Tag : Money

288 ผลลัพธ์
รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย

รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย

STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย ในการระดมทุน เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ หรือขยายกิจการ มักจะใช้เครื่องมือทางการเงิน เข้ามาเป็นตัวช่วย ซึ่งมีอยู่มากมายหลายวิธี อย่างเช่น การเพิ่มหุ้นสามัญ หรือการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นหนึ่งวิธีการและถือเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญ ที่นักธุรกิจหรือนักลงทุนใช้กัน ก่อนหน้านี้ เราได้เขียนบทความเรื่อง “ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO”​ อธิบายไว้ส่วนหนึ่งแล้ว สามารถอ่านทำความเข้าใจกันได้   แต่สำหรับปัจจุบันในโลกการเงิน โดยเฉพาะโลกการเงินดิจิทัล เครื่องมือทางการเงินได้ถูกพัฒนามากขึ้น ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยสูงมากขึ้น ซึ่งวันนี้จะมาเล่าเรื่องการระดมทุนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า STO ซึ่งคืออะไร แล้วตัว STO มีความแตกต่างอย่างไรกับการระดมทุนด้วยวิธีการที่เราคุ้นเคยกันอย่างเช่น การระดมทุนผ่านหุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้ที่เราคุ้นเคยกันอย่างไร หรือมีความแตกต่างจากการระดมทุนผ่านทาง ICO (Initial Coin Offering) ที่มีการระดมทุนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง     รูปแบบการระดมทุน STO ย่อมาจาก Security Token Offering ซึ่งจะประกอบด้วยตัวเครื่องมือที่ใช้ในการระดมทุน หรือ Instrument ที่มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่ 1.ส่วนเครื่องมือที่เป็นหลักทรัพย์  หรือ Security 2.Non-Securites หรือว่า ตัวเครื่องมือที่ไม่ใช่หลักทรัพย์   โดยสิ่งที่จะมาแบ่งได้ว่า ตัว Instrument ใด เป็นหลักทรัพย์ แล้วตัวใดไม่ใช่หลักทรัพย์ โดยปกติแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กลต. จะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เข้ามาพิจารณา อย่างเช่น พ.ร.บ.หลักทรัพย์ หรือ Security Act รวมถึง กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย   นอกจากการแบ่งประเภทการระดมทุนด้วย เครื่องมือที่ใช้แล้ว ยังมีการแบ่งรูปแบบการลงทุนด้วยการใช้​เทคโนโลยีที่เราใช้ในการระดมทุนด้วย จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.การลงทุนแบบ Traditional ซึ่งก็คือ แบบที่เราคุ้นเคยกันมาในอดีต 2.การระดมทุนผ่านทางเทคโนโลยี Blockchain   จากหลักเกณฑ์การแบ่งวิธีการระดมทุนด้วยการแบ่งประเภทของ Instrument และประเภทของเทคโนโลยี และจะจัดประเภทได้ว่า การระดมทุนผ่านทางหุ้นสามัญ หุ้นกู้ รวมถึง พวกหน่วยลงทุนในกองทุน เช่น กอง REIT จะถูกจัดประเภทเป็นการระดมทุนด้วยหลักทรัพย์ ด้วยวิธีการแบบ Traditional   STO หรือ Security Token Offering คือ การระดมทุนผ่านหลักทรัพย์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ข้อแตกต่างระหว่าง STO กับ ICO สำหรับการระดมทุนด้วยวิธีการ Initial Coin Offering หรือ ICO ที่มีการระดมทุนกันอย่างแพร่หลายใน 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้ว การระดมทุนด้วยด้วยวิธีการ ICO นักลงทุนจะได้ตัว Token ที่มีลักษณะเป็น Utility Token เป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ตัว Token  ที่ออกมาจะมีลักษณะเป็น Utility จะไม่ได้มีลักษณะเป็นหลักทรัพย์ตามตัวบทกฎหมาย ทำให้การระดมทุนด้วยวิธีการ ICO จะเป็นการระดมทุนด้วยเทคโนโลยี Blockchain ผ่านทางเครื่องมือที่ไม่ใช่หลักทรัพย์   ส่วนการลงทุนด้วยรูปแบบ STO กับ ICO เป็นการระดทุนที่ใช้เทคโนโลยีBlockchain มาใช้ในการระดมทุนเหมือนกัน แต่สิ่งที่ STO แตกต่าง จาก ICO ก็คือ ตัว Token ที่ใช้ในการระดมทุน จะมีลักษณะเป็น Security (หลักทรัพย์) เมื่อตีความตัวบทกฎหมาย จึงเป็นข้อแตกต่างระหว่าง STO กับ ICO   สรุปได้ว่า ตัว Security Token Offering หรือ STO ก็คือ การระดมทุนผ่านหลักทรัพย์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain นั่นเอง และจะสังเกตเห็นว่าตัว STO จะแตกต่างจากการระดมทุนแบบTraditional ตรงการใช้เทคโนโลยี ซึ่งสาเหตุที่คนพยายามนำตัวเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการระดมทุนในส่วนของหลักทรัพย์ด้วยนะครับ เนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีการระดมทุนด้วยวิธีการ ICO ผ่านทางเทคโนโลยี Blockchain และเริ่มมีการสังเกตเห็นว่า การระดมทุนด้วยเทคโนโลยี Blockchain นอจากจะมีความรวดเร็วแล้ว ก็สามารถระดมทุนได้อย่างหลากหลาย  สามารถช่วยลดต้นทุน ในการระดมทุนให้กับแก่ผู้ที่ต้องการเงินได้อย่างมาก ทำให้ตอนนี้เริ่มมีตัว STO ออกมาให้กับนักลงทุนในบางประเทศแล้ว โดยตัวโปรเจ็กต์ STO ที่ออกมา มีทั้งในรูปแบบที่เหมือนกับหุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้ หรือแบบตัวผสมระหว่างหุ้นกับกับหุ้นสามัญ   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล  
อัพเดท ดอกเบี้ย กู้ซื้อบ้านและคอนโด เดือนมกราคม 2565

อัพเดท ดอกเบี้ย กู้ซื้อบ้านและคอนโด เดือนมกราคม 2565

เราได้ก้าวสู่ศักราชใหม่ 2565 กันมาพักนึงแล้ว สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ยังคงอยู่กับเราเหมือนเดิม ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเอง การ์ดอย่าตก แม้ความร้ายแรงของโรคจะไม่เหมือนในระยะแรกก็ตาม ผลกระทบสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังคงมีอยู่กับเรา คือ ภาวะสินค้าราคาแพงขึ้นมากมายหลายรายการ ซึ่งการเพิ่มขึ้นก็คงมีหลายปัจจัย ขึ้นอยู่กับแต่ละชนิดสินค้า ส่วนหนึ่งก็เป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั่นแหละ แม้ว่าจะมีสินค้าหลายรายการปรับราคาเพิ่มขึ้น  แต่สำหรับในธุรกิจการเงิน อัตราดอกเบี้ยยังถือว่าต่ำอยู่มาก โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน เพราะกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้ธนาคารต้องรักษาอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ไม่ให้สูง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาใช้บริการ   สำหรับภาพรวมอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมใหม่ ประจำเดือนมกราคม 2565 ในภาพรวมยังถือว่าธนาคารส่วนใหญ่ ยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยเท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา มีเพียงบางธนาคารที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อว่าหากสถานการณ์บ้านเมืองและภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยคงขยับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จะว่าไปจังหวะนี้เป็นช่วงเวลาที่ดี หากใครที่อยากจะซื้อบ้านหรือคอนโด และมีความสามารถจะผ่อนได้ในระยะยาว และมีกำลังซื้อที่แท้จริง ก็อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป แต่หากยังไม่มีแผน หรือดูสถานะทางการเงินหรือการทำงานแล้ว  ยังไม่ค่อยมั่นใจ จะรอไปก่อนเราก็ไม่ว่ากัน   มาดูกันว่า อัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่ที่ธนาคารปล่อยให้ลูกค้ากู้ซื้อบ้านมีอัตราเท่าไรกันบ้าง 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับการธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป  โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนมกราคม 2565 มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ  วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1   ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น 5.2%  (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.2% (MRR-1.75%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65%   อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45% (MRR-1.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 0.17% ที่คิดอัตราดอกเบี้ย 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 0.17% ที่คิดอัตราดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น  5.45% (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) หลังจากนั้น 5.45%  (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.9% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.7%(MRR-1.25%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.075%(MRR-1.875%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2%(MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58%   -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก 4.75% หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.- 1 มี.ค. 65 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา ​ -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 17 มิ.ย. 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ​​ 2.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงไทย มีสินเชื่อสำหรับบ้านใหม่ กรุงไทย SURE  โดยไม่คิดค่า  ธรรมเนียมยื่นกู้  โดยเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด  เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ​​ดังนี้ แบบคงที่ 1 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมยื่นกู้ แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75%  ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.80% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.20% เพิ่มขึ้น 0.20% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตรา 4.04% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.0%  ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.87% (MRR-2.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.90% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.24% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.16% ที่คิดอัตราดอกเบี้ย 4.08% แบบลอยตัว แบบทำประกัน ปีที่ 1-3  ดอกเบี้ย 2.77%  (MRR-3.45%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.77% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.22% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย 2.87% (MRR-3.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.87% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.26%   สินเชื่อสำหรับการกู้ซื้อบ้านที่ธนาคารออกค่าจดจำนองให้** และ ฟรี ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ แบบคงที่ แบบทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75% ไม่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 4.32% (MRR-1.9%)  เพิ่มขึ้น 0.35% จากเดือนก่อนหน้าคิด 3.97% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.13% เพิ่มขึ้น 0.23% จากเดือนก่อนหน้าคิด 2.90% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.32% เพิ่มขึ้น 0.06% จากเดือนก่อนหน้าคิดอัตรา 4.24%   แบบไม่ทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.0%  ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 4.32% (MRR-1.9%) เพิ่มขึ้น 0.35% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด​ 3.97% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 4.32% (MRR-1.9%) เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.02% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.23% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.23% ที่คิดดอกเบี้ย 3.0% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา = 4.35% เพิ่มขึ้น 0.08% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด 4.27%   แบบลอยตัว แบบทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย 3.12% (MRR-3.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.12% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.35%   แบบไม่ทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย 3.22% (MRR-3.0%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.22% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 3.38%   การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ* : ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ 1.ทำ MRTA/GLT SP เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี 2.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ 3.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี ทั้งนี้ การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ **ธนาคารออกค่าจดจำนองให้ 1% สูงสุดไม่เกินรายละ 200,000 บาท หากลูกค้าปิดบัญชีก่อน 5 ปี ธนาคารจะเรียกเก็บค่าจดจำนองคืน ***อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,500 บาท/เดือน เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 มี.ค.65 MRR = 6.22% ต่อปี (ณ 1 เม.ย. 2564) 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมินอัตราดอกเบี้ยยังคงเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.9% ( MRR-3.15%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.00%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.55%  (MRR-3.50%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.3%  (MRR-2.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 4.1% (MRR-1.95%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.3% (MRR-1.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.7%  (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23%   หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย. 65 โดยจดจำานองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 31 พ.ค. 65 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 7.72% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 7.72% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 8.22% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 8.22% % หมายเหตุ : -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 63) -อัตราดอกเบี้ยข้างต้นสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านตั้งแต่ 20 ก.ค.  – 31 ธ.ค. 64 -สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทรวมอาคารพาณิชย์ยกเว้น Refinance และการปล่อยกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -มีค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกันโดยบริษัท โพรเกรส แอพไพรซัล หรือบริษัทประเมินที่ธนาคารรับรอง คิดขั้นต่ำ 3,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) -วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของเราซื้อขายและไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักประกัน *ข้อมูลภายในเว็บไซต์ ณ วันที่ 13 ม.ค. 65 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่ : กรณีซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด) ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราดเดิมเท่ากับเดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  2.450%-2.750% ปีต่อไป ดอกเบี้ย  4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.650%-2.950% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.60%-2.99% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.80%-3.19% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​ 18 สิงหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารซีไอเอ็มบี มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% (MRR-3.10%) ระยะเวลาที่เหลือ ดอกเบี้ย 5.35% (MRR-2.00%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.55% (MRR-2.80%) หลังจากนั้น 5.35% (MRR-2.00%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2564) -ธนาคารยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำรายได้ 30,000-50,000 หรือเจ้าของกิจการรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปไว้พิจารณาด้วย รวมถึงสินเชื่อสำหรับโครงการที่ธนาคารเป็นผู้สนับสนุน 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าจดทะเบียนจำนอง และค่าประเมินหลักทรัพย์ ซึ่งยังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับเดือนที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.23%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.4% (MRR-1.88%) หลังจากนั้น 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือก 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ย 4.65% หมายเหตุ สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ สไมล์โฮม หรือ สไมล์โฮม พลัส ​ 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีทีบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ttb (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต ttb แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) กู้ซื้อบ้าน คอนโดใหม่ กับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย ให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท -รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี -ฟรีประกันอัคคีภัยมูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท​ -ฟรีประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -MRR (Minimum Retail Rate : อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี) = 6.28% ต่อปี ณ วันที่ 7 พ.ค. 64 -การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ ทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ คิดมีอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.950% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.950% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด 9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อโครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2565 ​มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา เพราะในปีที่ผ่านมา เป็นโครงการบ้านธอส. เพื่อคุณ ปี 2564 ทำให้มีการปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยใหม่  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.15% เพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.75% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.9% (MRR-2.25%) เพิ่มขึ้น 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% (MRR-1.4%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา  5.4% หมายเหตุ -ยื่นคำขอกู้และอนุมัติตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.-30 ธ.ค.65   (ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเติมวงเงินของโครงการแล้ว) -อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 -ยกเว้น ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้และทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกันเดียวกัน 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโคงการหมู่บ้านทั่วไป  โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เปลี่ยนแปลงจาก​เดือนที่ผ่านมาเล็กน้อย ซึ่งธนาคารยูโอบีมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด  ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.35% ลดลง 0.2%  จากดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.55% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.35% (MRR-4.0%) ลดลง 0.2% จากดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.55% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.35% ลดลง 0.2% จากดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.79% ลดลง 0.08% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.87% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.55% ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.55% (MRR-3.80%) ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  3.75% หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.55% ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ลดลง 0.08% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.95% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.8% ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75%  (MRR-2.60%) ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.95% หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.45% ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.8% ลดลง 0.08% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.88% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.0% ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.20% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.95%  (MRR-2.24%) ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  5.15% ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.65% ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1 ม.ค.- 31 ม.ค. 65 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 29 เม.ย.​ 65 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาครยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่ 1 เม.ย. 64) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาสภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหนี่เสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.9% (สำหรับผู้มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป) โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.0% ต่อปี แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.00% (MRR-5.35%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.80% (MRR-3.55%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.10%  (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 2 ปีแรก) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.20% (MRR-3.15%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% แบบที่ 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.55% (MRR-4.80%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.63% แบบที่ 4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2.75% (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 3 ปีแรก) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.76% เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : 1.กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใด ๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 2.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่างๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.- 31 มี.ค. 65 -สำหรับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.9% สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป ผ่อนต่ำเดือนละ 3,500 บาท ฟรีค่าจดจำนองสินเชื่อเมื่อซื้อประกันผ่านธนาคาร ฟรีค่าประเมินหลักประกัน 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อเคหะ สำหรับให้บริการผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโด ภายใต้แคมเปญ อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือนแรก ภาพรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ​ โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้​ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.75% (เดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 1.5%)  ลดลง 0.75% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.525% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.525% (MRR-2.72%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.6% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.101% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.0% (เดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 2.0%) ปรับลดลง 1.0% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.0% ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 4.15% ปีที่​ 3 ดอกเบี้ย 4.15% (MRR-2.095%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.1% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.286%   เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น 1.ประกัน หมายถึง ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 2.อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ MRR=6.245% (ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563) 3.รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้จากธนาคาร       ที่มา Reviewyourliving รวบรวมจากเว็บไซต์ธนาคาร ข้อมูล ณ วันที่ 13 ม.ค.65
พิษโควิด-19 ทุบยอดโอนคอนโดต่างชาติลด “จีน” ยังครองเบอร์1 มูลค่า 17,800 ล้าน

พิษโควิด-19 ทุบยอดโอนคอนโดต่างชาติลด “จีน” ยังครองเบอร์1 มูลค่า 17,800 ล้าน

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบหนักจากภาวการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งต้องการพื้นที่การใช้ชีวิตที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) หรือการเรียนออนไลน์ ซึ่งการอยู่อาศัยในคอนโดไม่ตอบโจทย์เสียแล้ว   ขณะเดียวกันตลาดคอนโดที่พึ่งพิงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ในสัดส่วน  20-30% ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าสำคัญที่เข้ามาผยุงตลาดคอนโดไว้ได้หายออกไปเกือบจะเป็นศูนย์ เพราะลูกค้าต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาซื้อคอนโดได้ ทำให้ตลาดคอนโดดูแย่ลงไปมาก   แน่นอนว่าตลอดช่วง 2 ปีกว่าของการแพร่ระบาด  ยอดขายใหม่ของคอนโดในกลุ่มต่างชาติแทบจะไม่มี แล้วยอดขายที่ซื้อไปก่อนหน้านั้น กลุ่มลูกค้าต่างชาติมีการโอนกรรมสิทธิ์กันหรือไม่ หรือมีการทิ้งดาวน์ไปเลย เป็นคำถามที่เชื่อว่าหลายคนยังคงสงสัยกัน ว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ลูกค้าต่างชาติจะยังต้องการเป็นเจ้าของคอนโดในเมืองไทยหรือไม่   โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ทำการรวบรวมสถิติการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ของคนต่างชาติในภาพรวมทั้งประเทศ ผ่านสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงปี 2561 ถึงปี 2563 พบว่า มียอดการโอนกรรมสิทธิ์คอนโด 3 ปีสะสมรวม 1,408,431 ตร.ม. แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 1 ของปี 2564  ภาพรวมสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์คอนโด ให้คนต่างชาติทั่วประเทศยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 3   ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 คอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ยังคงเป็นที่นิยมของคนต่างชาติ โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั่วประเทศให้ชาวจีนสูงสุดอันดับ 1 คิดเป็นมูลค่า 17,800 ล้านบาท หรือ 59.9% ของการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบจำนวนหน่วยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์พบว่าอัตราเฉลี่ยในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 กับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนมีการระบาด จำนวนหน่วยโอนเฉลี่ยลดลง 37.5% ค่าเฉลี่ยมูลค่าลดลงถึง 28.5% ปี 64 โอนคอนโดต่างชาติ ลดลงต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) รายงานว่า ภาพรวมสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติทั่วประเทศในไตรมาส 3 ปี 2564 ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 นับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2564 ทั้งจำนวนยูนิต มูลค่า และขนาดพื้นที่ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย   ในไตรมาส 3 ปี 2564 ประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า​ ทำให้มีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มสูงขึ้นเป็นหลักหมื่นคน ภาครัฐจึงมีการยกระดับมาตรการจำกัดการเดินทางทั่วประเทศอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการล็อคดาวน์ในพื้นที่สีแดงเข้มเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ทำให้จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ปี 2564 มีจำนวนหน่วยทั้งหมด 1,755 ยูนิต ลดลง 13.1% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY)   ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนยูนิตที่มีการโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ย ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 (ปี 2563-2564) จำนวน 2,059 ยูนิต​ต่อไตรมาส กับในช่วงก่อนมีการระบาด (ปี 2561-2562)  ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 3,296 ยูนิตต่อไตรมาส พบว่าจำนวนโอนเฉลี่ย ช่วงที่มีการระบาดลดลง 37.5% (ดูแผนภูมิที่ 1 และ 2)   สำหรับมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติในไตรมาส 3 ปี 2564 ทั่วประเทศ พบว่ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 9,265 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)  และลดลง 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับจำนวนยูนิต (ดูแผนภูมิที่ 3 และ 4) และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในช่วงที่มีการระบาดของ โควิด-19 (ปี 2563-2564) ซึ่งมีมูลค่า 9,637 ล้านบาทต่อไตรมาส กับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนการระบาด (ปี 2561-2562) มูลค่า 13,483 ล้านบาทต่อไตรมาส พบว่าค่าเฉลี่ยในช่วงการแพร่ระบาดลดลงถึง 28.5% ที่มา : กรมที่ดินรวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   พื้นที่การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติในไตรมาส 3 ปี 2564 มีจำนวน 79,233 ตารางเมตร ลดลง 7.6% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)  แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยคือ เพิ่มขึ้น 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY)  และเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 (ปี 2563-2564) ซึ่งมีพื้นที่ 86,365 ตารางเมตรต่อไตรมาส กับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนการระบาด (ปี 2561-2562) ซึ่งมีพื้นที่ 133,394 ตารางเมตรต่อไตรมาส พบว่าในช่วงที่มีการแพร่ระบาดมีพื้นที่ลดลงถึง 35.3% ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   สำหรับสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติเปรียบเทียบกับการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั่วประเทศ จะพบว่า ​ จำนวนยูนิตที่โอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ เมื่อเทียบกับจำนวนหน่วยที่โอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั้งหมดทั่วประเทศในไตรมาส 3 ปี 2564 มีสัดส่วน 9.3% ในขณะที่มูลค่าคอนโด มีสัดส่วน 16.7% และพื้นที่คอนโด มีสัดส่วน12.0% ต่างชาตินิยมคอนโดไม่เกิน 3 ล้าน ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีจำนวนยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติมากที่สุดในช่วงระดับราคา ไม่เกิน 3 ล้านบาท มีจำนวน 792 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 45.1% ของจำนวนยูนิตทั้งหมดจำนวน 1,755 ยูนิต รองลงมาคือ ระดับราคา 3.01 – 5  ล้านบาท มีจำนวน 454 ยูนิต (25.9%) ระดับราคา 5.01 – 7.5  ล้านบาท มีจำนวน 277 ยูนิต​ (15.8%) ระดับราคามากกว่า 10  ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 130 ยูนิต (7.4%) และระดับราคา 7.51 – 10 ล้านบาท มีจำนวนน้อยที่สุด คือ 102 ยูนิต (5.8%) ตามลำดับ ซึ่งเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปจนถึงปี 2561 พบว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน โดยคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ยังคงเป็นที่นิยมของคนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ (ดูแผนภูมิที่ 6) แผนภูมิที่ 6 สัดส่วนจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ แยกตามระดับราคา ที่มา : กรมที่ดิน  รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติมากที่สุดในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท จำนวน 3,445 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37.2%  รองลงมาคือ ระดับราคา 3.01 – 5 ล้านบาท มีมูลค่า 1,862 ล้านบาท (20.1%) ระดับราคา 5.01 – 7.5 ล้านบาท มีมูลค่า 1,651 ล้านบาท (17.8%) ระดับราคาไม่เกิน 3  ล้านบาท มีมูลค่า 1,439 ล้านบาท (15.5%) และระดับราคา 7.51 – 10 ล้านบาท มีมูลค่าน้อยที่สุด คือ 868 ล้านบาท (9.4%) ตามลำดับ (ดูแผนภูมิที่ 7) แผนภูมิที่ 7 สัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ แยกตามระดับราคา ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จีนยังเป็นแชมป์ ซื้อคอนโดเมืองไทย ในบรรดาชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อคอนโดเมืองไทย และมีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด ยังเป็นกลุ่มลูกค้าชาวจีน  ถือเป็นสัญชาติที่มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมากที่สุดทั่วประเทศ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้ชาวจีนไปแล้วทั้งหมด 3,760 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 61.4% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด  ส่วนอีก 4 สัญชาติที่มีการโอนมากรองลงมา ได้แก่ รัสเซีย จำนวน 228 ยูนิต (สัดส่วน 3.7%) ถัดมาคือ สหรัฐอเมริกา จำนวน 197 ยูนิต (สัดส่วน 3.2%) สหราชอาณาจักร จำนวน 194 ยูนิต (สัดส่วน 3.2%) และฝรั่งเศส จำนวน 172 ยูนิต (สัดส่วน 2.8%) ตามลำดับ   หากพิจารณาย้อนหลังไปจนถึงปี 2561 จะพบว่า ชาวจีน ยังคงเป็นสัญชาติที่นิยมซื้อคอนโดในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ โดยมีสัดส่วนในแต่ละปีสูงกว่า 50%  ของยูนิตทั้งหมด และลำดับรองลงมาส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป โดยมีสัดส่วนไม่ถึง 7%  โดยสัญชาติที่นิยมเข้ามาซื้อคอนโดในประเทศไทยตั้งแต่ ปี 2561 จนถึง 9 เดือนแรกของปี 2564 ที่มีจำนวนหน่วยสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ (ดูแผนภูมิที่ 8) แผนภูมิที่ 8 หน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ  เรียงตามสัญชาติสูงสุด 10 อันดับ ที่มา : กรมที่ดิน  รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั่วประเทศให้ชาวจีน เป็นมูลค่าสูงสุด จำนวน 17,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 59.9E ของมูลค่าทั้งหมด ส่วน 4 สัญชาติที่มีมูลค่าการโอนรองลงมาคือ วานูอาตู จำนวน 1,011 ล้านบาท (สัดส่วน 3.4%) ถัดมาคือ สหรัฐอเมริกา จำนวน 864 ล้านบาท (สัดส่วน 2.9%) สหราชอาณาจักร จำนวน 732 ล้านบาท (สัดส่วน 2.5%) และฝรั่งเศส จำนวน 711 ล้านบาท (สัดส่วน 2.4%) ตามลำดับ เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาววานูอาตู มีมูลค่ารับโอนกรรมสิทธิ์คอนโดสะสมใน 9 เดือนแรกของปี 2564 สูงสุดเป็นลำดับที่ 2 แต่มีจำนวนหน่วยสะสมเพียง 23 หน่วย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าคอนโดเฉลี่ยต่อหน่วยสูงถึง 44 ล้านบาท ต่างชาตินิยมคอนโด 43 ตร.ม.​ คอนโดที่ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 โดยเฉลี่ยมีขนาด 43 ตารางเมตร มูลค่าเฉลี่ย 4.9 ล้านบาทต่อยูนิต หรือประมาณตารางเมตรละ 114,000 บาท สหรัฐอเมริกาเป็นสัญชาติที่โอนคอนโดขนาดใหญ่สุดเฉลี่ย 54.8 ตารางเมตร และสิงคโปร์เป็นสัญชาติที่โอนคอนโดมูลค่าต่อยูนิตสูงสุด เฉลี่ย 5.1 ล้านบาทต่อหน่วย (ดูตารางที่ 1) ทั้งนี้ แม้ประเทศวานูอาตูจะมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดเฉลี่ยสูงถึง 44 ล้านบาท แต่ด้วยจำนวนหน่วยซึ่งมีเพียง 23 ยูนิต จึงไม่อยู่ใน 10 ประเทศที่มีหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด 5 จังหวัดต่างชาติโอนคอนโดสูงสุด ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 จังหวัดที่มีจำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ มีจำนวน 3,246 ยูนิต (สัดส่วน 53.0%) และชลบุรี จำนวน 1,738 ยูนิต (สัดส่วน 28.4%) ตามลำดับ โดยทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 81.4%  ของทั่วประเทศ (ดูแผนภูมิที่ 9)   แผนภูมิที่ 9 หน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ เรียงตามจังหวัดสูงสุด 5 อันดับ ที่มา : กรมที่ดิน  รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   จังหวัดที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติสูงสุด 5 อันดับแรก ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ และนนทบุรี โดยใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ มีมูลค่า 21,764 ล้านบาท (สัดส่วน 73.2%) และชลบุรี มีมูลค่า 4,137 ล้านบาท (สัดส่วน 13.9%) ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด มีสัดส่วนมูลค่ารวมกันสูงถึง87.1%  ของทั้งประเทศ   สำหรับข้อมูลทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า ตลาดคอนโดในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ต่างจากกลุ่มลูกค้าชาวไทย แต่กลุ่มชาวต่างชาติส่วนใหญ่ ก็ยังต้องการที่จะซื้อคอนโดในเมืองไทย ไม่ได้หายออกจากตลาดไปทั้งหมด แม้ว่าตัวเลขจะจำนวนลดลงก็ตาม เพราะปัญหาใหญ่ที่ชาวต่างชาติต้องเผชิญ คือ การไม่สามารถเดินทางไปมาระหว่างประเทศได้ ซึ่งเชื่อว่าหากการแพร่ระบาดเบาบางลง สามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ ตัวเลขด้านยอดขายและการโอนคอนโดในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ น่าจะฟื้นตัวดีขึ้น เพราะตลาดคอนโดไทยยังได้เปรียบกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะเรื่อของราคา ที่สำคัญเมืองไทยยังน่าอยู่อาศัย และมีศักภาพรองรับชาวต่างชาติได้อีกมากมายหลายเรื่อง
Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล Chainlink คือ Decentralized Oracle Network ซึ่ง Oracle คือ ตัวกลางที่จะส่งผ่านข้อมูลที่ถูกต้องไปยังอีกฝั่งหนึ่ง Chainlink จะทำหน้าที่เป็นตัว Oracle หรือตัวกลาง ในการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง Off-chain จะหมายถึงเหตุการณ์ หรือตัวข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการขึ้นนอกระบบ Blockchain เช่น ผลการแข่งขันฟุตบอล หรือ ตัวอุณหภูมิที่จะมีการเกิดขึ้นอยู่นอกระบบ Blockchain และการบันทึกข้อมูล ส่วนแรก ก็มักจะอยู่นอก Blockchain ในขณะที่อีกด้าน คือ ฝั่ง On-chain ซึ่งก็คือ ตัวระบบ Blockchain รวมถึงฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ บนระบบ Blockchain เช่น ตัว Smart Contract ของ Ethereum ซึ่งตัว Chainlink จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลาง หรือ Oracle ในการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง Off-chain กับ On-chain   OFF-CHAIN หมายถึงเหตุการณ์ หรือตัวข้อมูลต่างๆ ที่มีการขึ้นนอกระบบ Blockchain On-chain คือ ตัวระบบ Blockchain รวมถึงฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ บนระบบ Blockchain  Chainlink ตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูล พอมาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง Off-chain กับ On-chain มันมีความสำคัญอย่างไร ทำไมตัว Chainlink จึงมีความสำคัญขึ้นมาได้ มาดูตัวอย่างนี้กัน   ฝั่ง On-chain เขียน Smart contract ขึ้นมา ซึ่งเป็น Smart contract ที่เอาไว้ทายผลฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หรือ EPL Champion โดย Smart contract จะทำงานโดยมีคน 3 คน คือ A, B และ C ทายผลมาใครจะเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก โดยแต่ละคนใส่เงินมาเท่า ๆ กัน เข้ามาใน Smart contract นี้ ถ้าใครทายถูกก็จะได้เงินไป แต่ถ้าไม่มีใครทายถูกเลย ตัวเงินจะถูกคืนไปที่ 3 คนเท่า ๆ กัน ตามที่แต่ละคนใส่เงินเข้ามาตอนแรก   โดย A ทาย Liverpool จะได้แชมป์ B ทาย Mancity จะได้แชมป์ C ทาย Chelsea จะได้แชมป์ แล้วตัวกลไกลของ Smart contract จะ Ticker หรือทำงานเมื่อได้ข้อมูลว่า ใครเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ถ้าเราสังเกตว่า ข้อมูลนี้จะบอกว่าใครเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ จะได้ไม่เกิดขึ้นบน Blockchain แต่เกิดขึ้นบนสนาม หรือตารางคะแนน ซึ่งเป็นข้อมูลอยู่นอก Blockchain ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง Liverpool ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่ตัว Smart contract จะยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับ A ที่ทายว่า Liverpool ได้แชมป์ได้ทันที จะต้องมีการส่งข้อมูลจาก Off-chain เข้าสู่ On-chain ก่อน ตัว Smart contract จึงจะทำงานได้     แล้วมาถึงคำถามที่ว่า แล้วตัว Smart contract จะไปเอาข้อมูลไหนดี ที่มีความถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือ ถ้าตัว Smart contract ได้ข้อมูลผิด ๆ ก็จะทำงานผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม จากข้อมูลที่ Liverpool ได้แชมป์ แต่ถ้ามีคนขี้โกงใส่ข้อมูลมาว่า Chelsea เป็นแชมป์แทนที่เงินจะไปที่ C ซึ่งตรงนี้แหละ ตัว Chainlink จะเข้ามาทำหน้าหน้าที่เป็น Oracle การกรอกข้อมูลที่ถูกต้องไปให้ Smart contract บนระบบ Blockchain ทำงานได้ถูกต้อง   ลักษณะการทำงานของ Chainlink เริ่มต้นจากการดูฝั่ง On-chain ที่มีตัว Smart contract อยู่ด้วยกัน 3 ตัว คือ Oracle contract, Link contract และ User contract โดยตัว User contract เป็น Smart contract ที่เป็นผู้ต้องการใช้งาน Data หรือตัวข้อมูลจาก Off-chain มาทำงาน ขณะที่ตัว Oracle contract เป็นตัว Smart contract ที่มีทางกลุ่มผู้พัฒนาพัฒนาในการเรียกใช้ตัวข้อมูล จาก Off-chain มาใช้งานกับตัว User contract ของตัวเองได้   ในขณะที่ตัว Link contract หรือตัว Contract ของ Chainlink จะเป็นตัว Contract ที่คอยควบคุมการทำงานของตัว Oracle contract กับตัว User contract ให้ทำงานกับตัว Link token ได้   สำหรับฝั่ง Off-chain ก็จะมีตัว Node X คือ คนที่จะไปถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นในระบบ Off-chain มาให้กับทาง Oracle contract และมีตัว Pool data ของข้อมูล     ขั้นตอนการทำงานในภาพรวม 1.เริ่มต้นแรก ตัว User contract โดย User contract จะต้องทำการ Sent Request หรือทำการส่งคำสั่ง ขอข้อมูลกับทาง Oracle contract 2.ตัว Oracle contract รับตัว Request 3.หลังจากตัว Oracle contract ได้ตัว Request แล้ว ก็จะทำการ Sent job คล้าย ๆ กับการส่งใบงานไปยัง Node X หลังจาก Node X ได้รับใบงานแล้ว ก็จะทำการดึงข้อมูลมา 4.Node X จะทำการส่งข้อมูลไปยัง Oracle contract ตามตัว Job ที่ได้รับมา โดยขั้นตอนนี้จะเรียกว่า Full fill request 5.หลังจากตัว Oracle contract ได้ข้อมูลจาก Node X แล้วจะทำการส่งข้อมูลไปยังUser contract โดยขั้นตอนนี้ เรียกว่า Deliver result   Link token บทบาทและความสำคัญในระบบ Chainlink ที่เราได้เห็นไป คือ ขั้นตอนการทำงานในภาพรวม แต่เรายังไม่ได้พูดถึงตัว Link token ว่าตัว Link token เข้ามามีบทบาทอย่างไร ตอนไหน ให้สังเกตตอนที่ Sent request ไปหา Oracle contract ได้ ตัว User contract จะต้องทำการส่งตัว Link token ด้วย เพื่อจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการเรียกขอใช้ Data นี้     ขั้นตอนที่ 2 ตัว Oracle contract  จะทำการส่งตัว Link token ไปให้ตัว Node X เพื่อจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการดึงข้อมูลของ Node X นอกจากนี้ ตัว Node X จะเป็นบริการข้อมูล มายังตัว Oracle contract ได้ ตัว Node X ต้องทำการฝากตัว Link token ไว้ที่ตัว Oracle contract คล้าย ๆ กับเป็นหลักประกัน  หรือ Collateral เมื่อตัว Node X สามารถทำการส่งตัว Request ได้ หรือทำการส่งตัวข้อมูลได้หรือตัว Node X มีการส่งข้อมูลที่ผิด ๆ มายัง Oracle contract ซึ่ง Oracle contract ก็จะทำการยึดตัว Link token ที่ทาง Node X เอามาฝากไว้เป็นหลักประกัน นี่เป็นกลไกของ Chain Link ที่ป้องกันการที่ Node ซึ่งอยู่บน Off-chain ทำการจะทำการส่งข้อมูลที่ผิด ๆ มาอย่าง Smart contract บน Blockchain   นอกจากนี้ ตัวระบบ Chain Link มีความเป็น Decentralize เนื่องจากตัว User contract ไม่จำเป็นต้องติดต่อมาทาง Oracle contract หรือ Node X เพียง Node เดียว ตัว User contract จะทำการส่ง Request ไปยังหลาย Oracle ได้ นอกจากนี้ ตัว Oracle contract ก็ไม่จำเป็นต้องไปส่ง Job ให้กับทาง Node เพียง Node เดียว ตัว Oracle contract ทำการ Sent Job ไปยังหลาย Node ได้ ซึ่งวิธีการนี้ ก็จะตอบโจทย์การเป็น Decentralize หรือการไม่พึ่งพิงตัวกลางรายใดรายหนึ่ง   โดยวิธีการนี้ จะเป็นการคัดข้อมูลที่ถูกต้องจาก Off-chain มา Smart contract บน Blockchain ได้ แล้วตัว Link token จะมีมูลค่ามากขนาดไหน ก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งานจริง และประเภทของการใช้งานจริง มีการเดิมพันความถูกต้องของข้อมูลมากขนาดไหน เช่น พวกการพนัน หรือการประกันภัย แน่นอน ความถูกต้องของข้อมูลจะมีมูลค่าสูงมาก     หมายเหตุ : ประวัติผู้ออก ChainLink -ในปี 2014 บริษัท SmartContract.com ได้ถูกก่อตั้งโดย Sergey Nazarov เป็นบริษัทที่เป็นตัวกลางให้ข้อมูลภายนอกแก่ Blockchain ซึ่งในขณะนั้น Oracle ยังดำเนินการในรูปแบบเครือข่าย Centralized อยู่ ต่อมาในปี 2017 ทางทีมได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท Chainlink และพัฒนา Oracle Network ให้เป็น Decentalized โดย Oracle Network เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Smart Contract เพื่อดึงข้อมูลจากภายนอกมายัง Blockchain และยังอนุญาตให้ทุกคนสามารถดึงข้อมูลเข้ามายัง Blockchain ได้อีกด้วย  นอกจากนั้นได้มีการระดมทุน ICO เป็นจำนวนเงิน 32 ล้านดอลลาร์สำหรับพัฒนาโปรเจคต์ (ที่มา-Zipmex)   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร  
รวมวันหยุดซื้อ-ขาย ตลาดหุ้นไทยปี 2565 ที่นักลงทุนต้องรู้

รวมวันหยุดซื้อ-ขาย ตลาดหุ้นไทยปี 2565 ที่นักลงทุนต้องรู้

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยปกติจะเปิดทำการซื้อ-ขาย หลักทรัพย์เป็นประจำทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ในเวลาช่วงเช้าจะเปิดระหว่าง 09.55-10.00 ถึง 12.30 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเปิดระหว่าง 14.25-14.30 ถึง 16.35-16.40 โดยประมาณ  และหยุดทำการซื้อขายในวันเสาร์และวันอาทิตย์    รวมถึงวันหยุดพิเศษ ซึ่งเป็นวันหยุดสำคัญของประเทศไทย และการประกาศหยุดตามหน่วยงานราชการ ,การประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (กลต.) หรือการประกาศของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งแต่ละปีก็จะแตกต่างกันออกไป สำหรับปี 2565 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีวันหยุดทำการซื้อ-ขายหุ้น วันไหนบ้าง เราได้รวบรวมมาให้นักลงทุนได้วางแผนการซื้อขายหุ้นไว้ทั้งปีแล้ว แต่ละเดือนมีวันหยุดวันไหนบ้างลองไปดูกัน เดือนมกราคม มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 1 วันดังนี้ วันจันทร์ที่ 3 มกราคม  ชดเชยวันขึ้นปีใหม่ (วันเสาร์ที่ 1 มกราคม 2565) เดือนกุมภาพันธ์ มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 1 วันดังนี้ วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์  วันมาฆบูชา เดือนเมษายน มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 4 วันดังนี้ 1.วันพุธที่ 6 เมษายนวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ 2.วันพุธที่ 13 เมษายนวันสงกรานต์ 3.วันพฤหัสที่ 14 เมษายนวันสงกรานต์ 4.วันศุกร์ที่ 15 เมษายนวันสงกรานต์ เดือนพฤษภาคม มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 3 วันดังนี้ 1.วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคมชดเชยวันแรงงานแห่งชาติ (วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2565) 2.วันพุธที่ 4 พฤษภาคมวันฉัตรมงคล 3.วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคมชดเชยวันวิสาขบูชา (วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2565) เดือนมิถุนายน มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 1 วันดังนี้ วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายนวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เดือนกรกฎาคม มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 3 วันดังนี้ 1.วันพุธที่ 13 กรกฎาคมวันอาสาฬหบูชา 2.วันพฤหัสที่ 28 กรกฎาคมวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 3.วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคมวันหยุดพิเศษ (เพิ่มเติม) เดือนสิงหาคม มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 1 วันดังนี้ วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคมวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ เดือนตุลาคม มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 3 วันดังนี้ 1.วันพฤหัสที่ 13 ตุลาคมวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 2.วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคมวันหยุดพิเศษ (เพิ่มเติม) 3.วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคมชดเชยวันปิยมหาราช (วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2565) เดือนธันวาคม มีวันหยุดทำการซื้อ-ขาย สำหรับตลาดหุ้นไทยด้วยกัน กรณีวันหยุดพิเศษด้วยกัน 2 วันดังนี้ 1.วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคมวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 2.วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคมชดเชยวันรัฐธรรมนูญ (วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2565)   ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร [VDO]

DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร [VDO]

DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร วันนี้เราจะมาพาทุกคนไปรู้จักกับคำว่า DeFi ว่าคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เราได้บ้าง พร้อมกับจะพาไปดูว่าโปรเจ็กต์ DeFi ที่น่าสนใจ มีการพัฒนาขึ้นมาให้เราได้ทดลองใช้งานได้แล้วมีอะไรบ้าง   DeFi ย่อมาจาก Decentralized Finance หมายถึง การใช้บริการทางการเงินในรูปแบบใดก็ตาม ที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางเลย ตัว Finance Products ทั้งหลายที่เรารู้จัก เช่น การกู้ยืม การระดมทุน หรือว่าการลงทุน เราต้องอาศัยตัวหลางทั้งสิ้น ได้แก่ ธนาคาร​ กองทุน หรือบริษัทหลักทรัพย์ โดยแนวคิดการทำธุรกรรมต่าง ๆเหล่านี้ ที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางจึงเกิดขึ้น และเป็นที่มาของเทคโนโลยี Blockchain และ Smart Contract  โดยคุณสมบัติของ Blockchain และ Smart Contract  ได้มีการพัฒนา Finance Product ที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ที่พัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยเทคโนโลยี Blockchain และ Smart Contract  จึงถูกเรียกว่า DeFi นั่นเอง   Traditional Finance  หรือการให้บริการทางการเงินแบบดั้งเดิม แตกต่างจาก DeFi คือ การมีตัวกลางนั่นเอง   DeFi กับแก้ปัญหาการเงินแบบเก่า แต่ถ้าเรามาลองคิดดูตัว Financial Product ทั้งหลาย เช่น การให้กู้ยืม การระดมทุนหรือการลงทุน ซึ่งมีมาเป็น 100 ปีแล้ว และที่เราใช้อยู่มันมีปัญหาอะไร  และตัว DeFi จะเข้ามาแก้ปัญหาอะไร ถ้าเราลองพิจารณาถึงประเด็นหลักที่ทำให้ตัว Traditional Finance  หรือการให้บริการทางการเงินแบบดั้งเดิม แตกต่างจาก DeFi ก็คือ การมีตัวกลางนั่นเอง การต้องพึ่งพิงตัวกลางก็นำมาซึ่งประเด็นหลายประเด็น ดังนี้ 1.ความเชื่อมมั่นในการทำธุรกรรม (Need Trust) เนื่องจากการทำทุรกรรมต่าง ๆ ทางการเงิน ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น โดยเราจะต้องเชื่อมั่นว่า การทำธุรกรรมของเราจะต้องไม่โดนโกง มีความถูกต้อง ซึ่งในความเป็นจริงอาจเกิดผิดพลาดขึ้นก็ได้ เช่น เงินฝากในธนาคารที่หายไป จนเกิดเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา       2.การได้ทำธุรกรรมทางการเงินต้องได้รับอนุญาต (Need permission) การทำทุรกรรมการเงินใดใดก็ตาม จะต้องได้รับอนุญาตก่อน ซึ่งโดยปกติจะต้องมีการขอข้อมูลก่อน เพื่อไปทำการตรวจสอบก่อนที่จะทำการเปิดบัญชีกับทางธนาคารก่อน  ซึ่งตัวกลางมีอำนาจในการยับยั้งไม่ให้เราเปิดบัญชีใช้งานได้เช่นกัน   3.การกระจุกตัวของการบริหารความเสี่ยง (Central risk) จะเห็นว่าในระบบดั้งเดิมการบริหารจัดการความเสี่ยง จะกระจุกตัวอยู่ที่สถาบันการเงินไม่กี่แห่ง ซึ่งในอดีตเรามีความเชื่อว่าสถาบันการเงินเหล่านี้ มีจะมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยดูแลเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่จากข้อมูลในอดีตจะเห็นว่า  วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ก็จะลุกลามมาจากสถาบันการเงิน เพราะสถาบันการเงินเหล่านี้ถูกควบคุมโดยมนุษย์  ซึ่งมนุษย์ก็อาจจะก่อความผิดพลาดขึ้นมาได้เช่นกัน   ข้อดีของ DeFi 1.ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง (No middleman) ตัว DeFi ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางในการควบคุม   2.ไม่ต้องพึ่งพาความเชื่อมั่น (Trustless) จากการที่ DeFi ไม่มีตัวกลาง เพราะฉะนั้นการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ เราไม่ต้องฝากชีวิตไว้กับความเชื่อมั่น เพราะการทำธุรกรรมต่าง ๆ จะเป็นไปเงื่อนไขงของระบบ Smart Contract และ Blockchain  ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกจะไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงได้   3.ให้อิสระผู้ใช้งาน (Permissionless) ตัว DeFi จะให้​อิสระกับผู้ใช้งานอย่างเต็มที่ ในการเข้ามาเปิดบัญชีใช้งาน และโอนเงินเข้าหรือโอนเงินออกได้อย่างอิสระ และไม่มีใครที่จะสามารถฟรีซเงินเราไม่ให้โอนเงินเข้าหรือโอนเงินออกไปหาใครได้   4.อำนาจการบริหารความเสี่ยงถูกกระจายออกไป (Diversify risk) ถัดมา คือ อำนาจการบริหารความเสี่ยงจะมีการกระจายตัวออกไป ทำให้ความเสี่ยงมีการกระจายตัวออกไป ไม่มีการกระจุกตัวอยู่ที่คนใดคนหนึ่ง   DeFi vs Bitcoin ต่างกันอย่างไร? หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า Bitcoin ไม่ใช่ DeFi หรืออย่างไร ซึ่งก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Bitcoin  นำมาซึ่งเทคโนโลยี Blockchain  และเทคโนโลยี Blockchain ก็มาซึ่งการส่งเงินรับเงิน การผลิตเงิน และการเก็บรักษาตัวเงิน แต่สิ่งที่บิทคอยน์ไม่ได้นำมาคือ การกู้ยืมเงิน การฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ย รวมถึงการระดมทุนสิ่งเหล่านี้ Bitcoin ไม่ได้นำมา   นอกจากนี้ หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ Smart Contract มีที่มาอย่างไร ซึ่งที่มาของ Smart Contract นั้นมาพร้อมกับ Ethereum ซึ่งมีจะเด่น 2 ข้อ   1.Blockchain ของ Ethereum สามารถสร้าง Token หรือ Cryptocurrency อื่น ๆ ขึ้นมาทำงานบน Blockchain ของ Ethereum ได้   2.ฟังชั่น Smart Contract คือ ตัวโปรเจก์เช็คต่าง ๆ พัฒนาขึ้นมาบน Ethereum  สามารถพัฒนา Smart Contract ออกมาในรูปแบบใดก็ได้ รวมถึงรูปแบบฟังก์ชันทางการเงิน เช่น การกู้ยืม การฝากเงิน จึงเป็นที่มา ว่าทำไมจึงมีโปรเจ็กต์ DeFi  เกิดขึ้นมากมายบน Blockchain บน Ethereum   ทำความรู้จักโปรเจ็ค DeFi ที่น่าสนใจ 1.Dai Dai เป็นตัว Stable coin  ที่มีการกำหนดมูลค่าเท่ากับ 1 USD  ด้วยกลไก Smart Contract ของ Maker Dao ที่นำตัวสินทรัพย์มามาค้ำประกัน โดยสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน จะสามารถทำการตัวสอบได้โดยแพลตฟอร์มของ Maker Dao โดยเราสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างจาก ​USD Ether ที่มีการอ้างว่ามีตัว USD ค้ำประกันอยู่ แต่จริง ๆ เราไม่สามารถตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ เหมือนแพลตฟอร์มตัว Maker Dao  ได้ ว่ามีสินทรัพย์ค้ำประกันอยู่เพียงพอจริง ๆ  ทำให้เห็นว่า Dai มีความเป็น Decentralized ที่ชัดเจน  ในขณะที่​ USD Ether มีลักษณะเป็น Centralized เหมือน Traditional Finance  แบบตั้งเดิมนั่นเอง   2.แพลตฟอร์มการให้กู้ยืม มีตัวที่น่าสนใจ คือ Maker Dao และ Compound  โดย Maker Dao แพลตฟอร์มการให้กู้ โดยสามารถนำสินทรัพย์ที่มีความผันผวนของราคา เช่น Ether  ไปค้ำประกันและขอเงินกู้มาเป็นตัว Dai ซึ่ง Maker จะทำตัวเหมือนธนาคารคนที่ถือของตัว token maker  จะสามารถร่วมกันออกนโยบาย ปรับเพิ่มลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และสามารถกำหนดได้ว่า สินทรัพย์ประเภทใดจะมาค้ำประกันได้ และมีการกำหนดตัวเพดานสินทรัพย์แต่ละประเภทจะสามารถปล่อยกู้ได้มากน้อยแค่ไหนตามมูลค่าสินทรัพย์ประเภทนั้น ในขณะที่ตัว Compound เหมือน Money Market  หรือคล้ายกับตลาดเงินกู้ระยะสั้นที่ จะเข้ามาปล่อยเงินกู้หรือของกู้ตัว Cryptocurrency  ในตลาดนี้ได้   3.DEX หรือ Decentralized Exchange Decentralized Exchange หรือ Dex เป็นโปรเจ็กต์การซื้อขาย Cryptocurrency โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ซึ่งการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มพวกนี้ จะดีกว่าการซื้อขายผ่าน Web Exchange เพราะตัว Web Exchange มีโอกาสที่จะถูก Hack ได้ง่ายกว่า และการซื้อขายผ่านWeb Exchange มักจะต้องการให้เราส่งข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนก่อน ในขณะที่การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม DEX  ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องยืนยันตัวตนและอายุเท่าไหร่ก็ทำการซื้อขายได้ ตัวโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจ คือ  Kyber Network  โดย Kyber Network จะมีคำสั่งในการซื้อขาย และการทำธุรกรรมจะเกิดขึ้นบน Blockchain ทั้งหมด   นอกจากนี้ ยังมี DeFi โปรเจ็กต์อีกมากมาย ที่เปิดให้บริการและรวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองจะมีโปรเจ็กต์ใดบ้างที่จะมีคนใช้งานกันอย่างแพร่หลายและอนาคต หากมีข้อมูลที่น่าสนใจเราจะนำมาเล่าให้ฟัง   ทุกท่านสามารถติดตามบทความด้านการเงินดิจิทัล และบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้อย่างต่อเนื่องที่ www.reviewyourliving.com หรือผ่านช่องทาง Facebook Fanpage : Review Your Living รู้จริงเรื่องที่อยู่อาศัย   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม  
Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม [VDO]

Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม [VDO]

Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม   มีหลายคนมีความเชื่อว่า ตัว Bitcoin มักจะถูกนำไปใช้ในการฟอกเงิน หรือการซื้อยาเสพติด หรือการทำธุรกรรมต่าง ๆ  ในตลาดมืด เพราะว่าตัว Bitcoin ไม่สามารถที่จะมา Track ข้อมูลได้ว่า ใครเป็นเจ้าของ Bitcoin หรือใครเป็นคนโอน Bitcoin ให้ใคร ทำให้ตัว Bitcoin มักจะนิยมถูกนำไปใช้ในการฟอกเงิน หรือว่าถูกนำไปใช้ในตลาดมืด ทีนี้มีกรณีศึกษาเกี่ยวกับ ตัว Bitcoin และ Silk Road ซึ่งเป็นเว็บที่ให้บริการซื้อขายยาเสพติดได้   เดี๋ยวเรามาดูกันว่าจริง ๆ แล้ว ตัว Bitcoin มัน Track เส้นทางการโอนไม่ได้จริง ๆ หรือไม่ แล้วจริง ๆ ในตลาดมืดเค้านิยมใช้ Bitcoin ในการทำธุรกรรมจริง ๆ หรือไม่     Silk Road เว็บขายยาเสพติดกับ 21,000 BTC ที่หายไป สำหรับเรื่องราวของ Bitcoin and Silk Road ได้มีทาง a16z  ทำการสรุปเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง (Credit : Crypto, Beyond Silk Road by a16Z) โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2011 ซึ่งเป็นดือนที่เว็บ Silk Road ที่จะทำหน้าที่เหมือนกับเป็น Marketplace ที่จะทำให้คนสามารถซื้อขายยาเสพติดได้ ​ โดยจะสังเกตเห็นด้านซ้ายของเว็บไซต์  (ภาพประกอบ) จะมีเมนู สำหรับการซื้อขายยาเสพติดแต่ละชนิด     โดยเว็บไซต์ Silk Road นี้จะมีเว็บมาสเตอร์ใช้ชื่อ Account ว่า DPR ย่อมาจาก Dread Pirate Roberts ซึ่งเป็นชื่อตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Princess Bride ซึ่งแน่นอนว่าทางการของ USA ก็ต้องการทราบตัวของ DPR ว่าคือใคร เพื่อที่จะได้ทำการเข้าจับกุมตัวมาดำเนินคดี โดยหน่วยงานต่าง ๆ ของ USA มีหลายหน่วยงานด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น FBI หรือ DEA รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง   สำหรับตัวเว็บไซต์ Silk Road การที่จะเข้าไปใช้งานได้ จะต้องใช้งานผ่านทาง Thor Browser ซึ่ง Thor Browser มีคุณสมบัติตรงที่จะปกปิดร่องรอยของผู้ใช้งาน ทำให้ไม่สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบหาตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้งานได้เหมือนกับการใช้ Web Browser ทั่วไป อย่างเช่น Google Chrome ที่เราจะสามารถทราบ IP Address เป็นต้น   นั่นจึงทำให้ในระหว่างการสืบสวนสอบสวนทางหน่วยงานของทาง USA มีการส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้าไป โดยเจ้าหน้าที่ที่แผงตัวเข้าไปใช้ชื่อว่า Nob โดย Nob ก็ไปบอก DPR ว่าตัวเองเป็น Drug Lord หรือว่าเป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ โดย Nob ก็เข้าไปทำการพูดคุยกับ DPR เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื้อใจ เพื่อที่จะทราบข้อมูลหลาย ๆ อย่าง เช่น ปกติแล้ว DPR จะใช้งานเว็บในช่วงเวลาประมาณไหนบ้าง เพื่อเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน   3 เหตุการณ์กับปมปัญหา ถัดมาในปี 2013 ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น 3 อย่างด้วยกันที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ และข้อสงสัยเกี่ยวกับการโจรกรรม Bitcoin 21,000 BTC   เหตุการณ์แรก คือ มี Account รายหนึ่งที่ชื่อ Death from Above ซึ่งมาขู่ทาง DPR โดยบอกว่า ตัวเค้ามีข้อมูลส่วนตัวเหล้านี้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ ที่ต้องการตามจับตัว DPR ถ้า  DPR ไม่อยากให้เค้าเปิดเผยข้อมูลนี้แก่ทางเจ้าหน้าที่ DPR จะต้องส่ง Bitcoin มาให้เขาจำนวนหนึ่ง     เหตุการณ์ที่สอง มี Account ที่ชื่อว่า French Maid ซึ่งเข้าติดต่อกับ DPR โดยบอกว่า French Maid มีข้อมูลว่า ตอนนี้ทางการมีความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวน ตัว DPR ไปถึงไหนแล้ว ถ้า DPR อยากได้ข้อมูลในส่วนนี้ ว่าสืบสวนสอบสวนไปถึงไหนแล้วก็ให้ DPR โอนตัว Bitcoin มา แล้วเขาจะขายข้อมูลให้กับ DPR   เหตุการณ์ที่ 3 ที่สำคัญ คือ ปรากฏว่าตัว Bitcoin จำนวน 21,000 Bitcoin หายไป จากกระเป๋าของเว็บ Silk Road   ทั้ง 3 เหตุการณ์ก็ทำให้ DPR ค่อนข้างหัวเสียอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ Bitcoin ที่หายไปเป็นของทาง Vendor รายต่าง ๆที่มีการเปิดบัญชีอยู่กับทาง Silk Road ทาง DPR จึงเริ่มทำการสืบสวนภายใน แล้วก็พบว่า ผู้ต้องสงสัย คือ Curtis Green ซึ่งเป็น Admin รายหนึ่งของเว็บ Silk Road เนื่องจาก DPR พบว่าตัว USER กับ Password ของ Curtis Green มีการถูกนำไปใช้รีเซ็ทตัว Account ของ Vender รายต่าง ๆ ในเว็บ Silk Road  DPR ก็สรุปว่า Curtis Green เป็นคนที่เอาตัว Bitcoin ออกไป DPR จึงตัดสินใจที่จะจ้างทาง Nop ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการแฝงตัวเข้ามา ไปฆ่า Curtis Green โดยจ้างเป็นจำนวนเงิน 80,000 USD   แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ Bitcoin หายออกไปจากเว็บ Silk Road ตัว Curtis Green ก็ถูกทางการควบคุมตัวไปเรียบร้อยแล้ว แล้วมีการให้ข้อมูลกับทางการไปแล้ว พอทาง DPR มาจ้างวาน Nop เพื่อฆ่า Curtis Green ทางการก็เลยจัดฉากว่า Curtis Green ถูก Nop ฆ่าไปแล้ว เพื่อที่จะได้ให้ DPR โอนเงินมาที่ Nop เพื่อที่จะได้มีข้อมูลเพิ่มเติม เอาไว้ใช้ในการเข้าจับกุม DPR   หลังจากมีการรวบรวมข้อมูล และหลักฐานแล้ว ทางการก็สามารถสรุปได้ว่า ตัว DPR ก็คือ Ross Ulbricht หลังจากนั้น Ross Ulbricht ก็ถูกทางการเข้าทำการจับกุมตัว แล้วเว็บ Silk Road ก็ถูกปิดไป   ใครเป็นใครผู้ร้ายตัวจริง? พอมาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะคิดว่าเคสนี้จบไปแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีอยู่อีก 3 ประเด็นที่ทางเจ้าหน้าที่ยังมีความสงสัยว่า ใครเป็นตัวการในแต่ละเรื่อง ซึ่ง 3 ประเด็นดังกล่าว ก็คือ 1.ใคร คือ Death from Above ที่คอยขู่ DPR 2.ใครคือ French Maid ที่คอยขายข้อมูลให้กับทาง DPR 3.ใครเป็นคนเอา Bitcoin จำนวน 21,000 Bitcoin ไป     โดยระหว่างการสืบค้นหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นตัวการ ทางเจ้าหน้าที่ก็พบว่า ตัว Nob ที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่แฝงตัวเข้าไป มีพฤติกรรมแปลก คือ มีการขาย Bitcoin ออกมาทุกเดือน และมีการโอนเงินเข้าบัญชีของตัวเองในระหว่างทำเคส Silk Road และพบว่าตัว Nob มีความพยายามที่จะไปลบ ตัวข้อมูลการโอนเงินในอดีต กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ     จากการตรวจสอบครั้งนี้ ก็ได้คำตอบว่า Death from Above ก็คือ Nob นั่นเอง และตัว French Maid ก็คือ Nob เช่นเดียวกัน ก็หมายความว่า Nob ทำตัวเป็นสายลับ 2 หน้า ก็คือ ทางด้านหนึ่งก็ทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการในการพยายามจับกุมตัว DPR ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ขายข้อมูลของการสืบสวนของทางการให้ทาง DPR เช่นกัน   ทีนี้ ตัว Bitcoin จำนวน 21,000 Bitcoin ใครเป็นเอาไป ตอนแรกทางการก็คิดว่า เป็น Nob แต่พอไปตรวจสอบแล้วก็พบว่า ไม่ใช่ Nob จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำการตรวจสอบผ่านทางระบบ Blockchain เช่นเดียวกับที่จับ Nob ได้ ก็มาดูว่า เคสนี้ใครเป็นตัวการ ก็พบว่า Bitcoin จำนวนนี้ถูกโอนไปที่เว็บ Exchange ซึ่งก็คือ Mt.Gox ซึ่งเคยเป็นเว็บ Crypto Exchange ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วก็พบว่า เจ้าของ Account ที่ Bitcoin ถูกโอนไป คือ Shaun Bridges ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการ ที่ร่วมอยู่ในการสืบสวนสอบสวนจับตัว DPR     โดย Shaun Bridges ก็ถือว่าเป็นเจ้าที่ของทางการที่มีประสบการณ์การทำงานในด้าน IT Security มามากกว่า 10 ปี มีความเชี่ยวชาญอย่างสูง แต่เคสนี้ Shaun Bridges ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ เพราะว่าข้อมูลที่บันทึกลงระบบ Blockchain ของ Bitcoin สุดท้าย ทั้ง 2 คนก็ถูกทางการของ USA ดำเนินคดี แล้วก็ทำการจับกุมตัวไป โดยเคสนี้เรียกได้ว่าเป็น Perfect Criminals เลยทีเดียว เพราะทั้ง 2 คนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในระบบ IT Security มาหลายสิบปี มีความสามารถในการจัดการข้อมูล ลบร่องรอยข้อมูล รวมถึงรู้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะมีแนวทางการสืบค้นหาข้อมูลหลักฐานยังไง ทั้งหมดเป็นเรื่องราวของ Bitcoin แล้วก็ตัว Silk Road   4 คุณสมบัติ Blockchain ไขปมปริศนา จากปมปริศนาทั้งหมดที่ถูกไขและหาคำตอบได้ โดยเฉพาะการสืบดูว่า เส้นทางการเงินของ Nob ว่ามาอย่างไง ซึ่งถือเป็นการสืบค้นเส้นทางของการทำธุรกรรมต่าง ๆ เป็นเพราะ Bitcoin ใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่ทำให้สามารถรู้เส้นทางการทำธุรกรรมได้ทั้งหมด ที่ถือว่าเป็นข้อดีของคุณสมบัติพื้นฐาน​​ของ Blockchain ที่ Bitcoin นำมาใช้ ซึ่ง Blockchain มีคุณสมบัติพื้นฐานสำคัญดังนี้ ​     1.คุณสมบัติแรก คือ Public หมายความว่า ข้อมูลการโอนเข้าโอนออก หรือเส้นทางการโอนของ Bitcoin เป็นข้อมูลที่ Public ที่ใคร ๆ ก็สามารถที่จะเข้าไปดูข้อมูลได้   2.Immutable หรือ Permanent ความหมาย ก็คือ ข้อมูลของการโอนเข้าโอนออกตัว Bitcoin จะไม่สามารถมาถูกแก้ไขภายหลังได้ โดยจะมีการบันทึกเวลาและข้อมูลของ Transaction ที่เกิดขึ้นลงไว้ในระบบ Blockchain   3.Reliable หมายความว่า ข้อมูลที่มีการลงบันทึกในระบบ Blockchain เป็นการเข้ารหัส Cryptography ทำให้มีความปลอดภัยและถูกต้องเชื่อถือได้   4.Decentralization หมายความว่า ตัวข้อมูลที่มีการบันทึกในระบบ Blockchain มีการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ทำให้การ Hack ระบบเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อมูลทำไม่ได้ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ Nob โดยใช้ Blockchain มา Track ดูว่า Bitcoin ที่ Nob ได้มา ได้มายังไง ซึ่งพอตรวจสอบไปจนถึงสุดทางก็พบว่า Bitcoin ที่ Nob ได้มาทั้งหมด มาจาก Account ของทาง Silk Road นั่นเอง   Bitcoin กับการฟอกเงินในตลาดมืด เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันว่า จริง ๆ แล้ว Bitcoin มีการถูกนำไปใช้ในตลาดมืดมากน้อยแค่ไหน แล้วความเสียหายที่จะถูกนำไปใช้ในการฟอกเงิน มีมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับตัว Cash หรือเงินสด   จากข้อมูลของ Chainalysis ในแผนภาพนี้ (ภาพประกอบ) จะแสดงสัดส่วนของปริมาณการใช้ Bitcoin ในตลาดมืด ให้สังเกตเส้นสีส้ม ซึ่งแสดงสัดส่วนการใช้ Bitcoin ในตลาดมืด จะเห็นว่าสัดส่วนการใช้ลดลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา     จากประมาณ 20% จนมาใกล้ ๆ 0% จะสังเกตว่าสัดส่วนการใช้ Bitcoin ในตลาดมืดลดลงอย่างมากในปี 2013 ซึ่งเป็นปีที่ตัว Ross Ulbrich ถูกจับ และ Silk Road ถูกปิดตัวลงไป นั่นก็คือหลังจากเหตุการณ์นี้ ในตลาดมืดเริ่มรู้แล้วว่า ตัว Bitcoin เป็นเครื่องมือที่สามารถที่จะมา Track เส้นทางการโอนได้ แต่ตัว Bitcoin นี่แหละเป็นหลักฐานชั้นดีในการตามหาตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของเงิน   ถัดมาเป็นรายงานความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟอกเงิน แล้วก็สนับสนุนเงินให้กับผู้ก่อการร้ายของทาง สหราชอาณาจักร (UK)​ จะสังเกตเห็นว่า ความเสียหายของการที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือนในการฟอกเงินของเงินสดจะมีความเสี่ยงสูงกว่า ในขณะที่ Digital Currencies มีความเสี่ยงต่ำ     หลังจากที่ราดูข้อมูลแล้ว จะเห็นว่า จริง ๆ แล้วแนวโน้มของสัดส่วนการใช้ Bitcoin ในตลาดมืดจะมีสัดส่วนลดลงเรื่อย ๆ  ทีนี้ พอมาดูความเสี่ยง ก็จะเห็นว่าความเสี่ยงนี้ พวก Digital Currency จะถูกนำไปใช้ในการฟอกเงิน ก็ยังต่ำกว่าเงินสด เนื่องจากว่า พวกเงินสดจะไม่มีเทคโนโลยี Blockchain มารองรับ ทำให้การติดตามทำได้ยากมาก   แต่ที่นี้ในส่วนของ Digital Currency ก็มีกลุ่ม Developer ที่พัฒนาตัว Privacy Coin ขึ้นมา อย่างเช่น Monero, Zcash, Zcoin ซึ่งตัว Privacy Coin เหล่านี้ก็จะมีฟังก์ชั่นที่จะปกปิดหรือว่าซ่อนตัวข้อมูลเส้นทางการโอน ก็ทำให้คนคาดการณ์กันว่าต่อไปเหรียญพวกนี้ก็อาจจะถูกนำมาใช้ในตลาดมืดมากขึ้นหรือเปล่า   อย่างไรก็ตามจากข้อมูล เราก็จะเห็นว่า ณ ปัจจุบัน เงินสดก็ยังเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ในการฟอกเงินและถูกนำมาใช้ในตลาดมืด มากกว่าตัว Digital Currency   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO  
[PR News] AWC ทุ่มงบ 435 ล้าน ซื้อ “ดุสิต ดีทู เชียงใหม่”  ผนึกกำลัง “กลุ่มดุสิตธานี” เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือ

[PR News] AWC ทุ่มงบ 435 ล้าน ซื้อ “ดุสิต ดีทู เชียงใหม่” ผนึกกำลัง “กลุ่มดุสิตธานี” เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือ

AWC เดินหน้าเสริมพอร์ตโฟลิโอ รับการฟื้นตัวอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคเหนือ ทุ่มงบ 435 ล้านเข้าซื้อโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ จาก “ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท”​​​ หวังกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาคเหนือในช่วงปลายปี วางเป้าหนึ่งจุดหมายสำคัญสำหรับนักเดินทางทั่วโลก   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์  คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ AWC เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท ทรัพย์ ทีซีซี โฮเทล เชียงใหม่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ  AWC เข้าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจาก บริษัท ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท จำกัด ด้วยงบลงทุน 435 ล้านบาท ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ ขนาด 130 ห้องพัก ตั้งอยู่บนถนนช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับ “เชียงใหม่ ไนท์บาซาร์” แหล่งช้อปปิ้ง และศูนย์รวมร้านอาหาร ร้านค้าชื่อดังใจกลางเมือง ทั้งยังอยู่ใกล้กับโรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ อีกหนึ่งโครงการคุณภาพจากทาง AWC ทั้งนี้ เมื่อบวกกับศักยภาพของทำเล ที่มีทั้งศิลปะวัฒนธรรม ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ความบันเทิง ประวัติศาสตร์ แหล่งพบปะ การประชุมสัมมนา ที่พัก ถนนคนเดิน จะทำให้ถนนช้างคลาน กลายเป็นถนนสายท่องเที่ยวแห่งใหม่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ โดยบริษัทมีแผนเชื่อมการให้บริการแบบไร้ขีดจำกัดเพื่อรองรับตลาดของนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่น และนักธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ AWC สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ครบทุกเซกเมนต์ เพื่อผลักดันจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางสำคัญ ในการต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก   นางวัลลภา กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือกันระหว่าง AWC และกลุ่มดุสิตธานี เครือโรงแรมระดับตำนานของไทย ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานเพื่่อยกระดับการท่องเที่ยวและเสริมศักยภาพการเชื่อมต่อของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ AWC เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวที่หลากหลายของนักท่องเที่ยว โดยหลังจากที่รัฐบาล มีนโยบายเปิดประเทศพร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการการท่องเที่ยวภายในประเทศสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยุทธศาสตร์ของภาคเหนือ ที่เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อ ทั้งนี้ บริษัท ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท จำกัด ผู้จัดการกองทรัสต์ (REIT Manager) ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดุสิตธานี (DREIT) ได้มีมติขายโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ (D2CM) ให้กับบริษัท ทรัพย์ ทีซีซี โฮเทล เชียงใหม่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ  AWC มูลค่า 435 ล้านบาท โดยกองทรัสต์จะจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหน่วยทรัสต์ เพื่อพิจารณาอนุมัติมติดังกล่าวในวันที่ 27 มกราคม 2565   โดยหลังจากดำเนินการทำสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้ว กลุ่มดุสิตธานีจะยังคงบริหารงานโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ ต่อเนื่องเพื่อต้อนรับการกลับของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ที่เริ่มคืนกลับสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น โดยมั่นใจว่าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้จะสามารถตอบโจทย์การเดินทางของกลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพักในทำเลย่านใจกลางเมืองที่สะดวกสบายต่อการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ หรือแหล่งธุรกิจต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ โดย AWC มีแผนจะพัฒนาโรงแรมดุสิต ดีทู เชียงใหม่ ให้เป็นหนึ่งในพอร์ตโฟลิโอ คุณภาพที่สามารถเชื่อมโยงกับโครงการคุณภาพต่างๆ ในเชียงใหม่และในเครือทั่วประเทศต่อไป
ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO [VDO]

ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO [VDO]

ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? - เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO IPO คืออะไร? หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง โดยเฉพาะคนที่สนใจในด้านการลงทุน หรือด้านการเงิน ซึ่งตามความหมายแล้ว   IPO หรือ Initial Public Offering คือ การที่บริษัทหนึ่งเสนอขายหุ้นครั้งแรกให้กับนักลงทุนหรือประชาชนโดยทั่วไป โดยเป็นไปตามกระบวนการและหลักเกณฑ์เงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) กำหนดไว้ โดยจะมีผลทำให้บริษัทที่เสนอขายหุ้นนั้นแปลงสภาพจากบริษัทเอกชน (บจ.) ปกติ กลายเป็นบริษัทมหาชน (บมจ.) ซึ่งถือว่า IPO เป็นกระบวนการหนึ่งในการระดมทุนให้กับบริษัท     การระดมทุนด้วยวิธีการ IPO แล้วการระดมทุนด้วยวิธีการ IPO คืออะไร? วันนี้จะขออธิบายด้วยการยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้   มี Founder คนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งบริษัทเพียงคนเดียว โดยถือหุ้น 100% ซึ่งมีรายละเอียดการถือหุ้นดังนี้   Founder กำหนดให้มีจำนวนหุ้นทั้งหมด 1.5 ล้านหุ้น และมีราคาพาร์ (Par value) เท่ากับ 1 บาท ดังนั้น เงินลงทุนทั้งหมดที่ Founder คนนี้นำมาลงทุนในบริษัท จะเท่ากับ 1.5 ล้านบาท   ต่อมา บริษัทดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี Founder ก็เห็นโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเข้ามา แต่ว่าโอกาสทางธุรกิจต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติม แล้วทาง Founder ก็ไม่มีเงินลงทุนเพิ่มเติมเพียงพอ Founder ทาง Founder ก็คิดจะเพิ่มเงินลงทุนด้วยการ IPO   สำหรับการเพิ่มทุนด้วยการ IPO บริษัทจะออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวนหนึ่ง เพื่อมาเสนอขายให้กับ IPO Investors เพราะฉะนั้นแล้ว หลังจากการขายหุ้นเสร็จสิ้น ผู้ถือหุ้นของบริษัท จะประกอบไปด้วยตัว Founder ตัว IPO Investors จะเห็นว่า ตัว Founder ไม่ได้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียวอีกต่อไป   ลองมาดูตัวเลขการเพิ่มทุนครั้งนี้ จากข้อมูล IPO ครั้งนี้จะเห็นว่า จำนวนหุ้นเพิ่มทุนด้วยวิธีการ IPO จะมีจำนวนเท่ากับ 500,000 หุ้น ส่วนราคาพาร์​ เท่ากับ 1 บาท เหมือนเดิม เนื่องจากราคาพาร์ เป็นราคาหุ้นเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอน IPO Investors เข้ามาลงทุนทีหลัง ก็จะเป็นการไม่เหมาะสม ถ้า IPO Investors ซื้อหุ้นได้ในราคาเท่ากับ Founder คือ ราคาพาร์ในตอนแรก เนื่องจากตัวบริษัทมีการดำเนินธุรกิจ และประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาในระดับหนึ่ง ทำให้ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่ำลงกว่าตอนแรกที่ Founderก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเพียงคนเดียว   เพราะฉะนั้น โดยปกติเวลา IPO ทาง IPO Investors จะต้องซื้อหุ้นในราคาที่แพงกว่าราคาพาร์ โดยจะมีการประเมินราคาโดย Investment Banker หรือวาณิชธนกิจ เข้ามาประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม สำหรับการเพิ่มทุนด้วยวิธีการ IPO ซึ่งจากตัวอย่าง ราคา IPO จะอยู่ที่ 20 บาท ต่อหุ้น โดยเมื่อคำนวณออกมาแล้ว จะได้การระดมทุนโดยการ IPO ครั้งนี้ บริษัทจะได้เงินทุนมาทั้งหมด 10 ล้านบาท โดยคำนวณจากจำนวนหุ้นเพิ่มทุนที่ออกมา 500,000 หุ้น คูณกับราคา IPO หุ้นละ 20 บาท และถ้านำตัว IPO Price มาคูณ กับจำนวนหุ้นที่ Founder ถืออยู่จะเห็นว่าตอนนี้ Founder มีมูลค่าหุ้นครอบครองอยู่ 30 ล้านบาท และหลังจาก IPO เสร็จสิ้น Founder ก็จะเป็นเจ้าของอยู่ 75% ในขณะที่ IPO Investors รวมกันแล้ว จะเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ 25%   ทำความรู้จักกลไกลตลาดทุนหลัง IPO กลไกลของตลาดทุน หลังจากบริษัท IPO ทาง Founder และ IPO Investors จะสามารถทำการซื้อหุ้นของบริษัทได้อย่างไร รวมถึงการที่ Investors รายใหม่จะเข้ามาถือหุ้นของบริษัทด้วย จากแผนภาพการระดมทุนด้วย IPO ตัวบริษัท จะออกหุ้นเพิ่มทุนอันใหม่นำไปขายต่อให้กับ IPO Investors ส่วน IPO Investors จะทำการชำระหุ้นด้วยการนำเงิน หรือตัว Funding มาใส่ในตัวบริษัท ซึ่งลักษณะการระดมทุนแบบนี้ จะเรียกว่า Primary Market หรือ IPO การที่บริษัทจะทำการ IPO ได้จะต้องมีทางกลต. เข้ามากำกับดูแล หลังการ IPO เสร็จสิ้น ตัวหุ้นทางบริษัท จะถูกนำมา Listed ที่ตลาดหลักทรัพย์ หรือเรียกว่านำมาจดทะเบียนนั่นเอง โดยหุ้นของบริษัทถูกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หมายความว่า ตอนนี้ Founderหรือ IPO Investors ก็สามารถเทรด นำหุ้นของบริษัทมาขายในตลาดนี้ หรือจะซื้อเพิ่มก็ได้ เช่นเดียวกับ Investors รายใหม่ ก็สามารถเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัท ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นเดียวกัน โดยลักษณะการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะเห็นว่า ตัวบริษัทจะไม่ได้เงินทุนเพิ่มเติม จะเป็นการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้น ระหว่างผู้ซื้อผู้ขายเท่านั้น ซึ่งลักษณะตลาดนี้จะเรียกว่า Secondary Market หรือว่าตลาดรองนั่นเอง   SET.OR.TH แหล่งเช็คข้อมูล IPO ถ้าเราอยากรู้ว่า ตอนนี้มีหุ้นของบริษัทอะไรบ้างที่กำลังจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราก็สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th  จากหน้าเว็บก็จะมีการแบ่งประเภทหุ้นที่กำลังจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้ง SET, Mai, REIT หรือ Infrastructure Fund โดยจากข้อมูลจะมีการบอกอักษรย่อ ชื่อของบริษัท รวมถึงประเภทการทำธุรกิจ บริเวณด้านล่างเว็บไซต์จะมีการพูดถึงราคา IPO มีการระบุราคาพาร์ ไว้ด้วย   ถ้าเราอยากทราบข้อมูลเชิงลึกของบริษัท  เราสามารถเข้าไปดูได้ 2 ที่ ดังนี้ ส่วนที่ 1 ดูจากข้อมูล Filling ซึ่งจะมีแค่ภาษาไทยเท่านั้น ส่วนที่ 2 ดูได้จากเว็บไซต์ของทางบริษัท   ในส่วนของ Filling จะมีข้อมูล Filling Version แรก รวมถึง Filling อัพเดท ล่าสุด โดยที่ข้อมูลที่ระบุใน Filling จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์ในส่วนของธุรกิจ และผลประกอบการของบริษัท โดยสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ ด้วยการคลิ๊กหัวข้อที่เราต้องการ ซึ่งจะมีรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ   และทั้งหมดนี้ ก็คือ เรื่องราวของ IPO ที่ถือว่าเป็นการระดมทุนให้กับบริษัทได้ช่องทางหนึ่ง ซึ่งหลายบริษัทนิยมใช้ เพราะสามารถนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจ และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหุ้นของบริษัทได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!!  
อัพเดท ดอกเบี้ย กู้ซื้อบ้านและคอนโด เดือนธันวาคม 64

อัพเดท ดอกเบี้ย กู้ซื้อบ้านและคอนโด เดือนธันวาคม 64

อัพเดท ดอกเบี้ย กู้ซื้อบ้านและคอนโด เดือนธันวาคม 64  ภาพรวมแบงก์ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม สำหรับปล่อยกู้ให้ลูกค้า เพื่อขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยแบงก์ออมสิน ออกแคมเปญอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นาน 6 เดือน เราได้เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปี 2564 กันแล้ว เวลาผ่านไปเร็วมากในแต่ละปี  และปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่เราต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ปัจจุบันสถานการณ์ก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนครบตามกำหนด ทำให้อัตราการเสียชีวิตของคนไทยลดต่ำลง   สำหรับสถานการณ์ของธุรกิจก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากนโยบายการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลายธุรกิจก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง แต่หลายธุรกิจก็ยังเผชิญกับผลกระทบจากโควิด-19 ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลายบริษัทที่ปรับตัวได้ดี และมีการบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยังคงทำยอดขายและรายได้ต่อเนื่อง แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยังต้องฝ่าฟันกับวิกฤตครั้งนี้ต่อไป   ส่วนช่วงเดือนสุดท้ายของปีเช่นนี้ แน่นอน เป็นจังหวะของการทำตลาดการส่งเสริมการขาย โค้งสุดท้ายของปีนี้ ที่จะทำให้ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ดังนั้น เราจึงเห็นแคมเปญการตลาดออกมามากมาย รวมถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ด้วย ใครเล็งทำเลไหน บ้านระดับราคาเท่าไร และมีความพร้อมความต้องการ ก็เป็นโอกาสดีที่จะเลือกซื้อ ซึ่งไม่เพียงแต่แคมเปญการตลาดจากฝั่งดีเวลลอปเปอร์เท่านั้น ด้านสถาบันการเงิน ก็ยังรักษาอัตราดอกเบี้ยอยู่ในภาวะต่ำ เหมาะอย่างยิ่งที่จะกู้เงินซื้อบ้านสักหลัง ใครวางแผนไว้แล้ว ก็ลองพิจารณาเปรียบเทียบกันดู ส่วนแบงก์ไหนให้ดอกเบี้ยน่าสนใจอย่างไรบ้าง ลองพิจารณากันดูได้เลย 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับการธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป  โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนธันวาคมยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ  วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1   ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น 5.2%  (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.2% (MRR-1.75%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65%   อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45% (MRR-1.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น  5.45% (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) หลังจากนั้น 5.45%  (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.9% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.7%(MRR-1.25%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.075%(MRR-1.875%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2%(MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58%   -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก 4.75% หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.- 31 ธ.ค.​ 64 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา ​ -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 17 มิ.ย. 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ​​ 2.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงไทย มีสินเชื่อสำหรับบ้านใหม่ แคมเปญ สินเชื่อบ้านกรุงไทย…สุขใจถ้วนหน้า โดยไม่คิดค่า  ธรรมเนียมยื่นกู้  โดยเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ไม่มีการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา​ดังนี้ แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75%  ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.80% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.04% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.0%  ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.87% (MRR-2.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.90% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.08%   สินเชื่อสำหรับการกู้ซื้อบ้านที่ธนาคารออกค่าจดจำนองให้** และ ฟรี ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ แบบทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75% ไม่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.90% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.24% แบบไม่ทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.0%  ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 4.02% (MRR-2.20%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.0% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา = 4.27%   การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ* : ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ 1.ทำ MRTA/GLT SP เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี 2.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ 3.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี ทั้งนี้ การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ **ธนาคารออกค่าจดจำนองให้ 1% สูงสุดไม่เกินรายละ 200,000 บาท หากลูกค้าปิดบัญชีก่อน 5 ปี ธนาคารจะเรียกเก็บค่าจดจำนองคืน ***อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,500 บาท/เดือน เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2564 MRR = 6.22% ต่อปี (ณ 1 เม.ย. 2564) 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมินอัตราดอกเบี้ยยังคงเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีระยะเวลาการใช้อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 1 ก.ย.- 31 ธ.ค. 64 โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.9% ( MRR-3.15%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.00%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.55%  (MRR-3.50%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.3%  (MRR-2.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 4.1% (MRR-1.95%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.3% (MRR-1.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.7%  (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23% หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 64 – 31 ธ.ค. 64 โดยจดจำานองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 31 ม.ค. 65 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 7.72% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 7.72% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 8.22% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 8.22% % หมายเหตุ : -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 63) -อัตราดอกเบี้ยข้างต้นสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านตั้งแต่ 20 ก.ค.  – 31 ธ.ค. 64 -สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทรวมอาคารพาณิชย์ยกเว้น Refinance และการปล่อยกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -มีค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกันโดยบริษัท โพรเกรส แอพไพรซัล หรือบริษัทประเมินที่ธนาคารรับรอง คิดขั้นต่ำ 3,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) -วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของเราซื้อขายและไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักประกัน 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่ : กรณีซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด) ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราดเดิมเท่ากับเดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  2.450%-2.750% ปีต่อไป ดอกเบี้ย  4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.650%-2.950% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.60%-2.99% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.80%-3.19% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​ 18 สิงหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารซีไอเอ็มบี มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% (MRR-3.10%) ระยะเวลาที่เหลือ ดอกเบี้ย 5.35% (MRR-2.00%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.55% (MRR-2.80%) หลังจากนั้น 5.35% (MRR-2.00%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 10 เมษายน 2563) -ธนาคารยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำรายได้ 30,000-50,000 หรือเจ้าของกิจการรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปไว้พิจารณาด้วย รวมถึงสินเชื่อสำหรับโครงการที่ธนาคารเป็นผู้สนับสนุน 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าจดทะเบียนจำนอง และค่าประเมินหลักทรัพย์ ซึ่งยังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับเดือนพฤศจิกายนผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.23%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.4% (MRR-1.88%) หลังจากนั้น 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือก 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ย 4.65%   หมายเหตุ สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ สไมล์โฮม หรือ สไมล์โฮม พลัส ​ 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีทีบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ttb (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต ttb แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) กู้ซื้อบ้าน คอนโดใหม่ กับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย ให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท -รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี -ฟรีประกันอัคคีภัยมูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท​ -ฟรีประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -MRR (Minimum Retail Rate : อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี) = 6.28% ต่อปี ณ วันที่ 7 พ.ค. 64 -การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ ทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.-31 ธ.ค.64 และจดจำนองภายใน 31 ม.ค. 65 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ คิดมีอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.950% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.950% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด 9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อโครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2564 ​มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.75% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% (MRR-1.4%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 5.4% หมายเหตุ ยื่นคำขอกู้และอนุมัติตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64   (ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเติมวงเงินของโครงการแล้ว) อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโคงการหมู่บ้านทั่วไป  โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับ​เดือนที่ผ่านมา  ธนาคารยูโอบีมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด  ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.55% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.55% (MRR-3.80%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% (MRR-3.60%) หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.95% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-2.40%) หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.88% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.20% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 5.15% (MRR-2.20%) ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1 ก.ย. – 30 ธ.ค. 64 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 31 ม.ค.​ 65 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาครยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่ 1 เม.ย. 64) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาสภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหนี่เสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.9% (สำหรับผู้มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป) โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.0% ต่อปี แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.00% (MRR-5.35%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.80% (MRR-3.55%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.10%  (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 2 ปีแรก) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.20% (MRR-3.15%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% แบบที่ 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.55% (MRR-4.80%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.63% แบบที่ 4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2.75% (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 3 ปีแรก) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.76% เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : 1.กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใด ๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 2.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่างๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 64 -สำหรับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.9% สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป ผ่อนต่ำเดือนละ 3,500 บาท ฟรีค่าจดจำนองสินเชื่อเมื่อซื้อประกันผ่านธนาคาร ฟรีค่าประเมินหลักประกัน 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อเคหะ สำหรับให้บริการผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโด ภายใต้แคมเปญ อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือนแรก ภาพรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนพฤศจิกายน มีเพียงอัตราดอกเบี้ยปีแรกที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้​ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.75% (เดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 1.5%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.525% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.525% (MRR-2.72%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.6% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.101% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.0% (เดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 2.0%) ปรับลดลง 1.0% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.0% ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 4.15% ปีที่​ 3 ดอกเบี้ย 4.15% (MRR-2.095%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.1% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.286%   เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น 1.ประกัน หมายถึง ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 2.อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ MRR=6.245% (ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563) 3.รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้จากธนาคาร       ที่มา Reviewyourliving รวบรวมจากเว็บไซต์ธนาคาร ข้อมูล ณ วันที่ 2 ธันวาคม 64
Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! [VDO]

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! [VDO]

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! หลาย ๆ บทความก่อนหน้านี้ เรามีการพูดถึง Bitcoin กันในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ทำความรู้จักกับ Bitcoin ETFs” ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจ​ เรื่องของการลงทุนใน Bitcoin หรือแม้แต่เรื่องพื้นฐานการทำงานของ Bitcoin กับ Blockchain  จากบทความ “Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto” ที่ทำให้เราเห็นภาพว่า Bitcoin มีความสัมพันธ์หรือการทำงานร่วมกับ Blockchain อย่างไร และ Blockchain เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องการโอนเงินอย่างไรบ้าง   โดยบทความในวันนี้ ก็จะเป็นการพูดถึงเรื่องพื้นฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin อีกหนึ่งเรื่อง คือ Bitcoin Wallet เพราะว่าเป็นหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการ Bitcoin หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ ที่เราได้ซื้อมา เพราะเป็นที่จัดเก็บ Bitcoin ที่เราได้ซื้อมา ซึ่งมี 2 เรื่องสำคัญที่จะอธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet คือ ลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet       เข้าใจ Bitcoin Wallet ผ่านการทำงานของ Email เรื่องแรกที่เราที่อยากจะอธิบายก่อน คือ ลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ว่ามีลักษณะการทำงานอย่างไร เพื่อที่เราจะได้บริหารจัดการ Bitcoin หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ ที่เราซื้อมาได้อย่างถูกวิธี เพื่อความเข้าใจการทำงานของ Bitcoin Wallet จะขอใช้ตัวอย่างการใช้งานของ Email มาเป็นตัวอธิบายลักษณะการใช้งานของตัว Bitcoin Wallet เพราะ Email เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ตัวคอนเซ็ปต์การใช้งานของ Email ก็คล้ายกับตัว Bitcoin Wallet เลย สำหรับการใช้งานของ Email ที่เราคุ้นเคย จะประกอบไปด้วย   1. การ Login   การใช้งาน Email เราจะต้องเริ่มต้นด้วยการ Login เข้าไปใช้งานตัว Email ของเราเพื่อส่ง Email ออกมา ซึ่งการที่เราจะสามารถส่ง Email ออกจาก Email ของเราได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ - User หรือ Email Address - Password เพื่อ login เข้าไปใช้ Email ส่งจาก Email ของเรา ออกไปหาคนอื่นได้ ซึ่งข้อมูลสำคัญในส่วนนี้ จะมีข้อมูลที่เราทราบเพียงคนเดียว คือ Password   2. การรับส่งข้อมูล ถัดมาเป็นการรับข้อมูลผ่านทาง Email ซึ่งการรับข้อมูลผ่านทาง Email ต้องใช้ Email Address ของเรา เป็นตัวรับข้อมูลจากผู้อื่น ซึ่งตัวข้อมูล Email Address เป็นข้อมูลที่เราสามารถจะบอกผู้อื่นได้ เพื่อให้ผู้อื่นส่งข้อมูลมาที่  Email Address ของเรา   3.การเก็บข้อมูล (Data storage) ถัดมา คือ การเก็บข้อมูล หรือ Data storage โดยปกติข้อมูล Email Address ของเรา ก็จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Email นั้น ๆ เช่น Gmail จะเป็น Server ของ Google หรือ Hotmail จะเป็นของ Microsoft จะเห็นว่าข้อมูลถูกเก็บไว้บน Server ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเรา   4.การเข้าถึง Email    ถัดมาเป็นการเข้าถึงตัว Email ซึ่งการเข้าถึงตัว Email สามารถเข้าถึงได้หลายรูปแบบ อาจจะเข้าถึงตัว Email ผ่านทาง PC ของเราาเอง หรือตัว Laptop หรือสมาร์ทโฟน ก็เข้าถึงตัว Email ของเราได้ทั้งหมด โดยทั้ง 4 องค์ประกอบสำคัญ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อการใช้งานของ Email ซึ่งทั้งหมดเป็นคอนเซ็ปต์การใช้งานของ Email โดยทั่ว ๆ ไป ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ต่อมาเราจะมาดูลักษณะการใช้งานของ Bitcoin Wallet โดยนำมาเปรียบเทียบการใช้งานของ Email ในแต่ละข้อกัน ซึ่งมีลักษณะการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน   หลักการทำงานของ Bitcoin Wallet 1.การ Login   การใช้งาน Email จะต้อง Login ด้วย User name และ Password แต่สำหรับ Bitcoin หลักการ Login เข้าไปใช้งาน Bitcoin Wallet หรือการส่งตัว Bitcoin ออกจากตัว Wallet เขาเราได้ ต้องใช้ตัว Private Key ซึ่งรหัส Private Key  มีลักษณะตัวอย่างแบบนี้ 5AKYR2XCALKMSUNFADLS87GYgUQAUYD  ซึ่งของจริงจะยาวกว่าตัวอย่างนี้ พอสมควรเลย โดยความสำคัญของตัว Private ถ้าใครก็ตามรู้ตัว Private key ก็จะใช้เข้าไปใช้ตัว Bitcoin Wallet นั้นได้ ทำให้ตัว Private key เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ ควรเก็บไว้ให้ดี ไม่ให้ใครทราบข้อมูลในส่วนนี้   2.การรับส่งข้อมูล การรับข้อมูลผ่านทาง Email ต้องใช้ Email Address ของเรา แต่การรับตัว Bitcoin จะมีตัว Public key หรือตัว Address ที่เราจะเอาไว้บอกให้คนอื่นทราบเพื่อที่เขาจะได้โอนตัวBitcoin มาหาเราได้ สำหรับตัวรหัส Public key และ Address จะมีลักษณะเหมือนรหัสของ Private Key แต่สั้นกว่า   3.การเก็บข้อมูล (Data storage) ต่อมาเป็นส่วนของ Data Storage หรือเป็นข้อมูลที่จะบอกว่า แต่ละคนมี Bitcoin อยู่เท่าไร ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกบันทึกบนระบบ Blockchain แต่การจัดเก็บข้อมูล Email Address ของเรา จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Email นั้น ๆ   โดยระบบ Blockchain ของ Bitcoin จะมีการบันทึกบอกให้เรารู้ว่า Private key แต่ละอัน มี Bitcoin ครอบครองอยู่เท่าไรจากข้อมูล การโอนเข้าโอนออกของ Bitcoin ในอดีตของแต่ละ Private key เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่มีการบันทึกวาใครครอบครอง Bitcoin อยู่เท่าไร จะถูกบันทึกไว้ในระบบ Blockchain   4.การเข้าถึง Bitcoin Wallet  การเข้าถึงตัว Bitcoin Wallet หรือก็คือ การที่เราจะสามารถโอน Bitcoin ออกจาก Wallet ของเราไปหาคนอื่น เราก็สามารถที่จะเข้าถึงได้ทั้งทาง Software Wallet หรือ Hardware Wallet เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดของตัว Bitcoin มีการบันทึกในระบบ Blockchain ไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์หรือตัว Wallet ของเรา   จากทั้งหมดเราก็สรุปได้ว่า สิ่งที่ Bitcoin Wallet เก็บไว้ก็ถือตัว Private key, Public key หรือตัว Address โดยที่ตัว Private key ที่ Bitcoin Wallet เก็บไว จะเป็นตัวข้อมูลที่เราเอาไว้ใช้เข้าถึงตัว Bitcoin ที่มีการเก็บไว้ในระบบ Blockchain ได้นั่นเอง   Bitcoin จะหายไหม ถ้าคอมพิวเตอร์ถูกขโมย จากลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet เชื่อว่าน่าจะมองเห็นภาพและเข้าใจการทำงานที่ถูกต้องของ Bitcoin Wallet กันแล้ว แต่ก็มักจะมีคนยังข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับตัว Bitcoin Wallet โดยจะขอยกตัวอย่างดังนี้ เพื่อมาอธิบายและทำความเข้าใจอีกครั้ง   นาย A มี Bitcoin Wallet อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วนาย A มีการซื้อ Bitcoin มา 1 BTC , 0.5 BTC, 0.01 BTC บ้าง เข้ามาเก็บไว้ใน Wallet ที่เซฟไว้ในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ตัวคอมพิวเตอร์ก็หายไป ฮาร์ดดิสก์ก็หายไป นาย A ก็เข้าใจว่าตัว Bitcoin ที่ซื้อมาเก็บไว้ใน Wallet อยู่ในฮาร์ดดิสก์มันไม่มีทางที่จะเอากลับมาได้แล้ว เพราะว่าตัว Bitcoin ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่หายไป ซึ่งความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง   แต่จากลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ทั้งหมด ทำให้ตอนนี้เรารู้แล้วว่าตัว Bitcoin จริง ๆ ไม่ได้หายไปไหนหรอก มันถูกเก็บไว้ในระบบ Blockchain แต่ตัวที่อาจจะหายไป คือตัว Private key ซึ่งถ้านาย A มีการเก็บตัว Private key ไว้ที่อื่น เช่น เก็บไว้ใน Hardware Wallet สำรอง หรือมีการจดไว้ในกระดาษ เขาก็สามารถเข้าถึงตัว Bitcoin ที่มีการบันทึกอยู่ในระบบ Blockchain ได้ แล้วก็สามารถโอนตัว Bitcoin ส่งต่อให้คนอื่นได้   ทั้งหมดนี้น่าทำให้หลายคนที่กังวลใจ ว่ากลัว Bitcoin ที่ซื้อมา เสียเงินลงทุนไปจำนวนมาก คลายกังวลได้ เพียงแต่ต้องรักษา Private key ไว้ให้ดี และต้องจดจำให้ได้ ไม่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะหายไป หรือพังลง ตัว Bitcoin ที่เราซื้อไว้ก็ยังอยู่ ส่วนเรื่องราคาเราไม่อาจจะการันตีได้ว่าจะเท่าเดิม หรือเพิ่มมากขึ้นได้ นักลงทุนทั้งหลายต้องไปลุ้นกันเอาเอง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก  
แบงก์ช่วยลูกหนี้สินเชื่อบ้านโดนพิษโควิด-19  เดินหน้าต่อมาตรการช่วยค่างวดถึงปี 65

แบงก์ช่วยลูกหนี้สินเชื่อบ้านโดนพิษโควิด-19 เดินหน้าต่อมาตรการช่วยค่างวดถึงปี 65

บทสรุปมาตรการแบงก์รัฐ- เอกชน กับมาตรการช่วยเหลือลูกค้ากู้ซื้อบ้านปี 64 พร้อมเดินช่วยลูกหนี้ต่อปีหน้า สารพัด​แนวทาง อาทิ แบ่งจ่ายค่างวด 25%-75% พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน หวังต่อลมหายใจลูกหนี้ได้รับผลกระทบจาก​​โควิด-19        นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล  ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่า  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19)  ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาวะหนี้ครัวเรือนของประชาชนที่มีการปรับตัวสูงขึ้น  ทำให้สถาบันการเงินที่ให้บริการด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่น ๆ ของรัฐและเอกชน  ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและผลกระทบดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในปี 2564  โดยสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ได้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนมากมายหลายมาตรการ อาทิ การแบ่งจ่ายงวดผ่อนชำระ การพักชำระเงินต้น การจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน เป็นต้น   สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสถาบันการเงินสมาชิก  มุ่งหวังให้มาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19  ของสถาบันการเงินสมาชิกทุกแห่ง  สามารถเข้าถึงต้องการของลูกค้า และ สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้ทุกกลุ่มสามารถประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง ยั่งยืน นายพงษ์ศักดิ์  คำนวนศิริ  รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสินเชื่อ   ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ธนาคาร ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มาตั้งแต่ปี 2563  ภายใต้โครงการ “ธอส.รวมไทย สร้างชาติ”  โดยได้ขยายระยะเวลาความช่วยเหลือให้กับลูกค้าเดิมที่อยู่ระหว่างการใช้มาตรการ ต่อไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564   ผ่าน  5 มาตรการ ประกอบด้วย   มาตรการที่ 9, 10, 11 : แบ่งจ่ายเงินงวดผ่อนชำระ (ตัดเงินต้น ตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบัน โดยทั้ง 5 มาตรการ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ สถานะ NPL และลูกหนี้สถานะ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้   มาตรการที่ 13 : พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ (ไม่เป็น NPL ไม่อยู่ขั้นตอนของกฎหมาย และไม่อยู่ระหว่างทำข้อตกลงประนอมหนี้) และต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หรือการค้า เนื่องจากโควิด-19   มาตรการที่ 14 : พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน พร้อมลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.90% ต่อปี  สำหรับลูกหนี้ที่สถานะ NPL และลูกหนี้ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้  ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หรือการค้า เนื่องจาก โควิด-19 และไม่สามารถผ่อนชำระเงินงวดให้ธนาคารได้ตามสัญญาเงินกู้ หรือตามข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ หรือ ตามคำพิพากษา   โดยในเฟสแรกที่มาตรการสิ้นสุดเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ธนาคารได้ช่วยเหลือลูกหนี้ซึ่งกู้เงินกับธนาคารรวม 183,000 ล้านบาท และได้ให้ลูกหนี้ลงทะเบียนเพื่อได้รับการช่วยเหลือต่อ ในเดือนพฤศจิกายนคิดเป็นมูลค่าวงเงินสินเชื้อ 113,600 ล้านบาท ซึ่งในปี 2565 ธนาคารจะมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อเนื่อง ทั้งการลดดอกเบี้ย การแบ่งจ่ายตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ด้านนายอิสระ วงศ์รุ่ง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าบุคคล  กล่าวว่า ในบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อสังคม หรือ Social Bank ของธนาคารออมสิน เล็งเห็นแล้วว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ โควิด-19 ทำให้มีคนตกงาน ขาดรายได้ หรือบางคนยังมีงานทำ แต่อาจถูกลดเงินเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังคงเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้น   ดังนั้น ธนาคารจึงได้มี มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน เป็นการพักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 25%-100% หรือ พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ถึง ธันวาคม 2564  และมาตรการรวมหนี้ (Debt Consolidation) เป็นการรวมภาระหนี้ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น เช่น สินเชื่อธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อพัฒนากลุ่มอาชีพ สินเชื่อฐานราก เป็นต้น เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนให้มีสภาพคล่องไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน   นอกจากนี้ ธนาคารได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนทั่วไป ในด้านของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ผ่านแคมเปญ “สินเชื่อบ้านกู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า” ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน และภายใน 6 เดือนนี้ ยังไม่ต้องผ่อนเงินงวดคืนให้ออมสิน เป็นการแบ่งเบาภาระให้ผู้กู้มีเงินสดไว้ใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนแรก จะช่วยให้ผ่านวิกฤตหรือความยากลำบากไปด้วยกัน โดยลูกค้าจะต้องได้รับการอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน 30 ธันวาคม 2564   ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติมที่มีสินเชื่อกับธนาคารทุกประเภท เช่น ลูกค้าที่มีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกับธนาคารออมสิน จะได้รับการให้พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยนาน 3 เดือน โดยลูกค้าสามารถติดต่อสาขาธนาคารออมสินที่มีบัญชีสินเชื่ออยู่ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 พร้อมทั้งยังมีมาตรการความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่ธนาคารได้ดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง   สำหรับปี 2565 ธนาคารจะมีการดำเนินช่วยเหลือลูกหนี้ประเภทต่างอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการรวมหนี้ข้ามธนาคาร การให้วงเงินสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ในทุกกลุ่มลูกค้าด้วย ล่าสุด ธนาคารออมสินยังมีแคมเปญการกู้เงินซื้ออสังหาฯ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% และปลอดเงินต้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งลูกค้าจะเริ่มต้นผ่อนชำระในปีหน้า   นายชัยยศ   ตันพิสุทธิ์   ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย   กล่าวว่า  ธนาคารมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทยที่ประสบปัญหาจากสถานกาณ์ โควิด-19  ด้วยกัน  3 ทางเลือก คือ   1. ผ่อนชำระเฉพาะดอกเบี้ย และลดอัตราดอกเบี้ย 0.10% เป็นระยะเวลา 3 เดือน  2. ลดยอดผ่อนต่องวด 50% เป็นระยะเวลา 3 เดือน  และ  3. เลื่อนการชำระค่างวด (เงินต้นและดอกเบี้ย) เป็นระยะเวลา 3 เดือน   โดยธนาคารจะแจ้งผลการอนุมัติผ่านทาง SMS ภายใน 10 วันทำการ หลังจากลูกค้าลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว  (กรณีลงทะเบียนสำเร็จ ก่อนวันครบกำหนด 10 วัน ธนาคารจะเริ่มปรับยอดผ่อนภายในรอบบัญชีนั้น  หากลงทะเบียนสำเร็จหลังจากนั้น ธนาคารจะปรับยอดผ่อนในรอบบัญชีถัดไป) ทั้งนี้  ลูกค้าสามารถชำระหนี้มากกว่าเงื่อนไขที่เข้าร่วมมาตรการได้  เพื่อลดยอดหนี้หรือดอกเบี้ยผ่าน K Plus โดยไม่ต้องแจ้งธนาคาร และสามารถสมัครเข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้  ถึง 31 ธันวาคม 2564   สำหรับข้อมูล ณ 30 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารทั้งระบบได้ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระจากผลกระทบโควิด-19 รวม 622,000 ราย วงเงินรวม 820,000 ล้านบาท ในส่วนธนาคารกสิกรได้ช่วยลูกค้าคิดเป็นวงเงินรวม 142,000 ล้านบาท   ส่วนนายอภิรัฐ เหล่าสินชัย  ผู้จัดการศูนย์สินเชื่ออุปโภคบริโภค บมจ.ธนาคารกรุงเทพ  กล่าวว่า  ในส่วนของธนาคารกรุงเทพ  มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารที่ประสบปัญหาโควิด-19 ผ่านสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่ออเนกประสงค์ที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน  โดยมีมาตรการลดภาระการชำระหนี้ให้กับลูกค้าผ่าน 4 มาตรการคือ  1. การปรับลดค่างวด  2. พักชำระเฉพาะเงินต้น และพิจารณาให้ชำระดอกเบี้ยเพียงบางส่วน  3. พักชำระเฉพาะเงินต้น และพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย และ 4. พักชำระค่างวด  เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนทางการเงินของตนเองในสถานการณ์นี้ และร่วมฝ่าวิกฤตการเงินร่วมไปกับลูกค้าของธนาคาร   โดยธนาคารกรุงเทพจะช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งปีหน้าจะเพิ่มความเข้มข้นในการช่วยเหลือ ภายใต้แนวทางความยั่งยืน อาทิ การเพิ่มระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น โดยดูจากสภาพปัญหา และความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้าแต่ละราย   สำหรับนางสาวพัชรินทร์  สุงสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงาน Retail Lending  Product Management  ธนาคารไทยพาณิชย์  กล่าวว่า ธนาคารได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาโดยตลอดตั้งแต่ระยะที่ 1 จนถึงปัจจุบัน เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19  ระยะที่ 3 โดยเสนอมาตรการที่เหมาะสมกับลูกค้า แต่ละราย ตามความสามารถในการชำระหนี้  เช่น การปรับลดค่างวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ การพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน เพื่อให้ลูกหนี้สามารถทยอยคืนเป็นขั้นบันไดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถขอเข้ารับมาตรการช่วยเหลือได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564   “ธนาคารมีเจตนารมณ์แน่วแน่ในการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนก้าวผ่านวิกฤตดังกล่าวไปด้วยกัน ด้วยการ ทำตัวเราให้แข็งแรง ช่วยเหลือลูกค้าให้อยู่รอด และสนับสนุนสังคมให้อยู่ได้  จึงได้ดำเนินการเชิงรุกในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำลูกค้าที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ในโครงการช่วยเหลือไปสู่การแก้ปัญหาในระยะยาว โดยลูกค้าที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จจะได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะสามารถฟื้นตัวไปพร้อม ๆ กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”   นายสีห์โสภณ ตติยะวรนันท์ ผู้ช่วยสายงาน Retail Lending  ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  เปิดเผยว่า  ธนาคารมีความเป็นห่วงลูกค้าโดยออกมาตราการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด -19 (สำหรับลูกค้าที่ยังไม่เป็น NPL) โดยมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีที่อยู่อาศัย เป็นหลักประกัน ดังนี้ 1.พักชำระค่างวด (เงินต้นและดอกเบี้ย) 3 งวด   2.ลดค่างวด 3 งวด  และพิจารณากาลดอัตราดอกเบี้ยให้ตามความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละราย  และ 3.ขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้หรือการลดค่างวด ทั้งนี้ธนาคารพิจารณาการช่วยเหลือเป็นรายกรณีไป โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564      
ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก [VDO]

ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก [VDO]

ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก เชื่อว่าหลายคนคงมีความสนใจที่จะลงทุนใน Bitcoin และอาจจะรู้จักกับตัว Bitcoin เป็นอย่างดี แต่อาจจะมีเรื่องหนึ่ง คือ Bitcoin ETFs ที่อาจจะยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร ขณะเดียวกันก็อาจจะมีบางคนเช่นกัน ที่เข้าใจและคุ้นเคยกับ ETFs เป็นอย่างดี และมีความสนใจจะเข้าลงทุนใน Bitcoin     ทำความรู้จักกับ Bitcoin ETFs สำหรับบทความครั้งนี้ จึงจะมาอธิบายกันว่า Bitcoin ETFs คืออะไร  แล้วทำไมจึงมีคำกล่าวที่ว่า หากกลต.ของสหรัฐอเมริกา อนุมัติตัว Bitcoin ETFs แล้ว ราคาของ Bitcoin จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก   เริ่มแรกจะขออธิบาย ETFs ก่อนว่าคืออะไร? ETFs เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า Exchange Trade Funds หมายถึง กองทุนที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับหลักทรัพย์ ที่กองทุนนั้นเข้าไปลงทุน อย่างเช่น ถ้ากอง ETFs กองหนึ่งเข้าไปลงทุนในหุ้นปตท.และ BTS โดยผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน จะขึ้นกับราคาหุ้น และการปันผลของหุ้นปตท.และ BTS   โดยปกติแล้ว ETFs จะอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนรายย่อยให้เข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ ตัวได้ โดยใช้เงินลงทุนที่ต่ำ ในอัตราหลักพันบาทก็สามารถลงทุนได้แล้ว โดยเป็นการลงทุนผ่านตัวหน่วยลงทุนหรือหุ้นของ ETFs ที่มีสภาพคล่องสูง   สำหรับ Bitcoin ETFs ก็เช่นเดียวกัน การลงทุนใน Bitcoin ETFs นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุน ซึ่งก็คือตัว Bitcoin นั่นเอง   ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไก เหมือนกับการซื้อขายหุ้น โดยทั่วไปที่ส่วนใหญ่คุ้นเคย ลงทุน Bitcoin แบบไม่ต้องรู้เทคโนโลยี หลายคนที่มีความสนใจลงทุน แต่อาจจะไม่มีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยี ไม่รู้เรื่อง Private key, Address รวมถึงการเก็บรักษา Cryptocurrency ก็จะสามารถลงทุนผ่านตัว Bitcoin ETFs ได้ เนื่องจากว่า ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไกลเหมือนกับการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน   โดยกลไกลการทำงานของ Bitcoin ETFs มีลักษณะดังนี้ คือ หากมีบริษัทจัดการกองทุนบริษัทหนึ่ง มีความต้องการตั้งกอง Bitcoin ETFs บริษัทนี้ต้องยื่นขออนุญาตกับทางกลต.ก่อน ซึ่งหลังจากได้รับอนุญาตแล้ว จะดำเนินการจัดตั้งกองทุนและทำการรวบรวมตัว Bitcoin โดยอาจจะซื้อผ่าน Crypto Exchange  แล้วนำตัว Bitcoin ที่ได้มาฝากกับผู้รับฝากหลักทรัพย์ หรือ Custodian Bank หลังจากนั้น ผู้รับฝากหลักทรัพย์ จะออกตัวใบหุ้นของกองทุนนี้ โดยหุ้นนี้จะออกเสนอขายให้กับนักลงทุนได้   สำหรับนักลงทุนที่ซื้อ ETFs ต้องการขายตัวหุ้นเพื่อทำกำไร ในทางทฤษฎี นักลงทุนสามารถนำใบหุ้นมาขายคืนให้กับ Custodian Bank เพื่อจะไถ่ถอนตัว Bitcoin ออกมา แล้วนำไปขายใน Crypto Exchange อีกที แต่ในทางปฏิบัติ ปกตินักลงทุนที่ลงทุนใน ETFs เขาจะนำหุ้นของกองทุนไปขายใน Stock Exchange เลย โดยปกติตัวมูลค่าหุ้นของกอง ETFs จะมีมูลค่าหุ้นเท่ากับตัวมูลค่าหลักทรัพย์ที่กองนี้เข้าไปลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ Bitcoin   สรุปหลักการทำงานของ Bitcoin ETFs จากที่ได้อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ถ้า Bitcoin ETFs สำเร็จขึ้นมา นักลงทุนที่อยากลงทุน Bitcoin แต่ไม่มีความรู้เรื่อง Private key, Address รวมถึงการเก็บรักษา Cryptocurrency ก็จะสามารถลงทุนผ่านตัว Bitcoin ETFs ได้ เนื่องจากว่า ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไกเหมือนกับการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน   จึงมีการคาดการณ์ว่า ถ้าตัว Bitcoin ETFs อนุมัติแล้ว จะมีเม็ดอีกจำนวนมหาศาลเข้าสู่ Cryptocurrency จึงเป็นประเด็นน่าติดตามว่า Bitcoin ETFs จะมีผลต่อตลาด Cryptocurrency อย่างไร เป็นประเด็นที่เราต้องติดตามกันต่อไป   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร?  
Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? [VDO]

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? [VDO]

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ในวงการเงินดิจิทัล หรือตลาด Cryptocurrency จำเป็นจะต้องมีตัวกลางในการใช้และเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ จึงมีการสร้าง เหรียญ (Coin) หรือ โทเคน (Token) ขึ้นมาใช้ โดยกำหนดมูลค่าและรูปแบบของเหรียญหรือโทเคนแตกต่างกันออกไป ซึ่ง Coin  กับ Token ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจไม่เข้าใจว่าทั้ง 2 ชนิดนี้ เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร   โดยบทความนี้จะมาอธิบาย และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Coin และ Token ว่ามีความเหมือนหรือข้อแตกต่างกันอย่างไร​ ทำไมถึงมีการแบ่งประเภท Cryptocurrency บางชนิดเป็น Coin และบางชนิดเป็น Token   รู้จัก Coin & Token และข้อแตกต่าง Coin ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการพัฒนาระบบ Blockchain เป็นของตนเอง  ระบบและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาจะมีเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของ Coin ตัวอย่าง Coin ได้แก่ Bitcoin, Litecoin, Ethereum หรือ Waves  ทั้ง 4 ตัวนี้จะถูกจัดประเภทเป็น Coin เนื่องจากมีระบบ Blockchain เป็นของตัวเอง  การตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction ของการโอน Bitcoin, Litecoin, Ethereum หรือ Waves ก็จะเป็นการคอนเฟิร์มในระบบ Blockchain ของตัวเอง   Token ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอีกชนิดหนึ่ง แต่ไม่มีระบบ Blockchain เป็นของตนเองโดยตรง ต้องอาศัยระบบ Blockchain ของเครือข่ายผู้อื่น ตัวอย่างเช่น OMG (OmiseGo) กับBNB (Binance Coin) ทั้ง 2 ตัวเป็น Token ที่ถูกสร้างบนระบบ Blockchain ของ Ethereum เพราะฉะนั้นการตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction เวลามีการโอน OMG หรือ BNB จะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction บนระบบ Blockchain ของ Ethereum เพราะ Token ไม่มีระบบ Blockchain เป็นของตัวเอง   โดยข้อสังเกตนี้  หากใครเคยลงทุนด้วยวิธีการ ICO โดยใช้ Ethereum จะสังเกตว่าตัว Address ของ Ethereum ในการลงทุน ICO จะเป็น Address เดียวกับตัว BNB กับ OMG หรือก็คือทุก Token ที่มีการสร้างบน Ethereum จะใช้ตัว Wallet เดียวกันกับ Ethereum หรือก็คือ ตัว Wallet ของ Ethereum อันนี้ ถ้าเรามีการสร้างตัว Wallet ของ Ethereum ขึ้นมา Wallet อันนี้สามารถที่จะนำมาใช้กับตัว Token รวมถึงการโอน Token ทุก ๆ ตัวเลย ที่มีการสร้างขึ้นมาบนระบบ Blockchain ของ Ethereum ซึ่งในตัวอย่างนี้ ก็จะเป็น OMG และ BNB   แต่ Ethereum ก็ไม่ใช่ Coin อันเดียวที่เราสามารถจะสร้าง Token ขึ้นมาได้  อย่างเช่นตัว Waves ที่มีฟังก์ชั่นที่เราจะสามารถสร้าง Token ขึ้นมาได้ อย่างเช่น Waves ก็มีตัว WGR กับ TKS ซึ่งเป็น Token ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนระบบ Blockchain ของ Waves โดยถ้าสังเกตจากภาพประกอบด้านล่าง จะเห็นว่าขีดเส้นทึบไว้ตรงข้างบน Bitcoin กับ Litecoin เนื่องจากตัว Bitcoin กับ Litecoin ในปัจจุบันนี้ทั้ง 2 ตัว ยังไม่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่จะทำให้ Developer สามารถที่จะสร้าง Token ขึ้นมาบนตัว Bitcoin กับ Litecoin ได้นะครับ   วิธีเช็คที่มาของToken สำหรับการตรวจสอบว่าในปัจจุบันมี Token อะไรบ้างที่ถูกสร้างบน Platform ของ Ethereum หรือ Platform ของ Waves สามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ www.coingecko.com ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีตัว Coin ใดบ้างที่สร้างตัว Token ขึ้นมาได้ ซึ่งปัจจุบันจากข้อมูลบนเว็บไซต์ coingecko จะเห็นพบว่ามี Token ต่าง ๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นบน Platform แต่ละ Platform   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร?  
เอพี ไทยแลนด์  ลุย 2 เดือนสุดท้าย เปิด 12 โครงการแนวราบ  หลัง​ 9 เดือนแรกทำกำไร 3,549 ล้าน         

เอพี ไทยแลนด์ ลุย 2 เดือนสุดท้าย เปิด 12 โครงการแนวราบ หลัง​ 9 เดือนแรกทำกำไร 3,549 ล้าน         

เอพี ไทยแลนด์  เดินหน้าเปิดโปรเจ็กต์ใหม่โค้งท้ายปี 2 เดือนเปิดแนวราบ​​ 12 โครงการ มูลค่า 8,570 ล้านบาท ​หลังผลประกอบการ 9 เดือนแรก ทำรายรายได้รวม 30,324 ล้านกำไรสุทธิ 3,549 ล้าน   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์  บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน 9 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (รวม 100% JV) และธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 30,324 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 3,549 ล้านบาท ด้านสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 0.56 เท่า ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนถึงความสามารถ ในการบริหารจัดการภายในองค์กร ควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตสินค้า และการบริหารกระแสเงินสดที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพท่ามกลางภาวะผันผวนที่เกิดขึ้น โดยบริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายรวม ณ สิ้นเดือนตุลาคม 64 ได้มากถึง 31,210 ล้านบาท คิดเป็น 88% จากเป้าหมายยอดขาย 35,500 ล้านบาท เป็นสัดส่วนยอดขายจากโครงการแนวราบ 28,594 ล้านบาท   สำหรับภาพรวมอสังหาริมทรัพย์โค้งสุดท้ายของปี 2564 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ธุรกิจอสังหาฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายและภาวะผันผวนที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยเฉพาะมาตราการการล็อกดาวน์ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา   คาดว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเซนทิเมนต์ ของผู้บริโภค และจากการผ่อนคลายมาตรการ LTV ไปถึงปีสิ้นปี 2565 ก็ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดี นอกจากจะกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาฯ  ให้ฟื้นกลับแล้ว ยังช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย     โดยในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่​อีก​ 12 โครงการ มูลค่ารวม 8,570 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 9 โครงการ มูลค่ารวม 5,010 ล้านบาท ด้วยจุดขาย “พลิกแนวคิดชีวิตแนวตั้ง” กับทาวน์โฮมแบรนด์บ้านกลางเมือง และพลีโน่ พร้อมบ้านเดี่ยวแบรนด์เซนโทร (CENTRO)  3  โครงการใหม่ มูลค่า 3,560 ล้านบาท กับการเน้นย้ำจุดยืน “บ้านที่เข้าใจชีวิต” ปี 2564 ถือเป็นอีกปีที่ซุปเปอร์สตาร์ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือสินค้ากลุ่มแนวราบ สะท้อนได้จากตัวเลขทั้งยอดขายและยอดโอนของบริษัทฯ ที่ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการเติบโตแบบ Organic Growth ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเราทุกคนจะต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาสถานะ การเติบโตได้อย่างคงที่ โดย   สำหรับปี​ 2564 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น  24 โครงการ มูลค่าประมาณ 27,550 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นโครงการแนวราบจำนวน 22 โครงการ มูลค่าประมาณ 19,650 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมจำนวน 2 โครงการ มูลค่าประมาณ 7,900 ล้านบาท เปิดตัวไปแล้วทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่า 18,980 ล้านบาท คงเหลือเปิดตัวอีกจำนวน 12 โครงการ  มูลค่ารวม 8,570  ล้านบาท
เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? [VDO]

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? [VDO]

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร Smart Contract  คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาควบคุมการทำงานของระบบ Blockchain บน Platform ต่างๆ เช่น Ethereum เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามโปรแกรมที่เขียนไว้   จากบทความก่อนหน้านี้ คือ​ “Blockchain คืออะไร?  เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto” ได้มีการอธิบายถึงหลักการทำงานของ Blockchain ว่า ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ซึ่งที่ชัดเจน คือ เรื่องของการโอนเงิน (​Money Transfer) ที่ขจัดตัวกลางออกจากระบบ ช่วยลดระยะเวลาการโอนเงิน และลดค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการโอน   ขณะที่การทำงานของระบบ Blockchain บน Platform ต่าง ๆ เช่น Ethereum จะมีชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาควบคุมการทำงาน ของ Blockchain ที่เรียกว่า Smart Contract ซึ่งไม่สามารถจะทำให้แก้ไขข้อมูลคำสั่งดังกล่าวได้ จึงถือว่า Smart Contract มีความปลอดภัยป้องกันการแก้ไขปลอมแปลงภายหลัง ซึ่งเหมาะสมสำหรับการโอนเงิน ที่ต้องการความปลอดภัยสูงเช่นกัน   บทความในครั้งนี้ จึงจะอธิบายถึงหลักการทำงานของ Smart Contract สำหรับ Ethereum ว่ามีคุณสมบัติพื้นฐานอะไรบ้าง พร้อมกับกรณีตัวอย่างการใช้งานของ Smart Contract ของ Ethereum ที่น่าสนใจว่าได้เข้ามาช่วยในเรื่องอะไรได้บ้าง     หลักการทำงานพื้นฐานการโอน เริ่มต้นคงต้องอธิบายและทำความเข้าใจกันก่อนเรื่องแรกก่อน คือ ตัว Account ในระบบ Blockchain ว่ามีหลักการทำงานอย่างไร? ปกติการโอนในระบบ Blockchain หรือ การโอนตัว Bitcoin จะต้องมีการ Login เข้าไปใน Account ของผู้จะทำการโอน     กรณีตัวอย่าง สมมุติ A จะโอน Bitcoin ให้ B เริ่มต้น A จะต้อง Login เข้าไปใน Account ของตัวเอง โดยการใช้ Private Key สำหรับ B ก็เช่นเดียวกัน การที่ B จะโอน Bitcoin ให้ A ได้ B ก็ต้องใช้ Private Key Login เข้าไปใน Account ของตัวเองก่อน การโอนในลักษณะนี้ เป็นการโอนโดย  User หรือ ตัวผู้ใช้งาน   ลักษณะการโอนดังกล่าวนี้ ตัวระบบของ Ethereum ก็จะทำการโอนได้เช่นเดียวกัน แต่ตัวที่ระบบของ Ethereum มีเพิ่มเข้ามาคือ ตัว Smart Contract โดยตัว Smart Contract มีคุณสมบัติเบื้องต้นจะเหมือนตัว Account ปกติ เลย คือ รับโอนตัว ETH ได้  โอนตัว ETH ออกได้ ​รวมถึงสะสมตัว ETH ได้ แต่ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีตัว ETH อยู่ใน Smart Contract   สิ่งที่ Smart Contract แตกต่างจาก Account ปกติ คือ Smart Contract ไม่ได้ถูกควบคุมโดย User แต่ถูกควบคุมโดยชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือตัวคำสั่งคอมพิวเตอร์ ที่ถูกเขียนเข้าไปไว้ใน  Smart Contract โดยตัวคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่เขียนไว้ใน Smart Contract จะไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าเรามีการสร้าง Smart Contract  แล้วมีการพิมพ์ตกหล่นไป เราต้องสร้าง Smart Contract อันใหม่ขึ้นมาเลย เนื่องจากเราไม่สามารถไปแก้ไข Smart Contract ที่ถูกสร้างขึ้นมาได้   นอกจากนี้ ​ตัว  Smart Contract ยังสามารถส่งข้อมูลเข้าหากับตัว Smart Contract ตัวอื่น ๆ ในระบบ รวมถึงสามารถนำมาใช้ทำงานร่วมกัน คุณสมบัตินี้ของ Smart Contract ถูกเรียกว่า Decentralized Application  หรือที่เรียกกันว่า DApps นั่นเอง   Smart Contract กับการจัดสรรผลประโยชน์ ตัวอย่างการใช้ Smart Contract ที่น่าสนใจ ตัวอย่างแรก เป็นกรณีการจัดสรร Tip box หรือการจัดสรรปันส่วน ให้กับพนักงานภายในร้าน   โดยสมมุติว่า ทางร้านมีพนักงานอยู่ 5 คน A, B, C, D และ E และทางร้านได้ค่า Tip มาจำนวนเท่ากับ 10 ETH แล้วโดยปกติทางร้านจะให้ Manager เป็นคนรวบรวม Tip ส่วนนี้ แล้วนำมาแจกจ่ายให้กับพนักงานในแต่ละคนเท่า ๆ กัน ซึ่งถ้า Manager จัดการตามปกติ ก็จะต้องแบ่งให้กับพนักงานทั้ง 5 คนเท่า ๆ กัน ซึ่งจะได้คนละ 2 ETH ซึ่งการจ่ายลักษณะนี้จะขึ้นอยู่กับ Manager ดังนั้นแล้วอาจจะเปลี่ยนลักษณะการจ่ายค่า Tip ได้ โดย Manager ถ้าชอบ C มากกว่า D ก็อาจจะให้ C เท่ากับ 3 ETH แล้วลดส่วนที่ D ควรจะได้ เหลือแค่ 1 ETH หากทางร้านหันมาใช้ตัว Smart Contract แทนการให้ Manager มาจัดการจัดสรรปันส่วนค่า Tip นี้ พนักงานทั้ง 5 คนจะได้รับค่า Tip ในส่วนนี้เท่า ๆ กันทุกครั้ง เพราะว่าตัวเงื่อนไขใน Smart Contract ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้   จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ตัว Smart Contract  นอกจากจะอำนวยความสะดวกการจัดสรรปันส่วนแล้ว จะทำให้ทุกคนมั่นใจว่า จะได้รับการจัดสรรปันส่วนค่า Tip ตามกฎที่ตกลงไว้ตอนแรกแน่นอน   Smart Contract กับการระดมทุนของ Startup   อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ เรื่องของการระดมทุน เป็นกรณีที่ Startup จะระดมทุน ผ่าน Crowd Funding  ตัวอย่างนี้กำหนดให้ Startup ต้องการระดมทุนเท่ากับ 30 ETH โดยปกติการระดมทุนผ่าน Crowd Funding ต้องผ่านตัวกลางเข้ามาช่วยระดมทุน โดยเป็นพวก Middleman ซึ่ง Middleman เมื่อเข้ามาช่วยจะต้องมีการขอค่าธรรมเนียม (Fee) ส่วนหนึ่งสำหรับการระดมทุน  ตัวอย่างนี้เท่ากับ 6 ETH นั่นหมายความว่า การระดมทุนครั้งนี้ต้องระดมทุนให้ได้เท่ากับ 36 ETH และถ้าการระดมทุนดำเนินการไปอย่างเรียบร้อย เท่ากับ 36 ETH  Middleman ก็จะเก็บไป 6 ETH และส่งให้ Startup ไป 30 ETH   แต่ถ้าการระดมทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย Middleman จะทำการส่งเงินคืนไปที่ A, B, C (ผู้ให้ทุน) โดยปกติการคืนเงินไปให้ A, B, C จะไม่ได้คืนเงินทันที จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง และบางครั้งก็มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการคืนเงินให้ A, B, C   แต่หากการระดมทุนครั้งนี้ ตัว Startup เปลี่ยนมาใช้ Smart Contract มาใช้ในการระดมทุน ตัว Smart Contract จะไม่คิดค่าธรรมเนียมทั้งการจัดระดมทุน หรือแม้แต่การคืนเงินหากระดมทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้น ตัวเลขของการระดมทุนครั้งนี้จะเท่ากับ 30 ETH     และถ้าการระดมทุนครั้งนี้เป็นไปตามเป้า ทาง Startup จะเท่ากับ 30 ETH แต่ถ้าการระดมทุนครั้งนี้ไม่สำเร็จ หรือไม่ได้ตามเป้า ตัว Smart Contract จะทำการคืนเงินไปให้ที่ A, B, C, D ทันที และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งจากตัวอย่างนี้ ตัว Smart Contract จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทุน ทั้งฝั่ง Startup และฝั่งผู้ให้เงินลงทุน คือ A, B, C และนอกจากนี้ยังช่วยลดค่าธรรมเนียม  รวมถึงช่วยเรื่องความเร็วในการระดมทุนและคืนเงิน   จากกรณีตัวอย่างทั้ง 2 เรื่อง จะเห็นว่า Smart Contract ช่วยประโยชน์ได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดได้ จึงเกิดความยุติธรรม และความปลอดภัยของระบบ การช่วยลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน และช่วยเรื่องความรวดเร็วในขั้นตอนการทำงานด้วย   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง?  
ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? [VDO]

ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? [VDO]

ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto ในโลกการเงินดิจิทัล สิ่งหนึ่งที่มีการทำธุรกรรมเหมือนกับโลกการเงินปกติ คือ การโอนเงินระหว่างบุคคล หรือ การโอนเหรียญ หรือเงินดิจิทัลต่าง ๆ ทำให้หลายคนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเงินดิจิทัลมากนัก เกิดข้อสงสัยว่า หลักการโอนเงินของ Cryptocurrency มีหลักการอย่างไร? มีความแตกต่างจากการโอนเงินผ่านระบบ Digital Banking ที่ทางธนาคารมีให้โอนผ่าน Internet Banking หรือ Mobile Application อย่างไร?   โดยจะขออธิบายให้เห็นถึงหลักการทำงานของทั้ง 2 ระบบ ว่ามีทั้งความเหมือน และความต่างกันอย่างไรบ้าง?   การโอนทั้ง 2 ระบบต้องใช้ Username-Password เพื่อความชัดเจนและความเข้าใจ ขอยกตัวอย่างดังนี้ คือ A ต้องการโอนเงินให้กับ B จำนวน 1,000 บาท สิ่งที่ A ต้องทำสิ่งแรก คือ A ต้อง Login เข้าไปในบัญชีธนาคารของ A ก่อน ซึ่งปกติต้องใช้ Username และ Password หลังจากนั้น A จะสามารถโอนเงินได้ โดย A ต้องมีข้อมูลเลขที่บัญชีธนาคารของ B   จากกรณีตัวอย่าง จะพบว่าลักษณะของข้อมูลมี 2 ชนิด ได้แก่ 1.Private ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนของ A ได้แก่ Username และ Password 2.Public ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนของ B ได้แก่ เลขที่บัญชีธนาคาร   ลักษณะของข้อมูลดังกล่าว จะพบว่าข้อมูลแบบ Private ของ A ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะตัวของ A นั้น จะไม่สามารถบอกใครได้ หากคนอื่นรู้ข้อมูล ก็จะสามารถทำการ Login เข้ามาในบัญชีธนาคารของ A แล้วทำการโอนเงินออกไปได้ ในขณะที่ข้อมูลเลขที่บัญชี ซึ่งเป็นข้อมูลแบบ Public ที่สามารถนำเอาไปบอกคนอื่นได้ เช่น B ต้องการให้คนอื่นโอนเงินมาให้ B ก็ต้องบอกเลขที่บัญชีไป ไม่อย่างนั้น คนอื่นจะไม่สามารถโอนเงินมาหา B ได้ ดังนั้น ข้อมูลแบบ Public จึงบอกคนอื่นได้   จากกรณีตัวอย่าง หากมาลองพิจารณาข้อมูลของ A ในลักษณะที่เป็น ข้อมูล Private จะพบว่ามีคน 2 คนที่รู้ข้อมูล คือ A ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชี และระบบของธนาคาร ดังนั้นตัวระบบของธนาคารจึงตกเป็นเป้าหมายของ Hacker ในการล้วงเอาข้อมูลพวก Username และ Password ของผู้ใช้งานออกไป   "การที่มีข้อมูลของเราไว้ในตัวของระบบธนาคาร ก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ ถ้า A ลืม Username หรือ Password A ก็ไปติดต่อกับธนาคร เพื่อขอกู้ Username กับ Password หรืออาจจะขอ Username หรือ Password อันใหม่มาใช้งานได้" แล้ว Cryptocurrency มีหลักการโอนให้กันอย่างไร? ขอยกกรณีตัวอย่างดังนี้ ถ้า A ต้องการโอน Bitcoin ให้ B สิ่งที่ A จะต้องทำ คือ A ต้อง Login เข้าไปในตัว  Wallet ของ A เอง ที่มีการเก็บตัว Bitcoin นี้ไว้ เพื่อเตรียมโอนให้ B ซึ่งการที่ A จะ Login เข้าไปใช้งานใน Wallet นี้ได้จะต้องใช้ตัวที่เรียกว่า Private Key หรือตัว Seed Phrase หรือเป็นวิธีการอื่น ๆ แล้วแต่ software ที่เราใช้งานในการสร้าง Wallet   หลังจาก A Login เข้าไปแล้ว A จะโอน Bitcoin ให้ B ก็ต้องทราบเลขที่บัญชีของ B ซึ่ง เลขที่บัญชีของ Cryptocurrency จะใช้ตัวที่ เรียกว่า Address   ข้อมูลพวก Private Key หรือ Seed Phrase เป็นข้อมูลที่ลักษณะ Private ซึ่ง A จะต้องเก็บรักษาข้อมูลนี้ไว้ให้ดี ถ้ามีใครรู้ข้อมูลนี้และนำไปใช้งาน ก็สามารถ Login เข้ามาใช้งานตัว Wallet นี้ได้ สามารถทำการโอนเหรียญต่าง ๆ ที่อยู่ใน Wallet นี้ออกไปได้ทั้งหมด   ส่วนข้อมูล Address เรียกว่าเป็นข้อมูล Public ซึ่งหลักการเหมือนกับเลขที่บัญชีธนาคาร ถ้า B ต้องการให้คนโอนเงินมาให้ ก็ต้องส่ง Address ให้ผู้ที่จะทำการโอนทราบ เพื่อส่งมาให้ถูก Address   พิจารณาข้อมูลในส่วน Private เนื่องจากระบบ Blockchain ไม่มีตัวกลางเหมือนธนาคาร ที่จะมาเก็บข้อมูลตัว Private Key หรือ Seed Phrase ดังนั้น A จะต้องจำข้อมูลในส่วน Private Keys หรือ Seed Phrase เอาไว้เอง ถ้า A  เกิดทำข้อมูลนี้สูญหาย A ก็จะไม่สามารถ Login เข้ามาใช้งานตัว Wallet นี้ได้ ซึ่งกรณี Private Key สูญหาย ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัว Bitcoin บางส่วนหายไปจากระบบ เนื่องจากเจ้าของทำข้อมูลส่วนนี้หายไป ทำให้ไม่สามารถโอน Bitcoin ออกมาจาก Wallet ที่เขาเคยมีได้   Web Crypto Exchange ใช้งานเหมือนหรือต่างอย่างไร? หลายคนอาจเคยสงสัย Web Crypto Exchange ที่ต้องใช้ระบบ Username และ Password อยู่ มีความแตกต่าง หรือความเหมือนกับการใช้งานการโอน Cryptocurrency อย่างไรบ้าง? "การใช้งานของ Web Crypto Exchange คือ การเช่า Wallet ของ Web Crypto Exchange เพื่อใช้ในการซื้อขาย" โดย Web Crypto Exchange จะเป็นผู้ครอบครอง Private Key และเก็บข้อมูล Username และ Password ไว้เช่นเดียวกับระบบธนาคารทั่วไป ดังนั้น Web Crypto Exchange จึงมีสิทธิ์ระงับการโอนเงินของเราได้เหมือนกับธนาคารทุกประการ เนื่องจากเราอยู่ในฐานะผู้เช่า Wallet แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ Wallet นั่นเอง   ความปลอดภัยด้วยระบบ Blockchain มีคนสงสัยว่าตัว Private Key กับ Address มีความเกี่ยวข้องอะไรในระบบ Blockchain ที่นำมาใช้ในการโอนเงิน Cryptocurrency  ซึ่งในระบบ Blockchain จะมี 3 ตัวที่เรามักได้ยินเวลาพูดถึงการเข้ารหัส  ตัวแรกเป็น​ Private Key คือตัวที่เราเอาไว้ใช้ Login เข้าระบบ สำหรับการโอนเงิน การรับเงิน ตัวถัดมาคือ Public Key  และ Address   ในการสร้าง Wallet แต่ละครั้ง จะมีลำดับดังนี้ - ระบบ Blockchain จะสร้างตัว Private Key ขึ้นมาก่อนเป็นตัวแรก - ถัดมา Blockchain จะใช้ตัว Private Key มาสร้าง Public Key ตัวที่ 2 - หลังจากนั้น Blockchain จะใช้ตัว Public Key สร้างตัว Address ออกมาเป็นตัวที่ 3   โดยมีหลักการสำคัญ คือ หน้าตาของรหัสทั้ง 3 ตัวนั้นแทบจะไม่เหมือนกันเลย และไม่สามารถนำมาคำนวณย้อนกลับไปหารหัสชุดก่อนหน้าได้ ซึ่งถือเป็นความปลอดภัยสูงสุดของระบบ Blockchain  การปกป้องตัว Private Key ของ Blockchain ทำให้การโอน Cryptocurrency มีความปลอดภัยสูงนั่นเอง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล  
อัพเดท ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนพฤศจิกายนตุลาคม 2564

อัพเดท ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนพฤศจิกายนตุลาคม 2564

อัพเดท ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนพฤศจิกายนตุลาคม 2564 ภาพรวมธนาคารยังตรึงดอกเบี้ยเท่ากับช่วงก่อนหน้า เพื่อกระตุ้นยอดสินเชื่อ โดยแบงก์ออมสินจัดแคมเปญดอกเบี้ยถูกสุด 0% ใน 6 เดือนแรก ส่งผลให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยปีแรก 0.75% เท่ากับแบงก์กรุงไทย เริ่มต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ประเทศไทยได้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศของรัฐบาลไทย เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับภาวะเศรษฐกิจไทย ที่กำลังจะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากการแพร่ระบาดไม่ลุกลามหรือรุนแรงไปกว่านี้   เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น เงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น กำลังซื้อของคนไทยก็น่าจะเพิ่มมากขึ้น และคงมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของตนเอง ว่าจะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์เป็นอย่างนี้แน่นอนว่า การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนคนไทย ก็คงมีมากขึ้นตามมา ทำให้นักการตลาดคงต้องจัดแคมเปญออกมาสร้างยอดขายกันมากขึ้นด้วย   สำหรับใครที่มีความต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม โดยประเมินสถานการณ์และฐานะทางการเงินของตนเองแล้วว่าสามารถหามาผ่อนชำระได้ตลอดอายุสัญญา และวางแผนว่าจะซื้อที่อยู่อาศัยของตนเอง ช่วงเวลานี้ก็เป็นโอกาสที่ดี เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แถมด้วยโปรโมชั่นจากดีเวลลอปเปอร์มีออกมามากมายด้วย และมีข่าวแว่ว ๆ จากดีเวลลอปเปอร์บางรายที่ออกมาส่งสัญญาณว่า อนาคตราคาบ้านและคอนโดขยับเพิ่มขึ้นแน่ ๆ เพราะช่วงที่ผ่านมาเป็นจุดต่ำสุดของตลาดอสังหาฯ แล้ว ดังนั้นใครสนใจก็รีบพิจารณากันโดยเร็ว   ส่วนใครตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อบ้านหรือคอนโดจากแบรนด์ที่ชื่นชอบ ก็ลองมาดูกันว่าแต่ละธนาคารมีการให้สินเชื่อกู้ซื้อบ้านในอัตราเท่าไรบ้าง สำหรับเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วภาพรวมก็ยังไม่ได้แตกต่างจากเดือนที่ผ่านมาเท่าไรนัก ส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยยังคงที่ แต่มาอัพเดทกันอีกทีว่าแบงค์ไหนให้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านเท่าไรกันบ้าง 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับการธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป  โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด เดือนพฤศจิกายนยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ  วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1   ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น 5.2%  (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.2% (MRR-1.75%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45% (MRR-1.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น  5.45% (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) หลังจากนั้น 5.45%  (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.9% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.7%(MRR-1.25%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.075%(MRR-1.875%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2%(MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58%   -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก 4.75% หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.- 31 ธ.ค.​ 64 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา ​ -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 17 มิ.ย. 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ​​ 2.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงไทย มีสินเชื่อสำหรับบ้านใหม่ แคมเปญ สินเชื่อบ้านกรุงไทย…สุขใจถ้วนหน้า โดยไม่คิดค่า  ธรรมเนียมยื่นกู้  โดยเดือนนี้มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด มีการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา​ดังนี้ แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75%  ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปรับเพิ่ม 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.67% (MRR-2.55%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปรับเพิ่ม 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.67% (MRR-2.55%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.80% ปรับเพิ่ม 0.11% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.69% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.04% ปรับเพิ่มขึ้น 0.02% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.02% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.0%  ไม่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปรับเพิ่ม 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.67% (MRR-2.55%)  3.67% (MRR-2.55%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.87% (MRR-2.35%) ปรับเพิ่ม 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.67% (MRR-2.55%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.90% ปรับเพิ่มขึ้น 0.12% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.78% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.08% เพิ่มขึ้น 0.04% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.04%   สินเชื่อสำหรับการกู้ซื้อบ้านที่ธนาคารออกค่าจดจำนองให้** และ ฟรี ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ แบบทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75% ไม่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) ปรับลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  4.17% (MRR-2.05%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) ปรับลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  4.17% (MRR-2.05%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.90% ปรับลดลง 0.13% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.03% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.24% ปรับเพิ่มขึ้น 0.12% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.12% แบบไม่ทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.0%  ไม่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) ปรับลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  4.17% (MRR-2.05%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 4.02% (MRR-2.20%) ปรับลดลง 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.17% (MRR-2.05%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.0% ปรับลดลง 0.11% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.11% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา = 4.27% ปรับเพิ่มขึ้น 0.12% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.15%   การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ* : ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ 1.ทำ MRTA/GLT SP เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี 2.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ 3.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี ทั้งนี้ การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ **ธนาคารออกค่าจดจำนองให้ 1% สูงสุดไม่เกินรายละ 200,000 บาท หากลูกค้าปิดบัญชีก่อน 5 ปี ธนาคารจะเรียกเก็บค่าจดจำนองคืน ***อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,500 บาท/เดือน เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2564 MRR = 6.22% ต่อปี (ณ 1 เม.ย. 2564) 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมินอัตราดอกเบี้ยยังคงเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีระยะเวลาการใช้อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 1 ก.ย.- 31 ธ.ค. 64 โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.9% ( MRR-3.15%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.00%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.55%  (MRR-3.50%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.3%  (MRR-2.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 4.1% (MRR-1.95%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.3% (MRR-1.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.7%  (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23%   หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 64 – 31 ธ.ค. 64 โดยจดจำานองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 31 ม.ค. 65 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 7.72% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 7.72% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 8.22% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 8.22% % หมายเหตุ : -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 63) -อัตราดอกเบี้ยข้างต้นสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านตั้งแต่ 20 ก.ค.  – 31 ธ.ค. 64 -สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทรวมอาคารพาณิชย์ยกเว้น Refinance และการปล่อยกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -มีค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกันโดยบริษัท โพรเกรส แอพไพรซัล หรือบริษัทประเมินที่ธนาคารรับรอง คิดขั้นต่ำ 3,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) -วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของเราซื้อขายและไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักประกัน 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่ : กรณีซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด) ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราดเดิมเท่ากับเดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  2.450%-2.750% ปีต่อไป ดอกเบี้ย  4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.650%-2.950% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี  แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.60%-2.99% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.80%-3.19% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​ 18 สิงหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารซีไอเอ็มบี มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% (MRR-3.10%) ระยะเวลาที่เหลือ ดอกเบี้ย 5.35% (MRR-2.00%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.55% (MRR-2.80%) หลังจากนั้น 5.35% (MRR-2.00%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 10 เมษายน 2563) -ธนาคารยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำรายได้ 30,000-50,000 หรือเจ้าของกิจการรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปไว้พิจารณาด้วย รวมถึงสินเชื่อสำหรับโครงการที่ธนาคารเป็นผู้สนับสนุน 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าจดทะเบียนจำนอง และค่าประเมินหลักทรัพย์ ซึ่งยังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.23%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.4% (MRR-1.88%) หลังจากนั้น 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือก 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ย 4.65%   หมายเหตุ สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ สไมล์โฮม หรือ สไมล์โฮม พลัส ​ 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีทีบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ttb (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต ttb แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) กู้ซื้อบ้าน คอนโดใหม่ กับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย ให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท -รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี -ฟรีประกันอัคคีภัยมูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท​ -ฟรีประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -MRR (Minimum Retail Rate : อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี) = 6.28% ต่อปี ณ วันที่ 7 พ.ค. 64 -การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ ทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.-31 ธ.ค.64 และจดจำนองภายใน 31 ม.ค. 65 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารไทยพาณิชย์  คิดมีอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.950% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.950% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2563) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด 9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อโครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2564 ​มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.75% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% (MRR-1.4%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 5.4% หมายเหตุ ยื่นคำขอกู้และอนุมัติตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64   (ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเติมวงเงินของโครงการแล้ว) อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโคงการหมู่บ้านทั่วไป  โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับ​เดือนที่ผ่านมา  ธนาคารยูโอบีมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด  ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.55% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.55% (MRR-3.80%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% (MRR-3.60%) หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.95% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-2.40%) หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.88% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.20% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 5.15% (MRR-2.20%) ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1 ก.ย. – 30 ธ.ค. 64 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 31 ม.ค.​ 65 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาครยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่ 1 เม.ย. 64) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาสภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหนี่เสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.9% (สำหรับผู้มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป) โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.0% ต่อปี แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.00% (MRR-5.35%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.80% (MRR-3.55%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.10%  (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 2 ปีแรก) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.20% (MRR-3.15%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% แบบที่ 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.55% (MRR-4.80%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.63% แบบที่ 4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2.75% (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 3 ปีแรก) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.76% เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : 1.กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใด ๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 2.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่างๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 64 -สำหรับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.9% สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป ผ่อนต่ำเดือนละ 3,500 บาท ฟรีค่าจดจำนองสินเชื่อเมื่อซื้อประกันผ่านธนาคาร ฟรีค่าประเมินหลักประกัน 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อเคหะ สำหรับให้บริการผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโด ภายใต้แคมเปญ อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือนแรก ภาพรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนตุลาคม มีเพียงอัตราดอกเบี้ยปีแรกที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้​ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.75% (เดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 1.5%)  ลดลง 0.75% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.525% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.525% (MRR-2.72%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.6% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.101% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.0% (เดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 2.0%) ปรับลดลง 1.0% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.0% ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 4.15% ปีที่​ 3 ดอกเบี้ย 4.15% (MRR-2.095%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.1% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.286%   เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น 1.ประกัน หมายถึง ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 2.อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ MRR=6.245% (ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563) 3.รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้จากธนาคาร       ที่มา Reviewyourliving รวบรวมจากเว็บไซต์ธนาคาร ข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ย. 64
Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล คราวที่แล้ว เราได้ปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Blockchain คืออะไร?  เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำให้หลายคน มองเห็นภาพการทำงานของ Blockchain ว่ามีหลักการอย่างไรกันบ้าง และ​จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของคนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาในโลกการเงินดิจิทัลได้อย่างไร ​ส่วนใครยังไม่ได้อ่านหรือยังไม่เข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นของ​ Blockchain แนะนำลองทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อน กับบทความ Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto   ส่วนในครั้งนี้ เราจะมาลงลึกกันไปอีกถึงประเภทของ Blockchain ว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะก้าวเข้าไปในโลกของการเงินดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ ปัจจุบัน Blockchain ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.Public Blockchain 2.Private Blockchain Public Blockchain ระบบที่เปิดกว้าง​ อธิบายง่าย ๆ คือ ระบบ Blockchain ที่เปิดรับให้ผู้ที่ต้องการเข้ามาเป็น node ใหม่ในระบบ ได้โดยไม่ต้องของอนุญาตหรือการอนุมัติจากระบบ และสามารถดูข้อมูลก่อนหน้าและอัพเดทข้อมูลปัจจุบันได้ทันที ​ เพื่อทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Public Blockchain ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ดังนี้ ถ้าในระบบมีบุคคลอยู่ 4 คน ได้แก่ A, B, C และ D ซึ่งเป็น node ในระบบที่คอยconfirm หรือทำการ verify transaction ในระบบ Blockchain แล้วแต่ละ node ก็จะมีตัว ledger เป็นของตัวเองแยกออกมา   กรณีที่มี E และ F ต้องการเข้ามาในระบบ Blockchain นี้ E และ F ก็สามารถซิงค์เข้ากับตัวระบบของ Blockchain ได้เลย สามารถ update ตัว ledger และเข้ามา verify transaction ได้เหมือน A, B, C และ D ทันที โดยที่ E และ F ไม่ต้องรอการอนุมัติหรือ verify transaction จากใคร หรือรอการอนุมัติจากระบบ สามารถเข้าเป็น node ในระบบได้ทันที ซึ่งตัวอย่างการใช้งานจริง คือ Bitcoin, Ethereum หรือ zcoin  ที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้ามาเป็น node ในระบบได้   Private Blockchain ระบบที่ต้องได้การอนุมัติก่อน          สำหรับ Blockchain ประเภทที่ 2 เป็นประเภทที่ไม่ได้เปิดกว้างหรือให้ทุกคนเข้ามาในระบบ Blockchain ได้ทันที จำเป็นต้องมีการอนุมัติ หรือมีการจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้ามาเป็น node ในระบบก่อน และเมื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบแล้ว ข้อมูลย้อนหลังก็อาจจะไม่สามารถดูได้ หรือดูได้บางส่วนเท่านั้น   เพื่อความเข้าใจและเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ขอยกตัวอย่างในลักษณะเดียวกันกับ Public Blockchain ที่ในระบบมี 4 node คือ A, B, C และ D ซึ่งแต่ละ node มี ledger เป็นของตัวเอง โดยลักษณะนี้ก็เหมือน Public Blockchain แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือ ถ้า E หรือ F ต้องการเข้ามาเป็น node ในระบบ Blockchain นี้ E และ F ไม่สามารถเข้ามาได้ทันที ต้องได้รับการอนุมัติก่อน ถึงจะเข้ามาเป็น node ในระบบนี้ได้ ตัวอย่างที่ใช้ระบบ Private Blockchain ได้แก่ Ripple   5 ความแตกต่างของ Private Blockchain & Public Blockchain 1.node membership ถ้าเป็น Public Blockchain ใคร ๆ ก็เข้ามาเป็น node ในระบบได้ แต่ขณะที่ระบบ Private Blockchain จะมีจำนวนบางส่วนที่ถูกเลือกเข้ามาเป็น nodeในระบบได้เท่านั้น   2.Decenterize จะเห็นว่า Public Blockchain เปิดให้ใคร ๆ ก็เข้ามาเป็น node เพื่อทำการ verify transaction ในระบบได้ ทำให้ปัญหาการพึ่งพิงตัวกลาง จะไม่มีในระบบ Blockchain แตกต่างจาก Private Blockchain ผู้ที่จะเข้ามาเป็น node ในระบบจะมีการจำกัดจำนวน ทำให้ยังประสบปัญหาการพึ่งพิงตัวกลางที่มีความน่าเชื่อถือใน Private Blockchain   3.Scalability หรือก็คือ ความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction เนื่องจากระบบ Public Blockchain เป็นระบบที่ไม่ได้ไว้ใจให้ใครคนใดคนหนึ่งมาเป็นตัวกลาง แต่ใช้วิธีการให้แต่ละ node แข่งขันกันตรวจสอบความถูกต้อง transaction ทำให้มีการนำกำลังการประมวลผลจำนวนมากมาใช้การประมวลผล ซึ่งแตกต่างจาก Private Blockchain ซึ่งเป็นการการมอบความไว้วางใจให้ node จำนวนหนึ่งทำการตรวจสอบความถูกต้องของ transaction ทำให้ Public Blockchain มีความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction น้อยกว่า Private Blockchain   4.ค่าธรรมเนียม เนื่องจาก Public Blockchain มีความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction น้อยกว่า Private Blockchain ทำให้ค่าธรรมเนียมสำหรับ transaction ที่เกิดขึ้น โดยปกติสำหรับ Public Blockchain สูงกว่า Private Blockchain   5.Privacy หรือความเป็นส่วนตัว เนื่องจากโดยปกติแล้ว ข้อมูล transaction ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของPublic Blockchain ก็เปิดเผยให้ใครก็ได้เข้ามาตรวจสอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างจาก Private Blockchain ที่จะมีการเปิดเผยข้อมูล transaction ในอดีตเพียงบางส่วน หรืออาจจะไม่เปิดเผยเลยก็ได้   อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนต่าง ๆ ของ Public Blockchain ก็มีกลุ่ม developer พยายามแก้ไขปัญหานี้อยู่ เช่น ปัญหา scalability และค่าธรรมเนียมที่สูง ก็มีความพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้เช่น Lightning network ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการรองรับ transaction เพิ่มขึ้น และค่าธรรมเนียมถูกลง   สำหรับประเด็น Privacy ปัจจุบันมี Cryptocurrency บางชนิด ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีบางตัวมาปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เช่น zcash และ zcoin ที่พัฒนาเป็น zcash protocol และ  zcoin protocol ที่มาใช้ปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ทั้งหมดเป็นความแตกต่างเบื้องต้นของ Private Blockchain และ Public Blockchain   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto    
ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราว กระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาฯ

ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราว กระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาฯ

ผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราว   [วันที่ 21 ตุลาคม 2564] นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ที่ยืดเยื้อ แม้มีแนวโน้มจะทยอยฟื้นตัวได้จากความคืบหน้าในการกระจายวัคซีนและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ทำให้เปิดประเทศได้เร็วกว่าคาด แต่การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความไม่แน่นอนสูง และฐานะการเงินของบางภาคธุรกิจ และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะซบเซาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ และภาคก่อสร้างที่ได้รับผลจากการระบาด ธปท. ประเมินแล้วเห็นว่า เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และพยุงการจ้างงาน จึงควรเร่งเพิ่มเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ยังมีฐานะการเงินเข้มแข็งหรือรองรับการก่อหนี้เพิ่มได้ ผ่านการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV) เป็นการชั่วคราว    สาระสำคัญการ ผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราว ในครั้งนี้ มีดังนี้ 1. กำหนดให้ เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) เป็นร้อยละ 100 (กู้ได้เต็มมูลค่าหลักประกัน) สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (รวมสินเชื่ออื่น นอกเหนือจากเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และมีที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกันหรือสินเชื่อ Top-up แล้ว) ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป1  และ (2) กรณีมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป   2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565   ธปท. คาดว่าการผ่อนคลายมาตรการ LTV ในครั้งนี้ จะช่วยดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีความสำคัญและมีธุรกิจเกี่ยวเนื่อง คิดเป็นกว่าร้อยละ 9.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และมีการจ้างงานรวมกว่า 2.8 ล้านคน    ภายใต้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง ประกอบกับในปัจจุบัน สถาบันการเงินมีมาตรฐานการให้สินเชื่อที่รัดกุม โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ในระยะยาวเป็นหลัก ธปท. จึงประเมินว่า ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่จะมาจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ ในระยะหนึ่งปีข้างหน้ามีจำกัด ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และภาคอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน และความสามารถของประชาชนในการกู้หรือซื้อที่อยู่อาศัยได้ในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนมาตรการได้อย่างเท่าทันและเหมาะสมต่อไป   1) LTV ของสัญญากู้หลังแรก ของที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ร้อยละ 100 จึงไม่ผ่อนคลายเพิ่มเติม​ ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย   บทความที่น่าสนใจ อัพเดท ดอกเบี้ย กู้ซื้อบ้านและคอนโด เดือนตุลาคม 64 อัพเดท ดอกเบี้ย รีไฟแนนซ์ สินเชื่อกู้ซื้อบ้าน เดือนตุลาคม 64  
Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto [VDO]

Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto [VDO]

Blockchain คืออะไร? ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินคำศัพท์ใหม่ ๆ ในวงการเทคโนโลยี  หรือการเงินดิจิทัล อย่างคำว่า Blockchain, Bitcoin หรือ Crypto ซึ่งบางคนก็เข้าใจว่าคำศัพท์แต่ละคำนั้นมีความหมายอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องอะไร แต่หลายคนก็ยังคงสับสน และไม่เข้าใจกับคำศัพท์ต่าง ๆ เหล่านั้น ที่ถูกพูดถึงกันมากมายขณะนี้  ว่าคือเรื่องอะไรกันแน่ และมีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง วันนี้จึงจะมาอธิบายและทำความเข้าใจกับคำศัพท์ที่คุ้นหู้เหล่านั้นกัน โดยเรื่องแรกเป็นเรื่อง Blockchain   Bitcoin ไม่ใช่ Blockchain Bitcoin คือ Digital Asset Blockchain เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin เริ่มต้นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Bitcoin ไม่ใช่ Blockchain เพราะ Bitcoin คือ Digital Asset หรือสินทรัพย์ดิจิทัล คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำว่า Bitcoin มากกว่า Blockchain   สำหรับ Blockchain คือ เทคโนโลยี ที่ทำให้ Digital Asset หรือ Bitcoin สามารถโอนจากบุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่งได้ ซึ่ง Bitcoin คือ อินโนเวชั่นที่เกิดจากเทคโนโลยีของ Blockchain Blockchain เข้ามาแก้ปัญหาอะไร ที่ชัดเจน คือ เรื่องของการโอนเงิน (​Money Transfer) ที่ขจัดตัวกลางออกจากระบบ ช่วยลดระยะเวลาการโอนเงิน และลดค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการโอน ตัวอย่างเช่น การโอนเงินไปยังต่างประเทศ ระหว่างบุคคล ที่หากจากนายเอ ไปยัง นายบี ที่อยู่อีกประเทศหนึ่งนั้น จะต้องมีตัวกลางเป็นผู้ดำเนินการ ในกรณีนี้ ตัวกลางคือ ธนาคาร การโอนเงินจะต้องเสียค่าธรรมเนียม และต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 วัน แต่หากนำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ จะสามารถโอนเงินจากนาย เอ ไปยังนายบี ได้ทันที โดยไม่ต้องมีตัวกลาง และทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลงกว่าผ่านตัวกลางด้วย   เทคโนโลยี Blockchain จึงเข้ามาแก้ไขใน 3 เรื่องด้านการเงิน คือ 1. ตัดตัวกลางออกจากระบบ 2. ลดค่าธรรมเนียม  3. ลดระยะเวลาให้น้อยลง ​   หลักการทำงานของ Blockchain  การทำงานของเทคโนโลยี Blockchain จะต้องประกอบด้วย การทำงานของ 3 เรื่อง คือ   1. Open ledger Open ledger คือ การบันทึกข้อมูลใน Block ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลในลักษณะ chain ต่อเนื่องกัน โดยใน Block จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลก่อนหน้า ซึ่งข้อมูลทั้งหมดทุกคนในระบบจะเห็นและตรวจสอบได้   ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ​เช่น ในระบบมีคน 4 คน คือ A, B, C, D ซึ่ง A มีเงินในระบบ 100 เหรียญ แล้วโอนเงินให้​ B 50 เหรียญ ระบบจะบันทึกไว้ใน ledger ถ้า B โอนให้ D 30 เหรียญ จะมีการบันทึกข้อมูลนี้ใน ledger และเชื่อมโยงข้อมูลให้รู้ Transaction ก่อนหน้าว่า A โอนเงินให้ B 50 เหรียญด้วย  ถ้า D โอนให้ C 10 เหรียญ ก็จะบันทึกการโอน และเชื่อมโยงข้อมูลก่อนหน้าเช่นกัน  ข้อมูลทุกอย่างจะถูกบันทึกใน ledger และเชื่อมโยงข้อมูลก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง ลักษณะการเชื่อมโยงข้อมูลจะมีลักษณะเป็น chain ต่อเนื่องกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า chain ใน  Blockchain   สิ่งสำคัญของ Open ledger คือ ทุกคน​ในระบบ จะรู้ว่าเงินอยู่ที่ใครบ้างและแต่ละคนมีเงินอยู่เท่าไร ทำให้สามารถตรวจสอบ ​ได้ว่า Transaction ที่เกิดขึ้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่  จากกรณีตัวอย่างดังกล่าว หาก A ต้องการโอนเงิน 80 เหรียญให้ C ทุกคนในระบบจะรู้ทันทีว่า A  มีเงินไม่มากพอ ที่จะโอนได้ เพราะตอนแรก A มีเงิน 100 เหรียญ และโอนให้ B ไปแล้ว 50 เหรียญ ปัจจุบันเอเหลือเงินแค่ 50 เหรียญเท่านั้น Transaction นี้จึงไม่เกิดขึ้นและไม่มีการบันทึกลงใน ledger   2. Decentralized หรือ การกระจายการจัดเก็บข้อมูล จากการที่ระบบ Blockchain ช่วยตัดตัวกลางออกไป ทำให้ไม่มีใครในระบบครอบครอง ledger เพียงคนเดียว แต่ทุกคนในระบบจะครอบครอง ledger ของระบบไว้ เป็นการตัดตัวกลางออกจากระบบ เรียกว่า Decentralized  แต่วิธีการนี้จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ledger ของแต่ละคนถูกต้อง มีการเชื่อมโยงข้อมูลกัน หรือ Synchronize กัน ​อย่างถูกต้อง ต้องมาสู่หลักการทำงานข้อที่ 3   3. Miners หรือการตรวจสอบข้อมูล กรณีตัวอย่าง  A โอนเงินให้ B  100 เหรียญ B โอนให้ D 50 เหรียญ แล้วเกิด B ต้องการสร้าง Transaction ใหม่ ด้วยการโอนเงินไปให้ C 20 เหรียญ B ต้อง broadcast  หรือประกาศให้ทุกคนในระบบทราบว่า B ต้องการเงินโอนเงินให้ C 20 เหรียญ ซึ่งเบื้องต้นข้อมูล Transaction จะยังไม่ถูกบันทึกลงใน ledger ในระบบ เพราะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องก่อน ซึ่งในระบบจะใช้หลักการ miners เข้ามาทำการตรวจสอบความถูกต้อง   โดย miners ที่จะเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction นั้น จะเป็น special node (เครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ) ที่มีการลงทุนในกำลังการประมวลผล เพราะจะต้องแข่งขันกับ node อื่น ๆ ในระบบ โดยทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ   1. การตรวจสอบ (Validate) transection กรณีตัวอย่าง เป็นการตรวจสอบว่า B มีเงินเพียงพอหรือไม่   2. การหา special key หรือ hash code (hash รหัสของข้อมูลประจำแต่ละ block ที่ไม่ซ้ำกับ block อื่น) ที่ทำให้ miners สามารถเชื่อมโยง Transaction ใหม่เข้ากับ Transaction ก่อนหน้าได้ ​การที่ miners จะหาตัว  special key ได้ จะต้องมีการลงทุนในกำลังการประมวลผล อย่างพวกเครื่อง ASIC (Application-specific integrated circuit) หรือการ์ดจอต่าง ๆ และต้องใช้เวลาด้วย เนื่องจากการค้นหา Key เป็นการเดาสุ่มไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอ Key ที่ถูกต้อง โดย miners ที่คนแรกหาเจอ  ก็จะได้​รางวัลไป เช่น ได้รับ Bitcoin เป็นรางวัล​กรณีตัวอย่างดังกล่าวสมมุติ D เป็นคนแรกที่หา key ได้ D จะบันทึก Transaction ใหม่เข้าไปใน ledger  ของ D เอง หลังจากนั้นก็จะทำการประกาศตัว key ที่ได้มา ไปยัง node อื่น ๆ ในเน็ตเวิร์ค เพื่อที่ node อื่น ๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหา key อีกต่อไป โดยสามารถนำ key ที่ได้นี้ไปตรวจสอบและบันทึก Transaction ไปยัง ledger ของแต่ละ node  ได้เลย และแต่ละ node  ก็จะมาหา Transaction ต่อไป เป็นการแข่งกันหา key  เพื่อได้รางวัลหรือ Bitcoin  ในครั้งต่อ ๆ ไป   บทสรุปความเข้าใจของ Blockchain 1. Blockchain ไม่ใช่ Bitcoin หรือ Cyrpto แต่ Blockchain  คือ เทคโนโลยี ส่วน Bitcoin  คือ อินโนเวชั่นที่เกิดจากเทคโนโลยีของ Blockchain   2. สิ่งที่ Blockchain พยายามแก้ไขปัญหา คือ การไม่ต้องพึ่งพิงตัวกลาง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าธรรมเนียม   3. หลักการทำงานของ Blockchain - Open ledger  ใครๆ ก็สามารถตรวจสอบ Transaction ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน - Decentralized การไม่มีใครเป็นศูนย์กลางของระบบ ทำให้ขจัดการพึ่งพิงตัวกลางออกไป - Miners ในระบบ Blockchain จะมีหน้าที่แข่งกันกันตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction ที่เกิดขึ้นระบบ miners จะได้รับรางวัล เช่น Bitcoin เป็นค่าตอบแทนในการนำกำลังเข้ามาช่วยตรวจสอบความถูกต้อง   บทความที่เกี่ยวข้อง ซื้อบ้าน-คอนโด ด้วย Cryptocurrency  
ธุรกิจโรงแรมของ AWC ปรับกลยุทธ์อย่างไร ​ในวันที่โควิดทำรายได้หาย 10,000 ล้าน 

ธุรกิจโรงแรมของ AWC ปรับกลยุทธ์อย่างไร ​ในวันที่โควิดทำรายได้หาย 10,000 ล้าน 

AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  บริษัทภายใต้การบริหารงานของนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ หนึ่งในทายาทของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่มี 3 พอร์ตธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารสำนักงาน และธุรกิจรีเทล  ซึ่งตลอดระยะเวลา​ 2 ปีภายหลังจากนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ที่กระทบธุรกิจอย่างหนัก เพราะต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้ และรายได้หายไปกว่า 10,000 ล้านบาทจากเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้   กลยุทธ์การรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของ AWC คือ การให้ความสำคัญกับการบาลาซ์พอร์ตฟอลิโอ โดยปัจจุบัน AWC มีทรัพย์สินในพอร์ตรวมมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วง IPO ที่มีทรัพย์สินมูลค่า 100,000 ล้านบาท  โดยเป็นพอร์ตโรงแรมถึง 50% ​ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งการสร้างการเติบโต AWC จึงยังต้องมีการลงทุนและการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นางวัลลภา เล่าว่า ต้องปรับตัวมองทุกอย่างในรูปแบบใหม่ บาลานซ์ซับเซ็กเมนต์ การบริหารความเสี่ยง การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งหมด มีการคิดโปรแกรมลดค่าใช้จ่าย หรือสร้างคุณค่าเพิ่ม รวมถึงการมองใหม่และเดินหน้า เราต้องหา New Demand ความต้องการของลูกค้าที่จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ตอบสนองในสิ่งที่​ลูกค้ากำลังมองหาสำหรับการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง AWC วางไว้ 3 แนวทาง คือ ​ ​ 1.ระยะสั้น (Short-term) ขยับหรือปรับเวลาให้ตรงกับดีมานด์ เช่น การเปิดตัวโรงแรมบันยันทรี กระบี่ เดิมจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 แต่เกิดการล็อกดาวน์เลยขยับเวลามาเปิดช่วงปลายไตรมาส 4 แทน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายการเปิดบริการ และยังได้อัตราเข้าพักสูงถึง 80% จากการเดินทางท่องเที่ยวช่วงปลายปีด้วย ส่วนปีนี้เตรียมเปิดโรงแรมคอร์ทยาท บายแมริออท วันที่ 2 พ.ย. 2564 และโรงแรมมีเรีย เชียงใหม่ ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2.ระยะกลาง (Medium-term) พิจารณาโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้มีระยะเวลาการเปิดดำเนินการให้เหมาะสม อาจจะให้ช้ากว่าปกติ เพื่อรอดีมานด์ที่กำลังจะเข้ามาในอนาคต 3.ระยะยาว (Long-term) ยังคงพัฒนาโครงการตามแผนงานที่ได้วางไว้ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพและความแข็งแกร่งด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่มีอยู่มากมาย และสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เมืองไทยยิ่งตอบโจทย์ในด้านความหลากหลาย และตอบโจทย์ New Demand ในกลุ่มที่ต้องการพักอาศัยแบบ Long stay และ Workation เนื่องจากมีโรงแรมคุณภาพไว้บริการมากมาย และมีแพ็กเกจในต้นทุนโดยรวมยังน่าสนใจกว่าหลายเมืองท่องเที่ยงอื่น ๆ ของโลก นอกจากนี้  AWC ยังมีโมเดลธุรกิจที่จับมือกับพันธมิตรระดับโลก Global partner ทำธุรกิจร่วมกัน เนื่องจาก​ AWC มองว่าพันธมิตรเหล่านั้นได้เข้ามาตอบโจทย์ธุรกิจ และสนองตอบความต้องการการของลูกค้าที่เป็น Global demand ได้ จึงได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเชนโรงแรมระดับโลก เป็นท็อปแบรนด์ระดับโลกที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า พัฒนาธุรกิจ หรือการพัฒนา​ Global Destination หรือ Quality Asset ที่ตอบโจทย์นักเดินทางและ Global Demand ได้อย่างเต็มที่   โดย AWC ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์โรงแรมระดับโลก  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม IHG ซึ่งมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่เดอะ วีนแยทท์ คอลเล็คชั่น (Vignette Collection) แบรนด์ใหม่ในฝั่งคอลเล็คชั่น Luxury & Lifestyle ที่เปิดตัวแห่งแรกของโลก, Hilton, Okura, Banyantree, Maria, Marriott, The ritz-carlton residences ซึ่งเป็นแห่งแรกของกรุงเทพฯ   ล่าสุด ยังร่วมมือกับ Nobu Hospitality แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดหรูระดับโลก ที่ก่อตั้งโดยเชฟโนบุ มัตสึฮิสะ, เมียร์ เทเปอร์ และโรเบิร์ต เดอ นิโร ในการร่วมพัฒนาและเปิดตัว Nobu Hotels and Restaurants  ในประเทศไทย โดยในเฟสแรกจะเริ่มด้วยการเปิดร้านอาหาร  Nobu Restaurants แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย บน Rooftop อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์  อาคารสำนักงานมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แนวไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย  ซึ่งตั้งอยู่บนศูนย์กลางธุรกิจชั้นนำของกรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปลายปีนี้ ต่อด้วยการลงทุนสร้างโรงแรม Nobu Hotels อีก 1-2 แห่ง ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า โดยจะเป็นการลงทุนของ AWC ทั้งหมด จับดีมานด์กลับมาเร็วและคุณภาพ แม้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น รัฐบาลเริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ วันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่สถานการณ์ทุกอย่างล้วนไม่มีความแน่นอน สิ่งที่ AWC วางกลยุทธ์รับมือ คือ การมุ่งจับตลาดดีมานด์ที่กลับมาเร็วและดีมานด์คุณภาพ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบน ที่มีกำลังซื้อสูง เพราะภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ยังมีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าตรวจเชื้อโควิด-19 รวมถึงอาจจะต้องกักตัวตามระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากกว่าปกติ ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่น่าจะกลับมาได้ช้าสุด คือ กลุ่มตลาดการประชุมและสัมมนา หรือ MICE เพราะต้องมีการจองล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน ดีลซื้อโรงแรม 200 แห่ง การขยายธุรกิจและสร้างการเติบโต นอกจากการลงทุนและพัฒนาโครงการต่าง ๆ ด้วยตนเองแล้ว AWC ยังมองเรื่องการซื้อกิจการหรือธุรกิจที่สามารถสร้างการเติบโต หรือตอบโจทย์ทางธุรกิจให้กับ AWC ได้ด้วย แม้ว่าปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่สำหรับ AWC แล้วมองว่าในวิกฤติยังมีโอกาส  ในการสร้างโครงการอสังหาฯ รูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการซื้อกิจการโรงแรม ที่ผ่านมามีหลายโรงแรมที่ไม่ดำเนินธุรกิจต่อ ได้เข้ามาเสนอขายให้กับทาง AWC กว่า 200 แห่ง ซึ่งมีเพียงดีลเดียวที่จบลง คือ โครงการที่เมืองพัทยา  ส่วนโครงการอื่น ๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา   โดย AWC ได้​พัฒนาระบบการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ หรือ  “Business Analysis” บนเว็บไซต์ด้วยการนำเอาระบบ AI มาช่วยในการวิเคราะห์โอกาส ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และการจัดประเภทธุรกิจว่าอยู่ในกลุ่มใด สำหรับโครงการที่นำมาเสนอทั้งหมด ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีโครงการที่ตรงกับความต้องการของ AWC หลายคนบอกว่าในสถานการณ์แบบนี้มีโอกาสมาด้วยเสมอ    
10 กลโกงซื้อขายออนไลน์ รู้ก่อนสาย คิดก่อน F

10 กลโกงซื้อขายออนไลน์ รู้ก่อนสาย คิดก่อน F

แม้โลกยุคดิจิทัลจะทำให้ชีวิตคนยุคปัจจุบันสะดวกสบาย จากเครื่องมือและอุปกรณ์ไอทีสารพัด ที่เข้ามาช่วยทุนแรงให้คนไม่ต้องทำงานต่าง ๆ ด้วยตนเอง ประหยัดแรงและเวลา โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย อย่างโทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลทำได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา แถมมือถือยังเป็นตัวช่วยทำให้เราได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลข่าวสาร การเสพความบันเทิง การทำธุรกรรมทางการเงิน เป็นอุปกรณ์ช่วยการทำงาน และอีกหลายเรื่อง แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยเฉพาะหากนำเอาไปใช้ในทางไม่ดี ก็ส่งผลร้ายหรือสร้างความเสียหายได้ อย่างเช่น การนำเอาโทรศัพท์มือถือ มาใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวง หรือการกระทำความผิด อย่างช่วงที่ผ่านมาจะพบว่า บนโลกออนไลน์มีข่าวเกี่ยวกับการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะการค้าขายออนไลน์ เพราะมิจฉาชีพรู้ว่าพฤติกรรมของคนยุคปัจจุบัน นิยมซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์กันมากขึ้น จึงอาศัยช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลอกหลวงและหากินบนความทุกข์ของผู้อื่น   มีข้อมูลจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ (1212 Online Complaint Center หรือ 1212 OCC) ภายใต้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ Electronic Transactions Development Agency (ETDA) (เอ็ตด้า)​ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า  ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2564 มีผู้ร้องเรียนเฉพาะเรื่องซื้อขายออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 2,221 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่เฉลี่ย 1,718 ครั้งต่อเดือน และยังนับเป็นสถิติเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด นับตั้งแต่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนไทยหันมาจับจ่ายผ่านออนไลน์สูงขึ้น ขณะเดียวกันร้านค้าต่าง ๆ ก็หันมาเปิดขายบนออนไลน์เช่นกัน 10 กลโลกซื้อขายออนไลน์ สำหรับกลโกลในโลกออนไลน์ ที่พบมาก และแนวทางในการรับมือกับกลโลกออนไลน์เหล่านั้น ที่อยากจะเตือนเพื่อไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป ได้แก่ ​ ​กลโกง 1 –  “หลอกโอนเงิน” ชวดหนี ไม่มีสินค้าส่งจริง จากกระแสข่าวแก๊งแม่ค้าวัยทีน #phonebymint หลอกขายมือถือทางออนไลน์ โพสต์ภาพมือถือสวย ๆ ขายบนอินสตาแกรม โดยตั้งราคาถูก พร้อมสร้างข้อมูลรีวิวจากผู้ใช้งานเสมือนจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้เด็กนักเรียนวัย 14 ปี หลงกลโอนเงินสั่งซื้อสินค้า เพราะหวังใช้มือถือเรียนออนไลน์ สุดท้ายเด็กพบว่าโดนหลอกเพราะแม่ค้าไม่ส่งสินค้าตามที่แจ้ง พร้อมกับติดต่อไม่ได้ ส่งผลให้เด็กเครียดเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิต ก่อนจะพบว่ามีผู้เสียหายจากแม่ค้าดังกล่าวปรากฏเพิ่มขึ้นนับร้อยราย ซึ่งจากสถิติร้องเรียนมายังศูนย์ฯ 1212 เอง ปัญหาการสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้าก็มาเป็นอันดับ 1 ถึง  45% ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการตั้งราคาที่ถูกเกินจริง โดยเช็กข้อมูลชื่อผู้ขาย เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคารของผู้ขายจากเว็บไซต์ https://www.blacklistseller.com ว่าอยู่ในบัญชีดำคนโกงหรือไม่ รวมถึงลองนำชื่อร้านไปค้นหาบนแพลตฟอร์ม e-Commerce เช่น ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) ด้วย กลโกง 2 – อ้าวเฮ้ย! “สินค้าไม่ตรงปก” จกตาเกินโฆษณา จริงอยู่ว่า ขาชอปปิ้งหลายคนอาจเคยเกิดอาการเบลอ อ่านรายละเอียดก่อนสั่งซื้อสินค้าไม่ครบถ้วน เช่น ตั้งใจซื้อหม้อหุงข้าวหม้อใหญ่มาปรุงอาหาร แต่กลับได้หม้อหุงข้าวไซส์จิ๋ว ฉบับของเล่นมาแทน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อ่านรายละเอียดครบถ้วนและเป็นอย่างดีทั้งรูปภาพและข้อความ  กลับพบเรื่องชวนปวดหัว เพราะสินค้าที่ส่งมาไม่ตรงปก ผิดสี ผิดขนาด ไม่ได้อย่างที่ตกลงกัน รวมถึงติดต่อร้านเพื่อแจ้งเปลี่ยนก็ทำไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้ศูนย์ฯ 1212 พบการร้องเรียนถึง 29% ในระยะ 8 เดือนแรกของปี 2564 อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับสินค้า แนะนำให้ถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับร้องเรียนได้ กลโกง 3 – “จ่ายซื้อแบรนด์เนมแท้ แต่ได้ของปลอม” เอาปากกามาวงได้ทุกตรง จากเป็นผู้พิทักษ์การใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ ชอบอุดหนุนสินค้าแบรนด์เนมแท้อยู่ดี ๆ ก็อาจพลาดท่าเสียทีให้กับแม่ค้าหัวใสบนโลกออนไลน์ได้ โดยมักจะโพสต์รูปสินค้าแบรนด์เนมแท้ขายบนช่องทางออนไลน์ หลอกให้ลูกค้าหลงกล มั่นใจว่า ฉันซื้อของแท้จริง ๆ แต่สุดท้ายกลับได้สินค้าผิดกฎหมาย หรือสินค้าปลอมมาส่งที่บ้าน ดังนั้นแนะนำให้พิจารณาข้อมูลร้านค้าอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบรหัสสินค้า ใบรับประกันสินค้า ตรวจสอบบัญชีธนาคารก่อนโอน หรือติดต่อซื้อขายที่ร้านค้าทางการ (Official) ดีกว่า กลโกง 4 -  “กลโกงนักรับหิ้วของ” พาเงินปลิว ไม่กลับมา การรับหิ้วของ หรือการมองหาคนมารับหิ้ว โดยยอมเสียเงินจ้างเพิ่มเล็กน้อยทดแทนการเสียค่ารถออกจากบ้านและความเสี่ยงเข้าไปในย่านชุมชนในยุคโควิด-19 ต้องระวัง ซึ่งก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ นี้ขึ้นมา แต่ทั้งนี้เราจะเชื่อใจผู้มาสวมบทรับหิ้วได้อย่างไร ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติผู้รับหิ้วให้ดี เลี่ยงการจ้างวานผู้ที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวมารับหิ้วให้ หรือสั่งจากร้านโดยตรงจะดีกว่า กลโกง 5 – เมื่อเหล่าคนโกง มาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน หลอกให้ “เซ็นรับพัสดุผิดกฎหมาย” บางครั้งเหล่ามิจฉาชีพก็มากันเป็นทีม และใช้ความฮิตเรื่องการซื้อของออนไลน์ที่กลายเป็นวิถีปกติของคนยุคโควิด-19 ไปเสียแล้ว มาลวงเหยื่อถึงหน้าบ้าน ล่าสุดทางไปรษณีย์ไทย ออกจดหมายแจ้งเตือน ระวังมิจฉาชีพตีเนียนเป็นผู้คนส่งของ หลอกให้เซ็นรับพัสดุที่อาจเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย พร้อมจัดฉากเป็นตำรวจปลอมเข้าตรวจ ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แนะให้ตั้งสติก่อน แล้วตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่ได้สั่งของ และห้ามรับสิ่งของที่ไม่ได้สั่งเด็ดขาด กลโกง 6 –  “ได้รับของชำรุด เสียหาย” ฟื้นใจไม่ให้สลายอย่างไร การซื้อสินค้าออนไลน์อาจถือเป็นความเสี่ยง หากเราไม่ได้ป้องกันความเสี่ยง เช่น สินค้าที่ได้รับชำรุด เสียหาย สาเหตุมาจากต้นทางคือร้านค้า หรือระหว่างทางจากระบบการขนส่ง ดังนั้น แนะนำให้ตรวจสอบกับทางร้านค้าก่อนเป็นอันดับแรก อาจจะให้ร้านค้าช่วยถ่ายรูปส่งมาให้ดู เช็กประวัติการเดินทางของสินค้า เช่น กรณีถ้าเราซื้อผลไม้สด ขนมหวานหรือขนมไทยทางออนไลน์ ถ้าสั่งซื้อวันที่ 1 และได้รับของในวันที่ 2 หรือ 3 สินค้าก็ไม่ควรอยู่ในสภาพที่เน่าเละ หรือบูด นอกเสียจากว่าจะเจอร้านค้าหลอกขายสินค้าหมดอายุหรือไร้คุณภาพให้เรา ถ้าเป็นสินค้าเสี่ยงต่อการแตกหัก ทางร้านค้ามีการรับประกันความเสียหายแค่ไหน อย่างไร รวมทั้งเสิร์ชหาข้อมูลการรีวิวการขนส่งสินค้าของร้าน ตลอดจนเช็กบริษัทขนส่งว่ามีการรับประกันความเสียหายหรือไม่ เพื่อเสริมความมั่นใจก่อนซื้อ กลโกง 7 –  “หลอกซื้อลอตเตอรีออนไลน์” เสี่ยงดวงรวยแล้ว ยังเสี่ยงเจอคนโกงอีกเหรอ ยึดคติ  "ชีวิตยังมีความหวังเสมอ" สำหรับเหล่าผู้ชื่นชอบการซื้อลอตเตอรีเสี่ยงดวง ซึ่งปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มซื้อขายลอตเตอรีออนไลน์ถูกกฎหมาย เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการไปค้นหาสลากที่มีเลขตรงใจนอกบ้าน แต่การเสี่ยงดวงให้รวย ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะปะทะกับคนโกงที่มาในรูปแบบตัวแทนขายโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ซึ่งในกรณีถ้าเราถูกลอตเตอรีออนไลน์ ตัวแทนจะเป็นผู้ติดต่อบริษัทซื้อขายใหญ่ เพื่อแจ้งข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัญชีธนาคาร เพื่อให้บริษัทจัดการโอนเงินเข้าบัญชีให้ แต่ก็อาจเจอตัวแทนโกง ใส่เลขที่บัญชีตนเองแล้วเชิดเงินเราหนีได้เช่นกัน ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลตัวแทนที่เชื่อถือได้จริง แหล่งซื้อขายลอตเตอรีออนไลน์ รวมถึงตรวจเช็กเลขบนลอตเตอรีให้ถี่ถ้วน กลโกง 8 –  “โพรไฟล์หลอกเช่าพระบูชา” กลโกงร่างอวตาร การเช่าซื้อพระบูชา เสริมโชคลาภ เรียกทรัพย์ เป็นมงคลให้ชีวิต ก็ยังเป็นเรื่องราวที่อยู่คู่คนไทยมาเสมอ ซึ่งในวงการคนชอบพระ ก็พบกับปัญหาโดนหลอกลวงจากการซื้อขายออนไลน์เช่นกัน เช่น โอนเงินเร็วแล้วร้านค้าหนีหาย มิจฉาชีพใช้รูปโพรไฟล์ปลอมมาหลอกให้ซื้อ โอนเงินแล้วชิ่งหนีพร้อมเปลี่ยนรูปโพรไฟล์ใหม่หลอกคนไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ แนะนำให้ตรวจเช็กชื่อผู้ขาย เบอร์โทรศัพท์ และเลขที่บัญชีธนาคารให้ดี เพราะแม้มิจฉาชีพจะเปลี่ยนรูปโพรไฟล์บ่อยครั้ง แต่ก็มักใช้เลขที่บัญชีธนาคารเดิม รวมถึงระหว่างซื้อขายในยุคดิจิทัลแบบนี้ ต้องใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์โดยขอวิดีโอคอลล์กับคนขายเพื่อดูพระให้ได้ เพราะบางรายก็พบว่าไม่มีพระอย่างที่โพสต์ หากเจอผู้ขายที่เกิดอาการบ่ายเบี่ยง บอกว่าตอนนี้พระไม่ได้อยู่กับตนเอง คาดการณ์ได้เลยว่า เราอาจกำลังจะโดนโกง กลโกง 9 –  “ตุ๋นขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์” กว่าจะได้สินค้าก็สายเสียแล้ว  #สภาพ การซื้อขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ หรือราคาสูง เช่น ผ่อนโทรศัพท์มือถือ ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่อนเครื่องเพชรหรือทอง ผ่านบัตรเครดิต ก็ยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้ซื้อสินค้าที่อาจต้องการรัดเข็มขัด ประหยัดเงิน หรือมีค่าใช้จ่ายเยอะในช่วงนั้น ๆ รวมถึงร้านค้าก็สามารถเพิ่มยอดขายได้เร็ว แต่ส่วนใหญ่จะต้องผ่อนให้ครบงวดแล้วร้านค้าจะดำเนินการจัดส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อ ซึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะไม่โดนเชิดเงิน ชวดได้รับสินค้า หรือร้านนำสินค้าที่เราผ่อนไปขายต่อ ซึ่งกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยเช่นกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์ จึงควรพิจารณาเอกสารสัญญาซื้อขายที่แจ้งรายละเอียดชัดเจน หรือถ้าซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ควรเลือกร้านที่เป็นทางการ (Official) ดูรีวิวผู้ซื้อต่าง ๆ พร้อมตรวจสอบข้อมูลร้านและบัญชีผู้ขายอย่างรอบคอบ กลโกง 10 – “คนรักต้นไม้ร้องไห้” หลอกขายไม่ตรงรูป ล่าสุด วงการต้นไม้ที่กำลังร้อนแรง โดยเฉพาะไม้มงคลและไม้ประดับภายในบ้านในยุค Work From Home ซึ่งถือเป็นวงการที่เข้าแล้วออกยากวงการหนึ่ง ต้นไม้บางสายพันธุ์ที่หายากก็มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท บางคนแค่ซื้อมาประดับบ้านเพื่อความสวยงาม บางคนซื้อมาเสริมมงคลชีวิต บางคนก็ซื้อมาเสริมธุรกิจให้ปัง แต่การโกงผ่านการซื้อขายออนไลน์ในวงการนี้ก็มีเช่นกัน ถ้าเราซื้อต้นไม้ราคาถูก แนะนำให้ซื้อขายแบบนัดรับกับทางร้านจะดีกว่า และเลี่ยงการโอนเงินมัดจำก่อน ขณะเดียวกันไม่ว่าจะซื้อต้นไม้ราคาถูกหรือราคาแพง สิ่งที่แนะนำคือควรเลือกร้านขายที่โพสต์รูปต้นไม้พร้อมมีป้ายระบุชื่อต้นไม้ หรือร้านที่เจ้าของร้านถ่ายภาพคู่ต้นไม้ จะเป็นการช่วยยืนยันเบื้องต้นได้ว่า ร้านและเจ้าของร้านนี้มีอยู่จริง รวมถึงสามารถเสิร์ชค้นหาข้อมูลร้านหรือโพสต์ถามเพจกลุ่มซื้อขายต้นไม้เพื่อย้ำเครดิตของร้านว่าเชื่อถือได้หรือไม่ ในส่วนการพิจารณาขนาดความสูงต้นไม้นั้น อาจให้ทางร้านช่วยถ่ายรูปต้นไม้โดยวางไว้ข้างๆ ขวดน้ำ หรือขอวิดีโอคอลล์เพื่อตรวจสอบต้นไม้และให้ได้รับสินค้าตรงปก และก่อนโอนชำระเงินแนะให้เจ้าของร้านถ่ายรูปคู่กับต้นไม้ โดยถือบัตรประชาชนหรือกระดาษที่เขียนเลขที่บัญชีธนาคารมาให้ดูอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกง   อย่างไรก็ตาม หากเราตกเป็นเหยื่อไปแล้วสามารถร้องเรียนและปรึกษาปัญหาได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ (1212 Online Complaint Center)  หรือ 1212 OCC  โดย เอ็ตด้า ที่มีบริการรับเรื่องตลอด  24 ชั่วโมง เพื่อให้คำแนะนำและประสานความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด   นอกจากนี้ ศูนย์ฯ 1212 ยังยินดีรับเรื่องร้องเรียนออนไลน์อื่น ๆ เช่น ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ภัยคุกคามไซเบอร์ (โดนแฮก โดนเจาะระบบ) ข้อสงสัยด้านกฎหมายไอซีที นับเป็นอีกภารกิจสำคัญของ ETDA ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาธุรกรรมออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ ให้เดินหน้าเติบโตอย่างน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน มั่นคงปลอดภัย อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคนดิจิทัล สร้างกลไกกำกับดูแลธุรกิจและบริการด้านดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานและกฎหมาย เฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์ และแก้ปัญหาให้ผู้ได้รับผลกระทบผ่านศูนย์ฯ 1212       
4 แอปสั่งอาหาร อิ่มแบบจุกๆ ส่งฟรี มีโปรฯ แถมสิทธิ์คนละครึ่ง

4 แอปสั่งอาหาร อิ่มแบบจุกๆ ส่งฟรี มีโปรฯ แถมสิทธิ์คนละครึ่ง

ผละกระทบอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา ต่อพฤติกรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเรา ​คือ การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์  ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ สินค้าทั่วไป หรือแม้แต่ต้นไม้ ดอกไม้ ก็สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์กันแทบทั้งนั้น  เพราะเราถูกจำกัดทั้งเรื่องของการเดินทาง และร้านค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็ปิดให้บริการ โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ไม่สามารถนั่งกินในร้านได้  ต้องสั่งซื้อกลับไปกินที่บ้านเท่านั้น ตลาดอีคอมเมิร์ซช่วงภาวะโควิด-19 จึงเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะกับตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่  (Food Delivery) ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากยูโร มอนิเตอร์ ประเมินว่าปีนี้ตลาดฟู้ดเดลิเวรี่จะมีมูลค่าประมาณ 74,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 68,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบ้านเรามีผู้ให้บริการ แอปพลิเคชันฟูเดลิเวอรี่รายใหญ่อยู่  4  ราย ​​ได้แก่ ไลน์แมน แกร๊บฟู้ด ฟู้ดแพนด้า และโรบินฮู้ด ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค มีการสั่งอาหารและเครื่องดื่มมากินจำนวนหลายหมื่นออร์เดอร์ต่อวัน   เมื่อตลาดมีขนาดใหญ่ ผู้ให้บริการจึงทำการตลาด และการส่งเสริมการขาย เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งและสร้างยอดขายมาเป็นของตัวเอง สิ่งที่ผู้ให้บริการแต่ละราย เลือกมาใช้ในการทำตลาด และดึงดูดใจลูกค้านั้น หลัก ๆ แล้วคงเป็นเรื่องของจำนวนร้านค้าที่มีให้บริการจำนวนมาก เป็นร้านอร่อยร้านดังในแต่ละประเภท การคิดค่าบริการจัดส่งในราคาที่เหมาะสม ความรวดเร็วในการจัดส่ง และการบริการ  รวมถึงการจัดแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจให้ลูกค้ามาใช้บริการได้ง่ายขึ้นด้วย   จากคีย์หลักดังกล่าวในการทำตลาด ทำให้บรรดาผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ พยายามเพิ่มจำนวนร้านค้าให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตนเองให้ได้มากที่สุด พร้อมกับการดึงดูดใจให้มีคนสนใจมาสมัครเป็นไรเดอร์  เพื่อทำหน้าที่จัดส่งสินค้ามากที่สุดเช่นกัน ส่วนในเรื่องค่าบริการและโปรโมชั่นแน่นอนต้องมีอยู่แล้ว โดยจะไปร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มเอง  บัตรเครดิต ค่ายโทรศัพท์มือถือ หรือแบรนด์สินค้าต่าง ๆ เพื่อมอบส่วนลด ให้ราคาพิเศษ รวมถึงแคมเปญการตลาดสารพัด ส่วนค่ายไหนตอนนี้มีแคมเปญการตลาดอะไรที่น่าสนใจบ้าง วันนี้เราได้รวบรวมมาให้ได้เป็นแนวทางเพื่ออาหารอร่อยมื้อต่อไป  จะได้สั่งมากินแก้ความหิวและเติมความอร่อยของแต่ละมื้อกัน แคมเปญคนละครึ่ง “ลุง” ช่วยจ่าย ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ใครที่ได้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง คงได้มีการใช้สิทธิ์ที่ได้สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าร่วมโครงการนี้ คือ แกร๊บ ฟู้ด และไลน์แมน  ที่มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 47,000 ร้านค้า โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลัง รายงานว่า เฉพาะวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประชาชนใช้จ่าย​คนละครึ่งผ่านแอปพลิเคชัน ​ฟู้ดดีลิเวอรีจำนวน 80,852 คน วงเงินถึง 11.67 ล้านบาท​   ในส่วนของไลน์แมน มี​ร้านอาหารเข้าร่วมกว่า 40,000 ร้าน ครอบคลุม 68 จังหวัด ​ ซึ่งมีการให้ส่วนลดอาหารถึง ​ 60% หรือส่งฟรี 5 กม. เมื่อใส่โค้ดส่วนลด​ สำหรับลูกค้าใหม่ ส่งฟรี 10 กม. เมื่อใส่โค้ดส่วนลด​ นอกจากนี้ยังให้​ส่วนลดรวม 100 บาท เมื่อใช้สิทธิ์คนละครึ่งขั้นต่ำ 150 บาท ครบ 5 ครั้ง รับส่วนลด 30 บาท และเมื่อครบ 10 ครั้ง รับเพิ่ม 70 บาท  ลูกค้าจะได้รับโค้ดส่วนลดภายใน 10 วันหลังใช้สิทธิ์ครบตามจำนวนที่กำหนดผ่านทางกล่องข้อความในแอป ระยะเวลาโปรโมชั่น​​​ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 64 - 31 ธ.ค. 64   ส่วนแกร๊บฟู้ด ร่วมแคมเปญโครงการคนละครึ่ง ด้วยการให้ลูกค้า ส่งฟรี 99 ครั้ง  เมื่อสั่งอาหารร้านโครงการรัฐ เริ่มตั้งแต่ออเดอร์ถัดไป ส่งฟรีลดสูงสุด 15 บาท/ครั้งด้วย ซึ่งแกร๊บ ยังร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ของรัฐบาลอีกโครงการด้วย   จ่ายด้วยบัตรเครดิตได้ส่วนลดพิเศษ  การชำระสินค้าด้วยบัตรเครดิต ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ที่สำคัญในยุคโควิด-19 ได้มีการรณรงค์ให้ลดการสัมผัสกับสิ่งของให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  บัตรเครดิต บัตรเดบิต  จึงได้เข้าร่วมกับแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ เพื่อทำการตลาดด้วย ซึ่งแต่ละค่ายก็จะมีโปรโมชั่นแตกต่างกันไป อาทิ   แกร๊บ ฟู้ด ได้ร่วมกับบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน  ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 100 บาท สำหรับลูกค้าใหม่ ส่วนลูกค้าปัจจุบันให้ส่วนลด 50 บาท เมื่อสั่งขั้นต่ำ 300 บาท ระยะเวลาจนถึงสิ้นปี   ฟู้ดแพนด้า  ร่วมกับบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน ให้ส่วนลดลูกค้าใหม่ 100 บาท ลูกค้าปัจจุบันให้ส่วนลด 60 บาท และร่วมกับบัตร Planet SCB ลด 60 บาทเมื่อสั่งอาหารครบ 250 บาท   ไลน์แมน ร่วมกับบัตรเครดิตวีซ่า ทีทีบี ให้ส่วนลด 50 บาท สำหรับลูกค้าทั่วไป และส่วนลด 80 บาท เมื่อใช้จ่ายบัตรครั้งแรก โดยใช้จ่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป   โรบินฮู้ด ร่วมกับวีซ่า ให้ส่วนลด 50 บาท เมื่อลูกค้าสั่งอาหารครบ 300 บาท และจ่ายด้วยบัตรวีซ่า บัตรเดบิต บัตรพรีเพดวีซ่าครั้งแรก ใช้พอยท์ค่ายมือถือแลกส่วนลด​ นอกจากบัตรเครดิตจะมอบส่วนลดให้กับลูกค้า ผ่านแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ค่ายต่าง ๆ แล้ว ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ก็เข้าร่วมการทำตลาดกับส่วนลดต่าง ๆ ทั้งจากคะแนนที่ได้รับ หรือการเป็นลูกค้าของค่ายมือถือ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงการมีพริวิเลจจากการเป็นลูกค้า ซึ่งแต่ละค่ายมือถือก็มีลูกเล่นแตกต่างกันไป อาทิ ​   ลูกค้า AIS  เพียงใช้พอยท์แลกรับส่วนลดจากไลน์แมน เช่น 59 คะแนนแลกรับส่วนลด 30 บาท 99 คะแนนแลกรับส่วนลด 50 บาท ยิ่งเป็นลูกค้าเซเรเนด จะรับเพิ่มเป็น 40 บาท และ 60 บาทตามลำดับ และยังมี​โปรโมชั่น  เสียค่าส่ง 0 บาท จำกัดขั้นต่ำการสั่งซื้อ 150 บาท เพียงกดรับสิทธิ์ผ่าน myAIS แคมเปญส่วนลดตามเทศกาล เมื่อถึงช่วงเทศกาลพิเศษ นักการตลาดก็ต้องหยิบเอาช่วงเวลาพิเศษมาทำโปรโมชั่น เพื่อสร้างยอดขายและรายได้ อย่างเดือนตุลาคมก็มี 2 เทศกาลสำคัญที่นักการตลาด เอามาทำโปรโมชั่น ได้แก่ เทศกาล​ถือศีลกินเจ  ที่ปีนี้ตรงกับวันที่  5-14 ตุลาคม อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกนำมาทำแคมเปญการตลาด คือ วันที่ 10 เดือน 10 หรือ แคมเปญ 10.10   ไลน์แมน จัดแคมเปญเทศกาลเจ ​ “อิ่มบุญอิ่มใจ” มีเมนูจากร้านดังลดสูงสุด 50% และโค้ดส่วนลดต่าง ๆ  และแคมเปญค่าส่ง 0 บาท เมื่อสั่งกับร้านค้าที่ร่วมรายการและอยู่ในระยะทางที่กำหนด และส่วนลด 30 บาท เมื่อสั่งอาหารจากร้านที่ร่วมรายการขั้นต่ำ 150 บาทระยะเวลาโปรโมชัน 1 - 15 ต.ค. 2564  จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์   โรบินฮู้ดจัดเทศกาล อิ่มบุญ อิ่มใจ กินเจได้ แบบไม่จำเจ ที่ร่วมกับร้านอาหารและเครื่องดื่มใน​​ไอคอนสยาม  เสิร์ฟเมนูเจตลอดเทศกาล โดยเมื่อสั่งครบ ​ 500.- รับคืนสุดสูงสุดรวม 250.- ระหว่างวันที่ 5 ต.ค. 64 - 14 ต.ค. 64 และมีการจัดเทศการเจ J Festival ที่ได้รวบรวมเมนูเจ มากว่า 100 ร้านค้ามาให้เลือก มีทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ รวมถึงร้านขนมแบบเจ ​   สำหรับโปร 10.10  ฟู้ดแพนด้า จัดแคมเปญ “10.10มหาส่วนลด” ให้ส่วนลดสูงสุด 60% กับร้านค้าต่าง ๆ และถ้าใส่โค้ดส่วนลดเพิ่มถึง 1,010 บาทด้วย   ส่วนโปรโรบินฮู้ด จัดแคมเปญอร่อยเต็ม 100 กับเครือ CRG ลดมากกว่า 20% อิ่มฟินคุ้มได้ทั้งวันตั้งแต่วันนี้ - 31 ต.ค.​นี้​ สินค้าเอ็คคลูซีฟที่นี่ที่เดียว อีกหนึ่งกลยุทธ์ ที่แอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ ต้องมี คือ การจัดหาร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเมนูอาหาร ที่มีให้บริการสั่งได้เฉพาะแอปของตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างแอปตนเองกับคู่แข่งที่มีอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าสมรภูมิการแข่งขันธุรกิจนี้รุนแรงไม่น้อย รูปแบบแคมเปญที่จัดขึ้นในช่วงนี้ อาทิ   โรบินฮู้ด ร่วมกับไอศกรีม สเวนเซ่น ลด   50% ไอศกรีม  3 มินิควอท รสชาติใดก็ได้ ลดราคาเหลือเพียง 329 บาท จากปกติ 657 บาท และร่วมกับร้าน Tim Hortons จำหน่าย Birthday Cake Timbits 10 ชิ้น จากปกติราคา 150 ลดเหลือเพียง 75 บาท ตั้งวันนี้ - 31 ต.ค.​นี้ ฟู้ดแพนด้า  เมนูพิเศษเฉพาะของมิสเตอร์ โดนัท ​ Animal BFF แก๊งเพื่อนซี้สุดคิวท์ จำหน่าย 6 ชิ้น ราคา 159 บาท จากปกติ 179 บาท พร้อมส่วนลดเพิ่ม บาท 50 เมื่อใส่โค้ดส่วนลด   กลยุทธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ ต่างต้องมีให้บริการกับลูกค้า เพื่อสร้างจุดน่าสนใจและกระตุ้นให้เกิดการซื้อ ซึ่งนอกเหนือจากแคมเปญและโปรโมชั่นเหล่านี้แล้ว แคมเปญพื้นฐานแบบการให้ส่วนลดต่าง ๆ การซื้อ 1แถม 1 หรือจัดแบบเซ็ทราคาถูก ก็มีให้เห็นเต็มหน้าแอปพลิเคชั่น ฟู้ดเดลิเวอรี่ แล้วแต่ว่าค่ายไหนจะเอาอะไรมาเล่น ส่วนลูกค้าจะเลือกใช้บริการของค่ายไหน ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคงต้องได้รับความพึงพอใจในการบริการ โดยเฉพาะส่งแล้วได้สินค้ารวดเร็ว เพราะคนสั่งอาหารมักจะหิวและต้องการกินโดยเร็ว ถ้ามาช้าก็อาจจะโมโหหิวได้ ที่สำคัญสินค้าถ้ามาส่งแล้วปริมาณน้อย ความอร่อยไม่มี หน้าตาสินค้าไม่ตรงปก ก็อาจจะมีผลต่อการใช้บริการครั้งต่อไปได้เช่นกัน