Infographic

 

Infographic ล่าสุด

1 ... 8 9 10 11
3 สัญญากับการซื้อคอนโด

3 สัญญากับการซื้อคอนโด

      3 สัญญา กับการซื้อคอนโด ซื้อคอนโดไม่ใช่เรื่องเล็ก ต้องเช็คสัญญาให้ดี รู้หรือไม่ การซื้อบ้านหนึ่งหลัง ผู้ซื้ออาจต้องทำสัญญาถึง 3 สัญญาด้วยกัน จึงจะได้กรรมสิทธิ์ในตัวบ้านโอนมาเป็นของคนซื้อ อาจจะฟังดูเหมือนการซื้อบ้านหลังหนึ่งมีความซับซ้อน แต่จริงๆ แล้ว หากเข้าใจความหมายและหน้าที่ของสัญญาทั้ง 3 แล้ว จะพบว่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดไว้เลย ซึ่งสัญญาทั้ง 3 ที่ผู้ซื้อสามารถพบเจอได้นั้น ประกอบไปด้วย สัญญาจองซื้อเป็นสัญญาแรกที่เกิดขึ้น แต่อาจไม่ได้เกิดกับผู้ซื้อทุกคน สัญญาประเภทนี้คือ เมื่อผู้ซื้อตกลงใจที่จะซื้อบ้านก็ต้องวางเงินจองเอาไว้ก่อน ซึ่งสัญญาจองซื้อนี้ระบุเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องผ่อนเงินดาวน์ไปเรื่อยๆ ตามรายการแนบท้ายสัญญา แต่สัญญาจองซื้อนี้จะมีข้อเสียเปรียบตรงที่ หากผู้ขายได้รับใบอนุญาตให้ปลูกสร้างจากหน่วยงานราชการแล้ว ผู้ซื้อต้องเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายอีกครั้ง และมักมีเงื่อนไขระบุว่า หากไม่มาทำสัญญาจะซื้อจะขาย จะถือเป็นการยกเลิกสัญญาและจะริบเงินมัดจำทั้งหมด แต่หากครบกำหนดผ่อนชำระแล้ว ผู้ขายไม่สามารถขออนุญาตก่อสร้างได้ก็จะคืนเงินให้แต่ไม่มีดอกเบี้ย   สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องทำ แต่ในชีวิตจริงเรื่องบ้านถือเป็นเรื่องใหญ่ รวมถึงอาจมีการขอสินเชื่อ ดังนั้นเพื่อความมั่นใจของทั้ง 2 ฝ่าย จึงเกิด “สัญญาจะซื้อจะขาย” ขึ้น โดยสัญญาจะซื้อจะขายนี้ แตกต่างจากสัญญาจองซื้อตรงที่ผู้ซื้อมีหน้าที่จ่ายเงินตามสัญญา เมื่อครบกำหนดผู้ขายมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์บ้านโดยทำสัญญาซื้อขาย หากผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายสามารถยกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำหรือเงินดาวน์ที่ผ่อนมาได้ตามกฎหมาย หากผู้ขายผิดสัญญา ผู้ซื้อสามารถฟ้องให้โอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือยกเลิกสัญญาและให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โครงการผิดนัด   สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ทำ โดยมีชื่อเป็นทางการว่า “หนังสือสัญญาขายที่ดิน” โดยวันที่เซ็นสัญญาเป็นวันที่กรรมสิทธิ์ในตัวบ้านจะโอนมาเป็นของคนซื้อ ดังนั้น ผู้ขายต้องแจ้งผู้ซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันทำสัญญาซื้อขาย สำหรับผู้ซื้อในวันทำสัญญาซื้อขายจะเป็นวันที่พร้อมชำระเงินหรือได้รับสินเชื่อจากธนาคารพร้อมที่จะจ่ายเงินให้กับผู้ขาย และเป็นวันที่ผู้ซื้อต้องเซ็นสัญญาซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน จดทะเบียนการโอน และจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนั้น ในการซื้อบ้านหนึ่งหลัง อาจต้องทำสัญญากันถึง 3 ครั้ง แต่สัญญาครั้งสุดท้าย ถือเป็นสัญญาที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ สัญญาซื้อขาย ที่จะทำให้เรามีกรรมสิทธิ์ในตัวบ้านนั่นเอง   ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/
9 ทริคเด็ด ช่วยเก็บของในบ้านให้เป็นระเบียบ

9 ทริคเด็ด ช่วยเก็บของในบ้านให้เป็นระเบียบ

9 ทริคเด็ด ช่วยเก็บของในบ้านให้เป็นระเบียบ ปัญหาบ้านรกรุงรังเต็มไปด้วยสิ่งของต่าง ๆ มากมายที่เก็บไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นเป็นปัญหาที่หลาย ๆ บ้านต้องพบเจอ และเมื่อบ้านรกมากขึ้นก็พาลให้ขี้เกียจเก็บให้เป็นระเบียบ หรือไม่รู้จะเริ่มเก็บจากจุดไหนดี ฉะนั้นวันนี้จึงขอนำเสนอทริคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เก็บบ้านได้อย่างมีระเบียบ และจะไม่กลับมารกรุงรังซ้ำแล้วซ้ำอีกแน่นอน ลองไปดูกันเลย  ใช้โหลแก้วเก็บของ การใช้โหลแก้วเก็บของเป็นไอเดียที่ทำให้หาของที่ต้องการใช้ง่ายขึ้น เพราะสามารถมองเห็นจากด้านนอกได้แม้ยังไม่เปิดฝา เหมาะสุด ๆ สำหรับเก็บของใช้ในสำนักงาน เก็บวัตถุดิบสำหรับทำอาหารในห้องครัว และอุปกรณ์ก่อสร้างทั้งหลาย อย่างตะปู นอตต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้สะดวกสุด ๆ เวลาจะหยิบใช้ แถมยังดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย ใช้ตะขอแขวนของประหยัดพื้นที่ ของใช้พวกกระเป๋าสะพาย หมวก และเข็มขัดหากเก็บไม่ดีของก็จะเสียทรง และใช้ไม่นานก็จะเสื่อมสภาพ ฉะนั้นลองเปลี่ยนมาใช้ราวแขวนที่มีตะขอด้วยจะดีกว่า นอกจากของยังจะคงสภาพเดิมทำให้ใช้ได้นานแล้ว ยังช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บด้วย ใช้สายรัดเก็บสายไฟให้เป็นที่ สายไฟที่พันกันแสนยุ่งเหยิง จะแก้ออกทีก็ยาก แถมยังเสี่ยงไฟช็อตอีกต่างหาก วิธีการแก้ไขง่าย ๆ คือหาสายรัดเพื่อเก็บสายไฟให้เป็นระเบียบ และไม่ยาวรุงรังไปพันกับสายไฟอันอื่น ทั้งง่ายและสะดวกขนาดนี้ไม่เอาไปใช้ไม่ได้แล้วล่ะ เก็บฝาหม้อลงลิ้นชัก เคยไหมที่เก็บฝาหม้อไม่เป็นระเบียบ แล้วฝาหม้อมักจะหมุนหล่นลงมาทำให้ตกใจทุกที ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเพราะวันนี้มีวิธีเก็บดี ๆ มาฝากกัน แถมง่ายนิดเดียวด้วย โดยให้เก็บฝาหม้อที่แห้งแล้วในลิ้นชัก โดยหาไม้หรือราวเหล็กมากั้นไว้ในลิ้นชักโดยเว้นระยะห่างให้เก็บฝาหม้อได้พอดี แค่นี้ปัญหาเดิม ๆ ก็ไม่เป็นเรื่องกวนใจอีกต่อไป  ไม้แขวนเสื้อสารพัดประโยชน์ ไม้แขวนเสื้อไม่ได้มีหน้าที่แค่แขวนเสื้อได้อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แต่ยังสามารถเก็บของอย่างอื่นได้อีกเยอะทีเดียว เช่น กระดาษห่อของขวัญ หรือถุงกระดาษ เป็นต้น โดยเลือกใช้ไม้แขวนเสื้อที่มีตัวหนีบอยู่ในตัว มาหนีบกระดาษห่อของขวัญ ถุงกระดาษ หรือโปสเตอร์ที่ไม่ต้องการให้ยับได้ด้วย ง่ายสุด ๆ เลยใช่ไหมล่ะ  เก็บเครื่องประดับโดยการแขวน สำหรับคุณผู้หญิงที่มีสร้อยหลายเส้น กำไลข้อมือหลายอันคงจะหัวหมุนกับการเก็บไม่น้อย เพราะเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือกล่องเก็บของก็ทำให้สร้อยพันกันยุ่งเหยิงไปหมด วิธีการเก็บที่ดีกว่านั้นคือการแขวน โดยหาตะขอมาติดบนกำแพงที่ว่าง ๆ แล้วแขวนสร้อย กำไลข้อมือ หรือเครื่องประดับอื่น ๆ ให้เป็นระเบียบสวยงาม แค่นี้ก็จะไร้ปัญหาเครื่องประดับพันกัน และยังหยิบใช้สะดวกด้วย ใช้ตะแกรงเหล็กคว่ำจาน หลังจากล้างจานเสร็จแล้ว หากไม่วางไว้ในที่อากาศถ่ายเทดี อาจทำให้จานมีกลิ่นเหม็น และเกิดคราบด่างบนจานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขียงที่ล้างเสร็จแล้ว หากตากไว้ไม่ดี จะทำให้ขึ้นราและใช้งานไม่ได้อีกต่อไป ทางที่ดีควรคว่ำจานและเขียงพักไว้บนตะแกรงเหล็ก อีกทั้งยังสามารถวางจานและเขียงไว้บนนั้นเลยโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาย้ายไปเก็บไว้บนชั้นอีกด้วย ทั้งเป็นระเบียบเรียบร้อยและจานสะอาดไร้กลิ่นแบบนี้ไม่นำไปใช้ไม่ได้แล้วล่ะ ทำช่องเก็บของในลิ้นชักง่าย ๆ  หากจะเก็บของกระจุกกระจิกหลาย ๆ อย่างวางรวมกันไว้ในลิ้นชักก็จะดูรกรุงรังไม่น่ามอง เช่น ลิปสติกวางกองกับกรรไกรตัดเล็บในลิ้นชัก เป็นต้น แต่ถ้าหากซื้อชั้นหลาย ๆ อันก็ไม่ใช่เรื่องเพราะลิ้นชักอันหนึ่งมีพื้นที่เยอะ สามารถเก็บของได้หลายชิ้น งั้นลองมาทำช่องเก็บของดีกว่า ลองหาไม้แผ่นเล็ก ๆ มาวางกั้นให้เป็นบล็อกสี่เหลี่ยมหลาย ๆ ช่อง แล้ววางของที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันในช่องเดียวกัน เพียงเท่านี้ของก็จะเป็นระเบียบไม่ปะปนกันยุ่งเหยิงอีกแล้ว ใช้กล่องใสเก็บเครื่องเขียน บนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องเขียนต่าง ๆ อย่าง ปากกา กรรไกร กาว หรือสีไม้เหล่านี้หากไม่เก็บให้ดีก็อาจหล่นหาย หรือกลิ้งไปมาบนโต๊ะทำให้รกไม่น่ามอง และถ้าหากเก็บไว้ในกล่องที่มีลักษณะทึบ เมื่อเวลาล้วงเข้าไปหยิบใช้ก็หายาก บางทีอาจต้องเททั้งกล่องออกมาเพื่อหาสิ่งที่ต้องการเพียงอย่างเดียว แค่ฟังดูก็เหนื่อยแล้วใช่ไหมล่ะคะ วิธีที่ดีกว่านั้นคือใช้กล่องใสที่สามารถมองเห็นข้างในได้ในการเก็บอุปกรณ์เครื่องเขียน จะได้มองเห็นได้ว่าสิ่งที่ต้องการอยู่ตรงไหน และไม่ต้องเสียเวลาเทออกมาหมดกล่องอีกด้วยนะ    หากเก็บของในบ้านให้ดี และเป็นระเบียบจะทำให้บ้านดูน่าอยู่ขึ้น ยิ่งหากมีเทคนิคดี ๆ ในการเก็บของจะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการเก็บของบ่อย ๆ และบ้านก็ยังดูสะอาดน่าอยู่ตลอดเวลาด้วย ดังนั้นอย่าลืมรีบไปจัดเก็บกันนะ   ที่มา : Kapook.com
แต่งห้องนั่งเล่น หลากสไตล์ไอเดีย

แต่งห้องนั่งเล่น หลากสไตล์ไอเดีย

หลากสไตล์ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นเป็นส่วนสำคัญของบ้านที่เกิดกิจกรรมขึ้นหลากหลาย การตกแต่งห้องนั่งเล่นให้สวยงามน่าอยู่นอกจากจะตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของเจ้าของบ้านได้อีกด้วย - Light Background ใช้สี Neutral ได้แก่ สีโทนขาว ครีม ไปจนถึงเทาอ่อน เป็นสีหลักบนผนัง เพราะนำไปใช้ร่วมกับสีอื่นๆ ได้ง่าย และ สไตล์ eclectic นี้มีของตกแต่งหลากหลายอยู่แล้ว การใช้ผนังสีอ่อนจะช่วยทำให้ห้องไม่ดูแน่น และอึดอัดเกินไป - Expect the Unexpected วางของตกแต่งที่ดูแปลกที่แปลกถิ่นในห้อง ทำให้ที่นี่ดูน่าตื่นเต้นเสมอ และถ้าคุณสะสมงานศิลปะ หรือทำงาน DIY ล่ะก็ อย่าพลาดโอกาสโชว์ผลงานชิ้นโปรดที่จะกลายเป็นเอกลักษณ์ของห้องอีกด้วย - Clutter-less ลดฉากกั้น หรือผนังในห้อง เพื่อโชว์ความแตกต่างของ เฟอร์นิเจอร์ texture รูปทรง สีสัน ลวดลาย และแพทเทิร์น ที่เรานำมาผสมผสานเข้าด้วยกัน - Make a decision หากคุณมีสไตล์ที่ชอบหลากหลายจนไม่รู้จะใช้แบบไหน นั่นไม่เป็นปัญหากับการตกแต่งแบบ eclectic เพียงคุณเลือกออกมา 3 - 4 สไตล์ แล้วยึดไว้เป็นหลักตลอดการตกแต่ง - Old, New and Unique เอกลักษณ์สำคัญของสไตล์ eclectic ก็คือการผสมผสานของเก่าเข้ากับของร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้มรดกตกทอดจากคุณตาคุณยาย ผลงาน DIY ไปจนถึงหมอนอิงลวดลายกราฟฟิกแบบอินเดียก็สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้แบบไม่รู้สึกขัดแย้ง   ที่มา : www.home.co.th
เลือกคอนโดเสริมร่ำรวย

เลือกคอนโดเสริมร่ำรวย

 เลือกคอนโดฯ เสริมร่ำรวย คอนโดมิเนียมเป็นทางออกที่ดีมากสำหรับการอยู่อาศัยในเมือง เพราะสะดวกสบาย ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและการเดินทางไปทำงาน แต่เราจะเลือกคอนโดฯ ให้ส่งเสริมโชคลาภ และจัดฮวงจุ้ยอย่างไร เพื่อแก้ไขสิ่งร้ายให้กลายเป็นโชค (มากขึ้น) ลองพิจารณาคำแนะนำเหล่านี้ครับ     1.ทางเข้าออก ภาพของรวมโครงการ :   คอนโดฯ ที่ดีควรมีทางเข้าออกกว้างและสะดวก มีสวนหรือพื้นที่สีเขียวส่วนกลางมากๆ และเห็นกระแสพลังไหลเข้า เช่น เห็นสายน้ำไหลมาหา ถนนสายใหญ่มีรถวิ่งมาหาจำนวนมาก เพราะบริเวณดังกล่าวนี้ก็จะเป็นจุดสะสมกระแสพลังให้ภาพรวมของโครงการที่เราอาศัยอยู่นั้นเกิดความเจริญรุ่งเรืองและมีมูลค่าในระยะยาว สำหรับการอยู่อาศัยในเชิงพาณิชย์หรือเก็งกำไรก็ควรเลือกทิศที่ระเบียงอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้เป็นหลัก เพราะสามารถรับลมได้ดี สามารถหาคนเช่าอาศัยต่อได้ง่าย   2.กระแสพลัง :   พลังงานต้องมีทิศทางวิ่งเข้าหาห้องพักของเราได้ จุดเด่นของคอนโดฯ คือ ระเบียง เราถือว่าภายนอกอาคารนั้นระเบียงเป็นทิศจ่ายกระแสพลังงาน ลมต้องไหลเวียนเข้าจากระเบียงได้ดี การอยู่ชั้นสูงๆ จะได้เปรียบเรื่องทางลม ลมเข้ามากก็มีโอกาสรวยมาก ยิ่งอยู่ในชั้นที่เปิดประตูระเบียงแล้วไม่มีสิ่งปลูกสร้างบังเลย ก็จะทำให้โอกาสทางการเงินมากกว่าห้องอื่นๆ ระเบียง คือ ตำแหน่ง “เหม่งตึ๊ง” หรือเปรียบดัง “สถานที่สะสมความมั่งคั่ง” ให้กับคอนโดฯจึงควรมีสภาพโล่งกว้างที่สุด ไม่วางโต๊ะเก้าอี้เกะกะ หรือมีต้นไม้ปลูกบังขวางทางเดินและทิศทางลม สำหรับระเบียงที่อยู่สูงจากสระว่ายน้ำส่วนกลางไม่มากนักสัก 1-2 ชั้น ถือเป็นตำแหน่งดีด้วยเช่นกัน เพราะที่สระว่ายน้ำนั้นน้ำจะมีสภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นการกระตุ้นพลังอยู่ตลอดเวลา ถือว่าเป็นการเสริมโชคที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การวางโซฟาบริเวณโถงที่ติดกับระเบียงไม่ควรเลือกโซฟาชนิดหนา บังระเบียงจนทึบ ส่วนแหล่งจ่ายกระแสพลังภายในอาคารให้พิจารณาห้องพักตำแหน่งใกล้กับลิฟต์ ถือเป็นห้องที่รับกระแสพลังที่ดี หากบริเวณทางเข้าประตูห้องของเราไกลจากลิฟต์หรือมืด แนะนำให้ติดไฟให้สว่างบริเวณปากทางเข้าห้อง หากทำได้ให้ติดทั้งนอกและในห้องเลย ก็จะช่วยให้สภาพประตูมีความเป็นหยาง หรือพลังคึกคัก โชคลาภก็จะวิ่งเข้าประตูได้ดีขึ้น   3.การเลือกทิศหันหัวนอน :   หลักของการวางตำแหน่งหัวนอนในคอนโดฯ นั้น ใช้หลักของชัยภูมิที่ดี คือ ควรมองเห็นประตู เห็นคนที่จะเดินเข้าห้องและเห็นทิวทัศน์ที่หน้าต่างด้วย ถ้าจะให้ดีจริงๆ ก็คือ ก่อนไปเลือกซื้อควรปรึกษาซินแสว่าทิศไหนเป็นทิศหัวนอนที่ดีต่อเราจริงๆ จะได้เลือกตอนซื้อไปเลยเพราะคอนโดฯ บางแห่งเขาได้บังคับตำแหน่งหัวนอนตามรูปห้องไว้แล้ว ทำให้เราหาทิศเข้ากับดวงนั้นทำได้ยาก การหันทิศหัวนอนทางทิศตะวันตกไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายอย่างที่หลายๆ ท่านเข้าใจ เพราะทิศตะวันตกเป็นทิศธาตุทอง ซึ่งเพิ่มพลังแห่งการตัดสินใจที่เฉียบขาดให้ท่านและช่วยให้การควบคุมลูกน้องในปกครองเป็นไปได้ดี แต่สำหรับบางท่านที่ประสงค์จะทำการปล่อยให้เช่าหรือขายต่อ ท่านก็ต้องพิจารณาเลี่ยงการซื้อห้องซึ่งมีทิศหัวนอนทางทิศนี้ เนื่องจากผู้เช่าอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องอยู่ การปล่อยห้องให้เช่าหรือขายต่อก็อาจจะยากกว่าปกติ   4.ของใช้เพื่อการอยู่อาศัย :   ควรมีเท่าที่จำเป็น เพราะข้าวของที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้พื้นที่ใช้สอยและการไหลเวียนของพลังงานในห้องพักลดน้อยลง หากจำเป็นต้องมีหรือเก็บไว้ควรหาตู้เก็บเป็นสัดส่วน ไม่วางระเกะระกะจนรกไม่น่าอยู่ แนวทางในการจัดฮวงจุ้ยเพื่อให้มีพลังที่ดีแบบเฉพาะเจาะจงก็ยังสามารถใช้แนวทางของดวงชะตาและดาวเหินได้อีกด้วย   สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ที่ www.100fs.com  
วิธีกำจัดคราบ เขม่าควันไฟ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

วิธีกำจัดคราบ เขม่าควันไฟ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

วิธีกำจัดคราบเขม่าควันไฟที่ติดเสื้อผ้า พรม ม่าน หรือวัสดุอื่น ๆ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่รู้เคล็ดลับกำจัดคราบเขม่าควันไฟให้หมดจดเหล่านี้ก็เอาอยู่ ปัญหาคราบเขม่าควันไฟไม่ได้แค่เปื้อนดำพื้นผิววัสดุเท่านั้น แต่กลิ่นเขม่าควันจาง ๆ ก็ยังติดอยู่บนเสื้อผ้าและวัสดุต่าง ๆ อย่างฝังแน่น ทำเอาแม่บ้านหลายคนกุมขมับกับการขจัดทั้งคราบและกลิ่นเขม่าควันไฟที่ติดบนเสื้อผ้า โซฟา ผ้าม่านกันเป็นแถว แต่ปัญหาคราบเขม่าควันเปื้อนดำก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนะคะ เพราะเพียงแค่เจอวิธีกำจัดคราบเขม่าควันไฟเหล่านี้ของเราเท่านั้น รับรองเลยว่าทั้งคราบและรอยเปื้อนดำของเขม่าควันไฟที่ติดฝังแน่นอยู่บนวัสดุไหนก็ตาม จะต้องยอมแพ้และจางหายไปในที่สุด  1. ผ้าที่ไม่สามารถซักล้างได้ สำหรับผ้าที่ไม่สามารถซักล้างได้ เช่น ผ้าขนสัตว์, กำมะหยี่, ผ้าอะซิเตท, ผ้าไหม, ไฟเบอร์กลาส, ผ้าเรยอน, พรมขนสัตว์ และพรมเส้นใยสังเคราะห์ ให้เริ่มกำจัดคราบเขม่าควันติดฝังแน่นด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดให้ทั่วรอยเปื้อน จากนั้นโรยผงซักฟอกลงไปบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณ ตามด้วยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดคลุมทับไว้ หมั่นคอยเปิดผ้าคลุมดูทุก ๆ 5 นาที หากผ้าคลุมเริ่มซับคราบเปื้อนออกมาได้มากแล้วให้เปลี่ยนผ้าคลุมผืนใหม่โดยด่วน แต่สำหรับคราบเขม่าควันที่ดื้อด้าน ฝังแน่นไม่ยอมไปไหน แนะนำให้หยดแอมโมเนียลงไปสลายคราบดำประมาณ 2-3 หยด (ยกเว้นกับผ้าไหมและผ้าขนสัตว์) แล้วใช้ผ้าชุบน้ำคลุมทับจนกว่าคราบเปื้อนจะจางหายไป ขั้นตอนสุดท้ายให้เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำสะอาดอีกครั้ง  2. ผ้าที่สามารถซักล้างได้ ถ้าคราบเขม่าควันเปื้อนผ้าที่สามารถซักล้างได้ เช่น ผ้าอะคริลิค, ผ้าฝ้าย, ผ้าลินิน, ไนลอน และโพลีเอสเตอร์ สามารถกำจัดได้ง่าย ๆ แค่ใช้น้ำล้างทันทีที่เกิดคราบ แต่หากคราบเปื้อนฝังแน่นอยู่นานแล้ว ให้คุณโรยผงซักฟอกหรือน้ำยากำจัดคราบลงไป จากนั้นทับด้วยผ้าชุบน้ำสักพัก สำหรับคราบเปื้อนฝังแน่นมาก อาจเพิ่มแอมโมเนียลงไปผสมกับน้ำยากำจัดคราบสัก 2-3 หยดก็ได้ ทิ้งไว้สักพักเพื่อให้น้ำยาสลายคราบเขม่าควัน ก่อนจะนำผ้าไปซักและตากแห้งตามปกติ  3. วัสดุเนื้อแข็ง นอกจากเนื้อผ้าแล้ว คราบเขม่าก็อาจไประรานวัสดุเนื้อแข็งอย่างพลาสติก, เซรามิก, แก้ว, กระเบื้อง, ยูรีเทน, พอร์ซเลน, สเตนเลส และผ้าไวนิลได้เหมือนกัน ซึ่งวิธีกำจัดคราบเขม่าควันออกจากวัสดุเนื้อแข็งก็ทำได้ง่ายเว่อร์ เพียงแค่ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเกือบร้อนมาเช็ดทำความสะอาดคราบเปื้อนจากเขม่าควันไฟ จากนั้นเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกสักครั้งก็เรียบร้อยจ้า  4. วัสดุก่อสร้าง สำหรับคราบเขม่าควันบนวัสดุก่อสร้างอย่างอิฐ, หิน, ดินเผา, ปูน และกระเบื้อง ให้คุณผสมน้ำยาขจัดคราบชนิดใดก็ได้ในปริมาณ ½ ถ้วยตวงต่อน้ำสะอาด 1 แกลลอน จากนั้นนำมาล้างคราบเขม่าควันโดยจะใช้ฟองน้ำหรือแปรงขัดเป็นอุปกรณ์เสริมก็แล้วแต่สะดวก เสร็จแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อเก็บงานอีกครั้งเป็นอันเรียบร้อย  5. หนังและหนังกลับเนื้อนิ่ม ผสมสบู่สูตรอ่อนโยนกับน้ำอุ่นจัด ตีจนเกิดฟองสบู่หนานุ่ม แล้วจึงนำฟองสบู่ที่ได้มาป้ายลงบนรอยเปื้อน จากนั้นใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือฟองน้ำเช็ดกำจัดคราบอย่างเบามือ ตามด้วยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดล้างคราบสกปรกทุกอย่างออกให้หมดจด แล้วตากลมให้แห้งสนิท  6. ไม้ ปกติแล้วไม้กับไฟเป็นของที่ใกล้กันไม่ได้ แต่หากไม้ของคุณถูกไฟไหม้จนเกิดรอยเขม่าควันไฟ ให้รีบใช้ผ้าชุบฟองสบู่มาเช็ดทำความสะอาดเนื้อไม้โดยด่วน จากนั้นจึงเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำธรรมดาอีกครั้ง พร้อมทั้งเช็ดให้แห้งด้วยผ้านิ่มและขัดแว๊กซ์เคลือบเนื้อไม้ปิดท้าย
การจัดห้องน้ำให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

การจัดห้องน้ำให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

การจะจัดห้องน้ำให้ถูกหลักฮวงจุ้ย มีหลักการดังนี้ครับ   1. อย่าวางตำแหน่งห้องน้ำไว้ใกล้ประตูบ้านมากเกินไป เพราะโดยทั่วไปซินแสจะจัดให้ประตูบ้านของท่านรับกับพลังงานที่ดีประจำยุค (ยุคปัจจุบันคือยุคที่ 8 ปี พศ.2547-2567 ในฮวงจุ้ยระบบดาวเหิน หรือ Xuan Kong Flying Star) ดังนั้นหากห้องน้ำมาอยู่ใกล้ประตูหน้าของบ้านมากเกินไป จะเป็นตัวดูดกระแสโชคเข้าไปที่ห้องน้ำและไหลออกไปทั้งหมด เป็นที่มาของการเสียหายทางด้านโชคลาภและความเจริญรุ่งเรือง   หากจำเป็นต้องวางตำแหน่งห้องน้ำไว้ใกล้ประตูหน้าบ้านจริงๆ ก็ขอให้อย่าหันหน้าชนกับประตูหน้าบ้านโดยตรงนะครับ เพราะสภาวะของกระแสไหลออกจะได้ไม่รุนแรง หรือ หากจำเป็นต้องวางห้องน้ำให้ใกล้ประตูหน้าจริงๆ และยังต้องหันหน้าชนประตู ก็จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ปิดประตูห้องน้ำทุกๆครั้งที่เราไม่ใช้งานครับและก็ควรจะใช้ประตูห้องน้ำที่เป็นลักษณะบานทึบเพื่อกันให้กระแสอากาศไหลเข้าไปในห้องน้ำได้น้อยที่สุดครับ ส่วนการวางตำแหน่งของห้องน้ำที่ดีที่สุดหากเลือกได้ จะพยายามวางให้มองไม่เห็นประตูห้องน้ำจากตำแหน่งของประตูเข้าบ้าน   2. วางตำแหน่งห้องน้ำไว้ให้อยู่ในส่วนที่มีพลังงานที่ไม่ดีสะสมอยู่ สำหรับซินแสที่มีความสามารถและประสบการณ์ มักจะเลือกวางตำแหน่งห้องน้ำให้ตรงกับจุดที่มีพลังงานที่ไม่ดีของฮวงจุ้ยในระบบดาวเหิน เนื่องจากรู้ว่าห้องน้ำมีสภาวะการไหลออกของกระแสอยู่ตลอดเวลา หากเราสามารถเลือกตำแหน่งห้องน้ำให้ตรงกับพลังงานที่ไม่ดี ก็จะนำพาพลังงานที่ไม่ดีดังกล่าวออกไปได้มากเป็นพิเศษด้วย เรียกว่าเป็นการใช้ห้องน้ำให้เป็นประโยชน์ได้ดีมากๆเลยครับ   3. ไม่ควรหันหัวสุขภัณฑ์หนัก อ่างล้างหน้า หรือ ฝักบัว ให้ชนกับหัวเตียง โดยไม่สนใจว่าจะเป็นห้องน้ำในห้องนอนเราหรือห้องน้ำของห้องคนอื่นๆในบ้านนะครับ เนื่องจากเมื่อมีการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวจะเกิดเสียงและโดยเฉพาะสุขภัณฑ์หนักนั้นการใช้งานจะก่อให้เกิดประจุ “อิออนบวก” ซึ่งจะเข้ามารบกวนการทำงานของร่างกายเราได้ ดังนั้นหากเรานอนหันหัวเตียงเข้าหาอุปกรณ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นข้อเสียต่อสุขภาพมากทีเดียวครับ หรือหากให้ดีไปกว่านั้นเราจะพิจารณาว่าเตียงที่หันหัวนอนชนผนังผืนเดียวกับอุปกรณ์ดังกล่าวก็ผิดหลักฮวงจุ้ยด้วยเช่นเดียวกันครับ   4. ห้องน้ำควรวางไว้ในตำแหน่งที่ใกล้กับผนังด้านนอกบ้านหรือมีแสงสว่างเพียงพอ เพราะห้องน้ำเป็นห้องที่มีความชื้นสูง เป็นที่สะสมของเชื้อโรค หากเราไม่วางห้องน้ำไว้ในตำแหน่งที่มีอากาศถ่ายเท ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีแสงแดดเข้า ก็จะยิ่งทำให้มีความชื้นสูงมากขึ้นไปอีก เป็นที่มีความสุขภาพที่ไม่ดีได้ครับ โดยสำหรับห้องน้ำที่ไม่มีส่วนเปียกหรือส่วนอาบน้ำ จะไม่พิจารณาว่าหลักการนี้มีความสำคัญมากนักครับ   5. ประตูห้องน้ำไม่ควรชนเตียงนอน พิจารณาหลักการข้อนี้สำหรับห้องนอนที่นอนมากกว่าหนึ่งคนครับ เพราะหากมีการเปิดปิดประตูห้องน้ำเมื่อใช้งานเมื่อไร ก็จะมีการรบกวนการนอนของผู้ที่นอนอยู่ได้ครับ จะเป็นที่มีของการรบกวนการนอน ทำให้สุขภาพไม่ดี  
6 วิธีประหยัดค่าไฟในช่วงหน้าร้อน

6 วิธีประหยัดค่าไฟในช่วงหน้าร้อน

วิธีประหยัดค่าไฟ วิธีประหยัดค่าไฟบ้าน ไม่ได้ทำยากอย่างที่คิดนะคะ เพราะแม้อากาศจะร้อนขึ้นทุกวัน ๆ แต่ถ้าเราอยากจะลดค่าไฟบ้านในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ต้องรีบไปดูทริคประหยัดไฟด่วน ด้วยอุณภูมิของอากาศที่พุ่งสูงขึ้นแบบไม่ปรึกษาเทอร์โมมิเตอร์กันสักนิด เลยทำให้อุณหภูมิภายในบ้านของเราร้อนตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ และในเมื่อร้อนจนเหงื่อแตกพลั่ก จะไม่เปิดแอร์ หรือเร่งพัดลมให้เป็นเบอร์ที่แรงที่สุดก็คงทนไม่ไหวแน่ ๆ แต่ก็เพราะใช้ไฟเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมินี่ล่ะค่ะ ที่ทำให้ค่าไฟตอนสิ้นเดือนเพิ่มขึ้นจนต้องสะดุ้งเบา ๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาประหยัดค่าไฟบ้านด้วยวิธีง่าย ๆ ตามนี้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาปาดเหงื่อซ้ำตอนได้รับบิลค่าไฟ   1. ปรับอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสเสมอ ถึงจะเป็นคำแนะนำที่ฟังกันมาจนชิน แต่หลายคนก็ยังเปิดแอร์ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสอยู่บ่อย ๆ เช่น 22 องศาเซลเซียส เป็นต้น ซึ่งเราก็เข้าใจว่าอากาศมันร้อนจริง ๆ แต่รู้ไหมคะว่า หากคุณคงอุณหภูมิแอร์ให้ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสได้ล่ะก็ ค่าไฟของคุณจะลดลงไปอีกหลายบาทจนน่าแปลกใจเลยล่ะ ไม่เชื่อลองทำแบบนี้ดูสักเดือนสิ   2. เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า เลิกใช้ซะ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้มานาน มีสภาพเกือบทำงานไม่ไหวแล้ว เป็นตัวเพิ่มกำลังไฟชั้นดีให้บ้านเราอย่างคาดไม่ถึงเลยนะคะ ดังนั้นหากคุณมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อายุการใช้งานเกิน 3 ปีขึ้นไป ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพการใช้งานของเหล่านี้กันหน่อย หรือถ้าเป็นไปได้ก็เลิกใช้ไปซะน่าจะประหยัดกว่า   3. ทำความสะอาดตู้เย็นให้หมดจด การทำความสะอาดตู้เย็นในที่นี้หมายถึง ให้คุณจัดการเคลียร์อาหารเก่าเก็บ เน่าเสียออกจากตู้เย็นเป็นประจำ รวมทั้งหมั่นกดละลายน้ำแข็ง และทำความสะอาดตู้เย็นไม่ให้มีคราบสกปรกด้วย เนื่องจากตู้เย็นที่เต็มไปด้วยของมากมาย แถมยังไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร จะใช้พลังงานมากกว่าปกติอีกหลายเท่า เพิ่มค่าไฟให้สูงขึ้นอย่างไร้ประโยชน์ใด ๆ   4. ถอดปลั๊กทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน หลายคนอาจจะคิดว่า แค่กดปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงกริ๊กเดียว ก็เท่ากับตัดกระแสไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าได้แล้ว แต่จริง ๆ ต้องบอกอย่างนี้ค่ะว่า หากคุณปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ได้ถอดปลั๊กไฟ กระแสไฟฟ้าก็ยังคงไหลผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าตามปกติ เพื่อเป็นการสแตนด์บายให้คุณกดเปิดสวิตช์ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกครั้งได้เลยทันที ฉะนั้นการถอดปลั๊กจึงเป็นวิธีตัดกระแสไฟฟ้าที่ชัวร์ที่สุด โดยเฉพาะเหล่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบเปิด-ปิด อัตโนมัติ เมื่อไม่ใช้งานก็ควรต้องถอดปลั๊กทุกครั้งด้วยนะคะ   5. มาใช้หลอดไฟ LED กันเถอะ ด้วยข้อดีที่ช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไส้ธรรมดาถึง 80-90% และอายุการใช้งานที่คงทนมากว่า 11 ปี หรือราว ๆ 1 แสนชั่วโมง เลยทำให้หลอดไฟ LED กลายเป็นหลอดไฟที่บ้านสมัยใหม่เลือกใช้เป็นอันดับหนึ่ง และเมื่อได้รู้อย่างนี้แล้ว ก็หันมาใช้หลอดไฟ LED กันน่าจะประหยัดกว่า   6. ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ปริมาณการใช้ไฟน้อย ช่วงเวลาที่ปริมาณการใช้ไฟน้อยจะอยู่ราว ๆ 22.00-06.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนกำลังนอนหลับ และการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ทำงานในเวลานี้ จะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีกำลังไฟสำหรับการนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ การทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เวลาในการทำงานน้อยลง ประหยัดไฟบ้านได้อีกหลายบาทเชียวล่ะ ค่าไฟจะมากหรือจะน้อย ไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเราเองด้วย ดังนั้นนอกจากทำตามคำแนะนำเหล่านี้แล้ว ก็อย่าลืมสอดส่องเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยนะคะ หากพบเจอว่าปลั๊กตรงไฟเสียบคาไว้ โดยไม่ได้ใช้งาน ก็ให้รีบถอดปลั๊กออกด่วน ๆ เลย เป็นต้น  
กำจัดขนสัตว์จากโซฟาผ้าแค่เรื่องจิ๊บๆ

กำจัดขนสัตว์จากโซฟาผ้าแค่เรื่องจิ๊บๆ

กำจัดขนสัตว์จากโซฟาผ้า แค่เรื่องจิ๊บ ๆ ขนสัตว์ติดโซฟาผ้า กำจัดยังไงดี หลายคนยังไม่รู้วิธีเด็ด ๆ วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับกำจัดขนสัตว์จากโซฟาผ้ามาบอกต่อ ถ้าอยากรู้แล้วรีบไปทำความสะอาดขนสัตว์บนโซฟาผ้ากันเลย สำหรับคนรักสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นน้องหมา น้องแมว หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ ก็เชื่อได้เลยว่าต้องเจอปัญหาขนสัตว์ร่วงติดโซฟาแน่ ๆ โดยเฉพาะโซฟ้าผ้าที่กำจัดออกได้ยากเย็น แต่ถ้าคุณกำลังมองหวิธีจัดการกับขนสัตว์ที่ติดโซฟาผ้าอยู่ เราก็มีเคล็ดลับดี ๆ มาแนะนำให้นำทำความสะอาดขนสัตว์ที่ติดอยู่บนโซฟาผ้า และเฟอร์นิเจอร์บุนวมชนิดอื่น ๆ ด้วย 1. เคลียร์พื้นที่ ขั้นตอนแรกให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นกำจัดขนสัตว์ออกไปให้ได้มากที่สุดก่อน หรือคุณจะอาศัยแปรงสำหรับหวีขนสัตว์ ที่ยังไม่ได้ใช้มาแปรงเบา ๆ เพื่อเก็บเส้นขนที่ติดอยู่ในโซฟาช่วยอีกแรงก็ได้ 2. ถุงมือยางจุ่มน้ำ เทคนิคพิเศษ เติมน้ำอุณภูมิห้องใส่กะละมังพอประมาณจากนั้นสวมถุงมือยางแล้วจุ่มมือที่สวมถุงมือยางลงในถังน้ำ เสร็จแล้วใช้มือไล่ถูไปตามโซฟา เก็บเศษเส้นขนที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งวิธีนี้อาจจะต้องทำซ้ำกันหลาย ๆ ครั้ง 3. ใช้ตัวช่วยกำจัดขน อุปกรณ์ช่วยกำจัดขนสัตว์ที่ติดอยู่บนเฟอร์นิเจอร์บุนวมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นฟองน้ำกำจัดขนสัตว์ ลูกกลิ้งกำจัดขนสัตว์ หรือแปรงกำจัดขนสัตว์ที่มีขายอยู่ทั่วไปตามร้าน Pet Shop ต่าง ๆ ก็เป็นตัวช่วยที่น่าสนใจ เพราะแต่อุปกรณ์ก็มีสรรพคุณในการกำจัดขนสัตว์ที่แตกต่างกันไป อย่างฟองน้ำก็เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่ มีขนสัตว์ติดอยู่บางเบา ๆ ไม่ฝังแน่น ส่วนแปรงและลูกกลิ้ง ก็ใช้กำจัดขนสัตว์ที่ติดฝังแน่นพอประมาณไปจนถึงขั้นติดแน่นฝังลึก ซึ่งความต้องการใช้ของคุณเป็นแบบไหน ก็ลองไปซื้อมาใช้กันดู 4. ซื้อเบาะรองนั่งให้สัตว์เลี้ยง ถ้ามีเบาะนอนเป็นของตัวเอง น้องหมา น้องแมวของเราก็จะไม่ค่อยมายุ่งกับโซฟา หรือเฟอร์นิเจอร์ของมนุษย์สักเท่าไร เพราะมัวแต่ซุกตัวอุ่น ๆ อยู่บนที่นอนของตัวเอง แค่นี้โซฟาของเราก็จะมีโอกาสรอดจากขนสัตว์มากขึ้นแล้วล่ะ 5. เลือกใช้เครื่องดูดฝุ่นที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่เจ้าของสัตว์เลี้ยงจะต้องหมั่นดูดฝุ่นให้บ้านบ่อย ๆ เท่าที่จะทำได้เท่านั้น แต่ทั้งนี้คุณก็ต้องเลือกใช้เครื่องดูดฝุ่นที่เหมาะสมด้วย เช่น หากคุณเลี้ยงสัตว์ไม่กี่ตัว มีปัญหาขนสัตว์ติดเฟอร์นิเจอร์ไม่มาก กรณีนี้สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นชนิดมือจับได้เลย แต่หากว่าเลี้ยงสัตว์ไว้หลายตัว และปวดหัวกับปัญหาขนสัตว์ติดโซฟาน่าดู แบบนี้ควรต้องเลือกใช้เครื่องดูดฝุ่นขนาดใหญ่ ที่มีถังเก็บฝุ่นประมาณ 4.5 ลิตรขึ้นไปถึงจะเหมาะ เคล็ดลับกำจัดขนสัตว์ติดโซฟาก็เป็นเค่เรื่องจิ๊บ ๆ ที่ทำได้ง่าย แต่อย่างไรก็ดีหากว่าคุณไม่อยากเสียเวลากำจัดขนสัตว์อีกต่อไป ถ้าเป็นไปได้ให้แบ่งโซนสำหรับสัตว์เลี้ยงไปเลยดีกว่า แยกให้เป็นสัดส่วนแบบนี้ จะได้หมดปัญหาสัตว์ติดเฟอร์นิเจอร์อีกต่อไปจ้า
เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดกินไฟแค่ไหน

เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดกินไฟแค่ไหน

เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิด กินไฟแค่ไหนมาดูกัน ! เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้งานกันอยู่ในบ้าน แต่ละชนิดก็ใช้พลังงานแตกต่างกันออกไป แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดไหน กินไฟเท่าไหร่กันบ้าง แน่นอนว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เพราะทุกบ้านก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่มากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น พัดลม แอร์ โทรทัศน์ ตู้เย็น หม้อหุงข้าว หรือแม้กระทั่งไฟส่องสว่าง ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้พลังงานที่ถูกคำนวณออกมาเป็นค่าไฟทั้งสิ้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงมีความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ไฟมาฝากกัน แต่ละชนิดใช้ไฟเปลืองแค่ไหน ลองไปดูแล้วเตรียมตัวประหยัดไฟให้ถูกจุดกันจ้า   กิโลวัตต์ คืออะไร การใช้ไฟฟ้าเรามักจะเห็นคิดค่ากำลังไฟกันเป็น กิโลวัตต์ ซึ่งก็คือแรงเทียน หรือกำลังไฟฟ้าที่ใช้งานไปนั่นเอง (1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง = 1,000 วัตต์) หากมีจำนวนวัตต์มากก็จะยิ่งเปลืองไฟมาก ซึ่ง 1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง จะเท่ากับ 1 ยูนิตหรือ 1 หน่วย ตามบิลค่าไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น   ในบ้านมีหลอดไฟจำนวน 100 วัตต์ 10 หลอด เท่ากับ 100x10 = 1,000 วัตต์ (1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) ถ้าเปิดไฟทั้ง 10 ดวง นาน 2 ชั่วโมง เท่ากับ 1,000x2 = 2,000 วัตต์ (2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) ดังนั้น 2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง = 2 ยูนิต หรือ 2 หน่วย ตามบิลค่าไฟฟ้า   เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดใช้ไฟกี่วัตต์ พัดลมตั้งพื้น 45-75 วัตต์ พัดลมเพดาน 70-104 วัตต์ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า 500-1,000 วัตต์ เครื่องปิ้งขนมปัง 600-1,000 วัตต์ ไดร์เป่าผม 300-1,300 วัตต์ เตารีดไฟฟ้า 430-1,600 วัตต์ เครื่องทำน้ำอุ่น 900-4,800 วัตต์ เครื่องซักผ้า 250-2,000 วัตต์ ตู้เย็น (2-12 คิว) 53-194 วัตต์ แอร์ 680-3,300 วัตต์ เครื่องดูดฝุ่น 625-1,000 วัตต์ เตาไฟฟ้าแบบเดี่ยว 300-1,500 วัตต์ โทรทัศน์สี 43-95 วัตต์ เครื่องอบผ้า 650-2,500 วัตต์   ได้รู้จักกับข้อมูลการใช้ไฟครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ไปแล้ว ก็อย่าลืมเลือกปิด-เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า กันอย่างเหมาะสมด้วยนะคะ จะได้ประหยัดค่าไฟในบ้านให้ลดน้อยลงได้ ชิ้นไหนไม่ได้ใช้งานก็ถอดปลั๊กให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีกระแสไฟปล่อยออกมา หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนกินไฟหนัก ๆ ก็หลีกเลี่ยงไปใช้วิธีอื่นที่ประหยัดกว่าแทน เช่น กวาดบ้านด้วยไม้กวาดแทนเครื่องดูดฝุ่น หรือไม่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นถ้าไม่จำเป็น เป็นต้นจ้า

1 ... 8 9 10 11