Infographic

 

Infographic ล่าสุด

1 2 3 ... 11
Work from home อย่างไรให้ได้งาน

Work from home อย่างไรให้ได้งาน

สถานการณ์ไวรัสโควิด 19 แพร่กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว มีผู้ติดเชื้อเพิ่มทุกวันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลงในเร็ววันนี้ ทำให้รัฐบาลประกาศปิดหลายสถานที่ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรค ทำให้ห้างร้านต่างๆ ต้องปิดตัวกันระยะหนึ่ง บริษัทเอกชนก็พร้อมใจปรับเปลี่ยนมา Work from home แต่ด้วยสภาพแวดล้อมของการทำงานอยู่บ้าน ก็ชวนให้รู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่ก็ทำให้รู้สึกง่วงนอน กินขนมจุกจิกไปเรื่อย ส่งผลเสียต่อสมาธิเวลาทำงานได้ง่ายมาก จะปล่อยเป็นแบบนี้ก็เสียงานไปเปล่าๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาลองดูวิธี "Work from home อย่างไรให้ได้งาน" โควิด19 จะมาหยุดมนุษย์เงินเดือนอย่างเราไม่ได้!! ตั้งนาฬิกาปลุก ก่อนอื่นเลย เราต้องตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเราตื่นจากที่นอนแสนสบายในวันที่ไม่ต้องเร่งรีบเดินทางไปออฟฟิศเช่นนี้ เพราะถ้าเราปล่อยเวลาให้หลับยาวไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวตื่นขึ้นมาอีกที จะเสียเวลางานไปหลายชั่วโมงเลยครับ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อลุกขึ้นมาจากเตียงได้แล้ว อย่ารอช้า! อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันให้เรียบร้อย แล้วต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดนอนเดิมด้วยนะครับ เพราะสมองของเราจะตื่นตัวขึ้น แล้วรู้สึกว่า "ต้องทำงานแล้วนะ" เป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้เราเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง วางแผนงานให้ดี ไม่ว่าคุณจะทำงานคนเดียวหรือทำงานเป็นทีม สิ่งที่ต้องทำคือการวางแผนงานอย่างรอบคอบ ทำอะไรก่อน-หลัง ต้องประสานงานกับใครบ้าง แล้วติดต่อกันช่องทางไหน นัดแนะประชุมงานกันเวลาไหน ต้องส่งงานกับหัวหน้าอย่างไร อย่างทีม ReviewYourLiving ของเรา จะใช้แอปพลิเคชั่น Trello, Zoom, Telegram และ Google calendar ครับ อย่านั่งทำงานบนเตียง หลายคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเม้นท์ อาจจะชอบนั่งทำงานบนเตียงกับโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กๆ แต่ถ้าอยู่ในท่านั่งทำงานบนเตียงนานๆ จะเกิดอาการง่วงนอน แถมยังนั่งได้ไม่นานเท่าที่ควรก็ปวดขา เป็นเหน็บชา ดังนั้นควรมีโต๊ะทำงาน นั่งเก้าอี้ เพราะเป็นท่านั่งทำงานที่ถูกต้องมากที่สุด ทำให้นั่งได้นาน โดยไม่เกิดอาการปวดเนื้อปวดตัวภายหลัง กำหนดเวลาพัก ความแตกต่างระหว่างทำงานอยู่บ้านกับออฟฟิศที่เห็นได้ชัดเลยคือ เราจะพักกินข้าว กินขนมเวลาไหนก็ได้ ตามใจปากกันเต็มที่! นอกจากต้องระวังน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงเวลาทำงานด้วยนะครับ เดี๋ยวงานจะไม่เสร็จเอา ฉะนั้นควรกำหนดเวลาพักทานข้าวให้เป็นเวลาที่แน่นอน เพื่องานจะได้เดินต่อ และอาจจะเพิ่มเติมเวลาพักยืดเส้นยืดสายจากการนั่งอยู่กับที่นานๆ เช่น พัก 10 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมงเพื่อไปห้องน้ำ หรือพักสายตา เป็นต้น   ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่ต้องอยู่ในความมีวินัยในตัวเองเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้งานตามแผนที่วางไว้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะ work ที่ไหนก็ได้งานแน่นอนครับ ไหนๆ ก็ Work from home แล้ว มีเวลาเหลือก็จัดบ้านกันสักหน่อย เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้” จัดหิ้งพระในบ้าน ให้เป็นสิริมงคลกับเจ้าของ แอร์ส่งกลิ่นเหม็นอับ ทำไงดี
#Save 5 จุดเสี่ยงเชื้อโรคในห้องน้ำ

#Save 5 จุดเสี่ยงเชื้อโรคในห้องน้ำ

ทุกวันนี้การแพร่ระบาดในวงกว้างของไวรัส COVID-19 ทำให้ต้องใช้ชีวิตกันอย่างระมัดระวังขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อออกนอกบ้านสิ่งที่ไม่มีใครเลี่ยงได้เลยนั่นคือ การใช้ห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งไม่ว่าห้องน้ำนั้นจะอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่าห้องน้ำก็ย่อมเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลย ทีมงานมีวิธีเลี่ยงจุดเสี่ยงโรคในห้องน้ำสาธารณะจากประสบการณ์จริงของคนรอบข้างมาแชร์ให้กันฟังครับ ลูกบิดประตู “ลูกบิดประตู” ด่านแรกที่ทุกคนจะต้องจับก่อนเข้าห้องน้ำ ซึ่งฝ่ามือของคนเรามีความเสี่ยงที่สุดต่อการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และเราไม่ทางรู้ได้เลยว่า ลูกบิด หรือ ราวจับประตูห้องน้ำ ผ่านมือใครมาบ้าง มีเชื้อโรคสะสมมากแค่ไหน   ทางที่ดี เราแนะนำให้หลีกเลี่ยงด้วยการใช้อวัยวะอื่นผลักประตู หรือเลี่ยงไปจับประตูตรงส่วนที่ไม่ค่อยมีใครสัมผัส เช่น บริเวณเหนือศีรษะสูงๆ หรือใช้เข่าดันประตูเบาๆ แทน ฝารองนั่ง จุดเสี่ยงสำคัญที่เราสัมผัสเต็ม ๆ นั่นคือ “ฝารองนั่งชักโครก” ห้องน้ำสาธารณะบางแห่งจะมีน้ำยาทำความสะอาดฝารองเตรียมไว้ให้ เพียงแค่กดน้ำยาลงบนทิชชู่แล้วเช็ดให้รอบเท่านั้นก็อุ่นใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ห้องน้ำหลายแห่งก็ไม่มีน้ำยาตัวนี้ให้ ทิชชู่เปียกเป็นอีกทางออกที่อยากให้มีพกพากันไว้ครับ ถ้าได้ทิชชู่เปียกแบบผสมแอลกอฮอล์ด้วยยิ่งดีเลย จะได้นำมาเช็ดฝารองนั่งก่อนใช้งาน ก้านชักโครก ชักโครกในห้องน้ำสาธารณะหลายแห่งจะใช้ระบบฟลัชวาล์ว ซึ่งยังไงก็ต้องใช้มือกดเพื่อรักษาความสะอาดส่วนรวม ถ้าไม่สบายใจที่จะใช้มือเปล่ากดหรือจับก้านชักโครก ลองใช้ทิชชู่รองมือก่อนกดชักโครกก็ได้ครับ แต่ถ้าเป็นห้องน้ำที่มีระบบออโต้ฟลัชก็ดีเลย จะได้เลี่ยงจากการต้องสัมผัสไปได้อีกจุด ถังขยะ ถังขยะในห้องน้ำกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี ห้องน้ำทั่วไปมักจะใช้ถังแบบเหยียบเพื่อเปิดฝา แต่ก็มีไม่น้อยที่ใช้ถังขยะแบบฝาสวิง เราต้องระมัดระวังไม่ให้มือไปสัมผัสกับฝาถัง แต่ก็ควรทิ้งขยะให้ลงถังนะครับเพื่อสุขอนามัยสำหรับผู้ใช้คนต่อไป ก๊อกน้ำ หลังจากทำธุระในห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว สำคัญที่สุด! อย่าลืมล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ห้องน้ำสาธารณะตามศูนย์การค้า หันมาใช้ระบบเซ็นเซอร์กันเกือบทั้งหมดแล้ว หากบางแห่งยังใช้วิธีกดก๊อกน้ำอยู่ ก็แนะนำว่าหลังจากล้างมือเสร็จแล้ว พยายามอย่าสัมผัสอะไรในห้องน้ำต่อ และควรใช้กระดาษทิชชู่ซับมือให้แห้งจะดีกว่าเช็ดใส่เสื้อผ้าตัวเองนะครับ   ช่วงที่ทุกคนกังวลกับการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 แบบนี้ อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อย แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ได้อยากให้ทุกคนเครียดจนเกินไปนะครับ สิ่งที่เรานำมาแชร์กันเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่น่าจะเพิ่มความสบายใจได้ไม่มากก็น้อย ถ้าใครมีวิธีไหนเพิ่มเติมลองมาแชร์กันได้นะครับ เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ หนีไปไกลๆ!! ไวรัส COVID-19 10 วิธีดับกลิ่นฉุนปัสสาวะในห้องน้ำ เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้”  
จะซื้อบ้าน-คอนโด ไหวมั้ย ประเมินยังไงก่อนตัดสินใจยื่นกู้

จะซื้อบ้าน-คอนโด ไหวมั้ย ประเมินยังไงก่อนตัดสินใจยื่นกู้

ในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยสักแห่งไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือบ้านแนวราบ สิ่งแรกที่หลายคนคำนึงถึงนอกจากเรื่องของทำเลที่ตั้งแล้วคือ “งบประมาณ” เพราะเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ทั้งเงินก้อนที่เป็นเงินดาวน์ ค่าใช้จ่ายจุกจิกอย่างอื่น อาทิ ค่าจอง ค่าทำสัญญา ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ฯลฯ แถมยังต้องผ่อนชำระงวดระยะยาวไปอีกหลายปี จึงควรมีการประเมินตัวเอง คิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจกู้ซื้อบ้าน-คอนโด เพื่อไม่เกิดเป็นภาระที่เกินกำลังภายหลัง สถานะทางการเงิน และสภาพคล่องเป็นอย่างไรบ้าง ในการขอสินเชื่อทุกประเภท สถาบันทางการเงินจะมีการประเมินรายได้ ภาระหนี้สินที่มีอยู่ รวมถึงวินัยทางการเงินผ่านการเดินบัญชีธนาคารของผู้ยื่นกู้ แต่หลายคนถูกปฏิเสธสินเชื่อ เนื่องจากภาระหนี้สินที่มีอยู่นั้นมากจนเกินไป หรืออาจมีประวัติเคยติดเครดิตบูโร ยกตัวอย่างเช่น ผู้ยื่นกู้มีภาระผ่อนทรัพย์สินอื่นอยู่แล้วประมาณ 30% ของรายได้ต่อเดือน ทางธนาคารก็อาจจะปฏิเสธสินเชื่อ เพราะการผ่อนชำระงวดของสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะต้องไม่เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน   เอาแบบเข้าใจง่ายเลยนะครับ ถ้ามีเงินเก็บบ้าง หนี้สินน้อยหรือไม่มีเลยยิ่งดี จะยื่นกู้ได้ง่าย วงเงินมาก-น้อยขึ้นอยู่กับรายได้ แต่ถ้าหนี้สินเยอะก็ผ่านยาก เงินก้อนที่สะสมไว้ นำมาจ่ายได้เท่าไหร่ แม้ว่ามาตรการ LTV (Loan to Value) ล่าสุดจะออกมาให้อนุมัติวงเงินกู้ 100% สำหรับบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท พร้อมกับสินเชื่ออเนกประสงค์เพื่อตกแต่งบ้านอีก 10% แต่ในความเป็นจริงธนาคารมักจะปล่อยกู้ประมาณ 80% ส่วนอีก 20% ที่เหลือเราจะต้องวางเงินดาวน์ หรือใช้วิธีการผ่อนดาวน์สำหรับโครงการที่กำลังสร้างอยู่ ฉะนั้นเราจึงต้องมีเงินก้อนที่จะใช้เป็นเงินดาวน์ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอาไว้ด้วย เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท ธนาคารให้กู้ 80% อีก 20% ที่เหลือ คิดเป็นเงินประมาณ 200,000 บาท คือเงินก้อนที่เราต้องจ่าย   นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่จะตามมาจากการซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงช่วงโอนกรรมสิทธิ์ อาทิ เงินจอง เงินทำสัญญา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในวันโอนกรรมสิทธิ์ ฉะนั้นควรมีเงินก้อนสำรองเอาไว้ด้วยครับ วงเงินกู้ ใช้ประเมินกำลังซื้อได้ ธนาคารมักจะให้กู้ในวงเงินประมาณ 15-30 เท่าของรายได้ แต่สำหรับบางอาชีพ เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานของบริษัทเอกชนที่เงินเดือนสูง ๆ ทางธนาคารอาจพิจารณาให้วงเงินกู้ถึง 25–30 เท่า   หากนำส่วนนี้มาลองคำนวณคร่าว ๆ ดู ก็จะสามารถทราบได้ว่าเรามีงบประมาณที่เท่าไร และเหมาะที่จะซื้อโครงการไหนบ้าง คำนวณเงินผ่อนชำระต่อเดือน จ่ายไหวแค่ไหน โดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดงวดผ่อนแต่ละเดือนประมาณ 30% ของรายได้ เช่น เงินเดือน 20,000 จะสามารถผ่อนงวดได้ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ขณะที่เงินเดือน 60,000 บาท จะสามารถผ่อนงวดได้ 18,000-21,600 บาทต่อเดือน นั่นหมายความว่า ถ้ารายได้ยิ่งสูงก็จะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยในราคาแพงขึ้นได้ หรือเลือกใช้ระยะเวลาในการผ่อนสั้นลง ในกรณีที่อยู่อาศัยที่จะซื้อมีราคาเท่ากัน อย่าลืม! บวกดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเข้าไปด้วย นอกจากต้องคำนวณเงินผ่อนชำระต่อเดือนแล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าลืม! บวกดอกเบี้ยเข้าไปด้วย จะเป็นการช่วยประเมินตัวเองได้ทั้งการผ่อนงวดต่อเดือน และราคาของที่อยู่อาศัย โดยอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.5%-5.0% แล้วแต่สถาบันทางการเงิน และข้อกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ   สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปประเมินตัวเองได้ก่อนคร่าว ๆ ว่า เราเหมาะจะกู้ซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบไหน ในราคาประมาณเท่าไร เพื่อให้เจอโครงการที่ใช่ เหมาะสมกับตัวเรา ที่สำคัญคือไม่ให้เกิดเป็นภาระที่เกินกำลังในภายหลัง   หากเราลองประเมินตัวเองทั้งหมดตามนี้ จะทำให้ทราบถึงกำลังซื้อของเราว่าควรจะเลือกโครงการ เลือกบ้าน หรือคอนโดราคาประมาณเท่าไหร่ เมื่อมีภาระต้องบ้าน จะมีกำลังประมาณไหน ที่สำคัญคือ เพื่อให้มีแนวโน้มในการยื่นกู้ผ่านง่ายขึ้น และหากรายได้ที่มียังไม่เพียงพอ ควรจะหารายได้เพิ่ม เพื่อให้ได้วงเงินกู้มากขึ้นอย่างไร ที่จะทำให้เราได้มีโอกาสซื้อบ้านของตัวเองมากขึ้น ความรู้อื่นๆ เกี่ยวกับการยื่นกู้สินเชื่อบ้าน-คอนโด วิธีเตรียมกู้ซื้อบ้าน สำหรับอาชีพอิสระ ทางเลือกซื้อคอนโด สำหรับคนงบน้อย กู้ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร
ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไงดี!

ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไงดี!

หากบ้านคือความฝันของทุกคน คงไม่มีใครอยากปล่อยให้หลุดลอยไปกับมือตัวเองหรอกจริงไหมครับ? แต่ถ้าเกิดภาวะทางการเงินของเราฝืดเคืองจริง ๆ จนไม่สามารถผ่อนต่อไหว จะปล่อยบ้านให้ถูกยึดไปก็คงไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนั้นแน่ แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอครับ เมื่อไรก็ตามที่เริ่มมีสัญญาณบอกว่าเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว เรามีทางออกมาแนะนำ ดังนี้ครับ   เจรจาประนอมหนี้ ในกรณีที่ผ่อนบ้านไม่ไหว เป็นสิ่งที่ควรทำคือ ปรึกษาและหาทางแก้ไขร่วมกับทางธนาคาร ซึ่งมักจะมีทางออกให้เราอยู่หลายหนทางทีเดียว ดีกว่าเงียบหายไปจนถูกธนาคารฟ้องร้อง ซึ่งธนาคารมักมีข้อเสนอ คือ ผ่อนผันชำระหนี้ค้าง เป็นการขอเลื่อนเวลาชำระหนี้ที่ค้างออกไปก่อนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยสามารถเจราจายืดเวลาได้นานสูงสุดถึง 36 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงกลับมาชำระเงินที่ค้างไว้ ซึ่งมีหลายวิธี อาทิ กลับมาผ่อนชำระทุกเดือนตามปกติ ชำระเป็นเงินก้อนโดยแบ่งเป็นงวด ๆ และชำระเงินคงค้างทั้งหมดภายในระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้น ขยายเวลากู้ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ยังพอมีกำลังผ่อนไหว แต่อาจจะมีกำลังต่อเดือนน้อยลง เพราะปกติแล้วถ้าเราเลือกระยะเวลาผ่อนสั้นไม่กี่ปี ก็เท่ากับว่าเงินผ่อนแต่ละงวดจะสูง หากเจรจาขอขยายระยะเวลากู้ ก็จะทำให้เงินผ่อนแต่ละเดือนน้อยลงไปด้วย แต่ธนาคารจะดูสัญญากู้ซื้อบ้านที่เราถือเอาไว้ด้วยว่า ต้องมีระยะเวลากู้เดิมไม่ถึง 30 ปี และเมื่อขยายเวลาให้แล้ว ผู้กู้จะต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปี ชำระต่ำกว่าเงินงวดปกติ การขอใช้วิธีนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อยอดชำระต่อเดือนสูงกว่ายอดดอกเบี้ยต่อเดือนอย่างน้อย 500 บาท โดยธนาคารจะพิจารณาวิธีนี้ให้กับผู้ที่ยังมีรายได้ประจำ และมีประวัติการผ่อนชำระดี ซึ่งธนาคารมักยอมให้ใช้วิธีนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี และดำเนินการลักษณะนี้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ลดอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ วิธีนี้จะมองที่อัตราดอกเบี้ยตอนแรกเริ่มกู้เทียบกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน หากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันสูงกว่าตอนเริ่มกู้ จะสามารถเจรจาขอใช้วิธีนี้ได้ ทั้งนี้มีรายละเอียดเงื่อนไขจากธนาคารแตกต่างกันออกไป ชำระแต่ดอกเบี้ยประจำเดือน เจรจาขอชำระเฉพาะดอกเบี้ยในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่วิธีนี้ธนาคารมักยอมให้ทำได้ไม่เกิน 12 เดือน และพิจารณาให้เฉพาะลูกหนี้มีประวัติการผ่อนชำระดีเท่านั้น โอนบ้านให้กับธนาคารชั่วคราว ธนาคารจะรับโอนบ้านเป็นหลักประกันไว้ก่อน โดยเมื่อหักลบกลบหนี้แล้วต้องอยู่ในวงเงินไม่เกิน 90% ของมูลค่าหลักประกัน ในระหว่างนี้ธนาคารจะเปลี่ยนจากสัญญากู้ซื้อเป็นสัญญาเช่ารายปีไปก่อน โดยจะคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 0.4 – 0.6% ของมูลค่าหลักประกัน เมื่อเรากลับมามีสภาพทางการเงินพร้อมจึงซื้อคืนกับธนาคารภายหลัง ผ่อนบ้านไม่ไหว ให้หาผู้กู้ร่วม หากเจรจาประนอมหนี้กับธนาคารตามข้อด้านบนแล้ว ยังมีจำนวนการผ่อนชำระต่อเดือนที่มากเกินกำลังอยู่ ให้ลองหา “ผู้กู้ร่วม” แต่การมีผู้กู้ร่วมจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคารด้วย อาทิ ต้องมีความสามารถในการชำระหนี้ และมีความเกี่ยวข้องกันทางเครือญาติ อาจะเป็นลูก สามี ภรรยา ฯลฯ ซึ่งสามารถเพิ่มชื่อได้อีก 2 คน รวมกับผู้กู้หลักเป็น 3 คนในการช่วยกันผ่อนชำระงวด เมื่อผ่อนบ้านไม่ไหวจริงๆ ก็ขายบ้าน หากท้ายที่สุดแล้วยังผ่อนบ้านต่อไม่ไหว แนะนำว่าให้รีบขายก่อนจะถูกธนาคารยึด ถึงแม้ว่ายังอยู่ในสถานะกำลังผ่อนงวดก็สามารถขายให้กับใครก็ได้ แล้วนำเงินมาผ่อนชำระในส่วนที่ค้างกับธนาคารให้ครบ   อีกกรณีคือ ขายคืนธนาคาร อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราเสียเครดิตไปมากนัก ทั้งนี้ธนาคารต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง จึงจะตัดสินใจรับซื้อคืน ดังนั้นใช่ว่าธนาคารจะรับซื้อคืนทุกหลังครับ   สิ่งสำคัญ คือ พยายามผ่อนเท่าที่กำลังเราจะไหว และเข้าไปปรึกษากับทางธนาคารครับ อย่าเงียบหายไปเลย เพราะอาจเกิดการฟ้องร้อง เพื่อยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ยิ่งไปกว่านั้นหากยึดทรัพย์สินแล้วยังจ่ายหนี้ไม่พอ จะกลายเป็นถูกฟ้องล้มละลายตามไปด้วย กระทบถึงอนาคตหากต้องการทำธุรกรรมทางการเงินก็จะยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่เกิดขึ้นทำให้สถานะทางการเงินของเราย่ำแย่ไปด้วย แต่สิ่งสำคัญคือบ้านของเราและครอบครัวจะต้องไปหลุดลอยไปไหน ขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะครับ Infographic ที่น่าสนใจอื่นๆ 3 ข้อต้องคิดก่อนรีไฟแนนซ์ เคล็ดลับผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ดอกเบี้ยลด หมดหนี้ไว เคล็ด (ไม่) ลับ เลือกธนาคารกู้ซื้อบ้าน
หนีไปไกลๆ!! ไวรัส COVID-19

หนีไปไกลๆ!! ไวรัส COVID-19

สถานการณ์ไวรัส COVID-19 แพร่ระบาดลุกลามไปทุกทวีปทั่วโลกแล้วนะครับ (เว้นเพียงทวีปแอนตาร์กติกา) โดยความน่ากลัวของไวรัสนี้คือ บางคนที่ติดเชื้อ แต่ไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ เลย แม้จะถูกกักตัวมากกว่า 14 วัน และตรวจเช็คร่างกายจากแพทย์ก่อนจะถูกปล่อยตัวแล้วก็ตาม นั่นหมายความว่าเมื่อไรก็ตามที่เราก้าวออกจากบ้านก็ย่อมมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ซึ่งหลายคนก็เลี่ยงไม่ได้ที่มีความจำเป็นจะต้องออกจากบ้าน ฉะนั้นควรป้องกันตัวเองไว้ก่อนดีกว่าครับ ด้วยวิธีดังนี้ ล้างมือบ่อยๆ ป้องกัน COVID-19 ได้ดีที่สุด  เป็นวิธีที่ทาง องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำครับ เพราะเราใช้มือในการจับทุกอย่างมากที่สุด หากเผลอไปสัมผัสใบหน้าต่อก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายมาก ซึ่งควรจะล้างด้วยสบู่หรือเจลล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสอะไรมาก็ตาม หลีกเลี่ยงการสัมผัส ก็ลดความเสี่ยง COVID-19 ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสต่างๆ ในที่สาธารณะ อาทิ ราวบันไดเลื่อน ราวจับต่างๆ โดยเฉพาะในห้องน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่มีทางเลี่ยงได้อยู่แล้ว ฉะนั้นก็ควรสัมผัสให้ได้น้อยที่สุด รวมถึงไม่ควรสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นทาง ตา จมูก ปาก รวมถึงไม่ควรสัมผัสสัตว์โดยไม่ได้มีการป้องกันด้วยเช่นกัน ใส่หน้ากากอนามัย หน้ากากอนามัยเป็นสิ่งที่ควรใส่ทุกครั้งเมื่อต้องออกจากบ้าน เพราะนอกจากจะป้องกันตัวเองจากเชื้อโรค ฝุ่นต่างๆ ยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อจากตัวเราเองด้วย ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น งดการใช้สิ่งของร่วมกัน เพราะเสี่ยงต่อการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยไม่รู้ตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ ช้อนส้อม ฯลฯ แล้วอย่าลืม! ใช้ช้อนกลางเวลารับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นด้วยนะครับ อยู่ในที่อากาศถ่ายเท แม้จะหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่คนเยอะไม่ได้ แต่ก็พยายามเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี เพราะถ้าเป็นพื้นที่ปิด ก็มีความเสี่ยงสูงที่เชื้อโรคจะหมุนเวียนอยู่ในสถานที่นั้น ไม่กินอาหารดิบ ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ แต่ควรจะปรุงให้สุกไปเลย เพื่อให้มั่นใจว่าความร้อนจะช่วยฆ่าเชื้อโรคออกไป ท่องไว้  #กินร้อน #ช้อนกลาง #ล้างมือบ่อยๆ ป้องกัน COVID-19 แม้ว่าไวรัส COVID-19 จะมีความรุนแรงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนถึงกับตื่นตระหนกกัน สิ่งสำคัญคือการป้องกันตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้ ซึ่งไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เพิ่มความใส่ใจกันอีกสักนิด ไม่ใช่แค่ปลอดภัยกับตัวเอง แต่เพื่อสังคมและคนรอบข้างของเราด้วยนะครับ Infographic เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ วิธีเลือกหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 Update รถไฟฟ้า ปี 2563 ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน
กู้สินเชื่อบ้านผ่านง่าย หากมีรายได้เสริม

กู้สินเชื่อบ้านผ่านง่าย หากมีรายได้เสริม

เศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะคิดเหมือนกันว่ามีอาชีพเดียว รายได้ทางเดียวคงใช้จ่ายไม่พอกันแล้ว โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานมากเท่าไรก็ยังมีรายได้คงที่ตลอดทั้งปี สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน ทางออกคือการหารายได้เสริมไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ ฟรีแลนซ์ตามสายงานต่างๆ ซึ่งรายได้เสริมจากอาชีพเหล่านี้ บางครั้งกลับมีรายได้มากกว่างานประจำเสียอีก   ถ้าเราสามารถรวมรายได้เสริมเข้ากับรายได้ประจำ แล้วยื่นกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยได้แล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าเราจะได้วงเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทุกรายได้เสริมไม่ใช่ว่าจะนำมายื่นกู้ได้ทั้งหมด ซึ่งจะมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เรามีคำตอบครับ รายได้เสริม ต้องมีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ จึงจะกู้สินเชื่อได้ รายได้เสริมที่เราจะนำไปยื่นกู้สินเชื่อบ้านด้วยนั้น ต้องเป็นรายได้ที่เข้ามาอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะธนาคารจะดูที่ความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก ซึ่งรายได้ที่เข้ามาเป็นประจำ และสม่ำเสมอ แสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้ได้ตรงทุกงวด ฉะนั้นหากรายได้เสริมนี้เป็นรายได้แบบไม่ต่อเนื่อง หรือแต่ละเดือนไม่แน่นอน ทางธนาคารก็อาจจะพิจารณาไม่อนุมัติส่วนของรายได้ที่เรายื่นรวมเข้าไป การกู้สินเชื่อ ต้องมีเอกสารรายได้เสริมถูกต้องชัดเจน  เมื่อมีรายได้เสริมประจำสม่ำเสมอแล้ว ก็ต้องมีหลักฐานที่แสดงถึงที่มาของเงินจำนวนนั้นอย่างชัดเจน เพื่อทางธนาคารจะนำไปประเมินรายได้ จึงจะใช้ยื่นกู้สินเชื่อบ้านได้ โดยต้องมีเอกสารแบ่งตามประเภทของรายได้เสริม เช่น  เอกสารกู้สินเชื่อที่สำคัญ "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ" รายได้เสริมที่มาจากอาชีพอิสระต่างๆ ซึ่งบริษัทที่จ้างงานจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ โดยจะแสดงประเภทรายได้ และจำนวนเงินที่เราได้รับจากการจ้างทำงาน ประกอบกับรายการเดินบัญชี (Statement) ที่บริษัทโอนเงินเข้าบัญชีเป็นค่าจ้างให้กับเรา หรือหากรับเป็นเงินสดก็ควรนำเงินเข้าบัญชีก่อนเอามาใช้จ่าย จะกู้สินเชื่อต้องมี "ทะเบียนการค้า พร้อมรายการเดินบัญชี (Statement)"  ในกรณีที่มีกิจการส่วนตัวเป็นรายได้เสริม เช่น ค้าขายออนไลน์ เปิดร้านเล็กๆ ของตัวเอง แนะนำให้ จดทะเบียนการค้า หรือทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญว่าเรากำลังดำเนินกิจการอะไรซึ่งมีรายได้จริง แต่ถ้ารายได้เข้ามาเป็นเงินสดไม่ผ่านบัญชี ก็ควรจะนำเงินไปเข้าบัญชีเป็นประจำตามการรับเงิน เพื่อยืนยันว่ามีรายได้เข้าจริง   ดังนั้น ใบทะเบียนการค้า หรือ ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ รายการเดินบัญชี จึงเป็นเอกสารสำคัญที่ทางธนาคารจะใช้เพื่อการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ เอกสารจำเป็นในการกู้สินเชื่อ "หนังสือสัญญาเช่า และ รายการเดินบัญชี (Statement)" ในกรณีที่มีรายได้เสริมจากการปล่อยเช่า ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่าคอนโด เช่าอาคารพาณิชย์ หรือให้เช่าที่ดินเปล่า ฯลฯ สามารถนำหนังสือสัญญาเช่า และรายการเดินบัญชี (Statement) ที่ใช้รับโอนค่าเช่าทุกเดือนมาใช้ยื่นของสินเชื่อร่วมด้วยได้   ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า การมีรายได้เสริมอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเอกสารแสดงที่มาของรายได้อย่างชัดเจน ก็สามารถนำมาใช้ยื่นกู้สินเชื่อได้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าคุณมีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ได้ตามกำหนด ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่ทำให้ทางธนาคารพิจารณาปล่อยสินเชื่อได้ง่ายมากขึ้นครับ เกี่ยวกับการกู้สินเชื่ออื่นๆ ที่น่าสนใจ วิธีเตรียมกู้ซื้อบ้าน สำหรับอาชีพอิสระ กู้ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร เคล็ด (ไม่) ลับ เลือกธนาคารกู้ซื้อบ้าน    
ของแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ย ความรัก หาคู่แท้

ของแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ย ความรัก หาคู่แท้

พอเริ่มพลิกปฏิทินเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์เมื่อไร จะไม่เอ่ยถึงวันวาเลนไทน์คงไม่ได้เลยใช่มั้ยล่ะครับ เมื่อใกล้ถึงวันแห่งความรักทีไร ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็จะเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดงและเหล่าของขวัญให้ความรู้สึกหวานๆ ที่มอบให้กัน แต่กลับกันคนโสดก็แทบจะอยากหลับตานอนแล้วตื่นข้ามวันกันไปเลย เพราะไม่ว่าจะใคร เพศใด อายุเท่าไร ก็อยากจะมีความรักด้วยกันทั้งนั้น จริงมั้ยล่ะครับ? และเชื่อว่าหลายคนจะต้องหันไปเพิ่งสายมูเตลูกันมาบ้างแน่ๆ เลย ไม่ว่าจะไปไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็แล้ว บูชาเครื่องรางของขลังก็แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ลองมาดูศาสตร์ทางฮวงจุ้ยกันดูบ้างครับ ว่าเราจะสามารถปรับเปลี่ยน หรือหาของตกแต่งบ้านของเราให้ช่วยเสริมฮวงจุ้ย หาคู่แท้ ได้อย่างไรกันบ้าง วางของเป็นคู่ คือฮวงจุ้ย ความรักแท้ คนยังอยากมีคู่ แล้วข้าวของเครื่องใช้ของเราจะไม่อยากมีคู่บ้างเหรอครับ? เรามาเริ่มต้นเสริมฮวงจุ้ย หาคู่แท้ ซึ่งวิธีนี้เหมาะมากสำหรับคนโสดที่อยากเริ่มต้นมีความสัมพันธ์ที่ดี ด้วยการใช้ของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ให้มีเป็นคู่กันเอาไว้ อาทิ เก้าอี้ โต๊ะหัวเตียง โคมไฟ แจกัน เป็นต้น ให้ซื้อมาเป็นคู่ หรือถ้ามีอันเดียวอยู่แล้วก็ซื้อมาเพิ่มแล้ววางเป็นคู่กันได้ ปลูกต้นไม้มงคล เสริมฮวงจุ้ย ความรักโดยเฉพาะ มาปลูกต้นไม้กันเถอะครับ ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านหรืออยู่คอนโดก็ปลูกได้เหมือนกัน แถมให้ความร่มรื่น สร้างบรรยากาศรอบตัวเราให้ดูสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นอีกต่างหาก เพียงแค่ต้องเลือกขนาดของต้นให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเราด้วยเท่านั้น ซึ่งก็มีหลากหลายพันธุ์ไม้ที่จะมาช่วยดึงดูดความรัก นำคนดีๆ เข้ามาในชีวิต อาทิ   ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว เพิ่มเสน่ห์ ช่วยดึงดูดความรักสำหรับคนโสด และเพิ่มความสดชื่นหวานแหววให้แก่คนมีคู่ ว่านเสน่ห์กาหลง อีกหนึ่งว่านที่ว่ากันว่าจะช่วยเพิ่มเมตตามหานิยม คนชมชอบ ต้นส้ม ในที่นี้จะเป็นส้มชนิดไหนก็ได้นะครับ ถ้าใครอาศัยอยู่คอนโดก็ปลูกพันธุ์เล็กๆ ในกระถางก็ได้ นอกจากจะมีความหมายที่ดีด้านเงินทองแล้ว ยังช่วยเรื่องความรัก ให้มีคนดีๆ เข้ามาด้วย กล้วยไม้ นอกจากจะมีดอกสวยงามแล้ว ยังมีความหมายในการช่วยเพิ่มเสน่ห์ มีคนรักใคร่เอ็นดู คอยช่วยเหลือ   และที่สำคัญจะต้องหมั่นดูแลและรักษาให้เจริญเติบโต อย่าปล่อยให้เหี่ยวเฉา เสริมฮวงจุ้ย ความรัก ด้วยคริสตัลสีชมพู คริสตัล เครื่องประดับและของตกแต่งบ้านที่ส่องประกายสวยงามเมื่อแสงตกกระทบ และยังช่วยให้บ้านดูหรูหรามีระดับขึ้นด้วยนะครับ ในแง่ของการเสริมฮวงจุ้ยความรักก็มักจะใช้คริสตัลสีชมพู มาวางไว้ในห้องนอนของเรา ช่วยให้พ้นจากความเจ็บปวด ความผิดหวัง และกระตุ้นหาเนื้อคู่ให้เข้ามาด้วยนะครับ ภาพแขวนผนังก็เสริมฮวงจุ้ย ความรัก ภายในบ้านหรือห้องนอนของคนมีคู่ก็มักจะมีรูปคู่กับคนรักอยู่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง แต่สำหรับคนโสดที่อยากจะมีคู่ ให้ลองมองหาภาพดอกโบตั๋น เหมาะสำหรับผู้หญิงโสด นำไปติดไว้ภายในห้องนอนบริเวณบานประตูหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ และควรเป็นภาพที่มีดอกเป็นช่อ ใบไม้ กิ่งก้านที่สวยงาม เพราะดอกโบตั๋นถือเป็นดอกไม้แห่งความรัก แต่สำหรับผู้ชายโสดจะเหมาะกับการนำภาพไปแขวนไว้ที่ห้องนั่งเล่น สีผ้าปูที่นอนก็สำคัญสำหรับเสริมฮวงจุ้ย ความรักแท้ เตียงนอนถือเป็นสิ่งสำคัญมากในทางฮวงจุ้ย ทุกห้องนอนจะต้องมีเตียงกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็จะตามมาด้วยเรื่องของผ้าปูเตียงที่ก็สำคัญมากเช่นกัน หากอยากให้มีความรักที่สมหวังดังใจ ไม่ว่าจะเป็นคนมีคู่หรือคนโสด โดยแต่ละปีเกิดก็จะมีสีที่ถูกโฉลกแตกต่างกันออกไป ดังนี้ ปีชวด : ขาว เทา ฟ้า ปีฉลู : เหลือง ส้ม น้ำตาล ม่วง ปีขาล : ฟ้า เขียว ปีเถาะ : ฟ้า เขียว เหลือง ปีมะโรง : เหลือง ส้ม ม่วง ปีมะเส็ง : ส้ม ม่วง เหลืองอมเขียว ปีมะเมีย : เหลือง เขียว ม่วง ปีมะแม : ส้ม น้ำตาล ม่วง ปีวอก : ครีม ทอง น้ำตาล ปีระกา : ครีม เหลือง ทอง ปีจอ : เหลือง ส้ม น้ำตาล ม่วง ปีกุน : เทา ทอง เงิน ฟ้า นอกจากนี้จะต้องดูแลทำความสะอาดอย่าสม่ำเสมอ ผ้าปูที่นอนไม่ควรยับ และสำหรับคนโสดไม่ว่าจะเกิดในปีนักษัตรใดก็ไม่ควรใช้ผ้าปูที่นอนสีแดงและสีขาว   สุดท้ายเราจะแอบบอกกันอีกเคล็ดลับเสริมฮวงจุ้ย หาคู่แท้ นั่นคือ ในห้องนอนของเรา แม้ว่าจะเป็นโสดอยู่ตัวคนเดียว เราก็มักจะจัดของวางจนเต็มพื้นที่ แต่ถ้าอยากมีใครสักคนข้างกายก็ลองขยับอีกนิด เว้นให้มีพื้นที่ว่างเอาไว้บ้าง สำหรับเผื่อมีใครสักคนเข้ามาครับ   ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อทางฮวงจุ้ย ที่จะมาช่วยเสริมดวงด้านความรักให้ประสบพบเจอเนื้อคู่ และช่วยเสริมขาเตียงของคู่รักให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น เรื่องงาน เรื่องเงิน สุขภาพ ฯลฯ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้อยู่ตลอดเลยครับ  Infographic เสริมฮวงจุ้ย อื่นๆ  ฮวงจุ้ยตำแหน่งเตียงนอน เสริมรักรุ่ง เงินพุ่ง ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก 9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง  
วิธีเตรียมกู้ซื้อบ้าน สำหรับอาชีพอิสระ

วิธีเตรียมกู้ซื้อบ้าน สำหรับอาชีพอิสระ

ใครๆ ก็มีความฝันอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม ซึ่งทางเลือกของการซื้อบ้านของคนส่วนใหญ่ก็จะต้องยื่นกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันทางการเงิน โดยจะต้องมีหลักฐานหลายอย่างประกอบกัน เพื่อยืนยันถึงรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่มีหลักฐานเป็นสลิปเงินเดือนเข้าตรงเวลาทุกเดือน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยื่นกู้ซื้อบ้านไม่ได้นะครับ เพียงแต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นกู้พร้อมหลักฐานให้ครบ แค่นี้รับรองว่ากู้ผ่านฉลุย! หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ สำคัญมากเมื่อจะกู้ซื้อบ้าน หัวใจสำคัญของการยื่นกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ถ้ามีเอกสารเกี่ยวกับภาษีจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เพราะหลักฐานการเสียภาษีเงินได้จะเป็นตัวบอกได้ว่าเรามีรายรับทั้งปีอย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่ที่เท่าไหร่ อาทิ หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ส่วนรายได้อื่นๆ ที่ไม่ผ่านกระบวนการทางภาษีจะไม่นับว่าเป็นรายได้ จะกู้ซื้อบ้าน ต้องเตรียมBookbank ประวัติการเดินบัญชีย้อนหลังขั้นต่ำ 6 เดือน จากทุกธนาคารที่เรามี เป็นสิ่งที่ธนาคารต้องเรียกดูแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรืออาชีพอิสระ ฉะนั้นหากมีรายได้เข้าก็ควรให้ผ่านบัญชีทุกครั้ง เพื่อแสดงถึงรายได้ของเราที่มีเข้า-ออกอยู่เป็นประจำ แยกบัญชีส่วนตัว บัญชีส่วนตัวนี้ใช้เป็นเงินสำรองเพื่อแสดงให้ธนาคารเห็นว่า เรามีเงินเก็บที่เป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่ง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทางธนาคารว่าเราจะสามารถชำระหนี้ได้แม้จะมีรายได้ต่อเดือนไม่คงที่ และยังบ่งบอกถึงวินัยทางการเงินที่ดีอีกด้วย บัญชีรายรับ-จ่าย ตรงนี้จะช่วยเป็นหลักฐานยืนยันสำหรับยอดขายของเราทั้งหมด ที่สำคัญคือควรจะเก็บใบเสร็จทุกอย่างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงินของลูกค้า โดยแยกใบเสร็จใบหนึ่งของลูกค้า อีกใบให้เก็บเอาไว้เป็นหลักฐานกับตัวเราเอง หรือใบเสร็จเวลาเราสั่งของเข้าร้าน เอกสารการจดทะเบียนพาณิชย์  หากเรามีกิจการเป็นของตัวเองก็ควรมีการจดทะเบียนพาณิชย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้แต่เป็นพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ ก็ควรจะจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้จะเป็นเครื่องยืนยันแหล่งที่มาของรายได้ที่แน่นอน และช่วยให้การทำธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงการกู้สินเชื่อง่ายขึ้น เตรียมกู้ซื้อบ้านด้วยรูปถ่าย อะไรที่สามารถใช้เป็นหลักฐานก็ควรเก็บเอาไว้ แล้วส่งประกอบกับเอกสารตอนยื่นกู้ให้หมดครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายหน้าร้าน สต็อกของ หรือวันที่ต้องส่งของให้ลูกค้าเยอะๆ ทุกอย่างจะช่วยให้พิจารณาอนุมัติได้ง่ายขึ้น ในบางกรณีธนาคารก็จะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูหน้าร้านด้วยตัวเองด้วยครับ   วิธีรวบรวมหลักฐานเหล่านี้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เพียงแค่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวทำประวัติทางการเงินให้ดี รวบรวมหลักฐานสำคัญทุกอย่างเอาไว้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของรายได้ สร้างความน่าเชื่อถือได้ก็สามารถกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน รายละเอียดการเตรียมตัวกู้ซื้อบ้านเพิ่มเติม ธอส. ธนาคารออมสิน Infographic อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทางเลือกซื้อคอนโด สำหรับคนงบน้อย ซื้อคอนโด มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง? กู้ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร  
ทางเลือกซื้อคอนโด สำหรับคนงบน้อย

ทางเลือกซื้อคอนโด สำหรับคนงบน้อย

เชื่อว่าหลายคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะใครที่ต้องทำงานย่านใจกลางเมืองอยู่ทุกวันก็ย่อมอยากจะมีคอนโดฯ เป็นของตัวเองสักห้อง เอาแบบที่เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า ไม่ไกลจากออฟฟิศ แต่ติดตรงที่ราคาคอนโดสมัยนี้สามารถซื้อบ้านเดี่ยวได้เลยใช่ไหมครับ! เพียงแต่จะได้ทำเลที่ต่างกันมากทีเดียว สำหรับมนุษย์เงินเดือนงบน้อยก็ใช่ว่าจะซื้อคอนโดไม่ได้เลย เรายังมีทางเลือกที่จะสามารถเป็นเจ้าของคอนโดได้ไม่ยากเลยครับ เพียงแค่ต้องมีวิธีพิจารณากันสักหน่อยเท่านั้นเอง มองหาทำเลรอง แน่นอนครับว่า คอนโดมิเนียมใจกลางเมืองย่อมมีราคาแพงไปตามราคาที่ดิน ซึ่งทุกวันนี้ราคาแตะตารางวาหลักล้านบาทเข้าไปแล้ว สำหรับคนงบน้อยคงเอื้อมถึงยากกันสักหน่อย ถ้าอย่างนั้นก็ลองมองหาทำเลรอง ห่างออกมาจากใจกลางเมืองกันอีกนิด เป็น Low Rise เข้าซอยไปสักหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้คอนโดมักจะมี Shuttle Bus รับ-ส่งถึงสถานีรถไฟฟ้า และการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าในปัจจุบันที่ออกไปถึงชานเมืองกันมากขึ้นแล้ว ถือว่ายังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกด้วยรถไฟฟ้าเหมือนกัน เพียงแต่อาจจะต้องเดินทางหลายสถานีกันมากขึ้น แต่ก็จะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของคอนโดได้อย่างที่ต้องการนะครับ ยกตัวอย่างตามแนวรถไฟฟ้าอย่างสายสีลม ก็ลองมองหาคอนโดย่านฝั่งธนตั้งแต่สถานีวงเวียนใหญ่ออกไป ส่วนสายสุขุมวิท ก็ลองมองหาโครงการย่านสถานีอ่อนนุชออกไปจนถึงจ.สมุทรปราการ เป็นต้น เลือกธนาคารที่ให้กู้สินเชื่อได้เกินอายุ 60 ปี ทราบหรือไม่ครับว่า ปัจจุบันมีธนาคารบางแห่งเสนอเงื่อนไขการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยได้เกินอายุ 60 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี นั่นหมายความว่าเราจะได้ชำระงวดรายเดือนน้อยลง เพราะได้ระยะเวลาผ่อนที่นานมากขึ้น ทั้งนี้ธนาคารจะพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งหากจะเลือกวิธีนี้เราแนะนำว่า หากได้รับการอนุมัติให้กู้ได้เกินอายุ 60 ปี ก็ควรจะใช้วิธีโปะเงินเพิ่มในเดือนที่เราพร้อม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นภาระหลังเกษียณ หาผู้กู้ร่วมซื้อ คอนโด การมีผู้กู้ร่วมจะช่วยเพิ่มวงเงินในการกู้ได้มากขึ้น แต่ผู้กู้ร่วมจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับผู้กู้หลัก ตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร แต่แนะนำว่าให้เลือกผู้กู้ร่วมที่มองแล้วในอนาคตจะไม่เกิดปัญหากันเกิดขึ้นด้วยนะครับ ซื้อคอนโด แบบทิ้งดาวน์หรือมือสอง ลองหาข้อมูลคอนโดที่ใกล้จะสร้างเสร็จแล้วเริ่มให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ดูนะครับ จังหวะนี้จะมีคนขายทิ้งดาวน์กันจำนวนหนึ่งเลยทีเดียว อาจเพราะกู้สินเชื่อไม่ผ่านหรือไม่พร้อมโอน เมื่อจำยอมต้องทิ้งดาวน์ก็จะมีบางคนที่ยอมขายแบบไม่บวกกำไรหรือยอมขาดทุน หรืออาจมองหาคอนโดมือสองสภาพดี ซึ่งข้อดีของคอนโดมือสองคือเราจะได้เห็นสภาพแวดล้อม การอยู่อาศัยจริง รวมถึงการบริหารจัดการของนิติบุคคล เผลอๆ จะได้ขนาดห้องที่ใหญ่มากกว่าคอนโดรุ่นใหม่ ยิ่งหากมีโครงการใหม่เกิดขึ้นในละแวกเดียวกันก็จะทำให้ได้ราคามือสองที่ถูกลง แต่สำหรับคอนโดคอนโดทิ้งดาวน์หรือมือสองแบบนี้ ต้องออกแรงทำการบ้านตามหาแล้วเทียบราคากันสักหน่อยครับ เก็บเงินซื้อคอนโดไปก่อน ไม่ต้องรีบ “ผ่อนถูกกว่าเช่า” หลายคนคงเคยได้ยินประโยคแนวนี้กันบ่อยใช่ไหมล่ะครับ เพราะมีโปรโมชั่นออกมาบอกว่าผ่อนต่อเดือนไม่กี่พันบาท ตรงนี้ต้องดูรายละเอียดกันดีๆ โดยส่วนมากแล้วราคานี้จะหมายถึงการผ่อนดาวน์ต่อเดือนขณะที่คอนโดกำลังสร้างอยู่ แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ จิปาถะอีกมากมาย เช่น ค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์ การเริ่มผ่อนจริงหลังจากโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ค่าส่วนกลาง ค่ากองทุน ค่าจดจำนอง ฯลฯ คิดรวมๆ แล้วก็ต้องมีเงินก้อนจำนวนหนึ่งสำรองเอาไว้อยู่ดี ฉะนั้นหากยังไม่มีเงินก้อนที่พร้อมจริงๆ ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนซื้อคอนโดครับ ควรศึกษาข้อมูลแต่ละโครงการและโปรโมชั่นที่ออกมาให้ดีก่อนจะเริ่มมีภาระหนี้ระยะยาว     สุดท้ายการจะซื้อคอนโดสักยูนิตก็ควรจะมีเงินก้อนที่เป็นเงินเย็นเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายจุกจิกหลายอย่างที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ที่สำคัญคือติดตามโปรโมชั่นที่เหมาะกับตัวเราให้ดี จะช่วยประหยัดไปได้หลายบาททีเดียวครับ รายละเอียดการซื้อคอนโด โดยกู้สินเชื่อได้เกินอายุ 60 ปี ธนาคารออมสิน ธอส. Infographic ที่น่าสนใจอื่นๆ โปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เลือกอย่างไรให้คุ้ม 5 ข้อต้องรู้ก่อนจะเป็น “ผู้กู้ร่วม” กู้ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร  
วิธีเลือกหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5

วิธีเลือกหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5

สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 (Particulate Matters 2.5) ครองเมืองปกคลุมทั่วท้องฟ้าในบ้านเรา นับวันก็ยิ่งถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ฝุ่นเพิ่มมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของใครหลายคน โดยฝุ่น PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ลองนึกภาพตามนะครับว่า เส้นผมของคนเราทั่วๆ ไปจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 50-70 ไมครอน นั่นหมายความว่าฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กยิ่งกว่าเส้นผมถึง 20 เท่าเลยทีเดียว ฉะนั้นขนจมูกของมนุษย์ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นจะไม่สามารถดักจับได้ เมื่อเราหายใจเข้าสู่ปอด ซึมผ่านผนังปอดเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้มีความเสี่ยงก่อให้เกิดโรคตามมา เช่น หอบหืด ภูมิแพ้  หากสะสมในระยะยาวอาจทำให้เป็น ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคสมอง เป็นต้น   หนทางป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นการใส่หน้ากากอนามัยชนิดที่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ เมื่อต้องออกนอกบ้านอยู่เสมอ เพราะการใส่หน้ากากอนามัย นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายขณะที่เราป่วยแล้วมีอาการไอหรือจามเท่านั้น หน้ากากยังสามารถป้องกันฝุ่นหรือสารเคมีจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ให้เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ด้วย ซึ่งระยะหลังก็มีหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 หรือที่เรียกกันว่า หน้ากากอนามัย N95 ออกมาขายตามท้องตลาดให้เลือกกันหลายรุ่น หลายยี่ห้อ แต่จะมีวิธีเลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเรา ต้องมาชมกันใน Infographic นี้ครับ ได้มาตรฐานรับรอง หน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 หน้ากากอนามัยก็ต้องมีการรับรองคุณภาพ โดยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ มาตรฐานอเมริกา (NIOSH Standard) มาตรฐานยุโรป (European Standard) มาตรฐานออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ (Australia/New Zealand Standard) ทั้ง 3 มาตรฐานนี้ก็จะมีหลายรุ่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป ซึ่งควรเลือกแบบที่ป้องกันได้ 94%-95% ขึ้นไป โดยต้องพลิกอ่านรายละเอียดบนกล่องกันสักนิดนะครับ รูปทรงของหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 หน้ากากแต่ละรุ่นออกแบบมาหน้าตาแตกต่างกันออกไป เราควรเลือกแบบที่สามารถปรับรูปทรงโค้งกระชับเข้ากับใบหน้าได้ ขอบด้านข้างสามารถปิดรอบได้มิดชิดมากที่สุด โดยต้องครอบตั้งแต่จมูกจนถึงใต้คาง ตรงจมูกควรจะมีแถบอลูมิเนียมที่สามารถดัดให้เข้ากับรูปทรงจมูกได้แนบชิด ในบางรุ่นก็มีการบุโฟมบางๆ เพื่อให้รู้สึกใส่สบายขึ้น และเป็นหน้ากากที่มีโครงแข็งแรงมากพอที่จะไม่ยุบตัวเวลาหายใจ มีช่องหายใจ เชื่อว่าหลายคนต้องประสบปัญหา ใส่หน้ากากแล้วอึดอัดหายใจไม่ออก โดยเฉพาะหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 ที่ว่านี้ เพราะมีเนื้อผ้าที่หนา และกระชับรอบใบหน้ามากกว่า เพื่อป้องกันฝุ่นขนาดเล็กมากเช่นนี้ จึงได้มีหน้ากากรุ่นที่มีวาล์ว (exhalation valve) ด้านข้าง สำหรับเป็นช่องให้หายใจได้สะดวก และยังช่วยระบายความร้อนจากลมหายใจของเรา ไม่ให้รู้สึกอับชื้นจนเกินไป สำหรับคนใส่แว่นจะช่วยป้องกันไม่ให้แว่นเป็นฝ้า เวลาลมหายใจออกทางด้านบนหน้ากากด้วย แต่หน้ากากลักษณะนี้มีราคาแพงกว่าแบบที่ไม่มีวาล์วครับ รูปแบบของสายรัด โดยทั่วไปแล้วหน้ากากจะมีสายรัดอยู่ 2 แบบ คือ สายรัดเกี่ยวหู เป็นแบบที่เราเห็นกันทั่วไป สะดวกเวลาใช้งาน แต่ต้องดูที่สายรัดด้วย หากสายไม่กระชับก็อาจทำประสิทธิภาพของหน้ากากกันฝุ่น PM 5 ลดลงบ้าง สายรัดศีรษะ เป็นสายที่ต้องรัดรอบศีรษะ แบบนี้สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้มากกว่า เพราะมีความกระชับกว่าแบบเกี่ยวกับหู แต่เวลาใส่-ถอดออกจะลำบากกว่า   ฝุ่น PM 2.5 เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลยนะครับ เพราะเราต้องเผชิญกับสภาพอากาศอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะอยู่นอกบ้านหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้นเราต้องเริ่มป้องกันตัวเองกันก่อนจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งส่งผลเสียในระยะยาวแน่นอน โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ส่งผลถึงพัฒนาการของสมอง อย่ารอช้าครับ! สถานการณ์แบบนี้รีบซื้อหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 เตรียมเอาไว้ติดบ้านอยู่ตลอดจะดีกว่า   รายละเอียดรุ่นของ หน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 ที่ได้มาตรฐาน 3m delivery   Infographic เรื่องอื่นๆ  Update รถไฟฟ้า ปี 2563 บ้านกับรถ ซื้ออะไรก่อนดี ? ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน
ผลไม้ต้องห้าม ไม่ควรไหว้ตรุษจีน

ผลไม้ต้องห้าม ไม่ควรไหว้ตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีน ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีนทั่วโลก คล้ายกับวันสงกรานต์ ปีใหม่ของบ้านเราครับ ซึ่งวันตรุษจีนก็จะมีขนบธรรมเนียม ความเชื่อมากมายที่นับถือปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน โดยจะมีการแบ่งวัน เป็นวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว ที่ถือเป็นวันตรุษ เริ่มต้นปีใหม่ หนึ่งในสิ่งสำคัญวันตรุษจีน นั่นคือการไหว้เทพเจ้า ซึ่งจะต้องมีการเตรียมของไหว้มากมายหลายชนิดที่มีความหมายเป็นสิริมงคล แต่ทราบหรือไม่ครับ! ว่ามีผลไม้ต้องห้าม ไม่ควรนำมาขึ้นโต๊ะไหว้ตรุษจีนเด็ดขาด เพราะแทนที่จะได้ความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ กลับจะได้ความทุกข์ ลางไม่ดีกลับมา จะมีผลไม้อะไรบ้าง มาดูกันครับ     ผลไม้ต้องห้าม ที่ไม่ควรนำมาขึ้นโต๊ะไหว้ตรุษจีน คือ ผลไม้ที่มีสีดำคล้ำ สีขาว และผลไม้เปลือกสีเขียว เพราะไม่ได้ให้ความหมายที่เป็นสิริมงคล บ้างก็มีความหมายถึงการไว้ทุกข์ จึงไม่นิยมนำมาไหว้ในวันตรุษจีนอันเป็นมงคล ยกตัวอย่างเช่น องุ่นดำ เชอร์รี่สีดำคล้ำ ส้มเปลือกเขียว กล้วยดิบ กระท้อน ลูกแพร์เขียว แตงโม ฝรั่ง น้อยหน่า ลูกท้อ   Infographic เรื่องอื่นๆ 9 ทริค จัดบ้านให้ร่ำรวยตลอดปี เรียกทรัพย์ รับโชค 10 ของแต่งบ้าน เสริมโชค รับปีหนู ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก
Update รถไฟฟ้า ปี 2563

Update รถไฟฟ้า ปี 2563

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปย่านไหนของกรุงเทพฯ ก็มักจะพบเจอกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าอยู่หลายสาย ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วก็เริ่มมีการเปิดให้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้การเดินทางเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งภายในปี 2563 นี้ ก็จะมีการเปิดให้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก เราจึงชวนมาอัพเดทกันครับว่า จะมีเส้นทางไหนที่ทั้งเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบไปแล้ว และกำลังจะเปิดให้ใช้บริการในอนาคตอันใกล้นี้ เผื่อเป็นตัวเลือกในการเดินทางเพิ่มเติม สำหรับกรุงเทพฯ เมืองที่ประสบปัญหารถติดอยู่เกือบทุกเมื่อเชื่อวันเช่นนี้ รถไฟฟ้า สายสีเขียวเข้ม สุขุมวิท BTS สายสีเขียวทั้งเขียวสุขุมวิท และเขียว สีลม เป็นรถไฟฟ้าสายแรกในประเทศไทยที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2542 ซึ่งยังคงเป็นเส้นทางหลักในบ้านเรามาจนปัจจุบัน เพราะผ่านใจกลางเมืองแหล่งทำงานอยู่หลายโซน ไม่ว่าจะเป็นช่วงห้าแยกลาดพร้าว อารีย์ อโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ สีลม สาทร ฯลฯ เมื่อดูจากเส้นทางทั้งหมดแล้วจะเป็นรถไฟฟ้าสายหนึ่งที่ชัดเจนมากในแง่ของการขนส่งคนจากนอกเมืองเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็วที่สุดในบรรดาการคมนาคมในเมืองหลวงเช่นนี้ และเนื่องจากสายนี้มีเส้นทางทั้งหมดยาวมากทีเดียวครับ เราจึงแบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง คือสายสีเขียวเหนือ กับสายสีเขียวใต้ ดังนี้   รถไฟฟ้า สายสีเขียวเหนือ ภาพของผู้คนแน่นขนัดที่ยืนรอรถเมล์อยู่ใต้สถานีหมอชิต ฝั่งขาออกทุกเย็นวันทำงาน หลังจากนี้อาจจะเบาบางลงบ้างนะครับ เพราะสายสีเขียวเหนือ ซึ่งเปิดให้บริการไปจนถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเตรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตลอดสายไปจนถึงสถานีคูคต ในช่วงปลายปี 2563 นี้ จะทำให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะ เพียงแต่ก็ยังต้องพิจารณากันดีๆ ในแง่ของค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน สำหรับใครที่ตัดสินใจนั่งรถไฟฟ้าต่อออกไป รถไฟฟ้า สายสีเขียวใต้ ปัจจุบันเปิดให้บริการตลอดสายแล้วครับ โดยที่สถานีสำโรง จะเป็นจุด Interchange ต้องลงเพื่อเปลี่ยนขบวน เพื่อต่อออกไปยังสถานีปู่เจ้า-เคหะฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายตลอดสาย หากเริ่มจากสถานีสยามไปจนถึงเคหะฯ ก็มีราคาปกติอยู่ที่ 59 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 42 นาที รถไฟฟ้า สายสีเขียวอ่อน สีลม รถไฟฟ้าสายแรกที่สร้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจากใจกลางเมืองข้ามไปฝั่งธนฯ โดยราคาจากสถานีสนามกีฬาไปจนถึงบางหว้าอยู่ที่ 59 บาท ใช้เวลาประมาณ 23 นาที รถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายแรกในบ้านเราครับ ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2547 จากเดิมเริ่มจากสถานีบางซื่อ-หัวลำโพง แต่ในปัจจุบันได้เปิดเพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 สาย คือ ช่วงหัวลำโพง-หลักสอง เปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ปีที่แล้ว และช่วงเตาปูน-ท่าพระ จะให้บริการอย่างเป็นทางการ วันที่ 30 มีนาคม 2563 นี้แล้ว เมื่อสายสีน้ำเงินเดินรถอย่างเต็มรูปแบบก็จะกลายเป็นวงแหวนล้อมรอบกรุงเทพ ผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นย่านที่อยู่อาศัย แหล่งออฟฟิศ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสายหลักที่น่าจับตามองทีเดียวครับ   ช่วงเตาปูน-หลักสอง จากเดิมเปิดให้บริการเตาปูน-หัวลำโพง แต่ปัจจุบันสามารถเดินทางกันยาวๆ ไปจนถึงสถานีหลักสอง โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนครับ โดยที่เตาปูนจะเป็นสถานีแบบยกระดับ ส่วนช่วงสถานีบางซื่อจะเป็นการเดินรถใต้ดินก่อนจะมายกระดับที่สถานีท่าพระ-หลักสอง ซึ่งอัตราค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่สถานีเตาปูน-หลักสอง ประมาณ 57 นาที ช่วงเตาปูน-ท่าพระ เป็นช่วงที่ใช้รถไฟฟ้าแบบยกระดับตลอดสาย โดยตอนนี้ยังเป็นช่วงทดลองวิ่ง ซึ่งเปิดให้บริการ 10.00-16.00 น. และจะให้บริการอย่างเป็นทางการ วันที่ 30 มีนาคม 2563 มีอัตราค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่สถานีเตาปูน-ท่าพระ ประมาณ 44 นาที รถไฟฟ้า สายสีม่วง MRT สายสีม่วง ถือว่าได้รับกระแสตอบรับดีทีเดียวสำหรับชาวนนทบุรี ซึ่งมักจะใช้เดินทางเข้าไปทำงานในเมืองโดยเปลี่ยนขบวนเป็นสายสีน้ำเงินที่สถานีเตาปูน เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกวันที่ 6 สิงหาคม 2559 เป็นช่วงเตาปูน-บางใหญ่ โดยมีราคาสูงสุดที่ 42 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 28 นาที ส่วนสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2569 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ รถไฟฟ้าที่เป็นหัวใจหลักของผู้ที่ต้องการเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงผู้ที่พักอาศัยอยู่ในโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ เข้าเมืองที่สถานีพญาไท ในราคาสูงสุด 45 บาท ใช้เวลาเดินทางทั้งสายประมาณ 26 นาที ที่สำคัญเลยคือ ในอนาคตสายนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งหากเปิดให้บริการอย่างสมบูรณ์เมื่อไร เราจะสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ-มาบตาพุด ได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น   Infographic เรื่องอื่นๆ ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน บ้านกับรถ ซื้ออะไรก่อนดี ? เคล็ดลับผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ดอกเบี้ยลด หมดหนี้ไว
9 ทริค จัดบ้านให้ร่ำรวยตลอดปี เรียกทรัพย์ รับโชค

9 ทริค จัดบ้านให้ร่ำรวยตลอดปี เรียกทรัพย์ รับโชค

ต้อนรับปี 2020 กันด้วย Infographic ที่จะช่วยให้บ้านของคุณเรียกทรัพย์ รับโชค กันตลอดทั้งปี แล้วอย่างนี้ใครล่ะจะไม่อยากมีเงินมีทองเข้าบ้าน เกิดความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเรามีวิธีจัดแบบไม่ยาก แค่ขยับนิดตกแต่งอีกหน่อยก็เป็นอันถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ถ้าไม่เริ่มจัดบ้านตอนนี้ รอจะไปทำตอนปลายปีก็เสียดายแย่เลยนะครับ      หน้าบ้านเปิดโล่งรับทรัพย์ หลายบ้านมักจะวางรองเท้าเอาไว้ตรงลานหน้าบ้าน เพื่อความสะดวกเวลาจะหยิบใส่ แต่ทว่าในทางฮวงจุ้ย หน้าบ้านเปรียบเสมือนโต๊ะที่วางกับข้าว ส่วนประตูก็เป็นเหมือนกับปากที่รอรับอาหาร หากวางรองเท้าหรือสิ่งของเอาไว้ก็เท่ากับมีสิ่งกีดขวางโชคลาภ ทำให้เข้าบ้านได้ไม่เต็มที่ ทางที่ดีควรจะมีตู้เก็บให้มิดชิด ไม่ให้กีดขวางด้านหน้า และที่สำคัญไม่ควรอยู่เหนือลม เพราะลมจะพากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เข้ามาในบ้าน ซึ่งถือเป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดี เปิดประตู-หน้าต่าง เรียกเงินทอง ยามเช้าคือช่วงเวลาอันเหมาะสมในการเปิดรับอากาศบริสุทธิ์ ถือเป็นการสะสมพลังงานดีๆ เรียกเงินทองเข้าบ้าน แต่ถ้าบ้านไหนที่ไม่มีเวลา ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า ก็แนะนำให้ก่อนเปิดแอร์ตอนกลางคืนให้เปิดประตู-หน้าต่าง ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เพื่อระบายความชื้นในห้องออกไปก่อน แล้วรับออกซิเจนใหม่เข้ามาเพิ่มความสดชื่น ปลอดโปร่งให้ห้องของเรา เพิ่มแสงสว่าง เสริมโชค แสงสว่าง คือ พลังหยาง เป็นพลังมงคล เสริมความโชคดีเรื่องการค้าและสุขภาพ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับพลังหยิน จึงต้องมีความสมดุลกันอย่างพอดีๆ ในแง่ของแสงสว่างภายในบ้านก็ต้องมีปริมาณที่เพียงพอด้วยเช่นกัน  ยกตัวอย่าง มุมอ่านหนังสือหรือแต่งหน้าควรใช้ไฟขาวจะได้ไม่หลอกตา และไม่เสียสายตา มุมพักผ่อนหย่อนใจ ควรใช้ไฟวอร์มไลท์ เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียดมากเกินไป ห้องครัวต้องมีไฟสว่างมากพอ รวมถึงตามทางเดินจะต้องมีแสงสว่างเพียงพอด้วย จัดบ้าน เปลี่ยนมุมเฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ที่ทุกคนบ้านใช้ร่วมกัน เช่น โซฟา โต๊ะทานอาหาร ควรจะล้อมวงหันเข้าหากัน ให้เหลือพื้นที่โดยรอบเอาไว้ ไม่ควรวางด้านใดด้านหนึ่งชิดผนัง เพราะจะเป็นการเพิ่มระยะห่างและทำให้สมาชิกแต่ละคนอยู่ในมุมของตัวเอง และควรปูพรมก่อนวางเฟอร์นิเจอร์ หากพื้นที่ไม่พอ อาจจะให้แค่บางส่วนอยู่บนพรม ไม่ต้องอยู่บนพรมทั้งหมดก็ได้ ใช้สีจัดบ้าน ส่งเสริมดวง เรื่องของการใช้สีได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ง่าย ไม่ว่าจะกับเสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ หรือแม้แต่การตกแต่งบ้านก็ยังสามารถนำเอาสีที่ช่วยส่งเสริมด้านต่างๆ อย่างของประดับตกแต่ง สีผนัง สีเฟอร์นิเจอร์เช่น ใช้สีเหลือง สีทอง สีเบจ เสริมด้านการเรียน การศึกษา สีน้ำตาลอมเทา สีหม่น เสริมด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว สีแดงและสีชมพู เสริมความรัก มีคนสนับสนุน สีเขียวและสีม่วง เสริมด้านการงาน การเงิน สุขภาพแข็งแรง สีฟ้าและสีม่วง เสริมร่ำรวย เป็นต้น ทั้งนี้ก็ต้องดูเรื่องของทิศ เรื่องวันเกิดของแต่ละคนเพิ่มเติมด้วย เลือกของตกแต่งบ้านตามธาตุ ในวิชาโหราศาสตร์จีนและฮวงจุ้ยเชิงวิชาการจะมองทุกสิ่งรอบตัว ทิศทางเป็นธาตุ รวมถึงตัวบุคคลเองด้วย  จึงควรทำระบบธาตุในบ้านให้เกิดความสอดคล้องกัน เพื่อความสมดุลของพลังงานทุกๆ ส่วนในบ้าน เพราะจะช่วยส่งเสริมทุกด้านดีๆ ในชีวิตเราได้ โดยมีวิธีการดูอย่างง่าย ดังนี้   ทิศเหนือ : เป็นทิศธาตุน้ำ ควรตกแต่งด้วยน้ำพุหรือวัตถุทรงโค้ง ทรงกลม วาว รูปคลื่น หรือใช้สีฟ้า น้ำเงิน เทา ดำ ขาว เงิน ทอง และห้ามใช้สี เหลือง ส้ม ครีม น้ำตาล โอรส ตกแต่งบ้านเด็ดขาด ทิศใต้ : เป็นทิศธาตุไฟ ควรประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ต้นไม้ หรือวัตถุทรงสูง ทรงกระบอก ทรงปิระมิด หรือใช้สีแดง ชมพู เขียว และห้ามใช้สี ฟ้า น้ำเงิน เทา ดำ ตกแต่งบ้านเด็ดขาด ทิศตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ : เป็นทิศธาตุไม้ ควรตกแต่งด้วยต้นไม้ น้ำพุ หรือวัตถุทรงสูง รูปทรงคลื่น หรือใช้สีเขียว ฟ้า น้ำเงิน เทา ดำ และห้ามใช้สีเงิน ทอง โลหะ ต่างๆ ตกแต่งบ้านในทิศนี้เด็ดขาด ทิศตะวันตก และตะวันตกเฉียงเหนือ : เป็นทิศธาตุทอง ควรตกแต่งด้วยโลหะ ทรงกลม แวววาว เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา หรือสีเงิน ทอง น้ำตาล ครีม เหลือง ส้ม โอรส ห้ามใช้สีแดง ชมพู ตกแต่งบ้านในทิศทางนี้โดยเด็ดขาด ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ : เป็นทิศธาตุดิน ควรตกแต่งด้วย เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา หรือสีเหลือง ส้ม ครีม น้ำตาล โอรส แดง ชมพู ห้ามใช้สีเขียว ตกแต่งบ้านในทิศทางนี้โดยเด็ดขาด เครื่องรางทางฮวงจุ้ย เรียกโชคลาภ เครื่องรางหลายชนิดในทางฮวงจุ้ย ไม่ใช่แค่ช่วยเสริมพลังบวกเท่านั้น แต่ยังมีความสวยงามสามารถนำมาประดับตกแต่งบ้านได้ด้วย ซึ่งก็มีอยู่หลากหลายชนิดที่ให้ความหมายแตกต่างกันไป เช่น เรือสำเภาจีน, เหรียญจีนโบราณมหาจักรพรรดิ, รูปปั้นสิงโต, รูปปั้นเต่า, รูปม้า, ลูกแก้วคริสตัล, โคมไฟแดง, ปลาทอง, ปลามังกร, ปลาคาร์พ เป็นต้น น้ำพุ เพื่อความรุ่งเรือง น้ำพุถือเป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์พูนสุข ในหลักของฮวงจุ้ย ซึ่งควรจะดูลักษณะของน้ำพุหรือน้ำตก รวมถึงตำแหน่งการวางให้ดีครับ โดยมีหลักการดูง่ายๆ ดังนี้   ลักษณะของน้ำพุหรือน้ำตก เป็นรูปทรงกลมจะเหมาะสมที่สุด ไม่ตื้นจนเกินไป ขนาดโดยรวมเอาให้สัมพันธ์กับตัวบ้าน ไม่จำเป็นต้องใหญ่ไว้ก่อน   การไหลของน้ำ ก่อนน้ำจะไหลลงสู่บ่อควรมีความคดเคี้ยว ดีกว่าไหลลงมาตรงๆ ส่วนกระแสน้ำก็ควรจะให้พัดเข้ามาในตัวบ้าน ซึ่งควรจะไหลแรงอยู่เป็นประจำ ไม่ควรไหลเอื่อย และน้ำต้องสะอาดอยู่เสมอ   ทิศที่เหมาะสมต่อการวางน้ำพุ ได้แก่ ทิศเหนือ การงานที่มั่นคง ก้าวหน้า, ทิศตะวันออก เสริมสร้างรากฐานครอบครัวให้มั่นคง มีสุขภาพแข็งแรง, ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ความอุดมสมบูรณ์และมีเงินทองไหลมาเทมา   แต่ก็มีข้อควรระวังอย่างยิ่งเลยครับ เพราะหากวางน้ำพุเอาไว้ผิดที่ผิดทางแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นว่าคนในครอบครัวของเราอาจพบเจอกับปัญหาอุปสรรค เกิดความแตกแยก ไม่เจริญก้าวหน้าไปเลยก็ได้หากวางในที่ดังต่อไปนี้ อาทิ ทิศใต้ของบ้าน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน ใต้บันได้ ด้านขวามือของบ้าน (เมื่อหันหน้าออกหน้าบ้าน) เก็บกวาด จัดบ้าน เปิดรับโชค สุดท้ายไม่ใช่แค่เรื่องของการตกแต่งบ้านเท่านั้นนะครับ แต่เรื่องของความสะอาดก็สำคัญมากเช่นกันในทางฮวงจุ้ย เพราะเชื่อว่าจะช่วยปัดสิ่งอัปมงคลทิ้งไป โชคดีไหลเข้ามาได้อย่างเต็มที่ เว้นก็เพียงช่วงตรุษจีนที่ห้ามจับไม้กวาด เพราะจะกวดเงินทองออกจากบ้านไป ในช่วงตรุษจีนจึงควรทำความสะอาดบ้านล่วงหน้าสัก 4-5 วัน   เคล็ดลับจัดบ้านอีกหลากหลายรูปแบบให้ยิ่งเฮงๆ  ฮวงจุ้ยตำแหน่งเตียงนอน เสริมรักรุ่ง เงินพุ่ง ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก จัดหิ้งพระในบ้าน ให้เป็นสิริมงคลกับเจ้าของ 9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง
10 ของแต่งบ้าน เสริมโชค รับปีหนู

10 ของแต่งบ้าน เสริมโชค รับปีหนู

ใกล้เข้าสู่ปีใหม่ 2563 ทุกที บางสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นก็อยากจะทิ้งไปกับปีเก่า แล้วต้อนรับสิ่งดีๆ เข้ามาพร้อมกับปีใหม่นี้ เริ่มต้นง่ายๆ จากการหาของตกแต่งบ้านเสียใหม่ เพื่อเสริมสิริมงคลตามความเชื่อฮวงจุ้ย เพื่อความร่ำรวย เสริมโชค เพิ่มพูนความสุขให้กับสมาชิกในครอบครัวไปพร้อมๆ กับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง โมบายกระดิ่ง โมบายกระดิ่งมักเกิดเสียงไพเราะยามต้องลม ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตามหลักฮวงจุ้ยจะช่วยขจัดพลังงานด้านลบให้ออกไป แถมยังช่วยเรียกเงินทองเข้าบ้าน เพียงแค่นำไปแขวนไว้หน้าบ้าน โดยมีเคล็ดลับในการเลือกโมบายกระดิ่งให้มีจำนวน 6 หรือ 8 แท่ง จะยิ่งช่วยเสริมด้านเงินทองได้ดียิ่งขึ้น เทียนหอม นอกจากจะช่วยสร้างกลิ่นหอม ไล่กลิ่นอับไม่พึงประสงค์แล้ว ตามหลักฮวงจุ้ยยังถือเป็นพลังชีวิตจากพืช เพิ่มพลังบวกมีแต่สิ่งดีเกิดขึ้นกับบ้านเรา พัด หลายครั้งที่เราเห็น “พัด” เข้ามามีบทบาทในภาพยนตร์จีนหลายต่อหลายเรื่อง เพราะมีความสำคัญมาตั้งแต่ในอดีตกาล โดยเราสามารถนำมาประดับตกแต่งห้องรับแขก จะช่วยพัดข่าวดีเข้าบ้านเสมอ นำพามิตรสหายที่ดีเข้ามาสู่ชีวิต และยังช่วยให้คู่รักร่มเย็นเป็นสุข กระจกเงา ตามความเชื่อแล้ว กระจกเงาจะช่วยสะท้อนพลังงานให้ไหลเวียนในบ้านได้ดีขึ้น เสริมโชคลาภและความร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นกระจกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือทรงกลม โดยจะต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ไม่บิ่น หรือแตกร้าว และติดตั้งให้ถูกทิศทาง เช่น ติดกระจกตรงข้ามบริเวณที่มีทิวทัศน์สวยงาม, ติดในห้องรับประทานอาหาร เป็นต้น เรือสำเภา ในอดีตเรือสำเภามีความสำคัญอย่างมากสำหรับการขนส่งสินค้ารวมถึงการทูตกับเมืองต่างๆ เรือสำเภาจึงกลายเป็นตัวแทนของความเชื่อทางฮวงจุ้ยว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความสำเร็จ และการสมความปรารถนา รูปปั้นช้าง “ช้าง” ถือเป็นหนึ่งในสัตว์มงคลมาช้านาน แม้จะมีรูปร่างใหญ่โต แต่กลับอ่อนโยนและเป็นมิตร ตามหลักฮวงจุ้ยจะเปรียบเหมือนกับภูเขาสูง จึงเชื่อกันว่าจะช่วยปัดเป่าภัยอันตรายทั้งปวงไม่ให้เข้าบ้าน และยังช่วยให้เกิดความมั่นคง จึงแนะนำให้นำรูปปั้นช้างวางไว้บนโต๊ะทำงาน ด้านหลังเป็นผนังทึบ นกยูง สัญลักษณ์แห่งความมีชื่อเสียงเกียรติยศ อำนาจ ความสำเร็จ รวมถึงช่วยเสริมด้านความรัก และการเงิน ฉะนั้นหากมีภาพนกยูงตกแต่งห้องเอาไว้ก็จะดีไม่น้อย โดยเฉพาะภาพนกยูงรำแพนหางที่จะมีลายเสมือนดวงตาพันดวง จะช่วยปกป้องจากโชคร้ายและอันตรายรอบตัวได้อีกด้วย ต้นไม้มงคล นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศให้สดชื่น “ต้นไม้” ยังสามารถมอบเป็นของขวัญปีใหม่ที่ให้ความหมายอันเป็นมงคล โดยเฉพาะด้านโชคลาภได้ด้วยนะครับ ซึ่งก็มีอยู่มากมายหลายหลากพันธุ์ อาทิ พลูด่าง ไผ่กวนอิม ต้นวาสนา ต้นนางกวัก ต้นกวนอิม มะยม กล้วยไม้ จำปา โป๊ยเซียน เป็นต้น โดยแนะนำว่าให้ปลูกต้นไม้มงคลเหล่านี้เอาไว้ทางทิศเหนือของบ้าน เลี้ยงปลามงคล คำว่าปลาในภาษาจีนอ่านว่า “หยู” ซึ่งพ้องเสียงกับคำที่แปลว่าอุดมสมบูรณ์ ทำให้เชื่อกันว่าการเลี้ยงปลาจะช่วยเสริมด้านการเงินให้ร่ำรวย มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะการเลี้ยง “ปลาคาร์ฟ” โดยภาษาจีนออกเสียงว่า “หยูหลี่” พ้องเสียงกับคำที่แปลว่ามั่งคั่ง น้ำตกหรือน้ำพุ “น้ำ” คือตัวแทนของเงินทองในทางฮวงจุ้ย การที่มีน้ำไหลเวียนอยู่เสมอจึงหมายถึงการดึงดูดโชคลาภ และเสริมสิริมงคล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะแนะนำให้วางหน้าประตูบ้าน   เสริมดวงตามฮวงจุ้ยด้านอื่นๆ ฮวงจุ้ยตำแหน่งเตียงนอน เสริมรักรุ่ง เงินพุ่ง 9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก
3 ข้อต้องคิดก่อนรีไฟแนนซ์

3 ข้อต้องคิดก่อนรีไฟแนนซ์

ผ่อนบ้านเหลือกันอีกกี่ปีครับ? แล้วที่ผ่านมาเสียดอกเบี้ยไปเท่าไรกันแล้ว? เป็นเรื่องที่คนผ่อนบ้านต้องคิดหนักกันแน่นอน ซึ่งทางออกสำหรับใครหลายคนคือการยื่นรีไฟแนนซ์ เพื่อลดภาระเหล่านี้ลง   การรีไฟแนนซ์ คือ การกู้เงินก้อนใหม่ไปชำระหนี้ยอดเดิมที่มีอยู่ ทำให้การผ่อนต่อเดือนน้อยลง โดยขยายระยะเวลากู้ออกไป แต่สาเหตุของการยื่นรีไฟแนนซ์ นั่นคือขอลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงตามโปรโมชั่นที่มีอยู่ของสถาบันการเงิน นอกจากนี้ สถาบันการเงินบางแห่งยังยื่นข้อเสนอเพิ่มเงินกู้ให้อีก หากมูลค่าบ้านในการประเมินครั้งใหม่สูงกว่ายอดหนี้เดิมที่มี แต่ก่อนจะตัดสินใจวางแผนรีไฟแนนซ์ ก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ ดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ ก่อนจะดำเนินการเรื่องรีไฟแนนซ์ ต้องตระหนักก่อนครับว่าเราจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ค่าใช้จ่ายให้กับสถาบันการเงินเดิม  ซึ่งจะเป็นค่าปรับกรณีไถ่ถอนหลักประกันก่อนกำหนด โดยทั่วไปมักกำหนดระยะเวลาห้ามไถ่ถอนไม่เกิน 3 ปีนับจากวันเริ่มกู้ และมักมีค่าปรับประมาณ 2-3% ของยอดหนี้ ฉะนั้นให้ระมัดระวังเรื่องของระยะเวลาสัญญาให้ดีนะครับ หากจะทำการรีไฟแนนซ์ก็ลองยื่นเรื่องก่อนครบกำหนดสัญญาสัก 2-3 เดือน เพื่อย้ายสถาบันการเงินตามกำหนดเวลาได้พอดี   ค่าใช้จ่ายให้กับสถาบันการเงินใหม่ ได้แก่ ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน ค่าธรรมเนียมการใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fix Rate) เบี้ยประกันอัคคีภัย แต่หากกรมธรรม์เดิมยังมีความคุ้มครองก็สามารถแจ้งโอนผลประโยชน์จากที่เดิม เพื่อยกผลประโยชน์ให้สถาบันการเงินแห่งใหม่ได้ ค่าใช้จ่ายกรมที่ดิน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% และค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ ผลประโยชน์ที่ได้เพิ่ม แม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมที่จะยื่นรีไฟแนนซ์ เพราะหากมองในระยะยาวแล้วสามารถประหยัดทั้งเงินและเวลาได้มากกว่า เช่น หากมียอดหนี้ที่ต้องการโอน 1 ล้านบาท ปัจจุบันเสียอัตราดอกเบี้ยที่ 7.13% ต่อปี ขณะที่สถาบันการเงินแห่งใหม่เสนออัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี เท่ากับ 3.45% ต่อปี คิดเป็นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.68% ต่อปี หรือสามารถประหยัดดอกเบี้ยในช่วง 3 ปี ได้ถึง 108,253 บาท (คิดแบบลดต้นลดดอกเบี้ย) เงื่อนไขอื่นๆ  นอกจากเรื่องของค่าใช้จ่าย และประโยชน์ที่เราจะได้รับหลังยื่นรีไฟแนนซ์แล้ว ก็จะมีเงื่อนไขอื่นตามมาอีก อาทิ หากมีแผนที่จะขายบ้านในช่วง 3 ปีหลังรีไฟแนนซ์ อาจมีค่าปรับในการปิดบัญชีก่อนกำหนดเพิ่มอีก 2-3% ของวงเงินกู้ พิจารณายอดหนี้และระยะเวลาการผ่อนชำระที่เหลือ เช่น หากยอดหนี้คงเหลือไม่มากนัก ระยะเวลาการผ่อนเหลืออีกแค่ 1-2 ปี หรืออาจมีเงินโบนัสมาปิดหนี้ก่อนกำหนด การรีไฟแนนซ์อาจเป็นทางเลือกที่ได้ไม่คุ้มเสีย พิจารณาเงื่อนไขอื่น เช่น สถาบันการเงินบางแห่งมีเงื่อนไขให้ผ่อนค่างวดได้ไม่เกิน 2 เท่าของยอดผ่อนปกติ หรือมีค่าปรับกรณีชำระหนี้ก่อนกำหนด เท่ากับว่าหากมีเงินสดก็ไม่สามารถลดยอดหนี้ได้ในระยะเวลาที่ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่   อย่างไรก็ตามแนะนำว่าให้ศึกษาสัญญาของสถาบันการเงินทั้งที่เดิม และที่จะยื่นรีไฟแนนซ์เปรียบเทียบกันให้ละเอียดรอบคอบ เพราะการรีไฟแนนซ์ที่ดีควรดูช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมด้วยจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด  รายละเอียดการรีไฟแนนซ์ ของธนาคารต่างๆ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารยูโอบี ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  ธนาคารออมสิน    
โปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เลือกอย่างไรให้คุ้ม

โปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เลือกอย่างไรให้คุ้ม

ปลายปีอย่างนี้ ถือเป็นช่วงนาทีทองของแทบทุกสินค้าไม่เว้นแม้แต่บ้านและคอนโดกระหน่ำอัดโปรโมชั่น โดยเฉพาะโครงการพร้อมอยู่ทั้งหลายที่ยังคงค้างสต็อก ซึ่งแต่ละโปรโมชั่นที่ออกมาก็ชวนให้เราเคลิ้มตาม แต่แคมเปญแบบไหนที่จะตรงตามความต้องการของเรามากที่สุด ที่สำคัญต้องคุ้มค่ากับเงินก้อนโตนี้ มาดูกันครับว่าในตลาดปัจจุบันมีโปรโมชั่นไหนออกมาบ้าง มีข้อสังเกตอะไรที่ต้องดูกันดีๆ Pre Sale ราคาพิเศษ โปรโมชั่นลดราคาพิเศษ เข้าใจง่ายๆ ตรงตัวเลยครับ ส่วนใหญ่การลดราคาพิเศษลักษณะนี้จะมาในวัน Pre Sale นั่นคือวันเปิดให้จองเป็นครั้งแรก ซึ่งภายในงานก็จะมียูนิตราคาพิเศษ อาจจะมีของแถมเป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปรุ่นล่าสุด เมื่อทำตามเงื่อนไข เช่น จอง+ทำสัญญา ภายในวันนั้น แต่สำหรับบางโครงการแล้ว ยูนิตราคาพิเศษที่โฆษณาเอาไว้อาจจะมีเพียงไม่กี่ยูนิต และเป็นยูนิตในตำแหน่งที่ไม่ได้ดีนัก ส่วนใหญ่จะใช้การจับฉลากห้องราคาพิเศษ ก็ต้องไปลุ้นเอาหน้างานอีกทีครับ ผ่อน 0% โปรโมชั่นผ่อน 0% ที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปเกือบทุกสินค้าก็ว่าได้ โดยการผ่อน 0% นั้นคือการผ่อนแบบไม่มีดอกเบี้ยนั่นเอง แต่ละงวดเราก็จะจ่ายแค่เงินต้นเท่านั้น แต่สำหรับโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด ต้องดูเงื่อนไขว่าการผ่อนแบบนี้มีกำหนดระยะเวลานานเท่าไร เช่น ผ่อน 0% 6 เดือน หรือ 1 ปี ซึ่งดอกเบี้ยส่วนนี้โครงการจะเป็นคนจ่ายแทนเรา ฉะนั้นลองคำนวณดูว่าดอกเบี้ยที่ทางโครงการจ่ายแทนเราเป็นเงินเท่าไร ก็จะเท่ากับประหยัดค่าใช้จ่ายได้เท่านั้น ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน เมื่อเราวางเงินจอง ทำสัญญาไปแล้วเรียบร้อย ก็รอให้ถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ที่เราจะได้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยนั้นจริงๆ ซึ่งวันโอนนั้นไม่ใช่แค่เซ็นเอกสารเท่านั้น แต่จะมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยมากมาย เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน, ค่าอากรแสตมป์, ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย, ค่าประกันมิเตอร์น้ำ-มิเตอร์ไฟฟ้า, ค่าจดจำนอง, ค่าส่วนกลางล่วงหน้า, ค่ากองทุน เป็นต้น ซึ่งรวมแล้วก็หลายหมื่นบาทไปจนถึงหลักแสนบาท แต่สำหรับโปรโมชั่นฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนก็หมายความว่า ค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ก้อนนี้เราก็ไม่ต้องจ่ายเลยครับ อยู่ฟรี ถ้าเห็นโปรโมชั่นนี้ผ่านๆ ก็น่าสนใจทีเดียวใช่ไหมล่ะครับ เข้าอยู่แบบฟรีๆ โดยที่ไม่ต้องผ่อน กี่ปีก็แล้วแต่โปรโมชั่น แต่ในความเป็นจริงคือ เราก็กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกับทางธนาคารปกติ จ่ายค่าจอง, ทำสัญญา, วันโอนกรรมสิทธิ์ตามปกติ แต่เมื่อถึงเวลาต้องผ่อน เราสามารถเลือกที่จะไม่ผ่อนตามระยะเวลาโปรโมชั่น 1-3 ปี ได้ ซึ่งช่วงเวลานี้จะมีดอกเบี้ย 0% แต่พอหลังหมดโปรโมชั่นเมื่อไร ดอกเบี้ยในปีที่ต้องเริ่มผ่อนก็จะพุ่งขึ้นมากกว่าปกติ ฉะนั้นแนะนำว่าให้ผ่อนตามปกติตั้งแต่งวดแรกเลยจะดีกว่าครับ เพราะดอกเบี้ย 0% ถือเป็นช่วงกอบโกยได้ดีทีเดียว การันตีผลตอบแทน เป็นโปรโมชั่นคอนโด ที่เหมาะสำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะครับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเช่าการรันตี Rental Yield หรือ Capital Gain ในอนาคต นักลงทุนมือใหม่ควรจะพิจารณาโปรโมชั่นนี้ให้ดีครับว่าทางโครงการการันตีในอัตราเท่าไร กี่ปี มีการจ่ายอย่างไร อย่าลืมนึกถึงปล่อยเช่าเองหลังหมดการันตีแล้ว ด้วยการมองอนาคตต่อไปสัก 5 ปี ทั้งในแง่ของทำเลที่ตั้ง สเปคห้อง ดีมานท์บริเวณนั้น เปรียบเทียบกับคู่แข่งโครงการอื่นในย่านเดียวกัน   โปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เหล่านี้เราสามารถเห็นได้บ่อยจากหลาย Developer แถมออกมากันทุกปี ยิ่งช่วงปลายปีและช่วงเศรษฐกิจซบเซาเช่นนี้ก็ยิ่งเร่งอัดโปรโมชั่นให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกเยอะขึ้น ก็ลองพิจารณากันดูดีๆ นะครับ ว่าอะไรที่เหมาะกับเรา จะได้ประหยัดเงินในกระเป๋าเราได้จริงๆ โปรโมชั่นบ้านและคอนโดในช่วงเดือนธันวาคม 2562 พฤกษา SC Asset Sansiri AP Ananda Origin  
กู้ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร

กู้ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร

ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ แถมตัวเลขหนี้ครัวเรือนก็สูง ทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อยากขึ้นตามไปด้วย หลายคนจึงประสบปัญหา "กู้ไม่ผ่าน" ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายธนาคารก็มักไม่บอกสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดปัญหาที่จุดไหนกันแน่ถึงกู้ไม่ผ่าน แต่สำหรับ Infographic นี้เราจะมาบอกกันครับว่า เหตุผลที่กู้ไม่ผ่านเกิดมาจากอะไร เพื่อให้ได้เตรียมตัวก่อนยื่นขอสินเชื่อ เคยมีประวัติค้างชำระหนี้ ทุกสถาบันการเงินจะมีความเข้มงวดมากในการตรวจสอบประวัติทางการเงินผ่านเครดิตบูโร ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายอะไรก็แล้วแต่ เช่น ผ่อนรถ บัตรเครดิต ฯลฯ หากเคยมีประวัติชำระล่าช้า ค้างชำระ หรือมีหนี้สินเกิน 5 บัญชีขึ้นไป จุดนี้เป็นสาเหตุทำให้ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหนี้เสีย หรือที่เรียกกันว่า NPL ขึ้นในอนาคต ความสามารถในการชำระหนี้ จากข้อที่แล้ว หากเราสามารถจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเราได้เป็นอย่างดี ตรงเวลา สม่ำเสมอ แต่บางครั้งก็ยังกู้ไม่ผ่าน สาเหตุอาจจะมาจากการที่เรามีภาระค่าใช้จ่ายมากเกินกว่า 40% ของรายได้ในแต่ละเดือน ก็มีโอกาสสูงมากที่ธนาคารจะปฏิเสธสินเชื่อด้วยเช่นกัน  มีชื่อเป็นคนค้ำประกันหรือกู้ร่วมอยู่ ลองสำรวจดูครับว่า เราเคยไปเซ็นค้ำประกันให้ใครไว้หรือมีชื่อเป็นผู้กู้ร่วมกับใครหรือไม่ แล้วตรวจสอบให้ดีว่าผู้ที่เราเซ็นให้หรือใช้ชื่อเราไปกู้ร่วมด้วยมีประวัติการผ่อนชำระที่ดีหรือไม่ เพราะหากคนกู้มีประวัติการชำระไม่ดี หรือเกิดเบี้ยวหนี้ขึ้นมา ประวัติทางการเงินของเราจะพลอยเสียไปด้วย ทำให้กู้ไม่ผ่านได้  ไม่มีเงินเก็บ เรื่องการเดินบัญชีของเราในทุกๆ เดือน ธนาคารก็จะตรวจสอบเช่นกันครับ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินหมุนเข้าทุกเดือนเป็นประจำก็จะได้เปรียบหน่อย แต่ธนาคารก็จะพิจารณาอีกว่าเราพอมีเงินก็บสักก้อนที่เป็นเงินเย็นสำรองไว้บ้างหรือไม่ ซึ่งถ้าเราใช้จนหมดทุกเดือนก็เสี่ยงที่จะกู้ไม่ผ่านด้วยเช่นกัน สำหรับคนที่ไม่ได้มีเงินเดือนประจำ ก็แนะนำว่าพยายามเอาเงินเข้า-ออก ผ่านบัญชีอยู่เป็นประจำ ให้การเดินบัญชีไม่นิ่งจนเกินไป และธนาคารสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น   ทั้งนี้หากธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ เราสามารถยื่นเรื่องขอเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรได้ครับ จะได้ทราบจุดบกพร่องแล้วนำไปแก้ไขแล้วยื่นกู้ใหม่อีกครั้ง ขั้นต่ำคือหลังจาก 6 เดือนหลังจากยื่นกู้ไม่ผ่าน แต่พอเห็นสาเหตุอย่างนี้แล้ว เราก็สามารถเตรียมตัวให้ดีก่อนยื่นกู้สินเชื่อ ซึ่งเราจะนำ Infographic มาฝากกันต่อในโอกาสถัดไปครับ    
ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน

ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน

ช่วงปลายปีไปจนถึงต้นปีหน้า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องมานั่งคำนวณภาษี รวมถึงรายการลดย่อนภาษีที่จะมาเป็นตัวช่วยให้เราประหยัดเงินในกระเป๋าได้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งแต่ละปีจะมีบางข้อแตกต่างกัน เพราะภาครัฐนั้นได้ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่หลายอย่าง แล้วในฐานะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราจะต้องทราบอะไรบ้างก่อนจะยื่นภาษีปี 2563 ลองไปศึกษาพร้อมๆ กันเลยครับ รายได้เท่าไรจึงจะเสียภาษี? ก่อนอื่นเราต้องคำนวณรายได้ของเราทั้งปี 2562 หากใครมีรายได้รวมแล้วไม่เกิน 150,000 บาท ก็จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่หากใครที่รายได้เกินกว่านี้หลังจากหักค่าลดย่อนภาษีแล้วก็จะถูกเก็บภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้ รายได้ 150,001-300,000 บาท อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 5% รายได้ 300,001-500,000 บาท อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% รายได้ 500,001-750,000 บาท อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 15% รายได้ 750,001-1,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 20% รายได้ 1,00,001-2,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 25% รายได้ 2,00,001-5,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 30% รายได้ 5,000,001 บาท ขึ้นไป อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 35% หรือมองง่ายๆ แบบนี้ครับ กรณีเงินเดือนไม่เกิน 26,583 บาท ต้องยื่นภาษี แต่จะยังไม่เสียภาษี กรณีเงินเดือนเกิน 26,583 บาท ต้องยื่นภาษี และเริ่มเสียภาษี   รายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่น ภ.ง.ด.94 รายการลดหย่อนภาษี อย่างที่บอกไปในหัวข้อที่แล้วครับ ว่านอกจากเราต้องคำนวณรายได้ทั้งหมดของเราแล้ว อย่าลืม! เอารายการที่เรามีสิทธิลดหย่อนต่อไปนี้มาหักออกจากรายได้ทั้งปีของเราด้วย จึงจะได้รายได้สุทธิของเราที่จะนำมาเทียบกับเกณฑ์เสียภาษีแบบขั้นบันไดอย่างในตารางด้านบน บุคคลธรรมดา หรือผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท คู่สมรส กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ หรือมีรายได้แต่ไม่ได้แยกยื่นแบบสามารถลดหย่อนได้ 60,000 บาท คู่สมรส กรณีต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ สามารถหักลดหย่อนรวมกันได้ ไม่เกิน 120,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตร บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรมหักค่าลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนบุตร แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข* ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกินปีละ 60,000 บาท   *รายละเอียด และเงื่อนไขเกี่ยวกับการลดหย่อนกรณีมีบุตร ค่าฝากครรภ์ ค่าคลอดบุตร และบุตรคนที่ 2 ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กรณีนี้หักค่าลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 120,000 บาท โดยมีเงื่อนไข คือ บิดา-มารดาต้องมีรายได้ในปีภาษีที่จะขอลดหย่อนไม่เกิน 30,000 บาท บิดา-มารดา ของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ลูกสามารถใช้สิทธินี้เพียงคนเดียวเท่านั้น ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ หักค่าลดหย่อนได้ คนละ 60,000 บาท ค่าเบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป) ประกันชีวิตและบัญชีเงินฝากที่มีประกันชีวิตด้วย สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงในปีภาษี แต่ไม่เกิน 10,000 บาท เงินสมทบประกันสังคม ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF-LTF) ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ (ความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป) ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงในอัตรา 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดปีละ 13,200 บาท แต่เมื่อซื้อรวมกับ RMF, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนครู โรงเรียนเอกชน, เบี้ยประกันบำนาญ และเงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งต้องเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท เงินบริจาค เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา, เงินบริจาคให้สถานพยาบาลของรัฐ, เงินบริจาคสนับสนุนทางกีฬา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น เงินบริจาคสาธารณประโยชน์ ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น เงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากพายุปลาบึก ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น เงินบริจาคให้พรรคการเมือง ลดหย่อนภาษีได้ตามที่บริจาคจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 10,000 บาท รายการลดหย่อนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ การลงทุนธุรกิจ Startup ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งระหว่าง 1 ต.ค. 2558 - 31 ธ.ค. 2562 และขึ้นทะเบียน Startup กับ สวทช. แล้ว โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท มียอดขายไม่เกิน 30 ล้านบาท ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท กรณีซื้อบ้านหลังแรก ปี 2558 สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ 5 ปีต่อเนื่องกัน ซึ่งต้องไม่เกิน 20% ของราคาอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องเป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หลังแรกในราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท และโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงวันที่ 13 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2559 ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อปี 2558 กรณีซื้อบ้านหรือคอนโดหลังแรก ซึ่งต้องโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างวันที่ 30 เมษายน-31 ธันวาคม 2562 ในราคาไม่เกิน 5,000,000 บาท และต้องถือครองกรรมสิทธิ์อย่างน้อย 5 ปี สามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท ค่าซ่อมแซมบ้าน-รถที่ได้รับผลกระทบจากพายุปาบึก ผู้ประสบภัยจากพายุปาบึก ในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 มกราคม 2562 และมีการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซม หรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ที่จ่าย ระหว่างวันที่ 3 มกราคม-31 มีนาคม 2562 ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับบ้าน และ ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับรถ ค่าซ่อมแซมบ้าน-รถที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 32 จังหวัด ผู้ประสบอุทกภัย 32 จังหวัดจากพายุโพดุล พายุคาจิกิ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ แล้วมีการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซม หรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ที่จ่าย ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-30 พฤศจิกายน 2562 ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับบ้าน และ ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับรถ ช้อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยต้องเก็บใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปไว้เป็นหลักฐาน มีสินค้าสามารถลดหย่อนได้ดังต่อไปนี้ สินค้าเกี่ยวกับการศึกษาและอุปกรณ์กีฬา ต้องซื้อสินค้าระว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2562 สินค้า OTOP ต้องซื้อสินค้าระว่างวันที่ 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562 เฉพาะร้านค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน หนังสือและ E-Book ได้ตลอดทั้งปี 2562 ท่องเที่ยวในประเทศไทย จากค่าที่พักที่ได้รับการรับรองจากกรมท่องเที่ยว ค่าบริการนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ระว่างวันที่ 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562 โดยต้องเก็บใบเสร็จ และใบกำกับภาษีไว้เป็นหลักฐาน ทั้งหมดรวมกันแล้วแล้ว ต้องไม่เกิน 20,000 บาท เที่ยวเมืองหลัก สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท เที่ยวเมืองรอง สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท   ใครที่มีหลักฐานในการลดหย่อนเหล่านี้ ก็อย่าลืมนำไปคำนวณกันให้ดีแล้วใช้สิทธิของตัวเองลดหย่อนภาษี แล้วเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นกันในช่วงต้นปีหน้ากันด้วยนะครับ   รายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมจากกรรมสรรพากร  
5 ข้อต้องรู้ก่อนจะเป็น “ผู้กู้ร่วม”

5 ข้อต้องรู้ก่อนจะเป็น “ผู้กู้ร่วม”

เวลาเราจะกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่เกิดกู้คนเดียวไม่ผ่านหรือรายได้ไม่พอ ทางออกที่นิยมใช้กันมากที่สุดนั่นคือการหา “ผู้กู้ร่วม” เพื่อเพิ่มความสามารถในการผ่อนชำระ แต่ก่อนจะหาผู้กู้ร่วมหรือถูกขอให้เป็นผู้กู้ร่วมก็ตาม จะมีข้อที่ควรพิจารณา 5 ข้อสำคัญที่ต้องตระหนักให้รอบคอบ ดังนี้ครับ คุณสมบัติของผู้กู้ร่วม ผู้กู้ร่วม จะต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน เช่น นามสกุลเดียวกัน เป็นสามี-ภรรยากัน เป็นต้น และมีเงื่อนไขอื่นๆ แล้วแต่ธนาคาร ภาระหนี้ผ่อนหารเฉลี่ย เมื่อไรก็ตามที่เราอยู่ในสถานะ “ผู้กู้ร่วม” เต็มตัว นั่นหมายความว่าเราจะเป็นลูกหนี้ที่มีภาระร่วมด้วยเช่นกันกับผู้กู้หลัก แม้ว่าในความเป็นจริง เราจะเป็นผู้ช่วยผ่อนชำระด้วยหรือไม่ก็ตาม และแน่นอนว่าในอนาคต หากผู้กู้ร่วมต้องการขอสินเชื่อครั้งใหม่ การกู้ร่วมตรงนี้ก็จะถูกนำไปพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ด้วย เช่น การกู้สินเชื่อครั้งนี้มีการผ่อนชำระเดือนละ 12,000 บาท เท่ากับว่าผู้กู้หลักกับผู้กู้ร่วมจะรับภาระคนละ 6,000 บาท ถ้าไปขอสินเชื่อครั้งใหม่ธนาคารจะมองว่าความสามารถในการผ่อนมีน้อยลง ประวัติผ่อนชำระเช่นเดียวกัน เมื่อเรากู้ร่วมไปแล้ว ประวัติการผ่อนชำระก็จะเป็นไปตามผู้กู้หลักตามไปด้วย ซึ่งหากมีการผ่อนชำระล่าช้า หรือไม่สามารถชำระหนี้ได้จนค้างชำระ ประวัติการผ่อนต่างๆ เหล่านี้ก็จะแสดงในเครดิตบูโรของผู้กู้ร่วมด้วย ส่งผลอย่างมากต่อการขอสินเชื่อครั้งใหม่ในอนาคต กรรมสิทธิ์ในหลักประกันร่วมกัน กรณีของการกู้ร่วมโดยทั่วไปทำได้ 2 แบบ คือ ใส่ชื่อคนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ กับ ใส่ชื่อผู้กู้ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่อย่าลืมว่าหากในอนาคตต้องการจะขายบ้าน ก็จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ทุกคนเสียก่อน สิทธิประโยชน์ด้านลดหย่อนภาษี ดอกเบี้ยบ้านจากการกู้ร่วมสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี สำหรับกรณีของการกู้ร่วมให้หารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ เช่น ดอกเบี้ยบ้านทั้งปีอยู่ที่ 90,000 บาท จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คนละ 45,000 บาท แต่หากดอกเบี้ยเกิน 100,000 บาท จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้จะอยู่ที่ 100,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่าสามารถใช้สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านได้คนละ 50,000 บาท จะแบ่งเองว่าฝ่ายหนึ่งมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้   จะเห็นได้ว่าการที่จะเป็นผู้กู้ร่วมเต็มตัวนั้น ไม่ใช่แค่เซ็นเพื่อให้ยื่นกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่านหรือเพิ่มวงเงินเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงอนาคตด้วยครับ เพราะส่งผลต่อเครดิตบูโรของเราเต็มๆ ไม่ต่างจากเป็นผู้กู้หลักเลย ถ้าหาผู้กู้ร่วมได้แล้ว ก็อย่าลืมดูเนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกู้สินเชื่อต่อไปจาก Infographic อื่นๆ ของเราด้วยนะครับ   เคล็ด (ไม่) ลับ เลือกธนาคารกู้ซื้อบ้าน เคล็ดลับผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ดอกเบี้ยลด หมดหนี้ไว  
เคล็ดลับผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ดอกเบี้ยลด หมดหนี้ไว

เคล็ดลับผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ดอกเบี้ยลด หมดหนี้ไว

เวลาเรากู้ซื้อที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดก็ตาม ด้วยระยะเวลาผ่อนยาว 20-30 ปี ดูเหมือนจะเป็นการผ่อนแบบสบายๆ แต่อย่าลืมว่าต่อไปเราไม่ได้ผ่อนแค่เงินที่เรากู้มาจากธนาคารเท่านั้น เพราะที่ตามมาก็คือดอกเบี้ย เช่น กู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท เลือกผ่อนเป็น 20 ปี คิดเป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดประมาณ 2.5 ล้านบาท ฉะนั้นยิ่งผ่อนหมดเร็วมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งประหยัดดอกเบี้ยจากการผ่อนได้มากเท่านั้นครับ แล้วอย่างนี้ ใครล่ะจะไม่อยากหมดหนี้เร็วๆ   โปะเงินผ่อนบ้านเพิ่มทุกเดือน ก่อนเราจะตัดสินในใจซื้อบ้านหรือคอนโด สิ่งสำคัญคือต้องกู้ในระดับราคาที่ไม่เกินตัวจนเกินไปนัก เพราะไม่ใช่แค่ผ่อนต่อเดือนที่ทางธนาคารกำหนดมาให้ได้เท่านั้น แต่เราต้องสามารถจ่ายโปะเงินเพิ่มมากกว่าที่กำหนดได้ทุกเดือน เพื่อให้ระยะเวลาในการผ่อนของเราจบลงเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ไม่บานต่อตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น กู้มา 3 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ดอกเบี้ยทั้งหมด 2.5 ล้านบาท และต้องผ่อนเดือนละ 22,300 บาท แต่หากเราเพิ่มเงินผ่อนอีกเดือนละ 10% หรือคิดเป็นเป็นเงิน 2,230 บาท ทำแบบนี้ทุกเดือน ระยะเวลาผ่อนก็จะเหลือ 17 ปี ดอกเบี้ยทั้งหมดจะเหลือ 1.9. ล้านบาท และถ้ายิ่งโปะมากกว่านี้ก็จะยิ่งลดลงอีกครับ โปะด้วยเงินก้อน เป็นประจำทุกปีสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่บริษัทจะจ่ายโบนัสให้พนักงงานเป็นเงินก้อน บางแห่งก็ได้ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทกันเลยทีเดียวเชียว แนะนำว่าเมื่อเรามีเงินก้อนแล้วแบ่งมาโปะเพื่อให้ยอดหนี้ลดลง จากตัวอย่างเดิม กู้มา 3 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ดอกเบี้ยทั้งหมด 2.5 ล้านบาท เอาเงินโบนัสมาโปะบ้าน 1 แสนบาท โดยโปะเมื่อผ่อนบ้านไปแล้ว 1 ปี และโปะเพียงครั้งเดียว คิดเป็นดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดระยะเวลาที่เหลือเกือบ 3 แสนบาท และระยะเวลาผ่อนบ้านลดลงเกือบ 1.5 ปี ครบ 3 ปี รีไฟแนนซ์ โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราเริ่มกู้เงินกับธนาคาร ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่อยู่ประมาณ 3 ปี แต่หลังจากนั้นแล้วก็จะลอยตัวขึ้น เราจึงเลือกที่จะรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่ถ้าตลอดระยะเวลา 3 ปี จะสามารถเจราจาขอลดอัตราดอกเบี้ยลงได้กับทางธนาคารเดิม แต่ก่อนจะตัดสินใจก็ต้องเปรียบเทียบดูหลายๆ ธนาคาร ก่อนจะทำตามขั้นตอนเหมือนกับการยื่นกู้ครั้งแรก ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่ตามมาจากการรีไฟแนนซ์ ซึ่งได้แก่ ค่าธรรมเนียมในการจำนอง (จ่ายกรมที่ดิน) 1% ของวงเงินกู้ใหม่ ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ ค่าประเมินหลักประกัน 2,700 บาท (ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร)   และก่อนจะยื่นกู้สินเชื่อธนาคาร หรือรีไฟแนนซ์ใหม่ เรายังมีอีกหนึ่ง Infographic เรื่อง เคล็ด (ไม่) ลับ เลือกธนาคารกู้ซื้อบ้าน ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ  
บ้านกับรถ ซื้ออะไรก่อนดี ?

บ้านกับรถ ซื้ออะไรก่อนดี ?

เป้าหมายของชีวิตใครหลายๆ คนหลังจากเรียนจบคืออะไรครับ? ส่วนมากแล้วก็จะเป็นการที่มีรถและบ้านเป็นของตัวเอง หรือการเก็บเงินเริ่มสร้างครอบครัว แต่ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอะไรก็ตาม เรื่องของราคาก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะยุคนี้จะซื้อด้วยเงินสด หรือใช้เงินเก็บล้วนๆ ก็คงยากสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา  ลองมาดูกันว่า เราควรจะวางแผนระหว่างซื้อรถกับซื้อบ้าน ถ้าต้องเลือกจะซื้ออะไรก่อนดี?? สำรวจความพร้อมของตัวเองในการกู้เงิน เริ่มจากดูรายรับกับรายจ่ายของเราในปัจจุบัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับความสามารถที่เราจะชำระเงินได้ โดยพิจารณาจาก 2 ส่วนหลักๆ   เงินดาวน์ เงินกู้ยืม ดอกเบี้ย ต้องนำมาคำนวณให้ดีในระยะยาวตามข้อกำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสถาบันที่เราจะยื่นกู้ ซึ่งการผ่อนชำระนั้น เงินกู้ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ เช่น เรามีเงินเดือน 30,000 บาท เราจะมีความสามารถในการชำระเงินกู้ได้เดือนละ 12,000 บาท เป็นต้น และอย่าลืมภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินอื่นๆ ที่มีอยู่ก็ต้องเอามาคำนวณด้วยเช่นกัน   ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ไม่ว่าจะรถหรือบ้านก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระหว่างที่เราผ่อนไปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ค่าซ่อมรถ ค่าน้ำมัน ค่าประกันรถยนต์ หรือค่าส่วนกลางของที่อยู่อาศัย ค่าบำรุงรักษาต่างๆ เหล่านี้อย่าลืมนำมาคิดเป็นรายจ่ายต่อเดือนด้วยนะครับ   ต้องเลือกซื้ออันไหนก่อนระหว่าง บ้าน หรือ รถ? ความจำเป็น เหตุผลนี้เป็นปัจจัยส่วนบุคคลเลยครับ บางคนอาศัยอยู่บ้านเดิมกับครอบครัวไม่มีแผนจะแต่งงาน หรือบ้านอยู่ไกล เดินทางไม่สะดวก ก็อาจจะต้องพิจารณาการซื้อรถ บางคนมีที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงานอยู่แล้ว มีการวางแผนแต่งงาน ก็อาจจะพิจารณาซื้อบ้านก่อน เป็นต้น   วิถีชีวิต อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องลองสังเกตตัวเอง เช่น หากเราต้องทำงานที่ต้องใช้รถเดินทางตลอดเวลา อย่างเช่น อาชีพเซลที่ต้องเดินทางติดต่อลูกค้า การตัดสินใจซื้อรถเพื่อประโยชน์ในการเดินทางเพื่อสร้างรายได้ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ถ้าการเดินทางระหว่างบ้านกับที่ทำงานสะดวกสบายด้วยระบบขนส่งสาธารณะอยู่แล้ว ก็อาจจะพิจารณาซื้อบ้านก่อน แต่อย่าลืมการวางแผนระยะยาวไว้ด้วย เพราะเราทุกคนมีโอกาสที่จะเปลี่ยนงานได้อยู่เสมอ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม   การลงทุนทางการเงิน ในการกู้เงินซื้อบ้านหรือรถให้คิดว่าเป็นการลงทุนทางการเงิน เพราะบางคนอาจมีรายได้จากรถยนต์ได้ เช่น ค้าขาย หรือใช้ประโยชน์เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม ถ้าลองรวมกับค่าเสื่อมแล้วคุ้มค่าก็แนะนำให้พิจารณาการซื้อรถก่อน แต่ถ้าหากการซื้อรถนั้นไม่สามารถเพิ่มรายได้ หรือลดภาระทางการเงินได้ ในทางกลับกันมีแต่จะเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การซื้อบ้านก่อนก็อาจมีผลดีกว่า เนื่องจากในแต่ละปีที่ผ่านไปมูลค่าของบ้านมักจะเพิ่มสูงขึ้น แต่รถยนต์กลับมีราคาลดลง   มองการณ์ให้ไกล สุดท้ายก็ต้องดูเรื่องของรายรับ-รายจ่ายของเราเป็นหลักแล้ว จะต้องมองไปไกลถึงอนาคตข้างหน้าถึงความจำเป็นของเราให้มากที่สุด แล้วคุณจะมีทั้งรถทั้งบ้าน โดยไม่ต้องกลัวว่าจะผ่อนกันหัวโต หรือต้องประสบปัญหาทางการเงิน     ไม่ว่าจะตัดสินใจซื้ออะไรก่อนระหว่างรถยนต์กับบ้าน ก็ควรคิดให้รอบด้านทั้งในปัจจุบันไปจนถึงอนาคต เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นรวมแล้วจำนวนไม่น้อยเลย และถ้าตัดสินใจเลือกซื้อได้แล้ว ในครั้งหน้าเราจะนำเทคนิคการผ่อนให้หมดเร็วๆ มาฝากกัน อย่าลืมติดตามในสัปดาห์หน้านะครับ    
ที่ดินทรุด ปัญหาที่เช็กและแก้ได้

ที่ดินทรุด ปัญหาที่เช็กและแก้ได้

เมื่อวันเวลาผ่านไปหลายบ้านมักจะต้องเจอกับปัญหาที่ดินทรุด ก่อให้เกิดปัญหาตามมากมาย เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินฉะนั้นเราจึงควรตรวจสอบดินทรุดด้วยวิธีต่างๆ พร้อมศึกษาวิธีแก้ปัญหา ตรวจสอบดินทรุดอย่างเข้าใจ ก่อนความยุ่งยากทั้งหลายจะตามมา ย้อนอดีตที่ดินของตนเอง ก่อนจะควักเงินก้อนโตซื้อที่ดินสักผืน ควรตรวจสอบย้อนประวัติกลับไปดูให้ดีว่า ที่ดินนั้นเคยเป็นแอ่ง บ่อน้ำ หรืออยู่ใกล้กับแม่น้ำหรือไม่ เพราะสาเหตุเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่จะก่อให้เกิดน้ำกัดเซาะอยู่ตลอดจนที่ดินทรุดในอนาคต กระทบถึงโครงสร้างบ้านได้ แต่หากเป็นที่ดินมรดกก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันปัญหา   เช็คโซนของบ้านเรา กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นที่ลุ่มต่ำ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้บางที่ดินเกิดเป็นแอ่ง  มีอัตราการทรุดตัวลงทุกปีประมาณ 1 เซนติเมตร  และยังมีระดับน้ำทะเลหนุนปีละปริมาณ 4 มิลลิเมตร เหล่านี้เกิดจากสิ่งก่อสร้างถูกก่อสร้างบนดินลักษณะอ่อนนุ่มนั่นเองนั่นเอง และถ้าดูผลการสำรวจจากกรมทรัพยากรธรณี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และกรมแผนที่ทหารเมื่อช่วงปี 2551 จะพบว่าแต่ละโซนของกรุงเทพฯ มีที่ดินทรุดตัวมากน้อยแตกต่างกัน ทั้งนี้พื้นที่ทรุดมากที่สุดคือเขตบางกะปิ โดยมีการทรุดตัวสะสมประมาณ 1.20 เมตรเศษ ส่วนที่น้อยสุดคือฝั่งนนทบุรี   พิจารณาที่ดินทรุดช่วงหน้าฝน ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเช็คว่าที่ดินมีการทรุดตัวหรือไม่ โดยสามารถดูได้จากปริมาณดินอันไหลไปกับน้ำฝน ในขณะเดียวกันหากเพิ่งถมใหม่ๆ จะทำให้ที่ดินมีความแน่นขึ้น ทั้งนี้การถมที่ให้แน่นมีด้วยกัน 2 วิธีคือ ถมแบบอัด เพิ่มปริมาณความหนาทีละชั้นหน้าดิน เมื่อฝนตกถูกชะล้างออกไป วิธีนี้สามารถป้องกันดินทรุดได้ดี ส่วนวิธีที่ 2 เป็นการถมแบบไม่อัด คือให้เต็มพื้นที่ทีเดียว แน่นอนว่าข้อดีคือได้ความเร็ว แต่ข้อเสียสังเกตได้เลยฝนตกแบบนี้ ดินทรุดแน่นอน   แก้ไขรับมือปัญหาที่ดินทรุด   ถมที่ดินใหม่ให้แน่น การถมที่ดินในหน้าฝนจะทำให้ดินแน่น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของการถมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการถมแบบบีบอัด ย่อมป้องกันปัญหาที่ดินทรุดได้อย่างดี แต่ถ้าต้องการความแน่น เพื่อความชัวร์ว่าสร้างบ้านหรืออาคารไปแล้วไม่ทรุด ต้องเพิ่มปริมาณดินทีละชั้นประมาณ 20-50 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะดินด้วย ประกอบกับระหว่างการถมต้องอัดให้แน่นทีละชั้น แล้วค่อยถมต่อ อันเป็นกระบวนการของการบีบอัดหน้าดิน ซึ่งต้องทำเช่นนี้จนกว่าจะได้ระดับดินจนเต็มพื้นที่ ทั้งนี้เมื่อถมเสร็จ สังเกตว่าปริมาณดินไม่เกิดการยุบตัวลง จึงค่อยลงมือสร้างบ้านหรืออาคารนั้นได้   สร้างกำแพงดิน กรณีดินเกิดการทรุดตัวลงแล้วให้ใช้วิธีสร้างกำแพงดิน ซึ่งอาจเกิดจากขั้นตอนการถมดินโดยไม่ได้ใช้วิธีบีบอัด ทำให้ดินไหลไปกับกระแสน้ำ ดังนั้นวิธีแก้ไขเฉพาะหน้าคือต้องสร้างกำแพงดินนั่นเอง   ปูหญ้าแฝก เรียกว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาดินทรุด ที่ประหยัดสุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีปลูกหญ้าแฝกในแนวสโลบ เพื่อป้องกันดินสไลด์ในช่วงหน้าฝนหรือฤดูน้ำหลาก ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมปลูกขวางแนวลาดชัน ทั้งนี้เป็นการป้องกันน้ำกัดเซาะ นิยมกับพื้นที่ริมแม่น้ำ   ทั้งวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อาจจะต้องใช้เวลากันระยะหนึ่งเลยครับ แต่ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องบ้านของเราให้ ไร้ปัญหาที่ดินทรุด เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลในอนาคต      
10 วิธีดับกลิ่นฉุนปัสสาวะในห้องน้ำ

10 วิธีดับกลิ่นฉุนปัสสาวะในห้องน้ำ

กลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำที่ใครๆ ก็ร้องยี้!! หนีไม่พ้นกลิ่นฉุนจากปัสสาวะที่คลุ้งตลบอบอวลไปทั่วห้องน้ำ แถมด้วยคราบสกปรกจนไม่อยากจะเข้าใช้ต่อ แต่วันนี้เรามีวิธีกำจัดกลิ่นเหล่านี้ด้วยสิ่งของที่หาได้ง่ายๆ ในบ้านของเราเอง ตามไปดูกันดีกว่าครับ ว่ามีวิธีไหนที่สามารถดับกลิ่นฉี่ในห้องน้ำได้ผลบ้าง     น้ำยาล้างจาน วิธีง่ายๆ ที่ต้องมีเพียงขวดหัวสเปรย์เท่านั้น โดยผสมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเปล่า 6 ออนซ์ แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ นำไปฉีดให้ทั่วชักโครก รวมถึงในแท็งก์น้ำของชักโครก แล้วใช้แปรงขัดตาม จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด กลิ่นก็จะหายไป    น้ำมะนาวผสมเบกกิ้งโซดา ทั้งน้ำมะนาวกับเบกกิ้งโซดา ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างมากเลยนะครับ แนะนำว่าให้มีติดบ้านเอาไว้เลย อย่างการกำจัดกลิ่นปัสสาวะในห้องน้ำก็สามารถทำได้โดย นำทั้งสองสิ่งนี้มาผสมกันจนเป็นครีมข้นๆ แล้วนำไปถูให้ทั่วชักโครกกับตามขอบยาวแนว ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นเปิดฝาแท็งก์น้ำด้านหลังโถออก แล้วเทน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวงลงไป ทิ้งไว้ 15 นาที กดน้ำทิ้ง 2-3 ครั้ง เทน้ำส้มสายชูลงไปเพิ่มอีก ½ ถ้วยตวง ปล่อยทิ้งไว้สักพัก ระหว่างนั้นให้นำแปรงสีฟันที่ไม่ใช้แล้วมาขัดทำความสะอาดตามร่องเล็ก ๆ ที่ชักโครกให้สะอาด แล้วกดน้ำทิ้งซ้ำอีกครั้ง   สารฟอกขาว วิธีนี้เหมาะสำหรับห้องน้ำที่มีกลิ่นแรงครับ ให้นำสารฟอกขาว 1 ถ้วยตวง เทลงในโถสุขภัณฑ์แล้วทิ้งไว้สักพัก จากนั้นนำฟองน้ำหรือแปรงขัดมาชุบสารฟอกขาวเพียงเล็กน้อย แล้วขัดไปรอบๆ โถให้ทั่ว และกดน้ำในโถส้วมทิ้งไปหลายๆ รอบ   ก้อนเบกกิ้งโซดา วิธีนี้อาจต้องใช้เวลาสักนิดครับ เริ่มจากนำเบกกิ้งโซดามาผสมกับกรดมะนาว น้ำส้มสายชู ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และน้ำมันหอมระเหย คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี จากนั้นตักใส่แม่พิมพ์ แล้วรอให้จับตัวเป็นก้อน หากโถสุขภัณฑ์มีกลิ่นก็เอาก้อนนี้ใส่ลงไปได้เลย   น้ำสบู่ผสมน้ำส้มสายชู สูตรนี้หลายคนบอกว่าได้ผลดีทีเดียวครับ นำเบกกิ้งโซดา ¼ ถ้วยตวง มาผสมกับน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวง เติมน้ำเปล่าลงไปอีก 2 แกลลอน และสบู่เหลว 30 มิลลิลิตร แต่ถ้ากลิ่นแรงมากๆ ก็แนะนำให้ผสมผงบอแร็กซ์ลงไปอีก ½ ถ้วยตวง แล้วคนให้เข้ากัน นำไปทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่มีกลิ่น   น้ำมันหอมระเหยผสมแอลกอฮอล์ เป็นวิธีสำหรับป้องกันกลิ่นก่อนจะเกิดปัญหาครับ โดยผสมแอลกอฮอล์ 1 ช้อนชา น้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบประมาณ 30-40 หยด และน้ำเปล่าอีกเล็กน้อยพอให้ไม่ข้นจนเกินไป แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ใช้ฉีดที่ชักโครกทุกครั้งหลังเราทำธุระเสร็จ   เกลือผสมน้ำส้มสายชู บางครั้งกลิ่นก็ไม่ได้มาจากตัวโถสุขภัณฑ์เพียงอย่างเดียวนะครับ แต่อาจจะอยู่ที่พื้นด้วยก็ได้ ฉะนั้นก็ต้องทำความสะอาดพื้นไปด้วย เริ่มจากนำเกลือ 1 ถ้วยตวง มาผสมกับเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง และตามด้วยน้ำส้มสายชูอีก 1 ถ้วยตวง คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี แล้วราดพื้นทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วเช็ดส่วนผสมออกให้หมดหรือล้างออกด้วยน้ำสะอาด   ซักพรมในห้องน้ำ ถ้าห้องน้ำมีพรมเช็ดเท้าล่ะก็ ต้องนำมาซักทำความสะอาดด้วยนะครับ เพราะอาจจะแอบมีปัสสาวะสะสมไว้เป็นเวลานานจนทำให้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วก็ได้   สูตรแอมโมเนียผสม นำแอลกอฮอล์ขนาด 2 ถ้วยตวง มาผสมกับสบู่เหลว 1 ช้อนชา และแอมโมเนียธรรมดาหรือแอมโมเนียกลิ่นมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ในระหว่างที่กำลังผสมอย่าคนจนเกิดฟองอากาศเด็ดขาด แล้วเทใส่ขวดสเปรย์เก็บไว้ เมื่อจะใช้ดับกลิ่นก็เพียงแค่ฉีดสเปรย์ลงไปและราดน้ำให้เรียบร้อย   DIY เครื่องหอม เป็นวิธีสำหรับคนชอบ DIY ครับ มีส่วนประกอบเยอะและใช้เวลากว่าวิธีอื่นสักหน่อย แต่สามารถดัดแปลงสูตรเองได้ตามใจชอบด้วย เริ่มจากฝานเลมอนแล้วนำไปใส่ในขวดโหลที่มีฝาปิด ตามด้วยโรสแมรี่ 2 ก้าน วานิลลาสกัด 1 ช้อนชา เติมน้ำให้เกือบเต็มขวดโหล นำไปแช่ในตู้เย็นประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วค่อยนำเอาออกมาต้มด้วยไฟกลางให้พอเดือด เทใส่ขวดโหล จากนั้นก็นำไปวางในห้องน้ำได้เลย     ทั้ง 10 วิธีนี้ ลองเลือกนำไปใช้ดูนะครับ แล้วจะพบว่าเป็นการกำจัดกลิ่นที่ไม่ยากเลย แถมบางวิธียังได้กลิ่นหอมๆ ในห้องน้ำไว้ด้วยอีกต่างหาก และอย่าลืมติดตามเคล็ดลับดีๆ อย่างนี้จาก Infographic ของเรานะครับ      
เปิดข้อมูล 5 แอปเรียกรถโดยสารในประเทศไทย

เปิดข้อมูล 5 แอปเรียกรถโดยสารในประเทศไทย

ในยุคที่ใครๆ ก็มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ จะทำอะไรชีวิตก็ดูง่ายไปหมด รวมถึงการมี Application เรียกรถโดยสาร จะไปไหนก็สะดวก บริการรับ-ส่งถึงหน้าบ้าน ไม่ต้องต่อรองใดๆ แต่ในบ้านเราก็มีบริการแบบเดียวกันอยู่หลายเจ้า วันนี้เรานำข้อมูลจาก 5 Application มาเปรียบเทียบกันให้ดูครับ เผื่อจะเป็นทางเลือกให้ตัดสินใจลองใช้บริการกันได้   Grab เจ้าของ : 75% สัญชาติไทย โดยมีกลุ่มเซ็นทรัลเป็นนักลงทุนใหญ่ รูปแบบการให้บริการรถ : รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป, แท็กซี่, บริการสั่งอาหาร, บริการจ่ายเงินออนไลน์ และบริการส่งของ จำนวนจังหวัดให้บริการ : 18 จังหวัด แพลตฟอร์มการเรียก : แอปพลิเคชั่น ราคา : ใช้ระบบ Dynamic Pricing รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป เริ่มต้น 30 บาท และ 9 บาท/กม. แท็กซี่ ราคาตามมิเตอร์ + ค่าเรียก 20 บาท   Line Thailand เจ้าของ : 50.02% สัญชาติไทย (บริษัทแม่จากประเทศเกาหลีใต้) รูปแบบการให้บริการรถ : แท็กซี่, บริการสั่งอาหาร และพัสดุ จำนวนจังหวัดให้บริการ : กรุงเทพฯ แพลตฟอร์มการเรียก : แอปพลิเคชั่น ราคา : ราคาตามมิเตอร์ + ค่าเรียก 20 บาท   All Thai Taxi เจ้าของ : นครชัยแอร์ (ทำแบบธุรกิจเช่าซื้อ) รูปแบบการให้บริการรถ : แท็กซี่จากนครชัยแอร์ (Toyota Prius) จำนวนจังหวัดให้บริการ : กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ แพลตฟอร์มการเรียก : Call Center, Line@ ราคา : มิเตอร์เริ่มต้น 35 บาท + ค่าบริการเรียกผ่านแอปพลิเคชั่น และ Call Center 40 บาท   Smart Taxi เจ้าของ : บริษัท สมาร์ทแท็กซี่ จำกัด รูปแบบการให้บริการรถ : แท็กซี่ทั่วไป จำนวนจังหวัดให้บริการ : กรุงเทพฯ แพลตฟอร์มการเรียก : Call Center และแอปพลิเคชั่น ราคา : มิเตอร์เริ่มต้น 35 บาท + ค่าบริการเรียกผ่านแอปพลิเคชั่น 25 บาท หรือ Call Center 20 บาท   Taxi OK เจ้าของ : บริษัท แท็กซี่ โอเค จำกัด รูปแบบการให้บริการรถ : Taxi ทั่วไป จำนวนจังหวัดให้บริการ : กรุงเทพฯ แพลตฟอร์มการเรียก : แอปพลิเคชั่น ราคา : มิเตอร์เริ่มต้น 35 บาท + ค่าบริการเรียกผ่านแอปพลิเคชั่น 20 บาท     ข้อมูลจาก CONC Thammasat  

1 2 3 ... 11