Tag : Advertorial

72 ผลลัพธ์
Maison Hill สุขุมวิท-ศรีราชา บ้าน French Colonial ทำเลดี ติด ม. เกษตร

Maison Hill สุขุมวิท-ศรีราชา บ้าน French Colonial ทำเลดี ติด ม. เกษตร

Maison Hill สุขุมวิท-ศรีราชา บ้าน French Colonial ทำเลดี ติด ม. เกษตร ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ พื้นที่ในแถบตะวันออก โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก หลายพื้นที่มีการขยายตัวของเขตเมืองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแถบศรีราชา จังหวัดชลบุรี ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพไม่มาก มีการเดินทางที่สะดวก และมีแหล่งงานรองรับมากมาย ทั้งนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ๆ หรืองานภาคการท่องเที่ยวการโรงแรม จึงทำให้ความต้องการในที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ตลาดอสังหาฯในแถบศรีราชาเองก็คึกคัก เพราะมีผู้พัฒนาเจ้าใหญ่ๆ จากกรุงเทพฯ เข้าไปเปิดโครงการอย่างต่อเนื่องและได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน   ครั้งนี้เราเลยจะพามาเยี่ยมชมบ้านตัวอย่างไกลถึง “ศรีราชา” ณ โครงการ “Maison Hill สุขุมวิท-ศรีราชา” ซึ่งเป็นโครงการใหม่ล่าสุดจาก บริษัท เพลินพัฒน์ แอสเสท จำกัด อีกหนึ่งโครงการบ้านที่น่าสนใจบนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองศรีราชา ด้วยคอนเซ็ปต์บ้านใกล้ชิดธรรมชาติ โอบล้อมด้วยภูเขาและทะเล พร้อมวิว sunset ในบรรยากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน   พูดถึงเรื่องทำเลที่ตั้งของโครงการกันก่อน ตัวโครงการอยู่ห่างจากถนนสุขุมวิทเพียง 100 เมตรโดยประมาณ ซึ่งเป็นทำเลที่เชื่อมต่อไปยังถนนสายสำคัญ เช่น ถนนสุขุมวิท, ถนนมอเตอร์เวย์ (ชลบุรี-พัทยา) อยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าความเร็วสูง ทำให้การเดินทางสะดวกมาก ไม่ว่าจะไปพัทยา ระยอง หรือเข้ากรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก     นอกจากนี้ตัวโครงการยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งแหล่งงานอย่าง นิคมแหลมฉบัง, นิคมไทยออยล์, นิคมปิ่นทอง ฯลฯ อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วย สถานศึกษา สถานพยาบาล ห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ แหล่งท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์มากมาย เช่น เซ็นทรัล ศรีราชา, โรบินสัน ศรีราชา, J-Park, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา, โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา, โรงเรียนดาราสมุทร, โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา, โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา, โรงพยาบาลวิภาราม แหลมฉบัง ฯลฯ พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์คนทำงาน และเหมาะสมกับการอยู่อาศัยเลยทีเดียว   โครงการ Maison Hill สุขุมวิท-ศรีราชา เป็นโครงการบ้านแนวราบที่รวมทั้ง ทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยวไว้ด้วยกัน รวม 176 ยูนิต แบบบ้านสวยในสไตล์ French Colonial เน้นบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้ภายในโครงการร่มรื่นด้วยพื้นที่สีเขียวของสวนขนาดใหญ่ พร้อมสนามเด็กเล่น และคลับเฮาส์ขนาดใหญ่ ที่รวมทั้ง สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ฟิตเนส Co-working Space รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยทันสมัย เช่น เข้า-ออกหมู่บ้านด้วยการสแกนป้ายทะเบียน, CCTV และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่ง Facility ทั้งหมดที่ทางโครงการเตรียมพร้อมไว้ ก็เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกบ้านในหลากหลายเจเนอเรชั่น     บ้านตัวอย่าง Maison Hill สุขุมวิท-ศรีราชา มีแบบบ้านที่สามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานได้ตามต้องการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวขยายที่มีลูกเพิ่ม หรือครอบครัวใหญ่ที่อยู่พร้อมหน้ากันหลายเจเนอเรชั่น ด้วยพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 100-143 ตร.ม. และมีมากถึง 4 ห้องนอน เชื่อว่าแบบบ้านในโครงการจะถูกใจหลายๆ คนได้ไม่ยาก   บ้านตัวอย่างเราจะพาไปชมในครั้งนี้ มีด้วยกัน 3 หลัง บ้านในโครงการเตรียมพร้อมรองรับการติดตั้ง EV Charger มาไว้เรียบร้อย แบบบ้านทั้ง 3 หลังมีความแตกต่างกันที่พื้นที่ใช้สอยภาพในตัวบ้าน และการจัดฟังก์ชันการใช้งานซึ่งจะมาตอบโจทย์รูปแบบการอยู่อาศัย และขนาดครอบครัวที่ต่างกัน   บ้านหลังแรกเป็นทาวน์โฮมขนาดเล็กสุด ชื่อ Mona พื้นที่ใช้สอย 100 ตร.ม. มี 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ     พอเข้ามาในตัวบ้านแล้ว จะพบกับโถงห้องนั่งเล่น ซึ่งเปิดโล่งเชื่อมต่อพื้นที่ภายในไว้ด้วยกัน ทำให้บรรยากาศภายในบ้านโอ่งโถงดูกว้างขวางขึ้น     ในบ้านตัวอย่างทางโครงการต่อเติมพื้นที่ด้านหลังออกไป ทำให้พื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น และต่อเติมหลังคาโปร่งแสงช่วยทำให้บ้านสว่างมากขึ้น และน่าอยู่มากๆ   พื้นที่ท่ีเปิดกว้างและติดกับโซนที่ต่อเติม ทางโครงการจัดเป็นมุมซักรีดเพื่อเป็นอีกไอเดียในการตกแต่งบ้านให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด และพื้นที่ใต้บันไดของชั้นล่างจะเป็นห้องน้ำ ซึ่งอยู่ถัดจากโถงบันไดขึ้นชั้น 2 นั่นเอง     ขึ้นมาที่บริเวณชั้น 2 จะเป็นแบ่งเป็นห้องนอน 3 ห้อง ห้อง Master Bedroom มีห้องน้ำในตัว พร้อมพื้นที่เล็กๆ หน้าห้องน้ำสำหรับจัดเป็น Walk-in Closet ได้ด้วย       อีก 2 ห้องนอนเล็ก จะใช้ห้องน้ำแชร์ร่วมกันที่บริเวณโถงด้านหน้า ส่วนภายในห้องนอน สามารถจัดตกแต่งใช้สอยตามความต้องการได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนเล็ก ห้องทำงาน หรือห้องพักผ่อนสำหรับสมาชิกภายในบ้าน        หลังต่อมาเป็นทาวน์โฮมอิสระ ชื่อ บ้าน Marine พื้นที่ใช้สอย 130 ตร.ม. หน้ากว้าง 7.5 เมตร แบ่งเป็น4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ จุดเด่นของแบบบ้านทาวน์โฮมอิสสระ คือ ผนังด้านข้างตัวบ้านด้านบนไม่ติดกัน จะมีเพียงผนังบางส่วนเท่านั้นที่ใช้ร่วมกันกับบ้านข้างๆ จึงช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับบ้านในรูปแบบทาวน์โฮมมากขึ้น     เข้ามาภายในตัวบ้าน Marine ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น พื้นที่บริเวณชั้นล่างของตัวบ้านที่นอกจากจะดูกว้างขวางมากขึ้นกว่าบ้านแบบแรกแล้ว ยังมีห้องนอนเล็กในบริเวณชั้นล่างเพิ่มมาอีกห้อง ซึ่งเราสามารถเลือกใช้เป็นห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ หรือใช้เป็นห้องทำงานก็ได้ตามต้องการ และไอเดียในการตกแต่งบ้านของโครงการที่เลือกจะต่อเติมบริเวณหลังบ้านออกไป เป็นพื้นที่ครัว และมุมซักรีดที่เป็นสัดส่วน จึงทำให้บริเวณโถงรับแขกมีพื้นที่กว้างมากยิ่งขึ้น                ขึ้นมาที่บริเวณชั้น 2 พื้นที่ด้านบนก็แบ่งออกเป็นห้องนอน 3 ห้องเช่นกัน โดยที่ Master Bedroom จะอยู่บริเวณโซนด้านหน้าของตัวบ้าน พร้อมห้องน้ำในตัว ซึ่งพื้นที่ใช้สอยภายในห้องกว้างขวางมากพอที่จะมีมุมพักผ่อนภายในห้อง และมีมุมแต่งตัวเสมือน Walk-in Closet บริเวณหน้าห้องน้ำด้วย ที่สำคัญห้องนอนโอ่โถงเปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ทำให้บรรยากาศภายในห้องเหมาะกับการพักผ่อนมากๆ   ในขณะที่อีก 2 ห้องนอนเล็กซึ่งอยู่ในโซนด้านหลังของตัวบ้าน จะถูกแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกมาในขนาดพอๆ กัน ซึ่งเราสามารถเลือกตกแต่งได้หลากหลายรูปแบบ โดยที่ห้องนอนเล็กในบ้านตัวอย่าง เลือกใช้เป็นห้องนอนเด็กทั้ง 2 ห้องในสไตล์ที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้เห็นว่าภายในห้องนอนเล็กมีพื้นที่กว้างมากพอในการใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย          ส่วนหลังสุดท้าย เป็นบ้านแฝดที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยใหญ่ที่สุด ชื่อ Monix มีพื้นที่ใช้สอย 143 ตร.ม. แบ่งเป็น 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ     ด้วยความที่เป็นแบบบ้านที่มีขนาดใหญ่สุด ทำให้พื้นที่ใช้สอยขนาด 143 ตร.ม. ดูโอ่อ่า กว้างขวางกว่าบ้านทุกหลัง ซึ่งหากใครกำลังมองหาบ้านหลังใหญ่หน่อย ที่มีสไตล์เหมือนบ้านเดี่ยว บ้าน Monix น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี บริเวณชั้นล่างถูกตกแต่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งถึงกัน ทำให้ฟังก์ชันการใช้งานดูสมูธมากขึ้น โถงรับแขกกับพื้นที่รับประทานอาหารอยู่ใกล้กัน ในขณะที่ pantry ครัวก็อยู่ใกล้ๆ อีกด้าน ที่สำคัญครัวของบ้านหลังนี้ เป็นแบบครัวปิด มีประตูกั้นเป็นสัดส่วนชัดเจน เหมาะกับครอบครัวที่ชอบทำครัวหนัก ซึ่งช่วยป้องกันเรื่องกลิ่นรบกวนภายในบ้านได้มากขึ้น  นอกจากนี้ ด้วยลักษณะตัวบ้านแฝดที่ไม่ต้องใช้ผนังร่วมกัน ทำให้มีมุมที่เปิดโล่ง เป็นประตูกระจกบานเลื่อนเปิดรับแสงและวิวสวนจากบริเวณด้านข้าง และด้านหลังของตัวบ้าน ทำให้ภายในบ้านดูโปร่งโล่งมากขึ้น   นอกจากนี้บริเวณชั้นล่างยังมีห้องนอนเล็กอีกหนึ่งห้องบริเวณโซนด้านหน้า ที่เหมาะจะเป็นห้องพักผ่อน, ห้องทำงาน หรือห้องผู้สูงอายุ แต่ในบ้านตัวอย่าง ทางโครงการเลือกตกแต่งเป็นห้องสำหรับน้องแมว ซึ่งถือเป็นอีกไอเดียที่เอาใจทาสแมวได้เป็นอย่างดี         ขึ้นมาที่ชั้น 2 ห้อง Master Bedroom ขนาดใหญ่ เต็มโซนด้านหน้าของบ้าน ทำให้ได้หน้าต่างบ้านใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับพื้นที่บริเวณหน้าห้องน้ำก็จัดเป็น Walk-in Closet ขนาดใหญ่ และยังเหลือพื้นที่ใช้สอยในห้องอีกมากมาย  ในขณะที่ห้องนอนเล็กอีก 2 ห้อง ถูกตกแต่งเป็นห้องนอนเล็กทั้ง 2 ห้อง ในสไตล์ที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้เราสามารถเห็นฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย และสามารถเก็บเป็นไอเดียไว้ใช้ได้ในอนาคต ซึ่งบริเวณชั้น 2 จะมีห้องน้ำส่วนกลางอีกหนึ่งห้อง ซึ่งจะใช้แชร์กันระหว่างห้องนอนเล็กทั้ง 2 ห้อง           *ส่วนบ้านเดี่ยวของโครงการ จะใช้แบบบ้าน Monix เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ขนาดของที่ดิน และบ้านเดี่ยวจะไม่มีการใช้ผนังร่วมกันแบบบ้านแฝดนั่นเอง     Maison Hill สุขุมวิท-ศรีราชา เป็นอีกหนึ่งโครงการบ้านแนวราบที่จะมาตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาบ้านหลากหลายกลุ่ม ด้วยขนาดและแบบบ้านที่มีให้เลือกหลายแบบ จึงเหมาะกับครอบครัวตั้งแต่ขนาดเล็ก ไปจนถึงครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกหลายวัย ประกอบกับทำเลที่ตั้งก็เดินทางสะดวก ใกล้แหล่งงาน ใกล้แหล่งชุมชน ไม่ไกลจากใจกลางเมืองศรีราชา มีความอุดมสมบูรณ์ เพียบพร้อมสำหรับการอยู่อาศัยมากๆ   เหมาะกับกลุ่มคนทำงานในนิคมที่กำลังมองหาบ้านมากกว่าคอนโด เพราะมีพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่า แถมยังสามารถปรับฟังก์ชันในตัวบ้านให้ตอบโจทย์การใช้งานส่วนตัวได้ดีกว่า ในราคาเริ่ม 2-4 ล้านบาท* ซึ่งราคาเริ่มแทบไม่หนีจากการซื้อคอนโดบางโครงการในศรีราชาเลยก็ว่าได้ แต่ได้พื้นที่มากกว่า   สำหรับคนที่สนใจ สามารถเข้าชมบ้านตัวอย่างที่โครงการได้ทุกวัน หรือลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://bit.ly/3xpIKOc   บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง สิวารมณ์ ปาร์ค วงแหวน – ประชาอุทิศ 76 M Life สุขุมวิท–บางปู 87 บ้านแฝดหรูดีไซน์ใหม่ M Life สุขุมวิท–บางปู 87    
สิวารมณ์ ปาร์ค วงแหวน – ประชาอุทิศ 76 – บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่สไตล์นอร์ดิก

สิวารมณ์ ปาร์ค วงแหวน – ประชาอุทิศ 76 – บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่สไตล์นอร์ดิก

สิวารมณ์ ปาร์ค วงแหวน – ประชาอุทิศ 76 - บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่สไตล์นอร์ดิก บ้านที่หลายคนอยากได้เพื่อการอยู่อาศัยของทุกคนในครอบครัว ส่วนใหญ่แล้วมักมีปัจจัยหลักๆ เพื่อการตัดสินใจซื้อนั่นคือ เรื่องของทำเลที่ตั้ง ทั้งเดินทางง่าย แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และแบบบ้านที่ตอบโจทย์ได้อย่างที่ต้องการ ในราคาที่เหมาะสมกับงบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งครั้งนี้เราจะพาไปดู “บ้านเดี่ยว” ของโครงการ “สิวารมณ์ ปาร์ค วงแหวน – ประชาอุทิศ 76” บ้านดีไซน์ใหม่ สไตล์ Fjord Norway ที่จะมาสร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่     โครงการบ้าน สิวารมณ์ ปาร์ค วงแหวน - ประชาอุทิศ 76 เป็นโครงการบ้านเดี่ยวที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบบ้านมาจากสถาปัตยกรรมของเมือง ฟยอร์ด ประเทศนอร์เวย์ เมืองชายทะเลที่มีบ้านสไตล์นอร์ดิกอันโด่งดัง ซึ่งเป็นโครงการแรกที่เลือกใช้แบบบ้านใหม่นี้เป็นที่แรก โดดเด่นด้วยฟังก์ชันที่ลงตัว มีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง บนทำเลโซนประชาอุทิศ-พระราม 2 ติดกับถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก ซอยประชาอุทิศ 76 ที่เชื่อมต่อกับถนนหลายสายไม่ว่าจะเป็นถนนประชาอุทิศ ถนนพระราม 2 ถนนสุขสวัสดิ์ และยังใกล้กับจุดขึ้นลงทางด่วน สามารถเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ง่ายทั้งทางสะพานภูมิพล และทางด่วนเฉลิมมหานคร เพื่อเข้าสู่โซนพระราม 3 และสาทร ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากแหล่งช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง และมีสถานที่สำคัญทั้งโรงเรียน สถานศึกษา สาธารณูปโภคต่างๆ เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบ ธนบุรี, โรงเรียนสารสาสน์วิเทศศึกษา, โรงเรียนสารสาสน์ประชาอุทิศพิทยาคาร, โรงเรียนบูรณะศึกษา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลบางประกอก 3, โรงพยาบาลนครธน, โรงพยาบาลบางมด, เซ็นทรัลพระราม 2, โฮมโปร พระราม 2, Big C ประชาอุทิศ, Tesco Lotus ฯลฯ   นอกจากนี้ภายในโครงการเอง ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ผสานนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจุดรองรับ EV Charger ในบ้านทุกหลัง, Digital Door Lock, Smart Security, กล้องวงจรปิด และระบบรักษาความปลอดภัยในการอยู่อาศัย เช่น การบันทึกแผ่นป้ายทะเบียนรถลูกบ้านที่เข้า-ออก และ Application เพื่อลูกบ้าน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุภายในตัวบ้านที่ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น และประหยัดพลังงาน เช่น ฉนวนกันความร้อนและกระจกเขียวตัดแสง ซึ่งจะเพิ่มความสุขในการอยู่อาศัยให้ทุกคนในบ้านอยู่สบายมากยิ่งขึ้น     สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง ทางโครงการก็มีครบครันทั้ง คลับเฮาส์สุดอลังการด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นในสไตล์นอร์ดิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รวบรวม ฟิตเนส, สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ, Co-working Space และห้องเด็กเล่น ในขณะเดียวกัน ตัวสโมสรยังโอบล้อมด้วยสวนสวยขนาดใหญ่ ที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ภายในโครงการ พร้อมสนามเด็กเล่น เพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ ของลูกบ้านทุกเจนเนอเรชั่น ไม่ว่าจะมาเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือการพักผ่อนหย่อนใจร่วมกัน   บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่สไตล์นอร์ดิก โครงการ สิวารมณ์ ปาร์ค วงแหวน - ประชาอุทิศ 76 เป็นแบบบ้านดีไซน์ใหม่ล่าสุดที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับโครงการอื่นๆ ที่ผ่านมา ด้วยทรงบ้านที่เป็นหลังคาจั่วสูงซึ่งตัดทอนรายละเอียดให้ดูเรียบง่ายจากแรงบันดาลใจของแบบบ้านสไตล์นอร์ดิก ในประเทศนอร์เวย์ มาปรับแบบให้เข้ากับภูมิอากาศในบ้านเรา ซึ่งทางโครงการมีแบบบ้านให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ คือ Oslo บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 212 ตร.ม. ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ Fjords บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 238 ตร.ม. ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ     บ้านตัวอย่างหลังแรก แบบบ้าน Oslo บ้านขนาดเริ่มต้นของโครงการ พื้นที่หน้าบ้านสามารถจอดรถได้ 3 คัน พื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านบริเวณชั้น 1 เปิดบ้านเข้ามาจะเจอกับพื้นที่นั่งเล่น หรือห้องรับแขกเป็นโถงกว้าง สามารถจัดตกแต่งมุมรับประทานอาหาร ในโซนที่เชื่อมต่อกับห้องครัวได้ บริเวณนี้เปิดโล่งด้วยประตูกระจกบานสไลด์ที่เชื่อมกับพื้นที่หลังบ้าน พร้อมหน้าต่างด้านข้างเปิดรับวิวสวน ทำให้ภายในตัวบ้านได้รับแสงอย่างเต็มที่ และสามารถเปิดรับลมได้สบายๆ ในขณะเดียวกัน โซนห้องครัวก็ถูกกั้นไว้เป็นสัดส่วนเป็นครัวปิด แต่เจาะช่องหน้าต่างไว้ให้เชื่อมต่อกับโซนรับประทานอาหารด้านหน้าได้     นอกจากนี้ด้วยการจัดฟังก์ชันพื้นที่ห้องครัวเป็นรูปตัว L ทำให้ได้มุมซักรีดด้านที่ติดกับประตูทางหลังบ้านเพิ่มขึ้นมา และช่วยให้พื้นที่ใช้งานในครัวเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น หรืออาจจะเลือกจัดวางชั้นเก็บของเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้มากขึ้น เมื่อถัดจากห้องครัวไป ก่อนบันไดขึ้นชั้น 2 จะเป็นตำแหน่งของห้องน้ำชั้นล่างซึ่งติดตั้งสุขภัณฑ์ต่างๆ มาพร้อมใช้งาน โดยทางโครงการเน้นเลือกใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำในทุกๆ หลัง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของการอยู่อาศัยแบบรอบด้านจริงๆ     ถัดขึ้นมาที่บริเวณชั้น 2 จะมีพื้นที่อเนกประสงค์เป็นโถงโล่งติดกับบันไดทางขึ้นพอดี ซึ่งเราสามารถเลือกใช้เป็นมุมทำงาน พื้นที่นั่งเล่นอ่านหนังสือ หรือเป็นมุมห้องพระก็ได้ ด้วยขนาดพื้นที่กำลังดี มีบานหน้าต่างเปิดรับแสง และระบายอากาศได้ จึงเป็นอีกมุมที่ทำให้สมาชิกภายครอบครัวได้ใช้งานร่วมกันได้     จากโซนพื้นที่อเนกประสงค์ จะเป็นโถงทางเดินไปยังห้องนอนอีก 3 ห้อง โดยมีห้อง Master Bedroomเป็นห้องขนาดใหญ่ที่อยู่ในโซนด้านหน้าของบ้าน ลักษณะเป็นห้องหน้ากว้างมีช่องแสงและบานหน้าต่างขนาดใหญ่ ภายในห้องเลยสว่าง โปร่งสบายตามากๆ ด้วยพื้นที่ใช้สอยในห้องมีค่อนข้างเยอะ เลยสามารถจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานได้หลากหลาย และสามารถ built-in พื้นที่ Walk-in Closetบริเวณด้านหน้าห้องน้ำได้อย่างเหลือเฟือ     ส่วนพื้นที่ห้องน้ำของห้อง Master Bedroom มีพร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ด้วยอ่างล้างหน้าแบบ His&Her, Shower Box  และโถสุขภัณฑ์     ถัดจากห้องนอนใหญ่ พื้นที่ชั้น 2 ยังแบ่งเป็นอีก 2 ห้องนอนเล็กในขนาดใกล้เคียงกัน โดยมีห้องน้ำอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ห้องนอนนี้ เพื่อใช้งานร่วมกัน ไอเดียการตกแต่งห้องน้ำเล็กที่ทางโครงการทำไว้ เป็นการใช้พื้นที่ใช้สอยภายในห้องได้อย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์มากที่สุด ทั้งในเรื่องของพื้นที่เก็บของ พื้นที่พักผ่อนอาศัย และการให้ความสำคัญกับการให้แสงธรรมชาติเข้ามาเพิ่มความรู้สึกโปร่งสบายมากขึ้น      --------------------------------------------------------------------------     บ้านตัวอย่างหลังที่ 2 แบบบ้าน Fyords มีขนาดพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น แบ่งเป็น 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ จอดรถได้ 3 คัน สามารถรองรับสมาชิกครอบครัวใหญ่ได้มากขึ้น แบบแปลนของบ้านตัวอย่างจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับแบบบ้านก่อนหน้านี้ แต่เพิ่มเติมฟังก์ชันการใช้งานที่มากขึ้น โดยบริเวณชั้น 1 เปิดเข้ามาก็จะเจอกับโถงกว้างที่แบ่งการใช้งานเป็นพื้นที่รับแขก และมุมรับประทานอาหารที่เชื่อมต่อกับโซนห้องครัวเหมือนกัน แต่โซนด้านหน้าจะเพิ่มเติมห้องนอนเข้ามาอีกห้อง ซึ่งห้องนี้สามารถเลือกใช้เป็นห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ หรือจะจัดแบ่งเป็นห้องทำงาน หรือห้องอเนกประสงค์อื่นๆ ได้ตามต้องการ     ถัดจากโถงรับแขกไป โซนห้องครัวเป็นครัวปิดที่กั้นไว้เป็นสัดส่วนและมีบานเลื่อนเป็นหน้าต่างที่จะเชื่อมต่อกับมุมรับประทานอาหาร ซึ่งสามารถวางชุดโต๊ะขนาด 6 ที่นั่งได้สบายๆ  ในขณะที่พื้นที่ครัวรูปตัว L ยังคงมีมุมซักรีดที่จัดวางเครื่องซักผ้าและชั้นเก็บของได้อย่างเป็นสัดส่วน ในขณะเดียวกันพื้นที่ลานซักล้างหลังบ้านทางโครงการก็ลงเสาเข็มและปูพื้นให้เรียบร้อยพร้อมรองรับการใช้งาน     ลักษณะของพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่เป็นสัดส่วน และมีมุมใช้งานครบถ้วน ทั้งมุมซักรีด ห้องเก็บของ พื้นที่เชื่อมต่อกับสวนข้างตัวบ้าน เชื่อได้ว่าสมาชิกของบ้าน สามารถใช้เวลาร่วมกันในมุมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น   ถัดขึ้นมาที่ชั้น 2  จะเจอกับพื้นที่อเนกประสงค์ที่กว้างมากขึ้น เป็นมุมที่เปิดรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ เหมาะจะเป็นโซนพักผ่อนส่วนตัว หรือใช้เป็นห้องทำงาน หรือมุมทำการงานของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี โซนถัดมาของชั้นบน ยังคงแบ่งเป็น 3 ห้องนอน พร้อมห้องน้ำในตัวทุกห้อง     Master Bedroom เป็นห้องหน้ากว้างที่มีพื้นที่ใช้สอยใหญ่มากพอที่จะจัดแบ่งการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งมุมอ่านหนังสือ มุมทำงาน หรือมุมพักผ่อนภายในห้อง ที่กว้างขนาดวางเตียง 6 ฟุตแล้วก็ยังมีพื้นที่ใช้สอยอีกมากพอ ขณะเดียวกันบริเวณด้านหน้าห้องน้ำ ก็เหมาะจะตกแต่งเป็น Walk-in Closet ได้สบายๆ ส่วนในห้องน้ำยังได้อ่างล้างหน้าแบบ His&Her พร้อม Shower Box เป็นสัดส่วน     ความพิเศษของห้อง Master Bedroom ของบ้าน Fyords นี้ คือ ระเบียงส่วนตัวเปิดโล่งแบบกึ่งกลางแจ้ง แต่ในบ้านตัวอย่างนี้ได้ปรับแต่งต่อเติมกั้นเป็นห้องเพิ่ม ทำให้ได้พื้นที่ใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้นอีก     ถัดไปเป็นห้องนอนเล็ก ที่มีห้องน้ำในตัวทุกห้อง โดยฟังก์ชันห้องสามารถจัดตกแต่งทำเป็นห้องนอนเด็ก หรือใช้ประโยชน์ในฟังก์ชันอื่นๆ ได้อีกมาก ข้อดีของการจัดวางแปลนห้องทุกห้องของตัวบ้านให้มีหน้าต่างและช่องแสงขนาดใหญ่ทุกห้อง ทำให้บรรยากาศภายในห้องโอ่โถงไม่อึดอัด รวมถึงการเลือกตำแหน่งของห้องน้ำทุกห้องให้มีช่องหน้าต่างที่จะเปิดเพื่อระบายอากาศและความชื้น เพื่อสุขอนามัยที่ดีของการอยู่อาศัย     สำหรับใครที่กำลังมองหาบ้านเดี่ยวในโซนประชาอุทิศ เชื่อว่าโครงการ สิวารมณ์ ปาร์ค วงแหวน-ประชาอุทิศ 76 นี้น่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเลที่เดินทางได้สะดวก และเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย รวมถึงพื้นที่ใช้สอยของบ้านก็มีขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับครอบครัวที่มีสมาชิกตั้งแต่ 3-4 คนขึ้นไป หรือสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานได้ตามต้องการ ด้วยราคาขายที่เริ่มต้น 5.49 ล้านบาท* ก็เชื่อว่าจะทำให้หลายครอบครัวที่อยากจะขยับขยายหาบ้านใหม่ สามารถตัดสินใจจับจองได้ไม่ยาก สนใจลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ : https://sivarompark-prachauthit76.com/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : 063-205-8989, 065-930-8181   บทความที่เกี่ยวข้อง สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์) บ้านแฝด-ทาวน์โฮม สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์)  M Life สุขุมวิท–บางปู 87 บ้านแฝดหรูดีไซน์ใหม่  
[PR News] Maison เปิดตัวบ้านใหม่ล่าสุด ทำเลดี ติด ม.เกษตร ศรีราชา

[PR News] Maison เปิดตัวบ้านใหม่ล่าสุด ทำเลดี ติด ม.เกษตร ศรีราชา

"ไมซัน ฮิลล์ สุขุมวิท-ศรีราชา" บ้าน French Colonial พร้อมคลับเฮาส์ที่โอบล้อมด้วยเขาและทะเล   บริษัท เพลินพัฒน์ แอสเสท จำกัด เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด บนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองศรีราชา ใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และนิคมฯ แหลมฉบัง เดินทางสะดวกทุกรูปแบบ เพียง 1 นาที ก็ถึงมหาลัยเกษตรศาสตร์ และ 5 นาที ถึงนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง   โครงการ "ไมซัน ฮิลล์ สุขุมวิท-ศรีราชา" เป็นโครงการบ้านและทาวน์โฮมหรูในแบบบ้านสไตล์ เฟรนช์โคโลเนียล (French Colonial) พร้อมคลับเฮาส์ที่มีวิว Sunset โอบล้อมด้วยทะเลและภูเขา ในบรรยากาศสบายเหมาะกับการอยู่อาศัย ในราคาเริ่มต้น 2-4 ล้านบาท* พร้อมเปิดตัวภายใน 17-18 กุมภาพันธ์ 2567   ชื่อโครงการ  :  Maison hill (สุขุมวิท- ศรีราชา) เจ้าของโครงการ   : บริษัท เพลินพัฒน์ แอสเสท จำกัด ที่ตั้งโครงการ      : ซ.เขาน้ำซับ ตำบล ทุ่งสุขรา  อ.ศรีราชา ลักษณะโครงการ  : ทาวน์โฮม ทาวน์โฮมอิสระ บ้านแฝด บ้านเดียว พื้นที่โครงการ  : 22-3-20.1 ไร่ จำนวนยูนิต  : 176 ยูนิต ที่จอดรถ  : 2  คัน สิ่งอำนวยความสะดวก : สวนสวยขนาดใหญ่, สระว่ายน้ำระบบเกลือ , เข้า-ออกโครงการด้วยระบบสแกนทะเบียน  Auto Access, กล้องวงจรปิดรปภ. 24 ชม. (Smart home) รองรับ EV Ready ราคา  :  เริ่มต้น 2-4 ลบ. เปิดจอง  : 17-18 ก.พ. 67  
สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์) บ้านแฝด-ทาวน์โฮมพร้อมรองรับ EV ทุกหลัง

สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์) บ้านแฝด-ทาวน์โฮมพร้อมรองรับ EV ทุกหลัง

สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์) บ้านแฝด-ทาวน์โฮมพร้อมรองรับ EV ทุกหลัง รีวิวฉบับนี้ เราจะพาไปเยี่ยมชมแบบบ้านซีรีส์ใหม่ล่าสุด สไตล์เบอร์เกน นอร์เวย์ ที่โครงการ “สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์)” จาก บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หนึ่งในโครงการที่มีแบบบ้านสวย น่ารัก บนทำเลติดถนนบางกรวย-ไทรน้อย ที่จะมาตอบโจทย์ครอบครัวที่กำลังตามหาบ้านหลังใหม่เพื่อการขยับขยาย หรือคนที่ต้องการบ้านหลังแรกสำหรับการเริ่มต้นครอบครัวใหม่ เพราะที่โครงการ “สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์)” มีแบบบ้านใหม่เลือกทั้งบ้านแฝดและทาวน์โฮม พร้อมรองรับทุกสไตล์ของการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์   ด้วยแรงบันดาลใจที่ได้มาจากเมืองเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังแห่งหนึ่งของยุโรป ทางโครงการจึงนำมาใช้เป็นคอนเซปต์หลักในการออกแบบตัวบ้านที่เน้นการใช้โทนสีที่สดใส และมีเอกลักษณ์ด้วยหลังคาทรงจั่ว พร้อมคิ้วหน้าต่างทรงยุโรป ทำให้ได้บรรยากาศมีชีวิตชีวาเหมือนอยู่ในชุมชนเล็กๆ ของยุโรปอย่างไรอย่างนั้น ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้าที่มีรูปทรงคล้ายประภาคารสูง พร้อมป้อมรักษาความปลอดภัย เข้าออกด้วยระบบ Easy Pass และ CCTV ที่บริเวณประตูทางเข้าซึ่งจะช่วยเสริมความปลอดภัยให้ลูกบ้านอุ่นใจได้อย่างเต็มที่     ถัดเข้ามาจากซุ้มประตูเราก็จะเห็นพื้นที่สวนและคลับเฮาส์ส่วนกลางที่ตกแต่งสไตล์สวนยุโรป เด่นด้วยประติมากรรมหัวเรือไวกิ้งขนาดใหญ่ พร้อมดอกไม้มากมายซึ่งทำให้บรรยากาศภายในโครงการมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก พื้นที่ของคลับเฮ้าส์รวบรวมทั้ง สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องเด็กเล่น และ Co-working Space ไว้อย่างครบครัน นอกจากนี้พื้นที่สวนส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 2 ไร่ ทางโครงการยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ด้วยเครื่องเล่นสำหรับเด็กสีสันสดใสมากมาย และยังส่งเสริมให้ลูกบ้านมีสุขภาพที่ดีด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายกลางแจ้ง สนามบาสเก็ตบอล และลู่จ็อกกิ้งรอบๆ บ่อน้ำพุขนาดใหญ่ ซึ่งพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดนี้สามารถตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการของทุกคนในครอบครัวได้อย่างเต็มที่แน่นอน   แบบบ้านใหม่สดใสในสไตล์เบอร์เกน โครงการ “สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์)” มีแบบบ้านให้เลือกทั้ง ทาวน์โฮม, บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ รวม 242 ยูนิต ซึ่งแบบบ้านตัวอย่างที่เราจะพาไปชมในครั้งนี้ มีด้วยกัน 2 หลัง นั่นคือ บ้านแฝด Flamsbana และ บ้านทาวน์โฮม Lofoten ความพิเศษของบ้านในโครงการนี้จะเป็นที่แรกของสิวารมณ์ที่พร้อมรองรับ EV Charger ทุกหลัง และ มีทั้ง Smart Security พร้อมสัญญาณกันขโมย และ IP Camera ติดตั้งให้เสร็จเพื่อความปลอดภัยของลูกบ้าน   บ้านตัวอย่างหลังแรกเราเริ่มต้นกันด้วย บ้าน Flamsbana บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 135 ตารางเมตร หน้ากว้าง 10.2 เมตร พร้อมฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 2 ที่จอดรถ บ้านเดี่ยวหลังคาทรงจั่วสีสันสดใสนี้ เชื่อมติดกันด้วยคานบริเวณโรงจอดรถ ทำให้ไม่ต้องใช้กำแพงบ้านร่วมกัน และทางโครงการได้ออกแบบพื้นที่ระหว่างกำแพงทั้งสองหลังตกแต่งต่อเติมเป็นห้องซักรีดให้เราได้เห็นภาพการใช้สอยประโยชน์จากพื้นที่ได้มากขึ้นด้วย   มาดูพื้นที่ภายในบ้านบริเวณชั้น 1 กันก่อน ตั้งแต่บริเวณด้านหน้าที่สามารถจอดรถได้ 2 คัน และยังมีพื้นที่สวนล้อมตัวบ้านไว้ถึง 3 ด้าน ช่วยเพิ่มวิวสวนให้กับตัวบ้านได้มากขึ้น พื้นที่ภายในตัวบ้าน ต้อนรับด้วยมุมรับแขกที่โอ่โถง เชื่อมต่อกับบริเวณรับประทานอาหารในสไตล์ Open Plan ที่เราสามารถจัดสรรการใช้พื้นที่ได้ตามใจ ด้วยลักษณะของบ้านแฝดที่ไม่ต้องใช้ผนังร่วมกับใคร บริเวณรับประทานอาหาร และพื้นที่นั่งเล่น จึงมีหน้าต่างและประตูเชื่อมต่อกับสวนบริเวณด้านข้างของบ้านและทำให้ภายในบ้านสว่างด้วยแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่   ครัวในบ้านเป็นครัวปิดให้ความเป็นสัดส่วน ซึ่งมีประตูเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ซักล้างด้านข้างของบ้าน ซึ่งทางโครงการกั้นเป็นห้องซักรีดให้ความเป็นสัดส่วนน่าใช้งานมากๆ   ในขณะที่ห้องโซนด้านหลังของชั้น 1 เป็นห้องเอนกประสงค์ที่เราสามารถเลือกตกแต่งเป็นห้องนอน ห้องทำงาน หรือห้องอื่นๆ ก็ได้ตามความต้องการ ด้วยขนาดของห้องที่กำลังพอดี และมีหน้าต่างเปิดรับแสงได้ดีทั้ง 2 ด้าน จึงเป็นพื้นที่ที่เราสามารถเลือกปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้มากมาย ขึ้นมาที่บริเวณชั้น 2 จากโถงกลางจะแบ่งพื้นที่ด้านบนออกเป็น 3 ห้องนอน และ 1 ห้องน้ำแยก โดยที่ห้องนอนเล็กทั้ง 2 ห้องจะใช้ห้องน้ำร่วมกัน ในขณะที่ห้อง Master Bedroom จะมีห้องน้ำในตัว   ห้อง Master Bedroom เป็นห้องโซนด้านหน้าของตัวบ้าน ดังนั้นจะได้ห้องที่มีขนาดหน้ากว้างเต็มพื้นที่ และเปิดรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ พื้นที่ภายในห้องกว้างขวางมาก เราสามารถวางเตียง 6 ฟุตได้สบายๆ และสามารถ Built-in พวกตู้เสื้อผ้า ตู้เก็บของเพิ่มเติมได้อีก ซึ่งฟังก์ชันในบ้านตัวอย่างทางโครงการเพิ่มฉากกั้นห้องให้มีพื้นที่สำหรับ Walk-in Closet บริเวณหน้าห้องน้ำได้เป็นสัดส่วน เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ขยับมาทางโซนด้านหลังแบ่งเป็น 2 ห้องนอนเล็กที่มีขนาดเท่าๆ กัน โดยสามารถตกแต่งให้เป็นห้องนอนสำหรับเด็ก ก็สามารถวางเตียงขนาด 3.5 ฟุตได้กำลังดี หรือจะเพิ่มฟังก์ชันด้วยการ Built-in โต๊ะ ตู้ ได้ตามการใช้งาน ในขณะเดียวกันเราก็สามารถปรับพื้นที่การใช้งานให้เป็นห้องทำงาน ห้องแต่งตัวเพิ่มเติม หรือห้องออกกำลังกายก็ยังได้ ด้วยความที่ภายในห้องมีเพดานสูงถึง 2.9 เมตร และมีหน้าต่างบ้านใหญ่ ทำให้บรรยากาศภายในห้องไม่อึดอัดเลย   บ้านตัวอย่างหลังต่อไป บ้าน Lofoten ทาวน์โฮม 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 125 ตารางเมตร หน้ากว้าง 5.4 เมตร ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ บริเวณชั้น 1 มีพื้นที่นั่งเล่นหรือมุมรับแขกเชื่อมต่อยาว ลึกเข้าไปถึงด้านหลัง ซึ่งกั้นลานซักล้างด้านหลังบ้านด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ลานซักล้างด้านหลังทางโครงการลงเสาเข็มไว้พร้อมรองรับการต่อเติมทั้งหลังคา หรือต่อเติมเป็นห้องครัวเพิ่มเติมแล้ว       ห้องนอนบริเวณชั้น 1 เป็นห้องที่อยู่ในโซนด้านหลังของตัวบ้าน มีหน้าต่างเปิดรับแสงและระบายอากาศได้ และอีกเช่นกันที่เราสามารถปรับการใช้พื้นที่ของห้องนี้ให้เป็นห้องทำงาน ห้องเกม หรือห้องอื่นๆ ได้ตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านได้เลย   ขึ้นมาที่ชั้น 2 การแบ่งพื้นที่ยังคงให้ Master Bedroom อยู่โซนด้านหน้าของบ้าน และแบ่งอีก 2 ห้องนอนเล็กไว้ที่โซนด้านหลัง Master Bedroom ยังคงดีไซน์ให้มีห้องน้ำในตัว และสามารถจัดฟังก์ชั่นการใช้งานได้เป็นสัดส่วน ทั้งการวางเตียงนอนขนาดใหญ่ 6 ฟุต แล้วก็ยังคงมีพื้นที่เพียงพอสำหรับตู้เสื้อผ้า ชั้นเก็บของ และโต๊ะเครื่องแป้งได้สบายๆ ส่วนห้องน้ำภายในห้องนอน ก็แบ่งพื้นที่ส่วนแห้งส่วนเปียกไว้ให้แล้ว รองรับการติดตั้งกระจกฉากกั้นอาบน้ำเพิ่มเติมได้   ส่วนห้องนอนเล็กอีก 2 ห้องมีขนาดพอๆ กัน และแชร์ห้องน้ำที่อยู่ด้านหน้าด้วยกัน ในห้องนอนเล็กทางโครงการให้ไอเดียวการตกแต่งเป็นห้องนอนทั้ง 2 ห้องในสไตล์ที่แตกต่างกัน ห้องแรกน่ารักๆ แบบห้องนอนเด็กเล็ก และอีกห้องมีสไตล์ที่โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ทั้งนี้ เราก็สามารถเลือกใช้ประโยชน์ของพื้นที่ในห้องได้ตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว หรือตามความต้องการอื่นๆ ได้เช่นกัน   ทำเลดี ติดถนนใหญ่ เดินทางสะดวก โครงการ “สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์)” ปักหมุดอยู่ในทำเลที่ดี ติดถนนใหญ่ บางกรวย-ไทรน้อย ซึ่งเชื่อมต่อกับถนนสายสำคัญหลายสาย เช่น ถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก (ถนนกาญจนาภิเษก), ถนนชัยพฤกษ์, ถนนรัตนาธิเบศร์, ถนนราชพฤกษ์ และยังอยู่ไม่ไกลจากระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีคลองบางไผ่ ทำให้การเดินทางไปสู่แหล่งงานมีความสะดวก และง่ายมากยิ่งขึ้น   นอกจากนี้พื้นที่รอบๆ โครงการยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย ด้วยความเป็นแหล่งชุมชนที่อยู่อาศัย ใกล้ๆ โครงการจึงมีทั้ง ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อมากมาย รวมถึงตลาดสด, คลินิก, ร้านขายยา ก็พร้อมรองรับทุกความต้องการ ในขณะเดียวกันห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Central West Gate, IKEA บางใหญ่, Lotus, Makro ก็มีครบทุกแบรนด์ เช่นเดียวกับ สถานศึกษาและสถานพยาบาลก็มีอยู่ในบริเวณใกล้ๆ พร้อมสำหรับการดูแลสุขภาพของทุกคน ด้วยดีไซน์ของตัวบ้าน บนทำเลศักยภาพ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.45-3.99 ล้านบาท*  โครงการสิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์) จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาบ้านเพื่อสร้างครอบครัว หรือขยายบ้านใหม่ เพราะสามารถตอบโจทย์ของสมาชิกครอบครัวได้อย่างรอบด้าน และมีแบบบ้านหลายขนาดให้เลือก ใครที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมโครงการได้แล้ว พร้อมข้อเสนอพิเศษที่ทางโครงการจัดเตรียมไว้ให้ ลงทะเบียนรับส่วนลดพิเศษ คลิกเลย http://sivaromvillagewongwaen-chaiyapruek.com/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โทร. 063 212 2323 บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พรีวิวโครงการ สิวารมณ์ วิลเลจ (วงแหวน-ชัยพฤกษ์) M Life สุขุมวิท–บางปู 87 บ้านแฝดหรูดีไซน์ใหม่ สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู)
Supalai Sense Srinakarin – Staycation คอนโดแนวใหม่ ใกล้ห้างและรถไฟฟ้า

Supalai Sense Srinakarin – Staycation คอนโดแนวใหม่ ใกล้ห้างและรถไฟฟ้า

Supalai Sense Srinakarin - Staycation คอนโดแนวใหม่ ใกล้ห้างและรถไฟฟ้า กระแสของตลาดอสังหาฯช่วงนี้วนมาถึงทำเล “ศรีนครินทร์” ที่กำลังคึกคักเป็นพิเศษเพราะ Developer หลายเจ้าเข้ามาปักหมุดและเริ่มทำการขายโครงการคอนโดมิเนียมในย่านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และบริเวณใกล้ๆ ห้างซีคอนสแควร์ ทำให้ช่วงปลายปี 2023 นี้ ถนนศรีนครินทร์เป็นทำเลทองของคอนโดเลยก็ว่าได้   สำหรับโครงการใหม่ล่าสุดที่เราจะพาไปดูกันในครั้งนี้ เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise จาก “ศุภาลัย” ภายใต้แบรนด์ใหม่ “Supalai Sense” ซึ่งดีไซน์ในคอนเซปต์ “Sense of Staycation” ที่ต้องการให้บรรยากาศภายในโครงการให้ทุกวันเหมือนวันพักผ่อน ในขณะเดียวกันก็ปักหมุดบนทำเลที่เดินทางสะดวก และเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุน     Sense of Location ก่อนอื่นเราขอพูดถึงเรื่องทำเลที่ตั้งของโครงการ “Supalai Sense Srinakarin” ที่เชื่อว่าพอพูดถึงชื่อศรีนครินทร์แล้ว ใครๆ ก็คงปักหมุดในใจไปที่ตำแหน่งของห้างดังอย่าง “ซีคอนสแควร์” แน่ๆ ซึ่งตัวโครงการตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้าง ในซอยศรีนครินทร์ 42 หรือซอยสุภาพงษ์ 3 แยก 8 ถัดจากปากซอยเข้าไปเพียง 500 เมตรเท่านั้น พื้นที่ในย่านนี้เป็นโซนที่อยู่อาศัย มีอาคารพานิชย์ หอพัก อพาร์ทเม้นท์ ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด คึกคักและอุดมสมบูรณ์มากตั้งแต่ปากซอยเข้าไปเลย         ในห้างซีคอนสแควร์เอง ก็มีทั้ง Lotus's, Don Don Donki รวมถึงร้านค้า ร้านอาหารชั้นนำมากมาย ซึ่งถือว่าเป็นห้างดัง ห้างประจำของคนในย่านนี้ นอกจากห้างซีคอนสแควร์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแล้ว บริเวณใกล้ๆ ยังมีตลาดนัดรถไฟ ห้างพาราไดซ์พาร์ค และสวนหลวงร.9 ก็อยู่ในระยะที่เรียกว่าพอเดินไหว และไม่ไกลจนเกินไปนัก          ในขณะที่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเหลืองก็มี สถานีสวนหลวงร.9 และสถานีศรีนครินทร์ 38 สามารถไปเชื่อมต่อกับแอร์พอร์ตลิงค์ได้ที่สถานีหัวหมาก หรือถ้าลัดไปออกทางซอยอุดมสุข ก็จะเจอกับแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวบริเวณสถานีอุดมสุข และสถานีปุณณวิถี ได้เช่นกัน และด้วยความที่ถนนของซอยศรีนครินท์ 40 สามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายเส้นทางก็ทำให้การเดินทางด้วยรถส่วนตัวมีความคล่องตัวไม่แพ้กัน ทั้งเส้นทางไปออกซอยอ่อนนุช 46 และซอยอ่อนนุช 44 หรือจะออกไปทางถนนอุดมสุข (ซอยสุขุมวิท 103) และทางถนนวิชิรธรรมสาธิต (ซอยสุขุมวิท 101/1) ก็ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกเดินทางเข้าเมือง หรือต้องไปทำงานในโซนไหนก็สะดวกเหมือนกัน      Sense of Staycation จากความตั้งใจในการปั้นแบรนด์ “Sense” ที่อยู่ในระดับเดียวกับ “City Resort” แต่อัพเลเวลขึ้นมา ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ทั้งการเลือกใช้สีให้บรรยากาศอบอุ่นผ่อนคลาย การเลือกใช้เส้นสายโค้งมนสบายตา และรูปแบบห้องที่หลากหลายเหมาะกับการพักผ่อน เพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนทำงานที่มองหาที่อยู่อาศัยทดแทนการเช่า และมองหาคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในขณะที่ยังได้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งภายในและนอกโครงการครบครัน     ภายใต้คอนเซปต์การออกแบบ “Sense of Staycation เปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็น Vacation” ศุภาลัยจึงออกแบบให้อาคารโอบล้อมพื้นที่ส่วนกลาง เน้นให้ผู้อยู่อาศัยได้เห็นบรรยากาศของสวนและสระว่ายน้ำ เหมือนได้ไปเที่ยวพักผ่อนในรีสอร์ททุกวัน พร้อมกับจัดยูนิตพิเศษ เป็นห้องแบบ Pool Access ที่มีเพียง 7 ยูนิตเท่านั้น!!       นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลาง และ Facility ต่างๆ ก็ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เช่น จุด Food Drop ของแต่ละตึก สำหรับการส่งอาหารแบบ Delivery, ห้องรับพัสดุที่เป็น Drop Store ขนาดใหญ่ ไม่ต้องมีปัญหาพัสดุวางเกะกะจนล้นห้องนิติฯ, จุดรองรับ EV Charger สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงห้อง Private Storage ที่ทางศุภาลัยใส่ไว้ในทุกๆ โครงการใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของส่วนตัวสำหรับลูกบ้านที่ต้องการซื้อห้องเก็บของเพิ่ม   Lobby เป็น Double Space ที่สามารถมองเห็นทั้ง Fitness + ห้อง Co-working Space Lobby Co-working Space   ขณะเดียวกัน Facility พื้นฐานที่ต้องมีในคอนโด ทางศุภาลัยก็จัดมาเต็มที่ ทั้งสระว่ายน้ำ Infinity Edge ระบบน้ำเกลือ แยกสระเด็กพร้อมจากุชชี่, ฟิตเนส, Jogging Trail, Co-working Space, พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และ Roof Garden เพื่อเพิ่มพื้นที่พักผ่อน, Vending Machine, ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, การเข้าออกด้วยระบบ Face Scan และสแกนทะเบียนรถ รวมถึงการเพิ่มบริการ Shutter Service รับ-ส่งจากสถานีสวนหลวง ร.9 ให้กับลูกบ้านอีกด้วย   ภาพรวมส่วนกลางในตึก A Roof Garden  พื้นที่ส่วนกลางบริเวณชั้น 2 มีทั้งสระว่ายน้ำ สวน และมุมพักผ่อน Pocket Garden และ บันได Jogging Trail  Room Type Supalai Sense Srinakarin แบ่งเป็น 3 อาคารที่โอบล้อมส่วนกลางไว้ โดยตึก A สูง 7 ชั้น (ไม่รวมดาดฟ้า) ส่วนตึก B และ C สูง 8 ชั้น (ไม่รวมดาดฟ้า) บริเวณชั้น 1 เป็นพื้นที่จอดรถใต้อาคารและนอกอาคารรวม 40% (ไม่นับซ้อนคัน) ในส่วนของ Facility จะเริ่มที่บริเวณชั้น 2 และทั้งหมดจะรวมอยู่ที่ ตึก A ดังนั้นตึกนี้จะมีข้อดีที่สะดวกต่อการใช้ Facility ต่างๆ และมีจำนวนยูนิตน้อย เพียง 57 ยูนิตเท่านั้น ให้ความเป็นส่วนตัวและยังเป็น Single Corridor ทั้งหมด รวมถึงยูนิตพิเศษที่เป็น Pool Access ก็มีเพียง 7 ยูนิตเท่านั้น ที่ลูกบ้านจะได้บรรยากาศเหมือนพักอยู่ในรีสอร์ททุกวัน แค่เดินออกมาที่ระเบียง ก็สามารถลงสระว่ายน้ำได้เลยทันที   พื้นที่จอดรถบริเวณชั้น 1 อาคารทั้ง 3 ตึก โอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางไว้ตรงกลาง ห้องรูปแบบ Pool Access ที่มีเพียง 7 ยูนิต และเป็นแบบ Single Corridor   ส่วนอีก 2 อาคาร จะได้เปรียบเรื่องความสงบ เป็นส่วนตัวสำหรับการพักอาศัย โดยที่ตึก B และตึก C จะมีจำนวนห้องตึกละ 210 ยูนิต ทั้งโครงการมีจำนวนยูนิตรวม 477 ยูนิต โดยมีรูปแบบห้องหลักๆ 3 แบบคือ 1 Bedroom, 1 Bedroom Plus (Me Corner) และ 2 Bedroom ในขนาดตั้งแต่ 25-53 ตารางเมตร ห้องทุกรูปแบบมีการจัด Layout เป็นสัดส่วนชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งห้องส่วนใหญ่เป็นลักษณะครัวปิด และมีห้องน้ำอยู่นอกห้องนอน     สำนักงานขายปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ห้างซีคอนสแควร์ ชั้น 3 ฝั่งโลตัส ซึ่งมีห้องตัวอย่างให้ชม 2 แบบ เราเริ่มกันด้วยห้องตัวอย่าง 1 Bedroom ขนาด 33 ตารางเมตร (1B1) ที่เชื่อว่าใครเห็นก็คงถูกใจรูปแบบของห้องนี้แน่ๆ ด้วยการแบ่งพื้นที่การใช้งานได้เป็นสัดส่วน ได้ครัวปิดติดระเบียง พื้นที่ห้องนั่งเล่นกว้างขวาง เชื่อมต่อกับบริเวณรับประทานอาหารได้อย่างลงตัว ภายในห้องนอนมีมุมสำหรับ Walk-in Closet เล็กๆ เป็นสัดส่วน รวมถึงหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนอนที่สามารถเปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่                      ภายในห้องน้ำทุกห้องใช้ชุดสุขภัณฑ์ของ Hafele ทั้งหมด โดดเด่นด้วยการเลือกชุดฝักบัว ก๊อกน้ำ สายชำระ และราวแขวนผ้าเป็นสีดำทั้งหมด รวมถึงเครื่องทำน้ำอุ่นก็ยังเป็นสีดำจาก Stiebel Eltron ส่วนในห้องครัวก็ติดตั้งเคาน์เตอร์ครัว พร้อมชั้นเก็บของมาให้ พร้อมเตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควันของ Hafele มาให้ด้วยเช่นกัน       ห้องตัวอย่างอีกห้อง เป็นห้อง 1 Bedroom ขนาด 25 ตารางเมตร (1A1) ซึ่งเป็นรูปแบบที่กะทัดรัดลงมาหน่อย แต่ยังคงความเป็นสัดส่วน เปิดเข้าห้องมาจะเจอกับครัวปิด มีประตูกระจกกั้นครัวให้แยกจากพื้นที่นั่งเล่นและห้องนอนชัดเจน พื้นที่ด้านในเป็น Living Area เปิดกว้างที่มีมุมนั่งเล่นกับที่นอนแชร์พื้นที่ร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีมุมเล็กๆ บริเวณริมหน้าต่าง สำหรับตั้งโต๊ะทำงานหรือใช้เป็นมุมอ่านหนังสือได้พอดี เหมาะกับการอยู่อาศัยคนเดียวง่ายๆ หรือเหมาะกับการปล่อยเช่าเช่นกัน              บริเวณครัวให้ชุดเคาน์เตอร์พร้อมเตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันติดตั้งให้เรียบร้อย รวมถึงในห้องน้ำก็เป็นชุดสุขภัณฑ์จาก Hafele ทั้งหมด        หลังจากเห็นต้องตัวอย่างแล้ว เรามาดูเรื่องราคากันบ้าง Supalai Sense Srinakarin เปิดราคาเริ่มต้นมาที่ 1.42 ล้านบาท* เริ่มต้น 57,000 บาท/ตารางเมตรเท่านั้น แถมยังขายมาแบบ Fully Fitted ให้ครบทั้งชุดครัว Hob & Hood, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำน้ำอุ่น, ฉากกั้นอาบน้ำ รวมถึง Digital Door Lock ด้วย!! พร้อมการรับประกันโครงสร้างนานถึง 10 ปี* และประกันส่วนควบอีก 3 ปี* ถ้าเป็นลูกบ้านก็อุ่นใจกันไปยาวๆ ได้เลย ที่สำคัญในราคาเริ่มต้นเพียง 1.42 ล้านบาท* ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากๆ เทียบกับสเปคที่ได้ ซึ่งแทบจะหาไม่ได้จากโครงการอื่นๆ ในระแวกเดียวกัน ในขณะเดียวกันในย่านนี้ นอกจากจะเป็นเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าที่มองหาคอนโดไว้อยู่อาศัยเองแล้ว ยังมีกลุ่มผู้เช่าไม่น้อยเลย ทั้งกลุ่มลูกเรือ นักบิน หรือกลุ่มวัยเรียนและคนที่ทำงานในเมือง ด้วยการเดินทางที่สะดวกทั้งไปสนามบินสุวรรณภูมิ หรือเข้าสู่ใจกลางเมือง อัตราการเช่าห้องในย่านศรีนครินทร์มีความต้องการค่อนข้างต่อเนื่อง และอัตรา Yield เฉลี่ยสูงถึง 5-6% ต่อปี (อ้างอิงจากข้อมูลของทางศุภาลัย) แล้วยิ่งเป็นตึกใหม่ที่มี Facility ครบครันแบบนี้ ก็ยิ่งดึงดูดผู้เช่าใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี     ใครที่สนใจ สามารถไปดูห้องตัวอย่างของ Supalai Sense Srinakarin ก่อนได้ที่ Sale Gallery บนห้างซีคอนสแควร์ และในวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้ ทางโครงการเปิดรอบ Pre-Sale อย่างเป็นทางการ ลองแวะไปสอบถามโปรโมชั่นพิเศษเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ขายได้ หรือลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://bit.ly/3SN1KPe     บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ศุภาลัยเปิดตัว พรีเซ้นเตอร์คนแรก เคลียร์ชัดศุภาลัยบ้านไม่แคบ ศุภาลัย วิลล์ วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 7 แบบบ้านใหม่ เอาใจทาสแมว ศุภาลัย เอสเซ้นส์  โครงการพรีเมี่ยมแห่งแรกในอ่างศิลา    
The Gentry สุขุมวิท-บางนา วิลล่าหรูเพื่อชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติสไตล์คนติดเมือง

The Gentry สุขุมวิท-บางนา วิลล่าหรูเพื่อชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติสไตล์คนติดเมือง

The Gentry สุขุมวิท-บางนา วิลล่าหรูเพื่อชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติสไตล์คนติดเมือง   ถ้าคุณเป็นคนกรุงเทพที่ติดไลฟ์สไตล์แบบใจกลางเมือง ทั้งทำงาน กินข้าว แฮงค์เอ้าท์อยู่แต่ย่าน CBD หรือแม้แต่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองจนเคยชิน แล้วเกิดอยากขยับขยายครอบครัว มองหาบ้านซักหลังที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่อยากได้ทำเลที่ต้องหนีไปถึงพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ เรามีโครงการบ้านเดี่ยวบนทำเล “สุขุมวิท-บางนา” จาก SC Asset มาแนะนำภายใต้ชื่อแบรนด์ “The Gentry Sukhumvit-Bangna” (เดอะ เจนทริ สุขุมวิท-บางนา) โครงการบ้านเดี่ยวใหม่ล่าสุดซึ่งปักหมุดอยู่บนถนนสุขุมวิทจริงๆ พร้อมสัมผัสนิยามของชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ตอบโจทย์ชีวิตติดเมือง แบบใกล้กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!!   EFFORTLESS Location The Gentry สุขุมวิท-บางนา ตั้งอยู่บนทำเลสุขุมวิท-บางนาอย่างแท้จริง เพราะใกล้กับสี่แยกบางนาแบบสุดๆ ตัวโครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 68 ใกล้ทางด่วนเฉลิมมหานคร (ด่านบางนา) เพียง 250 เมตรเท่านั้น แถมยังมีเส้นทางเข้าออกโครงการได้หลากหลายเส้นทาง เช่น ทางซอยสุขุมวิท 68,ซอยสุขุมวิท 64, ถนนบางนา-ตราด และถนนสรรพาวุธ ตอบโจทย์การเดินทางของคนติดเมืองแบบสุดๆ เพราะแค่อึดใจก็สามารถเข้าถึงใจกลาง CBD ได้อย่างรวดเร็วแล้ว หรือถ้าวันไหนไม่อยากขับรถ ก็สามารถใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ได้ง่ายๆ ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากถึง 2 สถานี ใช้เวลาแค่ 5 นาที ก็เลือกได้เลยว่าจะไปที่สถานีอุดมสุข หรือสถานีบางนาก็ได้เช่นกัน   นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงกับโครงการยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งโรงเรียนนานาชาติ ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น Berkeley International School, Anglo Singapore International School, St. Andrews International School, Bangkok Mall, Cloud 11, True Digital Park, Central Plaza Bangna, Emporium, Emquartier, รพ.ไทยนครินทร์, รพ.สมิติเวช ฯลฯ ซึ่งเรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ทำเลในย่านนี้จะหาบ้านเดี่ยวสักหลังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จึงไม่เกินจริงถามเราจะบอกว่าที่ตั้งของโครงการ The Gentry สุขุมวิท-บางนานั้น เป็น Rare Item ที่หาได้ยากในปัจจุบัน ห้างสรรพสินค้า บางกอกมอลล์         1.2 กม. คลาวด์ 11                2.3 กม. ทรู ดิจิทัล พาร์ค       2.5 กม. เซ็นทรัล บางนา       4.0 กม. เอ็มโพเรียม             8.5 กม. เอ็มควอเทียร์           8.7 กม. เมกา บางนา            9.6 กม.                       สถานศึกษา โรงเรียนนานาชาติเบอร์กลีย์                                 1.8 กม. โรงเรียนนานาชาติแองโกล-สิงคโปร์                   2.4 กม. โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส สุขุมวิท 107  2.8 กม. โรงเรียนนานาชาติเวลส์                                        4.5 กม. โรงเรียนบางกอกพัฒนา                                        4.7 กม. โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส กรุงเทพฯ       6.6 กม. โรงพยาบาล โรงพยาบาลไทยนครินทร์                         4.9 กม. โรงพยาบาลสุขุมวิท                                  6.8 กม. โรงพยาบาลพริ้นซ์สุวรรณภูมิ                    7.9 กม. โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท                     9.5 กม. Club House และส่วนกลาง ด้วยคอนเซปต์การออกแบบโครงการที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Swedish Forest, Sweden ด้วยบรรยากาศของป่าสนที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งอยู่ร่วมกันกับชุมชน ดังนั้นบรรยากาศของพื้นที่ส่วนกลางตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้าโครงการ, Club House และพื้นที่สวนส่วนกลางจึงแวดล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้มในสไตล์สวนป่าที่มีพื้นที่พักผ่อนแทรกตัวอยู่อย่างกลมกลืน   นอกจากบรรยากาศที่ทำให้การอยู่อาศัยของทุกคนได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นแล้ว ทางโครงการยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัยของลูกบ้าน ตั้งแต่บริเวณซุ้มทางเข้าที่ควบคุมการเข้าออกด้วย Smart Gate with License Plate จัดการการเข้าออกได้ง่ายผ่านการสแกนทะเบียนรถ รวมถึงการติดตั้ง Solar Roof ในพื้นที่ส่วนกลางเพราะใช้พลังงานทดแทนและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง   บรรยากาศสวนส่วนกลางในโครงการ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากป่าสนที่สมบูรณ์ ของประเทศสวีเดน พร้อมมุมพักผ่อนที่แทรกตัวอยู่ตามจุดต่างๆ มุมเด็กเล่นที่ถูกออกแบบให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ   บริเวณ Club House เป็นอาคาร 2 ชั้นที่มีสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ระแนงของ façade ในโทนสีเอิร์นโทนที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบด้าน ภายในอาคารประกอบไปด้วย ฟิตเนส, Co-working Area & Meeting Room และสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือยาวกว่า 16 เมตร ซึ่งแยกสระว่ายน้ำเด็กมาให้ด้วย พร้อมรองรับทุกการใช้งานของลูกบ้านทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง   อาคาร Club House ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่ใช้โทนสีสอดคล้องไปธรรมชาติ โดยมีทั้งโซน indoor และ semi outdoor สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ แบ่งโซนของสระเด็กและมุมพักผ่อนไว้เป็นสัดส่วน สระว่ายน้ำกว้างเหมาะสำหรับการออกกำลังกาย  มุมพักผ่อนริมสระว่ายน้ำ ให้บรรยากาศสบายๆ เหมาะกับการพักผ่อนทุกๆ วัน บริเวณชั้น 2 ของอาคาร Club House มีโซนที่เป็น Co-working & Meeting Room เพื่อรองรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ของลูกบ้านไม่ว่าจะเป็นการทำงาน WFH หรือแม้แต่การนัดประชุมงานกลุ่มย่อยๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ฟิตเนสบริเวณชั้น 2 ของ Club House พร้อมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ระบบรักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าโครงการ ซึ่งใช้ระบบ Smart Gate with License Plate ลูกบ้านเข้าออกสะดวกด้วยการสแกนทะเบียนรถ และสามารถจัดการการเข้าออกของแขกผ่านแอปพลิเคชันรู้ใจได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. พร้อมกล้อง CCTV ซึ่งทำให้ลูกบ้านอุ่นใจได้ตลอดการอยู่อาศัย   3 แบบบ้านจาก The Gentry สุขุมวิท-บางนา The Gentry สุขุมวิท-บางนา คือบ้านเดี่ยวสุดหรู 3 ชั้น พร้อมสังคมคุณภาพที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วยจำนวนบ้านเพียง 17 ยูนิตเท่านั้น บ้านทุกหลังครบครันด้วยนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย ทั้ง Ruejai Home OS แอปพลิเคชันควบคุมบ้านอัจฉริยะ, จุดรองรับการติดตั้ง EV Charger, Active Air Qualityระบบที่ขจัดมลพิษทางอากาศในบ้าน, ติดตั้งสัญญาณกันขโมยในตัวบ้านด้วย Magnetic และ Shock Sensor, Smoke & Heat Detector และ CCTVs รอบตัวบ้าน ฯลฯ     รูปแบบบ้านของ The Gentry สุขุมวิท-บางนา ออกแบบผ่านแนวคิดเพื่อคนเจนเนอเรชั่นใหม่ที่กำลังมองหาบ้านเพื่อการใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัว แต่ยังไม่ทิ้งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนเมือง สามารถตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบาย ความทันสมัย และมีความเป็นส่วนตัว ทางโครงการมีแบบบ้านให้เลือกด้วยกัน 3 แบบ HAVEN-T พื้นที่ใช้สอย 442 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ส่วนพักผ่อน 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถ และรองรับการติดตั้งลิฟต์ HIDEAWAY-T พื้นที่ใช้สอย 553 ตร.ม ขนาด 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ส่วนพักผ่อน 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 1 ห้องแม่บ้าน 4 ที่จอดรถ และลิฟต์ SANCTUARY-T พื้นที่ใช้สอย 695 ตร.ม. ขนาด 5 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 2 ส่วนพักผ่อน 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 1 ห้องแม่บ้าน 5 ที่จอดรถ ลิฟต์ และสระว่ายน้ำ   ซึ่งเราจะพาไปชมบ้านตัวอย่างทั้ง 3 แบบ เพื่อให้เห็นฟังก์ชันการใช้งานภายในบ้าน และรูปแบบการตกแต่งภายในบ้านแต่ละสไตล์กันครับ The Gentry สุขุมวิท-บางนา เริ่มต้นกันด้วยบ้าน HAVEN-T พื้นที่ใช้สอย 442 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ส่วนพักผ่อน 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถ และรองรับการติดตั้งลิฟต์ (หน้ากว้างของบ้าน 15 เมตร) ถึงแม้จะบอกว่าเป็นบ้านไซส์เล็กสุด แต่พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านก็ยังมากถึง 442 ตร.ม. ซึ่งมาพร้อมฟังก์ชันเพื่อครอบครัวขยาย สามารถอยู่ได้หลายเจนเนเรชั่น  ทางโครงการเตรียมจุดติดตั้ง EV Charger เพื่อรองรับการใช้รถไฟฟ้า และพื้นที่หน้าบ้านสามารถจอดรถได้มากถึง 3 คัน และภายในบ้านยังมี Home Automation แผงควบคุมไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งสามารถสั่งการผ่านแอปพลิเคชั่น Ruejai  เมื่อเข้าบ้านมาจะเจอกับโถงรับแขกที่เป็น Double Volume เพดานสูงโปร่งและเชื่อมต่อกับพื้นที่สวนบริเวณข้างๆ บ้านได้ เอื้อต่อการขยายพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมครอบครัวที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น สำหรับบ้านหลังนี้ ทางโครงการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้งลิฟต์โดยสารบริเวณด้านหน้าบันไดทางขึ้นชั้นบนไว้ให้ด้วย โถงทางเดินชั้น 2 เชื่อมต่อกับบริเวณ Double Volume ชั้นล่าง และเชื่อมต่อกับห้องพักอีก 2 ห้อง ซึ่งเปิดโล่งรับแสงได้เต็มที่ ทำให้ไม่อึดอัดเลย ส่วนห้องนอนในตำแหน่งต่างๆ เราสามารถเลือกตกแต่งฟังก์ชันการใช้งานได้ตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นห้องเสริมสวยสำหรับสาวๆ หรือจะเป็นห้องนอนของสมาชิกในบ้าน เพราะทุกห้องมีห้องน้ำในตัว โถงพักผ่อนบริเวณชั้น 3 เป็นอีกมุมที่น่าสนใจ เนื่องจากทางโครงการได้ออกแบบเป็นมุมพักผ่อนและโชว์ของเล่น ของสะสมไว้เต็มผนัง เชื่อว่ามุมนี้น่าจะถูกใจใครหลายๆ คนเลยทีเดียว   -----------------------------------------------------------------     บ้านหลังต่อมาคือ HIDEAWAY-T พื้นที่ใช้สอย 553 ตร.ม ขนาด 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ส่วนพักผ่อน 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 1 ห้องแม่บ้าน 4 ที่จอดรถ และลิฟต์ (หน้ากว้างของบ้าน 18 เมตร) สำหรับบ้านหลังขนาดกลางนี้ ยังคงเตรียมจุด EV Charger ไว้ให้เช่นกัน ส่วนชานข้างบ้านทางโครงการเลือกแต่งให้เป็นมุมพักผ่อน และมุมออกกำลังกายกึ่งกลางแจ้ง เลยทำให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้กว้างมากเลยครับ โถงรับแขกบริเวณชั้น 1 ยังโดดเด่นด้วยความเป็น Double Volume เพดานสูงโปร่ง และบานหน้าต่างที่เปิดรับแสงได้เต็มที่มากๆ ด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น จึงสามารถวางโซฟาชุดใหญ่เพื่อรองรับแขกได้จำนวนมาก   แบบบ้านหลังนี้ เพิ่มเติมห้องนอนที่ชั้น 1 ไว้ให้ด้วย ซึ่งเหมาะจะใช้เป็นห้องสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยการออกแบบ Universal Design เสริมอุปกรณ์ช่วยพยุงในห้องน้ำเพื่อการใช้ที่สะดวกขึ้น รวมถึงการออกแบบพื้นให้เรียบ ไม่มีส่วนที่ต่างระดับ เตรียมรองรับการใช้ Wheel Chair ในอนาคต แต่ถ้าเราได้เข้ามาดูในบ้านตัวอย่าง ทางโครงการลองตกแต่งให้เป็นห้องออกกำลังกายในร่ม พร้อมเติมแสงสีให้รู้สึก Active กับการออกกำลังกายมากขึ้น และยังเชื่อมโยงกับพื้นที่ออกกำลังกายด้านนอก ซึ่งก็เป็นไอเดียที่ดีมากๆ เลยทีเดียว พื้นที่ของครัวไทยภายในบ้านก็แยกออกมาเป็นสัดส่วน และมีพื้นที่มากขึ้นเหมาะสำหรับการทำครัวจริงๆ  โถงทางเดินชั้น 2 ยังคงโล่งและเชื่อมต่อกับโถงรับแขกด้านล่าง และด้วยธีมการออกแบบของบ้านนี้ที่ออกแนวเท่ห์ๆ แบบคนรักรถและรักความเร็ว บรรยากาศโดยรวมของห้องต่างๆ จึงดูเท่ห์และแมนมาก ทั้งห้องทำงานที่เป็นเหมือนห้องทำงานของนักแข่ง หรือห้องเกมซึ่งก็ยังเป็นเกมแข่งรถจากเครื่อง PS5 เชื่อว่าหลายห้องของบ้านนี้ต้องถูกใจคุณผู้ชายที่มีใจรักการแข่งรถแน่นอน บ้านหลังนี้ มีห้อง Master Bedroom ที่ให้บรรยากาศคล้าย Penthouse เพราะมีทั้งมุมพักผ่อนภายในห้อง มีระเบียงกว้าง พร้อม Walk-in Closet ขนาดใหญ่ ซึ่งวาง Layout เพื่อการใช้งานไว้อย่างดี รวมถึงห้องน้ำภายในห้อง Master Bedroom ก็มาพร้อมอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ และสุขภัณฑ์ไฟฟ้า (washlet) ขณะเดียวกัน ห้องนอนเล็กอีกห้องก็ไม่ได้มีขนาดเล็กเลย ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่กว้างและจัด Layout ไว้เป็นสัดส่วน ถามยังมีระเบียบส่วนตัวเหมือนกับห้องอื่นๆ จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องโปร่งน่าอยู่มากๆ   -----------------------------------------------------------------   ส่วนแบบบ้านหลังสุดท้ายเป็นหลังที่ใหญ่สุดชื่อ SANCTUARY-T พื้นที่ใช้สอย 695 ตร.ม. ขนาด 5 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 2 ส่วนพักผ่อน 1 ห้องครัว 1 ห้องรับประทานอาหาร 1 ห้องแม่บ้าน 5 ที่จอดรถ ลิฟต์ และสระว่ายน้ำ (หน้ากว้างของบ้าน 23 เมตร) ด้วยขนาดบ้านที่เป็นหลังใหญ่สุดสามารถรองรับสมาชิกจำนวนมาก ดังนั้นลานจอดรถหน้าบ้านจึงเตรียมพร้อมรองรับการจอดได้มากถึง 5 คัน รวมถึงจุด EV Charger  ความอลังการของโถงรับแขกของบ้านหลังนี้ เชื่อว่าใครเห็นก็ต้องร้องว้าว ทั้งความกว้างของพื้นที่ใช้สอย เพดานสูงแบบ Double Volume และประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำส่วนตัวภายในบ้าน แถมทางโครงการยังปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นของบ้านหลังนี้หลายส่วน จนแทบจะเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยเดิมไปอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศภายในบ้านหลังนี้จึงดูพิเศษไปซะทุกส่วน จริงๆ พื้นที่บริเวณนี้ เป็นส่วนของห้องนอนชั้นล่างที่ออกแบบไว้สำหรับผู้สูงอายุ แต่พอปรับเปลี่ยนเป็นมุมพักผ่อนประกอบกับตำแหน่งห้องอยู่ติดกับสระว่ายน้ำ เลยทำให้พื้นที่บริเวณชั้น 1 ของบ้าน โอ่อ่าอลังการมากที่สุด เหมือนได้ไปพักผ่อนตากอากาศในพูลวิลล่าหรูจนเกือบลืมไปว่าจริงๆ แล้วเราอยู่แค่แยกบางนาซึ่งใกล้เมืองมากๆ สระว่ายน้ำส่วนตัวภายในบ้าน ให้บรรยากาศของความผ่อนคลายมากที่สุด เพราะแวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขึยวซึ่งเป็นสวนที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สังสรรค์ได้อย่างลงตัว พื้นที่ครัวไทยขนาดใหญ่จัดสรรไว้เป็นสัดส่วน และยังเชื่อมต่อไปยังโซนรับประทานอาหาร และ pentry ด้านนอก อย่างที่บอกไว้ว่า บ้านหลังนี้ทางโครงการได้นำเสนอไอเดียการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานส่วนต่างๆ ไว้หลายจุด ทั้งกั้นพื้นที่เพิ่ม หรือลองปรับให้ใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่ห้องนอน ดังนั้นเราจะเป็นพื้นที่พักผ่อน Family Room รวมถึงพื้นที่อเนกประสงค์ที่ถูกจัดเป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ห้องซ้อมดนตรี ห้องพลู หรือมุมเก็บของสะสมต่างๆ รวมถืงพื้นที่พักผ่อนชิวๆ บริเวณระเบียง หรือบริเวณชานบ้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่า หากสมาชิกในบ้านมีความสนใจในกิจกรรมที่ต่างกัน หรือหลากหลาย พื้นที่ทั้งหมดภายในบ้านก็สามารถรองรับทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ขึ้นมาที่บริเวณชั้น 3 ทางโครงการออกแบบให้เป็นเหมือน Penthouse ส่วนตัว มีทั้งโซนทำสปาเพื่อความผ่อนคลายของเจ้าบ้าน แล้วจัดสรรพื้นที่ใหม่โดยปรับพื้นที่เกือบทั้งชั้นให้เป็น Master Bedroom พร้อม Walk-in Closet สุดอลังการ (เพราะปรับห้องนอนเล็กอีกห้องของชั้นนี้ จัดเป็นห้องแต่งตัวทั้งหมด) แบบห้องแต่งตัวในฝันของใครหลายๆ คน โดยเสนอไอเดียแบ่งพื้นที่แต่งตัวชาย-หญิงแยกกันด้วยสไตล์การตกแต่ง ในขณะเดียวกันพื้นที่ในห้องนอนก็มีพร้อมทั้งมุมนั่งเล่น และระเบียงขนาดใหญ่สำหรับนั่งเล่นรับลมได้ตลอดวัน  ห้องนอนเล็กที่ถูกปรับฟังก์ชันให้เป็นห้องแต่งตัวแบบเข้มๆ ในสไตล์แมนๆ  Master Bedroom พร้อมอ่างอาบน้ำ และสุขภัณฑ์ washlet ซึ่งแยกส่วนแห้งส่วนเปียกไว้เป็นสัดส่วน   ดูบ้านตัวอย่างกันไปครบทั้ง 3 แบบแล้ว จะเห็นได้ว่าบ้านแต่ละหลังถูกออกแบบฟังก์ชันการใช้งานเป็นสัดส่วนมาอย่างดี แต่ก็ยังสามารถปรับแต่งพื้นที่การใช้งานให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเจ้าบ้านได้หลากหลายเช่นกัน ซึ่ง The Gentry สุขุมวิท-บางนา สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนเมืองได้เป็นอย่างดี ด้วยจุดเด่นของทำเลที่ตั้งที่อยู่บนถนนสุขุมวิท ใกล้กับสี่แยกบางนา สามารถเข้า-ออกได้หลายทาง ใกล้ทางด่วนเฉลิมมหานคร (ด่านบางนา) เพียง 250 เมตรเท่านั้น ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองในเวลาแค่อึดใจเท่านั้น สิ่งอำนวยความสะดวกรอบๆ โครงการยังเพียบพร้อมพอดีกับการใช้ชีวิตของคนเมืองที่ดูยังไงก็ลงตัวไปทุกด้าน พร้อมสังคมคุณภาพที่มีเพื่อนบ้านเพียง 17 หลังเท่านั้น ในราคาเริ่มต้น 45-75 ล้านบาท* ใครที่สนใจสามารถติดต่อเข้าชมบ้านตัวอย่างได้แล้ว หรือต้องการสอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 065-919-3456 หรือคลิกลิงก์เพื่อลงทะเบียน https://m.scasset.com/If7G     บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เอสซี แอสเสท ลุยเปิดคอนโดแบรนด์ใหม่ COBEเจาะ 2 ทำเล COBE รัชดา-พระราม 9 โครงการใหม่ของคนรุ่นใหม่ เอสซี แอสเสท ส่งบ้านหรูแบรนด์ใหม่ 95E1 ราคาเริ่มต้นหลังละ 100 ล้าน  
Nue Mega+ Bangna คอนโดแนวคิดใหม่ ชีวิตติดห้างดีกว่าที่เคย!!

Nue Mega+ Bangna คอนโดแนวคิดใหม่ ชีวิตติดห้างดีกว่าที่เคย!!

Nue Mega+ Bangna คอนโดแนวคิดใหม่ ชีวิตติดห้างดีกว่าที่เคย !! ไม่ต้องอาศัยอยู่ในย่าน CBD ใจกลางเมือง แต่เรายังสามารถเลือกชีวิตติดสบาย ตอบโจทย์ความสุข สนุกในทุกวันได้ด้วยตัวเอง อย่างโครงการ “Nue Mega Plus Bangna” (นิว เมกา พลัส บางนา) คอนโดติดห้างที่แค่ก้าวก็ถึงห้าง “เมกาบางนา” ได้ทันที   จริงอยู่ที่ทำเลในย่านบางนาช่วงนี้เป็นที่น่าจับตา และมีดีเวลอปเปอร์หลายรายผุดโครงการใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ หลายระดับราคาให้เลือก แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจัยในการหาที่อยู่ใหม่ซักแห่ง มีความต้องการที่แตกต่างกันตามข้อจำกัดและเงื่อนไขให้ต้องตัดสินใจมากมาย เราเลยจะพาทุกคนไปดูกันว่า ถ้าเราเลือกใช้ชีวิตในคอนโดติดห้างอย่าง Nue Mega Plus Bangna จะดีกว่าอย่างไรบ้าง?   + ทำเลที่ได้เปรียบ ถ้าใครเคยมองหาคอนโดในย่านบางนาจะพอเห็นภาพว่า ในละแวกที่ใกล้เคียงกันยังมีคอนโดมิเนียมอื่นให้เลือกอีก 2-3 โครงการ แค่บอกว่าอยู่ติดกับ “เมกาบางนา” ก็มีทั้ง A Space Maga 1, 2 และ NOWW Mega ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของเมกาบางนาเป็นตัวเทียบที่ไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ ด้วยการชูจุดเด่นที่เป็นคอนโดติดห้างเหมือนกันแต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะการที่โครงการ Nue Mega Plus Bangna ปักหมุดริมถนนใหญ่ ถนนสายหลักอย่างถนนบางนา-ตราด (ขาเข้า) ย่อมได้เปรียบกว่าในเรื่องของการเดินทาง อย่างแรกคือ ไม่ต้องเข้าซอย ถ้าเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน แค่ลงรถก็เดินเข้าโครงการได้เลย ไม่ต้องต่อรถ หรือเดินต่อเข้าไปถึงที่พักในซอย (หรือผ่านห้างเมกาบางนา) ซึ่งนับว่าไกลพอสมควร และยังอาจจะมีเรื่องของความปลอดภัยระหว่างเดินทางเข้ามาเป็นอีกปัจจัย หากเรามีเหตุจำเป็นต้องกลับบ้านดึกบ่อยครั้ง การที่มีจุดขึ้น-ลงรถใกล้ๆ ทางเข้าโครงการเลยยังไงก็ย่อมดีกว่า     แล้วถ้าดูตามแผนโครงการรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา (LRT – Light Rail Transit) หรือ รถไฟฟ้าสายสีเงิน ตำแหน่งของสถานีก็น่าอยู่ไม่ไกลจากบริเวณด้านหน้าโครงการ Nue Mega Plus Bangna อีกด้วย (ตามแผนสถานีจะอยู่ค่อนไปทางด้านหน้าเมกาบางนา) ดังนั้นเรื่องการเดินทางจึงได้เปรียบกว่าอีก 2 โครงการที่อยู่ด้านในแน่นอน   ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็มีความสะดวกไม่แพ้กัน ด้วยทำเลที่ตั้งที่ติดกับถนนบางนา-ตราด ใกล้ทางขึ้นลงด่านบางแก้ว ถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอก) ซึ่งเชื่อมต่อไปยังส่วนต่างๆ ของกรุงเทพมหานครได้ไม่ยาก รวมถึงการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองผ่านเส้นทางวงแหวน และเชื่อมต่อกับสะพานภูมิพล 2 ก็ช่วยร่นระยะเวลาในการเดินทางเข้าสู่ถนนพระราม 3 ได้ไม่น้อยเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาตัดถนนใหม่เป็นถนนสี่เลนจากศรีนครินทร์มาที่เมกาบางนา ก็จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางในอนาคตให้มีเส้นทางให้เลือกใช้ได้มากขึ้นไปอีกเช่นกัน   + ติดเมกาบางนา มีครบ.. ง่ายแค่ก้าว ข้อดีของคอนโดติดห้างขนาดใหญ่ คือการได้อยู่ใกล้กับร้านอาหารมากมาย แหล่งช้อปปิ้ง มีครบทุกสิ่งที่ต้องการ เพียบพร้อมทั้งเรื่อง กิน ดื่ม เที่ยว เล่น เรียกได้ว่าแค่คุณก้าวเท้าออกจากคอนโดก็ถึงแล้ว หรือจะเลือกใช้เป็นจุดแวะกินข้าว จับจ่ายของใช้ก่อนกลับเขาบ้านก็นับว่าสะดวกอีกเช่นกัน คงไม่มีอะไรสะดวกมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว     ในบริเวณพื้นที่ของเมกาบางนา มีห้างใหญ่ๆ ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ทั้งเซ็นทรัล, บิ๊กซี, โฮมโปร และ อิเกีย รวมถึงร้านอาหารชั้นนำที่น่าจะมีครบทุกแบรนด์ ทุกสไตล์เทียบกับห้างใจกลางเมืองได้เลยทีเดียว ดังนั้นตัวห้างเมกาบางนาจึงนับเป็นศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์ช็อปปิ้งขนาดใหญ่ของคนที่พักอาศัยในย่านนี้ นอกจากการเป็นแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่แล้ว ในบริเวณเดียวกันยังมีกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับทุกคนในครอบครัวให้เลือกทำ เช่น โรงหนัง, ฮาเบอร์แลนด์, Top Golf และ เมกา พาร์ค ซึ่งนับเป็นพื้นที่สันทนาการกลางแจ้งอีกจุด ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ หรือไว้เปลี่ยนบรรยากาศออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งนอกโครงการได้บ้าง โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไกลๆ     ขณะเดียวกัน ในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่อยู่ในย่านใกล้เคียงกับโครงการ Nue Mega Plus Bangna ก็พร้อมสำหรับทุกการอยู่อาศัยเช่นกัน ทั้งโรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย, โรงเรียนนานาชาติ, โรงเรียนรัฐและเอกชน, สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามกอล์ฟ ฯลฯ รวมทั้งแหล่งงานอีกมากมายทั้งบริษัทเอกชน, นิคมอุตสาหกรรม พร้อมรองรับตลาดงานที่หลากหลาย     + โครงการใหม่ Facility ครบตอบโจทย์ได้มากกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า Facility ในโครงการ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายคนใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโด เพราะราคาที่จ่ายจะต้องแลกมาด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่คุ้มค่า และตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากที่สุด ทีนี้เรามาดูกันว่าโครงการ Nue Mega Plus Bangna จัดเตรียม Facility ส่วนกลางอะไรไว้เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยของลูกบ้านบ้าง?   เทียบกับโครงการอื่นที่สร้างเสร็จไปก่อนหน้าอย่าง A Space 1 กับคอนโดมิเนียมที่สร้างทีหลังอย่าง Nue Mega Plus Bangna ย่อมได้เปรียบกว่าในเรื่องของ Facility ที่ทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบันได้ดีกว่า เช่นการออกแบบให้มีพื้นที่ Grab & Go Station with UV Sterilizer ซึ่งออกแบบมาด้วยความเข้าใจวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ที่นิยมสั่งอาหาร เครื่องดื่ม ทางออนไลน์บ่อยๆ ทางโครงการจึงจัดพื้นที่รับส่งอาหารให้แยกออกมาอย่างเป็นสัดส่วนเรียบร้อย พร้อมป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วยการฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูกบ้านมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี Smart Locker เพิ่มความสะดวกอีกขั้นในการรับพัสดุให้ลูกบ้านอีกด้วย         นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาในโครงการ ล้วนแต่ปรับการออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างทันยุคสมัยมากขึ้น เช่น จัดเตรียม EV Charging Station เพื่อรองรับการใช้รถไฟฟ้าที่จะเพิ่มมากขึ้น, Co-Creative Space & Tutoring Room พื้นที่สำหรับนั่งทำงานที่มากกว่าแค่พื้นที่ Co-Working Space ทั่วๆ ไป เพราะมีโซนที่จัดไว้เป็น Private Workstation เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการคุยงาน รวมถึง Facility มาตรฐานอื่นๆ แบบจัดเต็มถึง 5 ชั้น ตั้งแต่พื้นที่สีเขียวของสวนขนาดใหญ่บริเวณชั้น G, Breeze Court โซนพักผ่อน ชั้น 7, จนถึงสวนบน Rooftop และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น Sky Mega Gymnasium, Sky High Yoga, The Cloud Catertier Club, Sunset View Deck, Cinema Studio และอื่นๆ อีกมากมาย รวมกว่า 38 รายการ พร้อม Skyview Blu Lagoon สระว่ายน้ำขนาดใหญ่บนชั้น 38 หนึ่งเดียวในย่านนี้ แถม Facility ต่างๆ ยังออกแบบให้มีทั้งสไตล์ Passive และ Active พร้อมให้ความเป็นส่วนตัว โดนใจทั้งสาย Introvert และ Extrovert เพื่อให้ลูกบ้านทุกคนได้ใช้ชีวิตภายในโครงการได้อย่างเต็มที่     ในขณะเดียวกัน ถ้าไปลองเปรียบเทียบกับโครงการ NOWW Mega ที่กำลังอยู่ในระหว่างการขายและก่อสร้างเหมือนกัน ที่ถึงแม้จะชูจุดเด่นที่ค่าส่วนกลางค่อนข้างถูก แต่ก็ไม่มีสระว่ายน้ำ และค่าส่วนกลางที่แจ้งไว้อาจจะไม่ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายจริง เช่น ค่าจอดรถ รวมถึงค่าประกันอาคาร และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายของลูกบ้านที่ต้องมีการเรียกเก็บเพิ่มเติม ปัจจัยในส่วนนี้จึงไม่ควรมองข้าม เนื่องจากหลายคนอาจจะลืมไปว่าหลังจากที่เราซื้อบ้านหรือคอนโดแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นรายจ่ายประจำที่เราควรใช้ในการคำนวณภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วยว่าคุ้มค่าหรือไม่   + ห้องแต่งครบ จบที่ 2.5 ล้านบาท* ขยับมาดูแบบห้องของ Nue Mega Plus Bangna กันบ้าง ซึ่งทางโครงการเป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 38 ชั้น จำนวน 1 อาคาร ที่มียูนิตรวม 1,005 ยูนิต และมีแบบห้องให้เลือกด้วยกัน 5 แบบ ตั้งแต่Studio ขนาดเริ่มต้นประมาณ 21 ตร.ม. ไปจนถึง 2 Bedroom Plus ขนาดประมาณ 66 ตร.ม. โดยครั้งนี้เราจะยกห้องแบบ 1 Bedroom ขนาดประมาณ 26-30 ตร.ม. ขึ้นมาเทียบให้ดูว่ามีจุดเด่น หรือคุ้มค่ากว่าอย่างไร หากต้องนำมาข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจเปรียบเทียบ     โครงการมีห้อง Studio เป็นขนาดเริ่มต้น ที่น่าสนใจทั้งอยู่เองหรือจะลงทุนก็ดี แต่ถ้าหากเรามองว่าอาศัยเป็นบ้านหลักสำหรับ 1-2 คน ห้อง 1 Bedroomในราคา 2.5 ล้านบาท*  มีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เป็นขนาดที่สามารถอยู่อาศัยได้จริงๆ แบบไม่อึดอัดจนเกินไป แต่ละคนยังพอมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเอง และอีกจุดเด่นที่ Nue Mega Plus Bangna ก็คือแบบห้องหน้ากว้าง ซึ่งจะให้บรรยากาศโดยรวมภายในห้องกว้างขวางกว่า และที่สำคัญ ห้องแบบ 1 Bedroom ยังมี Layout ให้เลือกทั้งแบบครัวเปิด หรือ ครัวปิดติดระเบียง ซึ่งมีข้อดีต่างกันตามรูปแบบไลฟ์สไตล์ของลูกบ้านที่ไม่เหมือนกัน ไม่ได้จำกัด Layout ให้เลือกอยู่แค่แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น   ห้องทั้งหมดของ Nue Mega Plus Bangna ขายแบบ Fully Furnished พร้อมเครื่องปรับอากาศทุกห้อง เรียกได้ว่าตกแต่งครบพร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย มีเพียงแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่โครงการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ที่ซื้อหาเพิ่มเติมได้ตาม Lifestyle ส่วนอื่นๆ ที่เห็นในห้องตัวอย่าง เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง ครัว ฯลฯ ทางโครงการออกแบบมาให้พร้อมกับห้องแล้ว ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่โครงการที่เลือกมาให้ ล้วนผ่านกระบวนการคิดการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งพื้นที่เก็บของ ตู้รองเท้า ที่วางกุญแจ เคาน์เตอร์ครัว พร้อมเตาไฟฟ้าและเครื่องดูดควันที่ต่อระบบดูดควันออกไปนอกอาคาร เพื่อช่วยลดปัญหากลิ่นอาหารจากการทำครัวมาให้เสร็จสรรพ   ห้องตัวอย่างแบบ 1 Bedroom ที่มีให้ชมใน Sale Gallery จะมีด้วยกัน 2 ขนาด คือ ขนาดประมาณ 26 ตร.ม. และ 30 ตร.ม. ซึ่งมีทั้งแบบครัวเปิด หรือ ครัวปิดติดระเบียงให้ชม แต่ต่างกันที่ขนาดพื้นที่ใช้สอยในแต่ละส่วนนิดหน่อย ห้อง 1 Bedroom ขนาด 26.25 ตร.ม.   ในส่วนของ Spec ห้องที่เด่นในเรื่องของการออกแบบพื้นที่ใช้สอยแล้ว วัสดุต่างๆ ก็เลือกใช้ Spec ดีคุ้มค่าตัวห้อง ถึงแม้ราคาต่อตารางเมตรของ Nue Mega Plus Bangna จะมีค่าตัวสูงกว่าทั้งในแง่ของราคาเริ่มต้น หรือราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร แต่ก็คุ้มค่า เพราะแลกมาด้วยข้อดีหลายข้อที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ยิ่งถ้าเทียบกับห้องในขนาดที่ใกล้เคียงกัน (26-29 ตร.ม.) ด้วยแล้ว ในโครงการอื่นๆ อาจจะได้ห้องนอนที่กั้นด้วยประตูกระจกบานสไลด์ หรือได้ห้องที่ตกแต่งแบบ Fully Fitted เท่านั้น   ถ้ามีโอกาสได้ไปดูห้องตัวอย่างที่ Sale Gallery ซึ่งทางโครงการตั้งใจตกแต่งให้ใกล้เคียงกับห้องจริงได้มากที่สุด (ยกเว้นของตกแต่งในห้อง) เราก็จะได้ลองสัมผัสวัสดุ สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้อง ได้ลองจินตนาการถึงการใช้ชีวิตในห้องได้ชัดเจนขึ้น   ห้อง 1 Bedroom ขนาด 30.46 ตร.ม.   พอพูดถึงห้องที่ขายในรูปแบบแต่งครบพร้อมอยู่ บางคนอาจจะนึกถึง Niche Mono Mega Space Bangna  เพราะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้ว บนทำเลบางนา ซี่งอาจจะมีความใกล้เคียงกันในแง่ของขนาดห้อง การตกแต่งแบบ Fully Furnished แต่ก็ต้องยอมรับในข้อนึงว่า การปักหมุดที่ตั้งโครงการอยู่ติดห้างแบบ Nue Mega Plus Bangna ยังเป็นข้อได้เปรียบมากกว่าในเรื่องของความสะดวกสบาย และความอุดมสมบูรณ์ของการอยู่อาศัย   ตารางเปรียบเทียบข้อมูลของโครงการในย่านเดียวกัน   ในส่วนของการซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่านั้น หากมองว่าในย่านนี้มีการแข่งขันสูงในตลาดปล่อยเช่าเนื่องจากมีทางเลือกกระจายอยู่ในหลายโครงการ แต่ถ้าลองชั่งน้ำหนักด้วยข้อได้เปรียบต่างๆ ที่ Nue Mega Plus Bangna มี ก็น่าจะได้กลุ่มคนเช่าที่มีกำลังในการจ่ายที่สูงกว่าได้ไม่ยาก ด้วยห้องที่สร้างเสร็จทีหลัง โครงการใหม่กว่า ทันสมัยกว่า เดินทางสะดวกกว่า และถ้าในอนาคตรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา (LRT – Light Rail Transit) สร้างเสร็จ ก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาห้องมีมูลค่าสูงขึ้น และอาจจะทำกำไรส่วนต่าง (yield) ได้มากขึ้นทั้งจากการปล่อยเช่าหรือขายต่อก็ได้   พูดถึงจุดเด่น/ข้อดีมามากมายหลายข้อแล้ว จะบอกว่าโครงการ Nue Mega Plus Bangna ไม่มีข้อด้อย หรือจุดให้กังวลเลยก็คงจะเกินจริงไปบ้าง ต้องบอกกันตามตรงกว่า การที่ตัวโครงการตั้งอยู่ติดห้างเมกาบางนา คงหลีกเลี่ยงเรื่องการจราจรที่หนาแน่นบริเวณหน้าโครงการไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับความสะดวกสบายที่ได้รับ ก็ต้องบอกว่าคุ้มค่ามาก ซึ่งในอนาคตทำเลนี้อยู่บนแผนพัฒนารถไฟฟ้า หากรถไฟฟ้าเสร็จพร้อมใช้งาน ก็คงจะหมดข้อกังวลเรื่องรถติดไปได้มากเลยทีเดียว     สำหรับใครที่สนใจโครงการ Nue Mega Plus Bangna สามารถเข้าไปชมห้องตัวอย่างที่ Sale Gallery ติดเมกาบางนาได้แล้ว ซึ่งทางโครงการมีห้องตัวอย่างให้ชมด้วยกัน 4 แบบ สามารถเข้าไปลองสัมผัสบรรยากาศในห้องด้วยตัวเองก่อนได้ พร้อมรับข้อเสนอ ดาวน์ 0 บาท จองวันนี้ ไม่ต้องผ่อน รอโอนได้เลย ในราคาเริ่มต้น 2.5 ล้านบาท* สามารถลงทะเบียนรับโปรโมชั่นได้ที่ https://nobleurl.com/45n11qS    
เดอะ ฟอเรสเทียส์ เผยโฉม ‘แฮปปี้แทท’ จุดหมายแห่งใหม่ของความสุขเหนือจินตนาการ

เดอะ ฟอเรสเทียส์ เผยโฉม ‘แฮปปี้แทท’ จุดหมายแห่งใหม่ของความสุขเหนือจินตนาการ

เดอะ ฟอเรสเทียส์ เผยโฉม ‘แฮปปี้แทท’ – Themed Destination of Happiness จุดหมายแห่งใหม่ของความสุขเหนือจินตนาการ ตอบโจทย์หลายเจเนอเรชั่น ด้วยหลากหลายกิจกรรม เชื่อมประสบการณ์โลกจริง และโลกเสมือนเข้าด้วยกันในที่เดียว   “เรากำลังยกระดับการพัฒนาโครงการที่เป็นจุดหมายขึ้นไปอีกขั้น และกำลังสร้างสรรค์ประสบการณ์โลกจริงกับโลกเสมือนที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน”    “เราอยากให้แฮปปี้แทท ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ เป็นที่ที่อยู่ในใจของผู้คน – เป็นที่ที่จะสร้างความทรงจำดีๆ ไม่รู้ลืมให้กับผู้คน และกลับมาเยือนเรื่อยๆ มากี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับครั้งแรกที่มา”    “แฮปปี้แททจะเป็นที่ที่มีมนต์เสน่ห์ เต็มไปด้วยช่วงเวลาเซอร์ไพรส์ เป็นที่ที่สร้างความสุขให้กับคนทุกวัย” นางสาวอรดา เกิดหงษ์ ประธานผู้อำนวยการ Storied Place, MQDC     MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ผู้พัฒนาโครงการเมือง ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ ซึ่งมีพื้นที่ 398 ไร่ เปิดเผยว่า เตรียมสร้างสรรค์ Themed Destination of Happiness ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ เพื่อเป็นจุดหมายแห่งความสุขแห่งใหม่ โดยใช้ชื่อว่า ‘แฮปปี้แทท’ ซึ่งจะเป็นจุดหมายแห่งแรกที่เชื่อมประสบการณ์บนโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างใหญ่ เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสกับมิติใหม่ของประสบการณ์ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ นางสาวอรดา เกิดหงษ์ ประธานผู้อำนวยการ Storied Place, MQDC เปิดเผยว่า “เรากำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่แฮปปี้แทท เป็นปรากฏการณ์ที่ยกระดับการพัฒนาจุดหมาย หรือ Destinationไปอีกขั้น แฮปปี้แททจะเป็นที่ที่ผู้คนอยากกลับมาเที่ยวอยู่เรื่อยๆ เพราะทุกครั้งที่มา จะได้เจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ เสมอ จากกิจกรรมในร่มและกลางแจ้งที่มีตลอดทั้งปี และกิจกรรมรองรับไลฟ์สไตล์หลากหลาย ซึ่งในอนาคต หลายๆ มิติของแฮปปี้แททจะผสมผสานเชื่อมโยงกับโลกเสมือน โดยเป้าหมายของเราคือการทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้น มีความสุข กับทุกสิ่งอย่างที่ได้สัมผัส ในทุกครั้งที่มาเยือน เหมือนกับความรู้สึกครั้งแรกที่ได้มา ไม่ว่าจะมาทำกิจกรรมอะไร แต่ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ และคุ้นเคยด้วย” “นั่นคือเหตุผลที่เราเรียกที่นี่ว่า แฮปปี้แทท ซึ่งมาจากคำว่า Habitat กับ Happiness ประกอบเข้าด้วยกัน” นางสาวอรดา กล่าว     ในพื้นที่เกือบ 60 ไร่ของแฮปปี้แทท ประกอบไปด้วยพื้นที่ป่า ที่อยู่ใจกลางเดอะ ฟอเรสเทียส์ พื้นที่สวนต่างๆ และโถงทางเดินสำหรับขบวนพาเหรด ร้านค้า ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม ร้านให้บริการต่างๆ สารพัดนับร้อยๆ ร้าน ศูนย์การเรียนรู้ ความบันเทิง สถานที่ทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมและสังคม มาร์เก็ตต่างๆ และพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงพื้นที่สำนักงาน โดยแฮปปี้แททประกอบไปด้วย 3 อาคาร พื้นที่ใช้สอยรวมกันประมาณ 211,000 ตารางเมตร นางสาวอรดากล่าวว่า MQDC ทำงานกับผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงมากที่สุดระดับโลกในด้านการวางแผนพัฒนาโครงการที่เป็นจุดหมายแห่งความสุข และด้านความบันเทิง เพื่อร่วมกันทำมาสเตอร์แพลนของ แฮปปี้แทท “มาสเตอร์แพลนของแฮปปี้แทท จะนำพาผู้มาเยือนให้เคลื่อนจากถนนใหญ่ เข้าสู่ทางเข้าของเดอะ ฟอเรสเทียส์ จากภูมิทัศน์เมืองและวิถีชีวิตแบบในเมือง ค่อยๆ ผ่านเข้าไปพบกับความเงียบสงบของธรรมชาติ ณ ป่าขนาด 30 ไร่ เป็นการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต จาก ‘เมืองใหญ่ที่พลุกพล่าน’ ไปสู่ ‘ธรรมชาติที่เหนือธรรมดา’”     นางสาวอรดากล่าวว่า การเดินเคลื่อนจากชีวิตในเมือง เข้าไปกลางผืนป่าใหญ่ จะผ่านเส้นทางที่มีประสบการณ์มหัศจรรย์มากมายรอรับตลอดเส้นทาง ผู้มาเยือนสามารถเลือกที่จะเพลิดเพลินแบบอิ่มเอมเดินรวดเดียวต้นจนจบ หรือจะปล่อยใจค่อยๆ แวะพัก เพลิดเพลินตามจุดต่างๆ ตลอดเส้นทางก็ทำได้  รวมทั้งสามารถเข้าออกจากการเดินแวะพักที่จุดต่างๆ จากจุดใดก็ได้ นอกจากนั้น ในอนาคตยังจะเสริมด้วยประสบการณ์อันหลากหลายของโลกเสมือน เพื่อทำให้การเดินทางนอกจากจะมีความสนุกสนานแล้ว ยังได้ความรู้ ตลอดจนสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ร่วมรังสรรค์แฮปปี้แทท ให้สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายมากขึ้นด้วย”     หนึ่งในบทบาทสำคัญที่สุดของแฮปปี้แทท คือเป็นศูนย์กลางที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ เป็นพื้นที่เชื่อมโยงความสุขของคนทุกเจนเนอเรชั่น ทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการที่พักอาศัยหลากหลายที่อยู่ในพื้นที่เดอะ ฟอเรสเทียส์ รวมไปถึงผู้คนทั่วไปจากภายนอกโครงการที่มาเยือนที่นี่ มีพื้นที่ทำกิจกรรม 4,000 ตารางเมตรที่จัดสรรให้เป็นโรงละคร หรือพื้นที่กิจกรรมและการแสดง สำหรับสมาชิกหรือลูกบ้านของเดอะ ฟอเรสเทียส์ กลุ่มวัฒนธรรมและนักแสดงอาชีพ ทั้งหลายเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยสร้างความรู้สึกผูกพันภายในชุมชนและช่วยเปลี่ยนสถานที่ที่ธรรมดาทั่วไป ให้กลายเป็นชุมชนที่คึกคักมีชีวิตชีวา   “เราอยากให้ครอบครัวได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเจเนอเรชั่นไหน สามารถค้นพบกิจกรรมที่ทำได้อย่างมีความสุข สร้างสรรค์และมีประโยชน์แบบไม่จำกัด ทั้งกิจกรรมที่ทำคนเดียว หรือทำด้วยกันกับคนอื่น รวมถึงกิจกรรมที่ทำกับสัตว์เลี้ยงของครอบครัวด้วย”   ไฮไลต์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของแฮปปี้แทท คือ พื้นที่กิจกรรมที่สามารถรองรับขบวนพาเหรดและกิจกรรมได้ตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวของแฮปปี้แทท ที่หาไม่ได้จากที่ไหน โดยหลายกิจกรรมในจำนวนนี้จะสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ได้ตื่นตาตื่นใจไปกับมนต์เสน่ห์ของงาน จากการได้พบปะและมีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครแฟนตาซีต่างๆ รวมทั้งการได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม   นางสาวอรดากล่าวว่า แฮปปี้แททจะเป็นจุดหมายแห่งแรกในโลกที่รวม 3 องค์ประกอบสำคัญไว้ในที่เดียว เพื่อสร้างโครงการจุดหมายที่ล้ำที่สุด ซึ่ง 3 องค์ประกอบดังกล่าวคือ พื้นที่ อีเวนท์และกิจกรรม และโลกเสมือน “องค์ประกอบแรก คือการมีพื้นที่สวยๆ ให้คนทุกเจเนอเรชั่นและทั้งครอบครัวได้ทำสิ่งต่างๆ ร่วมกัน ทุกวัน ไม่ว่าจะทานอาหาร พักผ่อน ใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพสุขภาวะ หรือทำกิจกรรมบันเทิง เรียนรู้ หรือกิจกรรมด้านวัฒนธรรม โดยที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ”   “เราผสานสิ่งต่างๆ เข้าไปในกิจกรรมที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ่อยครั้งและเป็นประจำ โชว์และขบวนพาเหรดต่างๆ ที่มุ่งให้คนทุกวัยรู้สึกทึ่ง ตื่นตาตื่นใจ โดยมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้คน เป็นได้มากกว่าผู้ชมกิจกรรม แต่ไปเป็นผู้จัดกิจกรรมเองได้ด้วย หรือมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในสิ่งที่คอมมูนิตี้ช่วยกันคิดสร้างสรรค์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดง เล่นดนตรี หรือกิจกรรมการโชว์สัตว์เลี้ยง เป็นต้น “และองค์ประกอบอย่างที่สามก็คือโลกเสมือน ที่คนทุกวัยสามารถสนุกและเรียนรู้จากประสบการณ์อันหลากหลายของโลกเสมือน หรือแม้กระทั่งการเข้าไปในโลกเสมือนแบบเต็มตัว เพื่อทำกิจกรรม เล่นเกมสันทนาการ ทั้งแบบทำคนเดียว ทำกับสมาชิกทั้งครอบครัว หรือกับสมาชิกคนอื่นๆ ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน ประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งในอนาคตจะถูกผสมผสานเข้าไปกับหลายๆ จุดในแฮปปี้แทท รวมเข้าไปถึงในพื้นที่ป่า เพื่อให้คนได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ และมีปฏิสัมพันธ์กับสรรพสัตว์ต่างๆ ได้ด้วย AR สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีใครทำในสเกลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งเราลงทุนไม่น้อยเพื่อที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น”   นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ประธานผู้อำนวยการโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC เปิดเผยว่า โครงการแฮปปี้แททเฟสแรก ใช้เงินลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านบาท   “ที่เราลงทุนขนาดนี้ เพราะแฮปปี้แททเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เดอะ ฟอเรสเทียส์ บรรลุเป้าหมายตามคำมั่นของการเป็นเมืองที่สร้างขึ้นอย่างมุ่งเน้นส่งเสริมการมีชีวิตที่มีความสุขและสุขภาพดี แฮปปี้แททถือเป็นองค์ประกอบหลักที่จะช่วยเชื่อมชุมชนเดอะ ฟอเรสเทียส์ และทำให้ครอบครัวใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น เป็นไปตามเป้าหมายของเราที่จะสร้างชุมชน ที่ไม่ใช่แค่สะอาด ร่มรื่น เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังเป็นชุมชนที่มีความสุข สนุกสนานและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา” นายกิตติพันธุ์กล่าวว่า การก่อสร้างและเตรียมการอื่นๆ สำหรับแฮปปี้แททคืบหน้าไปแล้วประมาณ 70% คาดว่าผู้เข้าอยู่อาศัยกลุ่มแรกของการเดอะ ฟอเรสเทียส์ จะสามารถย้ายเข้าไปอยู่อาศัยได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567   โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 398 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด ก.ม.7 นอกจากพื้นที่แฮปปี้แทท ซึ่งเป็น Themed Destination of Happiness แล้ว เดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบไปด้วยโครงการที่พักอาศัยหลากหลายโครงการ โรงแรม 2 แห่ง ศูนย์สุขภาพ และผืนป่าเนื้อที่ 30 ไร่ ณ ใจกลางโครงการ รังสรรค์ 56% ของโครงการให้เป็นพื้นที่สีเขียว โดยพื้นที่ประมาณ 70% ก็ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้   สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยอื่นๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ก็ประกอบไปด้วยโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ซึ่งเป็นซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์แห่งแรกที่สร้างในประเทศไทย, มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า ซึ่งประกอบไปด้วยบ้านคลัสเตอร์โฮมเชื่อมต่อกัน ที่เปิดโอกาสให้คนต่างเจเนอเรชั่นของครอบครัวเดียวกันได้อาศัยอยู่ใกล้ชิดกัน ในบ้านคนละหลังอย่างเป็นส่วนตัว มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ คอนโดมิเนียม ซึ่งการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ที่คล้ายกันกับวิลล่า คอนโดมิเนียมแบรนด์ วิสซ์ดอม ที่ประกอบด้วยอาคารสูง 3 อาคาร ออกแบบให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนวัยเริ่มทำงาน คู่ชีวิตที่สร้างครอบครัวใหม่ และมีหนึ่งอาคารที่ออกแบบสำหรับคนรักสัตว์โดยเฉพาะ ที่อยู่อาศัย ดิ แอสเพน ทรี คอนโดมิเนียมและสกายวิลล่า ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การส่งมอบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการดูแลผู้พักอาศัยอย่างครบวงจรตลอดชีวิต   เมื่อเร็วๆ นี้ เดอะ ฟอเรสเทียส์ได้เปิดตัวที่พักอาศัยใหม่ ชื่อ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ออกแบบสำหรับคนที่ชื่นชอบอยู่อาศัยในคอนโดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ในเมือง ขณะเดียวกันก็ต้องการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยโครงการมีทั้งหมด 122 ยูนิต ทุกยูนิตสามารถมองเห็นวิวป่าได้แบบพาโนรามา   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด ‘ซิกเนเจอร์ ซีรีส์’ ที่อยู่อาศัยหรูใกล้ชิดธรรมชาติ คืบหน้า ‘ทาวน์ เซ็นเตอร์’ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งเป้าเปิดส่วนแรกปลายปี พ.ศ. 2566 Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว  
เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด ‘ซิกเนเจอร์ ซีรีส์’ ที่อยู่อาศัยหรูใกล้ชิดธรรมชาติ

เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด ‘ซิกเนเจอร์ ซีรีส์’ ที่อยู่อาศัยหรูใกล้ชิดธรรมชาติ

เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ล่าสุด ‘ซิกเนเจอร์ ซีรีส์’ ที่อยู่อาศัยหรู เจาะกลุ่มผู้ซื้อบ้านที่ต้องการคอนโดพื้นที่ขนาดใหญ่ในเมือง ที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ   ขอเชิญชวนผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ในรูปแบบ Virtual Reality ได้ในงาน The Forestias Story and Beyond ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน วันที่ 10-11 มิถุนายนนี้ พร้อมมอบสิทธิพิเศษ 30 ยูนิตแรก ในราคาพิเศษแบบ VVIP สำหรับลูกค้าที่จองภายใน 30 มิถุนายน 2566 พร้อมกับจะได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่โฮเต็ล อินดิโก้ เดอะ ฟอเรสเทียส์ มูลค่าสูงสุดถึง 500,000 บาท – โทรสอบถามข้อมูลได้ที่ Call Center 1265    “ที่อยู่อาศัย เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่กว่าทั่วๆ ไป กระทั่งแบบมีสระส่วนตัว แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ และง่ายที่จะเข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับการใช้ชีวิตแบบใจกลางเมือง ที่เดอะ ฟอเรสเทียส์มอบให้ ทุกห้องพักอาศัย เปิดรับวิวป่า 30 ไร่แบบพาโนรามา และทิวทัศน์ความมหัศจรรย์ของงานเฟสติวัลต่างๆ ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำ ทั้งในผืนป่าและเหนือผืนป่า การออกแบบตกแต่งภายในถูกรังสรรค์ภายใต้ธีมที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พร้อมทั้งมอบความเป็นส่วนตัวอย่างหรูหราเหนือระดับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อบ้านกลุ่มนี้ปรารถนา”  นายยุทธนา ตันติยานนท์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มงานการจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์MQDC     กรุงเทพฯ (31 พฤษภาคม 2566) – MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ประกาศวันนี้ว่า บริษัทฯ กำลังก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยแห่งใหม่ ความสูง 44 ชั้น ในชื่อ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 398 ไร่ของโครงการ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ บนถนนบางนา-ตราด ก.ม.7   ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ คือหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของวิลล่าสุดหรู ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ในประเทศไทยอีกด้วย โดยที่พักอาศัย เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ตั้งอยู่ติดกับป่าขนาด 30 ไร่ใจกลางเดอะ ฟอเรสเทียส์ และเชื่อมโดยตรงกับทางเดินยกระดับที่ทอดยาวเหนือผืนป่า ความยาว 1.6 กิโลเมตร   นายยุทธนา ตันติยานนท์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มงานการจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ MQDC เปิดเผยว่า “ที่พักอาศัยโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่กว่าทั่วๆ ไป กระทั่งแบบมีสระส่วนตัว แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ และง่ายที่จะเข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับการใช้ชีวิตแบบใจกลางเมือง ที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์มอบให้ โดยอาคารโครงการ ความสูง 44 ชั้น มีเพียง 122 ยูนิตเท่านั้น ซึ่งเป็นยูนิตแบบมีพื้นที่กว้างขวาง และทุกยูนิตเปิดรับวิวป่าแบบพาโนรามา และทิวทัศน์ความมหัศจรรย์ของงานเฟสติวัลต่างๆ ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำ ทั้งในผืนป่าและเหนือผืนป่า”     ห้องพักอาศัยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 140 ตารางเมตรไปจนถึง 350 ตารางเมตร โดยมีห้องแบบเพนท์เฮาส์ขนาดพื้นที่ใช้สอย 917 ตารางเมตร บนชั้น 43 ส่วนจำนวนห้องนอนก็มีเลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 2 ห้องนอนไปจนถึง 5 ห้องนอน โดยที่พักอาศัยแบบฟรีโฮลด์แห่งนี้ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 37 ล้านบาทสำหรับยูนิตขนาด 2 ห้องนอน และราคาเริ่มต้น 49 ล้านบาทสำหรับยูนิตขนาด 3 ห้องนอน   ตัวอาคารของ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ได้รับการออกแบบโดย Foster + Partners โดยแนวคิดของโครงการให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดให้แก่ผู้อยู่อาศัย เราจึงพิถีพิถัน ใส่ใจในการออกแบบทุกรายละเอียด บนพื้นฐานของการทำความเข้าใจผู้อยู่อาศัยมากที่สุดในเรื่องของความเป็นส่วนตัว โดยได้สร้างโถงทางเดินและบันไดสำหรับงานบำรุงรักษาไว้ในจุดต่างๆ “การออกแบบนี้จะช่วยให้ช่างสามารถเข้าบริการหรือดูแลรักษางานระบบอาคาร โดยเฉพาะงานท่อหลักได้โดยไม่ต้องเข้าไปในห้องพักอาศัย อีกทั้งยังสามารถบำรุงรักษาอาคารให้ได้มาตรฐานระดับพรีเมียมอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รบกวนพื้นที่ส่วนรวมที่ลูกบ้านใช้ประจำ” นายยุทธนากล่าว   นอกจากนั้น การออกแบบพื้นที่ภายในยังมีความเป็นสัดส่วน โดยแยกพื้นที่ที่ผู้ช่วยดูแลบ้านต้องใช้ เช่น พื้นที่ห้องครัวไทย และห้องพักของผู้ช่วยดูแลบ้าน ไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย พร้อมกันนี้ ทุกยูนิตยังมีล็อบบี้ลิฟต์ส่วนตัวอีกด้วย หนึ่งในลักษณะพิเศษที่เป็นจุดเด่นของโครงการ คือมีที่นั่งพักผ่อนภายนอกอาคารมากมาย รวมไปถึงสวนส่วนตัว สนามหญ้าอเนกประสงค์ ระเบียงชายป่า และบ้านต้นไม้ นอกจากนั้น ยังได้นำเอาวัสดุพิเศษมาใช้ ในการก่อสร้างฟาซาด เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารรู้สึกเย็นสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้ออกแบบโถงล็อบบี้ส่วนตัวสำหรับผู้อยู่อาศัย ซึ่งแยกเป็นสัดเป็นส่วนกับล็อบบี้หลักของอาคาร เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จ ภายในสิ้นปี 2568 โดยงานเสาเข็มได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างชั้นใต้ดิน และเตรียมเปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่าง อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป     นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ประธานผู้อำนวยการ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “ที่พักอาศัยอื่นๆ อีก 4 แบรนด์ของเราในเดอะ ฟอเรสเทียส์ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ถึงตอนนี้ ทำยอดขายรวมกันมากกว่า 22,000 ล้านบาทไปแล้ว” “ผมเชื่อว่า เหตุผลที่โครงการได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากขึ้นอยากใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าทั่วๆ ไป ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวเยอะๆ และอยากอยู่ในโครงการที่ได้รับการออกแบบโดยบริษัทที่ได้รับการยอมรับนับถือในระดับโลก ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดียิ่งขึ้น และผมคิดว่าที่คนเชื่อมั่นว่าโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ของเรามีศักยภาพสูงในด้านของการลงทุน เป็นเพราะการที่โครงการตั้งอยู่ในทำเลเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อนและส่งเสริมให้โครงการมีความน่าดึงดูดใจ” นายกิตติพันธุ์กล่าว   ที่พักอาศัยโครงการ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ตั้งอยู่ใกล้กับโฮเต็ล อินดิโก้ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ในสไตล์ที่จะมาเติมเต็มพื้นที่ และสะท้อนธีมใกล้ชิดธรรมชาติของซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ได้เป็นอย่างดี พร้อมกับมีทางเดินเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างอาคารที่พักอาศัยและอาคารโรงแรม “การตั้งอยู่ใกล้เคียงแบบเชื่อมถึงกันได้อย่างสะดวกสบายกับโรงแรมและพื้นที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม รวมทั้งบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เป็นสิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับลูกค้าเจ้าของที่พักอาศัยโครงการซิกเนเจอร์ ซีรีส์” นายกิตติพันธุ์กล่าว   สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยอื่นๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วค่อนข้างมาก ในจำนวนนี้ รวมถึงโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์, มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า, มัลเบอร์รี่ โกรฟ คอนโดมิเนียม, คอนโดมิเนียมแบรนด์ วิสซ์ดอม, คอนโดมิเนียมแบรนด์ ดิ แอสเพน ทรี และสกายวิลล่า ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การมอบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการดูแลผู้พักอาศัยอย่างครบวงจรตลอดชีวิต โครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ มีมูลค่าประมาณ 5,900 ล้านบาท   บทความที่เกี่ยวข้อง Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่ MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” บ้านอัลตร้าลักชัวรี่ The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ  
คืบหน้า ‘ทาวน์ เซ็นเตอร์’ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งเป้าเปิดส่วนแรกปลายปี พ.ศ. 2566

คืบหน้า ‘ทาวน์ เซ็นเตอร์’ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งเป้าเปิดส่วนแรกปลายปี พ.ศ. 2566

คืบหน้า ‘ทาวน์ เซ็นเตอร์’ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ “ทาวน์ เซ็นเตอร์ที่เรากำลังเร่งสร้างอยู่นี้เป็นองค์ประกอบสำคัญตามความมุ่งมั่นของเรา ที่จะทำให้เดอะ ฟอเรสเทียส์ เป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ความมีชีวิตชีวา และนำพาครอบครัวให้มาอยู่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น”  นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC     การก่อสร้าง ‘ทาวน์ เซ็นเตอร์’ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ คืบหน้า ตั้งเป้าเปิดพื้นที่กิจกรรมความสุขของครอบครัว ส่วนแรกปลายปี พ.ศ. 2566   MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ประกาศวันนี้ว่า กำลังเร่งเครื่องการก่อสร้างพื้นที่ส่วนทาวน์ เซ็นเตอร์ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ขนาด 398 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด ก.ม. 7 ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับรางวัลยกย่องมากมาย และเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลค่า 125,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจากทาวน์ เซ็นเตอร์แล้ว ในพื้นที่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบไปด้วยโครงการที่พักอาศัยหลากหลายแบรนด์ โรงแรม พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงป่าพื้นที่ 30 ไร่ด้วย   ทาวน์ เซ็นเตอร์ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 46 ไร่ โดย MQDC ได้ทุ่มเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาทในการพัฒนาส่วนแรกของทาวน์ เซ็นเตอร์ ซึ่งมีกำหนดที่จะเปิดก่อนสิ้นปี 2566     นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC เปิดเผยว่า “ทาวน์ เซ็นเตอร์ เป็นแนวคิดใหม่ที่พัฒนาในสเกลที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญก้าวใหม่ ในการวางแผนพัฒนาสังคมแห่งสุขภาพที่ดีและความสุข โดยทาวน์ เซ็นเตอร์ เป็นแก่นสำคัญของโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ในชุมชนแห่งนี้ และนำพาครอบครัวให้มาอยู่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงออกแบบพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นที่ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจากทุกเจเนอเรชั่น จะสามารถมาทำกิจกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิต การพักผ่อนหย่อนใจ และความบันเทิง ตามที่ตัวเองต้องการได้ นอกจากนั้น เรายังได้สร้างสรรค์ให้พื้นที่ส่วนนี้ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คนได้มามีปฏิสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมประจำวัน หรือกิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมนันทนาการต่างๆ หรือแม้กระทั่งจะมาเดินเล่นเฉยๆ ก็ได้”   “ทาวน์ เซ็นเตอร์ ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายตามแบบฉบับของการเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของเมืองในยุคใหม่ที่ทันสมัย มีชีวิตชีวา มีการวางผังต่างๆ อย่างดี และจะได้รับการดูแลรักษาในระดับมาตรฐานเดียวกันกับเมืองล้ำๆ ตามที่ต่างๆ ในโลก รวมทั้งได้เพิ่มความพิเศษอย่างมากเข้าไปด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ร่มรื่นและสดชื่น องค์ประกอบส่วนภายในอาคารและภายนอกอาคารได้รับการออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทั้งยังใกล้กับผืนป่าขนาด 30 ไร่ใจกลางเดอะ ฟอเรสเทียส์ ในระยะเดินเพียงสั้นๆ”     นางสาวอรดา เกิดหงษ์ ประธานผู้อำนวยการ – Storied Place Management, MQDC เปิดเผยว่า “ทาวน์ เซ็นเตอร์ ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายเป็นอย่างมาก เป็นทาวน์ เซ็นเตอร์ อย่างแท้จริง ที่มีความผสมผสาน แต่ก็เป็นแต่เป็นสัดเป็นส่วน และมีประสบการณ์ที่น่าค้นหาและรู้สึกเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเวลา”   นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกิจกรรมประจำวันแล้ว ยังมีพื้นที่มาร์เก็ตให้ได้จับจ่ายใช้สอยอยู่อีกมากมายหลายจุด รวมไปถึงธีมมาร์เก็ตฮอลล์ ลานกิจกรรม และขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ตื่นตาตื่นใจตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกีฬาและการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงพื้นที่สำหรับการศึกษาเรียนรู้ และความบันเทิง พื้นที่เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต โคเวิร์คกิ้ง สเปซ ตลอดจนแอมฟิเธียเตอร์สำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ     นางสาวอรดากล่าวต่อไปว่า เพื่อให้เป็นทาวน์ เซ็นเตอร์อย่างแท้จริง เราได้เน้นเป็นอย่างมากกับการสร้างสรรค์ สถานที่แฮงค์เอาท์หลากหลายรูปแบบ พร้อมเมนูอาหารและทางเลือกในการดื่มกินแบบต่างๆ ตอบโจทย์ทุกสไตล์ และหลากหลายราคา   ในบรรดาพื้นที่ที่ก่อสร้างใกล้จะเสร็จสมบูรณ์เป็นส่วนแรกๆ ได้แก่ โรงละครอเนกประสงค์ภายในอาคาร ซึ่งสามารถใช้เป็นสถานที่จัดการแสดงต่างๆ ได้ รวมถึงจัดแสดงงานศิลปะ งานแสดงสินค้า นิทรรศการ การประชุม และงานแต่งงาน รวมทั้งให้ผู้อยู่อาศัยในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ใช้เป็นเวทีจัดแสดงละครเองได้ด้วย   ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้เปิดตัวแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัย ภายใต้แบรนด์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า” ซึ่งนำเสนอบ้านในรูปแบบคลัสเตอร์โฮม ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวเดียวกัน จากหลายเจเนอเรชั่น ได้อยู่อาศัยในบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน สามารถใช้เวลาร่วมกันได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวในบ้านแยกหลังของตัวเอง ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีการใช้ชีวิตของครอบครัวไทยดั้งเดิมนั่นเอง   บ้านเดี่ยวในโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่ามีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร จนถึงประมาณ 1,700 ตารางเมตร ราคาขายตั้งแต่ประมาณ 185 ล้านบาทไปจนถึง 310 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมี มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ คอนโดมิเนียม ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิดคล้ายๆ กัน โดยมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 63 ตารางเมตรไปจนถึง 1,027 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท   วิลล่าอื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ภายใต้แบรนด์ต่างๆ ได้แก่ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ที่สุดหรูหรา ซึ่งเป็นซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย     ส่วนโครงการที่พักอาศัยอื่นๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์วิสซ์ดอม จำนวน 3 อาคาร ซึ่งออกแบบเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนเริ่มทำงาน คู่สมรสใหม่ที่เริ่มสร้างครอบครัว และมีหนึ่งอาคารที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง โดยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 35 ตารางเมตรไปจนถึง 205 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ดิ แอสเพนทรี และสกายวิลล่า ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การมอบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการดูแลผู้พักอาศัยอย่างครบวงจรตลอดชีวิต   เดอะ ฟอเรสเทียส์ตั้งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วบนถนนบางนา-ตราด กม. 7 ถือเป็นโครงการต้นแบบระดับโลกแห่งใหม่ในการพัฒนาเมือง รวมทั้งเป็นโครงการเมืองแห่งแรกของโลกที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้นและมีความสุขมากขึ้น ตัวโครงการได้รับการออกแบบรังสรรค์และก่อสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการยอมรับและยกย่องมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก จนถึงขณะนี้โครงการได้รับรางวัลจากทั่วโลกแล้วมากกว่า 42 รางวัล ซึ่งรับรองความโดดเด่นในด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นในการอยู่อาศัย คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน อาทิ รางวัล Gold Award for Urban Design และรางวัลSilver Award for Sustainable Living and Green Design ซึ่งมอบให้โดยสถาบัน International Design Awards (IDA) อันทรงเกียรติ รางวัล Platinum Award สาขาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจากเวที Outstanding Property Awards London อีกทั้งได้รับเลือกให้ได้รับรางวัล Global Settlements Award ด้านการวางแผนและออกแบบจาก Global Forum on Human Settlements และรางวัลจาก International Federation of Landscape Architects   จนถึงขณะนี้ โครงการที่พักอาศัยแบรนด์ต่างๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์มียอดขายรวมกัน เกินกว่า 22,000 ล้านบาท   บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่ MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” อย่างเป็นทางการ MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์”
Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว

Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว

Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว จากวิถีการอยู่อาศัยแบบครอบครัวไทยตั้งแต่อดีตที่มักจะอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีหลายเจเนอเรชั่น หรือมักจะขยายเรือนออกไปอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ด้วยวิถีชีวิตในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปตามรูปแบบสังคมเมืองที่ขยายตัว ทำให้การใช้ชีวิตในรูปแบบที่เคยเป็นมาเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดที่จะช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวได้กลับมามีบ้านอยู่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง จึงเป็นที่มาของโครงการ Mulberry Grove The Forestias Villas (มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า) จาก MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ที่ตั้งใจออกแบบบ้านคลัสเตอร์ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวทุกเจเนอเรชั่นได้มี “โบนัสเวลา” ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เพิ่มขึ้น     Mulberry Grove The Forestias Villas โครงการบ้านเดี่ยวท่ามกลางป่า 30 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการมิกซ์ยูส “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ขนาดเกือบ 400 ไร่ ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และเพิ่งจะเปิดให้ครอบครัวที่สนใจเข้าชมบ้านตัวอย่างจริงได้แล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป ซึ่งเราจะพาไปเยี่ยมชมรายละเอียดการออกแบบของบ้านระดับ Ultra Luxury ขนาด 4-6 ห้องนอน ที่มีราคาเริ่มต้น 185 ล้านบาท รวมถึงแนวคิดการเชื่อมต่อหลายวิลล่าที่เราสามารถเลือกเป็นคลัสเตอร์ตั้งแต่ 2-5 หลังที่อยู่ติดกันได้ หรือจะเลือกซื้อเพียงหลังเดียวก็ได้เช่นกัน แบบบ้านของ Mulberry Grove Villas มีด้วยกัน 3 ไซส์ Roseberry (S) พื้นที่ใช้สอย 1023 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ ที่จอดรถใต้ดิน 4 คัน 2 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ   Visionberry (M) พื้นที่ใช้สอย 1246 ตร.ม. ขนาด 5 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ที่จอดรถใต้ดิน 5 คัน 2ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ และลิฟต์โดยสาร   Legendberry (L) พื้นที่ใช้สอย 1724 ตร.ม. ขนาด 6 ห้องน้ำ 11 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 6 คัน 2 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ และลิฟต์โดยสาร   จากแนวคิดการอยู่อาศัยแบบครอบครัวไทยในอดีต ดังนั้นทาง Foster + Partners จึงได้ใช้ Inspire การออกแบบมาจาก เรือนทรงไทยที่มีการยกใต้ถุนบ้าน เส้นสายของความเป็นบ้านไม้ที่นำเสนอมาในรูปแบบของ Facades สีคอปเปอร์ ที่นอกจากจะช่วยลดความร้อนจะแสงแดดภายนอกได้แล้ว ยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านอีกด้วย     อีกหนึ่งความพิเศษ คือ การออกแบบบ้านให้มีลานจอดรถส่วนตัวที่บริเวณชั้นใต้ดิน ซึ่งสามารถรองรับการจอดได้อย่างน้อย 4 คัน (ไม่รวมการจอดซ้อนคัน) พร้อมงานระบบทั้งหมดที่จัดเตรียมมาแล้วอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทอากาศและความชื้นในบริเวณชั้นใต้ดิน, รางระบายน้ำรอบบริเวณจอด, EV Charger, Tesla Powerwall อุปกรณ์สำรองไฟจากโซล่าเซลล์บนหลังคา, พื้นที่เอนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นห้องเก็บของหรือตกแต่งให้เป็น Man Cave Garage ทางโครงการก็ได้นำเสนอไอเดียไว้ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว       พื้นที่บริเวณชั้น 1 มีลักษณะเป็นใต้ถุนสูงซึ่งแบ่งพื้นที่ใช้งานเป็นโซน Service ต่างๆ เช่น Hobby Room, ห้องครัวไทย, ห้องซักผ้า, ห้องแม่บ้าน, ห้องคนขับรถ รวมถึงชานบ้านขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มสระว่ายน้ำไว้ในบริเวณบ้านได้ด้วย และยิ่งในกรณีที่เลือกซื้อคลัสเตอร์ติดกัน เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้องมีรั้วกั้นเพื่อให้พื้นที่บริเวณชั้น 1 เป็น Common Area ใช้งานร่วมกันภายในครอบครัวได้       ทางเข้าหลักบริเวณหน้าบ้านเป็นบันไดที่เดินขึ้นมายังลานบ้านบนชั้น 2 ได้เลย โดยจะให้บรรยากาศเหมือนกับเรือนไทยที่มีชานเรือนโล่งเชื่อมเรือนต่างๆ ไว้ด้วยกัน  ในโซนนี้จะแบ่งเป็นห้องรับแขกหลักที่กั้นพื้นที่ไว้เป็นสัดส่วน สามารถเปิดรับรองแขกได้เลยโดยไม่ต้องเดินเข้าไปยังส่วนอื่นๆ ของตัวบ้าน เป็นการเพิ่มความ Privacy ให้กับสมาชิกในบ้าน ในขณะเดียวกันห้องนี้ก็เชื่อมต่อกับพื้นที่ครัวเล็กที่ใช้สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม ที่สามารถย้ายมาสังสรรค์ต่อแบบเบาๆ ที่บริเวณนี้ได้ ถัดจากครัวไปจะเป็นโถงกลางของบ้านที่จัดเป็นห้องประทานอาหารขนาดใหญ่เพื่อรองรับสมาชิกในครอบครัวขนาดใหญ่อย่างเต็มที่ ด้วยพื้นที่กว้างขวางและโอ่งโถงด้วย Double Ceilingเหมาะกับการจัดเลี้ยงสังสรรค์เป็นกรุ๊ปใหญ่ได้สบายๆ ซึ่งทางโครงการก็เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้พร้อม เช่น ลิฟต์ส่งอาหารจากครัวไทย และ Pantry สำหรับจัดอาหารก่อนเสิร์ฟ รวมถึงการจัดให้ที่พื้นที่แต่ละส่วนมีประตูกั้นจึงสามารถเลือกปิดประตูเพื่อให้เป็นสัดส่วน หรือจะเลือกเปิดประตูส่วนต่างๆ เพื่อขยายพื้นที่การใช้งานไปถึงชานบานกลางแจ้งได้ตามต้องการ     นอกจากนี้ ที่บริเวณชั้น 2 ยังมีโซนที่พักอาศัยเป็นห้องนอนขนาดใหญ่อยู่โซนด้านหลังของตัวบ้าน โดยทางโครงการเลือกจัดฟังก์ชันห้องให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เพื่อจะได้สะดวกในการใช้งาน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มห้องนอนเล็กที่อยู่ติดกันพร้อมห้องน้ำในตัวเพื่อให้สะดวกในกรณีที่ต้องมีผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด ซึ่งห้องนี้จะมีประตู connect ถึงกัน เพื่อให้ผู้ดูแลอยู่ในบริเวณใกล้ๆ แต่ก็ได้พื้นที่พักผ่อนส่วนตัวไปพร้อมๆ กันด้วย       ถัดขึ้นมาที่บริเวณชั้น 3 ของตัวบ้าน ทางโครงการแบ่งพื้นที่ชั้นนี้เป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว และเลือกจัดวางในตำแหน่งมุมต่างๆ ของบ้าน จึงทำให้แต่ละห้องมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางรวมถึงมีทั้ง Walk-in Closet และมีระเบียงส่วนตัว ด้วยประโยชน์ของตำแหน่งห้องที่อยู่ในมุมต่างๆ ของบ้าน และทางโครงการติดตั้งกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดานมาแทบจะรอบห้อง ทำให้สามารถรับแสงธรรมชาติ และเปิดรับวิวจากด้านนอกได้อย่างเต็มที่     ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ Master Bedroom ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของบ้าน แน่นอนว่านอกจาก Walk-in Closet ขนาดใหญ่ถูกใจคุณผู้หญิงแล้ว ทางโครงการยังคิดถึงฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวันมาแบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวางงานระบบเตรียมพร้อมไว้ให้ด้วย เช่น โต๊ะแต่งหน้าที่หันเข้าหากระจกบานใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติ มุมวางตู้แช่เครื่องสำอาง และอ่างล้างมือเล็กๆ บนโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น ซึ่งถูกใจคุณผู้หญิงมากๆ อย่างแน่นอน รวมถึงการเจาะช่องแสงด้านบนเพื่อให้ภายในห้องรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น และยังเป็นการประหยัดการใช้ไฟในช่วงกลางวันได้อีกทาง ในขณะเดียวกันห้องน้ำของห้องนอนใหญ่ก็จัดเต็มทั้ง เคาน์เตอร์แบบ His & Her, Shower Box พร้อม Rain Shower และสุขภัณฑ์ที่สั่ง Custom มาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ และอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวจากแบรนด์ชั้นนำ ส่วนบริเวณห้องนอนการจัดวางตำแหน่งเตียงให้หันออกไปด้านนอกเพื่อเปิดรับวิวจากด้านนอกได้อย่างเต็มที่ และด้วยกระจกใสบานใหญ่รอบด้านทำให้บรรยากาศภายในห้องโปร่งสบายตาเป็นพิเศษอีกด้วย     นอกเหนือจากการออกแบบและจัดวาง Layout บ้านที่แสดงถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดการใช้งานแล้ว การออกแบบในมิติที่ลงลึกเพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นของลูกบ้านทางโครงการก็ใส่ใจในความละเอียดไม่แพ้กัน เช่น การออกแบบพื้นหล่อเย็นในห้องโถง เพื่อช่วยเพิ่มความเย็นในห้องและลดการใช้แอร์ให้น้อยลง, การออกแบบงานระบบทั้งหมดให้สามารถ Service ซ่อมแซมได้สะดวกจากภายนอก, การเลือกว่าตำแหน่งแอร์ที่ไม่ต้องติดตั้งท่อลมเพื่อลดการสะสมเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่างๆ รวมถึงระบบเครื่องปรับอากาศระบบ All in One ที่มีทั้งระบบเติมอากาศ การกรองฝุ่นขนาดเล็ก และการใช้น้ำเย็นจาก CUP แทนการใช้น้ำยา นอกจากจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังลดการสร้างความร้อนจากการระบายอากาศไปภายนอกด้วย     ความพิเศษทั้งหมดที่ทางโครงการ Mulberry Grove Villas ตั้งใจนำเสนอนี้ มีเพียง 37 ยูนิตเท่านั้น เพื่อตอบโจทย์แนวคิดหลักที่ต้องการให้ การอยู่อาศัยของครอบครัวใหญ่หลายเจเนอเรชั่น ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยที่ยังได้ใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบสวนป่าขนาดใหญ่ของโครงการ มิกซ์ยูส “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่กิจกรรมของครอบครัว, พื้นที่พักผ่อน, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม Sport Complex, Town Center และ Family Center ฯลฯ   ผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ที่ https://mqdc.com/our-business/theme-project/theforestias บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” อย่างเป็นทางการ “Mulberry Grove Sukhumvit” ใส่ใจเพื่อทุกคนในครอบครัว  
เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ

เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ

เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานมาเป็นรูปแบบ Work From Home ทำให้เวลาเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปในมุมต่างๆ ภายในบ้าน แน่นอนว่าพอต้องอยู่บ้านนานๆ ก็ต้องนึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน อยากจะตกแต่งซ่อมแซมบ้าน หรือจัดมุมทำงานใหม่ ในขณะที่หลายคนเริ่มขยับขยาย หาบ้านใหม่ คอนโดใหม่ เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป    ถ้าเป็นคนรักบ้านและชื่นชอบการตกแต่งบ้านด้วยแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จัก NocNoc.com แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ที่รวบรวมสินค้า เฟอร์นิเจอร์ วัสดุตกแต่งบ้านพร้อมบริการที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง ตรงกับสโลแกนที่ว่า “NocNoc เคาะจบทุกเรื่องบ้าน” เพราะแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ก็สามารถเลือกหาวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านได้ตามหมวดหมู่ต่างๆ ที่ต้องการ ตั้งแต่หมวด “Home Improvement” ที่รวบรวมสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง วัสดุปูพื้น งานต่อเติมหนักๆ ทั้งหลาย หรือจะเป็นหมวด “Home and Living” ที่เป็นกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งหลากหลายรูปแบบ และหมวด “Home Appliance” ซึ่งรวบรวมสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไว้เพียบ ซึ่งปัจจุบัน NocNoc.com เป็น marketplace ที่มีสินค้ามากกว่า 200,000 รายการ จากผู้ขายกว่า 2,000 รายเลยทีเดียว แถมยังสามารถเปรียบเทียบราคาพร้อมรับดีลพิเศษจากร้านค้าอีกด้วย      จากแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่หลายคนคุ้นชินและเรียกชื่อ NocNoc.com กันจนติดปากมาแล้วกว่า 3 ปี ล่าสุดทางเว็บไซต์ได้มีการ Rebranding ชื่อเรียกมาเป็น “NocNoc” เพื่อให้กระชับมากขึ้น พร้อมเปิดตัว Application บนมือถือในชื่อเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NocNoc เล็งเห็นความต้องการและปัญหาที่ผู้บริโภคพบเจอเวลาที่อยากหาสไตล์การตกแต่งบ้านที่ตรงใจ แต่อาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือนึกไม่ออกว่าจะหาเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการได้จากที่ไหน และถ้าต้องหาช่างมาซ่อมแซมบ้านด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะหาช่างที่ถูกใจ    NocNoc จึงมุ่งมันที่จะเป็น Complete Journey ด้านการตกแต่งบ้าน โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงแพลตฟอร์มให้ใช้งานได้ง่าย ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง รวมถึงหาช่างผู้มีความเชี่ยวชาญในสายงานได้ครบจบทุกขั้นตอนในที่เดียว และยังมุ่งเน้นให้ NocNoc เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนได้สนุกสนานกับการตกแต่งบ้านได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และค้นหาทุกสไตล์ที่เป็นตัวเองได้ง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทั้งบนเว็บไซต์ NocNoc และ NocNoc Application ซึ่งเราจะพาไปดูกันว่าทำไม NocNoc Application ถึงสะดวกกว่า สบายกว่าเดิม และจะช่วยแก้ปัญหาการตกแต่งบ้านได้ดีขึ้นกว่าเดิมจริงมั้ย? เพราะสไตล์เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีถูกผิด ทุกคนมีความต้องการอยากให้บ้านน่าอยู่และตกแต่งในสไตล์ที่ตรงใจ แสดงความเป็นตัวเองได้มากที่สุด แต่บางครั้งการเลือกหาของตกแต่งบ้านก็ทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะหาสิ่งที่ต้องการได้จากที่ไหน หรืออาจจะอธิบายไม่ถูกด้วยซ้ำว่าสไตล์ที่ชอบที่เรากำลังค้นหาเรียกว่าสไตล์อะไรกันแน่ พอเราไปเลือกดูภาพสวยๆ ตามอินเตอร์เน็ต บางทีไอเดียในหัวก็พรั่งพรูมาเรื่อยๆ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นก็ดี ผนังสีนี้ก็สวย แล้วโซฟาในห้องนั่งเล่นต้องสไตล์ไหนดี? เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องเคยเกิดขึ้นกับทุกคนแน่นอน และถึงแม้ว่าสิ่งที่เราชอบจะไม่ตรงกับสไตล์มาตรฐาน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนมีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสไตล์การตกแต่งบ้านของเราก็ไม่จำเป็นต้องซ้ำแบบกับใคร..ใช่มั้ยล่ะ?   ถ้าเราลองสมัครเข้ามาที่ NocNoc Application แค่ขั้นตอนแรกก็ช่วยให้เรา “ค้นพบแรงบันดาลใจที่จะสร้างสไตล์แบบเวรี่คุณ” ได้แล้ว แค่ลองไปเลือกภาพสไตล์ที่โดนใจบน NocNoc Application จากนั้น AI ก็จะคำนวณให้เรียบร้อยแล้วว่า ความชอบของเรามีส่วนผสมของสไตล์อะไรบ้าง แต่ละสไตล์คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรารู้สึกว้าวมากกับฟังก์ชั่นนี้ เพราะจากที่เราคิดว่าเราเป็นคนที่ชอบสไตล์ Minimal, Japandi หรือ Industrial แต่สไตล์ในชีวิตจริงเกิดจากการผสมผสานสไตล์ต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความชื่นชอบส่วนตัว เมื่อเรารู้จักสไตล์ของตัวเองแล้ว การตกแต่งบ้านของเราก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น แถมยังทำให้ “แรงบันดาลใจ” ที่เราเห็นมีความชัดเจนและกลายเป็น “แรงบันดาลจริง” ได้ที่บ้านของเรา   พอเราค้นพบตัวตนและสไตล์ที่แท้จริงของเราแล้ว ไม่ว่าเราอยากจะเลือกตกแต่งห้องไหนในบ้าน ก็แสนจะง่ายดาย เพราะใน NocNoc Application มีตั้งแต่ภาพตัวอย่างบ้านมากมายให้ดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยทำให้เราเห็นภาพห้องที่อยากได้มากขึ้น ว่าอยากจะตกแต่งแบบไหน  และด้วยความที่ NocNoc เป็นศูนย์รวมสินค้า วัสดุ เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านไว้มากมาย แต่การจะหาสินค้าสไตล์ที่ใช่ในราคาโดนใจ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ NocNoc จัดแบ่งประเภทสินค้าไว้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน รวมถึงการเลือกช้อปปิ้งตามประเภทห้องที่ต้องการได้เลย ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น, ห้องกินข้าว, ห้องทำงาน, ห้องนอน, ห้องครัว, ห้องน้ำ ฯลฯ หรือ เลือกจากสไตล์ภาพตัวอย่างที่ชอบก็ได้เช่นกัน แค่คลิกเข้าไปในภาพ ก็จะมี tag แจ้งชื่อรุ่น และขนาดไว้เรียบร้อย อีกทั้งยังสามารถคลิกต่อไปที่หน้าสั่งซื้อ พร้อมรับคูปองส่วนลดเพิ่มจาก NocNoc ได้เลยทันที      ส่วนถ้าใครยัง No Idea และกำลังต้องการหา “Your Home Inspirealtion แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ” จาก NocNoc เราอยากแนะนำให้ Download NocNoc Application ใส่มือถือเอาไว้เลย ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งระบบ Android และ iOS จากนั้นค่อยๆ หาแรงบันดาลใจของคุณผ่านทางภาพตัวอย่างหลากหลายสไตล์ที่คุณสามารถเซฟแบบที่ใช่ สไตล์ที่ชอบไว้เป็นคอลเล็คชั่นส่วนตัวได้ตลอดเวลา พร้อมเมื่อไหร่ก็แค่กดสั่งซื้อ แล้วรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินเข้าห้างให้เสี่ยงโควิด-19 แถมยังได้สินค้าราคาคุ้มค่าสุดๆ อีกด้วย   Download NocNoc Application ได้แล้ววันนี้ App Store / Google Play : https://bit.ly/3ahhAxb      
DTGO คว้ารางวัลองค์กรมีจริยธรรมมากที่สุดในโลก ปี 2022 แห่งแรกของไทยที่ได้รับต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน

DTGO คว้ารางวัลองค์กรมีจริยธรรมมากที่สุดในโลก ปี 2022 แห่งแรกของไทยที่ได้รับต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน

DTGO คว้ารางวัลองค์กรมีจริยธรรมมากที่สุดในโลก ประจำปี 2022 หนึ่งใน 135 องค์กรทั่วโลก และเป็นองค์กรแรกของไทยที่ได้รับต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน จากการวางเป้าหมายสำคัญ ในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคนและสังคม ตามอุดมการณ์ ​ “Adding Value in Everything We Do” พร้อมจัดสรรงบ 2% ของรายรับสูงสุด ดำเนินโครงการภาคสังคม   รายงานข่าวจาก บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ DTGO  เปิดเผยว่า สถาบัน Ethisphere ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในการกำหนดและพัฒนามาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ได้คัดเลือกให้ DTGO เป็นหนึ่งในองค์กรที่ดำเนินงานอย่างมีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2022 หรือ 2022 “World’s Most Ethical Companies”   โดยในปี 2022 มีองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกจากสถาบัน Ethisphere ให้เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมทั้งสิ้น 135 องค์กร จาก 22 ประเทศ และ 45 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่ง DTGO ได้รับรางวัล “World’s Most Ethical Companies” ติดต่อกันถึง 4 ปี นับตั้งแต่ได้รับครั้งแรกในปี 2019 นับเป็น​องค์กรภาคธุรกิจแห่งแรกในประเทศไทย ที่สามารถคว้ารางวัลดังกล่าวต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน     สำหรับ DTGO ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญด้านธุรกิจและสังคม มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดี ให้กับทุกคนและสังคมทุกรุ่น ภายใต้อุดมการณ์ “Adding Value in Everything We Do” หรือการเพิ่มคุณค่าในทุกสิ่งที่ทำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม   โดย DTGO ดำเนินธุรกิจมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นำโดยบริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ จำกัด (MQDC) ธุรกิจการเงินดิจิตอล นำโดยบริษัทดิจิต้าไลฟ์  จำกัด ธุรกิจเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการร่วมทุนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมก่อตั้งบริษัทโอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Obodroid) และ บริษัทโอโบตรอนส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Obotrons) ในการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และนวัตกรรม รวมถึง Home Intelligent Systems ธุรกิจการค้าที่มีบริษัทดี ซูพรีม คอร์ปอเรชั่น จำกัดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาและการค้าระดับโลก และธุรกิจพลังงาน โดยบริษัทยูนิสัส กรีน เอ็นเนอร์จี จำกัด ในการออกแบบและดำเนินงานด้านระบบพลังงานและสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น   จากความหลากหลายทางธุรกิจ ส่งผลให้ DTGO มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ซึ่งทำให้ DTGO สามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในปี 2564 ที่ผ่านมา MQDC หนึ่งในกลุ่มธุรกิจของ DTGO ได้ร่วมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจ โรงพยาบาลสนามภาคเอกชนแห่งแรกในไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่บริษัทฯ ได้ริเริ่มให้กับสังคม   โดยโรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจนี้ นับเป็นการบูรณาการทักษะความรู้ของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีโดยโอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น ที่พัฒนา “ไข่ต้ม ฮอสพิทอล” (KaitommHospital) หรือระบบ Telemedicine Tablet สำหรับให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์สื่อสารกับผู้ป่วยแบบไร้การสัมผัส หรือพัฒนา “หุ่นยนต์ปิ่นโต” ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำหน้าที่ส่งอาหาร เครื่องดื่ม และยาภายในโรงพยาบาลสนาม   ทุ่มงบ 2% เพื่อกิจการสังคม DTGO ได้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม จึงดำเนินงานภายใต้แนวทาง Social Integrated Business อย่างมุ่งมั่น พร้อมกับมีการจัดสรร 2% ของรายรับสูงสุด ให้กับการริเริ่มและดำเนินโครงการภาคสังคมด้านต่าง ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงมูลนิธิพุทธรักษาที่เน้นด้านการศึกษา สมาคมบลูคาร์บอนโซไซตี้ ที่เน้นด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งงานด้านสาธารณสุขที่ร่วมมือกับองค์กรและมูลนิธิต่าง ๆ เป็นต้น   สำหรับการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน World’s Most Ethical Companies ถึง 4 ปีซ้อน ถือเป็นการตอกย้ำถึงการ “ดำเนินงานบนพื้นฐานของหลักจริยธรรม” ตามมาตรฐานระดับโลกของ DTGO  เนื่องจากการประเมินของสถาบัน Ethisphere มีความเข้มงวด และมีระบบการประเมินมาตรฐานระดับสากล ภายใต้ระบบการประเมิน Ethics Quotient (EQ) ซึ่งผู้ที่จะได้รับการคัดเลือก ต้องผ่านเกณฑ์ภายใต้ 5 หมวดหลัก ได้แก่ 1.ด้านกระบวนการดำเนินงาน 2.ด้านจริยธรรมและการกำกับดูแล 3.ด้านการสร้างวัฒนธรรมด้านจริยธรรม 4.ด้านหน้าที่และความรับผิดชอบขององค์กรในฐานะพลเมืองที่ดี 5.ด้านการกำกับดูแลกิจการ และด้านความเป็นผู้นำและชื่อเสียงขององค์กร   นอกจากนี้ สมาชิกองค์กรทุกคนที่ DTGO เชื่อว่าจริยธรรมและความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กร อีกทั้งความสำเร็จทางธุรกิจจะมีส่วนทำให้บรรลุเป้าหมายในการช่วยสังคมและโลกใบนี้ รวมไปถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศและทำให้ทุกคนค้นพบศักยภาพสูงสุดในชีวิต (สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับ DTGO เพิ่มเติมได้ที่ www.dtgo.com)   รายชื่อองค์กรที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นองค์กรที่ดำเนินงานอย่างมีจริยธรรมประจำปี 2565 https://worldsmostethicalcompanies.com/honorees.   บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ เปิดขายบ้าน-คอนโดใน “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ทำอสังหาฯ ต้องแตกต่าง MQDC เปิด Whizdom Club    
Ozone ดีๆ มีที่รังสิต คลอง3 – ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง3 [VDO]

Ozone ดีๆ มีที่รังสิต คลอง3 – ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง3 [VDO]

Ozone ดีๆ มีที่รังสิต คลอง3 - ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง3 Review Your Living ครั้งนี้ เราจะพาไปสูดโอโซนให้เต็มปอดกันที่ "ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง3" โครงการทาวน์โฮมสดใส สไตล์ Modern Botanical จาก บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมาพร้อม Ozone Garden ให้คุณได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติตลอด 365 วัน เพิ่ม Flexi Function สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามใจ ตอบรับกับวิถีชีวิตใหม่ ท่ามกลางทําเลศักยภาพ ที่ตอบโจทย์ Generation-C อย่างไร้ขีดจํากัด เพียบพร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางจัดเต็ม อาทิ สโมรสร พร้อมฟิตเนส สระว่ายนํ้า , Pets Zone และสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ มั่นใจเรืองความสะอาดปลอดภัยในการใช้บริการ     แบบของบ้านโครงการ ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง3 มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ ซึ่งดีไซน์มาในสไตล์ Modern Botanical พร้อมกับฟังก์ชันภายในบ้าน ที่เรียกว่า Flexi Function ที่เราสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะใช้เป็นห้องนอนเล็ก ห้องทำงาน ห้องออกกำลังกาย ห้องแต่งตัว หรือแม้แต่ห้องสำหรับสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ก็สามารถเลือกปรับได้ทุกรูปแบบ   Bloom : 2 ห้องนอน 1ห้องอเนกประสงค์ 3 ห้องนํ้า 1 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 92 ตร.ม. เริ่มต้น 17 ตร.ว.   Blossom : 3 ห้องนอน 1ห้องอเนกประสงค์ 3 ห้องนํ้า 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 120 ตร.ม. เริ่มต้น 18.4 ตร.ว.   ตัวโครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ เดินทางสะดวกสบาย เข้าออกได้ทั้งฝั่งถนนรังสิต-นครนายก และถนนคลองหลวง แถมยังมีทางด่วนอุตราภิมุขอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ทำให้การเดินทางเข้าออกเมืองเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ ยังแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ห้างสรรพสินค้า และตลาด •ตลาดพระยาสมาน 1.2 กม •Big c คลอง3 1.7 กม •ตลาดพาเจริญ 2 กม •Future Park รังสิต 8.2 กม. •Zpell 8.4 กม. •ตลาดรังสิต 8.4 กม. สถาบันการศึกษา •รร. สีวลีคลองหลวง 1.6 กม. •รร. นานาชาติสยาม 3.6 กม. •รร. สวนกุหลาบวิทยาลัย 4.9 กม. •ม.กรุงเทพ 11.1 กม. •ม.อีสเทิร์นเอเชีย 11.5 กม. •ม.ธรรมศาสตร์ 11.6 กม. •ม.ราชมงคลธัญบุรี 12.6 กม. •ม.รังสิต 14.1 กม. โรงพยาบาล •รพ. บางปะกอกรังสิต 6.4 กม. •รพ. เปาโลรังสิต 8.5 กม. •รพ. ปทุมเวช 10.3 กม. •รพ. แพทย์รังสิต 10.5 กม. •รพ. ธัญบุรี 10.6 กม. •รพ. ธรรมศาสตร์ 11.9 กม.   ทั้งหมดนี้ เปิดให้จับจองแล้วในราคาเริ่มต้น 1.99-2.69 ล้านบาท สนใจติดต่อ Tel. 086-3258839  หรือ https://www.facebook.com/MunkongFamily   โครงการอื่นที่น่าสนใจ ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1 ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี่ คลับ (ชวนชื่น) ปทุมธานี    
“รัชดา-วงศ์สว่าง” น่าอยู่อย่างไร?

“รัชดา-วงศ์สว่าง” น่าอยู่อย่างไร?

“รัชดา-วงศ์สว่าง” น่าอยู่อย่างไร?   พื้นที่ในย่าน “รัชดา-วงศ์สว่าง” โซนที่เรียกได้ว่า เป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัยขนาดใหญ่มานาน เนื่องจากการขยายตัวของชุมชน จากโซนบางซื่อมาจนถึงวงศ์สว่างจะเห็นได้ว่ามีหมู่บ้านเก่าแก่เกิดขึ้นมากมาย ประกอบกับในบริเวณนี้ยังเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ ด้วยเหตุที่มีสำนักงานใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ใกล้กับชุมทางรถไฟบางซื่อ ใกล้สถานีขนส่งหมอชิต แล้วยังมีพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐอีกมากมาย บริเวณนี้จึงมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน   สะดวกเดินทาง “รัชดา-วงศ์สว่าง” น่าอยู่อย่างไร? “แยกวงศ์สว่าง” เป็นแยกสำคัญที่เป็นจุดเชื่อมต่อถนนสายสำคัญเข้าด้วยกัน โดยมี “ถนนวงศ์สว่าง” และ “ถนนรัชดาภิเษก”  ตัดกับ “ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี” ซึ่งมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงยาวตลอดสาย จากแหล่งที่อยู่อาศัยเดิมที่เป็นบ้านแนวราบ และอาคารพาณิชย์เสียเป็นส่วนใหญ่ ก็มีเริ่มมีโครงการคอนโดมิเนียมผุดขึ้นมากมายตามแนวรถไฟฟ้า ที่ดินในโซนนี้จึงถูกพัฒนาเกือบเต็มพื้นที่ และอาจมีการชะลอตัวเล็กน้อยในช่วงที่รถไฟฟ้า MRT ทั้ง 2 สายยังไม่เชื่อมต่อถึงกัน   หลังจากที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงได้เชื่อมการเดินทางกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเสร็จสมบูรณ์ ก็ทำให้ทำเลในย่านวงศ์สว่างกลับมาเป็นที่น่าจับตาอีกครั้ง นอกจากนี้ การใช้รถส่วนตัวก็เป็นอีกทางเลือกที่ยังคงสะดวกมากเช่นกัน ด้วยเป็นทำเลที่มีจุดขึ้นลงทางด่วนอยู่ไม่ไกล แถมยังมีหลายด่านให้เลือกใช้ เช่น ด่านประชาชื่น, ด่านรัชดาภิเษก และด่านบางกรวย ในขณะที่ถนนรัชดาภิเษกซึ่งถือเป็นถนนวงแหวนรอบในของกรุงเทพฯ ก็เป็นถนนสายสำคัญที่ตัดผ่านใจกลางเมือง ใจกลางย่านธุรกิจ ทั้งฝั่งธนบุรีและพระนคร ไปจนถึงนนทบุรีกันเลยทีเดียว     และ “สถานีกลางบางซื่อ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางระบบรางขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและอาเซียน ก็เป็นอีกชุมสายของการเดินทางที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นทั้งชุมทางของรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม, รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน อีกทั้งยังเป็นสถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ของไทย แทนสถานีหัวลำโพงเดิม และในอนาคตจะเป็นสถานีรองรับระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงอีกด้วย ความเป็นศูนย์กลางการเดินทางระบบรางที่สำคัญนี่เอง จะทำให้การเดินทางไปยังภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทยมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นไปอีก   “ศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง” คอนโดมิเนียมติดใจกลางเมือง   อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วในเรื่องความเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของย่าน  “รัชดา-วงศ์สว่าง” ดังนั้นเราจะพาไปทำความรู้จักกับโครงการใหม่ล่าสุดจาก บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่กำลังจ่อคิวเปิดตัวในเร็ววันนี้     โครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง ปักหมุดริมถนนรัชดาภิเษก (ขาเข้า) ช่วงระหว่างแยกวงศ์สว่าง และแยกประชานุกูล เป็นจุดที่สามารถเดินทางได้สะดวก ไม่ว่าจะเดินทางเข้าสู่ใจกลางรัชดา ศูนย์รวมธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับการขนานนามว่า New CBD ของกรุงเทพฯ ตลอดเส้นทางที่ถนนรัชดาภิเษกตัดผ่านเราจะเห็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มากมายที่เราคุ้นเคย  อีกทั้งหน่วยงานราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมไปถึงแหล่งช้อปปิ้ง แฮงค์เอ้าท์มากมายเต็มไปหมด อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (SCB), อเวนิว รัชโยธิน, เมเจอร์ รัชโยธิน, ตึกช้าง, สำนักงานอัยการสูงสุด, โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, ศาลแพ่ง, ศาลอาญา, เมืองไทยภัทร คอมเพล็กซ์, บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต, เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา, เดอะ สตรีท รัชดา, CW Tower, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า รัชดา, เอสพลานาด รัชดา, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สถานทูตจีน, อาคารทรู ทาวน์เวอร์, เซ็นทรัล พระราม9, ฟอร์จูน ทาวน์เวอร์, G Tower ฯลฯ   ในขณะที่จากทางแยกวงศ์สว่างไป ยังมีแหล่งงานขนาดใหญ่อย่าง สำนักงานใหญ่ ปูนซีเมนต์ไทย, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นต้น     ถ้าจะบอกว่าตำแหน่งที่ตั้งของโครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง มีความเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยก็คงจะไม่เกินเลยนัก โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยทำงานที่กำลังมองหาคอนโดมิเนียมใกล้แหล่งงาน มีการเดินทางสะดวก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้อย่างรอบด้าน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบริเวณใกล้ๆ ที่ตั้งโครงการจะไม่มีร้านสะดวกซื้อในระยะที่เดินถึง และบางคนอาจจะมองว่าขาดความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องอาหารการกินไปบ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าขับรถหรือขยับออกไปทางแยกวงศ์สว่างซักนิด ก็จะเจอกับแหล่งช้อปปิ้งหลักของคนในย่านนี้อย่าง “วงศ์สว่างทาวน์เซ็นเตอร์”  หรือที่รู้จักและเรียกกันติดปากว่า “Big C วงศ์สว่าง” ซึ่งอยู่คู่แยกวงศ์สว่างมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดกำลังมีการปรับปรุงโฉมครั้งใหญ่ คาดว่าจะมีร้านค้าชั้นนำมากขึ้น รวมถึงร้านอาหารชื่อดังก็จะตามมาเปิดให้บริการอีกมากมาย  ซึ่งบรรยากาศโดยรอบนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีร้านอาหาร และคาเฟ่ ให้เลือกอีกพอสมควร และก็อยู่ไม่ห่างจากโครงการมากนัก หรือถ้าหากยังคิดว่าอยากให้ใกล้กว่านี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ พื้นที่ร้านค้าภายในโครงการจะมีร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ให้บริการด้วย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกบ้านไม่ต้องเหนื่อยเดินให้ไกลอีกต่อไป   HIGHLAND LIVELIHOOD – เปิดรับวิวมุมสูงแบบเต็มตา โครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 18 ชั้น จำนวน 3 อาคาร ที่มีแนวคิดในการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตบนที่สูงได้อย่างเต็มที่ จัดเต็มด้วย Roof TopFacilities ส่วนกลางที่ยกขึ้นไปไว้บนชั้น 18 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคาร พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่ส่วนกลางบนดาดฟ้าทั้ง 3 อาคารด้วย Jogging Track ยาว 340 เมตร เพื่อให้ลูกบ้านทุกคนได้ใช้ Facility ได้อย่างอิสระเต็มที่ และเพิ่มมุมมองการเปิดรับวิวเมืองได้กว้างเต็มสายตา โดยมีสระว่ายน้ำ ระบบน้ำเกลือ ความยาว 30 เมตร, Kids Zone และ Relaxing Pavillion อยู่บนอาคาร A ส่วน Fitness, Co-Living Spaceและ Backyard Garden จะอยู่บนอาคาร B และบนอาคาร C จะเป็นพื้นที่ของ Co-Working Space ที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองในปัจจุบันที่ต้องการพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์แรงบันดาลในการทำงานอย่างไม่รู้จบ     พื้นที่ส่วนกลางภายในโครงการไม่ได้จำกัดอยู่แต่บนชั้นดาดฟ้าเท่านั้น ด้วยไอเดียการออกแบบที่ต้องการเน้นความเรียบง่าย สงบ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงความหรูหราเอาไว้ด้วย โทนสีที่ใช้จึงเป็น Mono Tone และคุมธีมภายในเน้นใช้ Meterial หินลายธรรมชาติเป็นหลัก ให้ฟิลแบบการพักผ่อนในรีสอร์ท พร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวกว่า 3 ไร่ และเสริมด้วย Green Wall สอดแทรกธรรมชาติในทุกส่วนของโครงการ ในขณะที่รูปแบบการใช้ชีวิตแบบ New Normal ก็ถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งที่ทางโครงการให้ความสำคัญ ด้วยการออกแบบให้มีจุด Delivery Pick Up แยกเป็นสัดส่วนในทุกอาคาร, มีห้องเก็บพัสดุ และประตูอัตโนมัติเพื่อลดการสัมผัส   ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ พื้นที่ภายในโครงการยังใส่ใจการออกแบบแบบ Universal Design เพื่อรองรับผู้พิการ หรือผู้ที่ต้องใช้ Wheel Chair ให้สามารถใช้ชีวิตได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น แถมยังเตรียมพร้อมรองรับการใช้รถไฟฟ้าที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นด้วย จุดจอด EV Charger ภายในโครงการ หรือถ้าหากไม่สะดวกจะใช้รถส่วนตัว ทางโครงการก็จัดเตรียม Shuttle Bus ไว้บริการรับ-ส่ง ถึง MRT สถานีวงค์สว่างไว้ให้เรียบร้อยเลยทีเดียว     นอกจากนี้ การออกแบบและว่า Layout ห้องก็มีให้เลือกหลากหลายตามความต้องการ โดยมีไฮไลท์ อยู่ที่แปลนห้อง 1 ห้องนอน ซึ่งเป็นแบบห้องที่เพิ่ม Favorite Corner แยกจากห้องนอน สามารถใช้เป็นห้องทำงานเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ New Normal ที่ต้อง WFH กันมากขึ้น พร้อมด้วยเพดานสูงถึง 2.7 เมตร ทำให้บรรยากาศภายในห้องกว้างและโปร่งสบายมากขึ้น รวมถึงยังมีแบบห้องที่น่าสนใจอื่นๆ ทั้งห้องแบบ Loft และแบบ 2 ห้องนอนที่เหมาะกับครอบครัวขนาดเล็ก หรือกลุ่มคนที่กำลังต้องการขยับขยายที่อยู่ใหม่เพื่อสร้างครอบครัว     ปัจจุบัน ณ ที่ตั้งโครงการ ได้เปิด Sale Gallery ให้เข้าสัมผัสบรรยากาศของห้องตัวอย่างได้แล้ว ซึ่งมีให้เข้าชมด้วยกัน 2 Type ในขนาด 35 ตร.ม. เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ Layout ห้อง ซึ่งทำออกมาได้น่าสนใจทั้งคู่เลย พื้นที่ใช้สอยกำลังดี ฟังก์ชันที่จัดไว้ก็เหมาะกับการอยู่อาศัย 1-2 คน หรือกลุ่มคนทำงานที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้ๆ แหล่งงานและเดินทางสะดวก           ถ้าหากว่าคุณกำลังมองหาคอนโดมิเนียมที่เดินทางสะดวกสบาย มีบรรยากาศที่เหมาะสมในการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะไว้อยู่อาศัยเองหรือเพื่อการปล่อยเช่า โครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง ก็น่าจะเป็นคอนโดมิเนียมที่ต้องเก็บไว้พิจารณาในลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ด้วยความเป็นโครงการใหม่ล่าสุดของย่านนี้ และเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานได้เป็นอย่างดี ในราคาเริ่มต้น 1.7 ล้านบาท*   ถ้าไม่รีบตัดสินใจจับจอง โอกาสพลาดการเป็นเจ้าของน่าจะมีสูง!!   บทความน่าสนใจ “สามเสน-ราชวัตร” ย่านนี้มีเรื่องราว เตาปูน ของเราน่าอยู่ [VDO Review Around] ศุภาลัย เดินหน้าลุยตลาดคอนโด เตรียมเปิด 4 โปรเจ็กต์ใหม่    
แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู บ้านเดี่ยว 4 ห้องนอน ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิล

แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู บ้านเดี่ยว 4 ห้องนอน ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิล

แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู บ้านเดี่ยว 4 ห้องนอน ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิล รีวิวฉบับนี้ เราจะพาไปชมบ้านเดี่ยว สไตล์ Modern English Victorian ภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู" บ้านเดี่ยวบรรยากาศบ้านพักตากอากาศ ติดถนนสุขุมวิท จาก บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด มาแนะนำให้รู้จักกัน ซึ่งปักหมุดในย่านบางปูที่มีชื่อเสียงมายาวนานในเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติใกล้กรุงเทพฯ และเหมาะแก่การพักผ่อน ชมนกนางนวลที่อพยพมาในช่วงต้นฤดูหนาวของทุกปีด้วย   ถ้าพูดถึงชื่อ “บางปู” คงไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน ในโซนนี้เป็นพื้นที่ที่รองรับการขยายตัวจากเขตกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน มีถนนสายหลักอย่าง “ถนนสุขุมวิท” ตัดผ่านเพื่อเป็นเส้นทางในการเดินทางสู่ภาคตะวันออกมาก่อนถนนบางนา-ตราด และถนนสายอื่นๆ ในปัจจุบัน เราจึงเห็นว่าในย่านนี้เป็นทั้งที่ตั้งของโครงการนิคมอุตสาหกรรมมากมาย เป็นทั้งแหล่งรวมของโกดัง ศูนย์กระจายสินค้า รวมทั้งมีการขยายตัวของแหล่งที่อยู่อาศัยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาด้านคมนาคมตลอดเวลา การเดินทางสะดวก มีถนนเชื่อมต่อเส้นทางหลักได้หลายสาย เช่น ถนนสุขุมวิท ถนนเทพารักษ์ ถนนแพรกษา ถนนบางนา-ตราด ฯลฯ และยังมีรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเข้ม ซึ่งปัจจุบันมีสถานีเคหะเป็นสถานีปลายทาง  แต่ต่อไปในอนาคตส่วนต่อขยายจากสถานีเคหะ จะขยายต่อมาถึง “โซนบางปู” โดยมาสุดที่สถานีตำหรุ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่อาศัยในย่านนี้เดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น     ปักหมุดทำเลดี  แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู บ้านเดี่ยวเพื่อการอยู่อาศัย ที่ตั้งของโครงการ แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู อยู่ติดถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ซึ่งมีการเดินทางที่สะดวกไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้าเมือง หรือเดินทางสู่โซนตะวันออกของไทย แถมยังเป็นทำเลที่มีรถไฟฟ้าเข้าถึงแล้วอีกด้วย ในขณะที่บริเวณรอบๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้างสรรพสินค้าเพื่อการจับจ่ายใช้สอย โรงเรียน มหาวิทยาลัยชั้นนำ  สถานพยาบาลก็มีครบ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวอย่าง สถานตากอากาศบางปู เมืองโบราณ อีกทั้งยังมีแหล่งงานขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมอุตสาหกรรม บางพลี และศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่อีกมากมาย แต่ด้วยทำเลที่ห่างออกจากโซนนิคมอุตสาหกรรมบางปูมาพอสมควร จึงได้บรรยากาศของเมืองตากอากาศอย่างเต็มที่ และเหมากับการอยู่อาศัยเป็นอย่างมาก   ห้างสรรพสินค้าใกล้เคียง โรบินสัน สมุทรปราการ บิ๊กซี สมุทรปราการ บิ๊กซี บางพลี โลตัส บางปู แมคโคร บางพลี โฮมโปร สุวรรณภูมิ เซ็นทรัล วิลเลจ เมกา บางนา อิเกีย บางนา   สถานศึกษาใกล้เคียง โรงเรียนสวนกุหลายวิทยาลัย สมุทรปราการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ   สถานพยาบาลใกล้เคียง โรงพยาบาลรามาฯ สมุทรปราการ โรงพยาบาลรัทรินทร์ บางปู โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต.บางปูใหม่ โรงพยาบาล บางนา 2 โรงพยาบาลศครินทร์ สมุทรปราการ   สถานที่ใกล้เคียงอื่นๆ นิคมอุตสาหกรรม บางปู นิคมอุตสาหกรรม บางพลี สถานตากอากาศบางปู เมืองโบราณ   บ้านเดี่ยวสไตล์ Modern English Victorian พร้อมบรรยากาศแห่งการพักผ่อน แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู มีคอนเซปต์การออกแบบตัวบ้านมาในสไตล์ Modern English Victorian ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยเน้นที่ความหรูหรา กว้างขวางอยู่สบาย สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยเพื่อทุกคนในครอบครัว โดยมีจุดเด่นที่ฟังก์ชันภายในบ้านที่แบ่งเป็น 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ บนที่ดินตั้งแต่ขนาด 50 ตารางวาเป็นต้นไป   ภายในพื้นที่โครงการขนาด 50 ไร่ ประกอบไปด้วยบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 227 ยูนิต ที่มีรูปแบบการดีไซน์ที่สวยงามทันสมัย โดยมีแบบบ้านให้เลือกด้วยกัน 3 แบบ ซึ่งแตกต่างกันไปด้วยพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน และขนาดของที่ดิน พร้อมฟังก์การใช้งานที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของทุกคนในครอบครัว ทุกแบบบ้านมีห้องน้ำ Master Bedroom ขนาดใหญ่ พร้อมห้องน้ำในตัว รวมถึงห้องอเนกประสงค์บริเวณชั้นล่าง ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งเป็นห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ ใช้เป็นห้องพักผ่อน หรือใช้เป็นห้องทำงานก็ได้ตามแต่ไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้าน โดยมีแบบบ้านให้เลือกดังนี้   S – Simon บ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนที่ดินเริ่มต้น 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 159 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ     แบบบ้าน Simon มีขนาดกำลังดี เหมาะกับผู้ที่กำลังต้องการขยายครอบครัว และต้องการพื้นที่ส่วนตัวให้กับสมาชิกภายในบ้าน บริเวณชั้นล่างแบ่งเป็น Living Area ที่เปิดโล่งและเปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ด้วยความสูงของเพดานที่สูงถึง 2.70 เมตรในบริเวณชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เพดานสูงถึง 2.85 เมตร บริเวณ Living Area สามารถแบ่งการใช้สอยออกเป็นห้องรับแขก และห้องรับประทานอาหารได้สบายๆ รวมถึงห้องนอนชั้นล่าง ก็สามารถใช้เป็นห้องทำงาน หรือห้องนอนผู้สูงอายุได้ตามวัตถุประสงค์การใช้สอยอีกด้วย       ขึ้นมาที่บริเวณชั้น 2 แบ่งเป็น 3 ห้องนอน และ 2 ห้องน้ำ โดยมีห้อง Master Bedroom ขนาดใหญ่ พร้อมห้องน้ำในตัว แถมยังมีพื้นที่เหลือพอสำหรับทำ Walk-in Closet ได้สบายๆ นอกจากนี้อีก 2 ห้องนอนเล็กก็ยังมีขนาดกำลังดี สามารถตกแต่งเป็นห้องนอนของเด็กๆ ได้ตามในแบบบ้านตัวอย่างก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว   M – Marble บ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนที่ดินเริ่มต้น 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 167 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ         แบบบ้าน Marble จะมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขึ้นมาอีกสเต็บ แต่ฟังก์ชันภายในบ้าน ยังคงมีลักษณะเดียวกันกับแบบบ้าน Simon รวมถึงความสูงของเพดานที่สูง 2.70 เมตร และ 2.85 เมตรเช่นเดียวกัน   Living Area บริเวณชั้นล่างมีความโอ่โถงมากขึ้น สามารถวางชุดโซฟาได้ใหญ่ขึ้น พื้นที่ติดกันวางชุดโต๊ะรับประทานอาหารได้ 4 ที่นั่งกำลังสวย ซึ่งใกล้ๆ กับชุด Pantry ที่ทางโครงการตกแต่งมาให้ชมเป็นไอเดีย นอกจากนี้ในบริเวณห้องนอนชั้นล่าง ในบ้านตัวอย่างยังจำลองเป็นห้องสตูดิโอ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนปัจจุบันที่นิยมมีกิจการบนโลกโซเชียล         ในขณะที่บริเวณชั้น 2 ก็แบ่งเป็น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ซึ่งแต่ละห้องก็มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น และห้อง Master Bedroom ที่กว้างขวาง พร้อมเปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับห้องนอนเล็กอีก 2 ห้อง ก็มีหน้าต่างขนาดใหญ่มากพอให้ห้องสว่างได้ด้วยแสงจากธรรมชาติเช่นกัน     L – Luther บ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนที่ดินเริ่มต้น 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 214 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ             แบบบ้าน Luther เป็นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลักษณะเป็นบ้านหน้ากว้าง และจะมีตำแหน่งอยู่บนที่ดินแปลงมุมทั้งหมด ในส่วนของการแบ่งฟังก์ชันภายในยังคงเหมือนกันทั้งหมด แต่เพิ่มเติมที่แบบบ้าน Luther จะมีการแบ่งพื้นที่สำหรับห้องครัวไว้ภายในบ้านมาให้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงพื้นที่โถงกลางบ้านก็กว้างขวางมาก เหมาะกับครอบครัวขนาดใหญ่           ในขณะที่บริเวณชั้น 2 เมื่อขึ้นบันไดมาแล้วจะเจอกับ Living Area บริเวณโถงกลางระหว่างห้องต่างๆ ของชั้นบน ด้วยพื้นที่บ้านขนาดใหญ่ทำให้พื้นที่ใช้สอยแต่ละห้องกว้างขวางขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะห้อง Master Bedroom ที่มีประตูกระจกใสยาวตลอดแนวระเบียง พร้อมกับ Walk-in Closet ขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณหน้าห้องน้ำพอดี ในขณะที่ห้องนอนเล็กอีก 2 ห้อง กว้างพอที่จะมีโต๊ะทำงานพร้อมมุมส่วนตัวได้สบายๆ     ภายในโครงการ แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู มีพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย และมีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นส่วนตัว และลมพัดเย็นสบายเหมือนเหมาะกับการพักผ่อนและอยู่อาศัย ทางโครงการจัดสรรพื้นที่สวนกลางไว้มากมาย บริเวณโซนด้านหน้า คลับเฮ้าส์ มีทั้งสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ และสระน้ำพุที่ให้บรรยากาศการพักผ่อนเพิ่มขึ้น ภายในคลับเฮ้าส์มีทั้ง Co-working Space, Game Room และ ฟิตเนส พร้อมอุปกรณ์ครบถ้วน ถัดจากคลับเฮาส์เข้ามาด้านในโครงการ เป็นสวนสไตล์อังกฤษขนาดใหญ่ ตรงตามคอนเซปต์ Modern English Victorian ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่, ลู่วิ่ง, มุมนั่งเล่นพักผ่อน แถมยังเอาใจคนรักสัตว์เลี้ยงแบบเต็มที่ เพราะมีพื้นที่ Pets Zone ไว้ให้น้องหมาได้วิ่งเล่นได้อย่างสบายใจ        โครงการ แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยเป็นอย่างมาก ทั้งในส่วนของบรรยากาศโดยรวมภายในโครงการ และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่จัดว่ามีพร้อมสรรพ ในอนาคตส่วนต่อขยายของสถานีรถไฟฟ้ามาถึงสถานีตำหรุ ก็จะยิ่งทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งแบบบ้านของโครงการก็มีให้เลือกหลายแบบ สำหรับผู้อาศัยที่ต้องการขยายครอบครัวใหญ่ขึ้น หรือต้องการพื้นที่สำหรับสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น อีกทั้งตัวโครงการเองก็ได้รับความสนใจจากคนในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับพื้นที่อยู่แล้ว อีกทั้งราคาเริ่มต้นในระดับที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำให้โครงการนี้ถูกจับจองอย่างรวดเร็ว     สนใจโครงการ แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู หรือต้องการข้อมูลโปรโมชั่นเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ www.sivarom.co.th/grand-bang-pu/   บทความที่เกี่ยวข้อง สิวารมณ์ วิลเลจ สุขุมวิท-เทพารักษ์ “สิวารมณ์” ขน 7 โครงการ อัดแคมเปญ ดันยอดขาย    
คลิปรีวิว Dyson V12 Detect Slim แกะกล่องเทคโนโลยีตรวจจับฝุ่นด้วยเลเซอร์รุ่นแรก!!

คลิปรีวิว Dyson V12 Detect Slim แกะกล่องเทคโนโลยีตรวจจับฝุ่นด้วยเลเซอร์รุ่นแรก!!

Dyson V12 Detect Slim Dyson V12 Detect Slim เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นแรก ที่ใช้เทคโนโลยีการตรวจจับด้วยเลเซอร์ เผยให้เห็นฝุ่นที่ซ่อนอยู่ตามบ้านของคุณ!! เครื่องดูดฝุ่นไร้สายขนาดกะทัดรัดที่ทรงพลังที่สุดของ Dyson สามารถตรวจจับ ดูดฝุ่น ปรับโหมดได้อัตโนมัติ และยังสามารถนับจำนวนฝุ่นด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก   การตรวจจับฝุ่นด้วยเลเซอร์ เผยให้เห็นอนุภาคฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เลเซอร์สีเขียวจะติดตั้งอยู่ในหัวดูดทำความสะอาด Fluffy ช่วยตรวจจับฝุ่นได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยี Acoustic Dust Sensing จะช่วยให้คุณมั่นใจว่าคุณได้ทำความสะอาดอย่างล้ำลึก หน้าจอ LCD จะแสดงขนาดและจำนวนของอนุภาคให้ผู้ใช้ได้เห็น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของการทำความสะอาดแบบเรียลไทม์โดยการนับและวัดอนุภาคของฝุ่นด้วยกล้องจุลทรรศน์ นอกจากนี้ piezo เซ็นเซอร์จะช่วยปรับพลังดูดและเปลี่ยนโหมดตามประเภทของพื้นต่าง ๆ และปริมาณฝุ่นได้โดยอัตโนมัติ หัวแปรงทำความสะอาด anti-tangle hair screw แบบใหม่ สามารถดูดเส้นผมที่หลุดร่วงตามพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แถบแปรงทรงกรวยป้องกันการพันกันของเส้นผมจะดูดเส้นผมเข้าไปในถังฝุ่นได้ง่ายดายและน่าทึ่ง เป็นการทำความสะอาดด้วยมอเตอร์สำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก     การสร้างบ้านที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีและถูกสุขลักษณะสามารถทำได้ง่ายขึ้น วันนี้ Dyson ได้เปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นใหม่ Dyson V12 Detect Slim ออกแบบมาเพื่อตรวจจับฝุ่นที่ซ่อนอยู่ตามบ้านและมีขนาดเล็กเท่า 10 ไมครอน ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ Piezo จึงทำให้เครื่องสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ถูกดูดเข้าไป   เครื่องดูดฝุ่นรุ่นล่าสุดนี้พัฒนาโดยทีมนักวิศวกรกว่า 370 คนทั่วโลก โดยขับเคลื่อนด้วยพลังของมอเตอร์ Dyson Hyperdymium ที่สามารถสร้างกำลังดูดอากาศได้สูงถึง 150 วัตต์ นอกจากนี้ ระบบการกรอง 5 ขั้นตอนจะช่วยดักจับอนุภาคฝุ่นที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.99% เพื่อการทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก Dyson V12 Detect Slim จึงเป็นตัวช่วยในการสร้างบ้านที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีและถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาปัจจุบันนี้ ผู้คนกว่า 60% หันมาทำความสะอาดบ้านบ่อยมากกว่าที่เคย     “ในฐานะนักวิศวกร งานของเราคือการหาทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่เราพบเจอ และตลอด 12 เดือนที่ผ่านมานี้ เราได้พบกับปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายเนื่องจากเราได้ใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น” James Dyson หัวหน้าวิศวกรและผู้ก่อตั้งกล่าว “เราหลายคนได้หันมาใส่ใจในการทำความสะอาดมากขึ้น พยายามกำจัดฝุ่นและทำให้บ้านสะอาด แต่เราก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าบ้านของเราสะอาดอย่างแท้จริง   เทคโนโลยีเลเซอร์ที่ถูกพัฒนามาใช้กับเครื่องดูดฝุ่นรุ่นล่าสุดของเราจะช่วยเผยให้เห็นถึงฝุ่นที่ซ่อนอยู่ตามบ้านโดยการติดตั้ง diode เลเซอร์เข้ากับหัวทำความสะอาดในตำแหน่งที่แม่นยำในมุม 1.5 องศา ห่างจากพื้น 7.3 มม. เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกระหว่างฝุ่นตามพื้นและพื้นบ้าน นอกจากนี้ เครื่องยังสามารถคัดแยกขนาดและนับจำนวนอนุภาคอย่างพิถีพิถันถึง 15,000 ครั้งต่อวินาทีโดยใช้ acoustic piezo เซ็นเซอร์ซึ่งแปลงการสั่นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า และแสดงขนาดและจำนวนของอนุภาคที่ถูกดูดเข้าไปบนหน้าจอ LCD ได้อย่างแม่นยำ   Dyson V12 Detect จึงเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ทรงพลังและชาญฉลาดด้วยการแสดงให้เห็นถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการทำความสะอาดบ้านของคุณ”   การตรวจจับฝุ่นด้วยเลเซอร์ Dyson ได้ออกแบบเทคโนโลยีเลเซอร์ตรวจจับฝุ่นเพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าบ้านของคุณได้รับการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก เลเซอร์ Dust Detection เผยให้เห็นอนุภาคขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เลเซอร์ที่ทำมุมได้อย่างแม่นยำถูกติดตั้งอยู่ในส่วนหัวแปรงทำความสะอาด     แนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อนักวิศวกรของ Dyson ได้สังเกตเห็นอนุภาคฝุ่นในอากาศภายในบ้านเมื่อมีแสงแดดเปล่งประกาย พวกเขาเริ่มคิดค้นว่าจะนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับฝุ่นผงที่เรามองไม่เห็นในบ้านได้อย่างไร ทีมงานจึงได้ทดลองกับแสงเลเซอร์ในห้องปฏิบัติการเพื่อทดสอบว่าวิธีนี้จะสามารถทำได้หรือไม่ จึงทำให้เกิดโซลูชันใหม่ขึ้น   นักวิศวกรของ Dyson ได้พัฒนา diode เลเซอร์สีเขียวซึ่งมีความสามารถในการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้ที่ดีที่สุด และติดตั้งเข้ากับหัวแปรงทำความสะอาด Slim Fluffy โดยจัดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำที่มุม 1.5 องศา ห่างจากพื้น 7.3 มม. ทำให้สามารถดักจับฝุ่นที่ซ่อนอยู่บนพื้นผิวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและดูดฝุ่นให้หมดออกได้   เซ็นเซอร์ Piezo นักวิศวกรของ Dyson เข้าใจดีว่าในปัจจุบันนี้ผู้คนต้องการมีบ้านที่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น Dyson จึงพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ผู้ใช้ตรวจวัดฝุ่นที่ตรวจพบเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความสะอาดเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์แบบเรียลไทม์   Acoustic Piezo เซ็นเซอร์ถูกติดตั้งในหัวแปรงทำความสะอาด ตัวเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ในหัวแปรงจะดูดอนุภาคขนาดเล็กเข้าไป และคำนวณจำนวนอนุภาคได้สูงถึง 15,000 ครั้งต่อวินาที นอกจากนี้ เมื่อฝุ่นถูกดูดเข้าไปและผ่านตัว Piezo เซ็นเซอร์สู่ถังฝุ่น ตัวเครื่องจะสามารถแสดงขนาดและปริมาณฝุ่นบนจอ LCD ดังนั้น ผู้ใช้จึงสามารถเห็นได้ว่าเครื่องดูดฝุ่นได้ดูดฝุ่นไปแล้วมากน้อยเพียงใด ตลอดจนขนาดของอนุภาคต่าง ๆ ที่ดูดได้     นอกจากนี้ เครื่องดูดฝุ่นยังได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับเปลี่ยนโหมดพลังดูดได้โดยอัตโนมัติเมื่อเครื่องตรวจพบฝุ่นจำนวนมากขึ้นในขณะที่กำลังใช้งานในโหมดอัตโนมัติ และจะปรับสู่โหมดพลังดูดแบบปกติเมื่อตรวจพบฝุ่นที่มีปริมาณน้อยลง   เทคโนโลยี Anti-Tangle หัวแปรงทำความสะอาด anti-tangle Hair screw ใหม่ได้ถูกพัฒนาแถบแปรงเป็นทรงกรวย ป้องกันการพันกันของเส้นผมกับตามแถบหัวแปรงที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งหัวแปรงนี้จะดูดเส้นผมของมนุษย์และขนสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้อย่างง่ายดายและน่าทึ่ง ลดปัญหาเส้นผมพันติดแกนหัวดูด และลดปัญหาการทำความสะอาดหัวแปรงได้อีกด้วย   ระบบการกรอง เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson V12 Detect Slim มาพร้อมกับเทคโนโลยีการกรองขั้นสูงของ Dyson 5 ขั้นตอน ซึ่งดักจับอนุภาคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอนได้ 99.99% และปล่อยอากาศที่ผ่านการกรองให้สะอาดขึ้นออกมาเท่านั้น เทคโนโลยีไซโคลนของ Dyson มีประสิทธิภาพในการแยกฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากพื้น และปิดผนึกไม่ให้ฝุ่นรั่วไหลกลับออกมาในบ้านของคุณ   การวางจำหน่าย เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson V12 Detect Slim จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ในราคา 21,900 บาท สำหรับรุ่น Fluffy และราคา 25,900 บาท สำหรับรุ่น Total Clean หากสนใจซื้อสามารถเข้าไปได้ที่ Dyson.co.th หรือร้าน Dyson Demo สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว สยามพารากอน และไอคอนสยาม     บทความที่เกี่ยวข้อง รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ ไรฝุ่น ผู้ร้ายบนที่นอน (Dyson V8 Carbon Fibre)    
SCOPE Langsuan เปิดตัว ‘Thomas Juul-Hansen Edition’ จากดีไซน์เนอร์ระดับโลก

SCOPE Langsuan เปิดตัว ‘Thomas Juul-Hansen Edition’ จากดีไซน์เนอร์ระดับโลก

SCOPE Langsuan ‘Thomas Juul-Hansen Edition’ สุดยอดของ Fully-Furnished โดยดีไซน์เนอร์ผู้ออกแบบเพนท์เฮาส์เจ้าของสถิติราคาแพงที่สุดใน นิวยอร์ก และอพาร์ตเมนท์ที่แพงที่สุดในลอนดอน   นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด บริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับอินเตอร์เนชั่นแนลพรีเมี่ยมผู้พัฒนาโครงการ SCOPE Langsuan คอนโดมิเนียมมูลค่า 9,500 ล้านบาทบนที่ดิน freehold ที่แพงที่สุดในประเทศไทย ได้ร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ระดับโลก Thomas Juul-Hansen ดีไซน์เนอร์ชื่อก้องโลกจากนิวยอร์กผู้ออกแบบเพนท์เฮาส์เจ้าของสถิติราคาแพงที่สุดในนิวยอร์กเมื่อปี 2015 ราคา 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,300 ล้านบาท) และอพาร์ตเมนท์ที่แพงที่สุดในลอนดอนราคา 61 ล้านปอนด์ (2,740 ล้านบาท) ออกแบบ ‘Thomas Juul-Hansen Edition' แคมเปญพิเศษอัพเกรด One-Bedroom Residence ให้เป็นห้อง Fully-Furnished ที่ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้าที่ได้ถูกบรรจงเลือกโดย Thomas Juul-Hansen รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ Thomas Juul-Hansen ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับโครงการ รวมมูลค่ากว่า 8 ล้านบาท ซึ่งจะมอบให้สำหรับห้อง One-Bedroom Residence ทุกห้องของ SCOPE Langsuan ที่ทำการจองภายในเดือนสิงหาคมนี้ “ห้อง Fully-Furnished โดย Thomas Juul-Hansen นี้ลูกค้าสามารถนัดเข้าชมที่สำนักงานขายที่ถนนหลังสวนก่อนจะทำการย้ายห้องตัวอย่างทั้งหมดไปที่อาคารจริงช่วงเดือนพฤศจิกายนผมอยากจะทำอะไรพิเศษโดยร่วมมือกับ Thomas Juul-Hansen ในการออกแบบห้อง One-Bedroom Residence ที่เป็นห้องที่สมบูรณ์แบบตามจินตนาการของดีไซน์เนอร์พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์นำเข้าที่ Thomas ได้เจาะจงเลือกอย่างพิถีพิถัน และเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่ต้องการขนาดหรือรูปแบบพิเศษก็ได้รับออกแบบโดย Thomas สำหรับ SCOPE Langsuan โดยเฉพาะ ซึ่งถือว่าพิเศษมากกับโอกาสเป็นเจ้าของห้องที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบห้องพักที่แพงที่สุดทั้งนิวยอร์กและลอนดอนที่นอกเหนือจากการเลือกเฟอร์นิเจอร์ก็ยังมาออกแบบและตกแต่งให้ครบถึงทุกรายละเอียดครับ” โครงการ SCOPE Langsuan มูลค่าโครงการ 9,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนที่ดิน freehold ราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2022 เปิดให้ชมห้องตัวอย่างที่ Sales Gallery ในรูปแบบ Appointment Only ท่านที่สนใจสามารถนัดเข้าชมได้ทาง 02-028-9788 หรือ www.scopecollection.com   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รีวิวคอนโดโครงการสโคป หลังสวน (SCOPE Langsuan)  
The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ

The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ

The Forestias - เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อ trend การเลือกที่อยู่อาศัยของคนปัจจุบันมีความโหยหาธรรมชาติมากขึ้น บางคนเลือกที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้าน ในขณะที่บางคนกลับเลือกที่ย้ายตัวเองเข้าไปอาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ จะได้สัมผัสวิถีอันเรียบง่ายอย่างใกล้ชิด จะดีแค่ไหน ถ้ามีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน และสร้างระบบนิเวศอย่างเข้าใจ ที่ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้      “The Forestias” เมืองต้นแบบโครงการแรกของโลก ที่จะนำมนุษย์กลับมาอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน บนผืนป่าขนาด 30 ไร่ โอเอซิสแห่งเดียวในกรุงเทพ ผ่านการศึกษาและออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นับจากการปรับปรุงดิน สร้าง Landscape ไปจนถึงการจัดสรรแหล่งน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้เมล็ดทุกเมล็ดเติบโต พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแท้จริง ดึงดูดสัตว์น้อยใหญ่ให้กลับเข้ามาอาศัยในป่า จนเกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ให้ทุกชีวิตอาศัยร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ “The Forestias” ยังต้องการให้ที่ดินขนาด 398 ไร่แห่งนี้ เป็นโครงการเมืองแห่งแรกของโลก ที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิต ที่จะมอบความสุขและสุขภาพที่ดีได้อย่างรอบด้าน     โดยการจัดวางที่อยู่อาศัยในรูปแบบต่างๆ บนพื้นที่ที่เหมาะสมและกลมกลืนไปกับผืนป่า เพื่อสร้างสังคมเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้อาศัยอย่างแท้จริง ผ่านแบบบ้านหลากหลายแบรนด์ อาทิ “Whizdom” คอนโดมิเนียมเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในทุก passion ทั้งวันนี้และอนาคต “Mulberry Grove” Low-Rise Condo ที่ออกแบบเพื่อไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ ใกล้ชิดธรรมชาติ “Mulberry Grove Villa” บ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ที่มุ่งตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่หลากหลายgenerations “Six Senses” อีกรูปแบบของที่อยู่อาศัยบริหารโดยซิกส์เซนส์ แบรนด์เซอร์วิสระดับโลก และ “The Aspen Tree”  Wellness Condominium สังคมแห่งการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุ ที่ครบวงจรที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพื้นที่ทั้งหมดในโครงการ จะถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่าน “ทางเดินยกระดับความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร” ซึ่งทอดตัวเหนือผืนป่า ท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์   “Forest Pavilion” อาคารศูนย์การเรียนรู้สุดอลังการ มิติใหม่ของการจัดแสดงห้องตัวอย่างของโครงการต่างๆ ใน The Forestias  ที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ในทุกมิติเสมือนการอยู่อาศัยจริง ผ่านการผสมผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ ซึ่งคุณจะได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และแนวคิดสำคัญในการพัฒนาโครงการอย่างครบถ้วน  เตรียมเปิดให้เข้าชม และพร้อมเปิดการขายอย่างเป็นทางการ 8 พฤษภาคมนี้  ลงทะเบียนได้ที่ Call Center 1265 หรือ www.MQDC.com   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง MQDC เตรียมเปิด “เดอะ ฟอเรสเทียร์” เมกะโปรเจกต์ 2.5 แสนล้าน ต้นปี 2564 MQDC x THE FORESTIAS ช่วยชีวิตต้นไม้กว่า 500 ต้น สร้างกำแพงธรรมชาติดักฝุ่น PM 2.5 ครั้งแรกของโลกที่ป่าธรรมชาติและสังคมอยู่รวมกันในเมือง THE FORESTIA  
รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน “ถนนจันทน์”

รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน “ถนนจันทน์”

รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน "ถนนจันทน์" ช่วงนี้อากาศกำลังดีค่ะ วันนี้เลยจะพาทุกคนไปเดินเล่นแถวๆ "ถนนจันทน์" กันซักหน่อย ด้วยความที่เป็นพื้นที่คุ้นเคยเพราะเกิดและโตในย่านนี้จนคุ้นชินกับบรรยากาศของชุมชนในระแวก และเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ก็ตั้งแต่ยังไม่ตัดถนนนราธิวาสฯ นั่นแหละ คงไม่ต้องสืบแล้วนะว่าเกิดมานานขนาดไหน อิอิ   ย่านถนนจันทน์เป็นย่านของชุมชนเก่าค่ะ บรรยากาศคึกคักพลุกพล่านตลอดทั้งวัน ที่สำคัญ.. เป็นแหล่งที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินอยู่พอตัว เรียกว่ามีร้านเก่าแก่ ร้านอร่อย ร้านดัง พ่วงด้วยร้านใหม่ๆ ตามสมัยนิยมมาเปิดกันมากมายเลยทีเดียว รอบนี้เราเลือกปักหมุดในโซนหัวถนนที่เชื่อมต่อกับถนนนางลิ้นจี่ ลัดเลาะไปตามถนนจันทน์เก่า แล้วก็วนมาที่ถนนจันทน์ตัดใหม่ (ซื่งไม่ใหม่แล้ว) เพราะเราเห็นว่าโซนนี้มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่เยอะ คอนโดใหม่ก็แยะ พอๆ กับที่มีร้านชิคๆ คูลๆ อีกหลายร้านจนเราอยากจะขออวดซะหน่อย   เลาะรั้วรอบ "ถนนจันทน์" เริ่มต้นด้วยไลฟ์สไตล์แบบสายเฮลท์ตี้ ต้องไม่พลาดร้าน “Snooze Atlas” ร้านสีเขียวขนาดกะทัดรัดริมถนนนางลิ้นจี่ ที่มี Smoothies Blows คุณภาพไม่กะทัดรัดเลยนะจ๊ะ แต่ละถ้วยอัดแน่นไปด้วยผักผลไม้สดแช่แข็ง อุดมไปด้วยวิตามินธรรมชาติ เราแนะนำให้บูสเช้าวันใหม่กันด้วย “Acai Sunset” เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระจาก Super Fruit ให้เต็มคำกันก่อน แถมยังอิ่มท้องด้วย Topping ที่คัดแล้วว่าดีต่อสุขภาพอีกเพียบ ทั้งเมล็ดเจีย งาขี้ม่อน เกสรผึ้ง โกจิเบอร์รี่ มะพร้าวคั่ว กราโนล่า และผลไม้สด Smoothies ถ้วยนี้ได้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ แถมยังเย็นฟรีซสุดๆ กันไปเลย กินแล้วรับรองว่าสดชื่นตลอดทั้งวันแน่นอน   นอกจาก Acai Sunset ที่เราเลือกแล้ว ที่ร้านก็ยังมี Smoothies Blows ให้เลือกอีกหลายแบบ ซึ่งอ่านชื่อเมนูและส่วนผสมแล้วก็อยากลองไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Afternoon Delight, Green Twelve หรือแม้แต่เมนูง่ายๆ อย่าง Strawberry Milkshake ก็เหมาะกับการ take away ในวันที่เร่งรีบ แต่ต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพนะจ๊ะ     บรรยากาศในร้านเล็กๆ แห่งนี้ อัดแน่นไปด้วยต้นไม้สวยๆ แบบทุกซอกทุกมุมคือพื้นที่สีเขียว เหมาะกับสายเช็คอินขยันโพส รับรองว่าคุณจะได้รูปสวยไปลง IG เพียบแน่ๆ  ต้นไม้ที่เห็นในร้านไม่ได้ตั้งโชว์เฉยๆ นะคะ ใครอยากได้เค้าก็ขายจ้า เพราะใกล้ๆ กันมีร้านชื่อ “Garden Atlas” ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน ในร้าน Garden Atlas จะเต็มไปด้วยต้นไม้ยอดฮิตหลายหลายชนิด พร้อมอุปกรณ์เพาะปลูกกะจุ๊กกะจิ๊กอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดปลูก หรือเป็นสายสะสมไม้แปลก เชิญไปเลือกดูที่ร้านนี้ได้เลยค่ะ ร้านน่ารักจนเราขอยกตำแหน่งให้เป็นร้านรวมต้นไม้ที่ชิคที่สุดของย่านนี้ไปเลย     ถ้าไม่ค่อยถูกจริตกับสายเฮลท์ตี้ แต่เป็นสาวกสายแป้งที่อินกับกลิ่นเนย เราแนะนำให้ไปโดน “Amantee The Bakery” ร้านอบขนมปังสัญชาติฝรั่งเศสเจ้าดังที่ฮิตติดท็อปชาร์ตในเวลานี้  ยิ่งถ้าเป็นคนรัก “ครัวซอง” ตัวยงยิ่งห้ามพลาด!!  หลายคนอาจจะเคยกินขนมปังฝรั่งเศสนานาชนิดของร้านนี้มาบ้างแล้วจากสาขาใน Emquartier ซึ่งจุดกำเนิดของขนมปังหอมๆ ในแต่ละวันซ่อนตัวอยู่ในร้านขนาด 2 คูหาบนถนนจันทน์เก่าแห่งนี้นี่แหละ ที่บอกว่าซ่อนตัวนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยนะ เพราะหลายคนคิดไม่ถึงว่า บนถนนจันทน์เก่าที่เป็นถนนเล็กๆ ที่เกือบจะถูกลืมไปแล้วจะมีร้านขนมอบดีๆ มาเปิดกับเค้าด้วย!!     ถ้าใครอยากกินขนมปังอุ่นๆ จากเตา เราแนะนำให้ไปกันแต่เช้า ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเมนูเด็ดๆ หลายตัวหมดเกลี้ยงตั้งแต่ยังไม่ทันเที่ยงเลยจ้า กลิ่นหอมๆ ของขนมปังอบใหม่มักจะทำให้เราขาดสติ แล้ววัตถุดิบหลักในร้านรวมถึงตัวเชฟก็นำเข้ามาจากฝรั่งเศสทั้งหมด ไม่อร่อยแบบต้นตำรับก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว   สำหรับ Croissant Lover ที่ชื่นชอบเนื้อสัมผัสแบบผิวนอกกรอบนิด เนื้อในนุ่มหนึบ ชุ่มเนยหน่อย ให้รีบไปเก็บแต้มบุญสะสมความอร่อยไว้ได้เลย (แต่สำหรับเราแล้วยังมีร้านอื่นที่มีครัวซองโดนใจกว่านี้ค่ะ) ส่วนขนมปังตัวอื่นๆ ก็อร่อยไม่น้อยหน้ากันนะคะ ระหว่างที่กำลังเลือกขนมอยู่ในร้านเราก็เห็นลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติมาซื้อกลับไปรัวๆ เลยทีเดียวจ้า แล้วจะไม่ให้แนะนำว่าเป็นร้านอร่อยประจำย่านได้อย่างไร     อย่างที่บอกว่าในย่านถนนจันทน์นี้มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ที่ชัดเจนเลยก็คือบริเวณปากซอยเย็นอากาศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “Market Place นางลิ้นจี่” คอมมิวนิตี้มอลล์ ที่มี Tops Market เป็นตัวชูโรง มีผัก ผลไม้ วัตถุดิบทำอาหาร แล้วก็สินค้านำเข้าให้เลือกเยอะเลยค่ะ คงเพราะมีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในย่านนี้มากขึ้นด้วยแหละ เลยได้อัพเกรดจากที่เคยเป็นแค่ Tops Supermarket อย่างเดียวก็ขยายพื้นที่มาเป็นคอมมิวนิตี้มอลล์แทน นอกจากนี้ก็ยังมี ร้านกาแฟ ร้านอาหารชื่อเพิ่มขึ้นมาอีกหลายร้าน รวมถึง Home Pro S ก็มาเปิดที่ชั้นใต้ดินด้วย     สำรวจแหล่งช้อปปิ้งกันเบาๆ แล้ว เรายังมีร้านอาหารมาแนะนำอีก 2 ร้าน 2 สไตล์ เป็นร้านเก่าแก่พอๆ กันทั้งคู่ เริ่มจากมื้อกลางวันแบบง่ายๆ ที่ “ร้านมานี หมูสเต๊ะ” แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าต้องกิน “หมูสเต๊ะ” ซึ่งเป็นเจ้าเก่าจากท่าดินแดง จึงรับประกันเรื่องรสชาติที่ได้มาตรฐาน ทางร้านเลือกใช้หมูอนามัยจากเบทาโกร นำมาหมักเครื่องเทศอย่างดีกินคู่กับน้ำจิ้มหมูสเต๊ะ และเพิ่มรสชาติด้วยอาจาดอีกคำถึงจะครบเครื่อง แต่ถ้าอยากได้อาหารที่หนักท้องมากขึ้น อยากให้ลองสั่งข้าวราดแกง หรือแยกเป็นกับข้าวก็ได้นะคะ พวกเมนูแกงต่างๆ จัดว่าดี เลยอยากแนะนำให้ได้ลองชิมดูค่ะ กับข้าวในร้านก็จะหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน แวะไปกินได้บ่อยๆ เลย     ไปต่อกันที่ร้าน “ครัวสาธร” ร้านเก่าแก่ที่ย้ายมาจากย่านสาทร อาหารในร้านเน้นอาหารไทยสไตล์ครอบครัวค่ะ เพราะมีเมนูให้เลือกมากมาย รสชาติเหมาะกับทุกวัย เมนูที่อยากแนะนำให้ลองคือ 2 เมนูในสไตล์กุ๊กช็อป อาหารฝรั่งสไตล์จีนที่หากินได้ยากอย่าง “สลัดเนื้อสัน” สลัดผักน้ำใส เสิร์ฟมาพร้อมกับเนื้อสันในชิ้นหนาที่กริลมาอย่างพอดิบพอดี และ “ซี่โครงหมูอบ” ที่ใช้เนื้อหมูส่วนพอร์คช้อปคลุกเกล็ดขนมปังทอด แล้วราดด้วยน้ำสตูข้นๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นเมนูเก่าแก่ตัวชูโรงกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมี ปลาช่อนแป๊ะซะ, ถุงทอง, ห่อหมกขนมครก และเมนูตามฤดูกาลอีกหลายจานเลยค่ะที่เห็นชื่อเมนูก็ชวนให้หิวแล้ว     มาถึงร้านสุดท้ายที่ขอเอาใจคนชอบงานคราฟ เราขอจับมือพาไปเที่ยวร้าน “YARNNAKARN x AGO” บริเวณปากซอยนางลิ้นจี่ 4  ร้านขายสินค้าเซรามิกทำมือที่ชิคสุดๆ งานทุกชิ้นเกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้จากธรรมชาติรอบตัว รวมถึงวัตถุดิบที่นำมาใช้ก็ล้วนแต่หาได้ในประเทศไทยทั้งหมดเลยนะคะ พอมาผสมผสานกันแล้วชิ้นงานแต่ละชิ้นก็จะมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน มีความเป็น Master Piece ในตัวเอง ถ้าอยากได้ของแต่งบ้านเก๋ๆ ไม่ซ้ำใครเราแนะนำว่าห้ามพลาดร้านนี้ค่ะ พื้นที่ชั้น 2 ของร้านเปิดโชว์ผลงานเป็นแกลลอลี่เล็กที่มักจะมีงานดีๆ มาจัดแสดงอยู่เรื่อยๆ เช่นกันค่ะ ส่วนพื้นที่ชั้น 3 เป็นร้าน AGO คาเฟ่สุดชิคที่แอบซ่อนตัวอยู่บนดาดฟ้านี่เอง ชั้นบนนี้มีเสื้อผ้าและข้าวของสไตล์วินเทจให้เลือกช้อปกันด้วยนะคะ     เดินดูของกันพอหอมปากหอมคอแล้ว แนะนำให้ลองเลือกเครื่องดื่มซักแก้วจาก AGO Cafe มาดับกระหายสักหน่อยค่ะ นอกจากกาแฟเมนูต่างๆ แล้ว ห้ามพลาด “AGO Special Craft Drink” เครื่องดื่มสุดเก๋ที่รังสรรค์ด้วยแรงบันดาลใจจากชื่อถนนนางลิ้นจี่อันเป็นที่ตั้งของร้าน โดยเมนูต่างๆ ของ Craft Drink นี้จะมีส่วนผสมหลักคือ “น้ำลิ้นจี่” แล้วนำมาผสมกับไซรัปที่ทางร้านปรุงขึ้นเอง ซึ่งมีให้เลือกมากถึง 8 ชนิด แล้วไซรัปแต่ละตัวก็จะให้กลิ่นและรสชาติที่พิเศษแตกต่างกันออกไปนะคะ กลายเป็นเรื่องสนุกเล็กๆ ที่เราได้ลองดมกลิ่นไซรัป แถมยังสนุกกับการชิมเครื่องดื่มในแก้วสวย พร้อมบรรยากาศสบายๆ ของสวนบนดาดฟ้า ที่คล้ายว่าเราได้ปลีกตัวมานั่งพักระหว่างวัน ให้หยุดนิ่งเงียบๆ ซักหน่อยแล้วค่อยไปต่อค่ะ     เสน่ห์ของถนนจันทน์ไม่ได้หมดแต่เพียงแค่นี้นะคะ ถนนสายนี้ยังมีทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจและของอร่อยๆ รออยู่อีกมากมาย ไว้เราจะหาโอกาสพาทุกคนมาเที่ยวเล่นแถวบ้านเราอีก แต่ถ้าใครอยากย้ายมาเป็นชาวถนนจันทน์ มาเป็นเพื่อนบ้านในระแวกเดียวกับเรา ลองแวะไปเยี่ยม Sale Gallery โครงการ The ISSARA Sathorn กันได้นะคะ     ตอนนี้เค้ามีโปรโมชันพิเศษ “ISSARA DAY Yes ทุกดีล” 14 - 15 พ.ย.นี้ พบกันได้ที่สำนักงานขายทุกโครงการ เพื่อเลือกข้อเสนอที่ "YES" ตามใจคุณ กับ 9 ทำเลคุณภาพจากชาญอิสสระ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก : https://bit.ly/38pMb8Q วันนี้ - 15 พ.ย. นี้เท่านั้น #IssaraDayYesทุกดีล #Charnissara คลิกเข้าไปดูข้อมูลโครงการกันก่อนที่ The ISSARA Sathorn  
ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ คอนโดเพื่อชีวิตติดเมือง ใกล้รถไฟฟ้า แค่ 10 นาทีก็ถึงสาทร

ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ คอนโดเพื่อชีวิตติดเมือง ใกล้รถไฟฟ้า แค่ 10 นาทีก็ถึงสาทร

“คุณคะ.... ทำงานที่สาทรรึเปล่าคะ?” ถ้าคำตอบคือใช่ เชื่อว่าคุณคงคุ้นชินกับชีวิตเร่งรีบ แยกไฟแดงรถเยอะๆ และบรรยากาศที่ผู้คนขวักไขว่เกือบตลอดทั้งวันเช้าจรดค่ำ ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ ก็เพราะเป็นศูนย์กลางธุรกิจขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ มีบริษัทใหญ่ๆ และอาคารสำนักงานเรียงรายเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ของคนเมือง ซึ่งมีความหลากหลายและน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว   พอพูดถึง “สาทร” ใครๆ ก็คงนึกถึงชีวิตพนักงานออฟฟิศที่ต้องแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา และเราก็เป็นคนนึงที่ใช้ชีวิตอยู่ในสาทรเสียเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่าในวันทำงานที่ยุ่งแสนยุ่งจะกินจะดื่มอะไรก็ต้องทำเวลาไปหมด แต่ถึงจะรีบแค่ไหนก็ยัง Keep Cool ได้นะจ๊ะ   ชีวิตสนิทกับสาทร เอาล่ะ เริ่มกันตั้งแต่เช้าก่อนเริ่มงานก็ต้องปลุกตัวเองกันนิดนึง กาแฟดีๆ ซักแก้วต้องมีนะคะ และถ้ารีบๆ กลัวแตะนิ้วเข้างานไม่ทันก็ต้องสไตล์ Grab&Go เลยจ้า “Mouthfeel x Warm Batch Roasters” สาขานี้เค้าเป็น Speed Bar ร้านเล็กขนาดกระทัดรัดแทบไม่มีที่ให้ยืนรอในช่วงเช้าและพักกลางวัน แต่เค้าก็ชงกาแฟได้รวดเร็วทันใจ รสชาติดี แถมราคาไม่แรงได้ใจชาวออฟฟิศไปเต็มๆ เลย     มีกาแฟติดมือแล้วก็รีบไปทำงานที่เรารักได้แล้วค่ะ     ช่วงพักกลางวันเป็นอีกเวลาที่เร่งรีบไม่แพ้กันเลยค่ะ อย่างที่รู้ว่าถนนสาทรเป็นแหล่งรวมบริษัทใหญ่ๆ ไว้มากมาย ดังนั้นปริมาณพนักงานออฟฟิศก็ล้นหลามไม่แพ้กันเลยทีเดียว มีเวลาพักกลางวัน 1 ชั่วโมงเท่ากัน ต้องใช้ให้คุ้มกันหน่อยค่ะ ขอหลบไปนั่งกินข้าวให้ผ่อนคลาย พักสายตากับสีเขียวๆ ซักหน่อย “GLOWFISH DINNING HALL” เป็นฟู้ดคอร์ทที่มีบรรยากาศสบายๆ ด้านข้างริมกระจกมีวิวสวนให้พักสายตาได้ดี แล้วก็มีอาหารให้เลือกหลากหลายพอสมควร นอกจากจะเป็นฟู้ดคอร์ทที่เก๋ไม่เบาแล้ว บางทีก็เป็นอีกที่ที่เหมาะจะนั่งคุยงานด้วยนะคะ (ถ้างานด่วนจนเบียดเวลาพักอะนะ) จริงๆ แล้ว GLOWFISH มีพื้นที่ Co-Working Space ด้วย หลายครั้งเวลาที่เราอยากหาที่หลบมานั่งทำงานเงียบๆ ที่นี่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีอีกแห่งเลยแหละ แต่ต้องเลยเวลาพักกลางวันไปแล้วนะ     หลังจากยุ่งวุ่นวายกันมาทั้งสัปดาห์ เย็นวันศุกร์ไหนที่ไม่ได้มีนัดแฮงค์เอ้าท์ การเปลี่ยนบรรยากาศไปออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนบ้างก็นับว่าเป็น “วิถีชีวิตคุณภาพ” เลยนะคะ เพราะปกติเราได้แต่ออกกำลังกาย วิ่งบนลู่วิ่งแห้งๆ ในฟิตเนสเท่านั้น แน่นอนว่าชาวสาทรและคนเมืองในย่านนี้ก็มี “สวนลุมพินี” นี่แหละที่เป็นปอดขนาดใหญ่ให้เราได้แวะไปฟอกปอดซักหน่อย ในสวนลุมมีกิจกรรมเยอะเลยค่ะ ใครใคร่วิ่งก็วิ่ง อยากจะแอโรบิคก็ได้ หรือที่ศูนย์กีฬาฯ ก็มีกีฬาหลายประเภทให้เลือกเล่นเลยนะ แต่ถ้าหมดแรงแล้วจะแค่แวะมาเดินเล่น ยืดเส้นยืดสาย ชมนก ชมวรนุช ก็ดีนะ   ชีวิตสนิทกับราชพฤกษ์ ถึงวันหยุด ได้หยุดพักจากงาน มีเวลาได้ออกไปเที่ยวเล่นกับเค้าบ้าง ในวันสบายๆ แบบนี้เราเลือกไปโซนราชพฤกษ์ค่ะ เพราะเป็นพื้นที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลใจกลางเมืองและยังมีที่ให้แวะเที่ยว แวะพักผ่อน ทำกิจกรรมในวันหยุดได้หลายอย่างเลยทีเดียว แถมยังมีคอมมิวนิตี้มอลล์ให้เลือกเยอะเลย ร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ๆ ก็เยอะ เรียกได้ว่าตลอดเส้นทางบนถนนราชพฤกษ์มีร้านใหม่ๆ ให้ไปเช็คอินกันไม่ซ้ำตลอดทั้งปีแน่นอน     เมื่อกองทัพต้องเดินด้วยท้อง “Food Villa ราชพฤกษ์” ก็จัดว่าขึ้นชื่อเรื่องเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดอร่อยๆ เอาไว้เพียบ แล้วก็ยังมีโซนขายอาหารซีฟู้ด กุ้ง หอย ปู ปลาสดๆ แล้วก็ขนมนมเนย อาหารขึ้นชื่อจากหลากหลายจังหวัดมากมาย เราว่าที่นี่เหมาะกับวันว่างๆ ที่ยังนึกไม่ออกว่าอยากกินอะไรดี ลองไปเดินเล่นเลือกดูที่หน้างานเลย เผลอแป๊บเดียวได้หิ้วกันพะรุงพะรังเต็มสองมือค่ะ (เชื่อเถอะ... เราโดนมาแล้ว)     มีแรงแล้วทีนี้จะเดินช็อปปิ้งซื้อของใช้เข้าบ้าน หรือเดินเลือกต้นไม้ไปปลูกให้อินเทรนด์ ก็จัดมาให้ครบไปเลยจ้า // ไหนๆ ใครปลูกต้นไม้ตามกระแสกับเค้าบ้าง? มาแนะนำมือใหม่แบบเราหน่อยว่าต้องเริ่มจากต้นอะไรดี     ถ้ามาถึงราชพฤกษ์แล้วไม่ได้เช็คอินคาเฟ่เก๋ๆ กับเค้าซักร้านเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง ครั้งนี้เราเลือก “2D Eye Candy” คาเฟ่ล่าสุดที่มาในธีม 2D สีขาวดำ ซึ่งน่าจะได้ไอเดียมาจากคาเฟ่ในเกาหลีที่เป็นที่นิยมกันมากในช่วงนึง แต่ที่ไทยเพิ่งจะมีร้านนี้และมั้งที่เป็นคาเฟ่ 2D ร้านแรกในกรุงเทพฯ     เข้าไปในร้านแล้วเหมือนได้เข้าไปอยู่ในหนังสือการ์ตูนเลย ทุกอย่างถูกทำให้เหมือนกับภาพวาด 2 มิติจากหมึกสีดำ มองเผินๆ คิดว่าโต๊ะ เก้าอี้ เค้าน์เตอร์บาร์ในร้านดูแบนราบเรียบเป็นระนาบเดียวกันไปหมด ถ้าใครชอบถ่ายรูปนะ บอกเลยว่าสนุกแน่ๆ เพราะมองไปมุมไหนก็น่าถ่ายรูปลง IG ไปหมด   ชีวิตติดเมือง ถ้าชีวิตดีๆ ที่ลงตัว หมายถึง การใช้ชีวิตที่เราคิดและออกแบบได้เอง มีอิสระแบบคนเมืองในการเลือกอาศัยในทำเลที่ดีและตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากที่สุด “ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์” น่าจะเป็นคำตอบที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ที่เราเล่ามาทั้งหมด   ด้วยทำเลที่ติดถนนใหญ่ เดินทางได้สะดวกสุดๆ เพราะอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสถานีบางหว้าเพียง 450 เมตร นั่งไปแค่ 6 สถานีก็ถึงสาทร หรือถ้าใช้รถส่วนตัวเดินทางมาที่สาทรก็ใช้เวลา 10 นาทีเท่านั้น.... อันนี้เรื่องจริงเลยนะ เพราะเราลองจับเวลาจริงด้วยตัวเอง อาจจะบวกลบนิดหน่อยถ้าเจอการจราจรหนาแน่นบ้าง แต่ก็ยังจัดว่าเร็วอยู่ดี จะเข้าจะออกเมืองจึงสะดวกจริงไม่มีโม้ คนทำงานสาทรแบบเราเลยไม่ต้องห่วงว่าจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่และเสียเวลาเดินทางบนถนนนานๆ วันไหนไม่อยากใช้รถส่วนตัวก็มีรถไฟฟ้า จะไปไหนมาไหนก็ง่าย อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากตึกสูงๆ ก็แค่ขยับไปทางราชพฤกษ์เท่านั้นเอง ไลฟ์สไตล์ชิคแอนด์คูลก็รอให้เช็คอินอยู่เพียบ   ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ คอนโดติดเมืองใกล้รถไฟฟ้า 10 นาทีถึงสาทร   โครงการศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์นี้ เป็นคอนโดมิเนียมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ หรือที่ตอนนี้เรียกกันว่า New Normal กันเลยนะ เริ่มตั้งแต่ฟังก์ขั่นการออกแบบ ทั้งส่วนกลางไปจนถึงภานในห้องพัก ซึ่งทุกอย่างถูกคิดมาอย่างละเอียดรอบด้าน เช่น การเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง และจัดแยกส่วนเพื่อลดความแออัด หรือการจัดผังอาคารให้มีการถ่ายเทอากาศจากธรรมชาติได้ดีขึ้น การมีจุดพักรับ-ส่งของ หรือ Delivery Drop Off เพราะปัจจุบันเราใช้บริการสั่งอาหารให้มาส่งกันมากขึ้นเลยจัดแยกส่วนไว้ให้สะดวกขึ้นซะเลย หรือแม้แต่การเข้าออกตัวอาคารที่เปลี่ยนมาใช้ระบบ Touchless ด้วยประตูอัตโนมัติ และการใช้ Face Scan เพื่อลดการสัมผัส แค่ตัวอย่างที่ว่ามานี้ก็ทำให้เราร้อง “ว้าว” ออกมาดังๆ ได้เลย     แล้วยิ่งได้เห็นห้องตัวอย่างของ ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ ก็ยิ่งตาลุกวาวไปอีก เพราะศุภาลัยเดี๋ยวนี้เค้าไม่เหมือนเดิมแล้วนะคะ ไม่มีแล้วห้องแบบเชยๆ ที่เคยโดนปรามาสไว้ เพราะห้องรูปแบบใหม่ สวย ทันสมัย ฟังก์ชั่นตอบโจทย์คนรุ่นใหม่สุดๆ   ที่ Sale Gallery มีห้องตัวอย่างให้ชมกัน 2 แบบ 2 สไตล์ ตัวโครงการเน้นความเป็นส่วนตัวด้วยยูนิตรวมไม่เยอะมาก เน้นห้องกว้างและเพดานสูง 2.7 เมตร แถมภายในห้องยังคิดเผื่อรูปแบบการทำงานที่อาจเปลี่ยนไปในอนาคต จึงเน้นให้ห้องอยู่สบาย มีการเปิดรับแสงและระบายอากาศได้ดี เพิ่มมุมเพื่อรองรับการทำงานแบบ work from home แถมยังคิดเผื่อระบบ Fiber Optic ไว้ให้อีกด้วย ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ทันเหตุการณ์มากๆ   ห้องตัวอย่างขนาด 35 ตร.ม. หรือ 1 Bedroom ออกแบบมาในสไตล์หวานๆ โทนสีพาสเทลนิดๆ ที่น่าจะโดนใจสาวๆ ได้เป็นอย่างดี แถมพิเศษด้วยพื้นที่ Favorite Coner มุมแต่งตัวสวยๆ ที่ทำเป็น Walk-in Closet ได้อย่างลงตัว จริงๆ แล้วพื้นที่ในส่วนนี้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามต้องการเลยนะคะ ไม่ได้จำกัดตายตัวเพราะชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นมุมโปรดนี่นา แถมห้อง Typeนี้ยังเป็น Layout แบบใหม่ของศุภาลัยที่น่าสนใจมากๆ เลยทีเดียว ส่วนห้องตัวอย่างอีกห้องมาในโทนขรึมๆ กับขนาด 44.5 ตร.ม. หรือ 1 Bedroom Plus ซึ่ง Layout ห้องนี้ลงตัวมากๆ ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางขึ้น มีมุมโปรดได้หลายมุมเลยค่ะ แถมการตกแต่งห้องตัวอย่างนี้ยังมาในสไตล์ Cafe ชวนให้ได้บรรยากาศเหมือนอยู่ในร้านกาแฟตลอดเวลา พร้อมด้วยห้องอเนกประสงค์ที่จัดเป็นห้องทำงาน และพื้นที่ปลูกต้นไม้ให้อินเทรนกับเค้าด้วย เลยทำให้บรรยากาศสไตล์ลอฟท์ไม่รู้สึกแข็งที่อจนเกินไป เชื่อว่าใครเห็นก็ต้องถูกใจห้องสไตล์นี้แน่ๆ   เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าใครอยากมีชีวิตสนิทกับสาทรแบบเรา ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์ น่าจะเป็นคอนโดที่จะทำให้ชีวิตคุณลงตัวในทุกจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นแบบแอคทีฟสุดๆ หรือแบบสโลว์ไลฟ์ตามสไตล์สายชิว.....ลองไปค้นพบความหมายของการใช้ชีวิตที่เราคิดและออกแบบได้เองที่ “ศุภาลัย ลอฟท์ สาทร-ราชพฤกษ์” กันดูมั้ยคะ   รายละเอียดโครงการเพิ่มเติม : Supalai Loft สาทร-ราชพฤกษ์  หรือโทร. 1720   บทความอื่นๆ เกี่ยวกับศุภาลัย ศุภาลัย ไลท์ ท่าพระ-วงเวียนใหญ่ ศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท สุขุมวิท 107 ศุภาลัย บุกตลาดอสังหาฯ แนวราบ ประเดิมโครงการแรกย่านพระราม 2  
7 เรื่องต้องรู้ “GREE” แอร์เบอร์ 1 ของโลก

7 เรื่องต้องรู้ “GREE” แอร์เบอร์ 1 ของโลก

  ถึงวันนี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว จากการประกาศของกรมอุตุวิทยา ว่าประเทศไทยสิ้นสุดฤดูหนาวและได้เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น และมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง คาดว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้   แม้ว่าเมืองไทยจะมีอากาศร้อนเป็นปกติ  ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝน แต่หากเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศเมืองไทยจะร้อนมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องมองหา อุปกรณ์สิ่งจำเป็นที่จะช่วยคลายร้อน ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแต่ละวัน โดยเฉพาะการพักอาศัยอยู่ภายในบ้าน ซึ่งก็คือ การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ นั่นเอง     ตอนนี้ในท้องตลาดมีเครื่องปรับอากาศสารพัดแบรนด์ วางขายและทำตลาดให้ผู้บริโภคได้เลือก ตามความต้องการ ซึ่งแต่ละแบรนด์แต่ละรุ่น ต่างก็มีคุณสมบัติหลากหลาย แล้วแต่เจ้าของแบรนด์จะพัฒนาออกมา ซึ่งนับวันเครื่องปรับอากาศถูกพัฒนาออกมาให้มีเทคโนโลยีทันสมัย และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย หรือทำให้ผู้ที่ใช้มีสุขภาพดี ห่างไกลจากมลภาวะทางอากาศต่างๆ ด้วย   เมื่อเครื่องปรับอากาศในท้องตลาดมีมากมายหลากหลายแบรนด์ หลายรุ่น หลายขนาด และราคา แล้วเราจะมีหลักเกณฑ์การเลือกแอร์สักเครื่องอย่างไร เพื่อให้ได้ทั้งคุณสมบัติที่ดี มีคุณภาพ คุ้มค่า และคุ้มราคา สำหรับคำแนะนำเบื้องต้น   การเลือกแอร์สักเครื่อง เราควรพิจารณาใน  6 ประเด็นหลัก 1. เลือกขนาดของ BTU ให้พอเหมาะกับขนาดของห้อง การเลือกขนาด BTU (British Thermal Unit) ของแอร์ให้เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะติดตั้ง จะช่วยทำให้เราได้แอร์ที่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ไม่ทำงานหนักไป หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ข้อดีของการเลือก BTU ที่เหมาะสม ยังทำให้ประหยัดไฟฟ้า และแอร์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย   2. แบรนด์ และชื่อเสียงของแบรนด์ เรื่องแบรนด์ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หรือมองข้าม แม้ว่าหลายคนอาจจะบ่นว่าเลือกได้ยาก เพราะทุกแบรนด์ล้วนแต่บอกว่า แบรนด์ของตนเองดี มีคุณภาพมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาง่ายๆ คงดูได้จากหลายเรื่อง อาทิ ดูจากยอดขาย มากน้อยแค่ไหน วางขายสินค้าที่ใดบ้าง ระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ  เพราะข้อมูลเหล่านี้จะบอกได้ว่า ผู้บริโภคให้การตอบรับกับแบรนด์นั้นๆ มากน้อยเพียงใด   3. คุณสมบัติของแอร์ เดี๋ยวนี้เครื่องปรับอากาศ ถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติ คุณภาพ และประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าไปจากอดีต แอร์ไม่ได้มีคุณสมบัติแค่ ให้อุณหภูมิที่เย็นสบายเท่านั้น แอร์ยังฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเหม็นได้  เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัติองแอร์ปัจจุบันยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามที่ตนเองต้องการ เพื่อคุณภาพการใช้ชีวิตในบ้าน   4. โรงงานและมาตรฐานการผลิต เรื่องของมาตรฐานการผลิต  เป็นการรับประกันได้ว่า เราจะได้เครื่องปรับอากาศที่มีคุณภาพ ตรงตามที่แบรนด์นั้นโฆษณาไว้ รวมถึงเราจะได้ใช้แอร์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ   5. จุดขายและการบริการหลังการขาย การหาซื้อสินค้าได้ง่ายกับจุดจำหน่ายหลากหลาย และการมีศูนย์บริการหลังการขาย รวมถึงการรับประกันคุณภาพสินค้า จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า เมื่อเกิดปัญหากับสินค้าที่ซื้อไปนั้น บางครั้งก็กลายเป็น “คำตอบสุดท้าย” ที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจ ว่าจะเลือกซื้อสินค้านั้นหรือไม่  เพราะแม้ว่าแอร์แบรนด์นั้นจะมีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติที่ดีแค่ไหนก็ตาม แต่การบริการหลังการขายไม่ดี หรือหาศูนย์บริการได้ยาก ผู้บริโภคก็อาจจะไม่เลือกซื้อสินค้าแบรนด์นั้นเลยก็ได้   6. ราคาคุ้มค่า เรื่องของราคา ก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เพราะหากสินค้ามีประสิทธิภาพ คุณสมบัติดีแค่ไหน แต่ราคาผู้บริโภคเอื้อมไม่ถึง ไม่สามารถซื้อได้  ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร ราคาจึงต้องสมเหตุสมผล คุ้มค่าคุ้มราคา และผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องซื้อได้     7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับแอร์กรี (GREE) ปัจจุบันท้องตลาดมีแอร์สารพัดแบรนด์วางขายอยู่ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่า สินค้าหลายๆ แบรนด์ที่วางขายอยู่นั้น มาจากโรงงานผลิตที่มีเจ้าของคนเดียว ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำแบรนด์กรี (GREE) ซึ่งคือแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเครื่องปรับอากาศหลายแบรนด์ที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ผ่านเรื่องราวและข้อมูล 7 เรื่องสำคัญ 1.แบรนด์เบอร์ 1 ของโลก สิ่งที่ยืนยันและบอกว่าแอร์ แบรนด์กรี เป็นแบรนด์แอร์อันดับ 1 ของโลก คือ  ยอดขายที่ถูกส่งออกไปทั่วโลก มากว่า 160 ประเทศ  ซึ่งในปี 2557  ผลิตภัณฑ์แอร์สามารถทำยอดขายมากถึง 10,000 ล้านหยวน จากยอดขายโดยรวมในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ของบริษัทซึ่งมีมากถึง 140,000 ล้านหยวน และช่วงปี 2561 ยอดขายของบริษัทพุ่งไปกว่า 200,000 ล้านหยวน เติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 33.33% ที่สำคัญ EUROMONITOR INTERNATIONAL ยังให้การรับรองว่าบริษัท GREE มียอดขายอันดับ 1 ของโลก ในช่วงปี 2560 อีกด้วย  ไม่เพียงแต่ยอดขายที่สูงมากแล้ว บริษัทยังได้รับการจัดอันดับ จาก Forbes Global 2000 ว่าเป็นบริษัทมหาชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อันดับที่ 294 ใช่วงปี 2561 2. แอร์ดีต้องไม่มี “เชื้อโรค” ประเด็นสำคัญของสังคมไทย รวมถึง สังคมโลก ในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ไวรัส” หรือแม้แต่ปัญหาฝุ่นระดับ PM 2.5 ซึ่งกำลังคุกคามสุขภาพของคนไทย ซึ่งเทรนด์ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพ เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ทำให้สินค้าต่างๆ ต้องมีคุณสมบัติทำให้ผู้ใช้งานมีสุขภาพดี หรือไม่สร้างปัญหากับผู้ใช้งาน เครื่องปรับอากาศในยุคปัจจุบันจึงต้องเสริมคุณสมบัติ ที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมในอากาศ ที่จะมาทำร้ายสุขภาพคนในบ้าน แอร์กรีจึงมีแผ่นกรองอากาศ (Catechin Filter) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อ แบคทีเรียเอสเคอริเคีย โคไล ในอัตรา 99.99 และต้านเชื่อแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส ในอัตรา 97.06 ซึ่งแผ่นกรองอากาศของแอร์กรี ได้ผ่านการตรวจสอบที่ศูนย์ตรวจสอบจุลชีวะแห่งเมืองกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2557 3. แอร์ดีมีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบ Inverter แอร์ระบบ Inverter ดีกว่าแอร์ระบบเดิม คือ สามารถควบคุมความเย็นได้ตามที่กำหนดไว้ ที่สำคัญคือ ประหยัดไฟ และเครื่องปรับอากาศทำงานเบา โดยแอร์กรี มีระบบ Cooling Inverter ซึ่งช่วยทำให้ห้องเย็นเร็วตามอุณหภูมิที่ต้องการ และประหยัดค่าไฟได้เต็มประสิทธิภาพ 4. มาตรฐานการผลิต เครื่องพิสูจน์คุณภาพแอร์ คุณสมบัติสำคัญอีกประการที่ผู้บริโภคคำนึงถึง ในการใช้เป็นเกณฑ์เลือกซื้อแอร์ คือ คุณภาพการผลิต ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ผู้บริโภคใช้เลือก คงเป็นมาตรฐานของโรงงานว่ามีมาตรฐานอย่างไร ใช้เทคโนโลยีอะไรมาช่วยในการผลิตสินค้า ซึ่งแบรนด์แอร์กรีเองนั้น ใช้เทคโนโลยีโรบอท จาก GREE ELECTRIC APPLIANCES, INC.OF ZHUHAI ซึ่งไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่มีหุ่นยนต์มาคอยควบคุมการผลิต มีความแม่นยำในการผลิต ได้มาตรฐานและคุณภาพ 100% แล้ว ทางโรงงานยังมีทีมวิศวกรอีกกว่า 5,000 คน คอยควบคุมการผลิต และเป็นทีมพัฒนาสินค้าให้มีเทคโนโลยีล้ำหน้าอย่างต่อเนื่องด้วย ปัจจุบันแอร์กรี มีฐานการผลิตกระจายหลายมุมของโลก อยู่มากถึง 9 โรงงาน ซึ่งมาตรฐานและเทคโนโลยีการผลิตของแอร์กรี ที่บอกว่ามีมาตรฐานและทันสมัยนั้น คงวัดได้จากการให้การตอบรับจากผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 250 ล้านคนหรือพูดได้ว่าแอร์กรี ครองส่วนแบ่งการตลาดของตลาดแอร์มากถึง 1 ใน 3 ของตลาดแอร์ทั่วโลก นอกจากผลตอบรับของผู้บริโภคที่มีต่อแอร์กรีแล้ว หลายคนอาจจะไม่รู้ข้อมูลเชิงลึกของแอร์กรี คือ การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์แอร์ชั้นนำมากถึง 9 แบรนด์ ที่วางจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยและกระจายอยู่ทั่วโลกด้วย 5. ผู้บริโภคยุคใหม่ เลือกใช้สินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 เรื่องการประหยัดไฟ ประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความใส่ใจ และความสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์พลังงานของโลกใบนี้เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนมาถึงตัวผู้บริโภคเอง เพราะช่วยในเรื่องการประหยัดไฟฟ้า ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าไฟสูงเกินความจำเป็น ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อแอร์ที่ช่วยประหยัดไฟฟ้า ผู้บริโภคหลายคนมีการเปรียบเทียบแอร์แต่ละแบรนด์แต่ละรุ่น เพื่อเลือกซื้อแอร์ที่ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากที่สุด สำหรับแอร์กรี ถือว่าได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการประหยัดไฟฟ้า จนได้รับฉลากเบอร์ 5 3 ดาว ซึ่งเป็นค่าการประหยัดไฟฟ้าสูงสุด ซึ่งเดิมเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีฉลากที่บ่งบอกการประหยัดไฟด้วยเลข 1-5 เท่านั้น ต่อมาเพิ่มเติมข้อมูลในฉลากด้วยดาว ซึ่งมีตั้งแต่ 1-3 ดวง ซึ่งฉลากที่มีดาว 3  ดวง คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมาตรฐานประหยัดไฟสูงสุด 6. เสริมเทคโนโลยี เพื่อผู้บริโภคยุคดิจิทัล เพราะในโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกของ “ดิจิทัล” ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มีอุปกรณ์มือถือเป็นของจำเป็นประจำตัวที่ขาดไม่ได้ อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ จึงพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัล เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้มือถือ เป็นอุปกรณ์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ไม่ว่าจะผ่านเครือข่ายสัญญาณ WiFi หรือ bluetooth แอร์กรี ก็ไม่ละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ด้วยการนำเทคโนโลยี WiFi เข้ามาใช้  ทำให้ลูกค้าสามารถใช้สมาร์ทโฟนควบคุมการทำงานของแอร์กรีได้ เปรียบเสมือนกับเป็นรีโมทคอนโทรล ผ่านฟังก์ชั่น Mobile Controller 7. มั่นใจในคุณภาพคอมเพรสเซอร์ รับประกันนานนับ 10 ปี สิ่งที่เป็นการตอกย้ำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์  เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความ “อุ่นใจ” หากซื้อสินค้ากลับไปใช้ที่บ้าน คงเป็นเรื่องของการ “รับประกัน” ซึ่งแอร์กรี มีการประกันคอมเพรสเซอร์ ที่ถือเป็นหัวใจของเครื่องปรับอากาศ นานถึง 10 ปี ขณะเดียวกันยังรับประกันอะไหล่นานถึง 5 ปีอีกด้วย ซึ่งเงื่อนไขและรายละเอียดของการรับประกัน ลูกค้าสามารถสอบถามได้ที่พนักงานและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ     เรื่องราวทั้ง 7 ข้อ คงเป็นข้อมูลที่ทำให้เราได้รู้จักกับเครื่องปรับอากาศ แบรนด์กรี กันมากขึ้น และคงเป็นข้อมูลสำคัญในการใช้พิจารณาเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศสักเครื่องมาใช้ ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด    
ทำความรู้จัก Hybrid Living นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต

ทำความรู้จัก Hybrid Living นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต

  แน่นอนว่า “บ้าน” คือ 1 ในปัจจัย 4 ที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หน้าที่หลักของบ้าน คือ สถานที่พักอาศัย เป็นสถานที่ “กิน-อยู่-หลับนอน” แต่บ้านที่ดีไม่ได้มีคุณค่าแค่ทำให้การพักอาศัยมีความสะดวกสบาย และความปลอดภัยเท่านั้น แต่บ้านที่ดีต้องสามารถสร้างคุณค่าของความเป็นอยู่โดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสุข ความอบอุ่น ความสบายใจ และเป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิต ไปจนถึงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของการอยู่อาศัยด้วย   แนวคิดในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน จึงไม่ได้มุ่งตอบโจทย์แค่เรื่อง “ฟังก์ชั่น” การใช้งาน เพื่อการอยู่อาศัยเท่านั้น แต่มุ่งตอบสนองความต้องการใช้ชีวิต ที่มีคุณภาพของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ภายในบ้าน หรือภายในชุมชนรอบข้าง ด้วยการยึดเอาไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีไลฟ์สไตล์หลากหลาย ไม่ได้มีบทบาทและหน้าที่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่มีบทบาทและหน้าที่หลากหลายในคนๆ เดียว บ้านที่ดีจึงต้องตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัย     การพัฒนาที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการจึงต้องตอบสนองความต้องการเหล่านั้นให้ครบ และยังต้องมีคุณภาพที่ดีด้วย โดยเฉพาะกับการอยู่อาศัยในโครงการบ้านเดี่ยว เพราะเป็นการอยู่อาศัยกับคนหลายเจเนอเรชั่น คนแต่ละช่วงอายุ มีความต้องการหลากหลาย และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง แต่ทุกคนต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี   AP หรือ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ได้เห็นถึงความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมุ่งหวังการใช้ชีวิตภายในบ้าน ที่สามารถเติมเต็มคุณภาพชีวิตได้ในทุกไลฟ์สไตล์ของทุกคน จึงได้พัฒนาบ้านเดี่ยวภายใต้แนวคิด Hybrid Living นวัตกรรมบ้านเดี่ยวที่เข้าใจชีวิต จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลของคนยุคปัจจุบัน ซึ่งพบว่า มีความต้องการที่หลากหลาย ต้องการความสะดวกสบาย โดยเฉพาะความสะดวกสบายจากเทคโนโลยี   Hybrid Living นวัตกรรมบ้านเดี่ยวที่เข้าใจชีวิต คือ การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ กับโครงการบ้านเดี่ยวของ AP ทั้งภายในตัวบ้านและภายนอกบ้าน ทำให้ทุกฟังก์ชั่นของบ้าน สร้างสรรค์ประโยชน์สูงสุดให้กับผู้อยู่อาศัย มีการผสมผสานฟังก์ชั่นบ้าน ให้เข้ากับเทคโนโลยีพลังงานทดแทน และระบบสมาร์ทโฮม ถือเป็นนวัตกรรมของการใช้ชีวิตในรูปแบบ Hybrid Living อย่างแท้จริง     Hybrid Living ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างไร?   หากมองไปในท้องตลาดตอนนี้ใครๆ ก็พูดถึงระบบสมาร์ทโฮม หรือ โฮมออโตเมชั่น ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาทำให้การอยู่อาศัยสะดวกสบาย กับเทคโนโลยีสารพัด เป็นจุดขายของโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่สำหรับ AP แนวคิด Hybrid Living นวัตกรรมบ้านเดี่ยวที่เข้าใจชีวิต พัฒนาโครงการบนแนวคิดที่เชื่อว่า ตัวตนคุณไม่ได้มีแค่หนึ่งคำจำกัดความ ความต้องการของการอยู่อาศัยจึงไม่ได้มีเพียงด้านเดียว บางคนอยากทำงาน แต่ก็อยากเที่ยว บางคนอยากหลีกหนีความวุ่นวาย แต่ก็อยากเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ บางคนอยากอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่ก็ชอบความสะดวกสบายของเมือง และบางคนอยากพักผ่อนที่บ้าน แต่ก็อยากสังสรรค์กับเพื่อนๆ เป็นต้น     เมื่อโจทย์ความต้องการของคนยุคปัจจุบันมีความหลากหลายเช่นนี้ แนวคิดของ Hybrid Living นวัตกรรมบ้านเดี่ยวที่เข้าใจชีวิต จึงถูกพัฒนาบน 4 องค์ประกอบหลักสำคัญ เพื่อให้ทุกความต้องการได้รับการตอบสนอง   1. Cost-saving-ค่าใช้จ่ายส่วนกลางถูกลงด้วยเทคโนโลยี ในยุคที่คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย ทำให้คนยุคปัจจุบันมุ่งเน้นเรื่องของ “ความคุ้มค่า” โดยเฉพาะการใช้จ่าย ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย ในการซื้อสินค้าหรือบริการ ทำให้ทุกการใช้จ่ายยืนอยู่บนเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ซึ่ง AP เข้าใจในเรื่องความคุ้มค่านี้ดี จึงเลือกพัฒนาสาธารณูปโภคภายในโครงการบ้านเดี่ยว ด้วยนวัตกรรมที่ช่วยให้ลูกบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด อาทิ นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power system) และระบบกำจัดน้ำเสีย (Greywater Recycle system) ซึ่งนำน้ำมาบำบัดเพื่อใช้รดต้นไม่ในโครงการ เป็นต้น ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางลดลง เมื่อเทียบกับโครงการที่ไม่ได้ติดตั้งระบบนี้   2. Security-ความปลอดภัยในทุกไลฟ์สไตล์ บ้านแค่อยู่อาศัยแล้วสบายคงไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความปลอดภัย ทั้งทรัพย์สินและชีวิตของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน นอกจากระบบรักษาความของโครงการ ไม่ว่าจะเป็น รปภ. กล้องวงจรปิด ระบบคีย์การ์ด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีเป็นเรื่องพื้นฐานจำเป็นอยู่แล้ว แต่แนวคิดของ Hybrid Living ของ AP ต้องตอบโจทย์การดูแลความปลอดภัยได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น   ระบบเซ็นเซอร์ประตู หน้าต่าง และเซ็นเซอร์ตรวจจับ ความเคลื่อนไหว ให้เจ้าของบ้านได้มั่นใจ แม้ว่าจะออกไปทำงานหรือเดินทางท่องเที่ยว เพราะจะมีระบบจะแจ้งเตือนผ่าน Application พร้อมส่งเสียงเตือนเมื่ออยู่ในโหมด “Alarm” ช่วยแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบการเปิด-ปิดของประตูหรือหน้าต่าง หรือตรวจเจอการเคลื่อนไหวในบ้าน หรือจะดูความเป็นไปของคนภายในบ้าน สามารถทำได้ด้วยการดูผ่านกล้อง IP Camera จาก Application ได้แบบ Live Stream     แม้แต่ปัญหาประจำที่ทุกคนจะต้องเจอ เช่น การลืมกุญแจบ้าน ก็ไม่ใช่ปัญหาต้องจ้างช่างมาไขประตูเข้าบ้านอีกต่อไป เพราะระบบ Digital Door Lock ช่วยแก้ปัญหาได้ สามารถสั่งงานผ่าน Application ได้ หรือจะสั่งเปิดประตูให้กับแม่บ้านเพื่อเข้ามาทำความสะอาด ระบบก็มี Pin Code ชั่วคราวที่ใช้ได้ครั้งเดียวให้ เจ้าของบ้านอยู่ที่ไหนก็ใช้งานได้สะดวก เหมาะกับการวิถีชีวิตคนยุค 4.0   ที่สำคัญการพักอาศัยอยู่กับคนหลายเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ บางครั้งลูกหลานออกไปทำงาน หรือเดินทางท่องเที่ยว ต้องให้ผู้สูงอายุอยู่โดยลำพัง ก็หมดห่วงกับสิ่งที่ AP คิดมาให้ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ กับปุ่มเรียกฉุกเฉินในยามคับขัน พร้อมทั้งมีเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวที่เตียงนอน เพื่อเปิดไฟทางเดินสู่ห้องน้ำแบบอัตโนมัติในตอนกลางคืน หรือการดูแลที่ดีขึ้นไปอีก กับการส่งสัญญาณเตือนและภาพ Live Stream จาก IP Camera ไปยัง Application ในโทรศัพท์มือถือ หากไม่พบการเคลื่อนไหวของผู้อยู่อาศัยในห้อง เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีที่ผู้สูงอายุเกิดล้ม ถือเป็นแนวทางการพัฒนาที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนได้ทุกเจเนอเรชั่นจริงๆ   3. Comfort-ความสบายแค่ปลายนิ้วสั่งงาน เรื่องความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย แม้จะเป็นเรื่องพื้นฐานที่บ้านต้องตอบโจทย์ แต่เพราะปัจจุบันเป็นยุคที่มีเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ความสะดวกสบายต้องเป็นเรื่องที่พัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานการดูแลบ้าน และให้ผู้อยู่อาศัยสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่ AP นำระบบควบคุมอุปกรณ์ ไฟฟ้าอัจฉริยะในบ้าน Smart Home Gateway and Security Module มาดูแลความสบายของคุณและครอบครัว   การใช้ระบบควบคุมไฟแสงสว่าง Lighting Control ที่สามารถเปิด-ปิด ผ่านสวิตช์ และ Application ทำงานคู่กับระบบ Motion Sensor ช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหว และความสว่างในบ้าน และระบบพัดลม Air Flow ระบบควบคุมเครื่องกรองอากาศอัจฉริยะ แม้แต่ชีวิตนอกบ้าน เทคโนโลยีก็ยังเข้ามาทำให้มีความสะดวกสบาย อาทิ ระบบตั้งเวลา Sprinkle รดน้ำต้นไม้ ผ่านสวิตช์ และ Application ระบบ Gate Controller ควบคุมเปิด-ปิด มอเตอร์ประตูรั้วบ้าน ผ่าน Application ระบบ Digital Door Lock เป็นต้น   4. Community-ดูแลชุมชนปลอดภัย 24 ชั่วโมง การอยู่อาศัยภายในบ้าน แม้ว่าจะได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีซึ่งเติมเต็มให้กับการอยู่อาศัย สิ่งที่ละเลยไม่ได้กับการอยู่อาศัยภายในโครงการบ้านเดี่ยว AP คือ การสร้างสรรค์ให้เกิดสังคมแห่งความสงบสุข จากการอยู่ร่วมกันของผู้อยู่อาศัยในโครงการ เพราะ AP เชื่อว่า “เพื่อนบ้านที่ดี” คือ ปัจจัยสำคัญของการอยู่ร่วมกันในชุมชน จึงได้สร้างสรรค์ Katsan Application เพื่อสื่อสารกับพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าโครงการ เมื่อมีแขกมาเยือน ระบบจะส่งการแจ้งเตือนไปยังมือถือของคุณ   นอกจากนี้ ยังช่วยคัดแยกรถต้องสงสัย และแจ้งเตือนพนักงานรักษาความปลอดภัย เมื่อมีรถสาธารณะอยู่เกินเวลา ในกรณีฉุกเฉินยังสามารถใช้กดเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัย ตำรวจ หรือรถพยาบาลได้แค่ปลายสัมผัส ทำให้การอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนได้รับความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เป็นชุมชนที่น่าอยู่อาศัย และสามารถสร้างคุณภาพชีวิตให้กับทุกคนในโครงการบ้านเดี่ยวของ AP     องค์ประกอบทั้งหมดที่ AP นำมาใช้พัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว ภายใต้แนวคิด Hybrid Living นวัตกรรมบ้านเดี่ยวที่เข้าใจชีวิต จึงเป็นคำตอบของการอยู่อาศัยในยุคดิจิทัล 4.0 ที่ไม่ได้ต้องการแค่ความสะดวกสบายเมื่ออยู่ในบ้านเท่านั้น แต่หมายถึงการเติมเต็มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกเจเนอเรชั่นด้วย   อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.apthai.com/HybridLiving/  
7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

  การสร้างหรือการซ่อมแซมบ้าน ปัจจัยหนึ่งที่มักทำให้งบประมาณบานปลาย  คือ ขาดการวางแผนและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ  คำนึงแต่เรื่องราคาถูกเป็นหลัก ทำให้เวลาเอามาใช้งานจริง ไม่ได้ตามมาตรฐานของงาน ผลงานจึงออกมาไม่มีคุณภาพ หรือเมื่อใช้ไปได้สักระยะก็ต้องมาเจอปัญหาเดิม  ต้องมานั่งรื้อนั่งซ่อมกันใหม่  ทำให้ต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และอารมณ์  หงุดหงิดกับปัญหาซ้ำซากที่ต้องเจอบ่อยๆ   การเลือกใช้วัสดุจึงควรจะเน้นเรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับแรก และพิจารณาเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องมาเสียอารมณ์ เสียเวลาแก้ไขปัญหาที่ตามมาภายหลัง แม้ว่าอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย  แต่ถ้าคำนวณแล้วคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป  ก็น่าจะดีกว่าเลือกซื้อแต่ของถูกเท่านั้น   อย่างห้องน้ำหรือห้องครัวที่มีการปูกระเบื้อง ปัญหาสำคัญที่มักพบเสมอ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะหนึ่ง คือ ยาแนวของกระเบื้องหลุดล่อน เกิดเปราะแตก น้ำรั่วซึม เกิดปัญหาราดำ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการใช้ยาแนวที่ไม่มีคุณภาพที่ดีมากพอ ไม่เหมาะกับประเภทกระเบื้อง ทำให้มีปัญหาภายหลังมากวนใจ กวนเงินในกระเป๋าเจ้าของบ้าน ให้ต้องตามแก้ตามซ่อมกันเสมอๆ   5 เทคนิคเลือกใช้ยาแนวเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องยาแนวกระเบื้องในภายหลัง  ลองใช้ 5 เทคนิคนี้เป็นแนวทาง ในการเลือกใช้ยาแนวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด   1.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะกับประเภทของกระเบื้อง เริ่มต้นของการเลือกยาแนวที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือต้องเลือกให้เหมาะสมกับประเภทกระเบื้อง เช่น กระเบื้องแกรนิตโต้นิยมปูชิดเพื่อความสวยเนียน มีขนาดร่องเพียง 0.2-2 มม. ส่วนกระเบื้องเซรามิคทั่วไปมีร่องขนาด 3 มม. การเลือกยาแนวจึงต้องมีคุณสมบัติไหลลึกเหมาะกับร่องของกระเบื้องร่องเล็กปูชิด     2.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของกระเบื้อง กระเบื้องที่ปูในห้องต่างๆ ไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องทั่วไป ลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันไป เพราะสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ห้องน้ำและห้องครัวอาจจะต้องเจอกับน้ำและความชื้นมากเป็นพิเศษ ทำให้อาจจะเกิดเชื้อรา หรือราดำตามร่องยาแนวได้ การเลือกใช้ยาแนวจึงต้องเลือกที่มีคุณสมบัติป้องกันราดำ และทนต่อกรดหรือสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาดได้ดีกว่า เป็นต้น แต่ถ้าเป็นห้องทั่วไปภายในอาคาร ก็ควรเลือกกาวยาแนวที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ (Low VOC) ทำให้เกิดสภาพอากาศที่ดีทั้งระหว่างการก่อสร้างและการอยู่อาศัย   3.เลือกสินค้าจากแบรนด์หรือผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ สินค้ายาแนวที่จำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่มากมาย หลากหลายยี่ห้อ  และผู้ผลิต เหตุผลง่ายๆ ที่เราจะต้องเลือกสินค้าจากแบรนด์และผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ เพราะสินค้าจะมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่เราต้องการใช้งานจริงๆ หากไปใช้สินค้าที่แบรนด์ไม่เป็นที่รู้จัก แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสินค้ามีคุณภาพตรงตามที่ได้โฆษณาไว้     4.เลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่ม เดี๋ยวนี้การผลิตสินค้ามีเทคโนโลยี และการพัฒนาที่ล้ำหน้าไปไกล ผู้ผลิตจึงมักเสริมคุณสมบัติพิเศษของสินค้า  เพื่อให้สินค้ามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้านำไปใช้งาน ดังนั้นเราจึงควรเลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เหนือกว่าสินค้าที่มีแค่คุณสมบัติพื้นฐาน หากราคาไม่แตกต่างกันมากนัก   5.ไม่เลือกสินค้าโดยพิจารณาแต่ราคาเป็นหลัก เรื่องราคาอาจจะเป็นปัจจัยหลักของหลายคนในการเลือกสินค้า แต่หากคิดให้รอบครอบ การเลือกสินค้าโดยคิดแต่เอาเรื่องราคาถูกเข้าไว้ก่อน นานไปก็ต้องมีปัญหาตามมาให้แก้ไข เพราะสินค้าราคาถูกก็ย่อมจะมากับคุณภาพพอประมาณ ถ้าคิดเฉพาะราคาสินค้าถูกก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่อย่าลืมถ้ามีปัญหาต้องเสียเวลา และหาช่างมาซ่อมแซมเพิ่มเติม นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เผลอๆ คิดแล้วอาจจะแพงกว่าการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี ที่อาจมีราคาสูงกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ และการเลือกจากขนาดถุงใหญ่กว่าก็อาจไม่ใช่คำตอบ ขนาดบรรจุควรเป็นขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่เหลือเศษทิ้งจนต้องจ่ายเกินจำเป็น     ถ้าพูดถึงเทรนด์การใช้กระเบื้อง สำหรับใช้ปูห้องต่างๆ ต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้กระเบื้องประเภทแกรนิตโต้ ได้รับความนิยมถูกนำมาใช้ในบ้านและคอนโดมิเนียมมากมาย เพราะมีทั้งความสวยงามและมีรูปแบบให้เลือกหลากหลายประเภทในการใช้งาน แต่การเลือกใช้กระเบื้องแกรนิตโต้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งความสวยงามและอายุการใช้งานยาวนาน คงต้องมีกาวยาแนวที่มีประสิทธิภาพควบคู่กันด้วย   บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำด้านการผลิตภัณฑ์กาวยาแนว  จึงได้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัสเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้า ที่หันมาปูกระเบื้องแกรนิตโต้และกระเบื้องตัดขอบปูชิดกันเพิ่มมากขึ้นด้วย และยังเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์กาวยาแนวไม่มีคุณภาพ หรือไม่เหมาะกับกระเบื้องแกรนิตโต้  ทำให้ห้องที่ปูกระเบื้องแกรนิตโต้ ประสบปัญหาภายหลังมากมาย อาทิ ปัญหาราดำ  น้ำซึม และเปราะแตก เป็นต้น  ซึ่งสาเหตุสำคัญคือยาแนวไม่ลงลึกไปในร่องของกระเบื้องได้เต็มประสิทธิภาพ  ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ต้องมาตามแก้ไขปัญหาภายหลัง จึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจริงๆ   ลองมาดูกันว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีอะไรดีบ้าง  เพราะแม้ว่าจะมีขนาดถุงเล็กๆ แต่เต็มด้วยประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า แก้ได้หมดจบทุกปัญหา   7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ที่ให้ประโยชน์มากกว่าในราคาสุดคุ้ม 1. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มี Deep Active Molecule ทำให้เนื้อกาวไหลตัวได้ลึก ยึดเกาะเต็มร่องเล็ก สำหรับร่องยาแนว ขนาด 0.2-5 มม. โดยเฉพาะกระเบื้องแกรนิตโตที่นิยมปูชิด แต่เต็มประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่า “เล็กแต่แรง” จริงๆ หมดปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เพราะสามารถไหลลึกกว่า 8 มม. หรือเต็มความหนาของกระเบื้องแกรนิตโต้ จึงไม่เกิดโพรงช่องว่างหมดปัญหาน้ำซึมผ่านได้ หากเป็นยาแนวธรรมดาทั่วไป จะยึดเกาะร่องเล็กสุดตั้งแต่ 1-5 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงมีโอกาสเปราะแตกง่ายกว่าสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย      2. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีเทคโนโลยีไมโครแบน ทำให้มีคุณสมบัติยับยั้งราดำและตะไคร่น้ำ ที่ถือเป็นปัญหาสกปรกกวนใจ แถมยังเป็นแหล่งเชื้อโรคอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดราดำ เป็นเพราะเราละเลยและเลือกกาวยาแนวไม่ถูกประเภท ซึ่งส่งผลให้ยาแนวเปราะแตก มีน้ำซึม เกิดราดำในที่สุด     และเมื่อยาแนวหลุดล่อน น้ำจะซึมผ่านใต้แผ่นกระเบื้อง หากเป็นห้องน้ำชั้น 2 จะทำให้ฝ้ารั่ว ฝ้าพังเกิดความเสียหาย น้ำหยดลงเฟอร์นิเจอร์ และหยดลงพื้น จากปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด  ทำให้ทุกอย่างพังหมด ต้องหาช่างมาซ่อมแซม เสียค่าใช้จ่ายบานปลาย เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา เพียงเพราะมองข้ามเรื่องเล็กๆ เหล่านี้     3. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมีคุณสมบัติในเรื่องการแห้งตัวเร็ว สามารถเปิดใช้พื้นที่ได้ภายใน 6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งปกติยาแนวทั่วไปนั้นกว่าจะแห้งสนิท หรือเปิดพื้นที่ใช้งานได้ ต้องใช้ระยะเวลา 12-24 ชั่วโมง เหมาะมากกับบ้านหรือคอนโดที่มีห้องน้ำเดียวและต้องใช้ทุกวัน     4. คุณสมบัติด้านการทนกรด และสารเคมีมากกว่ากาวยาแนวทั่วไป ทำให้หมดปัญหาและข้อกังวลใจหากใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่มีสารเคมีหรือกรดซึ่งไม่ต้องกังวลใจว่ายาแนวจะซึกกร่อนได้ เพราะหากเป็นยาแนวปกติทั่วไปนั้น มีคุณสมบัติพื้นฐานเพียงแค่ปิดร่องกระเบื้อง แต่ไม่ได้พัฒนาให้กาวยาแนวมีคุณสมบัติทนกรด ทำให้เมื่อใช้ไปได้ไม่นานก็เกิดปัญหาหลุดล่อน เพราะถูกกรดหรือสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทำลายยาแนว   5. นอกจากกาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส จะมีเทคโนโลยีไมโครแบน ลดปัญหาราดำแล้ว ยังมีสารไฮโดรโฟบิก ที่ช่วยลดคราบสกปรกฝังแน่น และลดการซึมน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุการณ์ทำให้กระเบื้องหลุดล่อนอีกด้วย หากเป็นยาแนวธรรมดา ที่ไม่ได้มีสารไฮโดรโฟบิก สิ่งที่เรามักพบเสมอคือ คราบสกปรกฝังแน่น เป็นคราบดำ เนื่องจากยาแนวนั้นเน้นแต่เพียงการปิดร่องกระเบื้อง เป็นคุณสมบัติพื้นฐานหลักเท่านั้น     6. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมี WCAC Technology ซึ่งช่วยในเรื่องของลดการเกิดคราบขาวได้ในหนึ่งเดียว เป็นคุณสมบัติพิเศษ   7. ผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตสินค้าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้รับการทดสอบควบคุมตามมาตรฐาน ANSI A 118.6 (Unsanded), A 118.7 (Unsanded) มาตรฐานยุโรป EN 13888 CG2 และผ่านเกณฑ์การทดสอบตามมาตรฐานการประเมินอาคารเขียว หรืออาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม LEED v4 ในหัวข้อ Indoor Environmental Quality – IEQ (คุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคาร) ด้วยวัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ   จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนวมีความสำคัญมากต่อการปูกระเบื้อง และไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ยาแนวอุดร่องกระเบื้องเท่านั้น แต่มีความสำคัญมากต่อการป้องกันปัญหาจุดเล็กๆ ที่อาจจะบานปลายเป็นปัญหาใหญ่ ต้องใส่ใจเลือกผลิตภัณฑ์กาวยาแนวจระเข้ เทอร์โบ พลัส ไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะมากวนใจภายหลัง แม้ว่าอาจจะมีราคาสูงกว่าสินค้าในท้องตลาด และมีขนาดบรรจุต่อถุงเพียง 0.5 กิโลกรัม แต่ก็ครอบคลุมพื้นที่ได้มาก ประสิทธิภาพสูง บรรจุขนาดเหมาะกับพื้นที่ใช้งาน  เรียกว่าจ่ายครั้งเดียวคุ้มค่าในระยะยาวถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “เล็กแต่แรง” เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และคุ้มค่าคุ้มราคามากเลยทีเดียว   หมายเหตุ : LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการก่อสร้างปรับปรุงอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม : http://bit.ly/2B0ANyw