Infographic

 

Infographic ล่าสุด

1 2 3 ... 11
7 ลักษณะบ้านอยู่แล้ว “จน”

7 ลักษณะบ้านอยู่แล้ว “จน”

ใครที่เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ขยันเท่าไหร่ก็ไม่รวยสักที เก็บเงินไม่เคยอยู่เลย ลองหันมาดูศาสตร์เรื่องของฮวงจุ้ยของบ้านเรากันดูครับ ว่าจะเข้าข่ายบ้านที่อยู่แล้วจนหรือเปล่า   บ้านอยู่ระดับต่ำกว่า หรือสูงกว่าถนน หากบ้านอยู่ในระดับต่ำกว่าถนนจะทำให้โชคลาภจะไหลไปมาอยู่ภายนอกบ้าน เข้าสู่บ้านของเราได้ไม่สะดวก ขณะเดียวกันหากบ้านอยู่สูงกว่าถนนโชคลาภก็ไม่สามารถไหลเข้าบ้านได้เช่นกันครับ วิธีแก้คือ ทำหน้าบ้านให้เป็นลานกว้าง เพื่อเปิดรับพลังแห่งโชคลาภมากให้ไหลเข้าบ้าน   บ้านโดนสะพานตัดผ่าน บ้านที่โดนสะพานตัดผ่าน หรือมีลักษณะอยู่ใต้สะพานไม่สามารถมองเห็นหน้าบ้านได้จะทำให้โชคลาภและสิ่งดีงามไม่ไหลเข้าบ้าน หรือไล่เข้าบ้านได้ไม่ถนัดนัก   สภาพแวดล้อมสกปรก ตามหลักของฮวงจุ้ยแล้วจะทำให้ขาดพลังชี่ ทำให้ไม่ว่าจะขยันทำมาหากินมากแค่ไหนก็เหมือนเหนื่อยเปล่า ดังนั้นควรดูแลทำความสะอาดไม่ใช่แค่ภายในบ้าน แต่ต้องดูแลสภาพแวดล้อมรอบบ้านด้วย   รั้วบ้านเตี้ยเกินไป และมีแหลมคม หากรั้วบ้านเตี้ยเกินเชื่อกันว่า จะทำให้เก็บเงินทองไม่อยู่ และหากกำแพงบ้านมีลักษณะขรุขระ แหลมคมจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมักจะพบเจอกับอุปสรรคต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของหน้าที่การงาน และการค้าขาย   ประตูและหน้าต่างมีมากจนเกินไป จริงอยู่ครับที่บ้านสมัยใหม่มักจะมีประตูหน้าต่างหลายบาน เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้บ้านดูโปร่งขึ้น อากาศถ่ายเทได้ดีด้วย แต่ในทางกลับกันตามตำราฮวงจุ้ยนั้นกล่าวว่าจะทำให้โชคลาภไหลออกไปได้ง่าย ไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้ ทำให้เก็บเงินได้ไม่นานก็ไหลออกเสียแล้ว แนะนำให้ไม่เปิดพร้อมกันหลายๆ บาน หรือติดตั้งผ้าม่านไว้ครับ   เปิดประตูแล้วเจอบันได ถ้าเราเปิดประตูทางเข้า-ออกหลักของบ้าน แล้วมองเข้าไปเจอบันได หรือประตูหลังบ้าน ถือเป็นเรื่องไม่ดีเอาเสียเลยสำหรับฮวงจุ้ย เพราะจะทำให้เงินทองเข้าแล้วออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เก็บเงินไม่อยู่ มีรายจ่ายมากกว่ารายได้เสมอจนไม่มีเหลือเก็บ   ประตูบ้านห้ามรก ประตูบ้านคือสิ่งสำคัญมากต่อการเป็นช่องทางเข้าของเงินทองให้ไหลเข้าบ้าน ฉะนั้นต้องไม่ทำให้ประตูบ้านแคบและรก เพราะจะไปขัดขวางพลังงานโชคโลภให้เข้ามาอีกครับ     สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อทางศาสตร์ฮวงจุ้ยครับ ลองนำไปปรับใช้กันดูเท่าที่จะทำได้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร อย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสบายใจขึ้น เพราะเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ใครๆ ก็อยากมีเก็บไว้ใช่ไหมครับ      
วิธีใช้ปลั๊กพ่วงอย่างไรให้ปลอดภัย

วิธีใช้ปลั๊กพ่วงอย่างไรให้ปลอดภัย

เกือบทุกบ้านต้องมีปลั๊กพ่วงไว้ใช้งานอยู่แล้ว แต่ทราบวิธีการใช้ที่ถูกต้องหรือยังครับ เพราะหลายครั้งหลายหนที่สาเหตุของการเกิดอัคคีภัยนั้นมาจากไฟฟ้าลัดวงจร โดยเฉพาะจากการใช้ปลั๊กพ่วงผิดวิธี หรือการเสื่อมสภาพของตัวปลั๊กพ่วงนี่แหละครับ ฉะนั้นมาดูวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ     ปลั๊กพ่วงที่ดี ส่วนประกอบต้องครบ ก่อนจะเลือกซื้อปลั๊กพ่วงสักอันต้องดูส่วนประกอบเหล่านี้ให้ครบครับ สวิตช์เปิด-ปิด หากใช้ไฟฟ้าเกินกำหนดจะช่วยตัดกระแสไฟฟ้า เต้าเสียบ มีฉนวนหุ้มที่โคนขาปลั๊กทั้งสองขา เต้ารับ มีแรงดันไฟฟ้าที่กำหนดไม่เกิน 250 โวลต์  ควรทำจากทองแดงหรือทองเหลือง เพราะนำไฟฟ้าได้ดีกว่า สายไฟได้มาตรฐาน หุ้มฉนวน 2 ชั้น ฟิวส์ หรือ CB   ตรวจสอบสภาพก่อนใช้งาน ปลั๊กพ่วงต้องมีสภาพสมบูรณ์ก่อนการใช้งานทุกครั้ง หากมีร่องรอยชำรุดเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นฉนวนหุ้มสายไฟแตก ขาปลั๊กมีรอยไหม้ หรือเมื่อเสียบปลั๊กไฟแล้วมีประกายไฟขึ้น ขณะใช้งานมีเสียงดัง สายไฟร้อน ปลั๊กหลวม ฯลฯ ให้หยุดใช้งานแล้วเปลี่ยนปลั๊กพ่วงใหม่ได้เลยครับ อย่าเสียดาย เพราะเราต้องป้องกันก่อนจะเกิดอันตราย   ห้ามใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเยอะ เช่น ตู้เย็น เครื่องทำน้ำเย็น ฯลฯ ควรจะเสียบกับเต้ารับจากไฟบ้านโดยตรงครับ หากเสียบกับปลั๊กพ่วงอาจทำให้เกินพิกัดกระแสไฟฟ้าที่ตัวเต้าจะรับได้ ซึ่งปกติแล้วจะอยู่ที่ 16 แอมป์ หรือ 2,600 โวลต์   ไม่พ่วงแล้ว พ่วงอีก ถ้าความยาวสายไฟไม่พอ ก็ลองหาตัวใหม่ที่มีความยาวเพียงพอกับการใช้งานครับ อย่าใช้วิธีพ่วงแล้ว พ่วงอีกต่อกันไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้ปริมาณไฟฟ้ารวมกันเกินขนาด เกิดความร้อนสูงจนอาจไปละลายสายทองแดงด้านในสายไฟทั้งสองเส้น แล้วเมื่อแตะกันก็จะเกิดลัดวงจรขึ้นครับ   ใช้งานแค่ชั่วคราวเท่านั้น ปลั๊กพ่วงถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานชั่วคราวเท่านั้นนะครับ ทำให้มีการเสื่อมสภาพเร็วกว่าเต้ารับตามบ้านทั่วไป ดังนั้นเมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็ควรดึงปลั๊กออกจากเต้ารับ ห้ามนำไปเดินสายแล้วติดกับผนังกลายเป็น และอย่าใช้งานจนเต็มทุกรู     อย่าลืมตรวจสอบปลั๊กพ่วงอย่างสม่ำเสมอ และใช้ให้ถูกวิธีนะครับ เพราะหากเกิดอัคคีภัยขึ้นมา จากประกายไฟเล็กๆ ที่เราคาดไม่ถึง อาจลุกลามไปทำลายทรัพย์สิน หรือถึงแก่ชีวิตได้ครับ      
8 สิ่งไม่ควรมี ถ้าอยากหลับสบาย

8 สิ่งไม่ควรมี ถ้าอยากหลับสบาย

ภาวะการนอนไม่หลับ เชื่อว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน โดยเฉพาะในวัยทำงานที่มีเรื่องให้เครียดอยู่เกือบทุกวัน ซึ่งหากสะสมนานวันเข้าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้อย่างร้ายแรง กระทบต่อชีวิตประจำวันได้ครับ หากใครมีอาหารนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท เบื้องต้นของเช็คสิ่งของเหล่านี้ดูครับว่า มีอยู่ในห้องนอนของคุณอยู่หรือเปล่า     อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โทรทัศน์ ฯลฯ กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ต้องมีติดตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ในช่วงเวลานอนหลับนะครับ เพราะบนหน้าจอเหล่านี้จะผลิตแสง light blue ส่งผลกระทบให้กระตุ้นการผลิตสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นสารควบคุมการหลับ-การตื่น นอกจากนี้ยังทำให้มีความเสี่ยงให้เกิดหลายโรคตามมา เช่น จอประสาทตาเสื่อม ปัญหาด้านความจำ ฯลฯ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอนครับ   ต้นไม้ จริงอยู่ที่ต้นไม้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่สดชื่นในห้องนอนของเราได้ แต่อย่าลืมว่าในช่วงเวลากลางคืน ต้นไม้จะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาหมุนเวียนอยู่ภายในห้อง  เพราะฉะนั้นหากอยากปลูกต้นไม้จริงๆ ล่ะก็ ควรปลูกไว้นอกบ้านครับ หรือใครที่อยู่คอนโดฯ ก็เอาไปวางไว้ตรงระเบียงจะดีกว่า   อาหารและขนม การกินอาหารมื้อดึกส่งผลต่อการนอนหลับอย่างไม่ได้คุณภาพครับ เพราะหากอิ่มแล้วล้มตัวลงนอนจะทำให้กระบวนการ เผาผลาญยังคงทำงาน ส่งผลให้มีอาการหลับๆ ตื่นๆ หลับไม่สนิท ท้องอืด เพราะโดยปกติแล้วร่างกายคนเราต้องใช้เวลา ย่อยอาหารอย่างต่ำประมาณ 2 ชั่วโมง และยังเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน แต่ถ้าหิวจริงๆ ก็แนะนำเป็นพวกถั่วสักครึ่งกำมือ ผลไม้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 1 ถ้วย ซีเรียลบาร์ที่อุดมไปด้วยเมกนีเซียม ไข่ต้ม 1 ฟอง หรือโยเกิร์ตก็ได้ครับ   เครื่องสำอางหมดอายุ พวกเครื่องสำอางที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งของคุณผู้หญิงทั้งหลาย เชื่อว่าคงมีอยู่หลายชิ้นเต็มโต๊ะเลยใช่มั้ยครับ ลองเช็คดูวันหมดอายุของเครื่องสำอางแต่ละชิ้นดูนะครับ อันไหนหมดอายุแล้วก็ควรตัดใจทิ้งไป เพราะนั่นคือ แหล่งสะสมของแบคทีเรียชั้นดีเลยครับ   โต๊ะทำงาน โต๊ะทำงานใครอยู่ในห้องนอนบ้างครับ มองไปทีไรก็นึกถึงเรื่องงานตลอดเวลา เผลอๆ เมื่อมีอาการนอนไม่หลับเมื่อไร ก็ต้องลุกขึ้นมาหยิบจับทำงานทุกที ฉะนั้นลองเอาโต๊ะทำงานออกจากห้องนอนดูครับ ให้ห้องนอนมีบรรยากาศ ของการพักผ่อนจริงๆ   ตะกร้าผ้า ตะกร้าผ้าที่มีกองเสื้อผ้าใส่แล้ว หากวางเอาไว้ใกล้กับเตียงจะเกิดอาการมองไปแล้วนึกถึงเรื่องที่เราต้องทำในวันหยุด อย่างการทำความสะอาดบ้าน รวมถึงการซักผ้ารีดผ้านี่แหละครับ เอาออกไปไว้ไกลเตียงนอนจะดีกว่า และยังช่วยให้ห้องนอนดูไม่รกรุงรังด้วยนะครับ   ของสะสมฝุ่น ของตกแต่งบ้าน กองหนังสือ หรือของที่ตั้งโชว์เอาไว้ไม่ได้ใช้งาน นานวันเข้าก็จะยิ่งเป็นตัวสะสมฝุ่น ทำความสะอาด กันลำบาก ควรหากล่องเก็บที่มีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นจับ นอกจากนี้ก็ควรจะหมั่นทำความสะอาด ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หมอน ด้วยครับ เพราะก็เป็นตัวสะสมไรฝุ่นและเชื้อโรคเช่นกัน   สัตว์เลี้ยง คนรักสัตว์อย่าเพิ่งเข้าใจผิดกันไปก่อนนะครับ จริงอยู่ที่หลายบ้านรักสัตว์เหมือนลูกแล้วเอามานอนด้วยบนเตียง แต่ด้วยธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงเหล่านี้มักจะอยู่นิ่งๆ ได้ไม่นานนักก็จะเริ่มขยับตัวหรือส่งเสียงรบกวน ซึ่งเจ้าของ ก็อาจพลอยตื่นตามไปด้วย ทำให้นอนหลับไม่สนิท โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อ ระบบทางเดินหายใจจากขนสัตว์เหล่านี้ได้ ทางที่ดีก็ลองหามุมจัดเป็นที่นอนให้เป็นกิจจะลักษณะดีกว่าครับ     ทั้งนี้ลองสังเกตตัวเองกันดูนะครับ หากใครที่มีอาการนอนยาก หลับไม่สนิท ต้องใช้เวลาเกินกว่า 30 นาทีเพื่อให้หลับ หรือตื่นขึ้นกลางดึกแล้วไม่สามารถนอนหลับได้อีก ติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ลองไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมา      
วิธีป้องกันงูเข้าบ้าน ง่ายๆ แต่ได้ผล

วิธีป้องกันงูเข้าบ้าน ง่ายๆ แต่ได้ผล

ช่วงฤดูฝนเช่นนี้สัตว์ทั้งหลายมักจะหาที่หลบฝนหรืออพยพหนีน้ำขึ้นมาสู่พื้นที่สูงกว่า จึงเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงจะพบเจอสัตว์มีพิษมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะแมงป่อง ตะขาบ ฯลฯ โดยเฉพาะ“งู” ที่ชอบขดตัวอยู่ตามกิ่งไม้ หรือเข้าบ้านมาหลบตามมุมมืดที่เรามักมองไม่เห็น ถ้าไม่ระวังล่ะก็อันตรายถึงชีวิตเชียวนะครับ เพราะ ฉะนั้นเราควรหาวิธีป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่าครับ   จำกัดขยะ  สาเหตุหนึ่งที่ทำให้งูเข้ามาบ้าน มาจากหนู กบ และสัตว์เล็กๆ ที่เป็นอาหารของงู เพื่อป้องกันไม่ให้งูเข้ามาหาอาหารในบ้านของเรา ก็ต้องกำจัดขยะโดยเฉพาะพวกเศษอาหารบ่อยๆ ไม่ปล่อยทิ้งเอาไว้ แล้วปิดปากถุงให้มิดชิดก่อนนำไปทิ้งให้เป็นที่เป็นทางจะช่วยไม่ให้หนูเข้าบ้านเราได้ หรือบ้านไหนเลี้ยงสัตว์ เช่น กระต่าย นก ลูกเจี๊ยบ ก็ควรทำกรงให้มิดชิด และช่วงกลางคืนให้คลุมตาข่ายตาถี่ๆ เพื่อป้องกันงูไว้ก่อน   ดูแลสวนอย่างสม่ำเสมอ  บ้านที่มีบริเวณในการปลูกต้นไม้จัดสวน อย่าปล่อยให้รกรุงรังนะครับ ต้องหมั่นตัดแต่งต้นไม้ให้มีแสงแดดลอดผ่านได้ เพราะงูมักจะชอบซ่อนตัวตามมุมอับชื้น ในอุณภูมิที่เหมาะสมสำหรับงู คือ ประมาณ 30 องศาเซลเซียส ความชื้นสูงประมาณ 95% และยังชอบใช้ใบไม้ เศษดินมาทำรัง ฉะนั้นหากเราหมั่นดูแลสวนของเรา นอกจากจะได้ความสวยงามอยู่เสมอแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ใช่มีงูเข้ามาทำรังอีกด้วยครับ   จัดระเบียบบ้าน ไร้มุมอับ  เช่นเดียวกันกับบริเวณสวนครับ งูชอบอยู่ตามมุมเงียบๆ ที่ไม่มีใครมารบกวน เช่น โพรงใต้บ้าน ใต้ฝ้าเพดาน หรือมุมที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ ดังนั้นลองจัดระเบียบบ้านดูใหม่ เพิ่มการใช้งานไม่ให้เกิดเป็นมุมอับที่ปล่อยไว้ หรือใช้น้ำมันก๊าด ราดไว้ตามมุมเหล่านั้น กลิ่นฉุนจะช่วยไม่ให้งูเข้าใกล้บริเวณนั้น   สร้างกับดัก กันไว้ดีกว่าแก้ครับ ก่อนที่จะมีงูเข้าบ้านเราก็ลองสร้างกับดักเพื่อไม่ให้งูเลื่อยผ่าน ไม่ว่าจะปลูกต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม หรือจะเลือกใช้นวัตกรรมที่มีให้เลือกใช้ หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปครับ เช่น แผ่นกันงู ตาข่ายกันงู อลูมิเนียมกันงู ก้อนกันงู ฯลฯ   เลี้ยงสุนัข ธรรมชาติของงูจะเป็นสัตว์ที่ตกใจง่าย ประสาทสัมผัสจากแรงสั่นสะเทือนที่แม่นย้ำมาก ขณะเดียวกันสุนัขก็มักจะจับสิ่งแปลกปลอมได้อย่างว่องไว ความเคลื่อนไหวและเสียงของสุนัขจะทำให้งูหวาดกลัวอยู่อาศัยไม่ได้เอง     ทั้งนี้ถ้าพบเจองูอยู่ในบ้านของเราแล้วล่ะก็ ให้รีบโทรไปที่เบอร์ 199 โดยด่วนครับ หรือจะแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่นก็ได้ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาจับงูออกไปครับ      
แอร์ส่งกลิ่นเหม็นอับ ทำไงดี

แอร์ส่งกลิ่นเหม็นอับ ทำไงดี

ยิ่งอากาศร้อนมากขึ้นเท่าไร เครื่องปรับอากาศก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ทุกบ้านต้องเปิดใช้กันแทบทุกวันเลยใช่ไหมครับ แต่พอใช้งานทุกวันๆ ก็ย่อมจะมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่พบเจอกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะแอร์ไม่เย็น น้ำหยด หรือกลิ่นเหม็นเวลาเปิดใช้งานก็เล่นเอาหงุดหงิดเสียจนอยากปิดแอร์ แต่ก็ทำไม่ได้ ซึ่งก็มีหลากหลายสาเหตุกับวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ได้ยากเลยครับ   สาเหตุการเกิดกลิ่นเหม็น ความชื้นคือตัวการครับ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนแบบนี้ก็ยิ่งเปียกชื้นกันไปใหญ่ นี่คือสาเหตุหลักๆ เลยที่ทำให้เกิด เชื้อรา ตามมาด้วยเชื้อโรคสะสม ไม่ว่าจะจากถาดรองน้ำทิ้ง ท่อน้ำทิ้ง แผ่นกรองอากาศเป็นต้น ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ล่ะก็ จะส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้านเราอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการก่อให้เกิดภูมิแพ้   สิ่งสกปรก พวกสิ่งสกปรกอย่างฝุ่น ขนสัตว์ หรือน้ำขังนี่แหละครับที่สะสมมากๆ เข้าก็จะทำให้เกิดท่อน้ำทิ้งแอร์อุดตัน สิ่งที่จะตามมานอกจากเรื่องกลิ่นที่ตีย้อนเข้ามาแล้ว ยังทำให้แอร์ไม่เย็น และน้ำแอร์หยดตามไปด้วยครับ   กลิ่นอาหารและกลิ่นบุหรี่ เวลาเราทำอาหารอย่าเปิดแอร์ไปด้วยค่ะ หรือแม้แต่ในคอนโดมิเนียม เวลาทำอาหารแล้วไม่ได้เปิดแอร์ก็ตาม แต่แอร์ก็จะยังดูดกลิ่นอาหารเข้าไปในเครื่อง เช่นเดียวกันกับกลิ่นบุหรี่ แม้ไม่ได้ดูดในห้อง แต่กลิ่นที่ติดตัวมาก็มักจะฝังติดอยู่ตรงฟิลเตอร์ด้วย   แมลงหรือสัตว์เล็ก ลองสำรวจให้ทั่วครับว่ามีพวกหนู จิ้งจก แมลงสาบ ฯลฯ เข้าไปทำรัง มีร่องรอยไปอึ ฉี่ หรือตายบ้างหรือเปล่า ถ้ามีก็เป็นสาเหตุอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ   วิธีแก้ ถอดตัวแผ่นกรองอากาศหรือที่เรียกกันว่าฟิลเตอร์ออกมาล้างเป็นประจำ แต่อย่าลืมนะครับว่า เมื่อล้างเสร็จเรียบร้อย แล้วผึ่งให้แห้งก่อนจะนำกลับเข้าที่เดิม มิเช่นนั้นกลิ่นอับก็จะยังคงอยู่จากฟิตเตอร์ที่ยังชื้นอยู่นั่นแหละครับ แต่ถ้าสิ่งสกปรกจับตัวหนามากเกินไปแล้วจะเปลี่ยนฟิลเตอร์ใหม่เลยก็ได้ครับ   สเปรย์โฟมล้างแอร์ ถอดฟิลเตอร์ออกมาล้างแล้วก็ทำความสะอาดตรงแผงคอยล์เย็นด้วยซะเลย เพียงแค่ฉีดพ่นสเปรย์โฟมล้างแอร์ให้ทั่ว รอฟองยุบแล้วจึงใช้น้ำเปล่าฉีดล้างตามให้สะอาดอีกที   ถาดน้ำทิ้งแอร์ให้ถอดออกมาล้างเช่นกันครับ โดยล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาดให้เมือกหายไป ก่อนนำไปใส่ไว้ที่เดิม ก็ควรเช็ดให้แห้งสนิทก่อน   เมื่อเริ่มเปิดแอร์ให้ตั้งโหมดพัดลม (Fan) เอาไว้ที่เบอร์แรงสุด ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ทำแบบนี้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จนกว่ากลิ่นเหม็นอับจะลดลงจนหายไป   เอาให้ชัวร์ๆ กันไปเลยครับ เรียกช่างแอร์มาตรวจเช็ค ล้างทุกๆ 6 เดือนอย่างสม่ำเสมอ   จะเห็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญของวันที่อากาศร้อนในบ้านเรา นั่นคือการหมั่นดูแลรักษาความสะอาดนั่นเองครับ ไม่ใช่แค่เพียงขจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ แต่ยังช่วยยืดอายุ การใช้งานของเครื่องปรับอากาศได้ด้วย    
วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน

วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน

ฝนเทกระหน่ำเมื่อไรใจหายทุกที เมื่อเกิดอาการน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้านหรือแม้แต่คอนโดฯ ตามผนัง วงกบ หลังคา หรือแม้กระทั่งพื้นบ้าน หากปล่อยไว้จะเกิดความเสียหายไม่ว่ามีเชื้อรา สีหลุดร่อน ไปจนถึงกระทบโครงสร้างบ้านกันเลยทีเดียว นอกจากจะเสียเวลาซ่อมแซมแล้ว ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายตามมาอีก ถ้าอย่างนั้นเรามารีบแก้ไขปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้านก่อนจะบานปลายกันเถอะครับ   หลังคา เป็นส่วนหลักๆ ของบ้านที่จะต้องเผชิญกับแดด ลม ฝน เมื่อนานวันเข้าก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพของวัสดุ เมื่อเกิดคราบน้ำบริเวณฝ้าเพดานภายในบ้าน แนะนำให้ลองดูบริเวณใต้หลังคา ซึ่งจะมีสาเหตุส่วนใหญ่ดังนี้ครับ   กระเบื้องหลังคามีการแตกร้าว เวลาฝนตกน้ำจึงเข้ามาภายในบ้านได้ง่ายมากๆ ก็ให้รีบเปลี่ยนกระเบื้องตรงจุดนั้นครับ   การติดตั้งหลังคาไม่เหมาะสม สาเหตุนี้เกิดได้จากหลายสิ่งครับ เช่น กระเบื้องยึดไม่แน่น ระยะซ้อนทับหลังคาไม่ถูกต้องตามชนิดของกระเบื้องหลังคา ความลาดเอียงน้อยเกินไปทำให้ฝนไหลย้อนเข้าใต้หลังคา กระเบื้องเผยอเพราะโครงสร้างเริ่มแอ่น หากเป็นเช่นนี้ต้องเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูให้จะดีกว่าครับ   พื้นดาดฟ้า บ้านไหนที่ไม่ได้มุงกระเบื้อง แต่เป็นพื้นคอนกรีตให้ลองเช็ครอยต่อระหว่างผนังกับดาดฟ้า หรือตัวพื้นคอนกรีตอาจมีร่องรอยการแตกร้าวน้ำจึงรั่วซึมผ่านทางนี้ได้ ให้หาวัสดุกันซึมที่มีคุณสมบัติปกปิดรอยแตกได้มาปิดตรงรอยแตกร้าว   รางน้ำฝน ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอครับว่ามีเศษใบไม้ กิ่งไม้ร่วงลงมาทับถมจนรางน้ำฝนอุดตันหรือไม่ ทำความสะอาดครับ จะได้ไม่ขวางทางระบายน้ำ   ผนัง เป็นจุดที่พบการรั่วซึมของน้ำบ่อยที่สุด ซึ่งปัญหานี้สามารถพบเจอได้ทั้งในบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยมีสาเหตุหลัก เช่น   รอยร้าวจากปูนฉาบ ไม่ว่าผนังจะมีรอยแตกตรงกลางหรือรอยต่อตรงส่วนต่อเติม ก็ทำตัวการทำให้น้ำซึมผ่านผนังจนสีทาภายในพองตัวหลุดร่อน สามารถซ่อมแซมได้เองด้วยการใช้ปูนซีเมนต์สำหรับงานซ่อมหรือกาวโพลียูรีเทน ที่ผนังด้านนอกบ้านแล้วทากันซึมจึงทาสีทาบ้านทับอีกที ส่วนภายในบ้านก็ขูดสีที่พองออกก่อนแล้วจึงทาสีทับลงไปใหม่ตามวิธีที่ระบุไว้ข้างกระป๋องสี   รอยแตกตามขอบวงกบประตู-หน้าต่าง ให้อุดรอยด้วยซิลิโคนหรือกาวโพลียูรีเทน แต่หากรอยใหญ่มากจนเกินไปแนะนำให้เรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาเปลี่ยนประตู-หน้าต่างใหม่เลยจะดีกว่าครับ   พื้น ส่วนใหญ่จะเกิดกับบ้านรุ่นเก่าซึ่งมีระดับต่ำกว่าถนน เมื่อเกิดน้ำรั่วซึมผ่านรอยต่อระหว่างพื้น คาน และผนัง ก็ให้อุดช่องว่างด้วยกาวซิลิโคน กาวโพลียูรีเทน หากเอาไม่อยู่แล้วส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยก็เรียกช่างมาเลยครับ อาจจะต้องเทพื้นใหม่ให้สูงขึ้นกว่าเดิม หรือวิธีอื่นแล้วแต่ช่างจะพิจารณา   ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น ลองหาวันว่างเดินสำรวจให้รอบบ้านก่อนปัญหาน้ำฝนรั่วซึมจะเกิดขึ้นครับ เพราะเราสามารถหาอุปกรณ์มาป้องกันได้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ครับ    
ไล่จิ้งจกไปให้ไกลบ้าน ง่ายนิดเดียว

ไล่จิ้งจกไปให้ไกลบ้าน ง่ายนิดเดียว

จิ้งจกแม้จะตัวเล็ก แต่สร้างความรำคาญใจให้หลายบ้านอยู่ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ โดยเฉพาะขี้จิ้งจกที่ทำเอาเลอะเทอะตามซอกมุมเต็มไปหมด คงไม่มีใครชอบกันอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นลองมองหาสิ่งของใกล้ตัวในบ้านแล้วมาไล่จิ้งจกให้ไกลจากบ้านเรากันเถอะครับ   เปลือกมะนาว เรียกได้ว่าสารพัดประโยชน์จริงๆ ครับ สำหรับ “มะนาว” ที่สามารถนำมาปรุงอาหาร  ทำความสะอาด และยังนำมาไล่จิ้งจกได้อีกด้วย โดยใช้เปลือกที่เหลือไปถูบริเวณผนังและวางไว้ตามที่จิ้งจกอยู่ ความเป็นกรดของมะนาวจะทำให้เกิดการระคายเคือง แสบบนผิวของจิ้งจก ส่วนกลิ่นของมะนาวจะช่วยไล่มันออกไปได้   หัวหอม วิธีนี้อาจจะต้องเสียน้ำตากันบ้างนะครับ เพราะเราจะใช้วิธีหั่นหัวหอมหรือจะเป็นหอมแดงใส่ถ้วยไว้ และนำไปวางตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน กลิ่นฉุนจากสารกำมะถันในตัวของมันจะทำให้จิ้งจกไม่ล้าเข้าใกล้บริเวณนั้น   กระเทียม อีกหนึ่งวัตถุดิบจากก้นครัวในบ้านของเราครับ นั่นคือกระเทียมนำมาทุบหรือสับผสมกับน้ำใส่ในขวดที่มีหัวฉีดสเปรย์เขย่าให้เข้ากัน แล้วนำไปฉีดบริเวณที่จิ้งจกชอบอยู่และบริเวณผนังที่จิ้งจกชอบเกาะ กลิ่นจะช่วยไล่จิ้งจกได้   ลูกเหม็นและการบูร สำหรับวิธีนี้เรียกได้ว่าเป็นการไล่จิ้งจกที่ง่ายที่สุดเลยก็ว่าได้ครับ เพียงแค่นำลูกเหม็นหรือการบูรไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ภายในบ้านที่จิ้งจกชอบอยู่อาศัยหรือวิ่งผ่าน กลิ่นจะช่วยไล่ทั้งจิ้งจกรวมไปถึงตุ๊กแกเลยครับ   กากกาแฟกับผงบุหรี่ นำกากกาแฟผสมกับผงบุหรี่ เติมน้ำลงไปเล็กน้อย แล้วนำไปโรยไว้ตามทางที่จิ้งจกชอบผ่าน หรือซอกมุมต่างๆ ของบ้าน บางตัวได้กลิ่นก็จะหนีไปเอง หรือหากจิ้งจกเผลอไปกินเข้าก็อาจทำให้ตายได้ครับ   น้ำมันก๊าด เพียงแค่ฉีดพ่นน้ำมันก๊าดลงไปบริเวณที่มีจิ้งจกหรือตุ๊กแกชอบผ่าน กลิ่นฉุนจะช่วยให้ไล่ออกไปได้ แต่หากกลิ่นแรงเกินไปก็สามารถนำไปผสมน้ำก่อนแล้วค่อยฉีดก็ได้ครับ   เลี้ยงแมว ข้อนี้สำหรับเหล่าทาสแมวโดยเฉพาะเลยครับ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเจ้าแมวนั้นชอบไล่จับจิ้งจก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จิ้งจกกลัวและไม่กล้าเข้ามาภายในบ้านนั่นเองครับ   วิธีง่ายๆ ที่สามารถหาของได้ทั่วไปจากในบ้านของเราเอง ลองเอาไปทำตามดูนะครับ  
วิธีเด็ดไล่ตุ๊กแก ให้รีบเผ่นหนีออกจากบ้าน

วิธีเด็ดไล่ตุ๊กแก ให้รีบเผ่นหนีออกจากบ้าน

บ้านไหนมีเจ้าตุ๊กแกลายพร้อยตัวใหญ่ แถมชอบร้องเสียงดังเวลากลางคืนบ้างครับ ด้วยลักษณะรูปร่างของความเป็นสัตว์เลื้อยคลานทำให้หลายคนคงขยาดกันน่าดู แต่เรามีวิธีไล่ตุ๊กแกแบบให้มันหนีไปเอง ซึ่งปลอดภัยหายห่วงแน่นอนครับ     ลูกเหม็น เริ่มจากวิธีที่ง่ายที่สุดเลยครับ แค่เอาลูกเหม็นไปวางไว้ตามจุดที่ตุ๊กแกเคยผ่านหรืออาศัยอยู่ กลิ่นของลูกเหม็นจะทำให้มันหนีไปเอง   ยาเส้น ลองหาซื้อยาเส้นสำหรับมวนบุหรี่สูบมามัดเป็นก้อนขนาดเท่าลูกปิงปอง แล้วนำไปวางตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน หรือจะนำมาผสมน้ำแบบเข้มข้นหน่อยแล้วนำไปฉีดพ่นให้ทั่วตามบริเวณที่ตุ๊กแกเคยอยู่ โดยฉีดซ้ำๆ เมื่อกลิ่นเริ่มจางลงจะช่วยให้ ตุ๊กแกอพยพออกไปเองครับ   น้ำมันเครื่องและน้ำมันพืช นำน้ำมันเครื่องและน้ำมันพืชมาผสมกัน แล้วใช้แปรงหรือผ้าทาให้ทั่วบริเวณที่เคยเห็น ความลื่นของน้ำมันพืชจะทำให้ตุ๊กแกไม่สามารถยึดเกาะได้ ส่วนกลิ่นฉุนจากน้ำมันเครื่องก็จะช่วยไล่ตุ๊กแกออกไปจากแถวนั้นอีกครับ   ยี่โถ บ้านไหนมีต้นยี่โถก็ลองหักกิ่งมันออกมาแล้วนำไปปักไว้ตามจุดต่างๆ หรือจะใช้วิธีเด็ดใบของมันของมาขยี้ให้มีกลิ่นแล้วนำไปวางตามมุมแทนก็ได้   ใบน้อยหน่ากับใบสาบเสือ อีกหนึ่งวิธีธรรมชาติครับ นำใบน้อยหน่ากับใบสาบเสือในปริมาณเท่าๆ กัน มาตำให้เข้ากันอย่างละเอียด แล้วนำผ้าบางๆ มาห่อไว้ไปแขวนตามมุมต่างๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน   ปูนแดงผสมยาเส้น วิธีสำหรับคนใจกล้าครับ โดยผสมปูนแดงให้เข้ากับยาเส้นแล้วนำมาพันที่ปลายไม้ จากนั้นก็เอาไปแหย่ให้ตุ๊กแกงับก็จะเกิดอาการเมายา แล้วให้รีบเอาไปทิ้ง     วิธีเหล่านี้เป็นวิธีง่ายๆ โดยใช้ของที่หาได้ทั่วไปมาไล่เจ้าตุ๊กแกให้ออกจากบ้านเราได้แบบปลอดภัยทั้งตุ๊กแกและตัวเราด้วยครับ  
เคล็ดลับเลือกคอนโดติดรถไฟฟ้า

เคล็ดลับเลือกคอนโดติดรถไฟฟ้า

เดี๋ยวนี้คอนโดมิเนียมในเมืองมีให้เลือกมากมายหลากหลายโครงการเลยทีเดียว แต่ทำเลสุดฮิตก็ยังคงเป็นทำเลตามแนวรถไฟฟ้า เพราะสามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้สะดวกรวดเร็ว หรือถ้าจะซื้อไว้ลงทุนก็มีแนวโน้มจะได้ค่าตอบแทนสูง ซึ่งปัจจุบันก็มีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นมาหลายสาย แล้วแต่ละทำเลก็มีหลายโครงการมาให้เลือกจนตัดสินใจแทบไม่ถูกว่าจะเลือกที่ไหนดี ดังนั้นเราจึงนำเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะเป็นตัวช่วยในการเลือกคอนโดติดรถไฟฟ้า เผื่อจะได้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นครับ   1. พิจารณาราคาขายและค่าเช่าคอนโด ข้อแรกถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคอนโดติดรถไฟฟ้าแล้วก็มักจะมีราคาขายพุ่งไปไกล บางโครงการราคาสูงลิบจะมนุษย์เงินเดือนธรรมดาเกินจะเอื้อมไหว สาเหตุหลักๆ ก็เป็นเพราะของราคาที่ดินที่เป็นตัวแปรสำคัญ แต่เมื่อแลกมาด้วยความสะดวกสบายในการเดินทางจึงไม่แปลกที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ ฉะนั้นในแต่ละทำเลก็มักจะมีให้เลือกมากกว่า 2 โครงการแน่นอน   สิ่งสำคัญที่ควรดูก่อนเลยนั่นคือ ราคาขายต่อตารางเมตรของแต่ละโครงการ เพราะหากอยู่ในทำเลที่ห่างจากรถไฟฟ้าพอๆ กัน เรื่องราคาก็จะมีส่วนมากต่อการตัดสินใจ รวมถึงเรื่องสเปคของวัสดุที่ใช้ ของแถม และโปรโมชั่นต่างๆ และยิ่งถ้าหากต้องการซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าด้วยแล้ว เรื่องราคาค่าเช่าต่อตารางเมตรของแต่ละทำเลก็ควรนำมาพิจารณาด้วยนะครับ 2. ไม่เกิน 400 เมตรจากสถานี ระยะห่าง 400 เมตร ถือว่าเป็นระยะที่สะดวกต่อการเดินไปที่สถานีรถไฟฟ้า เพราะอยู่ในระยะที่เราสามารถเดินได้ง่ายและไม่เหนื่อยจนเกินไป แต่ปัจจุบันระยะในห่างจากสถานีรถไฟฟ้าอาจจะขยับห่างออกไปบ้าง ถ้ายังอยู่ในระยะ 500-600 เมตร ก็อาจจะยังถือว่าอยู่ในระยะเดินที่รับได้ครับ เพราะอากาศร้อนๆ ของบ้านเราอาจจะไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินมากนักนั่นเอง  หากโครงการไหนมีทำเลที่ตั้งที่เข้าซอยลึกกว่าระยะนี้ หรือห่างออกไปไกลเกินกว่าจะเดินได้นั้น ก็จะมีข้อให้เปรียบเทียบในเรื่องความต่างขอราคาขาย และโปรโมชั่นต่างๆ ที่อาจจะจูงใจมากกว่า ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาเรื่องการเดินทางอื่นๆ ประกอบเพิ่มเติม ว่ามีรถรับจ้าง รถประจำทาง หรือวินมอเตอร์ไซค์ให้บริการใกล้ๆ มั้ย ค่าบริการเหมาะสมและสะดวกพอหรือเปล่า เพราะบางครั้งเราอาจจะไม่จำเป็นจะต้องเลือกแต่คอนโดมิเนียมโครงการที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าเลยก็ได้  3. มีเส้นทางคมนาคมทางเลือก จริงอยู่ที่รถไฟฟ้าเป็นการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดสำหรับคนเมือง แต่หากมีทางเลือกสำหรับการเดินทางได้มากกว่า 1 ช่องทาง ก็จะเพิ่มความสะดวกให้เราได้มากยิ่งขึ้น การวางแผนการเดินทางในแต่ละวันก็อาจจะทำได้ดีกว่า โดยไม่ต้องยึดติดอยู่กับรถไฟฟ้า เช่น ถ้าตัวโครงการอยู่ใกล้ด่านทางด่วน, ใกล้ท่ารถ, ใกล้ท่าเรือ หรือมีบริการขนส่งสาธารณะอื่นๆ ให้เลือกใช้ได้หลายทาง ก็ถือว่าเป็นเหตุผลที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจนะครับ    4. เน้นสถานี Interchange คล้ายๆ กับหัวข้อก่อนหน้านี้เลยครับ นอกจากจะต้องมีทางเลือกในการเดินทางที่มากขึ้นแล้ว การเลือกโครงการที่อยู่ใกล้สถานีที่เป็น Interchange ก็จะเพิ่มความสะดวกได้อีกทาง ปัจจุบันเรามีรถไฟฟ้าหลายสายเลยนะครับ โซนที่ตั้งของโครงการถ้าอยู่ใกล้กับสถานีที่ Interchange กับเส้นทางที่เราต้องใช้บ่อยๆ ก็จะดี แถมยังช่วยเพิ่มมูลค่าของห้องชุดขึ้นในอนาคตได้อีก ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ต้องขายต่อ หรือปล่อยเช่า 5. เลือกสถานีที่มีที่จอดรถสาธารณะอยู่ใกล้ๆ ปัญหาโลกแตกอย่างหนึ่งของคนอยู่คอนโดฯ นั่นคือ ปัญหาที่จอดรถมักจะไม่เพียงพอกับจำนวนผู้อยู่อาศัย หากทางนิติบุคคลมีระบบการจัดการที่ดีก็ยังพอจะช่วยแก้ไขปัญหาได้บ้าง แต่ถ้าไม่มีทางเลือกก็คงจะเป็นเรื่องน่าเหนื่อยใจอีกนาน ดังนั้นการมองหาสถานที่จอดรถสาธารณะที่อยู่ใกล้ๆ กับโครงการไว้บ้าง ก็อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจ เพราะถ้าสุดท้ายแล้วเราจำเป็นต้องหาที่จอดรถจริงๆ พื้นที่บริการให้เช่าที่จอดรถ หรืออาคารจอดรถสาธารณะที่อยู่ใกล้ๆ อาจเป็นเรื่องจำเป็นขึ้นมาก็ได้ครับ ตัวอย่างของที่จอดรถสาธารณะก็เช่น อาคารจอดแล้วจรของรถไฟฟ้า หรือลานจอดเอกชนที่มีให้เช่า หรือสถานที่ราชการที่อาจจะอนุญาตให้จอดได้ เป็นต้น 6. เลือกสถานีที่คนนิยมใช้บริการ การอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า บางครั้งก็ใช่ว่าจะเป็นสถานีอะไรก็ได้นะครับ การเลือกสถานีที่มีคนนิยมใช้บริการกันเยอะๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะยิ่งมีคนใช้บริการมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดสด รวมไปถึงห้างสรรพสินค้า และแหล่งช็อปปิ้งที่จำเป็น สิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นนั่นเอง แต่การอยู่ในทำเลที่ใกล้สถานีที่มีคนอยู่มากๆ ก็อาจจะมีเรื่องหงุดหงิดบ้าง เช่น ในช่วงเวลาเร่งด่วนก็อาจจะมีคนใช้บริการมากจนล้นสถานี หรือต้องคอยต่อคิวขึ้นรถต่างๆ นานหน่อย แต่เรื่องเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นดัชนีชี้ิว่า ทำเลนี้มีความต้องการสูง ก็จะทำให้ราคาขาย หรือราคาปล่อยเช่าดีกว่า และ/หรือ อาจจะทำให้การซื้อขาย ปล่อยเช่า เปลี่ยนมือได้เร็วกว่านั่นเอง   ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเคล็ดลับเบื้องต้นที่จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกโครงการได้ตรงตามความต้องการมากยิ่งขึ้นนะครับ จริงๆ แล้วการเลือกซื้อหรือเลือกอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมทำเลต่างๆ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย เพื่อที่เราจะได้โครงการที่ตอบโจทย์ คุ้มค่าทั้งราคาที่จ่ายไป และเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเราได้ดีที่สุดครับ ครั้งต่อๆ ไปเราจะนำเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันอีกแน่นอน อย่าลืมติดตามกันนะครับ แนะนำคอนโดติดรถไฟฟ้า Ideo Chula-Samyan PITI SUKHUMVIT 101 Supalai Lite Tha Phra-Wongwian Yai  THE ORIGIN Phahol-Saphanmai  
9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง

9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง

ห้องนอนถือเป็นพื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่หวงห้ามของใครหลายคน เพราะทุกๆ วันเราต้องใช้เวลาอยู่ในห้องนอนมากกว่าห้องอื่นในบ้านอยู่เสมอ จนบางทีเราก็แทบจะทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เช่น ทำงาน อ่านหนังสือ ดูทีวี ฯลฯ อยู่ในห้องนอนกันเลยทีเดียว ซึ่งตามความเชื่อฮวงจุ้ยแล้วห้องนอนที่ดีจะต้องมีพลังบวกให้กับเจ้าของห้อง เพื่อจะส่งเสริมสิ่งดีๆ ต่างๆ ให้เข้ามา ดังนั้นเราจึงมีวิธีจัดห้องเสริมดวงเพิ่มพลังบวก กับ 9 วิธีง่ายๆ ดังนี้ครับ     1. ตำแหน่งเตียงก็สำคัญ เราควรวางเตียงให้ห่างจากประตูห้องมากที่สุด เพราะจะไม่ถูกรบกวนจากเสียงภายนอกง่ายเกินไป และไม่ควรวางเตียงไว้ในตำแหน่งใต้คาน เพราะเชื่อว่าจะทำให้นอนหลับพักผ่อนไม่สบายนั่นเอง   2. โต๊ะข้างเตียงควรเลือกโต๊ะแบบโค้งมน ถ้าต้องใช้โต๊ะข้างเตียง ควรเลือกโต๊ะที่มีดีไซน์ลักษณะโค้งมนมากกว่าโต๊ะแบบสี่เหลี่ยม เพราะความโค้งจะช่วยกันพลังงานด้านลบออกไปจากเราได้ดีกว่า   3. สีแดงเสริมความรัก สำหรับคนที่กำลังมีความรัก สามารถเสริมพลังเรื่องความรักให้สดใสด้วยการเลือกใช้ของตกแต่งห้องที่เป็นสีแดงเข้ามาเพิ่มเติม เช่น ลองเปลี่ยนปลอกหมอนให้เป็นสีแดง หรือเลือกรูปตกแต่งในห้องให้มีโทนสีแดง อีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจคือ ลองหาโคมไฟสีแดงเล็กๆ มาตกแต่งห้องก็ได้นะครับ   4. ในห้องนอนควรมีการจัดแสงสว่างให้เหมาะสม ความเหมาะสมของการจัดแสงสว่างในห้องหมายถึงว่า ในช่วงกลางวันแสงจากด้านนอกต้องส่องทั่วถึงทั้งห้อง หรือมีความสว่างที่เพียงพอ ขณะเดียวกันในตอนกลางคืนห้องก็ต้องมืดสนิทเช่นกัน เพื่อจะได้ไม่มีแสงรบกวนเวลานอน   5. เสริมดวงการงานด้วยภาพถ่ายหรือภาพวาด การหาภาพวาดหรือภาพถ่ายมาประดับตามส่วนต่างๆ ในห้อง ไม่ว่าแขวนไว้ที่กำแพงหรือวางไว้บนโต๊ะ นอกจากจะช่วยเสริมดวงความรักได้แล้ว เค้าว่ากันว่ายังช่วยเสริมดวงเรื่องการงาน และความสงบในชีวิตได้ด้วยนะ ไม่เชื่อลองดูสิ   6. เลือกของแต่งห้องให้เป็นคู่ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคู่ แค่ลองเลือกของแต่งห้องมาใช้เป็นคู่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟหัวเตียง ก็ควรวางไว้ทั้ง 2 ด้านของเตียง หรือลองเลือกวางหมอนเป็นคู่ๆ ก็จะช่วยเรื่องความรักให้มั่นคงได้อีกเช่นกัน   7. ห้องนอนไม่ใช่ห้องทำงาน อันนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ควรจะต้องแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสมนะครับ เพื่อการพักผ่อนที่ดีเราควรแยกห้องทำงานออกจากห้องนอน และไม่ควรมีสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานอยู่ภายในห้องนอนด้วย เวลานอนก็จะได้ไม่มีความกังวลเรื่องอื่นๆ ทีนี้เราก็จะหลับได้สนิทมากขึ้นด้วย   8. ใช้โทนสีอ่อนเป็นหลัก ข้อนี้เป็นหลักทางจิตวิทยาง่ายๆ เพราะการเลือกใช้โทนสีอ่อนตกแต่งห้องจะช่วยให้ดูอบอุ่น หรือรู้สึกสบายตามากกว่าการเลือกใช้สีเข้มๆ เมื่อสีช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นแล้ว บรรยากาศภายในห้องก็จะเหมาะแก่การพักผ่อนยิ่งขึ้นครับ   9. เก็บของให้เป็นระเบียบ เรื่องง่ายๆ ที่เราควรเก็บกวาด และจัดห้องให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ ไม่ควรวางของเกะกะตามพื้น และไม่ควรเก็บของไว้ใต้เตียง การทำให้ห้องสะอาดเป็นระเบียบจะช่วยดึงพลังงานด้านบวกให้เข้ามาได้ดีกว่าห้องรกๆ นะครับ   เคล็ด(ไม่)ลับทั้ง 9 ข้อนี้ เป็นเรื่องที่สามารถทำกันได้ง่ายๆ เลยใช่มั้ยครับ นอกจากจะช่วยเสริมสิ่งดีๆ และพลังบวกตามความเชื่อของหลักฮวงจุ้ยแล้ว จะสังเกตได้ว่าวิธีต่างๆ ยังเหมือนเป็นการเตือนให้เราคอยจัดระเบียบ และทำความสะอาดห้องนอนของเราให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ พอห้องสะอาดก็น่าอยู่น่านอนมากยิ่งขึ้นด้วยจริงมั้ยครับ      
การเลือกซื้อคอนโด เลือกอยู่ชั้นไหนเหมาะกับคุณสุดๆ

การเลือกซื้อคอนโด เลือกอยู่ชั้นไหนเหมาะกับคุณสุดๆ

การเลือกห้องชุด คอนโดมิเนียม มีหลักในการเลือกให้เหมาะสมกับตัวคุณเอง โดยยึกหลักฮวงจุ้ยได้ เลือกดีมีผลต่อการอยู่อาศัย อยู่ดีมีสุข ร่มเย็น เรามาลองดูว่า     เลือกซื้อห้องชุด คอนโดมิเนียม ชั้นไหนถูกโฉลกผู้อยู่ แบบไหน  ในการเลือกซื้อคอนโดนั้นตามศาสตร์ฮวงจุ้ย ยังสามารถตัดสินใจซื้อได้ตามระบบธาตุ ธาตุดิน คือคอนโดที่เป็นสี่เหลี่ยม ควรซื้อชั้นที่ 5, 10, 15, 25 ธาตุไม้ คือคอนโดที่เป็นลักษณะสูง เป็นแท่งขึ้นไป ควรซื้อชั้นที่ 3, 8, 16, 38, 61 ธาตุทอง คือคอนโดทรงกลม ควรซื้อชั้นที่ 10, 15, 49, 94 อีกทั้งคอนโดที่มีการก่อสร้างเป็นลักษณะตัว U จะถูกตามหลักฮวงจุ้ย คือมีรูปลักษณะที่ดีเหมือนปากโอ่ง รับซ้ายขวามาเก็บไว้   ส่วนคนที่เกิดนักษัตรใด ควรเลือกซื้อคอนโดชั้นไหนจึงจะส่งผลดีต่อการอยู่อาศัย ปีชวด มะโรง วอก อยู่ในกลุ่มธาตุน้ำ ชั้นที่ดีคือชั้นที่ลงท้ายด้วย 1 กับ 6 ทั้งหมด ปีฉลู ระกา มะเส็ง อยู่ในกลุ่มธาตุทอง ชั้นที่ดีคือชั้นที่ลงท้ายด้วย 9 กับ 4 ทั้งหมด ปีขาล มะเมีย จอ อยู่ในกลุ่มธาตุไฟ ชั้นที่ดีคือชั้นที่ลงท้ายด้วย 2 กับ 7 ทั้งหมด ปีเถาะ มะแม กุน อยู่ในกลุ่มธาตุไม้ ชั้นที่ดีคือชั้นที่ลงท้ายด้วย 3, 8, 1 และ 6 ทั้งหมด   รวมทั้งในตัวคนเราจะมีกลุ่มถ่อฮวย คือ จุดเสน่ห์ ซึ่งคือทิศทางที่ทำให้นักษัตรเรามีพลัง ปีชวด มะโรง วอก มุมเสน่ห์ คือทิศตะวันตก ปีฉลู ระกา มะเส็ง มุมเสน่ห์ คือทิศใต้ ปีขาล มะเมีย จอ มุมเสน่ห์ คือทิศตะวันออก ปีเถาะ มะแม กุน มุมเสน่ห์ คือทิศเหนือ   ในทิศที่เป็นมุมเสน่ห์ต้องไม่ให้มีห้องน้ำ ถังขยะหรือสิ่งสกปรก ควรทำให้มีสิ่งเคลื่อนไหว มีสิ่งสวยงาม สดชื่นเช่นดอกไม้ เพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวา ถ้าแก้ไม่ได้เช่นเป็นห้องน้ำ ต้องรักษาความสะอาด ฝาห้องน้ำต้องทำให้สวยงาม หาต้นไม้ ดอกไม้สวยๆ มาวางไว้ ไม่ใช้ต้นไม้แห้ง ต้นไม้ตายแล้ว คนจีนอาจจะใช้เป็นต้นกวนอิม คนอยากมีคู่อาจจะเป็นกุหลาบ หรือคนทำการค้า ต้องมองทิศนี้เป็นทิศพลังเพื่อเรียกลูกค้า วางสินค้าโชว์ มีของหอม มีดิสเพลย์สวยๆ รับลูกค้า เป็นต้น   ขอขอบคุณข้อมูลฮวงจุ้ยดีๆ จาก อาจารย์ธนากร ตันอาวัชนการ ซินแสมังกร
วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก

วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก

รวมวิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา พืชสีเขียวเล็ก ๆ ที่ขึ้นลามไปทั่วในช่วงหน้าฝน จนทำให้บ้านดูสกปรก แถมยังทำให้พื้นลื่น สาเหตุของอุบัติเหตุในบ้านด้วย เมื่อฝนมา...ภายในบ้านมันก็จะชื้น ๆ ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำ หรือชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกว่า มอสส์ (Moss) มาเกาะบ้าน ทำลายบรรยากาศไปซะหมด ถึงหลายคนจะบอกว่า มันดูสวยดี แต่ยังมีบางบ้านที่ไม่ต้องการให้มันขึ้น กระปุกดอทคอมเลยไม่รอช้าที่จะนำวิธีกำจัดตะไคร่น้ำมาฝากกันค่ะ สำหรับบ้านไหนที่ไม่อยากให้ตะไคร่น้ำเกาะ ก็เลือกวิธีที่เหมาะสมไปกำจัดเลยค่ะ น้ำร้อน วิธีนี้คือขั้นพื้นฐานของการกำจัดตะไคร่น้ำ โดยการราดน้ำต้มเดือดตรงที่มีตะไคร่น้ำ ตามด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น ๆ เทซ้ำลงไปที่เดิม ก่อนใช้แปรงหัวแข็งขัดและทำความสะอาดอีกรอบ   เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง วิธีนี้เป็นการกำจัดดตะไคร่น้ำแบบธรรมชาติเหมือนวิธีแรกนั่นแหละค่ะ ด้วยการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงมาฉีดบรรดาคราบตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามผนังหรือพื้นซีเมนต์ต่าง ๆ ให้ทั่ว คราบตะไคร่น้ำก็จะหายไปในทันที แต่วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลในบริเวณที่มีคราบตะไคร่น้ำเกาะหนา   น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูเป็นของดีที่ทุกบ้านต้องมีเลยค่ะ โดยนำน้ำส้มสายชูมาราดลงบนตะไคร่น้ำโดยตรง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วขัดออก ราดน้ำเพื่อทำความสะอาดให้เกลี้ยง และที่สำคัญต้องทำให้แห้งด้วยนะคะ เพื่อกำจัดความชื้นตัวการที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำให้หมดไปแบบถาวรด้วย   สารฟอกขาว หากทำวิธีด้านบนแล้วยังมีตะไคร่น้ำสีเขียว ๆ เกาะอยู่ งั้นต้องผสมสารฟอกขาว ¾ ถ้วยตวง กับน้ำเปล่า 1 แกลลอน เพื่อนำไปราดบนตะไคร่น้ำและทิ้งไว้ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก แต่วิธีนี้ควรระวังไม่ให้ส่วนผสมไหลไปโดนต้นไม้เด็ดขาด ที่สำคัญถ้าจะให้ดีต้องทำวิธีนี้ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เพราะความร้อนจากแสงแดดจะทำให้ส่วนผสมแห้งเร็วขึ้น   เบกกิ้งโซดา ถ้าสารเคมีหายากเกินไป แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในครัวเรือนอย่าง เบกกิ้งโซดา เพียงแค่นำไปโรยบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากนั้นค่อยกวาดเศษตะไคร่น้ำและเศษเบกกิ้งโซดาทิ้งไป น้ำยาล้างจาน ส่วนผสมที่ได้จากในครัวเรือนเหมือนกัน เริ่มจากผสมน้ำยาล้างจาน 600 มิลลิลิตร กับน้ำเปล่า 5 แกลลอนให้เข้ากันดี แล้วราดลงบนตะไคร่น้ำ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จากนั้นก็มาขัดและล้างออกให้สะอาด   หากใครจะใช้วิธีกำจัดตะไคร่น้ำที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ต้องระมัดระวังให้มาก ถ้าเลือกวิธีที่มีสารเคมีก็ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด เพื่อกำจัดตะไคร่น้ำให้หมดไปและไม่เป็นอันตรายต่อตัวเราด้วยนะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view172394.html
แก้เคล็ดฮวงจุ้ยห้องนอน เสริมดวงให้ราบรื่น

แก้เคล็ดฮวงจุ้ยห้องนอน เสริมดวงให้ราบรื่น

ฮวงจุ้ย ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งจากประเทศจีน เกี่ยวกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตหลายด้านตามความเชื่อ ซึ่งก็ได้รับความนิยมกันหลายประเทศในเอเชียที่มีการวางสถาปัตยกรรม สภาพแวดล้อมให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อความเจริญรุ่งเรือง แต่สำหรับฮวงจุ้ยที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องในห้องนอนค่ะ ถ้ารู้สึกว่าชีวิตทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ไม่ราบรื่นเอาเสียเลย ก็ลองหันมาจัดแจงปรับเปลี่ยนห้องนอนของเรากันเสียหน่อย อาจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นตามศาตร์ของฮวงจุ้ยก็ได้นะคะ 1.ฮวงจุ้ยห้องนอนไม่เป็นสี่เหลี่ยม จัดว่าเป็นห้องเชือดเฉือน ห้องนอนที่ไม่เป็นสี่เหลี่ยม แต่มีส่วนหนึ่งเว้าแหว่งไป จนเป็นรูปทรงคล้ายมีดบังตอ ถือว่าไม่ดี ยิ่งถ้าตั้งเตียงตรงบริเวณส่วนคมของมีดก็ยิ่งถือว่าไม่ดี จะทำให้สามี-ภรรยาชอบหาเรื่องทำร้ายกัน มิว่าทางกายหรือทางคำพูด หรืออาจต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดใหญ่ วิธีแก้เคล็ดตามหลักฮวงจุ้ย  ให้ตั้งเตียงในส่วนที่เป็นด้านสันมีด แล้วติดลูกแก้วคริสตัลหรือตั้งกระถางต้นไม้ไว้ที่จุด A ถ้าเตียงจำเป็นต้องอยู่ทางคมมีด เพราะผนังด้านสันมีดเป็นห้องน้ำ ก็ให้ติดกระจกเงาบานใหญ่ไว้ทางผนังด้านตรงข้ามกับเตียง 2.ฝันร้ายบ่อย หงุดหงิดง่าย เพราะปลายเตียงแคบ บริเวณปลายเตียงนอนสมควรให้มีเนื้อที่ว่างอย่างน้อยที่สุดก็สัก 2 ฟุตครึ่ง (ถ้ามีเนื้อที่เหลือกว้างมากก็ยิ่งดี) พยายามอย่าให้มีตู้หรือโต๊ะมาตั้งไว้ที่ปลายเตียงจนเกือบชิด จะทำให้ฝันร้ายบ่อย และจิตใจมักหงุดหงิดไม่สบายอยู่เสมอ แก้เคล็ดง่าย แค่ปล่อยโล่ง  ควรปล่อยให้ปลายเตียงเป็นบริเวณโล่งๆ โปร่งๆ ถ้าเนื้อที่จำกัดจริงๆ และจำเป็นต้องวางตู้ขนาดใหญ่ไว้ที่ปลายเตียงก็ให้ติดผ้าม่านสีอ่อนๆ ที่หน้าประตูตู้ เมื่อนอนมองมาจะมีความรู้สึกสบายตา ไม่รู้สึกถูกพลังบางอย่างกดทับ 3.ฮวงจุ้ยห้องนอนที่หัวเตียงหันผิดทิศ มีแต่เรื่องทุกข์ใจ  ถ้าตั้งหัวเตียงไปทางทิศตะวันตก คู่สามี-ภรรยาจะมีแต่ความเบื่อหน่ายหมดความรักความใคร่ในกันและกัน แม้เป็นคนโสดก็จะมีแต่เรื่องให้เป็นทุกข์และกังวลใจ ชีวิตถดถอยมากกว่าเจริญก้าวหน้า แค่ขยับเตียง ฮวงจุ้ยห้องนอนก็เปลี่ยนทันที ให้ย้ายหัวเตียงไปทางทิศอื่น แล้วชีวิตจะมีความสุขความเจริญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คู่สามี-ภรรยาก็จะมีความรักใคร่กันอย่างสดชื่นยิ่งขึ้น 4.ชีวิตคู่แตกแยก การเงินติดขัด เพราะเตียงกับเตาตรงกัน  การตั้งเตียงนอนต้องระวังให้มากที่สุด ดูด้วยว่าชั้นล่างบริเวณที่ตรงกับเตียงเรานั้น เป็นสิ่งของเครื่องเรือนใดบ้าง ถ้าตั้งเตียงทับเตาไฟในครัวชั้นล่าง หรือตั้งทับทีวี ตู้เย็นที่เป็นเครื่องไฟฟ้าก็ถือว่าไม่เป็นมงคล จะมีผลให้ชีวิตคู่แตกแยก การเงินติดขัด จับย้ายเตา เพื่อรักมั่นคง ต้องย้ายตำแหน่งของเตียงนอนไปยังมุมอื่น หรือย้ายการจัดวางเตาไฟในมุมครัวชั้นล่างไปวางตั้งยังมุมอื่น แล้วคู่สมรสจะรักกันมั่นคงยั่งยืน ฐานะการเงินก็มั่งคั่งขึ้น 5.ฮวงจุ้ยห้องนอนที่ดี เตียงนอนต้องไม่ขวางประตู  ถ้าตำแหน่งเตียงนอนตั้งอยู่ตรงกับประตู เมื่อนอนอยู่บนเตียงแล้ว มีลักษณะท่าทีคล้ายนอนขวางประตูอย่างหนึ่ง หรืออีกอย่างหนึ่งเหมือนนอนเอาปลายเท้าชี้หาประตู ถือว่าไม่ดี เสริมดวงด้วยการติดผ้าม่าน ให้ติดผ้าม่านอย่างทึบ (มีลวดลายได้ แต่มิใช่ผ้าโปร่งบาง) ติดบังตาไว้โดยห้ามผุกรวบชายม่านเป็นอันขาด หรือหาฉากบานพับมาตั้งบังตาระหว่างเตียงกับประตูห้องนอน หรือกั้นขวางด้วยตู้เสื้อผ้าก็ได้ 6.เสริมดวงชีวิตราบรื่น เหนือเตียงต้องโล่ง มิควรติดตั้งตู้หรือชั้นวางของที่เหนือหัวเตียงเด็ดขาด แม้จะเป็นชั้นเล็กๆ หรือตู้ลอยแบบบิลด์-อินก็ตามแม้จะทำให้ได้ประโยชน์ในการใช้สอยแต่จะทำให้การงานติดขัด ความคิดไม่โลดแล่น จิตใจให้หดหู่ว้าวุ่นและเจ็บป่วยง่าย ย้ายเตียงไม่ได้ ก็เสริมดวงด้วยรูปภาพ ควรจัดการรื้อตู้และชั้นต่างๆ ออกจากบริเวณหัวเตียง ที่ผนังด้านเหนือศีรษะ หรือที่หัวเตียงติดรูปภาพลวดลายมงคลแทนจะดีกว่า 7.เตียงใต้คาน มีปัญหาต่อสุขภาพ เสริมดวงด้วยด้ายแดง การจัดวางเตียงนอนไว้ใต้คานถือว่าผิดฮวงจุ้ย การตั้งเตียงลักษณะนี้จะทำให้ผู้เป็นเจ้าของเตียงมักเจ็บป่วยง่าย สุขภาพไม่ดี ปวดศีรษะบ่อย ปวดเมื่อยเนื้อตัวบ่อย จิตใจอึดอัดกดดันโดยไม่รู้สาเหตุแน่ชัด เสริมดวงง่ายๆ ด้วยขลุ่ยจีนผูกด้ายแดง ควรจัดการเคลื่อนย้ายเสียใหม่ ตั้งเตียงไว้ในมุมอื่นที่มิได้อยู่ใต้คาน ถ้าย้ายไม่ได้จริงๆ ให้แขวนขลุ่ยจีนผูกด้ายแดง เพื่อแก้เคล็ดที่บริเวณคานนั้น 8.โต๊ะเครื่องแป้งอยู่ปลายเตียง ฝันร้ายบ่อย ถ้าโต๊ะเครื่องแป้งตั้งอยู่ปลายเตียงพอดี หรือตั้งอยู่ข้างเตียง โดยหันกระจกเงาเข้าหาตัวเตียงพอดี จะทำให้ฝันร้ายบ่อยๆ พลังจิตใจอ่อนแอ ตื่นตกใจง่าย แก้เคล็ดด้วยผ้าม่าน ย้ายตำแหน่งของโต๊ะเครื่องแป้ง แต่ถ้าย้ายไม่ได้จริงๆ ให้ติดผ้าม่านปิดกระจกเงาไว้ 9.ใต้เตียงสกปรก การเงินติดขัด  พื้นที่ว่างใต้เตียงถ้าทำเป็นที่เก็บของจนรกรุงรัง และมีข้าวของเก่าๆ ชำรุดเก็บไว้ด้วย จะทำให้สตรีที่ตั้งครรภ์อยู่แท้งได้ ผู้ที่นอนบนเตียงนั้นจะมีจิตใจกระสับกระส่าย การงาน-การเงินติดขัดไม่ราบรื่น ถ้าเป็นคู่สามี-ภรรยาก็จะมีปากเสียงกันบ่อย แก้เคล็ดฮวงจุ้ยห้องนอนได้ แค่หมั่นทำความสะอาด  นำข้าวของไปบรรจุใส่กล่องแล้วเก็บไว้ที่อื่น จัดใต้เตียงให้โล่ง ปัดกวาดให้สะอาดเสมอ ถ้าจำเป็นจริงๆ ให้เก็บของใส่กล่องให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ แต่อย่าเก็บของหักๆ ชำรุดไว้ใต้เตียงเด็ดขาด เรื่องของฮวงจุ้ยไม่ได้มีเพียงเท่านี้นะคะ แต่ยังมีด้านอื่นๆ ด้วย เช่น วิธีแก้ฮวงจุ้ยในคอนโด ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน  บ้านเรียกทรัพย์ตามหลักฮวงจุ้ย  
ต้นไม้ไล่ยุง ปลูกไว้ไร้แมลงร้าย

ต้นไม้ไล่ยุง ปลูกไว้ไร้แมลงร้าย

ตะไคร้หอม เชื่อว่าหลายคนต้องเคยใช้ยาทากันยุงหรือสเปรย์กันยุงกลิ่นตะไคร้กันแน่ๆ และคงจะรู้ถึงคุณสมบัติของตะไคร้กันไม่น้อย เพราะน้ำมันหอมระเหยในตะไคร้ คนอาจจะชอบใจ แต่สำหรับยุงน่าจะไม่ชอบใจนัก ถ้าบ้านใครมีพื้นที่ แนะนำว่าปลูกเหนือลมเพื่อให้ลมพัดกลิ่นกระจายไปรอบๆ บ้าน โดยวิธีการไล่ยุงคือต้องทำให้น้ำมันหอมระเหย อาจจะต้องทุบหรือขยี้ใบ และต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เห็นผล   ลาเวนเดอร์ น้ำมันระเหยที่สกัดจากดอกลาเวนเดอร์สามารถไล่ยุงได้ เพราะยุงจะไม่ชอบกลิ่นแรงของลาเวนเดอร์ ดังนั้นหากต้องการแต่งสวนสวยๆ ด้วยดอกไม้ ลองหาต้นลาเวนเดอร์มาปลูก นอกจากจะช่วยไล่ยุงร้ายไม่ให้มากวนใจแล้ว ยังได้สวนสวยๆ ให้นั่งเล่นเวลาพักผ่อนอยู่ที่บ้านอีกด้วย   แคทนิป บ้านที่เลี้ยงเจ้าแมวจะต้องรู้จักหรืออาจจะปลูกต้นแคทนิป หรือกัญชาแมวไว้ในบ้านอยู่แล้ว ต้นไม้ชนิดนี้ไม่ได้แค่ช่วยสร้างความเบิกบานให้น้องเหมียวในบ้านเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติช่วยขับไล่ยุงที่มากวนใจได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วย   สะระแหน่ พืชสมุนไพรที่เรานำมาทำอาหารอย่างสะระแหน่ ก็มีคุณสมบัติที่ช่วยไล่ยุงร้ายได้เช่นกัน เพราะภายในสะระแหน่มีน้ำมันหอมระเหยที่ยุงไม่ชอบกลิ่นเอามากๆ ซึ่งสะระแหน่นั้นสามารถขึ้นได้ง่าย เพราะฉะนั้นหากบ้านไหนไม่มีพื้นที่ก็สามารถปลูกใส่กระถางวางไว้ตรงระเบียงก็ได้เช่นกัน ลองเด็ดใบสะระแหน่มาขยี้แล้วทาลงบนผิวรับรองจะไม่มียุงมาคอยกวนใจ แถมยังทำให้ผิวชุ่มชื้นด้วย   เสาร์อาทิตย์หรือวันว่างๆ ลองชวนเด็กๆ ในครอบครัวมาตกแต่งสวนรอบบ้าน ปลูกต้นไม้ที่ช่วยไล่ยุงร้าย ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความสนุกไม่น้อย อย่างไรก็ตามแม้จะปลูกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยไล่ยุงแล้ว ก็ยังต้องคอยระวังและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงอีกทางหนึ่งด้วย   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.pf.co.th/blog/cozy-at-home/green-at-home/2017/09/20/mosquito-repellent-tree/  
ฮวงจุ้ย : แปลนบ้านถูกหลักฮวงจุ้ยอยู่แล้วรวย

ฮวงจุ้ย : แปลนบ้านถูกหลักฮวงจุ้ยอยู่แล้วรวย

โดยในหลักการของบ้านก็เช่นกัน เป็นเรื่องของความสมดุลที่เรียกว่า อินเอี๊ยง หรือหยินหยาง คือมีความมืดและความสว่าง ถ้ามีความสว่างมากเกินไปก็จะกระตือรือร้นมากเกินไป มุ่งมั่นแต่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่หากเป็นความมืดก็คือความนิ่ง ความสงบ ถ้าความมืดน้อยก็จะไม่สงบ   ดังนั้น ต้องแบ่งหน้าบ้านกับหลังบ้านให้สมดุลกัน โดยหน้าบ้านต้องสว่าง หลังบ้านต้องทึบ ต้องมืด เปรียบได้กับหน้าบ้านสว่างเป็นน้ำ น้ำไหลเข้ามา หลังบ้านทึบเป็นภูเขารับน้ำ แต่ถ้าอยู่สลับที่กันเช่นหลังบ้านโล่ง แปลว่าไม่มีภูเขา ภูเขาตกน้ำ คนที่อยู่ภายในบ้านจะสุขภาพไม่ดี เป็นเรื่องระหว่างเงินกับคน ดูเงินให้ดูที่ความเคลื่อนไหว ดูว่าจะเก็บอยู่หรือไม่ให้ดูความนิ่ง   ข้อห้ามที่ว่าไม่ให้ 2 ประตูตรงกัน แปลว่ามีแต่เงินเข้ามาแต่ทำเท่าไรก็ไม่เหลือ เราจึงต้องอุดข้างหลัง เหมือนโบราณถ้ามีคู่ต้องให้คู่เก็บ สามีทำงาน ภรรยาอยู่บ้านให้เก็บเงิน ไม่มีคนอยู่บ้าน ทำแทบตายไม่มีคนเก็บ คอนโดก็เช่นกัน ต้องแบ่งครึ่ง หน้ากับหลัง กฎของแม่น้ำกับภูเขาก็ใช้ได้ด้วยกัน     กฎของสว่างกับทึบต้องตรงข้ามกัน ทุกครั้งที่มีเข้ามาต้องมีการรับ เช่นถ้ามีประตูต้องไม่มีหน้าต่างตรงกัน แสงก็เช่นกัน ต้องมีความสมดุลระหว่างสว่างและมืด ที่ว่าหน้าบ้านเป็นโบสถ์ วัด โรงเจ ถือว่าเป็นความมืด จะแก้ด้วยการติดไฟสว่างไว้ 1 ดวง เพื่อแก้ให้มีความสว่างเกิดขึ้น หรือหากหน้าบ้านมีรถไฟฟ้าเปรียบเสมือนภูเขาอยู่ตรงหน้า อาจไม่ดี ต้องแก้ด้วยความโล่งโปร่ง จึงมีการวางน้ำพุ ลานน้ำผุดขึ้นมาแก้สร้างความสมดุล ความทึบคือความมั่นคงคือบุคคล ความโล่งคือการเงินหรือสุขภาพ   ความสมดุลของบ้าน เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ส่วนจะรู้ว่าสมดุลหรือไม่นั้น หลักการคำนวณเริ่มจากยืนจากหน้าบ้านใช้เข็มทิศวัด ว่าบ้านนี้หันหน้าไปทางทิศไหน หลังตั้งอยู่ทิศอะไร แล้วมาคำนวณ เบื้องต้นบ้านที่ดีต้องแบ่งด้านหน้าออกเป็น 3 ช่องได้เท่าๆ กัน   สำหรับลักษณะของบ้านที่ดีต้องเข้าตรงกลาง โดยให้เปรียบสัมพันธ์กับหน้าตาของคนเรา ทางเข้าถ้าเบี้ยวซ้าย เบี้ยวขวาเหมือนปากไม่ตรง กินไม่ถนัด และบ้านที่เอาบันไดไว้หน้าบ้านก็ไม่ดี เพราะเปรียบเสมือนเอาภูเขาไปอุดอยู่ข้างหน้า บ้านที่เป็นรูปลักษณะที่ดีคือเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่ด้านตั้งก็ด้านยาว การต่อเติมที่ไม่สมดุลมีส่วนเกินมาก ทำให้ไม่ครบองค์ประกอบ 8 ทิศไม่สมบูรณ์ก็จะไม่ดีในแง่ฮวงจุ้ย   ในการพิจารณาตามศาสตร์ฮวงจุ้ยต้องดูเฉพาะตัวบ้าน ไม่ต้องสนใจที่ดิน ประตูบ้านสำคัญกว่าประตูรั้ว เพราะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เข้ามาหาเรา รูปลักษณะบ้านก็ต้องอยู่ในความสมดุล โดยบ้านที่ดีคือ บ้าน 2 ชั้นขึ้นไป ประตูกับบันไดควรสัมพันธ์กัน ทางเข้าต้องมีบันไดรับ ซ้ายหรือขวาได้ แต่ต้องไม่ใช่ตรงกลางบ้าน เปรียบเสมือนการรับทรัพย์และนำเข้าไปในตัวบ้าน บ้านที่ดีต้องมีห้องรับแขก เข้าประตูมาแล้ว อยู่ซ้ายหรือขวาแล้วแต่ทิศทางเป็นตัวกำหนด บ้านที่ดี โดยหลักการทั่วไป ห้องใหญ่ที่สุดคือห้องของหัวหน้าครอบครัว คือคนที่หาเงินได้มากที่สุด บ้านที่ดี มุมของพ่อแม่ควรเป็นมุมสงบอยู่ชั้นล่าง   " การเลือกแปลนบ้านให้ใช้เกณฑ์ของกระแสที่ไหลมาเป็นตัวกำหนด คือให้ถนนเป็นหลัก หากว่าเป็นหลังสุดท้ายและติดริมรั้วเลยถือว่าไม่ดี เรียกว่าปลายน้ำ ยิ่งเป็นรั้วที่ติดกับหมู่บ้านและมีบ้านที่อยู่ภายนอกบังอยู่ด้วยยิ่งไม่ดี แต่ถ้าติดรั้วและอีกฝั่งเป็นที่โล่งยังถือว่ามีกระแสลมพัดผ่าน ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อนี้ อย่างไรก็ตามยังต้องมองว่าต้นทางกับปลายทางสู้กลางทางไม่ได้...."     บ้านที่ดี ห้องครัวเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ถือเป็นมุมทรัพย์อีกแบบหนึ่ง ไม่โปร่งโล่งเกินไป ควรเป็นมุมที่ต้องแอบซ่อน เห็นครัวง่ายก็จะมีคู่แข่งตลอด อาหารการกินก็จะมีคนมาแย่งกิน กรณีนี้ยกเว้นสำหรับร้านอาหาร และครัวไทยที่ทำนอกบ้าน บ้านที่ดี การทำครัวให้เลี่ยงการประจันหน้าระหว่างเตาไฟกับอ่างล้างจาน เพราะน้ำกับไฟเจอกัน จะทำให้คนในบ้านทะเลาะกัน บ้านที่ดี โดยหลักการฮวงจุ้ย การดูครัวให้ใช้ดวงชะตาของแม่บ้านเป็นหลัก เพราะถ้าแม่บ้านไม่มีแรง กลับบ้านมาก็ไม่มีใครป้อนอาหารให้มีความสุขได้ บ้านที่ดี ควรเว้นการทำห้องน้ำตรงกลางบ้าน และตรงกลางของหลังบ้าน ห้ามส่วนที่เป็นจุดศูนย์กลางทั้งหมด เพราะจะทำให้ประธานมีปัญหา หน้าต่างและบันไดบ้านควรจัดสมดุลด้วยสายตาและยึดหลักจำนวนเลขคี่ เพราะเลขคี่ คือ พลังการเคลื่อนไหว ส่วนเลขคู่ คือพลังหยุดนิ่ง หลังคาบ้าน เปรียบเสมือนหมวก หากว่าออกแบบชายคาต่ำกว่าสายตา ทำให้คนในบ้านมองไปไม่ไกล ทัศนวิสัยไม่ดี เหมือนปิดหน้าปิดตาไว้     ที่สำคัญทางสามแพร่งถือเป็นข้อห้ามอันดับหนึ่ง เพราะกระแสจะวิ่งตรงเข้ามาชนตัวบ้าน ชนประตู จะมีปัญหามาก คนที่อยู่บ้านลักษณะนี้จะไม่มีความสุขเพราะกระแสแรง ส่งผลต่อคนแต่ละคนและมีทิศทางเป็นตัวกำหนด หากพุ่งชนทิศตะวันออกจะเกี่ยวข้องกับคำพูด ลม ปากและคอแห้ง มักจะมีปัญหาสุขภาพเรื่องปอด ทิศตะวันตกมักจะมีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ ทิศเหนือมีปัญหาเรื่องมดลูก ทิศใต้มีปัญหาเรื่องสายตา อย่างไรก็ตามบ้านลักษณะนี้เงินทองจะเข้าดีแต่สุขภาพจะไม่ค่อยดี   ขอขอบคุณข้อมูลฮวงจุ้ยดีๆ จาก อาจารย์ธนากร ตันอาวัชนการ ซินแสมังกร แหล่งที่มา : https://mgronline.com
8 เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง

8 เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง

บ้านคือวิมานแห่งความสุข แต่บางครั้งความสุขที่เราคาดหวังอาจต้องพังครืนเมื่อมีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อย่าง “เพื่อนบ้าน” เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ หรือคอนโดฯ หากบังเอิญต้องมาเจอกับ 1 ใน 10 ประเภทของเพื่อนบ้านเหล่านี้ ดีกรีความสุขของคุณอาจติดลบโดยไม่รู้ตัว   เจ้าแห่งเสียง แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในห้องสมุดที่จะพูดคุยทีต้องคอยกระซิบกระซาบ แต่หากต้องอยู่บ้านติดหรือละแวกเดียวกับคนที่พูดเสียงดัง ตะโกนโหวกเหวก โวยวาย ทะเลาะกันเช้า-เย็น หรือบ่นทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่เว้นแม้แต่หมา แมว หรือกระรอกบินที่เลี้ยงไว้ในกรง คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก แน่นอนว่าอยู่ในห้องหรือบ้านคุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แต่อย่าลืมขอบเขตของคำว่าพอดี เพราะคงไม่มีใครอยากได้รับการเผื่อแผ่คำที่ฟังแล้วไม่รื่นหูนักหรอก “เสียงนั้น” ในยามวิกาล อีกหนึ่งปัญหาที่ไม่น่าเชื่อว่าหลายคนต้องพยักหน้าว่า “ฉันก็เจอมาเหมือนกัน” จริงๆ มันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติและการแสดงความรักต่อกัน แต่ทางที่ดีเราไม่ควรให้ความรักนั้นเป็นความร้าวรานของเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในคอนโดฯ หากไม่ใช่ห้องมุมและอยู่ชั้นบนสุด แหล่งกำเนิดเสียงประเภทนี้จะมาได้ในทุกทิศทาง หากใครที่กำลังประสบปัญหานี้ หากทำใจให้มองผ่านไม่ได้ บางทีคุณอาจจะต้องบอกให้เจ้าของบ้านหรือเจ้าของห้องรู้ ลองเขียนโน๊ต (โดยที่อาจไม่ต้องลงชื่อ) และไปสอดไว้ที่ห้องของจุดเกิดเหตุ ขอความร่วมมือให้ลดการใช้เสียงลงสักนิด หากไม่เวิร์ค สุดท้ายก็คงต้องทำใจ เพราะเสียงแบบนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดได้ทุกวัน แจกบัตรเบ่งเป็นพี่ใหญ่ประจำซอย ไม่ว่าตำแหน่งในหน้าที่การงานจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่หากต้องอยู่ร่วมกันในชุมชนแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์และเสียงเท่ากัน การเป็นซีอีโอของบริษัทใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถจอดรถขวางทางเข้า-ออกของซอยได้ หรือต่อเติมบ้านให้มากินพื้นที่สาธารณะได้ เพราะคนที่อยู่ร่วมหมู่บ้านหรือคอนโดฯ เดียวกันกับคุณก็จ่ายค่าส่วนกลางเหมือนๆ กัน ทำตัวเป็นหน่วยสอดส่องความเป็นอยู่ของคนอื่น การเอาใจใส่เพื่อนร่วมบ้าน คอยช่วยกันดูแล เฝ้าระวังเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเกินลิมิตจะกลายเป็นการเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนบุคคลจนเกินงามคงไม่ดีนัก ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับบ้านที่มีรั้วติดกัน หรือเลย์เอาท์แบบเปิดโล่ง หากมีคนคอยจับตามองตลอดเวลาว่าคุณจะไปไหน ทำอะไร ใส่กระโปรงสีไหน ต่างหูเป็นอย่างไร และเอาไปเม้าท์ต่อเป็นที่สนุกสนาน นอกจากคุณจะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเซเลบฯ แล้ว อาจมีการเปิดศึกกับหน่วยข่าวไม่กรองเหล่านี้ได้ จอดรถขวางทาง แม้ว่าจะเป็นพื้นที่หน้าบ้านคุณ แต่อย่าลืมว่าเมื่อพ้นประตูรั้วของคุณไปแล้ว นั่นเป็นพื้นที่สาธารณะ เรื่องการจอดรถนอกบ้านนี้ เป็นหนึ่งในปัญหา (เรื้อรัง) ที่พบเห็นได้ในหมู่บ้านจัดสรรทุกที่ แม้ว่าแบบบ้านส่วนใหญ่จะออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถในเขตบ้าน แต่บางครั้งก็มีเหตุที่จะต้องนำรถออกมาจอดนอกบ้าน ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นจริงๆ ขอให้คิดสักนิดก่อนจอดว่ารถของคุณจะไปขวางทางเข้า-ออกของรถที่อยู่ร่วมซอยกันหรือไม่ ปลูก/ปล่อยต้นไม้ล้ำพื้นที่ อีกหนึ่งปัญหาสำหรับคนที่อยู่บ้านจัดสรร แม้ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาและความร่มรื่นให้กับบ้าน แต่หากกิ่งก้านของมันแผ่ขยายไปยังพื้นที่ของบ้านข้างๆ ใบร่วง ดอกโรย หรือผลตกไปในพื้นที่ของคนอื่นโดยที่เจ้าของบ้านนั้นๆ ไม่ได้อยากมีส่วนร่วมแม้แต่น้อย ก็คงต้องมีการพูดคุยกับเพื่อนบ้านให้เข้าใจ หรือทางที่ดี ก่อนจะปลูกต้นไม้ริมรั้ว ริมกำแพง ให้เว้นพื้นที่ไว้ตอนที่ต้นมันโตเต็มที่ หรือเลือกปลูกต้นที่สามารถตัดแต่งกิ่งได้ กันไว้ย่อมดีกว่าต้องมานั่งแก้ปัญหาในภายหลังอยู่แล้ว ปล่อยสัตว์เลี้ยงมาขับถ่ายที่บ้านคนอื่น แม้น้องหมา-น้องแมวส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกฝนให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง แต่เมื่อถึงเวลาออกมาเดินเล่นนอกบ้าน หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ต้องปล่อยบอมบ์กลางทาง คุณเจ้าของควรต้องคอยตามเก็บใส่ถุงเพื่อความสะอาดของชุมชนโดยรวม ไม่ควรปล่อยให้ลูกรักมาวิ่งเป็นอิสระ เพราะบางครั้งน้องหมา-น้องแมวอาจเดินเล่นเพลินเข้ามาในพื้นที่บ้านของคนอื่นและถ่ายทิ้งไว้ โดยที่บางครั้งเจ้าเองก็ไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรให้พวกเขาวิ่งเล่นอยู่ในสายตาของคุณตลอดก็จะหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ ดัดแปลงบ้านผิดวัตถุประสงค์ บ้านจัดสรรไม่ว่าจะหลังเล็ก หลังใหญ่ พื้นที่กว้างหรือแคบ จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อการอยู่อาศัย แต่จะมีบางคนที่เกิดไอเดียกระฉูด แต่ลืมนึกถึงความเหมาะสม เช่น บ้านทาวน์เฮ้าส์หลังกลางเปิดเป็นร้านอาหารตามสั่ง ผัดกระเพรา ควันขโมงตั้งแต่เช้ายันเย็น หรือบ้านหลังมุมพอมีพื้นที่แล้วทำเป็นโรงงานที่มีเครื่องจักรเสียงดังเกือบตลอด 24 ชั่วโมง คอนโดฯ บางแห่งเปิดเป็นครัวลอยฟ้าทำอาหารกล่องส่ง กลิ่นอาหารลอยไปกระแทกประตูห้องนอนเพื่อนบ้านตั้งแต่ตี 4 ทุกวัน ลองจินตนาการว่าหากเป็นคุณที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คงปวดหัวอยู่ไม่น้อย   แม้ว่าการอยู่ร่วมกันจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประคับประคองให้ทุกคนอยู่ด้วยรอยยิ้มและความสุข หากคนที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ ไม่รู้จักการใช้สิทธิ์และเสรีภาพที่มีอยู่ของตัวเองอย่างเหมาะสมแล้วคุณละ ต้องเผชิญกับเพื่อนบ้านเหล่านี้บ้างหรือไม่? ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2015/3/86475/10เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง
5 ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว ภายในบ้าน

5 ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว ภายในบ้าน

เมื่อบ้านอาจจะไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลายเป็นแหล่งพักพิงอันตราย เพราะภัยร้ายที่สามารถแฝงตัวอยู่รอบด้านตามสิ่งต่างๆ ที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความคุ้นเคย จากสารก่อมะเร็งใกล้ตัว ทำให้เราสะสมสารพิษที่บั่นทอนสุขภาพสมาชิกในครอบครัวทีละนิด กว่าจะรู้ตัวถึงภัยร้ายที่คืบคลานก็อาจจะสายเกินไป ภัยร้ายที่ว่าจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกัน 1. สีทาบ้าน การเลือกสีทาบ้านที่ดีควรพิจารณาถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย นอกเหนือจากมาตรฐาน มอก.จากกระทรวงอุตสาหกรรมที่รับรองความปลอดภัยไร้สารปรอทและสารตะกั่ว ในสียังมีส่วนประกอบอันตรายอื่นๆ ได้แก่ แคดเมียม โครเมียม ฟอร์มาดีไฮด์ และ VOCs ซึ่งเป็นสารไอระเหยที่อาจทำให้เกิดเป็นมะเร็ง โดยส่วนใหญ่ VOCs ใช้ผสมในวัสดุก่อสร้างหลายชนิด เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวละลาย เช่น เคมีที่ใช้ในไม้อัด พรม กาว และสี ดังนั้น เราควรหลีกเลี่ยงห้องทาสีใหม่ โดยเว้นช่วงเวลาอย่างน้อย 2 อาทิตย์ให้สีแห้งสนิท และไอระเหยลดลง ซึ่งห้องที่เพิ่งทาสีใหม่มักจะมีกลิ่นฉุน และทำให้เราเกิดอาการเวียนหัว คลื่นไส้ แม้กลิ่นจะจางลงหลังจากนั้น แต่เราก็ยังคงต้องสูดไอระเหยและสะสมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ เราควรพยายามหาซื้อสีที่ได้รับมาตรฐานฉลากเขียว ซึ่งสำนักเลขานุการสิ่งแวดล้อมไทยที่มีหน้าที่ดูแลสัญลักษณ์ฉลากเขียวได้กำหนดมาตรฐานสีไม่มีสารตะกั่ว สารปรอท และฟอร์มาดีไฮด์เป็นส่วนผสม รวมถึงค่า VOCs ต้องต่ำกว่า 50 กรัมต่อ 1 ลิตร 2. น้ำยาทำความสะอาด อันตรายของน้ำยาทำความสะอาดอยู่ที่ส่วนประกอบหรือส่วนผสมของน้ำยาทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็น โซดาไฟในน้ำยาทำความสะอาดเครื่องครัวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ และเป็นพิษต่อร่างกาย หรือน้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มีสารกลุ่มอัลคิล ฟีนอล อีธอกไซเลต หากสูดดมหรือสัมผัสในปริมาณความเข้มข้นสูงสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ตา และผิวหนังอย่างรุนแรง รวมถึงสบู่เหลวเทียมที่มีสารเคมีสังเคราะห์ เช่น สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) และPEG (polyethylene Glycol) ผสมอยู่ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว และมีความเสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็งใระยะยาว นอกจากนั้น ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ยังต้องระวังความเสี่ยงจากน้ำยาซักผ้า น้ำยาซักแห้ง และน้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นต่างๆ ซึ่งผลการวิจัยของสหรัฐอเมริกาพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีประกอบให้กลิ่นหอมจำนวนมากกว่า 20 ชนิดที่ปล่อยสารระเหยอินทรีย์และ 7 ชนิดที่เป็นสารอันตรายหรือเป็นพิษตามกฎหมาย 3. เทียนหอม แม้แสงสลัวและกลิ่มหอมของเทียนในห้องนอนจะช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจ แต่ก็อาจจะต้องแลกมากับความเสี่ยงการเป็นมะเร็งจมูกและมะเร็งคอ จากผลการวิจัยที่ระบุถึงสารเคมีในเทียนหอมระเหย (Volatile organic chemicals หรือ VOCs) ได้แก่ สารเบนซินในควันพิษจากท่อไอเสีย สารอัลฟาไพนีน ที่พบมากในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรวมถึงสารไลโมนีนที่มีคุณสมบัติในการสร้างกลิ่นหอม โดยที่สารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันกลายสภาพเป็นฟอร์มาดีไฮด์ ทำปฏิกิริยากับอากาศจนกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้ หากฟอร์มาดีไฮด์และไลโมนีนเข้าสู่ร่างการในปริมาณมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการรเจ็บคอ ไอเป็นเลือด ระคายเคืองตา และเลือดกำเดาไหล ซึ่งสารดังกล่าวไม่สามารถสลายในอากาศได้ และยิ่งสะสมปริมาณในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท โดยสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งจมูกและมะเร็งคอในระยะยาว รวมถึงพาราฟินที่ทำให้เกิดสารเคมีเป็นพิษอย่างไดออกซิน และอโครลีน ซึ่งทำให้เทียนแข็งตัว และเป็นตัวการสำคัญของโรคมะเร็งปอด เช่นเดียวกับที่พบในควันบุหรี่ 4. น้ำหอมปรับอากาศ การใช้น้ำหอมปรับอากาศไม่ใช่การกำจัดกลิ่นเหม็นให้หายไป แต่เป็นการสร้างกลิ่นใหม่ที่หอมถูกใจเราแทนที่กลิ่นเหม็น ซึ่งในกลิ่นหอมสุดสดชื่นกลับแฝงไว้ด้วยอันตรายต่อสุขภาพ จากสถาบันวิจัย UC Berkeley and Lawrence Berkeley National Laboratory ระบุถึงส่วนผสมของไกลคอลอีเธอร์ (ethylene-based glycol ethers) ในน้ำหอมปรับอากาศบางชนิดที่มีสารออกฤทธิ์ทางประสาท และส่งผลต่อระบบเลือดในร่างกาย ทั้งยังทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อาเจียน และโลหิตจาง รวมถึงในบางชนิดยังมีส่วนผสมของทาเลท ซึ่งเป็นส่วนประกอบในพลาสติกที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อในร่างกาย และทำให้ฮอร์โมนเพศผิดปกติ 5. เครื่องใช้ไฟฟ้า แม้เครื่องใช้ไฟฟ้าจะไม่มีส่วนผสมหรือสารประกอบทางเคมีที่เป็นอันตราย แต่ก็มีภัยจากรังสีและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่สามารถบั่นทอนสุขภาพร่างกายให้ทรุดโทรมและเสี่ยงเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็งในเม็ดเลือดขาว มะเร็งสมอง โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าอันตรายในบ้านที่เราอาจจะมองข้ามความปลอดภัยและใช้งานเป็นประจำ ได้แก่ เตาอบ โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น ไดร์เป่าผม และถ่านไฟฉาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันถึงอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ที่ชัดเจน แต่เราก็ยังควรให้ความสำคัญกับการใช้งานอย่างระมัดระวัง และเว้นระยะห่างของเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้อยู่ห่างไกลเรามากที่สุด เช่น การเว้นระยะของโทรทัศน์ประมาณ 4-5 เมตรจากโซฟาตัวโปรดที่เราใช้เวลาร่วมกับสมาชิกในครอบครัว หรือการเว้นระยะไมโครเวฟหลังจากเปิดใช้งานอย่างน้อย 1 เมตร ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2017/6/154270/5-ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว
Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก

Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก

หลายๆ ท่าน ที่เห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือน อาจจะร้องไห้หนักมากเนื่องจากเห็นตัวเลขที่สูงปรี๊ด เรามาดู Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องสงสัย ที่ดูดเงินในกระเป๋าอย่างไม่ปราณี กันเลยดีกว่า   1.เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟอันดับ 1 ภายในบ้านที่กินไฟเปลืองมาก และยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ เครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง จะกินไฟ ประมาณ 680 – 3,330 วัตต์ บวกกับสภาพอากาศบ้านเราเป็นเมืองร้อน ทำให้บ้านหลายหลังต้องเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำค่าไฟในบ้านเลยสูงปรี๊ดเลยทีเดียว 2.เครื่องทำน้ำอุ่น  ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้งานไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่มีอัตราการกินไฟสูงไม่ใช่เล่น เครื่องทำน้ำอุ่น 1 เครื่อง กินไฟประมาณ 900 – 4,800 วัตต์ อัตราการกินไฟเยอะขนาดนี้ เรามากลั้นใจอาบน้ำเย็นกันดีกว่า 3.ตู้เย็น 2 – 12 คิว  ตู้เย็น ขนาด 2 – 12 คิว จะกินไฟประมาณ 53 – 194 วัตต์ ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟไม่มาก แต่เพราะเราเสียบปลั๊กตู้เย็นไว้ 24 ชั่วโมง จึงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณออกไปมากจนแทบอยากร้องไห้ 4.เครื่องซักผ้า เหตุผลที่คุณแม่บ้าน ต้องซักผ้าครั้งละมากๆ ก็เพราะ เครื่องซักผ้า 1 เครื่อง กินไฟประมาณ  250 – 2,000 วัตต์ หากซักผ้าน้อยชิ้น แต่ซักบ่อยๆ คุณแม่บ้านอาจจะกระเป๋าตังค์ฉีกไม่รู้ตัวนะ 5.เตารีด และก็เช่นเดียวกับการซักผ้าครั้งละมากๆ คุณแม่บ้าน ก็ควรจะรีดผ้าครั้งละมากๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะเตารีด 1 เครื่อง จะกินไฟประมาณ 430 – 1,600 ทั้งนี้ เทคนิคการรีดผ้า การเลือกใช้อุณหภูมิให้เหมาะสมกับเนื้อผ้า ก็สามารรถช่วยคุณแม่บ้าน ประหยัดขึ้นได้นะคะ ทีนี้เรามีวิธีคำนวณอัตราการกินไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบง่ายๆ มาฝาก เพื่อคุณจะได้รู้ว่าจะต้องเตรียมเงินค่าไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านประมาณเท่าไหร่ บ้านมีหลอดไฟจำนวน 100 วัตต์ 10 หลอด เท่ากับ 100 x 10 = 1,000 วัตต์ (1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) ถ้าเปิดไฟทั้ง 10 ดวง นาน 2 ชั่วโมง เท่ากับ 1,000 x 2 = 2,000 วัตต์ (2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) ดังนั้น 2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง = 2 ยูนิต หรือ 2 หน่วย ค่าไฟฟ้าหน่วยละประมาณ 4 บาท = 2 x 4 = 8 บาท ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view91649.html  
5 พรรณไม้ที่ควรปลูกไว้ริมรั้ว

5 พรรณไม้ที่ควรปลูกไว้ริมรั้ว

เรามาตกแต่งรั้วบ้านที่เรียบๆ ด้วย “พรรณไม้” ให้กลายเป็นรั้วสีเขียวสวยงามสบายตากันดีกว่าค่ะ โดยทุกบ้านสามารถทำได้แม้จะมีพื้นที่ที่จำกัด เพราะอาศัยเพียงพื้นที่แนวนอนยาวขนาบไปกับตัวรั้วเท่านั้น แถมถ้าเลือกให้ดีต้นไม้บางชนิดยังมีคุณสมบัติช่วยอำพรางสายตาจากคนภายนอกและป้องกันโจรได้ด้วย เพราะไม้บางชนิดมีหนาม หรือจะปลูกไม้พุ่มสูงก็ทำให้โจรเข้ามาในบ้านได้ยากลำบาก ซึ่งการเลือกพรรณไม้สำหรับปลูกริมรั้วนั้นควรเลือกที่ทนแสงแดดและลมแรงได้ อีกทั้งควรเลือกชนิดที่ดูแลง่าย ไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่จะเป็นตัวช่วยให้รั้วบ้านของคุณดูสวยงาม ปลอดภัย และโดดเด่นไม่ซ้ำเพื่อนบ้านข้างๆ ต้นไทรเกาหลี ไม้ประดับที่นิยมใช้เป็นไม้แนวรั้วและตัดเเต่งคงหนีไม่พ้น ‘ไทร’ ใช่ไหมคะ? ซึ่งไทรก็แบ่งออกเป็นหลายชนิด แต่ที่เราหยิบยกมาแนะนำวันนี้คือ ไทรเกาหลี ที่มีลักษณะเป็นไม้พุ่มทรงสูงค่อนข้างเเน่น ตัวพุ่มประกอบด้วยใบสีเขียวสดที่เรียงตัวซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เมื่อโตเต็มที่จะสูงประมาณ 5-6 เมตร ด้วยความที่ไทรเกาหลีเป็นไม้พุ่มแน่นทึบมีใบไม้เรียงตัวซ้อนกันหลายชั้น ทำให้ช่วยกันเเสงเเดดและฝุ่นละอองได้ดี จึงเหมาะที่จะนำมาปลูกกั้นเป็นกำเเพงบดบังสายตาจากคนภายนอก และป้องกันขโมยได้ด้วยเนื่องจากพุ่มสูง ที่สำคัญคือเป็นไม้ที่มีความเเข็งเเรง ทนทาน ดูเเลรักษาง่าย ไม่ค่อยมีโรคหรือเเมลงกวน สามารถเติบโตได้ดีในดินธรรมดา จึงไม่แปลกที่นักจัดสวนส่วนใหญ่นิยมปลูกให้ตามแนวรั้วบ้านนั่นเอง ต้นข่อย ไม้ต้นริมรั้วที่นิยมปลูกตามมาติดๆ ก็คือ ‘ข่อย’ ซึ่งมีลักษณะพุ่มหนา ทนแดดทนลม สูงถึง 5-10 เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ริมรั้วเพราะพุ่มแน่นจากโคนถึงยอด หากเจ้าของบ้านหมั่นตัดแต่งดูแลพุ่มก็จะยิ่งแน่นขึ้นและใบจะมีขนาดเล็กลง กลายเป็นรั้วที่สวยงาม หรือบางบ้านอาจปลูกเป็นแนวเพื่อแบ่งอาณาเขตในสวนก็ได้ค่ะ ต้นสลัดได สำหรับใครที่ไม่ชอบพรรณไม้สูงๆ หรือไม้ใหญ่เพราะกลัวแผ่กิ่งก้านสาขาให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่สาธารณะ แนะนำให้ปลูกเป็นไม้พุ่มเตี้ยแทนค่ะ โดยเจ้าของบ้านอาจทำกระบะยกสูงจากพื้นสักระดับหนึ่ง และเลือกปลูก ‘สลัดได’ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจำพวกเดียวกับกระบองเพชร มีความสูงประมาณ 3-6 เมตร ลักษณะคือมีหนามทั่วทั้งลำต้น ปกคลุมตามข้อต่อใบ ภายในมียางสีขาวซึ่งเป็นพิษ หากถูกผิวหนังจะระคายเคือง จึงถือเป็นไม้ยอดนิยมที่ปลูกไว้รอบรั้วบ้าน เพราะนอกจากช่วยป้องกันขโมยแล้วยังกันสัตว์ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วยค่ะ ต้นเข็มกุดั่น หากใครถือเคล็ด ไม่อยากให้มีต้นไม้มีหนามไว้ที่บ้าน แต่ก็ยังอยากปลูกไม้พุ่มขนาดเล็กให้สามารถป้องกันโจรได้ด้วย แนะนำให้เลือกปลูก ‘เข็มกุดั่น’ ค่ะ เพราะเป็นไม้พุ่มเตี้ยคล้ายๆ กับสลัดได แต่จะเป็นทรงพุ่มกลม ใบมีลักษณะหนาและแข็งดูแหลมคม ทนต่อสภาพแห้งแล้งที่มีแสงแดดเต็มวันได้ดี อีกทั้งเวลาออกดอกยังมีกลิ่นหอมตอนกลางคืนด้วยค่ะ ซึ่งเหมาะจะปลูกประดับกระบะยกสูงริมรั้วบ้าน หรือประดับตามสวนหิน และควรระวังเด็กๆ มาสัมผัสนะคะเพราะอาจบาดมือได้ ต้นกุหลาบเทียม เอาใจเจ้าของบ้านที่ชอบพรรณไม้ออกดอกมีสีสันเพื่อเพิ่มความสวยงามตลอดแนวรั้ว แนะนำให้ปลูก ‘กุหลายเทียม’ ไม้พุ่มที่บางครั้งมีลักษณะคล้ายไม้เลื้อย ลำต้นแข็งมีหนามยาวสีน้ำตาลแดงออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ ซึ่งจะสูงประมาณ 2-5 เมตร ตัวดอกมีสีม่วงอมชมพู เจริญเติบโตง่าย เรียกว่าไม่ต้องคอยดูแลรักษามาก เหมาะที่จะปลูกไว้ริมรั้วหรือริมหน้าต่างเพื่อช่วยป้องกันโจร และสัตว์ร้ายที่จะเข้ามาในบ้านได้ดีทีเดียวค่ะ Tips : สำหรับพรรณไม้ริมรั้วที่เราแนะนำมาทั้งหมดนี้ เจ้าของบ้านควรดูแลควบคุมระบบรากไม่ให้มีโอกาสชอนไชสิ่งปลูกสร้างอย่างรั้วได้นะคะ และหมั่นตัดแต่งกิ่งด้านของต้นไม้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมขนาดของทรงพุ่มไม่ให้แผ่ขยายใหญ่ออกไปเพราะขนาดของทรงพุ่มกับระบบรากนั้นมีความสัมพันธ์กัน หรืออาจบล็อกรากโดยปลูกลงในกระถางและวางในกระบะริมรั้วที่ก่อขึ้นมาแทน เท่านี้ก็สร้างความสวยงามและกันขโมยให้แก่รั้วบ้านของคุณได้แล้วค่ะ
สาเหตุหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำ

สาเหตุหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำ

อัตราการใช้เครื่องปรับอากาศได้เพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน แอร์จึงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยผ่อนคลายความร้อนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง และการเรียนรู้วิธีใช้แอร์อย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้แอร์เย็นฉ่ำสบาย แต่การใช้งานแอร์อย่างไม่เหมาะสม ก็ทำให้ต้องสูญเสียพลังงานสูงขึ้น ทำให้แอร์ไม่เย็นตามอุณหภูมิที่ปรับเอาไว้ ลองมาดูถึงสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำว่าเกิดจากอะไรบ้าง 1.มีฝุ่นจับอยู่ที่คอมเพรสเซอร์มากจนเกินไป โดยเฉพาะในส่วนของรังผึ้ง ถ้าสกปรกมากเกินไปก็จะทำให้แอร์ไม่เย็น การใช้แอร์ในระยะเวลานาน อาจทำให้มีการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรก เพราะหน้าที่ของแอร์นอกจากปรับอุณหภูมิในห้องให้เย็นลงแล้ว แอร์ยังทำหน้าที่ในการกรองอากาศให้สะอาด หากใช้แอร์แล้วไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เพราะมีฝุ่นและสิ่งสกปรกสะสม ทั้งยังอุดตันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของแอร์ ดังนั้นสามารถแก้ไขง่ายๆ ด้วยการหมั่นล้างทำความสะอาดแอร์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกรองอากาศ และส่วนอื่นๆ ของแอร์ก็จะช่วยทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างปกติ ช่วยประหยัดพลังงาน ทำให้แอร์เย็นฉ่ำเหมือนใหม่ 2.น้ำยาแอร์หมดหรือเหลืออยู่น้อย การที่น้ำยาแอร์หมดหรือมีเหลืออยู่น้อย ก็นับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์ไม่เย็น เพราะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ แอร์จึงไม่เย็นอย่างที่ต้องการ ดังนั้นหมั่นตรวจเช็กอยู่เสมอว่า มีน้ำยาแอร์อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะหรือไม่ หากสังเกตเห็นว่าน้ำยาแอร์เหลือต่ำ ควรติดต่อให้ช่างแอร์มาเติมน้ำยาใหม่ ก็จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำมากขึ้น 3.ห้องโดนแสงแดดตลอดเวลา การติดตั้งแอร์ ไม่ควรติดตั้งในห้องที่โดดแสงแดดอยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามาในห้องอยู่ตลอด ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักเพื่อปรับอุณหภูมิในห้องให้เย็นลง ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากจนเกินไป ดังนั้นก่อนตัดสินใจติดตั้งแอร์ ควรมั่นใจว่าห้องที่จะติดตั้งแอร์ อยู่ในทิศทางที่ไม่โดนแสงแดดหรือโดนแสงแดดน้อย เพียงแค่นี้ก็จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำ ทำให้เครื่องไม่ต้องทำงานหนัก และยังช่วยประหยัดพลังงานได้ 4.BTU มีขนาดเล็ก ก่อนติดตั้งแอร์ทุกครั้ง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดก็คือ ขนาด BTU ที่เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะทำการติดตั้งแอร์ เพราะการใช้แอร์ที่มีขนาด BTU เล็กเกินไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์ไม่เย็น เพราะกำลังการกระจายความเย็นไม่ทั่วถึง แต่การติดแอร์ที่มีขนาด BTU ใหญ่มากจนเกินไป ก็ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ โดยทั่วไปแล้วจะมีสูตรในการคำนวณ BTU แอร์ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง 5.ในห้องมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน หากในห้องที่ติดตั้งแอร์ มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เช่น มีกระติกน้ำร้อน หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของความร้อน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ จะทำให้ห้องร้อนขึ้น ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำเท่าที่ควร ดังนั้นให้หลีกเลี่ยงการติดตั้งแอร์ในห้องที่มีอุปกรณ์ทำความร้อน จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำได้ตามต้องการ 6.เปิดแอร์ผิดโหมด ในรีโมทแอร์จะมีระบบการทำงานให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ เช่น ถ้าในช่วงที่มีอากาศร้อน แต่เลือกเปิดเป็นโหมดฝนตก ก็จะทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำตามที่ต้องการ หรือแม้แต่การตั้งเป็นระบบพัดลม ก็จะทำให้แอร์หยุดทำงาน จึงทำให้อากาศในห้องอุ่นขึ้น การใช้แอร์อย่างถูกวิธี จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องให้ยาวนานขึ้น การเปิดใช้แอร์ในบางครั้งอาจพบว่าห้องไม่เย็นเท่ากับอุณหภูมิที่ปรับไว้ หากแอร์ไม่เย็นฉ่ำให้ใช้วิธีเหล่านี้แก้ปัญหาในเบื้องต้น หากอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบติดต่อช่างแอร์ให้มาตรวจสอบความผิดปกติจะดีที่สุด ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.flowtechworld.com/article/article-3370/
8 สิ่งควรทำ รับ

8 สิ่งควรทำ รับ "หน้าร้อน" แบบ ชิล ชิล

อากาศที่ทวีความร้อนขึ้นทุกวัน และยังมีการบอกต่อกันมาอีกว่าในปีนี้จะเป็นปีที่บ้านเรามีอุณหภูมิสูงถึงกว่า 40 องศา แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวเพียงใด อยากให้ทุกคนใจเย็นๆ ถือโอกาสเตรียมความพร้อม “บ้าน” ในช่วงหน้าร้อนนี้ซะเลย ทาสีบ้านใหม่ การทาสีบ้านใหม่ในช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะบ้านที่ผ่านร้อน หนาว ฝนมานานสีก็เริ่มจะซีดจาง แล้วแดด กับ ลมในช่วงหน้าร้อนนี่แหละจะทำให้สีแห้งไวกว่าการทาสีบ้านในช่วงฤดูอื่น นอกจากนี้ยังควรทาสีกันผนังชื้นเพื่อป้องกันน้ำฝนที่จะโดนบ้านโดยตรง ล้างแอร์ครั้งสุดท้ายเมื่อไร ในช่วงหน้าร้อนใครๆ ก็หันมาใส่ใจตรวจเช็คการทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ หากเลย 6 เดือนมาแล้วที่คุณยังไม่ได้ล้างแอร์ ก็ควรเรียกช่างให้มาล้างแอร์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าหน้าร้อนกันเสียที หรือถ้าแอร์โทรมมากแนะนำให้เปลี่ยนเป็นแอร์ประหยัดไฟแบบเบอร์ 5 ทาสีย้อมไม้กันเถอะ ใครมีบ้านไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ในช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทาสีย้อมไม้ หรือลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้ เนื่องจากต้องใช้เวลาแห้งนานหลายชั่วโมงถึงจะทารอบใหม่ได้ สำหรับในส่วนของประตูหน้าต่างหรือโครงสร้างไม้นอกบ้าน วิธีการคือเราควรขัดสีที่เสียหายออกให้ถึงเนื้อไม้ ก่อนจะปรับผิวให้เรียบก่อนลงสีใหม่ โดยการทาสีย้อมไม้จะต้องทา 2-3 ชั้น โดยแต่ละชั้นควรทิ้งให้แห้งอย่างน้อย 6 ชั่วโมง สีที่ใช้ควรเป็นสีน้ำมัน สีน้ำพลาสติกสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ หรือสีย้อมไม้เพราะจะทนทานต่อน้ำและแสงแดด รวมถึงควรทาน้ำยากันปลวก มด แมลงด้วย ส่วนระเบียงหรือพื้นทางเดินที่ต้องตากแดดตากฝนควรขัดผิวและทาด้วยสีย้อมพื้น หรือสีย้อมไม้สำหรับไม้นอกบ้านทุกๆ 3 ปี ส่วนเฟอร์นิเจอร์การจัดเคลือบผิวจะช่วยให้ไม้ไม่ดูดซับความชื้นมากจนเกินไป เพิ่มกันสาด สำรวจให้รอบๆ บ้านว่ามีพื้นที่ตรงส่วนไหนที่แสงแดดส่องถึงเข้าไปในตัวบ้านได้ โดยดูจากทิศที่แดดส่องถึง ซึ่งจะเป็นทิศใต้กับทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากนั้นดูว่าในบริเวณนั้นมีกันสาดหรือเปล่า โดยเฉพาะทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถ้ายังไม่มีกันสาดก็ควรเพิ่มเพราะนอกจากกันสาดจะช่วยกันแดดแล้วยังช่วยกันฝนอีกด้วย หรือถ้าเป็นแสงแดดตอนบ่ายๆ ไปจนถึงตอนเย็นต้องดูว่าสามารถส่องได้ในองศาที่ต่ำประมาณเท่าไร จากนั้นอาจเพิ่มเครื่องกำบังเช่นม่าน ฟิล์มกรองแสง หรือปลูกต้นไม้ในบริเวณนั้น เช็ครางน้ำฝน รองเช็คว่ารางน้ำฝนมีกิ่งไม้ ใบไม้อุดตันหรือเปล่า หากมีให้รีบกำจัดเสียเพราะจะทำให้การระบายน้ำคล่องตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นควรหาตะแกรงมาปิดรางน้ำฝนเพื่อป้องกันเศษใบไม้ตกลงมาสะสมอีก เช็ครอยโหว่ รอยร้าว นอกจากแสงแดดจากหน้าร้อนแล้ว ในหน้าร้อนนี้ยังมีฝนตกร่วมด้วย ดังนั้นหากกรอบหน้าต่างทำด้วยไม้ซึ่งจะมีการยืดหดตัวตามธรรมชาติมีช่องโหว่เกิดขึ้นให้ทาซิลิโคนแบบที่ใช้กับไม้ ชนิดใช้ภายนอกมาอุดรอยโหว่ให้เรียบร้อย ส่วนผนังเราต้องตรวจตราหากมีรอยร้าวจากปูนฉาบแตกร่อน ก็ควรซ่อมแซมเช่นใช้วัสดุยาแนว เช็คบ่อพัก ท่อน้ำทิ้ง ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่ามีสิ่งอุดตันอยู่ในบ่อพักหรือท่อน้ำทิ้งหรือเปล่า ทั้งเศษดิน เศษหิน ใบไม้ ถ้ามีของเหล่านี้ทับถมอยู่ควรขุดลอกเพื่อกำจัดเศษวัสดุต่างๆ ทิ้งไป รั้วบ้าน หากเป็นรั้วเหล็กอาจเกิดสนิมขึ้นได้ง่าย ดังนั้นควรขัดสนิมเก่าออกให้หมดแล้วทาสีใหม่ ส่วนรั้วอัลลอยด์ สีอาจซีดจางดังนั้นควรทำความสะอาดและทาสีใหม่ สำหรับรั้วไม้หากพบว่ามีชิ้นส่วนใดของรั้วไม้เสียหายควรรีบซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ ส่วนรั้วปูนหากพบรอยแตกร้าวควรรีบแก้ไข การตรวจตราบ้านไว้ให้พร้อมก่อนรับหน้าร้อน ถือเป็นการวางแผนการใช้ชีวิตในบ้านอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากหลายๆ วิธีช่วยทำให้บ้านของคุณเย็นลง คุณจะได้ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้เปลืองค่าไฟ รู้แบบนี้แล้วเร่งเตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ นะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.sanook.com/home/4077/
แน่ใจได้อย่างไร? ที่ดินข้างโครงการไม่มีตึกสูงบัง

แน่ใจได้อย่างไร? ที่ดินข้างโครงการไม่มีตึกสูงบัง

ตำแหน่งห้องในฝันสำหรับการเลือกห้องในคอนโด นอกจากอยู่ในด้านที่ไม่ต้องเจอแดดร้อน ก็มีเรื่องของวิวทิวทัศน์โล่งกว้าง หลายคนจึงพยายามเลือกห้องฝั่งที่ติดกับที่ดินโล่งกว้างหรืออย่างน้อยก็มีเพียงแค่ตึกเตี้ยๆ แต่ไม่มีอะไรแน่นอน วันหนึ่งเราอาจต้องตื่นจากฝัน เมื่อพบว่า ที่ดินข้างๆ ก็ผุดโครงการคอนโดอีกหนึ่งโครงการขึ้นมา กลายเป็นว่าความสุขจากทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาถูกดับฝันลงทันที ก่อนอื่นขออธิบายว่าในอาคารสูง (สูงตั้งแต่ 23 เมตร) หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ (พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตร) กฎหมายกำหนดไว้ว่าอาคารต้องเว้นที่ว่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 6 เมตร เพราะฉะนั้น ในกรณีอาคารสูงคนละโครงการกัน จะมีระยะตึกติดกันมากที่สุด 12 เมตร ระยะนี้เป็นระยะเพื่อให้รถดับเพลิงทำงานได้ แต่ไม่ใช่ระยะที่มาจากการพิจารณาความขวยอายที่ต้องสบตากับเพื่อนบ้านข้างตึก ระยะ 12 เมตรระหว่างสองห้องคอนโดสูง จึงดูใกล้จนแทบจะจีบกันได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังเช่นนี้ เราสามารถอาศัยความรู้และความเข้าใจในบ้านเมือง + กฎหมายอาคารเล็กน้อย...แล้วที่ดินข้างตึกเราแบบไหน ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่กลายเป็นอาคารสูงขึ้นมาในอนาคต   1. ที่ดินติดแม่น้ำ หรือติดถนน อันนี้ฟันธงได้เลยว่าอนาคตยังไงก็เป็นแม่น้ำหรือถนนวันยังค่ำ และการันตีว่าตึกสูงจะต้องอยู่ห่างจากห้องเราไปอีกฟากถนน + 6 เมตร   2. ที่ดินใกล้เคียงที่ไม่น่าจะมีตึกสูงใกล้ๆ  เช่น โรงพยาบาลดังๆ สวนสาธารณะของรัฐ โรงเรียนหรือวัดที่ปักหลักมั่นคง หรือแม้แต่บ้านมหาเศรษฐี ก็รวมอยู่ในข้อนี้ด้วย แม้ในกรณีนี้อาจจะไม่สามารถรับรองได้ 100% แต่ก็พอจะใช้พิจารณาได้   3. ที่ดินที่มีถนนเล็กกว่า 10 เมตรเข้าถึง เนื่องจากกฎหมายอาคารกำหนดให้อาคารสูง ต้องตั้งอยู่บนที่ดินที่มีถนนกว้างเกิน 10 เมตรเข้าถึง ที่ดินที่ติดถนนเล็กกว่า 10 เมตรจึงสร้างอาคารสูงสุดได้ไม่เกิน 23 เมตร (ประมาณ 7 ชั้น) หากคอนโดของท่านอยู่ติดซอยเล็กๆ แล้วที่ดินด้านข้างหรือด้านหลังติดถนนเล็กกว่า 10 เมตรโดยไม่ติดถนนใหญ่อื่นใด ที่ดินนั้นย่อมไม่มีโอกาสเป็นตึกสูงได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากเกิดการรวบที่ดินก้อนนั้นไปติดต่อกับที่ดินอื่นที่ติดถนนกว้างเกิน 10 เมตรได้ ที่ดินนั้นก็จะสามารถสร้างตึกสูงได้เช่นกัน   4. ที่ดินติดตีนสะพาน หรือที่ดินติดทางโค้ง ข้อนี้ก็มาจากข้อกำหนดทางกฎหมายอาคาร เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าอาคารสูงโดยทั่วไปต้องมีที่จอดรถ และอาคารจอดรถห้ามมีทางเข้าออกติดตีนสะพานที่มี ”ความลาดชัน” ใกล้กว่า 50 เมตร (นับจากกึ่งกลางทางเข้าจนถึงจุดเริ่มต้นทางลาด โดยสะพานที่มีความลาดน้อยกว่า 2 ซม.ต่อระยะ 1 เมตร ไม่นับเป็นสะพานที่ต้องทำตามกฎนี้) หรือใกล้ทางโค้งเกินกว่า 20 เมตร (นับจากกึ่งกลางทางเข้าจนถึงจุดเริ่มต้นโค้ง) ที่ดินที่ติดสะพาน และติดทางโค้งทางแยกในระยะดังกล่าวจึงไม่สามารถสร้างอาคารสูงได้ ยกเว้นแต่จะหาทางเชื่อมที่ดินนั้นกับทางเข้าออกทางอื่นๆ ได้คล้ายๆ ข้อ 3 หรือไม่ก็ต้องมีอาคารจอดรถภายในระยะ 200 ม.ในอีกที่ดินอีกผืน ซึ่งยุ่งยากพอตัว   5. ที่ดินที่ผังเมืองกำหนดไว้ว่าห้ามสร้างอาคารสูง กฎหมายผังเมืองมีข้อกำหนดในแต่ละโซนเรื่องขนาดของตึกที่สร้างได้ หากอาคารคอนโดที่ท่านอยู่อาศัยอยู่บนขอบระหว่างผังเมืองโซนสร้างอาคารสูงได้ กับโซนผังเมืองที่ห้ามสร้างอาคารสูง ที่ดินข้างนั้นก็จะห้ามสร้างอาคารสูงโดยปริยาย แต่ข้ออาจจะเป็นกรณีที่หาได้ยากสักหน่อย เพราะโดยทั่วไปผังเมืองจะเปลี่ยนโซนต่อเมื่ออยู่กันคนละบล็อกถนน มิได้ตัดกันระหว่างที่ดิน อีกทั้งผังเมืองจะมีการพิจารณาใหม่เสมอทุก 5 – 10 ปี จึงมีความไม่แน่นอนสูง   6. ที่ดินที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากกฎหมายกำหนดระยะร่นต่างๆ ของอาคารสูงไว้ เช่นต้องมีที่ว่างให้รถดับเพลิงวิ่งโดยรอบ 6 เมตร ที่ดินที่มีขนาดเล็กมากๆ (เช่นมีหน้าที่ดินกว้างไม่ถึง 20 เมตร) จึงไม่คุ้มค่าที่จะสร้างเป็นอาคารสูง แต่ข้อนี้มีความไม่แน่ไม่นอนมาก เพราะโครงการอาคารที่จะสร้างใหม่ มักกวาดซื้อที่ดินก้อนเล็กๆรวมแปลงเข้าด้วยกันเป็นที่ดินผืนใหญ่เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าที่ดินผืนเล็กๆ นั้นมีขอบเขตอีกทางเป็นถนน แม่น้ำ หรือโครงการที่ไม่น่าจะเปลี่ยนไปเป็นโครงการอื่น ก็ทำให้มั่นใจได้ว่า ที่ดินนั้นจะไม่กลายเป็นตึกสูงได้มากขึ้น   ที่จริงยังมีอีกหลายกรณียิบย่อย แต่อย่างน้อยหลักการพิจารณาที่ดินว่าจะสร้างอาคารสูงได้หรือไม่ทั้ง 6 ข้อข้างต้น จะช่วยให้ท่านๆ มีหลักการสำหรับคาดเดาสภาพแวดล้อมของคอนโดว่าจะมีอาคารสูงสร้างขึ้นข้างๆ ได้หรือไม่ ความรู้และข้อมูล ช่วยให้เรามองอนาคตได้รอบคอบ และกว้างไกลขึ้นอีกขั้นเสมอ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://zmyhome.com/content/ที่ดินแบบไหน-ที่จะไม่กลายเป็นตึกสูงในภายหลัง        
ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

ใครที่กำลังมองหาที่ดินมาสร้างบ้านชั้นเดียว หรือ มีที่ดินครอบครองอยู่ในมือ แล้วกำลังคิดจะสร้างบ้านชั้นเดียวที่รองรับได้ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และก็ตัวคุณเองที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามกาลเวลาก็ได้เวลาอันสมควรที่จะมาดู 5 ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุแล้ว ว่าควรจัดฟังก์ชันอะไรยังไงบ้างเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง 1. บ้านชั้นเดียวกับทางเข้าบ้านที่รองรับวีลแชร์ได้ นอกจากบ้านชั้นเดียว ที่เป็นเสมือนหัวใจหลักในการออกแบบบ้านสำหรับผู้ชราแล้ว หลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวเพื่อให้คนชราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอันดับต้นๆ ก็คือ ทางเดินเข้าออกตัวบ้าน ส่วนนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทุกแบบบ้านชั้นเดียวจะต้องมี เนื่องจากเป็นตัวนำพาคนชราเข้าออกสู่บ้านชั้นเดียว ซึ่งจะแบ่งสองส่วนด้วยกันคือ ทางลาด กับ บันไดทางเข้าบ้าน โดยทางเดินเข้าบ้านทั้งสองทางนี้จะต้องมีราจับตลอดแนว และมีความกว้างมากกว่า 50 ซม. ขึ้นไป และไม่น้อยกว่า 90 ซม. เพื่อรองรับผู้สูงอายุที่นั่งวิลแชร์ได้ รวมไปถึงทางลาดทางลาดต้องมีความลาดชันไม่เกิน  1:12 ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราพ.ศ. 2548 กำหนด 2.บ้านชั้นเดียวกับประตูทางเข้าบานใหญ่ เมื่อผู้ชราผ่านด่านทางเดินเข้าบ้านได้แล้ว ก็จะพบกับด่านสอง นั่นก็คือประตูทางเข้าบ้าน แน่นอนว่าขนาดของประตูทางเข้าออกบ้านจะต้องมีขนาดกว้างกว่าวีลแชร์หรือมากกว่า 36 นิ้วขึ้นไป ประตูจะต้องใช้แรงผลักเข้าออกง่ายไม่ฝืดเคือง แต่ก็ต้องไม่เบามากเพราะผู้ชราที่เปิดเข้าออกอาจจะลื่นล้มไปกับประตูที่ที่เปิดออกด้วยความรวดเร็วมากได้ ดังนั้นประตูทางเข้าบ้านส่วนใหญ่ของแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับคนชรานั้นจึงมักเลือกใช้บานประตูแบบเลื่อนสองตอนที่สามารถจับเกาะและพยุงตัวได้ รวมไปถึงสามารถเปิดช่องทางการเข้าบ้านได้เป็นระยะกว้าง ต้องออกแบบให้ลางเลื่อนนั้นขนาบไปกับพื้นบ้านทางเข้าออกเพื่อป้องกันการสะดุดหกล้ม โดยสามารถดรอปพื้นลงไปเพื่อวางลางเลื่อนได้ 3.บ้านชั้นเดียวกับวัสดุที่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและสุขภาพ เมื่อเข้ามาในตัวบ้าน สิ่งแรกที่ผู้ชราจะต้องสัมผัสเมื่ออยู่ในตัวบ้านชั้นเดียวก็คือพื้นบ้าน วัสดุตรงนี้ถ้าอยากจะเน้นความสวยงามด้วยการใช้กระเบื้องแบบขัดมันรับรองว่าไม่ปลอดภัยสำหรับคนชราแน่นอน ดังนั้นการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับในส่วนของพื้นจะต้องเน้นพื้นกระเบื้องผิวด้าน ซึ่งสามารถศึกษาวัสดุปูเพื่อนเบื้องต้นได้จาก วัสดุปูพื้นบ้าน กระเบื้องแบบไหน ควรใช้งานกับส่วนใด รวมไปถึงผนังบ้าน เพดาน ก็ควรมีการเคลือบผิวด้วยไวนีล เพื่อการทำความสะอาดที่ง่ายและไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาเป็นประจำ ส่วนในเรื่องการตกแต่งบ้านชั้นเดียวที่ประกอบไปด้วย เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และฝุ่น ตรงนี้ตัดทิ้งไปได้เลย เพื่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น พรม ผ้าม่าน และเฟอร์นิเจอร์แบบลอยต่างๆ ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องก้มหรือย่อ และควรออกแบบให้บริเวณรอบบ้านมีต้นไม้ใบหญ้าเยอะๆ เพื่อคอยจับฝุ่นที่จะเข้ามาในตัวบ้าน ไม่เพียงแค่นั้นพื้นที่สีเขียวยังช่วยให้บ้านได้รับความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์อันเป็นที่ชื่นชอบของคนชราด้วย 4.บ้านชั้นเดียวกับห้องนอนที่รองรับความสะดวก สำหรับการออกแบบบ้านชั้นเดียวให้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุมากที่สุดต่อมาก็คือการวางตำแหน่งของห้องนอน ควรอยู่ใกล้กับฟังก์ชันอื่นๆ อาทิ ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร หรือ ห้องที่มีการเดินผ่านไปมาของคนภายในบ้าน เพื่อที่ผู้ชราจะสามารถเชื่อมต่อไปใช้งานห้องต่างๆ ได้อย่างสะดวก อีกทั้งคนในบ้านจะได้สามารถดูแลผู้ชราได้อย่างทั่วถึง แต่ทั้งนี้ก็ต้องออกแบบห้องนอนของผู้ชราให้มีความเป็นส่วนตัวไปในตัวด้วย ส่วนใหญ่ Layout ของห้องนอนคนชราจะอยู่บริเวณมุมบ้าน หรือ มุมที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้สองด้าน เพื่อเป็นการเปิดห้องให้โล่ง โปร่ง สบาย และสามารถเปิดบานหน้าต่างออกเพื่อรับลมธรรมชาติได้ โดยบานหน้าต่างต้องออกแบบดีไซน์ให้สูงกว่าเอวหรือที่ความสูงประมาณ 1 ฟุต เพื่อป้องกันการพลัดตกลงมาจากห้องนอน ส่วนเตียงไม่ควรมีขอบมุมที่แหลม และไม่จำเป็นต้องสูงมาก ควรวางเข้ามุมเพื่อป้องกันการกลิ้งตกเตียง และต้องเหลือพื้นที่ปลายเตียงและข้างเตียงไว้สำหรับเดินเข้าออกห้องได้อย่างง่ายดายด้วย ซึ่งถ้าจะให้ดีสามารถติดตั้งราวจับตามจุดสำคัญในห้องได้ถ้าห้องมีขนาดกว้างมาก 5.บ้านชั้นเดียวกับห้องน้ำที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย มาที่ส่วนสำคัญส่วนสุดท้ายอย่างห้องน้ำ และเป็นส่วนที่ต้องระมัดระวังที่สุดเพราะผู้สูงอายุจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งกับโซนนี้ ดังนั้นห้องน้ำที่ดีควรอยู่บนพื้นที่ที่คนในบ้านเป็นหูเป็นตาด้วยกันได้ โดยแบบแปลนบ้านชั้นเดียวส่วนใหญ่จะออกแบบให้ห้องน้ำอยู่ใกล้กับห้องนอนแต่ไม่อยู่ในห้อง เพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุ และสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ง่าย ขอบคุณแหล่งที่มา : http://bit.ly/2tql7mY
5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟได้อยู่หมัด

5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟได้อยู่หมัด

น้ำมะนาว นำน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกับน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง จากนั้นนำไปเวฟในไมโครเวฟประมาณ 2-3 นาที ทิ้งไว้สักพักจนกว่าตู้ไมโครเวฟหายร้อน แล้วใช้ฟองน้ำเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว เบกกิ้งโซดา นำเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนพูน ผสมกับน้ำเปล่าข่อนแก้ว จากนั้นนำไปเวฟในไมโครเวฟ 3 - 5 นาที ทิ้งไว้สักพัก แล้วเช็ดออกให้สะอาด น้ำยาล้างจาน หยดน้ำยาล้างจนลงไปบนฟองน้ำ จากนั้นนำไปถูในไมโครเวฟ โดยอาจจะใช้แรงขัดสักนิด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำสะอาด เช็ดเอาน้ำยาล้างจานออก สุดท้ายใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกที ยาสีฟัน หลังจากกำจัดกลิ่นด้วยวิธีตามข้อ 1-2 แล้ว นำยาสีฟันบีบลงไปบนแปรงสีฟันอันเก่าแล้วใช้ขัดทำความสะอาดด้านในให้ทั่ว จากนั้นเช็ดออกด้วยผ้าสะอาด ถ่านหุงต้ม วิธีนี้อาจจะดูโบราณไปสักหน่อย แต่ก็ใช้ได้ผลในกรณีที่ตู้ไมโครเวฟมีกลิ่นเหม็นไม่มาก เพียงแค่นำถ่านหุงต้มใส่ในภาชนะ แล้ววางทิ้งไว้ 2-3 วัน กลิ่นก็จะหายไป เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ 5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟที่เรานำมาฝาก อย่าลืมนำไปปฏิบติกันด้วยนะคะ แหล่งที่มา : http://www.thaiticketmajor.com/variety/lifestyle/7639/

1 2 3 ... 11