Tag : Interior

48 ผลลัพธ์
1 ปี การเดินทาง “ไอคอนสยาม” กับความสำเร็จใน 7 สิ่งมหัศจรรย์

1 ปี การเดินทาง “ไอคอนสยาม” กับความสำเร็จใน 7 สิ่งมหัศจรรย์

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา คือ วันครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการ “ไอคอนสยาม” อภิมหาโปรเจ็กต์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ของ 3 บริษัทระดับบิ๊ก ที่ร่วมกันปั้นโปรเจ็กต์นี้ขึ้น ได้แก่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เครือเจริญโภคภัณฑ์  และบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดิเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ด้วยมูลค่าการลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 55,000 ล้านบาท กับระยะเวลาการพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี ​ เนรมิตโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ   ย้อนหลังไป 7 ปีก่อน นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม  ได้ประกาศวิสัยทัศน์ไว้เมื่อว่าจะต้องพัฒนาโครงการให้สำเร็จ  พร้อมกับสร้างให้ไอคอนสยามเป็น Game Changer Destination ที่สามารถสร้างศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวกลางเมืองของกรุงเทพฯ อยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและฝั่งธนบุรีได้สำเร็จ   โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา คงเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จดังกล่าว ได้เป็นอย่างดี และบริษัทได้ทำภารกิจสำคัญตามวิสัยทัศน์ที่ประกาศไว้สำเร็จลุล่วงแล้วทุกประการ  ที่สำคัญโครงการไอคอนสยาม เป็นโครงการของบริษัทคนไทยสามารถดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการลงทุนเปิดธุรกิจร้านต่างๆ ในโครงการ เป็นมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น Apple Store สาขาแรกในประเทศไทย และ Luxury Brands ต่างๆ ที่แม้จะเปิดในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ก็ให้ความเชื่อมั่นและเปิดอีกสาขาระดับแฟล็กชิฟสโตร์ในไอคอนสยามได้ “เวลาผ่านพ้นมา 1 ปี  หลายร้านมีผลประกอบการที่ดี  และหลายร้านมียอดขายเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากสาขาสยามพารากอน”   นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังสามารถสร้างสิ่งที่ถือว่าเป็น “ไฮไลท์” ของโครงการ แถมเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นักช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ  กับการสร้าง 7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม ที่ถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ  โครงการระดับบิ๊กเช่นนี้ (แม้จะมีสิ่งมหัศจรรย์บางอย่างไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นแล้ว) 7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม ประกอบด้วย 1.สุขสยาม พื้นที่รวบรวม Local Heroes ศิลปิน ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในทุกมุมประเทศ ให้ได้มีโอกาสเข้ามาค้าขายในไอคอนสยาม ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา สุขสยามได้ดึงดูดผู้คนเข้ามาที่สุขสยามไม่ต่ำกว่า 50,000 – 70,000 คนต่อวัน  ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบการหลายรายได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวจนได้มีโอกาสไปทำธุรกิจในต่างประเทศแล้วอีกด้วย 2.ริเวอร์ พาร์ค จากปณิธานของไอคอนสยามในการอุทิศพื้นที่ในโครงการขนาดใหญ่ 10 ไร่ ให้เป็น Community Space วันนี้ริเวิอร์พาร์คได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ชุมชนสามารถมาใช้ประโยชน์ได้เสมือนเป็นระเบียงหน้าบ้าน  มีการใช้พื้นที่ในการจัดประเพณีไทย 12 เดือน เต็มตลอดทุกเดือน เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาทิ ประติมากรรมเทียนพรรษายักษ์ที่เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานีเข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก กลายเป็น world class destination ที่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลก 3.การแสดงระบำสายน้ำ แสง สี เสียง มัลติมีเดีย การแสดงที่ยาวและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้พิสูจน์ความสำเร็จแล้ว ในการทำให้แม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็น New Global Destination ด้วยการมี World Class Attraction ที่ทรงพลัง ซึ่งนอกเหนือจากการดึงดูดผู้คนให้มาชมการแสดงได้อย่างล้นหลามแล้ว ล่าสุดการแสดงระบำสายน้ำ แสง สี เสียง มัลติมีเดีย ของไอคอนสยาม ยังได้รับคัดเลือกให้ได้รางวัลชนะเลิศ รางวัล Gold Stevie Award 2019 สาขา Art, Entertainment & Public - Art Event จาก The International Business Awards การประกวดธุรกิจนานาชาติประจำปี 2019 บนเวทีระดับโลก 4.ทรู ไอคอน ฮอลล์ ศูนย์การประชุมระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย บนชั้น 7 ด้วยความจุขนาด 2,700  ที่นั่ง  รองรับการจัดงานประชุม ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และสามารถรองรับโชว์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศได้ซึ่งจะจุดประกายให้กับอุตสาหกรรม MICE และทำให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของการประชุมนานาชาติและการแสดงระดับชั้นนำของโลก 5.ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก พื้นที่ศิลปะและพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย โดยได้เปิดเฟสแรก ‘ไอคอนสยาม อาร์ท สเปซ’ เมื่อเดือนกันยายนศกนี้ พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยทุกแขนงตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ ศิลปินท้องถิ่น ไปจนถึงศิลปินระดับชาติใช้แสดงผลงาน โดยงานแรก กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย ได้จัดนิทรรศการศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” งานแสดงผลงานจากประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ของศิลปินทั่วประเทศ ภายใน 1 เดือนถึงวันนี้มีผู้ชมงานมากถึง 100,000 คน   หลังจากนี้จะเปิดเฟสสองคือ ‘ริเวอร์ มิวเซียม ฮอลล์’ จะเป็นพื้นที่สำหรับการจัดแสดงงานสำคัญจากทั่วโลก และการร่วมมือกับแบรนด์ดังระดับโลก และส่วนสุดท้ายคือ ‘ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก’ ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทยจะเปิดให้บริการปลายปี 2563 ทั้งหมดนี้จะทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นจุดศูนย์กลางวงการศิลปะโลกอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 6.รถไฟฟ้าสายสีทอง ระบบคมนาคมขนส่งทางราง ซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวผ่านถนนเจริญนครไปสิ้นสุดที่โรงพยาบาลตากสินรวม 3 สถานี และในอนาคตจะเป็น Feeder Line ที่เชื่อมเข้ากับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)  โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้กลางปี 2563   รถไฟฟ้าสายสีทอง จะเป็นรถไฟฟ้าสายแรกในประเทศไทยที่เปิดเดินรถโดยใช้ระบบ AGT (Automated Guideway Transit) ทำให้ก่อสร้างบนพื้นที่จำกัดได้ จึงไม่ต้องเวนคืนที่ดินของประชาชน อีกทั้งการเดินรถระบบนี้มีน้ำหนักเบา ส่งผลให้สามารถใช้โครงสร้างเสาขนาดเล็กกว่าระบบเดิม นอกจากนั้นตัวรถเป็นระบบล้อยาง ทำให้เวลาเดินรถเสียงจะเงียบกว่ารถไฟฟ้าแบบเดิม ลดผลกระทบด้านเสียง และ AGT ยังเป็นระบบเดินรถแบบไร้คนขับ (Driverless) ที่จะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเมืองไทย ควบคุมการเดินรถด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะควบคุมระยะเวลาในการเดินรถได้อย่างแม่นยำและมีความปลอดภัยสูง 7.ปรากฏการณ์รวมโลกในรอยไทย  จากศิลปินไทยระดับอาจารย์ ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย และรวมถึงผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินต่างชาติ ได้แสดงความสามารถและผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปะซึ่งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งโครงการกว่า 100 ชิ้น หรือแม้กระทั่งในร้านค้าต่างๆ เป็นการสนับสนุนผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินและช่างฝีมือไทยเหล่านั้นให้ได้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก และจะยังมีเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอด 1 ปีของการเปิดดำเนินการ  โครงการไอคอนสยามยังได้รางวัลจากเวทีต่างๆ ทั่วโลก มาเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จอีกมากายหลายรางวัล อาทิ  การได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล ‘ออกแบบดีที่สุดในโลก’ จากสภาการค้าปลีกโลก (World Retail Congress) และคว้ารางวัลชนะเลิศสูงสุดด้าน ‘การออกแบบที่ดีที่สุด’ จากสมาคมศูนย์การค้าโลก (International Council of Shopping Centers – ICSC) ถือเป็น 1 ปี ของเส้นทางความสำเร็จที่สวยงามจริงๆ   ข้อมูลเพิ่มเติม ไอคอนสยาม
SB สาขา CDC ปรับลุคเป็น Flagship Store ส่ง Zelection Built-in ปฏิวัติวงการบิลท์อิน

SB สาขา CDC ปรับลุคเป็น Flagship Store ส่ง Zelection Built-in ปฏิวัติวงการบิลท์อิน

SB Design Square ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” ประกาศปฏิวัติวงการบิลท์อินด้วยนวัตกรรมดีไซน์ล่าสุดและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งแรกในเมืองไทยกับ “Zelection Built-in” ที่ทลายทุกกฎการตกแต่งบ้าน เสริมทัพด้วยเฟอร์นิเจอร์ 2 แบรนด์ดังจากฝั่งยุโรปและอเมริกา Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่)และ Universal (ยูนิเวอร์แซล) พร้อมเปิด “Designer Club”   นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยว่าแม้ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ปี 2562 อาจจะไม่สวยหรูนัก เนื่องจากผลกระทบ ทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ แต่กลุ่มลูกค้าตลาดระดับบนของที่อยู่อาศัยแนวราบนับว่ายังพอไปได้ ดังนั้น การเปิดตัว “Zelection Built-in” ครั้งนี้ เราจึงเน้นเจาะลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก และเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้น ครั้งนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากฝั่งยุโรปและอเมริการ ได้แก่ Laura Ashley และ Universal มาเปิดที่สาขา CDC แห่งนี้    เราพยายามเสาะแสวงหา global brand ที่ดีมาเพิ่มสีสันความหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากที่สุด  นายฌอห์ณ แองลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายปฏิบัติการแบรนด์ Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) สัญชาติอังกฤษที่มีความโดดเด่นเรื่องลวดลายและสีสันของงานผ้าที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนความมีระดับในแบบฉบับอังกฤษ ทั้งเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำ รวมถึงของตกแต่งต่างๆ  มากมาย เผยถึงความร่วมมือกับ SB ครั้งนี้ว่า "เรามองว่า SB เป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็งมากในตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทย มีทีมงานที่เป็นมืออาชีพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ขยายแบรนด์ลอร่าร่วมกับเอสบีไปอีกหลายสาขา"  นายแมททิว คิม รองประธานฝ่ายขายต่างประเทศ แบรนด์ Universal (ยูนิเวอร์แซล) เผยว่า ทั้ง SB และเราต่างเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ อันยาวนานกว่า 50 ปี ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เรามักจะแชร์กระบวนการคิดความเข้าใจต่อความต้องการของลูกค้า และทำงานร่วมกันในการที่จะตอบสนองความต้องการนั้นๆ ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเรื่องสไตล์ ราคา คุณภาพ และความสบายในการใช้งาน โดย Universal มีความหรูหราสง่างามและทันสมัยสไตล์ Modern American เป็นจุดเด่นของแบรนด์ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนเป็นงาน Handcraft เน้นการใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม เพื่อสร้างสัมผัสที่โดดเด่นแบบ American Signature เชื่อว่าคนรักการแต่งบ้านที่มาเยี่ยมชมภายในร้านต้องได้Inspire ดีๆ ในการตกแต่งบ้านแน่นอน       นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว Zelection Built-in แบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อินที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่สามารถรองรับการตกตแ่งภายในได้อย่างครบวงจร โดยใช้กระบวนการ “PREFAB” เริ่มตั้งแต่ Design Automation ซอฟต์แวร์สุดล้ำจากเยอรมัน เป็นตัวเชื่อมระหว่างการออกแบบและกระบวนการผลิต ให้ทุกออเดอร์ดีไซน์จากหน้าโชว์รูมพุ่งตรงสู่โรงงานผลิต ลด Human Error ช่วยให้ลูกค้าได้ชิ้นงานที่ถูกต้องแม่นยำได้มาตรฐานในเวลาอันรวดเร็ว แล้วยกชิ้นงานที่ได้จากโรงงานนำมาติดตั้ง ซึ่งสามารถลดเวลาการติดตั้งลงได้กว่าเวลาปกติกว่า 50% ซึ่งในการติดตั้งนี้มีจุดเด่นตรงที่สามารถเดินงานสายไฟภายในโครงสร้างผนังได้     SB Design Square สาขา CDC ไม่ได้มีแค่เฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายในเท่านั้น แต่ยังมี โซน Custom Shop เป็นศูนย์รวมสินค้าสั่งทำ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า “ออกแบบได้ตรงใจ เลือกดีไซน์ในแบบที่เป็นตัวเอง” สำหรับสินค้ากลุ่มเตียงนอน, โซฟา, สตูล, เก้าอี้, หมอนอิง และผ้าม่าน     อย่างเตียงนอน ก็เลือกได้ตั้งแต่ขนาดเตียง ความสูงของหัวเตียง ดีไซน์ขาเตียง กระทั่งสีสันของหมุดตอกและลวดลวย การตอกหมุดก็เลือกได้เพื่อเพิ่มดีไซน์ความเก๋ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นบอดี้เตียงเสริมหรือเตียงลิ้นชัก เพื่อตอบโจทย์ ที่เพิ่มเติมด้วย เพื่อให้สามารถออกแบบได้ตามที่ต้องการและตรงใจมากที่สุด โซน Power Buy ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้ประสบการณ์ช้อป และ Pacamara ร้านกาแฟที่ขึ้นชื่อเรื่องเมล็ดกาแฟที่คั่วเอง    
เปิดห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ โดดเด่นทั้งดีไซน์และแนวคิด

เปิดห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ โดดเด่นทั้งดีไซน์และแนวคิด

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวห้องสมุดใหม่ ที่มีแนวคิดและดีไซน์เพื่อคนออกแบบ ที่รวมด้วย โคเวิร์กกิ้งสเปซ ที่อ่านหนังสือ ที่จัดแสดงนิทรรศการ และที่ฉายภาพยนตร์ เพื่อเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับนิสิต ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ ตั้งอยู่ที่อาคารสถาปัตยกรรม 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่เหมือนห้องสมุดทั่วไป  ซึ่งเกิดจากการมองหาไอเดียความเป็นไปได้ใหม่ๆ ว่าห้องสมุดในโลกพัฒนาเป็นอย่างไรได้บ้าง นอกจากการค้นคว้าในโลกออนไลน์   ห้องสมุดเริ่มที่ชั้น 2 ของอาคาร ชั้นนี้จะเป็นส่วนเปิดโล่งขนาดใหญ่ เน้นการเข้ามานั่งทำงานเหมือนเป็น Co-Working and Thinking Space พร้อมส่วนจัดแสดงนิทรรศการที่ถูกออกแบบให้อยู่บนผนังรอบพื้นที่ห้อง   ชั้น 3 ผ่านบันไดที่ออกแบบให้เป็นจุดสนใจอยู่กลางห้อง สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้คนที่เดินผ่านเห็นมิติต่างๆ ของโครงสร้าง พร้อมทั้งเห็นนิตยสารใหม่ๆ ที่จัดวางไว้อย่างเด่นชัด บนชั้นนี้่จะเป็นพื้นที่ที่มีหนังสือใหม่ๆ ให้เลือกอ่านหลากหลายประเภท มีโต๊ะขนาดใหญ่ไว้ใช้ทำงาน และมีมุมไว้จัดแสดงผลงานต่างๆ อีกด้วย   ชั้นที่ 4 จะแบ่งเป็น 2 โซนหลักๆ คือ Quiet Zone ห้องอ่านหนังสือแบบไม่ใช้เสียง และอีกโซนจะมีจอฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่และที่นั่งชมแบบไล่ระดับ พร้อมฝ้าเพดานที่มีการออกแบบโดยนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ในกรุงเทพฯ มาสร้างสรรค์เป็นแผนที่ขนาดใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพทางด้านผังเมือง ด้านการคมนาคม ด้านการบริหารจัดการน้ำ และด้านสิ่งแวดล้อม   ทั้งนี้นิสิตจุฬาฯ ทุกคณะสามารถเข้ามาใช้งานห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ ได้ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.30 - 18.00 น. วันเสาร์ เวลา 10.00 - 16.00 น. และสำหรับนิสิต นักศึกษา หรือคณาจารย์ต่างสถาบันที่มีความสนใจด้านสถาปัตยกรรม สามารถเข้าใช้ได้เฉพาะวันพุธระหว่างเวลา 8.30 - 18.00 น.      
เปิดออฟฟิส “GET” เยี่ยมชมดีไซน์ดีไซน์แนว Street Smart จุดเด่นบนท้องถนนกทม.

เปิดออฟฟิส “GET” เยี่ยมชมดีไซน์ดีไซน์แนว Street Smart จุดเด่นบนท้องถนนกทม.

รู้จัก GET (เก็ท) กันไหม? หรือเคยใช้บริการของเขากันบ้างหรือเปล่า   ถ้ายังไม่รู้จัก เราขอแนะนำ GET ให้รู้จักกันคร่าวๆ ก่อน....   GET แอพพลิเคชั่นไลฟสไตล์ออนดีมานด์ ที่ให้บริการเรียกมอเตอร์ไซค์วิน สั่งอาหาร ส่งของ และอีวอลเลต เป็นออนดีมานด์  ซึ่งถือว่ามีความหลากหลายงานด้านการบริการ  ก่อตั้งขึ้นโดยทีมงานคนไทย พร้อมด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลก  นอกจากนี้ ยังมีเงินลงทุนจาก “โกเจ็ก” (GO-JEK) เข้ามาร่วมด้วย     สำหรับรายละเอียดการใช้บริการเป็นอย่างไร ผู้ที่สนใจก็คงต้องไปศึกษาและสอบถามกันกับทาง GET ส่วนเรื่องราวที่ Reviewyourlivng อยากจะมา “รีวิว” คือ การพาไปเยี่ยมชมบ้านหลังใหญ่ของเหล่ามนุษย์ GET ซึ่งก็คือที่ทำงานของพนักงานและผู้บริหาร GET นั่นเอง โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ชั้น 19-21 ของอาคารชาร์เตอร์สแควร์  ย่านสาทร  ชั้น 19  ใช้เป็นสำนักงานมีพื้นที่กว่า 1,400 ตารางเมตร  ส่วนชั้น 20-21 เป็นพื้นที่สำหรับการฝึกอบรมคนขับ   ชูดีไซน์แนว Street Smart  ออฟฟิศของ GET ถูกออกแบบในดีไซน์แนว Street Smart โดยนำจุดเด่นของท้องถนนในกรุงเทพฯ ที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจ เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองลวดลายบนพื้นที่ถนน อย่างทางม้าลาย เส้นห้ามหยุดรถ เส้นแบ่งช่องทางเดินรถ หมวกกันน็อค เสื้อวิน และมอเตอร์ไซค์ เข้ามาเป็นจุดเด่นในการตกแต่ง เพราะเป็นธุรกิจบริการซึ่งมีมอเตอร์ไซต์ เป็นเครื่องมือหลัก   โดยโทนสีหลักที่ใช้คือหลักของแบรนด์ ได้แก่ สีเหลือง Safety Yellow และสีเทา Street Grey ที่ทั้งสองสีได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง โดยสีเหลืองเป็นสีที่สามารถสะท้อนได้ดีเวลากลางคืนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้คนขับของ GET และสีเทามาจากสีของพื้นถนนคอนกรีต ซึ่ง GET จับจุดเด่นนี้มาวางไว้ในออฟฟิศได้อย่างลงตัว ช่วยให้บรรยากาศการทำงานดูสดใส     ออฟฟิศของ GET ถือเป็น Flexible Workspace ที่เป็นมิตรกับคนทำงานในทุกเจนเนอเรชั่น ไม่ว่าจะเป็น Gen X, Millennial และ Gen Z เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่มีกฎตายตัวว่าการทำงานจะต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองเท่านั้น เอื้อให้พนักงานสามารถใช้ประโยชน์จากทุกมุมของออฟฟิศได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเพื่อการทำงานหรือการผ่อนคลาย “เราได้แรงบันดาลใจในการออกแบบ ตกแต่งออฟฟิศมาจากงานที่เราทำ และเราให้ความสำคัญกับทั้ง Flexibility และ Work-Life Balance เพราะที่ GET เราทำงานกันหนัก แต่พอเราว่าง เราก็พักผ่อนกันเต็มที่" คุณก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หรือซีเอ็มโอ ของ GET เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบออฟฟิศ     ออฟฟิศของ GET จึงถูกออกแบบออฟฟิศให้ยกคอมไปนั่งทำงานตรงไหนก็ได้ จะอยู่ที่โต๊ะตัวเอง จะไปนั่งดูวิวแม่น้ำ หรือจะไปนั่งในห้องเงียบๆ หรือถ้าคุณทำงานเสร็จ คุณจะตีปิงปองตอนบ่าย 3 ก็ได้ เพราะ GET เชื่อว่าพื้นที่ออฟฟิศและบรรยากาศที่ผ่อนคลายทำให้พนักงานทำงานอย่างแฮปปี้ และโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น Flexible Workspace เสริมการทำงาน 4 ด้าน สำหรับ Flexible Workspace ของ GET ถูกดีไซน์ออกมา เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานสำหรับพนักงานและผู้บริหารใน 4 ด้านหลัก ได้แก่     Collaboration: การทำงานในรูปแบบสตาร์ทอัพ การทำงานร่วมกันหรือ Collaboration ระหว่างทีมต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยในออฟฟิศมีห้องประชุมจัดไว้ 8 ห้อง แต่ถ้าใครที่ต้องการคุยกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองมากขึ้น ก็สามารถใช้พื้นที่ส่วนกลาง และมุมโซฟาต่างๆ ที่จัดไว้หลากหลายมุมเพื่อการประชุม พูดคุย หรือ Brainstorm กันได้ เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น    Concentration: แน่นอนว่าพนักงานจำนวนมากยังเคยชินและต้องการมีโต๊ะทำงานของตัวอยู่ ดังนั้น GET จึงมีพื้นที่ทำงานส่วนตัวให้กับพนักงานทุกคน และเพิ่มพื้นที่เงียบ หรือ Quiet Corner สำหรับคนที่ต้องการทำงานที่ใช้สมาธิมาก และจัดห้องสำหรับคุยโทรศัพท์แยกต่างหาก ไว้เพื่อให้คนที่ต้องประชุมทางโทรศัพท์และไม่อยากรบกวนคนอื่นๆ    Community: เพื่อให้พนักงานได้สามารถผ่อนคลายในระหว่างการทำงานหรือหลังเลิกงาน ที่ GET จึงมีทั้งโต๊ะปิงปอง ห้องเกม และห้องนอน โดยทุกคนสามารถเข้ามาใช้เมื่อไรก็ได้ที่ต้องการ เพราะบริษัทฯ เข้าใจดีว่าการ Work & Play โดยไม่เครียดมากเกินไป จะช่วยผลักดันความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจในการทำงานได้ดีกว่า      Mobility & Freedom: ที่ GET พนักงานทุกคนสามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมุมโซฟา นั่งดูวิวเมือง หรือนั่งทำงานที่ canteen โดยสามารถยกคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของตัวเองไปอยู่ในที่ที่ต้องการได้ นอกจากนี้ ห้องประชุมยังเป็นการต่อจอแบบไร้สาย ด้วยระบบ Zoom ที่คอมพิวเตอร์ของพนักงานสามารถ cast content ขึ้นจอได้ทันที     ไม่ใช่แค่ออฟฟิสสวย แต่ต้องสร้างความสุข  “ผมกับ Co-founder ทุกคนลงความเห็นตรงกันตั้งแต่วันแรก ว่าเราต้องทำให้คนที่ทำงานกับเรามีความสุขมากที่สุด" คุณภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ GET บอกเล่าถึงแนวคิดในการบริหารองค์กร   สำหรับความสุขที่ทางฝ่ายบริหาร ให้คำจำกัดความไว้นั้น นอกจากเรื่องสถานที่สะดวกสบาย น่าทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพงานแล้ว องค์กรยังจะต้องมีสวัสดิการที่ดี  รวมถึงต้องเป็น Culture First Company หรือการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรมากกว่าตัวเลข ดังนั้นเวลาเลือกคนเข้ามาร่วมทีม GET จะใช้เวลานานมากในการพิจารณาคัดเลือก   พนักงานนอกจากจะต้องเป็นคนเก่งแล้ว ยังต้องอยากทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคมด้วย พนักงานของ GET  มีความหลากหลายมาก  มีทุกเพศทุกวัยด้วย และโครงสร้างการทำงานของ GET ถูกวางให้มีลักษณะ Flat คือ  ทุกคนสามารถเดินเข้ามาคุยกับฝ่ายบริหารได้ แถมยังใช้ห้องผู้บริหารเป็นห้องประชุมได้   “สวัสดิการที่นี่ต้องดี ไม่ใช่แค่ออฟฟิศสวยแต่เพียงอย่างเดียว เราอยากให้พนักงานของเราทุกคนมีความมั่นคง เพราะผมรู้ดีว่าทุกคนทำงานนหนักและทุ่มเท”     สำหรับหลักการทำงานของ GET ยึดหลัก Core Values 3 ข้อ 1.It’s not About You งานที่เราทำอยู่เป็นสิ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของคนหลายๆ คนได้ ดังนั้นเราจึงอยากให้พนักงานของเรามองในมุมกว้าง และคิดถึงคนอื่นๆ ที่เขาทำงานด้วย 2.Collaborate with Compassion คือการเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารักของกันและกัน 3.Shoot for Greatness หรือการมุ่งพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทำให้เราทำงานด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในบรรยากาศที่ไดนามิค   ปัจจุบัน GET เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีพนักงานเพิ่มจากปีที่แล้วเพียง 40 กว่าคน ในปีนี้ GET มีพนักงานประจำและคอนแทรคเตอร์กว่า 200 คน ที่มุ่งสร้าง Ecosystem ที่ช่วยยกระดับชีวิตของทั้งผู้ใช้ คนขับ และร้านค้าด้วยเทคโนโลยีแบบออนดีมานด์หลากหลาย รวมถึงบริการทางการเงินที่สะดวกและครบวงจรยิ่งขึ้น    
COTTO LIFE โลกของกระเบื้องที่ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆ

COTTO LIFE โลกของกระเบื้องที่ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆ

สร้างบ้านสักหลังว่ายากแล้ว การตกแต่งภายในนั้นยากและเสียเวลายิ่งกว่า ว่ากันแค่เรื่องของกระเบื้อง ก็คิดกันหนักแล้วว่าควรจะเลือกชนิดไหนให้เข้ากับห้อง ใช้ลวดลายอะไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง แค่นี้ก็ปวดหัวแล้ว นี่ยังไม่นับ การติดต่อช่างผู้รับเหมาฝีมือดี ไม่ทิ้งงานอีก สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลยคะ ถ้าได้รู้จักกับโลกของกระเบื้องอย่าง COTTO LIFE  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคาร SCG Experience ที่ Crystal Design Center เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา   ทีมงาน Reviewyourliving ได้มีโอกาสไปเดินชม COTTO LIFE บนพื้นที่ 1,300 ตารางเมตร ที่เพิ่งจะปรับปรุง กันไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาคะ ที่นี่มีหลากหลายเรื่องราวของกระเบื้องที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อนักออกแบบ สถาปนิก ไปจนถึงกลุ่มคนรักบ้านจะต้องเดินชมกันเพลินแน่นอนคะ โดยที่ชั้น 2 ของ SCG Experience แห่งนี้จะเป็น COTTO LIFE ทั้งชั้น ซึ่งจะมีทั้ง กระเบื้องทั้งนำเข้า และผลิตในประเทศ รวมถึงสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำหลากหลายชนิด แต่ครั้งนี้เราจะโฟกัสกันที่เรื่องของ กระเบื้องคะ เริ่มกันที่ฝั่งของกระเบื้องนำเข้า Italia Collection ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็น Exclusive Products ของ COTTO ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง COTTO กับ บริษัท ฟลอริม เซรามิเช่ เอส.พี.เอ. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องชั้นนำ จากประเทศอิตาลี ร่วมกันออกแบบ วิจัยและพัฒนาสินค้าพร้อมอาศัยเทคโนโลยีและฐาน การผลิต เพื่อออกมาเป็น กระเบื้องพอร์ซเลน (Porcelain) อิตาลีแท้ 100% โดยมุ่งจับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก นักออกแบบ ซึ่งเรามักจะเห็น เข้าไปอยู่ในโปรเจคใหญ่ๆ อย่างห้างสรรพสินค้า โรงแรม สปา ร้านอาหาร หรือแม้แต่ ในบ้านของคุณเองในจุดที่อยากให้เป็นไฮไลท์พิเศษของบ้าน     ด้วยความที่ Italia Collection ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของธรรมชาติจริง เน้นลวดลายตามแบบธรรมชาติไม้ จากต่างประเทศ รวมถึงลายหิน หินอ่อน ลายไม้ อย่างกระเบื้องลายไม้โอ๊ค ก็จะมีมีความเป็นโอ๊คที่แตกต่างกัน ในแต่ละลักษณะของป่า ช่วงฤดูการเติบโต และไม่ใช่แค่เรื่องของลวดลาย แต่จะได้ผิวสัมผัสที่เลียนแบบลายไม้จริงด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้อารมณ์เหมือนอยู่กับธรรมชาติมากที่สุด   กระเบื้องลายหินอ่อน Grande Collection เป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างมีความเป็น Exclusive ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น Limited Collection ลายหินอ่อน เพราะการออกแบบได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติจริง ซึ่งหาได้ยากแล้ว โดยลวดลายที่เห็นจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ตายตัว โดยพัฒนาจากอิตาลี ด้วยเทคโนโลยี Continue af plus ที่ทำให้ลายหินร้อยเรียงต่อกันอย่าง Smooth ที่สุด เหมาะสำหรับใครที่อยากได้ผนังสักด้านที่เป็นไฮไลท์ ดูโดดเด่นขึ้นมา หรือจะทำเป็น Top เคาน์เตอร์ แม้กระทั่งกรุฟาซาดภายนอก   คุณสมบัติ น้ำหนักเบา แผ่นใหญ่พิเศษ โดยมีไซส์ใหญ่ที่สุด 1.6*3.2 สามารถปูได้อย่างไร้รอยต่อ ดูดซึมน้ำค่อนข้างต่ำมาก ทำให้ไม่สะสมคราบ ไม่เกิดเชื้อรา ทำความสะอาดง่าย ทนต่อการกัดกร่อน ทนความร้อนได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญคือ มีความทนทานมากกว่าหินจากธรรมชาติ     Texture ไม่เหมือนใครด้วย Espanya Collection ดีไซน์และผลิตจากสเปน จะได้เบจแบบ Earth Tone แต่จะมีความแตกต่างด้วยการเน้น Texture มีให้เลือก 6-8 ลาย เน้นการใช้งาน Outdoor   GEOLUXE เมื่อหินจากธรรมชาติเริ่มหาได้ยากเต็มที ประกอบกับการหันมาใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงเกิดเป็นหิน Pyrolytic Stone ที่พัฒนามาจากการวิจัยใน Lab ซึ่ง Built มาทั้งชิ้น เนื้อเดียวกันทั้งหมด ทำให้ได้หินแผ่นใหญ่ มีความหนา 10-12 มม. น้ำหนักมาก ทนการถูกกระแทกหนักๆได้ดี และทนความร้อนสูง จึงนิยมนำมาเป็น Top ครัว แต่ต้องวางอยู่บนเคาน์เตอร์ที่มีฐานแข็งแรง แน่นหนาตามไปด้วย และทั้งแผ่นจะโชว์ให้เห็นลวดลายเส้นสาย ของแร่หินที่สั่งสมกว่าพันปี จนกลายเป็นหินแผ่นใหญ่ แต่สามารถสั่งตามขนาดที่ต้องการได้   โซน Italia Collection นี้ เหมาะกับงานสไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย แต่โดดเด่น ล้ำสมัย ซึ่งก็ตรงตามความต้องการของ COTTO เอง ที่ตั้งใจเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น   COTTO Collection มาถึงโซนของ COTTO ที่ผลิตเองในประเทศ ราคาก็จับต้องได้ง่ายขึ้น แต่คุณภาพยังคงไม่ลดน้อยลงไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะยังคงเน้นคุณสมบัติดูดซึมน้ำต่ำ แข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อการเสียดสีและขูดขีด เนื้อสีขาว เนื้อเดียวกันตลอดทั้งแผ่น รองรับการทุกใช้งานพื้น ผนัง ทั้งนอกบ้านและในบ้าน มีให้เลือกมากกว่า 80 ซีรี่ย์ ในเรื่องของลวดลายกระเบื้อง พยายามตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่โหยหายความเป็นธรรมชาติย่งขึ้น ซึ่งเทรนด์ ลายตามธรรมชาติได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเลียนแบบลายไม้ ลายหินพื้นถิ่นในบ้านเรา ให้สัมผัสต่างกันออกไป   กระเบื้องโมเสก  ระยะหลังมานี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งคะ ส่วนใหญ่เราจะเห็นการใช้ตกแต่ง ในร้านคาเฟ่กันเยอะขึ้น ด้วยความที่เป็นกระเบื้องชิ้นเล็กจึงสามารถเข้าไปอยู่ได้ในทุกพื้นที่ เน้นไปที่การตกแต่งเพิ่มสีสัน แต่เนื้อกระเบื้องจะเหมือนกับกระเบื้องแผ่นใหญ่ รวมถึงคุณสมบัติในการใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายในเช่นกัน   นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์สวยงาม ดูทันสมัยแล้ว เรื่องการบริการก็สำคัญไม่แพ้กันคะ เพราะ COTTO LIFE มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำทั้งเรื่องการออกแบบด้วยโปรแกรม 3D ของทีม Creative Designer ให้เห็นภาพจริงก่อนตัดสินใจ บริการติดตั้ง Tile Installation Service ไปจนถึงการรับประกันยาวนาน ด้วยตัวผลิตภัณฑ์เอง ที่มีความโดนเด่นเฉพาะตัว แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป จึงจำเป็นต้องใช้ช่าง ที่มีความชำนาญเฉพาะ รวมถึงอุปกรณ์พิเศษในการติดตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดกับบ้านของคุณ   แม้ว่าที่ COTTO LIFE แห่งนี้จะเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสัมผัสสินค้าจริง แต่ถ้าไม่สะดวกเดินทางมาล่ะก็ เขามีบริการ ซื้อผ่านออนไลน์ได้ และยังบริการส่งฟรีถึงบ้านอีกด้วยคะ    
เปิดแผน “บีไอดับบลิว” รุกตลาดผ้าม่านม้วน 2,000 ล้าน

เปิดแผน “บีไอดับบลิว” รุกตลาดผ้าม่านม้วน 2,000 ล้าน

แม้ว่าประเทศไทยจะมีฤดูหนาว ฤดูฝน และฤดูร้อน แต่ด้วยสภาพอากาศเมืองไทยส่วนใหญ่จะเผชิญกับอุณหภูมิที่ร้อนเสียเป็นส่วนใหญ่  แนวทางในการอยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือสำนักงาน จึงมุ่งเน้นที่จะรักษาอุณหภูมิภายในห้องไม่ให้ร้อน การเปิดเครื่องปรับอากาศถือเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ แต่ขณะเดียวกันการป้องกันไม่ให้อุณภูมิหรือแสงแดดส่งความร้อนเข้ามาในตัวห้อง ก็เป็นวิธีที่ถูกนำมาใช้ควบคู่กันด้วย วัสดุที่ถูกนึกถึงอันดับแรกๆ จึงเป็นผ้าม่าน เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดและอุณหภูมิเข้ามาภายในห้อง ธุรกิจผ้าม่านจึงเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของที่อยู่อาศัยหรือสำนักงานก็ตาม   โอกาสทางการตลาดดังกล่าวทำให้ “บีไอดับบลิว” ผู้ผลิตและนำเข้าผ้าม่านและอุปกรณ์  วางแผนธุรกิจเพื่อรองรับกับการเติบโตดังกล่าว โดยได้ลงทุน 40 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตผ้าม่านม้วนและมู่ลี่ไม้ เป็นโรงงานแห่งที่ 2  บนเนื้อที่ 15 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้  โดยสินค้าจะผลิตภายใต้แบรนด์ BIW ซึ่งจะใช้วัสดุทั้งไม้และหนังมาผลิตเป็นสินค้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากท้องตลาด     นายสิริชัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บีไอดับบลิว เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดผ้าม่านโดยรวมมีผู้ประกอบการกว่า 8,000 ร้านค้า แต่หากเป็นสินค้าที่มีแบรนด์จะมีกว่า 20 แบรนด์ซึ่งทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ถือเป็นผู้เล่นหลักจะมีประมาณ ​6 ราย ซึ่งครองส่วนแบ่งกว่า 80% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า  20,000 ล้านบาท  โดยที่ผ่านมาตลาดอยู่ในภาวะทรงตัว  แต่ตลาดที่เติบโตได้ดี คือ กลุ่มผ้าม่านม่วนซึ่งมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมาเติบโตกว่า 140% เป็นเพราะผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจติดตั้งผ้าม่านม้วนมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาสินค้าที่มีคุณสมบัติและดีไซน์ที่ดีขึ้น   โดยปัจจุบันบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายและทำตลาดสินค้ากลุ่มผ้าม่านม้วน  ภายใต้แบรนด์คูลิส (Coulisse) จากประเทศเนเธอร์แลนด์มาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี  ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี  เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีจุดเด่น 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ดีไซน์ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์แฟชั่น อาทิ การนำเอาแรงบันดาลใจจากการแสดงแฟชั่นของแบรนด์คริสเตียนดิออร์ และแอร์เมสมาดีไซน์ผ้าม่าน ทั้งสีและลวดลาย  2.ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การนำเอาขวด PET มาช้เป็นส่วนผสมในวัสดุ  และ 3.ใช้เทคโนโลยีเข้ามาร่วมในการใช้งาน อาทิ การใช้ระบบแอพพลิเคชั่นควบคุมการเปิด-ปิดผ้าม่าน  เป็นต้น   “ผ้าม่านม้วนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ผลิตพัฒนาวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น วัสดุทนไฟ ป้องกันเชื้อรา ไม่มีสารพิษ  และลดอุณหภูมิได้ดี เป็นต้น และพัฒนาดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น”   โดยแนวทางการทำตลาดบริษัทจะมุ่งเน้นการสื่อสารและสร้างการรับรู้ในแบรนด์สินค้าและข้อมูลผลิตภัณฑ์ ผ่านตัวแทนร้านค้ากว่า 1,000 รายทั่วประเทศ คาดว่าปีนี้จะทำยอดขายได้ 140 ล้านบาท ส่วนทั้งกลุ่มบริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าม่านและอุปกรณ์ภายใต้แบรนด์อื่นด้วยนั้น คาดว่าในปีนี้จะทำยอดขายได้ 240-300 ล้านบาท          
เสน่ห์ของวันวาน Kanvela House

เสน่ห์ของวันวาน Kanvela House

  ใครจะคิดว่าอาคารเก่าโบราณริมคลองกรุงเกษม จะกลายมาเป็น Hostel x Cafe สุดชิคที่ยังคงกลิ่นอายของวันวานไว้อย่างเต็มเปี่ยมอย่าง “Kanvela House” ซึ่งไม่ว่าใครที่ผ่านมาเห็นก็คงสะดุดตาจนนึกอยากรู้ว่าหลังประตูบานเฟี้ยมสีเขียวเข้มนี้ มีอะไรบ้างที่ทำให้ดึงดูดความสนใจเราได้มากขนาดนี้   เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณแมค - ภีระสิทธิ์ สีมูลเสถียร” หนึ่งในเจ้าของ และผู้ที่เป็นหัวเรือในการทำให้อาคารเก่าที่ปิดร้างไว้นานหลังนี้ ได้ย้อนเวลากลับมาชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง จากภาพเดิมที่เป็นห้องเสื้อตัดสูท กรุตู้ไม้แบบ built-in สำหรับแขวนเสื้อสูท และเก็บผ้าไว้รอบด้าน บวกกับสภาพที่ปิดร้างมานาน ทำให้บรรยากาศภายในทรุดโทรมจนแทบจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะต้องเริ่มต้นทางไหน แต่พอตัดสินใจรื้อบรรดาตู้ไม้ ฝ้าเพดาน และโครงพื้นไม้เก่าออกทั้งหมดแล้ว บรรดากระเบื้องเดิมๆ โครงสร้างอาคารเก่าที่ยังคงอยู่ในสภาพดี ก็ทำให้ภาพของ Kanvela House ของคุณแมคเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ   สงบ เงียบ ไร้กาลเวลา พื้นที่บริเวณชั้น 1 เกือบทั้งหมดเป็นพื้นที่ของคาเฟ่ชื่อ “Buddha & Pals” ที่เสิร์ฟกาแฟรสเยี่ยม และอาหารแบบ All Day Dinning ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิคของอาคารเก่า ซึ่งไม่ว่าใครก็ต้องอดไม่ได้ รีบถ่ายรูปเช็คอินบน Instagram กันรัวๆ เสน่ห์ของอาคารนี้อยู่ที่โครงการสร้างเก่าแก่ ที่ยังคงสภาพไว้อย่างดี จนคุณแมคแทบจะไม่ได้แตะต้อง เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นพื้นปูกระเบื้องที่เป็นกระเบื้องโบราณที่มีมาแต่แรก และยังอยู่ในสภาพที่ดี รวมถึงโครงสร้างอาคารปูน ตั้งแต่คาน เสา และผนังก่ออิฐมอญ ที่ปูนอาจจะกระเทาะหลุดบ้าง มีคราบสีที่ไม่สม่ำเสมอบ้าง แต่กลับกลายเป็นร่องรอยของกาลเวลา ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ เพียงแค่แต่งเติมบางส่วนให้แข็งแรงขึ้น และขัดแต่งให้สวยงามอีกหน่อย ก็กลายเป็นคาเฟ่เก๋ๆ ที่อยู่เหนือกาลเวลาไปโดยปริยาย       ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่เห็นทั้งหมด คุณแมคบอกว่ามีทั้งที่เป็นของเก่าจริงๆ และของใหม่ที่ทำเลียนแบบของเก่า ซึ่งกว่าจะได้แต่ละชิ้นมาก็มีเรื่องเล่ามากมาย บางชิ้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่คุณแมคไปเจอโดยบังเอิญ และซื้อเก็บไว้เองนานแล้ว โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะเอามาใช้ทำอะไรดี แล้วพอถึงเวลาที่ต้องตกแต่ง Kanvela House บรรดาข้าวของเหล่านี้ก็ถูกหยิบมาจัดวางไว้ตามมุมต่างๆ ผสมผสานจนกลายเป็นสไตล์การตกแต่งแบบ Rustic + Vintage ได้อย่างลงตัว   จากร่องรอยต่างๆ ในตัวอาคาร เราจะเห็นได้ว่า การรีโนเวทอาคารเก่าในครั้งนี้แทบจะไม่ได้แตะต้องตัวโครงสร้างเดิมเลย ฝ้าเพดานที่เดิมอาจจะถูกตีไว้ค่อนข้างเตี้ย ทำให้บ้านเก่าๆ มักจะดูแคบและอึดอัด พอรื้อฝ้าออกแล้วบรรยากาศโดยรวมก็ดูโล่ง โปร่งมากขึ้น ประกอบกับการเพิ่มเฟรมเหล็กกรุกระจกตลอดทั้งแนวด้านหน้าอาคาร เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ รอยอดีตต่างๆ ภายในอาคารก็ปรากฏความสวยงามให้เห็นได้เต็มตามากขึ้น จนเรายังอดทึ่งไม่ได้กับไอเดีย และความพิถีพิถันในรายละเอียดต่างๆ ที่คุณแมคใส่ใจดูแลด้วยตัวเองทุกส่วนอย่างแท้จริง   ค้ามคืนไปกับ Kanvela House จากคาเฟ่อันแสนชิวผ่านประตูไม้บานเลื่อนด้านหลังไปก็จะพบกับความสงบ ร่มรื่น ที่เหมือนแยกตัวออกมาจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ตรงกลางที่เป็นรอยต่ออาคารส่วนหน้ากับส่วนหลัง ถูกเปิดโล่งให้รับแสงได้มากขึ้น การเพิ่มต้นไม้เข้ามาในบริเวณนี้ทำให้ได้บรรยากาศคล้าย Glass House เล็กๆ มีทั้งไม้ดอก และไม้ใบที่ให้ความสดชื่นสบายตาไปอีกแบบ ก่อนขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็นโซนของห้องพัก เราต้องถอดรองเท้าเก็บไว้ก่อนตามแบบธรรมเนียมบ้านไทย พื้นที่ชั้นบนถูกแบ่งออกเป็นห้องพักทั้งหมด 11 ห้อง โดยมีทั้งแบบดอร์ม และห้องเดี่ยว โดยห้องทั้งหมดนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ผสานกับพื้นไม้ ฝ้าเพดาน และผนังไม้เดิมๆ ได้เป็นอย่างดี จนเราแอบทึ่งไอเดียที่คุณแมคดัดแปลงบ้านเก่าให้มีความร่วมสมัย พร้อมฟังก์ชั่นการใช้สอยที่พอเหมาะพอดีได้ขนาดนี้     ห้องแบบดอร์มจะเป็นห้องพักรวม แต่สเปซภายในห้องก็กว้างมากพอให้ทุกๆ เตียงมีพื้นที่ส่วนตัวและมีล็อคเกอร์ขนาดใหญ่มากพอที่จะใช้เก็บกระเป๋าหรือแบ็คแพ็คใบใหญ่ได้จริง เตียงสองชั้นโครงเหล็กถูกยึดกับโครงสร้างอาคารไว้เป็นอย่างดี แล้วใช้สีแดงสดมาช่วยสร้างมิติให้กับห้องมากขึ้น จนแทบจะลืมภาพห้องไม้โบราณไปได้เลย   ในขณะที่ห้องเดี่ยว ก็มีให้เลือกทั้งแบบเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ ขนาดห้องกำลังพอดีและเป็นส่วนตัว โทนการตกแต่งจะคงบรรยากาศเดิมของบ้านไม้ไว้มากกว่าห้องแบบดอร์ม ด้วยโทนสีที่สุขุมมากกว่า ประดับเพิ่มด้วยภาพวาดเก่า และเฟอร์นิเจอร์ไม้อื่นๆ อีกเล็กน้อยก็ลงตัว ได้กลิ่นอายบ้านไทยสมัยรัชกาล 5 อย่างเต็มเปี่ยม     ชานกว้างหน้าห้องพักบนชั้นสอง มีมุมพักผ่อนนั่งเล่นเยอะเลยค่ะ ทั้งมุมระเบียงที่ปลูกต้นไม้ไว้มากมาย หลายต้นสวยแปลกตาดี ในขณะที่ชานบ้านบริเวณนี้เปิดโล่งรับลมธรรมชาติเอื่อยๆ ได้เป็นอย่างดี มีชุดเก้าอี้หวาย และเก้าอี้ไม้สำหรับการหย่อนใจได้ตามต้องการ เหมาะกับการมาซึมซับความเรียบง่ายสไตล์ไทยๆ ที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา     Kanvela House ยังคงขับเคลื่อนตัวเอง และแต่งแต้มสีสันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยเจตนาที่ต้องการจะอนุรักษ์อาคารเก่าแก่นี้ไว้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ให้ถูกกลืนหายไปตามกระแสนิยม ในอนาคตพื้นที่ชั้นล่างจะมีร้านส้มตำสุดแซ่บเพิ่มเข้ามา แล้วคาเฟ่ชิคๆ ตอนกลางวัน จะเปลี่ยนเป็นแจ๊สบาร์แสนชิลในตอนกลางคืน ในขณะที่ห้องพักก็จะเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบมากขึ้น หลายๆ อย่างเป็นความตั้งใจของคุณแมคที่อยากให้ Kanvela House และ Buddha & Pals เป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่คนจะได้มาแฮงค์เอ้าท์หรือทำกิจกรรมร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิคโดยมีฉากหลังเป็นร่องรอยของอดีตอันสวยงาม แล้ว Kanvela ก็คงจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป   Kanvela House Address :  716 Krungkasem Road, Wat Sommanat, PomPrap SattruPhai, Bangkok, Thailand Tel. : 061 585 9283 Facebook : https://www.facebook.com/kanvelahouse/
แต่งคอนโดให้สวยจบ งบไม่บานปลาย

แต่งคอนโดให้สวยจบ งบไม่บานปลาย

ใครไม่เคย..คงไม่รู้หรอก!! กว่าจะได้คอนโดสวยๆ มีการตกแต่งในสไตล์ที่เป๊ะถูกใจโดยไม่เสียเวลา และไม่เจอปัญหางบบานปลายมันยากมากแค่ไหน หลายครั้งเราต้องเจอกับเรื่องที่หาเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการไม่เจอ หรือของตกแต่งที่ได้มาก็ไม่เข้ากับธีมที่คิดไว้ ต้องปวดหัวสารพัดจนหลายคนถึงกับเข็ดไปเลยก็มี   ตอนเห็นแบบห้องตัวอย่างหรือตอนเฟ้นหาภาพสไตล์การตกแต่งที่ต้องการจากอินเตอร์เน็ต อะไรๆ ก็ดูสวยงามเป็นเรื่องง่ายไปหมด แต่พอมาถึงหน้างานจริงอาจจะมืดแปดด้าน จนลืมไปว่าสิ่งที่ต้องทำคืออะไร อย่างที่บอกว่าถ้าใครไม่เคยลองตกแต่งห้องเองตั้งแต่เริ่มแรก คงจินตนาการไม่ออกหรอกว่า ปัญหาจุกจิกอีกมากมายที่จะตามมามีอะไรบ้าง ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำมืออาชีพที่จะมาช่วยให้ทุกเรื่องการตกแต่งจบได้อย่างสวยงาม แถมยังอยู่ในงบประมาณที่วางไว้ด้วย   ใครๆ ก็รู้ว่าที่ SB Design Square เค้ามีเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกมากมาย แถมล่าสุดยังเอาใจชาวคอนโดด้วยบริการใหม่ที่เรียกว่า “CONDO SOLUTIONS” โดย Interior Designer มืออาชีพซึ่งจะเข้ามาให้คำปรึกษาพร้อมดูแลทุกรายละเอียดการตกแต่งคอนโดให้เราตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งมี Condo décor planer คอยให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาการตกแต่ง   Step แรก สำหรับคนที่ยังไม่มีไอเดียว่าอยากตกแต่งห้องให้ออกมาสไตล์ไหนดี ให้ลองไปเดินเล่นที่ CONDO SOLUTIONS @SB Design Square ก่อนค่ะ เพราะเค้ามีแบบห้องตัวอย่างตกแต่งอย่างสวยงาม โดยจำลองแปลนห้องมาจากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ มาให้เลือกมากถึง 6 สไตล์ด้วยกันที่สำคัญห้องแต่ละแบบใช้วัสดุ เฟอร์นิเจอร์อะไรบ้างอยู่ในงบประมาณเท่าไหร่เค้ามีป้ายบอกชัดเจนกันไปเลย เรามีแบบห้องตัวอย่างคร่าวๆ มาให้ดูกันค่ะ   ห้องแรกมาในสไตล์ Classy Urban เรียบหรูดูดีโดยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่หลากหลาย เน้นสีเอิร์ธโทน เพิ่มความหรูหราด้วยลายหินอ่อนสลับกับสีทองในขณะที่การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ก็เข้ากันได้ดี ห้องตัวอย่างนี้จำลองแบบมาจากโครงการ ไอดิโอ โมบิ สุขุมวิท 66 มีขนาด 52 ตร.ม. และใช้งบประมาณในการตกแต่งเริ่มต้นที่ 5,500 บาท/ตร.ม.   ห้องต่อมาตกแต่งมาในสไตล์ Scandi Chic เน้นความเรียบง่ายด้วยเฟอร์นิเจอร์ Built – In ที่มีสัดส่วนพอดีกับทุกมุมของห้องเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลักคือไม้สีอ่อนตัดกับสีเทาและสีชมพูอ่อน ทำให้ห้องดูน่ารักสดใส แถมยังมีที่เก็บของให้เป็นระเบียบอีกเพียบ   ไอเดียตกแต่งห้องสไตล์นี้มาในแบบห้องขนาด 33.7 ตร.ม. และมีราคาค่าตกแต่งเริ่มต้นอยู่ที่ 7,800 บาท / ตร.ม. ค่ะ   อีกแบบห้องตัวอย่างค่ะที่ตกแต่งมาในสไตล์ Modern Luxury เรียบหรูบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยด้วยเฟอร์นิเจอร์ Built-in ที่คัดสรรมาอย่างดี เช่น ลายหินอ่อนสีดำ คริสตัลไฮกลอสอลูมิเนียมสีทอง และกระจกเงาสีเทา ทำให้ห้องสวยหรูดูแพงมาก ห้องตัวอย่างนี้มีขนาด 33.5 ตร.ม. ค่ะ และถ้าชอบการตกแต่งสไตล์นี้ ก็จ่ายในราคาเริ่มต้นแค่ 10,000 บาท / ตร.ม. เท่านั้น*   สไตล์ Metro Luxe ก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจมาก มีจุดเด่นที่โดดเด่นไม่แพ้ห้องสไตล์ก่อนหน้านี้เลย ห้องถูกตกแต่งให้ด้วยโทนสีเข้มแต่ก็ไม่ได้ทำให้ห้องดูมืด ด้วยการตัดสีกับการตกแต่งด้วยพื้นโทนสว่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์สีแดง ที่ทำให้ห้องดูมีเสน่ห์มากขึ้น ด้านฟังก์ชั่นก็มีให้เลือกใช้งานมากมาย ทั้งจุดที่วางทีวี โต๊ะทำงาน หรือแม้กระทั่งตู้รองเท้าที่จัดมาให้แบบจุใจ แถมราคาค่าตกแต่งก็เริ่มต้น 5,600 บาท/ตร.ม. เท่านั้นค่ะ   เอาใจคนชอบสีขาวๆ ในโทนสว่างกับสไตล์ Classic White ห้องตัวอย่างนี้จำลองมาจากห้องของโครงการ Knightsbridge Prime อ่อนนุช ด้วยพื้นที่ใช้สอยขนาด 22 ตร.ม. แต่ไม่ห้องห่วงค่ะ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นสามารถใช้สอยประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และประหยัดพื้นที่ด้วย ด้านในถูกตกแต่งด้วยสีขาว และจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิดผนังทั้ง 2 ฝั่ง เว้นทางเดินตรงกลางไว้ และโดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวในสไตล์วินเทจตัดกับลายหินอ่อน และเพิ่มการกรุกระจก เพื่อทำให้ห้องดูกว้างขึ้น และฟังก์ชั่นจัดเก็บต่างๆ ที่ถูกออกแบบไว้อย่างน่าใช้ ในราคาตกแต่งเริ่มต้นที่ 7,500 บาท/ตร.ม.   แบบห้องสุดท้ายที่เราเลือกมาให้ได้ชมกัน ขอเอาใจคนที่ชอบสไตล์ดิบๆ หน่อยกับการตกแต่งในแบบ Stylish Loft ผสมผสานความเป็นธรรมชาติของวัสดุที่เป็นไม้ไว้ให้ลงตัวกับความเท่ในสไตล์ Loft จึงน่าจะถูกใจคุณผู้ชายมากหน่อย แถมพื้นที่เก็บของก็มีฟังก์ชั่นดีใช้งานได้หลากหลายและทุกอย่างจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยถ้าใครอยากได้ห้องสไตล์นี้ก็มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 7,500 บาท/ตร.ม. ค่ะ   แต่สำหรับใครที่มีสไตล์ห้องที่อยากได้อยู่แล้วถือแปลนคอนโดของตัวเองไปเลยค่ะ ทีม Interior Designer ของ CONDO SOLUTIONS เค้าพร้อมจะช่วยให้ทุกดีไซน์ในฝันของคุณเป็นจริงได้ตามงบในกระเป๋าของคุณ   ถ้าวัสดุชิ้นไหนยังไม่โดนใจ อยากเปลี่ยนสีโซฟา สีเฟอร์นิเจอร์ หรืออยากได้ตู้เก็บของเยอะๆ หน่อย เปลี่ยนแบบโคมไฟ ดรอปฝ้าใหม่ ต่อเติมผนังเบากั้นห้อง หรือแม้แต่ลายผ้าม่าน และ wallpaper ทุกอย่าง custom ได้ตามใจกันให้สุดไปเลยจ้า และถ้าใครที่อยากเพิ่ม Home Automation เติมความสะดวกสบายให้ชีวิตประจำวันเป็นเรื่องง่าย เค้าก็มีบริการนะคะ และที่สำคัญเราสามารถรู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ล่วงหน้าก่อนการตัดสินใจไปอีก ด้วยวิธีนี้เราก็จะหมดปัญหางบบานปลายไม่รู้จบแบบที่หลายๆ คนเคยเจอ   พอตกลงเลือกแบบและสไตล์ห้องที่โดนใจกันได้แล้ว พวกรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ที่เป็นปัญหาปวดหัวก็ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ เพราะนอกจากจะให้คำปรึกษาเรื่องการออกแบบตกแต่งแล้ว ทาง CONDO SOLUTIONS ยังมีบริการช่วยติดตามงานบริหารจัดการและวางแผนเวลา รวมถึงคอยประสานงานติดตั้งทั้งหมดให้เรียบร้อยก็บอกแล้วว่าเค้าบริการครบวงจรมาที่เดียวจบครบทุกเรื่องจริงๆ เรียกว่าแต่งห้องเสร็จแล้วก็เตรียมพร้อมเข้าอยู่ หรือปล่อยเช่ารับเงินเข้ากระเป๋าได้เลย   https://www.youtube.com/watch?v=c1ixaKYhcg0&feature=youtu.be   สำหรับโปรโมชั่นโดนใจที่จะช่วยให้เราสามารถคุมงบประมาณได้รัดกุมยิ่งขึ้นไปอีกกับ “Financial Promotion” พิเศษสุดๆ ที่เราจะสามารถได้คอนโดที่สวยเป๊ะปังในราคาเริ่มต้นที่ 5,500 บาท/ตร.ม. และยังได้ผ่อน 0% นานสูงสุด 4 เดือนกับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ยังไม่หมดค่ะ ยังได้รับบัตรกำนัลเงินคืนสูงสุดถึง 15%!! ส่วนสินค้าตกแต่งห้องเพิ่มเติมอื่นๆ ที่จะมาช่วยให้ห้องเราสวนครบสมบูรณ์ เช่น ผ้าม่านวอลเปเปอร์ ก็ลดเพิ่มกันไปอีกสูงสุด 10%   ทั้งตอบโจทย์ครบทุกเรื่องความสะดวกสบายได้ห้องสวยถูกใจ แถมยังช่วยแก้ทุกปัญหาจุกจิกปวดหัว และควบคุมค่าใช้จ่ายให้เราได้อย่างรัดกุม บริการรอบด้านขนาดนี้แล้ว จะไม่ไปที่ CONDO SOLUTIONS @ SB Design Square ได้ยังไงล่ะ แวะเวียนไปดูห้องคอนโดตัวอย่าง และโปรโมชั่นเด็ดๆ ทั้งหมดได้ที่ CONDO SOLUTIONS @ SB Design Square ทั้ง 3 สาขา (สาขาบางนา, สาขาเซ็นทรัลเวิล์ด และสาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต) ตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคมนี้     #ระวังแต่งเองเจ็บเอง #ห้องสวยก็ไปได้สวย #แต่งกับนาย #naphat_nine #SBCondoSolutions #SBDesignSquare #condodesign      
6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย...แรงบันดาลใจสู่ดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสแห่งแรกของไทย “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ สูงที่สุดบนทองหล่อ   ในโลกของการออกแบบอาคารสำนักงานระฟ้า โรงแรม และที่อยู่อาศัยยุคปัจจุบันทั่วโลก มีการแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างอาคารที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทว่ามาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามและแปลกใหม่ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้พบเห็น ซึ่งความแปลกใหม่เหล่านั้นได้เลือนหายไปตามยุคสมัยเช่นกัน แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีสถาปัตยกรรมอยู่รูปแบบหนึ่ง ที่ยังคงท้าทายเหนือกาลเวลามาหลายพันปีโดยไม่คลายเสน่ห์แห่งความงดงามมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ นั่นคือ สถาปัตยกรรมแบบ “โมโนลิธ” (Monolith) ซึ่งแปลว่าหินหรือเสาหินขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว   และในยุคปัจจุบัน สถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธ นั้นได้หมายถึง ตัวอาคารที่มีจุดเด่นในเรื่องรูปทรง ที่มีลักษณะเป็นแท่งสมมาตร อัตราส่วนความกว้างของฐานอาคารต่อความสูงอยู่ที่ 1:10 จากพื้นดินไปจนถึงยอดอาคาร เน้นลักษณะภายนอกอาคารแบบมินิมัล โดยลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเกิดเป็นความเรียบ...แต่ไม่ง่าย... ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่างาม โดดเด่น เป็นแลนด์มาร์กคงความโดดเด่น ในทุกยุคทุกสมัย การออกแบบงานสถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” นิยมนำมาใช้ในการสร้างตึกระฟ้าระดับโลกมากมายที่มีความโดดเด่นและมักตั้งอยู่ในใจกลางเมือง กลางย่านธุรกิจสำคัญ รวมถึงมักจะกลายเป็นแลนมาร์กของเมืองนั้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กลางเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเขตที่นิยมสร้างอาคารด้วยสถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก    One World Trade Center แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Aecom.com) One World Trade Center เป็นอาคารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ พื้นที่ 65,000 ตารางเมตรของพื้นที่ทั้งหมด ปัจจุบัน อาคารแห่งนี้ถือว่าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นอาคารที่สูงเป็นลำดับที่ 6 ของโลก ด้วยความสูง 1,776 ฟุต หรือ 541 เมตร โดยผู้สร้างตั้งใจให้เป็นอาคารที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างให้อาคารหลังนี้มีความสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเลือกสร้างในสไตล์โมโนลิธที่มีความสมมาตร มากด้วยรายละเอียดในการออกแบบที่   สวยโดดเด่น และตอบทุกโจทย์เรื่องฟังก์ชั่น   432 Park Avenue แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Businessinsider.com) 432 Park Avenue เป็นอาคารที่พักอาศัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ไม่ไกลจากสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค จึงทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเกาะแมนฮัตตันและเมืองนิวยอร์กได้อย่างเต็มที่ ด้วยความสูง 1,396 ฟุตที่ถือว่าเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก และเป็นอาคารที่สูงเป็นอันดับสองในนิวยอร์ก ทำให้ 432 Park Avenue เป็นอาคารสไตล์โมโนลิธที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน   Millenium Hilton Hotel แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Pinterest: Bruce Cairns) อีกหนึ่งอาคารที่อยู่ไม่ไกลจาก One World Trade Center คือ อาคารซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน ซึ่งตั้งอยู่มุมถนนฟูลตันสตรีทตัดกับถนน เชิร์ชสตรีท โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเลือกสะกดชื่อ “Millenium” แบบผิดไวยากรณ์เพื่อเพิ่มความสะดุดตาให้กับชื่อ มีห้องพักทั้งหมด 471 ห้อง ตั้งอยู่ภายในอาคารสูง 55 ชั้นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสูงขึ้นไปตรงๆ เป็นดีไซน์โมโนลิธที่มินิมอลอย่างที่สุด ทว่าก็โดดเด่นในทันทีที่ได้พบเห็น   Seagram Tower แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: archspeech.com) อีกหนึ่งอาคารสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1958 และยังคงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน คือ Seagram Tower (ซีแกรม ทาวเวอร์) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนพาร์คอเวนิว มิดทาวน์ นิวยอร์ก อาคารโมโนลิธแห่งนี้ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน ลุดวิก มีส์ ฟาน เดอ โรฮ์ ด้วยความตั้งใจในการเผยให้เห็นโครงสร้างของตัวอาคารเมื่อมองจากด้านนอก ซึ่งถือว่าล้ำหน้ากว่ายุคสมัยและได้กลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่องานออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน   Al Sharq Tower ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เครดิตภาพ: arabexperts.ae) อาคารสไตล์โมโนลิธส่วนใหญ่มักจะออกแบบมาในลักษณะแท่งสี่เหลี่ยม ทรงสูงตรง แต่ Al Sharq Tower (อัล ชาร์ก ทาวเวอร์) อาคารที่ พักอาศัยระดับไอคอนที่เมืองดูไบนั้นออกแบบให้เป็นเหมือนแท่งทรงกระบอก 9 แท่งมัดรวมอยู่ด้วยกัน กลายเป็นอาคารหลังใหม่ในดีไซน์ที่ดูหรูหราและอยู่เหนือกาลเวลาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งเมื่อเปิดไฟประดับในเวลากลางคืนยิ่งเผยให้เห็นความโดดเด่นของตัวอาคารที่มีความสูง 360 เมตร ทว่ายังคงสัดส่วนการออกแบบอาคารโมโนลิธให้มีความกว้างฐานและความสูงในอัตราส่วน 1:10 เช่นเดิม   Montparnasse Tower ปารีส, ฝรั่งเศส (เครดิตภาพ: inexhibit.com) โดยทั่วไปแล้ว เมืองปารีสไม่อนุญาตให้มีการสร้างอาคารสูงในตัวเมือง สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในตัวเมืองปารีสจึงมีแต่หอไอเฟลเท่านั้น จนกระทั่ง Tour Montparnasse หรือ Montparnasse Tower ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยความสูงถึง 210 เมตร ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาคารแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งในปารีสและนักท่องเที่ยวได้ชมวิวเมืองปารีสอย่างเต็มตา และมองเห็นหอไอเฟลในอีกหนึ่งมุมที่สวยที่สุด ส่วนในเชิงของการออกแบบ อาคารแห่งนี้ยังคำนวณองศาของการจัดวางกระจกทุกบานอย่างตั้งใจเพื่อให้ทั้งอาคารกลายเป็นกระจกสะท้อนวิวเมืองขนาดใหญ่ เกิดเป็นภาพลวงตาที่ทำให้ตัวอาคารกลมกลืนไปกับเมืองปารีสได้อย่างน่าสนใจ     สถาปัตยกรรมโมโนลิธในเมืองไทย สำหรับในประเทศไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมสไตล์โมโนลิธมากนัก เพราะเบื้องหลังของ ความเรียบเท่ของอาคารระฟ้ารูปทรงโมโนลิธในมหานครใหญ่ทั่วโลก แฝงไว้ซึ่งรายละเอียดมากมายตั้งแต่กระบวนการออกแบบที่เน้นเทคนิคในการออกแบบและการก่อสร้างที่มีรายละเอียดมากกว่าอาคารปกติ เช่น การคำนวณเรื่องแรงลม หรือ สัดส่วนของอาคารที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุพิเศษ เช่น กระจกชนิดพิเศษรอบอาคาร และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้แตกต่างไปจากการก่อสร้างอาคารทั่วไป จึงทำให้อาคารรูปทรงโมโนลิธโดดเด่นกับทุก ๆ สายตาของผู้พบเห็น   The Monument Thong Lo (เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ) สถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธแห่งแรก ของเมืองไทย ล่าสุด แสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ควบคู่การออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว และบริการพิเศษเพื่อการใช้ชีวิตที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการสถาปัตยกรรมของประเทศไทย ด้วยการนำสถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธมาใช้ในการออกแบบโครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สูงที่สุดบนถนนทองหล่อด้วยความสูงถึง 45 ชั้นหรือ 177 เมตร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์รูปทรงอาคารที่สูงตรงตั้งตระหง่าน โดยนำที่จอดรถลงไปไว้ในชั้นใต้ดินเพื่อความสวยงามเช่นเดียวกับอาคารสูงระฟ้าในมหานครใหญ่ทั่วโลก   พร้อมเพิ่มความงดงามด้านหน้าอาคารด้วยงานประติมากรรมขนาดใหญ่สระว่ายน้ำดีไซน์ระดับไอคอนิก สูงถึง 10 เมตร ยาว 28 เมตร กว้าง 9.5เมตร แรงบันดาลใจจากต้นไม้ใหญ่ ประกอบด้วยสระเด็กและสระน้ำวนในบริเวณเดียวกัน พื้นของสระเป็นหินไวท์ คลาวด์ (White Cloud) สีขาวดุจก้อนเมฆตัดกับสีฟ้าของน้ำ รายล้อมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวยุคใหม่ในพื้นที่ที่เป็นโอเอซิสใจกลางเมือง (Urban Oasis) อย่างแท้จริง   เตรียมพบกับนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยของโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ กับพื้นที่กว้างขวางเสมือนบ้านเดี่ยว Luxury is Spaceบนทำเลทองหล่อ ได้เร็วๆ นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1685      
จัดบ้านให้ ถูกทิศ ถูกทาง อยู่แล้วสบาย สไตล์ “บ้านนวัต รามคำแหง 118”

จัดบ้านให้ ถูกทิศ ถูกทาง อยู่แล้วสบาย สไตล์ “บ้านนวัต รามคำแหง 118”

ดั่งคำโบราณว่าไว้ การสร้างบ้านต้องโปร่ง โล่ง รับลม อยู่สบาย การสร้างบ้านระดับลักชัวรี ราคาเริ่มต้น 29 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว บ้านนวัต รามคำแหง 118 โดย พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จึงออกแบบอย่างละเอียดให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ตัวบ้านถูกจัดวางให้สอดคล้องกับทิศทางลมและแดด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thoughtful Design for Every Step of Life” บ้านสำหรับคนทุกเจเนอเรชั่น อยู่อาศัยอย่างเป็นส่วนตัวและยั่งยืนพร้อมประหยัดพลังงานเต็มรูปแบบ สอดคล้องกับ Lifestyle ของผู้พักอาศัยทุกช่วงวัย และอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจยันรุ่นโหลน โดยหลักการสร้างบ้านตามแบบฉบับโครงการ บ้านนวัต รามคำแหง 118 มีด้วยกัน 4 ข้อ   1.หันตัวบ้านให้ถูกทิศถูกทาง ตามคำโบราณบอกไว้ว่าบ้านที่ดีควรหันไปทางทิศใต้และทิศเหนือ แต่ บ้านนวัต รามคำแหง 118 ได้วิจัยทิศทางลมพบว่า...ลมเปลี่ยนทิศทุกๆ 6 เดือน ซึ่งหกเดือนแรกจะพัดที่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อีก 6 เดือนหลังพัดทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถ้าหากสร้างบ้านตั้งฉากกับลม ลมจะโชยเข้าบ้าน เย็นสบาย โดยไม่ต้องพึ่งแอร์แม้แต่น้อย 2. หลังคาบ้านต้องมีชายคายื่นออกมาบล็อคแดด อย่างที่รู้กันคือเมืองไทยเป็นเมืองร้อนชื้น แดดเปรี้ยง บอกเลยว่าบรรพบุรุษเราคิดมาดีแล้ว เพราะบ้านคนไทยส่วนใหญ่มักมีชายคาขนาดกว้างยื่นออกมาเพื่อกันแดด กันฝนสาด โดย บ้านนวัต รามคำแหง 118 ได้ศึกษาทิศทางการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์พบว่า...พระอาทิตย์บ้านเราขึ้นแบบเฉียงอ้อมทิศใต้มา เพราะฉะนั้นการออกแบบชายคาบ้านต้องเฉียงหักมุม องศาได้ และกว้างกำลังดี เพื่อบล็อคแดดไม่ให้เข้าในบ้าน และบ้านก็จะเย็นสบาย 3.จัดให้สระว่ายน้ำอยู่หน้าบ้านชั้น 2 เพราะชั้น 2 เป็นตำแหน่งที่ลมพัดดี เวลาลมร้อนพัดผ่านสระว่ายน้ำ ไอน้ำนี่แหละที่จะช่วยลดอุณหภูมิอากาศลง ส่งผลให้ไอเย็นพัดเข้ามาในบ้านอย่างทั่วถึง และการที่สระว่ายน้ำอยู่ชั้น 2 ยิ่งเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอีกด้วย 4.ห้องทุกห้องจัดให้อยู่หัวมุมทั้งหมด ห้องนอนทุกห้องต้องอยู่มุม เพราะต้องติดตั้งหน้าต่าง อย่างน้อย 2 ด้าน และหน้าต่างต้องวางให้ถูกทิศ เพื่อมีทางให้ลมเข้า-ออกเสมอ ที่สำคัญคือได้แสงธรรมชาติทั่วทุกพื้นที่ ทำให้ทุกห้องในบ้านไม่ต้องเปิดไฟตอนกลางวัน ช่วยประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี ด้านห้องครัวและห้องน้ำ บ้านนวัต รามคำแหง 118 ก็จัดไปอยู่มุมที่รับแดดได้ดีเพื่อกำจัดเชื้อโรค ซึ่งการทำครัวไทยของโครงการเน้นตอบโจทย์เหล่าแม่บ้าน ที่ต้องกว้าง อากาศถ่ายเท และเหมาะสำหรับผัดเผ็ด แกง ทอด ได้อย่างสบายๆ ด้วยแนวคิดในการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประโยชน์ใช้สอยกับความงามทางสถาปัตยกรรม จนกลายเป็นบ้านที่อยู่สบาย บำรุงรกษาง่าย ประหยัดพลังงาน และมีประโยชน์ใช้สอยบนพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและยั่งยืน ล่าสุด บริษัท พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จำกัด นำโดย ทิพย์ชยา พงศธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจโรงแรมกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และ สาทิต สืบสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จำกัด ขึ้นรับรางวัล “บ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ปี 2561 จำนวน 3 รางวัลรวด ได้แก่ แบบบ้าน โครงการบ้านนวัตพระราม 9 แปลงที่ 17 และ แบบบ้าน โครงการบ้านนวัตรามคำแหง Type B และ Type C จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) โดยได้รับเกียรติจาก นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล เมื่อวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา   ทั้งนี้ โครงการ บ้านนวัต รามคำแหง 118  (BAAN NAWAT RAMKHAMHAENG 118) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่พร้อมรองรับความสุขของครอบครัวใหญ่ที่ชอบความสงบ เรียบง่ายและยั่งยืน  โดยโครงการเริ่มเปิดขายพรีเซลแล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 29 ล้านบาท สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.premierassets.co.th หรือ โทร.02 301 2888          
ให้ห้องนอนเป็นสไตล์ที่บ่งบอกตัวตนคุณในแบบ original U

ให้ห้องนอนเป็นสไตล์ที่บ่งบอกตัวตนคุณในแบบ original U

พื้นที่ในบ้านที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว และเป็นพื้นที่ที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเรามากที่สุดน่าจะหนีไม่พ้น “ห้องนอน” แล้วยิ่งถ้าคุณเป็นเจ้าของห้องที่รักการแต่งตัวด้วยแล้วล่ะก็ การมี “มุมแต่งตัว” หรือ “ห้องแต่งตัว” จัดไว้เป็นสัดส่วนชัดเจน เป็นระเบียบเรียบร้อยตามอย่างที่ฝันก็คงจะสร้างความสุขได้ไม่น้อยเลย     จะไปกลัวอะไรถ้าเราอยากจะปรับเปลี่ยนพื้นที่ส่วนตัว ให้เป็นไปอย่างที่ใจฝัน คุณเองก็สามารถมีห้องนอนในแบบ original U ได้ไม่ยาก แค่รู้ว่าตัวเองชอบแบบไหน และเป็นคนสไตล์ไหน การสะท้อนตัวตนผ่านเฟอร์นิเจอร์ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป   สไตล์โมเดิร์นเรียบๆ แต่เก๋ ก็เป็นหนึ่งในสไตล์ยอดฮิตที่หลายๆ คนชื่นชอบ การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีเรียบๆ ในห้องนอน จะช่วยให้บรรยากาศในห้องดูสงบเหมาะกับการพักผ่อน แต่ถ้าชอบเฟอร์นิเจอร์แบบน้อยชิ้น สไตล์มินิมอล ก็เป็นอีกสไตล์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งโทนสีที่เรียบง่าย ถึงจะมีเฟอร์นิเจอร์ไม่มากแต่ทุกชิ้นต้องสามารถตอบโจทย์การใช้สอย และมีฟังก์ชั่นที่ดีพอ     นอกจากนี้การตกแต่งห้องในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ก็ยังคงเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ เฟอร์นิเจอร์โลหะง่ายๆ มีดีเทลไม่มากในโทนสีเข้มขรึมก็เป็นอีกสไตล์ที่เลือกตกแต่งได้ไม่ยากเลยค่ะ ส่วนใหญ่แล้วห้องในสไตล์ลอฟท์จะเน้นโชว์ความดิบของวัสดุ โชว์โครงสร้าง ลายเส้นต่างๆ ให้ห้องน่าสนใจมากขึ้น คุณผู้ชายส่วนใหญ่มักจะชอบความง่ายๆ ไม่ซับซ้อนกับการใช้งาน การวางโชว์ของสะสมไว้บนชั้นที่เปิดโล่ง หรือการแขวนเสื้อผ้าง่ายๆ ไว้บนราวเหล็ก ก็จะทำให้การเลือกหยิบเสื้อผ้าในแต่ละครั้งรวดเร็วยิ่งขึ้น     Walk-in Closet นับว่าเป็นพื้นที่ในฝันของใครหลายๆ คน ที่อยากจะมีมุมแต่งตัวเป็นสัดส่วนอยู่ในห้องนอนให้เป็น original U หากเป็นบ้านสร้างใหม่ หรือห้องชุดใหม่ที่ไม่เคยผ่านการตกแต่งมาก่อน ก็อาจจะเป็นเรื่องง่ายที่จะออกแบบตกแต่งมุมแต่งตัวให้หลากหลายได้อย่างที่ใฝ่ฝัน แต่สำหรับการปรับเปลี่ยน ซ่อมแซมจากห้องเดิมอาจจะมีข้อจำกัดมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะที่ SB Design Square มีเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกมากมาย หลากหลายสไตล์ พร้อมบริการให้คำปรึกษาเพื่อให้ทุกพื้นที่ภายในบ้าน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้ดีที่สุด     อีกสไตล์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยก็คือ Rustic Luxe ซึ่งเป็นการผสานความเรียบง่ายจากวัสดุธรรมชาติเข้ากับความหรูหราแวววาวของโลหะ กระจกต่างๆ การตกแต่งด้วยสไตล์นี้จะมีการเลือกใช้วัสดุที่หลากหลาย แต่เน้นโทนสีอบอุ่นของธรรมชาติที่เข้ากันอย่างลงตัว เฟอร์นิเจอร์จากชิ้นไม่ธรรมดาๆ อาจตกแต่งด้วยโลหะสีทองเพิ่มเข้าไป ก็จะเป็นให้บรรยากาศห้องดูหรูหรามีไตล์ขึ้นทันตา     ไม่มีข้อจำกัดตายตัวหรอกค่ะว่าตู้เก็บเสื้อผ้าของคุณจะต้องเป็นแบบไหน ถ้าภาพในหัวคือ ราวแขวนโปร่งโล่งแบบโชว์รูมห้องเสื้อหรูก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร  หรือถ้าอยากจะเลือกบานประตูตู้เป็นกระจกบานใหญ่ให้สะใจก็ไม่มีกฏข้อไหนบอกว่าความต้องการของคุณเป็นเรื่องผิด ในขณะเดียวกัน ถ้าจะเพิ่มชั้นเก็บกระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับไว้ใกล้ๆ มือ จะขยับซ้ายขยับขวาจัดวางไว้ในมุมใดก็ได้ตามที่เราพอใจ ในเมื่อพื้นที่ทุกส่วนภายในบ้านจะบ่งบอกความเป็นตัวเราได้ดีที่สุด จะสนุกแค่ไหน ถ้าเราได้ลองเลือก Mix&Match เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นที่ถูกใจ มาวางคู่กับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดิมที่มีอยู่ได้อย่างลงตัว หรือได้ลองผสมสไตล์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไม่มีข้อจำกัด ได้เพิ่มเติมลูกเล่นหรือฟังก์ชั่นที่ต้องการเข้าไป ออกแบบห้องแต่งตัวใหม่ที่ใส่ความเป็นตัวเราลงไปในทุกมุม เพื่อให้เราได้เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน   เพราะ SB Design Square รู้ดีว่า ความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์แต่ละคนไม่เหมือนกัน กว่าจะออกมาเป็น original U ของแต่ละคนได้ ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์แต่ละประเภทจึงถูกออกแบบมาให้มีดีไซน์ และฟังก์ชั่นต่างกันออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้คุณเลือก Mix&Match ได้ตามสไตล์ส่วนตัว เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณอย่างแท้จริง จากพื้นที่ส่วนตัวในห้องนอนที่บ่งบอกถึงตัวตนได้อย่างชัดเจนแล้ว พื้นที่ในฝันอย่างมุมแต่งตัวหรือ Walk-in Closet ก็สำคัญไม่แพ้กันจริงมั้ยคะ เมื่อ Walk-in Closet ที่ดีที่โดนใจไม่ใช่แค่ที่เก็บเสื้อผ้าเท่านั้น SB Design Square มี SB Interior Team ผู้เชี่ยญชาญด้านการออกแบบ ที่จะแปรความชอบสไตล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มินิมอล ลอฟท์ อินดัสเทรียล หรือโมเดิร์น ถ่ายทอดออกมาเป็นความลงตัวในแบบของเรา พร้อมให้คำปรึกษาในการออกแบบตกแต่งบ้านให้เป็นสไตล์เฉพาะตัว ทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน ทุกส่วนภายในบ้านสามารถออกแบบได้เพื่อคุณโดยเฉพาะ     เพราะความชอบของเราไม่จำเป็นที่ต้องแคร์ใคร และความสุขแต่ละคนไม่เหมือนกัน การได้มีพื้นที่เล็กๆ ในมุมส่วนตัวที่เป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับงานหนัก หรือเรื่องเหนื่อยแค่ไหน ชีวิตก็มีความสุขได้เพราะเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเป็น #originalU     
มิกซ์ดีไซน์ แมทช์เฟอร์นิเจอร์ให้ลงตัว

มิกซ์ดีไซน์ แมทช์เฟอร์นิเจอร์ให้ลงตัว

มิกซ์ดีไซน์ แมทช์เฟอร์นิเจอร์ให้ลงตัว ถ้าได้ผ่านไปผ่านมาแถวทองหล่อบ่อยๆ เชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มคุ้นตากับโครงการ THE ESSE Sukhumvit 36 จาก SINGHA ESTATE ที่มี Sales Gallery อยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 36 กันบ้างแล้ว ต้องบอกว่าโครงการนี้มีความโดดเด่นในเรื่องการออกแบบ โดยมีที่ปรึกษาจากทีมดีไซน์เนอร์ระดับโลกทำให้โครงการนี้จัดเป็นโครงการ ที่น่าจับตามองมากในเวลานี้ ปัจจุบันโครงการ THE ESSE Sukhumvit 36 มียอดขายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 60% โครงการนี้ไม่ได้มีดีแค่จุดเด่นของทำเลที่ตั้งที่อยู่ใจกลางสุขุมวิท ติดสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อเท่านั้นนะคะ งานดีไซน์ของคอนโดมิเนียมทั้ง Exterior และ Interior ต้องเรียกว่าเป็นการลงรายละเอียดในทุกๆ ตารางนิ้ว เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง   โครงการ THE ESSE Sukhumvit 36 ได้ทีมออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายเจ้า แถมยังเป็นทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแทบทั้งสิ้น อย่างงานด้านสถาปัตยกรรมก็ได้ “Tandem” บริษัทออกแบบสัญชาติไทยที่มีประสบการณ์มากมาย มาร่วมมือกับบริษัทสถาปนิกชื่อดังจากอเมริกาอย่าง “SOM” Skidmore, Owings and Merrill (Thailand) Co. Ltd เป็นที่ปรึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอาคารสูง และฝากผลงานไว้มากมาย ทำให้ดีไซน์ตัวอาคารของ THE ESSE Sukhumvit 36 สวยสะดุดตาเป็นที่สุด   ส่วนงานภูมิสถาปัตยกรรม ทาง SINGHA ESTATE เลือก “Shma” เป็นผู้ออกแบบ ในขณะที่ Interior ส่วนกลางได้ “dwp” (Design Worldwide Partnership) มาเป็นอีกแรงสำคัญที่ทำให้บรรยากาศภายในมีกลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบภูมิปัญญาไทย กับการออกแบบที่เป็นสากล ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “The Essence of Luxurious Living is HARMONY OF CONTRAST” ที่ต้องการสื่อสารถึง “การใช้ชีวิตที่มีความสมดุลในความแตกต่างอย่างกลมกลืน”   แน่นอนว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นในโครงการทั้งหมดนี้ เกิดจากการผสมผสานเอกลักษณ์ของดีไซน์เนอร์แต่ละคนไว้อย่างลงตัว   จริงอยู่ที่ทางโครงการ THE ESSE Sukhumvit 36 เปิดขายห้องชุดแบบ Fully Fitted เพื่อให้เจ้าของห้องชุดได้มีโอกาสสร้างสรรค์การตกแต่งห้องตามสไตล์ตัวเองได้อย่างเต็มที่ แต่ความชื่นชอบที่หลากหลายและแตกต่างกัน ก็สามารถนำมา Mix and Match จนได้สไตล์ส่วนตัวที่ไม่ซ้ำกับใคร บางครั้งเราอาจจะนึกไม่ถึงเลยว่าเฟอร์นิเจอร์ในสไตล์ Loft จะสามารถเข้ากันได้ดีห้องสไตล์ Classic หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เรียบง่าย หากเพิ่มเติมโลหะสีทองหรือสีทองแดงเข้าไป จะสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับชิ้นงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่เราเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ให้ถูกชิ้น จัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม ก็สามารถผสมผสานวัสดุ และสไตล์ Mix & Match กันได้อย่างกลมกลืน   การออกแบบหรือการเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้กับห้องใดๆ ไม่ได้มีกฏกำหนดตายตัวเสมอไปหรอกค่ะ เราเชื่อว่าห้องนั้นๆ จะถูกตกแต่งอย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชอบ รสนิยม ความพึงพอใจของเจ้าของห้องเป็นหลัก ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้มา คือห้องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และสามารถบ่งบอกถึงตัวตนของเจ้าของห้องได้ดีที่สุดนั่นเองค่ะ   ก็เหมือนกับที่ THE ESSE Sukhumvit 36 ที่ผสมผสานเอกลักษณ์งานออกแบบของดีไซน์เนอร์หลากหลายสัญชาติ ให้มารวมกันได้อย่างลงตัวที่สุด และเพื่อให้เจ้าของห้องชุดรู้สึกว่าการตกแต่งห้องเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องจ้าง Interior Designer เสมอไป ที่โครงการจึงจัดชุดเฟอร์นิเจอร์สวยๆ จาก LOAM ARTISANAL LIVING มาจัดโปรโมชั่นพิเศษ (Limited Offer) ให้เจ้าของห้องได้มีโอกาสเลือกห้องพร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่จะมา Mix& Match ความหรูหราอย่างมีสไตล์ได้ตามใจคุณ เริ่มต้นกันด้วยห้อง 1 Bedroom กับ Furniture Package จาก LOAM ARTISANAL LIVING มูลค่า 500,000 บาท ชุดเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นทั้งในห้องนั่งเล่นและห้องนอน สี Earth Tone สบายตา ทำให้เราสามารถแต่งเติมสีสันด้วยของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพิ่มเติมเข้าไปได้ง่ายขึ้น รับรองว่าไม่ซ้ำกับใครแน่นอนค่ะ     ส่วนห้อง 2 Bedroom ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลยค่ะ เพราะมูลค่า Furniture Package มากถึง 700,000 บาทเลย ชุดเฟอร์นิเจอร์สวยๆ จาก LOAM ARTISANAL LIVING มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว งานดีไซน์เรียบหรู แต่ก็แอบซ่อนกิมมิกเก๋ๆ ไว้ในเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นด้วยนะคะ     นอกจาก Exclusive Furniture Package ที่คัดสรรมาโดยเฉพาะตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ทาง SINGHA ESTATE ยังได้เสนอเงื่อนไขพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ชำระค่าห้องผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ จะได้คะแนนสะสมสูงสุด 20 เท่า**   จะมามัวรีรอไม่ได้แล้วค่ะ คอนโดสวยๆ ใจกลางเมือง ติดสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ แถมยังได้เฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์ดังครบเซ็ต ในราคาเริ่มต้น 12.6 ล้านบาท* แบบนี้มีจำนวนจำกัด และหาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ แล้วนะจ๊ะ รีบคลิกลงทะเบียนกันที่ http://bit.ly/2ws3h1s  หรือ โทร. 1221    
วาบิซาบิ (Wabi-Sabi) เทรนด์แต่งบ้านใหม่ 2018

วาบิซาบิ (Wabi-Sabi) เทรนด์แต่งบ้านใหม่ 2018

ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีเทรนด์แต่งบ้านอะไรที่น่าสนใจบ้าง แต่ในปีนี้ต้องหลีกทางให้กับเทรนด์วาบิซาบิ ซึ่งเป็นที่กำลังมาแรงสุด ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นขวัญใจนักออกแบบกันเลยทีเดียว โดยต้องบอกว่าเทรนด์นี้เป็นทรนด์ที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบความเพอร์เฟค รักความเรียบง่าย และหลงใหลในความเป็นธรรมชาติเอามาก ๆ เพราะคอนเซ้ปต์หลักของวาบิซาบิคือการมองหาความสวยงามในความไม่สมบูรณ์ โดยถ้าหากอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วประโยคนี้คืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน วันนี้ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับเทรนด์นี้มาฝากแล้วค่ะ     วาบิซาบิ คืออะไร   วาบิซาบิ เป็นเทรนด์การแต่งบ้านแบบใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงต้นปี 2018 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศญี่ปุ่น จึงมีกลิ่นอายความเป็นมินิมอลแฝงอยู่หน่อย ๆ แต่สำหรับวาบิซาบิจะเน้นไปที่ตัวผู้อยู่อาศัยมากกว่าสิ่งของ ส่วนคอนเซ็ปต์หลักของวาบิซาบิก็จะเน้นที่ความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยมีแนวคิดสำคัญอยู่ที่การมองหาความสวยงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความไม่สมบูรณ์แบบ หรือเรียกได้ว่าเป็นการยอมรับสิ่งของต่าง ๆ ในแบบที่มันเป็น แล้วนำสิ่งของชิ้นนั้น ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมาย โดยไม่ต้องไปหาซื้อสิ่งของชิ้นใหม่มาทดแทน โดยการแต่งบ้านแบบนี้จะไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะขึ้นอยู่กับประโยชน์ ความสวยงาม และประวัติของสิ่งของแต่ละชิ้นนั่นเอง   วาบิซาบิ มีที่มาอย่างไร   เดิมที วาบิซาบิ ไม่ใช่เทรนด์การตกแต่งบ้าน แต่เป็นปรัชญาของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 โดยมีรากฐานมาจากศาสนาพุทธ ซึ่งปรัชญานี้เป็นปรัชญาที่สอนให้เรามองหาความสงบสุขบนโลกที่แสนจะวุ่นวาย การยอมรับในสิ่งที่มีหรือสิ่งที่เป็น มากกว่าเสียเวลาไปกับการหาสิ่งที่ดีกว่า หรือในการแต่งบ้านก็คือสอนให้เรามองหาความสวยงามในความไม่สมบูรณ์จากสิ่งของต่าง ๆ และมีความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว     หลักการแต่งบ้านแบบวาบิซาบิ   คอนเซ็ปต์การแต่งบ้านแบบวาบิซาบิหลัก ๆ มีอยู่ 3 อย่าง คือ - ใช้วัสดุจากธรรมชาติ นักออกแบบส่วนใหญ่จะเลือกใช้สิ่งของที่มาจากธรรมชาติในการตกแต่งแบบวาบิซาบิ เพราะเทรนด์นี้เป็นเทรนด์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ อีกทั้งสิ่งของที่มาจากธรรมชาติยังสามารถเข้ากันได้ดีกับการแต่งบ้านทุกสไตล์เลยด้วย แต่ไม่ว่าสิ่งของต่าง ๆ จะทำมาจากอะไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมันต้องเป็นของแท้ที่ตรงกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย - ทำทุกอย่างให้เรียบง่าย หลักสำคัญสุด ๆ อีกอย่างในวาบิซาบิก็คือความเรียบง่าย แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น จัดวางทุกอย่างแบบง่าย ๆ เพราะของทุกชิ้นต่างก็มีเอกลักษณ์และความสวยงามในตัวเองอยู่แล้ว - เน้นความไม่เพอร์เฟค ด้วยความที่คอนเซ็ปต์ของวาบิซาบิ คือ การมองหาความสวยงามจากความไม่สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นการตกแต่งบ้านแบบนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ข้าวของที่เก่า แตก หรือมีลักษณะไม่ปกติ มาตกแต่งบ้านได้อย่างสบายใจ รวมถึงยังเป็นการปล่อยให้ข้าวของต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรมากเลยด้วย แต่ว่ายังไงก็ต้องแยกระหว่างความไม่เพอร์เฟคกับความรกให้ออกด้วยนะคะ     เคล็ดลับแต่งบ้านแบบวาบิซาบิ   1. ซื้อแต่ของที่ใช่ ที่สวย หรือที่ชอบ มาประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกของที่เพอร์เฟค ตามเทรนด์ หรือไปหาของเก่า ๆ มาตกแต่งบ้านโดยไม่จำเป็น   2. ใช้สีแบบธรรมชาติหรือสีเอิร์ทโทนในการตกแต่ง เพราะโทนสีนี้จะให้ความรู้สึกที่อบอุ่น ช่วยให้ดูกว้างข้าง และทำให้บรรยากาศดูสงบได้   3. เน้นงานแฮนด์เมดหรือเครื่องปั้นดินเผาที่ไม่ต้องเป๊ะ เพราะสิ่งของพวกนี้เป็นสิ่งของที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แบบ แต่กลับมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เราสามารถองเห็นความสวยงามจากความไม่เพอร์เฟคเหล่านี้ได้ง่าย ซึ่งก็เข้ากับคอนเซ็ปต์ของวาบิซาบิได้ดี อีกทั้งของประเภทนี้ยังเป็นของพิเศษที่มีแค่ไม่กี่ชิ้นเองด้วย   4. ปล่อยข้าวของต่าง ๆ ไปตามธรรมชาติ เช่น รอยยับบนผ้าม่านหรือผ้าปู ไม่จำเป็นต้องดึงหรือรีดให้เรียบเนี้ยบทุกวัน ปล่อยให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นบ้างก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องอย่าปล่อยให้รกเกินไปด้วยนะ   5. นำข้าวของเก่ากลับมาใช้ เพราะของเก่า ๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นปู่-ยา ตา-ยาย หรือตกทอดมาจากพ่อ-แม่ หรือของเก่านั้น ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ไม่จำเป็นต้องขัดให้เงาวิ้ง ถ้าสีจะดูเก่าบ้างก็ไม่เป็นไร   6. ไม่จำเป็นต้องตกแต่งด้วยดอกไม้เสมอไป เพราะกิ่งไม้ที่ร่วงอยู่ ก็สามารถนำมารวม ๆ กันตกแต่งบ้านแบบธรรมชาติได้   7. เปลี่ยนการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย มาใช้เครื่องมือแบบธรรมชาติ แม้ว่าเครื่องมือที่ทันสมัยจะเร็วและสะดวกกว่า แต่หากอยากได้บรรยากาศแบบวาบิซาบิล่ะก็ ต้องใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติจะเหมาะสุด   8. ผนังแบบธรรมดา เก่า ๆ โทรม ๆ เห็นโครงสร้างเดิม เหมือนสร้างไม่เสร็จ เป็นอะไรที่ดูเข้ากันมากกับสไตล์วาบิซาบิทีเดียว   9. ลดสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นหรือไม่ได้ใช้ลง เก็บไว้แต่สิ่งของที่ต้องใช้หรือสิ่งของที่ทำให้เรามีความสุขก็พอ และที่สำคัญต้องเหลือไว้ให้พอใช้ด้วย   10. ผ่อนคลาย ปล่อยวาง ไม่ต้องคำนึกถึงความเพอร์เฟคอะไรมาก แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น เท่านี้ก็จะทำให้เรามีความสุขกับสิ่งรอบข้างได้แล้วค่ะ   เรียกได้ว่า วาบิซาบิ เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ช่วยให้ความสำคัญกับสิ่งของเดิม ๆ มากขึ้น รวมถึงยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งของที่ไม่สมบูรณ์แบบต่าง ๆ ได้ด้วย จึงไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนและนักออกแบจะชอบเทรนด์นี้ เพราะถือได้ว่าเป็นเทรนด์ที่มีเสน่ห์แปลกใหม่มากจริง ๆ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก Kapook ภาพประกอบจาก wijzijnkees , thatkindofwoman , jutehome
T House ยกญี่ปุ่นมาไว้ในคอนโดใจกลางเมือง

T House ยกญี่ปุ่นมาไว้ในคอนโดใจกลางเมือง

  วันนี้ทีมงาน Review Your Living มีโอกาสได้มาถ่ายทอดเรื่องราวน่าสนใจของคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองย่านเอกมัย ซึ่งความพิเศษของคอนโดฯ แห่งนี้คือมีพื้นที่ระเบียงกว้างกว่าโครงการอื่นทั่วไป โดยมีขนาดถึง 16 ตารางเมตร แถมระเบียงของห้องนี้มีสวนส่วนกลางของโครงการเป็นพื้นหลังสีเขียวขจีที่สร้างความเป็นส่วนตัวได้ดีเลยยิ่งตอบโจทย์ คุณหมอตั้น เจ้าของห้องพักอาศัยที่มีภาระหน้าที่การงานหนักตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังต้องเดินทางบ่อย จึงอยากได้คอนโดในพิกัดที่สะดวกทั้งสถานทำงานและบ้าน เพื่อให้ชีวิตในทุกๆ วันเข้าสู่โหมดการพักผ่อนอย่างแท้จริงทันทีที่เดินทางกลับมาถึง   เมื่อเจอทำเลที่ใช่ คุณหมอตั้นเลยไม่ลังเลใจที่จะซื้อและให้สถาปนิกเข้ามาเป็นผู้ดูแลในเรื่องของงานออกแบบตกแต่งภายในห้องทั้งหมด โดยโจทย์ที่ต้องการก็คือ..ความเรียบง่าย เน้นที่เก็บของเยอะและเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบคนญี่ปุ่น รวมไปจนถึงต้องมีพื้นที่สำหรับปาร์ตี้รองรับเพื่อนๆ ที่แวะมาเยี่ยมเยียนได้  จากโจทย์ที่เจ้าของห้องชุดคอนโดมิเนียมต้องการ สถาปนิกฝีมือดีอย่าง คุณบอย แห่ง ANONYM จึงไม่รอช้าบรรจงออกแบบพื้นที่ 51 ตารางวา ออกมาในสไตล์มินิมอลแบบฉบับญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นทุกขณะ เพื่อให้คุณหมอตั้นรู้สึกสบายตาและสบายใจเมื่อก้าวเข้าในห้องพัก บรรยากาศในห้องจึงดูนิ่งๆ เรียบๆ เป็นส่วนตัวหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง และผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของห้องที่ชื่นชอบความเป็นญี่ปุ่นแบบพอดิบพอดี   ด้วยคอนเซ็ปต์ของการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สงบและใกล้ชิดธรรมชาติ มาสู่แรงบันดาลใจในการออกแบบของสถาปนิกโดยลดทอนความฟุ่มเฟือยให้เหลือเพียงแก่นแท้ของประโยชน์ใช้สอยแบบตะวันตก ทว่ายังแอบแฝงรายละเอียดสัมผัสความเป็นธรรมชาติของพื้นผิวรอบข้าง   สถาปนิกลดทอนความฟุ่มเฟือยให้เหลือเพียงแก่นแท้ของประโยชน์ใช้สอยแบบตะวันตก ทว่ายังแอบแฝงรายละเอียดสัมผัสความเป็นธรรมชาติของพื้นผิวรอบข้าง หลอมรวมออกมาในสไตล์ญี่ปุ่น สะท้อนผ่านการตกแต่งห้องพักขนาดพื้นที่จำกัด โทนสีของห้องใช้จึงเป็นสีเอิร์ธโทน เพื่อให้ห้องดูเรียบง่ายมากที่สุด และการใช้วัสดุไม้มาตกแต่ง ก็ทำให้ห้องดูสว่าง รู้สึกโปร่งโล่ง กว้างขวาง และให้ความรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น   บิลอินต์เฟอร์นิเจอร์สูงจรดเพดานทำให้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามากที่สุด   ส่วนการตกแต่งที่ทำให้ห้องพักอาศัยดูไม่คับแคบไร้ซึ่งความอึดอัดใดๆ คือการบิลต์อินเฟอร์นิเจอร์เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ข้อดีของงานบิลต์อินคือเราสามารถทำขึ้นให้พอดีกับพื้นที่ได้โดยไม่เสียประโยชน์การใช้งานส่วนนั้นไป ทั้งยังเหมาะกับขนาดพื้นที่จำกัด จึงเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ทำให้สามารถใช้พื้นที่อันน้อยนิดได้อย่างคุ้มค่า   การใช้วัสดุไม้มาตกแต่ง ก็ทำให้ห้องดูสว่าง และให้ความรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น ภายในห้องนอนตกแต่งอย่างเรียบง่าย ดูอบอุ่นด้วยโทนสีอ่อนละมุนจากวัสดุไม้โทนสีวอร์มโอ๊คที่นำมากรุผนังและฝ้า ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งและทำให้ห้องดูกว้างขวางมากขึ้น มีหน้าต่างกระจกใสรับแสงธรรมชาติที่ช่วยเสริมให้ห้องดูสว่างโดยไม่ต้องพึ่งแสงประดิษฐ์ในเวลากลางวัน ทั้งยังทำหน้าที่ช่วยถ่ายเทอากาศ ทำให้ห้องนอนเล็กๆ ดูสะอาดสะอ้านน่าพักผ่อนแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ขนาดน้อยนิดก็ตาม   ขยับมาที่ระเบียงภายนอก อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าคอนโดฯ แห่งนี้คือมีพื้นที่ระเบียงกว้างกว่าโครงการอื่นทั่วไป มีขนาดถึง 16 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีพื้นที่ค่อนข้างเยอะ สถาปนิกจึงออกแบบที่นั่งแนวยาวไปตามขนาดของพื้นที่ระเบียง สำหรับรองรับเพื่อนฝูงของคุณหมอตั้นที่มักจะแวะมาทานข้าวหรือปาร์ตี้กันสม่ำเสมอ ความโชคดีของแปลนห้องพักในส่วนของระเบียงนั้นคือมี background เป็นสวนโครงการภายนอกพอดีเลยให้ความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง    ความกลมกลืนของไม้โทนสีอ่อนที่ดูลงตัวในทุกองค์ประกอบต่างๆ จนเกิดบรรยากาศชวนผ่อนคลาย   เพื่อเพิ่มกลิ่นอายแบบฉบับชาวญี่ปุ่น คุณบอยจึงเพิ่มต้นบอนไซให้เป็นลักษณะสำคัญของระเบียงภายนอก เพื่อสื่อสารถึงวิถีความเรียบง่าย เวลาก้าวออกมายังระเบียงจะรู้สึกเหมือนยกญี่ปุ่นขนาดย่อมมาไว้ในคอนโดนั่นเอง   จะเห็นว่าแม้จะมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งน้อยชิ้น แต่ในทุกๆ ชิ้นต่างใช้ประโยชน์ได้เต็มที่และเข้ากับสไตล์มินิมอล ในบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ   ขอบคุณรูปภาพจาก ANONYM
Vertical House บ้านเดี่ยวทำเลคอนโด

Vertical House บ้านเดี่ยวทำเลคอนโด

ทุกวันนี้ทำเลโครงการบ้านเดี่ยวอยู่ห่างออกไปไกลจากตัวเมืองไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ หลายโครงการต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลักเวลาเดินทางเข้า-ออก เพราะเรื่องของที่ดินที่ต้องมีพื้นที่ใหญ่มากพอที่จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวนั้นนับวันก็ยิ่งหายากกันเหลือเกินโดยเฉพาะทำเลกลางเมือง แต่ทุกวันนี้ยังมีโครงการบ้านเดี่ยวแบบที่เรียกกันว่า Vertical House เป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีทั้งเรื่องทำเล และยังเหมาะสำหรับคนที่ชอบอยู่บ้านเดี่ยวได้พื้นที่ใช้สอยเยอะๆ ด้วยค่ะ   Vertical House เป็นคำนิยามสำหรับบ้านเดี่ยวในลักษณะทรงสูงขึ้นไป เพราะอยู่ในที่ดินขนาดจำกัด จึงต้องขยายพื้นที่ใช้สอยด้วยการเพิ่มพื้นที่ในแนวสูงแทน ซึ่งโครงการประเภทนี้ในบ้านเรามักจะตั้งอยู่ในทำเลย่านกลางเมืองที่มีราคาที่ดินสูงทีเดียว และยังมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดจึงทำให้ต้องพัฒนาเป็นโครงการระดับลักชัวรี่ขึ้นไป โดยจะเห็นได้จากโครงการที่เรายกตัวอย่างมาให้ดูกันในบทความนี้ค่ะ   D8 จากบริษัท เดวา เรียลเอสเตท เดวา เรียลเอสเตท เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ที่ประเดิมโครงการแรกด้วยโครงการระดับ "Luxury Vertical House" ชื่อโครงการ D8 เป็นบ้านเดี่ยว 5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 700 ตร.ม. 4 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 6 คัน มีทั้งลิฟท์, สระว่ายน้ำ และสวนย่อมส่วนตัวในบ้าน ทั้งหมด 6 ยูนิต ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 88 ติดกับทางพิเศษฉลองรัช ซึ่งมีการออกแบบมาสำหรับครอบครัวใหญ่ทั้ง 3 เจนเนอเรชั่น ให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ราคาประมาณ 39.9 ล้านบาท   LEROY Ruamrudee จากฮาบิแททกรุ๊ป ปกติแล้วฮาบิแททกรุ๊ปคือ Developer ที่พัฒนาโครงการอยู่ในพัทยา แต่ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่มาชิมลางลงโครงการในกรุงเทพฯ กันบ้าง เริ่มด้วยโครงการบนทำเลสุดพรีเมี่ยมภายในซอยร่วมฤดี อย่าง LEROY Ruamrudee บ้านเดี่ยว 7 ชั้น 6 ห้องนอน ทั้งหมด 2 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยกว่า 2,160 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 108 ล้านบาท   zilhouette ทองหล่อ 25  จากบริษัทเปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บ้านเดี่ยว 7 ชั้น ทั้งหมด 3 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 608 ตร.ม. 4-5 ห้องนอน 7-8 ห้องน้ำ จอดรถได้ 4-6 คัน ตัวอาคารล้อมรอบด้วยกระจก เน้นความโปร่งโล่ง สไตล์ Sophisticated Modern Luxury เน้นความเรียบหรู โมเดิร์น ใส่นวัตกรรมต่างๆ ลงไปมากมาย ที่ตั้งอยู่ซอยทองหล่อ 25 ราคาประมาณ 70 ล้านบาท   Arna Ekamai จากบริษัทดีเวล แกรนด์แอสเสท จำกัด บ้านเดี่ยว 3-4 ชั้น ทั้งหมด 11 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 390 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถได้ 3-4 คัน โครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 65 ซึ่งสามารถทะลุออกไปยังเอกมัยและซอยสุขุมวิท 71 ได้ ตัวอาคารออกแบบสไตล์โมเดิร์นเล่นกับแสงเงา ให้ได้รับแสงธรรมชาติ และความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ราคาเริ่มต้น 32 ล้านบาท   เราจะสังเกตได้ว่า โครงการสไตล์ Vertical House มักจะถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ สามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายในทุกช่วงวัยของครอบครัว ตามมาด้วยที่จอดรถไม่ต่ำกว่า 3 คัน ซึ่งดูสมเหตุสมผลกับการอาศัยอยู่กันหลายคน โดยแต่ละยูนิตจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้ในบ้านของตัวเองเลย เช่น ลิฟท์โดยสาร, สวนสีเขียว, สระว่ายน้ำ และห้องนอนก็มีห้องน้ำในตัวมาให้ทุกห้อง รวมถึงห้องนอน ห้องน้ำสำหรับแม่บ้านโดยเฉพาะจึงไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ส่วนกลางเหมือนโครงการบ้านเดี่ยวทั่วไป มาพร้อมดีไซน์อันเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์น โดดเด่นที่ฟังก์ชั่นครบครัน   แม้ว่าโครงการลักษณะนี้จะยังถือว่ามีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับคอนโดมิเนียมในทำเล และราคาใน Segment เดียวกัน แต่เชื่อค่ะว่าจะทยอยเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ดีทั้งเรื่องของพื้นที่ใช้สอย ฟังก์ชั่น พื้นที่จอดรถ ความเป็นส่วนตัว และทำเล เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนกระเป๋าหนักค่ะ
ห้องแต่งตัวในฝันทำได้จริง อยากแต่งแบบไหนก็ได้แบบนั้น

ห้องแต่งตัวในฝันทำได้จริง อยากแต่งแบบไหนก็ได้แบบนั้น

  ปัจจุบันห้องแต่งตัวไม่ได้เป็นแค่พื้นที่เก็บเสื้อผ้าเท่านั้น ด้วยตำแหน่งที่มักจัดไว้ใกล้ห้องน้ำและห้องนอน หลายคนจึงปรับพื้นที่นี้เป็นที่เก็บของใช้ต่างๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องนอน, กระเป๋าเดินทาง หรือเครื่องประดับ โดยการออกแบบและจัดแบ่งหมวดหมู่ที่ดีจะทำให้ห้องนี้ใช้งานได้สะดวกและเป็นระเบียบมากขึ้น ทว่าห้องแต่งตัวในฝันของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนฝันอยากได้ห้องแต่งตัวสไตล์เจ้าหญิงที่มี Walk-in Closet ดินแดนส่วนตัวแบบฟูลออฟชั่น หรือบางคนฝันอยากมีห้องแต่งตัวแบบสไตล์ลอฟท์เท่ๆ ตามฉบับชายหนุ่มมาดแมนที่มีตู้เสื้อผ้าสำเร็จรูปมาพร้อมมัลติฟังก์ชั่น เหมาะสำหรับพื้นที่ทุกรูปแบบ ทั้งนี้ไม่ว่าคุณมีฝันอย่างไร อยากได้ห้องแต่งตัวรูปแบบไหน? "ห้องแต่งตัว" ก็คือพื้นที่ส่วนตัวที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคุณ ดังนั้นในบทความนี้เราขอยกตัวอย่างห้องแต่งตัวรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นไอเดียให้กับห้องแต่งตัวในฝัน โดยที่คุณสามารถทำได้จริง แถมยังสนุกกับการตกแต่งมากขึ้น   ห้องแต่งตัวในฝันสไตล์ Modern Luxury สุดหรู หรูหราสง่างามและทันสมัยในตัวเอง คือหัวใจสำคัญของสไตล์ Modern Luxury ใครที่ฝันอยากมีห้องแต่งตัวเหมือนเจ้าหญิงแบบ Walk-in Closet สุดหรูที่เอื้อประโยชน์ได้ทั้งหยิบใช้และโชว์ แถมยังมีให้เลือกใช้หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ตู้, ช่องเก็บของ, ราวแขวน, ชั้น, หรือลิ้นชักต่างๆ โดยที่เจ้าของบ้านสามารถกำหนดรูปแบบได้ตามความพอใจเพื่อให้สอดรับกับความต้องการนั้นบอกได้เลยว่าไม่ยาก เทคนิคง่ายๆ คือเลือกเฟอร์นิเจอร์ หรือวัสดุสุดเก๋ตามเทรนด์ปัจจุบันที่ให้ทั้งลุคหรูหราพร้อมดูทันสมัยมาตกแต่ง ซึ่งควรเลือกชิ้นเด่นๆ หรือคลุมโทนสีไปในทิศทางเดียวกันก็จะช่วยทำให้ห้องแต่งตัวชวนมองมากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมเพิ่มมิติจากความวิบวับจากแสงไฟ และวัสดุตกแต่งที่มีความมันวาวอย่างเมทัลลิก เช่นเดียวกับมือจับประดับเพชรขอบทอง เฟอร์นิเจอร์จาก SB Design Square เหมือนในภาพตัวอย่างด้านบนที่สะกดทุกสายตา และสะท้อนความโก้ได้ดีทีเดียว   ห้องแต่งตัวในฝันสวยงาม สดใส สไตล์ Modern Chic  ใครที่เบื่อห้องแต่งตัวรูปแบบเดิมๆ ลองมาดูเทรนด์ใหม่มาแรงอย่างสไตล์ Modern Chic ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ซ่อนความเก๋ของงาน Design ไว้อย่างลงตัว ซึ่งทริคในการเนรมิตห้องแต่งตัวในฝันสไตล์นี้ก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่คุณเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสันสดใสจาก SB Design Square เหมือนดั่งภาพตัวอย่างด้านบนที่สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้ใช้งานตามแบบฉบับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่ชอบอะไรแบบเรียบเก๋ จัดวางตู้เสื้อผ้าและมุมแต่งตัวให้เต็มผนังด้านใดด้านหนึ่ง เน้นฟังก์ชั่นหลักที่ต้องการมีเพียงตู้เสื้อผ้า โดยเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ทำบานปิดแต่ติดราวเลียนแบบห้องลองชุดตามร้าน ให้สามารถเลือกเสื้อผ้าและเปลี่ยนได้ทันที พร้อมติดตั้งลิ้นชักสำหรับเก็บเสื้อไว้ตรงกลาง แถมบริเวณใต้ลิ้นชักยังใช้เป็นส่วนจัดเก็บเพิ่มเติมที่น่าจะงอกเงยเพิ่มพูนอย่างมากมายในอนาคตได้อีกด้วย   ห้องแต่งตัวในฝันสไตล์ Minimal ตกแต่งน้อย แต่มากฟังก์ชั่น มาต่อกันที่สไตล์มินิมอลของสายคลีนกันบ้าง กับไอเดียการแต่งห้องแต่งตัวในฝันด้วยไม้สีอ่อน ดูอบอุ่น เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ ซึ่งเราแนะนำให้เลือกฟังก์ชั่นของตู้ให้ครบกับความต้องการในการใช้งาน ด้วยตู้เสื้อผ้าแนวคิดใหม่รุ่น Wardrobe จาก SB Design Square ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกความต้องการของชาวมินิมอลได้ดี เพราะสามารถเลือกตู้เสื้อผ้าบานเปิดในห้องนอนให้ลงตัวกับพื้นที่ได้ทั้งแบบลอยตัว และแบบบิลต์อิน ด้วยขั้นตอนง่ายๆ กับการออกแบบตู้เสื้อผ้าในสไตล์ของคุณเอง แถมยังดีไซน์หน้าบาน มีให้เลือกหลากหลายวัสดุทีเดียว อาทิ บานไม้, บานกระจก, บานม่าน มีฟังก์ชั่นให้ทุกการเปิดปิดตู้เสื้อผ้า เงียบสนิท นุ่มนวล ลดแรงกระแทก ออปชั่นภายในตู้เสื้อผ้า ปรับเปลี่ยนตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง คุ้มค้าในทุกพื้นที่จัดเก็บ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ห้องแต่งตัวในฝันที่ไม่กินพื้นที่ของห้องมากเกินไปแล้วล่ะ   ห้องแต่งตัวในฝันสไตล์ Modern Loft  คงปฏิเสธได้ยากจริงๆ สำหรับกระแสเทรนด์การแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ที่ยังได้รับความนิยมอยู่มากในปัจจุบัน กับการโชว์ให้เห็นเนื้อแท้สัจจะวัสดุในการตกแต่ง สร้างอารมณ์ดิบเท่ที่ไม่ต้องปรุงแต่งให้ผิดแปลกไปจากวัสดุดั้งเดิมมากนัก ซึ่งหากคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ตกหลุมรักเสน่ห์ของความดิบเท่สไตล์นี้ และฝันอยากมีห้องแต่งตัวที่บ่งบอกตัวตน แนะนำให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ลอฟท์จาก SB Design Square ที่ใช้ท่อเหล็ก มาสร้างโครงสร้างของห้องแต่งตัว นอกจากความแข็งแรงของวัสดุประเภทท่อ การเลือกทำ Walk-in Closet สไตล์นี้ ยังทำให้ห้องที่ดูแคบโล่งโปร่งขึ้นได้ รวมถึงไม่จำเป็นต้องทำลิ้นชักแบบยึดติดผนัง สามารถเพิ่มเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว เข้ามาเป็นพื้นที่เก็บของได้อย่างกลมกลืนเช่นเดียวกับภาพตัวอย่าง นอกจากนี้ยังสามารถให้ทีม SB Interior Team ช่วยออกแบบโดยสร้างความเท่กว่าเดิมด้วยการทำเป็นประตูไม้บานเลื่อน ติดรางเพิ่มเติมสำหรับเข้าออก เป็นการสร้างกิมมิกที่ดูสะดุดตาให้กับห้องได้ดีทีเดียว   "ห้องแต่งตัว" ก็เปรียบเสมือนกับการจัดดิสเพลย์ให้กับบ้าน ดังนั้นถ้าใครคิดจะทำห้องแต่งตัวในฝันตามสไตล์ที่เราชอบ อย่าลืมคำนึงถึงความสะอาดและการจัดระเบียบเป็นสำคัญ เพราะนอกจากได้ห้องแต่งตัวที่สวยงามน่าใช้งาน ยังสะท้อนตัวตนความเป็นคุณได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้การจัดเรียงเสื้อผ้าตามโทนสี ก็จะยิ่งเพิ่มความสะดวกในการหยิบใช้มากขึ้นด้วยนะ แต่..ถ้าคุณกำลังมองหาไอเดียแต่งห้องแต่งตัวในฝันแต่ยังไม่รู้จะแต่งแบบไหน เราขอแนะนำให้คุณพุ่งตัวไปปรึกษาเรื่องการออกแบบ กับทีม SB Interior Team ได้ที่ SB Design Square ทุกสาขา เพราะนอกจากจะมีฝีมือระดับเทพและประสบการณ์ออกแบบห้องสวยได้อย่างใจลูกค้ามานับไม่ถ้วน ทางมัณฑนากรยังเลือกใช้แต่เฟอร์นิเจอร์คุณภาพ SB โดยที่เราสามารถกำหนดงบประมาณได้อีกด้วย จนเรากล้าการันตีเลยว่า "ไม่ว่าคุณจะอยากอยู่แบบไหน...ก็ได้อยู่แบบนั้น" สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสนใจนัดหมายออนไลน์ได้ที่ https://www.sbdesignsquare.com/th/interior-solution/free-interior-design-service 
Energetic Work Place เมื่อสถานที่สามารถเสริมพลังให้กับการทำงาน

Energetic Work Place เมื่อสถานที่สามารถเสริมพลังให้กับการทำงาน

งานออกแบบออฟฟิศทำงานแห่งใหม่ของ KWG ที่ถนนสาทรครั้งนี้ของทีมดีไซเนอร์ JARKEN อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Energetic”  คือการทำให้ออฟฟิศแห่งนี้สามารถทำให้บุคลากรในองค์กรมีพลังในการทำงานอย่างกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ ภายใต้บรรยากาศแห่งความทันสมัยและหรูหราสมกับการเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติที่มีความมั่นคง ตอบโจทย์ของผู้บริหารที่อยากจะทำให้ออฟฟิศแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยคอนเซ็ปต์ของ Energetic ว่าด้วยเรื่องพลังในการทำงานนี้ ดีไซเนอร์ได้ตีความหมายของงานออกแบบนี้เป็น 3 ส่วน คือ Performance : สถานที่ทำงานจะต้องเสริมสร้างศักพยภาพการทำงานให้กับคนทำงาน ให้ความรู้สึกเปี่ยมพลัง มีการขับเคลื่อนในการทำงานอยู่เสมอ โดยดีไซเนอร์จะใช้ “เส้นเฉียง” มาเป็นตัวสร้างความรู้สึกที่เคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวา เพราะเส้นเฉียงจะทำให้รู้สึกถึงการก้าวไปข้างหน้า โดยเส้นเฉียงจะอยู่ทั้งในการจัดวางและตกแต่งในส่วนของวัสดุต่างๆ และใช้เป็นตัวเชื่อมต่องานออกแบบในส่วนต่างๆ ของพื้นที่ด้วย กระตุ้นพลังงานในการทำงานของพนักงานให้ตื่นตัวและมุ่งมั่น Exclusion : แต่เดิม ออฟฟิศเก่าของ KWG จะแบ่งพื้นที่การทำงานตามแผนกแยกออกจากกัน เมื่อย้ายมาที่ออฟฟิศแห่งใหม่นี้  ดีไซเนอร์อยากจะนำเสนอการพังทลายกำแพงนั้น(collaboration) ด้วยการเชื่อมต่อคนทำงานทุกคนให้อยู่ในพื้นที่เปิด( Open Work-Station) ทำให้ทุกคนมีมุมมองในการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม สามารถประสานการทำงานโดยไม่มีสิ่งกั้นขวางการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร Focus : นอกเหนือไปจากเรื่องของพลัง(Energy) และการขับเคลื่อน( Movement) แล้ว ดีไซเนอร์ได้ออกแบบเพื่อให้คนทำงานมีสมาธิ( Focus) ในการทำงานด้วย ส่วนนี้คือการใช้เส้นเฉียงเข้ามาช่วย เพราะเส้นเฉียงที่ปรากฎในพื้นที่ต่างๆนั้น นอกจากจะให้ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวแล้ว ยังให้มิติของความมุ่งมั่นอีกด้วย แตกต่างจากเส้นที่คลื่นซึ่งอาจจะให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวที่ใช้กันโดยทั่วไป แต่ไม่รู้สึกถึงพลังที่แน่วแน่เหมือนกับเส้นเฉียง Reception : เมื่อก้าวเข้ามาในออฟฟิศ สิ่งแรกที่จะเห็นคือ พื้นที่ reception ที่มีเคาน์เตอร์หินอ่อนสีทองตั้งอยู่โดดเด่นตัดกับฉากหินอ่อนสีดำด้านหลัง ให้ความรู้สึกมีพลังและมั่นคง พื้นผิวแกะเป็นลายไทยร่วมสมัย นำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ให้กับสำนักงาน KWG สาขาประเทศไทย  โดยรายละเอียดของการแกะสลักหินเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและทำค่อนข้างยาก เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีความพิเศษเฉพาะตัวตามที่ดีไซเนอร์ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะขององค์กรแห่งนี้ เส้นเฉียง(Oblique) จะปรากฎอยู่ทั่วทั้งแปลนของงานตกแต่งออฟฟิศ KWG ไม่ใช่เส้นตัดตรงทื่อๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกนิ่งอยู่กับที่  เส้นเฉียงถูกนำมาใช้เป็นจุดนำสายตาที่ทำให้คนทำงานในสถานที่แห่งนี้รู้สึกถึงพลังการขับเคลื่อนอย่างมีเป้าหมาย Mood&Tone : สีหลักที่นำมาใช้ในการออกแบบคือ ดำ ขาว ทอง และสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีประจำองค์กรของ KWG ภายใต้สไตล์การออกแบบ Modern Luxury ด้วยวัสดุหินอ่อน กระจก และการจัดแสงที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ โอ่โถงแต่ก็ยังคงความเท่และทันสมัยอยู่ในที สะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรที่น่าเชื่อถือและอยู่ในระดับแถวหน้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
แต่งคอนโดเล็กๆ ของคนงบน้อยให้น่าอยู่ แถมมีพื้นที่เก็บของเยอะ

แต่งคอนโดเล็กๆ ของคนงบน้อยให้น่าอยู่ แถมมีพื้นที่เก็บของเยอะ

ในยุคที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ที่อยู่อาศัยในรูปแบบของ “คอนโดมิเนียม” จึงเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของผู้คนทั่วไป เหตุผลหลักนอกจากจะตั้งอยู่ในทำเลทองซึ่งมักอยู่ติดกับถนนสายหลักที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายและประหยัดเวลาแล้ว ผู้อยู่อาศัยยังสามารถออกแบบและตกแต่งห้องให้สวยงามในสไตล์ตัวเองได้ดั่งใจ แม้พื้นที่ห้องจะมีขนาดจำกัดแค่ไหน แต่ก็ยังสามารถเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นที่ผสานพื้นที่พักผ่อนกับพื้นที่เก็บของเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว และหากคุณตัดสินใจจะซื้อคอนโดฯ ขนาดเล็กไว้สักห้องหนึ่ง นอกจากการคำนึงถึงรูปแบบของพื้นที่ การเลือกเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่ดีจะต้องแข็งแรง ทนทาน สวยงามและใช้งานได้หลากหลาย วันนี้ Review Your Living จึงขอเสนอไอเดียหลักเพื่อช่วยคุณในการจัดสรรพื้นที่เล็กๆ ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการตกแต่งสเปซภายในให้ลงตัวพร้อมอยู่ได้ทันทีมาฝาก ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่เราจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ Bricko Collection จาก Koncept Furniture ด้วยไอเดียการผสาน Style & Function ไว้ด้วยกัน นอกจากจะได้ความสวย เท่ แล้ว ยังใช้งานได้จริงอย่างแน่นอน จุดเด่นของ Bricko Collection คือเฟอร์นิเจอร์ที่ยืดขนาดพื้นที่ความสุขในคอนโดได้มากขึ้น ด้วยการออกแบบสินค้าทุกชิ้นให้เข้ากับพื้นที่ใช้สอยทั้งแนวราบและแนวดิ่ง ที่สำคัญคือมีขนาดกะทัดรัด เว้นขอบบัว ลงตัวง่ายแม้คอนโดเล็กๆ ซึ่งก็ทำให้ห้องสวยพร้อมตอบโจทย์สไตล์โมเดิร์น ทันสมัย แต่งสวยได้ทุกห้อง เพราะครบครันไปด้วยเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องทานข้าว ซึ่งเทรนด์การตกแต่งที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คือการตกแต่งในสไตล์ LOFT ด้วยลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ เน้นการโชว์พื้นผิว เช่น ปูนเปลือย อิฐ โครงเหล็ก รวมไปถึงการเดินสายไฟต่างๆ แต่ในบางครั้งโครงสร้างของที่อยู่อาศัย ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เราเสมอไป ดังนั้นวิธีแก้คือการหันมาโฟกัสที่เฟอร์นิเจอร์ แทนการไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างของตัวอาคาร ด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ LOFT ที่นำมาฝากกันในวันนี้ค่ะ...     LIVING ROOM  มาเริ่มกันที่มุมแรกกับเป็นมุมรับแขก ในที่นี้ขอแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ มุมโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ กับมุมโซฟา  เริ่มกันที่มุมโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ประกอบไปด้วยชั้นวางทีวี (ที่ดีไซน์ให้เป็นตู้เก็บรองเท้าไปด้วยในตัว) และชั้นแขวนด้านบน ที่มีดีไซน์ครอบเบรกเกอร์ ดังนั้นคุณจึงสามารถใช้พื้นที่ผนังได้อย่างเต็มที่ ตอบโจทย์ชีวิตคอนโดถึงแม้จะพื้นที่น้อย ก็มีห้องสวยคุมโทนได้ ชุดวางทีวี บริคโก้ สไตล์ลอฟท์ (Bricko Loft Style) ขนาด 120 x 30 x 230 ซม. สีออทัมบราวน์ ตัด เกรย์โต้ ชั้นวางทีวีด้านบนเป็นชั้นแขวนมีรูร้อยสายไฟ พร้อมด้วยฟังก์ชั่นตู้เก็บของด้านล่างเป็นชั้นวางรองเท้า สามารถวางรองเท้าได้ 16-24 คู่ พร้อมรูระบายอากาศด้านหลัง 4 ช่อง ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บพื้นที่จัดเก็บได้มากขึ้น อีกด้านคือโซฟา มุมพักผ่อนเล็กๆ ที่เอาไว้เอนกาย เหยียดขา เมื่อคุณกลับมาถึงห้อง ซึ่งในมุมนี้ Bricko มีการดีไซน์ที่ผสานความจำเป็นในการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็น โซฟา ชั้นเก็บของ และโต๊ะทำงาน  พร้อมฟังก์ชั่นการจัดเก็บมากมาย เช่น โซฟามีช่องเก็บของหน้าบานสไลด์ไว้ด้านล่าง โต๊ะทำงานมีรูร้อยสายไฟเพื่อความเป็นระเบียบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงความ Loft ไว้ได้อย่างลงตัว กล่องแขวนด้านบนเพิ่มพื่จัดเก็บมากขึ้น ซึ่งมีขนาดกว้าง 160 x ยาว 30 x สูง 60 ซม. เจาะยึดผนังแขวนด้วยไม้ก้อน มีบานเปิดด้วยกัน 4 บาน  ภายในแบ่งเป็นชั้นวางของ 2 ชั้น 8 ช่อง โดยแต่ละชั้นสามารถรองรับน้ำหนักในการวางของได้ 5 กิโลกรัม และยังสามารถเลื่อนปรับระดับได้อีกด้วย โซฟาบริคโก้ ขนาดกว้าง 160 x ยาว 100 x  สูง 90 ซม. โครงสร้างทำมาจากไม้สีโซลิดโอ๊ค ซึ่งเป็นสีไม้อ่อนที่ให้ความรู้สึกธรรมชาติของสีไม้ มีเบาะรองหนา 13 ซม. เป็นเบาะที่ห่อหุ้มด้วยผ้า นุ่มสบาย นอกจากนั้นยังสามารถถอดซักแห้งทำความสะอาดได้อีกด้วย ด้านบนของโซฟาเป็นพื้นปิดผิวสีเดนิม และช่องริมสุดเป็นช่องวางสำหรับวางของอื่นๆ ความพิเศษของโซฟาบริคโก้ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะด้านล่างของโซฟาเป็นหน้าบานสไลด์ สำหรับเก็บของ 2 บาน มีความลึก 70 ซม. เราสามารถเก็บของได้ไว้ในใต้โซฟานี้ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า, กล่องใส่ของ, หนังสือ หรือจิปาถะอื่นๆ ชั้นแขวนบริคโก้ ขนาดกว้าง 160 x ยาว 20 x สูง 60 ซม. มีส่วนประกอบหลักเป็นเหล็กสีดำ เพิ่มความดิบในแนวสไตล์ลอฟท์มากขึ้น โดยแบ่งชั้นวางของ 4 ชั้น สามารถวางของโชว์ ตุ๊กตา ต้นไม้เล็ก หรืออื่นๆ พร้อมด้วยกล่องแขวนขนาดกว้าง 160 x ยาว 30 x สูง 60 ซม. เจาะยึดผนังแขวนด้วยไม้ก้อน มีบานเปิดด้วยกัน 4 บาน  ภายในแบ่งเป็นชั้นวางของ 2 ชั้น  8 ช่อง ซึ่งแต่ละชั้นสามารถรองรับน้ำหนักในการวางของได้ถึง 5 กิโลกรัม และยังสามารถเลื่อนปรับระดับได้อีกด้วย BEDROOM  ห้องนอน จุดเด่นคือชั้นและตู้เก็บของบริเวณหัวเตียงที่ช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้งาน โดยตัวเตียงจะมีลิ้นชักเก็บของบริเวณด้านข้าง ที่สำคัญคือสามารถเลือกติดตั้งได้ทั้งซ้ายหรือขวาตามความชอบ ในส่วนของดีไซน์ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะมีการหยิบเอาลูกเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของสไตล์ลอฟท์อย่าง “ปูนเปลือย” มาดีไซน์เป็นหน้าบานลิ้นชักตัดกับโทนสีน้ำตาลเข้มและพื้นผิวของวัสดุในบริเวณอื่น ทำให้สไตล์ลอฟท์ในห้องนอนนี้ ดูโดดเด่นมากขึ้น “ชุดห้องนอนบริคโก้  (Bricko Bedroom Set 6 ชิ้น)” ที่มาพร้อมเตียงนอน 5 ฟุต ขนาดกว้าง 160 x  ยาว 220 x  สูง 90 ซม. โดยโครงสร้างทำมาจากไม้สีออทัมน์ บราวน์ ซึ่งเป็นสีไม้เข้มที่ให้ความรู้สึกธรรมชาติของสีไม้ ส่วนเรื่องรองรับน้ำหนักไม่มีปัญหาเลยค่ะ ไม่ว่าผู้อยู่อาศัยจะตัวเล็กตัวใหญ่ก็สามารถนอนได้สบาย เพราะสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 800 กิโลกรัมเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นที่เพิ่มพื้นที่จัดเก็บให้กับเรามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหัวเตียง ที่ปิดผิวด้วยสีเกรย์โต้ ซึ่งเป็นวัสดุปิดผิวสีใหม่ให้ดูคล้ายเหมือนสีปูนเปลือย ซึ่งเป็นสีประจำในแนวสไตล์ลอฟท์ และมีช่องว่างเปล่าๆ อีก 1 ช่องริมสุด ซึ่งเราสามารถวางวางไอแพด วางมือถือได้สะดวกเมื่อตอนเวลาเรานอนอีกด้วย ฟังก์ชั่นของเตียงรุ่นบริคโก้ยังมีความพิเศษอีกอย่างนั่นคือใต้เตียงเป็นลิ้นชัก 2 ช่อง ที่เราสามารถดึงเข้าดึงออก เอาไว้ใส่สิ่งของต่างๆ ได้สารพัดไม่ว่าจะเป็นหนังสือ กล่อง รูปภาพ และอื่นตามแต่ใจ ถือว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับห้องมากยิ่งขึ้น ในส่วนบริเวณด้านข้างนั้นยังมีตู้ข้างเตียง ขนาดกว้าง 160 x  ยาว 220 x  สูง 90 ซม. มีช่องใส่ของด้านบน ถัดลงมาเป็นลิ้นชักเก็บของ ส่วนด้านล่างก็เป็นช่างวางของขนาดใหญ่ ไม่มีผนังหลังสะดวกในการใช้ปลั๊กไฟหรือจะวางหนังสือซ้อนกันเป็นชั้นๆ ก็สะดวกสบายแบบสุดๆ มาพร้อมกับกล่องแขวนด้านบน กว้าง 30 x ยาว 30 x สูง 60 ซม. เป็นชั้นวางของ 2 ชั้น สามารถเลื่อนปรับระดับได้ และชั้นวางของขนาด กว้าง 30 x ยาว 20 x สูง 80 ซม.ที่จะเราสามารถวางของได้สารพัดนึกเลยค่ะ ถัดมาเป็นพื้นที่บริเวณปลายเตียง ซึ่งขอเรียกรวมๆ ว่าเป็นมุมจัดเก็บสำหรับห้องนอน เพราะเฟอร์นิเจอร์ในมุมนี้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้านั้น จะเน้นการดีไซน์ที่โดดเด่นเรื่องฟังก์ชั่นการจัดเก็บที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้ได้จัดเก็บเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องแต่งกายอื่นๆ ในคอนโดของคุณ ให้เป็นสัดส่วนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง เรื่องแต่งตัวก็เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับคนที่ชอบรักการแต่งตัวเป็นชีวิตจิตใจ ก็ต้องอยากมีไว้ภายในห้อง เฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นชุดบริคโกก็จัดหนักจัดเต็มออกแบบมาตอบสนองความต้องการด้วย “โต๊ะเครื่องแป้งแบบยืนรุ่นบริคโก้” เหมาะสำหรับคอนโดหรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด โดยโครงสร้างเป็นไม้สีออทัมน์ บราวน์ ซึ่งเป็นสีไม้เข้มที่ให้ความรู้สึกธรรมชาติของสีไม้ได้เป็นอย่างดี ด้านบนเป็นกระจกบานใหญ่เอาไว้สำส่องสำหรับแต่งตัว แถมยังมีตะขอแขวนตรงด้านข้าง 2 ตะขอ เราสามารถใช้ไว้สำหรับแขวนสร้อยคอ กุญแจ นาฬิกา ก็ง่ายสะดวกสบาย มีชั้นวางของตรงใต้กระจกสามารถวางของเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง น้ำหอม หรืออื่นๆ ส่วนด้านล่างนั้นเป็นราวแขวนผ้า เราสามารถแขวนกางเกง ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ได้ที่ราวแขวนนี้เลย ก้มลงไปหยิบได้สะดวก แถมด้านหลังไม่มีผนังหลัง เปิดโล่ง เพิ่มความสะดวกในการใช้ปลั๊กไฟ และยังดีไซน์เข้ามุมหลบบัวด้านหลังเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์มากยิ่งขึ้น DINING CORNER มุมเล็กๆที่คุณสามารถเอาไว้นั่งชิลกับทุกมื้ออาหารของคุณ ตอบโจทย์ความต้องการนี้ด้วย ชุดโต๊ะอาหาร Bricko ที่มีดีไซน์กระทัดรัด สวย จบในเซตเดียว ทั้งลิ้นชักเก็บของด้านข้าง สำหรับเก็บอุปกรณ์ของใช้ กล่องแขวนติดผนังด้านบน และชั้นวางของอเนกประสงค์ สำหรับใช้จัดเก็บหรือวางของตกแต่ง...เรียกได้ว่าสวยเต็มสไตล์เหมาะสำหรับชาวคอนโดอย่างแท้จริง ชุดโต๊ะอาหาร บริคโก้ สไตล์ลอฟท์ (Bricko Loft Style) สีออทัมบราวน์ ตัดสีเกรย์โต้ ประกอบด้วย โต๊ะ 100 ซม., ชั้นแขวน 20 ซม., ชั้นแขวน 80 ซม. และ กล่องแขวน 100 ซม. ทั้งหมดจำนวน 4 ชิ้น โต๊ะอาหารที่พร้อมไปด้วยฟังก์ชั่นมากมาย โต๊ะเพิ่มความเท่บ่งบอกสไตล์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยส่วนประกอบเหล็กสีดำ 1 ด้าน มีหน้าบานลิ้นชัก เปิดเก็บของด้านใน 2 ชั้น มือจับเป็นเหล็กสีดำ ดีไซน์หลบบัวบ้านด้านหลังเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ในการใช้สอยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสินค้าชุดนี้เหมาะสำหรับผนังที่มีความสูง 240 ซม. เป็นต้นไป และจำเป็นต้องยึดเกาะผนังด้วยนะคะ ถ้าใครที่ชื่นชอบในสไตล์การตกแต่งห้องแนวลอฟท์ และกำลังหาเฟอร์นิเจอร์ไปจัดวาง โดยเฉพาะห้องขนาดพื้นที่จำกัดที่เน้นประหยัดพื้นที่ แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน  เฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นใหม่จาก Koncept Furniture ก็นับว่าน่าสนใจและถูกออกแบบมาเพื่อพื้นที่เล็ก เอาใจสาวกลอฟท์ที่อยากแต่งห้องสวย เท่ แต่มีขนาดจำกัดได้เป็นอย่างดี เพราะ  “Bricko Style for Condo” เผยเสน่ห์ดิบเท่ด้วยงานดีไซน์เรียบง่าย ผสานหลากวัสดุ ใช้พื้นที่จัดวางน้อยแต่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มาก นอกจากนี้ยังมีมัณฑนากรหรือเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบตกแต่งห้องประจำแต่ละสาขาด้วย เพียงคุณมีแปลนห้องและรายละเอียดขนาดห้องต่างๆ ก็สามารถปรึกษาและรับการออกแบบได้ฟรี! จะวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่สนใจ ตรงไหน ห้องไหน ยังไงดี ก็ลองไปปรึกษาดูนะคะ ถือว่าครบชุดและคุ้มค่ากับราคาจริงๆ ค่ะ สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือกมาแนะนำในวันนี้ เพราะนอกจากจะตกแต่งได้ง่าย เลือกขนาดได้ตามใจ สามารถประกอบเข้าชุดกับตัวอื่นๆ ในคอลเลคชั่นเดียวกันได้อย่างสะดวก รวดเร็วแล้ว ยังมีความสวยเท่ ทันสมัย และมีสไตล์ในแบบลอฟท์ได้ดีทีเดียว หากอยากรู้จักเฟอร์นิเจอร์ Bricko Collection มากขึ้น หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://goo.gl/75Ljpv
แต่งห้องนอนสวยด้วยวอลเปเปอร์ ต้อนรับปีใหม่

แต่งห้องนอนสวยด้วยวอลเปเปอร์ ต้อนรับปีใหม่

"เมื่อเริ่มรู้สึกเบื่อห้องนอนเก่าที่อยู่มานาน ใกล้ปีใหม่ทั้งทีลองเพิ่มสีสันให้กับห้องง่ายๆ แค่..เปลี่ยนวอลเปเปอร์" เคยรู้สึกเบื่อห้องนอนกันบ้างไหมคะ? ด้วยความที่เป็นห้องที่เราต่างใช้เวลาอยู่กับมันนานที่สุดในแต่ละวัน ครั้นจะทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ก็คงจะเปลืองสตางค์และเสียเวลาใช่ไหมละคะ และหากคุณผู้อ่านกำลังเบื่อห้องนอนเก่าอยากเปลี่ยนห้องให้ดูใหม่ ผู้เขียนมีไอเดียมาฝากซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยสำคัญให้แก่บ้านแสนรักของคุณ โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายข้าวของให้เหนื่อยหรือเสียสตางค์เพื่อปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้น แต่ทว่าห้องกลับดูสวยงามมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยการติดวอลเปเปอร์นั่นเองค่ะ เพียงเท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนลุคเพิ่มสไตล์ใหม่ๆ ให้กับห้องนอนได้แล้ว 1. แบ่งสีไล่โทน การเลือกวอลเปเปอร์ในสไตล์ที่คุณชื่นชอบให้เข้ากับห้องนอนนั้น นอกจากสะท้อนรสนิยมชั้นเลิศแล้ว ยังบ่งบอกความละเอียดจากการผสมผสานของคุณด้วย การติดวอลเปเปอร์ลวดลายดอกไม้แต่ตัดความหวานด้วยสีพื้นๆ อย่างสีฟ้าอมม่วงแบบในภาพ ก็ดูสวยงามและลงตัว 2. Perfect match เลือกวอลเปเปอร์ที่ใช่ในสไตล์คุณ เปลี่ยนวอลเปเปอร์สีพื้นๆ จากที่เคยเป็นแค่ส่วนประกอบภายในห้อง ให้กลายเป็นจุดนําสายตาอย่างมีสไตล์ไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ในห้องนอนของคุณด้วยการเลือกลายกราฟิกน่ารักโทนสีขาวและดำ เพียงเท่านี้ก็เหมือนได้ห้องนอนใหม่แล้วค่ะ 3. เพิ่มลูกเล่นด้วยลายเส้น ห้องนอนเด็กก็สามารถตกแต่งให้สวยงามเก๋ไก๋ในสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครได้เช่นกันนะคะ แนะนำให้เลือกติดวอลเปเปอร์ลายเส้นแนวตั้ง อย่างสีฟ้าสดใสแต่เพิ่มเติมด้วยของตกแต่งอื่น อาทิ รูปวาดน่ารักๆ เพื่อเป็นการเพิ่มลูกเล่นให้กับผนังซึ่งจะดูโดดเด่นขึ้นมาได้ง่ายๆ รับรองว่าเด็กน้อยต้องชอบแน่นอน 4. เลือกลวดลายคล้ายวัสดุธรรมชาติ วอลเปเปอร์ลายอิฐก่อเหมาะที่จะใช้ติดผนังแทนการก่ออิฐขึ้นมาจริงๆ ค่ะ เพราะนอกจากความง่ายในการติดตั้งและประหยัดเงินกว่านั้น ยังช่วยเสริมความอบอุ่นให้แก่ห้องนอนได้อีกด้วยนะคะ เพราะโทนสีที่เลือกใช้ก็ดูเข้ากันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ภายในห้อง ทำให้ไม่ต้องควักเงินซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่เลย 5. โดดเด่นแบบเท่ๆ สำหรับชายหนุ่มมาดแมนอยากแต่งห้องนอนรับปีใหม่ด้วยวอลเปเปอร์ แต่ยังเลือกไม่ถูกว่าจะใช้ลายไหน สีอะไรดี ไอเดียที่นำอลูมิเนียมขนาดพอดีมาติดบนผนังหัวเตียงนั้นช่วยทำให้ผนังที่ว่างเปล่าดูสวยงามและเท่ขึ้นมาทันที ครั้นจะใช้วอลเปเปอร์ลวดลายสีสันฉูดฉาดก็คงไม่เข้ากับสไตล์ห้องก็คงจะไม่เข้า การเลือกใช้วอลเปเปอร์สีเรียบๆ อย่างสีเทาก็ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศให้ห้องนอนของคุณผู้อ่านดูเท่และไม่เหมือนใคร และการใช้โคมไฟที่มีวัสดุอย่างตะแกรงเหล็กสีดำก็ยิ่งเพิ่มความแมนได้เป็นอย่างดี ความสุขสำหรับใครหลายๆ คนคือการได้เจอและอยู่ในสถานที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นที่ของเราใช่ไหมคะ เช่นเดียวกับห้องนอนที่ใครต่างให้คำนิยามว่าเป็น ‘พื้นที่ส่วนตัว’ แต่หากกำลังเบื่อห้องนอนเก่าอยากเปลี่ยนห้องให้ดูใหม่ ไอเดียการติดวอลเปเปอร์เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยสำคัญให้แก่บ้านแสนรักของคุณ โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายข้าวของให้เหนื่อยหรือเสียสตางค์เพื่อปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้น แต่ทว่าห้องกลับดูสวยงามมีชีวิตชีวาขึ้นมาง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนลุคเพิ่มสไตล์ใหม่ๆ ให้กับห้องนอนได้แล้ว
พาชมไอเดียแต่งห้องพื้นที่จำกัดแต่มากฟังก์ชั่น จากนิทรรศการ SPACE WITHIN SPACE

พาชมไอเดียแต่งห้องพื้นที่จำกัดแต่มากฟังก์ชั่น จากนิทรรศการ SPACE WITHIN SPACE

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนเมืองจริงๆ ค่ะ สำหรับ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดนำเสนอโครงการ CSR รูปแบบใหม่โดยส่งต่อ ‘พื้นที่ชีวิต’ ให้กับอนาคตของชาติด้วยการมอบทุนการศึกษา AP SPACE SCHOLASHIP เป็นที่พักอาศัยด้วยห้องชุดในคอนโดเอพีให้กับเด็กนักศึกษาที่ย้ายเข้ามาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งคัดเลือกน้องๆ นักศึกษาที่เรียนดีและความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัยจำนวน 7 คน เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตระหว่างเรียนร่วมกันอย่างมีความสุข สร้างสรรค์ และปลอยภัย สำหรับพื้นที่อาศัยได้ถูกออกแบบเป็นพิเศษโดย AP DESIGN LAB ร่วมมือกับ FABRICA DESIGN ดีไซน์สตูดิโอชื่อดังจากอิตาลีที่รวบรวมหนุ่มสาวนักคิดและนักออกแบบ มาร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่จำกัดให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าในทุกตารางเมตร ซึ่งนำนวัตกรรมพื้นที่แห่งอนาคตที่ฉีกทุกกฏและข้อจำกัดของการออกแบบมาใช้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ SUM คือการรวมตัวของหลายฟังก์ชั่นให้เกิดเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างสสรค์ การแบ่งปัน และการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างลงตัว โดยถ่ายทอดวิธีคิดสุดเก๋ในการออกแบบ ผ่านนิทรรศการ SPACE WITHIN SPACE, A Vision of Co-Living Generation นี้ ซึ่งทีมงานเราก็ไม่พลาดที่จะไปเก็บภาพบรรยากาศพร้อมนำไอเดียการตกแต่งห้องขนาดจำกัดแต่มากฟังก์ชั่นมาฝากผู้อ่าน เพราะทุกๆ มุมของห้องนั้นต่างได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี แถมยังจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัวจนต้องร้องว้าวเลยล่ะ ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าค่ะ.. ROOM FOR 3 สำหรับนวัตกรรมการกิน-อยู่-หลับ-นอน Co-Living Innovation กับห้องชุดขนาด 30 ตารางเมตร ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการอยู่ร่วมกันของนิสิตนักศึกษาผู้หญิง 3 คน ที่ศึกษาอยู่ต่างคณะ ต่างมหาวิทยาลัย ดีไซเนอร์จัดวางพื้นที่ภายในไว้อย่างเป็นสัดส่วนและโปร่งโล่ง ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือการออกแบบที่เชื่อมโยงความต่างทางวัฒนธรรม โดยสะท้อนผ่านโต๊ะ 1 ตัวที่อยู่กลางห้อง เป็นการทับซ้อนทางดีไซน์สร้างฟังก์ชั่นที่มากกว่าหนึ่งให้เกิดขึ้น เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งความเป็นส่วนตัวและเชื่อมต่อชีวิตภายในห้องของคน 3 คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว   CO-LIVING TABLE SHARING X PRIVACY ทลายความต่างทางวัฒนธรรมสะท้อนผ่านโต๊ะ 1 ตัวที่อยู่กลางห้อง โดยการทับซ้อนทางดีไซน์ที่สร้างสรรค์มากกว่าหนึ่งฟังก์ชั่น เพราะโต๊ะไม้ถูกออกแบบมาให้สามารถเป็นได้ทั้งโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกัน และโต๊ะทำการบ้านที่เป็นส่วนตัว เพียงแค่ยกฉากขึ้นก็สามารถนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ คนเดียวได้แล้วค่ะ   HOME WITHIN HOME ด้วยพื้นที่ขนาดจำกัดเพียง 30 ตารางเมตร ทำให้การออกแบบห้องนอนสำหรับน้องๆ นักศึกษาผู้หญิง 3 คน ดูคล้ายกับห้องนอนทรงแคปซูลซึ่งดีไซเนอร์ออกแบบเชื่อม 3 ยูนิตเกาะแนวผนังเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมบานหน้าต่างคือโซลูชั่นของการสร้างพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งมีขนาดกำลังดี ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป แถมยังเชื่อมต่อกับบริเวณนั่งเล่นที่เปิดโล่งให้ความสบายและความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ด้วยการเลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก   ROOM FOR 4 “กำแพงที่เป็นทั้งโคมไฟ ครัวที่เป็นห้องสมุด” นี่คือห้องชุดขนาด 46 ตารางเมตร ของนักศึกษาชาย 4 คน ที่ถูกท้าทายการออกแบบด้วยการทลายกรอบทางวัฒนธรรม สมการ 1+1 = 3 จึงเปรียบเหมือนการทับซ้อนทางดีไซน์ที่นำมาสู่การค้นพบพื้นที่ที่สาม มิติใหม่ที่ฉีกกฎทางความคิดในการออกแบบวันนี้ไปพร้อมๆ กับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์สู่โลกอนาคตอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งห้องพักแบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่นสำหรับใช้พื้นที่ร่วมกันในเวลาผ่อนคลายหรือทำงานกลุ่ม มีส่วนครัวที่เป็นพื้นที่หลากหลายฟังก์ชั่น ทั้งในส่วนของการเตรียมอาหารและรับประทานอาหารร่วมกันได้   BED AREA เตียงนอนทั้ง 2 ที่อยู่ในระดับและทิศทางที่แตกต่างกัน เพื่อให้แต่ละคนยังรู้สึกถึงพื้นที่ส่วนตัวแม้จะอยู่ในห้องนอนเดียวกัน จุดเด่นอยู่ที่หัวเตียงสามารถนั่งพิงเป็นเบาะได้และมีโคมไฟส่วนตัว เพื่อให้น้องๆ ได้มีที่ในการทำกิจกรรมของตัวเองก่อนจะเข้านอน ส่วนใต้เตียงนอนสูงก็มีที่เก็บของให้แต่ละคนเท่าๆ กัน พร้อมทั้งเสริมลูกบิดและมือจับที่สามารถแขวนของใช้ส่วนตัวสำหรับเตรียมตัวในวันพรุ่งนี้ได้   THE LEARNDING KITCHEN เมื่อโต๊ะทำงานไม่จำเป็นต้องเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมธรรมดาอีกต่อไป เพราะไอส์แลนด์ที่อยู่ในครัวถูกออกแบบมาให้น้องๆ นักศึกษาสามารถเรียนรู้ตำราประกอบอาหาร ร่วมกับการนั่งทำการบ้านหรืออ่านนั่งสือในมุมนี้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นการประหยัดพื้นที่และทำให้บริเวณรอบห้องดูโปร่งโล่งขึ้นอีกด้วย เมื่อพื้นที่ทุกตารางเมตรของคอนโดมิเนียมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การจัดสรรพื้นที่ภายในรวมถึงเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้ครบครันทุกฟังก์ชั่นการใช้งานนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ ใครที่มีแพลนจะซื้อคอนโดห้องเล็กไว้อยู่อาศัยเอง แต่ไม่รู้จะแต่งห้องอย่างไรให้ใช้งานได้คุ้มค่า แนะนำให้นำไอเดียจากนิทรรศการ ‘SPACES WITHIN SPACE, A Vision of Co-Living Generation’ ในมุมมองของ AP และ FABRICA ที่เรานำมาฝากวันนี้ไปใช้ออกแบบและตกแต่งห้องมุมต่างๆ ให้ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด รับรองว่าห้องสตูดิโอธรรมดา ก็กลายเป็นห้องขนาดใหญ่ได้ง่ายๆ
4 เทคนิคเบื้องต้นแต่งคอนโดปล่อยเช่า

4 เทคนิคเบื้องต้นแต่งคอนโดปล่อยเช่า

สำหรับผู้ที่ลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อหวังผลระยะยาวจากกำไรจากการปล่อยเช่าคอนโด “เวลา” เป็นสิ่งมีค่าและสำคัญยิ่ง นั่นหมายถึงเวลาที่เสียไปอาจจะทำให้กำไรที่ควรจะได้ก็ลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน การแต่งคอนโดเพื่อให้เช่า เป็นเรื่องที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญเพราะการแต่งคอนโดที่มีเอกลักษณ์จะสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้เช่า และทำให้ทรัพทย์ของเรามีจุดต่างจากอีกหลายร้อยห้องในอาคารเดียวกัน จนผู้เช่าไม่สามารถปฎิเสธได้และวางเงินมัดจำทันที 4 เทคนิคสำคัญในการแต่งคอนโด ทำได้ไม่ยาก แค่ใส่ใจในรายละเอียดและลงมือทำอย่างรวดเร็ว วิธีการง่ายๆ เพียงแค่ 4 ข้อ ปรับแต่งห้องของคุณให้น่าอยู่ และเป็นที่ประทับใจให้กับผู้เช่า ทำได้ดังนี้   1.รู้จักห้อง ทุกซอก ทุกมุม คอนโดในเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอนโดที่อยู่ใจกลางเมืองติดรถไฟฟ้ามักจะมีราคาสูงและมีขนาดเล็ก ดังนั้นการแต่งคอนโดไม่ว่าจะสำหรับเช่า หรืออยู่อาศัยเอง สิ่งแรกที่ต้องรู้ คือพื้นที่การใช้สอย เริ่มโดยวัดขนาดของห้องและสำรวจไปถึงซอกหลืบให้ละเอียดทุกซอกทุกมุม วาดแผนผังห้องออกมาและระบุขนาดพื้นที่บริเวณต่างๆ ซึ่งรวมถึงขนาดผนังแต่ละด้าน ขนาดเสา กรอบประตู กรอบหน้าต่าง ไม่ว่าจะเป็นความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึกโดยละเอียด เพื่อใช้ในการประกอบการเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งแต่ละชิ้น   2. เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป หรือ บิ้วท์อิน? หลายคนใช้วิธีตกแต่งคอนโดด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบบิ้วท์อินเพราะคิดว่าช่วยประหยัดเวลาในการตกแต่ง ประหยัดแรงและได้คุณภาพที่คงทนยาวนาน แต่อย่าลืมว่าวัตถุประสงค์หลักของการแต่งคอนโดเพื่อทำกำไรจากการปล่อยเช่านั้น เวลาและต้นทุนถือเป็นหัวใจหลักของการทำกำไร นอกจากว่าคอนโดที่ซื้อ มีเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อินให้อยู่แล้ว ถือเป็นกำไร สำหรับห้องที่ไม่มีการตกแต่งและต้องการปล่อยเช่า การใช้เฟอร์นิเจอร์แบบบิ้วท์อินต้องใช้เวลามากในการออกแบบ ก่อสร้าง และตกแต่ง นอกจากนี้หากมีการทรุดโทรมตามการใช้งาน 5 – 7 ปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อและสร้างใหม่ ใช้ต้นทุนและเวลามากกว่าซื้อเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปใหม่ยกเซตก็เป็นได้ หากมีการวางแผนเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากประหยัดเงิน ยังช่วยประหยัดเวลาอีกด้วย   3. เครื่องใช้สารพัดประโยชน์ คอนโดปล่อยเช่า ก็เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่ถูกย่อส่วนลงมาแต่ยังคงไว้ทุกฟังค์ชั่นการใช้งาน ดังนั้นการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จะต้องมีการจัดสรรพื้นที่ให้ลงตัวและอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน เช่น เลือกใช้โต๊ะติดผนังที่สามารถพับขึ้นลงได้แทนโต๊ะแบบทั่วไปเพื่อประหยัดพื้นที่ โดยสามารถเป็นโต๊ะทำงานหรือทานข้าวในเวลาเดียวกัน นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักๆ อย่าง แอร์ ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องทำน้ำร้อน ที่จำเป็นต้องมีแล้ว การลงทุนสำหรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างเครื่องเล่นดีวีดี เตาอบไมโครเวฟ ที่เป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันแก่ผู้เช่า ก็สามารถทำให้ห้องของคุณมีค่าเพิ่มมากขึ้น และสามารถปล่อยเช่าห้องได้ราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับห้องอื่นๆ ที่ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ   4. โทนสีสร้างความประทับใจ การแต่งห้องโดยใช้โทนสีแบบเอิร์ธโทนจะทำให้ห้องมีความเป็นกลางไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถประทับใจได้ ทำการบ้านด้วยการเลือกโทนสีสำหรับตกแต่งห้องและการจับคู่สีสามารถหา Reference จากแหล่งข้อมูลด้านการตกแต่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือตกแต่งบ้าน หรือ เว็บไซต์ไอเดียต่างๆ เช่น Pinterest เพื่อให้การเลือกเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นเข้ากันมากขึ้น การใช้สีสันที่ฉูดฉาด โทนสีร้อน อาจจะเหมาะกับแค่คนบางกลุ่ม แต่การใช้โทนสีแบบเอิร์ธโทนเรียบง่าย เช่น เทา น้ำตาล ครีม ขาว จะทำให้ห้องดูมีความเป็นธรรมชาติ ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้านและช่วยให้ขนาดห้องขนาดเล็กดูกว้างขึ้นอีกด้วย   จากเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้น สามารถทำให้ห้องของคุณดูน่าสนใจและสร้างความประทับใจได้โดยไม่ต้องเสียเวลาในการอธิบาย และผู้เช่ามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจและวางเงินจองได้ในทันทีเพราะไม่อยากเสียโอกาสในการเป็นเจ้าของ อีกทั้งยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในห้องของคุณได้อย่างสะดวกสบาย บางอย่างอาจจะต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ผู้เช่าตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลแล้ว คุณจะเสียเวลาไปอีก 1 เดือน 2 เดือน หรือมากกว่าโดยไม่ได้รับค่าเช่าไปเพื่ออะไร หากมีคนพร้อมจะควักเงินให้คุณแล้วอยู่ตรงหน้า เริ่มแต่งห้องและจบดีลให้เร็ว เท่านั้นคุณก็นอนรอรับเงินได้อย่างสบายใจหายห่วง เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.plus.co.th
แต่งห้องไซส์เล็กให้เป็นห้องใหญ่ง่ายๆ ด้วยเฟอร์นิเจอร์บิวต์อิน!

แต่งห้องไซส์เล็กให้เป็นห้องใหญ่ง่ายๆ ด้วยเฟอร์นิเจอร์บิวต์อิน!

  พูดถึงขนาดห้อง Studio ของคอนโดมิเนียม หลายคนคงนึกถึงภาพห้องที่โล่งเปล่าไม่แบ่งกั้นสัดส่วน มีเพียงห้องน้ำและเคาน์เตอร์ครัวเล็กๆ มากกว่าห้องขนาด 1 Bedroom ที่ใหญ่กว่าและยังแบ่งกั้นพื้นที่นั่งเล่นกับห้องนอนให้เสร็จสรรพ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าราคาของไทป์แต่ละห้องย่อมต่างกัน ใครสะดวกใจและมีกำลังซื้อห้องขนาดไหนก็เลือกตามใจชอบได้เลยค่ะ แต่สำหรับคนงบน้อยที่ตัดสินใจซื้อห้อง Studio ขนาดเล็กและไม่รู้จะแต่งห้องยังไง? วันนี้ทีมงาน Review Your Living มีทางออกให้คุณแล้วค่ะ เพราะเราได้นำตัวอย่างการแต่งห้องเล็กให้ดูใหญ่ง่ายๆ ด้วยการออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิวต์อินให้เหมาะสมพื้นที่จากแบรนด์ Poom มาให้ดู เผื่อใครจะนำไอเดียไปปรับใช้ให้เข้ากับห้องของตัวเอง ไปดูกันเลย... และนี่คือ Reference : IDEO Q Chula – Samyan ห้อง Studio ขนาด 22 ตารางเมตร ที่ทางแบรนด์ Poom เป็นคนออกแบบให้ค่ะ เมื่อเปิดประตูเข้าไป จะเห็นได้ว่าแปลนห้องก็คล้ายกับคอนโดฯ ทั่วไป คือมีเคาน์เตอร์ครัวเล็กๆ อยู่ด้านซ้ายตรงข้ามกันก็คือห้องน้ำนั่งเอง ห้อง Studio ขนาด 22 ตารางเมตร ที่ได้รับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิวต์อินให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพิ่มพื้นที่ใช้สอยและเก็บของได้อย่างเพียงพอ ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดและรู้สึกโปร่งโล่งสบายในสไตล์เฟอร์นิเจอร์ไม้ของแบรนด์ Poom ที่ดูเรียบง่าย อบอุ่น น่ารักเหมาะห้องขนาดเล็ก ออกแบบผนังที่ว่างเปล่าอีกฝั่งหนึ่งให้เต็มไปด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครันด้วยชั้นวางของ โต๊ะทำงานหรือเขียนหนังสือโดยไม่ไม่เปลืองเนื้อที่ นอกจากนี้ยังดูน่ารัก น่าใช้ อบอุ่นเข้ากับสไตล์และบรรยากาศห้องได้เป็นอย่างดี   และหากใครสงสัยว่างานบิลต์อินนั้นว่ามีข้อดีและเสียยังไง ทีมงานเราก็รวบรวมคำตอบมาให้คุณเช่นกันค่ะ... ข้อดี สามารถออกแบบและใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า จึงมีประโยชน์ในเรื่องของความสามารถในการจัดเก็บข้าวของได้มากขึ้น มีความแข็งแรง เพราะเป็นการติดตั้งโดยการยึดติดอยู่กับโครงสร้างอาคารหรือพื้นที่นั้นๆ สามารถออกแบบได้ตามใจเพียงแค่บอกความต้องการกับสถาปนิกหรือเจ้าของแบรนด์นั้นๆ อีกทั้งยังสามารถปรับแบ่งพื้นที่การใช้งานให้ตรงตามความต้องการได้อีกด้วย ข้อเสีย ราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากมีค่าออกแบบและต้องใช้ช่างที่ชำนาญเป็นคนติดตั้งให้ค่ะ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้เนื่องจากเป็นการติดตั้งยึดติดกับพื้นที่นั้นๆ ระหว่างการติดตั้งอาจจะมีฝุ่น เศษไม้ กลิ่นทินเนอร์รบกวน ทำให้ใช้พื้นที่บริเวณนั้นไม่ได้   เป็นยังไงกันบ้างคะเมื่อได้ดูไอเดียตัวอย่างการแต่งห้องเล็ก รวมถึงข้อดีข้อเสียของเฟอร์นิเจอร์บิวต์อินกันไปแล้ว สำหรับใครที่คิดว่า “ราคาแพงแน่เลย แต่งเองดีกว่า” ขอแนะนำว่าให้ลองปรึกษาทางสถาปนิกหรือแบรนด์ Poom ดูก่อนก็ได้ค่ะ เพราะทางแบรนด์แอบกระซิบว่าไม่ได้คิดค่าออกแบบเพียงแต่ใช้มัดจำตามขนาดพื้นที่ของห้อง และจึงหักลบกับยอดซื้อภายหลัง ที่สำคัญคือลูกค้าสามารถแจ้งกำหนดงบประมาณที่มีเพื่อการออกแบบที่เหมาะสมได้ด้วยค่า สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ทาง https://www.facebook.com/Poom.living Line: @poomdesign   ขอขอบคุณรูปภาพจากแบรนด์  Poom design
อัพเดตตัวช่วยเทรนด์แต่งบ้านที่จะมาเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ในแบบคุณ

อัพเดตตัวช่วยเทรนด์แต่งบ้านที่จะมาเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ในแบบคุณ

ปัจจุบันการออกแบบชีวิตในทุกมิติ เป็นเทรนด์หลักที่ผู้คนต่างให้ความใส่ใจในองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ดูจะเป็นเรื่องที่นำมาปรุงแต่งให้งานออกแบบ มีเสน่ห์ น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าไลฟ์สไตล์ของการตกแต่ง ที่พักอาศัย ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์จะเป็นหนึ่งในปัจจัยแรกๆ ที่เห็นได้ชัดเจน ด้วยรูปแบบชีวิตและงานอดิเรกที่หลากหลาย ทำให้บางคนที่รักการดูหนัง ย่อมอยากเปลี่ยนมุมหนึ่งในบ้านให้กลายเป็นห้องโฮมเธียเตอร์ขนาดย่อม หรือคนที่รักการฟังเพลงก็อยากใช้เวลาอยู่กับชุดเครื่องเสียงสุดโปรด ไปจนถึงคนที่รักความสงบ ก็อยากอยู่เงียบๆ พร้อมหนังสือดีๆ สักเล่ม ไม่ใช่เฉพาะที่บ้านเท่านั้น ออฟฟิศสำนักงานซึ่งถือเป็นบ้านหลังที่สอง ที่เราต้องใช้เวลาทำงานอยู่ไม่ต่ำกว่า 8-10 ชม. ซึ่งสามารถตกแต่งให้สวยงามและโดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องประชุม ก็สร้างพื้นที่แห่งความสุขได้อย่างลงตัว ฯลฯ ครั้งนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ วัสดุอะคูสติก เอสซีจี สำหรับผนังตกแต่งดูดซับเสียง รุ่น  (Cylence Zandera) ในกลุ่มวัสดุอะคูสติกเอสซีจี ตัวช่วยที่น่าสนใจในการนำมาเติมเต็มการตกแต่ง ที่อาจจะเป็นไอเดียตั้งต้นสำหรับการแต่งบ้านในสไตล์ของคุณเอง ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในเวลานี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นการตอบโจทย์จากรูปแบบของวัสดุ ที่พัฒนาสีสันที่หลากหลาย และรูปทรงต่างๆ ที่สามารถนำมาในรูปแบบการ Mix & Match ให้ผนังมีมิติ ปรับเปลี่ยนได้ง่ายด้วยคุณสมบัติแบบ DIY คุณภาพดี ราคาไม่แพงจนเกินไป แล้วคุณสมบัติที่ช่วยลดเสียงก้อง หรือเสียงสะท้อนได้มากสุดถึง 75 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่า NRC 0.75 ทำให้คุณสามารถสร้างสรรค์พื้นที่ส่วนตัวได้ดั่งใจแม้จะอยู่ในพื้นที่จำกัด โดยที่ไม่รบกวนผู้อื่น หมดความกังวล และสนุกกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ เหมาะกับกิจกรรมในการพักผ่อนที่พิเศษสุด นอกจากนี้ การตกแต่งพื้นที่ในส่วนต่าง ๆ นั้น  ก็สามารถใช้ตัวช่วยอย่าง วัสดุอะคูสติก เอสซีจีสำหรับผนังตกแต่งดูดซับเสียง รุ่น Cylence Zandera เข้ามาสร้างสีสันที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณได้อย่างลงตัว เรียบหวาน แบบพอดี  สร้างจินตนาการแต่งแต้มสีสันแห่งความสดใสให้ห้องนั่งเล่น โดยใช้สีชมพูของโซฟา ตัดสลับกับสีฟ้าของผนัง เพิ่มความสนุกสนานให้กับห้องนั่งเล่น ในสไตล์คุณ เพื่อหลีกหนีความจำเจ ในยุคที่ vertical live หรือยุคที่อยู่อาศัยแนวสูงมีมากขึ้นทุกวัน และยังตอบโจทย์วัยรุ่นสมัยใหม่ ที่นิยมการอยู่อาศัยแบบส่วนตัว ชอบสังสรรค์ยังสามารถสร้างกิจกรรม ร่วมกับเพื่อนๆ ได้ด้วย เรียบหรู แต่มีสไตล์ หลีกหนีบรรยากาศของห้องทำงานที่ต้องดูสุขุม ด้วยการใช้วัสดุไม้แบบเดิม ๆ  โดยนำความเป็น minimal และ loft เข้ามาผสมผสานกัน  การใช้สีที่ให้ดูเรียบหรูอย่างสีดำ และเทา พร้อมทั้งเบรคด้วยสีเหลืองโดดเด่น  เพื่อให้เป็นตัวแทนของความคิด และการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ มนต์เสน่ห์ ที่ดึงดูด เพิ่มเสน่ห์ให้ห้องประชุมที่เป็นมากกว่าการประชุม  ด้วยการนำเส้นสายในรูปทรงของวัสดุเข้ามาช่วยทำให้เกิดลวดลาย  และเพิ่มความเย้ายวนด้วยการใช้สีม่วงเข้าไปผสมผสานทำ ให้มีความเป็น modern classic อย่างน่าหลงไหล เปิดโล่ง พื้นที่เล็ก ๆ แบบมีมิติ เปิด space ให้ดูโล่งและกว้าง ด้วยสีขาวของเฟอร์นิเจอร์ และสร้างมิติให้กับผนังด้วยลวดลายแนว shoots ด้วยสีที่สร้างสมาธิในการทำงาน คือ น้ำเงิน และเทา เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการ home office ง่ายๆเป็นของตนเองในพื้นที่ที่ไม่กว้างนัก สร้างสรรค์ จินตนาการที่ไม่หยุดยั้ง สร้างจุดสนใจด้วยสีกลุ่ม oasis เสมือนความสดใสกลางทะเลทราย สีเหล่านี้จะช่วยให้เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าและดึงความตั้งใจกลับมา และยังช่วยลดทอนความกระด้างของผนังเรียบๆ  บวกกับการใช้รูปทรงสามเหลี่ยมมาช่วยทำให้เพิ่มความหน้าค้นหาและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ อาจเป็นตัวอย่าง ของการใช้ตัวช่วยเล็ก ๆ ในการตกแต่ง พื้นผนัง ให้มีสีสัน เพิ่มมากขึ้น สีที่หลากหลายสไตล์การตกแต่งถึง 17 สี  ของวัสดุอะคูสติก สำหรับผนังตกแต่งดูดซับเสียง รุ่น (Cylence Zandera Scenera Collection) ที่ออกมาแนะนำกันในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น โทนสีไหน ก็ช่วยสร้างบรรยากาศในทุกมุมมอง ตอบโจทย์ทุกการออกแบบอย่างลงตัว และมีความโดดเด่น ในสไตล์ที่คุณต้องการแบบไม่ซ้ำใคร สำหรับผู้ที่สนใจ ชื่นชอบการตกแต่งบ้านด้วยวิธีง่ายๆ และยังได้คุณสมบัติการดูดซับเสียงสามารถเข้าชมสินค้า หรือขอรับตัวอย่างสินค้าและคำปรึกษา  ได้ที่ โฮมโซลูชั่นทุกสาขา และ เอสซีจี เอ็กซ์พี่เรี้ยน หรือติดต่อสอบถามที่ Contact Center โทร 02-586-2222
แบบบ้านไม้หลังเล็กๆ ชั้นเดียว สไตล์ญี่ปุ่น

แบบบ้านไม้หลังเล็กๆ ชั้นเดียว สไตล์ญี่ปุ่น

ขอนำเสนอบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่า ที่ดูเรียบง่าย ไม่ยุ่งยากทั้งการออกแบบและการตกแต่งแต่อบอุ่น ตัวบ้านเป็นแบบชั้นเดียว  พร้อมด้วยพื้นที่เฉลียงไม้ใต้ชายคาเล็กๆ ยื่นออกมาสำหรับนั่งเล่นพักผ่อน   ภายในบ้านตกแต่งตามสไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่า มีพื้นที่กว้าง มีมุมไว้ทำอาหาร ส่วนพื้นที่ว่างไว้สำหรับพักผ่อน และวางฟูก ตามสไตล์ญี่ปุ่นยุกเก่า   คนที่ความเป็นส่วนตัวน่าจะชอบเพราะบ้านหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอย 30 ตารางเมตร ราคาในการก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 250,000 - 350,000 ใครมีเนื้อที่ก็สามารถนำไปสร้างสำหรับเป็นบ้านพักผ่อนได้นะครับ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.talo.co.jp