Life+Style

 

Life+Style ล่าสุด

1 ... 4 5 6 ... 9
ไอเดียแต่งบ้าน 5 มุม ตามเทรนด์สี Pantone ประจำปี 2018

ไอเดียแต่งบ้าน 5 มุม ตามเทรนด์สี Pantone ประจำปี 2018

สำหรับปี 2018 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ทุกอย่างรอบตัวมักเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ โดยเฉพาะการอัพเดทเทรนด์ฮิตที่กำลังมาแรง จนทำให้ผู้เขียนได้ติดตามมาเรื่อยๆ หากใครอยากตกแต่งบ้านเพื่อให้ดูดีน่าอยู่ยิ่งขึ้น การตกแต่งบ้านตามเทรนด์สี Pantone ก็นับว่าเป็นไอเดียที่ดี เพราะเมื่อไม่นานมานี้ทาง Pantone Color Institute บริษัทสีและสถาบันวิเคราะห์สีชั้นนำของโลก ได้ออกมาประกาศเทรนด์สีโดดเด่นที่คาดว่าจะถูกใช้กันในปี 2018 โดยสี Pantone Color นั้นมีอิทธิพลกับวงการออกแบบแทบจะทุกวงการ ตั้งแต่การนำไปใช้ในแวดวงแฟชั่น, งานออกแบบสินค้า, งานออกแบบโฆษณา และสื่อสิ่งพิมพ์ ไปจนถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอกเลยทีเดียว สำหรับเทรนด์สีปี 2018 ที่ทาง Pantone ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ สีม่วง Ultra Violet (PANTONE 18-3838) หรือ สีม่วงโทนน้ำเงิน เป็นสีที่สื่อถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความฉลาดหลักแหลม การไม่ตีกรอบความคิด จินตนาการอันไร้ขอบเขต ความกว้างขวาง และความลึกลับของจักรวาล โดยเป็นสีที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ดังนั้นการแต่งบ้านตามเทรนด์สีสุดฮิตของแพนโทน จึงนับได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณผู้อ่านอย่างแน่นอน เพราะเราสามารถเลือกซื้อของตกแต่งบ้าน พร้อมทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ชื่นชอบตามเฉดสีของ Pantone ได้ตามใจ ครั้งนี้ทีมงานเราจึงได้คัดไอเดียแต่งบ้านสีม่วง 5 มุม มาฝากกัน สำหรับใครที่ชอบสีม่วงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือใครอยากจะอินเทรนด์ก็ลองนำไอเดียไปใช้กันดูนะคะ   แต่งมุมนั่งเล่นด้วยสีม่วง Ultra Violet หากคุณผู้อ่านอยากให้ห้องนั่งเล่นของคุณดูอินเทรนด์ ตามสี Pantone 2018 การเลือกใช้สีม่วงทาที่ผนังจะทำให้ห้องดูโดดเด่นมากขึ้น ซึ่งถ้าใครอยากได้ไอเดียในการตกแต่งบ้านก็สามารถเลือกใช้เฉดสีนี้ได้เลยค่ะ เพราะจะส่งผลทำให้บ้านของคุณดูน่าสนใจ มีความสะอาดตามากยิ่งขึ้น ข้อแนะนำอีกหนึ่งสิ่งควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ พร้อมของตกแต่งบ้านที่มีสีขาวควบคู่ ไม่ว่าจะเป็น โซฟา, โต๊ะ, เก้าอี้, แจกัน หรือกรอบรูปแต่งบ้าน เพื่อให้โทนสีดูตัดกัน แต่ถ้าอยากให้ห้องดูสวยงามรับกันมากขึ้นก็เพียงแค่เลือกหมอนอิง, ม่าน หรือพรมปูพื้น เป็นสีม่วงโทนเดียวกับผนังห้อง ก็ย่อมทำให้บ้านของคุณดูสวย สง่า และโดดเด่นไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน   ห้องน้ำก็อินเทรนด์ได้นะ! จะแต่งบ้านให้อินเทรนด์รับกับโทนสีใหม่ทั้งที ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้สีม่วงแต่งห้องเพียงสีเดียวก็ได้นะคะ เพราะสีม่วงเป็นสีรองที่เกิดจากการผสมกันของแม่สี ได้แก่สีแดงและสีน้ำเงิน ทำให้สามารถเข้ากันได้ดีกับทั้งสีโทนร้อนและโทนเย็น เช่น การใช้สีม่วง+สีแดง+สีชมพู จะให้มีความรู้สึกลึกลับและดูเป็นห้องที่มีความมั่นใจ หากเลือกใช้สีม่วง+สีเหลือง จะให้ความรู้สึกที่ดูอบอุ่นและสบายมากขึ้น และถ้าใช้สีม่วง+สีเทา อย่างห้องน้ำในภาพตัวอย่างที่เราเลือกมา ก็ใช้สีม่วงแค่ส่วนของเคาน์เตอร์ล้างหน้า ซึ่งดูตัดกับสีของผนังและกระเบื้องสีเทา ที่ทำให้ห้องดูสุขุม สงบนิ่ง เป็นทางการ และดูโมเดิร์นมากขึ้น ทั้งนี้การเลือกใช้คู่สีต้องพิจารณาจากการใช้งานของห้องและอารมณ์ที่ต้องการนั้นๆ   เท่ก็ได้ อ่อนหวานบ้างก็ดี.. สำหรับห้องนอนบ้านใครที่ก่อผนังอิฐก่อโชว์แนวสไตล์เท่ๆ ไว้อยู่แล้ว หากอยากแต่งบ้านให้อินเทรนด์ตามโทนสีใหม่แพนโทน ข้อแนะนำง่ายๆ ให้ทาสีทับผนังอิฐไปเลยค่ะ ซึ่งการใช้สีม่วงนั้นไม่จำเป็นต้องเลือกสีเข้มเสมอไป เพราะสีม่วงโทนอ่อน ก็เป็นตัวเลือกที่ทำให้ห้องดูสว่างมากขึ้นซึ่งจะเหมาะกับห้องนอนมากกว่า การใช้สีม่วงที่ดูมืดจะให้ความรู้สึกที่ดูลึกลับและสนุกสนาน แต่ด้วยห้องนอนเป็นห้องที่ไว้ใช้สำหรับพักผ่อน เราจึงควรใช้สีม่วงผสมผสานกับโทนอื่น อาทิ สีม่วงโทนแดง, สีชมพู หรือสีขาว เพื่อให้ห้องดูมีอ่อนหวานชวนฝันมากขึ้น นอกจากนี้หากเลือกใช้ผ้าปูที่นอนหรือผ้าห่มสีม่วงอ่อน ก็จะทำให้ห้องนอนของคุณดูสวย สบายตา และมีนุ่มนวลได้แบบไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว   เรียบแต่เก๋! ต้องขอบอกก่อนเลยว่าสีม่วง Ultra Violet จากแพนโทน 2018 ที่ใช้ในงานอินทีเรียหรือสถาปัตยกรรมนั้นไม่จำเป็นต้องทาอาคาร, ผนังทั้งหมด ซึ่งถ้าเราอยากตกแต่งบ้านให้อินเทรนด์ ก็สามารถเลือกทาสีเฉพาะจุดก็ได้ค่ะ อย่างเช่น ห้องครัวในภาพตัวอย่างที่เราเลือกมา ก็ทาสีม่วงที่ผนังเพียงฝั่งเดียว เพื่อย้อมสีให้ห้องดูสนุกสนาน น่าหลงใหล และมีเสน่ห์มากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเคาน์เตอร์ครัวใหม่ แถมยังคงมีความเก๋ไก๋ สร้างจุดน่าสนใจในห้องครัวขึ้นมาง่ายๆ   เก้าอี้สีม่วงของฉัน แต่งห้องครัวด้วยโทนสีม่วง Ultra Violet ไว้แล้ว แน่นอนว่าปีหน้าจะต้องมีเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์ชั้นนำออกคอลเล็คชั่นตามสี Pantone ประจำปีมาอย่างมากมาย ซึ่งใครที่ชื่นชอบการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ ให้ลองเริ่มจากการเปลี่ยนเก้าอี้เก่าที่บ้านให้เป็นของใหม่ก่อนก็ได้ค่ะ ทั้งนี้สีม่วงเป็นสีที่เข้ากันกับห้องสีขาวและสีเทาอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับพื้นไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้ก็สามารถเลือกเฟอร์นิเจอร์สีม่วงมาวางได้เลย แต่หากต้องการให้ห้องดูมีความโมเดิร์นและดูสงบนิ่ง ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สีม่วงแค่ไม่กี่ชิ้นก็เพียงพอแล้วค่ะ ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างไอเดียแต่งบ้านผ่านเฉดสี Pantone 2018 ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะชื่นชอบสีโทนไหน อยากจะตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งบ้านในรูปแบบอะไร ก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบเลยค่ะ เพียงแค่ควรยึดหลักในการตกแต่งตามเฉดสี Pantone เทรนด์สีสุดฮอตไว้เท่านั้น เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงบ้านของคุณให้ดูสวยน่ามองน่าอยู่ จนใครๆ พากันหลงใหลและอยากมาเยี่ยมเยียนบ้านของคุณบ่อยๆ แน่นอน รูปภาพจาก : Pinterest
7 เช็คลิสต์สำคัญในบ้าน ที่ควรเช็คก่อนไปท่องเที่ยววันหยุด

7 เช็คลิสต์สำคัญในบ้าน ที่ควรเช็คก่อนไปท่องเที่ยววันหยุด

ใกล้สิ้นปีทั้งที ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็เวียนมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนรอคอย เพราะมีวันหยุดยาวติดกันหลายวันทำให้มีโอกาสได้ท่องเที่ยวอีกด้วย แน่นอนค่ะว่าหลายๆ ครอบครัว ก็คงจะถือโอกาสช่วงนี้ไปท่องเที่ยวช่วงวันหยุดสิ้นปีใช่ไหมล่ะคะ บางบ้านอาจจะไปต่างจังหวัดแค่ไม่กี่วัน แต่บางครอบครัวอาจไปพักผ่อนต่างประเทศยาวเป็นสัปดาห์ก็ได้ แต่การไปเที่ยวโดยมีความกังวลห่วงบ้าน ก็คงไม่มีความสุขหรอกค่ะ ผู้เขียนเข้าใจดี จึงรวบรวม 7 ข้อเช็คลิสต์สำคัญในบ้าน ที่ควรเช็คก่อนไปท่องเที่ยววันหยุด มาฝาก ซึ่งการเตรียมความพร้อมก่อนวันหยุดยาวเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญนะคะ จะมองข้ามไปเฉยๆ ไม่ได้เลย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของบ้านและทรัพย์สินต่อตัวผู้อ่านเอง เอาล่ะค่ะ! จะมัวชักไปทำไม ว่าแล้วก็เตรียมกระดาษปากกาให้พร้อม แล้วมาทำความรู้จักกับเรื่องสำคัญที่ควรเช็คลิสต์กันดีกว่า จะได้ท่องเที่ยวอย่างสบายใจ หายห่วง แถมบ้านยังปลอดภัยอีกด้วยนะ 1. ตรวจเช็คกุญแจ  เรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ก่อนออกจากบ้าน แนะนำให้ตรวจเช็คอุปกรณ์ตัวล็อคประตูหน้าต่างให้พร้อมใช้งาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าต่างห้องน้ำ และห้องครัวที่เป็นจุดที่คาดไม่ถึง ห้ามคิดเลยนะคะว่าปิดแน่นสนิทแล้ว ควรตรวจเช็คให้ดี หากจุดไหนมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ควรจะเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดติดต่อกันยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่อยู่บ้านติดต่อกันนานๆ เพื่อป้องการมิจฉาชีพที่เข้ามาโจรกรรมในบ้าน 2. ระบบไฟฟ้าในบ้านควรตรวจสอบให้เรียบร้อย  หากคุณผู้อ่านเดินทางไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ไม่อยู่บ้านติดต่อกันหลายๆ วัน หลังจากตรวจเช็คกุญแจแล้ว ควรตรวจปลั๊กไฟ และเต้าเสียบไฟไม่ให้มีไฟรั่วไหลเป็นอันตราย หากอุปกรณ์ชำรุดให้ทำการแก้ไขให้เพื่อป้องกันความปลอดภัย พร้อมทั้งตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า และดึงปลั๊กออกให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟช็อต ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ได้นั่นเอง 3. ปิดวาล์วแก๊ส และวาล์วน้ำ อีกหนึ่งข้อที่หลายๆ บ้านมักจะลืมเช็คก่อนออกจากบ้าน ก็คือ ปิดวาล์วแก๊ส และวาล์วน้ำ ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายตามข่าวที่เราพบเจอ ดังนั้นก่อนออกจากบ้านแนะนำให้ทำการปิดวาล์วให้เรียบร้อย พร้อมตรวจเช็คว่าไม่มีการรั่วไหลของแก๊ส และตรวจสอบไม่ให้มีอุปกรณ์ที่ติดไฟง่าย ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งการปิดวาล์วน้ำก็เพื่อป้องกันอุบัติเหตุกรณีท่อน้ำประปาแตก หรือชำรุดทำให้น้ำท่วมบ้านเวลาที่ไม่อยู่เป็นระยะนาน 4. ทำความสะอาดบ้าน และตู้เย็นให้สะอาด ก่อนวันหยุดยาวมาถึง สิ่งที่ควรทำนอกจากทำความสะอาดบ้าน ขจัดสิ่งสกปรก อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือควรเคลียร์ตู้เย็น ตรวจสอบไม่ให้มีอาหารสดตกค้างอยู่ในตู้เย็น และนำขยะไปทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นภายในบ้าน พร้อมทั้งทำความสะอาดเสื้อผ้าก่อนไปเที่ยว จัดการซักผ้าที่ไม่ใช้แล้วและเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยนะคะ เพราะเสื้อผ้าที่สกปรกอาจจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและส่งกลิ่นเหม็นและยังทำให้เสื้อผ้าเก่าเร็วอีกด้วย 5. ตรวจสอบระบบกล้องวงจรปิด ก่อนไปเที่ยววันหยุดยาวทั้งที อีกหนึ่งสิ่งที่ควรตรวจสอบคือ ระบบกล้องวงจรปิด แนะนำให้เช็คว่าตัวกล้องนั้นสามารถใช้งานได้ดีหรือไม่ ตรวจสอบแบตเตอร์รี่และปลั๊กไฟให้พร้อมใช้งาน และหมั่นตรวจเช็คกล้องวงจรปิดเวลาอยู่นอกบ้านเป็นเวลานานผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่างสมาร์ทโฟน ว่าภายในบ้านเรียบร้อยปลอดภัยดีหรือเปล่า 6. เปิดไฟในบ้านให้เหมือนมีคนอยู่อาศัย สำหรับคนที่ห่วงบ้านมาก ไปเที่ยวไหนก็ไม่เคยสนุก เพราะมัวแต่กังวลว่าบ้านจะเป็นอย่างไร? จะปลอดภัยไหม? การเปิดไฟไว้ในบ้านให้เหมือนมีคนอยู่อาศัย ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยค่ะ เพราะบ้านที่มืดไม่มีแสงสว่างมักจะล่อตาล่อใจโจรได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการเปิดไฟทิ้งไว้ก็ทำให้อุ่นใจได้ขึ้นมาบ้าง แนะนำให้ติดตั้งหลอดไฟที่สามารถติดได้เองในเวลากลางคืน และดับลงในเวลาที่มีแสงอาทิตย์ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 7. ไม่ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ที่บ้าน หลังจากเช็คลิสส์ข้อต่างๆ ก่อนออกจากบ้านทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ข้อสำคัญสุดท้ายที่ไม่ควรลืม คือ ทรัพย์สินมีค่า จำพวก เงินสด, เพชร, ทอง หรือของมีค่าอื่นๆ ซึ่งไม่ควรเก็บไว้ในบ้าน ควรนำไปฝากเซฟในธนาคารแทน แต่หากจำเป็นก็ควรเก็บล็อคไว้ในตู้เซฟให้มิดชิด เพื่อป้องกันขโมยขึ้นบ้าน สำหรับใครที่กำลังมีแพลนจะเดินทางไปเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ อย่าลืมนำเช็คลิสต์สำคัญที่เรานำมาฝากด้านบนไปตรวจสอบกันนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยต่อทรัพย์สิน และความอุ่นใจต่อสมาชิกในครอบครัว จะได้ไปเที่ยวกันอย่างมีความสุข เพลิดเพลิน และควรขับรถระมัดระวังด้วยนะคะ ยังไงทีมงาน Review Your Living ก็ขออวยพรให้ทุกคนเดินทางปลอดภัยและมีความสุขตลอดทั้งทริปเลยค่า :)
DI Wireless Switch ตัวช่วยประหยัดพลังงานภายในบ้าน

DI Wireless Switch ตัวช่วยประหยัดพลังงานภายในบ้าน

ปลดล็อกการใช้งานสวิตซ์ไฟรูปแบบเดิมๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเจาะผนังและเดินสายไฟให้ยุ่งยาก กับ DI Wireless Switch ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ DI (ดีไอ) Concept Store ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มบริษัท จาร์เค็น ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่คิดค้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า ลดโลกร้อน จากการนำพลังงานในการเคลื่อนไหวของร่างกาย มาแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยสามารถนำกลับมาใช้ไหม่แบบไม่มีวันหมด สำหรับการออกแบบสินค้าชิ้นนี้เกิดจากความตั้งใจที่ว่า.. 'การออกแบบที่ดีต้องมาพร้อมกับความยั่งยืนในการใช้งานทุกๆ มิติ รวมถึงมิติของพลังงานด้วย' ดังนั้นสวิตซ์ควบคุมไฟในบ้านจึงเป็นผลงานที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยเหตุผล คุณค่า ผ่านหลักการ energy-harvesting ซึ่งเป็นแนวโน้มการพัฒนาวัสดุพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจในยุคนี้ จากการเก็บเกี่ยวพลังงานสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งการเคลื่อนไหวของร่างกายจากแรงสั่นสะเทือน แปรให้เป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วนำกลับมาใช้ใหม่แบบที่ไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในต่างประเทศ ทุกวันนี้สังคมเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เป็นสังคมแบบพลวัตที่ต้องคำนึงถึงคนรุ่นหลัง ทาง DI (ดีไอ) เลยตั้งใจออกแบบโดยทิ้งอะไรให้คนรุ่นหลังคิดได้ว่าโลกยังมีอะไรให้เรารักษา โดยที่ลงมือทำผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จากความคิดสร้างสรรค์ คำนึงถึงผลกระทบต่ออนาคต โดยเน้นการเก็บเกี่ยวพลังงานจากสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการเก็บพลังงานขนาดเล็กทุกที่ทุกเวลา แตกต่างจากแหล่งเก็บเกี่ยวอย่างพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึง ซึ่งเจ้า DI Wireless Switch เป็นการเก็บพลังงานตรงจากแรงสั่นสะเทือนของการกดนิ้วมือลงบนสวิตซ์โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่เพียงเท่านี้ DI Wireless Switch ยังถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและใช้งานง่าย ดีไซน์สไตล์มินิมอล ทรงกลม มีให้เลือกหลากหลายสีสันตามสไตล์ของผู้ใช้งาน อาทิ สีขาว สีเขียว สีแดง และสีทอง เป็นต้น ซึ่งคลอบคลุมทุกจุดทั้งภายในและภายนอกอาคาร รวมไปจนถึงสำนักงาน เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ไร้สายที่มีระยะควบคุมได้ไกลถึง 170 เมตร (ภายนอก) และระยะ 30 เมตร (ภายในอาคาร) โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การติดตั้งอย่างไม่ยุ่งยากเพียงนำ receiver อุปกรณ์ที่มาพร้อมในกล่องไปติดที่สวิตซ์ไฟในบ้าน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสิ่งแวดล้อมง่ายๆ เริ่มต้นได้จากการ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องมีค่าบำรุงรักษาอย่าง DI Wireless Switch ที่ออกแบบมาได้น่ารัก พกพาง่าย เหมาะสมแก่การให้เป็นของขวัญแด่คนสนิท และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งงานดีไซน์รักษ์โลกที่เราสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อีกทาง
9 ต้นไม้มงคล ช่วยเสริมโชคลาภ มอบเป็นของขวัญปีใหม่

9 ต้นไม้มงคล ช่วยเสริมโชคลาภ มอบเป็นของขวัญปีใหม่

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใครหลายคนต่างเฉลิมฉลอง มอบของขวัญให้แก่กัน บางคนอาจจะมีของขวัญไว้ในใจแล้ว แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเลยใช่ไหมคะที่รู้สึกเบื่อกับของขวัญเดิมๆ เช่น กระเช้าปีใหม่, เค้ก หรือแม้แต่ของใช้ส่วนตัว เป็นต้น หากใครยังคิดไม่ออกว่าจะหาของขวัญแบบไหนไปมอบให้คนพิเศษ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพรัก Review Your Living ขอแนะนำของขวัญปีใหม่ที่ทั้งมีประโยชน์และเป็นมงคล ความหมายดีกับ 9 ต้นไม้มงคล ที่คุณหาซื้อได้ง่ายๆ ตามตลาดต้นไม้ทั่วไปมาฝากค่ะ   1. วาสนา “เชื่อว่าถ้าผู้ใดปลูกแล้วเจริญงอกงามจนออกดอก ถือเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาดี” พรรณไม้ที่คนไทยรู้จักกันมานาน มีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นหลายแบบและ มีชื่อแตกต่างกันไป เช่น สายสะพายจอมพล วาสนาเรือนนอก และวาสนาอธิษฐาน ซึ่งนับว่าเป็นชนิดเดียวกันทั้งสิ้น เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 2–7 เมตร ลำต้นแก่สีน้ำตาลอ่อนเห็นข้อปล้องชัดเจน ดอกออกเป็นช่อกระจุก ออกดอกในฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเย็น สามารถเติบโตได้ในดินทุกประเภท ชอบแสงแดดจัดตลอดวันหรือครึ่งวัน   2. เศรษฐีเรือนแก้ว “เชื่อว่าหากปลูกแล้วเจริญงอกงามดี ผู้เลี้ยงก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองเช่นกัน” ต้นเศรษฐีเรือนแก้ว หรืออีกชื่อเรียกว่าเศรษฐีเรือนเขียว เป็นไม้ชอบน้ำและความชื้นสูง แสงรำไร ควรปลูกในดินร่วนซุยหรือดินปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี หากปลูกในร่มก็ควรให้ถูกแสงแดดบ้าง นิยมนำมาปลูกในกระถางแขวน หรือกระถางเตี้ย เชื่อกันว่ามีประโยชน์ในด้านป้องกันสรรพภัย   3. โป๊ยเซียน “เชื่อกันว่าถ้าปลูกโป๊ยเซียนไว้ที่บ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข และมีโชคลาภ” อีกหนึ่งต้นไม้ยอดฮิตประจำบ้านคือ 'โป๊ยเซียน' ไม้พุ่มอายุหลายปี ต้นสูงได้ถึง 1 เมตร ทุกส่วนอวบน้ำและมีน้ำยางสีขาว มีหนามขึ้นอยู่รอบลำต้น ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ทั้งขาว ชมพู แดง ส้ม เขียว เหลือง ฯลฯ เติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดี หรือดินร่วนปนทราย ชอบแสงแดดตลอดวัน ปลูกเลี้ยงง่าย หากปลูกแล้วให้ดอก 8 หรือ 16 ดอก เชื่อว่าจะมีโชคลาภเกิดขึ้นนั่นเอง   4. บานไม่รู้โรย “เชื่อว่าหากปลูกไว้รอบบ้านจะช่วยให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน” ต้นบานไม้รู้โพรยเป็นไม้ล้มลุกอายุ 1-2 ปี ต้นเป็นพุ่มสูง 20-60 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรงหรือทอด มีขนนุ่มสีขาวหนาแน่น ดอกมีหลายสีทั้งสีขาว ชมพู แดง และม่วง สามารถปลูกในดินทั่วไปที่ระบายน้ำได้ดี ชอบแสงแดดเต็มวัน นิยมปลูกเป็นแปลงไม้ดอกแบบธรรมชาติ ประดับสวน ปลูกริมทางเดิน นอกจากความหมายดีแล้วยังเพิ่มความสวยงามให้แก่บ้านอีกด้วย   5. นางกวัก “เชื่อว่าถ้าปลูกไว้ที่บ้านจะช่วยให้บ้านร่มเย็น เป็นสิริมงคล หากกินหัวและใบ จะคงกระพันชาตรี” นางกวัก เป็นพรรณไม้ในประเทศแถบอินโดจีน เป็นไม้ล้มลุก สูงถึง 30 – 60 เซนติเมตร ลำต้นใต้ดินเป็นหัวคล้ายเผือก ใบลักษณะรูปหัวใจ ปลูกในดินได้ทุกประเภท ควรปลูกในที่แสงแดดรำไรและที่มีความชื้นสูง นับว่าเป็นว่านที่ได้รับความนิยมมาแต่ครั้งโบราณ เพราะความเชื่อที่ว่าควรปลูกไว้ที่บ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ก็มีข้อควรระวังนะคะ เพราะทุกส่วนของต้นนั้นมีสารแคลเซียมออกซาเลตที่ทำให้คันได้   6. คล้าถุงเงิน "เชื่อว่าถ้าปลูกไว้ที่บ้านจะทำมาค้าขึ้น เก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ" คล้าถุงเงิน เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ความสูงประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร ลำต้นมีเหง้าสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงนั้นก็ดูแลง่าย เพราะคล้าถุงเงินชอบดินร่วนระบายน้ำดีหรือดินร่วนปนทราย แสงแดดรำไร ขยายพันธุ์โดยการแยกกอ ซึ่งสามารถตัดใบมาจัดดอกไม้หรือปักแจกันได้อีกด้วย แถมยังทนทานอยู่ได้หลายวันด้วยค่ะ   7. ไผ่น้ำเต้า "เชื่อว่า ใครปลูกน้ำเต้าหน้าบ้านจะเก็บเงินได้มากมาย" ไผ่น้ำเต้า เป็นไผ่ขนาดเล็ก อายุหลายปี ความสูงไม่เกิน 5 เมตร ทรงพุ่มแตกกอแน่น ลำต้นเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 5–6 เซนติเมตร ปล้องสั้น ยาว 5-20 เมตร ปล้องด้านล่างโป่งพองออกคล้ายน้ำเต้า เนื้อลำหนา สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท แสงแดดตลอดวัน ทนแล้ง ทนน้ำท่วม โตช้า ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง นิยมปลูกเพื่อให้ความร่มเงา   8. ทับทิมเศรษฐี "เชื่อว่าถ้าปลูกไว้ที่บ้านแล้วจะร่ำรวย มีเงินทองเหลือใช้" ต้นทับทิมเศรษฐี เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงได้ถึง 1.20 เมตร ลำต้นมีเหง้าทอดเลื้อยใต้ดิน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายความชื้นสูง แสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอ หากได้รับความชื้นไม่พอหรือแสงแดดมากเกินไป ใบจะไหม้ง่าย เป็นไม้ที่ด่างเกิดจากการกลายพันธุ์ของชนิดปกติ เดิมมีราคาสูง ต่อมามีการขายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นจึงมีราคาถูกลงมาตามลำดับ   9. เศรษฐีกอดทรัพย์ "เชื่อว่าปลูกเศรษฐีกอดทรัพย์แล้วใบม้วนเป็นหลอดจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและร่ำรวย" เศรษฐีกอดทรัพย์ เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ความสูง 50 เซนติเมตร ลำต้นใต้ดินมีรากสะสมอาหารเป็นกระจุก ก้านใบแผ่ออกเป็นกาบโอบหุ้มลำต้น ไม้ต้นนี้เป็นชนิดเดียวกับซุ้มกระต่ายด่างหรือเศรษฐีไซ่ง่อน ต่างกันที่ใบไม่ม้วนงอ ขอบใบด่างสีขาว ซึ่งมีความเชื่อว่าปลูกไปแล้วใบม้วนเป็นหลอดจะประสบความสำเร็จนั่นเอง ความเชื่อในเรื่องสิ่งมงคล เหมือนเป็นสิ่งที่ฝั่งรากลึกลงในความนึกคิดของคนไทยมาช้านาน ให้ยึดถือ เชื่อมั่น และปฏิบัติตาม ในเรื่องของการปลูกต้นไม้ ที่ว่าต้นไหนปลูกแล้ว ดี หรือไม่ดี อย่างไร ก็เป็นความเชื่อที่คนส่วนใหญ่ยึดปฏิบัติตามกันมานาน ดังนั้นเราจึงเลือกแนะนำ 9 ต้นไม้มงคล ที่ปลูกแล้วส่งเสริมบารมี เหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญปีใหม่ มาฝากผู้อ่าน เพื่อให้สวนของสวย แถมยังเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้ที่อยู่อาศัยอีกด้วย      รูปภาพจาก : www.google.com        
เคล็ดลับกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้าน

เคล็ดลับกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้าน

เบื่อไหมคะกับปัญหาโลกแตกจำพวก กลิ่นอับ กลิ่นเหม็นต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์อย่างยิ่งในครอบครัว นอกจากจะก่อความรําคาญเป็นมลพิษทางอากาศแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอีกด้วย จริงๆ แล้ว กลิ่นเหม็น กลิ่นอับ เกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ทั้งจากสิ่งที่เรานำเข้ามาไว้ภายในห้อง โดยเฉพาะอาหารนานาชนิด หรือจะเป็นกลิ่นบุหรี่ กลิ่นห้องน้ำ วันนี้เราจึงรวบรวม กลิ่นไม่พึงประสงค์ ตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน พร้อมเคล็ดลับการกำจัดกลิ่นเหล่านี้ให้หมดไป วิธีไหนถูกใจใคร อ่านเสร็จแล้วลงมือทำตามกันได้เลยค่ะ   1. กลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า ตู้เสื้อผ้าที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าจํานวนมากและไม่ได้ทําความสะอาด หรือบางครั้งเผลอนําเสื้อผ้าที่ยังแห้งไม่สนิทเก็บใส่เข้าตู้ ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดกลิ่นอับและมีคราบเชื้อราจนกลิ่นนั้นติดอยู่ตามเสื้อผ้า หลักการกําจัดกลิ่นอับเหล่านี้แบบง่ายๆ คือ ห้ามให้ภายในตู้มีความชื้น ควรเปิดบานตู้ทิ้งไว้สักพักเป็นประจําเพื่อให้อากาศถ่ายเท และควรเช็ดทําความสะอาดควบคู่กันไปด้วย โดยใช้ผ้าชุบน้ําบิดหมาดๆ เช็ดคราบฝุ่นและเชื้อรา แล้วจึงจัดเรียงเสื้อผ้าแยกเป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย แต่ไม่ควรแน่นจนเต็มตู้นะคะ ซึ่งอาจเพิ่มความหอมด้วยสบู่ก้อนใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน โดยนําใส่ภาชนะแล้ววางไว้ตามมุมตู้หรือแขวนเครื่องหอมอย่างการบูรก็ช่วยให้กลิ่นอับหมดไป แถมยังได้เสื้อผ้าที่มีกลิ่นหอมๆ มาสวมใส่สร้างความมั่นใจได้อีกด้วย   2. กลิ่นอาหารติดครัว ไม่ว่าจะเป็นครัวขนาดเล็กหรือใหญ่ก็มักมีกลิ่นอาหารติดครัว ยิ่งอยู่ในพื้นที่ปิดการติดตั้งเครื่องดูดควันและพัดลมระบายอากาศยิ่งจําเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันกลิ่นอาหารลอยคละคลุ้งไปทั่วบ้าน และไอจากความร้อนกลายเป็นคราบมันเกาะติดตามผนัง สําหรับการเลือกซื้อเครื่องดูดควัน ควรพิจารณาจากกําลังวัตต์ซึ่งมีผลต่อความแรงในการดูดควันมาเป็นอันดับแรก เพราะยิ่งกําลังดูดสูงเท่าไรก็ยิ่งดูดกลิ่นและควันออกจากห้องครัวได้เร็วขึ้น แต่ทางที่ดีควรเลือกใช้กําลังวัตต์ให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ครัว เพื่อช่วยประหยัดไฟส่วนกลิ่นไหม้ของอาหารที่ติดตามภาชนะ เช่น หม้อ กระทะ ฯลฯ ลองใช้มะนาวหั่นเป็นชิ้นขัดถูแล้วทําความสะอาดตามปกติ กลิ่นอาหารก็จะหมดไปแล้วค่ะ   3. กลิ่นติดตู้เย็น สารพัดอาหารที่สมาชิกในครอบครัวมักเก็บเข้าตู้เย็น หากแช่ทิ้งไว้เป็นเวลานานจนลืม กระทั่งหมดอายุหรือเกิดการเน่าเสีย นานวันเข้าจะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและทําให้ตู้เย็นส่งกลิ่นเหม็น วิธีป้องกันกลิ่นอาหารติดตู้เย็นที่ได้ผลดี คือ ทุกครั้งก่อนนําอาหารเข้าตู้เย็นต้องบรรจุอาหารใส่กล่องที่มีฝาปิดสนิท ถุงซิปล็อก หรือหุ้มด้วยพลาสติก นอกจากมีประโยชน์เรื่องกําจัดกลิ่นแล้ว ยังช่วยถนอมอาหารได้อีกด้วย ควรเช็ดทําความสะอาดภายในตู้เย็นและเคลียร์ของที่แช่ไว้ทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ถ่านหุงต้มใส่ภาชนะเล็กๆ แช่ภายในชั้นตู้เย็นเพื่อช่วยดูดกลิ่น หรือวางมะนาวผ่าครึ่งลูกในตู้เย็นก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน อีกทั้งกลิ่นมะนาวยังทําให้รู้สึกสดชื่นขึ้นด้วยนะ   4. กลิ่นจากห้องน้ำ หากคุณทำความสะอาดห้องน้ำเป็นประจํา แต่กลิ่นเหม็นยังคงอยู่กวนใจสาเหตุส่วนใหญ่อาจเกิดจากกลิ่นที่ย้อนขึ้นมา จากท่อน้ำทิ้ง ซึ่งมีวิธีจัดการไม่ยุ่งยาก เพียงใช้ฟองน้ำชุบน้ำ นําไปปิดไว้ตรงฝาท่อน้ำทิ้ง แต่ฟองน้ำนั้นต้องชุ่มน้ำตลอดเวลาถึงจะได้ผลดี หรือราดน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ (EM) ลงท่อระบายน้ำทิ้ง เพื่อให้ไปทําปฏิกิริยากําจัดคราบไขมันและสิ่งสกปรก อีกหนึ่งตัวช่วยที่น่าสนใจที่สะดวกและมีประสิทธิภาพก็คือ การติดตั้งท่อกันกลิ่นแบบสําเร็จรูปไว้ภายในท่อน้ำทิ้ง หาซื้อได้ตามร้านสุขภัณฑ์ทั่วไป สําหรับกลิ่นที่มาจากโถสุขภัณฑ์ ถ้าเป็นชักโครกต้องมีน้ำหล่ออยู่ภายในตลอดเวลา เพื่อป้องกันกลิ่นที่ย้อนขึ้นมาจากบ่อเกรอะ สําหรับโถปัสสาวะชายที่ส่งกลิ่นเหม็นฉุน แนะนำให้ลองหั่นผลมะกรูดเป็นชิ้นวางไว้ หรือใส่ลูกเหม็นไว้ก็ดับกลิ่นได้ดี และควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศภายในห้องน้ำ จะช่วยระบายกลิ่นเหม็นออกไปได้มากเลยทีเดียวค่ะ   5. กลิ่นจากตู้เก็บรองเท้า อีกหนึ่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ก็คือ ตู้เก็บรองเท้าส่งกลิ่นเหม็นโชยออกมา ต้นตอของปัญหาเหล่านี้ก็มาจากรองเท้าที่เราใส่เป็นประจํา แต่ขาดการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี จึงเกิดการหมักหมมของเหงื่อไคล ความอับชื้น ก่อนเก็บควรดูสักนิด หากรองเท้าที่ใส่เปียกชื้นห้ามเก็บเข้าตู้ทันที ต้องผึ่งให้แห้งหรือซักทําความสะอาดก่อน และหมั่นนํารองเท้าไปตากแดดเป็นประจํา อีกวิธีที่ช่วยลดกลิ่นได้ก็คือม้วนกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นก้อนใส่ในรองเท้า หมึกจากกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดซับกลิ่นอับและความชื้นได้ หรือจะใช้ถุงผ้าห่อเบกกิ้งโซดาหรือกากกาแฟนําไปใส่ไว้ในรองเท้าก็ให้ผลดีเช่นเดียวกัน ถ้าใครอยากใช้วิธีธรรมชาติในการลดกลิ่น ก็อาจเลือกใช้ใบเตย โดยนำมาตัดออกประมาณ 5-10 ใบ และนํามาตากแดดแล้ววางไว้บนชั้นวางรองเท้า เมื่อใบเตยเจอกับแดด กลิ่นของใบเตยจะช่วยดูดซับความอับและมีกลิ่นหอมสดชื่นด้วยค่ะ ปัญหากลิ่นอับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ ทำให้บรรยากาศในบ้านเสียไม่ใช่น้อยเลยนะคะ ดังนั้นนอกจากการดูแลรักษาความสะอาดให้บ้านดูน่าอยู่อาศัยแล้ว การขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามหัวข้อด้านบนที่เรานำมาฝาก ก็นับเป็นเรื่องจำเป็นและควรทำอย่างยิ่งเลยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อความสุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัว  รูปภาพจาก : www.pinterest.com            
แต่งคอนโดเล็กๆ ของคนงบน้อยให้น่าอยู่ แถมมีพื้นที่เก็บของเยอะ

แต่งคอนโดเล็กๆ ของคนงบน้อยให้น่าอยู่ แถมมีพื้นที่เก็บของเยอะ

ในยุคที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ที่อยู่อาศัยในรูปแบบของ “คอนโดมิเนียม” จึงเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของผู้คนทั่วไป เหตุผลหลักนอกจากจะตั้งอยู่ในทำเลทองซึ่งมักอยู่ติดกับถนนสายหลักที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายและประหยัดเวลาแล้ว ผู้อยู่อาศัยยังสามารถออกแบบและตกแต่งห้องให้สวยงามในสไตล์ตัวเองได้ดั่งใจ แม้พื้นที่ห้องจะมีขนาดจำกัดแค่ไหน แต่ก็ยังสามารถเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นที่ผสานพื้นที่พักผ่อนกับพื้นที่เก็บของเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว และหากคุณตัดสินใจจะซื้อคอนโดฯ ขนาดเล็กไว้สักห้องหนึ่ง นอกจากการคำนึงถึงรูปแบบของพื้นที่ การเลือกเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่ดีจะต้องแข็งแรง ทนทาน สวยงามและใช้งานได้หลากหลาย วันนี้ Review Your Living จึงขอเสนอไอเดียหลักเพื่อช่วยคุณในการจัดสรรพื้นที่เล็กๆ ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการตกแต่งสเปซภายในให้ลงตัวพร้อมอยู่ได้ทันทีมาฝาก ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่เราจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ Bricko Collection จาก Koncept Furniture ด้วยไอเดียการผสาน Style & Function ไว้ด้วยกัน นอกจากจะได้ความสวย เท่ แล้ว ยังใช้งานได้จริงอย่างแน่นอน จุดเด่นของ Bricko Collection คือเฟอร์นิเจอร์ที่ยืดขนาดพื้นที่ความสุขในคอนโดได้มากขึ้น ด้วยการออกแบบสินค้าทุกชิ้นให้เข้ากับพื้นที่ใช้สอยทั้งแนวราบและแนวดิ่ง ที่สำคัญคือมีขนาดกะทัดรัด เว้นขอบบัว ลงตัวง่ายแม้คอนโดเล็กๆ ซึ่งก็ทำให้ห้องสวยพร้อมตอบโจทย์สไตล์โมเดิร์น ทันสมัย แต่งสวยได้ทุกห้อง เพราะครบครันไปด้วยเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องทานข้าว ซึ่งเทรนด์การตกแต่งที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คือการตกแต่งในสไตล์ LOFT ด้วยลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ เน้นการโชว์พื้นผิว เช่น ปูนเปลือย อิฐ โครงเหล็ก รวมไปถึงการเดินสายไฟต่างๆ แต่ในบางครั้งโครงสร้างของที่อยู่อาศัย ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เราเสมอไป ดังนั้นวิธีแก้คือการหันมาโฟกัสที่เฟอร์นิเจอร์ แทนการไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างของตัวอาคาร ด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ LOFT ที่นำมาฝากกันในวันนี้ค่ะ...     LIVING ROOM  มาเริ่มกันที่มุมแรกกับเป็นมุมรับแขก ในที่นี้ขอแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ มุมโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ กับมุมโซฟา  เริ่มกันที่มุมโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ประกอบไปด้วยชั้นวางทีวี (ที่ดีไซน์ให้เป็นตู้เก็บรองเท้าไปด้วยในตัว) และชั้นแขวนด้านบน ที่มีดีไซน์ครอบเบรกเกอร์ ดังนั้นคุณจึงสามารถใช้พื้นที่ผนังได้อย่างเต็มที่ ตอบโจทย์ชีวิตคอนโดถึงแม้จะพื้นที่น้อย ก็มีห้องสวยคุมโทนได้ ชุดวางทีวี บริคโก้ สไตล์ลอฟท์ (Bricko Loft Style) ขนาด 120 x 30 x 230 ซม. สีออทัมบราวน์ ตัด เกรย์โต้ ชั้นวางทีวีด้านบนเป็นชั้นแขวนมีรูร้อยสายไฟ พร้อมด้วยฟังก์ชั่นตู้เก็บของด้านล่างเป็นชั้นวางรองเท้า สามารถวางรองเท้าได้ 16-24 คู่ พร้อมรูระบายอากาศด้านหลัง 4 ช่อง ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บพื้นที่จัดเก็บได้มากขึ้น อีกด้านคือโซฟา มุมพักผ่อนเล็กๆ ที่เอาไว้เอนกาย เหยียดขา เมื่อคุณกลับมาถึงห้อง ซึ่งในมุมนี้ Bricko มีการดีไซน์ที่ผสานความจำเป็นในการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็น โซฟา ชั้นเก็บของ และโต๊ะทำงาน  พร้อมฟังก์ชั่นการจัดเก็บมากมาย เช่น โซฟามีช่องเก็บของหน้าบานสไลด์ไว้ด้านล่าง โต๊ะทำงานมีรูร้อยสายไฟเพื่อความเป็นระเบียบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงความ Loft ไว้ได้อย่างลงตัว กล่องแขวนด้านบนเพิ่มพื่จัดเก็บมากขึ้น ซึ่งมีขนาดกว้าง 160 x ยาว 30 x สูง 60 ซม. เจาะยึดผนังแขวนด้วยไม้ก้อน มีบานเปิดด้วยกัน 4 บาน  ภายในแบ่งเป็นชั้นวางของ 2 ชั้น 8 ช่อง โดยแต่ละชั้นสามารถรองรับน้ำหนักในการวางของได้ 5 กิโลกรัม และยังสามารถเลื่อนปรับระดับได้อีกด้วย โซฟาบริคโก้ ขนาดกว้าง 160 x ยาว 100 x  สูง 90 ซม. โครงสร้างทำมาจากไม้สีโซลิดโอ๊ค ซึ่งเป็นสีไม้อ่อนที่ให้ความรู้สึกธรรมชาติของสีไม้ มีเบาะรองหนา 13 ซม. เป็นเบาะที่ห่อหุ้มด้วยผ้า นุ่มสบาย นอกจากนั้นยังสามารถถอดซักแห้งทำความสะอาดได้อีกด้วย ด้านบนของโซฟาเป็นพื้นปิดผิวสีเดนิม และช่องริมสุดเป็นช่องวางสำหรับวางของอื่นๆ ความพิเศษของโซฟาบริคโก้ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะด้านล่างของโซฟาเป็นหน้าบานสไลด์ สำหรับเก็บของ 2 บาน มีความลึก 70 ซม. เราสามารถเก็บของได้ไว้ในใต้โซฟานี้ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า, กล่องใส่ของ, หนังสือ หรือจิปาถะอื่นๆ ชั้นแขวนบริคโก้ ขนาดกว้าง 160 x ยาว 20 x สูง 60 ซม. มีส่วนประกอบหลักเป็นเหล็กสีดำ เพิ่มความดิบในแนวสไตล์ลอฟท์มากขึ้น โดยแบ่งชั้นวางของ 4 ชั้น สามารถวางของโชว์ ตุ๊กตา ต้นไม้เล็ก หรืออื่นๆ พร้อมด้วยกล่องแขวนขนาดกว้าง 160 x ยาว 30 x สูง 60 ซม. เจาะยึดผนังแขวนด้วยไม้ก้อน มีบานเปิดด้วยกัน 4 บาน  ภายในแบ่งเป็นชั้นวางของ 2 ชั้น  8 ช่อง ซึ่งแต่ละชั้นสามารถรองรับน้ำหนักในการวางของได้ถึง 5 กิโลกรัม และยังสามารถเลื่อนปรับระดับได้อีกด้วย BEDROOM  ห้องนอน จุดเด่นคือชั้นและตู้เก็บของบริเวณหัวเตียงที่ช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้งาน โดยตัวเตียงจะมีลิ้นชักเก็บของบริเวณด้านข้าง ที่สำคัญคือสามารถเลือกติดตั้งได้ทั้งซ้ายหรือขวาตามความชอบ ในส่วนของดีไซน์ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะมีการหยิบเอาลูกเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของสไตล์ลอฟท์อย่าง “ปูนเปลือย” มาดีไซน์เป็นหน้าบานลิ้นชักตัดกับโทนสีน้ำตาลเข้มและพื้นผิวของวัสดุในบริเวณอื่น ทำให้สไตล์ลอฟท์ในห้องนอนนี้ ดูโดดเด่นมากขึ้น “ชุดห้องนอนบริคโก้  (Bricko Bedroom Set 6 ชิ้น)” ที่มาพร้อมเตียงนอน 5 ฟุต ขนาดกว้าง 160 x  ยาว 220 x  สูง 90 ซม. โดยโครงสร้างทำมาจากไม้สีออทัมน์ บราวน์ ซึ่งเป็นสีไม้เข้มที่ให้ความรู้สึกธรรมชาติของสีไม้ ส่วนเรื่องรองรับน้ำหนักไม่มีปัญหาเลยค่ะ ไม่ว่าผู้อยู่อาศัยจะตัวเล็กตัวใหญ่ก็สามารถนอนได้สบาย เพราะสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 800 กิโลกรัมเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นที่เพิ่มพื้นที่จัดเก็บให้กับเรามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหัวเตียง ที่ปิดผิวด้วยสีเกรย์โต้ ซึ่งเป็นวัสดุปิดผิวสีใหม่ให้ดูคล้ายเหมือนสีปูนเปลือย ซึ่งเป็นสีประจำในแนวสไตล์ลอฟท์ และมีช่องว่างเปล่าๆ อีก 1 ช่องริมสุด ซึ่งเราสามารถวางวางไอแพด วางมือถือได้สะดวกเมื่อตอนเวลาเรานอนอีกด้วย ฟังก์ชั่นของเตียงรุ่นบริคโก้ยังมีความพิเศษอีกอย่างนั่นคือใต้เตียงเป็นลิ้นชัก 2 ช่อง ที่เราสามารถดึงเข้าดึงออก เอาไว้ใส่สิ่งของต่างๆ ได้สารพัดไม่ว่าจะเป็นหนังสือ กล่อง รูปภาพ และอื่นตามแต่ใจ ถือว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับห้องมากยิ่งขึ้น ในส่วนบริเวณด้านข้างนั้นยังมีตู้ข้างเตียง ขนาดกว้าง 160 x  ยาว 220 x  สูง 90 ซม. มีช่องใส่ของด้านบน ถัดลงมาเป็นลิ้นชักเก็บของ ส่วนด้านล่างก็เป็นช่างวางของขนาดใหญ่ ไม่มีผนังหลังสะดวกในการใช้ปลั๊กไฟหรือจะวางหนังสือซ้อนกันเป็นชั้นๆ ก็สะดวกสบายแบบสุดๆ มาพร้อมกับกล่องแขวนด้านบน กว้าง 30 x ยาว 30 x สูง 60 ซม. เป็นชั้นวางของ 2 ชั้น สามารถเลื่อนปรับระดับได้ และชั้นวางของขนาด กว้าง 30 x ยาว 20 x สูง 80 ซม.ที่จะเราสามารถวางของได้สารพัดนึกเลยค่ะ ถัดมาเป็นพื้นที่บริเวณปลายเตียง ซึ่งขอเรียกรวมๆ ว่าเป็นมุมจัดเก็บสำหรับห้องนอน เพราะเฟอร์นิเจอร์ในมุมนี้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้านั้น จะเน้นการดีไซน์ที่โดดเด่นเรื่องฟังก์ชั่นการจัดเก็บที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้ได้จัดเก็บเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องแต่งกายอื่นๆ ในคอนโดของคุณ ให้เป็นสัดส่วนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง เรื่องแต่งตัวก็เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับคนที่ชอบรักการแต่งตัวเป็นชีวิตจิตใจ ก็ต้องอยากมีไว้ภายในห้อง เฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นชุดบริคโกก็จัดหนักจัดเต็มออกแบบมาตอบสนองความต้องการด้วย “โต๊ะเครื่องแป้งแบบยืนรุ่นบริคโก้” เหมาะสำหรับคอนโดหรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด โดยโครงสร้างเป็นไม้สีออทัมน์ บราวน์ ซึ่งเป็นสีไม้เข้มที่ให้ความรู้สึกธรรมชาติของสีไม้ได้เป็นอย่างดี ด้านบนเป็นกระจกบานใหญ่เอาไว้สำส่องสำหรับแต่งตัว แถมยังมีตะขอแขวนตรงด้านข้าง 2 ตะขอ เราสามารถใช้ไว้สำหรับแขวนสร้อยคอ กุญแจ นาฬิกา ก็ง่ายสะดวกสบาย มีชั้นวางของตรงใต้กระจกสามารถวางของเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง น้ำหอม หรืออื่นๆ ส่วนด้านล่างนั้นเป็นราวแขวนผ้า เราสามารถแขวนกางเกง ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ได้ที่ราวแขวนนี้เลย ก้มลงไปหยิบได้สะดวก แถมด้านหลังไม่มีผนังหลัง เปิดโล่ง เพิ่มความสะดวกในการใช้ปลั๊กไฟ และยังดีไซน์เข้ามุมหลบบัวด้านหลังเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์มากยิ่งขึ้น DINING CORNER มุมเล็กๆที่คุณสามารถเอาไว้นั่งชิลกับทุกมื้ออาหารของคุณ ตอบโจทย์ความต้องการนี้ด้วย ชุดโต๊ะอาหาร Bricko ที่มีดีไซน์กระทัดรัด สวย จบในเซตเดียว ทั้งลิ้นชักเก็บของด้านข้าง สำหรับเก็บอุปกรณ์ของใช้ กล่องแขวนติดผนังด้านบน และชั้นวางของอเนกประสงค์ สำหรับใช้จัดเก็บหรือวางของตกแต่ง...เรียกได้ว่าสวยเต็มสไตล์เหมาะสำหรับชาวคอนโดอย่างแท้จริง ชุดโต๊ะอาหาร บริคโก้ สไตล์ลอฟท์ (Bricko Loft Style) สีออทัมบราวน์ ตัดสีเกรย์โต้ ประกอบด้วย โต๊ะ 100 ซม., ชั้นแขวน 20 ซม., ชั้นแขวน 80 ซม. และ กล่องแขวน 100 ซม. ทั้งหมดจำนวน 4 ชิ้น โต๊ะอาหารที่พร้อมไปด้วยฟังก์ชั่นมากมาย โต๊ะเพิ่มความเท่บ่งบอกสไตล์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยส่วนประกอบเหล็กสีดำ 1 ด้าน มีหน้าบานลิ้นชัก เปิดเก็บของด้านใน 2 ชั้น มือจับเป็นเหล็กสีดำ ดีไซน์หลบบัวบ้านด้านหลังเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ในการใช้สอยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสินค้าชุดนี้เหมาะสำหรับผนังที่มีความสูง 240 ซม. เป็นต้นไป และจำเป็นต้องยึดเกาะผนังด้วยนะคะ ถ้าใครที่ชื่นชอบในสไตล์การตกแต่งห้องแนวลอฟท์ และกำลังหาเฟอร์นิเจอร์ไปจัดวาง โดยเฉพาะห้องขนาดพื้นที่จำกัดที่เน้นประหยัดพื้นที่ แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน  เฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นใหม่จาก Koncept Furniture ก็นับว่าน่าสนใจและถูกออกแบบมาเพื่อพื้นที่เล็ก เอาใจสาวกลอฟท์ที่อยากแต่งห้องสวย เท่ แต่มีขนาดจำกัดได้เป็นอย่างดี เพราะ  “Bricko Style for Condo” เผยเสน่ห์ดิบเท่ด้วยงานดีไซน์เรียบง่าย ผสานหลากวัสดุ ใช้พื้นที่จัดวางน้อยแต่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มาก นอกจากนี้ยังมีมัณฑนากรหรือเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบตกแต่งห้องประจำแต่ละสาขาด้วย เพียงคุณมีแปลนห้องและรายละเอียดขนาดห้องต่างๆ ก็สามารถปรึกษาและรับการออกแบบได้ฟรี! จะวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่สนใจ ตรงไหน ห้องไหน ยังไงดี ก็ลองไปปรึกษาดูนะคะ ถือว่าครบชุดและคุ้มค่ากับราคาจริงๆ ค่ะ สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือกมาแนะนำในวันนี้ เพราะนอกจากจะตกแต่งได้ง่าย เลือกขนาดได้ตามใจ สามารถประกอบเข้าชุดกับตัวอื่นๆ ในคอลเลคชั่นเดียวกันได้อย่างสะดวก รวดเร็วแล้ว ยังมีความสวยเท่ ทันสมัย และมีสไตล์ในแบบลอฟท์ได้ดีทีเดียว หากอยากรู้จักเฟอร์นิเจอร์ Bricko Collection มากขึ้น หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://goo.gl/75Ljpv
คิดจะเปลี่ยนห้องน้ำใหม่ให้สวยและปลอดภัย เริ่มต้นง่ายๆ ที่ HomePro

คิดจะเปลี่ยนห้องน้ำใหม่ให้สวยและปลอดภัย เริ่มต้นง่ายๆ ที่ HomePro

ส่วนประกอบในการสร้างบ้านสักหลังหนึ่งให้ออกมาสวยงามและสมบูรณ์แบบ นอกจากการออกแบบลักษณะการใช้งานให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้สอยพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าแล้ว การเลือกใช้วัสดุที่ดีก็ย่อมทำให้บ้านดูแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยเฉพาะกับ ‘ห้องน้ำ’ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของทุกคนตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน นับว่าเป็นห้องที่มีความสำคัญอีกห้องหนึ่ง ดังนั้นการออกแบบตกแต่งให้สวยงามน่าใช้งานจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับคนที่กำลังอยากปรับปรุงห้องน้ำใหม่ หรือสร้างบ้านใกล้จะสำเร็จเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว งานโครงสร้างหลักของบ้านเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเกือบเสร็จสมบูรณ์ เหลือเพียงขั้นตอนส่วนตกแต่งจิปาถะต่างๆ ในห้องน้ำที่แม้จะเป็นงานที่ดูยิบย่อย หากใครคิดจะเปลี่ยนห้องน้ำใหม่แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ไม่ควรพลาดขั้นตอนเหล่านี้.. หา Reference แบบห้องน้ำตัวอย่าง ขั้นตอนแรกเริ่มด้วยการค้นหาแบบห้องน้ำตัวอย่าง รูปภาพ reference ห้องน้ำสไตล์ที่ชื่นชอบให้ตรงใจมากที่สุด ซึ่งแหล่งค้นหาภาพห้องน้ำสวยๆ มีหลากหลายช่องทางจาก Google, Pinterest, instagram และภาพจากนิตยสารเกี่ยวกับบ้าน รวมทั้ง ภาพถ่ายจากห้องน้ำ, โรงแรม หรือรีสอร์ท ที่ชื่นชอบ เป็นต้น เมื่อได้แนวทางแบบห้องน้ำที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปแนะนำให้ลองไปเดินเลือกดูผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้อง, สุขภัณฑ์ หรือวัสดุ โดยเฉพาะกระเบื้องที่มีให้เลือกหลากหลาย ลองเลือกมาจับคู่กันและจินตนาการถึงภาพตอนจัดวางเสร็จแล้ว ปูทั้งห้องจะเป็นอย่างไร โทนสีเป็นแบบไหน หรืออยากใช้ลวดลายไหนบ้าง ซึ่งการที่คุณได้เห็นวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานภายในห้องน้ำของจริง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าและติดตั้ง ย่อมดีกว่าอยู่แล้วค่ะ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบก่อน กระเบื้องและสุขภัณฑ์เป็นหนึ่งในวัสดุสำคัญภายในห้องน้ำ ทั้งด้านการใช้งานและเพิ่มความสวยงามอย่างมีสไตล์และมีสีสันที่ไม่จำเจ การจะเลือกวัสดุสักชิ้นจึงต้องใส่ใจและ “รู้” ถึงความชอบและความต้องการของเราก่อน ซึ่งการออกแบบที่ดีคือจุดเริ่มต้นให้งานทั้งหมดประกอบเสร็จเป็นรูปร่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งทาง HomePro ก็ได้ให้ความสำคัญกับลูกค้า จึงมีทีม Home Service นักออกแบบผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาและออกแบบห้องน้ำสวยให้ลูกค้าประจำแต่ละสาขา โดยมีประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง ใครที่สนใจอยากให้ทางผู้เชี่ยวชาญออกแบบห้องน้ำให้ ก็เพียงนำแปลนห้องน้ำ หรือบอกความต้องการของตัวเองไปโดยเจ้าหน้าที่จะทำแบบห้องน้ำขึ้นมาให้ดู พร้อมทั้งตำแหน่งการวาง สุขภัณฑ์ เคาน์เตอร์ ต่างๆ ลายกระเบื้องที่สวยงามเข้ากับห้องน้ำโดยคำนึงถึงความปลอดภัยมาให้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาหรือปวดหัวกับการค้นหาแบบและเลือกกระเบื้องกันลื่นเองเลยค่ะ เลือกวัสดุอย่างพิถีพิถัน เมื่อได้แบบห้องน้ำสวยๆ แล้ว การเลือกวัสดุที่จะใช้ในการทำห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องหรือสุขภัณฑ์ จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าด้วย เพราะบางครั้งห้องน้ำถูกออกแบบมาสวยงาม แต่เลือกสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพก็จะมีผลต่อการใช้งาน เช่น ถ้ากระเบื้องไม่ได้ฉากหรือมุมเมื่อปูออกมาแล้วร่องยาแนวอาจจะเบี้ยวได้ เป็นต้น เลือกผู้รับเหมา โดยดูที่ผลงานมากกว่าค่าจ้างถูก สิ่งสำคัญในการทำห้องน้ำใหม่คือการเลือกช่างติดตั้ง เพราะงานปรับปรุงห้องน้ำเป็นส่วนงานที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการปูพื้นหรือผนัง, งานระบบประปา, งานเดินสายไฟ ซึ่งถ้าเราไม่จ้างผู้รับเหมาที่มีคุณภาพเพราะคิดว่าแพง แต่กลับไปจ้างช่างราคาถูกที่ไม่ได้เก่งด้านนี้ ก็จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาทำห้องน้ำผิดแบบจนต้องทุบทิ้งหรือรื้อทำใหม่ หรือมีปัญหาเพิ่มเติมในภายหลังได้ ก่อเกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณจนบานปลาย รวมทั้งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาจุกจิกไม่จบไม่สิ้น เพราะฉะนั้นการเลือกช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ มีความสำคัญมากกว่าการเลือกช่างที่เห็นว่าราคาถูกค่ะ ซึ่งควรดูผลงานที่ผ่านมาของช่างด้วยนะคะ ใครที่คิดจะทำห้องน้ำใหม่ การเริ่มต้นที่ดีและถูกต้องโดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงทำไปทีละขั้นตอนอย่างเป็นสเต็ป นอกจากช่วยลดปัญหาจุกจิกจิกที่อาจจะตามมาภายหลัง ยังได้ห้องน้ำสวยตรงใจปลอดภัยไร้กังวล หากไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง แนะนำให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบห้องน้ำที่ HomePro ได้ทุกวันค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 0-2831-6000 หรือ www.homepro.co.th/
เลือกอ่างอาบน้ำแบบไหนให้ได้บรรยากาศผ่อนคลายแบบรีสอร์ท

เลือกอ่างอาบน้ำแบบไหนให้ได้บรรยากาศผ่อนคลายแบบรีสอร์ท

หลายคนอาจจะยกให้ห้องน้ำเป็นห้องที่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากที่สุดในบ้านห้องหนึ่ง บางคนก็ใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ มากมายในห้องน้ำ เชื่อไหมคะว่าเราสามารถเปลี่ยนห้องน้ำธรรมดาให้กลายเป็นสปาได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เรามี ‘อ่างอาบน้ำ’ ใช่แล้วค่ะอ่างอาบน้ำนี่แหละที่จะเป็นสถานที่พักผ่อนกายอีกแห่งหนึ่งให้กับคุณผู้อ่าน ลองนึกภาพในวันที่กลับจากการทำงานอันเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้าจากการเดินทางบนท้องถนน แล้วได้หย่อนกายแช่น้ำอุ่นๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ พร้อมด้วยกลิ่นหอมจากเทียนหอมหรือดอกไม้ดูสิค่ะ ผู้เขียนมีไอเดียมาแนะนำสำหรับคนที่อยากตกแต่งห้องน้ำให้ดูผ่อนคลายได้บรรยากาศแบบรีสอร์ทด้วยการเลือกใช้อ่างอาบน้ำค่ะ   เรียบหรูสไตล์คลาสสิก     หากอยากให้ห้องน้ำในบ้านดูสวยงามเหมือนดั่งรีสอร์ทชั้นนำ การเลือกใช้อ่างอาบน้ำลอยตัวสีขาวให้ดูเรียบหรู ตัดกับสีผนังปูนเปลือยอย่างสีเทา และสีน้ำเงิน ตกแต่งด้วยสุขภัณฑ์สีขาว ของประดับกลิ่นอายวินเทจย้อนยุค เพียงเท่านี้ก็จะได้ห้องน้ำที่เรียบหรูในสไตล์คลาสสิกเหมือนเวลาไปรีสอร์ทหรูแล้วค่ะ   เล็กน้อยแต่พอตัว     หากห้องน้ำของคุณผู้อ่านมีพื้นที่ใช้สอยน้อยค่อนข้างจำกัดไม่ต้องกังวลไปนะคะ พื้นที่เล็กๆ ก็สามารถเนรมิตให้น่าใช้งานได้เหมือนกัน เพราะเพียงแค่รู้จักหามุมหรือตำแหน่งจัดวางอ่างอาบน้ำให้เหมาะสม เพียงเท่านี้ก็สามารถนอนแช่น้ำได้อย่างสบายในห้องน้ำโทนสีหวานซึ่งแบ่งสัดส่วนไว้อย่างชัดเจน   ธรรมชาติเติมเต็ม     เพราะแสงแดดและทิวทัศน์อันงดงาม มักจะเป็นพลังบำบัดแห่งธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็ว่าได้ใช่ไหมคะ การเลือกวางอ่างอาบน้ำจากุซซี่ทรงกลมติดกับผนังที่มีหน้าต่างไม้บานเล็กซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของงานตกแต่งแบบสเปนิซที่สามารถเปิดชมทัศนียภาพภายนอก หรือปิดไว้ให้แสงธรรมชาติสอดส่องเข้ามาได้ ก็จะช่วยเสริมเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ห้องอีกด้วย   เสน่ห์ชวนต้องมนต์     เปลี่ยนห้องน้ำเดิมๆ ให้ดูน่าใช้งานมากขึ้น ด้วยการเลือกใช้อ่างอาบน้ำลอยตัวทรงกลมสีขาวเรียบแสนเก๋ ตัดกับผนังสีเหลืองมัสตาร์ด เพิ่มเติมความเซ็กซี่ในแบบฉบับของสาวเซี่ยงไฮ้ด้วยฉากกั้นฉลุลายประแจจีน ทำให้มีกลิ่นอายแบบไชนีสที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แบบนี้เวลาอาบน้ำต้องเพลิดเพลินแน่นอน   สวยงามอย่างสมดุล   การใช้วัสดุอย่างไม้เข้ามาเติมเต็มการตกแต่งภายในห้องน้ำนั้น จะช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี แต่หากบ้านของคุณผู้อ่านมีพื้นที่ห้องน้ำขนาดใหญ่ก็คงจะกังวลกับการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ให้สมดุลใช่ไหมคะ ผู้เขียนขอแนะนำให้เลือกใช้อ่างอาบน้ำที่มีขนาดสมดุลกับขนาดของห้อง นอกจากจะดูกลมกลืนแล้วยังดูสวยงามอีกด้วย   ความงามเฉพาะตัว   ใครที่หลงรักเสน่ห์แบบชาวเหนือ คงอยากแต่งห้องน้ำสไตล์ไทยล้านนาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนย้อนยุคกลับไปอยู่กับความคลาสสิกแบบดั้งเดิมใช่ไหมคะ เพราะความสวยงามในแบบเอกลักษณ์ที่มีจุดเด่นในการตกแต่งโดยการใช้ไม้เป็นองค์ประกอบหลักนั้น เป็นสไตล์ที่สามารถอยู่ไปได้นาน ทุกยุคสมัย ไอเดียการใช้อ่างอาบน้ำแบบคลาสสิกขาสิงห์ก็ช่วยให้สะดุดตาไม่ใช่น้อย   เรียบง่ายอย่างพอดี   การเลือกอ่างอาบน้ำไว้ในห้องน้ำนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแบบลอยตัวเสมอไปนะคะ หากอยากตกแต่งห้องน้ำในสไตล์โมเดิร์นเรียบหรู การใช้อ่างอาบน้ำแบบฝังก็เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ห้องน้ำไม่ใช่น้อย อีกทั้งยังสะท้อนถึงความเรียบง่ายอย่างมีสไตล์ที่ชัดเจนด้วยการเลือกสีกระเบื้องหรือหินมาตกแต่งที่ขอบอ่างด้วยค่ะ ถ้าคุณอยากเปลี่ยนบรรยากาศในบ้านให้เป็นรีสอร์ทหรูแบบง่ายๆ ลองนำไอเดียด้านบนที่เรานำมาฝากไปลองทำกันดูนะคะ รับรองว่ากลับบ้านมาเหนื่อยๆ หลังจากทำงาน ก็คงผ่อนคลายไปกับบรรยากาศที่เหมือนรีสอร์ทสบายๆ และคลายเครียดได้ดี ที่สำคัญ อย่าลืมหมั่นทำความอ่างอาบน้ำและห้องน้ำให้น่าใช้งานอยู่เสมอด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเสียงสตางค์ไปพักรีสอร์ทหรูๆ แล้วค่ะ :)
How to แต่งห้องนอนสไตล์ Zen สร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่น

How to แต่งห้องนอนสไตล์ Zen สร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่น

ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าในยุคปัจจุบันการแต่งบ้านสไตล์ Zen หรือที่เราเรียกติดปากกันว่ามินิมอล ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่ายและเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบคนญี่ปุ่น รวมไปจนถึงการออกแบบที่พิถีพิถัน คำนึงถึงการใช้งานของผู้อยู่อาศัยมาเป็นอย่างดี ทำให้ผู้คนที่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวต่างประทับใจ และไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะได้เห็นการตกแต่งบ้านในสไตล์นี้ในประเทศไทยมากขึ้น   เมื่อกระแสของความมินิมอลยังดีอยู่เสมอ และดูมีทีท่าที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะอย่างที่ทราบกันดีแหละค่ะว่าความมินิมอลอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่าย และถึงจะมีความเรียบง่าย แต่ก็ดูไม่ธรรมดา แม้จะใช้ของตกแต่งเพียงน้อยชิ้น แต่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครันตามความต้องการ นี่จึงถือเป็นเสน่ห์สำคัญที่สไตล์มินิมอล เข้ามาครองใจใครหลายคน วันนี้ Review Your Living เลยขอหยิบเอาไอเดียการตกแต่งห้องนอนในสไตล์ Zen หรือสไตล์มินิมอลแบบฉบับญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สำหรับคนที่กำลังคิดจะแต่งหรือเปลี่ยนโฉมห้องนอนใหม่มาฝาก โดยเฉพาะห้องนอนไซส์มินิ ที่หากจัดเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งเยอะจนเกินไปอาจจะทำให้ดูรกและเกะกะได้ ดังนั้นการแต่งห้องนอนสไตล์นี้ จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ห้องนอนออกมาดูสวยและตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนในบ้านได้..   ห้องนอนที่เรานำมาให้ชมกันเป็นห้องนอนในบ้านตัวอย่าง โครงการ Noble Gable Kanso Watcharapol ด้วยคอนเซ็ปต์ของการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สงบและใกล้ชิดธรรมชาติ มาสู่แรงบันดาลใจในการออกแบบ โดยลดทอนความฟุ่มเฟือยให้เหลือเพียงแก่นแท้ของประโยชน์ใช้สอยแบบตะวันตก ทว่ายังแอบแฝงรายละเอียดสัมผัสความเป็นธรรมชาติของพื้นผิวรอบข้าง หลอมรวมออกมาในสไตล์เซน สะท้อนผ่านการตกแต่งห้องนอนขนาดพื้นที่จำกัด โทนสีของห้องใช้จึงเป็นสีเอิร์ธโทน เพื่อให้ห้องนอนดูเรียบง่ายมากที่สุด และการใช้วัสดุไม้มาตกแต่ง ก็ทำให้ห้องดูสว่าง และให้ความรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น   ภายในห้องนอนตกแต่งอย่างเรียบง่าย ดูอบอุ่นด้วยโทนสีอ่อนละมุนจากวัสดุไม้โทนสีวอร์มโอ๊คที่นำมากรุผนังและฝ้า เซาะร่องเพื่อเพิ่มความมีมิติ ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งและทำให้ห้องดูกว้างขวางมากขึ้น ใช้หน้าต่างกระจกใสรับแสงธรรมชาติที่มาเสริมให้ห้องดูสว่างโดยไม่ต้องพึ่งแสงประดิษฐ์ในเวลากลางวัน ทั้งยังทำหน้าที่ช่วยถ่ายเทอากาศ ทำให้ห้องนอนเล็กๆ ดูสะอาดสะอ้านน่าพักผ่อนแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ขนาดน้อยนิดก็ตาม   ส่วนการตกแต่งที่ทำให้ห้องนอนดูไม่คับแคบไร้ซึ่งความอึดอัดใดๆ คือการบิลต์อินเฟอร์นิเจอร์ ไปตามความยาวของผนังห้องฝั่งหนึ่งเพื่อเหลือพื้นที่ว่างให้ได้มากที่สุด บริเวณข้างเตียงออกแบบให้เป็นลิ้นชักเก็บของ ซึ่งข้อดีของงานบิลต์อินคือเราสามารถทำขึ้นให้พอดีกับพื้นที่ได้โดยไม่เสียประโยชน์การใช้งานส่วนนั้นไป ทั้งยังเหมาะกับขนาดพื้นที่จำกัด จึงเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ทำให้สามารถใช้พื้นที่อันน้อยนิดได้อย่างคุ้มค่า   รวมไปถึงการบิลต์อินตู้เสื้อผ้า แทนการซื้อเฟอร์นิเจอร์ และการเลือกชั้นวางแบบโปร่งไม่มีหน้าบานเปิดปิด ก็ช่วยทำให้ห้องนอนไม่อึดอัด และยังทำให้ผู้อยู่อาศัยใช้งานสะดวกสบายมากขึ้น จะเห็นว่าแม้จะมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งน้อยชิ้น แต่ในทุกๆ ชิ้นต่างใช้ประโยชน์ได้เต็มที่และเข้ากับสไตล์ Zen ในบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ นี่เป็นเพียงไอเดียส่วนหนึ่ง ที่สามารถทำออกมาให้เป็นจริงได้ สำหรับใครที่มีไอเดียหรือแรงบันดาลใจแล้วอยากเปลี่ยนโฉมห้องนอนใหม่ สามารถนำไอเดียที่เรานำมาฝากไปปรึกษาสถาปนิกหรืออินทีเรียเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้เลยค่ะ :)  
แต่งห้องนอนสวยด้วยวอลเปเปอร์ ต้อนรับปีใหม่

แต่งห้องนอนสวยด้วยวอลเปเปอร์ ต้อนรับปีใหม่

"เมื่อเริ่มรู้สึกเบื่อห้องนอนเก่าที่อยู่มานาน ใกล้ปีใหม่ทั้งทีลองเพิ่มสีสันให้กับห้องง่ายๆ แค่..เปลี่ยนวอลเปเปอร์" เคยรู้สึกเบื่อห้องนอนกันบ้างไหมคะ? ด้วยความที่เป็นห้องที่เราต่างใช้เวลาอยู่กับมันนานที่สุดในแต่ละวัน ครั้นจะทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ก็คงจะเปลืองสตางค์และเสียเวลาใช่ไหมละคะ และหากคุณผู้อ่านกำลังเบื่อห้องนอนเก่าอยากเปลี่ยนห้องให้ดูใหม่ ผู้เขียนมีไอเดียมาฝากซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยสำคัญให้แก่บ้านแสนรักของคุณ โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายข้าวของให้เหนื่อยหรือเสียสตางค์เพื่อปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้น แต่ทว่าห้องกลับดูสวยงามมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยการติดวอลเปเปอร์นั่นเองค่ะ เพียงเท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนลุคเพิ่มสไตล์ใหม่ๆ ให้กับห้องนอนได้แล้ว 1. แบ่งสีไล่โทน การเลือกวอลเปเปอร์ในสไตล์ที่คุณชื่นชอบให้เข้ากับห้องนอนนั้น นอกจากสะท้อนรสนิยมชั้นเลิศแล้ว ยังบ่งบอกความละเอียดจากการผสมผสานของคุณด้วย การติดวอลเปเปอร์ลวดลายดอกไม้แต่ตัดความหวานด้วยสีพื้นๆ อย่างสีฟ้าอมม่วงแบบในภาพ ก็ดูสวยงามและลงตัว 2. Perfect match เลือกวอลเปเปอร์ที่ใช่ในสไตล์คุณ เปลี่ยนวอลเปเปอร์สีพื้นๆ จากที่เคยเป็นแค่ส่วนประกอบภายในห้อง ให้กลายเป็นจุดนําสายตาอย่างมีสไตล์ไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ในห้องนอนของคุณด้วยการเลือกลายกราฟิกน่ารักโทนสีขาวและดำ เพียงเท่านี้ก็เหมือนได้ห้องนอนใหม่แล้วค่ะ 3. เพิ่มลูกเล่นด้วยลายเส้น ห้องนอนเด็กก็สามารถตกแต่งให้สวยงามเก๋ไก๋ในสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครได้เช่นกันนะคะ แนะนำให้เลือกติดวอลเปเปอร์ลายเส้นแนวตั้ง อย่างสีฟ้าสดใสแต่เพิ่มเติมด้วยของตกแต่งอื่น อาทิ รูปวาดน่ารักๆ เพื่อเป็นการเพิ่มลูกเล่นให้กับผนังซึ่งจะดูโดดเด่นขึ้นมาได้ง่ายๆ รับรองว่าเด็กน้อยต้องชอบแน่นอน 4. เลือกลวดลายคล้ายวัสดุธรรมชาติ วอลเปเปอร์ลายอิฐก่อเหมาะที่จะใช้ติดผนังแทนการก่ออิฐขึ้นมาจริงๆ ค่ะ เพราะนอกจากความง่ายในการติดตั้งและประหยัดเงินกว่านั้น ยังช่วยเสริมความอบอุ่นให้แก่ห้องนอนได้อีกด้วยนะคะ เพราะโทนสีที่เลือกใช้ก็ดูเข้ากันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ภายในห้อง ทำให้ไม่ต้องควักเงินซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่เลย 5. โดดเด่นแบบเท่ๆ สำหรับชายหนุ่มมาดแมนอยากแต่งห้องนอนรับปีใหม่ด้วยวอลเปเปอร์ แต่ยังเลือกไม่ถูกว่าจะใช้ลายไหน สีอะไรดี ไอเดียที่นำอลูมิเนียมขนาดพอดีมาติดบนผนังหัวเตียงนั้นช่วยทำให้ผนังที่ว่างเปล่าดูสวยงามและเท่ขึ้นมาทันที ครั้นจะใช้วอลเปเปอร์ลวดลายสีสันฉูดฉาดก็คงไม่เข้ากับสไตล์ห้องก็คงจะไม่เข้า การเลือกใช้วอลเปเปอร์สีเรียบๆ อย่างสีเทาก็ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศให้ห้องนอนของคุณผู้อ่านดูเท่และไม่เหมือนใคร และการใช้โคมไฟที่มีวัสดุอย่างตะแกรงเหล็กสีดำก็ยิ่งเพิ่มความแมนได้เป็นอย่างดี ความสุขสำหรับใครหลายๆ คนคือการได้เจอและอยู่ในสถานที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นที่ของเราใช่ไหมคะ เช่นเดียวกับห้องนอนที่ใครต่างให้คำนิยามว่าเป็น ‘พื้นที่ส่วนตัว’ แต่หากกำลังเบื่อห้องนอนเก่าอยากเปลี่ยนห้องให้ดูใหม่ ไอเดียการติดวอลเปเปอร์เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยสำคัญให้แก่บ้านแสนรักของคุณ โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายข้าวของให้เหนื่อยหรือเสียสตางค์เพื่อปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้น แต่ทว่าห้องกลับดูสวยงามมีชีวิตชีวาขึ้นมาง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถเปลี่ยนลุคเพิ่มสไตล์ใหม่ๆ ให้กับห้องนอนได้แล้ว
ชี้เป้าเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านสไตล์อินดัสเทรียล

ชี้เป้าเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านสไตล์อินดัสเทรียล

หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากับคำว่า “ลอฟต์” ใช่ไหมคะ? เพราะเป็นกระแสฮิตที่ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องหาทางฉาบปูนเปลือยให้สวยกันอยู่พักใหญ่ แต่สไตล์ลอฟต์และอินดัสเทรียลมีส่วนคล้ายกันในเรื่องการใช้งานสถาปัตยกรรมให้เป็นประโยชน์ ซึ่งมีความต่างในรายละเอียดบางอย่าง สไตล์อินดัสเทรียลต้องมีโครงสร้างของสถาปัตยกรรมที่เก็บไว้ในรูปแบบเดิม เช่น โกดังเก่า หรืออาคารที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ มีการตกแต่งเลียนแบบโรงงานเก่า ใช้วัสดุขึ้นสนิมที่ดูผ่านกาลเวลามานาน และเฟอร์นิเจอร์ที่ย้อนยุคไปช่วงปี 1950 ซึ่งถือเป็นการตกแต่งที่ทันสมัย และเก๋ที่สุดในยุคนั้น ให้ความรู้สึกขัดแย้งกับความเก่าของตัวอาคาร ส่วนสไตล์ลอฟต์ต้องมีฝ้าเพดานสูง ดูเท่ นิ่ง และเรียบง่าย มีรายละเอียดการตกแต่งของสไตล์โมเดิร์นมาประกอบมากกว่า   วันนี้เราเลยขอเอาใจคนชอบแต่งบ้านแนวเข้มๆ เท่ๆ กับสไตล์ อินดัสเทรียล ที่โชว์ความดิบของพื้นผิววัสดุที่แท้จริง โดยเน้นการใช้วัสดุอย่าง ปูน อิฐ และเหล็กเป็นหลัก ให้บรรยากาศเหมือนโรงงานเก่า เปิดให้เห็นการเดินท่อ และเส้นสายไฟอย่างไม่มีอะไรมาบดบัง ถือเป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจของการตกแต่งสไตล์นี้ ซึ่งการตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลนี้ถือว่าได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากการตกแต่ง พื้น ผนังและฝ้าให้ดูดิบแบบอินดัสเทรียลแล้ว การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ก็มีส่วนช่วยเพิ่มบรรยากาศให้สมจริงมากขึ้นอีกด้วย เราจึงมีเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านสวยๆ จาก คลีเช โฮม (Cliché Home) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์แนวไลฟ์สไตล์นำเข้าจากต่างประเทศโดย SB Design Square โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านแบบอเมริกันสไตล์ ซึ่งเป็นงานดีไซน์ลูกผสมระหว่างอินดัสเทรียลและเรโทร เน้นการใช้วัสดุที่โชว์ผิวสัมผัสแท้ เช่น ไม้จริง เหล็กสีสนิม และงานโลหะต่างๆ เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นไม้จริงในสีเอิร์ธโทน สะท้อนความแข็งแกร่งแฝงความอบอุ่น เหมาะสำหรับนำไปตกแต่งบ้าน หรือออฟฟิศเพื่อจะได้มีที่ทำงานดีไซน์เท่ไม่เหมือนใครมาแนะนำกันค่ะ.. 1. โซฟาหนัง เริ่มต้นกันที่โซฟาหนังแท้ตัวยาว 3 ที่นั่ง รุ่น Alger สไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ ที่ผสมผสานระหว่างอเมริกันเรโทรกับอินดัสเทรียล มีกลิ่นอายความเก่าแต่เก๋า พร้อมอายุการใช้งานยาวนาน ข้อดีคือดูแลรักษาง่ายไม่เก็บฝุ่นและไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ โดดเด่นด้วยลายธงชาติอังกฤษผลิตจากหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง ใครอยากแต่งบ้านสไตล์นี้ รับรองว่าแค่จับโซฟาตัวนี้เข้าไปวางไว้กลางห้องนั่งเล่น ก็ดูโดดเด่นไม่ซ้ำใครแล้วค่ะ   2. ชั้นวางของ ให้ห้องนั่งเล่นสวยจนใครๆ ก็รู้สึก...ต้องมีชั้นวางของรุ่น Alarico ไปจัดวางในห้องนั่งเล่นสักชิ้น เพื่อช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้งานตกแต่ง ให้คุณได้มีพื้นที่จัดเก็บเพิ่มมากขึ้น ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะใช้เป็นตู้เก็บหนังสือ ตู้เก็บของทั่วไป เพิ่มพื้นที่จัดเก็บให้บ้านของคุณดูมีระเบียบมากขึ้น แถมมีเสน่ห์สวยงามในสไตล์อินดัสเทรียลด้วย 3. โต๊ะกลาง เสริมเสน่ห์ให้มุมนั่งเล่นง่ายๆ ด้วยกล่องอเนกประสงค์ (หีบเก็บของ) รุ่น KC-FU-1700 ที่มีกลิ่นอายสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ ผสมผสานระหว่างอเมริกันเรโทรกับอินดัสเทรียล ใช้เก็บของทั่วไป ใช้งานได้สะดวกสบาย เพิ่มพื้นที่จัดเก็บให้มีระเบียบมากขึ้น แถมยังสะดุดตาด้วยนะเออ 4. โต๊ะทานอาหาร เติมบรรยากาศอบอุ่นให้มุมทานข้าว เริ่มต้นง่ายๆ โดยลองใช้สีเอิร์ทโทนเป็นสีหลักของห้อง เสริมโต๊ะรับประทานอาหารท๊อปไม้ Cleaf ขนาด 6-8 ที่นั่ง รุ่น Marc นำเข้าจากประเทศอิตาลี ให้ผิวสัมผัสดุจไม้จริง แข็งแรง ทนทาน สะท้อนความโอ่อ่า แล้วจัดวางเก้าอี้รับประทานอาหารโครงเหล็กสีสนิมล้อมรอบ ก็ช่วยเสริมความดิบเท่แบบอินดัสเทรียลมากขึ้นไปอีก 5. เตียงนอน แต่งห้องนอนให้สวยเท่ไปด้วยเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านสไตล์อเมริกัน ช่วยเพิ่มอุณหภูมิความอบอุ่นให้หลับฝันดีตลอดคืน กับเตียงนอน 6 ฟุต รุ่น Woodwild  นำเข้าจากประเทศอิตาลี ให้ผิวสัมผัสดุจไม้จริง แข็งแรง ทนทาน ดีไซน์ทันสมัย ระบบโครงสร้างเตียง Firm Structure System ที่ยึดโครงสร้างเตียง 12 จุด ไม่เกิดเสียงดังรบกวนเวลานอน รองรับน้ำหนักได้ 800 ถึง 1000 กิโลกรัม แถมยังป้องกันฝุ่นใต้เตียงได้อีกด้วย ใครที่ชอบสไตล์อินดัสเทรียลเป็นทุนเดิมแต่เป็นภูมิแพ้ กลัวระคายเคืองจากวัสดุ คงต้องเปลี่ยนใจแล้วล่ะ สำหรับใครที่ชื่นชอบการแต่งบ้าน ที่เน้นโชว์ผิวสัมผัสของวัสดุที่ปราศจากการปรุงแต่งอย่าง ไม้จริง ผ้ากระสอบ หนังแท้ ฯลฯ การแต่งบ้านสไตล์เท่ๆ ที่ให้ลุคอบอุ่นในสีเอิร์ธโทน น่าจะเป็นอีกหนึ่งสไตล์การแต่งบ้านที่น่าสนใจ และสะท้อนไลฟ์สไตล์ของคุณได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านดีไซน์สวยสไตล์อินดัสเทรียล ไปแต่งบ้านได้ที่ร้าน คลีเช โฮม (Cliché Home) By SB Design Square ทุกสาขา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-115-0555 หรือ www.sbdesignsquare.com/
พาชมไอเดียแต่งห้องพื้นที่จำกัดแต่มากฟังก์ชั่น จากนิทรรศการ SPACE WITHIN SPACE

พาชมไอเดียแต่งห้องพื้นที่จำกัดแต่มากฟังก์ชั่น จากนิทรรศการ SPACE WITHIN SPACE

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนเมืองจริงๆ ค่ะ สำหรับ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดนำเสนอโครงการ CSR รูปแบบใหม่โดยส่งต่อ ‘พื้นที่ชีวิต’ ให้กับอนาคตของชาติด้วยการมอบทุนการศึกษา AP SPACE SCHOLASHIP เป็นที่พักอาศัยด้วยห้องชุดในคอนโดเอพีให้กับเด็กนักศึกษาที่ย้ายเข้ามาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งคัดเลือกน้องๆ นักศึกษาที่เรียนดีและความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัยจำนวน 7 คน เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตระหว่างเรียนร่วมกันอย่างมีความสุข สร้างสรรค์ และปลอยภัย สำหรับพื้นที่อาศัยได้ถูกออกแบบเป็นพิเศษโดย AP DESIGN LAB ร่วมมือกับ FABRICA DESIGN ดีไซน์สตูดิโอชื่อดังจากอิตาลีที่รวบรวมหนุ่มสาวนักคิดและนักออกแบบ มาร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่จำกัดให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าในทุกตารางเมตร ซึ่งนำนวัตกรรมพื้นที่แห่งอนาคตที่ฉีกทุกกฏและข้อจำกัดของการออกแบบมาใช้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ SUM คือการรวมตัวของหลายฟังก์ชั่นให้เกิดเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างสสรค์ การแบ่งปัน และการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างลงตัว โดยถ่ายทอดวิธีคิดสุดเก๋ในการออกแบบ ผ่านนิทรรศการ SPACE WITHIN SPACE, A Vision of Co-Living Generation นี้ ซึ่งทีมงานเราก็ไม่พลาดที่จะไปเก็บภาพบรรยากาศพร้อมนำไอเดียการตกแต่งห้องขนาดจำกัดแต่มากฟังก์ชั่นมาฝากผู้อ่าน เพราะทุกๆ มุมของห้องนั้นต่างได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี แถมยังจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัวจนต้องร้องว้าวเลยล่ะ ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าค่ะ.. ROOM FOR 3 สำหรับนวัตกรรมการกิน-อยู่-หลับ-นอน Co-Living Innovation กับห้องชุดขนาด 30 ตารางเมตร ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการอยู่ร่วมกันของนิสิตนักศึกษาผู้หญิง 3 คน ที่ศึกษาอยู่ต่างคณะ ต่างมหาวิทยาลัย ดีไซเนอร์จัดวางพื้นที่ภายในไว้อย่างเป็นสัดส่วนและโปร่งโล่ง ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือการออกแบบที่เชื่อมโยงความต่างทางวัฒนธรรม โดยสะท้อนผ่านโต๊ะ 1 ตัวที่อยู่กลางห้อง เป็นการทับซ้อนทางดีไซน์สร้างฟังก์ชั่นที่มากกว่าหนึ่งให้เกิดขึ้น เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งความเป็นส่วนตัวและเชื่อมต่อชีวิตภายในห้องของคน 3 คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว   CO-LIVING TABLE SHARING X PRIVACY ทลายความต่างทางวัฒนธรรมสะท้อนผ่านโต๊ะ 1 ตัวที่อยู่กลางห้อง โดยการทับซ้อนทางดีไซน์ที่สร้างสรรค์มากกว่าหนึ่งฟังก์ชั่น เพราะโต๊ะไม้ถูกออกแบบมาให้สามารถเป็นได้ทั้งโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกัน และโต๊ะทำการบ้านที่เป็นส่วนตัว เพียงแค่ยกฉากขึ้นก็สามารถนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ คนเดียวได้แล้วค่ะ   HOME WITHIN HOME ด้วยพื้นที่ขนาดจำกัดเพียง 30 ตารางเมตร ทำให้การออกแบบห้องนอนสำหรับน้องๆ นักศึกษาผู้หญิง 3 คน ดูคล้ายกับห้องนอนทรงแคปซูลซึ่งดีไซเนอร์ออกแบบเชื่อม 3 ยูนิตเกาะแนวผนังเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมบานหน้าต่างคือโซลูชั่นของการสร้างพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งมีขนาดกำลังดี ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป แถมยังเชื่อมต่อกับบริเวณนั่งเล่นที่เปิดโล่งให้ความสบายและความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ด้วยการเลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก   ROOM FOR 4 “กำแพงที่เป็นทั้งโคมไฟ ครัวที่เป็นห้องสมุด” นี่คือห้องชุดขนาด 46 ตารางเมตร ของนักศึกษาชาย 4 คน ที่ถูกท้าทายการออกแบบด้วยการทลายกรอบทางวัฒนธรรม สมการ 1+1 = 3 จึงเปรียบเหมือนการทับซ้อนทางดีไซน์ที่นำมาสู่การค้นพบพื้นที่ที่สาม มิติใหม่ที่ฉีกกฎทางความคิดในการออกแบบวันนี้ไปพร้อมๆ กับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์สู่โลกอนาคตอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งห้องพักแบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่นสำหรับใช้พื้นที่ร่วมกันในเวลาผ่อนคลายหรือทำงานกลุ่ม มีส่วนครัวที่เป็นพื้นที่หลากหลายฟังก์ชั่น ทั้งในส่วนของการเตรียมอาหารและรับประทานอาหารร่วมกันได้   BED AREA เตียงนอนทั้ง 2 ที่อยู่ในระดับและทิศทางที่แตกต่างกัน เพื่อให้แต่ละคนยังรู้สึกถึงพื้นที่ส่วนตัวแม้จะอยู่ในห้องนอนเดียวกัน จุดเด่นอยู่ที่หัวเตียงสามารถนั่งพิงเป็นเบาะได้และมีโคมไฟส่วนตัว เพื่อให้น้องๆ ได้มีที่ในการทำกิจกรรมของตัวเองก่อนจะเข้านอน ส่วนใต้เตียงนอนสูงก็มีที่เก็บของให้แต่ละคนเท่าๆ กัน พร้อมทั้งเสริมลูกบิดและมือจับที่สามารถแขวนของใช้ส่วนตัวสำหรับเตรียมตัวในวันพรุ่งนี้ได้   THE LEARNDING KITCHEN เมื่อโต๊ะทำงานไม่จำเป็นต้องเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมธรรมดาอีกต่อไป เพราะไอส์แลนด์ที่อยู่ในครัวถูกออกแบบมาให้น้องๆ นักศึกษาสามารถเรียนรู้ตำราประกอบอาหาร ร่วมกับการนั่งทำการบ้านหรืออ่านนั่งสือในมุมนี้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นการประหยัดพื้นที่และทำให้บริเวณรอบห้องดูโปร่งโล่งขึ้นอีกด้วย เมื่อพื้นที่ทุกตารางเมตรของคอนโดมิเนียมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การจัดสรรพื้นที่ภายในรวมถึงเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้ครบครันทุกฟังก์ชั่นการใช้งานนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ ใครที่มีแพลนจะซื้อคอนโดห้องเล็กไว้อยู่อาศัยเอง แต่ไม่รู้จะแต่งห้องอย่างไรให้ใช้งานได้คุ้มค่า แนะนำให้นำไอเดียจากนิทรรศการ ‘SPACES WITHIN SPACE, A Vision of Co-Living Generation’ ในมุมมองของ AP และ FABRICA ที่เรานำมาฝากวันนี้ไปใช้ออกแบบและตกแต่งห้องมุมต่างๆ ให้ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด รับรองว่าห้องสตูดิโอธรรมดา ก็กลายเป็นห้องขนาดใหญ่ได้ง่ายๆ
3 เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ไทย แต่งบ้านเก๋ แถมรักษ์โลกด้วย

3 เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ไทย แต่งบ้านเก๋ แถมรักษ์โลกด้วย

เพราะหัวใจของการอยู่อาศัยอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นอยู่ที่ความพอดี ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคพลังงาน การไม่ก่อมลพิษที่จะทำร้ายทำลายตนเองและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความพอดีในการลงทุนเพื่อทำให้บ้านของคุณ "เขียว" ขึ้น ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ที่เรียกเก็บอยู่ทุกเดือน สารเคมีที่คุณใช้ หรือปริมาณขยะในถังที่คุณต้องเททิ้งอยู่ทุกวันนั่นเอง ซึ่งความจริงอีกประการหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ บนโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ การที่บ้านจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้นั้น ย่อมจะต้องอาศัยการลงทุนลงแรงเช่นกัน แนวคิดพื้นฐานในการปรับปรุงบ้านให้เป็นมิตรต่อผู้อยู่และไม่ทำร้ายสภาพแวดล้อมนั้น คือการหาจุดสมดุลระหว่างความสามารถในการลดการบริโภคพลังงาน ลดมลพิษ ไม่ขัดกับวิถีชีวิต และเป็นมิตรต่อเงินในกระเป๋าด้วย โดยเรื่องเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เราสามารถบริหารจัดการได้ หากเราวางแผนตั้งแต่ต้น คิดทุกอย่างตั้งแต่การออกแบบ การกำหนดทิศทางของบ้าน การคัดสรรวัสดุ และการเลือกซื้อของมาใช้สอยในบ้านให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น เริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่เลือกเฟอร์นิเจอร์ หากเอ่ยคำว่า ‘เฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก’ คุณคิดถึงอะไร? ภาพแรกที่คุณคิดคือโต๊ะหรือเก้าอี้จากเศษวัสดุเหลือใช้ ดีไซน์ในรูปแบบเดิมๆ กันอยู่หรือเปล่า? วันนี้เราจะทำให้คุณลบภาพเหล่านั้นทิ้งไป เพราะปัจจุบันมีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ในคอนเซ็ปต์รักษ์โลกมากมาย ที่สำคัญคือเป็นฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่ไม่เพียงแต่ออกแบบเพื่อความสวยงามเท่านั้นแต่ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะคะว่ามีแบรนด์อะไรกันบ้าง ตามไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ 1. Many go Round เฟอร์นิเจอร์ไม้ดีไซน์น่ารัก ขนาดเล็กกะทัดรัดที่เกิดจากความคุ้นเคยในสิ่งรอบๆ ตัว ของเจ้าของแบรนด์และพาร์ทเนอร์อีก 2 คน ที่หยิบยกแม่พิมพ์พลาสติกซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากในโรงงาน มาออกแบบให้เป็นเฟอร์นิเจอร์โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิล ผสมผสานกับการใช้เยื่อไม้ซึ่งเป็นขี้เลื่อยมาผสมผสานกับพลาสติกประมาณ 30% เพื่อลดปริมาณการใช้ปิโตเลียม ผ่านกระบวนการรีไซเคิลจนออกมาเป็น ชิ้นส่วนรูปทรงคล้ายถาด และกล่อง แล้วจึงเติมสีสันให้ดูน่าสนใจ เมื่อผ่านขั้นตอนรีไซเคิลจนได้ชิ้นส่วนหลักของผลิตภัณฑ์แล้ว ดีไซเนอร์จึงนำความแข็งแรงของแม่พิมพ์เก่า ที่มีอยู่เดิมมาผสมผสานปรับปรุงโดยใช้วัสดุที่เป็นพลาสติกผสมเยื่อไม้มาประกอบกับโครงสร้างไม้ยางพารา ซึ่ง ปลูกภายในประเทศและมีราคาย่อมเยาว์ ออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ดีไซน์สไตล์มินิมอลที่เรียบง่าย แฝงไปด้วยฟังก์ชั่นเก็บของเพื่อช่วยประหยัดพื้นที่ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในปัจจุบัน มีให้เลือก 2 แบบ คือ เก้าอี้สตูล และโต๊ะข้าง 2 ขนาด โดยมีเอกลักษณ์ที่ลวดลายไม้และผิวสัมผัสของวัสดุหลักอย่าง Wood composite plastic เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นวัสดุที่ลงตัวระหว่างฟังก์ชั่นความแข็งแรง ความสวยงามของผงไม้และเยื่อไม้ที่ผสมอยู่กับพลาสติก และยังสามารถรีไซเคิลได้ 100% อีกด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :  www.manygoround.com  หรือโทร. 086-365-9716 2. THAS ผลิตภัณฑ์ Eco จากไม้คอร์กที่ใช้ไอเดียจากหลายเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับการออกแบบมาปรุงรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ในเรื่องของแรงโน้มถ่วง หรือกฎของนิวตันมาเป็นตัวแปรสำคัญ ในการนำไม้คอร์กที่มีความอ่อนตัวมาบิดดัดให้อยู่ตัวและคงรูป โดยใช้กระบวนการ อัพไซเคิล (Upcycle) ซึ่งเป็นคำประสมของคำว่าอัพเกรด (upgrade) รวมกับคำว่า รีไซคลิ่ง (Recycling) เข้ามาข้องเกี่ยวในส่วนของการผลิต ซึ่งจุดเด่นของแบรนด์เราคือกระบวนการอัพไซเคิล โดยนำเศษวัสดุเหลือใช้ กลับมาทำเป็นของใช้ใหม่ให้มีมูลค่ามากขึ้น โดยไม่ต้องใช้พลังงานและกระบวนการทางเคมีใดๆ ซึ่งจะแตกต่างจากการรีไซเคิล ที่นำสิ่งที่ไม่สามารถใช้ซ้ำได้แล้วไปเข้ากระบวนการแปรรูปให้เป็นวัตถุดิบ โดยใช้วิธีหลอมรวมกันเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ จึงทำให้คุณภาพหรือมูลค่าของสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ด้อยกว่าของเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังคิดต่อยอดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดูน่าสนใจ ด้วยการเติมคุณสมบัติให้กับไม้ชนิดนี้ โดยออกแบบให้เป็นบอร์ดแปะข้อความต่างๆ ซึ่งออกแบบลวดลายโดยสร้างบล็อกพิมพ์ขึ้นมาเองจากนั้นจึงกดพิมพ์ลงไปด้วยมือ แทนการพิมพ์แบบอิงค์เจ็ทเพราะต้องการคงพื้นผิวของเนื้อไม้เอาไว้ และยังช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอีกด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.facebook.com/thasofficial/ หรือโทร. 088-293-9646 3. e-LITE solar jar ขวดโหลโคมไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เกิดจากความมุ่งมั่นของ เจ้าของแบรนด์และพาร์ทเนอร์ชาวแอฟริกาอีกหนึ่งคน ซึ่งต้องการฉีกรูปดีไซน์โคมไฟตั้งโต๊ะรูปแบบเดิมๆ ผ่านนำเสนอความคิดแปลกใหม่ในแบบฉบับของตนเอง  โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและยังสร้างความสวยงามให้กับบ้านดีไซน์แสนน่ารัก เหมาะการนำไปตกแต่งในมุมต่างๆ ซึ่งทำงานด้วยระบบ Solar Cell แผ่นเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า การใช้งานของ e-Lite Solar jar นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแค่ในช่วงเวลากลางวันที่แดดร้อนจัดก็นำขวดโหลออกมาให้สัมผัสกับแสงแดดเพื่อเป็นการชาร์จพลังงาน โดยไม่ต้องเปิด Magnet Switch ปิดการทำงานของวงจรไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่เข้าสู่แบตเตอรี่แบบ Rechargable ที่ใต้ฝาขวด โดยต้องสัมผัสกับแสงแดดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ในวันที่แดดแรงจัด หรือวางกลางแจ้งทิ้งไว้ 10-12 ชั่วโมง ในกรณีที่แดดไม่แรงมากนัก เพียงเท่านี้ก็สามารถให้แสงสว่างต่อเนื่องได้ถึง 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 1 ครั้งแล้วค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.facebook.com/eLitesolarjar/ เมื่อทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเรา วิธีรักษาสิ่งแวดล้อมง่ายๆ นอกจากลดการใช้พลังงานไฟฟ้า นั่นก็คือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์รักษ์โลกมาแต่งบ้าน ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยดูแลรักษาโลกของเราไปในตัวพร้อมๆ กับฟังก์ชั่นใช้งานที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ประโยชน์มากที่สุด แถมบ้านยังสวย เก๋ ไม่เหมือนใครอีกด้วย  :)
สุขุมวิท ทำเลอมตะ

สุขุมวิท ทำเลอมตะ

ถนนสายหลักของประเทศไทยที่เราต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีอยู่ 4 สายด้วยกัน คือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน, ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ, ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม ถนนทั้ง 4 สาย ถือเป็นถนนสายสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพมหานคร กับภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ถือเป็นหัวใจหลักของการคมนาคมทางบก แต่ถนนที่เรากล่าวถึงในบทความนี้ คือ ถนนสายมุ่งสู่ภาคตะวันออก ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 หรือถนนสุขุมวิท เป็นถนนที่เริ่มต้นต่อจากถนนเพลินจิต  ผ่านจังหวัดสมุทรปราการ ช่วงปากน้ำ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และไปสุดทางที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด รวมระยะทางประมาณ 488 กิโลเมตร ในสมัยก่อนหากใครจะเดินทางไปภาคตะวันออกก็ต้องไปทางถนนสุขุมวิทนี้เท่านั้น ซึ่งครั้งนี้เราจะมาพูดถึงถนนสุขุมวิทเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นถนนที่มีความสำคัญอย่างมากอีกเส้นหนึ่ง ทั้งในด้านการคมนาคม ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงสถานที่สำคัญมากมาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ตลอด 24 ชม. โดยเราจะแบ่งสุขุมวิทออกเป็น 3 ช่วง คือ สุขุมวิทช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงปลาย เริ่มจากสุขุมวิทช่วงต้น ตั้งแต่ช่วงเพลินจิต นานา อโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ เป็นย่านที่ไม่เคยหลับตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ช่วงกลางวันเราจะเห็นพนักงานออฟฟิศมากมายแถวอโศก พร้อมพงษ์ มีห้างสรรพสินค้าระดับท็อป เช่น เอ็มควอเธียร์, เทอร์มินัล 21, เอ็มโพเรียม ฯลฯ ช่วงเย็น-ดึกจะเริ่ม มีสีสันจากร้านแฮงค์เอาท์ ผับบาร์ ร้านอาหารดีไซน์เก๋ เสริฟอาหารระดับคุณภาพที่หาทานไม่ได้จากที่ไหนต่างก็รวมตัวกันในย่านนี้ ทำให้กลายเป็นแหล่งนัดพบปะเพื่อนฝูงหลังเลิกงาน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  โดยเฉพาะแถวนานา ทองหล่อ และเมื่อสิ่งอำนวยความสะดวกมีอยู่รอบตัว การเดินทางสะดวกเข้าถึงง่าย หลายคนจึงมองหาที่อยู่อาศัยในย่านนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้านเดี่ยวที่อยู่อาศัยกันมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณย่า ส่วนสมัยนี้ก็จะเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ ซึ่งก็แน่นอนว่าย่านใจกลางเมืองที่มีความสมบูรณ์ขนาดนี้ราคาที่ดินก็สูงมากเช่นกัน จากการประเมินราคาที่ดินของกรมธนารักษ์รอบปี 2559-2562 ราคาที่ดินจะปรับตัวสูงขึ้นถึง 40% จากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยแล้ว 4.5-5 แสนบาท/ตร.ว. โดยเฉพาะโซนทองหล่อที่มีราคาที่ดินพุ่งสูงถึง 1.5 ล้านบาท/ตร.ว. ด้วยราคาที่ดินที่พุ่งสูงจึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สร้างโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ขึ้นไป ซึ่งแต่ละโครงการมีราคาเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 250,000 บาท/ตร.ม. สุขุมวิทช่วงกลางตั้งแต่เอกมัย พระโขนง อ่อนนุช ไปจนถึงอุดมสุข ทำเลขยับออกมาจากใจกลางเมืองอีกนิด ราคาที่อยู่อาศัยก็ขยับลงตามไปด้วย แม้ช่วงเอกมัยจะยังคงอยู่ในเมืองติดกับทองหล่อแต่ราคาที่ดินกลับถูกกว่า ซึ่งปัจจุบันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นจาก 5 ปีที่แล้วประมาณ 33% ซึ่งในช่วงสุขุมวิทตอนกลางนี้แถวอ่อนนุชจะได้รับความนิยมในการอยู่อาศัยมากที่สุด เพราะยังมีหอพัก, อพาร์ทเม้นท์ ที่มีราคาค่าเช่าต่อเดือนไม่แพงอยู่มากมาย และยังมีรถประจำทางไปถึงสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุชที่เป็นสถานีสุดท้ายก่อนจะเป็นสถานีส่วนต่อขยาย ค่าครองชีพในย่านนี้ก็ยังไม่แพงเท่าในเมือง ในขณะที่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับกลางอยู่อย่างครบครัน เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองไม่ไกล ซึ่งช่วง 3-4 ปีมานี้เราจะเห็นคอนโดมิเนียมที่เป็นแบรนด์ตัวท็อปแถวอ่อนนุชมากขึ้น แต่ก็ยังกระจุกตัวกันอยู่อ่อนนุชช่วงต้นไม่ไกลจากรถไฟฟ้า โดยราคาที่ดินเฉลี่ยแล้วเพิ่มสูงขึ้นปีละ 15-20% ส่วนราคาคอนโดมิเนียมของสุขุมวิทช่วงกลางนี้จะอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นปลายๆ ไปจนถึงไม่เกิน 2 แสนบาท/ตร.ม. แต่ด้วยราคาที่ดินย่านอ่อนนุชเพิ่มสูงขึ้นทุกปีเราอาจจะได้เห็นคอนโดมิเนียมในราคาแตะที่ 2 แสนบาท/ตร.ม. ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ส่วนโครงการทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยวในระดับกลาง-พรีเมี่ยมก็มีให้เห็นกันอยู่บ้าง แต่เป็นทำเลอยู่ไม่ใกล้รถไฟฟ้าเท่าไรนัก และเชื่อว่าเราจะได้เห็นหลายโครงการเกิดขึ้นในช่วงสุขุมวิทตอนกลางนี้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยในราคาที่มนุษย์เงินเดือนยังจับต้องได้ สุดท้ายกับทำเลสุขุมวิทช่วงปลาย ตั้งแต่บางนาไปจนถึงสมุทรปราการ จุดเด่นของทำเลนี้อยู่ที่การเดินทางออกนอกเมือง โดยเฉพาะภาคตะวันออก รวมถึงไปสนามบินสุวรรณภูมิสะดวกสบายมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานย่านบางนาไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรีก็ยังคงเดินทางได้แม้จะอยู่ห่างออกไปสักหน่อย มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่หลากหลายเท่าสุขุมวิทช่วงต้น แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีอะไรเลยจนทำให้ชีวิตดูลำบากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไรโครงการ Bangkok Mall ที่เป็นทั้งศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ และอาคารสำนักงานให้เช่า บนพื้นที่ 100 ไร่ ริมถนนบางนา-ตราดขาออก เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบประมาณปี 2018 ก็เชื่อว่าจะทำให้ย่านบางนาคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะกลายเป็นศูนย์การค้าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งสำคัญที่ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยเลือกที่อยู่อาศัยในย่านนี้นั่นคือราคาที่ย่อมเยาว์กว่าในเมืองมาก เราจึงได้เห็นโครงการอันหลากหลายทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และคอนโดมิเนียม เพราะหากเปรียบเทียบกันระหว่างย่านสุขุมวิทช่วงปลาย เรายังสามารถหาบ้านเดี่ยวราคาไม่เกิน 3-5 ล้านได้ แต่กับคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิทช่วงต้นในราคา 5 ล้านเท่ากัน อาจจะได้เพียงห้องสตูดิโอพื้นที่ไม่เกิน 30 ตร.ม. หรือบางโครงการเงิน 5 ล้านนี้ก็ไม่สามารถซื้อคอนโดทำเลใกล้รถไฟฟ้าได้แล้ว ด้วยความเพียบพร้อมของทำเลสุขุมวิท จึงไม่แปลกที่ยังคงความเนื้อหอม ดึงดูดนักลงทุนรวมถึงผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยตามไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของคนยุคใหม่ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ให้เข้ามามองหาโครงการดีๆ ในย่านนี้อยู่เสมอ สุดท้ายเราจะเลือกที่อยู่อาศัยแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคนว่าที่ไหนจะตอบโจทย์สำหรับเราได้มากที่สุด
เลือกเหล็กดัดอย่างไรให้เข้ากับบ้าน

เลือกเหล็กดัดอย่างไรให้เข้ากับบ้าน

“เหล็กดัด” จัดว่าเป็นอีกหนึ่งวัสดุยอดฮิตของหลายๆ บ้านที่สถาปนิกและผู้รับเหมานิยมติดตั้งเพื่อป้องกันปัญหาบุกรุกและขโมยขึ้นบ้าน เนื่องจากมีความแข็งแรง ทนทาน และสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี แต่ในเรื่องของความสวยงามนั้นกลับเป็นปัญหาให้เจ้าของบ้านกังวลใจไม่ใช่น้อยเลย เพราะเหล็กดัดที่เราเห็นทั่วไปมักมีลวดลายทำให้รูปลักษณ์ของบ้านดูสวยน้อยลง ซึ่งองค์ประกอบหลักของการเลือกเหล็กดัดให้เข้ากับบ้านนั้นก็มีอยู่ไม่กี่ข้อ เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง เลือกแบบที่ใช่ในสไตล์ที่ชอบ ขั้นตอนแรกของการเลือกเหล็กดัดให้เข้ากับตัวบ้าน แนะนำให้ลองหารูปภาพแบบที่ชอบในอินเตอร์เน็ต หรือหนังสือต่างๆ เพื่อเป็นภาพตัวอย่างให้แก่ช่างผู้ชำนาญหรือสถาปนิกผู้ออกแบบ นอกจากนี้ควรเลือกลวดลายให้รับกับสไตล์ของบ้าน เช่น บ้านสไตล์โมเดิร์น ก็ควรเลือกเหล็กดัดเป็นเส้นสายเรียบๆ ไม่ต้องมีลวดลายหรือเกิดความรกสายตาจนเกินไป เพราะถ้าออกแบบให้ดีก็สามารถเป็นส่วนตกแต่งที่ดีและโดดเด่นของบ้านได้ ทำความรู้จักกับชนิดของเหล็กก่อน แน่นอนว่าเหล็กดัดทำจากวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งเหล็กก็มีหลายประเภทด้วยกัน ทั้งเหล็กแผ่น เหล็กเส้น และเหล็กรูปทรงต่างๆ ส่วนใหญ่เราจะชินกับเหล็กกลมหรือเหลี่ยมเท่านั้น ดังนั้นแนะนำให้ศึกษาข้อมูลชนิดต่างๆ ของเหล็กให้ดี เพื่อจะได้เลือกวัสดุที่มีความสวยงาม แข็งแรงและปลอดภัยกับบ้านนั่นเองค่ะ เช็คขนาดและระยะห่างให้ดี เมื่อเลือกรูปแบบ ลวดลาย ที่ชอบเหมาะกับบ้านได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาแนะนำให้คำนวณขนาดและช่องว่างให้ดี เพราะความสวยงามเส้นสายต่างๆ ของเหล็กดัดที่เกิดขึ้น ต้องทำให้เกิดช่องว่างที่ไม่มากเกินไป ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการป้องกันไม่ให้ตัวคนหรือแขนลอดผ่านได้ง่าย เลือกช่างที่ชำนาญ ขั้นตอนสุดท้ายเมื่อมีแบบคร่าวๆ ก่อนที่จะให้ช่างลงมือทำ แนะนำให้เลือกช่างที่มีความชำนาญเกี่ยวกับเหล็กโดยตรง และช่วงติดตั้งนั้นเจ้าของบ้านควรหมั่นเข้ามาดูงานบ่อยหน่อย เผื่อมีการแก้ไขจะได้ทำทันที ส่วนจะติดเหล็กดัดข้างในหรือข้างนอกบ้านอาจไม่สำคัญเท่ารูปแบบ เพราะอย่างไรเหล็กดัดเหล่านี้ก็เป็นเกราะป้องกันให้แก่บ้านอยู่ดีค่ะ องค์ประกอบเพื่อความปลอดภัยที่สำคัญของบ้านอย่างเหล็กดัด นับเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่เจ้าของบ้านควรใส่ใจ ทั้งในด้านการออกแบบ,การเลือกวัสดุคุณภาพ และช่างผู้ชำนาญก็ช่วยทำให้มั่นใจได้อีกขั้นหนึ่ง ขอแค่เลือกให้เข้ากับสไตล์ของบ้านแค่นี้ก็ได้บ้านสวยและอยู่สบายแล้วค่ะ
ข้อควรรู้เมื่อบ้านเกิดรอยร้าว

ข้อควรรู้เมื่อบ้านเกิดรอยร้าว

อีกหนึ่งปัญหาสำหรับเจ้าของบ้านที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “รอยร้าว” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับทุกๆ บ้านเมื่อมีอายุการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง แต่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่กลับละเลยและไม่ลงมือซ่อมแซมรอยร้าวเหล่านี้ทันที เพราะคิดว่าไม่เป็นอันตรายและเป็นการสิ้นเปลืองค่าซ่อมแซม โดยที่ไม่ทราบเลยว่ารอยร้าวบางลักษณะก็เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้าน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอาคารโดยตรง หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าอาจเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้บ้านถล่มได้เลยนะคะ วันนี้เราจึงรวบรวมรอยร้าวทุกอาการที่พบบ่อยซึ่งมีทั้งแบบไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง และรอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง พร้อมวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว... รอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง รอยร้าวแนวดิ่งบนผนังและคาน รอยร้าวแนวดิ่งบนผนังและคานเป็นรอยร้าวที่เกิดจากการแอ่นตัวของพื้นและคานที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น เนื่องจากรองรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้คานแอ่นและดันผนังใต้คานให้เกิดรอยร้าวแนวดิ่งตามมาด้วย หากพบรอยร้าวแนวนี้ แนะนำให้รีบเคลื่อนย้ายข้าวของที่มีน้ำหนักมากๆ ออกทันที เพื่อลดน้ำหนักกดทับและใช้เหล็กค้ำยันเพื่อช่วยแบ่งเบาน้ำหนัก จากนั้นจึงให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบและจ้างผู้รับเหมาหรือช่างที่ชำนาญซ่อมแซมในขั้นตอนต่อไป รอยร้าวบริเวณกลางพื้นหรือบนเพดาน ถ้าเกิดรอยร้าวบริเวณนี้นับว่าเป็นรอยร้าวอันตรายที่สุดเลยค่ะ สาเหตุเกิดจากพื้นชั้นบนรับน้ำหนักมากเกินไป จนเกินขีดความสามารถ การที่เกิดรอยร้าวจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยก่อนพื้นจะพังทลายลงมา วิธีรับมือที่ดีสุดคือควรรีบเคลื่อนย้ายข้าวของบริเวณใต้รอยร้าวและบนรอยร้าวให้เร็วที่สุด จากนั้นจึงติดต่อให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบและทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน รอยร้าวทแยงมุมบนผนัง รอยร้าวทแยงมุมบนผนังเกิดจากการทรุดตัวของฐานรากหรือเสาบ้านที่อยู่ใกล้ผนังบริเวณนั้น ซึ่งรอยร้าวลักษณะนี้บ่งบอกถึงความไม่แข็งแรงของโครงสร้างบ้าน แนะนำให้ปรึกษาช่างผู้ชำนาญหรือสถาปนิกมาตรวจสอบและแก้ไขโดยด่วน ซึ่งวิธีแก้ไขรอยร้าวชนิดนี้ อาจต้องเสริมเสาเข็มและฐานรากหรือใช้วิธียกบ้านขึ้นชั่วคราวเพื่อทำฐานรากใหม่ หากเจ้าของบ้านปล่อยให้เกิดรอยร้าวลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจต้องทุบอาคารทิ้งทั้งหมดเลยนะคะ เพราะฉะนั้นรีบแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าค่ะ รอยร้าวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง รอยร้าวที่ขอบวงกบประตู- หน้าต่าง เชื่อว่ารอยร้าวนี้ทุกคนต่างพบเจอเยอะที่สุดตามที่อยู่อาศัยแล้วค่ะ สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากวงกบประตูหรือหน้าต่างไม้ ซึ่งไม้เป็นวัสดุที่มีการยืดหดตัวง่าย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอุณหภูมิและความชื้น ก็จะส่งผลให้ปูนฉาบบริเวณนี้เกิดรอยร้าวได้นั่นเอง วิธีแก้ไขแนะนำให้ติดต่อผู้รับเหมาหรือช่างที่มีความชำนาญ เข้ามาขัดแต่งรอยร้าวและฉาบปูนปิดทับลงไปให้เรียบเนียนเสมอกัน รอยร้าวแตกลายงาทั่วผนัง อีกหนึ่งรอยร้าวที่มีให้พบเห็นตามบ้านและอาคารทั่วไปบ่อยๆ คงหนีไม่พ้นรอยร้าวแตกลายงาทั่วผนังนี่แหละค่ะ สาเหตุนั้นมักเกิดจากงานฉาบที่ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อผนังผ่านความชื้นและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงขึ้น จึงเกิดการยืดหดขยายและกลายเป็นรอยร้าวในที่สุด ซึ่งสามารถเกิดรอยได้ทั้งพื้นและผนังเลยนะคะ วิธีแก้ไขก็คือฉาบปูนปิดลงไปให้เสมอกัน โดยกรีดบริเวณรอยร้าวให้เป็นปากฉลาม (กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร) และใช้ปูนกาวโป๊เก็บบริเวณรอยต่อ จากนั้นก็ขัดให้เรียบร้อยแล้วจึงทาสีชนิดที่ปกปิดรอยร้าว เท่านี้ก็ผนังหรือพื้นที่มีรอยร้าวก็กลับมาสวยงามดังเดิมแล้วค่ะ รอยร้าวบริเวณรอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้างเสาและคาน รอยร้าวสุดท้ายที่มักเกิดขึ้นในบ้านมากที่สุดและไม่อันตรายต่อโครงสร้าง คือรอยร้าวบริเวณรอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้างเสาและคาน สาเหตุเกิดจากขั้นตอนการก่อสร้างผนังที่ผู้รับเหมาหรือช่างอาจไม่ได้เสียบเหล็กหนวดกุ้งเพื่อเกาะยึดกับโครงสร้างเสาด้านข้าง หรืออาจจะเสียบแต่ไม่แน่นพอ ทำให้ผนังเกิดรอยร้าวระหว่างรอยต่อของเสาได้ จึงมองดูแล้วไม่สวยงาม วิธีแก้ไขคือติดต่อให้ช่างที่มีความชำนาญอุดรอยต่อหรืออุดรอยร้าวโดยใช้โฟมหรือ PU และจึงทาสีทับให้กลับมาสวยงามดังเดิม รอยร้าวที่เรารวบรวมมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงรอยร้าวที่มักพบบ่อยตามอาคารที่อยู่อาศัยซึ่งมีทั้งแบบไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง และรอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง ทั้งนี้หากใครพบรอยร้าวตามที่กล่าวมา แนะนำให้ปรึกษาวิศวกรที่มีความชำนาญเข้ามาทำการตรวจสอบเพื่อแก้ไขในขั้นตอนต่อไป ทางที่ดีไม่ควรชะล่าใจปล่อยรอยร้าวทิ้งไว้นานนะคะ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวได้
เฟอร์นิเจอร์ไม้แบรนด์ไทยน่าช็อป ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2017 (PART 2)

เฟอร์นิเจอร์ไม้แบรนด์ไทยน่าช็อป ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2017 (PART 2)

สำหรับใครที่กำลังมองหาของแต่งบ้านที่มีสไตล์เป็นของตัวเองคงจะเพลิดเพลินกับเฟอร์นิเจอร์ไม้แบรนด์ไทยน่าช็อป ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2017 (PART 1) จากโซน SELECTED ZONE ในงานที่เราคัดมาแนะนำกันไปแล้ว ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ไม้ก็เป็นอีกหนึ่งงานดีไซน์ที่เข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ดูทันสมัยในสไตล์มินิมอลที่เรียบง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น ที่สำคัญสามารถสร้างเอกลักษณ์ที่คงความโดดเด่นได้ไม่ซ้ำใคร แม้เวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม แต่ชิ้นงานเหล่านี้ก็ยังคงงดงาม มีคุณค่าในความเป็นแบรนด์สัญชาติไทยที่ดูอย่างไรก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่จะมีเฟอร์นิเจอร์ไทยแบรนด์ไหนที่น่าสนใจอีกบ้าง ไปดูพร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ Flo ถ้าพูดถึงสไตล์การแต่งห้องแบบมินิมอล หลายคนคงจะนึกถึงการแต่งอะไรน้อยๆ แต่ก็ดูมีอะไรขึ้นมาได้ ซึ่งคอนเซ็ปต์หลักจะเน้นที่ความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ประโยชน์ใช้สอยไม่ได้น้อยตามเลย เช่นเดียวกับ Flo (ฟโล) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อความลงตัว และตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งวัสดุหลักของแบรนด์จะเป็นไม้ เฟอร์นิเจอร์ของฟโลแต่ละชิ้นได้ถูกสร้างสรรค์ออกมาอย่างมีคุณภาพ และใส่ใจในรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว จนออกมาเป็นชิ้นงานที่เรียบง่ายแต่ว่าสวยงาม ดูดี อย่างที่เราได้เห็นกันนั่นเองค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.flofurniture.com หรือโทร. 088-220-8611 Niiq อีกหนึ่งแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์มินิมอลที่ได้รับรางวัลการันตีมากมายอย่าง Niiq ดีไซน์ของแบรนด์ไม่ได้คำนึงถึงแต่ความเรียบหรือเก๋เท่านั้น แต่ยังคงให้ความสำตัญในเรื่องดีเทล ฟังก์ชั่น ออฟชั่นในการใช้งานต่างๆ ด้วย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นของแบรนด์นั้นให้ความรู้สึกที่น่าใช้งาน ดูโปร่งสบายตา และสีของไม้จะค่อนข้างนุ่มนวล ไม่เข้มจนเกินไป เรียกได้ว่าถ้าซื้อไปใช้ที่บ้านหรือคอนโดฯ ก็ช่วยเติมความอบอุ่นให้กับบรรยากาศของห้องได้ดีเลยทีเดียวค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.niiqshop.com หรือโทร. 02-002-2860-1 odst เฟอร์นิเจอร์สวยๆ ที่ได้แรงบันดาลใจและดีไซน์จากความงดงามของศิลปะและธรรมชาติอย่าง odst ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่คนรักบ้านไม่ควรพลาดเลยค่ะ เพราะด้วยสไตล์มินิมอลที่ดูทันสมัยผสมผสานเข้ากับลูกเล่นให้เฟอร์นิเจอร์ดูน่าดึงดูดมากขึ้น ไอเท็มเด็ดของแบรนด์คงหนีไม่พ้นเฟอร์นิเจอร์ไม้หลากหลายโทนสี ตั้งแต่ไม้สีอ่อนที่ดูอบอุ่น ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้มที่ให้อารมณ์แตกต่างกันออกไป แต่ยังคงความเรียบง่ายอย่างกลมกล่อมเอาไว้ในตัว ถ้าลองเลือกไปตกแต่งบ้านหรือคอนโดดูบ้าง คงเพิ่มความมีสไตล์ให้กับพื้นที่ธรรมดาๆ ได้ไม่น้อยเลยค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.odstmaker.com หรือโทร. 02-933-5040 Romanee เฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์มินิมอลอีกหนึ่งแบรนด์ แน่นอนว่าต้องมาในคอนเซ็ปต์ความเรียบง่าย ดีไซน์ไม่ซับซ้อน แต่จุดเด่นของ Romanee น่าจะเป็นเรื่องของความโค้งมนที่ซ่อนอยู่ในการออกแบบของเฟอร์นิเจอร์แต่ละตัว รวมถึงความง่ายต่อการใช้สอย และก็เหมาะกับชีวิตความเป็นอยู่สไตล์คนเมืองมากๆ ไม่ต้องเยอะ แต่ก็ดูมีเสน่ห์ได้ ไอเท็มที่น่าสนใจก็มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเซตโต๊ะรับประทานอาหาร เตียงนอนสไตล์ญี่ปุ่น โต๊ะ ตู้ และเก้าอี้ เป็นต้น เชื่อว่าใครเห็นก็คงอยากได้มาครอบครองไว้ใช้ที่บ้านแน่นอนค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://romaneedesign.com  หรือโทร. 02-890-5051-5 Hari Ora Hari Ora คือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซน์เนอร์ไทยรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจออกแบบให้ผลิตภัณฑ์ตอบสนองไลฟ์สไตล์ทั้งเรื่องความสวยงามและการใช้งาน โดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นไม้โอ๊คเกือบทั้งหมดเพราะมีความเหนียว แข็งแรง และให้ลวดลายไม้สวยงาม โดยนำเสนอผ่านสไตล์มินิมอลและสแกนดิเนเวียที่ดูเรียบง่าย ไม่รกสายตา แต่แอบแฝงความอบอุ่นไว้ด้วยโทนสีและผิวสัมผัสจากธรรมชาติ ทั้งยังคำนึงถึงประโยชน์ของการใช้พื้นที่ให้มากที่สุดอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพและยังสวยงามตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคจริงๆ ค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.hariora.com หรือโทร. 080-934-9347 Chaw Cher : ฌ เฌอ แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้วล่ะ สำหรับแบรนด์นี้ Chaw Cher : ฌ เฌอ เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์โดยคนไทย แน่นอนว่าต้องมีความมินิมอลที่เรียบง่ายในตัวอยู่แล้ว แต่จุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่การนำกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นเข้ามาผสมผสานในเฟอร์นิเจอร์อย่างลงตัว ซึ่งก็มีทั้ง โต๊ะ เก้าอี้ เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ที่ทำมาจากไม้วอลนัทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงคงทน ส่วนเรื่องดีไซน์นั้นจะเน้นออกแบบให้ดูเรียบง่าย ใช้งานได้จริง แต่ขณะเดียวกันก็มีรายละเอียดและลูกเล่นที่สวยงามซ่อนอยู่ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์เลยล่ะ ใครที่ชอบแต่งบ้านสไตล์ญี่ปุ่น คงรู้สึกดีต่อใจกับแบรนด์นี้แน่นอน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.chawcher.com  หรือโทร. 095-490-3174 Many go Round แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กที่เติมเต็มช่องว่างความต้องการของคนเมืองที่อาศัยอยู่ในคอนโดพื้นที่จำกัด เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่มีขายอยู่มากมาย จึงทำให้แบรนด์ Many go Round คิดผลิตเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็ก โดยหยิบเอาวัสดุใกล้ตัวอย่างแม่พิมพ์เก่ามาดัดแปลงผสมผสานกับงานออกแบบจนกลายเป็นโต๊ะและเก้าอี้ Wood composite plactic ที่เติมความสนุกและพื้นที่การใช้งาน โดยดีไซน์ให้ผลิตภัณฑ์สามารถถอดประกอบง่ายทั้งยังเอื้อต่อการขนส่ง แต่ก็ยังเน้นในเรื่องของความแข็งแรง ทนทาน เหมาะแก่การใช้ตกแต่งบ้านที่มีขนาดเล็กหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัดได้เป็นอย่างดี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.manygoround.com  หรือโทร. 086-365-9716 Filobula แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีจุดเด่นอยู่ที่งานดีไซน์ โดยเอาความโค้งมนใส่เข้าไปในงานออกแบบเกือบทุกชิ้น ให้ความรู้สึกที่ดูเป็นกันเอง นุ่มนวล ดูอบอุ่นขึ้น และยังมีโทนสีของเนื้อไม้ให้เลือกหลากหลายเฉด อีกทั้งยังมีโทนสีของผ้าที่นำมาประกอบในเฟอร์นิเจอร์ให้เราสามารถจับ Mix & Match กันได้หลากหลายสีอีกด้วย ใครอยากให้บ้านและคอนโดฯ มีความ Unique ไม่ซ้ำใคร คงต้องเพิ่มเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ Filobula เข้าไปอยู่ใน shopping list แล้วล่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.facebook.com/Filobula/   หรือโทร. 099-421-5553 เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้จากฝีมือดีไซเนอร์ไทยที่เราคัดมาแนะนำกันใน PART 2 นี้ ใครที่ชื่นชอบงานสไตล์มินิมอลที่เรียบง่ายอยู่แล้ว ก็คงถูกใจกับรูปฟอร์มและดีไซน์ของแต่ละแบรนด์ที่มีความน่ารัก เก๋ไก๋ มากฟังก์ชั่นในตัวเอง จนกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดที่ทำให้ใครเห็นแล้วเป็นต้องหลงรักอย่างแน่นอน หากลิสช็อปปิ้งยังไม่เต็มสามารถเข้าไปเลือกเฟอร์นิเจอร์จาก PART ก่อนหน้าได้ที่นี่เลยค่ะ สำหรับงานบ้านและสวนแฟร์ 2017 นี้จัดขึ้นวันที่ 27 ตุลาคม ไปจนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ตั้งแต่เวลา ตั้งแต่เวลา 9:30 - 21:00 น. ณ ชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
5 พรรณไม้ที่ควรปลูกไว้ริมรั้ว สวยงาม กันขโมย!

5 พรรณไม้ที่ควรปลูกไว้ริมรั้ว สวยงาม กันขโมย!

เรามาตกแต่งรั้วบ้านที่เรียบๆ ด้วย “พรรณไม้” ให้กลายเป็นรั้วสีเขียวสวยงามสบายตากันดีกว่าค่ะ โดยทุกบ้านสามารถทำได้แม้จะมีพื้นที่ที่จำกัด เพราะอาศัยเพียงพื้นที่แนวนอนยาวขนาบไปกับตัวรั้วเท่านั้น แถมถ้าเลือกให้ดีต้นไม้บางชนิดยังมีคุณสมบัติช่วยอำพรางสายตาจากคนภายนอกและป้องกันโจรได้ด้วย เพราะไม้บางชนิดมีหนาม หรือจะปลูกไม้พุ่มสูงก็ทำให้โจรเข้ามาในบ้านได้ยากลำบาก ซึ่งการเลือกพรรณไม้สำหรับปลูกริมรั้วนั้นควรเลือกที่ทนแสงแดดและลมแรงได้ อีกทั้งควรเลือกชนิดที่ดูแลง่าย ไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่จะเป็นตัวช่วยให้รั้วบ้านของคุณดูสวยงาม ปลอดภัย และโดดเด่นไม่ซ้ำเพื่อนบ้านข้างๆ ต้นไทรเกาหลี ไม้ประดับที่นิยมใช้เป็นไม้แนวรั้วและตัดเเต่งคงหนีไม่พ้น ‘ไทร’ ใช่ไหมคะ? ซึ่งไทรก็แบ่งออกเป็นหลายชนิด แต่ที่เราหยิบยกมาแนะนำวันนี้คือ ไทรเกาหลี ที่มีลักษณะเป็นไม้พุ่มทรงสูงค่อนข้างเเน่น ตัวพุ่มประกอบด้วยใบสีเขียวสดที่เรียงตัวซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เมื่อโตเต็มที่จะสูงประมาณ 5-6 เมตร ด้วยความที่ไทรเกาหลีเป็นไม้พุ่มแน่นทึบมีใบไม้เรียงตัวซ้อนกันหลายชั้น ทำให้ช่วยกันเเสงเเดดและฝุ่นละอองได้ดี จึงเหมาะที่จะนำมาปลูกกั้นเป็นกำเเพงบดบังสายตาจากคนภายนอก และป้องกันขโมยได้ด้วยเนื่องจากพุ่มสูง ที่สำคัญคือเป็นไม้ที่มีความเเข็งเเรง ทนทาน ดูเเลรักษาง่าย ไม่ค่อยมีโรคหรือเเมลงกวน สามารถเติบโตได้ดีในดินธรรมดา จึงไม่แปลกที่นักจัดสวนส่วนใหญ่นิยมปลูกให้ตามแนวรั้วบ้านนั่นเอง ต้นข่อย ไม้ต้นริมรั้วที่นิยมปลูกตามมาติดๆ ก็คือ ‘ข่อย’ ซึ่งมีลักษณะพุ่มหนา ทนแดดทนลม สูงถึง 5-10 เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ริมรั้วเพราะพุ่มแน่นจากโคนถึงยอด หากเจ้าของบ้านหมั่นตัดแต่งดูแลพุ่มก็จะยิ่งแน่นขึ้นและใบจะมีขนาดเล็กลง กลายเป็นรั้วที่สวยงาม หรือบางบ้านอาจปลูกเป็นแนวเพื่อแบ่งอาณาเขตในสวนก็ได้ค่ะ ต้นสลัดได สำหรับใครที่ไม่ชอบพรรณไม้สูงๆ หรือไม้ใหญ่เพราะกลัวแผ่กิ่งก้านสาขาให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่สาธารณะ แนะนำให้ปลูกเป็นไม้พุ่มเตี้ยแทนค่ะ โดยเจ้าของบ้านอาจทำกระบะยกสูงจากพื้นสักระดับหนึ่ง และเลือกปลูก ‘สลัดได’ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กจำพวกเดียวกับกระบองเพชร มีความสูงประมาณ 3-6 เมตร ลักษณะคือมีหนามทั่วทั้งลำต้น ปกคลุมตามข้อต่อใบ ภายในมียางสีขาวซึ่งเป็นพิษ หากถูกผิวหนังจะระคายเคือง จึงถือเป็นไม้ยอดนิยมที่ปลูกไว้รอบรั้วบ้าน เพราะนอกจากช่วยป้องกันขโมยแล้วยังกันสัตว์ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วยค่ะ ต้นเข็มกุดั่น หากใครถือเคล็ด ไม่อยากให้มีต้นไม้มีหนามไว้ที่บ้าน แต่ก็ยังอยากปลูกไม้พุ่มขนาดเล็กให้สามารถป้องกันโจรได้ด้วย แนะนำให้เลือกปลูก ‘เข็มกุดั่น’ ค่ะ เพราะเป็นไม้พุ่มเตี้ยคล้ายๆ กับสลัดได แต่จะเป็นทรงพุ่มกลม ใบมีลักษณะหนาและแข็งดูแหลมคม ทนต่อสภาพแห้งแล้งที่มีแสงแดดเต็มวันได้ดี อีกทั้งเวลาออกดอกยังมีกลิ่นหอมตอนกลางคืนด้วยค่ะ ซึ่งเหมาะจะปลูกประดับกระบะยกสูงริมรั้วบ้าน หรือประดับตามสวนหิน และควรระวังเด็กๆ มาสัมผัสนะคะเพราะอาจบาดมือได้ ต้นกุหลาบเทียม เอาใจเจ้าของบ้านที่ชอบพรรณไม้ออกดอกมีสีสันเพื่อเพิ่มความสวยงามตลอดแนวรั้ว แนะนำให้ปลูก ‘กุหลายเทียม’ ไม้พุ่มที่บางครั้งมีลักษณะคล้ายไม้เลื้อย ลำต้นแข็งมีหนามยาวสีน้ำตาลแดงออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ ซึ่งจะสูงประมาณ 2-5 เมตร ตัวดอกมีสีม่วงอมชมพู เจริญเติบโตง่าย เรียกว่าไม่ต้องคอยดูแลรักษามาก เหมาะที่จะปลูกไว้ริมรั้วหรือริมหน้าต่างเพื่อช่วยป้องกันโจร และสัตว์ร้ายที่จะเข้ามาในบ้านได้ดีทีเดียวค่ะ Tips : สำหรับพรรณไม้ริมรั้วที่เราแนะนำมาทั้งหมดนี้ เจ้าของบ้านควรดูแลควบคุมระบบรากไม่ให้มีโอกาสชอนไชสิ่งปลูกสร้างอย่างรั้วได้นะคะ และหมั่นตัดแต่งกิ่งด้านของต้นไม้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมขนาดของทรงพุ่มไม่ให้แผ่ขยายใหญ่ออกไปเพราะขนาดของทรงพุ่มกับระบบรากนั้นมีความสัมพันธ์กัน หรืออาจบล็อกรากโดยปลูกลงในกระถางและวางในกระบะริมรั้วที่ก่อขึ้นมาแทน เท่านี้ก็สร้างความสวยงามและกันขโมยให้แก่รั้วบ้านของคุณได้แล้วค่ะ
เฟอร์นิเจอร์ไม้แบรนด์ไทยน่าช็อป ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2017

เฟอร์นิเจอร์ไม้แบรนด์ไทยน่าช็อป ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2017

“เราจะไม่ลืม” งานบ้านและสวนแฟร์ปีนี้ชวนให้เราย้อนรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระบรมราโชวาทที่ชี้แนะให้ทุกคนคำนึงถึงการรักษาความสมดุลในการใช้ชีวิต พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างผู้คนกับธรรมชาติรอบตัว ภายในงานกลับมาพร้อมกับโซนสินค้าและงานดีไซน์ที่ชวนตื่นตาตื่นใจหลายโซน เริ่มตั้งแต่นิทรรศการและกิจกรรมที่ให้ความรู้ ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย, บ้านตัวอย่าง, บูธวัสดุก่อสร้าง, เครื่องใช้ไฟฟ้าและครัว, ของแต่งสวนไปจนถึงพรรณไม้นานาชนิด และหนึ่งในโซนที่คนรักบ้านไม่ควรพลาดก็คือ SELECTED ZONE โซนเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่มากร้านละลานตาเต็มไปหมด ซึ่งแต่ละร้านก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร เราเลยอาสาพาไปช้อปปิ้งในโซนนี้กัน รับรองว่าแต่ละแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เราเลือกมานั้นสวยและดี เหมาะแก่การแต่งบ้านและคอนโดฯ อย่างแน่นอน oggi เรามาเริ่มแบรนด์แรกกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เพิ่มความอบอุ่นให้แก่บ้านอย่าง oggi ที่เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 โดยยึดคอนเซ็ปต์เรียบง่ายและซุกซนเพื่อแสดงถึงตัวตนของแบรนด์ โดยเฟอร์นิเจอร์ในร้านจะมีตั้งแต่โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ เตียงนอน ที่ทำมาจากไม้โอ๊ค ลวดลายธรรมชาติและมีดีไซน์ที่สามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วเรื่องของคุณภาพก็ยังมีรางวัลการันตรีมากมายอีกด้วยค่ะ สำหรับผู้ที่สนใจ Oggi มีโชว์รูมอยู่ที่ซอยนาคนิวาส 47 ซึ่งสามารถติดต่อขอเข้าชมโชว์รูมได้ แต่ต้องทำการนัดหมายก่อนนะคะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.oggi-living.com หรือโทร. 087-700-5401 KILTT เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เราตกหลุมรักในความเรียบง่ายและน่ารักจริงๆ ค่ะ สำหรับ KILTT (คิลท์) เฟอร์นิเจอร์ใช้งานภายในบ้านที่ทำจากไม้จริง ในรูปแบบเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และฟังก์ชั่นที่เหมาะแก่การใช้งาน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้ทุกวัยในครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งทุกขั้นตอนล้วนผ่านกระบวนการคิด ความใส่ใจในรายละเอียด ผลิตด้วยทักษะของงานช่างฝีมือผสมผสานกับเครื่องจักรในระบบอุตสาหกรรม จนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์คุณภาพที่มีความน่ารักสดใส ใครอยากแต่งบ้านในสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียบง่าย แต่ว่าครบครันทุกความต้องการ คงต้องมีครอบครองไว้สักชิ้นแล้วล่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.kilttdesign.com หรือโทร. 092-529-5465 3. Skog “ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่แสดงออกถึงตัวตนของคุณ show YOUR style with your FURNITURE” นี่คือนิยามของแบรนด์ Skog เฟอร์นิเจอร์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติของวัสดุและดีไซน์ โดยใช้ไม้ธรรมชาติอย่างไม้แอชและไม้โอ๊คดีไซน์สวยหรู ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่สไตล์โมเดิร์นไปจนถึงสไตล์วินเทจสอดแทรกอยู่ในความสวยงามของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ โซฟา รวมไปถึงของแต่งบ้านมากมายหลายชนิดที่รอให้ทุกคนไปจับจองเป็นเจ้าของ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.skog-home.com หรือโทร. 086-561-9000 MAHASAMUT เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ไทยที่นำวัสดุที่ให้ความรู้สึกแข็งแรงอย่างเหล็กมาผสมผสานดีไซน์กับงานไม้ solid จนออกมาเป็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์น ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ก็แฝงด้วยเส้นสายเฉียบคม สมกับความเป็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์น  หากใครอยากตกแต่งบ้านให้ดูทันสมัย รับรองว่าเฟอร์นิเจอร์ของ MAHASAMUT จะต้องถูกใจคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่นิยมงานดีไซน์ที่มี detail ไม่เยอะ แต่ยังสร้างเอกลักษณ์ที่คงความโดดเด่นได้ไม่ซ้ำใคร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.mahasamut.com หรือโทร. 02-811-8054 POOM แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เหมาะกับการนำไปตกแต่งในคอนโดมิเนียมและบ้านที่มีพื้นที่จำกัด ดีไซน์ของแบรนด์จะผสมผสานระหว่างสไตล์ญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียน แต่ชื่อของสินค้าจะเป็นภาษาไทยทั้งหมด งานทุกชิ้นจึงมีเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนจดจำได้ง่ายด้วยรูปฟอร์มโค้งมน เรียบง่าย แต่ก็ยังแอบซ่อนฟังก์ชันที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ตรงใจ ในส่วนของการเลือกใช้วัสดุนั้นก็เน้นความเป็นธรรมชาติอย่าง ไม้อเมริกันแอช แอชวูด ไม้นำเข้าเนื้อแข็งจากอเมริกา ซึ่งเป็นพืชป่าปลูกโดยเฉพาะ เรียกว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและยังเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ที่อยู่อาศัยไปในตัวด้วยค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.poom-home.com หรือโทร. 092-456-9555 Easy Cozy เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ อย่างมีสไตล์ เพราะสินค้าของ Easy Cozy นั้นผลิตจากไม้ยางพาราเกรดคุณภาพ ลายสวยและไม่มีตาไม้ ออกแบบมาให้ต่างจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราทั่วไป ด้วยดีไซน์ Minimalist เรียบง่ายแต่มีสไตล์ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไอเดียการใช้งานเอนกประสงค์สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจ ด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายแต่มีความเก๋ไก๋อยู่ในตัว ทั้งยังเหมาะแก่การใช้สอยในบ้าน คอนโดฯ หรือแม้แต่ร้านค้า เพราะสามารถเข้ากับเฟอร์นิเจอร์อื่นได้อย่างกลมกลืน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.easycozyfurniture.com หรือโทร. 081-771-2298 นอกเหนือจากเฟอร์นิเจอร์ไม้แบรนด์ไทยที่เรานำมาแนะนำในวันนี้แล้ว ยังมีร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้อีกหลากหลายแบรนด์ ที่เหมาะแก่การนำมาตกแต่งบ้านและคอนโดในสไตล์มินิมอล หากใครสนใจและอยากรู้ว่าจะมีแบรนด์อะไรในโซน SELECTED ZONE ที่น่าสนใจอีกบ้าง ก็สามารถติดตาม PART 2 ได้ที่นี่เลยค่ะ :))
ต่อเติมครัวไทยหลังบ้าน แบบโปร่งหรือแบบทึบ ดีกว่ากัน?

ต่อเติมครัวไทยหลังบ้าน แบบโปร่งหรือแบบทึบ ดีกว่ากัน?

บทความฉบับนี้ขอเอาใจคนที่มีบ้านใหม่ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมโครงการต่างๆ ที่จำนวนห้องและพื้นที่ใช้สอยมักจะไม่เพียงพอต่อความต้องการสักเท่าไหร่ เพราะบ้านจัดสรรส่วนใหญ่นั้นจะออกแบบครัวเป็นแบบเปิดอยู่ติดกับห้องนั่งเล่น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดกลิ่นรบกวนได้ อย่างที่ทราบกันดีแหละค่ะว่าครอบครัวคนไทยมักจะประกอบอาหารจำพวกต้ม, ผัด, แกง, ทอด ที่ก่อให้เกิดทั้งเสียง, กลิ่น, ควัน แผ่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบ้านอยู่เสมอ ซึ่งเมนูเหล่านี้ไม่เหมาะกับพื้นที่ปรุงอาหารในบ้านขนาดเล็กและกลางเนื่องจากมีช่องระบายอากาศได้น้อย นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เจ้าของบ้านหลายๆ หลังต้องต่อเติมครัวไทยแยกออกมาจากตัวบ้านเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากขึ้น แต่จะทำเป็นครัวแบบไหนดี? ระหว่างครัวแบบโปร่งและครัวแบบทึบ ครัวทั้งสองแบบนั้นมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่ค่ะ ครัวแบบโปร่ง เน้นความโล่งสบายๆ การต่อเติมครัวแบบโปร่งในรูปแบบที่เน้นความโปร่งโล่งนั้น มีจุดเด่นอยู่ที่เวลาประกอบอาหารกลิ่นควันและความอับชื้นต่างๆ จะระบายออกง่าย สามารถฉีดน้ำล้างทำความสะอาดครัวได้แต่ต้องมีทางระบายน้ำรองรับนะคะ ซึ่งวัสดุที่ใช้กับครัวแบบนี้จะต้องมีน้ำหนักเบา ส่วนใหญ่มักทำเป็นแผงระแนงไม้, ไม้เทียมแทนผนัง บางทีอาจเลือกทำผนังทึบเฉพาะช่วงล่าง ส่วนด้านบนปล่อยโล่งหรือทำเป็นแผงระแนง เพื่อความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ในส่วนของหลังคานั้นอาจทำติดลอยไว้กับผนังบ้านเดิมโดยซื้อกันสาดสำเร็จรูปมาติด หรือจะใช้โครงสร้างเสาส่วนต่อเติมรับหลังคาเช่นเดียวกับครัวแบบทึบ ซึ่งครัวแบบโปร่งมีข้อดีข้อเสียดังนี้ค่ะ ข้อดี ก่อสร้างได้ง่ายและรวดเร็วกว่าครัวแบบทึบ การต่อเติมครัวแบบโปร่งเป็นรูปแบบที่เน้นความโปร่งโล่งจะง่ายและรวดเร็วกว่า เพราะแค่ติดหลังคากันสาดและก่อปูนเป็นเคาน์เตอร์ครัวก็เรียบร้อยแล้วค่ะ หรือจะเลือกซื้อชุดครัวสำเร็จรูปมาติดตั้งเลยก็ได้ค่ะ ระบายอากาศได้ดี การต่อเติมครัวแบบโปร่งโล่งนั้นจะทำให้กลิ่นควันเวลาประกอบอาหาร รวมถึงความอับชื้นต่างๆ ภายในครัวจะระบายออกง่าย เนื่องจากไม่มีอะไรปิดกั้นผนังรอบด้าน สามารถทำความสะอาดง่าย ครัวแบบโปร่งบางบ้านอาจแค่เทปูนคอนกรีตธรรมดาพร้อมมีทางระบายน้ำรองรับ ทำให้สามารถฉีดน้ำหรือทำความสะอาดได้ง่ายกว่าครัวแบบปิดที่ปูพื้นด้วยกระเบื้อง ข้อเสีย สิ่งแปลกปลอมเข้ามาง่าย แน่นอนว่าครัวแบบเปิดส่วนใหญ่จะเป็นผนังเปิดโล่ง อาจทำให้มีน้ำฝน, ฝุ่นและสิ่งปรกต่างๆ สาดเล็ดรอดเข้ามาได้ง่าย อีกทั้งต้องคอยระวังป้องกันไม่ให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างแมลง นก หนู รวมถึงแมวหรือสุนัขตัวเล็กเข้ามาก่อกวนภายในห้องครัว ซึ่งในส่วนนี้เจ้าของบ้านอาจติดตั้งมุ้งลวดเข้ามาช่วยป้องกันได้ค่ะ อาจส่งกลิ่นรบกวนต่อเพื่อนบ้านได้ เมนูอาหารจำพวกต้ม, ผัด, แกง, ทอด ที่มีกลิ่นฉุนและควันรวมถึงไอน้ำมันเวลาประกอบอาหาร อาจจะกระจายไปถึงเพื่อนบ้านได้ ดังนั้นจึงต้องคอยระมัดระวังให้ดีค่ะ ครัวแบบทึบ ปกปิดมิดชิด สำหรับบ้านที่มีพื้นที่ด้านนอกสำหรับใช้สอยไม่มาก ก็สามารถใช้วิธีกั้นพื้นที่บางส่วนภายในตัวบ้านด้วยผนังทึบ และติดตั้งพัดลมดูดอากาศ เพื่อช่วยระบายอากาศดูดกลิ่นและควันออกสู่ภายนอกไม่ให้รบกวนภายในบ้าน ซึ่งการต่อเติมครัวแบบทึบที่มีผนัง 4 ด้านล้อมรอบโดยเจาะช่องเปิดตามความเหมาะสม พร้อมทำหลังคาครอบมิดชิดนั้น..มีข้อดีข้อเสียดังนี้ค่ะ ข้อดี ป้องกันสิ่งสกปรกได้ดี เมื่อเป็นครัวแบบทึบมีผนังปิดล้อม 4 ด้าน ดังนั้นจึงสามารถป้องกันสิ่งสกปรกและสิ่งไม่พึงประสงค์จากภายนอกได้ดีกว่าครัวแบบโปร่งนั่นเองค่ะ ป้องกันกลิ่นรบกวนเพื่อนบ้าน เพราะความมิดชิดของรูปแบบครัว ทำให้เจ้าของบ้านอาจต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์ช่วยอย่างเครื่องดูดควันพร้อมปล่องระบายอากาศเพิ่ม แต่ก็ยังมีข้อดีช่วยป้องกันกลิ่นควันจากการประกอบอาหารไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้านได้ง่ายด้วย ปลอดภัยกว่า แน่นอนค่ะว่าครัวแบบทึบปกปิดมิดชิดนั้นให้ความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากกว่าครัวแบบเปิดโล่ง นอกจากนี้บริเวณผนังโดยรอบยังสามารถติดตั้งชั้นเก็บของได้มากขึ้นอีกด้วยค่ะ ข้อเสีย บ้านมีโอกาสทรุดตัว การต่อเติมครัวแบบทึบส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่มีน้ำหนักมากกว่าครัวแบบทึบ จึงทำให้บ้านมีโอกาสทรุดตัวเร็วกว่า เพราะส่วนต่อเติมส่วนใหญ่จะใช้เสาเข็มสั้นซึ่งจะทรุดตัวเร็วกว่าตัวบ้านเดิม ทางที่ดีเจ้าของบ้านควรต่อเติมแบบแยกส่วนกันเพื่อลดปัญหาบ้านทรุด เนื่องจากการดึงรั้งกันและเกิดการฉีกขาดของโครงสร้าง ซึ่งอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจตามมาได้ค่ะ ค่าใช้จ่ายมากกว่า ครัวแบบทึบ ปิดมิดชิดนั้นก็ไม่ต่างกับห้องเปล่าหนึ่งห้อง ดังนั้นถ้าจะประกอบอาหารเจ้าของบ้านจึงต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ช่วยอย่างเครื่องดูดควันหรือพัดลมระบายอากาศเพิ่ม นอกจากนี้การสร้างห้องครัวแบบทึบจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าห้องครัวแบบโปร่ง ด้วยปริมาณวัสดุ โครงสร้าง และการเตรียมงานระบบที่มากกว่านั่นเองค่ะ ปฎิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าการต่อเติมครัวนอกบ้านนั้นเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะนอกจากจะสะดวกต่อการประกอบอาหารไม่ว่าจะผัด โขลก สับ แล้วยังสามารถระบายอากาศได้ดีกว่าครัวในบ้าน แต่ไม่ว่าจะเลือกต่อเติมครัวแบบไหน แนะนำให้ลองศึกษาสถาปนิกหรือผู้รับเหมาที่มีความชำนาญเพื่อออกแบบและคำนวณให้ถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ควรศึกษากฎเกณฑ์ของโครงการบ้านจัดสรรนั้นๆ รวมถึงได้รับการยินยอมจากนิติบุคคลก่อนทำการต่อเติมด้วยนะคะ
สาเหตุและวิธีรับมือปัญหารั่วซึมจากพื้นห้องน้ำ

สาเหตุและวิธีรับมือปัญหารั่วซึมจากพื้นห้องน้ำ

เมื่อห้องน้ำเป็นอีกหนึ่งห้องสำคัญประจำบ้านที่ทุกคนต่างต้องใช้งานกันทุกวัน เราจึงควรให้ความสำคัญตั้งแต่เรื่องโครงสร้าง วัสดุอุปกรณ์ สุขภัณฑ์ รวมถึงระบบสุขาภิบาล เพื่อป้องกันปัญหาการรั่วซึมในอนาคตนะคะ เพราะถึงแม้จะมีการก่อสร้างและออกแบบห้องน้ำที่ถูกต้องตามหลักการแล้วแต่ปัญหาการรั่วซึมก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งมักพบบ่อยในบ้านสองชั้นบริเวณห้องน้ำชั้นสอง โดยจุดสังเกตจะเริ่มจากคราบน้ำบนฝ้าเพดานที่อยู่ใต้ห้องน้ำชั้นบน จะมีลักษณะเป็นวงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และหากเปิดฝ้าดูก็อาจจะพบคราบน้ำตามคาน, ท้องพื้น และรอยต่อท่อ เป็นเหตุทำให้หลายบ้านที่ประสบปัญหาดังกล่าวต่างไม่สบายใจ วันนี้เราจึงรวบรวมสาเหตุพร้อมกับวิธีรับมือปัญหารั่วซึมจากพื้นห้องน้ำมาฝาก เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขให้กับผู้อ่านค่ะ สาเหตุของปัญหาพื้นห้องน้ำรั่วที่มักพบบ่อย ปัญหาจากการก่อสร้าง ปัญหาส่วนใหญ่มักจะเกิดจากขั้นตอนการเจาะท่อ แล้วทำให้เกิดช่องว่างระหว่างท่อกับพื้นห้องน้ำ ช่างส่วนใหญ่จะนำเศษกระดาษมาอุดช่องว่างไว้ แล้วจึงใช้ปูนซีเมนต์เทอุดรอบๆ ท่อ จึงทำให้เกิดรั่วซึมบริเวณท่อได้ง่าย ความชำนาญและวิธีการก่อสร้างของช่าง ก่อนปูพื้นกระเบื้องห้องน้ำ ช่างต้องเทกันซึมให้ก่อนปูกระเบื้องค่ะ แต่บ้านบางหลังช่างก็ไม่ได้เทกันซึมให้ จึงเป็นสาเหตุทำให้พื้นห้องน้ำรั่วซึมได้ง่ายค่ะ การใช้งานของผู้อยู่อาศัย การใช้งานของผู้อยู่อาศัยก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญนะคะ เพราะการทำความสะอาดและการใช้ห้องน้ำบ่อยๆ อาจทำให้ปูนยาแนวหลุดร่อน น้ำจะซึมผ่านร่องยาแนวไปสะสมอยู่ใต้พื้นกระเบื้องและโครงสร้างพื้นคอนกรีต หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าจะก่อเกิดสนิมที่เหล็กเสริมโครงสร้าง จนทำให้คอนกรีตแตก หลุดร่อน และอาจทำให้เป็นสาเหตุให้น้ำรั่วซึมได้นั่นเองค่ะ วิธีรับมือการแก้ปัญหาพื้นห้องน้ำรั่วซึมอย่างอยู่หมัด แก้ไขที่ปูนยาแนว การแก้ไขที่ปูนยาแนว สามารถทำได้โดยลอกยาแนวที่เสื่อมสภาพออก แล้วจึงทำความสะอาดพื้น จากนั้นก็รอให้ความชื้นระเหยออกมา โดยวิธีตรวจสอบความชื้นนั้นสามารถใช้แผ่นพลาสติกปิดบริเวณร่องยาแนวและสังเกตว่ามีหยดน้ำเกาะหรือไม่ หากพบว่าไม่มีความชื้นแล้ว จึงใช้ปูนยาแนวที่มีคุณภาพอุดบริเวณร่องยาแนวกระเบื้องต่อไป วิธีนี้จะช่วยระงับปัญหาได้ประมาณ 1-2 ปี เลยค่ะ แก้ไขทั้งระบบเพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว สำหรับการแก้ไขทั้งระบบเพื่อป้องกันปัญหาระยะยาวนั้น ขั้นตอนแรกควรสกัดรื้อกระเบื้องและปูนทรายปรับระดับออก แล้วจึงตรวจสอบก่อนจะซ่อมรอยแตกร้าวด้วยปูนซ่อมโครงสร้างโดยใช้ผลิตภัณฑ์สูตรซีเมนต์ ตามด้วยการปูกระเบื้องพื้น ซึ่งควรเลือกชนิดกระเบื้องที่มีค่าการดูดซึมน้ำต่ำเหมาะสำหรับการใช้งานในห้องน้ำ อีกทั้งควรติดตั้งโดยใช้ปูนทรายปรับระดับที่มีส่วนผสมของน้ำยากันซึมด้วยนะคะ และเมื่อซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงให้ช่างปิดฝ้าเพดานและเก็บงานทาสีให้เรียบร้อยก็ใช้งานต่อไปยาวๆ ได้อย่างสบายใจแล้วค่ะ ปัญหาท่อน้ำรั่ว ถ้าปัญหาห้องน้ำรั่วซึมของบ้านคุณเกิดจากปัญหาท่อน้ำรั่ว แนะนำให้ลองเปิดฝ้าเพื่อดูตำแหน่งท่อ จากนั้นจึงตรวจสอบดูว่าท่อรั่วหรือไม่ หากมีการรั่วซึมให้รื้อกระเบื้องโดยรอบออก จากนั้นก็ผสมปูนซีเมนต์กับน้ำรวมถึงน้ำยากันซึมก่อนจะเทรอบท่อ โดยเทให้สูงกว่าปากท่อที่ตัดออกและปล่อยทิ้งไว้จนแห้งจึงเอาเศษท่อที่ครอบไว้ออก ขั้นตอนสุดท้ายก็ติดตั้งชักโครก หรือปูกระเบื้องพื้นห้องน้ำให้สวยงามดังเดิม เพียงเท่านี้ก็สามารถแก้ปัญหาท่อน้ำรั่วได้อย่างตรงจุดแล้วค่ะ สาเหตุและวิธีรับมือปัญหารั่วซึมจากพื้นห้องน้ำที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาและวิธีแก้ไขที่มักพบเจอบ่อยนะคะ ดังนั้นหากบ้านไหนกำลังประสบปัญหานี้อยู่แนะนำให้ลองตรวจสอบให้ดีก่อนจะนำวิธีที่เราเอามาฝากไปแก้ไขดู ทั้งนี้ควรติดตั้งตำแหน่งสุขภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ตามตำแหน่งที่เหมาะสม เลือกใช้วัสดุคุณภาพ และเลือกใช้บริการช่างที่มีความชำนาญ รวมถึงการใช้อุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ช่วยป้องกันปัญหาการรั่วซึม เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำอีกนั่นเอง
ไอเดียเปลี่ยนพื้นที่ใต้บันไดให้ใช้งานได้อย่างมีสไตล์!

ไอเดียเปลี่ยนพื้นที่ใต้บันไดให้ใช้งานได้อย่างมีสไตล์!

หนึ่งในองค์ประกอบของบ้านที่มักจะถูกละเลยอยู่เสมอคงหนีไม่พ้น “พื้นที่ใต้บันได” ด้วยลักษณะการใช้งานที่ทุกคนในบ้านเพียงแค่เดินผ่านขึ้นลง อีกทั้งยังมีพื้นที่น้อยและเป็นมุมอับดูไม่ค่อยน่าสนใจ จึงทำให้เจ้าบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก ทั้งที่ความจริงแล้วเราสามารถดัดแปลงพื้นที่เหล่านี้ให้ดูโดดเด่นและใช้ประโยชน์ได้อีกมากมายเลยนะคะ แต่จะมีอะไรบ้างนั้น ต้องตามไปดูไอเดียจัดพื้นที่ใต้บันไดที่เรารวบรวมมาฝากให้นำไปประยุกต์ใช้กันดูค่ะ ตู้เก็บของสารพัดประโยชน์ หลายคนอาจจะคุ้นชินกับการวางของไว้ใต้บันไดโดยไม่สนใจว่าพื้นที่ตรงนั้นดูไม่น่ามองสักเท่าไหร่ใช่ไหมคะ ซึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ใต้บันไดให้เป็นตู้เก็บของโดยการบิวต์อินชั้นวางหรือเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวตามรูปทรงของพื้นที่ใต้บันได เพียงเท่านี้คุณเองก็จะมีมุมเก็บของที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ว่าใครเดินผ่านไปมาก็ต้องสนใจแล้วค่ะ เปลี่ยนให้เป็นมุมทำงานส่วนตัว อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่น่าสนใจก็คือมุมทำงานนั่นเองค่ะ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนพื้นที่ใต้บันไดไว้ใช้นั่งทำงานคิดไอเดียสร้างสรรค์ หรือใช้เป็นพื้นที่ให้ลูกทำการบ้านก็ยังได้ โดยการบิลต์อินดั่งในภาพให้เป็นมุมขนาดพอเหมาะ ตกแต่งด้วยไม้เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นชวนนั่ง หรือใครอยากประหยัดก็สามารถเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวดีไซน์เรียบง่าย แต่ต้องมีความยาวพอดีกับความกว้างของพื้นที่ใต้บันไดนะคะ ซึ่งแค่จัดวางคู่กับเก้าอี้นั่งสบายๆ รับรองไม่ว่าใครได้นั่งทำงานตรงนี้ ไอเดียพุ่งกระฉูดแน่นอนค่ะ เนรมิตเป็นมุมนั่งเล่น พื้นที่ใต้บันไดให้ก็สามารถเปลี่ยนเป็นมุมนั่งเล่นให้คนในบ้านใช้พักผ่อนได้นะคะ เพราะเพียงแค่วาง Day Beds เบาะนุ่มขนาดพอดีกับพื้นที่ ประดับด้วยหมอนและตุ๊กตาตัวโปรดก็ชวนนั่งทั้งวันแล้วค่ะ นอกจากนี้หากคุณเป็นหนอนหนังสืออยากมีที่สำหรับเก็บของเพิ่มขึ้นก็สามารถบิวต์อินตู้หนังสือเพิ่มที่ผนังเหนือเตียง เท่านี้ก็จะเป็นมุมนั่งเล่นที่ชวนนั่งแถมยังเก็บหนังสือได้อีกด้วย ทำเป็นบ้านสัตว์เลี้ยงแสนรัก สำหรับทาสหมาทาสแมวที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงตัวโปรดไว้ในบ้าน คงอยากให้พวกเขามีพื้นที่ส่วนตัวไว้พักผ่อนเหมือนกับคนใช่ไหมคะ การทำพื้นที่ใต้บันไดให้เป็นบ้านสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยค่ะ เพราะเพียงแค่ก่อผนังใต้บันไดปิดทึบพร้อมเจาะช่องประตูไว้สำหรับเป็นทางเข้าออกให้เหล่าสัตว์เลี้ยงและติดไฟด้านในไว้สักดวงหนึ่ง พร้อมวางเบาะนุ่มและของเล่นไว้ให้เขา เพียงเท่านี้พื้นที่ใต้บันไดก็กลายเป็นพื้นที่ที่ดีต่อใจของคุณและสัตว์เลี้ยงแล้วค่ะ จัดสวนซะเลย! สำหรับคนที่อยากเพิ่มความสดชื่นไว้ในบ้าน ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ใต้บันไดให้เป็นสวนในบ้านได้ง่ายๆ เพียงปลูกต้นไม้ในร่ม อาทิ จั๋ง, เข็มสามสี, ลิ้นมังกร, จันผา และสับปะรดสี เป็นต้น ซึ่งแนะนำให้เลือกต้นที่ขนาดกำลังดี ไม่สูงและโตไวเกินไป พร้อมโรยหินกรวดมนเพิ่มความสวยงาม เท่านี้ก็มีมุมพักสายตาในบ้านแล้วค่ะ ไอเดียที่เรารวบรวมมาฝากวันนี้ นับว่าน่าสนใจและสามารถใช้ได้จริงทั้งหมดเลยนะคะ ยิ่งบ้านไหนปล่อยให้พื้นที่ใต้บันไดว่างเปล่าเฉยๆ ไม่ได้ตกแต่งหรือใช้ทำอะไร แนะนำให้ลองนำไอเดียด้านบนไปประยุกต์ใช้ดูนะคะ รับรองว่านอกจากจะทำให้บ้านของคุณมีฟังก์ชั่นใช้งานเพิ่มขึ้นแล้วยังมีสไตล์ไม่ซ้ำใครอีกด้วย อีกทั้งแขกไปใครมาต่างก็ต้องชื่นชมกับไอเดียเหล่านี้แน่นอน
รวมพืชผักสวนครัวที่ควรปลูกไว้ที่บ้าน ตามรอยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของรัชกาลที่ ๙

รวมพืชผักสวนครัวที่ควรปลูกไว้ที่บ้าน ตามรอยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของรัชกาลที่ ๙

“การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป ”  พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อปี พ.ศ. 2517 จากพระราชดำรัสข้างต้น ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินค่ะว่า “แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเคยได้เรียนรู้และมักพูดถึงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่มีน้อยคนนักที่จะเข้าใจหลักปรัชญาและการใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแบบอย่างที่พ่อหลวง (รัชกาลที่ ๙) ทรงมีพระราชดำริไว้จริงๆ ฉะนั้นวันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะมารำลึกถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ตามคำที่พ่อหลวงเคยสอนเราไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน โดยชวนทุกคนให้หันมาปลูกพืชผักสวนครัวไว้ในบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิถีความพอเพียงที่สามารถทำได้ง่ายๆ นอกจากช่วยลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาในการออกไปจ่ายตลาดแล้วยังนำมาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง และสร้างความสุขทางใจอีกด้วยค่ะ แต่จะมีผักสวนครัวอะไรที่น่าปลูกและมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง ตามไปดูพร้อมกันเลย.. พริก เป็นพืชผักสวนครัวที่นิยมปลูกเป็นอันดับต้นๆ เลยค่ะ เพราะพริกนั้นเป็นสมุนไพรที่ให้รสชาติเผ็ดร้อน มีวิตามินซี วิตามินเอ ช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดี ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายอีกด้วย กะเพรา ถือว่าเป็นผักสวนครัวสามัญประจำบ้านที่ควรปลูกติดบ้านไว้เลยค่ะ เพราะเพียงแค่มีพริกกับกะเพราและเนื้อสัตว์ติดตู้เย็นไว้ ก็สามารถประกอบอาหารเมนูยอดนิยมอย่างผัดกะเพราไว้ทำทานได้แล้ว ซึ่งกะเพราเป็นพืชล้มลุกที่ปลูกง่ายนะคะ เพราะเมล็ดที่ร่วงหล่นลงไปนั้นพร้อมที่จะงอกเป็นต้นใหม่ได้ตลอด นอกจากนี้ยังเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณทางยาช่วยรักษาโรคได้อีกด้วยค่ะ ตะไคร้ สำหรับตะไคร้นี่ถือว่าเป็นผักสวนครัวและสมุนไพรไทยที่สามารถช่วยรักษาอาการปวดท้อง ลดอาการจุดเสียดและแน่นท้องได้ และยังคงมีสรรพคุณที่สามารถช่วยในการขับปัสสาวะได้อย่างเห็นผลอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารรสแซ่บด้วยนะคะ เรียกว่าบ้านไหนปลูกไว้นี่ยังไงก็ได้ใช้ประโยชน์แน่นอน คะน้า ผักสวนครัวอย่างคะน้าไม่ควรพลาดที่จะปลูกไว้ที่บ้านเลยนะคะ เพราะคะน้าประกอบไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา อีกทั้งยังคงมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ที่สามารถบำรุงกระดูกและฟันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวผัด, ผัดคะน้า หรือแม้แต่ทำราดหน้าก็มักใช้คะน้าเป็นส่วนประกอบ ผักบุ้งจีน ผักบุ้งจีนก็เป็นอีกหนึ่งผักสวนครัวที่มีติดบ้านไว้ยังไงก็ได้ใช้ประโยชน์แน่นอนค่ะ เพราะนอกจากจะนำไปประกอบอาหารได้แล้ว ผักบุ้งจีนยังมีสรรพคุณช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยังคงสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้ด้วย เนื่องจากผักบุ้งจีนนั้นเป็นผักที่มีทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก รวมไปจนถึงวิตามินบีและซีเลยค่ะ มะกรูด จัดว่าเป็นพืชสวนครัวที่อยู่ในกลุ่มของสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ประโยชน์ก็จัดจ้านไม่น้อยเลยค่ะ แถมกลิ่นของต้นมะกรูดยังช่วยไล่แมลงบางชนิดได้อีกด้วย นอกจากจะเป็นส่วนประกอบของเครื่องแกง ช่วยดับกลิ่นคาวในอาหารแล้ว มะกรูดยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด และส่งผลทำให้เลือดลมภายในร่างกายหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี ถั่วฝักยาว ถั่วฝักยาวเป็นผักสวนครัวที่มักถูกนำไปประกอบอยู่ในเมนูอาหารหลายๆ อย่าง ซึ่งสามารถรับประทานได้ง่าย นอกจากนำไปผัดและทอดแล้ว ยังสามารถรับประทานแบบสดๆ เคียงกับน้ำพริกได้อีกด้วย ซึ่งการรับประทานแบบสดจะมีสรรพคุณช่วยลดอาการแน่นท้องและท้องอืดได้ด้วยค่ะ ตำลึง หนึ่งในเมนูที่ทุกบ้านต้องเคยประกอบอาหารนั่นก็คือต้มจืดตำลึงใส่หมูสับใช่ไหมคะ ซึ่งตำลึงเป็นผักสวนครัวที่มีคุณค่าทางอาหารมากมายเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา เบต้าแคโรทีนป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ยังสามารถปลูกริมรั้วให้เป็นไม้เลื้อยที่สวยงามได้อีกด้วย รู้แบบนี้คงต้องรีบไปปลูกตำลึงกันแล้วล่ะ มะนาว ผักสวนครัวที่เห็นจะพูดถึงคงไม่ได้นั่นก็คือมะนาวค่ะ เพราะในผลกลมๆ นั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม กรดมาลิค และกรดซิตริค ที่ถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการ และยังนิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรสในเมนูอาหารอีกด้วย พืชผักสวนครัวทั้งหมดที่เรารวมรวบมานี้ คงเป็นพืชผักสวนครัวที่คนไทยทั้งประเทศย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู และการรับประทานพืชผักสวนครัวเป็นประจำนั้น จะช่วยทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ได้รับวิตามินรวมถึงแร่ธาตุหลากหลายชนิดด้วยกัน ที่สำคัญการปลูกผักสวนครัวไว้กินเองนั้นจะช่วยลดรายจ่าย ทำให้รู้จักใช้จ่ายเท่าที่มี ไม่ใช้จ่ายเกินกำลัง ตามรอยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของรัชกาลที่ ๙ บุคคลตัวอย่างในเรื่องของความพอเพียงที่เราทุกคนควรดำเนินรอยตามนั่นเองค่ะ
ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้กำไร

ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้กำไร

ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามีนักธุรกิจทั้งรายใหม่และรายเก่า ลาออกจากงานประมาจำมาเพื่อธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์กันมากขึ้น หลายๆคนก็ออกหนังสือแนะนำ “รวยด้วยคอนโด” บ้าง “รวยด้วยอสังหาฯ” บ้าง ดังนั้น จึงทำให้นักลงทุนหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย บางคนก็รุ่ง บางคนก็ล้มเหลว ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่า หลักการซื้อคอนโดให้ได้กำไร มีอะไรยังไงบ้าง เพื่อที่ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ได้มีโอกาสประสบความเสร็จเป็นนักลงทุนชั้นแนวหน้า 1.ความจำกัดของที่ดิน ความจำกัดของที่ดินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงที่ดินของโครงการที่มีจำกัด แต่หมายถึงที่ดิน ทำเลใกล้เคียงของโครงการ โดยการสำรวจที่ดินรอบๆ ว่ายังมีที่ว่างอยู่เยอะไหม เพราะถ้าหากมีที่ดินเปล่าว่างอยู่เยอะนั้น เป็นไปได้ว่ามีโอกาสสูงที่จะมีคอนโดใหม่ๆ ขึ้นอยู่ใกล้กับตัวโครงการของเรา เพราะในความเป็นจริงแล้ว หากมีคอนโดที่ขึ้นใหม่กว่า ซึ่งก็จะทำให้ราคาคอนโดของเราที่จะปล่อย ซื้อ ปล่อยเช่าปล่อยได้ยากขึ้น 2.ใหม่ย่อมดีกว่าเก่า หากต้องมีการเทียบทำเลและคุณสมบัติของคอนโดที่เท่ากันแล้วล่ะก็ ต้องมาดูกันที่อายุของคอนโดครับ ซึ่งก็แน่นอนว่าคอนโดเก่านั้นย่อมจะมีราคาถูกกว่าคอนโดใหม่ เพราะว่าคนทั่วไปมักจะคิดกันเสมอว่า ของใหม่ย่อมจะได้อะไรใหม่ๆกว่า และดีกว่าของเก่าแน่นอน เพราะอย่างนั้นการที่จะซื้อคอนโดเก่าเพื่อขายเก็งกำไรแล้วล่ะก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยากและเสียเวลาพอสมควร ทางที่ดีควรจะนำไปปล่อยเช่าดูจะคุ้มค่ากว่าขายต่อแน่นอน 3.ทำเลที่อยู่อาศัย ปัจจัยหลักๆ ในการที่คนจะมองหาคอนโดดีๆสักแห่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ทำเล” แน่นอน ยิ่งถ้าหากทำเลดีๆ ที่มีรถไฟฟ้าผ่าน ใกล้สถานที่ทำงาน หรือใกล้แหล่งช้อปปิ้ง เช่น สุขุมวิท พระราม9 ฯลฯ แล้วล่ะก็มักจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่คนมองไว้ก่อนแน่นอน แต่ถ้าห่างออกมาจากตัวเมือง หรือแถวๆชานเมืองแล้วล่ะก็มักจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะผู้คนมักจะมองว่าราคาไม่ต่างจากบ้านจัดสรรมากนัก ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็จะไปให้ความสนใจกับบ้านจัดสรรมากกว่า เพราะได้เปรียบในเรื่องพื้นที่ใช้สอยและความเป็นส่วนตัวกว่าคอนโด 4.เอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากทำเลแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้คอนโดนั้นได้ราคาดีก็คือจุดเด่น หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น วิวที่มองออกจากตัวห้อง การออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ฟิตเนส สระว่ายน้ำ รวมไปถึงนิติบุคคลของคอนโดนั้นๆ ด้วย ซึ่งเรื่องของวิวนี้ถือได้ว่าเป็นตัวกำหนดราคาของคอนโดได้ดีมากๆ เช่นห้องมุมที่มีวิวแม่น้ำ หรือวิวสวน ย่อมจะดีกว่าห้องที่มีวิวมองไปเห็นตึกตรงข้าม เป็นต้น 5.แปลงช่วงเศรษฐกิจตกต่ำให้เป็นโอกาส คำว่า “ในวิกฤติมักมีโอกาสเสมอ” คำๆ นี้มักใช้ได้ดีในทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะในช่วงเวลาปกตินั้น ราคาของอสังหาฯ มักจะปรับตัวขึ้นอยู่เสมอ แต่ราคาจะชะลอตัวและปรับตัวลงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้นการซื้อคอนโดไว้เก็งกำไรช่วงนี้ก็มักจะได้ราคาในช่วงราคาปกติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักลงทุนจะต้องศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ให้แม่นยำ เพราะบางทีในช่วงที่ราคาตกต่ำนั้น อาจจะยังตกต่ำลงได้อีก นั่นหมายความว่าราคาจะสามรถลงได้อีก 6. ห้องว่างไม่เกิน 10% “ยิ่งน้อย ยิ่งมีค่า” คำๆนี้ก็สามารถใช้ได้ดีกับคอนโดเช่นกัน สำหรับราคาของคอนโดนั้นสามารถดูได้จากจำนวนการอยู่อาศัยในปัจจุบัน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกได้ชัดเจนว่า คอนโดดังกล่าวยังน่าสนใจหรือไม่ หากมีผู้อาศัยเต็ม หรือมีห้องว่างเหลือเพียงน้อย ก็เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าทำเลดังกล่าวนัั้นมีความต้องการที่พักอาศัยสูง แต่ในทางกลับกันหากมีห้องว่างเยอะ มีการประกาศขายกันเยอะ มันสามารถบ่งบอกได้ชัดเจนว่าทำเลนี้ไม่น่าสนใจ หรือมีการเก็งกำไรสูง จนไม่น่าสนใจ หากซื้อคอนโดในลักษณะนี้แล้วมีโอกาสที่่ราคาจะถูกปรับลดลงได้อีกมาก ดังนั้นต้องทำการบ้านให้มากๆ 7. กระแสเงินสดเป็นบวก กฏข้อนี้ไม่เพียงแค่คอนโดเท่านั้น นิยมใช้ร่วมกับอสังหาฯประเภทอื่นๆ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ โดยจะเน้นหาเงินทุนจากการปล่อยเช่า หลักการก็คือ ให้คำนวณดูว่า คอนโดห้องที่เราต้องการจะซื้อนั้น เมื่อเทียบรายได้จากค่าเช่าแล้ว สูงกว่าที่เราผ่อนให้กับธนาคารหรือไม่ หากสูงกว่าจะเท่ากับว่า ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เงินตนเองซื้อ แต่ใช้เงินของผู้เช่าซื้อนั่นเองครับ กฏข้อนี้อาจทำยากกันสักนิด ต้องอาศัยความขยันในการค้นหาคอนโดราคาถูก ยิ่งขยันมาก ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นครับ สำหรับกฏทั้ง 7 ข้อนี้ ผู้อ่านอาจเลือกทำในข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายๆข้อผสมรวมกันก็ได้ครับ ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การลงทุนช่วงดังกล่าวนั้นมีความเสี่ยงสูง แต่หากผู้ลงทุน มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ศึกษา วิเคราะห์อย่างรอบความ ในความเสี่ยงสูงนั้นอาจช่วยให้เกิดกำไรที่สูงขึ้นเช่นกัน ขอบคุณแหล่งที่มา : www.bkkcitismart.com/บทความ/การซื้อ-และลงทุนอสังหาริมทรัพย์/ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้กำไร

1 ... 4 5 6 ... 9