิท 26 นำเสนอไอเดียและเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน จากแบรนชั้นนำต่างๆ อาทิ Herman Miller, Emeco, Ethnicraft และ Walter Knoll ซึ่งจะมีคอฟฟี่บาร์แห่งแรกของชนินทร์อยู่ด้วย นอกจากนี้บริษัทฯขยายพอร์ตแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ ในกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งต่อยอดธุรกิจด้านการบริการให้ครอบคลุม มากยิ่งขึ้น บริษัทเชื่อว่าโปรเจคใหม่ๆเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของบริษัททั้งในด้าน ผลประกอบการและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Living Well” หรือปรัชญาที่มุ่งเน้น “การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์” ให้แก่ลูกค้า โดยการให้ความสำคัญกับชิ้นงานคุณภาพและการให้บริการอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นความโดดเด่นของชนินทร์ ที่ต่างจากคู่แข่งในการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง   เอสเทลล่าฯ​จับมือแอสโฟร์ ลุยตลาดโคมไฟ คริสตัล     นอกจากผู้ประกอบธุรกิจเฟอร์นิเจอร์จะขยายตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว  ธุรกิจโคมไฟก็ยังคงขยายตลาดเช่นกัน โดย เอสเทลล่า เพรสทิจ   จับมือ แอสโฟร์ จากอียิปต์ นำเข้าโคมไฟคริสตัล บุกตลาดไทย โดยเตรียมงบ 10 ล้านบาท เพื่อเปิดร้านสาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอีสวิลล์ ภายใต้ชื่อแบรนด์แอสโฟร์   นายมานพ เหลืองกังวานกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเทลล่า เพรสทิจ จำกัด เปิดเผยว่า  ตลาดโคมไฟ คริสตัล ในประเทศไทย เป็นตลาดค่อนข้างเล็ก แต่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มมากขึ้นเพราะกลุ่มลูกค้าหลัก  เป็นกลุ่มที่มีบ้านใหม่ระดับราคา 30-50 ล้านบาท สัดส่วนมากถึง 80%  และอีก 20% เป็นกลุ่มลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งมียอดขายปีละ 100 ล้านบาท  ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเติบโตขึ้นอีก 20-30% แม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจบ้างก็ตาม แต่กลุ่มลูกค้าระดับบนยังมีกำลังซื้อ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)  
สิงห์ เอสเตท เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้-จ่ายปันผล  ปีหน้ามั่นใจกวาด 20,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้-จ่ายปันผล ปีหน้ามั่นใจกวาด 20,000 ล้าน

สิงห์​ เอสเตท ได้เวลาเก็บเกี่ยวรายได้ หลังจาก 5 ปีที่ผ่านมาสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง คาดปีหน้าทำรายได้ตามแผน 20,000 ล้าน ขณะที่ปีนี้ควัก 15,000 ล้านลงทุนต่อเนื่องสร้างการเติบโต พร้อมจ่ายปันผล 0.04 บาท   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวรายได้ของสิงห์ เอสเตท เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจโรงแรม  ซึ่งมีรายได้ประจำจากการลงทุนในกิจการโรงแรม โดยการเข้าซื้อโรงแรม Outrigger 6 โรงแรมใน 4 ประเทศ และการเปิดตัว CROSSROADS นับเป็นโครงการลงทุนต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท  ในปีนี้จึงทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้หุ้นละ 0.04 บาท   บริษัทได้มีการเปิดตัวโครงการ CROSSROADS ประเทศมัลดีฟส์ เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วย ท่าเรือยอร์ชมารีนาพร้อมร้านค้าและร้านอาหารชื่อดัง พร้อมทั้งเปิดตัวโรงแรมชั้นนำถึง 2 แห่ง ได้แก่ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และ Hard Rock Hotel Maldives เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากกับการเติบโตของบริษัท   ในปลายปีนี้ สิงห์ เอสเตท มีแผนที่จะนำบริษัทในเครือที่พัฒนาและบริหารธุรกิจโรงแรม คือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) SHR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขยายกลุ่มธุรกิจโรงแรมมุ่งสู่การเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ (Premier Hotel Investment & Resort Management Company)     การเปิดตัวโครงการนี้เป็นก้าวสำคัญของการเติบโตของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) ในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ (Premier Hotel Investment & Resort Management Company) ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์การลงทุนอย่างยั่งยืนของสิงห์ เอสเตท ในฐานะ premier lifestyle developer และเพื่อตอกย้ำความเป็นโกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี โดยมีแผนที่จะนำ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงปลายปีนี้   ภายในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายจำนวนโรงแรมและห้องพัก อย่างน้อยอีกเท่าตัว จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 39 โรงแรม เป็น 80 โรงแรม ผ่านแพลตฟอร์มธุรกิจ 4 แบบ คือ 1.โรงแรมที่เป็นเจ้าของและบริหารเอง 2.โรงแรมที่บริหารผ่าน Franchise Agreement กับแบรนด์ระดับโลก 3.โรงแรมที่บริหารผ่านสัญญาบริหารจัดการโรงแรม และ 4.โรงแรมที่บริหารผ่านแบรนด์ที่ SHR สร้างขึ้นมาเอง   “การเปิดตัว SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton ในโครงการ CROSSROADS เฟส 1 เป็นการแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของบริษัทในการสร้างแบรนด์ระดับบนของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ SAii”   ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของ SHR เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 63.1% โดยในปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 รายได้จากการดำเนินงานตามงบการเงินรวมของ SHR เท่ากับ 968.0 ล้านบาท 1,074.0 ล้านบาท และ 2,575.7 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับงวดสิ้นสุด 6 เดือนปี 2562 รายได้จากดำเนินงานตามงบการเงินรวมของ SHR เท่ากับ 1,751.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144.8% จาก 715.6 ล้านบาท ของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สาเหตุสำคัญของการเติบโตของรายได้ของ SHR ได้แก่ การลงทุนใน Outrigger Resorts เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 และผลประกอบการที่ดีขึ้นของโรงแรมที่บริษัทฯ บริหารจัดการเอง     นายนริศ กล่าวอีกว่า ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นคงของรายได้  โดยเฉพาะโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ได้รับการตอบรับจากผู้เช่าเกินความคาดหมายด้วยอัตราการเช่าพื้นที่กว่า 92%  บริษัทจึงมีแผนการพัฒนาโครงการมิกส์ยูสโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ “เอส โอเอสซิส” บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่า 3,695 ล้านบาท  ความสูง 36 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่า (NLA) ประมาณ 53,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่สำนักงาน และ พื้นที่ค้าปลีกบางส่วน ซึ่งจะใช้เวลาในการพัฒนาโครงการประมาณ 3 ปี โดยได้เริ่มการก่อสร้างในปีนี้   สำหรับแผนงานระยะยาวบริษัทฯ คาดการณ์งบลงทุนในการขยายธุรกิจคอมเมอร์เชียลไว้ประมาณ 15,000 ล้านบาทสำหรับ 4 ปี (ระหว่างปี 2562-2566) ส่วนกลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย บริษัทมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) ของคอนโดมิเนียมมูลค่า 4,400 ล้านบาท จากโครงการ The ESSE Asoke และ The ESSE at SINGHA COMPLEX   โดยคาดว่าในปี 2563 จะส่งผลให้บริษัทมีรายได้ถึง 20,000 ล้านบาท
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 14-22 กันยายน 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 14-22 กันยายน 2562

เหลือเวลาไม่อีกกี่วันเดือนกันยายนก็จะผ่านพ้นไป และเป็นการก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วมาก ฤดูกาลสุดท้ายในการทำธุรกิจและเร่งยอดขาย คงเหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือน เพื่อพิชิตเป้าหมายให้ได้ตามที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี บรรยากาศธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะคึกคักมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ช่วงรอบสัปดาห์ของวันที่ 14-22 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา กิจกรรมของดีเวลลอปเปอร์ก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ติดตามกันได้... พฤกษา เปิดคอนโดใหม่ ไลฟ์สไตล์สุขุมวิท The Privacy S101   “พฤกษา” ถือเป็นเจ้าตลาดบ้านและคอนโดมิเนียม ที่เปิดตัวโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ The Privacy S101 (เดอะไพรเวซี่ สุขุมวิท 101) มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท  เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 2 อาคารที่เชื่อมต่อถึงกัน บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ จำนวน 394 ยูนิต  เป็นแบบตกแต่งครบ (Fully Furnished) มีให้เลือก 3 รูปแบบคือ แบบ 1 Bedroom ขนาด 26-29 ตารางเมตร แบบ 1 Bedroom Plus ขนาด 35 ตารางเมตร และ Combined Unit ขนาด 55 ตารางเมตร   นายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท - แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวพัฒนา ภายใต้แนวคิด “Live SUKhumvit Moment” ซึ่งมาจากที่ตั้งโครงการ ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 101 เพียง 450 เมตรถึงรถไฟฟ้าสถานีปุณณวิถี เชื่อมต่อ Skywalk ถึง ทรูดิจิทัลพาร์ค โครงการเป็นห้องชุดตกแต่งครบราคาเริ่มต้นเพียง 2.49 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อตารางเมตร   ดีแลนด์ฯ จับมือ “วราภรณ์ ซาลาเปา-ชาตรามือ” เปิดไดร์ฟทรูแห่งแรก   หลังจากบริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เปิดตัวคอมมูนิตี้มอลภายใต้แบรนด์ “พอร์โต้ โก” (Porto Go) ไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว กับทำเลบางปะอิน ตั้งอยู่บนถนนสายเอเชีย กิโลเมตรที่ 4 ฝั่งขาออกจากกรุงเทพฯ ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในชื่อ “พอร์โต้ โก บางปะอิน” และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงเดินพัฒนาโครงการที่ 2   นายสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณ 400 ล้านบาท พัฒนาโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” บนพื้นที่  23 ไร่  ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนถึงวัดเกตุมวดีศรีวราราม  เจาะกลุ่มนักเดินทางบนถนนพระราม 2 ซึ่งมีปริมาณการจราจร เฉลี่ยสูงถึงวันละ 120,000 คัน เพื่อสร้างประสบการณ์และความสะดวกสบาย  ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำติดแอร์พร้อมระบบสุขภัณฑ์แบบไร้การสัมผัส สถานีบริการน้ำมัน ร้านค้า ร้านอาหารมากถึง 30 ร้าน บริการชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ และที่จอดรถมากกว่า 200 คัน พร้อมที่จอดรถทัวร์  คาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการได้เต็ม รูปแบบภายในต้นปี 2563   บริษัทยังได้ดึงพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะขยายธุรกิจในรูปแบบไดร์ฟทรูและรูปแบบใหม่ๆ ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตเข้าร่วม ซึ่งปัจจุบันโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” มีพันธมิตร ทั้ง Starbucks และ KFC เปิดให้ บริการไดร์ฟทรู จนถึง 4 ทุ่มทุกวันแล้ว อีกทั้ง วราภรณ์ ซาลาเปา และ ชาตรามือ สองแบรนด์ดังสัญชาติไทย ได้เตรียมเปิดไดร์ฟทรูเป็นสาขาแรกในประเทศไทยในวันที่ 27 กันยายน และ 10 ตุลาคมนี้ ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน ได้จับมือกับบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ในการเปิดสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ซึ่งจะเป็นสาขาที่ 3 บนถนนพระราม 2 เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายนนี้ (อ่านข่าวเพิ่มเติม) ฮาบิแทท กรุ๊ป ชู 4 จุดแข็ง ไลฟ์สไตล์อินเวสเม้นท์ ธุรกิจอสังหาฯ แม้ว่าตลาดโดยรวมจะชะลอตัว โดยเฉพาะมาตรการ LTV ที่ออกมา ส่งผลกระทบให้กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าบางส่วนหายไป  แต่สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่ยังมีกำลังซื้อก็ยังคงมีอยู่ในตลาด ถ้าสินค้าใช่ ทำกำไรตอบโจทย์พวกเขาได้ กลุ่มฮาบิแทท จึงยังคงเดินหน้าจับตลาดกลุ่มนักลงทุนที่มองหาโอกาสทางการตลาดและผลตอบแทนจากธุรกิจอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง   นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอสังหาฯ เพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ หรือ “ไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์” (Lifestyle Investment) ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัท มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเป็นผู้นำทางการตลาด และวันนี้พร้อมก้าวไปอีกขั้นด้วยการประกาศวิสัยทัศน์เพื่อก้าวสู่ “THE CREATOR OF LIFESTYLE INVESTMENT” ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดอสังหาฯเพื่อการลงทุน ที่ไม่ใช่แค่พัฒนาโปรดักส์และการให้บริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบความคุ้มค่าในการลงทุน ภายใต้แนวคิด Invest Remarkably, Live Extraordinary   ทั้งนี้ ฮาบิแทท กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่ “THE CREATOR of LIFESTYLE INVESTMENT” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในรูปแบบไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์ ผ่านจุดเด่นที่แตกต่าง 4 ด้านสู่ความสำเร็จ ได้แก่ 1.UNBREAKABLE CHALLENGER ทีมงานที่มีความมุ่งมั่น และไม่หยุดแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า มองไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการลงทุนที่คุ้มค่าในอนาคต 2.REALISTIC OPTIMIST เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ด้วยการยึดถือความเป็นจริงเป็นหลัก และสร้างโอกาสความเป็นไปได้อยู่เสมอ โดยไม่หวั่นไหวกับปัญาหาและอุปสรรคใดๆ 3.SERVICE INNOVATOR มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ล้ำหน้าอยู่เสมอ 4.ZENITH OF VISIONARIES มุ่งศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ถึงพฤิตกรรมของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด สอดรับกับการขยายตัวของตลาดโลก   เอสบี ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store ครบวงจร ไม่เพียงแต่ธุรกิจอสังหาฯ  ต้องปรับตัวเพื่อสร้างการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะคู่แข่งในตลาดเยอะมาก แถมการแข่งขันก็สูงจากสงครามราคา แต่ละแบรนด์จึงต้องสร้างความแตกต่าง และเพิ่มความหลากหลายในสินค้าเพื่อเป็นทางเลือกกับลูกค้ามากที่สุด   นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ขยายพื้นที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC) เพิ่มจาก 10,000 ตาราเมตร เป็น 15,000 ตารางเมตร พร้อมปรับโฉมใหม่ให้เป็น Flagship Store  ครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” เนื่องจากเป็นสาขาที่เปิดให้บริการมานานนับ 10 ปี  ซึ่งมีสินค้าตกแต่งบ้านใหม่ๆ แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายมาเพิ่มมากขึ้น  แต่พื้นที่มีจำกัดจึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่รองรับ นอกจากการขยายพื้นที่ให้บริการแล้ว  ยังมีการเปิดตัว Zelection Built-in ซึ่งเป็นแบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อิน และได้เปิดตัว SB Designer Club Workspace ซึ่งจะเป็น Hub แห่งแรกของเหล่าอินทีเรียดีไซเนอร์เฉพาะที่เป็นสมาชิก “SB Designer Club” เท่านั้น โดยการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Meeting Rooms, Smart TV, Free WIFI, Pointer, Bluetooth Speaker, F&B Special Pack (อ่านข่าวเพิ่มเติม) “ออริจิ้น” ร่วมทุน “กลุ่มดุสิตธานี” ปั้นคอนโดไฮเอนด์ การทำธุรกิจในยุคนี้ บางครั้งก็ต้องมีเพื่อนทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน แบบว่าใช้จุดเด่นของแต่ละบริษัทมาทำให้เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ดีกว่าจะมาแข่งขันกันเอง ลุ่ดกลุ่มออริจิ้นจึงจับมือกับกลุ่มดุสิตธานี พัฒนาโครงการร่วมกัน   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ได้จับมือกับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC ร่วมกันครั้งแรกในสัดส่วน 51% ต่อ 49% เพื่อพัฒนาโครงการร่วมทุน (Joint Venture Project) ภายใต้ชื่อ “เดอะ แฮมป์ตัน ศรีราชา บาย ออริจิ้น แอนด์ ดุสิต” (The Hampton Sriracha by Origin and Dusit) เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ 26 ชั้น 1 อาคาร แบ่งเป็นยูนิตพักอาศัย 468 ยูนิต และยูนิตเพื่อการพาณิชย์ 3 ยูนิต บริเวณตรงข้ามตึกคอม ใจกลาง ศรีราชา มูลค่าโครงการประมาณ 1,400 ล้านบาท   เนื่องจากมองว่าพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีศักยภาพการเติบโต เนื่องจากมีทั้งเมกะโปรเจ็คท์และเม็ดเงินลงทุนสะพัดมหาศาล มีนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน  ประกอบกับอำเภอศรีราชา ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพที่สุดอีกแห่งหนึ่งใน EEC เนื่องจากมีทั้งนิคมอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมที่กำลังจะพัฒนาขึ้นใหม่อีกจำนวนมาก อยู่ใกล้แหล่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่กำลังจะพัฒนาขึ้นอย่างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็คท์และแลนด์มาร์คใหม่ของบริษัทด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพในไทยและภูมิภาคบนพื้นที่กว่า 700 ไร่   เอพี ไทยแลนด์ จับมือพันธมิตร ผนึกม.สแตนด์ฟอร์ด เปิดทำวิจัยระดับโลก การทำธุรกิจหัวใจหลักของความสำเร็จ คือ “คน” เพราะ คือ ผู้ที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้ไปในทิศทางที่วางเอาไว้  การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นความสำคัญอันดับแรกๆ ขององค์กร  เอพี ไทยแลนด์ จึงได้ร่วมกับเอไอเอส และธนากคารกสิกรไทย จับมือร่วมกันพร้อมด้วยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เปิด The Stanford Thailand Research Consortium การทำวิจัยระดับโลก ภายใต้การดูแลของ SEAC   ครั้งแรกของโลก ที่รวมศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 20 คน จากกว่า 9 สาขาวิชาเพื่อดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกเต็มรูปแบบ ครอบคลุม 4 มิติองค์ความรู้เพื่ออนาคต ได้แก่ 1. ยกระดับความสามารถคนไทยให้เท่าทันโลก 2. นำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจไทย  3. เสริมสร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยให้สูงขึ้น  อย่างยั่งยืน และ 4. ส่งเสริมการพัฒนาสังคมเมืองที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยผ่านหลากหลายโครงการวิจัยและพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี  ภายใต้การดูแลและสนับสนุนจาก เอสอีเอซี (SEAC) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การก่อตั้ง “The Stanford Thailand Research Consortium” ซึ่งเป็นการทำวิจัยระดับโลกครั้งแรกของไทย ในการนำความรู้ ความสามารถ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ ที่มีมาช่วยพัฒนาศักยภาพประเทศไทยของเราในหลากหลายมิติ  ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นมากมาย ‘คุณภาพของคน’ คือ ประเด็นสำคัญที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ ดังนั้น ประเด็นเรื่อง การยกระดับความสามารถของคนไทยให้เท่าทันโลกนี้เองจะเป็นหัวข้อหนึ่งในงานวิจัยที่ทาง The Stanford Thailand Research Consortium จะหยิบขึ้นมาทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน   เครือบีทีเอสกรุ๊ป ทุ่มงบ 5 พันล้าน เปิดตัวโรงเรียนนานาชาติ กลุ่มบีทีเอส เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษา เพราะเห็นไปในทิศทางเดียวกับหลายองค์กรว่า การจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ “คน” ที่มีคุณภาพคือปัจจัยความสำเร็จนั้น  จึงได้จับมือ พันธมิตร บริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน  5,000 ล้านบาท  เพื่อก่อตั้ง “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ”   นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในเครือของบริษัท  ได้จับมือกับบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน 5,000 ล้านบาทเพื่อก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนนานาชาติแห่งอื่นๆ ในเขตกรุงเทพฯ  ติดกับโครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา สามารถรองรับจำนวนนักเรียนได้ถึง 1,800 คน ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงเกรด 12 และจะเริ่มเปิดสอนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป   “การลงทุนในครั้งนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ ยู ซิตี้ ที่จะพัฒนาที่ดินในบริเวณใกล้กับโครงการธนาซิตี้ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซมีพื้นที่รวมทั้งหมด 168 ไร่ หรือ 66 เอเคอร์ จึงถือเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ ตลอดจนมีพื้นที่สีเขียวรวมมากถึงประมาณ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนได้รับทั้งความผ่อนคลาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และช่วยส่งเสริมสติปัญญาและแรงบันดาลใจด้านศิลปะ”   การร่วมลงทุนของบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ จำกัด ในโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ถือเป็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงสุดในภาคการศึกษาระบบโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาทั้งในด้านการก่อสร้างอาคารเรียนและสถานที่ ตลอดจนการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์และมีประสิทธิภาพ   ​   “บริทาเนีย” เปิด 5 โครงการใหม่ เพราะตลาดคอนโดฯ ปีนี้ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ทำให้หลายดีเวลลอปเปอร์ เบนเข็มพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น  ค่ายออริจิ้นก็มาในทิศทางเดียวกัน เพิ่มสัดส่วนพอร์ตบ้านแนวราบมากกว่าที่ผ่านมา โดยล่าสุด บริษัทลูกอย่างบริษัท บริทาเนีย จำกัด ก็เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ถึง 5 โครงการ   นางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด ในเครือ บริษัท  ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า หลังจากโครงการบริทาเนีย ศรีนครินทร์ โครงการแรกของบริษัทที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2560 สามารถปิดการขายได้ในเวลาเพียง 1 ปีเศษ และ 2 โครงการที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2561 คือบริทาเนีย บางนา กม.12 และบริทาเนีย เมกะทาวน์ บางนา ได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรรใหม่เพิ่มอีก 5 โครงการ  ทั้งโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เมื่อรวมกับโครงการบริทาเนีย วงแหวน-หทัยราษฎร์ ที่เปิดตัวไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/2562 จะทำให้มีการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องมูลค่าโครงการรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท   แผนการพัฒนาโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด จำนวน รวม 485 ยูนิต 2.บริทาเนีย บางนา กม.42 ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม จำนวนรวม 492 ยูนิต 3.บริทาเนีย คูคต สเตชั่น เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 138 ยูนิต 4.บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา เป็นโครงการบ้านเดี่ยว จำนวน 278 ยูนิต และ 5.บริทาเนีย สายไหม เป็นโครงการบ้านแฝดและทาวน์โฮม จำนวน 294 ยูนิต โดยจะเริ่มทยอยเปิดพรีเซลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2562 (อ่านข่าวเพิ่มเติม) โกลเด้นแลนด์ เปิดบริการ “สามย่านมิตรทาวน์” ปิดท้ายของสัปดาห์ กับการเปิดให้บริการโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสแรก บนถนนพระราม 4 กับโครงการสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับที่ดี จากทั้งชาวสามย่าน จุฬาฯ และผู้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพราะที่นี่มีโซนเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงด้วย     นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทใช้งบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูส ภายใต้ชื่อ “สามย่านมิตรทาวน์” ขณะนี้พร้อมแล้วในการเปิดให้บริการแก่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนการช้อปปิ้ง ให้ครบวงจรในที่เดียว สำหรับจุดเด่นของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ถือเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรกบนหัวมุมถนนพญาไท - พระราม 4 ที่มีความสมบูรณ์แบบ รวมพื้นที่ใช้สอย 222,000 ตารางเมตร เนื่องจากภายในโครงการประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม “ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์” โรงแรม “ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล” อาคารสำนักงาน “มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์” และพื้นที่ค้าปลีก “ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์” (อ่านข่าวเพิ่มเติม)    
“สามย่านมิตรทาวน์” มิกซ์ยูส 9,000 ล้าน โปรเจ็กต์แรกที่เปิดบนถนนพระราม 4

“สามย่านมิตรทาวน์” มิกซ์ยูส 9,000 ล้าน โปรเจ็กต์แรกที่เปิดบนถนนพระราม 4

เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2562 ซึ่งถือฤกษ์งามยามดีเป็นวันแรก  สำหรับโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส “สามย่านมิตรทาวน์” บนถนนพระราม 4 และนับเป็นโปรเจ็กต์แรกของถนนเส้นนี้ ที่พร้อมให้บริการกับประชาชน นิสิต และนักศึกษา บริเวณสามย่าน  หลังพัฒนาโครงการมาเป็นระยะเวลา 3 ปี โครงการ  “สามย่านมิตรทาวน์” ภายใต้การดำเนินงานของ โกลเด้นแลนด์ หรือ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กับมูลค่าการลงทุนกว่า 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีก โรงแรม อาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย บนเนื้อที่กว่า 14 ไร่ รวมพื้นที่ใช้สอย 222,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Urban Life Library – คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้”   4 องค์ประกอบตอบทุกไลฟ์สไตล์ นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า จุดเด่นของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ถือเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรกบนหัวมุมถนนพญาไท - พระราม 4 ที่มีความสมบูรณ์แบบ เนื่องจากภายในโครงการประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม “ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์” โรงแรม “ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล” อาคารสำนักงาน “มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์” และพื้นที่ค้าปลีก “ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์”  ปัจจุบันถือว่าโครงการประสบความสำเร็จเนอย่างดี เนื่องจากมีพันธมิตรเข้ามาเช่าพื้นที่ต่างๆ ค่อนข้างมาก อาทิ โซนพลาซ่า ปล่อยเช่ากว่า 85% คอนโดมิเนียมยอดจองซื้อกว่า 60% และอาคารสำนักงานมียอดเช่าพื้นที่กว่า 60%     โดยมี 4 องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยทำให้มีความแตกต่างจากโครงการอื่น 1.การเชื่อมต่อระบบ MRT ที่มีอุโมงค์ระหว่างรถไฟฟ้าใต้ดินมายังโครงการ ภายใต้ชื่อ “เชื่อมมิตร” (MITR DIRECT LINK) ด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของพื้นที่ถ่ายรูปของนักท่องเที่ยวและขาช้อปปิ้ง 2.การเป็นโครงการมิกซ์ยูส  ที่ประกอบด้วยพื้นที่ทั้งสำนักงาน ที่พักอาศัย และพื้นที่ค้าปลีก ซึ่งนับเป็นโครงการแรกที่เปิดให้บริการบนถนนพระราม 4 3.โครงการที่มีคอนเซ็ปต์แตกต่าง และสร้างการจดจำ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สวยงามที่สุดเป็นหลัก แต่เน้นสร้างการจดจำ ภายใต้ 2 คีย์เวิร์ดสำคัญ คือ “ความรู้” (Knowledge)  และ “อาหาร” (Food) เนื่องจากสร้างโครงการบนพื้นที่ของสำนักทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ดินเดิม คือ ตลาดสามย่าน แหล่งรวมร้านอาหารที่ขึ้นชื่อและอร่อย  การพัฒนาจึงมุ่งเน้นการตอบสนองใน 2 เรื่องดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องความหรูหรา แต่เน้นไปสู่ในเรื่องของ Smart & Friendly 4.การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายของผู้อยู่อาศัย จากการมีพื้นที่ของที่พักอาศัย และโรงแรม ที่ทำให้ผู้พักอาศัยใช้บริการในส่วนต่างๆ ของโครงการได้ตลอด 24 ชั่วโมง “เรามุ่งมั่นพัฒนาโครงการสามย่านมิตรทาวน์ให้เป็นคลังแห่งอาหารและการเรียนรู้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง"   ภายในโครงการมีร้านค้าและบริการจากแบรนด์ดังต่างๆ เราจะไม่ทำเหมือนเดิม แต่จะมีการสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์ใหม่เป็นแห่งแรก มาให้บริการแก่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีพฤติกรรม   การบริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก จากอิทธิพลของเทคโนโลยีและโลกดิจิทัล ไม่เพียงแค่ร้านค้าของพาร์ตเนอร์เราที่เนรมิตคอนเซ็ปต์ใหม่ เพราะโกลเด้นแลนด์เองได้มีการพัฒนาร้านสินค้าและบริการ  คอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้โครงการด้วย อาทิ ร้านมีเดียม แอนด์ มอร์ (Medium & More), เอพรอน วอร์ค (Apron Walk) ทั้งหมดจะช่วยตอกย้ำให้โครงการมิกซ์ยูสเป็นจุดหมายปลายทางของพนักงานออฟฟิศ นิสิตนักศึกษา ฟรีแลนซ์ สตาร์ทอัพ นักท่องเที่ยว ผู้พักอาศัยในคอนโดฯ โรงแรม รวมถึงคนในพื้นที่สามย่านเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ได้  
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 8-15 กันยายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 8-15 กันยายน 2562

ความเคลื่อนไหวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา ยังคงมีทั้งการเปิดตัวโครงการใหม่ การทำตลาดหลากหลายรูปแบบ แม้ว่าสภาพตลาดไม่คึกคัก แต่ก็นับว่ายังคงมีความเคลื่อนไหวออกมาเป็นระยะๆ เพราะงานนี้หยุดไม่ได้ ยิ่งระยะเวลาเหลือน้อยแล้วต้องเร่งสปีดทำตลาดกันหน่อย เดี๋ยวจะไม่ได้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้....   พฤกษา จับมือ ไทยเจียระไน กรุ๊ป ทำตลาดลูกค้าต่างชาติ     ใครหลายคนอาจจะมองว่ากลุ่มลูกค้าจีนชะลอตัวลง  แต่ทางกลุ่มพฤกษายังคงเชื่อมั่นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย ยังคงเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าชาวจีน กำลังซื้อยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด  ไทยเจียระไน กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ บริษัท พฤกษา เรียลเอส เตท จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการเดอะไพรเวซี่ จตุจักร (โควต้าต่างประเทศ) พร้อมลงนามความร่วมมือและแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายรองรับลูกค้าต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและผลักดันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยเน้นตลาดจีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน นางสาวหลุ่ย แซ่กั๊ว ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเจียระไน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มเจียระไน กรุ๊ป ถือเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของประเทศไทยไปสู่กลุ่มประชาชนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ โดยปัจจุบันมีฐานข้อมูลผู้อ่านและติดตามข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ ของเจียระไนเป็นจำนวนมาก และมีความสนใจด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจจึงได้ก่อตั้งบริษัท เจียระไน เรลเอสเต็ท จำกัด (JIARANAI REAL ESTATE) ขึ้นในปี 2016 เพื่อเป็นสื่อกลางซื้อขายที่อยู่อาศัยรองรับความต้องการของลูกค้าจีน ศรีพันวา จับมือจีน พัฒนาโปรเจ็กต์หมื่นล้านในไห่หนาน     นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งดีเวลลอปเปอร์ ที่ตอนนี้เดินหน้าออกไปหารายได้จากต่างประเทศ อย่างบริษัท ศรีพันวา แมเนจเมนท์​ จำกัด ของตระกูล “อิสสระ” ที่เป็นเจ้าของโรงแรมชื่อดังอย่าง “ศรีพันวา ภูเก็ต และบาบา บีช คลับ” ซึ่งตอนนี้ได้ไปจับมือกับบริษัท จุนฟา เรียลเอสเตท จำกัด ร่วมกันพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ระดับหมื่นล้านที่มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน ในการออกแบบโรงแรม เรสซิเดนซ์ รวมถึงการบริหารงานและการบริการทั้งหมด โดยมีพื้นที่ประมาณ 206,000 ตารางเมตร (ประมาณ 129 ไร่) ซึ่งพัฒนาโครงการและบริหารงานโดยทีมงานคุณภาพจากศรีพันวา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2019 นายวรสิทธิ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีพันวา แมเนจเมนท์ จำกัด เล่าว่า การร่วมทุนกับกลุ่มทุนจีน ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายได้ รองรับกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยลดลง และน่าจะลดลงอย่างเนื่อง นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างรายได้ด้วยกลยุทธ์อื่นอีกด้วย (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   ดิ อัมรินทร์ เปิดโปรเจ็กต์ “ดิ อัมรินทร์ เรสสิเดนซ์”     แม้ว่าตลาดคอนโดฯ จะเจอแรงบีบคั้น จากปัจจัยลบต่างๆ รอบด้าน แต่การเปิดตัวโครงการใหม่ ก็มีอย่างต่อเนื่อง รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการใหม่ อย่าง ดิ อัมรินทร์ เรสสิเดนซ์ (The Amarin Residence) ของบริษัท ดิ อัมรินทร์ จำกัด ซึ่งได้พัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ “อรุณ” (AROON) บริเวณถนนพรานนก จำนวน 1 อาคาร สูง 8 ชั้น มีจำนวนห้องชุด 61 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการ 280 ล้านบาท มีขนาดห้องชุดตั้งแต่ 25.07-49.30 ตารางเมตร  มีห้องให้เลือก 2 แบบ คือ แบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 25.07-49.30 ตารางเมตร และแบบ 1ห้องนอน พลัส ขนาด 47.11-49.06 ตารางเมตร ราคาขายเริ่ม 2.5-6.4  ล้านบาทหรือราคาขายเฉลี่ย 110,000 บาทต่อตารางเมตร   ไทยเป็นประเทศน่าลงทุนอสังหาฯ อันดับ 4     ผลของมาตรการ LTV ที่มีต่อตลาดคอนโดฯ​ ทุกดีเวลลอปเปอร์ประสานเป็นเสียงเดียวกัน ว่าได้ผลจริงๆ เพราะทำให้การเปิดตัวโครงการใหม่ของคอนโดฯ  ปีนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องวัดผลกันอีกครั้งในสิ้นปีนี้   โดยนางสาวสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด   กล่าวในงานเสวนา “LTV ทางร่วมของเศรษฐกิจไทย” ว่า  ภาพรวมตลาดอสังหาฯในปี 2562 นี้ คาดว่า ตลาดอยู่ในช่วงขาลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา เพราะผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการ LTV เร่งปรับกลยุทธ์ทำสินค้าออกมาให้ตอบโจทย์ลูกค้า และราคาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2563  ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทาย โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย ซึ่งจะมีผลให้จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงและอาจเกิดผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย   ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วง ปี2558 -2561 อสังหาฯไทย มีความคึกคักอย่างมาก โดยจากการจัดอันดับของ  Globalpropertyguide.com พบว่า ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าลงทุนในอสังหาฯอันดับ 4 ด้วย Rental Yield 5.13% สูงกว่า มาเลเซีย  สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น ขณะที่ราคาอสังหาฯของไทย ในรอบ 5 ที่ผ่านมา ราคามีการเปลี่ยนแปลงราว 16.29% ซึ่งปรับตัวน้อยกว่ามาเลเซีย ที่ราคาปรับตัวถึง 43.35% และญี่ปุ่น ปรับตัวถึง 29.85% ส่งผลให้อสังหาฯไทยมีความน่าสนใจ   โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีน ที่เข้ามาลงทุนซื้ออสังหาฯในไทยจำนวนมาก เห็นได้จากมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดทั้งหมดในปี 2560 ของชาวต่างชาติสูงถึง 27% และ 1 ใน 3 ของยอดการโอนเป็นของลูกค้าชาวจีน ซึ่งการเข้ามาซื้ออสังหาฯของชาวจีนในปี 2561 ทำให้ตลาดอสังหาฯไทยเติบโตสูง และเป็นตัวเร่งให้ราคาคอนโดฯบางทำเลดีดตัวสูงขึ้นจากปกติ แน่นอนว่าราคาที่สูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้าชาวไทยที่รายได้ปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 4% เท่านั้น ไม่สอดคล้องกับราคาคอนโดฯ ที่เพิ่มขึ้นถึง 9%   แอสไพเรชั่น เตรียมเปิดตึกออฟฟิศ Spring Tower     นอกจากตลาดที่อยู่อาศัย  ซึ่งส่วนหนึ่งก็จับตลาดกลุ่มลูกค้าต่างชาติ  ตลาดอสังหาฯ ประเภทอาคารสำนักงาน ก็จับตลาดลูกค้าต่างชาติด้วยเหมือนกัน  เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทย คือ หนึ่งในศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของภูมิภาค ที่หลายบริษัทชั้นนำ เข้ามาตั้งสำนักงาน ทำให้ตลาดอาคารสำนักงานกลายเป็นอีกหนึ่งประเภทของตลาดอสังหาฯ ที่ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าออกมารองรับ   บริษัท แอสไพเรชั่น วัน จำกัด ผู้ดำเนินโครงการ Spring Tower เปิดตัวเตรียมเปิดให้บริการอาคารสำนักงานแห่งใหม่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ กับโครงการ Spring Tower  ในย่านราชเทวี  บนพื้นที่ทั้งหมด 2 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดเอ สูง 27 ชั้น ชั้น  9 – 27 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,500 ล้านบาท มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม Multinational Company: MNC และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในไทย ปัจจุบันมีผู้เซ็นสัญญาเช่าแล้วประมาณ 35% ของพื้นที่เช่าอาคารสำนักงาน   AWC เคาะราคาหุ้น IPO 6.00 บาท   สำหรับบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ในเครือ TCC Group  ประกาศออกาแล้วว่าจะขายหุ้นสามัญต่อประชาชนครั้งแรกหรือไอพีโอ จำนวนไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนประมาณ 6,957 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น พร้อมกำหนดราคาเสนอขายหุ้นที่ 6.00 บาทต่อหุ้น โดยมีการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน (โรดโชว์) ในวันพุธที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อหุ้นได้ในระหว่างวันที่ 25-27กันยายน 2562 นี้   โดยนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า AWC พร้อมเดินหน้าเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 22.47 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย ซึ่งบริษัทตั้งเป้าระดมทุนเพื่อสนับสนุนศักยภาพและต่อยอดการเจริญเติบโตของบริษัทฯ ทั้งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial Building) ในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเขตเมือง (อ่านข่าวเพิ่มเติม)  
เคาะราคา IPO หุ้น AWC ของลูกสาวเสี่ยเจริญ เปิดขาย 6 บาท ทุบสถิติระดมทุนสูงสุด

เคาะราคา IPO หุ้น AWC ของลูกสาวเสี่ยเจริญ เปิดขาย 6 บาท ทุบสถิติระดมทุนสูงสุด

หลังจากบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เตรียมตัวเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาสักพักหนึ่ง  ถึงวันนี้ (11 กันยายน 2562) หุ้นของ AWC ก็พร้อมเปิดราคา IPO ออกมาแล้ว ว่าจะเปิดขายที่ 6.00 บาท โดยมีจำนวนหุ้นที่ออกขายจำนวนไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนประมาณ 6,957 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น   คำนวณราคาและมูลค่าดูแล้ว AWC จะมีมูลค่าการระดมทุนมากสุด นับตั้งแต่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์​ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้เสนอขายหน่วยลงทุน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท หรือ BTSGIF เมื่อปี 2556  ซึ่งครั้งนั้นระดมทุนไปมูลค่า 62,510.4 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งใน IPO ที่มีมูลค่าการเสนอขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในเวลานั้น   แต่หาก AWC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะกลายเป็นบริษัทที่มี Market Cap. หรือ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุด ทะลุไปถึง 200,000 ล้านบาทได้ เพราะทุบสถิติทุกบริษัทที่จดทะเบียน ซึ่งปัจจุบันถ้าคิดมูลค่าสินทรัพย์ของ AWC ปัจจุบันมีอยู่ถึง 92,000 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 115,000 ล้านบาท เมื่อมีโรงแรมที่อยู่ระหว่างนำเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทอีก 12 โรงแรม ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน  24,000  ล้านบาท จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 32,000 ล้านบาท ภายหลังจากขายหุ้น IPO แล้ว     นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า AWC ได้รับการพิจารณาอนุมัติการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO จากสำนักงาน ก.ล.ต. โดย AWC พร้อมเดินหน้าเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 22.47% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)   นอกจากนี้ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย   ทั้งนี้ AWC ได้ร่วมกับผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ซึ่งประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น     โดยได้มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและในต่างประเทศประเภท Cornerstone Investor จำนวน 13 ราย ได้แก่ บลจ.บัวหลวง บลจ.กรุงไทย บลจ.กสิกรไทย บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.ธนชาต บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต Affin Hwang Asset Management Berhad, Maitri Asset Management และ GIC Private Limited ได้ตกลงจองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ที่เสนอขายครั้งนี้ เป็นจำนวนรวม 3,454 ล้านหุ้น หรือประมาณ 50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น   โดย AWC ประกอบธุรกิจพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งตอบไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร  ในประเทศไทย บนทำเลที่ดี แบ่งเป็น 1. กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งมีเครือข่ายพันธมิตรผู้บริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ชั้นนำถึง 6 กลุ่ม  มีฐานลูกค้าทั่วโลกกว่า 300 ล้านราย 2. กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial Building) ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า  คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์และคอมมูนิตี้มาร์เก็ต ภายใต้แบรนด์เกทเวย์ พันธุ์ทิพย์ และตะวันนา   นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารสำนักงานแบบมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ระดับเกรดเอ เมื่อพิจารณาจากพื้นที่เช่าสุทธิ  AWC ยังมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Ecosystem ของ TCC Group ที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต และเพิ่มมูลค่าของเงินทุนในระยะยาว   ในอนาคต AWC มีแผนจะเข้าลงทุนในกิจการเจ้าของทรัพย์สินรวม ทั้งสิ้น 14 โครงการ โดยใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อซื้อและพัฒนากิจการ โดยมีโครงการเด่น ๆ อาทิ โครงการที่เปิดดำเนินการแล้วอย่าง โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์  โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์สปา  โรงแรมภูเก็ต แมริออท รีสอร์ทแอนด์สปา ในยางบีช  และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรสส์ กรุงเทพ สาทร     นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแบรนด์สากล อาทิ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง  โรงแรมแกรนด์ โซเล่ โรงแรมพรพิงค์ ทาวเวอร์  ซึ่งจะมีการเปลี่ยนเป็นแบรนด์ Melia อีกทั้งยังมีโครงการโรงแรมที่จะพัฒนาใหม่ อาทิ โรงแรมเจริญกรุง 93 โรงแรมอีสต์ เอเชีย โรงแรมบันยันทรี จอมเทียน พัทยา โครงการในพัทยา ประเภทมิกซ์ยูส ที่ครอบคลุมทั้งในส่วนโรงแรม ค้าปลีก และกิจกรรมนันทนาการอีกมากมาย รวมพื้นที่จัดประชุมและงานอีเวนท์ขนาดใหญ่บนหาดพัทยา ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้จะทยอยเปิดให้ดำเนินการระหว่างปี 2564 – 2567   ในส่วนของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า บริษัทฯ มีแผนพัฒนาและปรับปรุงโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส อันประกอบด้วย โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ส่วนต่อขยาย (เฟส 2) โรงแรมแบงค็อกแมริออท ดิ เอเชียทีค และโรงแรมเจริญกรุง 93  บริษัทฯ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส หรือรูปแบบอื่นๆ และมีแผนเพิ่มทางเลือกด้านความบันเทิงและสันทนาการรูปแบบใหม่ให้กับอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้พื้นที่ของโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด   “ภายหลังการเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว AWC จะมีโครงการในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการรวม 27 โครงการ จากปัจจุบันมี 14 แห่ง แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง และอีก 4 แห่ง ตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 2562 และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนการพัฒนาจำนวน 13 แห่ง ป็นโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือแผนในการพัฒนา 11 แห่ง และ โครงการอสังหาริมทรัพย์ Mixed-use อีก 2 แห่ง”   โดยภายใน 5 ปีข้างหน้า AWC จะมีห้องพักโรงแรมรวม  8,506 ห้อง ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า  บริษัทฯ จะมีพื้นที่เช่าสุทธิรวม 415,481 ตารางเมตร จากโครงการทั้งหมด 11 โครงการ โดยมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 โครงการ รวม 1 โครงการ ที่บริษัทฯ ได้ทำข้อบันทึกตกลงสัญญาว่าจ้างบริหารเกทเวย์ เอกมัย และเพื่อพิจารณาเข้าลงทุนในโครงการเกทเวย์ เอกมัย ปี 2562 และอีก 2 โครงการซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุง และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบความพร้อมต่าง ๆ  พร้อมกับเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานอีก 4 แห่ง ด้วยพื้นที่เช่าสุทธิรวม 270,594 ตารางเมตร   สำหรับผลประกอบการหกเดือนแรกของปี 2562  บริษัทมีรายได้ 6,442 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 3,114 ล้านบาท  
ถอด 3 กลยุทธ์ “ศรีพันวา” รับมือกับในภาวะตลาดนักท่องเที่ยวจีนลดลง

ถอด 3 กลยุทธ์ “ศรีพันวา” รับมือกับในภาวะตลาดนักท่องเที่ยวจีนลดลง

นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาประเทศไทยมากที่สุด ในเวลานี้ต้องยกให้กับ “ชาวจีน” จากแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีตัวเลขมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี  แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีน  จะส่งสัญญาณว่ามีตัวเลขลดลงมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดเหตุเรือฟินิกซ์ล่ม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา  ไม่เฉพาะตลาดท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น แต่เป็นไปในภาพรวมของประเทศด้วย   สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเรื่องความเชื่อมั่น ด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยว  แต่ไม่เพียงเท่านั้นยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่มาทำให้ตลาดจีนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าโลก นโยบายการส่งเสริมให้คนจีนเที่ยวภายในประเทศ และภาวะค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท และการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ  ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการเดินทางท่องเที่ยว และจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวแทบทั้งสิ้น     นายวรสิทธิ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีพันวา แมเนจเมนท์ จำกัด ผู้บริหารโรงแรมศรีพันวา และบาบา บีช คลับ เปิดเผยว่า ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หาดป่าตองขณะนี้ น่าจะมีตัวเลขลดลงประมาณ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนหายไปจากตลาด ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนมีสัดส่วนมากที่สุดในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ  โดยมีสัดส่วนประมาณ ​25% ส่งผลทำให้ภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวลดลง   “ประเทศจีนมีนโยบายส่งเสริมการเที่ยวในประเทศจีนเอง คาดว่าภายใน 2 ปีนี้นักท่องเที่ยวจีนจะหายจากตลาดไปเป็นจำนวนมาก” ​   อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดจีนน่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แต่คงต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี และแม้ว่าปัจจุบันตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติประเทศอื่นๆ จะยังไม่ได้หายไปจากตลาดภูเก็ต แต่ถือว่ามีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน   สำหรับแนวทางการรับมือ กับภาวะตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลง บริษัทได้วาง 3 กลยุทธ์เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป และสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง     1.ปรับโครงสร้างการขายใหม่ บริษัทมีพนักงานขายรวม 23 คน  ซึ่งปัจจุบันพนักงานขายแต่ละราย  จะถือพอร์ตลูกค้าเฉพาะในแต่กลุ่มตลาดหรือประเทศ ต่อไปจะปรับการทำงานและวิธีการทำงาน ให้พนักงานขายแต่ละคน มีพอร์ตลูกค้าหลากหลาย เพื่อสามารถจะเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการตลาด   2.สร้างตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ บริษัทจะสร้างตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ที่ชื่นชอบงานปาร์ตี้ดนตรีในแนวอันเดอร์กราวน์ ด้วยการจัดมิวสิคเฟสติวัลหรือเทศกาลดนตรีริมหาดขึ้นที่โรงแรมบาบา บิช คลับ ภูเก็ต  ซึ่งวางเป้าหมายให้เป็นหนึ่งในมิวสิคเดสทิเนชั่น ที่ให้ทุกคนได้สัมผัสเทศกาลดนตรีระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Music Lovers Hotel ซึ่งได้พันธมิตรระดับโลกอย่าง Circoloco นักจัดปาร์ตี้ชื่อดัง จากอิบิซา เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มาร่วมจัดเทศกาลดนตรี  ซึ่งเคยจัดมาแล้วหนึ่งครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา     สำหรับแผนการจัดเทศกาลดนตรี บริษัทจะจัดขึ้นประมาณ 6 ครั้งในช่วงต้นปีหน้า ในระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมจนถึงมีนาคม 2563 โดยจัดขึ้นทั้งที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ตและนาใต้ จังหวัดพังงา มีเป้าหมายคนเข้าร่วมงาน 1,500-3,000 คนต่องาน เป้าหมายทำรายได้เฉลี่ยคนละ 2,000 บาท   นายวรสิทธิ กล่าวอีกว่า นอกจากการจัดเทศกาลดนตรีในโรงแรมของบริษัทแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างวางแผนเซ็นต์สัญญาเพื่อบริหารโรงแรมท้องถิ่นแห่งหนึ่งในอำเภอป่าตอง เป็นโรงแรมขนาด 100 ห้อง ซึ่งหมดสัญญากับเชนโรงแรมอินเตอร์เนชั่นแนล  มาตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว  ภายหลังบริษัทได้เข้าบริหารโรงแรมดังกล่าว จะปรับปรุงพื้นที่พร้อมกับวางตำแหน่งใหม่ให้เป็น Party Hotel เพื่อใช้ในการจัดเทศกาลดนตรีด้วย   3.สร้างรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทได้เซ็นต์สัญญากับบริษัท จุนฟา เรียลเอสเตท จำกัด  บริษัทอสังหาริมทรัพย์ 1 ใน 50 ชั้นนำของประเทศจีน ในการออกแบบโรงแรม เรสซิเดนซ์ รวมถึงการบริหารงานและการบริการทั้งหมด กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ในมณฑลไห่หนาน ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่าหมื่นล้านบาท  มีขนาดพื้นที่ประมาณ 129 ไร่   ในเฟสแรกจะเป็นการพัฒนาโรงแรมขนาด 60 ยูนิต รูปแบบห้องพลูสวีท ใช้งบประมาณลงทุนประมาณ​ 600-700 ล้านบาท ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จและเปิดบริการได้ภายในปลายปี 2563 ส่วนในเฟส 2 จะพัฒนาเป็นวิลล่า จำนวน 100 หลัง มีบ้านพัก 6 ขนาด   นอกจากกลุ่มทุนจากประเทศจีนแล้ว ขณะนี้ยังมีนักธุรกิจชาวแคนนาดา เจ้าของแอพพลิเคชั่นเรียกใช้บริการรถแท็กซี่  ซึ่งเพิ่งนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความสนใจจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก โดยต้องการให้บริษัทเป็นผู้บริหารจัดการ  และอาจจะนำแบรนด์ของบริษัทไปใช้  รวมถึงบริหารงานขาย ขณะนี้มีความเป็นไปได้กว่า 90% คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในกลางปีหน้า  ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีรายได้เพิ่มจากการบริหารเข้ามามากขึ้นด้วย   นายวรสิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า  บริษัทยังได้ลงทุนต่อเนื่องภายในพื้นที่โรงแรมศรีพันวา ด้วยการพัฒนาเป็นวิลล่า 30 ยูนิต และคอนเวนชั่นฮอลล์ เพื่อจังตลาดงานแต่งงาน ซึ่งใช้งบลงทุนประมาณ 1,000  ล้านบาท รองรับจำนวนผู้ร่วมงานได้ 200 ที่นั่ง โดยคาดว่าภายหลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนการจัดงานแต่งได้ถึง 80 งานต่อปี จากปกติที่มีผู้เข้ามาจัดงานแต่งงาน 60 งานต่อปี โดยพื้นที่ในโครงการยังมีเหลืออีกประมาณ 5 ไร่สำหรับใช้ในการพัฒนาโครงการได้อย่างต่อเนื่องด้วย          
“ออเนอร์ กรุ๊ป”  ทุ่ม 2,000 ล้าน ปั้นโปรเจ็กต์ ONCE PATTAYA มั่นใจทำเลพัทยาไปได้อีกไกล 

“ออเนอร์ กรุ๊ป” ทุ่ม 2,000 ล้าน ปั้นโปรเจ็กต์ ONCE PATTAYA มั่นใจทำเลพัทยาไปได้อีกไกล 

ออเนอร์ กรุ๊ป ทุ่มงบ 2,000 ล้าน ปั้นโปรเจ็กต์ "วันส์ พัทยา" ก่อนปลายปีผุดโคงการมิกซ์ยูส ทั้งโรงแรมและพื้นที่รีเทลต่อเนื่อง  พร้อมเตรียมแบรนด์คอนโดฯ ใหม่ "MOTION" ออกทำตลาดจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ในปีหน้า   นางสาวธิดา เชิดสุริยา ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ออเนอร์ เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณ 2,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการวันส์ พัทยา (ONCE PATTAYA) ภายใต้ คอนเซ็ปต์ “Lifestyle Mixed Use” เป็นคอนโดมิเนียม ขนาดความสูง 32 ชั้น  จำนวน 427 ยูนิต มีห้อง 4 แบบ ได้แก่ แบบ Studio  แบบ 1 ห้องนอน  1 ห้องน้ำ ห้องแบบ 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ  และห้องแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 28.00-59.80 ตารางเมาตร ราคาขายตั้งแต่ 2.85-22 ล้านบาท หรือราคาขายเฉลี่ย 130,000 บาทต่อตารางเมตร   ปัจจุบันโครงการมียอดขายแล้ว 43%  แบ่งเป็นคนไทยกว่า 70% และที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวรัสเซียที่เริ่มกลับเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย​​์ของไทยมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ทางโครงการ ได้เริ่มเปิดขายพรีเซลล์ครั้งแรก  เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จ่าจะทำยอดขายได้ถึง 80% และในช่วง ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะเริ่มการก่อสร้างโครงการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ปี 2565     นางสาวธิดา กล่าวว่า  โครงการคอนโดฯ ​ ในโซนพัทยาเหนือ  ถือว่ามีซัพพลายไม่มากมีเพียง 2-3 โครงการ  ในราคาระดับเฉลี่ยกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ดินให้เช่าระยะยาว ถ้าที่ดินติดหาดจะเหลือเพียงโซนหาดวงศ์อมาตย์ แต่รูปแบบที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ดินหน้าแคบและมีราคาสูง  ปัจจุบันราคาที่ดินในเมืองพัทยารพุ่งสูงสุดประมาณตารางวาละ  1 ล้านบาท   สำหรับ ที่ดินของโครงการวันส์ พัทยา เป็นที่ดินที่ซื้อไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นที่ดินหน้ากว้าง อยู่บนถนนพัทยาสาย 3 ที่ในอนาคตเขตทางจะขยายความกว้างเป็น 30 เมตรจากปัจจุบันกว้าง 20 เมตร เป็นเส้นทางในข่ายพิจารณาการพัฒนาระบบรถไฟรางเบาชลบุรี-พัทยา ที่จะเชื่อมรถไฟความเร็วสูง  ที่ตั้งโครงการยังอยู่ใกล้กับสถานีของโครงการรถไฟความเร็วสูง และใกล้กับมอเตอร์เวย์   นางสาวธิดา กล่าวอีกว่า แผนธุรกิจในอนาคต บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use) บนที่ดินกว่า 2 ไร่ ติดกันกับโครงการวันส์ พัทยา มูลค่า 1,000 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 25 ชั้น แบ่งเป็นพื้นที่รีเทลชั้น 1-7 และชั้น 8 ขึ้นไปจะเป็นโรงแรมประมาณ 300 ห้อง เพื่อจับตลาดกลุ่มสัมมนา และนักท่องเที่ยวทั่วไป คาดว่าจะมีอัตราห้องพักตั้งแต่ 1,800 บาทขึ้นไป คาดว่าโครงการมิกซ์ยูสจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566 หรือหลังจากการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมไปแล้ว 1 ปี    "แผนต่อไปบริษัทจะเปิดตัวโครงการคอนโดฯ แบรนด์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ MOTION ใน 2 ทำเลด้วยกัน ซึ่งมีจุดเด่นที่ทำเลอยู่ในโซนสีแดงของผังเมืองใหม่พัทยา ใกล้โครงการรถไฟฟ้ารางเบาเมืองพัทยา โดยจับกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะมีราคาจะต่ำกว่าแบรนด์ วันส์ เล็กน้อย"     สำหรับ “ออเนอร์​ กรุ๊ป” (Honour Group)  เริ่มธุรกิจแรก ด้วยการเปิดร้านจำหน่ายทอง ภายใต้ชื่อ "ร้านทองแม่ทองสุก เยาวราช พัทยา" ตั้งแต่ปี 2528 ก่อนจะหันมาทำธุรกิจโรงแรมในปี 2547  ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงแรมเดอะไซมีส พัทยา (The Siamese Hotel ) โรงแรม ที พัทยา (T Pattaya Hotel) โรงแรม เอ็กซ์คิว พัทยา (XQ Pattaya Hotel) และโรงแรม สวีท เซนส์ จอมเทียน (Sweet Sense Jomtien Hotel) จนล่าสุด ได้เข้ามาทำธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ในรูปแบบคอนโดฯ ภายใต้โครงการวันส์ พัทยาเป็นโครงการแรก ​ 
เพราะ 3 เหตุผลหลักที่ “พราว กรุ๊ป” ยอมทุ่ม 7,000 ล้าน  ปักหมุด 2  โปรเจ็กต์ในจังหวัดภูเก็ต

เพราะ 3 เหตุผลหลักที่ “พราว กรุ๊ป” ยอมทุ่ม 7,000 ล้าน ปักหมุด 2 โปรเจ็กต์ในจังหวัดภูเก็ต

พราว กรุ๊ป เตรียมรุกภูเก็ต ทุ่มงบกว่า 7,000 ล้านบาท ผุด 2 โปรเจ็กต์ ‘อันดามันดา’ แหล่งพักผ่อน สวนน้ำ และความบันเทิงบนเนื้อที่ 58 ไร่ ตั้งเป้าเป็น Integrated Entertainment and Resort Destination ใหญ่ที่สุดในไทย เปิดบริการต้นปี 64 และ ‘โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท’  มั่นใจตลาดภูเก็ตยังมีดีมานด์   หลังจากพัฒนาโครงการสวนน้ำ วานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล หัวหิน โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน และโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท จนประสบความสำเร็จ  พราว กรุ๊ป เจ้าของโครงการ จึงได้เดินหน้าพัฒนาโปรเจ็กต์ต่อเนื่องในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างจังหวัดภูเก็ต โดยครั้งนี้ได้ประกาศแผนการลงทุนมากถึง 7,000 ล้านบาทกับ 2 โปรเจ็กต์สำคัญ  ทั้งโรงแรมและสวนน้ำ     นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร พราว กรุ๊ป เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของ พราว กรุ๊ป ที่มีการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงท่องเที่ยวที่หัวหิน  ทำให้บริษัทลงทุนต่อเนื่องมูลค่า 7,000 ล้านบาท พัฒนา 2 โครงการในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ 1.โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท และ 2.โครงการอันดามันดา (ANDAMANDA) โครงการมิกซ์ยูส มูลค่า 4,500 ล้านบาท   สำหรับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท โรงแรมระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหาดป่าตอง ริมหาดกมลา บนเนื้อที่ 23 ไร่ มีห้องพักจำนวน 221 ห้อง โดยเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กลุ่มเป้าหมายสำคัญของโรงแรมจะมีทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางโดยตนเอง และกลุ่มอบรมสัมมนา หรือตลาด MICE   ส่วนโครงการ อันดามันดา ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 58 ไร่ ว่าประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.สวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต มี 37 สไลด์เดอร์  มีเครื่องเล่น 19 เครื่อง ทะเลเทียมขนาดใหญ่ (Wave Pool) บนเนื้อที่กว่า 16,000 ตารางเมตร และชายหาดยาวกว่า 300 เมตร เขาตะปูจำลอง  ซึ่งมีความสูงกว่า  23 เมตร  2.โรงแรมฮอลลิเดย์ อินน์ อันดามันดา ภูเก็ต ขนาด300 ห้อง  และ  3.แหล่ง “hangout” ใหม่ ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม โชว์น้ำพุ  มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยทีม Wet Design เจ้าของผลงานน้ำพุชื่อดังระดับโลก     โดยโครงการยังมีพื้นที่เหลืออีก 5 ไร่ ซึ่งสามารถพัฒนาโครงการที่เหมาะสมได้ในอนาคต คาดว่าโครงการจะเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2564 ส่วนราคาค่าใช้บริการอยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะมีระดับราคาเริ่มต้น 1,500 บาท  และคาดว่าในปีแรกที่เปิดให้บริการจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 700,000 คน   3 เหตุผลทำไมต้อง “ภูเก็ต”   1.จังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลก ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเกือบ 20 ล้านคน แม้ว่าช่วงปีนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนจะลดจำนวนลงบ้าง 19% แต่ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ เช่น นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งเติบโตถึง 42% ช่วยทำให้ตลาดการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตยังเติบโตได้ดีทั้งปัจจุบันและอนาคต   2.รัฐบาลมีนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็กต์ระบบรถไฟฟ้าขนส่งรางเบา โครงการทางพิเศษกระทู้ป่าตอง และแผนสร้างสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้เกิดการเจริญเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น   3.นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท มุ่งสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง โดยเป็นโครงการที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน หรือการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่อยู่ในตลาด ซึ่งในตลาดภูเก็ตยังไม่มีแหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว หรือ แหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็น Attraction ประกอบกับการได้กลุ่ม InterContinental Hotel Group เข้ามาเป็นพันธมิตร ทำให้มั่นใจในการขยายธุรกิจ   แผนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจครั้งนี้ พราว กรุ๊ป ตั้งเป้าว่าจะขึ้นเป็นผู้นำในการบริการ Integrated Entertainment and Resort Destination ภายในปี 2565 ด้วยผู้ใช้บริการของทั้งสองสวนน้ำ วานา นาวา และอันดามันดา ที่จะมีจำนวนรวมมากกว่า 1 ล้านคน และมีห้องพักให้บริการกว่า 1,000 ห้อง จากทั้งหมด 4 โรงแรมที่อยู่ในมือ    
6 ไฮไลท์ “เซ็นทารา เรสซิเดนซ์ฯ” โรงแรมน้องใหม่ในศรีราชา

6 ไฮไลท์ “เซ็นทารา เรสซิเดนซ์ฯ” โรงแรมน้องใหม่ในศรีราชา

พูดถึงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรี  ทุกคนคงนึกถึงสถานที่เดียวกัน คือ “พัทยา” เพราะเรียกได้ว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย และครบทุกความต้องการของนักท่องเที่ยว แต่ละปีจึงมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันเข้าไปเที่ยวที่พัทยากันไม่ขาดสาย เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกันได้ตลอดทั้งปีเลย  ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดชลบุรีซึ่งก็หมายความรวมถึงเมืองพัทยามีมากถึง 16 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว  ความสำคัญของจังหวัดชลบุรียังมีในเรื่องเศรษฐกิจอีกด้วย  เพราะรัฐบาลคาดหวังว่าจังหวัดชลบุรีจะสามารถสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตได้ถึง 5% จากเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตในอัตรา 3-4% เท่านั้น  ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าการจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ภาคการท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญเอามากๆ   เมื่อจังหวัดชลบุรีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอย่างนี้  รัฐบาลจึงพยายามผลักดันและกระตุ้นให้จังหวัดชลบุรีมีการเติบโตไปในทุกๆ เรื่อง และหาแม่เหล็กด้านการท่องเที่ยวเข้ามาดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระจายแหล่งท่องเที่ยวไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะเมืองพัทยาเท่านั้น  หนึ่งในนั้น คือ อำเภอศรีราชา ที่ตอนนี้ถูกวางโพสิชั่นนิ่งให้เป็นเมือง “ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์” ซึ่งอนาคตคาดว่าจะมีโฉมหน้าไม่ต่างจากฮ่องกง   อำเภอศรีราชา ในอดีตที่ผ่านมาแม้เป็นเมืองทางผ่าน  เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมุ่งหน้าไปเมืองพัทยา หรือไม่ก็จังหวัดระยองเลย แต่ก็อาจจะมีแวะพักเที่ยวบ้างตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เช่น สวนเสือศรีราชา ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวจีน แม้ว่าจะไม่ใช่แหล่งพักค้างคืนหลักของนักท่องเที่ยว แต่ต้องยอมรับว่าอำเภอศรีราชาได้รับการขนานนามว่า “ลิตเติ้ล โอซาก้า” หรือ “ลิตเติ้ล เจแปนนิส” เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น  ซึ่งมาตั้งฐานการผลิตสินค้าอยู่เป็นจำนวนมาก พนักงานและผู้บริหารชาวญี่ปุ่นจึงอยู่กันอย่างหนาแน่น  ในอดีตมีมากถึง 15,000 ครอบครัว หากนับสมาชิกในครอบครัวคราวๆ สักครอบครัวละ 3 คน ก็มีจำนวนชาวญี่ปุ่นถึง 45,000 คนเลยทีเดียว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแรงงานชาวญี่ปุ่นถูกส่งกลับประเทศไปบ้าง  จนตัวเลขแรงงานญี่ปุ่นอยู่ประมาณ​10,000 ครอบครัว แต่ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควร   ชาวญี่ปุ่นที่มีอยู่ในอำเภอศรีราชาจำนวนมากเช่นนี้ ทำให้ดีเวลลอปเปอร์มองเห็นเป็นโอกาสทางการตลาด พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของแรงงานเหล่านี้ แต่ไม่เพียงการเติบโตของตลาดคอนโดฯ เท่านั้น  กลุ่มโรงแรมก็เติบโตตามมาด้วย เพราะอำเภอศรีราชากำลังขยายตัว และเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ เพราะเมืองพัทยาหรือชลบุรีไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือคอนโดฯ ตลาด​เริ่มจะแน่นแล้ว ดีเวลลอปเปอร์จึงต้องมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ แน่นอนอำเภอศรีราชานี่แหละเป็นที่หมายสำคัญ  ซึ่งอนาคตจะมีการเปิดตัวโรงแรมใหญ่ๆ เกิดขึ้นอีกหลายแห่ง     ล่าสุด โรงแรม“เซ็นทารา เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา” ในเครือเซ็นทารา ได้เปิดตัวโรงแรมแห่งแรกของเซ็นทาราในอำเภอศรีราชา ด้วยโรงแรมระดับ 4 ดาว จำนวน 145 ห้อง บนเนื้อที่รวม 4 ไร่ ติดริมทะเล ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งเดียวในปัจจุบันของอำเภอศรีราชาที่ติดทะเล  ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญของโรงแรมแห่งนี้เลยทีเดียว   โรงแรมเซ็นทารา เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา ยังมี 6 ไฮไลท์และจุดเด่น สำหรับการเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว   1.ทำเลที่ตั้ง ติดชายหาดศรีราชา นับเป็นจุดต้นทางสำหรับการท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง อาทิ ตัวเมืองพัทยาที่อยู่ห่างไปเพียง 40 นาทีโดยรถยนต์ หรือแหล่งรวมสนามกอล์ฟชั้นนำของประเทศที่ตั้งอยู่รายรอบพื้นที่ รวมทั้งชายหาดอันมีชื่อเสียง อาทิ ชายหาดบางแสนและอ่างเก็บน้ำบางพระ ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมด้วยการเดินทางโดยรถยนต์ หากเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังโรงแรมใช้ระยะเวลาประมาณ 90 นาทีเท่านั้น   2.การออกแบบให้ทันสมัยมีบรรยากาศผ่อนคลายเป็นส่วนตัว สามารถมองเห็นวิวและเดินถึงชายหาดเลียบท้องทะเลอ่าวไทยตอนบนได้เพียงไม่กี่ก้าว ซึ่งโรงแรมเซ็นทารา เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา ได้รับการออกแบบมาให้โดดเด่นด้วยโทนสีขาวสว่างตา ผสานเข้ากับสีฟ้าครามอันสดใส ทำให้นึกถึงประกายและสีสันของน้ำทะเลในอำเภอศรีราชาของอ่าวไทย ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหมู่บ้านประมงที่มีวิถีชีวิตในแบบดั้งเดิม ปัจจุบันยังมีชาวบ้านบางส่วนทำประมงแบบดั้งเดิมให้เห็นด้วย   3.มีห้องพักหลากหลายรูปแบบไว้คอยบริการ -ห้องพักประเภทซูพีเรีย ดีลักซ์ และดีลักซ์ซีวิว ที่เหมาะสำหรับแขกผู้เข้าพักจำนวนไม่เกินสองท่าน -ห้องพักประเภทแฟมิลี่ เรสซิเดนซ์ และห้องสวีทแบบสองห้องนอน ที่สามารถรองรับครอบครัวใหญ่ที่มีขนาดสี่ถึงห้าคน รวมทั้งแขกผู้เข้าพักระยะยาว เพราะมีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องที่กว้างขวางถึง 64 ตารางเซนติเมตร ภายในห้องพักประเภทเรสซิเดนซ์นั้น มีทั้งอุปกรณ์เครื่องครัว และเตียงสองชั้นสำหรับเด็ก   ห้องพักทุกห้องในโรงแรมแห่งนี้ จะมีพื้นที่ระเบียง พร้อมบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และสมาร์ททีวีภายในห้อง เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และมอบความสะดวกสบายแก่แขกผู้เข้าพักทุกคน   4.การบริการอาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลาย โดยมีการนำเสนอตัวเลือกอาหารและเครื่องดื่มอย่างหลากหลายทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งบริการอาหารเสิร์ฟถึงภายในห้องพัก -ห้องอาหาร “อูมิ” ซึ่งอยู่บริเวณชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ที่นำเสนอทั้งเมนูอาหารญี่ปุ่นสูตรต้นตำรับ อาทิ ราเมนและเทปันยากิ รวมถึงเมนูทั้งไทยและยุโรป   -ร้าน “ซิงก์” คาเฟ่ ในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม ที่มีเมนูเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างชานมไข่มุกและชาเขียวมัทฉะพร้อมเสิร์ฟตลอดวัน ทั้งยังมีเมนูเครื่องดื่มร้อน ขนมอบและเบเกอรี่ต่างๆ ให้เลือกลิ้มลองได้อย่างเต็มอิ่ม คาเฟ่ซิงก์แห่งนี้ ถือเป็นมุมแห่งการพักผ่อน นั่งชิลล์ หรือเพลิดเพลินไปกับเมนูมื้อกลางวันที่หลากหลาย อาทิ แซนด์วิช ขนมขบเคี้ยว หรือเมนูสลัดผักสดเพื่อสุขภาพให้เลือกสรร   -ทรอปิคาน่า พูล บาร์ ที่ตั้งอยู่ข้างริมสระน้ำใกล้กับ “สกายบาร์” ที่สามารถเลือกอร่อยกับเมนูอาหารว่าง เครื่องดื่ม และค็อกเทล   5.พื้นที่รองรับการจัดงานอีเวนท์และสัมมนา โดยภายในโรงแรมเซ็นทารา เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา ยังเหมาะที่จะเป็นสถานที่ในการจัดงานของลูกค้ากลุ่มองค์กร เพราะมีพื้นที่อเนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการใช้งานและแผนผังงานได้หลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากเซ็นทาราคอยดูแลให้คำปรึกษา เพื่อให้การจัดงาน   6.พื้นที่รองรับกิจกรรมสำหรับครอบครัว ภายในโรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำกลางแจ้ง สระว่ายน้ำเด็ก และสวนน้ำสำหรับเด็ก มีพื้นที่สำหรับเด็ก และ E-Zone บริการสปา ออนเซ็น และร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก   ดร. ณัฏฐ์ศรัย ชัยจินดารัตน์ กรรมการบริษัทสไมล์ คอนโด (2011) จำกัด ในฐานะเจ้าของโรงแรม เปิดเผยว่า ได้ลงทุนมูลค่า 500 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาโรงแรมแห่งนี้ ต่อจากการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่เดียวกัน โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักของโรงแรมเป็นชาวไทยและนักท่องท่องเที่ยว ซึ่งต้องการพักผ่อนและท่องเที่ยวในอำเภอศรีราชา คาดว่าภายในระยะ 3 ปีจะถึงจุดคุ้มทุน จากปกติการลงทุนโรงแรมจะใช้ระยะเวลา 7 ปี เนื่องจากมองว่าศักยภาพแข็งแกร่งของแบรนด์เซ็นทารา และทำเลที่ตั้ง รวมถึงการทำตลาดต่างๆ ซึ่งโรงแรมได้เริ่มต้นเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา มีลูกค้าให้การตอบรับมีอัตราการเข้าพักมากถึง 30%   แผนในอนาคตบริษัทยังเตรียมลงทุนพัฒนาโรงแรมแห่งที่ 2 ในอำเภอศรีราชา ขนาด 121 ห้อง ใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มเซ็นทารา เพื่อนำแบรนด์เข้ามาบริหาร   “ปัจจุบันศรีราชาเริ่มมีปริมาณโรงแรมจำนวนมากกว่า 10,000 ห้อง และจะมีเชนโรงแรมใหญ่ไม่ว่าจะเป็นโนโวเทลและฮอลิเดย์อินท์เข้ามาเปิดบริการ แสดงให้เห็นว่าตลาดศรีราชามีศักยภาพ แต่อาจจะต้องรอระยะเวลาอีก 3-4 ปีเพื่อให้ดีมานด์และซัพพลายสอดคล้องกัน แต่ถือว่าเป็นตลาดมีอนาคตเพราะจมีการลงทุนจากภาครัฐเข้ามาอีกมาก ทำให้เอกชนกล้าลงทุนเพราะเชื่อในนโยบายของภาครัฐ”  
“วัน แบงค็อก” เผยโฉมมาสเตอร์แพลน บิ๊กโปรเจ็กต์ 120,000 ล้าน

“วัน แบงค็อก” เผยโฉมมาสเตอร์แพลน บิ๊กโปรเจ็กต์ 120,000 ล้าน

วัน แบงค็อก (One Bangkok) ของตระกูล “สิริวัฒนภักดี” โปรเจ็กต์อสังหาริมทรัพย์ของเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย  ด้วยมูลค่าการลงทุนถึง 120,000 ล้านบาท  บนถนนพระราม 4 ที่มีนายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด เป็นผู้บริหาร ได้ฤกษ์เปิดตัวมาสเตอร์แพลนของโครงการครั้งแรกอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะชนแล้ว จากก่อนหน้าที่ได้เปิดตัวโครงการ (ข่าวเปิดตัวโครงการ)  และเปิดตัวเชนโรงแรมลักชัวรี่อย่าง “เดอะ ริทซ์คาร์ลตัน"  ที่จะเข้ามาเปิดภายในโครงการ   นายปณต กล่าวว่า  วัน แบงค็อก จะสร้างนิยามใหม่และพลิกโฉมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ในฐานะโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ความมุ่งมั่นของเราคือการเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดหลักความยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และผสานเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างสมบูรณ์ "เราเชื่อมั่นว่า วัน แบงค็อกจะมอบสิ่งที่คู่ควรกับกรุงเทพฯ พร้อมชูให้ประเทศไทยโดดเด่นเป็นสง่าในเวทีโลก และเติบโตในฐานะศูนย์กลางของประเทศอาเซียนต่อไป”   สำหรับโฉมหน้ามาสเตอร์แพลนของโครงการ วัน แบงค็อก ล้วนแต่ผสานความเป็นที่สุดไว้ด้วยกันมากมาย   -การเชื่อมต่อของ 4 บริเวณถึงกัน โดยมีใจกลางของโครงการอยู่ที่ Civic Plaza พื้นที่สันทนาการขนาด 10,000 ตารางเมตร รอบล้อมด้วยพื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์บริเวณส่วนล่างของตึก ส่วนพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยจะอยู่ส่วนบนของตึก   -ทางเข้าออกโครงการมี 6 จุด อยู่รอบโครงการ ไม่ว่าจะมาจากฝั่งถนนวิทยุ หรือถนนพระราม 4 รวมถึง ทางเชื่อมโดยตรงกับทางด่วนซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการอนุมัติ ที่สำคัญทางเข้าออกเชื่อมต่อโดยตรงกับชั้นใต้ดินซึ่งทำให้ถนนหลักภายในโครงการปลอดโปร่ง และปลอดภัยสำหรับคนเดินเท้า มีการออกแบบให้ถนทุกสายและทุกซอยเชื่อมต่อกัน   -ภายในโครงการ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานเกรดเอ จำนวน 5 อาคาร มีพื้นที่รวมกันกว่า 500,000 ตารางเมตร รองรับพนักงานบุคลากรขององค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ได้มากกว่า 50,000 คน ออกแบบตามมาตรฐาน LEED และ WELL ติดตั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ   -มีพื้นที่รีเทล 4 โซน ที่มีความแตกต่างกันและเชื่อมต่อถึงกัน พร้อมด้วยร้านค้าและร้านอาหารรวมกันกว่า 450 ร้าน บนพื้นที่ 180,000 ตารางเมตร รังสรรค์ประสบการณ์รีเทลที่แปลกใหม่และแตกต่าง ภายในที่แห่งเดียว ถือเป็นครั้งแรกของกรุงเทพฯ     -พื้นที่ในโครงการยังมีโรงแรม 5 แห่งภายใน วัน แบงค็อก ทั้งหมดจะเป็นแบรนด์ใหม่สำหรับกรุงเทพฯ  ครอบคลุมตั้งแต่ระดับบูทีคโฮเทล โรงแรมเพื่อธุรกิจ ไปจนถึงระดับซูเปอร์ลักชัวรี่  รวมกว่า 1,100 ห้อง  โดยโรงแรมลักชัวรี่แห่งแรกคือ The Ritz-Carlton, Bangkok ที่จะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2566   -มีพื้นที่ส่วนพักอาศัยระดับลักชัวรี่ 3 อาคาร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของโครงการ เพื่อความสงบและความเป็นส่วนตัวของผู้พักอาศัย เปิดรับวิวทั้งจากฝั่งถนนวิทยุและฝั่งสวนลุมพินี สามารถมองเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติของสวนลุมพินี และวิวกรุงเทพฯ แบบพาโนรามาไร้สิ่งบดบัง ซึ่งที่พักอาศัยโครงการแรกจะตั้งอยู่เหนือโรงแรม The Ritz-Carlton, Bangkok  ประกอบด้วยห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราขนาด 2-4 ห้องนอน จำนวน 110 ห้อง พื้นที่เริ่มต้นที่ 130 ตารางเมตร พร้อมเปิดตัวช่วงต้นปี 2563   -มีอาคารสูงสุดในประเทศไทย “Signature Tower” สูงกว่า 430 เมตร ซึ่งจะเป็น 1 ใน 10 ตึกที่สูงที่สุดของอาเซียน โดดเด่นเป็นสง่าเติมเต็มเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ภายในประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานและโรงแรมหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ พร้อมมอบที่สุดแห่งประสบการณ์การชมวิวแบบพาโนราม่า สวยงามแบบ ไร้ขอบเขตจากยอดตึก   -พื้นที่สีเขียวมากถึง 50 ไร่ จากพื้นที่โครงการรวม 104 ไร่ ซึ่งได้รับการจัดสรรให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งเพื่อให้ผู้คนได้มาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ซึ่งรวมถึง Civic Plaza ที่มีพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร สามารถเป็นศูนย์กลางการจัดงานแสดงระดับนานาชาติและงานเทศกาลต่างๆ ของไทยได้ และสวนรอบโครงการทั้งทางฝั่งถนนวิทยุและถนนพระราม 4 ที่กว้างกว่า 40 เมตร ร่มรื่นด้วยต้นไม้ เปรียบเป็นส่วนต่อขยายของสวนลุมพินี   -มีระบบโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางสุดล้ำสมัย ซึ่งนับเป็นแห่งแรกของประเทศไทยสำหรับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเอกชน ประกอบด้วยระบบทำความเย็น ระบบรักษาความปลอดภัยแบบรวมศูนย์ ระบบการจัดการน้ำและพลังงาน ควบคุมดูแลโดยศูนย์ข้อมูล (District Command Centre) และเซ็นเซอร์อันชาญฉลาดมากกว่า 250,000 ตัว ที่คอยบริหารจัดการทุกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ   -โครงการให้ความสำคัญกับงานศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดในโครงการจะเชื่อมต่อถึงกันด้วยงานศิลปะตามแนวคิดพหุประสาทสัมผัส เพื่อให้ผู้มาเยือนสัมผัสกับศิลปะรอบตัว นอกจากนี้ ยังมีฮอลล์เอนกประสงค์สำหรับจัดการแสดง พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ รวมถึงกิจกรรมศิลปะวัฒนธรรมตลอดทั้งปี สำหรับควาบคืบหน้าของการก่อสร้าง  ได้มีการลงงานเสาเข็มของโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยโครงการพร้อมเปิดเฟสแรกในปี 2566 และก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2569
CI ขน 12 โครงการจัด “กรี๊ดเดย์ Great Deal”กระตุ้นตลาดอสังหาฯ [PR News]

CI ขน 12 โครงการจัด “กรี๊ดเดย์ Great Deal”กระตุ้นตลาดอสังหาฯ [PR News]

ชาญอิสสระ เตรียมจัดงานใหญ่ ขน 12 โครงการในเครือจัด Charn Issara Day แคมเปญ “กรี๊ดเดย์ Great Deal” อัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม กระตุ้นตลาดครึ่งปีหลัง   นายดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัทชาญอิสสระ ดีเวล็อป  เมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการขายและสร้างความคึกคักให้กับแวดวงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมหนุนผู้ที่ต้องการมองหาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพในราคาพิเศษ และผู้ที่มองหาสถานที่พักผ่อนตากอากาศในราคาสุดคุ้ม บริษัทฯ จึงตรียมจัดแคมเปญกระตุ้นการตลาดภายใต้แคมเปญ Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal”  ขน 12 โครงการในเครือ ร่วมจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม มูลค่าสูงสุดถึง 10 ล้านบาท ทั้งในส่วนของบ้านเดี่ยวสุดหรู บ้านพักตากอากาศ คอนโดมิเนียม และโรงแรม เพื่อกระตุ้นยอดขาย และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับโครงการในเครือชาญอิสสระด้วยดีเสมอมา   สำหรับโครงการที่นำมาร่วมจัดแคมเปญ Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal” ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ ใจกลางเมือง อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9  มีเพียง 20 หลัง ราคาเริ่มต้น 100 ล้านบาท  โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูบนทำเลย่านบางนา บ้านอิสสระ บางนา มีจำนวน 44 หลังราคาเริ่มต้น 38 ล้านบาทโครงการบ้านสีตวัน ปากช่อง – เขาใหญ่  โครงการบ้านพักตากอากาศ  ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท   ขณะที่ในส่วนของคอนโดมิเนียมได้นำ โครงการ อิสสระ คอลเลคชั่น สาทร โลว์ไรส์  คอนโดมิเนียม ระดับลักชัวรี่ จำนวน 33 ยูนิต เข้าร่วมโปรโมชั่นส่งเสริมการขายในครั้งนี้ด้วย ในราคาเริ่มต้นที่ 18.9 ล้านบาท และได้นำเอาโครงการคอนโดมิเนียมต่างจังหวัดภายใต้อาณาจักรทิวทะเลเอสเตท ชะอำ-หัวหิน มาร่วมแคมเปญด้วย  โดยโครงการที่นำมาร่วมจัดแคมเปญในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการบ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ (Blue Sapphire) โลว์ไรส์ และไฮไรส์ คอนโดมิเนียม 4 ชั้น 2 อาคาร และ 15 ชั้น 1 อาคาร พร้อมทั้ง Clubhouse อยู่หน้าหาด จำนวน 421 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.XX ล้านบาท  โครงการบลู (Blu) ไฮไรส์ คอนโดมิเนียม วิวทะเล สูง 21 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 491 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.XX ล้านบาท  ในส่วนของ Baba Beach Club Residences Phase 2   จำนวนเพียง 7 หลัง ในราคาเริ่มต้น 33.9 ล้านบาท มาจัดโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด1 ล้านบาท พร้อม Fully Furnished   นอกจากนี้ยังมีโครงการคอนโดมิเนียม ดิ อิสสระ เชียงใหม่ โลว์ไรส์ คอนโดมิเนี่ยม 7 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 265 ยูนิต ที่ออกแบบในสไตล์รีสอร์ท ราคาเริ่มต้น 2.85 ล้านบาท ส่วนของโรงแรมในเครืออย่าง Sri Panwa Phuket จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม ลดราคาห้องพักสูงสุดถึง 60% พร้อมข้อเสนอของแถมให้ได้เลือกอีกมากมาย  ด้านโรงแรม Baba Beach Club Phuket ชูโปรโมชั่นแพคเกจราคาห้องพัก 1 คืน เริ่มต้นที่ 5,500 บาท จากราคาปกติ 16,478 บาท ขณะที่แพคเกจราคาห้องพัก 2 คืน เริ่มต้นที่ 12,600 บาท จากราคาปกติ 32,956 บาท ​  โรงแรม Baba Beach Club Hua Hin รับโปรโมชั่นพิเศษ Super-Hot Deal​ ด้วย​ราคาเริ่มต้น​ 7,500​ บาทต่อคืน​ (จากราคาปกติ​ 18,800บาท) ขณะที่โปรโมชั่นพัก​ 2​ คืนขึ้นไป​ รับทันที​ ชุดอาฟเตอร์นูนที​ และสิทธิพิเศษ​อื่นๆ   สำหรับโครงการ Baba Beach Club Residences Phuket บ้านพักตากอากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในราคาเริ่มต้น 29 ล้านบาท จัดโปรโมชั่นมอบส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท พร้อมการันตีมอบผลตอบแทนจากการบริหารจัดการด้านการลงทุนโดยทีมงานศรีพันวาสูงถึง 5% ใน 3 ปีแรก พร้อมรับแพคเกจที่พัก​สุดหรู โรงแรม Baba Beach Club Phuket 3​ วัน​ 2 คืน​ รวมตั๋วเครื่องบินไปกลับ​ พร้อมรถรับส่งจากสนามบิน​ ​   โดบลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ร่วมงาน Charn Issara Day “กรี๊ดเดย์ Great Deal” รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดอีก 100,000 บาท และสำหรับลูกค้าที่ถือบัตร Charn Issara Menber Card เพียงแสดงบัตรภายในงานรับส่วนลดเพิ่มทันทีอีก 10,000 บาท โดยส่วนลด โปรโมชั่นต่างๆ ของแต่ละโครงการเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด โดยจะจัดงานขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2562 ชั้น 10 อาคารชาญอิสสระ ทาวเวอร์ 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ  
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2562

เอช เอสเตท เปิดโปรเจ็กต์ Arti Sukhumvit 71 นายณัฐพล จินตนา กรรมการบริหาร บริษัท เอซ เอสเตท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดขายโครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ High rise ติดถนนสุขุมวิท 71 ความสูง 21 ชั้น จำนวนเพียง 115 ยูนิต   มีขนาดห้อง Studio, ห้อง 1 bedroom และ Loft ที่ให้พื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น รวมถึงแบบ 2 ห้องนอน และ Penthouse ขนาดกว่า 100 ตร.ม. รองรับลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นคอนโดที่เหมาะกับคนอายุ 28-40 ปี หรือกลุ่ม Young Adult ราคาเริ่ม 2.69  ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 525 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 และมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 โดยมีบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขาย   ออริจิ้น จับมือวิทยาลัยดุสิต เพิ่มทักษะแม่บ้าน นายธนา ต่อสหะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า  ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยดุสิตธานี จัดการอบรมหลักสูตร “ทักษะการทำความสะอาด และการบริการมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว” เพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้และเพิ่มศักยภาพให้กับทีมพนักงานทำความสะอาดหรือทีมแม่บ้าน ให้สามารถปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานโรงแรมระดับ 5 ดาว  ซึ่งบริษัทยังมีแผนงานฝึกอบรมในหลักสูตรด้านการสื่อสารและการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ให้กับพนักงานในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับงานดูแลและบริการลูกค้าตลอดปี 2562  เพื่อนำร่องเพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศในด้านงานบริการอย่างครบวงจร  (Service Excellence) ของบริษัทต่อไป   เคาะราคา IPO อินเด็กซ์ฯ 22 บาท นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM เปิดเผยว่า หลังจากสำรวจความต้องการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO)  จากนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของ ILM มากกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ให้แก่นักลงทุนสถาบันถึง 8 เท่า ที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 22 บาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจและโอกาสการเติบโตที่ดีในอนาคต ดังนั้นจึงกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ราคาหุ้นละ 22 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 17 – 19 กรกฎาคมนี้ และคาดว่าจะนำหุ้น ILM เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้   รีจัส เปิดขายแฟรนไชส์ co-working space นาย แมทธิว เจมส์ เคนลีย์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจสัมพันธ์ของ IWG เปิดเผยว่า รีจัส (Regus) ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงาน หรือ เวิร์คสเปซ ระดับโลก ประกาศเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2019 (TFBO) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคที่ผ่านมา โดยงานนี้เป็นครั้งแรกที่ รีจัส เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถเข้าถึงโมเดลการทำธุรกิจการให้บริการเวิร์คสเปซ ที่กำลังเติบโตอยู่ในปัจจุบันได้เป็นครั้งแรก และธุรกิจนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการขยายเครือข่ายรีจัสในระดับโลกอีกด้วย   โฮมโปรจัดงานแฟร์ พร้อมโปรสูงสุด 70% นางสาวสิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปสายสื่อสารการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า ได้จัดงานโฮมโปรแฟร์ ขึ้เป็นครั้งที่ 4 ภายใต้คอนเซปต์ ช้อป ชิม ชิลล์ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 -29 กรกฎาคม 2562 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีโปรโมชั่นสุดโดน ลดราคาสูงสุด 70% และมีการจัดพื้นที่ไลฟ์สไตล์โซน ‘ช้อป กิน ถิ่นสยาม’ ที่ขนขบวนสุดยอดอาหารร้านดังมามากกว่า 150 ร้านค้าทั่วไทย โดยตั้งเป้ายอดขายกว่า 550 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 11 วันของการจัดงาน   สเปซเซส จับมือ ฟิตเนส 24 เซเว่น ให้สิทธิพิเศษสมาชิก นายธารนที อัญญโพธิ์, ผู้ประสานงานฝ่ายขาย สเปซเซส เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ “ฟิตเนส 24 เซเว่น” (Fitness24Seven)  เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิก สเปซเซส  โดยสามารถเข้าคลาสเรียนออกกำลังกายฟรี พร้อมได้รับส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิกเข้าใช้บริการที่ ฟิตเนส 24 เซเว่นได้ทุกสาขา 7 วันต่อสัปดาห์ ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับฟิตเนส 24 เซเว่น หนึ่งในผู้นำด้านฟิตเนสจากประเทศสวีเดน  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2546 ที่ประเทศสวีเดนเป็นที่แรก ปัจจุบันมีสาขากว่า 230 แห่งทั่วโลกที่เปิดให้บริการ ไม่วาจะเป็นประเทศฟินแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โคลอมเบีย และไทย และมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ อีกในอนาคต  
“ฮาบิแทท” รุกอสังหาฯ เพื่อการลงทุน รับตลาดท่องเที่ยวพัทยาโต

“ฮาบิแทท” รุกอสังหาฯ เพื่อการลงทุน รับตลาดท่องเที่ยวพัทยาโต

ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ที่มีผลกระทบจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินค้า การกำหนดมาตรการกำหนดวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน (LTV) ภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาค่าเงินบาท ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์  ไม่เฉพาะกลุ่มคนไทยเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มนักลงทุนต่างชาติก็เช่นกัน  ต่างก็ชะลอตัวและเฝ้ามองดูความชัดเจนของภาพรวมเศรษฐกิจและปัญหาต่างๆ ด้วย  แต่ในการดำเนินธุรกิจผู้ประกอบการยังต้องเดินหน้าสร้างการเติบโต  ทำให้ต้องมองหาโอกาสทางการตลาด และกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อเข้ามาให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้   นายชนินทร์ วานิชวงศ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาฯ ที่จับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่หวือหวาเท่ากับตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม โดยเฉพาะตลาดในพัทยาที่ถือว่าภาวการณ์ท่องเที่ยวยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักมากที่สุดในประเทศกว่า 87% ทำให้บริษัทจึงมีแผนขยายการลงทุนธุรกิจอสังหาฯ จับกลุ่มนักท่องเที่ยว ทั้งรูปแบบของโรงแรมและวิลล่า ด้วยรูปแบบธุรกิจการลงทุนเพื่อปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง   โดยล่าสุด บริษัทได้เปิดขายโครงการรามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา โครงการคอนโดมิเนียม 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 339 ยูนิต มูลค่า 1,500 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 3.9 ล้านบาท ในรูปแบบคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ต 5 ดาว ตั้งอยู่ในพื้นที่พัทยาเหนือ บนพื้นที่ 3 ไร่ ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสสุดท้ายปี 2564 โดยบริษัทจะให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุน 6% ใน 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเป็นการแบ่งกำไรให้นักลงทุน 70% จากอัตรากำไรต่อปี และเจ้าของห้องสามารถเข้าพักห้องได้ 4 วันต่อปี โดยจะเป็ดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 20-21 ก.ค.นี้ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โครงการ ครอสทู พัทยา โอเชียนเฟียร์  โครงการในรูปแบบลักชัวรีพูลวิลล่ารีสอร์ต จำนวน 59 หลัง มูลค่า 800 ล้านบาท บริเวณ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ที่ก่อนหน้าได้เปิดขายและมียอดขายแล้วกว่า 80% หรือ 45 ยูนิต  ปัจจุบันให้บริการอย่างไม่เป็นทางการแล้ว และจะเปิดบริการแบบเต็มรูปแบบภายในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งโครงการนี้บริษัทผลตอบแทนจากการลงทุน 6% ช่วง 3 ปีแรก โดยมีราคาวิลล่าเริ่มต้น 14.9 ล้านบาท หลังจากนั้นจะเป็นการแบ่งกำไรจากผลประกอบกร   “ตลาดคอนโดฯ พัทยา ถ้าราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทยังไปได้เรื่อยๆ ถ้ามีจุดขายที่ดี มีแบรนด์ มี Investment Program โดยเฉพาะอสังหาฯ ด้านการท่องเที่ยวเพื่อปล่อยเช่า”     สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวในพัทยามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวของประเทศในอัตรา 5-7% ทุกปี ขณะเดียวกันพัทยายังได้รับอานิสงค์จากการพัฒนาสาธารณูปโภค และโคงการอีอีซี ที่จะทำให้เกิดระบบคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ  ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วในระยะ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นคนในท้องถิ่น หรือนักท่องเที่ยว สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและพักผ่อนได้มากขึ้นด้วย นายชนินทร์ กล่าวอีกว่า ในปีหน้าบริษัทยังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในพัทยาอีก 1 โครงการ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ​ ในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 1 โครงการ โดยเป็นโครงการในรูปแบบที่บริษัทยังไม่เคยดำเนินธุรกิจมาก่อน และจะมีพันธมิตรต่างชาติเข้ามาร่วททุนพัฒนาด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ธุรกิจโรงแรมสดใส 7 โรงแรมกลุ่มเพอร์เฟค คาดเติบโต 20%

ธุรกิจโรงแรมสดใส 7 โรงแรมกลุ่มเพอร์เฟค คาดเติบโต 20%

กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เผยพอร์ตโรงแรมกลุ่มเพอร์เฟค รวม 7 แห่ง เติบโตได้ดี คาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,200 ล้าน คิดเป็น 20% ของรายได้รวม เพราะอานิสงส์จากท่องเที่ยวเติบโต เผยแผนใน 2 ปีหน้า ตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจโรงแรมเพิ่มเป็น 5,300 ล้าน   นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เผยเกี่ยวกับธุรกิจด้านโรงแรมของกลุ่มบริษัทว่า เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ยังคงเติบโต มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพ ความหลากหลายของทรัพยากรท่องเที่ยว โอกาสทางการท่องเที่ยว และด้านที่ตั้งซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้ธุรกิจโรงแรมของบริษัทในปีนี้มีแนวโน้มของผลประกอบการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยคาดว่าจะมีรายได้ 4,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นรายได้จากโรงแรมในประเทศ ภายใต้บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,739 ล้านบาทในปีก่อน และอีก 1,200 ล้านบาท มาจากโรงแรมต่างประเทศ ซึ่งปีที่ผ่านมาทำได้ 1,175 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจโรงแรมจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของรายได้รวมของบริษัท เทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งคิดเป็น 14.8%  นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้จากธุรกิจโรงแรมในปี 2564 เป็น 5,300 ล้านบาท   ลูกค้าโรงแรมของกลุ่มบริษัท 5 อันดับแรกเป็นชาวต่างประเทศ ได้แก่ จีนซึ่งเป็นกลุ่มท่องเที่ยว รองลงมาเป็นญี่ปุ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจ สหรัฐอเมริกาเป็นกลุ่มประชุม อินเดียที่นิยมมาจัดงานแต่งงาน และชาวเกาหลี ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มธุรกิจและท่องเที่ยวในสัดส่วนเท่าๆ กัน   “ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจโรงแรมของกลุ่มบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดี โดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพ ที่มีการเปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท มีการเปิดรูฟท็อปบาร์ มีอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น บวกกับการปรับกลยุทธ์มาขยายฐานลูกค้ากลุ่มไมซ์ (MICE) หรือกลุ่มธุรกิจและการประชุมมากขึ้น ซึ่งโรงแรมของเรามีความพร้อมสำหรับการจัดประชุมอยู่แล้ว ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งและสถานที่จัดประชุม ทำให้สัดส่วนระหว่างลูกค้ากลุ่มธุรกิจและกลุ่มท่องเที่ยว เพิ่มเป็น 55:45 ช่วยเพิ่มรายได้ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มให้กับโรงแรม โดยนักเดินทางกลุ่มไมซ์ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อีกมาก”   ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีโรงแรมทั้งหมด 7 แห่ง รวม 2,077 ห้องพัก บริหารงานโดยกลุ่มแมริออท และไฮแอท เป็นโรงแรมในประเทศ 5 แห่ง รวม 1,655 ห้องพัก ได้แก่ เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท, รอยัล ออคิด เชอราตัน, ไฮแอท รีเจนซี่  กรุงเทพ สุขุมวิท, เชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา และ เชอราตัน หัวหิน ปราณบุรี วิลล่า ส่วนโรงแรมต่างประเทศ มี 2 แห่ง รวม 422 ห้องพัก คือ เชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ รีสอร์ท และ เดอะ คิโรโระ อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด นอกจากนี้ ยังเดินหน้าสร้างโรงแรมแห่งใหม่บริเวณหาดแม่พิมพ์จังหวัดระยอง ในแบบมิกซ์ยูสประกอบด้วยโรงแรมขนาด 201 ห้องพัก คอนโดมิเนียม และพูลวิลล่า    
เปิดแผน “สิงห์ เอสเตท” ลุย 3 ธุรกิจ เดินหน้าสู่ “โกลบอล​ โฮลดิ้ง คัมปานี”

เปิดแผน “สิงห์ เอสเตท” ลุย 3 ธุรกิจ เดินหน้าสู่ “โกลบอล​ โฮลดิ้ง คัมปานี”

เป้าหมายการเติบโตสำคัญของ “สิงห์ เอสเตท” หรือ บริษัทสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) คือ การสร้างตัวเลขรายได้ให้ถึง 20,000 ล้านบาท ภายในปี 2563 ด้วยโครงสร้างธุรกิจ ที่แข็งแกร่ง กับ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก  และธุรกิจที่พักอาศัย  แต่สำคัญกว่าตัวเลขรายได้ คือ การก้าวไปสู่การเป็นองค์กรระดับ “โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี”  โดยมีความท้าทายที่เป็นโจทย์ยาก คือ เติบโตด้วยความยั่งยืน   และแม้ว่าวันนี้หากดูพอร์ตฟอลิโอธุรกิจ จะเห็นการไปปักหมุดทำธุรกิจแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษ  มัลดีฟส์  ฟิจิ และมอริเชียส  ถือเป็นการประกาศความพร้อมสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพฝีมือการบริหารงานของกลุ่มคนไทย แต่อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับ “สิงห์ เอสเตท” ในการก้าวไปสู่เป้าหมาย ยังคงต้องเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องไปในอีกหลายประเทศที่มีศักยภาพ  เพื่อสร้างการเติบโตแบบ “มั่นคง” และ “ยั่งยืน” นั่นเอง   เล็ง “เมียนมา-เวียดนาม” ขยายอสังหาฯ   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “S” เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจชาวเมียนมา เพื่อให้เข้าไปร่วมทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเมียนมา หลังจากเขาได้เห็นโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ โครงการมิกซ์ยูสระดับลักชัวรี่ บริเวณแยกเพชรบุรี-อโศก โดยนักธุรกิจดังกล่าวเป็นเจ้าของเหมืองหยกและทับทิมขนาดใหญ่ในเมียนมา มีที่ดินจำนวนมากกระจายอยู่ในหลายเมือง   อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นยังเป็นเพียงการเจรจาพูดคุย  ยังไม่ได้ทำการศึกษาในรายละเอียด แต่บริษัทก็มีความสนใจจะเข้าไปพัฒนาโครงการในเมียนมาด้วยเช่นกัน  เนื่องจากเป็นประเทศที่มีแรงงานจำนวนมาก มีทรัพยากรธรรมชาติ และมีการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหากเข้าไปพัฒนาจะจับตลาดพรีเมียมเป็นหลัก นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสนใจในการขยายตลาดไปยังหลายประเทศในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น เวียดนาม เนื่องจากเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของบริษัท ในการกระจายความเสี่ยงจากตลาดอสังหาฯ ภายในประเทศ และเป็นการก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็น "โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี” (Global Holding Company) ด้วย   "ปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท มีการทำธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่พักอาศัย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำบริษัทก้าวสู่การเป็น โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี ผ่านกลยุทธ์การขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ในระดับพรีเมียม การปรับองค์กรให้มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม"   เตรียมหมื่นล้านลุยธุรกิจ สำหรับแผนธุรกิจในปี 2562 บริษัทได้วางงบลงทุนไว้ 8,000-10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รูปแบบต่างๆ โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ ซอยรางน้ำ มูลค่า 4,500 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 การก่อสร้างอาคารสำนักงาน Oasis บนถนนวิภาวดี-รังสิต  ส่วนธุรกิจโรงแรมปัจจุบันสิงห์มีเปิดให้บริการ 37 แห่ง ใน 5 ประเทศ จำนวน 4,271 ห้อง โดยจะเปิดให้บริการอีก 2 แห่ง ในโครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์ รวม 376 ห้อง จากแผนดังกล่าวนี้จะทำให้ สิงห์ เอสเตท ก้าวขึ้นเป็น “โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี” อย่างสมบูรณ์แบบในปีนี้   ส่วนโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น THE ESSE ASOKE ซึ่งมีการทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนโครงการ THE ESSE @SINGHA COMPLEX จะมีการโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องให้ลูกค้าในไตรมาส 3 ปีนี้ นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการอื่นๆ ที่ทยอยรับรู้รายได้อีกอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือมูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ส่วนใหญ่ในปี 2562 และที่เหลือในปี 2563   “ถึงแม้ว่าตลาดอสังหาฯ จะมีการปรับตัวจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ อาทิ เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และนโยบายกำกับดูแลสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ซื้อบ้าน แต่ สิงห์ เอสเตท ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงการตามแผนที่วางไว้ โดยมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ พร้อมรับความท้าทายของตลาดอสังหาฯ นอกจากนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย” เดินหน้าเป้าหมายรายได้ 20,000 ล้าน   สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสแรกของปี 2562 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท สูงขึ้นมากกว่า 160% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และมีกำไรสุทธิ 293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว   โดยปี 2562 ยังคงเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวรายได้จากการลงทุนในกิจการกลุ่มเอาท์ริกเกอร์ ที่มีโรงแรม 6 แห่ง และอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์ (The Office at SINGHA COMPLEX) ที่แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และเริ่มรับรู้รายได้จาก โครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์  นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตท ยังมีแผนนำธุรกิจโรงแรมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ โดยใช้ชื่อ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน)       โดยแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้ของการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Esse Asoke  โครงการ The Esse at Singha Complex  และการรับรู้รายได้ของอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์  หากเป็นไปตามแผนธุรกิจ และไม่มีอะไรผิดพลาด ในปีนี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นว่าบริษัทอาจจะมีรายได้ถึง 20,000 ล้านบาท เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ว่าจะทำรายได้ดังกล่าวในปี 2563  ซึ่งเป็นผลจากทุกธุรกิจมีการเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เป้าหมายที่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่นั้น  ต้องรอลุ้นกันอีกทีในช่วงปลายปีนี้
มีทุนแค่ 2 ล้าน ก็ลงทุนอสังหาฯ​ในอังกฤษได้

มีทุนแค่ 2 ล้าน ก็ลงทุนอสังหาฯ​ในอังกฤษได้

การซื้อโครงการคอนโดมิเนียม นอกจากอยู่อาศัยเองแล้ว ส่วนหนึ่งก็ยังเป็นการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ซื้อได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจซื้อเพื่อลงทุนโดยตรง หรือผลประโยชน์ทางอ้อมจากการปรับขึ้นของราคาคอนโดฯ ก็ตาม ที่ทำให้ผู้ซื้อได้มูลค่าเพิ่มมากขึ้น​ การเข้ามาลงทุนในตลาดคอนโดฯ​ หลายปีที่ผ่านมาจึงคึกคักพอสมควร เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเติบโตสูง จึงเห็นมีกลุ่มนักลงทุนเข้ามาในตลาดจำนวนมาก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนจากการปล่อยเช่า หรือการลงทุนจากการขายต่อแล้วได้ส่วนต่างของราคา   แต่โอกาสการลงทุนในคอนโดฯ ไม่ใช่มีเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์  ในเมืองไทยเท่านั้น ตลาดต่างประเทศหลายแห่งก็เป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับการเข้าไปลงทุน ที่เริ่มเป็นที่นิยมของกลุ่มคนไทยเพิ่มมากขึ้น  คงเป็นตลาดอสังหาฯ ในประเทศอังกฤษ เห็นได้จากเริ่มมีตัวแทนหรือเอเยนซี่ เอาโครงการหลากหลายประเภทเข้ามานำเสนอให้คนไทยได้เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของและลงทุน   นางสาวดาว ไวรักษ์สัตว์ ผู้อำนวยการภูมิภาคสหราชอาณาจักร บริษัท พี เอ็น เอ็น แค็ปปิตอล จำกัด (PNN) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาฯ ในประเทศอังกฤษ เป็นตลาดที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะเป็นตลาดที่อยู่ตัวแล้ว มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และมีผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้ กฎหมายของประเทศอังกฤษเปิดโอกาสให้ต่างชาติถือครองอสังหาฯ ได้อย่างถูกต้อง 100%  มีการจัดการที่โปร่งใส ที่สำคัญผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง “ปลายปีแล้วบริษัทได้เริ่มนำโครงการ ELIZABETH มาแนะนำในตลาดไทย ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมีคนไทยซื้อ 6 ยูนิต คนเอเชียซื้อ 4 ยูนิต รวมมูลค่าประมาณ​100 ล้านบาท และมีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”   ลงทุน 2 ล้านได้ผลตอบแทนสูงสุด 10%   ในปีนี้บริษัทจึงได้นำโครงการอสังหาฯ​ ในประเทศอังกฤษเข้ามาแนะนำให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าไปลงทุนเพิ่ม โดยมีอสังหาฯ ประเภทอื่นนอกจากโครงการคอนโดฯ ด้วย ทั้งหุ้นกู้ อพาร์ตเม้นท์  ที่พักนักศึกษา  และโรงแรม มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ล้านบาท ไปจนถึง 100 ล้านบาท  เป็นโครงการที่อยู่ในเมืองที่กำลังเติบโตและมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ  มีผลตอบแทนการลงทุนอยู่ในระดับ 6.5%-10% ต่อปี  ได้แก่ 1.โครงการ Elizabeth Tower คอนโดหรู 52 ชั้น ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ มีระดับราคาเริ่มต้นยูนิตละ 2 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณปีละ ​7% หรือ มูลค่าอสังหาฯ ที่เพิ่มขึ้น 20-25%   2.โครงการ Vita Cardiff ที่พักนักศึกษาที่ถือได้ว่ามีอัตราการจองล่วงหน้าเป็นอันดับต้นๆของอังกฤษ ซึ่งผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่พักนักศึกษามาแล้วกว่า 20 แห่ง และจะเลือกพัฒนาในพื้นที่มีนักศึกษาอยู่หนาแน่นไม่ต่ำกว่า 30,000 คน โครงการสามารถขายต่อได้ง่ายและได้กำไรในอัตรา 10% และโครงการยังการันตรีผลตอบแทนในอัตรา 6.5% ในระยะ 3 ปี สำหรับกลุ่มนักลงทุน และหากซื้อยกชั้นผลตอบแทนจะได้รับผลตอบแทนการลงทุน 7% ซึ่งราคาขายยูนิตละ 5-6 ล้านบาท ส่วนค่าเช่าสำหรับนักศึกษาจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน   3.โครงการ Moseley Garden คอนโดหรูกลางใจเมืองเบอร์มิงแฮม ที่กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน   4.โครงการ No7. by La Tour โรงแรมติดชายหาด ในเมือง Black Pool เมืองตากอากาศตอนกลางถึงตอนเหนือของอังกฤษ โครงการนี้สามารถลงทุนโดยได้รับโฉนดห้อง มีผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ​10% ต่อปี ผู้ซื้อสามารถขายคืนให้กับดีเวลลอปเปอร์ได้เมื่อถืออายุครบ 5 ปี   5.โครงการ Bolton Studio, Kensington Chelsea, London อพาร์ทเม้นท์ตกแต่งเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ใน Residential Zone เป็นสถานที่น่าอยู่ในลำดับต้น ๆ ของลอนดอน เหมาะสำหรับการซื้อเพื่อให้บุตรหลานเข้าเรียนต่อที่อิมพีเรียล คอลเลจ หรือการปล่อยเช่า หุ้นกู้อีกทางเลือกลงทุนระยะสั้นเพียง 1 ปี   นอกจากการลงทุนในอสังหาฯ ประเภทต่างๆ แล้ว ในประเทศอังกฤษ นักลงทุนยังสามารถลงทุนในรูปแบบหุ้นกู้กับดีเวลลอปเปอร์ได้ด้วย โดยจะได้รับผลตอบแทน 12-15% อายุสัญญา 1 ปี การที่ดีเวลลอปเปอร์มีการออกหุ้นกู้นั้น เป็นกระบวนการกู้เงินกับสถาบันการเงิน และการขอใบอนุญาตพัฒนาโครงการมีขั้นตอนล่าช้า และต้องเสียค่าธรรมเนียมหลายอย่าง  ทำให้เกิดความไม่คล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ  จึงหันมาออกหุ้นกู้โดยตรง ซึ่งบริษัทมีหุ้นกู้จากดีเวลลอปเปอร์ที่พัฒนาโครงการ 3 รูปแบบ ได้แก่ พัฒนาโรงแรม สนามบิน และระดมเงินเพื่อซื้อที่ดิน   โดยบริษัทเตรียมจัดสัมมนา “The UK Property” Investment Seminar 2019 หัวข้อ “ลงทุนต่างประเทศให้ผลตอบแทนไม่ต่างจากการลงทุนในไทย…จริงหรือ?” และ “ลงทุนเมืองอะไร และควรลงทุนแบบไหน ถึงได้ผลตอบแทนคุ้มค่า...มากที่สุด” พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเอเจนซี่และนักลงทุน ในวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562  โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถทำยอดขายได้ 300-500 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการอสังหาฯ​ ที่นำเข้ามาขาย 1,500 ล้านบาท