Tag : Products

96 ผลลัพธ์
Zara Home เปิดตัวช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งแรกในไทย  เอาใจคนชอบการแต่งบ้านช่วง WORK FROM HOME

Zara Home เปิดตัวช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งแรกในไทย เอาใจคนชอบการแต่งบ้านช่วง WORK FROM HOME

ถ้าใครที่ชื่นชอบแฟชั่น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มฟาสต์แฟชั่น  ต้องรู้จักแบนด์ซาร่า (Zara) จากประเทศสเปน ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งแบรนด์ซาร่า ถือเป็นในสินค้าแฟชั่นของ Inditex Group ที่ยังมีแบรนด์สินค้าแฟชั่นอื่น ๆ อีกหลายแบรนด์ อาทิ PULL&BEAR, Massimo Dutti และ Bershka เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เป็นสินค้าแฟชั่นประเภทเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย แต่ภายใต้ Inditex Group ไม่ได้มีเฉพาะแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเท่านั้น ยังมีสินค้าประเภทของแต่งบ้านต่าง ๆ​ อุปกรณ์บนโต๊ะ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กและขนาดกลาง และอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ใช้ในบ้านหรือสำนักงาน ภายใต้แบรนด์ ซาร่า โฮม (Zara Home) ซึ่งเริ่มก่อตั้งแบรนด์ในปี 2003 ปัจจุบัน Zara Home ดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้ง 4 ทวีป ใน 71 ประเทศ มีร้านค้ามากกว่า 533 สาขาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งได้เข้ามาเปิดสาขาแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2556   ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งมีผลการใช้ชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบัน และยิ่งปัจจุบันโลกมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้คนอยู่บ้านมากขึ้น จึงทำให้การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันไปแล้ว แบรนด์ซาร่า โฮม จึงวางแผนเปิดตัวร้านค้าออนไลน์ zarahome.com/th อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตั้งแต่ 11 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป ซึ่งในต่างประเทศแบรนด์ซาร่า โฮมได้เริ่มให้บริการแบบออนไลน์ บนเว็บไซต์มาแล้วตั้งแต่ปี  2562 โดย zarahome.com/th จะให้บริการสินค้าหลากหลายที่ครอบคลุมทุกความต้องการภายในบ้าน ทั้งสิ่งทอสำหรับใช้ในห้องนอน ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ชุดอุปกรณ์ช้อนส้อมมีด และแอคเซสซอรีสำหรับตกแต่งบ้านอื่น ๆ รวมถึงชุดอยู่บ้านและชุดนอน และไอเทมส์สำหรับมอบเป็นของขวัญให้คนพิเศษ  เพื่อให้ผู้ชื่นชอบการตกแต่งบ้านได้สนุกไปกับการช้อปปิ้งอย่างปลอดภัยไร้กังวลในช่วง Work From Home และเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม  นอกจากการช้อปปิ้งผ่านเว็บไซต์แล้ว แบรนด์ซาร่า โฮม ยังสามารถช้อปผ่านแอปพลิเคชันได้ ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android อีกด้วย   ​  
นิปปอนเพนต์  ออกสีใหม่ “เวเธอร์บอนด์”  สู้ตลาด 2 หมื่นล้านหดตัว 15%

นิปปอนเพนต์ ออกสีใหม่ “เวเธอร์บอนด์” สู้ตลาด 2 หมื่นล้านหดตัว 15%

นิปปอนเพนต์ แก้โจทย์ตลาดสีหดตัว 15% หลังโดนผลกระทบจากโควิด-19 เดินหน้าตอบสนองความต้องการของลูกค้า ออกสีตัวใหม่ “เวเธอร์บอนด์” รับตลาดไตรมาสแรกยังติดลบต่อเนื่อง 5-7% พร้อมเดินหน้าใช้งบ 5% ทำตลาดสร้างแบรนด์   นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์  เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาธุรกิจสีทาบ้านและสีทาอาคารติดลบไป 15% จากปกติแต่ละปีจะมีมูลค่าตลาดรวมต่อปีประมาณ 22,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ซึ่งมีการปิดประเทศ การล็อกดาวน์ที่มีการปิดห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่าง ๆ  ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง  ความต้องการใช้สีจึงลดลงตามไปด้วย   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปี 2564 จะเริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มกลับมารุนแรงเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง ทำให้ในไตรมาสแรกของปีนี้ จึงคาดว่าตลาดสียังปรับตัวลดลง แต่ไม่รุนแรงเท่ากับช่วงปีที่ผ่านมา คาดว่าภาพรวมธุรกิจสีทาบ้านและสีทาอาคารจะลดลงประมาณ ​ 5-7% เพราะยังมีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วย อาทิ รวมทั้งแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เชื่อว่าจะช่วยให้การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักและทำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมมีการขับเคลื่อนมากขึ้น เชื่อมั่นว่าในครึ่งปีหลังภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้น หลังการฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปัจจุบันตลาด​สีน้ำทาบ้านและอาคาร แบ่งออกเป็นตลาดสีทาบ้านระดับบน (Premium) 3,000-4,000 ล้านบาท  ระดับปานกลาง (Medium) 4,000-5,000 ล้านบาท และระดับประหยัด (Economy) 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าในภาพรวมตลาดสีจะไม่เติบโต แต่ตลาดสีทาบ้านระดับบนมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่เลือกใช้สีที่มีคุณภาพและมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น  จึงถือเป็นตลาดสีที่ยังมีโอกาสในการขยายตลาดได้อีกมาก   นายวัชระ กล่าวอีกว่า  ล่าสุด บริษัทฯ จึงเปิดตัว “นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์” (Nippon Paint Weatherbond) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะตลาดกลุ่มบนที่ลูกค้ามีความต้องการใช้สีซึ่งมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย  ซึ่งสีดังกล่าวเป็นสีทาภายนอก เกรดอัลตร้าพรีเมียม ที่พัฒนาและปรับสูตรใหม่ขึ้นด้วย NIPPON CROSS-LINK TECHNOLOGY เทคโนโลยีสีครบ จบ ทน เพื่อตอบโจทย์เรื่องความครบของฟีเจอร์ที่จำเป็นต่อการใช้งาน  โดยอาศัยจุดแข็งของนิปปอนเพนต์ที่เป็น Global Business Network มีเครือข่ายทั่วโลก มีทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของนิปปอนเพนต์ สีนิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ ทาครั้งเดียวทนทาน  15 ปี ทำให้มีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสีทั่วไป ที่อาจต้องทาใหม่ทุก ๆ 2-3 ปี ด้านนายณรงค์ฤทธิ์ มาลัยนวล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด  กล่าวเพิ่มเติมว่า  ได้ใช้งบการตลาดราว 5% ของยอดขาย ในการสร้างแบรนด์และการรับรู้ของแคมเปญโฆษณาสีนิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ ผ่านช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “ครบที่รุ่นนี้ สีเวเธอร์บอนด์”  โดยแคมเปญสีนิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ เน้นที่สื่อออนไลน์เป็นหลัก และขยายการรับรู้ให้เข้าถึงผู้บริโภค ผ่านสื่อ Out of Home ไม่ว่าจะเป็น Digital Billboard ตามจุดสำคัญต่าง ๆ รอบกรุงเทพฯ แหล่งชุมชน  เป็นต้น รวมถึงการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายต่าง ๆ    
อิเกีย บางใหญ่  เปิด  “IKEA PLANNING STUDIO”  แห่งแรกของโลกเพื่องานออกแบบหอ้ง

อิเกีย บางใหญ่ เปิด  “IKEA PLANNING STUDIO” แห่งแรกของโลกเพื่องานออกแบบหอ้ง

อิเกีย เปิด  “IKEA PLANNING STUDIO”  ให้บริการด้านงานออกแบบแห่งแรกของโลก ตอบโจทย์ลูกค้าต้องการใช้เวลาซื้อสินค้าน้อยลง พร้อมทั้งเดินหน้าขยายตลาดลูกค้าองค์กร ลุยกลุ่ม B2B วางเป้าเพิ่มยอดขาย 2 เท่าตัว   ด้วยวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นเรื่อง “การสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีกว่าในทุกวัน” ของอิเกีย ศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติสวีเดน ซึ่งมีจำนวนสโตร์มากกว่า 443 แห่ง ใน 53 ประเทศทั่วโลก และในประเทศไทย​ ทำให้อิเกีย พยายามที่จะแก้ไขปัญหา และหาแนวทางการพัฒนาธุรกิจ เพื่อสร้างความสะดวกสบาย และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า   ล่าสุด อิเกีย สาขาบางใหญ่ จึงได้เปิด “IKEA Planning Studio” พื้นที่ให้บริการออกแบบของห้องครัว ห้องนั่งเล่น และตู้เสื้อผ้ารวมไว้ในที่เดียว  ซึ่งนอกจากการให้บริการด้านการออกแบบ และงานดีไซน์  ยัง รวมถึงบริการอื่น ๆ เช่น ชำระเงิน บริการจัดส่งและติดตั้ง ไว้ในที่เดียว ช่วยประหยัดเวลา และยังมีผู้เชี่ยวชาญของอิเกียช่วยดูแล  ให้คำแนะนำการแต่งบ้าน ที่ถือว่าเป็นแห่งเดียวของโลก ขณะที่พื้นที่การให้บริการของการออกแบบในลักษณะดังกล่าวจะมีให้บริการในบางประเทศ เช่น สิงค์โปร์  แต่จะอยู่ภายนอกสโตร์ นายทอม ซูเทอร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ เปิดเผยว่า การเปิดให้บริการ “IKEA Planning Studio” เพื่อเป็นการบริการด้านการออกแบบห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องนอน ไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพราะลูกค้าต้องการคามสะดวกสบาย และลดระยะเวลาการใช้บริการให้น้อยลง และทำให้ลูกค้าสามารถวางแผนการออกแบบห้องได้มากกว่า 1 ห้อง เดิมลูกค้าที่วางแผนออกแบบห้อง ต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งเพื่ออกแบบห้อง 1 ห้อง แต่ถ้าใช้บริการ IKEA Planning Studio 2 ชั่วโมงจะออกแบบได้มากกว่า 1 ห้อง ปัจจุบันจุดให้บริการด้านการออกแบบ ตามพื้นที่ต่าง ๆ ภายในสโตร์ ยังมีให้บริการด้วยกัน 4 แห่ง แต่การเปิด “IKEA Planning Studio” เพิ่มขึ้นมา จะทำให้สามารถรองรับลูกค้าได้มากขึ้น โดยจากการทดลองเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ พบว่ามีจำนวนลูกค้ามาใช้บริการมากถึง 160 ครอบครัว หรือเฉลี่ยวันละ 3-4 ครอบครัว   นายทอม กล่าวอีกว่า นอกจาก “IKEA Planning Studio” จะให้บริการกับลูกค้าทั่วไป ยังมีการให้บริการที่ปรึกษาสำหรับธุรกิจขนาดต่าง ๆ (B2B) หรือ IKEA For Business สำหรับลูกค้าองค์กรขนาดเอสเอ็มอี และลูกค้าขนาดใหญ่ หรือกลุ่ม B2B ซึ่งอิเกียได้ให้ความสำคัญและต้องการเพิ่มสัดส่วนลูกค้าในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันฐานลูกค้า B2B ยังถือว่าน้อยเพียง 1% เท่านั้น ทางอิเกียคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนลูกค้าขึ้นอีก 2 เท่าในปีหน้า เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้ามีศักยภาพ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แนวทางการทำตลาดอิเกีย ได้จัดตั้งทีมงานขายและตลาดกลุ่มลูกค้า B2B เพื่อเจาะตลาดโดยเฉพาะ โดยจะทำการนำเสนอสินค้า และฟังก์ชั่นการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์อิเกีย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งนอกจากฐานลูกค้ากลุ่ม B2B ที่ดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวลเนสเซ็นเตอร์ ร้านจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์กีฬา อิเกียยังได้จับมือกับดีเวลลอปเปอร์อสังหาริมทรัพย์ อย่างบริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ในการนำเอาเฟอร์นิเจอร์ไปใช้ในการตกแต่งห้องชุดคอนโดมิเนียมด้วย และยังมีดีเวลลอปเปอร์ที่อยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายหลาย   นอกเหนือจากการจัดตั้งทีมงานเพื่อทำตลาดกับกลุ่มลูกค้า B2B แล้ว เทรนด์การทำงานจากที่บ้าน หรือ  Work From Home ที่เพิ่มมากขึ้นจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ทำให้สินค้ากลุ่มอุปกรณ์สำนักงานของอิเกียมียอดขายเพิ่มมากขึ้นถึง 25% ทำให้อิเกียวางแผนจัดดิสเพลย์ห้องทำงานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าทั่วไป และลูกค้ากลุ่ม B2B ได้เห็นฟังก์ชั่นและการใช้งานของอุปกรณ์สำนักงานด้วย สำหรับการให้บริการ IKEA Planning Studio จะเป็นการให้บริการฟรี สำหรับสมาชิก IKEA Family ซึ่งปัจจุบันอิเกีย มีฐานสมาชิก 1.7 แสนคน โดยสมาชิกสามารถใช้บริการที่ IKEA Planning Studio ตั้งอยู่โซนโชว์รูมห้องนอน ชั้น 3A อิเกีย บางใหญ่ ส่วนลูกค้าที่ไม่ได้เป็นสมาชิก IKEA Family สามารถสมัครได้ฟรี และใช้บริการได้ทันที โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1.เตรียมขนาดพื้นที่ห้องที่ต้องการออกแบบ พร้อมบัตรสมาชิก 2.กดบัตรคิวเลือกบริการที่ต้องการ ได้แก่ บริการออกแบบชุดครัว, บริการออกแบบชุดตู้เสื้อผ้า, บริการออกแบบชุดวางทีวี, บริการติดตั้งชุดครัวและห้องน้ำ และบริการจัดส่งและประกอบเฟอร์นิเจอร์ 3.เมื่อถึงคิว ผู้เชี่ยวชาญของอิเกียจะช่วยให้บริการออกแบบและให้คำแนะนำในการเลือกสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่  การใช้งาน และฟังก์ชั่นต่าง ๆ บริการออกแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อเสร็จแล้วจะพิมพ์แบบพร้อมด้วยรายการสินค้า และคู่มือต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้านำไปประกอบการตัดสินใจ (ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจและชำระเงินทันที) ทั้งนี้ อิเกียจะเก็บข้อมูลไว้เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาใช้บริการในครั้งต่อไปได้ 4.กรณีที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า สามารถชำระเงิน (ไม่รับเงินสด) และติดต่อบริการต่าง ๆ ได้จากที่ IKEA Planning Service ครบจบที่เดียว IKEA Planning Studio ที่อิเกีย บางใหญ่ เป็นสตูดิโอออกแบบแห่งแรกในโลกที่ตั้งอยู่ในสโตร์อิเกีย หากได้รับการตอบรับที่ดี ในอนาคตก็จะเปิดให้บริการที่สโตร์อื่น ๆ ด้วย  
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วาง 3 กลยุทธ์ล้างขาดทุน ​ ตั้งเป้าโตแบบเทิร์นอะราวด์

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วาง 3 กลยุทธ์ล้างขาดทุน ​ ตั้งเป้าโตแบบเทิร์นอะราวด์

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตั้งเป้าธุรกิจ ปี 64 เติบโตแบบเทิร์นอะราวด์ ด้วย 3 กลยุทธ์​ สร้างธุรกิจหลักโต ขายที่ดินและลดหนี้สินลง พร้อมเดินหน้าธุรกิจใหม่ “ผลิตและจำหน่ายถุงมือยาง” สร้างรายได้ปีแรกกว่า 3,000 ล้าน   รอบปีที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับความยากลำบาก กับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งผลกระทบยังมีต่อเนื่องมาถึงปี 2564 และกระทบหนักมากขึ้น เมื่อเกิดการแพร่ระบาดระรอกใหม่ สำหรับกลุ่มบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่น  แต่อาจจะหนักกว่าผู้ประกอบการบางราย เพราะมีธุรกิจโรงแรมอยู่ในพอร์ต ซึ่งผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อธุรกิจโรงแรม รุนแรงกว่าธุรกิจที่อยู่อาศัย   ผลประกอบการในรอบปี 2563 ที่ผ่านมาของกลุ่มบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 10,596.3 ล้านบาท ลดลง 35.3% จากปีก่อนหน้าที่มี 16,367.1 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรขั้นต้น 3,026 ล้านบาท ลดลง 46.9% ส่วนธุรกิจโรงแรม มีรายได้ 1,469.8 ล้านบาท ขาดทุนขั้นต้น 191.6 ล้านบาท นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้  เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ทิศทางการดำเนินงานปี 2564 ว่า วางแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเข้มข้น ด้วยการดำเนินการใน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มบริษัทวางแผนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อพลิกกลับมาสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และ 2.สร้างความมั่นคงทางการเงิน เพื่อเข้าสู่การโหมดของการเทิร์นอะราวด์   บริษัทจะดำเนินการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและ เพื่อให้เข้าสู่โหมดเทิร์นอะราวด์ ด้วย 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.ขับเคลื่อนธุรกิจหลักให้มีรายได้เติบโต โดยปีนี้วางแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 6 โครงการ มูลค่า 9,930  ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบทั้งหมด ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมไม่มีแผนเปิด ซึ่งบริษัทหยุดการเปิดโครงการคอนโดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  ปีนี้บริษัทยังมีสินค้าใหม่เซกเมนต์ใหม่บ้านเดี่ยว 3 ชั้นและโฮมออฟฟิศ 5 ชั้น ใจกลางเมืองทำเลพหลโยธินเพิ่มเติม   สำหรับแนวคิดการพัฒนาโครงการ นอกจากการพัฒนารูปแบบบ้านให้รองรับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่แล้ว ปีนี้ยังเพิ่มบริการด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้บริโภค อาทิ การให้ลูกบ้านสามารถใช้บริการพื้นที่ทำงาน (Work from Hotel) ได้ทุกโรงแรมในเครือแกรนด์ แอสเสทฯ รองรับการติดตั้ง EV Charger ด้วยการเดินระบบไฟ และติดตั้ง VDO Doorbell ในโครงการเปิดใหม่ ร่วมกับ AIS ให้บริการสัญญาณ AIS 5G ที่โรงแรมและโครงการต่างๆ เป็นต้น ด้านนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ  กล่าวว่า สำหรับโครงการร่วมทุนที่จะเปิดตัวใหม่ในปีนี้ เป็นการร่วมทุนกับ ฮ่องกงแลนด์ ตั้งอยู่บนทำเลบางนา-สุวรรณภูมิ ในคอนเซ็ปท์บ้านริมทะเลสาบขนาด 100 ไร่ มูลค่าโครงการ 5,100 ล้านบาท  ปีนี้บริษัทยังมีสินค้าใหม่เซกเมนต์ใหม่บ้านเดี่ยว 3 ชั้นและโฮมออฟฟิศ 5 ชั้น ทำเลพหลโยธินเพิ่มเติม 2.ขายที่ดินและการลงทุนเพื่อลดหนี้และทำกำไร ปีนี้วางเป้าขาย 17,300 ล้านบาท จากโครงการแนวราบ 12,000 ล้านบาท โครงการร่วมทุน 2,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียมในประเทศ 2,500 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมประเทศญี่ปุ่น 800 ล้านบาท  และมีแผนทั้งการขายที่ดินที่ไม่มีแผนพัฒนาโครงการและสิทธิการเช่า รวมถึงขายการลงทุนในโรงแรมและจัดตั้งกองทรัสต์ รวม 20,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นแนวทางที่จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้ดีขึ้น ลดต้นทุนทางการเงิน  และลดภาระหนี้ โดยตั้งเป้าหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ระดับ 1.2 จากปัจจุบันมีอัตรา 2.1 แผนการขายที่ดินและสิทธิการเช่า และการลงทุน แบ่งเป็น 1.ขายที่ดินและการลงทุน อาทิ ที่ดินบริเวณแจ้งวัฒนะ รามอินทรา และรามคำแหง รวมมูลค่า 10,200 ล้านบาท 2.การลงทุนในโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน และไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท มูลค่า 8,500 ล้าน 3.ที่ดินถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 1,500 ล้านบาท   ในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวมปีนี้จะอยู่ที่ 21,370 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 13,070 ล้านบาท  แกรนด์ แอสเสทฯ 2,100 ล้านบาท และรายได้จากการขายที่ดินและการลงทุน 6,200 ล้านบาท ขณะที่ยังจะมีรายได้จากโครงการร่วมทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 4,000 ล้านบาท และธุรกิจถุงมือยาง 3,000 ล้านบาท ด้านนายวิทวัส วิภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ แกรนด์ แอสเสทฯ วางเป้าขายจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,100 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 500 ล้านบาท และ วิลล่าในจังหวัดระยอง 600 ล้านบาท ส่วนธุรกิจโรงแรม สถานการณ์โควิด-19 มีผลกระทบอย่างมากกับธุรกิจท่องเที่ยว ส่งผลให้รายได้ของโรงแรมปีที่ผ่านมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก   สำหรับปีนี้ คาดว่าจะฟื้นตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วในครึ่งปีหลัง โดยประมาณการรายได้ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แผนการดำเนินงานในปี 2564 จึงยังมุ่งเน้นไปที่ตลาดชาวไทยท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก ตั้งเป้าให้มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีที่ 50% 3.ลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงมือยาง ขณะเดียวกัน ​ในปีนี้ กลุ่มบริษัทยังขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ซึ่งมีดีมานด์สูงและกำไรสูงได้แก่ ธุรกิจผลิตและส่งออกถุงมือยาง ที่จะช่วยเสริมสร้างรายได้ในระยะยาว โดยการร่วมมือกับ​ บริษัท วัฒนชัย รับเบอร์เมท จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยางจัดตั้ง บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกลฟส์ จำกัด (GGG) เพื่อผลิตและจำหน่ายถุงมือยางสังเคราะห์ (Nitrile) ภายใต้แบรนด์ GGG สู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีอัตราการใช้ถุงมือยางสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น โดยได้ลงทุน 1,100 ล้านบาท สร้างโรงงานบนเนื้อที่ 21 ไร่  ในนิคมอุตสาหกรรม ทีเอฟดี 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 2 อาคาร ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารหลังแรก ที่มี 8 สายการผลิต มีกำลังการผลิต 21 ล้านกล่องต่อปี หรือ 2,100 ล้านชิ้นต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนเมษายนนี้ และเริ่มดำเนินการผลิตได้ในเดือนพฤษภาคมนี้   ส่วนอาคารหลังที่ 2 มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปีนี้  มีจำนวนเครื่องจักร 8 เครื่อง กำลังการผลิตรวม 21 ล้านกล่องต่อปี นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายกำลังการผลิตถุงมือยางธรรมชาติควบคู่ไปกับถุงมือยางไนไตรล์ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดโลก โดยรายได้จากธุรกิจถุงมือยางในปีนี้ประมาณการไว้ที่ 3,000 ล้านบาท
เจ.ดี.พูลส์  ชู 3 กลยุทธ์สู้โควิด-19  ปั้นรายได้ 1,000 ล้าน

เจ.ดี.พูลส์ ชู 3 กลยุทธ์สู้โควิด-19 ปั้นรายได้ 1,000 ล้าน

เจ.ดี.พูลส์ ชู 3 กลยุทธ์สร้างการเติบโตธุรกิจสระว่ายน้ำ ออกสินค้าราคาจับต้องได้ การขยายตลาดงานราชการ และเพิ่มสาขาแฟรนไชส์  หวังสถานการณ์โควิด-19 ฟื้นตัวดีขึ้น สร้างรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน   นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ดี.พูลส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสระว่ายน้ำแบรนด์ เจ.ดี.พูลส์ (J.D.Pools) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ว่า ได้ตั้งเป้าหมายการสร้างรายได้ 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมามีรายได้ 950 ล้านบาท  แม้ว่าในปีนี้ยังมีสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังกระทบกับภาวการณ์ท่องเที่ยว เพราะธุรกิจสระน้ำมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่จากแนวทางการทำตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้​   สำหรับกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตปีนี้ บริษัทวางแนวทางการทำตลาดไว้ใน 3 เรื่อง คือ 1.การขยายตลาดสระว่ายน้ำในบ้านทั่วไป เป็นสระว่ายน้ำราคาจับต้องได้ 2.การขยายตลาดไปยังกลุ่มงานราชการ และ 3.การขยายสาขาแฟรนไชน์ โดยปีนี้เปิดตัวสินค้าใหม่เพื่อขยายตลาด ซึ่งเป็นสินค้าราคาที่จับต้องได้ ซึ่งเน้นการทำตลาดกับกลุ่มบ้านที่อยู่อาศัยทั่วไป และกลุ่มผู้สนใจรักสุขภาพ ในการใช้สระน้ำเพื่อช่วยออกกำลังกายและการบำบัดโรค โดยได้เปิดตัวสระว่ายน้ำระดับราคาประมาณ 300,000 บาท ขนาดความยาว 5 เมตร ที่สามารถติดตั้งได้ในบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์โฮม บริษัทพยายามทำราคาสระว่ายน้ำให้จับต้องได้ ซึ่งตลาดที่กำลังมาแรง คือ ตลาดสุขภาพ ที่สระว่ายน้ำช่วยด้านการรักษาโรคและช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เช่น การเดินในสระน้ำเพื่อรักษาข้อเข่า เป็นต้น   ส่วนแนวทางการขยายตลาดกลุ่มงานราชการ บริษัทได้นำเสนองานผ่านองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการกีฬา เช่น กรมพลศึกษา เพื่อนำเสนอสินค้าที่ตรงความต้องการของหน่วยงานดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานราชการมีนโยบายด้านการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายมากขึ้น โดยเฉพาะตามแหล่งชุมชนที่ต้องการให้มีสระวายน้ำเพื่อการออกกำลังกายมากขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากงานราชการเพียง 50 ล้านบาท เนื่องจากเพิ่งเริ่มต้นเข้าทำตลาด แต่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง นายธนูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายสาขาแฟรนไชน บริษัทต้องการขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อม และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเมื่อมีโอกาสจะขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องต้นวางเป้าหมายเพิ่มบริษัทมีแผนเพิ่มศูนย์บริการและจัดจำหน่ายเพิ่มอย่างน้อย 10 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 22 แห่งใน 20 จังหวัด ภายในระยะเวลา 3 ปีนี้ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 8 แห่ง   นอกจาก การทำตลาดในประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีตัวแทนจำหน่ายและพันธมิตรในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา โดยในเมียนมาสามารถทำยอดขายได้มากที่สุดกว่า 20 ล้านบาท จากยอดขายโดยรวมของกลุ่มตลาดต่างประเทศกว่า 100 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดขายตลาดต่างประเทศได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้มียอดขายลดลงไปประมาณ 20%  
ตราเพชร เปิดตัวบ้านน็อกดาวน์ 1.2 ล้าน ตอบโจทย์มีสินค้าครบทั้งหลัง

ตราเพชร เปิดตัวบ้านน็อกดาวน์ 1.2 ล้าน ตอบโจทย์มีสินค้าครบทั้งหลัง

ตราเพชร เดินเครื่องผลิตสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์ 55,000  ตัน ดันเป้ารายได้โต 5% พร้อมเปิดตัวบ้านน็อกดาวน์ 1.2 ล้าน ตอบโจทย์ความต้องการ สินค้าบ้านมีครบทั้งหลัง    นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจในปี 2564 ว่า ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ไว้ 5% จากปีที่ผ่านมาสามารถทำรายได้ 4,409 ล้านบาท  โดยการเติบโตจะมาจากปัจจัยหลัก คือ การเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์ ซึ่งมีการเดินเครื่องจักร NT-11 ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5% หรือประมาณ 55,000 ตันต่อปี    นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มความหลากหลายของสินค้า อาทิ นำเข้าวัสดุมุงหลังคาเมทัลชีท การผลิตผนังที่สามารถสั่งพิมพ์ลวดลายได้โดยเฉพาะ และการจัดทำบ้านสำเร็จรูป หรือบ้านน็อกดาวน์ โดยได้เปิดตัว Diamond Studio แบบบ้านน็อกดาวน์ พื้นที่ใช้สอย 75 ตารางเมตร ในราคา 1.2 ล้านบาท หรือ 16,000 บาทต่ารางเมตร  ซึ่งวัสดุเกือบทั้งหมดจะเป็นของตราเพชร ซึ่งนอกจากการก่อสร้างบ้านแล้ว ยังสามารถปรับเป็นรูปแบบร้านกาแฟ หรือคาเฟ่ต่าง ๆ ได้อีกด้วย  ซึ่งใช้เวลาการก่อสร้างเพียง 3 สัปดาห์ วัสดุโดยเฉพาะผนัง สามารถออกแบบลวดลายและขนาดตามความต้องการของลูกค้าได้โดยเฉพาะ บ้านน็อกดาวน์บริษัทมองช่องทางบริษัทรับสร้างบ้าน หรือดีเวลลอปเปอร์ในการนำไปทำตลาด  ซึ่งเป็นการตอกย้ำคอนเซ็ปต์ของบริษัท ในเรื่องการมีสินค้าครบของบ้านทั้งหลัง ปัจจุบันบริษัทมี 4 ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า  ได้แก่ 1.ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งถือเป็นช่องทางหลักในการสร้างยอดขายและรายได้ โดยมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของรายได้รวม  2.ช่องทางโมเดิร์นเทรด 3.กลุ่มลูกค้าโครงการ ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ 4.ตลาดต่างประเทศ ทั้งกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และเอเชียแปซิฟิค   ปัจจุบันกลุ่มลูกค้ายังนำวัสดุไปใช้ในการก่อสร้างหรือซ่อมแซมบ้านแนวราบ ซึ่งบริษัทมองว่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเพิ่มความหลากหลายของสินค้า เช่น ผนังดิจิตอลพริ้นติ้ง และอิฐมวลเบา จะสามารถขยายตลาดไปยังกลุ่มคอนโดมิเนียมได้ในอนาคต รวมถึงการขยายตลาดไปยังกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน ในการนำเอาวัสดุก่อสร้างของบริษัทไปประกอบเป็นบ้านน็อกดาวน์ ซึ่งบริษัทจะหาพันธมิตรมาร่วมทำตลาด หรืออนาคตอาจจะขยายตลาดด้วยตนเองเพื่อสร้างการเติบโตเพิ่มมากขึ้น   โดยในปีนี้บริษัทประเมินว่าตลาดวัสดุก่อสร้างจะฟื้นตัว โดยมีการเติบโตประมาณ 5-10% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ราคาพืชผลการเกษตรเริ่มดีขึ้น สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เปิดขายได้ตามปกติ และผู้ประกอบการเริ่มมีการก่อสร้างบ้านมากขึ้น รวมถึงตลาดซ่อมแซมยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง​ ความท้าทายในการทำธุรกิจปีนี้ คือ สถานการณ์โควิด-19 กำลังซื้อของผู้บริโภค และการขยายตลาดใหม่ ๆ 
สีนิปปอนเพนต์ วางเป้าโต 20% ลุยตลาดสีท่ามกลางโควิด-19

สีนิปปอนเพนต์ วางเป้าโต 20% ลุยตลาดสีท่ามกลางโควิด-19

นิปปอนเพนต์ เปิดเกมรุกปี 64 หวังเติบโต 20% ท่ามกลางตลาดสีทาบ้าน 25,000 ล้าน แนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ลุยหน้าแคมเปญการตลาดครบวงจร พร้อมสร้างการรับรู้สู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ​    นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ในประเทศไทย  เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจสีทาบ้านและอาคารใน ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 นี้ ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา ตลาดสีทาบ้านและอาคารลดลงประมาณ 5-10% จากมูลค่าตลาดประมาณ 25,000 ล้านบาท ส่วนความต้องการใช้งานคาดว่าจะลดลง 15%   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาพรวมตลาดจะมีการหดตัวลง แต่ยังพบว่ากลุ่มสีเพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดี  ยังคงมีอัตราการเติบโตขยายตัวที่ดี คาดว่าจะมีมูลค่าตลาด 1,000-1,500 ล้านบาท เห็นได้จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สี air care ของบริษัทที่ได้รับการตอบรับที่ดี สำหรับการเติบโตในปี 2564 คาดว่าบริษัทจะสร้างการเติบโตได้ประมาณ 20% จากปีที่ผ่านมา ภายใต้การประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน และแนวโน้มการนำเอาวัคซีนเข้ามาใช้ แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบัน บริษัทคาดหวังว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่า 20% โดยบริษัทวางแผนธุรกิจในปีนี้ด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจร รวมถึงกลยุทธ์การทำตลาดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่   "ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสีทาบ้านหรือสีทาอาคาร มีทั้งการเกิดรอยด่าง สีซีด สีลอกล่อน ซึ่ง มาจากหลายสาเหตุ ขณะที่บางคนมองแต่ความสวยงาม แต่เมื่อใช้งานผ่านไปเพียง 3-4 ปี เริ่มเกิดปัญหา นิปปอนเพนต์ จะนำนวัตกรรมต่างๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ปลอดภัยในยุคโควิดที่กำลังระบาดระลอกใหม่นี้"   ขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการโครงการต่างต้องการเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง พร้อมมองหา "เทคโนโลยีใหม่" มาเป็นตัวช่วยเสริมให้การทำงานเร็วขึ้น  ลดการใช้แรงงานคน ลดต้นทุน แต่คงประสิทธิภาพของงานได้ดี ทำให้ส่งมอบงานได้เร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของนิปปอนเพนต์ที่โฟกัสกลุ่มลูกค้า B2B ต่อเนื่อง รวมถึงมุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญของการเลือกใช้สีและ วัสดุเคลือบผิวที่มีคุณภาพ และขั้นตอน การทำงานที่ถูกต้อง ล่าสุด บริษัทเปิดตัแคมเปญ  “เครื่องสำอางเพื่อบ้านคุณ” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ​เพื่อตอกย้ำความเป็น The Coatings Expert ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และบริษัทฯ ยังมีเป้าประสงค์ที่ต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างแท้จริงให้ผู้บริโภค ว่าสีและวัสดุเคลือบผิวแต่ละชนิด แต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน การเลือกสี การใช้สี การเตรียมสี ก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวของผนังหรือวัสดุนั้น ๆ เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีและมีคุณภาพ ผ่านแคมเปญโฆษณา “เครื่องสำอางเพื่อบ้านคุณ” ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราว ของการแต่งเติมบ้านให้ยังคงความสวยสด งดงาม แม้เวลาจะผ่านไป โดยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก   ​
ถอดรหัสเทรนด์สีใหม่ ปี 64 เพื่อที่อยู่อาศัยในยุค New Normal

ถอดรหัสเทรนด์สีใหม่ ปี 64 เพื่อที่อยู่อาศัยในยุค New Normal

เข้าสู่ปีใหม่ปี 2564 อย่างเป็นทางการแล้ว เชื่อว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หลายคนจะใช้เป็นโอกาสในการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ หรือการตั้งเป้าหมายการทำงานหรือการใช้ชีวิต แต่สำหรับคนที่มีความคิดจะปรับปรุงบ้าน หรือห้องพัก สร้างสีสันการอยู่อาศัยรับปีใหม่  เพราะ “สี” จัดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุค New Normal ผู้คนมักใช้เวลาส่วนใหญ่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบ้านที่พักอาศัยมากขึ้น สำหรับปี 2564 นี้ เรามีเทรนด์สีใหม่ในปี 2564 จาก TOA ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปนิกนักออกแบบชื่อดังของไทย  มาแนะนำให้กับการอยู่อาศัยในปี 2564 ภายใต้แนวคิด “TOA COLOR DECODING TRENDS 2021 - ถอดรหัสเทรนด์สีแห่งปี 2564” เพราะ TOA เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำสีสัน มาช่วยเติมเต็มพื้นที่ความสุข สร้างสุขภาวะที่ดีให้กับที่อยู่อาศัยตามสไตล์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ โดยการถอดรหัสสีครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก 10 กลุ่มสถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังของไทย มาร่วมกันสร้างสรรค์พลังความคิดของแต่ละท่านในงานออกแบบ โดยมีสีสันเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องราว จนเกิดเป็นผลงานการออกแบบเฉดสี 10 แรงบันดาลใจ สู่ 10 เฉดสีใหม่  ดังนี้ 1.คุณอมตะ หลูไพบูลย์  ผู้ร่วมก่อตั้ง Department of ARCHITECTURE  2.คุณพงศ์ภัทร เอื้อสังคมเศรษฐ์ และคุณปานดวงใจ รุจจนเวท  ผู้ก่อตั้ง Anonym 3.คุณชนะ สัมพลัง สถาปนิก พาร์ทเนอร์บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด  4.คุณจีรเวช หงสกุล ผู้ก่อตั้ง บริษัท สถาปนิก ไอดิน 5.คุณจูน เซคิโน สถาปนิกเจ้าของรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นแห่งเอเชีย 2018 6.คุณกิจธเนศ ขจรรัตนเดช Interior Designer ผู้ก่อตั้ง Taste Space 7.คุณมนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา สถาปนิกและDesign Director แห่ง Hypothesis  8. PHTAA Living Design โดยคุณพลวิทย์ รัตนธเนศวิไล, คุณหฤษฎี ลีละยุวพันธ์ และคุณธนวรรธน์ ปัจฉิมะศิริ 9.ม.ล.วรุตม์  วรวรรณ สถาปนิกและผู้ก่อตั้ง Vin Varavarn Architects และ 10.คุณวสุ วิรัชศิลป์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง VaSLab ARCHITECTURE   จากแนวคิดในการเลือกใช้สีสันที่มีความหลากหลายของเหล่าสถาปนิกและนักออกแบบชั้นนำทั้ง 10 กลุ่ม TOA จึงได้นำข้อมูลมาทำการศึกษาและวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มของสีสันที่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติ รสนิยม และบริบทในการอยู่อาศัยของผู้คนในปี 2021 (TRENDSCOPE) แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.Psychology อิทธิพลของสีในเชิงจิตวิทยาที่ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ 2.Culture & Lifestyle แรงบันดาลใจจากสีสันในมุมมองต่างๆ ผ่านศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์ และวัฒนธรรมอาหาร 3.Experience ประสบการณ์จากการเดินทาง การสัมผัส พบเห็น ถ่ายทอดเป็นเป็นสีสันแห่งภาพจำ บอกเล่าเรื่องราวที่ประทับใจ 4.Element Design & Material สีสันของวัสดุ ทั้งจากธรรมชาติและการสังเคราะห์ขึ้น หรือสีสันที่เกิดจากองค์ประกอบในงานออกแบบ 5.Science หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เกิดสีสันในรูปแบบใหม่ๆ จนทำให้เกิดเป็น 10 เทรนด์สีใหม่ ประจำปี 2564 (New Colors 2021) ประกอบด้วย กลุ่มสี Muted แสดงถึงความเรียบง่ายของสีโทนกลางๆ ด้วย 5 เฉดสี ที่มักใช้เป็นสีพื้นฐานในการออกแบบ ง่ายต่อการจับคู่ผสมผสานกับวัสดุที่หลากหลายได้อย่างลงตัว กลุ่มสี Chroma แสดงถึงการเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไปด้วยสีสันที่ชัดเจนและจัดจ้านอีก  5 เฉดสี เพื่อแต่งแต้มและกระตุ้นให้ชีวิตวิถีใหม่ มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
ทีโอเอ แก้ปัญหางานก่อสร้าง-ซ่อมแซม  เปิดแพลตฟอร์มใหม่ “WHO Service”

ทีโอเอ แก้ปัญหางานก่อสร้าง-ซ่อมแซม เปิดแพลตฟอร์มใหม่ “WHO Service”

ทีโอเอ  เปิดโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มใหม่ “WHO Service” ตอบโจทย์ผู้บริโภค ด้วยโซลูชั่นงานก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านครบวงจร พร้อมปั้นดีลเลอร์สู่ “MEGA PAINT Warehouse” 50 สาขาใน 3 ปี เป็นศูนย์กลางรวมวัสดุก่อสร้างและบริการครบวงจร   นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ได้เปิดแพลตฟอร์มใหม่ WHO Service ช่องทางแนะนำช่างผู้รับเหมามืออาชีพให้กับเจ้าของบ้าน ที่ต้องการงานก่อสร้าง ซ่อมบ้าน รีโนเวทบ้าน ปรับปรุงโรงงาน ซึ่งทีมช่างได้ผ่านการตรวจสอบและคัดเลือกจาก TOA เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ โดยมีบริการ 8 โซลูชั่น ได้แก่ 1.บริการรับทาสีอาคารทั้งระบบ 2.บริการติดตั้งระบบกันซึมดาดฟ้า หลังคา 3.บริการติดตั้งระบบกันซึมห้องน้ำและปูกระเบื้อง 4.บริการติดตั้งระบบกันซึมด้วยแผ่นยางชนิดไฟเป่า และแผ่นยางกันซึมชนิดมียางในตัว 5.บริการรับติดตั้งฝ้า เพดานและผนัง 6.บริการระบบพื้นโรงงานอุตสาหกรรม 7.บริการรับซ่อมพื้น ปรับระดับพื้นอีพ็อกซี่ พื้นพียู 8.บริการรับเหมางานฉาบปูนลอฟท์ ปูนฉาบขัดมันสำเร็จรูป   นายจตุภัทร์ กล่าวว่า  TOA สร้างโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มใหม่  เพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของบ้าน ที่มาจากปัญหาในการหาช่างผู้รับเหมางานก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านที่ไว้วางใจได้ และเรื่องการทำงานที่ได้มาตรฐาน มีความรับผิดชอบไม่ทิ้งงาน มีการรับประกันคุณภาพงาน ให้บริการด้วยราคาที่ยุติธรรม และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น คอนโดมิเนียม 1 ห้อง หรือปัญหาเล็กน้อย อย่างปัญหาห้องน้ำรั่วซึม เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาร้านค้าขายสีแบบดังเดิม ซึ่งเป็นคู่ค้าร้านขายสี (Retail Dealers)  กว่า 6,000 ร้านค้าทั่วประเทศให้กลายเป็น ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง  (Light Construction Materials) และบริการแบบครบวงจร ในชื่อ “MEGA PAINT Warehouse” ครบ จบ ในที่เดียว และยังทำให้ช่างผู้รับเหมางานต่าง ๆ ​ได้เข้าถึงสินค้าของบริษัทอย่างครบ รวมถึงเจ้าของบ้านสามารถใช้บริการงานช่าง “WHO Service” ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นด้วย   โดยบริษัทจะเข้าไปวางโซลูชั่นสำหรับการขายแบบครบวงจร ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อรองรับผู้บริโภคและช่างผู้รับเหมา รวมถึงช่วยวางแผนจัดการระบบต่าง ๆ ให้กับร้านค้า ตั้งแต่การออกแบบและตกแต่งร้าน ทั้ง หน้าร้าน​ ป้าย​ ชั้นวางสินค้า จุดดิสเพลย์ตกแต่งสำหรับโชว์ระบบการใช้งานต่าง ๆ วางระบบจัดเรียงสินค้าที่เป็นหมวดหมู่ (Category Management)​ ระบบการจัดการคลังสินค้าที่ได้มาตรฐาน (Warehouse Management) รวมทั้งยังมี ศูนย์อบรมให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และการใช้งาน (Training Center) ให้แก่ช่างผู้รับเหมาและผู้ที่สนใจเข้าร่วม โดยจะจัดขึ้นทุกไตรมาส   นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญ Technical PC ที่จะให้คำแนะนำการใช้งานผลิตภัณฑ์สำหรับระบบการก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน โดยบริษัทตั้งเป้าพัฒนาร้านในรูป “MEGA PAINT Warehouse” ให้ได้มากกว่า 50 สาขา ภายในต้นปี 2564 ครอบคลุมในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ  โดยจะเปิด 3 สาขาแรกอย่างเป็นทางการ ได้แก่ สาขาซิตี้ โฮมมาร์ท (บางบอน)  สาขานวการ จ.ปทุมธานี และสาขาสมาร์ทเพ้นท์ (ถ.ราชพฤกษ์)   โมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มใหม่นี้ จะช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นตอบสนองการใช้งานแบบครบวงจร  เพื่อสร้าง Synergy ให้แก่ Product Line อื่น ๆ ของ TOA ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  รวมทั้งยังเป็นแรงสนับสนุนสร้างการเติบโตของบริษัทฯ พร้อมกับการพลิกฟื้นของเศรษฐกิจไทยในปี 2564  ในอัตรา 10% โดย  “MEGA PAINT Warehouse” มีบริการตั้งแต่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง (ปูนกาวซีเมนต์ปูกระเบื้อง)  แผ่นยิปซั่มบอร์ด (TOA Gypsum Board) ผลิตภัณฑ์สีตกแต่งผนังลอฟท์สำเร็จรูป (TOA Loft) ผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร ผลิตภัณฑ์งานไม้ (TOA Wood Expert) ผลิตภัณฑ์ Protective Coating  เครื่องผสมสีอัตโนมัติ (TOA Color World) และศูนย์บริการโซลูชั่นงานก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน (TOA Protect & Repair Center)   นายจตุภัทร์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มตลาดสีในปี 2564 เชื่อว่าจะฟื้นตัว เพราะจากแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะกลับมาฟื้นตัว ธุรกิจหลายประเภทน่าจะกลับมาทำการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารหรือสำนักงานของตัวเอง ซึ่งจะต้องใช้สีเป็นส่วนประกอบ โดยบริษัทมีสินค้าใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องออกมาทำตลาด และโมเดลธุรกิจใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยทำให้ผลประกอบการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าในปีนี้ตลาดสีจะชะลอตัวลงไป 10% แต่บริษัทยังทำผลประกอบการได้ดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม ซึ่งช่วง 9 เดือนแรกมีอัตราการชะลอตัวเพียง 3.4% ด้านการลงทุนในปีหน้า บริษัทเตรียมงบประมาณไว้ 600 ล้านบาท สำหรับการลงทุนด้านต่าง ๆ อาทิ การปรับปรุงโรงงาน เป็นต้น
แกรนด์ แอสเสทฯ ลุยธุรกิจเฮลท์แคร์ จับมือพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง

แกรนด์ แอสเสทฯ ลุยธุรกิจเฮลท์แคร์ จับมือพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง

แกรนด์ แอสเสทฯ รุกธุรกิจสุขภาพ จับมือ วัฒนชัย รับเบอร์เมท  ตั้งบริษัทร่วมทุน “แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ” ใช้ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกถุงมือยาง  วางเป้าเบอร์ 2 รายใหญ่ด้านผู้ผลิตถุงมือ ของไทย   นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มีการร่วมลงทุนกับ บริษัท วัฒนชัย รับเบอร์เมท จำกัด หรือ WA ในสัดส่วน  50.5%  จัดตั้ง บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ จำกัด (GGG) เพื่อผลิตและส่งออกถุงมือยาง โดยเตรียมลงทุนตั้งโรงงานผลิตถุงมือยางภายใต้แบรนด์ GGG ในนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจะมีกำลังการผลิต 5,000 ล้านชิ้นต่อปี วางเป้าหมายขึ้นเป็นผู้ประกอบธุรกิจถุงมือยางรายใหญ่อันดับ 2 ของไทย การลงทุนครั้งนี้ เป็นการขยายเข้าสู่กลุ่มธุรกิจสุขภาพหรือเฮลท์แคร์เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เพราะวิกฤติโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนอย่างมาก  โลกต้องปรับตัวเนื่องจากบริบทโลกได้เปลี่ยนไป เป็นกระแสให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่โมเดลธุรกิจใหม่ สำหรับประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีความโดดเด่นในด้านเฮลท์แคร์  จึงถือเป็นศักยภาพที่เข้มแข็งที่สุด แกรนด์ แอสเสทฯ ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเราเลือกที่จะปรับแนวทางให้สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ มั่นใจว่าการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ จากนี้ไปจะเป็น New Future ของธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจอื่นๆ ด้วย   การขยายสู่ธุรกิจผลิตถุงมือยางครั้งนี้ ยังเล็งเห็นถึงโอกาสที่จะสร้างการเติบโตที่สำคัญให้กับบริษัท จากธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกที่เพิ่มขึ้นและยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก การร่วมทุนกับวัฒนชัย รับเบอร์เมท ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี และเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายถุงมือยางที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกไปทั่วโลก  การที่บริษัทมีพันธมิตรทั้งกลุ่มสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ซึ่งเป็นผู้ใช้โดยตรงในประเทศ  รวมถึงความเชี่ยวชาญของผู้บริหารที่อยู่ในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ทำให้บริษัทก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในธุรกิจนี้ได้อย่างมั่นใจ ประมาณการความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลก ปี 2561-2566 และส่วนแบ่งทางการตลาดตามประเทศผู้ผลิต ปี 2562 บริษัทจะเริ่มจากการผลิตถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติหรือลาเท็กซ์ และถุงมือยางสังเคราะห์หรือไนไตร ภายใต้มาตรฐานใหม่ในด้านรูปแบบ และเทคโนโลยีการผลิต โดยจะผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศ รวมทั้งส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยางจำนวนมากเป็นตลาดหลัก ประมาณการการขยายตลาดไปในแต่ละภูมิภาคจะประกอบด้วย ยุโรป 30% เอเชีย  25%  สหรัฐอเมริกา 15% ตะวันออกกลาง 15% และอื่นๆ อีก 15%   ปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาดของถุงมือยางโลก กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากถึง  86% ประกอบด้วย มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะปลูกยางพาราที่สำคัญของโลก ขณะที่มาเลเซียซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุด ต้องนำเข้าน้ำยางธรรมชาติจากไทยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำยางข้นอันดับหนึ่งของโลก จึงมีศักยภาพที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการ ตลาดของถุงมือยางโลก บริษัทพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก โดยจะจัดตั้งบริษัทจัดจำหน่ายและโลจิสติกส์ ระดับโลก เพื่อรองรับการจัดจำหน่ายให้กับตัวแทนซื้อระดับนานาชาติ รวมถึงผู้ใช้ปลายทางจากทั่วโลก ประมาณการการขยายการตลาดไปในแต่ละภูมิภาคของ บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ จำกัด จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในช่วงปี 2553-2562 ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลก มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนทั้งการขยายตัวของประชากรโลก ซึ่งมีการใช้ถุงมือยางทั้งในภาคอุตสาหกรรมและสาธารณสุข ในปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกพุ่งขึ้นสูงมาก เพื่อตอบโจทย์การใช้งานภายใต้วิถีชีวิตใหม่ ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกในปี 2563 จะมากกว่า 330,000 ล้านชิ้นต่อปี และคาดการณ์ว่าปี 2564 จนถึงปี 2566 จะเติบโตไปถึง 500,000 ล้านชิ้นต่อปี เป็นผลมาจากปัจจัยหลัก ได้แก่ การเติบโตของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ และการเติบโตของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยอย่างมากในปัจจุบัน สะท้อนโอกาสของผู้ผลิตถุงมือยางในการเร่งส่งออกไปยังตลาดโลก  
2 กลยุทธ์ “โฮมโปร” รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal

2 กลยุทธ์ “โฮมโปร” รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป เข้าสู่ความปกติใหม่ หรือ New Normal ไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น ที่ต้องปรับเปลี่ยนไป แต่การทำงานหรือแม้แต่การดำเนินธุรกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน พนักงานจำนวนมากต้องทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เจ้าของธุรกิจก็ต้องปรับโมเดลการทำธุรกิจใหม่ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าเช่นกัน   พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน นับตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ การช้อปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น เพราะนับตั้งแต่มีการล็อกดาวน์เมือง ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าปิดให้บริการ แต่หันมาจำหน่ายสินค้าผ่านระบบเดลิเวอรี่และออนไลน์แทน แม้ว่าภายหลังจากสถานการณ์ทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และระบบเดลิเวอรี่ก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพฤติกรรมปกติใหม่ของคนในยุคปัจจุบันไปแล้ว   สินค้าที่ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ปัจจุบัน ลูกค้าไม่ได้สั่งซื้อเฉพาะกินของใช้จิปาถะ หรืออาหารการกิน หรือสินค้าแฟชั่นเท่านั้น แต่สินค้าชิ้นใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาทิ แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน ก็ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อผ่านช่องทางด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันระบบการสั่งซื้อและการจัดส่ง สะดวก รวดเร็ว และได้รับสินค้าเหมือนกับการไปซื้อด้วยตนเองที่ห้างสรรพสินค้า ล็อกดาวน์ดันยอดขายออนไลน์โต “โฮมโปร” ศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุ ของตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ปรับตัวเองกับการเปิดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการล็อกดาวน์เมือง ไม่ได้เปิดให้บริการจำหน่ายสินค้าในร้าน แต่ปรับตัวด้วยการเปิดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ไลน์ เฟสบุ๊ค และล่าสุด เปิดตัวแอปพลิเคชั่น โฮมโปร นางสาวเสาวณีย์  สิราริยกุล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร”  เปิดเผยว่า ช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โฮมโปรมีสัดส่วนยอดขายผ่านช่องออนไลน์ 3-4% แต่หลังจากที่โฮมโปรหันมาเพิ่มช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้มียอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ขึ้นเป็น 8%   นอกจากนี้  โฮมโปรยังมองเห็นปัญหาสำคัญของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ที่ลูกค้ามักจะไม่ได้รับสินค้าตรงกับที่สั่ง ด้วยการเปิดบริการ Click & Collect  เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า ที่เมื่อสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์แล้วสามารถมารับสินค้าได้ที่สาขาใกล้บ้าน 2 กลยุทธ์รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal โฮมโปร ไม่ได้ปรับตัวเฉพาะในเรื่องการตลาดออนไลน์เท่านั้น แต่ในช่องทางออฟไลน์ โฮมโปรก็ได้ปรับตัวรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดย 2 สิ่งที่โฮมโปรปรับกลยุทธ์การทำตลาด รับกับวิถีชีวิต New Normal ของผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 คือ 1.เพิ่มสินค้าใหม่รับไลฟ์สไตล์ New Normal ปัจจุบันสินค้าที่วางจำหน่ายในโฮมโปร เป็นแบรนด์สินค้าทั่วไปของซัพพลายเออร์ทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็มีสินค้าที่โฮมโปรสั่งผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเอง หรือจัดหามาจำหน่ายเอง (Sourcing) เพราะต้องการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของโฮมโปร ปัจจุบันมีสัดส่วนสินค้าของโฮมโปรอยู่ 22% โดยจะพัฒนาและคัดเลือกสินค้ามาจำหน่ายให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการในสัดส่วน 25%   ล่าสุด การเปิดให้บริการโฮมโปรในสาขา ศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต โฮมโปรเพิ่มสินค้าแบรนด์ใหม่ของตนเองมากถึง 10-15% กระจายไปในหลายกลุ่มสินค้า ที่สำคัญสินค้าได้ถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ New Normal อาทิ เครื่องบรรจุอาหารสุญญากาศ จากพฤติกรรมของลูกค้าที่มักจะประกอบอาหารกินเองที่บ้าน หรือทำขนมขายและต้องการจัดเก็บอาหารไว้ให้ได้นาน หรือการแพ็คอาหารขาย การจำหน่ายอุปกรณ์ปลูกผักที่เป็นระบบอัตโนมัติ รองรับกับพฤติกรรมการปลูกพักของคนที่ใช้เวลาอยู่บ้าน เป็นต้น 2.การจัดดิสเพลย์สินค้า ตอบโจทย์ Home Solution โฮมโปร สาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต ถือเป็นสาขาใหม่ล่าสุดของปีนี้ สาขาที่ 85 ที่มีรูปแบบการจัดเลย์เอาท์ของจำหน่ายสินค้าด้วยรูปแบบใหม่ ที่รองรับกับวิถีชีวิต New Normal  ด้วยการจัดกลุ่มสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกันมาไว้ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน พร้อมกับการจัดดิสเพลย์สินค้าให้เห็นถึงการใช้งานที่ร่วมกัน อาทิ การจัดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ไว้ใกล้กับจาน ชาม อุปกรณ์ครัว อุปกรณ์ประกอบอาหาร เพราะโฮมโปรพบว่า ในช่วงล็อกดาวน์  ลูกค้าซื้อเตาอบขนมไปทำขนมขาย ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นมากถึง 3-4 เท่าตัว ทำให้สาขาใหม่จึงจัดสินค้าที่ต้องใช้ในการทำขนมมาไว้ในพื้นที่ใกล้กัน   แนวคิดของการปรับเลย์เอาท์แสดงสินค้า จะถูกนำไปใช้กับสาขาเดิมของโฮมโปรด้วย เพื่อทำให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าภายในโฮมโปร สามารถได้สินค้าครบตามความต้องการ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของ Total Home Solution ของโฮมโปรที่ต้องการขายสินค้าให้กับลูกค้าแบบครบจบในที่เดียว ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดยอดขายต่อบิลที่สูงขึ้น โดยโฮมโปรสาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต คาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้เดือนละ 100 ล้านบาท ใกล้เคียงกับสาขาขนาดใหญ่อื่น ๆ ของโฮมโปร   สำหรับศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต บริษัทได้ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 สาขา โดยมีคอนเซ็ปต์การพัฒนาให้เป็น  Life Style Mall  ซึ่งสาขาดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนรังสิต-ธัญญบุรี พื้นที่กว่า 25 ไร่ รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 35,000 ตร.ม.  ภายในโครงการของศูนย์การค้าประกอบไปด้วย ร้านอาหารแบรนด์ชั้นนำ  Homepro และTop Super Market และร้านค้าปลีกชื่อดังกว่า 100 ร้านค้า ศูนย์อาหาร Street Food Market ศูนย์รวมความบันเทิง และพักผ่อน The Fitness Society และ Play Tory (PlayLand) ส่วนโฮมโปร สาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ  ถือเป็นสาขาแห่งที่ 85  มีพื้นที่กว่า 9,000 ตรม. ตั้งอยู่ชั้น 2 ของศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ ซึ่งในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะเปิดสาขาที่ 86 ที่ย่านสุขสวัสดิ์ เพื่อผลักดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้    
KEF เผยโฉม LS50 Meta และ LS50 Wireless II ลำโพงสองรุ่นแรกที่พ่วงเทคโนโลยีดูดซับเสียงสะท้อนแบบใหม่ล่าสุด

KEF เผยโฉม LS50 Meta และ LS50 Wireless II ลำโพงสองรุ่นแรกที่พ่วงเทคโนโลยีดูดซับเสียงสะท้อนแบบใหม่ล่าสุด

KEF เผยโฉม LS50 Meta และ LS50 Wireless II คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด KEF (เคฟ) เผยโฉมคอลเลคชั่น LS50 ใหม่ล่าสุด นำเสนอลำโพงสองรุ่น ได้แก่ LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II’ ที่ต่อยอดมาจากนวัตกรรมอันยอดเยี่ยมของ LS50 รุ่นก่อนหน้าในตำนาน แม้ว่าเคฟได้สร้างมาตรฐานเครื่องเล่นเสียงไว้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด แต่จากการค้นคว้าอย่างเข้มข้นกว่าสามปีทำให้คอลเลคชั่น LS50 ตัวใหม่ล่าสุดนี้ยกระดับมาตรฐานเครื่องเล่นเสียงของเคฟ ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โดยทั้ง LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II’ พร้อมมอบพลังเสียงคมชัดและใสเป็นธรรมชาติ ที่ทุกคนต้อง ‘Listen and Believe’ หรือลองฟังและพิสูจน์ด้วยตัวเอง   กว่าศตวรรษที่เคฟเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างเสียงที่เป็นธรรมชาติและสมจริง จนทำให้ผู้ฟังสามารถสัมผัสประสบการณ์เสมือนกำลังนั่งฟังดนตรีสดจากศิลปินคนโปรด หรือฟังเรื่องราวที่มีผู้บรรยายกำลังนั่งเล่าอยู่ข้างๆ หรือกระทั่งรู้สึกว่ากำลังอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันกีฬาอันดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นการเพลิดเพลินกับภาพยนตร์ที่คุณชื่นชอบบนโซฟา การนั่งทำงานภายในสตูดิโอในบ้าน หรือการฟังเพลงเสริมบรรยากาศ เคฟให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่เหนือชั้นเสมอ   MAT เทคโนโลยีการดูดซับเสียงแบบใหม่ ครั้งนี้เคฟสานต่อความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมที่ไร้ขีดจำกัด เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหนือความคาดหมาย จนกลายมาเป็นคอลเลคชั่น LS50 ใหม่ที่สามารถนำเสนอเสียงอันบริสุทธิ์แบบที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ เป็นเสียงดุจธรรมชาติสร้างที่ผู้ฟังสามารถดื่มด่ำอรรถรสได้เต็มพิกัดในทุกทัศนียภาพของเสียง ให้คุณสัมผัสได้ถึง ‘Every note, Every word, Every detail’ แบบเต็มอิ่มครบรส ถือเป็นลำโพงแรกของโลกที่ปฎิวัติวงการโดยมีการนำเทคโนโลยีดูดซับเสียงสะท้อน Metamaterial Absorption Technology (MAT) มาใช้ในการออกแบบลำโพงเป็นครั้งแรกของโลก แหวกทุกกฎเกณฑ์เดิมเรื่องการดูดซับเสียงสะท้อนในลำโพง ซึ่งเคฟได้ออกแบบพัฒนาร่วมกับ Acoustic Metamaterials Group   เทคโนโลยี MAT เกิดจากการใช้วัสดุสังเคราะห์ใหม่ที่มีคุณสมบัติขั้นสูงในการดูดซับเสียงส่วนเกินที่แผ่ออกมา ช่วยลดการบิดเบือนความใสของเนื้อเสียง ทำให้ได้เสียงแท้ที่คมชัดกว่าเดิม ซึ่ง MAT นี้ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างเหมือนเขาวงกต เพื่อให้แต่ละช่องสามารถดูดซับเสียงที่มีความถี่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทำงานประสานกันโครงสร้างนี้เปรียบเสมือนหลุมดำของเสียงที่สามารถดูดซับเสียงส่วนเกิน ลดความผิดเพี้ยนของความถี่สูง ได้กว่า 99% ในขณะที่กรรมวิธีแบบอื่นๆ มีประสิทธิภาพการกำจัดเสียงเกินส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 60% เท่านั้น ดังนั้นผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงจึงมีความโดดเด่นยากจะหาใครเทียบ     ทั้ง LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II’ ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพของไดรเวอร์เพื่อให้เสียงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และความผิดเพี้ยนของเสียงน้อยลง โดยมาพร้อมเทคโนโลยี Uni-Q ไดร์เวอร์เจนเนอเรชั่น 12 โดยไดร์เวอร์ Uni-Q จะทำงานร่วมกันกับ MAT ที่ช่วยให้กระจายเสียงได้ทั่วห้องอย่างสม่ำเสมอ ให้คุณดื่มด่ำกับเสียงเสมือนจริงได้จากทุกมุมห้องและยังมีกรวยลำโพงแยกแบบใหม่และการพัฒนาระบบมอเตอร์ที่ช่วยลดความเพี้ยนของเสียง ทำให้ได้เสียงโปร่งขึ้นและมีเบสลึกขึ้นกว่าเดิม   นอกจากนี้ ทั้ง LS50 Meta และ LS50 Wireless II ยังมีการพัฒนาจากลำโพง LS50 รุ่นเดิมในส่วนต่างๆ ได้แก่ การใช้พอร์ตเสียงเบสที่มีความยืดหยุ่น (off-set flexible bass port) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและลดความผิดเพี้ยนของเสียง การใช้ตู้ลำโพงที่มีลักษณะโค้งทำให้เกิดการเลี้ยวเบนของคลื่นที่ต่ำ (curved baffle) และใช้หลักการดีไซน์ตู้ลำโพงแบบ Finite Element Analysis (FEA) พร้อมโครงสร้างซับพอร์ตภายในด้วยหลักการ Cross Bracing และ Constrained Layer Damping เพื่อให้ได้โครงสร้างตู้ที่แข็งแกร่งมั่นคง ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ประกอบเป็น ‘LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II ที่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้รอยต่อก่อให้เกิดเสียงที่ชัดเจนทุกรายละเอียดอย่างยอดเยี่ยม เกิดความผิดเพี้ยนของเสียงน้อยมาก ไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของห้อง   สำหรับ LS50 Wireless II มี มีการประมวลผลสัญญาณดิจิทัลขั้นสูง ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีเสียง Music Integrity Engine ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเคฟ แอมพลิฟายเออร์คลาส A / B 100W ตัวใหม่ที่ช่วยให้กำลังทวีตเตอร์ และแอมพลิฟายเออร์คลาส D 280W ช่วยขับเสียงกลาง / เบส ทำให้ LS50 Wireless II เป็นลำโพงที่ประสิทธิภาพเยี่ยม ทรงพลังและยังได้รับการรับรองจาก Roon Ready ด้วย สามารถครอบคลุมทุกการเชื่อมต่อบนระบบ Apple หรือ Android ผ่านแอป KEF Connect ให้คุณสามารถฟังเพลงหรือปรับแต่งเสียงได้ตามความต้องการ และสามารถสตรีมดนตรีผ่าน Tidal, Amazon Music, Qobuz, Deezer, Podcasts หรือสามารถสตรีมโดยตรงจากแอป Spotify Connect LS50 Wireless II และยังมีออดิโอไฟล์ที่รองรับการสตรีมไฟล์เพลงสูงสุด 24 บิต / 384kHz ตลอดจนการถอดรหัส MQA และ DSD256 เพื่อการเล่นเสียงที่มีความละเอียดสูงอย่างแท้จริง ให้คุณเป็นอิสระไปกับทุกเสียงเพลงในทุกๆ เวลา   นอกจากประสิทธิภาพอันทรงพลังแล้ว LS50 Meta และ LS50 Wireless II ยังมาพร้อมดีไซน์ตู้ลำโพงที่สวยงามที่ออกแบบรูปทรงส่วนโค้งด้านหน้าเพื่อประสิทธิภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม ตามแบบฉบับของ KEF โดยทีมดีไซเนอร์ของ KEF ยังให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดการดีไซน์เพื่อให้แน่ใจว่าลำโพง LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II’ สามารถกลมกลืนและเสริมสร้างสภาพแวดล้อมราวกับเป็นเฟอร์นิเจอร์หนึ่งภายในบ้านคุณ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ตัวลำโพงให้มีความหรูหราสวยงามและมาพร้อมหลากหลายสีให้เลือกสรร ด้วย Carbon Black, Titanium Grey, Mineral White และสี Special Edition เฉพาะรุ่น LS50 Meta สี Royal Blue และ LS50 Wireless II สี Crimson Red ที่สามารถเลือกแมทช์ได้กับขาตั้งพื้นรุ่น Bespoke S2 ที่มีมาในสี Carbon Black, Titanium Grey, Mineral White และสี Special Edition ได้อย่างสมบูรณ์   ลำโพงเคฟนำเข้าและจัดจำหน่ายโดยบริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด สามารถสัมผัสประสบการณ์จริงกับเสียงใสที่คมชัดกว่าเคย สำรองเวลาทดสอบเสียง ’book a demo’ ลำโพง คอลเลคชั่น LS50 ใหม่ที่มีเทคโนโลยีวัสดุดูดซับเสียง MAT สองรุ่นแรกของโลกได้เร็ว ๆ นี้ที่ตัวแทนจำหน่ายหรืออีเมลสอบถามรายละเอียด ‘book a demo’ มาที่ kef@vgadz.com   สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วทางออนไลน์ได้ที่ www.vgadz.com/kef หรือที่ the Gadget centralworld ชั้น 4, ร้าน Piyanas ทุกสาขา, SweetPig Audio, BKK AUDIO, .Life, Fullbright Technology, Bangkok Digital, mercular.com, มั่นคงแก็ดเจ็ท และร้านเครื่องเสียงชั้นนำทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/vgadz/ และ https://www.vgadz.com/kef  
แคตตาล็อกอิเกีย 2021  เปิดตัวแล้ว  พร้อมหั่นราคาถูกลง 20%

แคตตาล็อกอิเกีย 2021 เปิดตัวแล้ว พร้อมหั่นราคาถูกลง 20%

แคตตาล็อกอิเกีย 2021 เปิดตัวแล้ว พร้อมกับการหั่นราคาสินค้าขายดีถูกลง 20% กว่า 376 รายการ รับกำลังซื้อลดลง พร้อมเปิดตัว E-catalogue รับยอดขายออนไลน์เติบโต คาดสัดส่วนเพิ่มเป็น 20%  ในอีก 1-2 ปี   ในช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี แม้ว่าจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาการเข้าสู่ปีใหม่ แต่สำหรับ อิเกีย (IKEA) แล้ว ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการเปิดตัวแคตตาล็อกเล่มใหม่ของค.ศ.หน้า ที่กำลังจะก้าวมาถึง โดยในปีนี้ก็เช่นกันช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา “อิเกีย” ได้เปิดตัวแคตตาล็อก 2021 ออกมาอวดโฉมให้บรรดาลูกค้าและแฟนคลับที่ชื่นชอบสินค้าของอิเกียให้ได้เลือกซื้อกัน โดยแคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีไฮไลท์ที่น่าสนใจ คือ 1.สินค้ายอดฮิตหั่นราคา 20% แคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีสินค้า 376 รายการที่ได้ปรับลดราคาถูกลงกว่า ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 20% จากปกติที่ผ่านมาลดราคาเพียง 10-12% เท่านั้น  และถือว่าเป็นการลดราคาสินค้าที่มากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยต้องการให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้น และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ซึ่งลดลงต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ เป็นการวางแผนไว้ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19    สินค้าในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ที่ปรับราคาลดลง เป็นสินค้าที่ขายดีและลูกค้าชื่นชอบอยู่แล้ว มีครบทุกกลุ่มสินค้า และทุกหมวดหมู่ อาทิ สินค้าห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน 2.สินค้าใหม่กว่า 2,000 รายการ แคตตาล็อกอิเกีย 2021 ได้มีสินค้าใหม่ออกมาจำหน่ายกว่า 2,000 รายการ โดยจะทยอยวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี   สินค้าใหม่ภายในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ที่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองเป็นหลักมากถึง 70% และอยู่อาศัยในพื้นที่จำกัด เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านจึงต้องมีฟังก์ชั่นหลากหลายในการใช้งาน และมีขนาดเหมาะสม 3.ออก E-catalogue รับออนไลน์โต   นอกจากแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ซึ่งมาในรูปแบบหนังสือ ยังมีการจัดทำแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ในรูปแบบ E-catalogue เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้า และไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจัยที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์​ เพราะสินค้าในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 รูปแบบ E-catalogue สินค้าจะลิงค์ไปที่เว็บไซต์ของอิเกีย เพื่อสั่งซื้อสินค้าได้เลย นายรอย เดวาร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางนา เปิดเผยว่า ปัจจุบันยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถช่วยผลประกอบการของอิเกียได้จำนวนมาก มากกว่าที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งช่วงล็อกดาวน์ อิเกียสามารถขายสินค้าผ่านออนไลน์ได้มากถึง 18% ของยอดขายรวม จากปกติมียอดขายเพียงเลขตัวเดียว แม้ว่าปัจจุบันจะลดลงเฉลี่ย 12-14.5% เพราะลูกค้าหันมาซื้อสินค้าที่สโตร์มากขึ้นก็ตาม แต่เชื่อว่าแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอิเกียคาดว่าภายใน 1-2 ปีนับจากนี้ ยดขายผ่านช่องทางออนไลน์น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% (อ่านข่าวเพิ่มเติม ... ก้าวต่อไปของ อิเกีย บุกตลาดออนไลน์ หลังโควิด-19 ทุบยอดขายหาย 40%) 4.ยอดพิมพ์กว่า 38 ล้านเล่ม 32 ภาษา แคตตาล็อกอิเกีย 2021 หน้าปกจะเป็นไอเดียการตกแต่งห้องนั่งเล่น จากปี 2020 เปิดตัวแคตตาล็อกเป็นหน้าปกห้องนอน (อ่านข่าว...เปิด 5 เรื่อง (ไม่) ลับ ของแคตตาล็อกอิเกีย 2020 เพื่อแรงบันดาลใจในการอยู่อาศัย) โดยมีจำนวนตีพิมพ์ทั้งหมดทั่วโลกกว่า 38 ล้านเล่ม ด้วยจำนวนภาษามากถึง 32 ภาษา มีทั้งหมดด้วยกัน 69 เวอร์ชั่น เพื่อใช้ใน 53 ประเทศที่อิเกียเปิดให้บริการ ซึ่งแคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีจำนวน 280 หน้าและมากับปก 4 หน้า
5 กลยุทธ์ “โฮมโปร” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายรายได้ 69,000 ล้าน

5 กลยุทธ์ “โฮมโปร” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายรายได้ 69,000 ล้าน

ผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ประเทศ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจต่างต้องหยุดการดำเนินธุรกิจชั่วคราว คนส่วนใหญ่จำเป็นต้อง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” การใช้ชีวิตและการทำงานต้องเปลี่ยนเป็น Work From Home หลาย ๆ ธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และวิธีการทำตลาดใหม่ หันมามุ่งเน้นช่องทางตลาดออนไลน์ แทนการเปิดร้านขายแบบปกติ   การปิดสาขา หรือร้านขายสินค้าปกติ แน่นอนกระทบต่อยอดขายที่ต้องหายไป  แม้การเปิดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าอาจจะไม่ทดแทนกับยอดขายที่หายไปได้อย่างแน่นอน เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครคาดคิดและเตรียมแผนรับมือเอาไว้ล่วงหน้า   “โฮมโปร”  ศูนย์จำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และวัสดุก่อสร้าง ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกคดาวน์  ซึ่งทำให้ผลการดำเนินงานในรอบครึ่งปีแรกของปี 2563 นี้ ชะลอตัวลงในอัตรา 12% แม้ว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จะเพิ่มสูงขึ้น 350% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาก็ตาม นางสาวศิริวรรณ เปี่ยมเศรษฐสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดขายออนไลน์ของโฮมโปรเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉพาะช่วงเดือนเมษายน มียอดขายเติบโตถึง 500%  โดยปกติยอดขายออนไลน์เฉลี่ยต่อวันจะมีประมาณ 2-3 ล้านบาท แต่ช่วงโควิด-19 สามารถขายได้สูงถึง 20 ล้านบาทต่อวัน และหากวันไหนมีการจัด Live Facebook ขายสินค้าได้สูงถึงวันละ 30 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดขายออนไลน์จะเติบโตเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลการดำเนินงานโดยรวมของช่วงครึ่งปีแรก ยังลดต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรเตรียมแผนการตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับมาเติบโต และคาดหวังว่าจะสามารถทำผลประกอบการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ว่าจะมีรายได้ 69,000 ล้านบาทในปีนี้ สำหรับแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งโฮมโปรได้วางแผนไว้ ประกอบด้วย 1.การขยายสาขาใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง ในช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรวางแผนขยายสาขาขนาดใหญ่ 2 แห่ง ที่ย่านรังสิต และย่านสุขสวัสดิ์ ซึ่งตามแผนเดิมโฮมโปรจะขยายสาขาในรูปแบบโฮมโปร เอส ซึ่งเป็นาขาขนาดเล็ก อยู่ในพื้นที่ศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ แต่จากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ ศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่จะเข้าไปขยายสาขา ยังไม่เปิดให้บริการ ทางโฮมโปรจึงต้องเลื่อนกำหนดการขยายสาขาออกไปเป็นปีหน้าแทน 2.จัดอีเวนต์ 5 งานใหญ่ ในช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรวางแผนจัดงานอีเวนต์ 5 งานหลัก ได้แก่ งานโฮมโปร แฟร์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดไปแล้วในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา งานโฮมโปรเอ็กซ์โป เมืองทองธานี ช่วงจัดขึ้นใน วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2563 นี้ และอีก 3 งานที่กำลังจะจัดขึ้นต่อไป ได้แก่  งานโฮมโปร เอ็กซ์โป จ.เชียงใหม่  งานโฮมโปร เอ็กซ์โป จ.ขอนแก่น และงานโฮมโปร เอ็กซ์โป เมืองทองธานี ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งนอกเหนือจากงานอีเวนต์หลักดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมภายในสาขา เช่น งานวันครบรอบ การจัดโปรโมชั่นประจำปี และการไปร่วมกับพันธมิตรในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย   3.เปิดตัว Homepro Mobile  Application สำหรับช่องทางตลาดออนไลน์ ปัจจุบันโฮมโปรมีการจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.homepro.co.th  และ  Application Line “SHOP4YOU” และการสั่งซื้อสินค้าผ่านโทร 1284 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ที่ไม่สามารถเดินทางมาซื้อสินค้าที่สาขาได้ และเป็นการเสริมช่องทาง Omni Channel ของโฮมโปรให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น  จึงเตรียมเปิดตัว Homepro Mobile Application ในวันที่ 1 กันยายน 2563 นี้ โดยโฮมโปรตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์ จากปัจจุบันประมาณ​ 3% ให้ได้ประมาณ 5% ตามเป้าหมายในปีนี้   4.พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ระบบโลจิสติกส์  ถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันโฮมโปรมีการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในพื้นที่สาขาตั้งอยู่รัศมี 30 กิโลเมตร เมื่อสั่งซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท แต่ในช่วงเกิดภาวะโควิด-19 ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเพียง 500 บาท ก็สามารถได้รับบริการจัดส่งสินค้าได้เช่นกัน โดยบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้า ให้มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยบริการ “SAMEDAY Delivery” หรือการบริการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวกับที่สั่งซื้อสินค้า ซึ่งเริ่มต้นทดลองระบบดังกล่าวในงานโฮมโปร เอ็กซ์โป ครั้งที่ 31 ก่อน หากประสบความสำเร็จจะนำมาใช้จริง   นอกจากนี้ ทางโฮมโปร ยังได้ขยายระยะเวลาการให้บริการจัดส่งสินค้า  จากเดิมจัดส่งภายในเวลา 18.00 น. เป็นการจัดส่งภายในเวลา 21.00 น. ซึ่งแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โฮมโปรยังทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งสินค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตจะขยายศูนย์กระจายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้นด้วย 5.เพิ่มความหลากหลายสินค้า รับ New Normal สินค้า คือ ความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีทั้งความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการเข้าสู่ความปกติวิถีใหม่ หรือ New Normal ของลูกค้าในยุคโควิด-19 โดยโฮมโปรมองว่าสินค้าที่จะนำมาจำหน่าย ต้องมีความหลากหลาย  จึงได้ปรับสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด Happy Home Healthy Living ยิ่งอยู่บ้าน ยิ่งรู้ว่าบ้านต้องการอะไร  ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความเป็น Total Home Solution  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม   -ลูกค้าที่ต้องทำงานที่บ้าน (Work from Home) เช่น เฟอร์นิเจอร์, โต๊ะ, เก้าอี้ -ลูกค้าที่ต้องการความบันเทิงภายในบ้าน (Entertainment Home) เช่น Smart TV. -กลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเรียนออนไลน์ (Learning at Home)  -กลุ่มที่ทำอาหารเอง (Cooking at Home) เช่น หม้อทอด, เครื่องครัว, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก -กลุ่มสินค้าสุขอนามัย (Hygienic) เช่น เครื่องอบจาน, เครื่องซักผ้า, เครื่องอบผ้า, เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องกรองน้ำ -สินค้าจำเป็นในการดูแลบ้าน ซ่อมแซม ปรับปรุง และบริการด้าน Home Service การันตีด้วยทีมช่างมืออาชีพ   บทสรุปสุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โฮมโปร จะยังสามารถกอบกู้ยอดขายที่หดหายไปในช่วงครึ่งปีแรก ให้กลับมาได้ตามเป้าหมายรายได้ปีนี้ 69,000 ล้านบาท หรือไม่ ต้องรอดูว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ ที่วางแผนออกมานั้น มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
นิปปอนเพนต์ผนึก 3 พันธมิตรระดับโลก เตรียมรับมือตลาดฟื้นตัวหลังหมดโควิด-19

นิปปอนเพนต์ผนึก 3 พันธมิตรระดับโลก เตรียมรับมือตลาดฟื้นตัวหลังหมดโควิด-19

นิปปอนเพนต์ผนึกกำลัง 3 พันธมิตรระดับโลก “เทอร์ราโก้ – เกรโก้ -  เมอร์กา” ลุยตลาดสีกลุ่ม Professional Series รับทิศทางอุตสหกรรมก่อสร้างฟื้นตัว หลังโดนพิษไวรัสโควิด-19 ทุบตลาดติดลบ 10-15% มั่นใจปี 2564 ตลาดโตอีกครั้ง   นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ในประเทศไทย  เปิดเผยว่า  ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างในปีนี้คาดว่าจะลดลง 10-15% จากเดิมที่เคยเติบโต 3-5% ต่อปี  ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา  และยังส่งผลต่อการใช้สีเพื่อการปรับปรุง (Renovation) เกิดการชะลอตัวของการใช้ตามมาด้วย ทำให้ความต้องการใช้สีในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 15-20%   แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังพบว่า ยังมีงานก่อสร้างอาคารใหม่บางส่วนที่ยังคงก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง เพราะมีระยะเวลาในการส่งมอบงานที่ชัดเจน โดยประเมินว่าภายหลังจากที่สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง  ในปี 2564 ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างจะกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง สำหรับทิศทางการดำเนินงานของบริษัทนั้น  ล่าสุดได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ 3 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมก่อสร้างระดับโลก เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีส่งเสริมการทำงานอย่างมืออาชีพ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์, เจ้าของอาคาร, สถาปนิกและนักออกแบบ, ผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงช่างสี เป็นต้น ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น   โดยเริ่มจากการพัฒนานวัตกรรมแรกเพื่อผู้ประกอบการผ่านระบบ  Professional Series by Nippon Paint ด้วยการผนึกกำลังกับ 3 แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้าง  ได้แก่ เทอร์ราโก้ (Terraco) จากประเทศสวีเดน เกรโก้ (Graco) จากประเทศสหรัฐอเมริกา และเมอร์กา (Mirka) จากประเทศฟินแลนด์     สำหรับเทอร์ราโก้ (Terraco) ประเทศสวีเดน ถือว่าเป็นผู้นำด้านวัสดุตกแต่งผิว เช่น อะคริลิกฉาบบาง อะคริลิกกันซึม วัสดุอุดโป๊ว ด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งนานกว่า 40 ปี ด้วยวัตถุดิบและเทคโนโลยีการผลิตที่คัดสรรมาอย่างดี ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเทอร์ราโก้มีความทนทานสูงตอบโจทย์การออกแบบการตกแต่งผิวที่มีความหลากหลายซับซ้อนมากขึ้น  และเทอร์ราโก้เป็นผู้ผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้งานอีกด้วย   ส่วนเกรโก้ (Graco) ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้นำอันดับหนึ่งของโลกในด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องพ่นสี ด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเกรโก้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา จำหน่ายในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิเช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง การประกอบรถยนต์และซ่อมรถยนต์  อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เกรโก้ทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดและตอบสนองความคุ้มค่าที่มากที่สุด ปัจจุบันจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก   ขณะที่เมอร์กา (Mirka) ประเทศฟินแลนด์  ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดาษทรายและผลิตภัณฑ์สำหรับการขัดพื้นผิวที่ไร้ฝุ่น (Net Sanding) รายแรกของโลก  ด้วยนวัตกรรมการสร้างกระบวนการผลิตสารเคลือบผิวที่คิดค้นขึ้นใหม่  อาทิ เครื่องขัดไฟฟ้าไร้ฝุ่น อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพสูง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดดเด่นเหนือคู่แข่งสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของเมอร์กากว่า 90%  ถูกส่งออกไปจำหน่ายในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก   ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของโลก ที่ 4 บริษัทชั้นนำจากอุตสาหกรรมก่อสร้างมาร่วมมือ  เพื่อยกระดับการทำงานของมืออาชีพให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการทำงานที่เร็วขึ้น ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพงาน โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาระบบสีเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมก่อสร้าง คือ ระบบปิดผิวผนัง โปร-วอลล์ ฟินิช (Pro-Wall Finish) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อความคุ้มค่า ทั้งการยึดเกาะ ประหยัดค่าใช้จ่าย  ประหยัดเวลา รวมถึงการใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้ Professional Series  และในอนาคต นิปปอนเพนต์  มีแผนขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Professional Series ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น   นายวัชระ กล่าวในตอนท้ายว่า ภายหลังจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลายจะทำให้ทิศทางของอุตสาหกรรมในครึ่งปีหลังกลับมาคึกคัก จากกลุ่มลูกค้ารีโนเวตที่จะกลับมามากขึ้น      
รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ

รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ

รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ เอาล่ะ ถ้าคุณมีความคิดว่าการทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ยุ่งยาก แล้วก็ไม่สนุกเลยซักนิด ที่ต้องกลายร่างมาเป็นนางแจ๋วหน้ามัน หัวกระเซิงเพื่อกำจัดฝุ่นภายในบ้านให้หมดเกลี้ยง.... เราขอให้คุณเปลี่ยนความคิดซะใหม่ แล้วตามเราไปดูกันว่า เราจะช่วยให้ “งานทำความสะอาดบ้าน” เป็นเรื่องสวยๆ ชวนพิสมัยได้อย่างไร   เกิดเป็นผู้หญิงในยุคนี้ งานนอกบ้านก็ต้องเริ่ด งานในบ้านก็ต้องให้เป๊ะ ดังนั้นการทำความสะอาดบ้านสำหรับแม่บ้านยุคใหม่แบบเราที่เวลาก็รีบเร่ง จะต้องบริหารเวลาสำหรับงานบ้านให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดค่ะ เริ่มจากหาผู้ช่วยคนสำคัญ อย่าง “Dyson V11 Absolute” เพื่อให้งานทุกอย่างสะดวกรวดเร็ว ได้บ้านสะอาดเอี่ยมในพริบตา     ด้วยประสิทธิภาพพลังดูดของ Dyson V11 Absolute ตัวล่าสุดนี้ บวกกับขนาดของแบตเตอรี่ที่ทรงพลังที่สุดที่ Dyson เคยมีมา ทำให้ระยะเวลาในการทำงานสูงสุด 60 นาทีนี้ เป็น 60 นาทีที่คุ้มค่าที่สุดในการทำความสะอาดบ้านสำหรับเรา ยิ่งเป็นคอนโดมิเนียมขนาดไม่เกิน 300 ตร.ม. แบบที่เราอยู่ด้วยแล้ว รับรองว่าสบายหายห่วงได้เลย   เริ่มต้นการทำความสะอาดบ้านวันนี้ด้วย การจิบกาแฟนิดๆ เช็คเมลซักหน่อย พร้อมกับดูดฝุ่นไปด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะว่า Dyson V11 Absolute เป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่มีน้ำหนักกำลังพอดี สามารถถือและทำงานสะดวกได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว     เมื่อเป็นแม่บ้านในยุคดิจิตอลแล้ว ทุกอย่างก็ต้องดูทันสมัยจริงมั้ยคะ แน่นอนว่า Dyson V11 Absolute นี้ทำงานเต็มกำลังได้แรงสุดๆ แบบไม่เคยงอแง เพราะ Dyson ดิจิตอลมอเตอร์ V11 มีพลังดูดที่เพิ่มกว่ารุ่นก่อนๆ ถึง 20% แถมยังมีหน้าจอ LCD เพิ่มความไฮโซเข้าไปอีก ซึ่งหน้าจอ LCD นี้จะแสดงโหมดการทำความสะอาดให้เห็นอย่างชัดเจน แล้วก็ยังง่ายต่อการสลับโหมดด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นโหมด Eco แบบประหยัดพลังงาน, โหมด Auto แบบสวยๆ และ Boost ที่พลังดูดแรงสะใจ   เอาจริงๆ แล้วสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แค่โหมด Eco หรือ Auto ก็ทำให้บ้านเราสะอาดเรียบร้อยได้แล้วค่ะ แต่บางพื้นผิว หรือพื้นที่ที่ต้องการแรงดูดอันทรงพลังมากๆ อย่างพื้นพรมหนาๆ หรือต้องการกำจัดไรฝุ่นบนที่นอนและโซฟา โหมด Boost ก็พร้อมจะเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งได้อย่างไม่มีเกี่ยงงอนเลยทีเดียว     ความไฮเทค ไฮโซของการมีหน้าจอ LCD ไม่ได้มีดีแค่การบอกโหมดการใช้งานเท่านั้นนะจ๊ะ เพราะหน้าจอเล็กๆ นี้ยังสามารถแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานปัจจุบัน พลังงาน และเวลาที่คงเหลือ เพื่อให้เราวางแผนการทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น แถมยังช่วยแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาต้องทำความสะอาดตัวกรองให้อีกด้วย   คุยเรื่องสเปคต่างๆ ของตัวเครื่องอย่างเดียวเดี๋ยวจะหาว่าโม้ งานนี้บอกเลยว่า เราได้ทดลองใช้จริงไรจริงไม่พึ่งสแตนอินนะจ๊ะ เรียกว่าแกะกล่องแล้วก็เอามาดูดๆๆๆๆ กันให้ครบทุกซอกทุกมุมในบ้านให้รู้กันไปเลย ก็ Dyson เค้าเป็นตัวจริงเรื่องเครื่องดูดฝุ่นที่หมกมุ่นพัฒนามานานกว่า 25 ปีเลยนี่นา แล้วจะต้องไปง้อยัยแจ๋วจอมอู้อีกทำไม   "รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ" จากประสบการณ์ใช้จริง ข้อแรกเราเห็นว่า Dyson V11 Absolute ตัวนี้ จับได้ถนัดมือขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ควบคุมทิศทางได้ง่าย ถึงแม้น้ำหนักของตัวเครื่องจะไม่ได้เบาหวิวจนสามารถยกดูดฝุ่นบนที่สูงๆ ได้คราวละนานๆ แต่ชะนีออกกำลังกายแบบเราก็สามารถอยู่ค่ะ ถือว่าเป็นการเวทเทรนนิ่งเบาๆ ซึ่งในชีวิตจริงแล้ว เราก็ไม่ได้จับเครื่องดูดฝุ่นมายกดูดผ้าม่านกันทุกวันหรอกจริงมั้ย     จุดเด่นต่อมาของ Dyson V11 Absolute คือ หัวแปรงดูด และอุปกรณ์เสริมที่ให้มาเยอะแยะมากมายจนบางทีก็แอบงงว่าตัวเองเลือกใช้ถูกประเภทอยู่รึเปล่า ซึ่ง Highlight ของรุ่นนี้คือ หัวดูดแบบ High Torque ที่เป็นหัวแปรงแรงบิดสูงพร้อมเซ็นเซอร์โหลดแบบไดนามิก (Dynamic Load Sensor - DLS) โดยระบบนี้จะช่วยตรวจจับแรงต้านของพื้นผิว เพื่อทำการเปลี่ยนโหมดพลังดูดให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ทำให้แม่บ้านสมัยใหม่อย่างเราไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกดโหมดถูกๆ ผิดๆ จนทำให้การทำความสะอาดบ้านขาดความเนี้ยบแล้วต้องเหนื่อยทำซ้ำอีกรอบ     ส่วนหัวดูดแบบอื่นๆ ก็คล้ายกับรุ่นก่อนเลยค่ะ มีทั้งหัวดูดลูกกลิ้งนุ่ม, หัวดูดมอเตอร์ขนาดเล็ก, หัวดูดปากแคบ, หัวดูด 2 in 1, และแปรงปัดฝุ่นขนนุ่ม ซึ่งหัวดูดแต่ละอันก็มีคุณสมบัติเฉพาะที่ต่างกันออกไป ทำให้ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นผงขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เศษขนม เส้นผม ขนสัตว์เลี้ยง ฝุ่นฝังแน่น หรือแม้แต่สารก่อภูมิแพ้อย่างไรฝุ่นตัวจิ๋ว ก็เก็บได้เรียบโดยไม่ทำลายพื้นผิวแต่อย่างใด ที่สำคัญหัวดูดทุกตัว ข้อต่อทุกชิ้นสามารถถอดเปลี่ยนได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คลิกเดียว ทำให้แม่บ้านสวยๆ แบบเราไม่ต้องออกแรงเยอะเลยค่ะ     พูดถึงฝุ่นผงขนาดเล็ก รวมถึงสารก่อภูมิแพ้แล้ว หลายคนอาจจะกลัวว่า มอเตอร์ที่ดูดแรงทรงพลังอย่างนี้ แรงลมที่ออกมาทางท้ายเครื่องจะพาอะไรต่อมิอะไรฟุ้งกระจายเต็มอากาศในห้องมั้ย เรื่องนี้ทาง Dyson เค้าเคลมว่า Dyson V11 Absolute มีระบบการกรองที่ปิดผนึกอย่างแน่นสนิท สามารถดักจับอนุภาคฝุ่นที่มีขนาดเล็กระดับ 0.3 ไมครอน ได้ถึง 99.97% เลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเกสรดอกไม้ หรือแบคทีเรียต่างๆ ที่ว่าอนุภาคเล็กจนต้องมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ ก็จะถูกเก็บเข้าไปในถังฝุ่นจนหมดเกลี้ยง   แล้วถ้าถังฝุ่นเต็มล่ะ? เราต้องสัมผัสกับถังเก็บฝุ่น ต้องกลั้นหายใจใส่หน้ากากสิบชั้นอีกรึเปล่า? ลืมภาพถุงเก็บฝุ่นที่มีแต่ฝุ่นผงนานาชนิดจนเกรอะกรังเทเท่าไหร่ก็หลุดไม่หมดไปได้เลย เพราะ Dyson มีการออกแบบวิธีการเทถังฝุ่นแบบที่เราไม่ต้องสัมผัสโดนฝุ่นเลยยยยยย ซึ่งในรุ่น V11 Absolute นี้พัฒนามาดีกว่ารุ่นเก่าเยอะ ด้วยระบบ Point and Shoot แค่เรายื่นฝาถังเก็บฝุ่นลงไปในถุงขยะ แล้วก็ปลดสลักตัวล็อค ฝุ่นทั้งหมดก็จะลงไปกองอยู่ในถุงขยะแล้ว เหลือแค่ผูกปากถุงให้เรียบร้อย แล้วก็ปิดฝาถังเก็บฝุ่นแค่นี้พร้อมใช้งานครั้งต่อไปได้สวยๆ     เรื่องการจัดเก็บเครื่องก็เป็นอีกเรื่องที่มักจะกวนใจแม่บ้านสายเนี้ยบอย่างเรา เพราะหลายครั้งอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ ก็ไม่ได้สวยงามชวนให้เอามาอวดโชว์ซักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหากับ Dyson ไหนๆ ก็ซื้อมาตั้งแพงแล้ว ถ้าอยากจะแอบวางไว้อวดเบาๆ ก็ไม่น่าจะแปลกเกินไปหรอกเนอะ ก็ในกล่องเค้ามีตัวแขวนยึดกับผนังพร้อมแท่นชาร์จมาให้ด้วยค่ะ ทำให้การจัดเก็บเครื่องดูเป็นระเบียบเรียบร้อยจนอยากจะอวดชาวโลกให้รับทราบโดยทั่วกัน นอกจากจะทำให้หยิบใช้งานได้ง่าย พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ขัดตาอะไรถ้าจะมีเครื่องดูดฝุ่นอย่าง Dyson แขวนไว้ในห้องกับเค้าด้วย     เชื่อว่าเครื่องดูดฝุ่น Dyson น่าจะเป็นไอเทมในฝันของแม่บ้านยุคใหม่หลายๆ คนเลยแหละ ยิ่งโดนเราป้ายยาแบบนี้คงต้องอยากได้กันบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถ้าลังเลยังไม่ปักใจเชื่อรีวิวของเรา ลองไปทดลองเล่นเครื่องจริงกันได้ที่ร้าน Dyson Demo สยามพารากอน และไอคอนสยามก่อนได้นะคะ รวมถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีหลายแห่งเลยจ้า แต่ถ้าการป้ายยาของเราได้ผล นอกจากการเดินไปช็อปปิ้งด้วยตัวเอง ยื่นบัตรให้พนักงานรูดปรื้ดๆ แล้ว เรายังสามารถเข้าไปคลิกสั่งซื้อแบบออนไลน์ให้สมกับเป็นแม่บ้านยุคใหม่กันได้ที่ เว็บไซต์ https://www.dyson.co.th/ เชื่อเถอะว่า มันจะเป็นการลงทุนเงินหมื่น ที่คุ้มแสนคุ้มเลยทีเดียว   แล้วถ้าอยากได้ห้องชุดสวยๆ อยู่ใจกลางเมือง มีวิวดีๆ ติดริมน้ำ หรืออยากมาเป็นเพื่อนบ้านกับเรา เชิญชมห้องตัวอย่างได้ที่ Park Court Sukhumvit 77 เลยจ้า   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไรฝุ่น ผู้ร้ายบนที่นอน (Dyson V8) รีวิว PARK COURT สุขุมวิท 77 คอนโดหรูห้องใหญ่ใจกลางเมือง เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้” บ้านสะอาดไร้ฝุ่นด้วย BOSCH Flexxo Serie 4  
อินเด็กซ์ฯ  ปรับตัวสู้โควิด ลุยออนไลน์ สร้างยอดโต 150% เดินหน้าปรับโฉมสาขาจับลูกค้าไฮเอนด์

อินเด็กซ์ฯ ปรับตัวสู้โควิด ลุยออนไลน์ สร้างยอดโต 150% เดินหน้าปรับโฉมสาขาจับลูกค้าไฮเอนด์

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ไตรมาสแรก ยังกวาดรายได้และทำกำไร แม้ต้องปิดสาขาชั่วคราว จากพิษโควิด-19  ลูกค้าหันไปช้อปปิ้งออนไลน์ ทำยอดขายเติบโต 150%  เดินหน้าทำตลาด หาสินค้าเพิ่มขายผ่านออนไลน์  ล่าสุด ปรับโฉม สาขาราชพฤกษ์ ปักหมุดโซนกรุงเทพฯ ตะวันตก รับกำลังซื้อผู้บริโภคไฮเอนด์   นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM  เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,211 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 118 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่ของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  ปิดดำเนินการเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ตามคำสั่งของกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของ COVID-19 อินเด็กซ์ฯ กวาดยอดออนไลน์โต 150% อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่หลายบริษัทดำเนินมาตรการ Work From Home เพื่อเพิ่มระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า โดยพบว่าผู้บริโภคเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าหมวดหมวดโต๊ะเก้าอี้สำนักงาน (Home Office) และหมวดของใช้ของตกแต่งบ้าน (Home decoration) โดยบริษัทฯ ได้ขยายความร่วมมือกับ Market Place เช่น Lazada, Shopee, และ JD Central    รวมถึงจัดโปรโมชั่นพิเศษ พร้อมส่งสินค้าฟรีทั่วประเทศ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ไตรมาสแรกที่ผ่านมามีอัตราเติบโตสูงถึง 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัทฯ เชื่อมั่นว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 45.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 43.8% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของสินค้า (Product Mix) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนในเครื่องจักรที่ยังไม่เริ่มใช้อีกประมาณ 70 ล้านบาท   ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.46 บาท บาท เตรียมเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 17 กรกฏาคม 2563 อินเด็กซ์ฯ เดินหน้าหาสินค้าใหม่ทำตลาดออนไลน์ สำหรับทิศทางไตรมาส 2 สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถทยอยเปิดสาขาต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น  หลังหน่วยงานภาครัฐเริ่มมีมาตรการผ่อนปรนตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกันได้มุ่งเน้นการเพิ่มประเภทสินค้าใหม่ๆ (Product Range) สำหรับช่องทางออนไลน์ รวมถึงงานโปรเจกต์ที่อยู่อาศัยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เร่งดำเนินงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จเพื่อส่งมอบโครงการให้ลูกค้าได้ทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้   พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีแผนปรับปรุงสาขาเพื่อเพิ่มพื้นที่ขายสินค้า  ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายและอัตรากำไรที่สูงขึ้น ทดแทนการขยายสาขาที่จะชะลอออกไปก่อนในปีนี้ โดยการปรับปรุงสาขาใช้กระแสเงินสดจำนวนไม่มากแต่จะสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างคุ้มค่า โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้ปรับปรุงอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ไปแล้ว 3 สาขา ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี  นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมีแผนขยายสาขาแฟรนไชส์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องในปีนี้ อาทิ เวียดนาม และเมียนมาร์ เป็นต้น อินเด็กซ์ฯ​ ปรับโฉมสาขาราชพฤกษ์ รับดีมานด์ไฮเอนด์ ล่าสุด ได้ปรับโฉม อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาราชพฤกษ์  ครั้งใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค โดยต้องการให้เป็น “FLAGSHIP FURNITURE & DÉCOR STORE” ภายใต้แนวคิด  “Modern Luxury Lifestyle” ในพื้นที่กรุงเทพฯโซนตะวันตก  เนื่องจากพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ตะวันตก เป็นทำเลที่มีศักยภาพ  จากการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์  บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ที่ขยายตัวขึ้น ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง และมีความต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์โดดเด่นเฉพาะตัว   สำหรับโฉมใหม่ของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาราชพฤกษ์ ได้คัดสรรทุกกลุ่มสินค้ามาให้เลือกช้อปครบครันมากขึ้น โดยจัดเลย์เอาท์ใหม่  แบ่งประเภทสินค้า และฟังก์ชันการใช้งานอย่างเป็นระเบียบ  เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกช้อปได้ง่ายขึ้น พร้อมเปิดโซนสินค้าใหม่ๆ เช่น กลุ่มสินค้าลักซ์ชัวรี่ การจัดพื้นที่ส่วนกลางไว้อำนวยความสะดวกมากขึ้น ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองโปร่งโล่ง สบาย พร้อมมุมดิสเพลย์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งบ้าน เป็นต้น   ความพิเศษของสาขาใหม่นี้ คือ จะมีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่  เทรนด์ดีไซน์ (Trend Design) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านระดับพรีเมียม สไตล์ Modern Elegance มาตรฐานยุโรป แบรนด์เดอะ ลักชูรี่ อิดิชั่น (The Luxury Edition)  แบรนด์ เดอะ คอนโด คอลเล็คชั่น (The Condo Collection) เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตบนพื้นที่จำกัด สำหรับคอนโดมิเนียม, ทาวน์โฮม   นอกจากนี้ ยังมีโซน เพอร์เฟกต์ สลีป (Perfect Sleep)  โซนที่รวบรวมศาสตร์แห่งการนอน  เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้านการนอนหลับอย่างครบวงจร ในรูปแบบของ One Stop Service ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านการนอน  มีมุม Co-Working Space พื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนมานั่งทำงานได้ ที่เน้นดีไซน์บรรยากาศพื้นที่ให้สบาย ผ่อนคลาย พร้อมพื้นที่สีเขียว   ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ไว้อย่างรอบด้าน เช่น การลดค่าใช้จ่าย การชะลอการใช้จ่ายเงินและการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน แผนการรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับทั้งลูกค้าและพนักงาน หลังภาครัฐเริ่มมีมาตรการผ่อนปรนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ สามารถเริ่มทยอยเปิดสาขาต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้เหมือนที่เคยผ่านมาได้ในทุกครั้ง และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแรงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป
DRT โชว์ผลงาน Q1 ยังทำกำไร แม้รายได้ลดลงกว่า 7%

DRT โชว์ผลงาน Q1 ยังทำกำไร แม้รายได้ลดลงกว่า 7%

DRT ใช้กลยุทธ์ Product Mix และบริหารต้นทุนสินค้า ฝ่าวิกฤกต COVID-19 ทำกำไรสุทธิไตรมาสแรกได้กว่า  168.20 ล้านบาท  แม้รายได้จะลดลงกว่า 7%  ขณะที่ไตรมาส 2 ลุ้นรัฐผ่อนคลายล็อกดาวน์ ร้านค้าวัสดุกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง     นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT  ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราสินค้า "ตราเพชร" เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2563 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ ทำกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 168.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่มีกำไร 165.62 ล้านบาท (ไม่รวมกำไรจากการขายที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์)   แม้ว่าในปีนี้จะมีปัจจัยลบจาก COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมให้ชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รายได้จากการขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1,233.51 ล้านบาท ลดลง 7.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้จากการขายและการบริการ 1,329.18 ล้านบาท ทั้งนี้ กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น มาจากการบริหารต้นทุนการผลิตสินค้าต่อหน่วยอยู่ในระดับต่ำ โดยสามารถรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าเฉลี่ยมากกว่า 90% ของกำลังการผลิตรวม และบริหาร Product Mix หรือสัดส่วนการขายสินค้าได้ดี  ช่วยสนับสนุนอัตราการทำกำไรขั้นต้นได้ตามแผนงาน ประกอบกับ DRT มีจุดแข็งด้านช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย โดยร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อยและตลาดส่งออก ที่มีสัดส่วนรวมกัน 70% ของรายได้ทั้งหมด ยังทำยอดขายไตรมาสแรกที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ แม้ไตรมาสแรกปีนี้มีวิกฤต COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แต่เรายังสามารถผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิได้ เนื่องจากจุดแข็งของ DRT ที่มีการผลิตด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ การบริหารสัดส่วนการขายสินค้าแต่ละประเภทได้ดีช่วยสนับสนุนการทำกำไรขั้นต้นได้ตามเป้า    ส่วนภาพรวมการดำเนินงานไตรมาส 2  ต้องติดตามสถานการณ์กำลังซื้อ  และบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด หากภาครัฐควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดี และเริ่มผ่อนคลายการล็อกดาวน์ ธุรกิจบางประเภทเริ่มทยอยกลับมาเปิดดำเนินการได้บางส่วน โดยเฉพาะการเปิดบริการห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ จะส่งผลดีต่อยอดขายจากช่องทางจำหน่ายดังกล่าวฟื้นตัว ซึ่ง DRT ได้เตรียมสต็อกสินค้าไว้รองรับอย่างเพียงพอ ขณะที่ช่องทางขายผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อย และตลาดส่งออกในไตรมาสนี้ ยังมีแนวโน้มทำยอดขายอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่อง จากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง เพื่อการปรับปรุงและซ่อมแซ่มบ้าน รวมถึงดีมานด์จากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มฟื้นตัว ยกเว้นช่องทางลูกค้าโครงการที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  
SENA แนะติดระบบโซลาร์ แก้ปัญหาค่าไฟพุ่ง

SENA แนะติดระบบโซลาร์ แก้ปัญหาค่าไฟพุ่ง

SENA แนะบ้านติดระบบโซลาร์ แก้ปมค่าไฟเพิ่ม – คุ้มทุน - ประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วงไวรัสโควิด – 19 ป่วน  บิลค่าไฟพุ่ง กระทบกลุ่ม Work from home พร้อมชูเซอร์วิส “โซลาร์สเกลอัพ” ช่วยคำนวณค่าไฟ ปรับเพิ่ม – ลดตามพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย   ผลมาจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้หลายชีวิตต้องอยู่หยุดแต่ในบ้าน หยุดกิจกรรมนอกบ้าน กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น รวมถึงหลายบริษัท หรือหลายอาชีพปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหันมาใช้มาตรการ Work from home  ทำให้ต้องใช้ไฟฟ้าที่บ้านทั้งวันทั้งคืน  ส่งผลให้เกิดปัญหา”ค่าไฟฟ้าดีดตัวเพิ่ม” ตามมาอย่างน่าตกใจ   สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟแพงในช่วงนี้ เนื่องจากการไฟฟ้ามีการคิดคำนวณ "ค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า" หากใช้เยอะก็จ่ายเยอะ โดยมีตัวแปรสำคัญก็คือ "หน่วยไฟฟ้าที่ใช้" ซึ่งจะมีการคิดค่าไฟเป็นขั้นบันไดโดยแต่ละขั้นก็มีราคาที่แตกต่างกัน หากใช้ไฟฟ้ามากขึ้นก็จะถูกนำไปคิดราคาในช่วงหน่วยไฟฟ้าที่สูงขึ้น ค่าไฟจึงแพงแบบก้าวกระโดด   ประกอบกับสภาพอากาศในช่วงเดือนเมษายนเป็นฤดูร้อนอบอ้าวอยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งเครื่องปรับอากาศพร้อมคอมเพรสเซอร์,เครื่องฟอกอากาศ,พัดลมไอน้ำและตู้เย็นที่ใส่ของเยอะ ทำให้คอมเพรสเซอร์ยิ่งทำงานหนักกว่าปกติ ด้านผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  เสนอว่า ให้ประชาชนศึกษาและทำการติดตั้งระบบโซลาร์  ซึ่งจะช่วยทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่บ้านหรือฟรีแลนซ์   โดยผู้ซื้อบ้านของเสนาทุกหลัง จะได้ใช้ค่าไฟฟ้าที่ถูกลงตลอดระยะเวลา 25 ปี  เนื่องจากมีการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา ทำให้ได้พลังงานสะอาดมาใช้ เป็นการลดการซื้อไฟฟ้าจากระบบของรัฐ  นอกจากนี้ ยังมีบริการ “โซลาร์สเกลอัพ” (Solar Scale up) ที่เป็นนวัตกรรมคำนวณสเกลการใช้งานเป็นตัวช่วยเซอร์วิสลูกบ้านอีกทางหนึ่ง โดยลูกบ้านสามารถปรับ – ลดเพิ่มจำนวนแผงโซลาร์ได้ตามลักษณะการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และสามารถเลือกช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าได้ตามพฤติการหรือไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในบ้าน ยกตัวอย่าง หากมีการใช้ไฟ 4 ชั่วโมงช่วง 10.00-14.00 น. ระบบโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้ 2.1 กิโลวัตต์ เท่ากับมีการใช้ไฟฟ้า 8 หน่วย คูณค่าไฟของรัฐหน่วยละ 4 บาท จะประหยัดไฟวันละ 32 บาท หรือ 960 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในครัวเรือนของประเทศไทย ยังถือว่าน้อยมาก เนื่องจากต้นทุนในเรื่องอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน ทำให้ประชาชนทั่วไปยังลังเลในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งปัจจุบันนี้ แผงโซลาร์เซลล์ได้รับการพัฒนาคุณภาพดีขึ้น ราคาถูกลงแล้ว ที่ผ่านมาผู้บริโภคยังมองไม่ประโยชน์มากเท่าที่ควร แต่เหตุการณ์วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เชื่อว่าผู้บริโภคที่ต้องทำอยู่บ้าน “Work From Home"  มากขึ้นจะเห็นประโยชน์และความคุ้มค่าในการติดตั้งโซลาร์   ปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งโซลาร์ทุกหลังทุกโครงการ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสินค้า หรือ Standard Product และไม่ใช่เพียงแค่ติดที่หลังคาบ้าน แต่ติดตั้งในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้านและคอนโดมิเนียมด้วย ปัจจุบันมากกว่า 400 ครัวเรือน  1,000 กิโลวัตต์  
7 เรื่องต้องรู้ “GREE” แอร์เบอร์ 1 ของโลก

7 เรื่องต้องรู้ “GREE” แอร์เบอร์ 1 ของโลก

  ถึงวันนี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว จากการประกาศของกรมอุตุวิทยา ว่าประเทศไทยสิ้นสุดฤดูหนาวและได้เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น และมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง คาดว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้   แม้ว่าเมืองไทยจะมีอากาศร้อนเป็นปกติ  ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝน แต่หากเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศเมืองไทยจะร้อนมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องมองหา อุปกรณ์สิ่งจำเป็นที่จะช่วยคลายร้อน ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแต่ละวัน โดยเฉพาะการพักอาศัยอยู่ภายในบ้าน ซึ่งก็คือ การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ นั่นเอง     ตอนนี้ในท้องตลาดมีเครื่องปรับอากาศสารพัดแบรนด์ วางขายและทำตลาดให้ผู้บริโภคได้เลือก ตามความต้องการ ซึ่งแต่ละแบรนด์แต่ละรุ่น ต่างก็มีคุณสมบัติหลากหลาย แล้วแต่เจ้าของแบรนด์จะพัฒนาออกมา ซึ่งนับวันเครื่องปรับอากาศถูกพัฒนาออกมาให้มีเทคโนโลยีทันสมัย และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย หรือทำให้ผู้ที่ใช้มีสุขภาพดี ห่างไกลจากมลภาวะทางอากาศต่างๆ ด้วย   เมื่อเครื่องปรับอากาศในท้องตลาดมีมากมายหลากหลายแบรนด์ หลายรุ่น หลายขนาด และราคา แล้วเราจะมีหลักเกณฑ์การเลือกแอร์สักเครื่องอย่างไร เพื่อให้ได้ทั้งคุณสมบัติที่ดี มีคุณภาพ คุ้มค่า และคุ้มราคา สำหรับคำแนะนำเบื้องต้น   การเลือกแอร์สักเครื่อง เราควรพิจารณาใน  6 ประเด็นหลัก 1. เลือกขนาดของ BTU ให้พอเหมาะกับขนาดของห้อง การเลือกขนาด BTU (British Thermal Unit) ของแอร์ให้เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะติดตั้ง จะช่วยทำให้เราได้แอร์ที่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ไม่ทำงานหนักไป หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ข้อดีของการเลือก BTU ที่เหมาะสม ยังทำให้ประหยัดไฟฟ้า และแอร์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย   2. แบรนด์ และชื่อเสียงของแบรนด์ เรื่องแบรนด์ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หรือมองข้าม แม้ว่าหลายคนอาจจะบ่นว่าเลือกได้ยาก เพราะทุกแบรนด์ล้วนแต่บอกว่า แบรนด์ของตนเองดี มีคุณภาพมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาง่ายๆ คงดูได้จากหลายเรื่อง อาทิ ดูจากยอดขาย มากน้อยแค่ไหน วางขายสินค้าที่ใดบ้าง ระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ  เพราะข้อมูลเหล่านี้จะบอกได้ว่า ผู้บริโภคให้การตอบรับกับแบรนด์นั้นๆ มากน้อยเพียงใด   3. คุณสมบัติของแอร์ เดี๋ยวนี้เครื่องปรับอากาศ ถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติ คุณภาพ และประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าไปจากอดีต แอร์ไม่ได้มีคุณสมบัติแค่ ให้อุณหภูมิที่เย็นสบายเท่านั้น แอร์ยังฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเหม็นได้  เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัติองแอร์ปัจจุบันยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามที่ตนเองต้องการ เพื่อคุณภาพการใช้ชีวิตในบ้าน   4. โรงงานและมาตรฐานการผลิต เรื่องของมาตรฐานการผลิต  เป็นการรับประกันได้ว่า เราจะได้เครื่องปรับอากาศที่มีคุณภาพ ตรงตามที่แบรนด์นั้นโฆษณาไว้ รวมถึงเราจะได้ใช้แอร์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ   5. จุดขายและการบริการหลังการขาย การหาซื้อสินค้าได้ง่ายกับจุดจำหน่ายหลากหลาย และการมีศูนย์บริการหลังการขาย รวมถึงการรับประกันคุณภาพสินค้า จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า เมื่อเกิดปัญหากับสินค้าที่ซื้อไปนั้น บางครั้งก็กลายเป็น “คำตอบสุดท้าย” ที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจ ว่าจะเลือกซื้อสินค้านั้นหรือไม่  เพราะแม้ว่าแอร์แบรนด์นั้นจะมีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติที่ดีแค่ไหนก็ตาม แต่การบริการหลังการขายไม่ดี หรือหาศูนย์บริการได้ยาก ผู้บริโภคก็อาจจะไม่เลือกซื้อสินค้าแบรนด์นั้นเลยก็ได้   6. ราคาคุ้มค่า เรื่องของราคา ก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เพราะหากสินค้ามีประสิทธิภาพ คุณสมบัติดีแค่ไหน แต่ราคาผู้บริโภคเอื้อมไม่ถึง ไม่สามารถซื้อได้  ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร ราคาจึงต้องสมเหตุสมผล คุ้มค่าคุ้มราคา และผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องซื้อได้     7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับแอร์กรี (GREE) ปัจจุบันท้องตลาดมีแอร์สารพัดแบรนด์วางขายอยู่ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่า สินค้าหลายๆ แบรนด์ที่วางขายอยู่นั้น มาจากโรงงานผลิตที่มีเจ้าของคนเดียว ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำแบรนด์กรี (GREE) ซึ่งคือแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเครื่องปรับอากาศหลายแบรนด์ที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ผ่านเรื่องราวและข้อมูล 7 เรื่องสำคัญ 1.แบรนด์เบอร์ 1 ของโลก สิ่งที่ยืนยันและบอกว่าแอร์ แบรนด์กรี เป็นแบรนด์แอร์อันดับ 1 ของโลก คือ  ยอดขายที่ถูกส่งออกไปทั่วโลก มากว่า 160 ประเทศ  ซึ่งในปี 2557  ผลิตภัณฑ์แอร์สามารถทำยอดขายมากถึง 10,000 ล้านหยวน จากยอดขายโดยรวมในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ของบริษัทซึ่งมีมากถึง 140,000 ล้านหยวน และช่วงปี 2561 ยอดขายของบริษัทพุ่งไปกว่า 200,000 ล้านหยวน เติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 33.33% ที่สำคัญ EUROMONITOR INTERNATIONAL ยังให้การรับรองว่าบริษัท GREE มียอดขายอันดับ 1 ของโลก ในช่วงปี 2560 อีกด้วย  ไม่เพียงแต่ยอดขายที่สูงมากแล้ว บริษัทยังได้รับการจัดอันดับ จาก Forbes Global 2000 ว่าเป็นบริษัทมหาชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อันดับที่ 294 ใช่วงปี 2561 2. แอร์ดีต้องไม่มี “เชื้อโรค” ประเด็นสำคัญของสังคมไทย รวมถึง สังคมโลก ในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ไวรัส” หรือแม้แต่ปัญหาฝุ่นระดับ PM 2.5 ซึ่งกำลังคุกคามสุขภาพของคนไทย ซึ่งเทรนด์ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพ เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ทำให้สินค้าต่างๆ ต้องมีคุณสมบัติทำให้ผู้ใช้งานมีสุขภาพดี หรือไม่สร้างปัญหากับผู้ใช้งาน เครื่องปรับอากาศในยุคปัจจุบันจึงต้องเสริมคุณสมบัติ ที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมในอากาศ ที่จะมาทำร้ายสุขภาพคนในบ้าน แอร์กรีจึงมีแผ่นกรองอากาศ (Catechin Filter) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อ แบคทีเรียเอสเคอริเคีย โคไล ในอัตรา 99.99 และต้านเชื่อแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส ในอัตรา 97.06 ซึ่งแผ่นกรองอากาศของแอร์กรี ได้ผ่านการตรวจสอบที่ศูนย์ตรวจสอบจุลชีวะแห่งเมืองกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2557 3. แอร์ดีมีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบ Inverter แอร์ระบบ Inverter ดีกว่าแอร์ระบบเดิม คือ สามารถควบคุมความเย็นได้ตามที่กำหนดไว้ ที่สำคัญคือ ประหยัดไฟ และเครื่องปรับอากาศทำงานเบา โดยแอร์กรี มีระบบ Cooling Inverter ซึ่งช่วยทำให้ห้องเย็นเร็วตามอุณหภูมิที่ต้องการ และประหยัดค่าไฟได้เต็มประสิทธิภาพ 4. มาตรฐานการผลิต เครื่องพิสูจน์คุณภาพแอร์ คุณสมบัติสำคัญอีกประการที่ผู้บริโภคคำนึงถึง ในการใช้เป็นเกณฑ์เลือกซื้อแอร์ คือ คุณภาพการผลิต ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ผู้บริโภคใช้เลือก คงเป็นมาตรฐานของโรงงานว่ามีมาตรฐานอย่างไร ใช้เทคโนโลยีอะไรมาช่วยในการผลิตสินค้า ซึ่งแบรนด์แอร์กรีเองนั้น ใช้เทคโนโลยีโรบอท จาก GREE ELECTRIC APPLIANCES, INC.OF ZHUHAI ซึ่งไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่มีหุ่นยนต์มาคอยควบคุมการผลิต มีความแม่นยำในการผลิต ได้มาตรฐานและคุณภาพ 100% แล้ว ทางโรงงานยังมีทีมวิศวกรอีกกว่า 5,000 คน คอยควบคุมการผลิต และเป็นทีมพัฒนาสินค้าให้มีเทคโนโลยีล้ำหน้าอย่างต่อเนื่องด้วย ปัจจุบันแอร์กรี มีฐานการผลิตกระจายหลายมุมของโลก อยู่มากถึง 9 โรงงาน ซึ่งมาตรฐานและเทคโนโลยีการผลิตของแอร์กรี ที่บอกว่ามีมาตรฐานและทันสมัยนั้น คงวัดได้จากการให้การตอบรับจากผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 250 ล้านคนหรือพูดได้ว่าแอร์กรี ครองส่วนแบ่งการตลาดของตลาดแอร์มากถึง 1 ใน 3 ของตลาดแอร์ทั่วโลก นอกจากผลตอบรับของผู้บริโภคที่มีต่อแอร์กรีแล้ว หลายคนอาจจะไม่รู้ข้อมูลเชิงลึกของแอร์กรี คือ การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์แอร์ชั้นนำมากถึง 9 แบรนด์ ที่วางจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยและกระจายอยู่ทั่วโลกด้วย 5. ผู้บริโภคยุคใหม่ เลือกใช้สินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 เรื่องการประหยัดไฟ ประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความใส่ใจ และความสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์พลังงานของโลกใบนี้เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนมาถึงตัวผู้บริโภคเอง เพราะช่วยในเรื่องการประหยัดไฟฟ้า ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าไฟสูงเกินความจำเป็น ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อแอร์ที่ช่วยประหยัดไฟฟ้า ผู้บริโภคหลายคนมีการเปรียบเทียบแอร์แต่ละแบรนด์แต่ละรุ่น เพื่อเลือกซื้อแอร์ที่ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากที่สุด สำหรับแอร์กรี ถือว่าได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการประหยัดไฟฟ้า จนได้รับฉลากเบอร์ 5 3 ดาว ซึ่งเป็นค่าการประหยัดไฟฟ้าสูงสุด ซึ่งเดิมเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีฉลากที่บ่งบอกการประหยัดไฟด้วยเลข 1-5 เท่านั้น ต่อมาเพิ่มเติมข้อมูลในฉลากด้วยดาว ซึ่งมีตั้งแต่ 1-3 ดวง ซึ่งฉลากที่มีดาว 3  ดวง คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมาตรฐานประหยัดไฟสูงสุด 6. เสริมเทคโนโลยี เพื่อผู้บริโภคยุคดิจิทัล เพราะในโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกของ “ดิจิทัล” ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มีอุปกรณ์มือถือเป็นของจำเป็นประจำตัวที่ขาดไม่ได้ อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ จึงพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัล เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้มือถือ เป็นอุปกรณ์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ไม่ว่าจะผ่านเครือข่ายสัญญาณ WiFi หรือ bluetooth แอร์กรี ก็ไม่ละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ด้วยการนำเทคโนโลยี WiFi เข้ามาใช้  ทำให้ลูกค้าสามารถใช้สมาร์ทโฟนควบคุมการทำงานของแอร์กรีได้ เปรียบเสมือนกับเป็นรีโมทคอนโทรล ผ่านฟังก์ชั่น Mobile Controller 7. มั่นใจในคุณภาพคอมเพรสเซอร์ รับประกันนานนับ 10 ปี สิ่งที่เป็นการตอกย้ำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์  เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความ “อุ่นใจ” หากซื้อสินค้ากลับไปใช้ที่บ้าน คงเป็นเรื่องของการ “รับประกัน” ซึ่งแอร์กรี มีการประกันคอมเพรสเซอร์ ที่ถือเป็นหัวใจของเครื่องปรับอากาศ นานถึง 10 ปี ขณะเดียวกันยังรับประกันอะไหล่นานถึง 5 ปีอีกด้วย ซึ่งเงื่อนไขและรายละเอียดของการรับประกัน ลูกค้าสามารถสอบถามได้ที่พนักงานและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ     เรื่องราวทั้ง 7 ข้อ คงเป็นข้อมูลที่ทำให้เราได้รู้จักกับเครื่องปรับอากาศ แบรนด์กรี กันมากขึ้น และคงเป็นข้อมูลสำคัญในการใช้พิจารณาเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศสักเครื่องมาใช้ ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด    
โฮมโปร เปิด SHOP4YOU ลดความเสี่ยงลูกค้าเจอโควิด-19

โฮมโปร เปิด SHOP4YOU ลดความเสี่ยงลูกค้าเจอโควิด-19

โฮมโปร เดินหน้ารุกช้อปออนไลน์ เปิดบริการใหม่ SHOP4YOU ช้อปปิ้งได้ 24 ชั่วโมง ผ่านไลน์ หลังปิดสาขาในกรุงเทพฯ -ปริมณฑล เชียงใหม่ และนครราชสีมา เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า และลดเสี่ยงลูกค้าเจอไวรัสโควิด-19   ตามประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และทางกระทรวงมหาดไทย ให้ปิดห้างสรรพสินค้าชั่วคราวเป็นระยะเวลา 22 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึงวันที่ 12 เมษายน 2563 โฮมโปร จึงขอแจ้งปิดดำเนินการสาขาชั่วคราว ในเขตพื้นกรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดปริมณฑล ได้แก่  จังหวัดนนทบุรี  สมุทรปราการ  สมุทรสาคร ปทุมธานี  และนครปฐม   นอกจากนี้ ตามประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเชียงใหม่ ให้ปิดห้างสรรพสินค้าชั่วคราวเพื่อยับยั้งเชื้อไวรัส โควิด-19 เป็นระยะเวลา 22 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึงวันที่ 12 เมษายน2563 โฮมโปร จึงขอแจ้งปิดดำเนินการสาขาชั่วคราว เพิ่มเติม ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดนครราชสีมาด้วย เพื่อให้เป็นไปตามประกาศและความปลอดภัยของประชาชน ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ใหม่ SHOP4YOU เพียงเพิ่มเพื่อนใน Line @Homepro หรือ โทร 1284 “ทักมาเราช้อปให้” แค่นี้ง่ายๆ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ในการช้อปสินค้าเรื่องบ้านผ่านช่องทางออนไลน์ของโฮมโปร ทั้งยังช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมเป็นต้นไป  จากก่อนหน้าที่เปิดให้บริการช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของโฮมโปร   นางสาวศิริวรรณ เปี่ยมเศรษฐสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" เปิดเผยว่า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ให้ห่างไกลจากไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปอย่างมาก จนทำให้ยอดขายสินค้าของ โฮมโปรผ่านช่องทาง “ออนไลน์” เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และช่องทางซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นทางออกสำหรับการซื้อสินค้าทั้งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน   นอกจากนี้ลูกค้าสามารถเลือก บริการส่งฟรีทั่วไทย และบริการส่งภายในวัน หรือ Same Day Delivery รวมถึงบริการด้าน Home Service ติดตั้งฟรี เปลี่ยนคืนสินค้า ซ่อมสินค้า เปิดบริการตามปกติที่การันตีด้วยทีมช่างมืออาชีพ พร้อมทั้งให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้า ผ่านออนไลน์  www.homepro.co.th ได้ 24 ชั่วโมง อีกด้วย  
ตราเพชร ไม่หวั่นไวรัสโควิด-19 เดินหน้าทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ตราเพชร ไม่หวั่นไวรัสโควิด-19 เดินหน้าทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ตราเพชร ชูกลยุทธ์ความหลากหลายของสินค้า พร้อมรักษาอัตราการผลิต เพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำ สู้ไวรัสโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจโดยรวม เดินหน้าผลักดันสินค้าไปทุกช่องทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เดินหน้าเพิ่มยอดส่งออกอีก 1-2% หลังเห็นสัญญาณยอดขายช่วง 2 เดือนแรกเติบโตดี   นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "ตราเพชร" เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค  ซึ่งบริษัทได้วางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจช่วงไตรมาสแรก ด้วยการใช้จุดแข็งด้านแบรนด์สินค้า  ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย (Product Mix) สามารถนำไปใช้ก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลัง และการรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยทั้ง ไตรมาสที่ระดับ 90-95% เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอยู่ในระดับต่ำ   โดยบริษัทวางเป้าหมายยอดขายไตรมาสแรกของปีนี้ ให้ได้เท่ากับหรือใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะเน้นการผลักดันสินค้าผ่านทุกช่องทางจำหน่าย  เพื่อสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้าหมาย  ซึ่งบริษัทมีช่องทางจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ จึงสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน   สำหรับตลาดต่างประเทศบริษัทจะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้อีก 1-2% จากปีที่ผ่านมา  ซึ่งมีสัดส่วนส่งออกประมาณ 18% ของรายได้รวม โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้  ได้เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีของตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะเมียนมาที่มีความต้องการใช้สินค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ช่องทางห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่น่าจะได้รับผลดี  จากการที่ผู้ประกอบการมีแผนงานขยายสาขาในปีนี้ รวมกันไม่ต่ำกว่า 10 สาขา ส่วนช่องทางร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อยยังคงทรงตัว มีเพียงกลุ่มลูกค้าโครงการที่ชะลอตัวเล็กน้อย นอกจากนี้ บริษัทยังใช้กลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสการขายสินค้าให้มากขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยี Digital Printing มาใช้ในกระบวนการพิมพ์ลวดลายที่มีความคมชัดสูงลงบนพื้นผิวผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ เพื่อตอบโจทย์การออกแบบและความต้องการใช้สินค้าเพื่อการตกแต่งได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงจะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน กลุ่มลูกค้าโครงการในต่างจังหวัดและรุกเจาะกลุ่มหน่วยงานราชการ   “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทมีความมั่นใจในฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทั้งสภาพคล่องทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และอัตราหนี้สินต่อทุนที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันเราจะเร่งผลักดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมีแผนขยายตลาดและทยอยนำเสนอสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคและรักษาอัตราการจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับเดียวกับในอดีตที่ผ่านมา”     
งานสถาปนิก’63 โดนพิษโควิด-19 เลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้

งานสถาปนิก’63 โดนพิษโควิด-19 เลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้

งานสถาปนิก’63 เจอวิกฤตไวรัสโควิด-19 เลื่อนจัดงานไปวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้ พร้อมเตรียม 8 มาตรการเสริมสร้างความปลอดภัยในการเข้าจัดแสดงและเข้าชมงาน ยังมั่นใจผู้ประกอบการในวงการเข้าร่วมงาน 700 บริษัท   นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก และยังส่งผลต่อการจัดงานสถาปนิกในปี 2363 ด้วย ซึ่งปกติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คณะผู้จัดงานได้ตระหนักถึงความปลอดภัยและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ร่วมแสดงสินค้า ผู้ชมงาน ผู้เกี่ยวข้อง จึงมีมติให้เลื่อนการจัดงานออกไปเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้ จากกำหนดเดิมจะจัดวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2563   สำหรับงานสถาปนิก’63 ซึ่ถือเป็นงานจัดแสดงสินค้านวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรม และวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ในปี 2563 เตรียมจัดในธีม “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ซึ่งเป็นการปรับมุมมองในการมองและการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมใหม่ เป็นการปรับจูนความคิดให้มองสิ่งเดิมๆ แตกต่างออกไป   ดร. วสุ โปษยะนันทน์ ประธานการจัดงานสถาปนิก’63 กล่าวว่า ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ไวรัสในครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่าการปรับตัว ปรับทัศนคติเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเสมอ และเราหวังว่าการเลื่อนกำหนดการจัดงานสถาปนิก’63 ในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ทั้งในส่วนของผู้มาจัดแสดงสินค้า รวมถึงผู้เข้าชมงานเอง สามารถมางานสถาปนิกและเดินชมนวัตกรรมและนิทรรศการต่างๆ ได้อย่างอุ่นใจเช่นเคย สำหรับการจัดงานสถาปนิกเป็นเวทีสำคัญของวงการสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง ที่จัดขึ้นเพียงปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการมาร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อแสดงศักยภาพ โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะมีผู้ประกอบการพร้อมร่วมจัดแสดงงานและสนับสนุนอุตสาหกรรมกว่า 700 บริษัท จากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ   ในส่วนของกลุ่มผู้ซื้อได้รับการตอบรับที่ดี จากบริษัทชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับวงการสถาปนิก ผู้ประกอบการด้านอาคารและการก่อสร้าง การออกแบบตกแต่งภายใน บริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมต่างๆ จากกลุ่มประเทศ CLMV ที่กำลังมีการพัฒนาโครงการก่อสร้างมากมายภายในกลุ่มประเทศนั้น นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือ นีโอ ผู้บริหารงานสถาปนิก’63 กล่าวว่า การจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ (Exhibition) เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพบปะเพื่อให้เกิดแลกเปลี่ยนความร่วมมือภายในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจและผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน   ทั้งนี้ ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ มีนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าของประเทศไทย และมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการจัดงานแสดงสินค้าของไทยสู่ระดับสากล โดยการออกแคมเปญ Exhibiz in Market และ ASEAN+6 Privilege Campaign สนับสนุนค่าใช่จ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจร่วมชมงานจากต่างประเทศ เตรียม 8 มาตรการป้องกัน “ไวรัสโควิด-19” เพื่อเป็นการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของผู้เข้าร่วมงานอย่างสูงสุด ทางคณะผู้จัดงานได้ร่วมกับศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในการวางมาตรการเฝ้าระวังเเละป้องกันโรคระบาดภายใต้การควบคุมของระบบการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยสำหรับการจัดประชุมสัมมนา เเละนิทรรศการ มอก.22300 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ดังนี้   1.เตรียมแอลกอฮอล์บริการลูกค้า ณ ทางเข้าอาคารหลัก ห้องประชุมย่อยรวมถึงห้องน้ำ เพื่อใช้ทำความสะอาด   2.ติดตั้งเครื่องเทอร์มัลสแกน (Thermo scan) บริเวณทางเข้าอาคารหลักและหน้างาน สำหรับคัดกรองอุณหภูมิร่างกาย และผู้ป่วยที่เข้าข่ายต้องคัดแยกเพื่อเฝ้าระวังติดตามอาการ   3.จัดเตรียมอุปกรณ์เทอร์มัลสแกน (Thermo Gun) สำหรับตรวจวัดอุณหภูมิ คัดกรองผู้ป่วย โดยมีการติดสติกเกอร์ต่างสีในแต่ละวัน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลที่เข้าร่วมงานได้รับการตรวจคัดกรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   4.เตรียมห้องปฐมพยาบาลเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโดยมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ประจำการ   5.ประสานทีมแพทย์และพยาบาล จากสถาบันบำราศนราดูรให้การช่วยเหลือสนับสนุนทางการแพทย์   6.จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้สร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 พร้อมขอความร่วมมือผู้เข้ามาใช้บริการปฏิบัติตามข้อแนะนำในการป้องกันการแพร่ระบาด   7.เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดอาคาร สถานที่ บริเวณห้องจัดงาน จุดบริการอาหารเครื่องดื่ม ห้องน้ำ และอื่นๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน ตลอดจนฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในพื้นที่จัดแสดงงานทั้งการก่อสร้างและหลังจากการรื้นถอน   8.จัดเตรียมถังขยะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยโดยเฉพาะ เพื่อการนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี   งานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่: Refocus Heritage” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 กรกฎาคม 2563 ระหว่างเวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.architectexpoasia.com  
เจบีพี กลับมาบุกทำตลาดใหม่รอบ 30 ปี ชูสโลแกน “ใช้ดีจึงบอกเพื่อน”

เจบีพี กลับมาบุกทำตลาดใหม่รอบ 30 ปี ชูสโลแกน “ใช้ดีจึงบอกเพื่อน”

“เจบีพี ใช้ดี จึงบอกเพื่อน” สโลแกนโฆษณาผลิตภัณฑ์สีทาอาคารแบรนด์เจบีพี (JBP) ซึ่งโด่งดังเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าคนกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปต้องคุ้นหู ต่อให้ไม่ใช่กลุ่มช่างทาสีก็ตาม ต้องรู้จักสีเจบีพีและเคยได้ยินโฆษณาในสโลแกนนี้มาบ้าง เพราะเป็นยุคที่สีเจบีพี โหมทำการตลาดและโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ มากมาย   แต่หลังจากบริบททางการตลาดเปลี่ยนไป  ช่างการค้าซึ่งเดิมที่แข็งแกร่ง คือ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายต่างๆ ได้รับความนิยมลดลง และมีการค้าสมัยใหม่ หรือรูปแบบโมเดิร์นเทรด เข้ามาแข่งขัน  ผู้บริโภคเลือกจะไปใช้บริการ  ขณะที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายดั้งเดิม ก็ไม่ได้ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยอดขายผ่านช่องทางร้านตัวแทนจำหน่ายจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง   สีเจบีพี ภายใต้การบริหารงานของทายาทธุรกิจอย่าง นายศราวุฒิ รัชนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.บี.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด ซึ่งมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงปรับตัวเองหันไปเพิ่มช่องทางโมเดิร์นเทรด รองรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน บุกช่องทางโมเดิร์นเทรด-CLMV ตลอดช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมา สีเจบีพี ได้เพิ่มช่องทางโมเดิร์นเทรด เรียกได้ว่าไปทุแบรนด์ที่เปิดบริการอยู่ในปัจจุบัน อาทิ โฮมโปร ไทวัสดุ โกลบอลเฮ้าส์  ซึ่งกระจายสาขาไปได้ 150 แห่ง แต่ช่องทางเทรนดิชั่นนอลเทรนด์ ซึ่งเป็นบรรดาร้านค้าดีลเลอร์ยังเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าหลัก โดยมีจำนวนร้านค้ากว่า 400-500 แห่ง และมีสัดส่วนรายได้ 70%   สำหรับภาพรวมตลาดสีในปีนี้ น่าจะเติบโต 3-5% หรืออาจจะไม่เติบโต จากปีที่ผ่านมามีมูลค่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและไวรัสที่กำลังเกิดขึ้น ปัจจุบันบริษัทน่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 4.5% ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 5 ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ 900 ล้านบาท โดยจะเน้นกากรทำตลาดในช่องทางต่างๆ ด้วยการสื่อสารผ่านสโลแกน “เจบีพี ใช้ดีจึงบอกเพื่อน” เหมือนที่เคยใช้ในอดีต ซึ่งเชื่อว่าการบอกต่อยังเป็นการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ปีนี้ได้เพิ่มงบการตลาดเป็น 100 ล้านบาท จากปีที่แล้วใช้ 60-70 ล้านบาท นอกจากการทำตลาดภายในประเทศแล้ว บริษัทยังวางแผนเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากบริษัทเพิ่งเข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีการทำตลาดในสปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม แต่ยังไม่ได้เข้าไปทำตลาดในเมียนมา ซึ่งปีนี้จะเน้นการเข้าไปทำตลาดเพิ่มมากขึ้นในเวียดนาม ด้วยการแต่งตังดิสทริบิวเตอร์เพิ่มอี 1 ราย ขณะที่กัมพูชา จะพัฒนาตัวแทนจำหน่ายให้มีศัยภาพมาขึ้นเป็นดิสทริบิวเตอร์  เพื่อทำการตลาดให้มากขึ้น