Tag : Products

72 ผลลัพธ์
KEF เผยโฉม LS50 Meta และ LS50 Wireless II ลำโพงสองรุ่นแรกที่พ่วงเทคโนโลยีดูดซับเสียงสะท้อนแบบใหม่ล่าสุด

KEF เผยโฉม LS50 Meta และ LS50 Wireless II ลำโพงสองรุ่นแรกที่พ่วงเทคโนโลยีดูดซับเสียงสะท้อนแบบใหม่ล่าสุด

KEF เผยโฉม LS50 Meta และ LS50 Wireless II คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด KEF (เคฟ) เผยโฉมคอลเลคชั่น LS50 ใหม่ล่าสุด นำเสนอลำโพงสองรุ่น ได้แก่ LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II’ ที่ต่อยอดมาจากนวัตกรรมอันยอดเยี่ยมของ LS50 รุ่นก่อนหน้าในตำนาน แม้ว่าเคฟได้สร้างมาตรฐานเครื่องเล่นเสียงไว้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด แต่จากการค้นคว้าอย่างเข้มข้นกว่าสามปีทำให้คอลเลคชั่น LS50 ตัวใหม่ล่าสุดนี้ยกระดับมาตรฐานเครื่องเล่นเสียงของเคฟ ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โดยทั้ง LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II’ พร้อมมอบพลังเสียงคมชัดและใสเป็นธรรมชาติ ที่ทุกคนต้อง ‘Listen and Believe’ หรือลองฟังและพิสูจน์ด้วยตัวเอง   กว่าศตวรรษที่เคฟเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างเสียงที่เป็นธรรมชาติและสมจริง จนทำให้ผู้ฟังสามารถสัมผัสประสบการณ์เสมือนกำลังนั่งฟังดนตรีสดจากศิลปินคนโปรด หรือฟังเรื่องราวที่มีผู้บรรยายกำลังนั่งเล่าอยู่ข้างๆ หรือกระทั่งรู้สึกว่ากำลังอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันกีฬาอันดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นการเพลิดเพลินกับภาพยนตร์ที่คุณชื่นชอบบนโซฟา การนั่งทำงานภายในสตูดิโอในบ้าน หรือการฟังเพลงเสริมบรรยากาศ เคฟให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่เหนือชั้นเสมอ   MAT เทคโนโลยีการดูดซับเสียงแบบใหม่ ครั้งนี้เคฟสานต่อความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมที่ไร้ขีดจำกัด เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหนือความคาดหมาย จนกลายมาเป็นคอลเลคชั่น LS50 ใหม่ที่สามารถนำเสนอเสียงอันบริสุทธิ์แบบที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ เป็นเสียงดุจธรรมชาติสร้างที่ผู้ฟังสามารถดื่มด่ำอรรถรสได้เต็มพิกัดในทุกทัศนียภาพของเสียง ให้คุณสัมผัสได้ถึง ‘Every note, Every word, Every detail’ แบบเต็มอิ่มครบรส ถือเป็นลำโพงแรกของโลกที่ปฎิวัติวงการโดยมีการนำเทคโนโลยีดูดซับเสียงสะท้อน Metamaterial Absorption Technology (MAT) มาใช้ในการออกแบบลำโพงเป็นครั้งแรกของโลก แหวกทุกกฎเกณฑ์เดิมเรื่องการดูดซับเสียงสะท้อนในลำโพง ซึ่งเคฟได้ออกแบบพัฒนาร่วมกับ Acoustic Metamaterials Group   เทคโนโลยี MAT เกิดจากการใช้วัสดุสังเคราะห์ใหม่ที่มีคุณสมบัติขั้นสูงในการดูดซับเสียงส่วนเกินที่แผ่ออกมา ช่วยลดการบิดเบือนความใสของเนื้อเสียง ทำให้ได้เสียงแท้ที่คมชัดกว่าเดิม ซึ่ง MAT นี้ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างเหมือนเขาวงกต เพื่อให้แต่ละช่องสามารถดูดซับเสียงที่มีความถี่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทำงานประสานกันโครงสร้างนี้เปรียบเสมือนหลุมดำของเสียงที่สามารถดูดซับเสียงส่วนเกิน ลดความผิดเพี้ยนของความถี่สูง ได้กว่า 99% ในขณะที่กรรมวิธีแบบอื่นๆ มีประสิทธิภาพการกำจัดเสียงเกินส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 60% เท่านั้น ดังนั้นผลลัพธ์ของคุณภาพเสียงจึงมีความโดดเด่นยากจะหาใครเทียบ     ทั้ง LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II’ ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพของไดรเวอร์เพื่อให้เสียงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และความผิดเพี้ยนของเสียงน้อยลง โดยมาพร้อมเทคโนโลยี Uni-Q ไดร์เวอร์เจนเนอเรชั่น 12 โดยไดร์เวอร์ Uni-Q จะทำงานร่วมกันกับ MAT ที่ช่วยให้กระจายเสียงได้ทั่วห้องอย่างสม่ำเสมอ ให้คุณดื่มด่ำกับเสียงเสมือนจริงได้จากทุกมุมห้องและยังมีกรวยลำโพงแยกแบบใหม่และการพัฒนาระบบมอเตอร์ที่ช่วยลดความเพี้ยนของเสียง ทำให้ได้เสียงโปร่งขึ้นและมีเบสลึกขึ้นกว่าเดิม   นอกจากนี้ ทั้ง LS50 Meta และ LS50 Wireless II ยังมีการพัฒนาจากลำโพง LS50 รุ่นเดิมในส่วนต่างๆ ได้แก่ การใช้พอร์ตเสียงเบสที่มีความยืดหยุ่น (off-set flexible bass port) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและลดความผิดเพี้ยนของเสียง การใช้ตู้ลำโพงที่มีลักษณะโค้งทำให้เกิดการเลี้ยวเบนของคลื่นที่ต่ำ (curved baffle) และใช้หลักการดีไซน์ตู้ลำโพงแบบ Finite Element Analysis (FEA) พร้อมโครงสร้างซับพอร์ตภายในด้วยหลักการ Cross Bracing และ Constrained Layer Damping เพื่อให้ได้โครงสร้างตู้ที่แข็งแกร่งมั่นคง ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ประกอบเป็น ‘LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II ที่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้รอยต่อก่อให้เกิดเสียงที่ชัดเจนทุกรายละเอียดอย่างยอดเยี่ยม เกิดความผิดเพี้ยนของเสียงน้อยมาก ไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของห้อง   สำหรับ LS50 Wireless II มี มีการประมวลผลสัญญาณดิจิทัลขั้นสูง ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีเสียง Music Integrity Engine ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเคฟ แอมพลิฟายเออร์คลาส A / B 100W ตัวใหม่ที่ช่วยให้กำลังทวีตเตอร์ และแอมพลิฟายเออร์คลาส D 280W ช่วยขับเสียงกลาง / เบส ทำให้ LS50 Wireless II เป็นลำโพงที่ประสิทธิภาพเยี่ยม ทรงพลังและยังได้รับการรับรองจาก Roon Ready ด้วย สามารถครอบคลุมทุกการเชื่อมต่อบนระบบ Apple หรือ Android ผ่านแอป KEF Connect ให้คุณสามารถฟังเพลงหรือปรับแต่งเสียงได้ตามความต้องการ และสามารถสตรีมดนตรีผ่าน Tidal, Amazon Music, Qobuz, Deezer, Podcasts หรือสามารถสตรีมโดยตรงจากแอป Spotify Connect LS50 Wireless II และยังมีออดิโอไฟล์ที่รองรับการสตรีมไฟล์เพลงสูงสุด 24 บิต / 384kHz ตลอดจนการถอดรหัส MQA และ DSD256 เพื่อการเล่นเสียงที่มีความละเอียดสูงอย่างแท้จริง ให้คุณเป็นอิสระไปกับทุกเสียงเพลงในทุกๆ เวลา   นอกจากประสิทธิภาพอันทรงพลังแล้ว LS50 Meta และ LS50 Wireless II ยังมาพร้อมดีไซน์ตู้ลำโพงที่สวยงามที่ออกแบบรูปทรงส่วนโค้งด้านหน้าเพื่อประสิทธิภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม ตามแบบฉบับของ KEF โดยทีมดีไซเนอร์ของ KEF ยังให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดการดีไซน์เพื่อให้แน่ใจว่าลำโพง LS50 Meta’ และ ‘LS50 Wireless II’ สามารถกลมกลืนและเสริมสร้างสภาพแวดล้อมราวกับเป็นเฟอร์นิเจอร์หนึ่งภายในบ้านคุณ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ตัวลำโพงให้มีความหรูหราสวยงามและมาพร้อมหลากหลายสีให้เลือกสรร ด้วย Carbon Black, Titanium Grey, Mineral White และสี Special Edition เฉพาะรุ่น LS50 Meta สี Royal Blue และ LS50 Wireless II สี Crimson Red ที่สามารถเลือกแมทช์ได้กับขาตั้งพื้นรุ่น Bespoke S2 ที่มีมาในสี Carbon Black, Titanium Grey, Mineral White และสี Special Edition ได้อย่างสมบูรณ์   ลำโพงเคฟนำเข้าและจัดจำหน่ายโดยบริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด สามารถสัมผัสประสบการณ์จริงกับเสียงใสที่คมชัดกว่าเคย สำรองเวลาทดสอบเสียง ’book a demo’ ลำโพง คอลเลคชั่น LS50 ใหม่ที่มีเทคโนโลยีวัสดุดูดซับเสียง MAT สองรุ่นแรกของโลกได้เร็ว ๆ นี้ที่ตัวแทนจำหน่ายหรืออีเมลสอบถามรายละเอียด ‘book a demo’ มาที่ kef@vgadz.com   สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วทางออนไลน์ได้ที่ www.vgadz.com/kef หรือที่ the Gadget centralworld ชั้น 4, ร้าน Piyanas ทุกสาขา, SweetPig Audio, BKK AUDIO, .Life, Fullbright Technology, Bangkok Digital, mercular.com, มั่นคงแก็ดเจ็ท และร้านเครื่องเสียงชั้นนำทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/vgadz/ และ https://www.vgadz.com/kef  
แคตตาล็อกอิเกีย 2021  เปิดตัวแล้ว  พร้อมหั่นราคาถูกลง 20%

แคตตาล็อกอิเกีย 2021 เปิดตัวแล้ว พร้อมหั่นราคาถูกลง 20%

แคตตาล็อกอิเกีย 2021 เปิดตัวแล้ว พร้อมกับการหั่นราคาสินค้าขายดีถูกลง 20% กว่า 376 รายการ รับกำลังซื้อลดลง พร้อมเปิดตัว E-catalogue รับยอดขายออนไลน์เติบโต คาดสัดส่วนเพิ่มเป็น 20%  ในอีก 1-2 ปี   ในช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี แม้ว่าจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาการเข้าสู่ปีใหม่ แต่สำหรับ อิเกีย (IKEA) แล้ว ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการเปิดตัวแคตตาล็อกเล่มใหม่ของค.ศ.หน้า ที่กำลังจะก้าวมาถึง โดยในปีนี้ก็เช่นกันช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา “อิเกีย” ได้เปิดตัวแคตตาล็อก 2021 ออกมาอวดโฉมให้บรรดาลูกค้าและแฟนคลับที่ชื่นชอบสินค้าของอิเกียให้ได้เลือกซื้อกัน โดยแคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีไฮไลท์ที่น่าสนใจ คือ 1.สินค้ายอดฮิตหั่นราคา 20% แคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีสินค้า 376 รายการที่ได้ปรับลดราคาถูกลงกว่า ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 20% จากปกติที่ผ่านมาลดราคาเพียง 10-12% เท่านั้น  และถือว่าเป็นการลดราคาสินค้าที่มากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยต้องการให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้น และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ซึ่งลดลงต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ เป็นการวางแผนไว้ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19    สินค้าในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ที่ปรับราคาลดลง เป็นสินค้าที่ขายดีและลูกค้าชื่นชอบอยู่แล้ว มีครบทุกกลุ่มสินค้า และทุกหมวดหมู่ อาทิ สินค้าห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน 2.สินค้าใหม่กว่า 2,000 รายการ แคตตาล็อกอิเกีย 2021 ได้มีสินค้าใหม่ออกมาจำหน่ายกว่า 2,000 รายการ โดยจะทยอยวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี   สินค้าใหม่ภายในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ที่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองเป็นหลักมากถึง 70% และอยู่อาศัยในพื้นที่จำกัด เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านจึงต้องมีฟังก์ชั่นหลากหลายในการใช้งาน และมีขนาดเหมาะสม 3.ออก E-catalogue รับออนไลน์โต   นอกจากแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ซึ่งมาในรูปแบบหนังสือ ยังมีการจัดทำแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ในรูปแบบ E-catalogue เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้า และไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจัยที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์​ เพราะสินค้าในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 รูปแบบ E-catalogue สินค้าจะลิงค์ไปที่เว็บไซต์ของอิเกีย เพื่อสั่งซื้อสินค้าได้เลย นายรอย เดวาร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางนา เปิดเผยว่า ปัจจุบันยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถช่วยผลประกอบการของอิเกียได้จำนวนมาก มากกว่าที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งช่วงล็อกดาวน์ อิเกียสามารถขายสินค้าผ่านออนไลน์ได้มากถึง 18% ของยอดขายรวม จากปกติมียอดขายเพียงเลขตัวเดียว แม้ว่าปัจจุบันจะลดลงเฉลี่ย 12-14.5% เพราะลูกค้าหันมาซื้อสินค้าที่สโตร์มากขึ้นก็ตาม แต่เชื่อว่าแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอิเกียคาดว่าภายใน 1-2 ปีนับจากนี้ ยดขายผ่านช่องทางออนไลน์น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% (อ่านข่าวเพิ่มเติม ... ก้าวต่อไปของ อิเกีย บุกตลาดออนไลน์ หลังโควิด-19 ทุบยอดขายหาย 40%) 4.ยอดพิมพ์กว่า 38 ล้านเล่ม 32 ภาษา แคตตาล็อกอิเกีย 2021 หน้าปกจะเป็นไอเดียการตกแต่งห้องนั่งเล่น จากปี 2020 เปิดตัวแคตตาล็อกเป็นหน้าปกห้องนอน (อ่านข่าว...เปิด 5 เรื่อง (ไม่) ลับ ของแคตตาล็อกอิเกีย 2020 เพื่อแรงบันดาลใจในการอยู่อาศัย) โดยมีจำนวนตีพิมพ์ทั้งหมดทั่วโลกกว่า 38 ล้านเล่ม ด้วยจำนวนภาษามากถึง 32 ภาษา มีทั้งหมดด้วยกัน 69 เวอร์ชั่น เพื่อใช้ใน 53 ประเทศที่อิเกียเปิดให้บริการ ซึ่งแคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีจำนวน 280 หน้าและมากับปก 4 หน้า
5 กลยุทธ์ “โฮมโปร” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายรายได้ 69,000 ล้าน

5 กลยุทธ์ “โฮมโปร” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายรายได้ 69,000 ล้าน

ผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ประเทศ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจต่างต้องหยุดการดำเนินธุรกิจชั่วคราว คนส่วนใหญ่จำเป็นต้อง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” การใช้ชีวิตและการทำงานต้องเปลี่ยนเป็น Work From Home หลาย ๆ ธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และวิธีการทำตลาดใหม่ หันมามุ่งเน้นช่องทางตลาดออนไลน์ แทนการเปิดร้านขายแบบปกติ   การปิดสาขา หรือร้านขายสินค้าปกติ แน่นอนกระทบต่อยอดขายที่ต้องหายไป  แม้การเปิดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าอาจจะไม่ทดแทนกับยอดขายที่หายไปได้อย่างแน่นอน เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครคาดคิดและเตรียมแผนรับมือเอาไว้ล่วงหน้า   “โฮมโปร”  ศูนย์จำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และวัสดุก่อสร้าง ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกคดาวน์  ซึ่งทำให้ผลการดำเนินงานในรอบครึ่งปีแรกของปี 2563 นี้ ชะลอตัวลงในอัตรา 12% แม้ว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จะเพิ่มสูงขึ้น 350% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาก็ตาม นางสาวศิริวรรณ เปี่ยมเศรษฐสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดขายออนไลน์ของโฮมโปรเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉพาะช่วงเดือนเมษายน มียอดขายเติบโตถึง 500%  โดยปกติยอดขายออนไลน์เฉลี่ยต่อวันจะมีประมาณ 2-3 ล้านบาท แต่ช่วงโควิด-19 สามารถขายได้สูงถึง 20 ล้านบาทต่อวัน และหากวันไหนมีการจัด Live Facebook ขายสินค้าได้สูงถึงวันละ 30 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดขายออนไลน์จะเติบโตเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลการดำเนินงานโดยรวมของช่วงครึ่งปีแรก ยังลดต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรเตรียมแผนการตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับมาเติบโต และคาดหวังว่าจะสามารถทำผลประกอบการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ว่าจะมีรายได้ 69,000 ล้านบาทในปีนี้ สำหรับแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งโฮมโปรได้วางแผนไว้ ประกอบด้วย 1.การขยายสาขาใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง ในช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรวางแผนขยายสาขาขนาดใหญ่ 2 แห่ง ที่ย่านรังสิต และย่านสุขสวัสดิ์ ซึ่งตามแผนเดิมโฮมโปรจะขยายสาขาในรูปแบบโฮมโปร เอส ซึ่งเป็นาขาขนาดเล็ก อยู่ในพื้นที่ศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ แต่จากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ ศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่จะเข้าไปขยายสาขา ยังไม่เปิดให้บริการ ทางโฮมโปรจึงต้องเลื่อนกำหนดการขยายสาขาออกไปเป็นปีหน้าแทน 2.จัดอีเวนต์ 5 งานใหญ่ ในช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรวางแผนจัดงานอีเวนต์ 5 งานหลัก ได้แก่ งานโฮมโปร แฟร์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดไปแล้วในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา งานโฮมโปรเอ็กซ์โป เมืองทองธานี ช่วงจัดขึ้นใน วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2563 นี้ และอีก 3 งานที่กำลังจะจัดขึ้นต่อไป ได้แก่  งานโฮมโปร เอ็กซ์โป จ.เชียงใหม่  งานโฮมโปร เอ็กซ์โป จ.ขอนแก่น และงานโฮมโปร เอ็กซ์โป เมืองทองธานี ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งนอกเหนือจากงานอีเวนต์หลักดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมภายในสาขา เช่น งานวันครบรอบ การจัดโปรโมชั่นประจำปี และการไปร่วมกับพันธมิตรในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย   3.เปิดตัว Homepro Mobile  Application สำหรับช่องทางตลาดออนไลน์ ปัจจุบันโฮมโปรมีการจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.homepro.co.th  และ  Application Line “SHOP4YOU” และการสั่งซื้อสินค้าผ่านโทร 1284 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ที่ไม่สามารถเดินทางมาซื้อสินค้าที่สาขาได้ และเป็นการเสริมช่องทาง Omni Channel ของโฮมโปรให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น  จึงเตรียมเปิดตัว Homepro Mobile Application ในวันที่ 1 กันยายน 2563 นี้ โดยโฮมโปรตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์ จากปัจจุบันประมาณ​ 3% ให้ได้ประมาณ 5% ตามเป้าหมายในปีนี้   4.พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ระบบโลจิสติกส์  ถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันโฮมโปรมีการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในพื้นที่สาขาตั้งอยู่รัศมี 30 กิโลเมตร เมื่อสั่งซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท แต่ในช่วงเกิดภาวะโควิด-19 ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเพียง 500 บาท ก็สามารถได้รับบริการจัดส่งสินค้าได้เช่นกัน โดยบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้า ให้มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยบริการ “SAMEDAY Delivery” หรือการบริการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวกับที่สั่งซื้อสินค้า ซึ่งเริ่มต้นทดลองระบบดังกล่าวในงานโฮมโปร เอ็กซ์โป ครั้งที่ 31 ก่อน หากประสบความสำเร็จจะนำมาใช้จริง   นอกจากนี้ ทางโฮมโปร ยังได้ขยายระยะเวลาการให้บริการจัดส่งสินค้า  จากเดิมจัดส่งภายในเวลา 18.00 น. เป็นการจัดส่งภายในเวลา 21.00 น. ซึ่งแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โฮมโปรยังทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งสินค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตจะขยายศูนย์กระจายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้นด้วย 5.เพิ่มความหลากหลายสินค้า รับ New Normal สินค้า คือ ความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีทั้งความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการเข้าสู่ความปกติวิถีใหม่ หรือ New Normal ของลูกค้าในยุคโควิด-19 โดยโฮมโปรมองว่าสินค้าที่จะนำมาจำหน่าย ต้องมีความหลากหลาย  จึงได้ปรับสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด Happy Home Healthy Living ยิ่งอยู่บ้าน ยิ่งรู้ว่าบ้านต้องการอะไร  ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความเป็น Total Home Solution  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม   -ลูกค้าที่ต้องทำงานที่บ้าน (Work from Home) เช่น เฟอร์นิเจอร์, โต๊ะ, เก้าอี้ -ลูกค้าที่ต้องการความบันเทิงภายในบ้าน (Entertainment Home) เช่น Smart TV. -กลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเรียนออนไลน์ (Learning at Home)  -กลุ่มที่ทำอาหารเอง (Cooking at Home) เช่น หม้อทอด, เครื่องครัว, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก -กลุ่มสินค้าสุขอนามัย (Hygienic) เช่น เครื่องอบจาน, เครื่องซักผ้า, เครื่องอบผ้า, เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องกรองน้ำ -สินค้าจำเป็นในการดูแลบ้าน ซ่อมแซม ปรับปรุง และบริการด้าน Home Service การันตีด้วยทีมช่างมืออาชีพ   บทสรุปสุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โฮมโปร จะยังสามารถกอบกู้ยอดขายที่หดหายไปในช่วงครึ่งปีแรก ให้กลับมาได้ตามเป้าหมายรายได้ปีนี้ 69,000 ล้านบาท หรือไม่ ต้องรอดูว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ ที่วางแผนออกมานั้น มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
นิปปอนเพนต์ผนึก 3 พันธมิตรระดับโลก เตรียมรับมือตลาดฟื้นตัวหลังหมดโควิด-19

นิปปอนเพนต์ผนึก 3 พันธมิตรระดับโลก เตรียมรับมือตลาดฟื้นตัวหลังหมดโควิด-19

นิปปอนเพนต์ผนึกกำลัง 3 พันธมิตรระดับโลก “เทอร์ราโก้ – เกรโก้ -  เมอร์กา” ลุยตลาดสีกลุ่ม Professional Series รับทิศทางอุตสหกรรมก่อสร้างฟื้นตัว หลังโดนพิษไวรัสโควิด-19 ทุบตลาดติดลบ 10-15% มั่นใจปี 2564 ตลาดโตอีกครั้ง   นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ในประเทศไทย  เปิดเผยว่า  ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างในปีนี้คาดว่าจะลดลง 10-15% จากเดิมที่เคยเติบโต 3-5% ต่อปี  ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา  และยังส่งผลต่อการใช้สีเพื่อการปรับปรุง (Renovation) เกิดการชะลอตัวของการใช้ตามมาด้วย ทำให้ความต้องการใช้สีในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 15-20%   แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังพบว่า ยังมีงานก่อสร้างอาคารใหม่บางส่วนที่ยังคงก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง เพราะมีระยะเวลาในการส่งมอบงานที่ชัดเจน โดยประเมินว่าภายหลังจากที่สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง  ในปี 2564 ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างจะกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง สำหรับทิศทางการดำเนินงานของบริษัทนั้น  ล่าสุดได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ 3 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมก่อสร้างระดับโลก เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีส่งเสริมการทำงานอย่างมืออาชีพ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์, เจ้าของอาคาร, สถาปนิกและนักออกแบบ, ผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงช่างสี เป็นต้น ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น   โดยเริ่มจากการพัฒนานวัตกรรมแรกเพื่อผู้ประกอบการผ่านระบบ  Professional Series by Nippon Paint ด้วยการผนึกกำลังกับ 3 แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในวงการอุตสาหกรรมก่อสร้าง  ได้แก่ เทอร์ราโก้ (Terraco) จากประเทศสวีเดน เกรโก้ (Graco) จากประเทศสหรัฐอเมริกา และเมอร์กา (Mirka) จากประเทศฟินแลนด์     สำหรับเทอร์ราโก้ (Terraco) ประเทศสวีเดน ถือว่าเป็นผู้นำด้านวัสดุตกแต่งผิว เช่น อะคริลิกฉาบบาง อะคริลิกกันซึม วัสดุอุดโป๊ว ด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งนานกว่า 40 ปี ด้วยวัตถุดิบและเทคโนโลยีการผลิตที่คัดสรรมาอย่างดี ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเทอร์ราโก้มีความทนทานสูงตอบโจทย์การออกแบบการตกแต่งผิวที่มีความหลากหลายซับซ้อนมากขึ้น  และเทอร์ราโก้เป็นผู้ผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้งานอีกด้วย   ส่วนเกรโก้ (Graco) ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้นำอันดับหนึ่งของโลกในด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องพ่นสี ด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเกรโก้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา จำหน่ายในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิเช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง การประกอบรถยนต์และซ่อมรถยนต์  อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เกรโก้ทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดและตอบสนองความคุ้มค่าที่มากที่สุด ปัจจุบันจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก   ขณะที่เมอร์กา (Mirka) ประเทศฟินแลนด์  ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดาษทรายและผลิตภัณฑ์สำหรับการขัดพื้นผิวที่ไร้ฝุ่น (Net Sanding) รายแรกของโลก  ด้วยนวัตกรรมการสร้างกระบวนการผลิตสารเคลือบผิวที่คิดค้นขึ้นใหม่  อาทิ เครื่องขัดไฟฟ้าไร้ฝุ่น อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพสูง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดดเด่นเหนือคู่แข่งสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของเมอร์กากว่า 90%  ถูกส่งออกไปจำหน่ายในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก   ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของโลก ที่ 4 บริษัทชั้นนำจากอุตสาหกรรมก่อสร้างมาร่วมมือ  เพื่อยกระดับการทำงานของมืออาชีพให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการทำงานที่เร็วขึ้น ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพงาน โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ บริษัทได้พัฒนาระบบสีเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมก่อสร้าง คือ ระบบปิดผิวผนัง โปร-วอลล์ ฟินิช (Pro-Wall Finish) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อความคุ้มค่า ทั้งการยึดเกาะ ประหยัดค่าใช้จ่าย  ประหยัดเวลา รวมถึงการใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้ Professional Series  และในอนาคต นิปปอนเพนต์  มีแผนขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Professional Series ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น   นายวัชระ กล่าวในตอนท้ายว่า ภายหลังจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลายจะทำให้ทิศทางของอุตสาหกรรมในครึ่งปีหลังกลับมาคึกคัก จากกลุ่มลูกค้ารีโนเวตที่จะกลับมามากขึ้น      
รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ

รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ

รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ เอาล่ะ ถ้าคุณมีความคิดว่าการทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ยุ่งยาก แล้วก็ไม่สนุกเลยซักนิด ที่ต้องกลายร่างมาเป็นนางแจ๋วหน้ามัน หัวกระเซิงเพื่อกำจัดฝุ่นภายในบ้านให้หมดเกลี้ยง.... เราขอให้คุณเปลี่ยนความคิดซะใหม่ แล้วตามเราไปดูกันว่า เราจะช่วยให้ “งานทำความสะอาดบ้าน” เป็นเรื่องสวยๆ ชวนพิสมัยได้อย่างไร   เกิดเป็นผู้หญิงในยุคนี้ งานนอกบ้านก็ต้องเริ่ด งานในบ้านก็ต้องให้เป๊ะ ดังนั้นการทำความสะอาดบ้านสำหรับแม่บ้านยุคใหม่แบบเราที่เวลาก็รีบเร่ง จะต้องบริหารเวลาสำหรับงานบ้านให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดค่ะ เริ่มจากหาผู้ช่วยคนสำคัญ อย่าง “Dyson V11 Absolute” เพื่อให้งานทุกอย่างสะดวกรวดเร็ว ได้บ้านสะอาดเอี่ยมในพริบตา     ด้วยประสิทธิภาพพลังดูดของ Dyson V11 Absolute ตัวล่าสุดนี้ บวกกับขนาดของแบตเตอรี่ที่ทรงพลังที่สุดที่ Dyson เคยมีมา ทำให้ระยะเวลาในการทำงานสูงสุด 60 นาทีนี้ เป็น 60 นาทีที่คุ้มค่าที่สุดในการทำความสะอาดบ้านสำหรับเรา ยิ่งเป็นคอนโดมิเนียมขนาดไม่เกิน 300 ตร.ม. แบบที่เราอยู่ด้วยแล้ว รับรองว่าสบายหายห่วงได้เลย   เริ่มต้นการทำความสะอาดบ้านวันนี้ด้วย การจิบกาแฟนิดๆ เช็คเมลซักหน่อย พร้อมกับดูดฝุ่นไปด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะว่า Dyson V11 Absolute เป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่มีน้ำหนักกำลังพอดี สามารถถือและทำงานสะดวกได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว     เมื่อเป็นแม่บ้านในยุคดิจิตอลแล้ว ทุกอย่างก็ต้องดูทันสมัยจริงมั้ยคะ แน่นอนว่า Dyson V11 Absolute นี้ทำงานเต็มกำลังได้แรงสุดๆ แบบไม่เคยงอแง เพราะ Dyson ดิจิตอลมอเตอร์ V11 มีพลังดูดที่เพิ่มกว่ารุ่นก่อนๆ ถึง 20% แถมยังมีหน้าจอ LCD เพิ่มความไฮโซเข้าไปอีก ซึ่งหน้าจอ LCD นี้จะแสดงโหมดการทำความสะอาดให้เห็นอย่างชัดเจน แล้วก็ยังง่ายต่อการสลับโหมดด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นโหมด Eco แบบประหยัดพลังงาน, โหมด Auto แบบสวยๆ และ Boost ที่พลังดูดแรงสะใจ   เอาจริงๆ แล้วสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แค่โหมด Eco หรือ Auto ก็ทำให้บ้านเราสะอาดเรียบร้อยได้แล้วค่ะ แต่บางพื้นผิว หรือพื้นที่ที่ต้องการแรงดูดอันทรงพลังมากๆ อย่างพื้นพรมหนาๆ หรือต้องการกำจัดไรฝุ่นบนที่นอนและโซฟา โหมด Boost ก็พร้อมจะเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งได้อย่างไม่มีเกี่ยงงอนเลยทีเดียว     ความไฮเทค ไฮโซของการมีหน้าจอ LCD ไม่ได้มีดีแค่การบอกโหมดการใช้งานเท่านั้นนะจ๊ะ เพราะหน้าจอเล็กๆ นี้ยังสามารถแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานปัจจุบัน พลังงาน และเวลาที่คงเหลือ เพื่อให้เราวางแผนการทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น แถมยังช่วยแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาต้องทำความสะอาดตัวกรองให้อีกด้วย   คุยเรื่องสเปคต่างๆ ของตัวเครื่องอย่างเดียวเดี๋ยวจะหาว่าโม้ งานนี้บอกเลยว่า เราได้ทดลองใช้จริงไรจริงไม่พึ่งสแตนอินนะจ๊ะ เรียกว่าแกะกล่องแล้วก็เอามาดูดๆๆๆๆ กันให้ครบทุกซอกทุกมุมในบ้านให้รู้กันไปเลย ก็ Dyson เค้าเป็นตัวจริงเรื่องเครื่องดูดฝุ่นที่หมกมุ่นพัฒนามานานกว่า 25 ปีเลยนี่นา แล้วจะต้องไปง้อยัยแจ๋วจอมอู้อีกทำไม   "รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ" จากประสบการณ์ใช้จริง ข้อแรกเราเห็นว่า Dyson V11 Absolute ตัวนี้ จับได้ถนัดมือขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ควบคุมทิศทางได้ง่าย ถึงแม้น้ำหนักของตัวเครื่องจะไม่ได้เบาหวิวจนสามารถยกดูดฝุ่นบนที่สูงๆ ได้คราวละนานๆ แต่ชะนีออกกำลังกายแบบเราก็สามารถอยู่ค่ะ ถือว่าเป็นการเวทเทรนนิ่งเบาๆ ซึ่งในชีวิตจริงแล้ว เราก็ไม่ได้จับเครื่องดูดฝุ่นมายกดูดผ้าม่านกันทุกวันหรอกจริงมั้ย     จุดเด่นต่อมาของ Dyson V11 Absolute คือ หัวแปรงดูด และอุปกรณ์เสริมที่ให้มาเยอะแยะมากมายจนบางทีก็แอบงงว่าตัวเองเลือกใช้ถูกประเภทอยู่รึเปล่า ซึ่ง Highlight ของรุ่นนี้คือ หัวดูดแบบ High Torque ที่เป็นหัวแปรงแรงบิดสูงพร้อมเซ็นเซอร์โหลดแบบไดนามิก (Dynamic Load Sensor - DLS) โดยระบบนี้จะช่วยตรวจจับแรงต้านของพื้นผิว เพื่อทำการเปลี่ยนโหมดพลังดูดให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ทำให้แม่บ้านสมัยใหม่อย่างเราไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกดโหมดถูกๆ ผิดๆ จนทำให้การทำความสะอาดบ้านขาดความเนี้ยบแล้วต้องเหนื่อยทำซ้ำอีกรอบ     ส่วนหัวดูดแบบอื่นๆ ก็คล้ายกับรุ่นก่อนเลยค่ะ มีทั้งหัวดูดลูกกลิ้งนุ่ม, หัวดูดมอเตอร์ขนาดเล็ก, หัวดูดปากแคบ, หัวดูด 2 in 1, และแปรงปัดฝุ่นขนนุ่ม ซึ่งหัวดูดแต่ละอันก็มีคุณสมบัติเฉพาะที่ต่างกันออกไป ทำให้ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นผงขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เศษขนม เส้นผม ขนสัตว์เลี้ยง ฝุ่นฝังแน่น หรือแม้แต่สารก่อภูมิแพ้อย่างไรฝุ่นตัวจิ๋ว ก็เก็บได้เรียบโดยไม่ทำลายพื้นผิวแต่อย่างใด ที่สำคัญหัวดูดทุกตัว ข้อต่อทุกชิ้นสามารถถอดเปลี่ยนได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คลิกเดียว ทำให้แม่บ้านสวยๆ แบบเราไม่ต้องออกแรงเยอะเลยค่ะ     พูดถึงฝุ่นผงขนาดเล็ก รวมถึงสารก่อภูมิแพ้แล้ว หลายคนอาจจะกลัวว่า มอเตอร์ที่ดูดแรงทรงพลังอย่างนี้ แรงลมที่ออกมาทางท้ายเครื่องจะพาอะไรต่อมิอะไรฟุ้งกระจายเต็มอากาศในห้องมั้ย เรื่องนี้ทาง Dyson เค้าเคลมว่า Dyson V11 Absolute มีระบบการกรองที่ปิดผนึกอย่างแน่นสนิท สามารถดักจับอนุภาคฝุ่นที่มีขนาดเล็กระดับ 0.3 ไมครอน ได้ถึง 99.97% เลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเกสรดอกไม้ หรือแบคทีเรียต่างๆ ที่ว่าอนุภาคเล็กจนต้องมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ ก็จะถูกเก็บเข้าไปในถังฝุ่นจนหมดเกลี้ยง   แล้วถ้าถังฝุ่นเต็มล่ะ? เราต้องสัมผัสกับถังเก็บฝุ่น ต้องกลั้นหายใจใส่หน้ากากสิบชั้นอีกรึเปล่า? ลืมภาพถุงเก็บฝุ่นที่มีแต่ฝุ่นผงนานาชนิดจนเกรอะกรังเทเท่าไหร่ก็หลุดไม่หมดไปได้เลย เพราะ Dyson มีการออกแบบวิธีการเทถังฝุ่นแบบที่เราไม่ต้องสัมผัสโดนฝุ่นเลยยยยยย ซึ่งในรุ่น V11 Absolute นี้พัฒนามาดีกว่ารุ่นเก่าเยอะ ด้วยระบบ Point and Shoot แค่เรายื่นฝาถังเก็บฝุ่นลงไปในถุงขยะ แล้วก็ปลดสลักตัวล็อค ฝุ่นทั้งหมดก็จะลงไปกองอยู่ในถุงขยะแล้ว เหลือแค่ผูกปากถุงให้เรียบร้อย แล้วก็ปิดฝาถังเก็บฝุ่นแค่นี้พร้อมใช้งานครั้งต่อไปได้สวยๆ     เรื่องการจัดเก็บเครื่องก็เป็นอีกเรื่องที่มักจะกวนใจแม่บ้านสายเนี้ยบอย่างเรา เพราะหลายครั้งอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ ก็ไม่ได้สวยงามชวนให้เอามาอวดโชว์ซักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหากับ Dyson ไหนๆ ก็ซื้อมาตั้งแพงแล้ว ถ้าอยากจะแอบวางไว้อวดเบาๆ ก็ไม่น่าจะแปลกเกินไปหรอกเนอะ ก็ในกล่องเค้ามีตัวแขวนยึดกับผนังพร้อมแท่นชาร์จมาให้ด้วยค่ะ ทำให้การจัดเก็บเครื่องดูเป็นระเบียบเรียบร้อยจนอยากจะอวดชาวโลกให้รับทราบโดยทั่วกัน นอกจากจะทำให้หยิบใช้งานได้ง่าย พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ขัดตาอะไรถ้าจะมีเครื่องดูดฝุ่นอย่าง Dyson แขวนไว้ในห้องกับเค้าด้วย     เชื่อว่าเครื่องดูดฝุ่น Dyson น่าจะเป็นไอเทมในฝันของแม่บ้านยุคใหม่หลายๆ คนเลยแหละ ยิ่งโดนเราป้ายยาแบบนี้คงต้องอยากได้กันบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถ้าลังเลยังไม่ปักใจเชื่อรีวิวของเรา ลองไปทดลองเล่นเครื่องจริงกันได้ที่ร้าน Dyson Demo สยามพารากอน และไอคอนสยามก่อนได้นะคะ รวมถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีหลายแห่งเลยจ้า แต่ถ้าการป้ายยาของเราได้ผล นอกจากการเดินไปช็อปปิ้งด้วยตัวเอง ยื่นบัตรให้พนักงานรูดปรื้ดๆ แล้ว เรายังสามารถเข้าไปคลิกสั่งซื้อแบบออนไลน์ให้สมกับเป็นแม่บ้านยุคใหม่กันได้ที่ เว็บไซต์ https://www.dyson.co.th/ เชื่อเถอะว่า มันจะเป็นการลงทุนเงินหมื่น ที่คุ้มแสนคุ้มเลยทีเดียว   แล้วถ้าอยากได้ห้องชุดสวยๆ อยู่ใจกลางเมือง มีวิวดีๆ ติดริมน้ำ หรืออยากมาเป็นเพื่อนบ้านกับเรา เชิญชมห้องตัวอย่างได้ที่ Park Court Sukhumvit 77 เลยจ้า   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไรฝุ่น ผู้ร้ายบนที่นอน (Dyson V8) รีวิว PARK COURT สุขุมวิท 77 คอนโดหรูห้องใหญ่ใจกลางเมือง เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้” บ้านสะอาดไร้ฝุ่นด้วย BOSCH Flexxo Serie 4  
อินเด็กซ์ฯ  ปรับตัวสู้โควิด ลุยออนไลน์ สร้างยอดโต 150% เดินหน้าปรับโฉมสาขาจับลูกค้าไฮเอนด์

อินเด็กซ์ฯ ปรับตัวสู้โควิด ลุยออนไลน์ สร้างยอดโต 150% เดินหน้าปรับโฉมสาขาจับลูกค้าไฮเอนด์

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ไตรมาสแรก ยังกวาดรายได้และทำกำไร แม้ต้องปิดสาขาชั่วคราว จากพิษโควิด-19  ลูกค้าหันไปช้อปปิ้งออนไลน์ ทำยอดขายเติบโต 150%  เดินหน้าทำตลาด หาสินค้าเพิ่มขายผ่านออนไลน์  ล่าสุด ปรับโฉม สาขาราชพฤกษ์ ปักหมุดโซนกรุงเทพฯ ตะวันตก รับกำลังซื้อผู้บริโภคไฮเอนด์   นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM  เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,211 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 118 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่ของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  ปิดดำเนินการเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ตามคำสั่งของกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของ COVID-19 อินเด็กซ์ฯ กวาดยอดออนไลน์โต 150% อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่หลายบริษัทดำเนินมาตรการ Work From Home เพื่อเพิ่มระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า โดยพบว่าผู้บริโภคเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าหมวดหมวดโต๊ะเก้าอี้สำนักงาน (Home Office) และหมวดของใช้ของตกแต่งบ้าน (Home decoration) โดยบริษัทฯ ได้ขยายความร่วมมือกับ Market Place เช่น Lazada, Shopee, และ JD Central    รวมถึงจัดโปรโมชั่นพิเศษ พร้อมส่งสินค้าฟรีทั่วประเทศ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ไตรมาสแรกที่ผ่านมามีอัตราเติบโตสูงถึง 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัทฯ เชื่อมั่นว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 45.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 43.8% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของสินค้า (Product Mix) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนในเครื่องจักรที่ยังไม่เริ่มใช้อีกประมาณ 70 ล้านบาท   ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.46 บาท บาท เตรียมเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 17 กรกฏาคม 2563 อินเด็กซ์ฯ เดินหน้าหาสินค้าใหม่ทำตลาดออนไลน์ สำหรับทิศทางไตรมาส 2 สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถทยอยเปิดสาขาต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น  หลังหน่วยงานภาครัฐเริ่มมีมาตรการผ่อนปรนตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกันได้มุ่งเน้นการเพิ่มประเภทสินค้าใหม่ๆ (Product Range) สำหรับช่องทางออนไลน์ รวมถึงงานโปรเจกต์ที่อยู่อาศัยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เร่งดำเนินงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จเพื่อส่งมอบโครงการให้ลูกค้าได้ทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้   พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีแผนปรับปรุงสาขาเพื่อเพิ่มพื้นที่ขายสินค้า  ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายและอัตรากำไรที่สูงขึ้น ทดแทนการขยายสาขาที่จะชะลอออกไปก่อนในปีนี้ โดยการปรับปรุงสาขาใช้กระแสเงินสดจำนวนไม่มากแต่จะสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างคุ้มค่า โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้ปรับปรุงอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ไปแล้ว 3 สาขา ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี  นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมีแผนขยายสาขาแฟรนไชส์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องในปีนี้ อาทิ เวียดนาม และเมียนมาร์ เป็นต้น อินเด็กซ์ฯ​ ปรับโฉมสาขาราชพฤกษ์ รับดีมานด์ไฮเอนด์ ล่าสุด ได้ปรับโฉม อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาราชพฤกษ์  ครั้งใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค โดยต้องการให้เป็น “FLAGSHIP FURNITURE & DÉCOR STORE” ภายใต้แนวคิด  “Modern Luxury Lifestyle” ในพื้นที่กรุงเทพฯโซนตะวันตก  เนื่องจากพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ตะวันตก เป็นทำเลที่มีศักยภาพ  จากการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์  บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ที่ขยายตัวขึ้น ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง และมีความต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์โดดเด่นเฉพาะตัว   สำหรับโฉมใหม่ของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาราชพฤกษ์ ได้คัดสรรทุกกลุ่มสินค้ามาให้เลือกช้อปครบครันมากขึ้น โดยจัดเลย์เอาท์ใหม่  แบ่งประเภทสินค้า และฟังก์ชันการใช้งานอย่างเป็นระเบียบ  เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกช้อปได้ง่ายขึ้น พร้อมเปิดโซนสินค้าใหม่ๆ เช่น กลุ่มสินค้าลักซ์ชัวรี่ การจัดพื้นที่ส่วนกลางไว้อำนวยความสะดวกมากขึ้น ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองโปร่งโล่ง สบาย พร้อมมุมดิสเพลย์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งบ้าน เป็นต้น   ความพิเศษของสาขาใหม่นี้ คือ จะมีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่  เทรนด์ดีไซน์ (Trend Design) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านระดับพรีเมียม สไตล์ Modern Elegance มาตรฐานยุโรป แบรนด์เดอะ ลักชูรี่ อิดิชั่น (The Luxury Edition)  แบรนด์ เดอะ คอนโด คอลเล็คชั่น (The Condo Collection) เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตบนพื้นที่จำกัด สำหรับคอนโดมิเนียม, ทาวน์โฮม   นอกจากนี้ ยังมีโซน เพอร์เฟกต์ สลีป (Perfect Sleep)  โซนที่รวบรวมศาสตร์แห่งการนอน  เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้านการนอนหลับอย่างครบวงจร ในรูปแบบของ One Stop Service ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านการนอน  มีมุม Co-Working Space พื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนมานั่งทำงานได้ ที่เน้นดีไซน์บรรยากาศพื้นที่ให้สบาย ผ่อนคลาย พร้อมพื้นที่สีเขียว   ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ไว้อย่างรอบด้าน เช่น การลดค่าใช้จ่าย การชะลอการใช้จ่ายเงินและการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน แผนการรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับทั้งลูกค้าและพนักงาน หลังภาครัฐเริ่มมีมาตรการผ่อนปรนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ สามารถเริ่มทยอยเปิดสาขาต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้เหมือนที่เคยผ่านมาได้ในทุกครั้ง และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแรงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป
DRT โชว์ผลงาน Q1 ยังทำกำไร แม้รายได้ลดลงกว่า 7%

DRT โชว์ผลงาน Q1 ยังทำกำไร แม้รายได้ลดลงกว่า 7%

DRT ใช้กลยุทธ์ Product Mix และบริหารต้นทุนสินค้า ฝ่าวิกฤกต COVID-19 ทำกำไรสุทธิไตรมาสแรกได้กว่า  168.20 ล้านบาท  แม้รายได้จะลดลงกว่า 7%  ขณะที่ไตรมาส 2 ลุ้นรัฐผ่อนคลายล็อกดาวน์ ร้านค้าวัสดุกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง     นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT  ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราสินค้า "ตราเพชร" เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2563 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ ทำกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 168.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่มีกำไร 165.62 ล้านบาท (ไม่รวมกำไรจากการขายที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์)   แม้ว่าในปีนี้จะมีปัจจัยลบจาก COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมให้ชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รายได้จากการขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 1,233.51 ล้านบาท ลดลง 7.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้จากการขายและการบริการ 1,329.18 ล้านบาท ทั้งนี้ กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น มาจากการบริหารต้นทุนการผลิตสินค้าต่อหน่วยอยู่ในระดับต่ำ โดยสามารถรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าเฉลี่ยมากกว่า 90% ของกำลังการผลิตรวม และบริหาร Product Mix หรือสัดส่วนการขายสินค้าได้ดี  ช่วยสนับสนุนอัตราการทำกำไรขั้นต้นได้ตามแผนงาน ประกอบกับ DRT มีจุดแข็งด้านช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย โดยร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อยและตลาดส่งออก ที่มีสัดส่วนรวมกัน 70% ของรายได้ทั้งหมด ยังทำยอดขายไตรมาสแรกที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ แม้ไตรมาสแรกปีนี้มีวิกฤต COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แต่เรายังสามารถผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิได้ เนื่องจากจุดแข็งของ DRT ที่มีการผลิตด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ การบริหารสัดส่วนการขายสินค้าแต่ละประเภทได้ดีช่วยสนับสนุนการทำกำไรขั้นต้นได้ตามเป้า    ส่วนภาพรวมการดำเนินงานไตรมาส 2  ต้องติดตามสถานการณ์กำลังซื้อ  และบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด หากภาครัฐควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดี และเริ่มผ่อนคลายการล็อกดาวน์ ธุรกิจบางประเภทเริ่มทยอยกลับมาเปิดดำเนินการได้บางส่วน โดยเฉพาะการเปิดบริการห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ จะส่งผลดีต่อยอดขายจากช่องทางจำหน่ายดังกล่าวฟื้นตัว ซึ่ง DRT ได้เตรียมสต็อกสินค้าไว้รองรับอย่างเพียงพอ ขณะที่ช่องทางขายผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อย และตลาดส่งออกในไตรมาสนี้ ยังมีแนวโน้มทำยอดขายอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่อง จากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง เพื่อการปรับปรุงและซ่อมแซ่มบ้าน รวมถึงดีมานด์จากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มฟื้นตัว ยกเว้นช่องทางลูกค้าโครงการที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  
SENA แนะติดระบบโซลาร์ แก้ปัญหาค่าไฟพุ่ง

SENA แนะติดระบบโซลาร์ แก้ปัญหาค่าไฟพุ่ง

SENA แนะบ้านติดระบบโซลาร์ แก้ปมค่าไฟเพิ่ม – คุ้มทุน - ประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วงไวรัสโควิด – 19 ป่วน  บิลค่าไฟพุ่ง กระทบกลุ่ม Work from home พร้อมชูเซอร์วิส “โซลาร์สเกลอัพ” ช่วยคำนวณค่าไฟ ปรับเพิ่ม – ลดตามพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย   ผลมาจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้หลายชีวิตต้องอยู่หยุดแต่ในบ้าน หยุดกิจกรรมนอกบ้าน กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น รวมถึงหลายบริษัท หรือหลายอาชีพปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหันมาใช้มาตรการ Work from home  ทำให้ต้องใช้ไฟฟ้าที่บ้านทั้งวันทั้งคืน  ส่งผลให้เกิดปัญหา”ค่าไฟฟ้าดีดตัวเพิ่ม” ตามมาอย่างน่าตกใจ   สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟแพงในช่วงนี้ เนื่องจากการไฟฟ้ามีการคิดคำนวณ "ค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า" หากใช้เยอะก็จ่ายเยอะ โดยมีตัวแปรสำคัญก็คือ "หน่วยไฟฟ้าที่ใช้" ซึ่งจะมีการคิดค่าไฟเป็นขั้นบันไดโดยแต่ละขั้นก็มีราคาที่แตกต่างกัน หากใช้ไฟฟ้ามากขึ้นก็จะถูกนำไปคิดราคาในช่วงหน่วยไฟฟ้าที่สูงขึ้น ค่าไฟจึงแพงแบบก้าวกระโดด   ประกอบกับสภาพอากาศในช่วงเดือนเมษายนเป็นฤดูร้อนอบอ้าวอยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งเครื่องปรับอากาศพร้อมคอมเพรสเซอร์,เครื่องฟอกอากาศ,พัดลมไอน้ำและตู้เย็นที่ใส่ของเยอะ ทำให้คอมเพรสเซอร์ยิ่งทำงานหนักกว่าปกติ ด้านผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  เสนอว่า ให้ประชาชนศึกษาและทำการติดตั้งระบบโซลาร์  ซึ่งจะช่วยทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่บ้านหรือฟรีแลนซ์   โดยผู้ซื้อบ้านของเสนาทุกหลัง จะได้ใช้ค่าไฟฟ้าที่ถูกลงตลอดระยะเวลา 25 ปี  เนื่องจากมีการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา ทำให้ได้พลังงานสะอาดมาใช้ เป็นการลดการซื้อไฟฟ้าจากระบบของรัฐ  นอกจากนี้ ยังมีบริการ “โซลาร์สเกลอัพ” (Solar Scale up) ที่เป็นนวัตกรรมคำนวณสเกลการใช้งานเป็นตัวช่วยเซอร์วิสลูกบ้านอีกทางหนึ่ง โดยลูกบ้านสามารถปรับ – ลดเพิ่มจำนวนแผงโซลาร์ได้ตามลักษณะการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และสามารถเลือกช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าได้ตามพฤติการหรือไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในบ้าน ยกตัวอย่าง หากมีการใช้ไฟ 4 ชั่วโมงช่วง 10.00-14.00 น. ระบบโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้ 2.1 กิโลวัตต์ เท่ากับมีการใช้ไฟฟ้า 8 หน่วย คูณค่าไฟของรัฐหน่วยละ 4 บาท จะประหยัดไฟวันละ 32 บาท หรือ 960 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในครัวเรือนของประเทศไทย ยังถือว่าน้อยมาก เนื่องจากต้นทุนในเรื่องอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน ทำให้ประชาชนทั่วไปยังลังเลในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งปัจจุบันนี้ แผงโซลาร์เซลล์ได้รับการพัฒนาคุณภาพดีขึ้น ราคาถูกลงแล้ว ที่ผ่านมาผู้บริโภคยังมองไม่ประโยชน์มากเท่าที่ควร แต่เหตุการณ์วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เชื่อว่าผู้บริโภคที่ต้องทำอยู่บ้าน “Work From Home"  มากขึ้นจะเห็นประโยชน์และความคุ้มค่าในการติดตั้งโซลาร์   ปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งโซลาร์ทุกหลังทุกโครงการ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสินค้า หรือ Standard Product และไม่ใช่เพียงแค่ติดที่หลังคาบ้าน แต่ติดตั้งในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้านและคอนโดมิเนียมด้วย ปัจจุบันมากกว่า 400 ครัวเรือน  1,000 กิโลวัตต์  
7 เรื่องต้องรู้ “GREE” แอร์เบอร์ 1 ของโลก

7 เรื่องต้องรู้ “GREE” แอร์เบอร์ 1 ของโลก

  ถึงวันนี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว จากการประกาศของกรมอุตุวิทยา ว่าประเทศไทยสิ้นสุดฤดูหนาวและได้เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น และมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง คาดว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้   แม้ว่าเมืองไทยจะมีอากาศร้อนเป็นปกติ  ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝน แต่หากเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศเมืองไทยจะร้อนมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องมองหา อุปกรณ์สิ่งจำเป็นที่จะช่วยคลายร้อน ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแต่ละวัน โดยเฉพาะการพักอาศัยอยู่ภายในบ้าน ซึ่งก็คือ การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ นั่นเอง     ตอนนี้ในท้องตลาดมีเครื่องปรับอากาศสารพัดแบรนด์ วางขายและทำตลาดให้ผู้บริโภคได้เลือก ตามความต้องการ ซึ่งแต่ละแบรนด์แต่ละรุ่น ต่างก็มีคุณสมบัติหลากหลาย แล้วแต่เจ้าของแบรนด์จะพัฒนาออกมา ซึ่งนับวันเครื่องปรับอากาศถูกพัฒนาออกมาให้มีเทคโนโลยีทันสมัย และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย หรือทำให้ผู้ที่ใช้มีสุขภาพดี ห่างไกลจากมลภาวะทางอากาศต่างๆ ด้วย   เมื่อเครื่องปรับอากาศในท้องตลาดมีมากมายหลากหลายแบรนด์ หลายรุ่น หลายขนาด และราคา แล้วเราจะมีหลักเกณฑ์การเลือกแอร์สักเครื่องอย่างไร เพื่อให้ได้ทั้งคุณสมบัติที่ดี มีคุณภาพ คุ้มค่า และคุ้มราคา สำหรับคำแนะนำเบื้องต้น   การเลือกแอร์สักเครื่อง เราควรพิจารณาใน  6 ประเด็นหลัก 1. เลือกขนาดของ BTU ให้พอเหมาะกับขนาดของห้อง การเลือกขนาด BTU (British Thermal Unit) ของแอร์ให้เหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะติดตั้ง จะช่วยทำให้เราได้แอร์ที่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ไม่ทำงานหนักไป หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ข้อดีของการเลือก BTU ที่เหมาะสม ยังทำให้ประหยัดไฟฟ้า และแอร์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย   2. แบรนด์ และชื่อเสียงของแบรนด์ เรื่องแบรนด์ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หรือมองข้าม แม้ว่าหลายคนอาจจะบ่นว่าเลือกได้ยาก เพราะทุกแบรนด์ล้วนแต่บอกว่า แบรนด์ของตนเองดี มีคุณภาพมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาง่ายๆ คงดูได้จากหลายเรื่อง อาทิ ดูจากยอดขาย มากน้อยแค่ไหน วางขายสินค้าที่ใดบ้าง ระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ  เพราะข้อมูลเหล่านี้จะบอกได้ว่า ผู้บริโภคให้การตอบรับกับแบรนด์นั้นๆ มากน้อยเพียงใด   3. คุณสมบัติของแอร์ เดี๋ยวนี้เครื่องปรับอากาศ ถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติ คุณภาพ และประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าไปจากอดีต แอร์ไม่ได้มีคุณสมบัติแค่ ให้อุณหภูมิที่เย็นสบายเท่านั้น แอร์ยังฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเหม็นได้  เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัติองแอร์ปัจจุบันยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามที่ตนเองต้องการ เพื่อคุณภาพการใช้ชีวิตในบ้าน   4. โรงงานและมาตรฐานการผลิต เรื่องของมาตรฐานการผลิต  เป็นการรับประกันได้ว่า เราจะได้เครื่องปรับอากาศที่มีคุณภาพ ตรงตามที่แบรนด์นั้นโฆษณาไว้ รวมถึงเราจะได้ใช้แอร์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ   5. จุดขายและการบริการหลังการขาย การหาซื้อสินค้าได้ง่ายกับจุดจำหน่ายหลากหลาย และการมีศูนย์บริการหลังการขาย รวมถึงการรับประกันคุณภาพสินค้า จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า เมื่อเกิดปัญหากับสินค้าที่ซื้อไปนั้น บางครั้งก็กลายเป็น “คำตอบสุดท้าย” ที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจ ว่าจะเลือกซื้อสินค้านั้นหรือไม่  เพราะแม้ว่าแอร์แบรนด์นั้นจะมีประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติที่ดีแค่ไหนก็ตาม แต่การบริการหลังการขายไม่ดี หรือหาศูนย์บริการได้ยาก ผู้บริโภคก็อาจจะไม่เลือกซื้อสินค้าแบรนด์นั้นเลยก็ได้   6. ราคาคุ้มค่า เรื่องของราคา ก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เพราะหากสินค้ามีประสิทธิภาพ คุณสมบัติดีแค่ไหน แต่ราคาผู้บริโภคเอื้อมไม่ถึง ไม่สามารถซื้อได้  ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร ราคาจึงต้องสมเหตุสมผล คุ้มค่าคุ้มราคา และผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องซื้อได้     7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับแอร์กรี (GREE) ปัจจุบันท้องตลาดมีแอร์สารพัดแบรนด์วางขายอยู่ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่า สินค้าหลายๆ แบรนด์ที่วางขายอยู่นั้น มาจากโรงงานผลิตที่มีเจ้าของคนเดียว ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำแบรนด์กรี (GREE) ซึ่งคือแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเครื่องปรับอากาศหลายแบรนด์ที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ผ่านเรื่องราวและข้อมูล 7 เรื่องสำคัญ 1.แบรนด์เบอร์ 1 ของโลก สิ่งที่ยืนยันและบอกว่าแอร์ แบรนด์กรี เป็นแบรนด์แอร์อันดับ 1 ของโลก คือ  ยอดขายที่ถูกส่งออกไปทั่วโลก มากว่า 160 ประเทศ  ซึ่งในปี 2557  ผลิตภัณฑ์แอร์สามารถทำยอดขายมากถึง 10,000 ล้านหยวน จากยอดขายโดยรวมในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ของบริษัทซึ่งมีมากถึง 140,000 ล้านหยวน และช่วงปี 2561 ยอดขายของบริษัทพุ่งไปกว่า 200,000 ล้านหยวน เติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 33.33% ที่สำคัญ EUROMONITOR INTERNATIONAL ยังให้การรับรองว่าบริษัท GREE มียอดขายอันดับ 1 ของโลก ในช่วงปี 2560 อีกด้วย  ไม่เพียงแต่ยอดขายที่สูงมากแล้ว บริษัทยังได้รับการจัดอันดับ จาก Forbes Global 2000 ว่าเป็นบริษัทมหาชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อันดับที่ 294 ใช่วงปี 2561 2. แอร์ดีต้องไม่มี “เชื้อโรค” ประเด็นสำคัญของสังคมไทย รวมถึง สังคมโลก ในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ไวรัส” หรือแม้แต่ปัญหาฝุ่นระดับ PM 2.5 ซึ่งกำลังคุกคามสุขภาพของคนไทย ซึ่งเทรนด์ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพ เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ทำให้สินค้าต่างๆ ต้องมีคุณสมบัติทำให้ผู้ใช้งานมีสุขภาพดี หรือไม่สร้างปัญหากับผู้ใช้งาน เครื่องปรับอากาศในยุคปัจจุบันจึงต้องเสริมคุณสมบัติ ที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมในอากาศ ที่จะมาทำร้ายสุขภาพคนในบ้าน แอร์กรีจึงมีแผ่นกรองอากาศ (Catechin Filter) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อ แบคทีเรียเอสเคอริเคีย โคไล ในอัตรา 99.99 และต้านเชื่อแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส ในอัตรา 97.06 ซึ่งแผ่นกรองอากาศของแอร์กรี ได้ผ่านการตรวจสอบที่ศูนย์ตรวจสอบจุลชีวะแห่งเมืองกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2557 3. แอร์ดีมีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบ Inverter แอร์ระบบ Inverter ดีกว่าแอร์ระบบเดิม คือ สามารถควบคุมความเย็นได้ตามที่กำหนดไว้ ที่สำคัญคือ ประหยัดไฟ และเครื่องปรับอากาศทำงานเบา โดยแอร์กรี มีระบบ Cooling Inverter ซึ่งช่วยทำให้ห้องเย็นเร็วตามอุณหภูมิที่ต้องการ และประหยัดค่าไฟได้เต็มประสิทธิภาพ 4. มาตรฐานการผลิต เครื่องพิสูจน์คุณภาพแอร์ คุณสมบัติสำคัญอีกประการที่ผู้บริโภคคำนึงถึง ในการใช้เป็นเกณฑ์เลือกซื้อแอร์ คือ คุณภาพการผลิต ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ผู้บริโภคใช้เลือก คงเป็นมาตรฐานของโรงงานว่ามีมาตรฐานอย่างไร ใช้เทคโนโลยีอะไรมาช่วยในการผลิตสินค้า ซึ่งแบรนด์แอร์กรีเองนั้น ใช้เทคโนโลยีโรบอท จาก GREE ELECTRIC APPLIANCES, INC.OF ZHUHAI ซึ่งไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่มีหุ่นยนต์มาคอยควบคุมการผลิต มีความแม่นยำในการผลิต ได้มาตรฐานและคุณภาพ 100% แล้ว ทางโรงงานยังมีทีมวิศวกรอีกกว่า 5,000 คน คอยควบคุมการผลิต และเป็นทีมพัฒนาสินค้าให้มีเทคโนโลยีล้ำหน้าอย่างต่อเนื่องด้วย ปัจจุบันแอร์กรี มีฐานการผลิตกระจายหลายมุมของโลก อยู่มากถึง 9 โรงงาน ซึ่งมาตรฐานและเทคโนโลยีการผลิตของแอร์กรี ที่บอกว่ามีมาตรฐานและทันสมัยนั้น คงวัดได้จากการให้การตอบรับจากผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 250 ล้านคนหรือพูดได้ว่าแอร์กรี ครองส่วนแบ่งการตลาดของตลาดแอร์มากถึง 1 ใน 3 ของตลาดแอร์ทั่วโลก นอกจากผลตอบรับของผู้บริโภคที่มีต่อแอร์กรีแล้ว หลายคนอาจจะไม่รู้ข้อมูลเชิงลึกของแอร์กรี คือ การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์แอร์ชั้นนำมากถึง 9 แบรนด์ ที่วางจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยและกระจายอยู่ทั่วโลกด้วย 5. ผู้บริโภคยุคใหม่ เลือกใช้สินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 เรื่องการประหยัดไฟ ประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความใส่ใจ และความสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์พลังงานของโลกใบนี้เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนมาถึงตัวผู้บริโภคเอง เพราะช่วยในเรื่องการประหยัดไฟฟ้า ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าไฟสูงเกินความจำเป็น ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อแอร์ที่ช่วยประหยัดไฟฟ้า ผู้บริโภคหลายคนมีการเปรียบเทียบแอร์แต่ละแบรนด์แต่ละรุ่น เพื่อเลือกซื้อแอร์ที่ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากที่สุด สำหรับแอร์กรี ถือว่าได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการประหยัดไฟฟ้า จนได้รับฉลากเบอร์ 5 3 ดาว ซึ่งเป็นค่าการประหยัดไฟฟ้าสูงสุด ซึ่งเดิมเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีฉลากที่บ่งบอกการประหยัดไฟด้วยเลข 1-5 เท่านั้น ต่อมาเพิ่มเติมข้อมูลในฉลากด้วยดาว ซึ่งมีตั้งแต่ 1-3 ดวง ซึ่งฉลากที่มีดาว 3  ดวง คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมาตรฐานประหยัดไฟสูงสุด 6. เสริมเทคโนโลยี เพื่อผู้บริโภคยุคดิจิทัล เพราะในโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกของ “ดิจิทัล” ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มีอุปกรณ์มือถือเป็นของจำเป็นประจำตัวที่ขาดไม่ได้ อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ จึงพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัล เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้มือถือ เป็นอุปกรณ์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ไม่ว่าจะผ่านเครือข่ายสัญญาณ WiFi หรือ bluetooth แอร์กรี ก็ไม่ละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ด้วยการนำเทคโนโลยี WiFi เข้ามาใช้  ทำให้ลูกค้าสามารถใช้สมาร์ทโฟนควบคุมการทำงานของแอร์กรีได้ เปรียบเสมือนกับเป็นรีโมทคอนโทรล ผ่านฟังก์ชั่น Mobile Controller 7. มั่นใจในคุณภาพคอมเพรสเซอร์ รับประกันนานนับ 10 ปี สิ่งที่เป็นการตอกย้ำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์  เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความ “อุ่นใจ” หากซื้อสินค้ากลับไปใช้ที่บ้าน คงเป็นเรื่องของการ “รับประกัน” ซึ่งแอร์กรี มีการประกันคอมเพรสเซอร์ ที่ถือเป็นหัวใจของเครื่องปรับอากาศ นานถึง 10 ปี ขณะเดียวกันยังรับประกันอะไหล่นานถึง 5 ปีอีกด้วย ซึ่งเงื่อนไขและรายละเอียดของการรับประกัน ลูกค้าสามารถสอบถามได้ที่พนักงานและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ     เรื่องราวทั้ง 7 ข้อ คงเป็นข้อมูลที่ทำให้เราได้รู้จักกับเครื่องปรับอากาศ แบรนด์กรี กันมากขึ้น และคงเป็นข้อมูลสำคัญในการใช้พิจารณาเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศสักเครื่องมาใช้ ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด    
โฮมโปร เปิด SHOP4YOU ลดความเสี่ยงลูกค้าเจอโควิด-19

โฮมโปร เปิด SHOP4YOU ลดความเสี่ยงลูกค้าเจอโควิด-19

โฮมโปร เดินหน้ารุกช้อปออนไลน์ เปิดบริการใหม่ SHOP4YOU ช้อปปิ้งได้ 24 ชั่วโมง ผ่านไลน์ หลังปิดสาขาในกรุงเทพฯ -ปริมณฑล เชียงใหม่ และนครราชสีมา เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า และลดเสี่ยงลูกค้าเจอไวรัสโควิด-19   ตามประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และทางกระทรวงมหาดไทย ให้ปิดห้างสรรพสินค้าชั่วคราวเป็นระยะเวลา 22 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึงวันที่ 12 เมษายน 2563 โฮมโปร จึงขอแจ้งปิดดำเนินการสาขาชั่วคราว ในเขตพื้นกรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดปริมณฑล ได้แก่  จังหวัดนนทบุรี  สมุทรปราการ  สมุทรสาคร ปทุมธานี  และนครปฐม   นอกจากนี้ ตามประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดเชียงใหม่ ให้ปิดห้างสรรพสินค้าชั่วคราวเพื่อยับยั้งเชื้อไวรัส โควิด-19 เป็นระยะเวลา 22 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึงวันที่ 12 เมษายน2563 โฮมโปร จึงขอแจ้งปิดดำเนินการสาขาชั่วคราว เพิ่มเติม ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดนครราชสีมาด้วย เพื่อให้เป็นไปตามประกาศและความปลอดภัยของประชาชน ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ใหม่ SHOP4YOU เพียงเพิ่มเพื่อนใน Line @Homepro หรือ โทร 1284 “ทักมาเราช้อปให้” แค่นี้ง่ายๆ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ในการช้อปสินค้าเรื่องบ้านผ่านช่องทางออนไลน์ของโฮมโปร ทั้งยังช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมเป็นต้นไป  จากก่อนหน้าที่เปิดให้บริการช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของโฮมโปร   นางสาวศิริวรรณ เปี่ยมเศรษฐสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ "โฮมโปร" เปิดเผยว่า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ให้ห่างไกลจากไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปอย่างมาก จนทำให้ยอดขายสินค้าของ โฮมโปรผ่านช่องทาง “ออนไลน์” เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และช่องทางซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นทางออกสำหรับการซื้อสินค้าทั้งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน   นอกจากนี้ลูกค้าสามารถเลือก บริการส่งฟรีทั่วไทย และบริการส่งภายในวัน หรือ Same Day Delivery รวมถึงบริการด้าน Home Service ติดตั้งฟรี เปลี่ยนคืนสินค้า ซ่อมสินค้า เปิดบริการตามปกติที่การันตีด้วยทีมช่างมืออาชีพ พร้อมทั้งให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้า ผ่านออนไลน์  www.homepro.co.th ได้ 24 ชั่วโมง อีกด้วย  
ตราเพชร ไม่หวั่นไวรัสโควิด-19 เดินหน้าทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ตราเพชร ไม่หวั่นไวรัสโควิด-19 เดินหน้าทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ตราเพชร ชูกลยุทธ์ความหลากหลายของสินค้า พร้อมรักษาอัตราการผลิต เพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำ สู้ไวรัสโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจโดยรวม เดินหน้าผลักดันสินค้าไปทุกช่องทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เดินหน้าเพิ่มยอดส่งออกอีก 1-2% หลังเห็นสัญญาณยอดขายช่วง 2 เดือนแรกเติบโตดี   นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "ตราเพชร" เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค  ซึ่งบริษัทได้วางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจช่วงไตรมาสแรก ด้วยการใช้จุดแข็งด้านแบรนด์สินค้า  ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย (Product Mix) สามารถนำไปใช้ก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลัง และการรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยทั้ง ไตรมาสที่ระดับ 90-95% เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอยู่ในระดับต่ำ   โดยบริษัทวางเป้าหมายยอดขายไตรมาสแรกของปีนี้ ให้ได้เท่ากับหรือใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะเน้นการผลักดันสินค้าผ่านทุกช่องทางจำหน่าย  เพื่อสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้าหมาย  ซึ่งบริษัทมีช่องทางจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ จึงสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน   สำหรับตลาดต่างประเทศบริษัทจะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้อีก 1-2% จากปีที่ผ่านมา  ซึ่งมีสัดส่วนส่งออกประมาณ 18% ของรายได้รวม โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้  ได้เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีของตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะเมียนมาที่มีความต้องการใช้สินค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ช่องทางห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่น่าจะได้รับผลดี  จากการที่ผู้ประกอบการมีแผนงานขยายสาขาในปีนี้ รวมกันไม่ต่ำกว่า 10 สาขา ส่วนช่องทางร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อยยังคงทรงตัว มีเพียงกลุ่มลูกค้าโครงการที่ชะลอตัวเล็กน้อย นอกจากนี้ บริษัทยังใช้กลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสการขายสินค้าให้มากขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยี Digital Printing มาใช้ในกระบวนการพิมพ์ลวดลายที่มีความคมชัดสูงลงบนพื้นผิวผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ เพื่อตอบโจทย์การออกแบบและความต้องการใช้สินค้าเพื่อการตกแต่งได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงจะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน กลุ่มลูกค้าโครงการในต่างจังหวัดและรุกเจาะกลุ่มหน่วยงานราชการ   “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทมีความมั่นใจในฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทั้งสภาพคล่องทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และอัตราหนี้สินต่อทุนที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันเราจะเร่งผลักดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมีแผนขยายตลาดและทยอยนำเสนอสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคและรักษาอัตราการจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับเดียวกับในอดีตที่ผ่านมา”     
งานสถาปนิก’63 โดนพิษโควิด-19 เลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้

งานสถาปนิก’63 โดนพิษโควิด-19 เลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้

งานสถาปนิก’63 เจอวิกฤตไวรัสโควิด-19 เลื่อนจัดงานไปวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้ พร้อมเตรียม 8 มาตรการเสริมสร้างความปลอดภัยในการเข้าจัดแสดงและเข้าชมงาน ยังมั่นใจผู้ประกอบการในวงการเข้าร่วมงาน 700 บริษัท   นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก และยังส่งผลต่อการจัดงานสถาปนิกในปี 2363 ด้วย ซึ่งปกติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คณะผู้จัดงานได้ตระหนักถึงความปลอดภัยและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ร่วมแสดงสินค้า ผู้ชมงาน ผู้เกี่ยวข้อง จึงมีมติให้เลื่อนการจัดงานออกไปเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้ จากกำหนดเดิมจะจัดวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2563   สำหรับงานสถาปนิก’63 ซึ่ถือเป็นงานจัดแสดงสินค้านวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรม และวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ในปี 2563 เตรียมจัดในธีม “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ซึ่งเป็นการปรับมุมมองในการมองและการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมใหม่ เป็นการปรับจูนความคิดให้มองสิ่งเดิมๆ แตกต่างออกไป   ดร. วสุ โปษยะนันทน์ ประธานการจัดงานสถาปนิก’63 กล่าวว่า ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ไวรัสในครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่าการปรับตัว ปรับทัศนคติเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเสมอ และเราหวังว่าการเลื่อนกำหนดการจัดงานสถาปนิก’63 ในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ทั้งในส่วนของผู้มาจัดแสดงสินค้า รวมถึงผู้เข้าชมงานเอง สามารถมางานสถาปนิกและเดินชมนวัตกรรมและนิทรรศการต่างๆ ได้อย่างอุ่นใจเช่นเคย สำหรับการจัดงานสถาปนิกเป็นเวทีสำคัญของวงการสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง ที่จัดขึ้นเพียงปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการมาร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อแสดงศักยภาพ โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะมีผู้ประกอบการพร้อมร่วมจัดแสดงงานและสนับสนุนอุตสาหกรรมกว่า 700 บริษัท จากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ   ในส่วนของกลุ่มผู้ซื้อได้รับการตอบรับที่ดี จากบริษัทชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับวงการสถาปนิก ผู้ประกอบการด้านอาคารและการก่อสร้าง การออกแบบตกแต่งภายใน บริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมต่างๆ จากกลุ่มประเทศ CLMV ที่กำลังมีการพัฒนาโครงการก่อสร้างมากมายภายในกลุ่มประเทศนั้น นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือ นีโอ ผู้บริหารงานสถาปนิก’63 กล่าวว่า การจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ (Exhibition) เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพบปะเพื่อให้เกิดแลกเปลี่ยนความร่วมมือภายในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจและผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน   ทั้งนี้ ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ มีนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าของประเทศไทย และมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการจัดงานแสดงสินค้าของไทยสู่ระดับสากล โดยการออกแคมเปญ Exhibiz in Market และ ASEAN+6 Privilege Campaign สนับสนุนค่าใช่จ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจร่วมชมงานจากต่างประเทศ เตรียม 8 มาตรการป้องกัน “ไวรัสโควิด-19” เพื่อเป็นการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของผู้เข้าร่วมงานอย่างสูงสุด ทางคณะผู้จัดงานได้ร่วมกับศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในการวางมาตรการเฝ้าระวังเเละป้องกันโรคระบาดภายใต้การควบคุมของระบบการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยสำหรับการจัดประชุมสัมมนา เเละนิทรรศการ มอก.22300 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ดังนี้   1.เตรียมแอลกอฮอล์บริการลูกค้า ณ ทางเข้าอาคารหลัก ห้องประชุมย่อยรวมถึงห้องน้ำ เพื่อใช้ทำความสะอาด   2.ติดตั้งเครื่องเทอร์มัลสแกน (Thermo scan) บริเวณทางเข้าอาคารหลักและหน้างาน สำหรับคัดกรองอุณหภูมิร่างกาย และผู้ป่วยที่เข้าข่ายต้องคัดแยกเพื่อเฝ้าระวังติดตามอาการ   3.จัดเตรียมอุปกรณ์เทอร์มัลสแกน (Thermo Gun) สำหรับตรวจวัดอุณหภูมิ คัดกรองผู้ป่วย โดยมีการติดสติกเกอร์ต่างสีในแต่ละวัน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลที่เข้าร่วมงานได้รับการตรวจคัดกรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   4.เตรียมห้องปฐมพยาบาลเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโดยมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ประจำการ   5.ประสานทีมแพทย์และพยาบาล จากสถาบันบำราศนราดูรให้การช่วยเหลือสนับสนุนทางการแพทย์   6.จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้สร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 พร้อมขอความร่วมมือผู้เข้ามาใช้บริการปฏิบัติตามข้อแนะนำในการป้องกันการแพร่ระบาด   7.เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดอาคาร สถานที่ บริเวณห้องจัดงาน จุดบริการอาหารเครื่องดื่ม ห้องน้ำ และอื่นๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน ตลอดจนฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในพื้นที่จัดแสดงงานทั้งการก่อสร้างและหลังจากการรื้นถอน   8.จัดเตรียมถังขยะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยโดยเฉพาะ เพื่อการนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี   งานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่: Refocus Heritage” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 กรกฎาคม 2563 ระหว่างเวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.architectexpoasia.com  
เจบีพี กลับมาบุกทำตลาดใหม่รอบ 30 ปี ชูสโลแกน “ใช้ดีจึงบอกเพื่อน”

เจบีพี กลับมาบุกทำตลาดใหม่รอบ 30 ปี ชูสโลแกน “ใช้ดีจึงบอกเพื่อน”

“เจบีพี ใช้ดี จึงบอกเพื่อน” สโลแกนโฆษณาผลิตภัณฑ์สีทาอาคารแบรนด์เจบีพี (JBP) ซึ่งโด่งดังเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าคนกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปต้องคุ้นหู ต่อให้ไม่ใช่กลุ่มช่างทาสีก็ตาม ต้องรู้จักสีเจบีพีและเคยได้ยินโฆษณาในสโลแกนนี้มาบ้าง เพราะเป็นยุคที่สีเจบีพี โหมทำการตลาดและโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ มากมาย   แต่หลังจากบริบททางการตลาดเปลี่ยนไป  ช่างการค้าซึ่งเดิมที่แข็งแกร่ง คือ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายต่างๆ ได้รับความนิยมลดลง และมีการค้าสมัยใหม่ หรือรูปแบบโมเดิร์นเทรด เข้ามาแข่งขัน  ผู้บริโภคเลือกจะไปใช้บริการ  ขณะที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายดั้งเดิม ก็ไม่ได้ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ยอดขายผ่านช่องทางร้านตัวแทนจำหน่ายจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง   สีเจบีพี ภายใต้การบริหารงานของทายาทธุรกิจอย่าง นายศราวุฒิ รัชนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.บี.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด ซึ่งมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงปรับตัวเองหันไปเพิ่มช่องทางโมเดิร์นเทรด รองรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน บุกช่องทางโมเดิร์นเทรด-CLMV ตลอดช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมา สีเจบีพี ได้เพิ่มช่องทางโมเดิร์นเทรด เรียกได้ว่าไปทุแบรนด์ที่เปิดบริการอยู่ในปัจจุบัน อาทิ โฮมโปร ไทวัสดุ โกลบอลเฮ้าส์  ซึ่งกระจายสาขาไปได้ 150 แห่ง แต่ช่องทางเทรนดิชั่นนอลเทรนด์ ซึ่งเป็นบรรดาร้านค้าดีลเลอร์ยังเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าหลัก โดยมีจำนวนร้านค้ากว่า 400-500 แห่ง และมีสัดส่วนรายได้ 70%   สำหรับภาพรวมตลาดสีในปีนี้ น่าจะเติบโต 3-5% หรืออาจจะไม่เติบโต จากปีที่ผ่านมามีมูลค่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและไวรัสที่กำลังเกิดขึ้น ปัจจุบันบริษัทน่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 4.5% ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 5 ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ 900 ล้านบาท โดยจะเน้นกากรทำตลาดในช่องทางต่างๆ ด้วยการสื่อสารผ่านสโลแกน “เจบีพี ใช้ดีจึงบอกเพื่อน” เหมือนที่เคยใช้ในอดีต ซึ่งเชื่อว่าการบอกต่อยังเป็นการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ปีนี้ได้เพิ่มงบการตลาดเป็น 100 ล้านบาท จากปีที่แล้วใช้ 60-70 ล้านบาท นอกจากการทำตลาดภายในประเทศแล้ว บริษัทยังวางแผนเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากบริษัทเพิ่งเข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีการทำตลาดในสปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม แต่ยังไม่ได้เข้าไปทำตลาดในเมียนมา ซึ่งปีนี้จะเน้นการเข้าไปทำตลาดเพิ่มมากขึ้นในเวียดนาม ด้วยการแต่งตังดิสทริบิวเตอร์เพิ่มอี 1 ราย ขณะที่กัมพูชา จะพัฒนาตัวแทนจำหน่ายให้มีศัยภาพมาขึ้นเป็นดิสทริบิวเตอร์  เพื่อทำการตลาดให้มากขึ้น    
1 ใน ลูกค้าบ้านเอสซีจี ไฮม์กว่าพันครอบครัว กับความประทับใจใน 4 ฟังก์ชั่นตอบโจทย์การอยู่อาศัย

1 ใน ลูกค้าบ้านเอสซีจี ไฮม์กว่าพันครอบครัว กับความประทับใจใน 4 ฟังก์ชั่นตอบโจทย์การอยู่อาศัย

เหตุผลสำคัญของคนที่เลือกจะปลูกบ้านเอง ไม่ซื้อบ้านในโครงการจัดสรรทั่วไป คือ ความต้องการบ้านในรูปแบบเฉพาะที่ตนเองใฝ่ฝัน แต่ปัญหาใหญ่ที่มักจะพบ คือ ปัญหาผู้รับเหมา ซึ่งนอกจากจะหาได้ยากแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพงาน ประสบการณ์การทำงาน การทำตามเงื่อนไขสัญญา และอีกสารพัดที่เกิดขึ้นตามมา เจ้าของบ้านหลายรายจึงมักเลือกการสร้างบ้าน จากบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เพื่อความมั่นใจและคุณภาพของงานก่อสร้างที่ดีกว่า   ถ้าพูดถึงบริษัท “เอสซีจี” ไม่มีใครไม่มั่นใจในคุณภาพของสินค้าและบริการ ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เพราะ “เอสซีจี” อยู่คู่คนไทยมานับ 100 ปีแล้ว และ “เอสซีจี” ก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการรับสร้างบ้าน โดยเป็นรูปแบบการสร้างบ้านระบบโมดูล่าร์ ที่มีพันธมิตรร่วมธุรกิจอย่าง “เซกิซุย เคมิคอล” ผู้ชำนาญด้านเทคโนโลยีการสร้างบ้านจากประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท เอสซีจี-เซกิซุยเซลส์ จำกัด ให้บริการสร้างบ้าน SCG HEIM (เอสซีจี ไฮม์) บ้านเอสซีจี ไฮม์ คือ การสร้างบ้านด้วยระบบการผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานผลิต โดยใช้หุ่นยนต์ควบคุม ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ของบ้าน ทั้งประตู หน้าต่าง ผนัง และโครงสร้าง มีการตรวจสอบคุณภาพทุกชิ้น แล้วนำมาประกอบติดตั้งบนพื้นที่จริงของลูกค้า ด้วยระบบโมดูล่าร์ทุกชิ้นส่วนของบ้านจึงมีคุณภาพสูง มีระบบโครงสร้างที่แข็งแรง ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดี ตามมาตรฐานการผลิตของประเทศญี่ปุ่น   ไม่เพียงแต่ระบบโครงสร้างที่แข็งแรง แต่ภายในบ้านยังมีเทคโนโลยีจากเอสซีจี ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายอากาศที่ดี เย็นสบาย ปราศจากฝุ่นและเชื้อโรค เพราะใช้ระบบการ Air Factory  นอกจากนี้ การดูแลบ้านยังทำได้ง่าย แม้ว่าความเป็นจริงแล้วบ้านเอสซีจี ไฮม์ จะมีความมั่นคงแข็งแรง ซึ่งแทบจะไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมาก และเจ้าของบ้านสามารถทำได้เอง และบ้านเอสซีจี ไฮม์ ยังมีบริการตรวจเช็คสภาพบ้านฟรี ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตลอดระยะเวลา 20 ปีอีกด้วย “บ้านเอสซีจี ไฮม์” โดดเด่นด้วย 4 ฟังก์ชั่น หากจะบอกถึงจุดโดดเด่นของบ้านเอสซีจี ไฮม์ ซึ่งได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้ามาอย่างยาวนาน คงมีบทสรุปกับ 4 ฟังก์ชั่น ที่ตรงใจลูกค้า ดังนี้  1.การก่อสร้างรวดเร็ว ระยะเวลาการก่อสร้างบ้านเอสซีจี ไฮม์ ถือว่าใช้ระยะเวลาที่รวดเร็วและมีกำหนดชัดเจน เพราะโครงสร้างและชิ้นส่วนต่างๆ ของบ้านกว่า 80% ถูกสร้างสำเร็จมาจากโรงงาน แล้วนำมาประกอบด้วยระบบโมดูล่าร์ ที่หน้างาน บนที่ดินของลูกค้า หมดปัญหาเรื่องการก่อสร้างล่าช้า บานปลาย และงานไม่เสร็จตามกำหนดเวลา  2.สร้างอากาศบริสุทธิ์ด้วย ระบบ Air Factory การใช้ระบบ Air Factory ที่เป็นระบบควบคุมอากาศภายในบ้านเอสซีจี ไฮม์ นับเป็นจุดเด่นและที่ชื่นชอบของลูกค้า เพราะบ้านทั้งหลังเป็นแบบระบบปิด สามารถป้องกันลมร้อนจากภายนอกเข้าบ้าน ทั้งประตูและหน้าต่าง ถูกซีลสนิทด้วยระบบ Air Tightness System แถมด้วยการกรองอากาศด้วยเครื่องกรองของระบบ Air Factory ทำให้อากาศทั้งสะอาด และเย็นสบายเพราะปรับอุณหภูมิภายในบ้านให้เหมาะสม ประมาณ 25-29 องศาเซลเซียส  3.อายุบ้านยาวนาน เพราะโครงสร้างที่แข็งแรง ด้วยเทคโนโลยีการผลิตโครงสร้างและชิ้นส่วน จากโรงงาน ด้วยการใช้หุ่นยนต์ควบคุมการผลิต และมีการตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอนและชิ้นส่วน ประกอบกับการใช้ระบบโมดูล่าร์ทำการติดตั้งหน้างาน ภายใต้มาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาแผ่นดินไหวอยู่เสมอ บ้านเอสซีจี ไฮม์ จึงมั่นคงแข็งแรง และอายุการใช้งานยาวนาน ไม่จำเป็นต้องซ่อมบำรุง หมดปัญหาการแตกร้าว หรือปัญหาโครงสร้างต่างๆ 4. “อุ่นใจ ด้วยบริหารหลังการขายนาน 20 ปี แม้ว่าบ้านเอสซีจี ไฮม์ จะมีมาตรฐานการผลิต ที่ทำให้เจ้าของบ้านมั่นใจได้ถึงคุณภาพการใช้งาน แต่เพื่อสร้างความมั่นใจ เพื่อทำให้ลูกบ้าน “อุ่นใจ” เมื่อใช้บริการจากบ้านเอสซีจี ไฮม์ จึงได้มีบริการตรวจเช็คสภาพบ้านฟรี ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตลอดระยะเวลา 20 ปี แถมด้วยการรับประกันโครงสร้างและฐานรากยาวนานถึง 20 ปีเลยทีเดียว  3 ฟังก์ชั่นสุดประทับใจ จากผู้อยู่อาศัยจริง ถ้าจะวัดความสำเร็จของบ้านเอสซีจี ไฮม์ ว่ากลุ่มลูกค้าให้การตอบรับมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่วัดได้อย่างชัดเจน คงเป็นการใช้บริการบ้านเอสซีจี ไฮม์ กว่าพันหลัง ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี  ซึ่งลูกค้าทุกรายต่างพึงพอใจและชื่นชอบบ้านเอสซีจี ไฮม์ จากคุณสมบัติและฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเขาได้อย่างตรงใจ และนี่คือหนึ่งเสียงสำคัญของลูกค้า ซึ่งมาตอกย้ำให้เห็นถึง ความพึงพอใจต่อการอยู่อาศัยในบ้านเอสซีจี ไฮม์ คุณประพจน์และคุณจันทร์พิมพ์ คล้ายสุบรรณ ลูกค้า SCG HEIM  ซึ่งได้ใช้บริการสร้างบ้านเอสซีจี ไฮม์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 ปัจจุบันถือว่าอยู่อาศัยมาครบ 10 ปี จากจุดเริ่มต้นที่รู้จักบ้านเอสซีจี ไฮม์ เพราะเพื่อนในวงการก่อสร้างเป็นผู้แนะนำให้ไปชมบ้านตัวอย่าง ที่บางซื่อ  ซึ่งเมื่อเห็นบ้านครั้งแรกก็ประทับใจ เพราะเคยมีประสบการณ์การพักอาศัยบ้านในประเทศญี่ปุ่นอยู่หลายเดือน จากการเดินทางไปอบรมที่ประเทศญี่ปุ่น “เคยพักบ้านที่ญี่ปุ่น พบว่าแข็งแรงมีคุณภาพ ถูกใจ เลยชวนภรรยาไปชม ทันทีที่เห็นก็ชอบทันที เพราะมีความเงียบ เก็บเสียงดีมาก และมีความเย็น ดูผนังภายนอกด้วย มันเป็นโครงสร้างถาวร ไม่ต้องมีการทาสีตลอด และกระจกค่อนข้างจะหนา เดินชมจนรอบบ้านเลย คิดว่าบ้านหลังนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลรักษาในระยะยาว ก็เลยตัดสินใจทันที”คุณประพจน์ เล่าประสบการณ์ที่ตัดสินใจใช้บริการบ้านเอสซีจี ไฮม์ สำหรับความชื่นชอบและประทับใจจากการอยู่อาศัยภายในบ้านเอสซีจี ไฮม์ ของครอบครัว “คล้ายสุบรรณ”  คงมี 3 ฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ 1.โครงสร้างบ้านที่แข็งแรง พิสูจน์ได้จากระยะเวลาการอยู่อาศัยนานนับ 10 ปี ซึ่งที่ผ่านมาไม่พบปัญหาการแตกร้าวของคอนกรีต ระบบผนังบ้านภายนอกที่มีความแข็งแรง และสวยงามทำให้ไม่ต้องทาสี หมดปัญหาการซีดจาง ต้องซ่อมบำรุงหรือต้องทาสีซ้ำเหมือนกับ  ทำให้ตลอดระยะเวลาการอยู่อาศัยกว่า 10 ปี เจ้าของบ้านไม่ต้องเสียเงินค่าซ่อมบำรุง เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไปในครั้งแรก 2.ระบบการสร้างบ้านที่ทำให้บ้านเงียบ ด้วยการก่อสร้างประตู และหน้าต่าง ซึ่งใช้ระบบโมดูล่าร์ ที่ให้ทั้งความเงียบและความแข็งแรง ทำให้สามารถกันเสียงจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้าน และยังมีความคงทนแข็งแรง สามารถกันการทุบ กันเสียง และความร้อน จากการใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น “ตอนแรกคิดว่า หน้าต่างจะแข็งแรงพอไหม พออยู่มา 10 ปีก็เห็นแล้วว่ามีความแข็งแรงจริง อย่างกระจกมีความหนา นอกจากกันขโมย กันการทุบ ยังสามารถกันเสียง กันความร้อน ครบในหนึ่งเดียว ตอนแรกคิดว่าจะเสริมด้วยการติดเหล็กดัด แต่พออยู่จริงแล้ว คิดว่าไม่มีความจำเป็น” คุณจันทร์พิมพ์ เล่าถึงประสบการณ์การอยู่อาศัยบ้านเอสซีจี ไฮม์ 3.ระบบอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้าน จาการใช้ระบบ Air Factory ด้วยระบบ Air Factory มีชั้นฟิวเตอร์กรองอากาศ ทำให้อากาศภายในบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถกรองอากาศได้ถึงระดับ PM 2.5   คุณจันทร์พิมพ์ เล่าว่า  ด้วยความที่ตนเองเป็นหมอ ทำให้คำนึงถึงเรื่องความสะอาดของบ้าน นอกจากระบบ Air Factory จะกรองฝุ่นหยาบ กรองกลิ่นได้ ยังสามารถกรองฝุ่นในระดับ PM 2.5 ทำให้ในช่วงที่มีปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 จึงมั่นใจว่าจะไม่เจอวิกฤตแน่นอนเมื่ออยู่ภายในบ้าน เพราะมีระบบการกรองอากาศก่อนจะเข้าสู่ตัวบ้าน   อีกเสียงหนึ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน คือ ลูกสาวที่เป็นโรคภูมิแพ้ ในอดีตที่พักอาศัยอยู่บ้านหลักเดิม ทุกเช้าจะตื่นมาพร้อมกับอาการของโรคภูมิแพ้ มีอาการจามบ่อยมาก แต่เมื่ออยู่ในบ้านเอสซีจี ไฮม์ อาการเหล่านั้นลดน้อยลงไปมาก   ระบบ Air Factory ไม่เพียงแต่ช่วยทำให้อากาศบริสุทธิ์แล้ว ประโยชน์สำคัญยังช่วยในเรื่องอุณหภูมิภายในบ้าน ที่เย็นสบายไม่ร้อน แม้ว่าบ้านหลังนี้จะมีแอร์ถึง 4 เครื่อง แต่เปิดเพียงเครื่องเดียว ก็ทำให้บ้านในทุกตารางเมตรเย็นสบาย ซึ่งส่งผลดีในเรื่องของการประหยัดพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย คุณประพจน์ เล่าประสบการณ์ในเรื่องประหยัดค่าไฟว่า บ้านเอสซีจี ไฮม์ เมื่อเทียบกับบ้านประเภทอื่นในขนาดใกล้เคียงกัน จากการสอบถามเพื่อนๆ พบว่าค่าไฟของบ้านเอสซีจี ไฮม์ถูกกว่า โดยหากบ้านหลังอื่นเสียค่าไฟเดือนละ 4,000 บาท บ้านเอสซีจี ไฮม์หลังนี้เสียค่าไฟสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทเท่านั้น “ช่วงก่อนเข้าอยู่บ้านเอสซีจี ไฮม์ ก็กังวลใจเหมือนกัน ว่าเรื่องการเซอร์วิสเป็นเทคนิคเฉพาะ พออยู่ไปนานๆ เรื่องที่เราเซอร์วิสเองได้ อย่างเรื่องแอร์ เราก็ไปถอดมาแล้วเป่า และเปลี่ยนไส้กรองทุก 5 ปีตามอายุการใช้งาน ส่วนผนังและสีเราไม่ต้องไปแตะต้องเลย  ก็ไม่มีอะไรดูแลเป็นพิเศษ” คุณประพจน์ เล่าถึงความประทับใจนอกจากนี้ ยังเล่าต่ออีกว่า ถ้าจะแนะนำคนปลูกบ้านหลังใหม่ ประเด็นที่หนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ผู้รับเหมาก่อสร้างมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน จากประสบการณ์ที่พบ เพื่อนที่ปลูกบ้านหลังแรก 80% จะพบปัญหาผู้รับเหมาตลอด ไม่ว่าเรื่องทิ้งงาน คุณภาพไม่ได้ตามที่ตกลงกัน ฟ้องร้องกันเยอะแยะเลย ถึงขนาดลงทุนไป 7-8 ล้านบาท ยังไม่สามารถเข้าไปอยู่บ้านได้เลยก็มี “บ้านเอสซีจี ไฮม์ สามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 60 วัน เราเห็นบ้านขึ้นมาเป็นหลังแล้ว บ้านของเพื่อน 6 ปีแล้ว เดียวทุบเดี๋ยวรื้อ ปัญหามีไม่จบ งบบานปลาย ถ้าหากอยากได้รับความเชื่อมั่น ใช้บริการบริษัทใหญ่ๆ ดีกว่าค่ะ” คุณจันทร์พิมพ์ ยืนยันในตอนท้าย https://www.youtube.com/watch?v=PAvoFCvVhJQ&feature=youtu.be เกี่ยวกับ "เอสซีจี ไฮม์" เพิ่มเติม เอสซีจี ไฮม์ บทความอื่นๆ เกี่ยวกับ SCG 10 ลำดับขั้นตอนการก่อสร้างบ้าน เอสซีจี แนะนำ 4 เรื่อง ระบบท่อที่เจ้าของบ้านควรรู้ก่อนลงมือสร้างบ้าน COTTO LIFE โลกของกระเบื้องที่ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆ
5 กลยุทธ์สร้างการเติบโตของกระเบื้องคอตโต้ ท่ามกลางปัจจัยลบปี 63

5 กลยุทธ์สร้างการเติบโตของกระเบื้องคอตโต้ ท่ามกลางปัจจัยลบปี 63

กระเบื้องคอตโต้ ใช้ 5 กลยุทธ์ สร้างการเติบโต 10% ท่ามกลางปัจจัยลบปี 63  ทั้งการขยายสาขา “คลังเซรามิค แฟมิลี” การบุกทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเน้นบริหารจัดการภายใน   ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2563 ยังส่งสัญญาณว่ายังไม่ได้ฟื้นตัวดีมากนัก เพราะยังมีปัจจัยลบมากระทบมากมาย เป็นความท้าทายของการดำเนินธุรกิจภาคเอกชน หรือแม้แต่ภาครัฐบาลเอง ก็น่าจะเป็นปีแห่งความยากลำบาก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโต  ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันกลับมามุ่งเน้นการบริหารจัดการภายใจ การเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงการมุ่งเน้นลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายภายในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้   ในแวดวงธุรกิจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์​ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง ที่สำคัญคงเป็นมาตรการ LTV ซึ่งกระทบตลาดอย่างหนักสุด แม้ว่าล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ออกกฎเกณฑ์ดังกล่าวออกมาใช้ จะผ่อนปรนความเข้มข้นของมาตรการ LTV ลงบ้าง แต่ดูเหมือนว่าผู้ประกอบการหลายราย ส่งเสียงว่าช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น   ไม่เพียงแต่ธุรกิจอสังหาฯ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ไปเต็มๆ แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ก็โดนหางเลขไปกับเขาด้วย อย่างเช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เพราะถือว่าเป็นธุรกิจซึ่งเติบโตไปพร้อมกับตลาดอสังหาฯ เมื่อสภาพตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว ธุรกิจวัสดุก็แผ่วตาม ตลาดกระเบื้องทรงตัวโดนพิษ LTV หากมาโฟกัสตลาดกระเบื้อง ที่ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 30,000-35,000 ล้านบาท ในช่วงปีที่ผ่านมาก็อยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลีง ได้รับผลกระทบจากปัญหา LTV ซึ่งทำให้การซื้อขายอสังหาฯ ลดลง รวมถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ก็ลดลงด้วย การใช้วัสดุก่อสร้างจึงลดลงตาม แถมยังมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง พืชผลการเกษตรตกต่ำ และปัญหากำลังซื้อ ส่งผลผู้บริโภคที่ใช้วัสดุก่อสร้างซ่อมแซมบ้านจึงลดน้อยลง   สำหรับบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้อง ภายใต้แบรนด์ คอตโต้ (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และคัมพานา (CAMPANA) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด ที่มีส่วนแบ่งมากถึง 1 ใน 3 ก็ต้องเผชิญกับผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเยว่า  แต่แม้ว่าภาพรวมตลาดในปีนี้ ยังประเมินสถานการณ์ได้ยาก เพราะตลาดอาจจะไม่เติบโต เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจ และปัจจัยลบต่างๆ แต่สำหรับบริษัท ยังคงวางเป้าหมายสร้างการเติบโต ในอัตรา 10% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทมีรายได้รวม 11,074 ล้านาท ลดลงจากปี 2561 อัตรา 4%  โดยมั่นใจว่าแผนธุรกิจที่ได้วางไว้ในปีนี้จะช่วยให้สามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 5 กลยุทธ์สร้างการเติบโตของกระเบื้องคอตโต้ 1.ขยายคลังเซรามิค แฟมิลี่ ในปีนี้ตั้งเป้าหมายการขยายสาขาเพิ่มไม่น้อยกว่า 15 สาขา  จากปัจจุบันเปิดแล้ว 3 สาขา ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่บริษัทได้เข้าไปร่วมกับผู้แทนการค้า เปิดพื้นที่ในร้านผู้แทนจำหน่าย เนื่องจากใช้จุดแข็งของทั้งในส่วนของผู้แทนจำหน่าย ซึ่งรู้จักกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี ขณะที่บริษัทมีสินค้าหลากหลาย และช่วยลดต้นทุนการลงทุนของบริษัทลง  โดยการเปิดคลังเซรามิค แฟมิลี่ ใช้งบลงทุนประมาณ 3-5 ล้านบาท ต่อสาขา ในขนาดพื้นที่ 1,500-2,000 ตารางเมตร แต่หากบริษัทขยายสาขาเองจะใช้งบลงทุน 6-10 ล้านบาท ปัจจุบันยังมีสาขาที่บริษัทบริหารเองอยู่ 25 เป้าหมายภายใน 3 ปี บริษัทจะขยายคลังเซรามิค แฟมิลี่ ให้ครบ 100 สาขาด้วย   ในปีที่ผ่านมา คลังเซรามิค ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกกระเบื้องเซรามิกสำหรับตลาดระดับกลางลงมา มียอดขายและการเติบโตเป็นที่น่าพอใจมาก โดยมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา   2.ออกสินค้ารับเทรนด์ “ผู้สูงวัย” การขยายตลาดในประเทศ บริษัทจะพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปีนี้จะเน้นการออกผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ เป็นกระเบื้องที่ไม่ลื่น และผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยต่อการใช้งานมากขึ้น ขณะที่หากเป็นสินค้าดีไซน์ จะเน้นสินค้าซึ่งมีลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ เนื่องจากเป็นเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน 3.ขยายการเติบโตในตลาด CLM จากภาวะตลาดในประเทศที่ยังมีปัจจัยลบ ขณะที่ตลาดต่างประเทศ เป็นตลาดมีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLM ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 50% ของตลาดส่งออกในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้ 466 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ​ 18% ของรายได้รวม ปีนี้บริษัทจึงจะเน้นการทำตลาดในประเทศดังกล่าวมากขึ้น ไม่ใช่แค่การส่งสินค้าไปจำหน่ายเท่านั้น เพราะถือว่าเป็นตลาดมีศักยภาพ กลุ่มลูกค้ารู้จักแบรนด์สินค้าของบริษัทและให้การยอมรับว่าเป็นสินค้าคุณภาพ ซึ่งปีนี้สัดส่วนการส่งออกอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% หากตลาดในประเทศกลับมาฟื้นตัวสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น 4.เตรียมที่ดิน 80 ไร่ขายสร้างรายได้ นอกจากธุรกิจจัดจำหน่ายกระเบื้องแล้ว บริษัทยังดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีที่ดินพร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจ 80 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมหนองแค จ.สระบุรี จากจำนวนที่ดินกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งหากสามารถขายได้จะทำให้บริษัทสามารถสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น  แต่ราคาที่ดินยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะขายได้เท่าไร อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขายที่ดิน 50 ไร่ คิดเป็นรายได้  203 ล้านบาท ให้กับผู้สนใจในธุรกิจสแน็ค เครื่องดื่ม และธุรกิจอาหาร เพื่อสร้างโรงงานผลิตสินค้า 5.ทุมงบ 400-500 ล้าน ลดต้นทุนเพิ่ม 1-2% นอกเหนือจาการ ขยายตลาดและดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างยอดขายและรายได้แล้ว การบริหารจัดการภายใน โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนต่างๆ ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ ในการช่วยสร้างผลกำไร แม้ว่ายอดขายจะลดต่ำลง  ซึ่งในแต่ละปีบริษัทจะใช้งบลงทุนประมาณ 400-500 ล้านบาท เพื่อใช้ในด้านการบริหารลดต้นทุนภายในองค์กร การลดต้นทุนด้านพลังงาน และการบำรุงดูแลเครื่องจักร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตสูงสุดด้วย ซึ่งปีนี้บริษัทคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในองค์กรได้เพิ่มขึ้น 1-2% จากปีที่ผ่านมาสามารถประหยัดต้นทุนต่างๆ ได้ในอัตรา 3%   โดยถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมาบริษัทจะมีรายได้ลดลง แต่สามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้น ซึ่งปี 2562 บริษัทมีกำไร 168 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 158 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสำคัญจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงตามราคา ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงความสามารถในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ประกอบกับสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร การขายและการตลาดได้ตามเป้าหมาย และมีกำไรจากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมหนองแคเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน      
[PR News] “บลูสโคป” ทุ่ม 4,000 ล้าน เปิดโรงงานผลิตเหล็กแห่งที่ 3

[PR News] “บลูสโคป” ทุ่ม 4,000 ล้าน เปิดโรงงานผลิตเหล็กแห่งที่ 3

บลูสโคป  ทุ่มงบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท เปิดโรงงานผลิตเหล็กแห่งที่ 3 ปีละ  160,000 ตันต่อปี หวังทดแทนการนำเข้า พร้อมขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 580,000 ตัน จากทั้ง 3 โรงงาน    นายชาลี อิไลแอส ประธานบริหาร (เอเชียและอเมริกาเหนือ) บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ได้ก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ของบลูสโคป ด้วยงบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท และพันธมิตร ได้แก่ บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท ล็อกซ์เล่ย์ จำกัด (มหาชน) โรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับโรงงานที่ 1 และ 2 ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อดำเนินการผลิตเหล็กเคลือบโลหะและเหล็กเคลือบสี  รองรับกับความต้องการของตลาดภายในประเทศ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ  โดยในปี 2562 มียอดการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศโตขึ้น 3% หรือประมาณ 750,000 ตัน   ดังนั้นโรงงานที่ 3 จึงเป็นการขยายกำลังการผลิตเหล็ก เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างขนาดเล็ก และที่พักอาศัย โดยโรงงานที่ 3 มีกำลังการผลิตกว่า 160,000 ตันต่อปี ซึ่งเมื่อรวมกับโรงงานแห่งที่ 1 และ 2 ทำให้บลูสโคปมีกำลังการผลิตรวมกว่า 580,000 ตันต่อปี ถือว่าเป็นผู้ผลิตเหล็กเคลือบโลหะและเหล็กเคลือบสีที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โรงงานแห่งที่ 3 ของบลูสโคป ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยที่สุด และมีการบริหารจัดการโรงงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สำหรับผลประกอบการของบลูสโคปในปี 2562  ที่ผ่านมาว่า บลูสโคปมียอดขายระหว่างเดือนกรกฎาคม 2561 ถึงเดือนมิถุนายน 2562 อยู่ที่ 372,000 ตัน ซึ่งจากการเปิดโรงงานแห่งที่ 3 อย่างเป็นทางการแล้ว คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 ตันในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังอีกหลายประเภทธุรกิจ รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มเพิ่มขึ้น
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 25-30 พฤศจิกายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 25-30 พฤศจิกายน 2562

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับเดือนธันวาคม ช่วงเวลาที่จะทำผลงานให้ได้ตามที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี ตอนนี้ผู้ประกอบการจึงโหมทำแคมเปญการตลาดออกมากันอย่างหนัก ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ มีแคมเปญออกมามากมายสารพัด ยิ่งที่ผ่านมาภาครัฐออกมาตรการมากระตุ้นด้วย ผู้ประกอบการยิ่งต้องสร้างแรงจูงใจให้มากกว่า   ช่วงเวลานี้ จึงถือเป็นช่วงจังหวะที่ดี สำหรับคนที่ได้วางแผนเอาไว้แล้วว่าจะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมสักห้อง  แต่ใครยังไม่ได้วางแผนไว้  ได้แต่เล็งหรือคิดเอาไว้บ้าง ต้องลองพิจารณาแคมเปญต่างๆ ดูว่าน่าสนใจแค่ไหน และสำรวจสภาพทางการเงินของตนเองด้วย ว่าพร้อมไหมกับการต้องแบกรับภาระหนี้ ระยะยาว 10-30 ปี  หากได้คำตอบแล้วก็ลุยเลย   ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดอสังหาฯ  จึงถือว่าคักคักพอสมควร ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไรกันบ้าง ไปอัพเดทกัน   บันยันฯ จับมือ ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ฯ ขายโครงการหัวหิน บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป ร่วมมือกับ ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท เป็นพันธมิตรทำการตลาดและขายโครงการ “บันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน” วิลล่าระดับไฮเอนด์ ให้ลูกค้าระดับบนที่มองหาบ้านพักตากอากาศหรือที่อยู่อาศัยถาวรสุดเอกซ์คลูซีฟในหัวหิน เมืองท่องเที่ยวที่ยังคงเสน่ห์และศักยภาพการเติบโต โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท จะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานขายและทำการตลาดให้กับโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน   นายเชิ๊ท คว้อนท์ ประธานกรรมการบริหาร บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท ในการทำการตลาดโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้โครงการเป็นที่รู้จักในวงกว้างและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในระดับบนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน เป็นโครงการวิลล่าระดับไฮเอนด์ของบันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป ซึ่งประกอบธุรกิจบันยัน กอล์ฟ คลับ ที่มีชื่อเสียงมากว่า 10 ปี ที่หัวหิน ทั้งโครงการมีที่ดินสำหรับสร้างบ้านได้จำนวน 102 หลัง ราคาตั้งแต่ 15-80 ล้านบาท   โดยผู้ซื้อสามารถที่จะเลือกแบบวิลล่าจากแบบมาตรฐาน 4 แบบ ที่ทางโครงการมีให้ หรือปรับเปลี่ยนในรูปแบบที่ตนเองต้องการเพิ่มเติม เพื่อปลูกสร้างบนที่ดินขนาดที่เลือกเองเริ่มต้นประมาณ 100 ตารางวา ซึ่งความพิเศษของโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน คือ ทำเลที่ตั้ง ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองหัวหิน และชายหาดหัวหิน มีความเป็นส่วนตัว และไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยที่เข้าถึงการพักผ่อนพร้อมวิวทะเลในด้านหน้าและภูเขาในด้านหลังที่สวยงาม ผู้ซื้อวิลล่ายังได้รับสิทธิ์สมัครเป็นสมาชิกบันยัน กอล์ฟ คลับ ในราคาพิเศษสุด  ทางโครงการมีบริการ Concierge คอยดูแลลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง และการบริการแบบโรงแรม เช่น แม่บ้าน คนดูแลสวน คนดูแลทำความสะอาดสระว่ายน้ำ และกำจัดปลวก (อ่านข่าวเพิ่มเติม) พราว จับมือ อินเตอร์คอนฯ ปั้นโปรเจ็กตลักชัวรี่ พราว เรียล เอสเตท  เปิดตัวโครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน (InterContinental Residences Hua Hin)” ครั้งแรกของโครงการที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่  ภายใต้แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัลในประเทศไทยบนพื้นที่กว่า 7 ไร่ติดชายหาดผืนสุดท้ายใจกลางเมืองหัวหิน บนถนนเพชรเกษม ช่วงซอยหัวหิน 71 (ตรงข้ามศูนย์การค้า Market Village) ซึ่งถือเป็นสถิติราคาที่ดินสูงสุดของหัวหิน ด้วยราคาที่มากกว่า 150 ล้านบาทต่อไร่ เพื่อมอบประสบการณ์การพักอาศัยที่เหนือระดับพรั่งพร้อมด้วยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรแบบโรงแรม ด้วยมาตรฐานระดับโลกในแบบฉบับของอินเตอร์คอนติเนนตัล พร้อมแต่งตั้ง ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล ให้เป็นตัวแทนการขายของโครงการอย่างเป็นทางการ   นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร  บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การพัฒนาโครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” เป็นการต่อยอดความร่วมมือกับ อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเทล กรุ๊ป (ไอเอชจี) และยังเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัย ระดับลักชัวรี่ ภายใต้  แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส ซึ่งเป็นแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟที่มีเพียงไม่กี่แห่งในมหานครชั้นนำของโลกเท่านั้น เช่น บอสตัน ดูไบ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป มีต่อพราว เรียล เอสเตท และสถานะของหัวหินในการเป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ  ซึ่งโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ถือว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงการที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ตามแนวคิด “More than just living”   ทายาทตัน ภาสกรนที เปิดตัว T-ONE อาคารสำนักงานเกรด A   "วริษา ภาสกรนที"  ทายาท "ตัน ภาสกรนที" ได้ฤกษ์เปิดอาคาร T-ONE อาคารสำนักงานและพื้นที่ Co Working Space เกรดเอแห่งเดียวในทำเลทองหล่อ-สุขุมวิท หลังมีผู้เช่าครบ 100% ภายใน 3 เดือน   นางสาววริษา ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวัน บิวดิ้ง จำกัด บริษัท ทีวัน บิวดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดตัว “อาคาร T-One” อาคารสำนักงานเกรด A ขนาด 43,700 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุน 3,500 ล้านบาทมีความสูง 47 ชั้น แบ่งเป็นส่วนพื้นที่สำนักงาน   Co-working space  ร้านอาหาร ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และพื้นที่ส่วนกลาง  ชูจุดเด่นเป็นอาคารสำนักงานสำหรับธุรกิจด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และธุรกิจคลื่นลูกใหม่ทั้งระดับประเทศ และระดับโลก อาทิ Tencent, Joox, WeWork, Wongnai, Sanook, Etigo, Zelingo, Shiseido รวมทั้งสำนักงานใหญ่ของอิชิตัน กรุ๊ป   โดยอาคารดังกล่าวตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณ ทองหล่อ - สุขุมวิท 40 ที่มาพร้อมการคมนาคมสะดวกทุกรูปแบบ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า บีทีเอส สถานีทองหล่อ และเข้าออกได้ทั้งถนนสุขุมวิทและถนนพระราม 4 กับสถาปัตยกรรมแบบทวิสต์ที่สวยงามไม่ซ้ำใครจนชนะรางวัลด้านการออกแบบจาก BCI Top 10 Architects 2017 Thailand และ Asia Pacific Property Award Architecture พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยในการบริหารจัดการอาคารอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตรงความต้องการของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Work Hard, Play Harder (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   บลูฮิลล์ เปิดตัว "อากาศ วิลล่า เขาใหญ่" บลูฮิลล์ เขาใหญ่ ลุยตลาดนิชพรีเมียมรับปีใหม่ เปิดตัว อากาศ วิลล่า เขาใหญ่ คอนโดมิเนียมกึ่งวิลล่าสไตล์ Thai Modern Loft  มูลค่าโครงการกว่า 380 ล้านบาท  เพียง 23 ยูนิต บนทำเลใกล้กรุงเทพฯ ริมถนนผ่านศึก-กุดคล้า เดินทางสะดวกจากกรุงเทพฯ เพียง 2.30 ชั่วโมง คอนโดฯ ตกแต่งพร้อมอยู่ ขนาดเริ่มต้น 130 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้น 13.2 ล้านบาท  หรือประมาณ 92,000 บาทต่อตารางเมตร   นางสุพิณดา แท่นเพ็ชร์รัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท บลูฮิลล์ เขาใหญ่ จำกัด เปิดเผยว่า หลังประสบความสำเร็จกับการเปิดตัวคอนโดโลว์ไรส์ ภายใต้แบรนด์ “อากาศ เขาใหญ่” บริษัทพร้อมเปิดโครงการใหม่ล่าสุด “อากาศ วิลล่า เขาใหญ่” มูลค่าโครงการกว่า 380 ล้านบาท ชูไฮไลท์ คอนโดมิเนียมสไตล์วิลล่า 1 และ 2 ชั้น 3 อาคาร สุดเอ็กซ์คลูซีฟเพียง 23 ยูนิต ทุกห้องหันหน้ารับวิวทิวเขาสลับซับซ้อนแบบพาโนราม่า บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ตอบโจทย์ชีวิตที่อยากใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น เปิดรับความสดชื่นของธรรมชาติเข้ามาแทนที่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในชีวิตประจำวัน   โครงการ อากาศ วิลล่า เขาใหญ่ วิลล่าสไตล์ Thai Modern Loft   ตกแต่งพร้อมอยู่จำนวน 23 ยูนิต แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด  130 - 145 ตารางเมตร จำนวน 12 ยูนิต และ 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ขนาด 145 - 195 ตารางเมตร จำนวน 11 ยูนิต (อ่านข่าวเพิ่มเติม)        
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 โปรต้อนรับฤดูหนาวปลายปี ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ลดราคาจัดเต็ม พร้อมโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ผ่อน 0% ร่วมกับบัตรเครดิตชั้นนำมากมาย ใกล้ที่ไหนก็ไปที่นั่นได้เลยค่ะ   Index Living Mall  โปรโมชั่น ผ่อน 0% สูงสุด 6 เดือน เฉพาะ ONLINE เท่านั้น สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต แล้วช้อปออนไลน์ผ่าน  www.indexlivingmall.com เท่านั้น เฉพาะเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ร่วมรายการ อาทิ Index Living Mall, Index Home, Baby Journey, Catherine Brooks, Winner Furniture, Index Furniture, ที่นอน Serta, ที่นอน Theraflex, ที่นอน Winner เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-31 ธ.ค. 2562   Lighting Solutions & Home Decoration ลดสูงสุด 80% ตกแต่งมุมเล็กๆภายในบ้าน ให้กลายเป็นบรรยากาศใหม่ๆ ด้วยของแต่งบ้าน ราคาหลักร้อยด้วยโคมไฟ หลากสไตล์ และของแต่งบ้าน ลดสูงสุด 80% ที่ SB Design Square ทุกสาขา หรือ www.sbdesignsquare.com ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 พ.ย. 62   Bedroom Konckout Sale ลดจัดหนักไม่ต้องรอสิ้นปี Koncept Furniture จัดแคมเปญ Bedroom Konckout Sale ลดจัดหนักไม่ต้องรอสิ้นปี ลดราคาเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนแบบครบเซต ในราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 พ.ย. 62   บุญถาวร BIG Clearance Sale บุญถาวร จัด BIG Clearance Sale ลดราคาถูกที่สุดในรอบปี พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เช่น บัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 100,000 บาท เลือกรับบัตรของขวัญ หรือส่วนลดสูงสุด 55,000 บาท ฯลฯ เฉพาะสาขารัชดา, รังสิต, พุทธมณฑล, พระราม 2, สุวรรณภูมิ, เกษตร-นวมินทร์, ราชพฤกษ์, พัทยา, หัวหิน, เชียงใหม่, สุราษฎร์ธานี, อุดรธานี, สัตหีบ และระยอง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 ธ.ค. 62   Water Heater sale November 2019 Baan And Beyond จัดโปรโมชั่นต้อนรับหน้าหนาว เครื่องทำน้ำอุ่น-น้ำร้อน ลดราคาสุดคุ้ม พิเศษช้อปครบ 3,000 บาท รับเพิ่มบัตรกำนัลเงินสด 5,500 บาท เมื่อช้อปครบ 100,000 บาท ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.-27 พ.ย. 62   Do Home ลดแรงแซงลมหนาว Do Home จัดโปรโมชั่นลดราคารับฤดูหนาว End Of Season Winter Sale อาทิ เครื่องทำน้ำอุ่น พร้อมของแถมพิเศษ ฟรีติดตั้งเฉพาะรุ่น ชุดเครื่องนอนคุณภาพราคาประหยัด เป็นต้น จำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.-30 พ.ย. 62   Modernform Festive Sale Modernform มอบเซอร์ไพรส์สุดพิเศษส่งท้ายปี ลดราคาสินค้าหลายรายการ สูงสุด 70% อาทิ  ชุดโต๊ะ-เก้าอี้ ชั้นวางหนังสือ โซฟา เตียง โต๊ะเครื่องแป้ง ที่นอน หมอน ฯลฯ พบสินค้าราคาเดียว 990 บาท เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์, สามารถผ่อนชำระ 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และสะสมยอดซื้อรับ Voucher ที่พัก FisherMan’ s เพชรบุรี ตามเงื่อนไขกำหนด ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.-25 ธ.ค. 62   SANTAS & Sealy Warehouse Sale มหกรรมเครื่องนอนและที่นอน  ลดกระหน่ำครั้งยิ่งใหญ่ ส่งท้ายปี 2019 พบกับที่นอนและเครื่องนอนคุณภาพ ลดสูงสุด 80% อาทิ Santas, Sealy, Steven, Tempur, Jaspalhome พร้อมของสมนาคุณ และสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตที่อาคารคลังสินค้า บริษัทยัสปาลแอนด์ซันส์ จำกัด สุขุมวิท ซอย 66/1 (ใกล้ BTS สถานีอุดุมสุข) เวลาเปิด–ปิด 10:00–19.00 น. สินค้ามีจำนวนจำกัด* บริการส่งที่นอนฟรีทุกหลังเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.-15 ธ.ค. 62    
[PR News] กฟผ.จับมือโฮมโปร จัดแคมเปญกระตุ้นประชาชนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5  

[PR News] กฟผ.จับมือโฮมโปร จัดแคมเปญกระตุ้นประชาชนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5  

กฟผ. ร่วมกับ โฮมโปร จัดแคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” เป็นของขวัญ ส่งท้ายช่วงสิ้นปี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 คาดแคมเปญจะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 310 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 39,000 ตันต่อปี นายยงยุทธ ศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ดำเนินโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2538 โดยในปีนี้ กฟผ. ได้ร่วมกับผู้ประกอบการปรับเกณฑ์มาตรฐานเบอร์ 5 ให้ประหยัดพลังงานสูงขึ้นกว่าเดิมพร้อมทั้งปรับรูปแบบฉลากใหม่ เป็นฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว และเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา   ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ กฟผ. ได้ส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเกิดพฤติกรรมการเลือกซื้อและใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ด้วยการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือในการวางจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 กับพันธมิตร และผู้ประกอบการ Outlet อย่างต่อเนื่อง   ล่าสุด กฟผ. จึงได้ร่วมกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ภายใต้แคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” เพื่อส่งมอบของขวัญในนามของกระทรวงพลังงานและ กฟผ. แก่ประชาชน ส่งท้ายช่วงสิ้นปีและส่งต่อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้ออุปกรณ์เบอร์ 5 ในราคาพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 เพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 รวมกันได้ไม่น้อยกว่า 430,000 ชิ้น ซึ่งจะส่งผลให้ประหยัดไฟฟ้าประมาณ 78 ล้านหน่วยต่อปี หรือ 310 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 39,000 ตันต่อปี   นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ในแคมเปญนี้ ยังสามารถแจ้งความประสงค์ในการส่งมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อนำไปต่อยอดในการสร้างประโยชน์ให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์ และมูลนิธิกระจกเงา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่ง อีกด้วย   ทั้งนี้ เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา กฟผ. และโฮมโปร ยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ภายใต้แคมเปญ “ลดดับร้อน” ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้ออุปกรณ์เบอร์ 5 รวมกันมากกว่า 340,000 ชิ้น อีกทั้งประหยัดพลังงานไฟฟ้า 100 ล้านหน่วยต่อปี หรือ 400 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 51,000 ตันต่อปี ด้าน นางสาวจารุโสภา ธรรมกถิกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (โฮมโปร) กล่าวเพิ่มเติมว่า โฮมโปร และ กฟผ. ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมประหยัดพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 4 โดยสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 1,000 ล้านบาท   สำหรับแคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” โฮมโปร และ กฟผ. ยังคงต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องพลังงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นของขวัญส่งท้ายช่วงสิ้นปี จึงจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษมากมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มค่า ทั้งเงินค่าช้อปและเงินค่าไฟฟ้า อาทิ สมาชิกบัตรโฮมการ์ด และโฮมโปร วีซ่า แพลตินัม เมื่อช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติด ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ครบทุก 5,000 บาทขึ้นไป รับส่วนลดเพิ่ม 3% และรับคะแนนสะสมเพิ่ม 50 คะแนน หรือแลกส่วนลดเพิ่ม 50 บาท พร้อมรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 4 เดือนเริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2562 ที่ โฮมโปร และ The Power ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ www.homepro.co.th  
“คอตโต้”แจงงบ Q3 รายได้ลดแต่ทำกำไรเพิ่ม

“คอตโต้”แจงงบ Q3 รายได้ลดแต่ทำกำไรเพิ่ม

“คอตโต้” แจงผลประกอบการไตรมาส 3 รายได้ลด 2% เหตุยอดขายชะลอตัวลง แต่ทำกำไรเพิ่ม หลังหันมาลดต้นทุนภายใน-ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหาร พร้อมเดินหน้าขยายสาขา “คอตโต้ ไลฟ์” แห่งที่ 2 ในจ.เชียงใหม่ เจาะกลุ่มสถาปนิกและลูกค้าไฮเอนด์   นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ COTTO  ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์คอตโต้ (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และคัมพานา (CAMPANA) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ของปี ​2562 ว่า มีรายได้จากการขาย 2,728 ล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 2% จากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากยอดขายโดยรวมลดลง โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าระดับกลางลงมา ในขณะที่สินค้าระดับบนและสินค้านำเข้ามีราคาขายเฉลี่ยลดลง   อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีกำไร 87  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 180% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 312% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากในไตรมาสนี้ บริษัท สามารถลดต้นทุนจากการดำเนินงาน  ตามแผนการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ตามเป้าหมาย ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากได้มีการรับรู้ค่าใช้จ่าย รายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านแรงงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายนำพล กล่าวว่า ตลาดเซรามิกในไตรมาสที่ 3 ถือว่ายังไม่มีปัจจัยบวก และเติบโตเป็นศูนย์ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ซึ่งเติบโตประมาณ 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการอัตราขยายตัวด้านเศรษฐกิจ (GDP) ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดประมาณการอัตราขยายตัว  GDP  ปีนี้ลงเหลือเติบโตที่ 2.8% ต่อปี จากเมื่อเดือน มิถุนายน 2562 ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ 3.3%  ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้า ในส่วนของตลาดระดับกลางลงมา ในขณะที่ตลาดระดับบนยังมีแนวโน้มที่ดี   “ในไตรมาส 3 บริษัทมีค่าใช้จ่ายลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสที่ 2  ประกอบกับยังคงรักษาวินัยด้านต้นทุนด้านการผลิตได้ตามเป้าหมาย จึงทำให้สามารถแข่งขันและทำกำไรได้” สำหรับกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ บริษัท ยังคงมุ่งเน้นเรื่องการสร้างแบรนด์  COTTO ให้แข็งแกร่ง  และเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย โดยได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ด้วยการปรับปรุงและเปิดดำเนินการ “COTTO Life”  แห่งแรกที่ เอสซีจี เอ็กซ์พีเรียนซ์ คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย  โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของบ้านและผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านในระดับราคาสูงกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป เห็นได้จากช่วงต้นปีที่ผ่านมา  มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 500 รายต่อเดือน มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 26,000 บาทต่อราย และมีแนวโน้มยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง     ในไตรมาสนี้ บริษัทจึงได้ขยายสาขา COTTO Life แห่งที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่ โครงการ CHOC ถนนมหิดล ใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง จากการที่เป็นศูนย์กลางของภาคเหนือในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญ คือ เป็นพื้นที่ศูนย์รวมสถาปนิก ทั้งบริษัทออกแบบ สถาปนิกอิสระ และบุคลากรทางการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จาก 3 สถาบันชั้นนำ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา วิทยาเขตพายัพ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้   “จากประสบการณ์ของเรา ลูกค้ากลุ่มลูกค้าสถาปนิก นักออกแบบและบุคคลากรในวงการนี้ ส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบความพิเศษและความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เราเข้าใจความต้องการของเขา ดังนั้นสินค้าที่นำมาจัดแสดงที่นี่จะเป็นสินค้าคอลเล็กชั่นพิเศษซึ่งจะมีจำหน่ายเฉพาะที่ COTTO Life เท่านั้น  นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพื้นที่ Co-working Space เพื่อให้สถาปนิกหรือเจ้าของโครงการได้เข้ามาใช้พื้นที่ในการพบปะสังสรรค์ ประชุมหรือเสนองานกับลูกค้าด้วย”    
รู้ทัน! ภัยร้ายใกล้ตัวจากวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และเทคนิคเลือกซื้อ

รู้ทัน! ภัยร้ายใกล้ตัวจากวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และเทคนิคเลือกซื้อ

การอยู่อาศัยในปัจจุบัน เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม  และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุค 4.0  จนกลายเป็นเทรนด์ที่อยู่อาศัยยุคใหม่ เช่น บ้านเพื่อผู้สูงอายุ บ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัย บ้านนวัตกรรม หรือบ้านอัจฉริยะ เป็นต้น   ทุกเทรนด์ล้วนเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งสิ้น แต่รู้หรือไม่ว่า...สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษไม่ว่าคุณจะเลือกเทรนด์ที่อยู่อาศัยแบบใดก็ตาม คือ วัสดุก่อสร้างที่ใช้ในการก่อสร้างและตกแต่งบ้านต้องปราศจากสารพิษ หรือสารเคมี เพราะวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมาพร้อมกับสารพิษร้ายแรง เช่น แร่ใยหิน (Asbestos) ตะกั่ว (Lead) เป็นต้น   สารพิษเหล่านี้จะแพร่กระจายอยู่ภายในบ้าน เมื่อสูดดม หรือสัมผัสเป็นเวลานานๆ จะส่งต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดภูมิแพ้ ปวดศรีษะ ไอจาม ไม่สบายโดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายเรื้องรังอย่าง มะเร็ง   “เอสซีจี” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุก่อสร้าง จึงอยากให้เจ้าของบ้าน ประชาชนทั่วไป และผู้รับเหมาก่อสร้าง รู้ทันภัยร้ายใกล้ตัว หันมาใส่ใจกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งกันมากขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริงของสมาชิกทุกคนในบ้าน   นายเจือ คุปติทัฬหิ Consult and Design Solution Business Lead  จาก “เอสซีจี” เล่าว่า ในชีวิตประจำวันเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำกิจกรรมและพักผ่อนภายในบ้าน จึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัส และสูดดมสารพิษจากวัสดุก่อสร้างภายในบ้าน ดังนั้น เจ้าของบ้าน สมาชิกภายในบ้าน และผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างควรรู้เท่าทันภัยร้ายใกล้ตัวเหล่านี้ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยง และหาแนวทางปกป้องสมาชิกภายในบ้านให้ปลอดภัยจากสารพิษต่างๆ     ทำความรู้จักกับ 2 สารพิษตัวร้าย ที่มักเจือปนอยู่ในวัสดุก่อสร้าง    1. แร่ใยหิน หรือแอสเบสตอส (Asbestos) เป็นแร่ธรรมชาติมีลักษณะเป็นเส้นใยที่ปนอยู่ในเนื้อหิน ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุก่อสร้างหลายชนิด เช่น กระเบื้องหลังคา ฝ้าเพดาน ท่อน้ำซีเมนต์ ฉนวนกันความร้อน และแผ่นไม้สังเคราะห์ โดยหากสูดดมเข้าไปบ่อยๆ เป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดโรคร้ายเรื้อรัง อาทิ โรคปอดอักเสบ มะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอด รวมถึงยังเป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์อีกด้วย   2. ตะกั่ว (Lead) เป็นโลหะหนักที่มีลักษณะอ่อนทำให้หลอมเหลวได้ง่าย และสามารถพิมพ์แบบออกมาเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ดี จึงนิยมนำไปใช้ผลิตก๊อกน้ำ และฝักบัว ซึ่งหากการผลิตไม่ได้มาตรฐานจะทำให้มีสารตะกั่วปนเปื้อนมากับน้ำ เมื่อดื่ม หรือสัมผัส อาจส่งผลให้เกิดอาการตะกั่วเป็นพิษ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หงุดหงิดง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน มึนชาอวัยวะแขนขา หรืออาจมีอาการความจำถดถอย ไม่มีสมาธิ หากรุนแรงอาจส่งผลให้ชัก ซึม หมดสติ และเสียชีวิต   ทั้งนี้ เอสซีจี ในฐานะองค์กรที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งมอบโซลูชั่นที่ครบวงจร มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงขอแนะนำเทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างอย่างปลอดภัย คือ เลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานรับรองจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันผู้ใช้ควรหาข้อมูล หรือตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการผลิต และวัสดุที่ใช้ในการผลิตของแต่ละแบรนด์ด้วย     3 เทคนิคดีๆ ในการเลือกวัสดุก่อสร้าง   กระเบื้องหลังคา ฝ้าเพดาน และไม้สังเคราะห์ แนะนำให้เลือกผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตโดยไม่มีส่วนผสมของใยหิน ซึ่งจะใช้เส้นใยธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์พิเศษ เช่น ไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่ปลอดภัยทดแทน แร่ใยหิน และใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยวัตถุดิบและกระบวนการผลิตข้างต้นจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดีกว่าวัสดุที่มีส่วนผสมของใยหิน คือ แข็งแรง ทนทาน ไร้สารพิษ และเนื้อเหนียวมากขึ้น  ทั้งยังทนทานต่อจุลินทรีย์ เชื้อรา แบคทีเรีย และสารเคมี ซึ่งเอสซีจี ถือเป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายแรกของไทยที่ใช้นวัตกรรมการผลิตแบบไม่มีใยหิน   ฉนวนกันความร้อน เป็นวัสดุที่มักเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นวัสดุอันตรายเช่นเดียวกับใยหิน แต่ความจริงแล้ว ฉนวนใย แก้วจะมีลักษณะโครงสร้างเป็นท่อนทรงกระบอกที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเข้าปอดได้ สำหรับเทคนิคในการเลือกฉนวนใยแก้วให้สังเกตมาตรฐานรับรองเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ อย่างฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น STAY COOL ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ขององค์การอนามัยโลก นอกจากนี้ฉนวนใยแก้วยังมีข้อดีด้านความปลอดภัยอีกเรื่อง คือ เป็นวัสดุที่ไม่ลามไฟจึงมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้อย่างแท้จริง   ก๊อกน้ำ และฝักบัว ควรผลิตจากโลหะคุณภาพสูงที่ไม่ทำให้น้ำที่ไหลผ่านปนเปื้อนอนุภาคโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  อาทิ ทองเหลือง ทองแดงเจือ ทองบร๊อนซ์ หรือเหล็กกล้าไร้สนิม และหากมีตะกั่วผสมจะต้องมีส่วนผสมไม่เกินค่ามาตรฐานตามที่ มอก. กำหนดไว้ โดยเมื่อทดสอบกับน้ำจะต้องมีปริมาณตะกั่วไม่เกิน 0.007 มิลลิกรัมต่อลิตร นอกจากนี้ควรพิจารณาผิวภายนอก โดยเลือกที่ผิวเคลือบสี ไม่บุ๋ม ไม่พอง ไม่เป็นคลื่น ไม่แตก ไม่นูน ไม่ร้าว ไม่มีสิ่งสกปรกที่เป็นตำหนิ หรือรูเข็ม  
7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

  การสร้างหรือการซ่อมแซมบ้าน ปัจจัยหนึ่งที่มักทำให้งบประมาณบานปลาย  คือ ขาดการวางแผนและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ  คำนึงแต่เรื่องราคาถูกเป็นหลัก ทำให้เวลาเอามาใช้งานจริง ไม่ได้ตามมาตรฐานของงาน ผลงานจึงออกมาไม่มีคุณภาพ หรือเมื่อใช้ไปได้สักระยะก็ต้องมาเจอปัญหาเดิม  ต้องมานั่งรื้อนั่งซ่อมกันใหม่  ทำให้ต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และอารมณ์  หงุดหงิดกับปัญหาซ้ำซากที่ต้องเจอบ่อยๆ   การเลือกใช้วัสดุจึงควรจะเน้นเรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับแรก และพิจารณาเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องมาเสียอารมณ์ เสียเวลาแก้ไขปัญหาที่ตามมาภายหลัง แม้ว่าอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย  แต่ถ้าคำนวณแล้วคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป  ก็น่าจะดีกว่าเลือกซื้อแต่ของถูกเท่านั้น   อย่างห้องน้ำหรือห้องครัวที่มีการปูกระเบื้อง ปัญหาสำคัญที่มักพบเสมอ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะหนึ่ง คือ ยาแนวของกระเบื้องหลุดล่อน เกิดเปราะแตก น้ำรั่วซึม เกิดปัญหาราดำ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการใช้ยาแนวที่ไม่มีคุณภาพที่ดีมากพอ ไม่เหมาะกับประเภทกระเบื้อง ทำให้มีปัญหาภายหลังมากวนใจ กวนเงินในกระเป๋าเจ้าของบ้าน ให้ต้องตามแก้ตามซ่อมกันเสมอๆ   5 เทคนิคเลือกใช้ยาแนวเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องยาแนวกระเบื้องในภายหลัง  ลองใช้ 5 เทคนิคนี้เป็นแนวทาง ในการเลือกใช้ยาแนวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด   1.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะกับประเภทของกระเบื้อง เริ่มต้นของการเลือกยาแนวที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือต้องเลือกให้เหมาะสมกับประเภทกระเบื้อง เช่น กระเบื้องแกรนิตโต้นิยมปูชิดเพื่อความสวยเนียน มีขนาดร่องเพียง 0.2-2 มม. ส่วนกระเบื้องเซรามิคทั่วไปมีร่องขนาด 3 มม. การเลือกยาแนวจึงต้องมีคุณสมบัติไหลลึกเหมาะกับร่องของกระเบื้องร่องเล็กปูชิด     2.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของกระเบื้อง กระเบื้องที่ปูในห้องต่างๆ ไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องทั่วไป ลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันไป เพราะสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ห้องน้ำและห้องครัวอาจจะต้องเจอกับน้ำและความชื้นมากเป็นพิเศษ ทำให้อาจจะเกิดเชื้อรา หรือราดำตามร่องยาแนวได้ การเลือกใช้ยาแนวจึงต้องเลือกที่มีคุณสมบัติป้องกันราดำ และทนต่อกรดหรือสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาดได้ดีกว่า เป็นต้น แต่ถ้าเป็นห้องทั่วไปภายในอาคาร ก็ควรเลือกกาวยาแนวที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ (Low VOC) ทำให้เกิดสภาพอากาศที่ดีทั้งระหว่างการก่อสร้างและการอยู่อาศัย   3.เลือกสินค้าจากแบรนด์หรือผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ สินค้ายาแนวที่จำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่มากมาย หลากหลายยี่ห้อ  และผู้ผลิต เหตุผลง่ายๆ ที่เราจะต้องเลือกสินค้าจากแบรนด์และผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ เพราะสินค้าจะมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่เราต้องการใช้งานจริงๆ หากไปใช้สินค้าที่แบรนด์ไม่เป็นที่รู้จัก แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสินค้ามีคุณภาพตรงตามที่ได้โฆษณาไว้     4.เลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่ม เดี๋ยวนี้การผลิตสินค้ามีเทคโนโลยี และการพัฒนาที่ล้ำหน้าไปไกล ผู้ผลิตจึงมักเสริมคุณสมบัติพิเศษของสินค้า  เพื่อให้สินค้ามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้านำไปใช้งาน ดังนั้นเราจึงควรเลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เหนือกว่าสินค้าที่มีแค่คุณสมบัติพื้นฐาน หากราคาไม่แตกต่างกันมากนัก   5.ไม่เลือกสินค้าโดยพิจารณาแต่ราคาเป็นหลัก เรื่องราคาอาจจะเป็นปัจจัยหลักของหลายคนในการเลือกสินค้า แต่หากคิดให้รอบครอบ การเลือกสินค้าโดยคิดแต่เอาเรื่องราคาถูกเข้าไว้ก่อน นานไปก็ต้องมีปัญหาตามมาให้แก้ไข เพราะสินค้าราคาถูกก็ย่อมจะมากับคุณภาพพอประมาณ ถ้าคิดเฉพาะราคาสินค้าถูกก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่อย่าลืมถ้ามีปัญหาต้องเสียเวลา และหาช่างมาซ่อมแซมเพิ่มเติม นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เผลอๆ คิดแล้วอาจจะแพงกว่าการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี ที่อาจมีราคาสูงกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ และการเลือกจากขนาดถุงใหญ่กว่าก็อาจไม่ใช่คำตอบ ขนาดบรรจุควรเป็นขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่เหลือเศษทิ้งจนต้องจ่ายเกินจำเป็น     ถ้าพูดถึงเทรนด์การใช้กระเบื้อง สำหรับใช้ปูห้องต่างๆ ต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้กระเบื้องประเภทแกรนิตโต้ ได้รับความนิยมถูกนำมาใช้ในบ้านและคอนโดมิเนียมมากมาย เพราะมีทั้งความสวยงามและมีรูปแบบให้เลือกหลากหลายประเภทในการใช้งาน แต่การเลือกใช้กระเบื้องแกรนิตโต้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งความสวยงามและอายุการใช้งานยาวนาน คงต้องมีกาวยาแนวที่มีประสิทธิภาพควบคู่กันด้วย   บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำด้านการผลิตภัณฑ์กาวยาแนว  จึงได้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัสเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้า ที่หันมาปูกระเบื้องแกรนิตโต้และกระเบื้องตัดขอบปูชิดกันเพิ่มมากขึ้นด้วย และยังเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์กาวยาแนวไม่มีคุณภาพ หรือไม่เหมาะกับกระเบื้องแกรนิตโต้  ทำให้ห้องที่ปูกระเบื้องแกรนิตโต้ ประสบปัญหาภายหลังมากมาย อาทิ ปัญหาราดำ  น้ำซึม และเปราะแตก เป็นต้น  ซึ่งสาเหตุสำคัญคือยาแนวไม่ลงลึกไปในร่องของกระเบื้องได้เต็มประสิทธิภาพ  ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ต้องมาตามแก้ไขปัญหาภายหลัง จึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจริงๆ   ลองมาดูกันว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีอะไรดีบ้าง  เพราะแม้ว่าจะมีขนาดถุงเล็กๆ แต่เต็มด้วยประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า แก้ได้หมดจบทุกปัญหา   7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ที่ให้ประโยชน์มากกว่าในราคาสุดคุ้ม 1. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มี Deep Active Molecule ทำให้เนื้อกาวไหลตัวได้ลึก ยึดเกาะเต็มร่องเล็ก สำหรับร่องยาแนว ขนาด 0.2-5 มม. โดยเฉพาะกระเบื้องแกรนิตโตที่นิยมปูชิด แต่เต็มประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่า “เล็กแต่แรง” จริงๆ หมดปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เพราะสามารถไหลลึกกว่า 8 มม. หรือเต็มความหนาของกระเบื้องแกรนิตโต้ จึงไม่เกิดโพรงช่องว่างหมดปัญหาน้ำซึมผ่านได้ หากเป็นยาแนวธรรมดาทั่วไป จะยึดเกาะร่องเล็กสุดตั้งแต่ 1-5 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงมีโอกาสเปราะแตกง่ายกว่าสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย      2. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีเทคโนโลยีไมโครแบน ทำให้มีคุณสมบัติยับยั้งราดำและตะไคร่น้ำ ที่ถือเป็นปัญหาสกปรกกวนใจ แถมยังเป็นแหล่งเชื้อโรคอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดราดำ เป็นเพราะเราละเลยและเลือกกาวยาแนวไม่ถูกประเภท ซึ่งส่งผลให้ยาแนวเปราะแตก มีน้ำซึม เกิดราดำในที่สุด     และเมื่อยาแนวหลุดล่อน น้ำจะซึมผ่านใต้แผ่นกระเบื้อง หากเป็นห้องน้ำชั้น 2 จะทำให้ฝ้ารั่ว ฝ้าพังเกิดความเสียหาย น้ำหยดลงเฟอร์นิเจอร์ และหยดลงพื้น จากปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด  ทำให้ทุกอย่างพังหมด ต้องหาช่างมาซ่อมแซม เสียค่าใช้จ่ายบานปลาย เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา เพียงเพราะมองข้ามเรื่องเล็กๆ เหล่านี้     3. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมีคุณสมบัติในเรื่องการแห้งตัวเร็ว สามารถเปิดใช้พื้นที่ได้ภายใน 6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งปกติยาแนวทั่วไปนั้นกว่าจะแห้งสนิท หรือเปิดพื้นที่ใช้งานได้ ต้องใช้ระยะเวลา 12-24 ชั่วโมง เหมาะมากกับบ้านหรือคอนโดที่มีห้องน้ำเดียวและต้องใช้ทุกวัน     4. คุณสมบัติด้านการทนกรด และสารเคมีมากกว่ากาวยาแนวทั่วไป ทำให้หมดปัญหาและข้อกังวลใจหากใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่มีสารเคมีหรือกรดซึ่งไม่ต้องกังวลใจว่ายาแนวจะซึกกร่อนได้ เพราะหากเป็นยาแนวปกติทั่วไปนั้น มีคุณสมบัติพื้นฐานเพียงแค่ปิดร่องกระเบื้อง แต่ไม่ได้พัฒนาให้กาวยาแนวมีคุณสมบัติทนกรด ทำให้เมื่อใช้ไปได้ไม่นานก็เกิดปัญหาหลุดล่อน เพราะถูกกรดหรือสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทำลายยาแนว   5. นอกจากกาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส จะมีเทคโนโลยีไมโครแบน ลดปัญหาราดำแล้ว ยังมีสารไฮโดรโฟบิก ที่ช่วยลดคราบสกปรกฝังแน่น และลดการซึมน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุการณ์ทำให้กระเบื้องหลุดล่อนอีกด้วย หากเป็นยาแนวธรรมดา ที่ไม่ได้มีสารไฮโดรโฟบิก สิ่งที่เรามักพบเสมอคือ คราบสกปรกฝังแน่น เป็นคราบดำ เนื่องจากยาแนวนั้นเน้นแต่เพียงการปิดร่องกระเบื้อง เป็นคุณสมบัติพื้นฐานหลักเท่านั้น     6. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมี WCAC Technology ซึ่งช่วยในเรื่องของลดการเกิดคราบขาวได้ในหนึ่งเดียว เป็นคุณสมบัติพิเศษ   7. ผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตสินค้าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้รับการทดสอบควบคุมตามมาตรฐาน ANSI A 118.6 (Unsanded), A 118.7 (Unsanded) มาตรฐานยุโรป EN 13888 CG2 และผ่านเกณฑ์การทดสอบตามมาตรฐานการประเมินอาคารเขียว หรืออาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม LEED v4 ในหัวข้อ Indoor Environmental Quality – IEQ (คุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคาร) ด้วยวัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ   จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนวมีความสำคัญมากต่อการปูกระเบื้อง และไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ยาแนวอุดร่องกระเบื้องเท่านั้น แต่มีความสำคัญมากต่อการป้องกันปัญหาจุดเล็กๆ ที่อาจจะบานปลายเป็นปัญหาใหญ่ ต้องใส่ใจเลือกผลิตภัณฑ์กาวยาแนวจระเข้ เทอร์โบ พลัส ไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะมากวนใจภายหลัง แม้ว่าอาจจะมีราคาสูงกว่าสินค้าในท้องตลาด และมีขนาดบรรจุต่อถุงเพียง 0.5 กิโลกรัม แต่ก็ครอบคลุมพื้นที่ได้มาก ประสิทธิภาพสูง บรรจุขนาดเหมาะกับพื้นที่ใช้งาน  เรียกว่าจ่ายครั้งเดียวคุ้มค่าในระยะยาวถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “เล็กแต่แรง” เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และคุ้มค่าคุ้มราคามากเลยทีเดียว   หมายเหตุ : LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการก่อสร้างปรับปรุงอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม : http://bit.ly/2B0ANyw  
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนตุลาคม 2562  

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนตุลาคม 2562  

เริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการลดราคากันกระหน่ำ จากเดือนตุลาคมยาวไปจนถึงสิ้นปี สำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน รวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็เริ่มออกโปรโมชั่นมาให้ได้เลือกชม เลือกช้อปกันแล้วนะคะ และอย่าลืมติดตาม Reviewyourliving ไว้ รับรองว่าจะนำโปรโมชั่นดีๆ มาฝากกันทุกสัปดาห์ค่ะ     Index Living Mall จัดโปรฯ “BUY 1 GET 1” ว้าว!! ของฟรี มีอยู่จริง ที่คนรักบ้านต้องไม่พลาด อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) ชวนคุณว้าว!! กับของฟรี มีอยู่จริงด้วยโปรโมชั่น “BUY 1 GET 1” สินค้า ซื้อ 1 แถม 1 พบกับทัพเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน และของใช้ภายในบ้าน ยกขบวนมาลดราคานับร้อยรายการ อาทิ   สินค้าซื้อ 1 ฟรี 1 ช้อปชุดห้องนอน (ตู้เสื้อผ้า 4 บาน+เตียง) รุ่น ออแกโน่ 16,990 บาท รับฟรี ตู้วางทีวี มูลค่า 5,990 บาท สินค้า ซื้อ 1 แถม 1 อาทิ เก้าอี้ทานอาหาร, เก้าอี้สำนักงาน, หมอนหนุน, ชุดเครื่องนอน, ผ้าม่าน, ชุดจาน, แก้วมัค, ชุดเครื่องครัว, กล่องอเนกประสงค์ ฯลฯ สินค้าสุดคุ้ม เลือกซื้อคู่กันสินค้าในราคาพิเศษ 25,990 บาท อาทิ เลือกที่นอน 6 ฟุต โซฟา, ชั้นวางของ 5 ชั้น, อาร์มแชร์,   ลุ้นรับรถยนต์ สมาชิก Joy Card รับสิทธิ์ลุ้นรถยนต์ The All-New NISSAN NOTE มูลค่า 640,000.- เพียง ช้อปที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และเดอะ วอล์ค สาขาเกษตร-นวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ ครบทุก 1,000 บาท ตั้งแต่วันนี้-8 ม.ค. 2563 พร้อมรับ สิทธิ์ผ่อนสบายๆ 0% นานสูงสุด 6 เดือน   สนุกช้อปได้แล้วตั้งแต่วันนี้ - 13 พ.ย. 62 ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ทุกสาขา (สินค้าหมดแล้วหมดเลย)   หนาวนี้ไม่มีสะท้าน กับเสื้อยืด 5 สี โปรดีๆ “หนาวนี้มีฟิน” หนาวนี้ “ยิปซัมตราช้าง” ให้คุณเตรียมความพร้อมเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกายไปกับโปรโมชั่น “หนาวนี้มีฟิน” ด้วยเสื้อยืดแขนยาวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด เมื่อซื้อแผ่นยิปซัมตราช้าง ขนาด 1200X2400 มม. ครบ 30 แผ่น หรือแผ่นฝ้าพิมพ์ลายทีบาร์ เปเปอร์ทัช ตราช้าง ขนาด 600x600 มม. ครบ 24 กล่อง รับไปเลยทันทีเสื้อยืดคอกลมแขนยาวใส่คูลๆ 1 ตัว มี 5 สีให้สะสมใส่เพิ่มความฟิน  ดำ เหลือง ชมพู เขียว และฟ้า  ทั้งนี้ลูกค้ามั่นใจได้เมื่อเลือกใช้แผ่นยิปซัมตราช้าง ด้วยคุณสมบัติเด่น แกร่งทน ไม่แอ่นตัว โมเลกุลหนาแน่น สม่ำเสมอ  เรียบเนียนสวย และทนทานใช้งานได้นาน   โปรโมชั่นเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พฤศจิกายน 2562 หรือจนกว่าของแถมจะหมด ณ ร้านยิปซัมเอ็กซ์เพรส ผู้แทนจำหน่ายเอสซีจี และร้านขายวัสดุก่อสร้างชั้นนำทั่วประเทศ   All About Bedroom Sale ชุดห้องนอนครบเซ็ต ราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท แต่งห้องนอนให้สวยจัดเต็ม ไปกับชุดห้องนอนและที่นอนราคาพิเศษสุด ช้อปง่ายผ่อนสบาย 0 % ทั้งร้าน   เซ็ตสุดคุ้ม ชุดห้องนอน ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท ชุดห้องนอนเลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ ให้คุณเลือกจับคู่เตียงนอนและตู้เสื้อผ้า ได้ในราคา 25,900 บาท ซื้อชุดห้องนอนครบเซ็ตวันนี้ ลดเพิ่ม 15% ชุดห้องนอน New Arrival ลดสูงสุด 40% สินค้ากลุ่ม Bedroom Best Time ชุดห้องนอนพร้อมส่งใน 4 วัน ช้อปครบตามเงื่อนไข รับทันทีบัตรกำนัลเงินคืน สูงสุด 10% รับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ พิเศษสุดๆ สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต SCB รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 80,000 บาท และสำหรับคนรักการแต่งบ้าน ที่ยอดช้อปสูงสุด 10 ท่านแรก รับบัตรกำนัลที่พักสุดหรู 5 ดาว ที่หัวหินมูลค่ารวม 85,000 บาท   ที่ SB Design Square ทุกสาขา 1 ต.ค. 62 - 31 ต.ค. 62 เท่านั้น   ฉลองเปิดสาขา!! โฮมโปรเอส สามย่าน มิตรทาวน์ เติมเต็มความสุข สะดวกสบาย ใกล้คุณ รวบรวมสินค้าเรื่องบ้านอัพเดทใหม่ รวมถึงสินค้าเก๋ๆ พร้อมฟังก์ชั่นใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานมากกว่าเดิมในราคาที่เอื้อมถึง ภายใต้ 3 คอนเซ็ปต์   SMART : สะดวกทุกการจับจ่าย ด้วยหลากหลายช่องทางการช้อปทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น SELECT : เลือกสรรสินค้า ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง SERVICE : บริการ ติดตั้ง ซ่อมแซม ปรับปรุงบ้านด้วยทีมช่างมืออาชีพ   ฉลองสาขาใหม่ โปรโมชั่นคุ้มเกินคุ้ม เครื่องใช้ไฟฟ้าผ่อนสบาย 0%* นานสูงสุด 24 เดือน และ  สินค้าจัดรายการพิเศษ 1 แถม 1 หมดแล้วหมดเลย ที่โฮมโปรเอส สามย่าน มิตรทาวน์ (ชั้น 2 Zone B) 20 ก.ย. 2562-30 ต.ค. 62   Power Mall Clearance Sale! ลดสูงสุด 70% POWER MALL CLEARANCE SALE!! จัดให้! ลดล้างสต็อคถล่มเมือง!  โปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 70%* ผ่อน 0%* นาน 10 เดือน* M Card ลดเพิ่มสูงสุดถึง 12.5%* กับสินค้าคุณภาพ ในราคาเร้าใจสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น ทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศnเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ สมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊ค ก็มีครบ! ที่ MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน วันนี้-13 ต.ค. 62              
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 14-22 กันยายน 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 14-22 กันยายน 2562

เหลือเวลาไม่อีกกี่วันเดือนกันยายนก็จะผ่านพ้นไป และเป็นการก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วมาก ฤดูกาลสุดท้ายในการทำธุรกิจและเร่งยอดขาย คงเหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือน เพื่อพิชิตเป้าหมายให้ได้ตามที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี บรรยากาศธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะคึกคักมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ช่วงรอบสัปดาห์ของวันที่ 14-22 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา กิจกรรมของดีเวลลอปเปอร์ก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ติดตามกันได้... พฤกษา เปิดคอนโดใหม่ ไลฟ์สไตล์สุขุมวิท The Privacy S101   “พฤกษา” ถือเป็นเจ้าตลาดบ้านและคอนโดมิเนียม ที่เปิดตัวโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ The Privacy S101 (เดอะไพรเวซี่ สุขุมวิท 101) มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท  เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 2 อาคารที่เชื่อมต่อถึงกัน บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ จำนวน 394 ยูนิต  เป็นแบบตกแต่งครบ (Fully Furnished) มีให้เลือก 3 รูปแบบคือ แบบ 1 Bedroom ขนาด 26-29 ตารางเมตร แบบ 1 Bedroom Plus ขนาด 35 ตารางเมตร และ Combined Unit ขนาด 55 ตารางเมตร   นายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท - แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวพัฒนา ภายใต้แนวคิด “Live SUKhumvit Moment” ซึ่งมาจากที่ตั้งโครงการ ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 101 เพียง 450 เมตรถึงรถไฟฟ้าสถานีปุณณวิถี เชื่อมต่อ Skywalk ถึง ทรูดิจิทัลพาร์ค โครงการเป็นห้องชุดตกแต่งครบราคาเริ่มต้นเพียง 2.49 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อตารางเมตร   ดีแลนด์ฯ จับมือ “วราภรณ์ ซาลาเปา-ชาตรามือ” เปิดไดร์ฟทรูแห่งแรก   หลังจากบริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เปิดตัวคอมมูนิตี้มอลภายใต้แบรนด์ “พอร์โต้ โก” (Porto Go) ไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว กับทำเลบางปะอิน ตั้งอยู่บนถนนสายเอเชีย กิโลเมตรที่ 4 ฝั่งขาออกจากกรุงเทพฯ ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในชื่อ “พอร์โต้ โก บางปะอิน” และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงเดินพัฒนาโครงการที่ 2   นายสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณ 400 ล้านบาท พัฒนาโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” บนพื้นที่  23 ไร่  ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนถึงวัดเกตุมวดีศรีวราราม  เจาะกลุ่มนักเดินทางบนถนนพระราม 2 ซึ่งมีปริมาณการจราจร เฉลี่ยสูงถึงวันละ 120,000 คัน เพื่อสร้างประสบการณ์และความสะดวกสบาย  ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำติดแอร์พร้อมระบบสุขภัณฑ์แบบไร้การสัมผัส สถานีบริการน้ำมัน ร้านค้า ร้านอาหารมากถึง 30 ร้าน บริการชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ และที่จอดรถมากกว่า 200 คัน พร้อมที่จอดรถทัวร์  คาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการได้เต็ม รูปแบบภายในต้นปี 2563   บริษัทยังได้ดึงพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะขยายธุรกิจในรูปแบบไดร์ฟทรูและรูปแบบใหม่ๆ ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตเข้าร่วม ซึ่งปัจจุบันโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” มีพันธมิตร ทั้ง Starbucks และ KFC เปิดให้ บริการไดร์ฟทรู จนถึง 4 ทุ่มทุกวันแล้ว อีกทั้ง วราภรณ์ ซาลาเปา และ ชาตรามือ สองแบรนด์ดังสัญชาติไทย ได้เตรียมเปิดไดร์ฟทรูเป็นสาขาแรกในประเทศไทยในวันที่ 27 กันยายน และ 10 ตุลาคมนี้ ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน ได้จับมือกับบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ในการเปิดสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ซึ่งจะเป็นสาขาที่ 3 บนถนนพระราม 2 เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายนนี้ (อ่านข่าวเพิ่มเติม) ฮาบิแทท กรุ๊ป ชู 4 จุดแข็ง ไลฟ์สไตล์อินเวสเม้นท์ ธุรกิจอสังหาฯ แม้ว่าตลาดโดยรวมจะชะลอตัว โดยเฉพาะมาตรการ LTV ที่ออกมา ส่งผลกระทบให้กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าบางส่วนหายไป  แต่สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่ยังมีกำลังซื้อก็ยังคงมีอยู่ในตลาด ถ้าสินค้าใช่ ทำกำไรตอบโจทย์พวกเขาได้ กลุ่มฮาบิแทท จึงยังคงเดินหน้าจับตลาดกลุ่มนักลงทุนที่มองหาโอกาสทางการตลาดและผลตอบแทนจากธุรกิจอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง   นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอสังหาฯ เพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ หรือ “ไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์” (Lifestyle Investment) ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัท มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเป็นผู้นำทางการตลาด และวันนี้พร้อมก้าวไปอีกขั้นด้วยการประกาศวิสัยทัศน์เพื่อก้าวสู่ “THE CREATOR OF LIFESTYLE INVESTMENT” ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดอสังหาฯเพื่อการลงทุน ที่ไม่ใช่แค่พัฒนาโปรดักส์และการให้บริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบความคุ้มค่าในการลงทุน ภายใต้แนวคิด Invest Remarkably, Live Extraordinary   ทั้งนี้ ฮาบิแทท กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่ “THE CREATOR of LIFESTYLE INVESTMENT” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในรูปแบบไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์ ผ่านจุดเด่นที่แตกต่าง 4 ด้านสู่ความสำเร็จ ได้แก่ 1.UNBREAKABLE CHALLENGER ทีมงานที่มีความมุ่งมั่น และไม่หยุดแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า มองไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการลงทุนที่คุ้มค่าในอนาคต 2.REALISTIC OPTIMIST เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ด้วยการยึดถือความเป็นจริงเป็นหลัก และสร้างโอกาสความเป็นไปได้อยู่เสมอ โดยไม่หวั่นไหวกับปัญาหาและอุปสรรคใดๆ 3.SERVICE INNOVATOR มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ล้ำหน้าอยู่เสมอ 4.ZENITH OF VISIONARIES มุ่งศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ถึงพฤิตกรรมของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด สอดรับกับการขยายตัวของตลาดโลก   เอสบี ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store ครบวงจร ไม่เพียงแต่ธุรกิจอสังหาฯ  ต้องปรับตัวเพื่อสร้างการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะคู่แข่งในตลาดเยอะมาก แถมการแข่งขันก็สูงจากสงครามราคา แต่ละแบรนด์จึงต้องสร้างความแตกต่าง และเพิ่มความหลากหลายในสินค้าเพื่อเป็นทางเลือกกับลูกค้ามากที่สุด   นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ขยายพื้นที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC) เพิ่มจาก 10,000 ตาราเมตร เป็น 15,000 ตารางเมตร พร้อมปรับโฉมใหม่ให้เป็น Flagship Store  ครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” เนื่องจากเป็นสาขาที่เปิดให้บริการมานานนับ 10 ปี  ซึ่งมีสินค้าตกแต่งบ้านใหม่ๆ แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายมาเพิ่มมากขึ้น  แต่พื้นที่มีจำกัดจึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่รองรับ นอกจากการขยายพื้นที่ให้บริการแล้ว  ยังมีการเปิดตัว Zelection Built-in ซึ่งเป็นแบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อิน และได้เปิดตัว SB Designer Club Workspace ซึ่งจะเป็น Hub แห่งแรกของเหล่าอินทีเรียดีไซเนอร์เฉพาะที่เป็นสมาชิก “SB Designer Club” เท่านั้น โดยการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Meeting Rooms, Smart TV, Free WIFI, Pointer, Bluetooth Speaker, F&B Special Pack (อ่านข่าวเพิ่มเติม) “ออริจิ้น” ร่วมทุน “กลุ่มดุสิตธานี” ปั้นคอนโดไฮเอนด์ การทำธุรกิจในยุคนี้ บางครั้งก็ต้องมีเพื่อนทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน แบบว่าใช้จุดเด่นของแต่ละบริษัทมาทำให้เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ดีกว่าจะมาแข่งขันกันเอง ลุ่ดกลุ่มออริจิ้นจึงจับมือกับกลุ่มดุสิตธานี พัฒนาโครงการร่วมกัน   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ได้จับมือกับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC ร่วมกันครั้งแรกในสัดส่วน 51% ต่อ 49% เพื่อพัฒนาโครงการร่วมทุน (Joint Venture Project) ภายใต้ชื่อ “เดอะ แฮมป์ตัน ศรีราชา บาย ออริจิ้น แอนด์ ดุสิต” (The Hampton Sriracha by Origin and Dusit) เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ 26 ชั้น 1 อาคาร แบ่งเป็นยูนิตพักอาศัย 468 ยูนิต และยูนิตเพื่อการพาณิชย์ 3 ยูนิต บริเวณตรงข้ามตึกคอม ใจกลาง ศรีราชา มูลค่าโครงการประมาณ 1,400 ล้านบาท   เนื่องจากมองว่าพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีศักยภาพการเติบโต เนื่องจากมีทั้งเมกะโปรเจ็คท์และเม็ดเงินลงทุนสะพัดมหาศาล มีนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน  ประกอบกับอำเภอศรีราชา ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพที่สุดอีกแห่งหนึ่งใน EEC เนื่องจากมีทั้งนิคมอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมที่กำลังจะพัฒนาขึ้นใหม่อีกจำนวนมาก อยู่ใกล้แหล่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่กำลังจะพัฒนาขึ้นอย่างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็คท์และแลนด์มาร์คใหม่ของบริษัทด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพในไทยและภูมิภาคบนพื้นที่กว่า 700 ไร่   เอพี ไทยแลนด์ จับมือพันธมิตร ผนึกม.สแตนด์ฟอร์ด เปิดทำวิจัยระดับโลก การทำธุรกิจหัวใจหลักของความสำเร็จ คือ “คน” เพราะ คือ ผู้ที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้ไปในทิศทางที่วางเอาไว้  การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นความสำคัญอันดับแรกๆ ขององค์กร  เอพี ไทยแลนด์ จึงได้ร่วมกับเอไอเอส และธนากคารกสิกรไทย จับมือร่วมกันพร้อมด้วยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เปิด The Stanford Thailand Research Consortium การทำวิจัยระดับโลก ภายใต้การดูแลของ SEAC   ครั้งแรกของโลก ที่รวมศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 20 คน จากกว่า 9 สาขาวิชาเพื่อดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกเต็มรูปแบบ ครอบคลุม 4 มิติองค์ความรู้เพื่ออนาคต ได้แก่ 1. ยกระดับความสามารถคนไทยให้เท่าทันโลก 2. นำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจไทย  3. เสริมสร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยให้สูงขึ้น  อย่างยั่งยืน และ 4. ส่งเสริมการพัฒนาสังคมเมืองที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยผ่านหลากหลายโครงการวิจัยและพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี  ภายใต้การดูแลและสนับสนุนจาก เอสอีเอซี (SEAC) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การก่อตั้ง “The Stanford Thailand Research Consortium” ซึ่งเป็นการทำวิจัยระดับโลกครั้งแรกของไทย ในการนำความรู้ ความสามารถ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ ที่มีมาช่วยพัฒนาศักยภาพประเทศไทยของเราในหลากหลายมิติ  ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นมากมาย ‘คุณภาพของคน’ คือ ประเด็นสำคัญที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ ดังนั้น ประเด็นเรื่อง การยกระดับความสามารถของคนไทยให้เท่าทันโลกนี้เองจะเป็นหัวข้อหนึ่งในงานวิจัยที่ทาง The Stanford Thailand Research Consortium จะหยิบขึ้นมาทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน   เครือบีทีเอสกรุ๊ป ทุ่มงบ 5 พันล้าน เปิดตัวโรงเรียนนานาชาติ กลุ่มบีทีเอส เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษา เพราะเห็นไปในทิศทางเดียวกับหลายองค์กรว่า การจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ “คน” ที่มีคุณภาพคือปัจจัยความสำเร็จนั้น  จึงได้จับมือ พันธมิตร บริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน  5,000 ล้านบาท  เพื่อก่อตั้ง “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ”   นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในเครือของบริษัท  ได้จับมือกับบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน 5,000 ล้านบาทเพื่อก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนนานาชาติแห่งอื่นๆ ในเขตกรุงเทพฯ  ติดกับโครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา สามารถรองรับจำนวนนักเรียนได้ถึง 1,800 คน ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงเกรด 12 และจะเริ่มเปิดสอนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป   “การลงทุนในครั้งนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ ยู ซิตี้ ที่จะพัฒนาที่ดินในบริเวณใกล้กับโครงการธนาซิตี้ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซมีพื้นที่รวมทั้งหมด 168 ไร่ หรือ 66 เอเคอร์ จึงถือเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ ตลอดจนมีพื้นที่สีเขียวรวมมากถึงประมาณ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนได้รับทั้งความผ่อนคลาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และช่วยส่งเสริมสติปัญญาและแรงบันดาลใจด้านศิลปะ”   การร่วมลงทุนของบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ จำกัด ในโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ถือเป็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงสุดในภาคการศึกษาระบบโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาทั้งในด้านการก่อสร้างอาคารเรียนและสถานที่ ตลอดจนการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์และมีประสิทธิภาพ   ​   “บริทาเนีย” เปิด 5 โครงการใหม่ เพราะตลาดคอนโดฯ ปีนี้ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ทำให้หลายดีเวลลอปเปอร์ เบนเข็มพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น  ค่ายออริจิ้นก็มาในทิศทางเดียวกัน เพิ่มสัดส่วนพอร์ตบ้านแนวราบมากกว่าที่ผ่านมา โดยล่าสุด บริษัทลูกอย่างบริษัท บริทาเนีย จำกัด ก็เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ถึง 5 โครงการ   นางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด ในเครือ บริษัท  ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า หลังจากโครงการบริทาเนีย ศรีนครินทร์ โครงการแรกของบริษัทที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2560 สามารถปิดการขายได้ในเวลาเพียง 1 ปีเศษ และ 2 โครงการที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2561 คือบริทาเนีย บางนา กม.12 และบริทาเนีย เมกะทาวน์ บางนา ได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรรใหม่เพิ่มอีก 5 โครงการ  ทั้งโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เมื่อรวมกับโครงการบริทาเนีย วงแหวน-หทัยราษฎร์ ที่เปิดตัวไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/2562 จะทำให้มีการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องมูลค่าโครงการรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท   แผนการพัฒนาโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด จำนวน รวม 485 ยูนิต 2.บริทาเนีย บางนา กม.42 ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม จำนวนรวม 492 ยูนิต 3.บริทาเนีย คูคต สเตชั่น เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 138 ยูนิต 4.บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา เป็นโครงการบ้านเดี่ยว จำนวน 278 ยูนิต และ 5.บริทาเนีย สายไหม เป็นโครงการบ้านแฝดและทาวน์โฮม จำนวน 294 ยูนิต โดยจะเริ่มทยอยเปิดพรีเซลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2562 (อ่านข่าวเพิ่มเติม) โกลเด้นแลนด์ เปิดบริการ “สามย่านมิตรทาวน์” ปิดท้ายของสัปดาห์ กับการเปิดให้บริการโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสแรก บนถนนพระราม 4 กับโครงการสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับที่ดี จากทั้งชาวสามย่าน จุฬาฯ และผู้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพราะที่นี่มีโซนเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงด้วย     นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทใช้งบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูส ภายใต้ชื่อ “สามย่านมิตรทาวน์” ขณะนี้พร้อมแล้วในการเปิดให้บริการแก่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนการช้อปปิ้ง ให้ครบวงจรในที่เดียว สำหรับจุดเด่นของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ถือเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรกบนหัวมุมถนนพญาไท - พระราม 4 ที่มีความสมบูรณ์แบบ รวมพื้นที่ใช้สอย 222,000 ตารางเมตร เนื่องจากภายในโครงการประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม “ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์” โรงแรม “ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล” อาคารสำนักงาน “มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์” และพื้นที่ค้าปลีก “ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์” (อ่านข่าวเพิ่มเติม)