Infographic

 

Infographic ล่าสุด

1 2 3 ... 10
8 เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง

8 เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง

บ้านคือวิมานแห่งความสุข แต่บางครั้งความสุขที่เราคาดหวังอาจต้องพังครืนเมื่อมีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อย่าง “เพื่อนบ้าน” เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ หรือคอนโดฯ หากบังเอิญต้องมาเจอกับ 1 ใน 10 ประเภทของเพื่อนบ้านเหล่านี้ ดีกรีความสุขของคุณอาจติดลบโดยไม่รู้ตัว   เจ้าแห่งเสียง แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในห้องสมุดที่จะพูดคุยทีต้องคอยกระซิบกระซาบ แต่หากต้องอยู่บ้านติดหรือละแวกเดียวกับคนที่พูดเสียงดัง ตะโกนโหวกเหวก โวยวาย ทะเลาะกันเช้า-เย็น หรือบ่นทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่เว้นแม้แต่หมา แมว หรือกระรอกบินที่เลี้ยงไว้ในกรง คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก แน่นอนว่าอยู่ในห้องหรือบ้านคุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แต่อย่าลืมขอบเขตของคำว่าพอดี เพราะคงไม่มีใครอยากได้รับการเผื่อแผ่คำที่ฟังแล้วไม่รื่นหูนักหรอก “เสียงนั้น” ในยามวิกาล อีกหนึ่งปัญหาที่ไม่น่าเชื่อว่าหลายคนต้องพยักหน้าว่า “ฉันก็เจอมาเหมือนกัน” จริงๆ มันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติและการแสดงความรักต่อกัน แต่ทางที่ดีเราไม่ควรให้ความรักนั้นเป็นความร้าวรานของเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในคอนโดฯ หากไม่ใช่ห้องมุมและอยู่ชั้นบนสุด แหล่งกำเนิดเสียงประเภทนี้จะมาได้ในทุกทิศทาง หากใครที่กำลังประสบปัญหานี้ หากทำใจให้มองผ่านไม่ได้ บางทีคุณอาจจะต้องบอกให้เจ้าของบ้านหรือเจ้าของห้องรู้ ลองเขียนโน๊ต (โดยที่อาจไม่ต้องลงชื่อ) และไปสอดไว้ที่ห้องของจุดเกิดเหตุ ขอความร่วมมือให้ลดการใช้เสียงลงสักนิด หากไม่เวิร์ค สุดท้ายก็คงต้องทำใจ เพราะเสียงแบบนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดได้ทุกวัน แจกบัตรเบ่งเป็นพี่ใหญ่ประจำซอย ไม่ว่าตำแหน่งในหน้าที่การงานจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่หากต้องอยู่ร่วมกันในชุมชนแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์และเสียงเท่ากัน การเป็นซีอีโอของบริษัทใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถจอดรถขวางทางเข้า-ออกของซอยได้ หรือต่อเติมบ้านให้มากินพื้นที่สาธารณะได้ เพราะคนที่อยู่ร่วมหมู่บ้านหรือคอนโดฯ เดียวกันกับคุณก็จ่ายค่าส่วนกลางเหมือนๆ กัน ทำตัวเป็นหน่วยสอดส่องความเป็นอยู่ของคนอื่น การเอาใจใส่เพื่อนร่วมบ้าน คอยช่วยกันดูแล เฝ้าระวังเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเกินลิมิตจะกลายเป็นการเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนบุคคลจนเกินงามคงไม่ดีนัก ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับบ้านที่มีรั้วติดกัน หรือเลย์เอาท์แบบเปิดโล่ง หากมีคนคอยจับตามองตลอดเวลาว่าคุณจะไปไหน ทำอะไร ใส่กระโปรงสีไหน ต่างหูเป็นอย่างไร และเอาไปเม้าท์ต่อเป็นที่สนุกสนาน นอกจากคุณจะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเซเลบฯ แล้ว อาจมีการเปิดศึกกับหน่วยข่าวไม่กรองเหล่านี้ได้ จอดรถขวางทาง แม้ว่าจะเป็นพื้นที่หน้าบ้านคุณ แต่อย่าลืมว่าเมื่อพ้นประตูรั้วของคุณไปแล้ว นั่นเป็นพื้นที่สาธารณะ เรื่องการจอดรถนอกบ้านนี้ เป็นหนึ่งในปัญหา (เรื้อรัง) ที่พบเห็นได้ในหมู่บ้านจัดสรรทุกที่ แม้ว่าแบบบ้านส่วนใหญ่จะออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถในเขตบ้าน แต่บางครั้งก็มีเหตุที่จะต้องนำรถออกมาจอดนอกบ้าน ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นจริงๆ ขอให้คิดสักนิดก่อนจอดว่ารถของคุณจะไปขวางทางเข้า-ออกของรถที่อยู่ร่วมซอยกันหรือไม่ ปลูก/ปล่อยต้นไม้ล้ำพื้นที่ อีกหนึ่งปัญหาสำหรับคนที่อยู่บ้านจัดสรร แม้ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาและความร่มรื่นให้กับบ้าน แต่หากกิ่งก้านของมันแผ่ขยายไปยังพื้นที่ของบ้านข้างๆ ใบร่วง ดอกโรย หรือผลตกไปในพื้นที่ของคนอื่นโดยที่เจ้าของบ้านนั้นๆ ไม่ได้อยากมีส่วนร่วมแม้แต่น้อย ก็คงต้องมีการพูดคุยกับเพื่อนบ้านให้เข้าใจ หรือทางที่ดี ก่อนจะปลูกต้นไม้ริมรั้ว ริมกำแพง ให้เว้นพื้นที่ไว้ตอนที่ต้นมันโตเต็มที่ หรือเลือกปลูกต้นที่สามารถตัดแต่งกิ่งได้ กันไว้ย่อมดีกว่าต้องมานั่งแก้ปัญหาในภายหลังอยู่แล้ว ปล่อยสัตว์เลี้ยงมาขับถ่ายที่บ้านคนอื่น แม้น้องหมา-น้องแมวส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกฝนให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง แต่เมื่อถึงเวลาออกมาเดินเล่นนอกบ้าน หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ต้องปล่อยบอมบ์กลางทาง คุณเจ้าของควรต้องคอยตามเก็บใส่ถุงเพื่อความสะอาดของชุมชนโดยรวม ไม่ควรปล่อยให้ลูกรักมาวิ่งเป็นอิสระ เพราะบางครั้งน้องหมา-น้องแมวอาจเดินเล่นเพลินเข้ามาในพื้นที่บ้านของคนอื่นและถ่ายทิ้งไว้ โดยที่บางครั้งเจ้าเองก็ไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรให้พวกเขาวิ่งเล่นอยู่ในสายตาของคุณตลอดก็จะหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ ดัดแปลงบ้านผิดวัตถุประสงค์ บ้านจัดสรรไม่ว่าจะหลังเล็ก หลังใหญ่ พื้นที่กว้างหรือแคบ จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อการอยู่อาศัย แต่จะมีบางคนที่เกิดไอเดียกระฉูด แต่ลืมนึกถึงความเหมาะสม เช่น บ้านทาวน์เฮ้าส์หลังกลางเปิดเป็นร้านอาหารตามสั่ง ผัดกระเพรา ควันขโมงตั้งแต่เช้ายันเย็น หรือบ้านหลังมุมพอมีพื้นที่แล้วทำเป็นโรงงานที่มีเครื่องจักรเสียงดังเกือบตลอด 24 ชั่วโมง คอนโดฯ บางแห่งเปิดเป็นครัวลอยฟ้าทำอาหารกล่องส่ง กลิ่นอาหารลอยไปกระแทกประตูห้องนอนเพื่อนบ้านตั้งแต่ตี 4 ทุกวัน ลองจินตนาการว่าหากเป็นคุณที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คงปวดหัวอยู่ไม่น้อย   แม้ว่าการอยู่ร่วมกันจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประคับประคองให้ทุกคนอยู่ด้วยรอยยิ้มและความสุข หากคนที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ ไม่รู้จักการใช้สิทธิ์และเสรีภาพที่มีอยู่ของตัวเองอย่างเหมาะสมแล้วคุณละ ต้องเผชิญกับเพื่อนบ้านเหล่านี้บ้างหรือไม่? ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2015/3/86475/10เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง
5 ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว ภายในบ้าน

5 ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว ภายในบ้าน

เมื่อบ้านอาจจะไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลายเป็นแหล่งพักพิงอันตราย เพราะภัยร้ายที่สามารถแฝงตัวอยู่รอบด้านตามสิ่งต่างๆ ที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความคุ้นเคย จากสารก่อมะเร็งใกล้ตัว ทำให้เราสะสมสารพิษที่บั่นทอนสุขภาพสมาชิกในครอบครัวทีละนิด กว่าจะรู้ตัวถึงภัยร้ายที่คืบคลานก็อาจจะสายเกินไป ภัยร้ายที่ว่าจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกัน 1. สีทาบ้าน การเลือกสีทาบ้านที่ดีควรพิจารณาถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย นอกเหนือจากมาตรฐาน มอก.จากกระทรวงอุตสาหกรรมที่รับรองความปลอดภัยไร้สารปรอทและสารตะกั่ว ในสียังมีส่วนประกอบอันตรายอื่นๆ ได้แก่ แคดเมียม โครเมียม ฟอร์มาดีไฮด์ และ VOCs ซึ่งเป็นสารไอระเหยที่อาจทำให้เกิดเป็นมะเร็ง โดยส่วนใหญ่ VOCs ใช้ผสมในวัสดุก่อสร้างหลายชนิด เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวละลาย เช่น เคมีที่ใช้ในไม้อัด พรม กาว และสี ดังนั้น เราควรหลีกเลี่ยงห้องทาสีใหม่ โดยเว้นช่วงเวลาอย่างน้อย 2 อาทิตย์ให้สีแห้งสนิท และไอระเหยลดลง ซึ่งห้องที่เพิ่งทาสีใหม่มักจะมีกลิ่นฉุน และทำให้เราเกิดอาการเวียนหัว คลื่นไส้ แม้กลิ่นจะจางลงหลังจากนั้น แต่เราก็ยังคงต้องสูดไอระเหยและสะสมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ เราควรพยายามหาซื้อสีที่ได้รับมาตรฐานฉลากเขียว ซึ่งสำนักเลขานุการสิ่งแวดล้อมไทยที่มีหน้าที่ดูแลสัญลักษณ์ฉลากเขียวได้กำหนดมาตรฐานสีไม่มีสารตะกั่ว สารปรอท และฟอร์มาดีไฮด์เป็นส่วนผสม รวมถึงค่า VOCs ต้องต่ำกว่า 50 กรัมต่อ 1 ลิตร 2. น้ำยาทำความสะอาด อันตรายของน้ำยาทำความสะอาดอยู่ที่ส่วนประกอบหรือส่วนผสมของน้ำยาทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็น โซดาไฟในน้ำยาทำความสะอาดเครื่องครัวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ และเป็นพิษต่อร่างกาย หรือน้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มีสารกลุ่มอัลคิล ฟีนอล อีธอกไซเลต หากสูดดมหรือสัมผัสในปริมาณความเข้มข้นสูงสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ตา และผิวหนังอย่างรุนแรง รวมถึงสบู่เหลวเทียมที่มีสารเคมีสังเคราะห์ เช่น สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) และPEG (polyethylene Glycol) ผสมอยู่ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว และมีความเสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็งใระยะยาว นอกจากนั้น ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ยังต้องระวังความเสี่ยงจากน้ำยาซักผ้า น้ำยาซักแห้ง และน้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นต่างๆ ซึ่งผลการวิจัยของสหรัฐอเมริกาพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีประกอบให้กลิ่นหอมจำนวนมากกว่า 20 ชนิดที่ปล่อยสารระเหยอินทรีย์และ 7 ชนิดที่เป็นสารอันตรายหรือเป็นพิษตามกฎหมาย 3. เทียนหอม แม้แสงสลัวและกลิ่มหอมของเทียนในห้องนอนจะช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจ แต่ก็อาจจะต้องแลกมากับความเสี่ยงการเป็นมะเร็งจมูกและมะเร็งคอ จากผลการวิจัยที่ระบุถึงสารเคมีในเทียนหอมระเหย (Volatile organic chemicals หรือ VOCs) ได้แก่ สารเบนซินในควันพิษจากท่อไอเสีย สารอัลฟาไพนีน ที่พบมากในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรวมถึงสารไลโมนีนที่มีคุณสมบัติในการสร้างกลิ่นหอม โดยที่สารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันกลายสภาพเป็นฟอร์มาดีไฮด์ ทำปฏิกิริยากับอากาศจนกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้ หากฟอร์มาดีไฮด์และไลโมนีนเข้าสู่ร่างการในปริมาณมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการรเจ็บคอ ไอเป็นเลือด ระคายเคืองตา และเลือดกำเดาไหล ซึ่งสารดังกล่าวไม่สามารถสลายในอากาศได้ และยิ่งสะสมปริมาณในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท โดยสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งจมูกและมะเร็งคอในระยะยาว รวมถึงพาราฟินที่ทำให้เกิดสารเคมีเป็นพิษอย่างไดออกซิน และอโครลีน ซึ่งทำให้เทียนแข็งตัว และเป็นตัวการสำคัญของโรคมะเร็งปอด เช่นเดียวกับที่พบในควันบุหรี่ 4. น้ำหอมปรับอากาศ การใช้น้ำหอมปรับอากาศไม่ใช่การกำจัดกลิ่นเหม็นให้หายไป แต่เป็นการสร้างกลิ่นใหม่ที่หอมถูกใจเราแทนที่กลิ่นเหม็น ซึ่งในกลิ่นหอมสุดสดชื่นกลับแฝงไว้ด้วยอันตรายต่อสุขภาพ จากสถาบันวิจัย UC Berkeley and Lawrence Berkeley National Laboratory ระบุถึงส่วนผสมของไกลคอลอีเธอร์ (ethylene-based glycol ethers) ในน้ำหอมปรับอากาศบางชนิดที่มีสารออกฤทธิ์ทางประสาท และส่งผลต่อระบบเลือดในร่างกาย ทั้งยังทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อาเจียน และโลหิตจาง รวมถึงในบางชนิดยังมีส่วนผสมของทาเลท ซึ่งเป็นส่วนประกอบในพลาสติกที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อในร่างกาย และทำให้ฮอร์โมนเพศผิดปกติ 5. เครื่องใช้ไฟฟ้า แม้เครื่องใช้ไฟฟ้าจะไม่มีส่วนผสมหรือสารประกอบทางเคมีที่เป็นอันตราย แต่ก็มีภัยจากรังสีและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่สามารถบั่นทอนสุขภาพร่างกายให้ทรุดโทรมและเสี่ยงเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็งในเม็ดเลือดขาว มะเร็งสมอง โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าอันตรายในบ้านที่เราอาจจะมองข้ามความปลอดภัยและใช้งานเป็นประจำ ได้แก่ เตาอบ โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น ไดร์เป่าผม และถ่านไฟฉาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันถึงอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ที่ชัดเจน แต่เราก็ยังควรให้ความสำคัญกับการใช้งานอย่างระมัดระวัง และเว้นระยะห่างของเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้อยู่ห่างไกลเรามากที่สุด เช่น การเว้นระยะของโทรทัศน์ประมาณ 4-5 เมตรจากโซฟาตัวโปรดที่เราใช้เวลาร่วมกับสมาชิกในครอบครัว หรือการเว้นระยะไมโครเวฟหลังจากเปิดใช้งานอย่างน้อย 1 เมตร ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2017/6/154270/5-ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว
Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก

Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก

หลายๆ ท่าน ที่เห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือน อาจจะร้องไห้หนักมากเนื่องจากเห็นตัวเลขที่สูงปรี๊ด เรามาดู Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องสงสัย ที่ดูดเงินในกระเป๋าอย่างไม่ปราณี กันเลยดีกว่า   1.เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟอันดับ 1 ภายในบ้านที่กินไฟเปลืองมาก และยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ เครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง จะกินไฟ ประมาณ 680 – 3,330 วัตต์ บวกกับสภาพอากาศบ้านเราเป็นเมืองร้อน ทำให้บ้านหลายหลังต้องเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำค่าไฟในบ้านเลยสูงปรี๊ดเลยทีเดียว 2.เครื่องทำน้ำอุ่น  ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้งานไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่มีอัตราการกินไฟสูงไม่ใช่เล่น เครื่องทำน้ำอุ่น 1 เครื่อง กินไฟประมาณ 900 – 4,800 วัตต์ อัตราการกินไฟเยอะขนาดนี้ เรามากลั้นใจอาบน้ำเย็นกันดีกว่า 3.ตู้เย็น 2 – 12 คิว  ตู้เย็น ขนาด 2 – 12 คิว จะกินไฟประมาณ 53 – 194 วัตต์ ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟไม่มาก แต่เพราะเราเสียบปลั๊กตู้เย็นไว้ 24 ชั่วโมง จึงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณออกไปมากจนแทบอยากร้องไห้ 4.เครื่องซักผ้า เหตุผลที่คุณแม่บ้าน ต้องซักผ้าครั้งละมากๆ ก็เพราะ เครื่องซักผ้า 1 เครื่อง กินไฟประมาณ  250 – 2,000 วัตต์ หากซักผ้าน้อยชิ้น แต่ซักบ่อยๆ คุณแม่บ้านอาจจะกระเป๋าตังค์ฉีกไม่รู้ตัวนะ 5.เตารีด และก็เช่นเดียวกับการซักผ้าครั้งละมากๆ คุณแม่บ้าน ก็ควรจะรีดผ้าครั้งละมากๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะเตารีด 1 เครื่อง จะกินไฟประมาณ 430 – 1,600 ทั้งนี้ เทคนิคการรีดผ้า การเลือกใช้อุณหภูมิให้เหมาะสมกับเนื้อผ้า ก็สามารรถช่วยคุณแม่บ้าน ประหยัดขึ้นได้นะคะ ทีนี้เรามีวิธีคำนวณอัตราการกินไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบง่ายๆ มาฝาก เพื่อคุณจะได้รู้ว่าจะต้องเตรียมเงินค่าไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านประมาณเท่าไหร่ บ้านมีหลอดไฟจำนวน 100 วัตต์ 10 หลอด เท่ากับ 100 x 10 = 1,000 วัตต์ (1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) ถ้าเปิดไฟทั้ง 10 ดวง นาน 2 ชั่วโมง เท่ากับ 1,000 x 2 = 2,000 วัตต์ (2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) ดังนั้น 2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง = 2 ยูนิต หรือ 2 หน่วย ค่าไฟฟ้าหน่วยละประมาณ 4 บาท = 2 x 4 = 8 บาท ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view91649.html  
5 พรรณไม้ที่ควรปลูกไว้ริมรั้ว

5 พรรณไม้ที่ควรปลูกไว้ริมรั้ว

เรามาตกแต่งรั้วบ้านที่เรียบๆ ด้วย “พรรณไม้” ให้กลายเป็นรั้วสีเขียวสวยงามสบายตากันดีกว่าค่ะ โดยทุกบ้านสามารถทำได้แม้จะมีพื้นที่ที่จำกัด เพราะอาศัยเพียงพื้นที่แนวนอนยาวขนาบไปกับตัวรั้วเท่านั้น แถมถ้าเลือกให้ดีต้นไม้บางชนิดยังมีคุณสมบัติช่วยอำพรางสายตาจากคนภายนอกและป้องกันโจรได้ด้วย เพราะไม้บางชนิดมีหนาม หรือจะปลูกไม้พุ่มสูงก็ทำให้โจรเข้ามาในบ้านได้ยากลำบาก ซึ่งการเลือกพรรณไม้สำหรับปลูกริมรั้วนั้นควรเลือกที่ทนแสงแดดและลมแรงได้ อีกทั้งควรเลือกชนิดที่ดูแลง่าย ไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่จะเป็นตัวช่วยให้รั้วบ้านของคุณดูสวยงาม ปลอดภัย และโดดเด่นไม่ซ้ำเพื่อนบ้านข้างๆ ต้นไทรเกาหลี ไม้ประดับที่นิยมใช้เป็นไม้แนวรั้วและตัดเเต่งคงหนีไม่พ้น ‘ไทร’ ใช่ไหมคะ? ซึ่งไทรก็แบ่งออกเป็นหลายชนิด แต่ที่เราหยิบยกมาแนะนำวันนี้คือ ไทรเกาหลี ที่มีลักษณะเป็นไม้พุ่มทรงสูงค่อนข้างเเน่น ตัวพุ่มประกอบด้วยใบสีเขียวสดที่เรียงตัวซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เมื่อโตเต็มที่จะสูงประมาณ 5-6 เมตร ด้วยความที่ไทรเกาหลีเป็นไม้พุ่มแน่นทึบมีใบไม้เรียงตัวซ้อนกันหลายชั้น ทำให้ช่วยกันเเสงเเดดและฝุ่นละอองได้ดี จึงเหมาะที่จะนำมาปลูกกั้นเป็นกำเเพงบดบังสายตาจากคนภายนอก และป้องกันขโมยได้ด้วยเนื่องจากพุ่มสูง ที่สำคัญคือเป็นไม้ที่มีความเเข็งเเรง ทนทาน ดูเเลรักษาง่าย ไม่ค่อยมีโรคหรือเเมลงกวน สามารถเติบโตได้ดีในดินธรรมดา จึงไม่แปลกที่นักจัดสวนส่วนใหญ่นิยมปลูกให้ตามแนวรั้วบ้านนั่นเอง ต้นข่อย ไม้ต้นริมรั้วที่นิยมปลูกตามมาติดๆ ก็คือ ‘ข่อย’ ซึ่งมีลักษณะพุ่มหนา ทนแดดทนลม สูงถึง 5-10 เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ริมรั้วเพราะพุ่มแน่นจากโคนถึงยอด หากเจ้าของบ้านหมั่นตัดแต่งดูแลพุ่มก็จะยิ่งแน่นขึ้นและใบจะมีขนาดเล็กลง กลายเป็นรั้วที่สวยงาม หรือบางบ้านอาจปลูกเป็นแนวเพื่อแบ่งอาณาเขตในสวนก็ได้ค่ะ ต้นสลัดได สำหรับใครที่ไม่ชอบพรรณไม้สูงๆ หรือไม้ใหญ่เพราะกลัวแผ่กิ่งก้านสาขาให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่สาธารณะ แนะนำให้ปลูกเป็นไม้พุ่มเตี้ยแทนค่ะ โดยเจ้าของบ้านอาจทำกระบะยกสูงจากพื้นสักระดับหนึ่ง และเลือกปลูก ‘สลัดได’ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจำพวกเดียวกับกระบองเพชร มีความสูงประมาณ 3-6 เมตร ลักษณะคือมีหนามทั่วทั้งลำต้น ปกคลุมตามข้อต่อใบ ภายในมียางสีขาวซึ่งเป็นพิษ หากถูกผิวหนังจะระคายเคือง จึงถือเป็นไม้ยอดนิยมที่ปลูกไว้รอบรั้วบ้าน เพราะนอกจากช่วยป้องกันขโมยแล้วยังกันสัตว์ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วยค่ะ ต้นเข็มกุดั่น หากใครถือเคล็ด ไม่อยากให้มีต้นไม้มีหนามไว้ที่บ้าน แต่ก็ยังอยากปลูกไม้พุ่มขนาดเล็กให้สามารถป้องกันโจรได้ด้วย แนะนำให้เลือกปลูก ‘เข็มกุดั่น’ ค่ะ เพราะเป็นไม้พุ่มเตี้ยคล้ายๆ กับสลัดได แต่จะเป็นทรงพุ่มกลม ใบมีลักษณะหนาและแข็งดูแหลมคม ทนต่อสภาพแห้งแล้งที่มีแสงแดดเต็มวันได้ดี อีกทั้งเวลาออกดอกยังมีกลิ่นหอมตอนกลางคืนด้วยค่ะ ซึ่งเหมาะจะปลูกประดับกระบะยกสูงริมรั้วบ้าน หรือประดับตามสวนหิน และควรระวังเด็กๆ มาสัมผัสนะคะเพราะอาจบาดมือได้ ต้นกุหลาบเทียม เอาใจเจ้าของบ้านที่ชอบพรรณไม้ออกดอกมีสีสันเพื่อเพิ่มความสวยงามตลอดแนวรั้ว แนะนำให้ปลูก ‘กุหลายเทียม’ ไม้พุ่มที่บางครั้งมีลักษณะคล้ายไม้เลื้อย ลำต้นแข็งมีหนามยาวสีน้ำตาลแดงออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ ซึ่งจะสูงประมาณ 2-5 เมตร ตัวดอกมีสีม่วงอมชมพู เจริญเติบโตง่าย เรียกว่าไม่ต้องคอยดูแลรักษามาก เหมาะที่จะปลูกไว้ริมรั้วหรือริมหน้าต่างเพื่อช่วยป้องกันโจร และสัตว์ร้ายที่จะเข้ามาในบ้านได้ดีทีเดียวค่ะ Tips : สำหรับพรรณไม้ริมรั้วที่เราแนะนำมาทั้งหมดนี้ เจ้าของบ้านควรดูแลควบคุมระบบรากไม่ให้มีโอกาสชอนไชสิ่งปลูกสร้างอย่างรั้วได้นะคะ และหมั่นตัดแต่งกิ่งด้านของต้นไม้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมขนาดของทรงพุ่มไม่ให้แผ่ขยายใหญ่ออกไปเพราะขนาดของทรงพุ่มกับระบบรากนั้นมีความสัมพันธ์กัน หรืออาจบล็อกรากโดยปลูกลงในกระถางและวางในกระบะริมรั้วที่ก่อขึ้นมาแทน เท่านี้ก็สร้างความสวยงามและกันขโมยให้แก่รั้วบ้านของคุณได้แล้วค่ะ
สาเหตุหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำ

สาเหตุหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำ

อัตราการใช้เครื่องปรับอากาศได้เพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน แอร์จึงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยผ่อนคลายความร้อนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง และการเรียนรู้วิธีใช้แอร์อย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้แอร์เย็นฉ่ำสบาย แต่การใช้งานแอร์อย่างไม่เหมาะสม ก็ทำให้ต้องสูญเสียพลังงานสูงขึ้น ทำให้แอร์ไม่เย็นตามอุณหภูมิที่ปรับเอาไว้ ลองมาดูถึงสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำว่าเกิดจากอะไรบ้าง 1.มีฝุ่นจับอยู่ที่คอมเพรสเซอร์มากจนเกินไป โดยเฉพาะในส่วนของรังผึ้ง ถ้าสกปรกมากเกินไปก็จะทำให้แอร์ไม่เย็น การใช้แอร์ในระยะเวลานาน อาจทำให้มีการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรก เพราะหน้าที่ของแอร์นอกจากปรับอุณหภูมิในห้องให้เย็นลงแล้ว แอร์ยังทำหน้าที่ในการกรองอากาศให้สะอาด หากใช้แอร์แล้วไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เพราะมีฝุ่นและสิ่งสกปรกสะสม ทั้งยังอุดตันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของแอร์ ดังนั้นสามารถแก้ไขง่ายๆ ด้วยการหมั่นล้างทำความสะอาดแอร์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกรองอากาศ และส่วนอื่นๆ ของแอร์ก็จะช่วยทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างปกติ ช่วยประหยัดพลังงาน ทำให้แอร์เย็นฉ่ำเหมือนใหม่ 2.น้ำยาแอร์หมดหรือเหลืออยู่น้อย การที่น้ำยาแอร์หมดหรือมีเหลืออยู่น้อย ก็นับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์ไม่เย็น เพราะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ แอร์จึงไม่เย็นอย่างที่ต้องการ ดังนั้นหมั่นตรวจเช็กอยู่เสมอว่า มีน้ำยาแอร์อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะหรือไม่ หากสังเกตเห็นว่าน้ำยาแอร์เหลือต่ำ ควรติดต่อให้ช่างแอร์มาเติมน้ำยาใหม่ ก็จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำมากขึ้น 3.ห้องโดนแสงแดดตลอดเวลา การติดตั้งแอร์ ไม่ควรติดตั้งในห้องที่โดดแสงแดดอยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามาในห้องอยู่ตลอด ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักเพื่อปรับอุณหภูมิในห้องให้เย็นลง ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากจนเกินไป ดังนั้นก่อนตัดสินใจติดตั้งแอร์ ควรมั่นใจว่าห้องที่จะติดตั้งแอร์ อยู่ในทิศทางที่ไม่โดนแสงแดดหรือโดนแสงแดดน้อย เพียงแค่นี้ก็จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำ ทำให้เครื่องไม่ต้องทำงานหนัก และยังช่วยประหยัดพลังงานได้ 4.BTU มีขนาดเล็ก ก่อนติดตั้งแอร์ทุกครั้ง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดก็คือ ขนาด BTU ที่เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะทำการติดตั้งแอร์ เพราะการใช้แอร์ที่มีขนาด BTU เล็กเกินไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์ไม่เย็น เพราะกำลังการกระจายความเย็นไม่ทั่วถึง แต่การติดแอร์ที่มีขนาด BTU ใหญ่มากจนเกินไป ก็ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ โดยทั่วไปแล้วจะมีสูตรในการคำนวณ BTU แอร์ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง 5.ในห้องมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน หากในห้องที่ติดตั้งแอร์ มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เช่น มีกระติกน้ำร้อน หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของความร้อน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ จะทำให้ห้องร้อนขึ้น ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำเท่าที่ควร ดังนั้นให้หลีกเลี่ยงการติดตั้งแอร์ในห้องที่มีอุปกรณ์ทำความร้อน จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำได้ตามต้องการ 6.เปิดแอร์ผิดโหมด ในรีโมทแอร์จะมีระบบการทำงานให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ เช่น ถ้าในช่วงที่มีอากาศร้อน แต่เลือกเปิดเป็นโหมดฝนตก ก็จะทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำตามที่ต้องการ หรือแม้แต่การตั้งเป็นระบบพัดลม ก็จะทำให้แอร์หยุดทำงาน จึงทำให้อากาศในห้องอุ่นขึ้น การใช้แอร์อย่างถูกวิธี จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องให้ยาวนานขึ้น การเปิดใช้แอร์ในบางครั้งอาจพบว่าห้องไม่เย็นเท่ากับอุณหภูมิที่ปรับไว้ หากแอร์ไม่เย็นฉ่ำให้ใช้วิธีเหล่านี้แก้ปัญหาในเบื้องต้น หากอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบติดต่อช่างแอร์ให้มาตรวจสอบความผิดปกติจะดีที่สุด ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.flowtechworld.com/article/article-3370/
8 สิ่งควรทำ รับ

8 สิ่งควรทำ รับ "หน้าร้อน" แบบ ชิล ชิล

อากาศที่ทวีความร้อนขึ้นทุกวัน และยังมีการบอกต่อกันมาอีกว่าในปีนี้จะเป็นปีที่บ้านเรามีอุณหภูมิสูงถึงกว่า 40 องศา แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวเพียงใด อยากให้ทุกคนใจเย็นๆ ถือโอกาสเตรียมความพร้อม “บ้าน” ในช่วงหน้าร้อนนี้ซะเลย ทาสีบ้านใหม่ การทาสีบ้านใหม่ในช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะบ้านที่ผ่านร้อน หนาว ฝนมานานสีก็เริ่มจะซีดจาง แล้วแดด กับ ลมในช่วงหน้าร้อนนี่แหละจะทำให้สีแห้งไวกว่าการทาสีบ้านในช่วงฤดูอื่น นอกจากนี้ยังควรทาสีกันผนังชื้นเพื่อป้องกันน้ำฝนที่จะโดนบ้านโดยตรง ล้างแอร์ครั้งสุดท้ายเมื่อไร ในช่วงหน้าร้อนใครๆ ก็หันมาใส่ใจตรวจเช็คการทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ หากเลย 6 เดือนมาแล้วที่คุณยังไม่ได้ล้างแอร์ ก็ควรเรียกช่างให้มาล้างแอร์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าหน้าร้อนกันเสียที หรือถ้าแอร์โทรมมากแนะนำให้เปลี่ยนเป็นแอร์ประหยัดไฟแบบเบอร์ 5 ทาสีย้อมไม้กันเถอะ ใครมีบ้านไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ในช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทาสีย้อมไม้ หรือลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้ เนื่องจากต้องใช้เวลาแห้งนานหลายชั่วโมงถึงจะทารอบใหม่ได้ สำหรับในส่วนของประตูหน้าต่างหรือโครงสร้างไม้นอกบ้าน วิธีการคือเราควรขัดสีที่เสียหายออกให้ถึงเนื้อไม้ ก่อนจะปรับผิวให้เรียบก่อนลงสีใหม่ โดยการทาสีย้อมไม้จะต้องทา 2-3 ชั้น โดยแต่ละชั้นควรทิ้งให้แห้งอย่างน้อย 6 ชั่วโมง สีที่ใช้ควรเป็นสีน้ำมัน สีน้ำพลาสติกสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ หรือสีย้อมไม้เพราะจะทนทานต่อน้ำและแสงแดด รวมถึงควรทาน้ำยากันปลวก มด แมลงด้วย ส่วนระเบียงหรือพื้นทางเดินที่ต้องตากแดดตากฝนควรขัดผิวและทาด้วยสีย้อมพื้น หรือสีย้อมไม้สำหรับไม้นอกบ้านทุกๆ 3 ปี ส่วนเฟอร์นิเจอร์การจัดเคลือบผิวจะช่วยให้ไม้ไม่ดูดซับความชื้นมากจนเกินไป เพิ่มกันสาด สำรวจให้รอบๆ บ้านว่ามีพื้นที่ตรงส่วนไหนที่แสงแดดส่องถึงเข้าไปในตัวบ้านได้ โดยดูจากทิศที่แดดส่องถึง ซึ่งจะเป็นทิศใต้กับทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากนั้นดูว่าในบริเวณนั้นมีกันสาดหรือเปล่า โดยเฉพาะทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถ้ายังไม่มีกันสาดก็ควรเพิ่มเพราะนอกจากกันสาดจะช่วยกันแดดแล้วยังช่วยกันฝนอีกด้วย หรือถ้าเป็นแสงแดดตอนบ่ายๆ ไปจนถึงตอนเย็นต้องดูว่าสามารถส่องได้ในองศาที่ต่ำประมาณเท่าไร จากนั้นอาจเพิ่มเครื่องกำบังเช่นม่าน ฟิล์มกรองแสง หรือปลูกต้นไม้ในบริเวณนั้น เช็ครางน้ำฝน รองเช็คว่ารางน้ำฝนมีกิ่งไม้ ใบไม้อุดตันหรือเปล่า หากมีให้รีบกำจัดเสียเพราะจะทำให้การระบายน้ำคล่องตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นควรหาตะแกรงมาปิดรางน้ำฝนเพื่อป้องกันเศษใบไม้ตกลงมาสะสมอีก เช็ครอยโหว่ รอยร้าว นอกจากแสงแดดจากหน้าร้อนแล้ว ในหน้าร้อนนี้ยังมีฝนตกร่วมด้วย ดังนั้นหากกรอบหน้าต่างทำด้วยไม้ซึ่งจะมีการยืดหดตัวตามธรรมชาติมีช่องโหว่เกิดขึ้นให้ทาซิลิโคนแบบที่ใช้กับไม้ ชนิดใช้ภายนอกมาอุดรอยโหว่ให้เรียบร้อย ส่วนผนังเราต้องตรวจตราหากมีรอยร้าวจากปูนฉาบแตกร่อน ก็ควรซ่อมแซมเช่นใช้วัสดุยาแนว เช็คบ่อพัก ท่อน้ำทิ้ง ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่ามีสิ่งอุดตันอยู่ในบ่อพักหรือท่อน้ำทิ้งหรือเปล่า ทั้งเศษดิน เศษหิน ใบไม้ ถ้ามีของเหล่านี้ทับถมอยู่ควรขุดลอกเพื่อกำจัดเศษวัสดุต่างๆ ทิ้งไป รั้วบ้าน หากเป็นรั้วเหล็กอาจเกิดสนิมขึ้นได้ง่าย ดังนั้นควรขัดสนิมเก่าออกให้หมดแล้วทาสีใหม่ ส่วนรั้วอัลลอยด์ สีอาจซีดจางดังนั้นควรทำความสะอาดและทาสีใหม่ สำหรับรั้วไม้หากพบว่ามีชิ้นส่วนใดของรั้วไม้เสียหายควรรีบซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ ส่วนรั้วปูนหากพบรอยแตกร้าวควรรีบแก้ไข การตรวจตราบ้านไว้ให้พร้อมก่อนรับหน้าร้อน ถือเป็นการวางแผนการใช้ชีวิตในบ้านอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากหลายๆ วิธีช่วยทำให้บ้านของคุณเย็นลง คุณจะได้ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้เปลืองค่าไฟ รู้แบบนี้แล้วเร่งเตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ นะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.sanook.com/home/4077/
แน่ใจได้อย่างไร? ที่ดินข้างโครงการไม่มีตึกสูงบัง

แน่ใจได้อย่างไร? ที่ดินข้างโครงการไม่มีตึกสูงบัง

ตำแหน่งห้องในฝันสำหรับการเลือกห้องในคอนโด นอกจากอยู่ในด้านที่ไม่ต้องเจอแดดร้อน ก็มีเรื่องของวิวทิวทัศน์โล่งกว้าง หลายคนจึงพยายามเลือกห้องฝั่งที่ติดกับที่ดินโล่งกว้างหรืออย่างน้อยก็มีเพียงแค่ตึกเตี้ยๆ แต่ไม่มีอะไรแน่นอน วันหนึ่งเราอาจต้องตื่นจากฝัน เมื่อพบว่า ที่ดินข้างๆ ก็ผุดโครงการคอนโดอีกหนึ่งโครงการขึ้นมา กลายเป็นว่าความสุขจากทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาถูกดับฝันลงทันที ก่อนอื่นขออธิบายว่าในอาคารสูง (สูงตั้งแต่ 23 เมตร) หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ (พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตร) กฎหมายกำหนดไว้ว่าอาคารต้องเว้นที่ว่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 6 เมตร เพราะฉะนั้น ในกรณีอาคารสูงคนละโครงการกัน จะมีระยะตึกติดกันมากที่สุด 12 เมตร ระยะนี้เป็นระยะเพื่อให้รถดับเพลิงทำงานได้ แต่ไม่ใช่ระยะที่มาจากการพิจารณาความขวยอายที่ต้องสบตากับเพื่อนบ้านข้างตึก ระยะ 12 เมตรระหว่างสองห้องคอนโดสูง จึงดูใกล้จนแทบจะจีบกันได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังเช่นนี้ เราสามารถอาศัยความรู้และความเข้าใจในบ้านเมือง + กฎหมายอาคารเล็กน้อย...แล้วที่ดินข้างตึกเราแบบไหน ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่กลายเป็นอาคารสูงขึ้นมาในอนาคต   1. ที่ดินติดแม่น้ำ หรือติดถนน อันนี้ฟันธงได้เลยว่าอนาคตยังไงก็เป็นแม่น้ำหรือถนนวันยังค่ำ และการันตีว่าตึกสูงจะต้องอยู่ห่างจากห้องเราไปอีกฟากถนน + 6 เมตร   2. ที่ดินใกล้เคียงที่ไม่น่าจะมีตึกสูงใกล้ๆ  เช่น โรงพยาบาลดังๆ สวนสาธารณะของรัฐ โรงเรียนหรือวัดที่ปักหลักมั่นคง หรือแม้แต่บ้านมหาเศรษฐี ก็รวมอยู่ในข้อนี้ด้วย แม้ในกรณีนี้อาจจะไม่สามารถรับรองได้ 100% แต่ก็พอจะใช้พิจารณาได้   3. ที่ดินที่มีถนนเล็กกว่า 10 เมตรเข้าถึง เนื่องจากกฎหมายอาคารกำหนดให้อาคารสูง ต้องตั้งอยู่บนที่ดินที่มีถนนกว้างเกิน 10 เมตรเข้าถึง ที่ดินที่ติดถนนเล็กกว่า 10 เมตรจึงสร้างอาคารสูงสุดได้ไม่เกิน 23 เมตร (ประมาณ 7 ชั้น) หากคอนโดของท่านอยู่ติดซอยเล็กๆ แล้วที่ดินด้านข้างหรือด้านหลังติดถนนเล็กกว่า 10 เมตรโดยไม่ติดถนนใหญ่อื่นใด ที่ดินนั้นย่อมไม่มีโอกาสเป็นตึกสูงได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากเกิดการรวบที่ดินก้อนนั้นไปติดต่อกับที่ดินอื่นที่ติดถนนกว้างเกิน 10 เมตรได้ ที่ดินนั้นก็จะสามารถสร้างตึกสูงได้เช่นกัน   4. ที่ดินติดตีนสะพาน หรือที่ดินติดทางโค้ง ข้อนี้ก็มาจากข้อกำหนดทางกฎหมายอาคาร เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าอาคารสูงโดยทั่วไปต้องมีที่จอดรถ และอาคารจอดรถห้ามมีทางเข้าออกติดตีนสะพานที่มี ”ความลาดชัน” ใกล้กว่า 50 เมตร (นับจากกึ่งกลางทางเข้าจนถึงจุดเริ่มต้นทางลาด โดยสะพานที่มีความลาดน้อยกว่า 2 ซม.ต่อระยะ 1 เมตร ไม่นับเป็นสะพานที่ต้องทำตามกฎนี้) หรือใกล้ทางโค้งเกินกว่า 20 เมตร (นับจากกึ่งกลางทางเข้าจนถึงจุดเริ่มต้นโค้ง) ที่ดินที่ติดสะพาน และติดทางโค้งทางแยกในระยะดังกล่าวจึงไม่สามารถสร้างอาคารสูงได้ ยกเว้นแต่จะหาทางเชื่อมที่ดินนั้นกับทางเข้าออกทางอื่นๆ ได้คล้ายๆ ข้อ 3 หรือไม่ก็ต้องมีอาคารจอดรถภายในระยะ 200 ม.ในอีกที่ดินอีกผืน ซึ่งยุ่งยากพอตัว   5. ที่ดินที่ผังเมืองกำหนดไว้ว่าห้ามสร้างอาคารสูง กฎหมายผังเมืองมีข้อกำหนดในแต่ละโซนเรื่องขนาดของตึกที่สร้างได้ หากอาคารคอนโดที่ท่านอยู่อาศัยอยู่บนขอบระหว่างผังเมืองโซนสร้างอาคารสูงได้ กับโซนผังเมืองที่ห้ามสร้างอาคารสูง ที่ดินข้างนั้นก็จะห้ามสร้างอาคารสูงโดยปริยาย แต่ข้ออาจจะเป็นกรณีที่หาได้ยากสักหน่อย เพราะโดยทั่วไปผังเมืองจะเปลี่ยนโซนต่อเมื่ออยู่กันคนละบล็อกถนน มิได้ตัดกันระหว่างที่ดิน อีกทั้งผังเมืองจะมีการพิจารณาใหม่เสมอทุก 5 – 10 ปี จึงมีความไม่แน่นอนสูง   6. ที่ดินที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากกฎหมายกำหนดระยะร่นต่างๆ ของอาคารสูงไว้ เช่นต้องมีที่ว่างให้รถดับเพลิงวิ่งโดยรอบ 6 เมตร ที่ดินที่มีขนาดเล็กมากๆ (เช่นมีหน้าที่ดินกว้างไม่ถึง 20 เมตร) จึงไม่คุ้มค่าที่จะสร้างเป็นอาคารสูง แต่ข้อนี้มีความไม่แน่ไม่นอนมาก เพราะโครงการอาคารที่จะสร้างใหม่ มักกวาดซื้อที่ดินก้อนเล็กๆรวมแปลงเข้าด้วยกันเป็นที่ดินผืนใหญ่เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าที่ดินผืนเล็กๆ นั้นมีขอบเขตอีกทางเป็นถนน แม่น้ำ หรือโครงการที่ไม่น่าจะเปลี่ยนไปเป็นโครงการอื่น ก็ทำให้มั่นใจได้ว่า ที่ดินนั้นจะไม่กลายเป็นตึกสูงได้มากขึ้น   ที่จริงยังมีอีกหลายกรณียิบย่อย แต่อย่างน้อยหลักการพิจารณาที่ดินว่าจะสร้างอาคารสูงได้หรือไม่ทั้ง 6 ข้อข้างต้น จะช่วยให้ท่านๆ มีหลักการสำหรับคาดเดาสภาพแวดล้อมของคอนโดว่าจะมีอาคารสูงสร้างขึ้นข้างๆ ได้หรือไม่ ความรู้และข้อมูล ช่วยให้เรามองอนาคตได้รอบคอบ และกว้างไกลขึ้นอีกขั้นเสมอ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://zmyhome.com/content/ที่ดินแบบไหน-ที่จะไม่กลายเป็นตึกสูงในภายหลัง        
ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

ใครที่กำลังมองหาที่ดินมาสร้างบ้านชั้นเดียว หรือ มีที่ดินครอบครองอยู่ในมือ แล้วกำลังคิดจะสร้างบ้านชั้นเดียวที่รองรับได้ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และก็ตัวคุณเองที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามกาลเวลาก็ได้เวลาอันสมควรที่จะมาดู 5 ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุแล้ว ว่าควรจัดฟังก์ชันอะไรยังไงบ้างเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง 1. บ้านชั้นเดียวกับทางเข้าบ้านที่รองรับวีลแชร์ได้ นอกจากบ้านชั้นเดียว ที่เป็นเสมือนหัวใจหลักในการออกแบบบ้านสำหรับผู้ชราแล้ว หลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวเพื่อให้คนชราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอันดับต้นๆ ก็คือ ทางเดินเข้าออกตัวบ้าน ส่วนนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทุกแบบบ้านชั้นเดียวจะต้องมี เนื่องจากเป็นตัวนำพาคนชราเข้าออกสู่บ้านชั้นเดียว ซึ่งจะแบ่งสองส่วนด้วยกันคือ ทางลาด กับ บันไดทางเข้าบ้าน โดยทางเดินเข้าบ้านทั้งสองทางนี้จะต้องมีราจับตลอดแนว และมีความกว้างมากกว่า 50 ซม. ขึ้นไป และไม่น้อยกว่า 90 ซม. เพื่อรองรับผู้สูงอายุที่นั่งวิลแชร์ได้ รวมไปถึงทางลาดทางลาดต้องมีความลาดชันไม่เกิน  1:12 ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราพ.ศ. 2548 กำหนด 2.บ้านชั้นเดียวกับประตูทางเข้าบานใหญ่ เมื่อผู้ชราผ่านด่านทางเดินเข้าบ้านได้แล้ว ก็จะพบกับด่านสอง นั่นก็คือประตูทางเข้าบ้าน แน่นอนว่าขนาดของประตูทางเข้าออกบ้านจะต้องมีขนาดกว้างกว่าวีลแชร์หรือมากกว่า 36 นิ้วขึ้นไป ประตูจะต้องใช้แรงผลักเข้าออกง่ายไม่ฝืดเคือง แต่ก็ต้องไม่เบามากเพราะผู้ชราที่เปิดเข้าออกอาจจะลื่นล้มไปกับประตูที่ที่เปิดออกด้วยความรวดเร็วมากได้ ดังนั้นประตูทางเข้าบ้านส่วนใหญ่ของแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับคนชรานั้นจึงมักเลือกใช้บานประตูแบบเลื่อนสองตอนที่สามารถจับเกาะและพยุงตัวได้ รวมไปถึงสามารถเปิดช่องทางการเข้าบ้านได้เป็นระยะกว้าง ต้องออกแบบให้ลางเลื่อนนั้นขนาบไปกับพื้นบ้านทางเข้าออกเพื่อป้องกันการสะดุดหกล้ม โดยสามารถดรอปพื้นลงไปเพื่อวางลางเลื่อนได้ 3.บ้านชั้นเดียวกับวัสดุที่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและสุขภาพ เมื่อเข้ามาในตัวบ้าน สิ่งแรกที่ผู้ชราจะต้องสัมผัสเมื่ออยู่ในตัวบ้านชั้นเดียวก็คือพื้นบ้าน วัสดุตรงนี้ถ้าอยากจะเน้นความสวยงามด้วยการใช้กระเบื้องแบบขัดมันรับรองว่าไม่ปลอดภัยสำหรับคนชราแน่นอน ดังนั้นการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับในส่วนของพื้นจะต้องเน้นพื้นกระเบื้องผิวด้าน ซึ่งสามารถศึกษาวัสดุปูเพื่อนเบื้องต้นได้จาก วัสดุปูพื้นบ้าน กระเบื้องแบบไหน ควรใช้งานกับส่วนใด รวมไปถึงผนังบ้าน เพดาน ก็ควรมีการเคลือบผิวด้วยไวนีล เพื่อการทำความสะอาดที่ง่ายและไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาเป็นประจำ ส่วนในเรื่องการตกแต่งบ้านชั้นเดียวที่ประกอบไปด้วย เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และฝุ่น ตรงนี้ตัดทิ้งไปได้เลย เพื่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น พรม ผ้าม่าน และเฟอร์นิเจอร์แบบลอยต่างๆ ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องก้มหรือย่อ และควรออกแบบให้บริเวณรอบบ้านมีต้นไม้ใบหญ้าเยอะๆ เพื่อคอยจับฝุ่นที่จะเข้ามาในตัวบ้าน ไม่เพียงแค่นั้นพื้นที่สีเขียวยังช่วยให้บ้านได้รับความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์อันเป็นที่ชื่นชอบของคนชราด้วย 4.บ้านชั้นเดียวกับห้องนอนที่รองรับความสะดวก สำหรับการออกแบบบ้านชั้นเดียวให้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุมากที่สุดต่อมาก็คือการวางตำแหน่งของห้องนอน ควรอยู่ใกล้กับฟังก์ชันอื่นๆ อาทิ ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร หรือ ห้องที่มีการเดินผ่านไปมาของคนภายในบ้าน เพื่อที่ผู้ชราจะสามารถเชื่อมต่อไปใช้งานห้องต่างๆ ได้อย่างสะดวก อีกทั้งคนในบ้านจะได้สามารถดูแลผู้ชราได้อย่างทั่วถึง แต่ทั้งนี้ก็ต้องออกแบบห้องนอนของผู้ชราให้มีความเป็นส่วนตัวไปในตัวด้วย ส่วนใหญ่ Layout ของห้องนอนคนชราจะอยู่บริเวณมุมบ้าน หรือ มุมที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้สองด้าน เพื่อเป็นการเปิดห้องให้โล่ง โปร่ง สบาย และสามารถเปิดบานหน้าต่างออกเพื่อรับลมธรรมชาติได้ โดยบานหน้าต่างต้องออกแบบดีไซน์ให้สูงกว่าเอวหรือที่ความสูงประมาณ 1 ฟุต เพื่อป้องกันการพลัดตกลงมาจากห้องนอน ส่วนเตียงไม่ควรมีขอบมุมที่แหลม และไม่จำเป็นต้องสูงมาก ควรวางเข้ามุมเพื่อป้องกันการกลิ้งตกเตียง และต้องเหลือพื้นที่ปลายเตียงและข้างเตียงไว้สำหรับเดินเข้าออกห้องได้อย่างง่ายดายด้วย ซึ่งถ้าจะให้ดีสามารถติดตั้งราวจับตามจุดสำคัญในห้องได้ถ้าห้องมีขนาดกว้างมาก 5.บ้านชั้นเดียวกับห้องน้ำที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย มาที่ส่วนสำคัญส่วนสุดท้ายอย่างห้องน้ำ และเป็นส่วนที่ต้องระมัดระวังที่สุดเพราะผู้สูงอายุจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งกับโซนนี้ ดังนั้นห้องน้ำที่ดีควรอยู่บนพื้นที่ที่คนในบ้านเป็นหูเป็นตาด้วยกันได้ โดยแบบแปลนบ้านชั้นเดียวส่วนใหญ่จะออกแบบให้ห้องน้ำอยู่ใกล้กับห้องนอนแต่ไม่อยู่ในห้อง เพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุ และสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ง่าย ขอบคุณแหล่งที่มา : http://bit.ly/2tql7mY
5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟได้อยู่หมัด

5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟได้อยู่หมัด

น้ำมะนาว นำน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกับน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง จากนั้นนำไปเวฟในไมโครเวฟประมาณ 2-3 นาที ทิ้งไว้สักพักจนกว่าตู้ไมโครเวฟหายร้อน แล้วใช้ฟองน้ำเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว เบกกิ้งโซดา นำเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนพูน ผสมกับน้ำเปล่าข่อนแก้ว จากนั้นนำไปเวฟในไมโครเวฟ 3 - 5 นาที ทิ้งไว้สักพัก แล้วเช็ดออกให้สะอาด น้ำยาล้างจาน หยดน้ำยาล้างจนลงไปบนฟองน้ำ จากนั้นนำไปถูในไมโครเวฟ โดยอาจจะใช้แรงขัดสักนิด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำสะอาด เช็ดเอาน้ำยาล้างจานออก สุดท้ายใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกที ยาสีฟัน หลังจากกำจัดกลิ่นด้วยวิธีตามข้อ 1-2 แล้ว นำยาสีฟันบีบลงไปบนแปรงสีฟันอันเก่าแล้วใช้ขัดทำความสะอาดด้านในให้ทั่ว จากนั้นเช็ดออกด้วยผ้าสะอาด ถ่านหุงต้ม วิธีนี้อาจจะดูโบราณไปสักหน่อย แต่ก็ใช้ได้ผลในกรณีที่ตู้ไมโครเวฟมีกลิ่นเหม็นไม่มาก เพียงแค่นำถ่านหุงต้มใส่ในภาชนะ แล้ววางทิ้งไว้ 2-3 วัน กลิ่นก็จะหายไป เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ 5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟที่เรานำมาฝาก อย่าลืมนำไปปฏิบติกันด้วยนะคะ แหล่งที่มา : http://www.thaiticketmajor.com/variety/lifestyle/7639/
ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์

ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์

รอมาทั้งปีแต่ลมหนาวก็ไม่มา แต่หลังจากนี้ไม่ต้องทนนอนเหงื่อไหลไคลย้อยหรือเปิดแอร์ให้เปลืองค่าไฟกันอีกต่อไป เพราะมีวิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบาย หลับสนิทจนถึงเช้ามาฝากค่ะ  ไม่ต้องตั้งคำถามกันอีกต่อไปว่าเมื่อไหร่อากาศบ้านเราจะหนาวสักที ในเมื่ออากาศมันร้อนทรมานใจไม่หยุดหย่อนขนาดนี้ เราก็ต้องปรับตัวตามอากาศไปให้สิ้นเรื่อง ยิ่งถ้าบ้านใครที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้ด้วยแล้วยิ่งต้องรีบทำตามวิธีกำจัดความร้อนในแบบฉบับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างวิธีจัดห้องนอนที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันในวันนี้ แล้วอาการกระวนกระวายเพราะร้อนจนนอนไม่หลับจะหายไปทันที 1. เปลี่ยนชุดเครื่องนอนให้เป็นผ้าคอตตอน ชุดเครื่องนอนแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะหนานุ่มหรือเบา สบายก็มีหมด ดังนั้นเมื่ออากาศเข้าสู่สภาวะร้อนจนนอนไม่ค่อยหลับ เราขอแนะนำให้เปลี่ยนชุดเครื่องนอนจากผ้าหนานุ่มมาเป็นผ้าคอตตอนแทนจะดีกว่า เพราะด้วยคุณสมบัติที่เบาสบายและถ่ายเทอากาศได้ดี จึงช่วยให้คุณไม่ต้องทนนอนบนที่นอนร้อนๆ อีกต่อไป 2. ดื่มน้ำก่อนเข้านอน ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นหรือเป็นปกติ การดื่มน้ำก่อนเข้านอนคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มีแต่จะทำให้เราตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกซะอีก แต่ในทางกลับกันอากาศร้อนหนักขนาดนี้แนะนำให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนเข้านอนก็จะช่วยร่างกายไม่ร้อนระหว่างหลับฝันหวานได้ค่ะ 3. เปลี่ยนหมอนใหม่ ศีรษะเป็นส่วนที่ร้อนที่สุดในร่างกาย ดังนั้นนี่อาจหมายถึงเวลาของการเปลี่ยนหมอนใหม่ที่เล็กกว่า ผ้าบางกว่า และระบายอากาศได้ดีกว่าหมอนใบเก่า หากคุณไม่อยากนอนกระสับกระส่ายตลอดทั้งคืนเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวอีกต่อไป 4. จัดทิศพัดลมให้ถูก เพื่อดูดความร้อนออกนอกบ้าน หลายคนอาจจะยังสับสนว่าทำไมเปิดพัดลมแล้วยังไม่เย็นสักทีมีแต่ร้อนกับร้อน นั่นก็เป็นเพราะว่าพัดลมกำลังดูดความร้อนจากข้างนอกเข้ามาในบ้านยังไงล่ะ ซึ่งวิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียวแค่หันด้านหลังพัดลมออกนอกหน้าต่าง แล้วความร้อนภายในบ้านก็จะถูกถ่ายเทออกไป แต่ถ้าบ้านไหนใช้พัดลมเพดานก็แค่ตั้งระบบให้ใบพัดหมุนทวนเข็มนาฬิกาก็ช่วย ไล่ลมร้อนออกจากบ้านได้เหมือนกันค่ะ 5. แขวนผ้าเปียกที่หน้าต่างช่วยปรับอากาศให้เย็นลง บางครั้งการนอนเปิดหน้าต่างเพียงอย่างเดียวก็ไม่ช่วยไล่ความร้อนได้ดีเท่าไร แต่ถ้าเรานำผ้าเปียกบิดหมาดๆ มาแขวนไว้ที่หน้าต่างห้อง ลมจากภายนอกก็จะพัดพาไอเย็นๆ จากผ้าเปียกเข้ามาภายในห้อง คราวนี้ต่อให้อากาศร้อนแค่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ให้เสียค่าไฟแพงๆ อีกแล้ว 6. วางก้อนน้ำแข็งไว้หน้าพัดลม อาจจะดูเป็นวิธีสามัญไปหน่อยแต่ขอบอกเลยว่าได้ผลดีเกือบเทียบเท่าแอร์บ้านเลย ล่ะ ให้นำก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่มาใส่ถาดขนาดพอเหมาะ วางไว้หน้าพัดลมในระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลพัดลมจนเกินไป คราวนี้จากอากาศร้อนๆ ภายในบ้านก็ถูกแทนที่ด้วยลมเย็นๆ ตอนเปิดพัดลม แต่ความรู้สึกเหมือนนั่งให้ห้องแอร์เลยล่ะ 7. นอนคนเดียวบ้าง ก็ทำให้อุณหภูมิลดลง สังเกตไหมว่าเวลาที่เราอยู่ในที่สาธารณะอัดแน่นไปด้วยผู้คน สถานที่แห่งนั้นจะร้อนอบอ่าวเป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะร่างกายแต่ละคนต่างก็มีความร้อนอยู่ในตัว และเมื่อมารวมตัวกันองศาความร้อนก็ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น เช่นเดียวกับการนอนเป็นคู่เพราะมันจะทำให้ความร้อนจากร่างกายถูกระบายออกมา 2 เท่า ฉะนั้นหากคืนไหนร้อนๆ ก็นอนแยกกันบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้ต่างคนต่างนอนสบายกายขึ้น 8. เปลี่ยนเตียงนอนบ้างเพื่อให้อากาศหมุนรอบตัวเรา การนอนหลับพักผ่อนไม่จำเป็นว่าจะต้องนอนบนเตียงหนาๆ นุ่มๆ เสมอไป ไม่ว่าจะเป็นเปลญวน ตั่งไม้ หรือเตียงแบบโปร่งชนิดอื่นๆ ก็สามารถประยุกต์มันมาเป็นที่นอนในช่วงที่อากาศร้อนได้เหมือนกัน เพราะเตียงนอนในลักษณะนี้มีรูระบายอากาศมากกว่าเตียงนอนเบาะหนาๆ และการแกว่งเปญณวนก็ยังทำให้อากาศเคลื่อนไหวเกิดลมพัดเบาๆ กำลังเย็นสบายในขณะที่คุณนอนด้วย 9.เลือกซื้อชุดนอนแบบผ้าคอตตอนมาสวมใส่ ถ้าการเปลี่ยนชุดเครื่องนอนไปเป็นผ้าคอตตอนยังเย็นไม่พอ เราขอแนะนำให้เปลี่ยนชุดนอนในช่วงหน้าร้อนให้กลายเป็นผ้าคอตตอนไปด้วยเลย รับรองว่าผ้าโปร่งๆ ระบายอากาศอย่างชุดนอนผ้าคอตตอนจะทำให้คุณนอนหลับสนิท แม้ในวันที่อากาศจะร้อนอบอ้าวที่สุดก็ตาม 10. อาบน้ำก่อนนอนช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย หลายคนคงปฏิเสธไม่ลงว่า เคยไม่อาบน้ำแล้วเข้านอนมาก่อน ถึงแม้คุณจะเหนื่อยจากการเดินทาง จากงาน หรืออะไรก็ตามแต่ คุณก็ต้องสละเวลาง่วงเพียงนิดเพื่อตั้งจิตไปอาบน้ำก่อนนอนให้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกได้แล้ว มันยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายส่งผลให้นอนหลับสบายได้อีกด้วย 11.  ปิดไฟก่อนนอนช่วยลดปริมาณความร้อนได้ คนที่ไม่กล้านอนปิดไฟอยู่ในความมืดก็ต้องขออภัยเพราะวิธีนี้ช่วยลดความร้อนได้ ดีจริงๆ ค่ะ ขณะที่เรานอนเปิดไฟในห้องทิ้งไว้ พลังงานความร้อนจากหลอดไฟและแสงไฟจะส่งผ่านมารบกวนการนอนทำให้นอนหลับได้ไม่ เต็มที่ แต่จะดีกว่าไหมถ้ายอมปิดไฟนอนเพื่อลดความร้อนในห้องลง 12. วางถังน้ำไว้แช่เท้าไว้ที่ปลายเตียง หากคุณเป็นคนที่ขี้ร้อนจัดไม่ว่าจะลองวิธีไหนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล งั้นต้องไปแก้ร้อนที่ปลายเท้าด้วยการหาถังน้ำหรือกะละมังใส่น้ำในปริมาณที่พอเหมาะมาวางไว้ปลายเตียง เมื่อไรที่รู้สึกร้อนจนนอนไม่ได้ก็แค่ลุกขึ้นมาแช่เท้าในถังน้ำให้เย็นสบาย วิธีนี้จะช่วยดูดเอาความร้อนจากร่างกายออกไปได้เยอะเลย 13. นอนชั้นล่างอากาศจะเย็นที่สุด ไม่ต้องอธิบายหลักวิทยาศาสตร์ให้ยุ่งยาก ใครๆ ต่างก็รู้ว่าความร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นแล้วความเย็นจะเข้ามาแทนที่ ดังนั้นสถานที่ที่เหมาะสมกับการนอนหลับเห็นทีคงต้องเป็นชั้นล่างของบ้านแล้ว ล่ะ แต่ถ้าบ้านไหนมีแค่ชั้นเดียวแนะนำให้เลือกซื้อเบาะนอนบางๆ หรือปูผ้านอนกับพื้น แล้วความเย็นจากพื้นก็จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกว่าคืนนี้ร้อนอบอ้าวอย่างที่ผ่านมา 14. ดึงปลั๊กไฟที่ไม่ใช้งานออกให้หมด ในยามค่ำคืนแห่งการพักผ่อนคงไม่มีใครลุกขึ้นมาใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหรอกนะคะ ฉะนั้นก่อนจะเข้านอนทุกครั้งควรดึงปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานออก ให้หมด เพราะการที่คุณเสียบปลั๊กไฟค้างไฟก็เท่ากับว่าเครื่องยังทำงานและยังปล่อย ความร้อนออกมาอยู่ ดังนั้นการถอดปลั๊กจึงช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในบ้านลงได้ แถมสามารถช่วยลดค่าไฟ และเป็นการป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรได้อีกต่างหาก 15. ทำแอร์ใช้เอง ราคาแอร์แต่ละเครื่องถูกๆ ซะเมื่อไร แถมยังมีค่าติดตั้งอีก ถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่มแล้ว มาทำแอร์ใช้เองกันเถอะ รับรองว่าลมเย็นไม่ต่างกันเลย แถมเจ้าแอร์ทำมือเครื่องนี้ยังช่วยประหยัดได้เยอะเลยด้วย แม้ชาวบ้านเขาจะบ่นว่าอากาศร้อนปรอทแตกแค่ไหน แต่ถ้าคุณได้ลองนำเอาทริคเด็ด ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปใช้แล้วละก็ รับรองได้เลยว่าค่ำคืนแห่งการนอนหลับพักผ่อนของคุณจะเย็นสบายไร้ความร้อน รบกวนจนเพื่อนบ้านต้องมาขอเคล็ดลับกันอย่างไม่ขาดสายแน่นอน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view137064.html
12 เรื่องที่สาวๆ พึงระวัง เมื่ออยู่บ้านหรือคอนโดคนเดียว

12 เรื่องที่สาวๆ พึงระวัง เมื่ออยู่บ้านหรือคอนโดคนเดียว

มาดูกันว่าหากสาวๆ คิดจะอยู่คนเดียวมีเรื่องอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษบ้าง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องจัดการอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมมี 12 เรื่องที่สาวๆ ควรระวังเมื่ออยู่บ้านหรือคอนโดคนเดียวมาฝากกันค่ะ การอยู่บ้านหรือคอนโดคนเดียวอาจจะสะดวก มีความเป็นส่วนตัว แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกกับความปลอดภัยด้วย จะเห็นได้ว่าคดีอาชญากรรมต่างๆ นั้นมักจะเกิดกับผู้หญิง โดยเฉพาะกับสาวๆ ที่อยู่คนเดียวหรือไปไหนมาไหนตามลำพัง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวม 12 เรื่องที่สาวๆ ควรระวังเมื่ออยู่คนเดียวมาฝาก รวมถึงวิธีป้องกันและวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์นั้นๆ ด้วย 1. หาข้อมูลและคดีอาชญากรรมในพื้นที่ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกบ้านหรือคอนโด ไม่ใช่ดูแค่ความสวยงามหรือราคาเท่านั้น แต่พิจารณาข้อมูลหรือข่าวที่เคยเกิดขึ้นในบริเวณนั้นๆ ด้วย หากเป็นไปได้ให้ไปดูสถานที่จริงเสียก่อน เพราะส่วนมากแล้วตามหน้าเว็บไซต์ผู้ให้เช่ามักจะบอกแค่ลักษณะของห้อง ราคา สิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งความเป็นจริงตัวอาคารอาจจะอยู่ในซอยเปลี่ยวหรือใกล้กับแหล่งมั่วสุมก็ได้ 2. เปลี่ยนลูกบิดประตูเมื่อย้ายเข้าใหม่ สิ่งที่ควรทำในการย้ายเข้าหอใหม่ก็คือ เปลี่ยนลูกบิดประตูห้อง เพราะผู้เช่าคนก่อนอาจจะปั๊มกุญแจสำรองไว้และอาจจะกลับมาโดยประสงค์ร้ายหรืออาจจะเกิดในกรณีที่เจ้าของห้องคนเก่าเผลอเมาแล้วกลับมาห้องเดิมซึ่งเราก็ไม่สามารถรู้ได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องรับความยินยอมจากเจ้าของห้องเสียก่อน ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนได้จริงๆ ก็ให้ติดกลอนประตูด้านในแทน และเมื่อต้องออกไปข้างนอกก็ล็อกห้องโดยการหาที่ครอบลูกบิดมาใส่ไว้แทน 3. ประตูกระจกเลื่อนเสี่ยงภัย สำหรับประตูระเบียงหลังห้องที่เป็นแบบกระจกบานเลื่อน เสี่ยงต่อการถูกจู่โจมมากกว่าประตูแบบธรรมดาเพราะง่ายต่อการงัดแงะ วิธีป้องกันคือให้หาท่อนเหล็กหรือด้ามไม้ม็อบใส่เข้าไปในลู่บานเลื่อน เพื่อไม่ให้คนภายนอกเปิดบานเลื่อนเข้ามาได้ 4. อย่าโพสทุกอย่างลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่าได้ประกาศว่าอยู่คนเดียวหรือเขียนเนื้อหาที่สื่อว่าอาศัยอยู่คนเดียวลงในเว็บไซต์โซเชียลต่างๆ เด็ดขาด เพราะในโลกออนไลน์นั้นมีทั้งคนที่ไว้ใจได้และไว้ใจไม่ได้ อีกอย่างที่ต้องระวังไว้ก็คือ เนื้อหาเกี่ยวกับตารางชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ทำงานจากกี่โมงถึงกี่โมง ตอนนี้อยู่ตรงไหน หรือจะกลับกี่โมง เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ประสงค์ดีวางแผนลอบเข้าห้องตอนที่คุณไม่อยู่ได้   5. ทำตัวเหมือนอยู่ห้องหลายคน วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวคือต้องไม่ให้คนรู้ว่าคุณอยู่คนเดียว โดยส่วนใหญ่คนร้ายจะจ้องเข้าจู่โจมเหยื่อที่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงที่อยู่คนเดียว ซึ่งคนร้ายอาจเป็นคนนอกหรือคนในก็ได้ วิธีที่คนร้ายจะสามารถรู้รายละเอียดต่างๆ ของเราจากการดูชื่อบนซองจดหมายที่ส่งมาถึงเราหรือการเดินดูบริเวณหน้าห้อง วิธีป้องกันคือให้ใช้ชื่อผู้ชายในการให้ชื่อ-ที่อยู่ในการรับของแทนชื่อของตนเอง หรือให้หารองเท้าผู้ชายคู่ใหญ่ๆ วางหน้าห้อง 6. พกอุปกรณ์ป้องกันติดตัวไว้ข้างกายตลอด ไม่จำเป็นต้องปืนหรือมีด เพราะถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้คนร้ายอาจจะใช้โอกาสนี้แย่งอาวุธกลับมาทำร้ายเราแทน ให้พกสเปรย์พริกไทยไว้กับตัวอยู่เสมอ เพราะเป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวที่หาได้ง่ายและสามารถพกติดตัวได้สะดวก สำหรับในบ้านนั้นให้วางไว้ข้างเตียงในตำแหน่งที่หยิบได้สะดวก สามารถโต้ตอบคนร้ายได้ในระยะไกลไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้และเสี่ยงอันตรายเหมือนมีด 7. มีความรอบคอบอยู่เสมอ อย่าเผลอหรือนิ่งนอนใจในทุกสถานการณ์ เวลาอยู่บ้านคนเดียวให้ตรวจดูว่าประตูล็อกดีหรือยัง อย่าไว้ใจให้คนแปลกหน้าหรือคนที่เพิ่งรู้จักมาบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่คุณเดินจากรถมายังประตู คนร้ายมักจะใช้ช่วงเวลานี้จู่โจมเหยื่อ เพราะเหยื่อจะไว้วางใจและในมือของเหยื่อนั้นจะมีทั้งกุญแจรถ กุญแจบ้าน ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบใดก็ควรจะระวังตัวไว้ตลอด 8. ปิดม่านให้มิดชิด เพราะบางทีแค่รั้วบ้านอาจจะบังสายตาคนนอกที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้ การเปิดม่านอาจจะช่วยให้บ้านสว่างก็จริง แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการโจรกรรมได้ เพราะคนร้ายจะรู้รายละเอียดของเหยื่อโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เดินผ่านบ้านก็รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบ้านที่มีของมีค่าตั้งโชว์ 9. เก็บกุญแจและรีโมทรถยนต์ไว้ใกล้ตัว ถึงแม้ว่ารีโมทรถยนต์จะไม่ใช่อาวุธที่ป้องกันตัวได้ แต่ก็สามารถช่วยได้ดีในเวลาคับขัน ให้เก็บรีโมทไว้บนหัวเตียงหรือในตำแหน่งที่หยิบง่าย ถ้าถูกจู่โจมในขณะที่นอนหลับหรือกำลังนอนจะได้หยิบมาใช้งานได้ทันการ โดยเมื่อถูกจู่โจมหรือทำร้ายให้กดปุ่มสีแดงเพื่อเปิดให้เสียงไซเรนร้อง อาศัยช่วงเวลาที่คนร้ายชะงักตกใจจากเสียงไซเรนรีบเอาตัวรอดแล้วตะโกนให้คนช่วย 10. เบอร์โทรศัพท์ของคนในมีไว้เยอะยิ่งดี นอกจากเบอร์โทรฉุกเฉิน สถานีตำรวจ โรงพยาบาลแล้ว เบอร์ของยาม เจ้าของหอ แม่บ้านที่หอ หรือแม้กระทั่งเบอร์ของเพื่อนบ้านก็ควรจะมีไว้ในโทรศัพท์ เพราะบางทีเพื่อน คนในครอบครัวหรือเจ้าหน้าที่ก็อาจจะอยู่ไกล อาจจะมาช่วยเหลือไม่ทันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน   11. แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย ถ้าพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น ชอบเดินตาม หรือชอบเจออยู่บริเวณทางเข้าบ้านหรือคอนโดบ่อยๆ รวมไปถึงบุคคลภายนอกที่มีพฤติกรรมเสี่ยง อย่างเช่น การรวมตัวดื่มสุราของกลุ่มบุคคล ควรให้แจ้งเจ้าหน้าที่ไว้เพราะถึงแม้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้ามีแอลกอฮอล์ในร่างกาย   12. เลี้ยงสุนัขไว้เฝ้ายาม ถ้าเป็นไปได้ให้เลี้ยงสุนัขไว้ด้วยก็ดี เพราะเจ้าตูบนี่แหละเป็นทั้งยามและสัญญาณเตือนภัยชั้นดี ประสาทสัมผัสของสุนัขจะไวมาก เมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ ตอนกลางคืน หรือได้ยินเสียงหรือกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยพวกมันจะเห่าและมีอาการลุกลี้ลุกลน ซึ่งเจ้าของก็สามารถสังเกตได้ หวังว่าวิธีที่เราได้นำมาฝากนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสาวๆ ที่อยู่หอ คอนโด หรืออยู่บ้านคนเดียวนะคะ อย่างไรแล้ว สาวๆ ก็ควรระวังตัวไว้ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมในปัจจุบันที่มีข่าวอาชญากรรมให้เห็นทุกวัน ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view142749.html
12 วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ ให้ทนทานไร้รอยขีดข่วน

12 วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ ให้ทนทานไร้รอยขีดข่วน

วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ที่ถูกต้อง กำจัดได้ทั้งคราบธรรมดาและคราบหนักโดยไม่ทำลายเนื้อไม้ ถ้าอยากรู้ว่าจะมีวิธีไหนที่จะทำให้พื้นไม้ในบ้านของเราสวยงามยาวนาน ทนทาน ไร้รอยขีดข่วนได้ ก็ตามไปชมกันเลยค่ะ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพื้นไม้นั้นมีราคาแพงขนาดไหน หากคิดที่จะแต่งบ้านด้วยพื้นไม้ก็ต้องดูแลและเอาใส่ใจในเรื่องของความสะอาดเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้พื้นบ้านราคาสุดหรูหรากลายเป็นพื้นธรรมดาราคาถูกไปได้ ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยรวบรวมนำเอาวิธีในการทำความสะอาดพื้นไม้อย่างถูกวิธีมาฝาก เพื่อให้พื้นไม้คงทน สวยงาม ใช้งานไปได้อีกนานแสนนาน 1. แอลกอฮอล์เช็ดรอยขีดเขียน หากพื้นไม้มีรอยขีดเขียน ให้นำแอลกอฮอล์เทลงบนผ้าผืนหนาประมาณ ¼ ช้อนชา แล้วนำไปเช็ดบริเวณที่มีรอยปากกาหรือดินสอ โดยค่อยๆ เช็ดวนรอบๆ ห้ามเช็ดแบบกระจาย มิเช่นนั้นจะทำให้เนื้อไม้ส่วนอื่นเสียหายตามไปด้วย เสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วค่อยเช็ดออกด้วยผ้าสะอาดอีกครั้ง 2. เตารีดแก้รอยบุ๋มบนเนื้อไม้ จริงๆ แล้วเราสามารถแก้ไขรอยบุ๋มบนเนื้อไม้ได้ด้วยเตารีด โดยเทน้ำเปล่าลงบนรอยไม้บุ๋ม เมื่อน้ำเริ่มซึม ก็ให้รีบนำผ้าผืนหนามาปิดทับรอยเอาไว้ จากนั้นใช้เตารีดที่ความร้อนสูงนาบลงไปบนผ้า รอให้ผ้าแห้งแล้วค่อยยกเตารีดออก เนื้อไม้ก็จะกลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิม 3. แป้งเด็กกำจัดเสียงเอี๊ยด ออกจะน่ากลัวไปนิด เดินบนพื้นไม้ทีไรต้องมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามติดทุกฝีก้าว สามารถแก้ไขได้โดยการเทแป้งเด็กลงบนพื้นไม้ตรงจุดที่เกิดเสียง และเกลี่ยแป้งให้ทั่ว เพียงเท่านี้คุณก็ก้าวเดินในบ้านได้อย่างไม่ต้องกังวลกับเสียงชวนสยองอีกต่อไป 4. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ล้างคราบและกลิ่นฉี่สัตว์เลี้ยง สามารถกำจัดคราบเหล่านี้ได้ด้วยวิธีที่แสนจะง่ายดาย เริ่มจากซับฉี่สัตว์เลี้ยงออกจากพื้นไม้ให้เกลี้ยง แล้วหันมาผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เข้ากับน้ำยาล้างจานและเบกกิ้งโซดาให้ได้เนื้อสครับที่เข้มข้น แล้วนำไปขัดถูลงบริเวณคราบฉี่ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยเช็ดออกจนพื้นสะอาด 5. ชาดำทำความสะอาดพื้นไม้ ไม่ทิ้งสารตกค้าง คอน้ำชาทั้งหลาย หากใช้ถุงชงชาดำแล้วอย่าเพิ่งทิ้ง ให้นำมาต้มในน้ำเปล่าประมาณ 2-4 ถุงจนน้ำเริ่มเปลี่ยนสี แต่ถ้าพื้นไม้ที่บ้านเป็นสีอ่อน ก็อย่าต้มนานมิเช่นนั้นสีชาจะเข้มจนเกินไป รอจนกว่าน้ำชาจะเย็นตัวลง จากนั้นก็ให้นำผ้ามาชุบและบิดพอหมาด เช็ดทำความสะอาดพื้นไม้ให้ทั่ว สารโพลีฟีนอลที่อยู่ในน้ำชาดำจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บนพื้นไม้ได้ แถมยังทำให้พื้นไม้สวยนานขึ้นอีกด้วย 6. สูตรผสมน้ำส้มสายชูเช็ดพื้นไม้ จะทำความสะอาดพื้นไม้ทั้งที จะใช้น้ำยาเคมีได้อย่างไรล่ะ มาลองใช้สูตรน้ำส้มสายชูแบบธรรมชาติให้พื้นไม้สะอาดไร้สารตกค้างกันดีกว่าค่ะ ก่อนอื่นให้นำน้ำมันมะกอก ¼ ถ้วยตวง มาผสมกับน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยตวง น้ำมันหอมระเหย 12 หยด และน้ำร้อนอีก 5 ถ้วยตวง เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีก็ให้นำไปเช็ดทำความสะอาดพื้น 7. ล้างคราบเหนียวออกจากพื้นไม้ หลายครั้งที่ทำอาหารหกเลอะพื้นไม้ แต่ก็ไม่เคยทำความสะอาดจริงจังสักที ฉะนั้นให้นำเทปกาวมาติดที่พื้นเพื่อกั้นเขตรอยเปื้อนอาหารเหนียวๆ นั้นเอาไว้ จากนั้นให้โรยเบกกิ้งโซดาทับลงไป รอให้แห้ง และเช็ดตามด้วยผ้าชุบน้ำในขั้นตอนสุดท้ายก็เป็นอันเรียบร้อย 8. ยาสีฟันลบรอยหมึกปากกาและคราบน้ำ ยาสีฟัน เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถลบรอยขีดเขียนจากน้ำหมึกปากกาและรอยคราบน้ำบนพื้นไม้ให้จางหายไปได้ ไม่ว่ารอยน้ำหมึกนั้นจะมากมายขนาดไหน แค่ป้ายยาสีฟันลงไปบนรอยน้ำหมึก จากนั้นเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เพียงเท่านี้พื้นไม้ของคุณก็จะกลับมาสวยงามเหมือนเดิม 9. สูตรกำจัดฝุ่นบนพื้นไม้ ถ้าไม่อยากเสี่ยงทำลายพื้นไม้ในบ้านตัวเอง แนะนำให้ลองผสมน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวง น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา โซเดียมคาร์บอเนต ¼ ถ้วยตวง และน้ำอุ่น 2 แกลลอนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาถูพื้นไม้ในบริเวณที่มีฝุ่นเกาะ พื้นก็จะสะอาดใสไม่มีฝุ่นกวนใจแน่นอน 10. ทำความสะอาดพื้นลามิเนต เนื่องจากกระบวนการการผลิตไม้ลามิเนต ที่ต้องบีบอัดเป็นชั้น ๆ เราจึงต้องทำความสะอาดอย่างถูกต้อง ด้วยการดูดฝุ่นพื้นออกก่อน แล้วใช้ไม้ถูพื้นและน้ำยาทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนถูลงบนพื้นไม้ จากนั้นเช็ดพื้นให้แห้งอีกครั้งก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ยากอย่างที่คิดแต่จะต้องทำให้ถูกตามขั้นตอน และจะต้องไม่ทิ้งน้ำยาทำความสะอาดไว้บนพื้นลามิเนตนานเกินไป เพราะจะทำให้พื้นเสียหายได้ 11. ลบรอยข่วนจากเล็บสัตว์เลี้ยง แม้ว่ารอยข่วนบนพื้นไม้จากฝีมือของสัตว์เลี้ยง จะแก้ยากขนาดไหนแต่เราก็สามารถแก้ไขได้ เพียงแค่นำสีโป๊วไม้ถูลงบนรอยข่วนเพื่อเติมเต็มร่องเนื้อไม้ จากนั้นใช้ฟองน้ำชุบสีที่เข้มพอ ๆ กับสีเนื้อไม้เดิมซับลงไป ตามด้วยลงแว็กซ์และทิ้งไว้ 5 นาที ใช้ผ้าแห้งเช็ดให้พื้นขึ้นเงาอีกครั้ง รอยข่วนเหล่านั้นก็จะหายไป 12. สเปรย์กำจัดคราบหนักบนพื้นลามิเนต แม้ว่าการทำความสะอาดพื้นลามิเนตอย่างถูกวิธีจะทำให้พื้นสะอาดก็จริง แต่ถ้าพื้นเปื้อนคราบหนักก็ต้องจัดการด้วยสเปรย์สูตรพิเศษ ที่มีส่วนผสมของน้ำเปล่า 1 ถ้วย น้ำส้มสายชู 1 ถ้วย แอลกอฮอล์ ¼ ถ้วยตวง และน้ำยาล้างจานประมาณ 2-3 หยด ให้เข้ากันดี แล้วเทใส่ขวดสเปรย์เพื่อนำไปฉีดพ่นลงบนคราบหนัก และเช็ดออกให้สะอาด เพราะพื้นไม้นั้นมีมูลค่าค่อนข้างสูง ดังนั้นเราจึงต้องดูแลและทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ถ้าไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายมากมายไปกับพื้นไม้โดยใช่เหตุ ก็ต้องดูแลพื้นไม้ให้ถูกวิธีอย่างที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ด้วยนะคะ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view149594.html
10 ของอันตรายในบ้านที่คาดไม่ถึง

10 ของอันตรายในบ้านที่คาดไม่ถึง

ทุกๆ วันที่เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน มีข้าวของเครื่องใช้มากมายที่เราต้องสัมผัส ใกล้ชิด ฯลฯ โดยที่เราเองอาจมองข้ามสารพิษ หรืออันตรายที่ซ่อนอยู่ในของใช้ต่างๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราไม่รู้ และส่วนหนึ่งเราอาจละเลยว่าไม่น่าจะมีอันตรายมากมาย Sanook! Home เห็นความสำคัญของอันตรายจากของใช้ต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน “บ้าน” มาดูกันว่าของชิ้นเล็กๆ บางชิ้นอาจอันตรายกับเรามากกว่าที่คิด และนี่คือ 10 รายการสารพิษในบ้านที่คุณอาจต้องการเลือกซื้อของใช้เข้าบ้านในครั้งต่อไปกัน 1.ลูกเหม็นเรามักจะใส่มันไว้ในตู้เสื้อผ้า ทั้งช่วยกันแมลงกินผ้า และป้องกันกลิ่นอับ ลูกเหม็นจะสลายตัวเป็นก๊าซ แม้ว่าผู้ผลิตจะมีคำเตือนว่าห้ามสูดดมแล้วก็ตาม แต่นักวิจัยพบว่ายังไม่พอ เพราะ มันมีส่วนทำให้สัตว์ทดลองเป็นมะเร็ง การได้รับสารอย่างต่อเนื่องจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว และการได้รับในปริมาณมากอาจทำให้เวียนหัว อาเจียน และท้องเสีย แต่หากจำเป็นต้องใช้ ให้ใส่ไว้ในภาชนะปิดสนิท และแยกจากส่วนอื่น ๆ ในบ้าน เมื่อจะนำของหรือผ้าที่ใส่ไว้ในตู้ที่มีลูกเหม็นมาใช้ ก็ควรซัก หรือล้างก่อน เพราะสารเคมีสามารถซึมเข้าเนื้อผ้าได้ 2.ยาฆ่าแมลง บ้านเรือนจำนวนกว่าร้อยละ 90 ในสหรัฐอเมริกา มียาฆ่าแมลง ยาฆ่าแมลงเหล่านี้ มีสารเคมีหลากหลายสูตร ฆ่าได้ทั้งแมลงเล็กๆ ไปจนถึงหนูเลยทีเดียว แน่นอนว่ามันเป็นสารพิษ ซึ่งผู้ผลิตจะต้องบอกปริมาณสารพิษไว้บนฉลากสินค้า อีกทั้งจะต้องมีการทดสอบความปลอดภัยก่อนนำออกมาวางจำหน่าย แต่ผู้ใช้ก็ต้องระมัดระวังและเก็บให้พ้นมือเด็ก 3.เฟอร์นิเจอร์ไม้อัด ไม้อัดได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มาเป็นเวลาหลายสิบปี ในการผลิตนั้นต้องใช้สารเคมี ในการที่จะยึดองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนกลายเป็นแผ่นไม้ และสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบสำคัญก็คือ ฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเมื่อได้รับความร้อน หรือความชื้น ก็อาจจะระเหยออกมา ก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา และระบบทางเดินหายใจ อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าสารนี้มีสวนทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง 4.สารเคมีในพรมปูพื้น สารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในพรมก็คือสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือที่เรียกว่า VOCs สารดังกล่าวนี้อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหากได้รับในปริมาณมาก นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่า ในพรมที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ๆ จะมีสารดังกล่าวนี้ในปริมาณที่จะทำอันตรายต่อคนได้ ดังนั้น เมื่อจะซื้อพรมใหม่มาใช้ ก่อนนำเข้าบ้าน ควรจะกางออกและตากไว้ภายนอกประมาณ 1-2 วัน 5.สารเคมีใน Printer นักวิจัยพบว่าเครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Printer) ที่สามารถพิมพ์งานได้อย่างคมชัดนั้น สามารถปล่อยสารเคมี VOCs ออกมาในปริมาณที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้งานได้ และมีความเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและโรคปอด แต่ไม่ใช่ว่า เครื่องพิมพ์เลเซอร์ทุกเครื่องจะก่อปัญหาทั้งหมด จากการทดสอบพบว่า ประมาณ 40%ของเครื่องที่ทดสอบ ปล่อยสารเคมีออกมาในระดับที่รับได้ แต่อีก 27% มากเกินควร ขึ้นอยู่กับอายุของเครื่อง และส่วนประกอบอื่น ๆ ในเครื่องด้วย ซึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการนำมาใช้งานคือ สถานที่วาง ไม่ควรให้มีใครเข้าไปนั่งใกล้ ๆ เป็นระยะยาว โดยเฉพาะในสำนักงาน 6.สีที่มีสารตะกั่ว เป็นที่ทราบกันดีว่า สารตะกั่วส่งผลเสียต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท สมอง เซลล์เม็ดเลือด และไต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็ก สีเหล่านี้ เมื่อทาทิ้งไว้เป็นเวลานาน มันจะลอกออกมา และเป็นอันตรายไม่ควรไปจับ แกะ ดึงออก ด้วยการสัมผัสโดยตรงด้วยตัวเองเด็ดขาด 7.สเปรย์ปรับอากาศ และน้ำยาทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เมื่อใช้ในพื้นที่แคบ จะมีปริมาณสารพิษตกค้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวมีส่วนประกอบทางเคมี ที่ทำปฏิกิริยากับโอโซน และมีส่วนสัมพันธ์กับไนโตรเจน ไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลต่อการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง ดังนั้น การทำความสะอาดห้องน้ำ การพ่นสเปรย์ดับกลิ่นในห้อง อาจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่วย วิธีที่ดีกว่าคือการเปิดประตูหน้าต่างให้มีการหมุนเวียนของอากาศในบ้านเรือน 8.ขวดนมเด็ก และพลาสติก BPA ขวดนมสำหรับเด็กทารก ทำมาจากพลาสติกโพลีคาร์บอร์เนต และพลาสติกชนิดนี้ ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่กลับมีส่วนผสมของสารเคมีที่เรียกว่า BPA หรือ bisphenol –a เมื่อโดนความร้อน มันก็จะปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายออกมา สารเคมีดังกล่าว สามารถสร้างความผิดปกติให้กับฮอร์โมน และระบบประสาท ส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้ 9.สาร flame retardant ที่ช่วยหน่วงเหนี่ยวการลุกไหม้ สารดังกล่าวนี้ใช้อย่างแพร่หลายในเบาะ จอทีวี คอมพิวเตอร์ ข้อดีของมันคือลดความเสียหายอันเกิดจากไฟลุกไหม้ แต่มีข้อเสียคือมีสารเคมี PBDEs ผสมอยู่ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสารดังกล่าว มีส่วนเกี่ยวพันกับปัญหาการเรียนรู้ และระบบความจำ จำนวนสเปิร์ม และการทำงานของไทรอยด์ ในหนูทดลอง มนุษย์ ได้รับอันตรายจากสารนี้ ทั้งจากการอากาศ ฝุ่นละออง รวมไปถึงการบริโภคเนื้อสัตว์ ที่มีสารดังกล่าว หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร เมื่อได้รับสารนี้ ก็สามารถส่งผ่านไปยังเด็กในครรภ์ หรือผ่านน้ำนมไปให้ทารกได้ 10.เครื่องสำอางที่มีสาร Phthalates ซึ่งเป็นสารที่ใช้เพิ่มความยืดหยุ่น ใช้เคลือบเพื่อความคงทน ที่ใช้กันในวงการเครื่องสำอาง เรียกว่า plasticizers ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารนี้ มีตั้งแต่โลชั่น ครีมอาบน้ำ แชมพู สเปรย์ ยาทาเล็บ ไปจนถึงของเล่นเด็ก นักวิทยาศาสตร์พบกว่าสารดังกล่าว มีผลต่อการเจริญพันธ์ และพัฒนาการในสัตว์ทดลอง แม้สามารถใช้ในปริมาณที่กำหนด ในเครื่องสำอางของผู้ใหญ่ แต่การใช่ในเด็กและทารก ควรต้องมีการควบคุม และนอกเหนือไปจากสารเคมีที่เจือปนอยู่ในผลิตภัณฑ์แล้วเราควรให้ความสำคัญกับสิ่งของที่ชำรุดเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านด้วย เช่นขาโต๊ะชำรุด เสื้อผ้าขาด ๆ เพราะของเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายโดยที่เรานึกไม่ถึง และแม้เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสารเคมี ทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น แต่การใช้งานไม่เพียงเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่านั้น ยังมีส่วนก่อให้เกิดมลภาวะในอากาศและสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.sanook.com/home/9549/  
10 ปัญหาห้องน้ำที่แก้ได้

10 ปัญหาห้องน้ำที่แก้ได้

1.กลิ่นอับชื้นภายในห้องน้ำ Solution การแก้ปัญหาแรกเริ่มตั้งแต่การออกแบบบ้าน ก็คือการพยามออกแบบตำแหน่งของห้องน้ำทุกห้องให้ติดกับภายนอก หรือหากอยู่ทางทิศใต้และทิศตะวันตกก็จะยิ่งดี เนื่องจากมีแสงสว่างจากธรรมชาติส่องเข้ามาเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ ช่องเปิดของห้องน้ำกับภายนอกก็สามารถออกแบบได้หลากหลายวิธี เช่น บานกระทุ้ง บานเกล็ด บานเลื่อนและบานเปิด ที่สามารถทำให้เกิดการระบายอากาศระหว่างภายในกับภายนอกได้เป็นอย่างดี ส่วนในกรณีที่ห้องน้ำไม่สามารถอยู่ติดกับภายนอกได้ ก็จำเป็นจะต้องติดตั้งเครื่องดูดอากาศแบบติดกับฝ้าที่ช่วยดูดกลิ่น อากาศและความอับชื้นผ่านท่อเพื่อปล่อยสู่ภายนอก 2.น้ำในห้องน้ำไม่ระบายลงท่อ Solution เช็คความลาดเอียงของห้องน้ำใหม่ โดยปกติแล้วการทำระดับพื้นห้องน้ำจะต้องให้ลาดเอียงไปยังท่อระบายน้ำในสัดส่วนความลาดชันประมาณ 1:200 และพื้นจะต้องลาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่เกิดแอ่งที่พื้นในบางจุดที่จะทำให้น้ำขังได้ นอกจากนั้นระดับพื้นห้องน้ำยังควรต่ำกว่าห้องภายนอกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกสู่ภายนอกห้องน้ำได้ 3.อาบน้ำแล้วเปียกไปทั้งห้องน้ำ Solution การแก้ปัญหานี้มีวิธีเดียวคือต้องแบ่งส่วนแห้งและส่วนเปียกตามการใช้งาน โดยส่วนแห้งจะประกอบด้วยอ่างล้างหน้าและโถส้วม ส่วนส่วนเปียก ได้แก่ ส่วนอาบน้ำฝักบัวและอ่างอาบน้ำ ทั้งสองส่วนควรแยกออกจากกันด้วยวิธีต่างๆ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น กั้นห้องแยกกัน กั้นด้วยประตูกระจกหรือผ้าม่านกันน้ำ เป็นต้น 4.พื้นลื่นจนทำให้เกิดอันตราย Solution การเลือกวัสดุปูพื้นห้องน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อความปลอดภัย โดยควรเลือกใช้กระเบื้องหรือหินที่มีเท็กซ์เจอร์ค่อนข้างหยาบ ผิวด้านและไม่มันเงา แต่ถ้าหากสุดวิสัยไม่สามารถปูกระเบื้องใหม่ที่เหมาะสมได้ ก็จำเป็นจะต้องใช้แผ่นยางรองกันลื่นสำหรับห้องน้ำในส่วนที่เป็นฝักบัวและส่วนเปียกไปก่อน 5.แสงสว่างไม่เพียงพอ Solution บริเวณเคาน์เตอร์ซิงก์ควรเพิ่มไฟประเภท Task Light โดยอาจจะเป็นในรูปแบบของโคมไฟติดผนังติดบริเวณกระจกที่ให้แสงสว่างมาจากด้านหน้า ทำให้บริเวณหน้ากระจกสว่างและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น 6.ท่อระบายน้ำตันระบายน้ำไม่ทัน Solution ท่อระบายน้ำสกปรกหรือท่อน้ำทิ้งควรมีขนาดมาตรฐาน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 3 นิ้ว ทำให้น้ำทิ้งผ่านลงไปได้อย่างรวดเร็วกว่า การเลือก Floor Drain ก็ควรมีฝาตะแกรงครอบเพื่อกันไม่ให้สิ่งสกปรกและฝุ่นผงอันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท่อตันหลุดลงไปในท่อได้ นอกจากนั้นยังควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณ Floor Drain อย่างสม่ำเสมอ 7.ที่เก็บของภายในห้องน้ำไม่เพียงพอ Solution พื้นที่เก็บของในห้องน้ำควรออกแบบให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดยส่วนใหญ่มักออกแบบให้มีตู้เก็บของอยู่ใต้เคาน์เตอร์ซิงก์เป็นตู้บานปิด เพื่อเก็บพวกม้วนกระดาษและอุปกรณ์ทำความสะอาด ส่วนสบู่และยาสระผมที่จำเป็นต้องใช้งานประจำควรเลือกชั้นวางของแบบเปิด ติดตั้งในส่วนอาบน้ำบริเวณตำแหน่งที่อยู่ในระยะเอื้อมและหยิบใช้ได้อย่างสะดวก รวมทั้งยังเป็นวัสดุที่ง่ายต่อการทำความสะอาด เช่น อะครีลิคและสเตนเลสสตีล เป็นต้น 8.ไฟฟ้าช็อตที่เกิดจากปลั๊กและสวิตช์ไฟภายในห้อง Solution ปลั๊กหรือ Outlet ภายในห้องน้ำควรอยู่สูงกว่าพื้นประมาณอย่างน้อย 70 เซนติเมตร หรืออยู่ระดับเดียวกับเคาน์เตอร์ซิงก์ และอยู่ในส่วนแห้งเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำโดนปลั๊ก นอกจากนั้นภายในห้องน้ำควรเลือกใช้ปลั๊กหรือ Outlet ประเภทกันน้ำได้หรือมีฝาครอบกันน้ำ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากการการใช้งานด้วย 9.ผนังหรือฝ้าที่อยู่ติดกับห้องน้ำมีการบวมน้ำที่เกิดจากความชื้น Solution ก่อนที่จะปูกระเบื้องจำเป็นต้องฉาบผนังห้องน้ำด้วยน้ำยากันความชื้นหรือน้ำยากันซึมให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะส่วนของฝักบัวและส่วนของอ่างอาบน้ำควรตรวจสอบการซึมให้ดี ฝ้าเพดานก็เช่นกันควรใช้ฝ้ายิปซัมทนความชื้นฉาบเรียบสำหรับห้องน้ำโดยเฉพาะ 10.วัสดุบางชนิดที่ใช้ภายในห้องน้ำทำความสะอาดได้ยาก Solution ห้องน้ำส่วนใหญ่เลือกใช้กระเบื้องเซรามิคเป็นคำตอบสำหรับวัสดุในห้องน้ำ เนื่องจากดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ง่ายที่สุด กระเบื้องที่มีเท็กซ์เจอร์หยาบๆ ก็จะทำความสะอาดได้ยากกว่ากระเบื้องที่มีเท็กซ์เจอร์เรียบทั่วไป รวมทั้งกระเบื้องแผ่นใหญ่ที่การปูมีรอยต่อน้อยกว่า ก็จะลดพื้นที่สะสมของเชื้อโรคและคราบสกปรกได้มากกว่า   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.home.co.th/hometips/decoration/detail/54772-10-ปัญหาห้องน้ำที่แก้ได้  
“ที่ดินทรุด” ปัญหาโลกแตกที่เช็กและแก้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

“ที่ดินทรุด” ปัญหาโลกแตกที่เช็กและแก้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เรียกว่าปัญหาโลกแตกอย่างที่ดินทรุดนั้น เป็นสิ่งที่หลายคนปวดหัวหนักมาก เพราะนอกจากจะต้องเสียเวลาลงแรงและเปลืองเงินแล้ว ยังนำความเสียหายมาให้เมื่อลงมือก่อสร้างบ้านหรืออาคารไปแล้ว ดังนั้นทางที่ดีเพื่อไม่ให้ต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว ควรตรวจสอบดินทรุดด้วยวิธีต่างๆ พร้อมศึกษาวิธีแก้ปัญหา อย่างละเอียดถี่ถ้วนเรียนรู้ ตรวจสอบดินทรุดอย่างเข้าใจ 1. ย้อนอดีตที่ดินของตนเอง ในที่นี้หมายถึงการมองย้อนกลับไปว่าก่อนจะเห็นที่ดินว่างเปล่า อันถูกถมจนเรียบเตียนแล้วนั้น บริเวณนี้เป็นอะไรมาก่อน หากเป็นแอ่ง บ่อน้ำ หรืออยู่ใกล้กับแม่น้ำ รับรองว่าต่อให้ถมดินอย่างไรก็ทรุด สืบเนื่องจากดินอมน้ำมาเป็นเวลานาน บวกกับหากตั้งอยู่ใกล้กับคลองหรือแม่น้ำ แน่นอนว่าถูกน้ำกัดเซาะอยู่ตลอด เหตุนี้เองจึงทำให้เป็นปัจจัยหลักของที่ดินทรุดในบริเวณดังกล่าว เพราะฉะนั้นทางที่ดีก่อนซื้อที่ดิน ควรพิจารณาความเป็นมาของที่ผืนนั้นเป็นอันดับแรก แต่ถ้าหากเป็นที่ได้มาจากมรดกตกทอด อาจจะต้องศึกษาวิธีการป้องกันดินทรุดตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะสร้างบ้าน ไม่เช่นนั้นเตรียมเผชิญปัญหาเรื่องโครงสร้างบ้านเป็นอันดับต่อไป 2.ศึกษาที่ดินทรุดของตนเองอยู่โซนไหนของกรุงเทพฯ หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าที่ดินกรุงเทพฯ และปริมณฑล มักจะทรุดตัวลงทุกปี ปริมาณ 1 เซนติเมตร ทั้งนี้มีระดับน้ำทะเลหนุนปีละปริมาณ 4 มิลลิเมตร อาจเป็นเพราะกรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นที่ลุ่มต่ำ ประกอบกับตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้บางที่ดินเกิดเป็นแอ่ง ซึ่งเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน รวมทั้งทัศนียภาพบริเวณนั้นด้วย โดยอัตราเฉลี่ยของการทรุดตัวในแต่ละเซนติเมตรนั้น เกิดจากตึกรางบ้านช่องถูกสร้างบนดินลักษณะอ่อนนุ่มนั่นเอง และถ้าดูผลการสำรวจจากกรมทรัพยากรธรณี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และกรมแผนที่ทหารเมื่อช่วงปี 2551 จะพบว่าแต่ละโซนของกรุงเทพฯ มีที่ดินทรุดตัวมากน้อยแตกต่างกัน ทั้งนี้พื้นที่ทรุดมากที่สุดคือเขตบางกะปิ โดยมีการทรุดตัวสะสมประมาณ 1.20 เมตรเศษ ส่วนที่น้อยสุดคือฝั่งนนทบุรี 3.พิจารณาที่ดินทรุดช่วงหน้าฝน เวลานี้อย่าเพิ่งมองว่าฝนตกจะทำให้ทุกอย่างแย่ไปหมด เพราะสำหรับงานก่อสร้างหรือถมที่นั้นถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างมาก และจะใช้เวลานี้ในการเช็กว่าที่ดินทรุดหรือไม่ โดยสามารถดูได้จากปริมาณดินอันไหลไปกับน้ำฝน ในขณะเดียวกันหากเพิ่งถมใหม่ๆ จะทำให้ที่ดินมีความแน่นขึ้น ทั้งนี้การถมที่ให้แน่นมีด้วยกัน 2 วิธีคือ ถมแบบอัด เพิ่มปริมาณความหนาทีละชั้นหน้าดิน เมื่อฝนตกถูกชะล้างออกไป วิธีนี้สามารถป้องกันดินทรุดได้ดี ส่วนวิธีที่ 2 เป็นการถมแบบไม่อัด คือให้เต็มพื้นที่ทีเดียว แน่นอนว่าข้อดีคือได้ความเร็ว แต่ข้อเสียสังเกตได้เลยฝนตกแบบนี้ ดินทรุดแน่นอน แก้ไขรับมือปัญหาที่ดินทรุดแบบกล้วยๆ 1. ถมที่ดินใหม่ให้แน่น อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการถมที่ดินในหน้าฝนจะทำให้ดินแน่น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของการถมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการถมแบบบีบอัด ย่อมป้องกันปัญหาที่ดินทรุดได้อย่างดี แต่ถ้าต้องการความแน่น เพื่อความชัวร์ว่าสร้างบ้านหรืออาคารไปแล้วไม่ทรุด ต้องเพิ่มปริมาณดินทีละชั้นประมาณ 20-50 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะดินด้วย ประกอบกับระหว่างการถมต้องอัดให้แน่นทีละชั้น แล้วค่อยถมต่อ อันเป็นกระบวนการของการบีบอัดหน้าดิน ซึ่งต้องทำเช่นนี้จนกว่าจะได้ระดับดินจนเต็มพื้นที่ ทั้งนี้เมื่อถมเสร็จ สังเกตว่าปริมาณดินไม่เกิดการยุบตัวลง จึงค่อยลงมือสร้างบ้านหรืออาคารนั้นได้ 2. สร้างกำแพงดิน วิธีการนี้เป็นขั้นตอนแก้ไขปัญหาเมื่อดินทรุดตัวลงแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากขั้นตอนการถมดินโดยไม่ได้ใช้วิธีบีบอัด ทำให้ดินไหลไปกับกระแสน้ำ ดังนั้นวิธีแก้ไขเฉพาะหน้าคือต้องสร้างกำแพงดินนั่นเอง 3. ใช้หลักการพอเพียง ด้วยการปูหญ้าแฝก เรียกว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาดินทรุด ที่ประหยัดสุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้หลักการพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยวิธีปลูกหญ้าแฝกในแนวสโลบ เพื่อป้องกันดินสไลด์ในช่วงหน้าฝนหรือฤดูน้ำหลาก ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมปลูกขวางแนวลาดชัน ทั้งนี้เป็นการป้องกันน้ำกัดเซาะ นิยมกับพื้นที่ริมแม่น้ำ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2017/6/155072/ที่ดินทรุด-ปัญหาโลกแต
7 ความผิดพลาดในการสร้างบ้าน ที่ควรใส่ใจ

7 ความผิดพลาดในการสร้างบ้าน ที่ควรใส่ใจ

ในการสร้างบ้าน หากเลือกผู้รับเหมาที่ไม่ดี หรือไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของตัวคุณเอง ก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ 7 ความผิดพลาดที่คุณควรใส่ใจ เพื่อจะไม่เกิดความผิดพลาดขึ้นกับบ้านของคุณ มีดังนี้ แสงสว่างไม่เพียงพอนอกจากแสงสว่างภายในห้องนั้นๆ ต้องเพียงพอต่อการมองเห็นแล้ว ตามจุดที่มีการใช้งานที่ต้องการแสงสว่าง ก็ควรมีแสงสว่างอย่างเพียงพอด้วย เช่น โต๊ะอ่านหนังสือ เป็นต้น อาจเลือกใช้ไฟแบบซ่อนหลอดไฟเพื่อตกแต่งห้องให้สวยงามก็ได้การสร้างบ้านให้แสงแดดได้ส่องเข้ามาถึงในจุดที่ทำให้บ้านสว่างก็ช่วยเพิ่มแสงสว่างในบ้าน และประหยัดไฟได้ สีที่น่าเบื่อการใช้แต่สีเรียบๆ และสีเหมือนกันหมดทั้งบ้าน อาจสร้างความน่าเบื่อได้อย่างง่ายๆ ดังนั้น คุณไม่ควรกลัวที่จะเล่นกับสีสันบ้าง พื้นโล่งมากพื้นที่โล่งมากเกินไป ทำให้บ้านดูไม่สมดุล และเหลือเนื้อที่เกินความจำเป็นของบ้าน หากบ้านมีขนาดใหญ่เกินไป อาจเลือกวางเฟอร์นิเจอร์ไว้ที่กลางห้อง หรือใช้พรมปูพื้นเข้ามาช่วย เว้นพื้นที่เฟอร์นิเจอร์ไม่เหมาะสมการจะทำบ้านของคุณให้ดูสะดวกสบายและมีพื้นที่การใช้งานต่อเนื่อง เรื่องการเว้นระยะระหว่างเฟอร์นิเจอร์ 1 ชิ้นเป็นเรื่องจำเป็น อย่าพยายามตั้งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เข้าไปในพื้นที่ๆ เล็กจนเกินไป เช่นควรเว้นระยะห่างของเก้าอี้ทานข้าวออกจากเก้าอี้นั่งตัวอื่นประมาณ 61 เซนติเมตรเพื่อป้องกันข้อศอกกระทบกันในระหว่างรับประทานอาหาร จุดน่าสนใจมากเกินไปทุกๆ ห้องควรมีจุดโฟกัสเพียงจุดเดียว หากทุกจุดน่าสนใจ ดูสะดุดตาหมด ห้องนั้นก็จะขาดความสวยงามและเสน่ห์ไปทันที ลอกแบบมากจากแคตตาล็อกคุณควรดูไว้เป็นไอเดียเพื่อมาต่อยอด หรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมเท่านั้น ไม่ควรลอกมาเหมือนเป๊ะ จนบางครั้งไม่เหมาะกับสไตล์บ้าน หรือความชอบ หรือความเหมาะสมในการใช้งาน สีของไม้ที่หลากหลายเกินไป ถ้าคุณชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ ก็ควรเลือกที่มีโทนใกล้เคียงกัน หรือเหมือนกันมากที่สุด อาจแตกต่างกันได้ ก็ไม่ควรเกิน 3 สี และอย่าให้ดูแตกต่างกันมากจนเกินไป ในการจะสร้างบ้าน อย่าลืมใส่ใจความผิดพลาดทั้ง 7 ประการนี้ด้วยนะคะ เพื่อที่บ้านของคุณจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดเช่นเดียวกัน และอย่าลืมนึกถึงการใช้งานควบคู่ไปกับความสวยงามด้วยนะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : บ้านน่ารู้.com/บ้านน่าอยู่/page/2
5 แนวทางบ้านเย็น เพิ่มสภาวะอยู่สบาย

5 แนวทางบ้านเย็น เพิ่มสภาวะอยู่สบาย

ออกแบบบ้านให้เย็นสบาย สุขได้ทุกฤดูกาล การออกแบบบ้านที่ดี นอกจากภาพลักษณ์อันสวยงามที่ทางสถาปนิกได้ออกแบบให้บ้านในฝันของเรามีเอกลักษณ์สวยเท่ไม่ซ้ำใครแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบบ้าน คือ ออกแบบอย่างไรให้ฟังก์ชั่นถูกใจเจ้าของบ้าน เพื่อการอยู่อาศัยที่สุขกายและสุขใจไปพร้อม ๆ กัน ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากขึ้น ทำให้เทรนด์การออกแบบบ้านสมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับ “สภาวะอยู่สบาย” บ้านที่ดีเมื่อเดินเข้าบ้านไปแล้ว อุณหภูมิภายในบ้านควรเย็นกว่าอุณหภูมิภายนอกประมาณ 5 องศาขึ้นไป ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ถึงความสบายเนื้อ สบายตัวแล้ว ยังช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ดีอีกด้วยครับ บ้านไอเดียขอนำเสนอ 5 แนวทางพื้นฐานในการออกแบบ ที่จะช่วยให้บ้านของเราเกิดสภาวะอยู่สบาย โดยเน้นการออกแบบเพื่อให้สอดรับกับหลักธรรมชาติ นำข้อดีต่าง ๆ ที่ธรรมชาติสรรสร้างมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ 1. วางผังบ้าน ให้เหมาะกับแดด การวางผังห้องต่างๆ ภายในบ้านให้สอดรับกับธรรมชาติ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องวางแผนในงานออกแบบ เพราะการใช้งานแต่ละห้องมีความแตกต่างกัน บางห้องต้องการแสงแดดเพื่อลดความอับชื้น ในขณะเดียวกันบางห้องต้องการความร่มรื่นตลอดทั้งวัน โดยปกติแล้วในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 9 เดือน แสงอาทิตย์เริ่มต้นขึ้นทางทิศตะวันออก จากนั้นอ้อมไปทางทิศใต้และตกในทิศตะวันตก ด้านที่ได้รับแสงแดดร้อนจึงเป็นทิศใต้และทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือเฉลี่ยทั้งปีจะเป็นทิศที่ได้รับแสงอาทิตย์น้อยที่สุดครับ เพราะฉะนั้น หากต้องการออกแบบบ้านให้อยู่สบาย ห้องที่ใช้สำหรับพักผ่อน เช่น ห้องนั่งเล่น, ห้องนอน ควรจัดวางในทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ ส่วนห้องที่มีความอับชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องเก็บของ ควรจัดวางไว้ในทางทิศตะวันตกหรือทิศใต้ เพื่อให้ห้องดังกล่าวได้รับแสงแดดช่วยป้องกันความอับชื้นและในขณะเดียวกัน ช่วยบดบังแสงแดดให้กับห้องอื่นๆ ครับ 2. มีช่องระบายอากาศ ช่องลมเข้า ช่องลมออก การบดบังแสงแดดด้วยการจัดผังห้องให้เหมาะสมกับทิศเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอต่อหลักการบ้านเย็น เพราะส่วนที่ได้รับแสงแดดมากที่สุดไม่ใช่ผนังบ้าน แต่เป็นหลังคาบ้าน การออกแบบบ้านให้มีช่องระบายอากาศจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้อากาศภายในบ้านหมุนเวียนอยู่เสมอ บ้านที่ดีจึงควรมีช่องระบายอากาศ ทั้งช่องลมเข้าและช่องลมออก ซึ่งหากพิจารณาจากหลักธรรมชาติแล้ว ลมธรรมชาติจะมาทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 9 เดือน ส่วนทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 3 เดือน เพราะฉะนั้นในทิศดังกล่าว ควรมีช่องหน้าต่างหรือช่องลมระบายอากาศเพื่อให้ลมสามารถพัดผ่านเข้ามาภายในบ้านได้ สำหรับทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ แม้จะได้รับลมดีเกือบทั้งปี แต่ทิศนี้นับเป็นทิศที่มีแสงแดดร้อนจัดเช่นเดียวกัน ทิศดังกล่าวจึงควรออกแบบลักษณะปิดแต่โปร่ง บดบังความร้อนจากแสงแดดได้แต่ในขณะเดียวกันต้องได้รับลมที่ดีด้วย ผู้ออกแบบจึงนิยมใช้บล็อคช่องลม, ระแนง หรือวัสดุใดๆ ที่มีความโปร่ง มาช่วยออกแบบในทิศนี้ ส่วนทิศเหนือได้รับแสงน้อยส่งผลให้ห้องมืด การออกแบบจึงเน้นใช้วัสดุกระจก เพื่อให้แสงธรรมชาติมีอย่างเพียงพอ 3. เลือกใช้หลังคาทรงสูง  จากหัวข้อที่ผ่านมาได้เกริ่นไว้ว่า หลังคาเป็นส่วนที่ได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากที่สุด หลังคาบ้านที่ดีจึงควรมีรูปทรงที่สอดรับกับธรรมชาติ โดยหลักการแล้วมวลอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงเสมอ เพราะฉะนั้นหลังคาบ้านจึงควรมีรูปทรงสูงโปร่ง มีโถงหลังคาเพื่อเปิดพื้นที่ให้มวลอากาศลอยตัวขึ้นไปได้ พร้อมกับออกแบบให้โถงหลังคามีช่องระบายอากาศ มวลอากาศร้อนที่สะสมภายในบ้านจะค่อยๆ ถ่ายเทออกและหมุนเวียนอากาศใหม่เข้ามาอยู่เสมอครับ นอกจากโถงหลังคาแล้ว องศาความชันของหลังคาก็มีส่วนในการรับความร้อน สำหรับบ้านหลังคาแบน หลังคาจะสัมผัสกับแสงอาทิตย์โดยตรงทั้งผืน ส่วนหลังคาที่มีองศาความชันสูง เช่น หลังคาจั่ว, หลังคามะนิลา และหลังคาปั้นหยา จะสัมผัสกับแสงอาทิตย์ได้น้อยกว่า อีกทั้งเมื่อแสงอาทิตย์เปลี่ยนไปอีกด้าน ส่งผลให้ด้านตรงกันข้ามเกิดเงาช่วยบดบังให้กันและกัน ส่วนหลังคาแบนจะไม่มีส่วนใดบดบังให้ครับ นอกจากนี้..หลังคาที่มีองศาความชันสูง ยังส่งผลดีต่อการระบายน้ำเมื่อฝนตก ยิ่งชันมากน้ำจะยิ่งระบายได้เร็วมากขึ้น ลดโอกาสปัญหารั่วซึมได้ดีอีกด้วยครับ 4. วัสดุช่วยกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ทั้ง 3 ข้อที่ผ่านมา เป็นแนวทางการออกแบบเพื่อให้สอดรับกับหลักธรรมชาติ ทิศทางลม แสงแดด และหลักการถ่ายเทมวลอากาศร้อนออกสู่ตัวบ้าน ส่วนหัวข้อนี้เป็นส่วนประกอบเสริมที่ช่วยปกป้องบ้านจากความร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยการเลือกวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันร้อน, ไม่นำและไม่อมความร้อนครับ พื้นสวนรอบบ้าน : ควรเลี่ยงการเทพื้นซีเมนต์รอบๆ บริเวณบ้าน เพราะพื้นซีเมนต์มีคุณสมบัติอมความร้อน ส่งผลให้ช่วงเย็นและค่ำคืน ความร้อนที่สะสมมาตลอดทั้งวันคายตัวออก ผู้อยู่อาศัยจึงรู้สึกร้อนอบอ้าว แนะนำให้เลือกวัสดุที่มีช่องระบายอากาศ เช่น พื้นตัวหนอน, พื้นอิฐ, พื้นช่องลม, พื้นหิน, ระเบียงไม้, พื้นสนามหญ้า หรือวัสดุใดๆ ที่สามารถ่ายเทอากาศได้สะดวกครับ ผนังบ้าน : วัสดุผนังเย็นที่มีในประเทศไทย ผนังบ้านโฟมจะให้ความเย็นสบายสูงสุดแต่ยังได้รับความนิยมน้อยเนื่องด้วยราคาและมีช่างที่สามารถสร้างบ้านโฟมได้ไม่มากนัก รองลงมาและกำลังเป็นที่นิยมสูง คือการเลือกก่อผนังด้วยอิฐมวลเบา ซึ่งมีคุณสมบัติกันร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญแดง แต่หากผู้อ่านต้องการใช้อิฐมอญแดง แนะนำให้เลือกก่อผนัง 2 ชั้นในด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ การก่อผนัง 2 ชั้นจะช่วยปกป้องผนังด้านใน ไม่ให้สัมผัสกับความร้อนโดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถใช้วัสดุประเภทระแนง, บล็อคช่องลม และฟาซาด เพื่อช่วยกรองแสงแดดให้มีความร้อนลดน้อยลง ในขณะเดียวกันบ้านยังรับลมธรรมชาติได้อีกด้วย สำหรับผนังกระจกควรเลือกใช้เฉพาะทิศเหนือและทิศตะวันออกเท่านั้น ส่วนทิศใต้และทิศตะวันตกควรเลี่ยงที่จะใช้กระจก เพราะกระจกนำความร้อนได้ดีมากครับ หลังคาบ้าน : นอกจากการเลือกหลังคาทรงสูงโปร่งแล้ว การเพิ่มฉนวนกันความร้อนใต้โถงหลังคา ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้บ้านเย็นขึ้นได้มาก สามารถติดตั้งได้ 2 ลักษณะ ติดตั้งบนฝ้าเพดานและติดตั้งใต้แผ่นกระเบื้องหลังคา หรือจะติดตั้งทั้ง 2 ลักษณะก็สามารถทำได้เช่นกันครับ 5. ปลูกไม้ยืนต้นให้ถูกทิศทาง อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ ต้นไม้ โดยเฉพาะบ้านที่ไม่เอื้อต่อการวางผังในทิศทางที่เหมาะสมกับธรรมชาติ หรือต้องการให้บ้านมีความโปร่งสบาย เช่น ต้องการรับลมธรรมชาติในทางทิศใต้ หากออกแบบผนังบ้านในลักษณะปิด ลมจะไม่สามารถพัดผ่านเข้ามาได้ การออกแบบเปิดโปร่งจึงช่วยให้ลมพัดเข้ามาได้อย่างสะดวก แต่ในขณะเดียวกันทิศใต้มีแสงแดดร้อนกว่าทิศอื่น ๆ การปลูกไม้ยืนต้นจึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวและช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้มากครับ นอกจากจะช่วยบดบังแสงแดดได้ดีแล้ว ลมที่พัดผ่านเข้ามาจะกระทบกับพุ่มไม้ก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน ส่งผลให้ลมร้อนถูกเปลี่ยนสถานะกลายเป็นลมเย็น พร้อมกันนี้ต้นไม้ยังช่วยกรองฝุ่นละออง บ้านจึงเย็นสบายและมีอากาศที่สดชื่นเกือบตลอดทั้งปี แนวทางการออกแบบทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นแนวทางพื้นฐานที่เหมาะสำหรับการสร้างบ้านในประเทศไทย แต่หากเป็นบ้านเรือนในประเทศอื่นๆ ที่มีอากาศหนาว การออกแบบจะตรงกันข้ามกัน ผู้อ่านท่านใดที่ชอบชมผลงานการออกแบบบ้านจากสถาปนิกต่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำไอเดียเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้งาน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมลงตัวกับสภาพภูมิอากาศในไทยครับ สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบบ้านเย็น สามารถคอมเม้นต์สอบถามมาทางเพจบ้านไอเดียได้ครับ หรือสถาปนิก นักออกแบบท่านใดต้องการแบ่งปันความรู้ในงานออกแบบเพื่อบ้านเย็น ร่วมเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ใต้เนื้อหาชุดนี้ได้ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.banidea.com/how-to-cool-house-design/
ถนนแบบไหนทำธุรกิจเจ๊ง?

ถนนแบบไหนทำธุรกิจเจ๊ง?

รู้ไว้ไม่เสียหาย สำหรับเรื่อง “ถนน” ซึ่งนับเป็นเส้นทางการคมนาคมสำคัญและเป็นเหมือนสายเลือดหลักในการทำธุรกิจ ถนนดี ทำเลดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งในการส่งเสริมธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าหากถนนไม่ดี ย่อมส่งผลกระทบแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะเจ๊งโดยไม่รู้ตัว ตามหลักฮวงจุ้ยบอกว่า “ถนนที่ดีจะต้องเป็นเส้นตรงไม่คดเคี้ยว มีกระแสไหลเวียนมาก ไม่เปลี่ยวร้าง ถนนจะต้องกว้างไม่แคบเพื่อให้สัญจรไปมาได้สะดวก” ถ้าตั้งบริเวณนี้มีความได้เปรียบกว่า การค้าขาย ธุรกิจรุ่งแน่นอน  ส่วนถนนไม่ดีที่นำพาธุรกิจของคุณไปในทางลบ ไม่คล่องตัว มีถนนแบบไหนบ้าง  ลองมาดูกันเลย ถนนสามแพร่งทั้งดีทั้งร้าย อยู่ที่ดวงจริงๆ สำหรับคนที่ตั้งธุรกิจบริเวร “ถนนสามแพร่ง” หรือ “ทางสามแพร่ง” เพราะเส้นทางนี้ในทางฮวงจุ้ยถือว่าเป็นจุดที่วุ่นวาย ทำให้มีทั้งข้อดีและข้อเสียสำหรับการทำธุรกิจ ข้อดี : การตั้งร้านบริเวณนี้ได้เปรียบ ร้านจะเด่นจากระยะไกล มองเห็นง่ายพราะอยู่บริเวณทางแยก ข้อเสีย :  ทางสามแพร่งมีความอันตราย ยิ่งถ้าไม่มีไฟจราจร อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะรถอาจจะเสียหลักแหกโค้งพุ่งชนร้าน ตามข่าวที่ออกให้เห็นกันบ่อยๆ อีกอย่างคือ สำหรับธุรกิจร้านค้าที่ต้องจอดรถจะเสียโอกาสหนักมาก เพราะเป็นทางที่จอดรถได้ลำบากกว่าเส้นทางอื่นๆ แต่ในทางกลับกัน ถ้าในห้างสรรพสินค้า ทางสามแพร่งกลับช่วยเรียกลูกค้าได้ อย่างน่าประหลาดใจ อย่างไรแล้วลองพิจารณาหรือว่าวิธีป้องกันให้ดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี จะได้ไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาทีหลัง ถนนโค้งคนมองไม่เห็น ทางโค้ง นับเป็น top 10 ทางฮวงจุ้ยที่อันตรายที่สุด ไม่ว่าจะโค้งด้านในหรือโค้งด้านนอก ก็เสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นที่ธุรกิจอาจจะย่ำแย่ หรือเจ้งโดยไม่รู้ตัว  สำหรับโค้งในรถส่วนใหญ่ที่ขับผ่านมักจะมองไม่เห็น หรือขับเลยร้าน ส่วนโค้งนอกนั้นเสี่ยงมากสำหรับอุบัติเหตุ รถเลี้ยวเข้ามายาก  ทางโค้งไหนๆ ก็ไม่เวิร์ค เพราะทางฮวงจุ้ยนับเป็นจุดบอด จอดรถยาก ขับรถก็ต้องระวังเป็นพิเศษ ทางแก้ไขคือ ควรติดป้ายไว้ล่วงหน้า เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้ามามากขึ้น ถนนตัว Y อันตรายที่สุด ทางสามแพร่งที่ว่าแน่ ก็ยังแพ้ถนนรูปตัว Y เพราะในทางฮวงจุ้ยถือว่า ถนนตัว Y อันตรายที่สุด! เป็นจุดอับ ทำให้รถจอดยาก เลี้ยวลำบาก ซึ่งนอกจากจะไม่เอื้อประโยชน์ต่อลูกค้าแล้ว ยังเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ถ้ายิ่งไม่มีสัญญาณไฟยิ่งอันตรายมากกว่าเดิม ไม่ควรตั้งร้านบริเวณนี้อย่างยิ่ง ถนนวันเวย์รับได้ทางเดียว เหมือนถูกตัดขาไป 1 ข้างถ้าตั้งร้านอยู่ในถนนสายวันเวย์ เพราะได้ลูกค้าเพียงทางเดียว แทนที่จะได้ลูกค้า 2 ทางเหมือนถนนปกติ นอกจากนี้ ถนนวันเวย์ มีเส้นทางแคบ จอดรถลำบาก เสียโอกาสเพราะลูกค้าส่วนใหญ่คงไม่เลี้ยวรถกลับมา ถนนคู่ขนานเสียโอกาสง่ายๆ ร้านบนทางคู่ขนานพบปัญหาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้ามักจะขับรถเลยร้าน มองเห็นร้านแต่เข้าไม่ได้จึงเลยตามเลย โอกาสที่จะไปกลับรถมาที่ร้านอีกรอบคงจะยาก เสียโอกาสเพราะคนคงไม่ชอบเสียเวลา ทางที่ดีควรทำป้ายบอกทางล่วงหน้าแบบย้ำๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้ ถนนยูเทิร์นเข้าออกยาก “ทางเลี้ยวยูเทิร์น” “ทางกลับรถ”ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ไม่เหมาะที่จะเลือกตั้งร้านค้าบริเวณนี้ เพราะกระแสรถที่เลี้ยวไม่สามารถเข้าไปจอดหน้าร้านได้ หรือเข้ายากเพราะต้องเบี่ยงเข้าซ้ายสุด ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย นอกจากนี้ลูกค้ามองเห็นร้านยาก เพราะคนขับต้องคอยระวังทางตรง  เลี้ยวแล้วก็ต้องรีบขับออกไป หลักฮวงจุ้ยเรียกว่า “กระแสตีจาก” หรือวิ่งหนี ร้านค้ามีแต่เสียประโยชน์ ถ้าตอนนี้ธุรกิจของคุณ เริ่มนิ่งหรือมีผลในทางลบ ให้ลองสังเกตุที่ดูที่ตั้งของร้าน ว่าอยู่ถนนแบบไหน และรีบหาทางแก้ไขโดยเร็ว สำหรับคนที่กำลังริเริ่มธุรกิจ ขอให้เลือกทางที่ใช่ ถนนที่โดน ! ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.home.co.th/hometips/detail/86530-ถนนแบบไหนทำธุรกิจเจ๊ง?-
8 วิธีจัดตู้เสื้อผ้าไม่ให้รก เหลือที่ว่างเพิ่มอีกเพียบ

8 วิธีจัดตู้เสื้อผ้าไม่ให้รก เหลือที่ว่างเพิ่มอีกเพียบ

วิธีจัดตู้เสื้อผ้า อยากรู้ว่าเก็บเสื้อผ้าอย่างไรไม่ให้รก มีที่ว่างเหลือมากขึ้น มาดูวิธีจัดตู้เสื้อผ้า การจัดการเก็บเสื้อผ้าที่ทั้งเป็นระเบียบ หยิบสวมใส่ง่าย และมีที่ว่างสำหรับเก็บของเพิ่มขึ้นทั้งเสื้อผ้าและรองเท้า ขอเอาใจขาช้อปด้วย 12 วิธีจัดตู้เสื้อผ้า จัดอย่างไรไม่ให้ดูรก เสื้อผ้าดูเป็นระเบียบ หยิบมาสวมได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลารื้อจนของที่จัดไว้พังลงมาทั้งตู้ ด้วย 12 วิธีจัดตู้เสื้อผ้าที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันในวันนี้ เพื่อให้ตู้เสื้อผ้าไม่รก เป็นระเบียบ และมีที่ว่างสำหรับเก็บของใหม่เพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องซื้อตู้เสื้อผ้าใหม่ให้สิ้นเปลือง เพราะ 12 วิธีจัดตู้เสื้อผ้าช่วยคุณได้ ติดราวแขวนที่ผนังตู้ สำหรับเก็บผ้าพันคอ ที่บอกว่าตู้เสื้อผ้าไม่มีที่ว่างให้เก็บของแล้ว ลองดูดี ๆ เพราะยังเหลือประตูตู้เสื้อผ้าที่เราสามารถนำราวแขวนมาติดไว้ เพื่อใช้เป็นที่แขวนผ้าพันคอ รวมทั้งแขวนเสื้อผ้าชุดที่จะใส่ในวันต่อไปได้ด้วย ติดราวแขวนที่ประตูไว้เก็บรองเท้าส้นสูง ใครที่ชอบเก็บรองเท้าเอาไว้ในบ้านหรือห้องแต่งตัว ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่เก็บอีกต่อไป เพราะแค่นำราวแขวนของหรือราวแขวนอันเก่าที่ไม่ใช้แล้ว มาติดไว้ที่ประตูก็จะได้ที่แขวนเท้าส้นสูง เพิ่มโดยไม่ต้องวางให้เกะกะพื้นที่ในบ้าน ติดม่านกั้นตู้เสื้อผ้า บดบังสายตาไม่ให้ดูรก บ้านถูกที่ออกแบบให้มีตู้เสื้อบิวท์อินลงในผนังห้องนอน แนะนำให้หาราวแขวนม่านมาติด เพื่อกั้นพื้นที่ระหว่างห้องนอนและตู้เสื้อให้เป็นระเบียบ ไม่กินพื้นที่ใช้สอย นอกจากนี้ยังช่วยบดบังสายตาไม่ให้ห้องดูรกอีกด้วย วางที่กั้นแบ่งช่องเก็บของ ส่วนมากชั้นวางของในตู้เสื้อผ้ามักจะเป็นแบบเปิดโล่ง เลยทำให้เเผลอวางของปะปนกันมั่วไปหมด ทำให้ดูรกรุงรัง แค่หาแผ่นพลาสติกมากั้นให้เป็นช่องเล็ก ๆ เพื่อแยกวางของตามประเภท ก็จะหาและหยิบไปใส่ได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนถุงใส่รองเท้าไว้เก็บเสื้อผ้า บรรดาเสื้อกันหนาวและเสื้อผ้าหนา ๆ ที่ค่อนข้างกินพื้นที่ ให้หาถุงใส่รองเท้าแบบแขวนมาแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้า จากนั้นม้วนเสื้อผ้าหนา ๆ เก็บเข้าช่องไปเลย ไม่จำเป็นต้องแขวนให้เปลืองเนื้อที่หรือพับเก็บยาก แขวนกระเป๋าแทนการพับเก็บ ถ้าราวแขวนเสื้อผ้ายังพอมีที่ว่าง ๆ เหลืออยู่บ้าง ให้หาตะขอรูปตัวเอส (S) มาแขวนไว้สำหรับแขวนกระเป๋า เพิ่มพื้นที่จัดเก็บกระเป๋าได้อีกเยอะ ต่อให้มีกระเป๋าอีกกี่สิบใบก็แขวนได้สบาย ๆ ไม่ต้องยัดใส่ลิ้นชักให้เสียทรง บริจาคบ้างจะได้มีที่ว่างในตู้เพิ่ม นอกจากวิธีนี้จะช่วยจัดตู้เสื้อผ้าให้เป็นระเบียบและมีพื้นที่ว่าง ๆ เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างบุญกุศลจากการให้และแบ่งปันได้อีกด้วย หากมีเวลาก็ทยอยคัดเสื้อผ้าที่ไม่ใช้และมีสภาพดี แล้วนำไปบริจาคให้กับคนยากไร้ ดีกว่าเก็บไว้แต่ไม่ได้ใช้เยอะเลย        8.แยกโซนชุดโปรดไว้ต่างหาก สำหรับคนที่มีเสื้อผ้าเยอะมากจนยากที่จะจัดระเบียบ แนะนำให้ใช้วิธีแยกโซนเสื้อผ้าตามความถี่ที่ใช้ดีกว่า ตัวไหนที่คิดว่าใส่บ่อยและจำเป็นต้องใส่ ให้แยกโซนเอาไว้ต่างหาก ในจุดที่หยิบง่าย มองเห็นง่าย จะได้ไม่วุ่นวายตอนหยิบใช้และจัดเก็บได้อย่างง่ายดาย งานนี้หวังว่าคงจะโดนใจขาช้อปเสื้อผ้าและเครื่องประดับกันยกใหญ่ เพราะทริคดี ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาตู้เสื้อผ้ารก เพิ่มช่องว่างในการเก็บของ และจัดระเบียบตู้เสื้อผ้าใบเดิมของคุณให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย แถมยังมีที่ว่างเอาไว้รองรับเสื้อผ้าใหม่ ๆ ได้อีกเยอะเลย ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view164624.html
ข้อควรรู้เมื่อบ้านเกิดรอยร้าว

ข้อควรรู้เมื่อบ้านเกิดรอยร้าว

อีกหนึ่งปัญหาสำหรับเจ้าของบ้านที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “รอยร้าว” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับทุกๆ บ้านเมื่อมีอายุการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง แต่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่กลับละเลยและไม่ลงมือซ่อมแซมรอยร้าวเหล่านี้ทันที เพราะคิดว่าไม่เป็นอันตรายและเป็นการสิ้นเปลืองค่าซ่อมแซม โดยที่ไม่ทราบเลยว่ารอยร้าวบางลักษณะก็เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้าน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอาคารโดยตรง หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าอาจเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้บ้านถล่มได้เลยนะคะ วันนี้เราจึงรวบรวมรอยร้าวทุกอาการที่พบบ่อยซึ่งมีทั้งแบบไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง และรอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง พร้อมวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว... รอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง รอยร้าวแนวดิ่งบนผนังและคาน รอยร้าวแนวดิ่งบนผนังและคานเป็นรอยร้าวที่เกิดจากการแอ่นตัวของพื้นและคานที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น เนื่องจากรองรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้คานแอ่นและดันผนังใต้คานให้เกิดรอยร้าวแนวดิ่งตามมาด้วย หากพบรอยร้าวแนวนี้ แนะนำให้รีบเคลื่อนย้ายข้าวของที่มีน้ำหนักมากๆ ออกทันที เพื่อลดน้ำหนักกดทับและใช้เหล็กค้ำยันเพื่อช่วยแบ่งเบาน้ำหนัก จากนั้นจึงให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบและจ้างผู้รับเหมาหรือช่างที่ชำนาญซ่อมแซมในขั้นตอนต่อไป รอยร้าวบริเวณกลางพื้นหรือบนเพดาน ถ้าเกิดรอยร้าวบริเวณนี้นับว่าเป็นรอยร้าวอันตรายที่สุดเลยค่ะ สาเหตุเกิดจากพื้นชั้นบนรับน้ำหนักมากเกินไป จนเกินขีดความสามารถ การที่เกิดรอยร้าวจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยก่อนพื้นจะพังทลายลงมา วิธีรับมือที่ดีสุดคือควรรีบเคลื่อนย้ายข้าวของบริเวณใต้รอยร้าวและบนรอยร้าวให้เร็วที่สุด จากนั้นจึงติดต่อให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบและทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน รอยร้าวทแยงมุมบนผนัง รอยร้าวทแยงมุมบนผนังเกิดจากการทรุดตัวของฐานรากหรือเสาบ้านที่อยู่ใกล้ผนังบริเวณนั้น ซึ่งรอยร้าวลักษณะนี้บ่งบอกถึงความไม่แข็งแรงของโครงสร้างบ้าน แนะนำให้ปรึกษาช่างผู้ชำนาญหรือสถาปนิกมาตรวจสอบและแก้ไขโดยด่วน ซึ่งวิธีแก้ไขรอยร้าวชนิดนี้ อาจต้องเสริมเสาเข็มและฐานรากหรือใช้วิธียกบ้านขึ้นชั่วคราวเพื่อทำฐานรากใหม่ หากเจ้าของบ้านปล่อยให้เกิดรอยร้าวลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจต้องทุบอาคารทิ้งทั้งหมดเลยนะคะ เพราะฉะนั้นรีบแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าค่ะ รอยร้าวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง รอยร้าวที่ขอบวงกบประตู- หน้าต่าง เชื่อว่ารอยร้าวนี้ทุกคนต่างพบเจอเยอะที่สุดตามที่อยู่อาศัยแล้วค่ะ สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากวงกบประตูหรือหน้าต่างไม้ ซึ่งไม้เป็นวัสดุที่มีการยืดหดตัวง่าย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอุณหภูมิและความชื้น ก็จะส่งผลให้ปูนฉาบบริเวณนี้เกิดรอยร้าวได้นั่นเอง วิธีแก้ไขแนะนำให้ติดต่อผู้รับเหมาหรือช่างที่มีความชำนาญ เข้ามาขัดแต่งรอยร้าวและฉาบปูนปิดทับลงไปให้เรียบเนียนเสมอกัน รอยร้าวแตกลายงาทั่วผนัง อีกหนึ่งรอยร้าวที่มีให้พบเห็นตามบ้านและอาคารทั่วไปบ่อยๆ คงหนีไม่พ้นรอยร้าวแตกลายงาทั่วผนังนี่แหละค่ะ สาเหตุนั้นมักเกิดจากงานฉาบที่ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อผนังผ่านความชื้นและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงขึ้น จึงเกิดการยืดหดขยายและกลายเป็นรอยร้าวในที่สุด ซึ่งสามารถเกิดรอยได้ทั้งพื้นและผนังเลยนะคะ วิธีแก้ไขก็คือฉาบปูนปิดลงไปให้เสมอกัน โดยกรีดบริเวณรอยร้าวให้เป็นปากฉลาม (กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร) และใช้ปูนกาวโป๊เก็บบริเวณรอยต่อ จากนั้นก็ขัดให้เรียบร้อยแล้วจึงทาสีชนิดที่ปกปิดรอยร้าว เท่านี้ก็ผนังหรือพื้นที่มีรอยร้าวก็กลับมาสวยงามดังเดิมแล้วค่ะ รอยร้าวบริเวณรอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้างเสาและคาน รอยร้าวสุดท้ายที่มักเกิดขึ้นในบ้านมากที่สุดและไม่อันตรายต่อโครงสร้าง คือรอยร้าวบริเวณรอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้างเสาและคาน สาเหตุเกิดจากขั้นตอนการก่อสร้างผนังที่ผู้รับเหมาหรือช่างอาจไม่ได้เสียบเหล็กหนวดกุ้งเพื่อเกาะยึดกับโครงสร้างเสาด้านข้าง หรืออาจจะเสียบแต่ไม่แน่นพอ ทำให้ผนังเกิดรอยร้าวระหว่างรอยต่อของเสาได้ จึงมองดูแล้วไม่สวยงาม วิธีแก้ไขคือติดต่อให้ช่างที่มีความชำนาญอุดรอยต่อหรืออุดรอยร้าวโดยใช้โฟมหรือ PU และจึงทาสีทับให้กลับมาสวยงามดังเดิม รอยร้าวที่เรารวบรวมมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงรอยร้าวที่มักพบบ่อยตามอาคารที่อยู่อาศัยซึ่งมีทั้งแบบไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง และรอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง ทั้งนี้หากใครพบรอยร้าวตามที่กล่าวมา แนะนำให้ปรึกษาวิศวกรที่มีความชำนาญเข้ามาทำการตรวจสอบเพื่อแก้ไขในขั้นตอนต่อไป ทางที่ดีไม่ควรชะล่าใจปล่อยรอยร้าวทิ้งไว้นานนะคะ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวได้
ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนถึงจะดี เลือกสีอย่างไรให้ถูกโฉลก

ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนถึงจะดี เลือกสีอย่างไรให้ถูกโฉลก

ฮวงจุ้ยตู้เย็น มาดูการจัดวางตำแหน่งตู้เย็นในห้องต่าง ๆ อาทิ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องนอน รวมไปถึงการเลือกตู้เย็นให้ถูกโฉลก ช่วยเสริมดวงให้กับคนในบ้าน   "ตู้เย็น" เป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกันแทบทุกบ้าน แต่รู้หรือไม่ว่าตู้เย็นก็มีผลต่อการใช้ชีวิตของคนในบ้านเหมือนกัน หากขาดการดูแลรักษา วางผิดตำแหน่ง หรือเลือกสีไม่ถูกต้อง ก็จะส่งผลเสียต่อชีวิต เช่น การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ และสุขภาพ ฉะนั้นมาดูวิธีการจัดวางตู้เย็นที่ถูกต้องและเลือกสีตู้เย็นให้ถูกโฉลกกันเถอะ   การดูแลและรักษาความสะอาด ตู้เย็น เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ฉะนั้นไม่ควรปล่อยให้ตู้เย็นว่าง เพราะส่งผลให้สถานภาพทางการเงินของคนในบ้านแย่ลง ในทางกลับกันหากมีอาหารมากเกินไปจนเต็มตู้ ก็จะทำให้พลังชี่ (Qi) ไม่หมุนเวียน ฉะนั้นควรมีการจัดตู้เย็น ให้มองเห็นสิ่งของต่าง ๆ ภายในตู้ได้ง่าย หยิบสะดวกไร้กลิ่นเหม็น และไม่มีของหมดอายุค้างในตู้ นอกจากนี้ควรหมั่นเช็ดชั้นวางของ ช่องแช่แข็ง และลิ้นชักให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อทำให้พลังชี่ไหลเวียนได้สะดวก พร้อมทั้งทำให้คนในบ้านมีทั้งเงินทอง โชคลาภ และความโชคดี   การจัดวางตำแหน่งตู้เย็น ตำแหน่งการวางตู้เย็นก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะล้วนมีผลกระทบกับความเป็นอยู่ของคนในบ้านทั้งสิ้น ทั้งในเรื่องของการเงิน ความมั่นคง และสุขภาพ ซึ่งมีข้อควรเลี่ยงในการจัดวางตู้เย็นตามห้องต่าง ๆ ดังนี้   ไม่ควรวางตู้เย็นตรงกับประตู : ไม่ว่าจะวางตู้เย็นในห้องนั่งเล่นหรือห้องครัว ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ตรงข้ามประตู เพราะจะทำให้การหมุนเวียนของพลังชี่วิตติดขัด และทำให้เก็บเงินไม่อยู่ มีเรื่องให้ใช้จ่ายตลอด ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้ ให้นำเหรียญจีนโบราณ 5 จักรพรรดิ แขวนไว้เหนือประตู จะช่วยขับไล่พลังร้ายออกไปและเรียกโชคลาภเข้ามาแทน    ไม่ควรวางใกล้เตา : เพราะตู้เย็นจัดอยู่กลุ่มธาตุโลหะ ส่วนเตาจัดอยู่ในกลุ่มธาตุไฟ จึงไม่ควรวางของทั้ง 2 อย่างนี้ไว้ใกล้ ๆ หรือตรงข้ามกัน เพราะจะทำให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้ง มีปากมีเสียง และขาดความสามัคคี การจัดวางตู้เย็นในห้องครัวที่ดี ควรวางเตา อ่างล้างจาน และตู้เย็นให้เป็นรูปสามเลี่ยม เพื่อลดการปะทะหรือความความขัดแย้ง   ไม่ควรวางของบนตู้เย็น : โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ อาทิ เตาอบ ไมโครเวฟ และอื่น ๆ เพราะนอกจากจะมีผลต่อระบบระบายความร้อนของตู้เย็นแล้ว ทางฮวงจุ้ยถือว่าสิ่งของเหล่านี้จะไปขัดการไหลเวียนของกระแสลมที่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องสุขภาพด้วย   ไม่ควรวางตู้เย็นในห้องนอน : เพราะเป็นอุปสรรคขัดขวางโอกาสความก้าวหน้าและความสำเร็จในเรื่องหน้าที่การงาน     การเลือกสีตู้เย็น ควรเลี่ยงการนำตู้เย็นสีแดงมาใช้ในห้องครัว : เพราะสีแดงจัดอยู่กลุ่มธาตุไฟ ที่จะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในบ้าน ส่วนสีตู้เย็นที่ถูกโฉลก ได้แก่ สีขาวและสีเงิน ซึ่งทั้ง 2 สีนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และสุขลักษณะที่ดี นอกจากนี้ก็มีสีเบจและสีขาวมุกที่จัดอยู่ในกลุ่มของธาตุดินและสามารถนำมาใช้ในห้องครัวได้เช่นกัน ตู้เย็นมีผลต่อชีวิตของเราหลายเรื่องเลยทีเดียว ทั้งการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ และสุขภาพ ซึ่งก็ได้ทราบวิธีการจัดวางตู้เย็นและสีที่ถูกโฉลกกันไปแล้ว ก่อนจะซื้อตู้เย็นเครื่องใหม่หรืออยากจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น ก็ลองนำฮวงจุ้ยตู้เย็นไปปรับใช้กันดูนะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view178537.html          
10 สิ่งของที่ไม่ควรมีในห้องนอน ถ้าอยากหลับสบายฝันดีทุกคืน

10 สิ่งของที่ไม่ควรมีในห้องนอน ถ้าอยากหลับสบายฝันดีทุกคืน

ใครที่อยากเปลี่ยนอาการนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ให้เป็นการนอนหลับสนิทฝันดีต้องรีบเคลียร์สิ่งของเหล่านี้ออกจากห้องนอนให้ไว ! รู้หรือไม่ ว่าการจัดวางหรือมีสิ่งของบางประเภทอยู่ในห้องนอนก็ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ เช่น ทำให้นอนหลับไม่สนิท นอนกรน หรือนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ได้ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะในวันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมสิ่งของเจ้าปัญหาในห้องนอนที่ทำให้นอนไม่หลับหรือนอนหลับยาก พร้อมวิธีแก้ไขเพื่อช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น แถมยังมีผลดีในทางฮวงจุ้ยห้องนอนมาฝากกันค่ะ 1. นำสัตว์เลี้ยงมานอนบนเตียง  เราเข้าใจว่าคนรักสัตว์ทุกคนก็อยากจะพาสัตว์เลี้ยงมานอนบนเตียงเป็นธรรมดา แต่ผลการวิจัยของคลินิกมาโย จากสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่นอนบนเตียงเดียวกับสัตว์เลี้ยงมีปัญหาการนอนถึง 10% สาเหตุก็เพราะหมาและแมวมักจะส่งเสียงรบกวนหรือเดินวุ่นวายในขณะที่เราหลับ อาจทำให้เจ้าของสะดุ้งตื่นกลางดึกหรือนอนหลับไม่สนิทจนมีอาการสะลึมสะลือหรืออ่อนเพลียในตอนเช้าได้ ฉะนั้นเลี่ยงไว้ก่อนดีกว่า หรือถ้าหากแยกมุมที่นอนให้แล้วแต่สัตว์เลี้ยงก็ยังมาป้วนเปี้ยนบนที่นอน ก็เลี้ยงไว้นอกห้องจะดีกว่า เพื่อช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้นซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพของตัวคุณเองด้วยนะคะ 2. มีของไม่ใช้ ตั้งไว้ก็เกิดฝุ่น  การจัดวางสิ่งของที่ไม่จำเป็นหลาย ๆ อย่างในห้องนอนทำให้เกิดฝุ่นละอองสะสมและส่งผลให้เกิดโรคภูมิแพ้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ เราควรวางของในห้องนอนเท่าที่จำเป็น อะไรที่ไม่ได้ใช้แล้วและทำให้เกิดฝุ่นได้ง่าย เช่น หนังสือ ของตั้งโชว์ ควรเอาออกไปไว้ที่อื่นทั้งหมด นอกจากนี้ควรหมั่นทำความสะอาดที่นอน หมอน ผ้าห่ม รวมถึงพื้นห้องให้สะอาดอยู่เสมอ และหากห้องนอนของใครมีเครื่องกรองอากาศก็ควรเปิดให้เครื่องช่วยกำจัดฝุ่นสักประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอนด้วยค่ะ 3. นอนหมอนเก่าซ้ำ ๆ มาหลายปี  แน่นอนว่าเราไม่ควรนอนหนุนหมอนที่เก่า เพราะหมอนเก่า ๆ จะไม่รองรับกับสรีระของเรา และถ้าเราฝืนนอนต่อไปนาน ๆ ก็สามารถทำให้ปวดคอและปวดหลังได้ ซึ่งในวันนี้เราก็มีวิธีเช็กว่าหมอนเก่าหรือไม่แบบง่าย ๆ มาฝาก โดยให้นำหมอนมาพับครึ่ง จากนั้นก็ปล่อยถ้าหมอนคืนตัวกลับเป็นสภาพเดิมก็ถือว่ายังใช้ได้แต่ถ้าพับแล้วหมอนค้างอยู่อย่างนั้น ก็ให้ทำไปทิ้งได้เลย เพราะว่าหมอนที่ไม่คืนตัว ก็คือหมอนเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วนั่นเอง 4. วางโต๊ะทำงานไว้ในห้อง  อย่าลืมนะคะว่าห้องนอนไม่ใช่ห้องทำงานหากตอนนี้ใครมีโต๊ะทำงานอยู่ในห้องนอนละก็ ควรรีบย้ายออกโดยด่วน เพราะห้องนอนเป็นสถานที่ที่มีไว้เพื่อพักผ่อน การนำโต๊ะทำงานมาตั้งไว้ในห้องนอนจะทำให้เรารู้สึกไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เช่น บางคนที่มีงานค้างอยู่ พอตาเหลือบไปมองเห็นโต๊ะ ก็พาลให้คิดถึงเรื่องงาน จนไม่ได้พักผ่อนซะอย่างนั้น แต่ถ้าบ้านใครมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้จริง ๆ ก็ควรวางโต๊ะทำงานให้ห่างจากเตียงนอนมากที่สุด และหาผ้ามาคลุมเมื่อไม่ใช้งาน เพื่อให้ห้องนอนเป็นที่ พักผ่อนอย่างแท้จริง 5. กองหนังสือที่อ่านไม่จบ สำหรับบางคนที่วางกองหนังสือหรือนิตยสารไว้ทั่วห้องนอน เพราะตั้งใจว่าจะอ่านเมื่อมีเวลาว่าง แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ก็ไม่ได้หยิบมาอ่าน เพราะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น หรือไม่เรื่องที่อ่านไม่น่าสนใจแล้ว จนทำให้ห้องนอนมีหนังสืออยู่เต็มไปหมด ส่งผลให้เรารู้สึกไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แถมเสี่ยงสะดุดหนังสือหกล้มและกลายเป็นจุดสะสมฝุ่นอีกต่างหาก ดังนั้นถ้าตัดสินใจว่าจะไม่อ่านแล้ว ให้รีบเคลียร์หนังสือออกจากห้องนอนไปไว้ที่โต๊ะทำงานหรือห้องรับแขกจะดีกว่า แต่ถ้าไม่ได้มีพื้นที่มากขนาดนั้นจะนำหนังสือไปบริจาคก็ดีนะคะ 6. เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่เต็มตู้ สาว ๆ มักจะเกิดอาการเสียดาย เมื่อเห็นเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่เต็มตู้แต่ก็ตัดใจทิ้งไปไม่ได้ รู้หรือไม่ว่าตามหลักฮวงจุ้ยนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาซะเลยเพราะการที่ยังเก็บเสื้อผ้าเก่าหรือเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่แล้วไว้ในตู้เป็นการปิดกั้นโอกาสใหม่ ๆ ไม่ให้เข้ามา ฉะนั้นถ้าเรามีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่แล้วก็ควรเคลียร์ออกเพื่อเปิดช่องว่างต้อนรับสิ่งใหม่ ๆ โดยจะนำไปทำเป็นผ้าขี้ริ้ว หรือบริจาคสร้างบุญก็ยังได้ 7. วางตะกร้าผ้าในห้องนอน  หากมีตะกร้าผ้าอยู่ในห้องนอนอาจทำให้เรารู้สึกถึงงานบ้านที่กำลังรออยู่ในช่วงวันหยุด ทางที่ดีควรนำตะกร้าใส่ผ้าไปไว้ที่อื่น ก็จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้มากขึ้นแต่ถ้าหากย้ายตะกร้าผ้าไปไว้ที่อื่นไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ก็ควรใส่ผ้าลงในตะกร้าให้หมด อย่าให้ออกมานอกตะกร้า เกะกะขวางทางเดิน ทำให้ห้องดูรก และรู้สึกไม่น่าอยู่ได้ 8. สร้างกองขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีหลายคนเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ รีโมท และนาฬิกาปลุกเก่า ๆ ที่พังหรือไม่ได้ใช้แล้ว เพราะเป็นความทรงจำดี ๆ หรือไม่ก็เก็บไว้เป็นอะไหล่ โดยที่ไม่รู้ว่าของพวกนี้ไม่ควรอยู่ในห้องนอนเพราะหลักฮวงจุ้ยถือว่า ของที่พัง ชำรุด เสียหาย เป็นแหล่งสะสมพลังงานด้านลบ ซึ่งจะนำเรื่องไม่ดีมาให้คนในบ้านได้ ฉะนั้นเราควรนำของพวกนี้ไปซ่อม บริจาคหรือไม่ก็เก็บใส่กล่องแล้วเอาไปไว้ที่ห้องเก็บของดีกว่า 9. เครื่องสำอางหมดอายุ สาว ๆ ควรระวังให้ดีเพราะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน เมโทรโพลิตัน บอกว่าเครื่องสำอางเก่า ๆ มีเชื้อแบคทีเรียอยู่เพียบ ถ้าเลือกจะเก็บไว้ในห้องนอนคงไม่เวิร์กแน่ ๆ และที่สำคัญถ้าเครื่องสำอางมันเก่าจนหมดอายุแล้วก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นที่ต้องเก็บไว้ เพราะหากเรานำมาใช้ต่อก็เสี่ยงทำให้หน้าพังได้ง่าย ๆ ดังนั้นเราขอแนะนำให้นำเครื่องสำอางเก่า ๆ ไปทิ้งซะตอนนี้เลย 10. มีโทรทัศน์ไว้นอนดู แม้ว่าการดูโทรทัศน์จะถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งแต่การพักผ่อนที่ดีในสุดในห้องนอนก็คือการนอนหลับซึ่งการที่มีโทรทัศน์หรือเปิดโทรทัศน์ไว้ก็สามารถรบกวนการนอนหลับได้ ดังนั้นเราขอแนะนำให้ย้ายโทรทัศน์ออกจากห้องนอนหรือถ้าย้ายไม่ได้ก็หาผ้ามาคลุมโทรทัศน์ไว้ในเวลาที่ไม่ใช้จะดีที่สุดค่ะ เราเข้าใจว่าสิ่งของบางอย่างก็นำไปไว้ที่อื่นยากแต่ถ้าหากอยากนอนหลับสบายฝันดีก็ควรหาทางจัดการกับสิ่งของเหล่านี้ออกไปจากห้องนอนซะ เช่น การนำไปทิ้งหรือบริจาค ก็จะช่วยให้การนอนดีขึ้นได้ค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view179294.html
เทคนิคดีๆ 5 เคล็ดลับ จัดการกลิ่นในห้องครัว

เทคนิคดีๆ 5 เคล็ดลับ จัดการกลิ่นในห้องครัว

บ้านสวยแต่เอ๊ะกลิ่นอะไรโชยมาจากห้องครัว คงไม่ดีแน่ถ้าเดินเข้ามาในบ้านแล้วทำจมูกฟุตฟิต มาจัดการปัญหาเรื่องกลิ่นอับในห้องครัว ด้วยเคล็ดลับดีๆที่เรานำมาบอกดีกว่าครับ เพราะห้องครัวที่เราใช้ทำอาหารอยู่ทุกวันนั้น แน่นอนต้องมีบ้างที่กลิ่นไม่พึงประสงค์เล็ดลอดเข้าในส่วนของห้องต่างๆ แต่เราจะจัดการปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร ตามมาชมวิธีและขั้นตอนกันเลยครับ     1. ใช้งานห้องครัวเสร็จต้องรีบทำความสะอาด อีกหนึ่งวิธีสุดง่ายและง่ายสุดนั่นก็คือ เมื่อเราใช้งานภายในห้องครัวเสร็จต้องรีบเช็ดล้างทำความสะอาด ไม่ปล่อยให้มีคราบหรือเศษขยะมักหมน รวมไปถึงจานชามก็ต้องล้างในทันทีด้วย เตา เคาน์เตอร์ เช็ดให้สะอาดครับ ยิ่งหากมีคราบน้ำมันกระเด็นอย่าปล่อยไว้นาน ให้ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำยาน้ำความสะอาดและน้ำอุ่น จากนั้นใช้ผ้าเช็ดออกได้เลย หากเราดูและเป็นประจำแบบนี้ ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ลงไปได้เยอะเลยครับ     2. ทำความสะอาดพัดลมดูดควัน สำหรับพัดลมดูดควันแล้วเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ในห้องครัวที่เราไม่ควรมองข้าม อาจจะไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำ ทำให้มีคราบสกปรก รวมไปถึงคราบน้ำมันกระเด็น ฝุ่นละออง ทางแก้ก็คือถอดออกมาทำความสะอาดครับ ผึ่งใบพัดให้แห้งสนิท นำมาติดตั้งเหมือนเดิม เท่านี้ก็ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องครัวรู้สึกดีขึ้นได้แล้วล่ะ     3. ฮู้ดต้องมีขาดไม่ได้ ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วยอุปกรณ์ช่วยดับกลิ่นอย่างฮู้ด ควรเปิดฮู้ดเอาไว้ทุกครั้งระหว่างทำอาหาร นอกจากนี้หลังจากไม่ได้ใช้งานแล้ว อย่าลืมทำความสะอาดแผ่นกรองด้วยนะครับ เท่านี้ก็ช่วยลดกลิ่นอับ กลิ่นอาหารไปได้เยอะทีเดียว     4. เพิ่มช่องระบายอากาศ ห้องครัวไทยในสมัยก่อนนั้นมักสร้างอยู่นอกตัวบ้าน นอกจากมีพื้นที่กว้างขวางแล้ว ยังโปร่งสบาย ไม่เหม็นอับ ไอเดียนี้หยิบนำเอาความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนเข้ามาใช้ โดยออกแบบให้มีช่องหน้าต่างด้านใดด้านหนึ่งของห้องครัว เพื่อช่วยระบายกลิ่นของอาหารได้เป็นอย่างดี     5. ผักสวนครัวช่วยกำจัดกลิ่น หัวหอมพืชผักสวนครัวที่ช่วยให้เราคลายหวัดโล่งจมูกในช่วงที่ไม่สบายแล้ว ยังสามารถนำมาช่วยดูดกลิ่นภายในห้องครัวได้อีก เพียงผ่าหัวหอมออกเป็นสี่ส่วนและวางไว้กลางห้อง ก็ช่วยบรรเทากลิ่นได้แล้วล่ะครับ     ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.forfur.com/แต่งบ้าน/เทคนิคดีๆ-5-เคล็ดลับ-จัดการกลิ่นในห้องครัว      
ต้องรีบกำจัด ! วิธีแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นเหม็นสุดจะดม ก่อนคนในบ้านจะทนอยู่ไม่ไหว

ต้องรีบกำจัด ! วิธีแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นเหม็นสุดจะดม ก่อนคนในบ้านจะทนอยู่ไม่ไหว

หากแอร์ที่บ้านมีกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ มาดูวิธีแก้ปัญหาและกำจัดกลิ่นเหล่านั้นให้หายไป พร้อมรู้ทันถึงสาเหตุ วิธีทำความสะอาด และวิธีป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่นกันดีกว่าครับ ด้วยอากาศของเมืองไทยที่ร้อนแรงไปซะทุก ๆ ฤดูกาล เชื่อว่าแทบทุกบ้านต้องติดตั้งแอร์เอาไว้ประทังความร้อนกันหมดแล้วแน่ ๆ ซึ่งถึงแม้ว่าแอร์จะมีประโยชน์ดี ๆ ที่ช่วยให้เราหายร้อนได้แบบง่าย ๆ ทว่าแอร์ก็ถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีปัญหาเยอะอยู่พอสมควร โดยหนึ่งในปัญหาเหล่านั้นก็คือแอร์มีกลิ่นเหม็น แต่ต่อไปนี้ปัญหาแอร์เหม็นอับจะหมดไป เพราะในวันนี้เราได้นำวิธีแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่น พร้อมเจาะลึกถึงสาเหตุและวิธีป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่นมาฝากทุกคนแล้ว   สาเหตุที่ทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็น การที่แอร์ส่งกลิ่นเหม็นสามารถเกิดได้จากสาเหตุต่าง ๆ ต่อไปนี้   ความสกปรก การอุดตัน สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็นมักมาจากคราบสกปรกและการอุดตัน ทั้งจากฝุ่นละอองและน้ำขังต่าง ๆ และยิ่งไปกว่านั้นคราบสกปรกและสิ่งอุดตันพวกนี้ยังทำให้แอร์ไม่เย็น ทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนัก ส่งเสียงดัง และเสียได้ไวขึ้นด้วย   เชื้อรา อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็น ซึ่งพบเห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ มีเชื้อโรคและเชื้อราสะสมอยู่ภายในแอร์ โดยเฉพาะบริเวณถาดรองน้ำทิ้ง ฉะนั้นอย่าลืมทำความสะอาดแอร์ที่บ้านบ่อย ๆ นะครับ   สัตว์ ตามซอกเล็ก ๆ ต้องระวังไว้ให้ดี เพราะอาจมีสัตว์ตัวเล็ก ๆ อาทิ มด แมลงสาบ หรือหนูเข้าไปทำรังหรือซ่อนตัวอยู่ในนั้น ซึ่งอาจจะอึหรือฉี่หรือตายอยู่ในนั้น หากทิ้งไว้นานวันโดยที่เราไม้รู้ ก็จะส่งกลิ่นเหม็นออกมาพร้อมลมจากช่องแอร์ได้   น้ำแอร์รั่ว เครื่องแอร์ที่มีน้ำรั่วไหล ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นออกมาจากแอร์ได้เหมือนกันนะครับ โดยจะเป็นกลิ่นเหม็นในแบบเหม็นไหม้หรือกลิ่นไอเสียนั่นเอง   วิธีทำความสะอาดแอร์บ้าน เพื่อแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นเหม็น 1. ปิดสวิตซ์และเบรกเกอร์ จากนั้นก็เปิดฝาครอบแอร์ 2. นำแผงกรองฝุ่นและถาดน้ำทิ้งออกไปล้าง โดยแผงกรองฝุ่นสามารถทำล้างทำความสะอาดได้โดยการฉีดน้ำแรง ๆ ในด้านที่ไม่มีฝุ่น เพื่อให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกอีกด้านหลุดออกมา อาจจะใช้แปรงขนนุ่มขัดด้วยก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็เปลี่ยนใหม่ไปเลยก็ได้ ส่วนถาดน้ำทิ้งให้ขจัดสิ่งสกปรกด้วยน้ำร้อนหรือน้ำสบู่ จากน้ำล้างออกด้วยน้ำยาฟอกขาวหรือน้ำส้มสายชู 3. นำทั้งคู่ไปตากแดดหรือผึ่งให้แห้ง 4. จากนั้นกลับมาที่แฟนคอยล์ยูนิต แล้วกำจัดฝุ่นและคราบสกปรกอุดตัน รวมถึงซากสัตว์ที่เสียชีวิตออกให้หมด พร้อมล้างทำความสะอาดตัวเครื่องให้เรียบร้อย 5. เสร็จแล้วเป่าลมหรือฉีดน้ำร้อน น้ำยาฟอกขาว หรือน้ำส้มสายชูเข้าไปในท่อน้ำทิ้ง เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อราและเชื้อโรคที่สะสมอยู่ภายในให้ออกไปให้หมด อย่าลืมตรวจเช็กตามท่อต่าง ๆ ไม่ให้รูรั่วด้วยนะครับ จากนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง 6. พอทุกอย่างเสร็จ แห้ง และสะอาดแล้ว ก็ให้ประกอบชิ้นส่วนที่เราถอมาเข้าที่เหมือนเดิม เพียงเท่านี้เราก็จะได้แอร์ที่ไร้กลิ่นเหม็นต่าง ๆ แล้วครับ   วิธีป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่นเหม็นอับ สำหรับวิธีการป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่นเหม็นเน่าหรือเหม็นอับนั้นอาจจะไม่ได้มีแน่ชัด แต่ถ้าหากเราหมั่นดูแลและล้างแอร์ให้สะอาดอยู่เสมอก็ถือเป็นการป้องกันไม่ให้แอร์ส่งกลิ่นเหม็นได้ โดยบริเวณแผงขดท่อคอยล์เย็นควรล้างทำความสะอาดเป็นประจำทุกปี ส่วนแผงกรอกฝุ่นก็ควรจะทำความสะอาดทุกเดือน เพราะเจ้าแผงกรองฝุ่นหรือฟิลเตอร์นี้ เป็นชิ้นส่วนที่มีฝุ่นเกาะอยู่มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแอร์ที่ติดตั้งไว้ในพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ ยิ่งควรถอดล้างให้ได้ทุกวัน หรืออย่างน้อย ๆ ก็ทุกสัปดาห์ ส่วนระยะเวลาในการล้างทำความสะอาดชุดคอยล์ร้อน ควรล้างในทุก ๆ  6 เดือน หรือ 1 ปีครับ อ้อ นอกจากนี้อย่าลืมดูแลท่อน้ำทิ้งและถาดรองน้ำทิ้งไม่ให้มีเมือกและสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ด้วย แล้วถ้าหากแถวบ้านมีหนูหรือแมลงสาบพอสมควร ก็อย่านิ่งเฉย คอยกำจัดหรือล่อให้มันไปอยู่ที่อื่นที่ห่างไกลจากแอร์ของเรา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีสัตว์มาฉี่หรือตายในแอร์ด้วย ถ้าเครื่องปรับอากาศที่บ้านส่งกลิ่นเหม็น กลิ่นอับ กลิ่นไม่ดี ชีวิตในบ้านเราไม่มีความสุขแน่ ฉะนั้นเมื่อได้รู้ถึงสาเหตุ วิธีแก้ปัญหา วิธีทำความสะอาด และวิธีป้องกันเหล่านี้ไปแล้ว อย่าลืมใส่ใจดูแลเครื่องปรับอากาศที่บ้านให้ดี จะได้ไร้กลิ่นกวนใจ ส่งผลให้มีความสุขในการพักผ่อนที่บ้านได้แบบเต็มที่ไปเลย เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com/view184108.html

1 2 3 ... 10