Tag : Innovation

10 ผลลัพธ์
เปิด Fresh Taiwan สินค้าไลฟ์สไตล์ สุดล้ำจากไต้หวัน

เปิด Fresh Taiwan สินค้าไลฟ์สไตล์ สุดล้ำจากไต้หวัน

ช่วงปลายปีแบบนี้เชื่อว่าหลายคนจะต้องหาซื้อของขวัญกันเอาไว้บ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่ถ้าใครอยากจะหาของขวัญหรือสินค้าที่เป็นนวัตกรรม ดีไซน์สวย ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไปซ้ำกับใครแล้วล่ะก็ ต้องไม่พลาดที่จะไปเดินงาน Style Bangkok Fair 2019 ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์ของงานนั่นคือการนำเอาสินค้าจากต่างประเทศมาไว้ในงานด้วย โดยครั้งนี้เราจะพาไปทำความรู้จักสินค้า Fresh Taiwan จากไต้หวัน ที่เห็นแล้วจะต้องรู้สึกอยากจะได้เป็นเจ้าของสักชิ้นแน่นอนค่ะ   Fresh Taiwan คือโครงการที่กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ของ Designer ชาวไต้หวัน แล้วผลักดันไปไกลระดับโลก ซึ่งการมาร่วมจัดพาวิลเลี่ยนภายในงาน Style Bangkok Fair 2019 ถือเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยในแต่ละปีก็มีหลากหลายแบรนด์ใหม่ๆ มาโชว์ผลงานที่สามารถซื้อกลับไปเป็นของขวัญแบบไม่ซ้ำใคร หรือจะเจรจาธุรกิจก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ   สำหรับปีนี้ไต้หวันพาวิลเลี่ยนจะมาในธีม “ไฮไลท์” (HIGHTLIGHT) เน้นสินค้าที่เป็นนวัตกรรมคุณภาพ ความสร้างสรรค์ และฟังก์ชันที่ล้ำสมัย สะท้อนไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งหมด 10 แบรนด์ ซึ่ง 8 ใน 10 แบรนด์จะเป็นครั้งแรกที่มาร่วมงานนี้ ได้แก่ 49101 Electronics, Vinaera, Eye Candle, Singular Concept, Conquer Casa, Hands, Dilio, และ CLARECHEN รวมถึงแบรนด์ที่กลับมาอีกครั้งอย่าง bi.du.haev และ Fyber Forma จะมีสินค้าตัวไหนน่าสนใจบ้าง เรานำมาฝากกันค่ะ   Dilio สินค้าตกแต่งบ้านที่ไม่ใช่แค่วางประดับไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นที่รองน้ำมันหอมระเหย ด้วยส่วนผสมเฉพาะจากวัสดุหลักที่เป็นซีเมนต์พิเศษ จะช่วยให้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยฟุ้งกระจายและคงทนอยู่ได้นานขึ้นด้วย   bi.du.haev (Biduhaev cold brew system) ใครที่ชื่นชอบกาแฟสกัดเย็น หรือที่เรียกกันว่า cold brew จะต้องอยากมีเครื่องนี้ไว้ครองครองค่ะ ด้วยวัสดุของทั้งตัวเครื่องทำมาจากแก้ว ทำให้การแฟ cold brew แก้วโปรดได้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น   Vinaera เครื่องเติมอากาศในไวน์ สำหรับคอไวน์โดยเฉพาะจะต้องสะดุดตากับเจ้าเครื่องเติมอากาศในไวน์ครั้งแรกของโลก สินค้าตัวนี้จะมีอยู่ 2 รุ่นด้วยกันค่ะ Vinaera Classic กังหันน้ำไวน์ไฟฟ้า และ Vinaera Pro เครื่องเติมอากาศไฟฟ้าแบบปรับได้   49101 Electronics หูฟังบลูทูธ คนรักเสียงเพลงก็ย่อมจะต้องหาหูฟังดีๆ ไว้สักอันใช่ไหมคะ โดยหูฟังแบรนด์ 49101 มีความโดดเด่นตรงที่เป็นหูฟังบลูทูธสามารถเปลี่ยนเป็นสายชาร์จความเร็วสูงได้ และยังสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ในตัวได้ด้วย   Fyber Forma กระเป๋ากันน้ำ กระเป๋าหลากหลายดีไซน์ มีคุณสมบัติพิเศษด้านนอกกันน้ำ ผิวสัมผัสนุ่มละเอียดคล้ายหนัง น้ำหนักเบา ด้านในกรุด้วยผ้าอ่อนนุ่ม เพิ่มความทนทาน     หากใครอยากจะสัมผัสของจริง แล้วซื้อเก็บไว้เป็นของขวัญในช่วงสิ้นปีก็แนะนำให้รีบมาในงาน Style Bangkok Fair 2019 ในวันที่ 17-21 ตุลาคม 2562 นี้เท่านั้นนะคะ รับรองว่าไม่เหมือนใครแน่นอน    
7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

  การสร้างหรือการซ่อมแซมบ้าน ปัจจัยหนึ่งที่มักทำให้งบประมาณบานปลาย  คือ ขาดการวางแผนและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ  คำนึงแต่เรื่องราคาถูกเป็นหลัก ทำให้เวลาเอามาใช้งานจริง ไม่ได้ตามมาตรฐานของงาน ผลงานจึงออกมาไม่มีคุณภาพ หรือเมื่อใช้ไปได้สักระยะก็ต้องมาเจอปัญหาเดิม  ต้องมานั่งรื้อนั่งซ่อมกันใหม่  ทำให้ต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และอารมณ์  หงุดหงิดกับปัญหาซ้ำซากที่ต้องเจอบ่อยๆ   การเลือกใช้วัสดุจึงควรจะเน้นเรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับแรก และพิจารณาเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องมาเสียอารมณ์ เสียเวลาแก้ไขปัญหาที่ตามมาภายหลัง แม้ว่าอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย  แต่ถ้าคำนวณแล้วคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป  ก็น่าจะดีกว่าเลือกซื้อแต่ของถูกเท่านั้น   อย่างห้องน้ำหรือห้องครัวที่มีการปูกระเบื้อง ปัญหาสำคัญที่มักพบเสมอ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะหนึ่ง คือ ยาแนวของกระเบื้องหลุดล่อน เกิดเปราะแตก น้ำรั่วซึม เกิดปัญหาราดำ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการใช้ยาแนวที่ไม่มีคุณภาพที่ดีมากพอ ไม่เหมาะกับประเภทกระเบื้อง ทำให้มีปัญหาภายหลังมากวนใจ กวนเงินในกระเป๋าเจ้าของบ้าน ให้ต้องตามแก้ตามซ่อมกันเสมอๆ   5 เทคนิคเลือกใช้ยาแนวเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องยาแนวกระเบื้องในภายหลัง  ลองใช้ 5 เทคนิคนี้เป็นแนวทาง ในการเลือกใช้ยาแนวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด   1.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะกับประเภทของกระเบื้อง เริ่มต้นของการเลือกยาแนวที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือต้องเลือกให้เหมาะสมกับประเภทกระเบื้อง เช่น กระเบื้องแกรนิตโต้นิยมปูชิดเพื่อความสวยเนียน มีขนาดร่องเพียง 0.2-2 มม. ส่วนกระเบื้องเซรามิคทั่วไปมีร่องขนาด 3 มม. การเลือกยาแนวจึงต้องมีคุณสมบัติไหลลึกเหมาะกับร่องของกระเบื้องร่องเล็กปูชิด     2.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของกระเบื้อง กระเบื้องที่ปูในห้องต่างๆ ไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องทั่วไป ลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันไป เพราะสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ห้องน้ำและห้องครัวอาจจะต้องเจอกับน้ำและความชื้นมากเป็นพิเศษ ทำให้อาจจะเกิดเชื้อรา หรือราดำตามร่องยาแนวได้ การเลือกใช้ยาแนวจึงต้องเลือกที่มีคุณสมบัติป้องกันราดำ และทนต่อกรดหรือสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาดได้ดีกว่า เป็นต้น แต่ถ้าเป็นห้องทั่วไปภายในอาคาร ก็ควรเลือกกาวยาแนวที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ (Low VOC) ทำให้เกิดสภาพอากาศที่ดีทั้งระหว่างการก่อสร้างและการอยู่อาศัย   3.เลือกสินค้าจากแบรนด์หรือผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ สินค้ายาแนวที่จำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่มากมาย หลากหลายยี่ห้อ  และผู้ผลิต เหตุผลง่ายๆ ที่เราจะต้องเลือกสินค้าจากแบรนด์และผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ เพราะสินค้าจะมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่เราต้องการใช้งานจริงๆ หากไปใช้สินค้าที่แบรนด์ไม่เป็นที่รู้จัก แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสินค้ามีคุณภาพตรงตามที่ได้โฆษณาไว้     4.เลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่ม เดี๋ยวนี้การผลิตสินค้ามีเทคโนโลยี และการพัฒนาที่ล้ำหน้าไปไกล ผู้ผลิตจึงมักเสริมคุณสมบัติพิเศษของสินค้า  เพื่อให้สินค้ามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้านำไปใช้งาน ดังนั้นเราจึงควรเลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เหนือกว่าสินค้าที่มีแค่คุณสมบัติพื้นฐาน หากราคาไม่แตกต่างกันมากนัก   5.ไม่เลือกสินค้าโดยพิจารณาแต่ราคาเป็นหลัก เรื่องราคาอาจจะเป็นปัจจัยหลักของหลายคนในการเลือกสินค้า แต่หากคิดให้รอบครอบ การเลือกสินค้าโดยคิดแต่เอาเรื่องราคาถูกเข้าไว้ก่อน นานไปก็ต้องมีปัญหาตามมาให้แก้ไข เพราะสินค้าราคาถูกก็ย่อมจะมากับคุณภาพพอประมาณ ถ้าคิดเฉพาะราคาสินค้าถูกก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่อย่าลืมถ้ามีปัญหาต้องเสียเวลา และหาช่างมาซ่อมแซมเพิ่มเติม นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เผลอๆ คิดแล้วอาจจะแพงกว่าการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี ที่อาจมีราคาสูงกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ และการเลือกจากขนาดถุงใหญ่กว่าก็อาจไม่ใช่คำตอบ ขนาดบรรจุควรเป็นขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่เหลือเศษทิ้งจนต้องจ่ายเกินจำเป็น     ถ้าพูดถึงเทรนด์การใช้กระเบื้อง สำหรับใช้ปูห้องต่างๆ ต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้กระเบื้องประเภทแกรนิตโต้ ได้รับความนิยมถูกนำมาใช้ในบ้านและคอนโดมิเนียมมากมาย เพราะมีทั้งความสวยงามและมีรูปแบบให้เลือกหลากหลายประเภทในการใช้งาน แต่การเลือกใช้กระเบื้องแกรนิตโต้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งความสวยงามและอายุการใช้งานยาวนาน คงต้องมีกาวยาแนวที่มีประสิทธิภาพควบคู่กันด้วย   บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำด้านการผลิตภัณฑ์กาวยาแนว  จึงได้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัสเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้า ที่หันมาปูกระเบื้องแกรนิตโต้และกระเบื้องตัดขอบปูชิดกันเพิ่มมากขึ้นด้วย และยังเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์กาวยาแนวไม่มีคุณภาพ หรือไม่เหมาะกับกระเบื้องแกรนิตโต้  ทำให้ห้องที่ปูกระเบื้องแกรนิตโต้ ประสบปัญหาภายหลังมากมาย อาทิ ปัญหาราดำ  น้ำซึม และเปราะแตก เป็นต้น  ซึ่งสาเหตุสำคัญคือยาแนวไม่ลงลึกไปในร่องของกระเบื้องได้เต็มประสิทธิภาพ  ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ต้องมาตามแก้ไขปัญหาภายหลัง จึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจริงๆ   ลองมาดูกันว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีอะไรดีบ้าง  เพราะแม้ว่าจะมีขนาดถุงเล็กๆ แต่เต็มด้วยประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า แก้ได้หมดจบทุกปัญหา   7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ที่ให้ประโยชน์มากกว่าในราคาสุดคุ้ม 1. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มี Deep Active Molecule ทำให้เนื้อกาวไหลตัวได้ลึก ยึดเกาะเต็มร่องเล็ก สำหรับร่องยาแนว ขนาด 0.2-5 มม. โดยเฉพาะกระเบื้องแกรนิตโตที่นิยมปูชิด แต่เต็มประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่า “เล็กแต่แรง” จริงๆ หมดปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เพราะสามารถไหลลึกกว่า 8 มม. หรือเต็มความหนาของกระเบื้องแกรนิตโต้ จึงไม่เกิดโพรงช่องว่างหมดปัญหาน้ำซึมผ่านได้ หากเป็นยาแนวธรรมดาทั่วไป จะยึดเกาะร่องเล็กสุดตั้งแต่ 1-5 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงมีโอกาสเปราะแตกง่ายกว่าสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย      2. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีเทคโนโลยีไมโครแบน ทำให้มีคุณสมบัติยับยั้งราดำและตะไคร่น้ำ ที่ถือเป็นปัญหาสกปรกกวนใจ แถมยังเป็นแหล่งเชื้อโรคอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดราดำ เป็นเพราะเราละเลยและเลือกกาวยาแนวไม่ถูกประเภท ซึ่งส่งผลให้ยาแนวเปราะแตก มีน้ำซึม เกิดราดำในที่สุด     และเมื่อยาแนวหลุดล่อน น้ำจะซึมผ่านใต้แผ่นกระเบื้อง หากเป็นห้องน้ำชั้น 2 จะทำให้ฝ้ารั่ว ฝ้าพังเกิดความเสียหาย น้ำหยดลงเฟอร์นิเจอร์ และหยดลงพื้น จากปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด  ทำให้ทุกอย่างพังหมด ต้องหาช่างมาซ่อมแซม เสียค่าใช้จ่ายบานปลาย เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา เพียงเพราะมองข้ามเรื่องเล็กๆ เหล่านี้     3. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมีคุณสมบัติในเรื่องการแห้งตัวเร็ว สามารถเปิดใช้พื้นที่ได้ภายใน 6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งปกติยาแนวทั่วไปนั้นกว่าจะแห้งสนิท หรือเปิดพื้นที่ใช้งานได้ ต้องใช้ระยะเวลา 12-24 ชั่วโมง เหมาะมากกับบ้านหรือคอนโดที่มีห้องน้ำเดียวและต้องใช้ทุกวัน     4. คุณสมบัติด้านการทนกรด และสารเคมีมากกว่ากาวยาแนวทั่วไป ทำให้หมดปัญหาและข้อกังวลใจหากใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่มีสารเคมีหรือกรดซึ่งไม่ต้องกังวลใจว่ายาแนวจะซึกกร่อนได้ เพราะหากเป็นยาแนวปกติทั่วไปนั้น มีคุณสมบัติพื้นฐานเพียงแค่ปิดร่องกระเบื้อง แต่ไม่ได้พัฒนาให้กาวยาแนวมีคุณสมบัติทนกรด ทำให้เมื่อใช้ไปได้ไม่นานก็เกิดปัญหาหลุดล่อน เพราะถูกกรดหรือสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทำลายยาแนว   5. นอกจากกาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส จะมีเทคโนโลยีไมโครแบน ลดปัญหาราดำแล้ว ยังมีสารไฮโดรโฟบิก ที่ช่วยลดคราบสกปรกฝังแน่น และลดการซึมน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุการณ์ทำให้กระเบื้องหลุดล่อนอีกด้วย หากเป็นยาแนวธรรมดา ที่ไม่ได้มีสารไฮโดรโฟบิก สิ่งที่เรามักพบเสมอคือ คราบสกปรกฝังแน่น เป็นคราบดำ เนื่องจากยาแนวนั้นเน้นแต่เพียงการปิดร่องกระเบื้อง เป็นคุณสมบัติพื้นฐานหลักเท่านั้น     6. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมี WCAC Technology ซึ่งช่วยในเรื่องของลดการเกิดคราบขาวได้ในหนึ่งเดียว เป็นคุณสมบัติพิเศษ   7. ผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตสินค้าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้รับการทดสอบควบคุมตามมาตรฐาน ANSI A 118.6 (Unsanded), A 118.7 (Unsanded) มาตรฐานยุโรป EN 13888 CG2 และผ่านเกณฑ์การทดสอบตามมาตรฐานการประเมินอาคารเขียว หรืออาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม LEED v4 ในหัวข้อ Indoor Environmental Quality – IEQ (คุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคาร) ด้วยวัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ   จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนวมีความสำคัญมากต่อการปูกระเบื้อง และไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ยาแนวอุดร่องกระเบื้องเท่านั้น แต่มีความสำคัญมากต่อการป้องกันปัญหาจุดเล็กๆ ที่อาจจะบานปลายเป็นปัญหาใหญ่ ต้องใส่ใจเลือกผลิตภัณฑ์กาวยาแนวจระเข้ เทอร์โบ พลัส ไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะมากวนใจภายหลัง แม้ว่าอาจจะมีราคาสูงกว่าสินค้าในท้องตลาด และมีขนาดบรรจุต่อถุงเพียง 0.5 กิโลกรัม แต่ก็ครอบคลุมพื้นที่ได้มาก ประสิทธิภาพสูง บรรจุขนาดเหมาะกับพื้นที่ใช้งาน  เรียกว่าจ่ายครั้งเดียวคุ้มค่าในระยะยาวถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “เล็กแต่แรง” เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และคุ้มค่าคุ้มราคามากเลยทีเดียว   หมายเหตุ : LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการก่อสร้างปรับปรุงอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม : http://bit.ly/2B0ANyw  
สิริ เวนเจอร์ส ผนึก สวทช. โชว์ 3 นวัตกรรมใหม่แห่งอนาคต รถยนต์ไร้คนขับ-โดรนเดลิเวอร์รี่-ระบบเซนเซอร์รักษาความปลอดภัยด้วยเสียง

สิริ เวนเจอร์ส ผนึก สวทช. โชว์ 3 นวัตกรรมใหม่แห่งอนาคต รถยนต์ไร้คนขับ-โดรนเดลิเวอร์รี่-ระบบเซนเซอร์รักษาความปลอดภัยด้วยเสียง

สิริ เวนเจอร์ส เปิดตัว 3 นวัตกรรมใหม่ จาก 3 สตาร์อัพแห่งอนาคต รถยนต์ไร้คนขับ โดรนเดลิเวอร์รี่ และระบบเซนเซอร์รักษาความปลอดภัยด้วยเสียง ภายใต้แผน SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox เริ่มทดลองใช้จริงไตรมาส 4 ภายในโครงการ T77 พร้อมลงทุนช่วงครึ่งปีหลังกับสตาร์ทอัพ 4 ด้าน รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 600 ล้านบาท   นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด (SIRI VENTURES) เปิดเผยเกี่ยวกับนวัตกรรมเหล่านี้ว่า หลังจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้ประกาศแผนการจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับทดสอบ พัฒนา และประมวลเสมือนจริงของเหล่าสตาร์ทอัพ เพื่อต่อยอดนวัตกรรมสำหรับการพักอาศัยสำหรับลูกบ้านแสนสิริ ภายใต้ชื่อ “SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox” ล่าสุดก็ได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ 3 สตาร์ทอัพ 3 นวัตกรรม ที่จะมาเริ่มทดลองใช้จริงในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ภายในโครงการ T77 ดังนี้    1.รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Car) ภายใต้ความร่วมมือกับ AIROVR สตาร์ทอัพสัญชาติไทย ผู้พัฒนาระบบในการขนส่งผู้โดยสารจากโครงการไปยังรถไฟฟ้า และขนส่งจากรถไฟฟ้ากลับมายังโครงการ ร่วมกับ สวทช. เข้ามาช่วยพัฒนาระบบ Drive-by-Wire การบูรณาการเซนเซอร์สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ ระบบบ่งชี้ตำแหน่งและการนำทาง ระบบควบคุมและสั่งการ และ แผนที่ 3D ความละเอียดสูง โดยมีการคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหัวใจสำคัญ เช่น การควบคุมความเร็ว เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารได้รับอันตรายหากเกิดอุบัติเหตุ   ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงนวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับว่า นอกจากเรื่องของแพลตฟอี์มเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาแล้ว ยังมีในแง่ของความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม เพื่อผลักดันนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ ในการสนับสนุนและเตรียมความพร้อมประเทศไทยต่อการเข้ามาของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับในอนาคตอันใกล้นี้ อีกทั้งเรายังได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เช่น ศูนย์เฉพาะทางด้านระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ (Focused Center on Rail and Modern Transport) ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและศูนย์ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) เป็นต้น   2.โดรน เดลิเวอรี่ (Drone Delivery) ภายใต้ความร่วมมือกับ Fling สตาร์ทอัพผู้พัฒนาโดรนสัญชาติไทย โดยจะนำโดรนมาใช้ทดลองส่งสินค้าจาก Habito Mall ไปยังโครงการคอนโดมิเนียมของแสนสิริในพื้นที่โครงการ T77 ภายในเวลาเพียง 45 วินาที คาดว่าจะเริ่มทดลองบินจริงประมาณไตรมาสแรกของปี 2020    3.การดูแลรักษาความปลอดภัย (Security) ภายใต้ความร่วมมือกับ SoundEye สตาร์ทอัพผู้พัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเทคโนโลยีเรียนรู้เสียงต่างๆ เพื่ออาคารอัจฉริยะ (Smart Building) รายแรกของโลก ที่ผ่านมา ไมโครโฟนเซนเซอร์ของ SoundEye ได้เข้าไปมีส่วนช่วยตรวจจับเสียงผิดปกติจากการวิเคาระห์เสียง Deep Learning อาทิ เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงน้ำรั่วซึม เสียงปืน ในอาคารประเภทต่าง ๆ มาแล้วหลายแห่งในสิงคโปร์ รวมถึงในสนามบินชางฮี โดยจะเริ่มทดลองในพื้นที่โครงการ T77 ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งถือเป็นการทดลองใช้ระบบของ SoundEye ครั้งแรกในโครงการที่อยู่อาศัยซึ่งจับสามารถเสียงภาษาไทยได้อีกด้วย    ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาถือว่าบริษัทมีความคืบหน้าอย่างมากในหลายด้าน โดยฉพาะการขยายความร่วมมือไปยังสตาร์ทอัพทั่วโลก อาทิ ด้านการลงทุน (Investment) ได้สตาร์ทอัพ Semtive ผู้พัฒนากังหันลมพลังงานไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัยได้เริ่มทยอยส่งมอบกังหันลมสำหรับใช้ในครัวเรือนมาให้กับบริษัทแล้ว Neuron สตาร์ทอัพสัญชาติสิงคโปร์ ผู้ผลิต e-Scooter เริ่มมีให้บริการแล้วในโครงการดีคอนโด พิงค์ และขยายการให้บริการไปในพื้นที่พร้อมพงษ์-อ่อนนุช ตลอดจนในพื้นที่รอบตัวเมืองเชียงใหม่ และสตาร์ทอัพ OnionShack ได้พัฒนา “น้องแสนรู้” หุ่นยนต์พนักงานคนใหม่ของแสนสิริ ปัจจุบันคอยให้บริการอยู่ที่ The Cloud ชั้น 3 สยามพารากอน ด้านระบบนิเวศสตาร์ทอัพและพันธมิตร (Ecosystem Partners) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) สถานที่กำเนิดเหล่าสตาร์ทอัพมากมาย พาสตาร์ทอัพที่โดดเด่นของไทยไปร่วมโชว์เคสและขึ้นพูดบนเวทีระดับภูมิภาค ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทยด้าน PropTech และ LivingTech และ ด้านการวิจัยและพัฒนา (Lab Development) มุ่งเน้นการเติมเต็มไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยผ่านฟังก์ชั่นใน Sansiri Home Service Application (HSA) เป็นต้น    สำหรับครึ่งปีหลังนี้บริษัทยังมีแผนจะลงทุนในสตาร์ทอัพใน 4 ด้าน ภายใต้งบลงทุน 600 ล้านบาท ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านการก่อสร้าง (ConsTech) ในสัดส่วน 20% ของงบลงทุนมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง (QC) 2.เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (Sustainablity) ในสัดส่วน 30% มุ่งเน้นด้านการใช้ทรัพยากรอย่างฉลาดและการกำจัดของเสียที่มีประสิทธิภาพ 3.เทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ (PropTech) ในสัดส่วน 20% มุ่งเน้นด้านรูปแบบการใช้ชีวิตแบบใหม่และ Tokenization และ 4.เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยและสุขภาพ (LivingTech HealthTech) ในสัดส่วน 30% มุ่งเน้นด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย โดยเฉพาะเรื่องการใช้เสียง ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพหลายรายที่ผ่านการพิจารณามาถึงขั้นทดสอบความเป็นไปได้ (Proof of Concept)      
ล็อกซเล่ย์ ส่ง “LET care” บุกตลาดรักษาความปลอดภัย บ้าน-ออฟฟิศ-ร้านทอง

ล็อกซเล่ย์ ส่ง “LET care” บุกตลาดรักษาความปลอดภัย บ้าน-ออฟฟิศ-ร้านทอง

การพักอาศัยอยู่ในบ้าน นอกจากบ้านจะตอบโจทย์เรื่องของความสะดวกสบายแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้ประกอบการยังได้ใส่ฟังก์ชั่นพิเศษ เพื่อคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีอีกหลายอย่างภายในบ้าน อาทิ ระบบระบายอากาศ เพื่อให้บ้านปลอดโปร่ง เย็นสบาย ระบบแสงจากธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน ระบบการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การนำระบบ IoT เข้ามาพัฒนาให้บ้านเป็น Smart Home เป็นต้น แต่ไม่ว่าบ้านจะมีฟังก์ชั่นพิเศษอะไรก็ตาม หากผู้อยู่อาศัยไม่มีความปลอดภัยจากการโจรกรรม หรือบรรดามิจฉาชีพ ฟังก์ชั่นของบ้านที่ดีแค่ไหนก็คงไม่มีประโยชน์   “ระบบรักษาความปลอดภัย” จึงเป็นอีกหัวใจสำคัญของการอยู่อาศัย ที่ให้ทั้งความ “อุ่นใจ” และ “สบายใจ” ทั้งในขณะที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหรือออกไปทำงานนอกบ้าน ซึ่งระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่ผู้ประกอบการมักจะนำเอามาใส่ไว้ในโครงการ  คือ ระบบรปภ. ระบบกล้องวงจรปิด และสมาร์ทคีย์การ์ด แต่ในยุคปัจจุบันคงไม่เพียงพอ  เพราะเจ้าของบ้านต้องการความสบายใจมากกว่านั้น  ทางเลือกของเจ้าของบ้านจึงต้องหาอุปกรณ์  และระบบรักษาความปลอดภัยมาติดตั้งไว้ในบ้านของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นระบบกล้องวงจรปิด  เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นแม้ว่าจะไม่ได้พักอาศัยอยู่ภายในบ้านก็ตาม ​ ธุรกิจกล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่เจ้าของบ้านหลายราย เลือกจะนำเอามาใช้สร้างความอุ่นใจ  และปกป้องบ้านของตัวเอง รวมถึงใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การเฝ้าดูผู้สูงอายุภายในบ้าน เพราะเดี๋ยวนี้ระบบกล้องวงจรปิด สามารถจะมอนิเตอร์ดูภาพของกล้องได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ไม่ว่าเจ้าของบ้านจะอยู่ที่ใดบนโลกนี้ ก็สามารถตรวจดูบ้านของตนเองได้ ขอเพียงแต่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตกับโทรศัพท์มือถือเท่านั้นก็พอ  ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กล้องวงจรปิดเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการเข้ามาจับตลาดนี้เพิ่มมากขึ้น   ว่าที่ร้อยตรีนำพล ใคร้วานิช  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท ล็อกซเล่ย์ อีโวลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด ในกลุ่มล็อกซเล่ย์  เปิดเผยว่า แต่ละปีตลาดระบบและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยน่าจะเติบโตประมาณ 5% เพราะปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์มีความทันสมัย เป็นระบบ IoT ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันทำให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งาน ขณะเดียวกันดีเวลลอปเปอร์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้นำระบบรักษาความปลอดภัยเข้ามาติดตั้งภายในโครงการ และใช้เป็นจุดขายของโครงการด้วย   “ปัจจุบันบ้านระดับ 3-5 ล้านบาท หันมาให้ความสนใจในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำเร็จรูปมากขึ้น เพราะต้องการความสะดวกสบายในการควบคุมและดูแล”   สำหรับแผนธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังนี้  ได้เตรียมขยายตลาดระบบรักษาความปลอดภัย LET care จับตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป หรือ B2C จากที่ผ่านมามุ่งจับตลาดลูกค้า B2B เป็นหลัก เช่น ร้านวัตสัน และธนาคารฮ่องกง รวมถึงกลุ่มลูกค้าโครงการขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่บริษัทจะขยายตลาด คือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์  ร้านทอง สำนักงาน และลูกค้าทั่วไปที่ต้องการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย โดยแนวทางการทำตลาดจะใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการใช้ตัวแทนจำหน่ายและทีมขายของบริษัทในการทำตลาด โดยคาดว่าในปีแรกจะมียอดขาย LET care ประมาณ​ 200 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนประมาณ​ 20% จากยอดขายรวมของทั้งบริษัท 1,000 ล้านบาท ​   โดยชุดระบบรักษาความปลอดภัย LET care  วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 29,900 บาท ​โดยยังได้ร่วมมือกับบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบกรมธรรม์ให้สูงสุด 1 ล้านบาท ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปีด้วย ภายในชุดรักษาความปลอดภัยจะประกอบด้วย กล้องวงจรปิด IP CCTV กล่องควบคุมสัญญาณ เซ็นเซอร์ประตู หน้าต่าง เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว ระบบควบคุมไฟฟ้า สัญญาณเตือนภัย และรีโมทคอนโทรล ซึ่งจะมี Application LET care ในการแจ้งเตือนผู้บุกรุกหรือดูไลฟ์วิดีโอผ่านสมาร์ทโฟน การตรวจจับความผิดปกติทั้งความร้อน อุณหภูมิ กลุ่มควันภายในบ้าน รวมถึงสามารถควบคุมแสงสว่าง เปิด/ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในพื้นที่อยู่อาศัย พร้อมส่งสัญญาณแจ้งเตือนหน่วยงานฉุกเฉินที่เกี่ยวข้อง อาทิ แจ้งสถานีตำรวจหากมีผู้บุกรุก แจ้งทีมแพทย์ฉุกเฉินหากเกิดอุบัติเหตุกับผู้พักอาศัย ผสานกับการให้บริการของทีมตรวจสอบความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน CCC (Command Control Communication)   นอกจากนี้ บริษัทยังมีแพลทฟอร์มเป็นของตนเอง มีชื่อว่า บียอน แพลทฟอร์ม (Beyond Platform) ซึ่งร่วมมือกับ บริษัทบราเซ็นท์ ประเทศสิงคโปร์ ในการพัฒนาแพลทฟอร์มอัจฉริยะด้านรักษาความปลอดภัย ผ่านบิ๊กดาต้าและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาผสานเข้ากับ กล้องโทรทัศน์วงจรปิด โดรน-อากาศยานไร้คนขับ ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับต่างๆ ในระดับเมือง จังหวัด และภูมิภาค บริหารจัดการแบบศูนย์รวมผ่านห้องปฏิบัติการ Single Command Control Center ภายใต้คอนเซ็ปต์ 3P : Predict, Prepare, Prevent และ 1M : Manage โดยบริการบริษัทประกอบด้วย 4 กลุ่มงานเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ซึ่งสามารถออกแบบและให้บริการได้ตามความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านอุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบงานและงบประมาณ  ได้แก่ 1.กลุ่มงานระบบเทคโนโลยีความมั่นคงเพื่อความปลอดภัยระดับเมืองและเขตชุมชนขนาดใหญ่ (Public Safety) 2.กลุ่มงานเทคโนโลยีไร้มนุษย์ควบคุมและระบบบริหารจัดการล้ำอนาคต (Beyond Platform & Unmanned Security)  3.กลุ่มงานเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อระบบท่าอากาศยาน (Airport Technology) และ 4.กลุ่มงานเทคโนโลยีขั้นสูง (Special Technology)   สำหรับผลงานที่บริษัทดำเนินการติดตั้งและส่งมอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ระบบบูรณาการรักษาความปลอดภัยของตำรวจภูธรภาค 5 เฟสหนึ่ง ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด จากทั้งหมด 8 จังหวัด เป็นต้น ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามอาชญากรรมต่างๆ ได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที นอกจากนี้ยังมีที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สถานีขนส่งหมอชิต) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานหาดใหญ่  
“ซีแพนแนล” รับผลบวกมาตรการ LTVหลังดีเวลลอปเปอร์ หันมาขยายตลาดบ้านแนวราบ

“ซีแพนแนล” รับผลบวกมาตรการ LTVหลังดีเวลลอปเปอร์ หันมาขยายตลาดบ้านแนวราบ

การออกมาตรการ LTV หรือ อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ลดระดับความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการสกัดกลุ่มนักลงทุนและเก็งกำไร ในตลาดคอนโดมิเนียม ผู้ประกอบการหลายรายต่างก็ส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกันว่า ทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัวลง ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยได้ยากขึ้น เพราะต้องหาเงินมาดาวน์บ้านเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการในวงการอสังหาฯ ทุกราย ที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบ ยังมีคนในวงการบางรายที่ได้รับผลบวกจากมาตรการ  อย่างเช่นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผนังคอนกรีตสำเร็จรูป หรือระบบพรีคาสท์ เพราะลูกค้าตลาดบ้านแนวราบขยายตัวเพิ่มมากขึ้น   นายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผนังคอนกรีตสำเร็จรูป เปิดเผยว่า จากการออกมาตรการ LTV ในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ ประเภทโครงการแนวราบ มีอัตราการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะผู้ประกอบการปรับตัว หันมาพัฒนาโครงการแนวราบกันจำนวนมากขึ้น  เนื่องจากเป็นตลาดเรียลดีมานด์ นอกจากนี้ ยังพบว่าแผนขยายเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีความชัดเจน และออกมาจำนวนมากนั้น  ส่งผลดีต่อโครงการอสังหาฯ  แนวราบ โดยเชื่อว่าจะทำให้ตลาดบ้านแนวราบเติบโตต่อเนื่องถึง 10 ปี     “ตลาดบ้านแนวราบเมื่อ 4-5 ปีก่อนหน้า ไม่เติบโตชัดเจนขนาดนี้ สาเหตุเป็นเพราะมาตรการ LTV และผังเส้นทางรถไฟฟ้า ที่ทำให้คนไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในเมืองเท่านั้น”   ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนลูกค้าโครงการคอนโดฯ​ ประมาณ​ 5% เท่านั้น จากช่วงเริ่มต้นธุรกิจใน 2ปีแรกมีสัดส่วนลูกค้าโครงการคอนฯ ประมาณ 20% ซึ่งบริษัทมีลูกค้าอยู่ประมาณ 15 ราย มียอดขายรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog มูลค่า 500 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2563   นายชาคริต กล่าวอีกว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าอีก 4-5 ราย ซึ่งมีมูลค่างานเฉลี่ย 100-200 ล้านบาท โดยหากได้ลูกค้าดังกล่าวเพิ่มจะสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอีกจำนวนมาก จากปีนี้ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ 318-330 ล้านบาท หรือเติบโต 30-40% จากปีที่ผ่านมารับรู้รายได้มูลค่า 240ล้านบาท   “ถ้าลูกค้าที่อยู่ระหว่างการเจรจาเข้ามา จะเป็นรายได้พิเศษเพิ่ม ซึ่งปีหน้าจะทำให้บริษัทเติบโต 70-80%”   สำหรับภาพรวมธุรกิจระบบพรีคาสท์  ปัจจุบันมีคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 70,000- 1 แสนล้านบาท จากมูลค่าการก่อสร้างโครงการอสังหาฯ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีมูลค่ากว่า 3.7 แสนล้านบาท  ซึ่งยังถือว่าปริมาณการใช้ระบบพรีคาสท์ในการก่อสร้างยังอยู่ในอัตราที่ไม่สูง  เมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศยุโรปที่ใช้กว่า 70-80%ของการก่อสร้าง   ส่วนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทยังคงเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิม และทำตลาดแนะนำผลิตภัณฑ์กับลูกค้ารายใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย และกลุ่มโครงการก่อสร้างงานภาครัฐ
“SANSIRI SERVICE” พาไปชม “บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” จากบริการที่ใส่ใจจากแสนสิริ

“SANSIRI SERVICE” พาไปชม “บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” จากบริการที่ใส่ใจจากแสนสิริ

“บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” ด้วยบริการที่ใส่ใจจากแสนสิริ เพราะความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของการอยู่อาศัย "SANSIRI SERVICE" พร้อมให้บริการที่จะทำให้ลูกบ้านทุกคนอุ่นใจได้ตลอด 24 ชม. เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย และครอบคลุมรอบด้าน แล้วคุณจะว้าวกับชีวิตดี๊ดี ที่ได้เป็นลูกบ้านแสนสิริ   #บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน #SansiriService #CompleteYourLivingExperience สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/gn7 ----------------------------------------------------------- ติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจได้ที่ Website : https://www.reviewyourliving.com Facebook : https://www.facebook.com/reviewyourliving Youtube : http://bit.ly/2CCTMBk
คิดยังไงก็คุ้ม กับ 5 วิธีเลือกแอร์สุดคูล !!

คิดยังไงก็คุ้ม กับ 5 วิธีเลือกแอร์สุดคูล !!

ดูเหมือนว่าตอนนี้เมืองไทยเราเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว เพราะอากาศภายนอกอาคารร้อนจนทำเอาหน้ามันเยิ้มได้เลยทีเดียว แต่จะว่าไปแม้ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมาอากาศเมืองไทยก็ไม่ได้หนาวอย่างที่คิดไว้ หากอยากจะสัมผัสกับอากาศเย็นๆ เราก็คงต้องขึ้นไปอยู่บนภูเขาหรือบนดอยสูง แต่ถ้าอยู่ในเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ หากอยากจะสัมผัสความเย็นแบบชุ่มฉ่ำ ทำได้ดีที่สุดก็คงต้องอยู่ในบ้านเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นชุ่มฉ่ำหัวใจเท่านั้น เครื่องปรับอากาศหรือแอร์จึงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจำเป็นประจำบ้านประจำห้องของคนในยุคปัจจุบัน ยิ่งตอนนี้ปัญหามลพิษนอกบ้าน ฝุ่นควันอันตรายระดับ PM 2.5 ฟุ้งกระจายอยู่ทั่วไป การอยู่ในบ้านกับแอร์ที่มีประสิทธิภาพสร้างอากาศสะอาดให้ได้สูดอากาศกันแบบเต็มปอดและเย็นสัมผัสผิวกาย ถือเป็นทางเลือกที่แฮปปี้สุดๆ   เมื่อแอร์เป็นเครื่องไฟ้ฟ้าจำเป็นแบบขาดไม่ได้ แล้วเราจะมีวิธีเลือกอย่างไรให้ได้ทั้งประสิทธิภาพความคุ้มค่าไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คุ้มค่าในประสิทธิภาพของแอร์ และในทุกๆ เรื่องให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัลแบบนี้ ซึ่งเราก็มี 5 เทคนิคและวิธีการเลือกแบบสุดคูล ที่คิดยังไงก็คุ้มมาแนะนำ   1.เริ่มต้นด้วยหลักเกณฑ์พื้นฐาน (Basic Need) การเลือกแอร์สักเครื่องมาติดในบ้านหรือห้องต่างๆ สิ่งแรกคงต้องพิจารณา คือ ขนาดของห้องว่าใหญ่เล็กแค่ไหน เพื่อเลือกขนาด Btu/h ของแอร์ให้เหมาะสมกับแต่ละห้องการเลือกแอร์ให้เหมาะสมกับขนาดของห้องก็ไม่ได้ต่างจากการเลือกซื้อเสื้อให้พอดีกับตัวคนใส่ เล็กไปก็คับ ใหญ่ไปก็หลวม แต่ถ้าเลือกให้พอดีกับตัวคนใส่ก็จะสบายแถมดูดีอีกต่างหาก เลือกแอร์ก็เช่นกัน เพราะถ้าเลือกได้พอดีและเหมาะสมก็จะได้ความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป ทั้งการประหยัดพลังงานและอายุการใช้งานนั่นเอง ซึ่ง BTU (British Thermal Unit) คือ หน่วยบอกความสามารถในการทำความเย็นภายในห้องต่อ 1 ชั่วโมง จากการถ่ายเทหรือดึงความร้อนออกจากห้อง โดยคำนวณจากปริมาตรของห้อง ความกว้าง คูณ ความยาว คูณกับจำนวน Btu ต่อตารางเมตร ก็จะได้ขนาด Btu/h ของแอร์ที่เหมาะสม เช่น ห้องทั่วไปก็คูณด้วย 750 Btu ต่อตารางเมตร ห้องเพดานสูงเกิน 2.5 เมตร คูณด้วย 800-1,000 Btu ต่อตารางเมตร หรือห้องที่มีคนอยู่เยอะๆ ประเภทออฟฟิศ หรือร้านอาหาร ก็ต้องคูณมากหน่อยไปถึง 1,200 Btu ต่อตารางเมตร เลยทีเดียว   ตัวอย่างการคำนวณ : ห้องทั่วไปมีขนาด 3×4 เมตร = 12 ตารางเมตร ให้นำปริมาตรของห้องไปคูณกับจำนวน Btu/h ต่อตารางเมตรดังนี้ 12 ตารางเมตร x 750 Btu/ตารางเมตร = 9,000 Btu/h หมายความว่าห้องดังกล่าว ควรใช้เครื่องปรับอากาศขนาด 9,000 Btu/h นั่นเอง ทั้งนี้ก่อนที่จะเลือกขนาดเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสม ควรต้องพิจารณาจากลักษณะการใช้งานและประมาณความร้อนที่เกิดขึ้นจากจำนวนคนหรือแดดที่ส่องเข้ามาในห้องเพิ่มเติมด้วย แต่ไม่ต้องกังวลใจเรื่องนี้ เพราะสามารถปรึกษาพนักงานขายหรือช่างแอร์ได้ไม่ยาก แค่ให้รู้ขนาดกับสภาพห้องก็พอ   นอกจากเรื่องของขนาดแล้วประเภทของแอร์ที่จะติดตั้งก็ไม่ควรมองข้าม ซึ่งแอร์ที่นิยมติดตามบ้านเรือนหรือคอนโดมิเนียมทั่วไป ก็คงหนีไม่พ้นแอร์ติดผนัง เพราะมีความเหมาะสมทั้งรูปลักษณ์ การดีไซน์ขนาดใช้งาน แถมยังประหยัดพลังงานและดูแลง่ายด้วย นอกจากนี้ ยังมีแอร์ประเภทฝังในฝ้า แอร์แขวนใต้ฝ้า และแอร์ตู้ตั้งพื้น ซึ่งสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน   2.เลือกแอร์มีฟังก์ชั่นประหยัดพลังงาน Energy Saving เรื่องประหยัดพลังงานเป็นเกณฑ์พิจารณาจำเป็นอีกเรื่อง เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงินในกระเป๋าของเราที่จะต้องถูกจ่ายไปใน แต่ละเดือน เพราะเมื่อเสียเงินค่าแอร์เป็นหลักหมื่นต่อปีแล้ว ต้องมามีภาระจ่ายค่าไฟอีกเดือนละหลายพันบาทก็คงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องแน่ๆ ยิ่งตอนนี้รัฐบาลรณณงค์ให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน เพื่อให้ประเทศชาติเรามีความมั่นคงด้านพลังงานด้วยแล้ว เราจึงจำเป็นต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ซึ่งเราทำได้ไม่ยากเลย แค่เลือกแอร์ที่มีฟังก์ชั่นหรือระบบประหยัดพลังงานต่างๆ เท่านั้นเอง นอกเหนือจากการเลือกพิจารณาแอร์ฉลากเบอร์ 5   และตอนนี้แอร์หลายรุ่นก็มีฟังก์ชั่นที่ช่วยประหยัดพลังงานมาเป็นทางเลือกให้เราได้ซื้อไปใช้มากมาย อย่างเช่น ระบบ ECONOMY MODE ฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานและช่วยป้องกันไม่ให้อุณภูมิเย็นหรือร้อนจนเกินไป AUTO OFF ฟังก์ชั่นปิดการทำงานอัตโนมัติ เมื่อตรวจพบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวภายในห้องเป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง เครื่องจะเข้าสู่โหมด Standard และเมื่อตรวจไม่พบความเคลื่อนไหวเกินกว่า 12 ชั่วโมง เครื่องจะปิดการทำงานโดยอัตโนมัติ (สามารถปรับตั้งค่าระยะเวลาการตรวจจับได้ตามความเหมาะสมของการงาน) โดยเป็นการทำงานของระบบ MOTION SENSOR ซึ่งจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (Motion Sensor)   ที่จะคอยจับความเคลื่อนไหวภายในห้องและปรับอุณหภูมิโดยอัตโนมัติ กรณีที่ตรวจไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ เลยในห้องภายใน 1 ชั่วโมงแรก เครื่องจะเข้าสู่โหมด Stand by ถ้ามีคนเดินเข้ามาในห้องเครื่องจะกลับมาทำงานอีกครั้ง แต่หากตรวจไม่พบการเคลื่อนไหวเลยภายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง เครื่องจะปิดเองโดยอัตโนมัติ (Auto off) นั่นเอง ถือเป็นลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น เป็นต้น ซึ่งถ้าเราเลือกซื้อแอร์ที่มีระบบอัจฉริยะแบบนี้ เราก็ประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มากโข แถมยังช่วยประหยัดพลังงานให้กับประเทศได้อีกทางด้วย   3.แอร์ดีต้องมีระบบทำความสะอาดและมีแผ่นฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพ (CLEAN OPERATION & FILTER) สงสัยไหม ว่าทำไมต้องเลือกแอร์ที่มีระบบทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศก็ในเมื่อเราต้องล้างแอร์อยู่เป็นประจำเมื่อใช้งานไปสักพักอยู่แล้ว   คำตอบเรื่องนี้ง่ายมาก เพราะสุขภาพของเราเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เดี๋ยวนี้ลองป่วยต้องเข้านอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนสัก 3-4 คืนดูซิ เผลอๆ ค่ารักษาพยาบาลแพงกว่าค่าซื้อแอร์ใหม่ด้วยซ้ำ แล้วทำไมเราต้องรอให้ร่างกายย่ำแย่จากปัญหาอากาศที่ไม่ดีในบ้านด้วยล่ะ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าแอร์ที่เปิดมาใช้งาน 4-5 เดือนโดยยังไม่ถึงกำหนดเวลาล้างแอร์จะยังมีประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดอากาศที่สะอาดภายในบ้านเราได้   จะดีกว่าไหมหากเลือกแอร์ที่มีฟังก์ช่วยเรื่องทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ รวมถึงระบบอื่นๆ ที่เสริมประสิทธิภาพให้อากาศสะอาดบริสุทธ์ให้สูดเข้าไปได้เต็มปอด อาทิ อุปกรณ์ที่มีการเคลือบสารต่อต้านเชื้อราและเชื้อโรคทำให้อากาศสะอาดและไม่มีกลิ่น ฟังก์ชั่นที่ทำให้คอยล์เย็นแห้งเพื่อยับยั้งการเติบโตของเชื้อรา แผ่นฟอกอากาศที่ประกอบด้วยเอ็นไซม์ยูเรีย (Emzyme-urea) มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ และมีคุณสมบัติดับกลิ่นโดยการขจัดโมเลกุล ที่ก่อให้เกิดกลิ่น รวมถึงมีส่วนประกอบของเอ็นไซม์ธรรมชาติที่สามารถทำลายผนังของเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เมื่อเราอยู่นอกบ้านต้องเจอกับมลพิษ ฝุ่นควัน ระดับ PM 2.5 ซึ่งอาจจะหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว การมีแอร์ที่มีประสิทธิภาพสร้างอากาศบริสุทธิ์ แถมป้องกันการเกิดเชื้อรา เชื้อโรคต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรละเลยในการพิจารณาเลือกซื้อแอร์ที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ด้วย   4.ต้องตอบโจทย์ความสบาย กระจายอากาศได้ดี ติดแอร์แล้วไม่เย็นสบาย คงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง นี่ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ ไม่น้อยกว่าเรื่องอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา ซึ่งฟังก์ชั่นหลายอย่างถูกพัฒนาและเติมเข้าใส่มาไว้ในแอร์ให้ผู้บริโภคได้เลือกเพื่อให้ได้สัมผัสกับความเย็นสบาย เช่น ระบบการปรับบานสวิงอัตโนมัติในแนวขึ้น-ลง และสามารถกำหนดมุมตามที่ต้องการได้ด้วย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีความอัจฉริยะของเครื่อง เพราะสามารถจดจำตำแหน่งของบานสวิงเดิมก่อนปิดเครื่องได้ด้วย เมื่อเปิดใหม่ตำแหน่งก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม เจ๋งสุดๆ ระบบส่งลมที่ช่วยให้กระจายลมไปได้ในระยะไกล เพราะใช้เทคโนโลยีเดียวกับใบพัดในเครื่องยนต์เจ็ต เป็นต้น   5.เลือกซื้อทั้งที เอาที่ทนทานใช้นานจนลืมเรื่องสุดท้ายที่หลายคนอาจจะมองข้าม แต่เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยเช่นกัน คือ เรื่องอายุการใช้งานและความทนทาน เพราะแอร์ที่ซื้อมาต่อให้ดีมีคุณสมบัติเลอเลิศหรือดีเพียงใด แต่ถ้าใช้ไปไม่เท่าไรก็พังเสียแล้ว หรือต้องซ่อมกันบ่อยๆ ก็ไม่ไหวนะ มันไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ได้จ่ายเลยจริงๆ ดังนั้น จะเลือกซื้อทั้งทีต้องเลือกชนิดที่ทนทาน ชนิดเปิดเครื่องได้ต่อเนื่องนานๆ ก็ไม่ได้ส่งผลให้เครื่องต้องชำรุดเสียหาย แล้วเลือกแอร์อย่างไรให้ทน คุ้มค่า และอยู่คู่บ้านเราไปได้นาน ไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจ หลักเกณฑ์พิจารณาคงมีหลายองค์ประกอบ อาทิ   -แบรนด์ ชื่อเสียงของแบรนด์ก็มีส่วนสำคัญ หากเลือกพิจารณาจากแบรนด์ ซึ่งมีประวัติมายาวนาน และพัฒนาสินค้าออกมาอย่างต่อเนื่อง   -เทคโนโลยีและนวัตรรมสินค้า แอร์แต่ละรุ่นต่างก็มีนวัตกรรมการพัฒนาสินค้าออกมา ให้มีมาตรฐานและความคงทนแข็งแรงแตกต่างกัน แต่แอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ต่างพัฒนาให้มีคุณสมบัติ ความคงทนแข็งแรง และผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า สามารถเปิดต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลานานๆ อย่างล่าสุด แบรนด์มิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ ที่เปิดตัวสินค้าใหม่ออกมาทำตลาด มีจำนวนรุ่นให้เลือกมากมาย เช่น รุ่น Super Deluxe Inverter : ZSXS Series  ซึ่งมาพร้อมกับคุณสมบัติจำเป็นครบถ้วน แต่เพิ่มเติมคุณสมบัติเรื่องความคงทนแข็งแรง   โดยในรุ่นดังกล่าว ถืออยู่ในกลุ่ม Super Deluxe inverter ซึ่งมีคุณสบัติสำคัญที่น่าสนใจในการเลือกซื้อ อาทิ Jet Flow เทคโนโลยีการกระจายอากาศ ส่งผลให้เย็นเร็ว และส่งลมได้ไกล 15-17 เมตร Hi Power การทำงานแบบพลังสูง ช่วยให้ได้ตามอุณหภูมิตามที่ต้องการอย่างรวดเร็ว 3D auto โปรแกรมควบคุมการกระจายลม สามารถกระจายทิศทางลมได้มากถึง 6 รูปแบบในแนวตั้ง และ 8 รูปแบบในแนวนอน เพียงแค่กดปุ่มเดียวเท่านั้น   Solar Filter การป้องกันกลิ่นเหม็นและกลิ่นต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ จากแผ่นกรอง Natual Solar Filter ทำให้อากาศในห้องมีความสดชื่น   Allergen Clear Filter แผ่นฟอกอากาศมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อก่อภูมิแพ้และแบคทีเรีย สามารถทำลายเชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการทำงานของแผ่นฟอกที่ประกอบด้วยเอ็นไซม์ยูเรีย (Enzyme-urea)   Self Clean Operation ฟังก์ชั่นช่วยทำให้คอยล์เย็นแห้ง ยับยั้งการเติบโตของเชื้อรา   นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นการทำงานที่ช่วยประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ทั้ง Motion Sensor ช่วยจับความเคลื่อนไหวและเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานอัตโนมัติ หรือ Auto off ที่เครื่องจะเข้าสู่โหมด Stand by หรือปิดการทำงานเมื่อไม่พบความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในห้อง รับรองได้ว่าประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากอย่างแน่นอน   คุณสมบัติของแอร์มิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ จึงยืนยันถึงประสิทธิภาพของแอร์ที่เปิดตัวและวางจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อย แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา สามารถเปิดได้นาน 24 ชั่วโมง ต่อเนื่องถึง 5 ปีเลยทีเดียว  และนี่คือ 5 วิธีในการเลือกพิจารณาซื้อแอร์แบบสุดคุ้ม เพราะจะได้แอร์ที่มีคุณสมบัติช่วยเติมคุณภาพชีวิต และครบทุกความต้องการเพื่อคุณภาพการอยู่อาศัย ได้แอร์ที่มีความคงทนแข็งแรงอยู่คู่บ้านไปนาน เรียกได้ว่า ถ้าใช้หลักเกณฑ์เหล่านี้มาเป็นตัวเลือกซื้อแอร์คุณจะได้แอร์ที่คุ้มค่าแบบสุดคูล!!! เลยทีเดียว      
AIS Fibre จับมือโนเกียเปิดตัวบริการ Mesh Wi-Fi สำหรับใช้ในบ้าน เป็นรายแรกในประเทศไทย

AIS Fibre จับมือโนเกียเปิดตัวบริการ Mesh Wi-Fi สำหรับใช้ในบ้าน เป็นรายแรกในประเทศไทย

AIS Fibre ผู้นำอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงของไทย จับมือโนเกีย พัฒนาบริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงระดับพรีเมี่ยมรูปแบบใหม่แก่ลูกค้า AIS Fibre ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสัญญาณ Wi-Fi broadband ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดทั่วทุกมุมของบ้าน  ลูกค้าของ AIS Fibre จะได้รับสิทธิ์ในการซื้อ Nokia WiFi Beacon 3 แบบ duo-pack ในราคาพิเศษ ซึ่งเมื่อการติดตั้งเรียบร้อยเครือข่าย Wi-Fi แบบ mesh จะมีสัญญาณกระจายทั่วทั้งบริเวณบ้าน (whole-home) อย่างรวดเร็ว เป็นการเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมและเสริมประสิทธิภาพของบรอดแบนด์ความเร็วสูงมาก (ultra-broadband) ได้อย่างมีนัยสำคัญ   ประสิทธิภาพของเครือข่าย Wi-Fi ที่ครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณบ้านมักจะได้รับผลกระทบเช่นความเร็วที่ลดลงหรือสัญญาณไม่เสถียร จากจำนวนของอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เครือข่ายดังกล่าวต้องบริหารจัดการและสัญญาณรบกวนที่อาจเกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตาไมโครเวฟ หรือเครือข่าย Wi-Fi จากที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง การทำให้บ้านของลูกค้ามีสัญญาณ Wi-Fi ครอบคลุมเพียงพอเป็นเรื่องที่ท้าทายและในหลายกรณีจะต้องมีการติดตั้ง access point หลายจุดเพื่อลดจุดอับสัญญาณ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสัญญาณขาดหายเนื่องจากมีผนังภายในกั้นหรือสัญญาณรบกวน โซลูชั่น Wi-Fi ของ Nokia ซึ่งได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจาก iF Design Foundation ช่วยขจัดปัญหาของเครือข่ายเหล่านี้ที่พบโดยทั่วไปตามบ้านพักอาศัยและช่วยให้ลูกค้าของ AIS Fibre ได้ใช้เครือข่าย Wi-Fi แบบ mesh ที่เต็มประสิทธิภาพอย่างแท้จริง อีกทั้งยังติดตั้งง่าย ให้สัญญาณครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณบ้านและมีคุณสมบัติรองรับบรอดแบนด์ความเร็วสูงมากได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ Nokia WiFi Beacon 3 ถูกออกแบบมาให้สามารถตรวจจับแหล่งที่มาของสัญญาณรบกวนทั้งที่เป็นสัญญาณ Wi-Fi และไม่ใช่ Wi-Fi ได้ถึง 100% จากนั้นจึงทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับช่องสัญญาณที่แรงที่สุดโดยอัตโนมัติเพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์และฟังก์ชั่นการวิเคราะห์ข้อมูลที่มากับ Nokia WiFi Beacon 3 ยังสามารถแก้ไขปัญหาได้เองโดยอัตโนมัติ ลดความจำเป็นที่ลูกค้าต้องจัดการเครือข่ายด้วยตนเองเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ลูกค้ามีประสบการณ์ในการใช้ Wi-Fi ในบ้านที่ดียิ่งขึ้น   หลังจากลูกค้า AIS Fibre ได้รับอุปกรณ์ Nokia WiFi Beacon 3 ลูกค้าสามารถทำการติดตั้งเองได้อย่างรวดเร็ว เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นลงบนมือถือและทำตามขั้นตอนการตั้งค่าที่แนะนำ เมื่อการติดตั้งเสร็จ ลูกค้าสามารถใช้แอปพลิเคชั่นบนมือถือเพื่อดูการแสดงข้อมูลภาพซึ่งแสดงความครอบคลุมของสัญญาณ  (heat map) เพื่อระบุและจัดการจุดอับสัญญาณได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถระบุจุดที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่ม access point เพื่ออุดช่องว่างความครอบคลุมของสัญญาณ นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถเข้าถึงรายการอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและสร้างเครือข่ายแยกสำหรับผู้มาเยือน (guest networks) และตั้งค่าความปลอดภัยตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว มร.เบนวา เฟลเทน หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิจัย ของ Diffraction Analysis กล่าวว่า “ผู้ให้บริการ บรอดแบรนด์ส่วนมากจะไม่ได้ให้บริการหรือจัดการเครือข่าย Wi-Fi ในบ้านของลูกค้า ทำให้ในหลายกรณีสมรรถภาพของบรอดแบนด์ความเร็วสูงที่ส่งมาถึงบ้าน อาจจะถูกลดทอนลงจากสัญญาณรบกวนต่างๆ ที่เกิดกับเครือข่าย Wi-Fi  โซลูชั่น Wi-Fi ของ Nokia ทำให้ผู้ใช้บริการมีประสบการณ์ Wi-Fi ที่ดีขึ้นโดยการสร้าง mesh network ที่กำจัดจุดอับพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร้รอยต่อ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บรอดแบนด์ความเร็วสูงมากจากทุกมุมของบ้านไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใดก็ตาม”   นายศรัณย์ ผโลประการ ผู้อำนวยการธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า "AIS Fibre ในฐานะผู้นำนวัตกรรมอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ความเร็วสูงของประเทศ ที่มุ่งมั่นคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างและนำเทรนด์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมเน็ตบ้านมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผู้บุกเบิกการให้บริการอินเทอร์เน็ต ไฟเบอร์ออปติกแท้รายแรกของไทย รวมถึงให้บริการ Dual Band Router เป็นรายแรกเช่นกัน เพื่อส่งมอบบริการเน็ตบ้านที่คุณภาพดีที่สุดเสมอ ล่าสุด AIS Fibre ตอกย้ำความเป็น Innovative Leader อีกครั้ง ด้วยการจับมือกับพันธมิตรระดับโลก Nokia ทำงานร่วมกันในเชิงลึก เพื่อศึกษาและทดสอบอุปกรณ์ Mesh WiFi สำหรับตลาดในเมืองไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าไปอีกขั้น โดยร่วมกันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เป็นรายแรกของโลกกับ “Nokia WiFi Beacon 3” อุปกรณ์เสริมเราเตอร์ระดับพรีเมี่ยม เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ทำให้การเชื่อมต่อราบรื่น ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบ้าน” มร.เฟเดอริโก้ กิวเล็น ประธานธุรกิจฟิกซ์ เน็ตเวิร์ค ของโนเกีย กล่าวว่า "โซลูชั่น Wi-Fi ของ Nokia ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเรื่องการใช้งาน Wi-Fi ที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ให้บริการมีเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและทำให้การบริการลูกค้าเป็นไปได้อย่างราบรื่น เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมงานกับ AIS Fibre ในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างด้านการบริการเครือข่าย Wi-Fi ในบ้านของลูกค้าของ AIS Fibre ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ในการใช้บรอดแบรนด์ความเร็วสูงมากที่ดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย จากทุกมุมภายในบ้านอย่างแท้จริง"          
DI Wireless Switch ตัวช่วยประหยัดพลังงานภายในบ้าน

DI Wireless Switch ตัวช่วยประหยัดพลังงานภายในบ้าน

ปลดล็อกการใช้งานสวิตซ์ไฟรูปแบบเดิมๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเจาะผนังและเดินสายไฟให้ยุ่งยาก กับ DI Wireless Switch ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ DI (ดีไอ) Concept Store ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มบริษัท จาร์เค็น ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่คิดค้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า ลดโลกร้อน จากการนำพลังงานในการเคลื่อนไหวของร่างกาย มาแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยสามารถนำกลับมาใช้ไหม่แบบไม่มีวันหมด สำหรับการออกแบบสินค้าชิ้นนี้เกิดจากความตั้งใจที่ว่า.. 'การออกแบบที่ดีต้องมาพร้อมกับความยั่งยืนในการใช้งานทุกๆ มิติ รวมถึงมิติของพลังงานด้วย' ดังนั้นสวิตซ์ควบคุมไฟในบ้านจึงเป็นผลงานที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยเหตุผล คุณค่า ผ่านหลักการ energy-harvesting ซึ่งเป็นแนวโน้มการพัฒนาวัสดุพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจในยุคนี้ จากการเก็บเกี่ยวพลังงานสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งการเคลื่อนไหวของร่างกายจากแรงสั่นสะเทือน แปรให้เป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วนำกลับมาใช้ใหม่แบบที่ไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในต่างประเทศ ทุกวันนี้สังคมเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เป็นสังคมแบบพลวัตที่ต้องคำนึงถึงคนรุ่นหลัง ทาง DI (ดีไอ) เลยตั้งใจออกแบบโดยทิ้งอะไรให้คนรุ่นหลังคิดได้ว่าโลกยังมีอะไรให้เรารักษา โดยที่ลงมือทำผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จากความคิดสร้างสรรค์ คำนึงถึงผลกระทบต่ออนาคต โดยเน้นการเก็บเกี่ยวพลังงานจากสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการเก็บพลังงานขนาดเล็กทุกที่ทุกเวลา แตกต่างจากแหล่งเก็บเกี่ยวอย่างพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึง ซึ่งเจ้า DI Wireless Switch เป็นการเก็บพลังงานตรงจากแรงสั่นสะเทือนของการกดนิ้วมือลงบนสวิตซ์โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่เพียงเท่านี้ DI Wireless Switch ยังถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและใช้งานง่าย ดีไซน์สไตล์มินิมอล ทรงกลม มีให้เลือกหลากหลายสีสันตามสไตล์ของผู้ใช้งาน อาทิ สีขาว สีเขียว สีแดง และสีทอง เป็นต้น ซึ่งคลอบคลุมทุกจุดทั้งภายในและภายนอกอาคาร รวมไปจนถึงสำนักงาน เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ไร้สายที่มีระยะควบคุมได้ไกลถึง 170 เมตร (ภายนอก) และระยะ 30 เมตร (ภายในอาคาร) โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การติดตั้งอย่างไม่ยุ่งยากเพียงนำ receiver อุปกรณ์ที่มาพร้อมในกล่องไปติดที่สวิตซ์ไฟในบ้าน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสิ่งแวดล้อมง่ายๆ เริ่มต้นได้จากการ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องมีค่าบำรุงรักษาอย่าง DI Wireless Switch ที่ออกแบบมาได้น่ารัก พกพาง่าย เหมาะสมแก่การให้เป็นของขวัญแด่คนสนิท และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งงานดีไซน์รักษ์โลกที่เราสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อีกทาง
9 เทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้ชีวิตในบ้านง่ายขึ้น

9 เทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้ชีวิตในบ้านง่ายขึ้น

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง นั้นช่วยทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสร้างสรรค์การทำงานบ้านที่ใครหลายคนแสนจะเบื่อหน่ายกลับกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่รอช้าที่จะแสวงหาไอเท็มเด็ด มากระตุ้นต่อมอยากให้คุณแม่บ้านหลายครัวเรือนได้เลือกสรร 1. The smoke alarm เครื่องตรวจดักจับควันอัจริยะ ภาพ via nest.com ล่าสุดแบรนด์ Nest ต่อยอดพัฒนาความสามารถของเครื่องตรวจดักจับควันตัวนี้ให้ ทั้งสามารถพูดคุยตอบโต้ได้ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทันทีผ่านระบบ Smartphone อีกทั้งยังตรวจจับควันได้ทั้งแบบปกติและแบบชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างคาร์บอนมอนอกไซด์ ได้ด้วย สนนราคาเพียง $99 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,000 บาท 2. Nest Thermostat ตัวช่วยเปลี่ยนอุณหภูมิในบ้านให้เหมาะสม ภาพ via nest.com อีกหนึ่งนวัตกรรมการพัฒนาอุปกรณ์ภายในบ้านของ Nest ที่จะช่วยทำให้รับรู้ถึงอุณหภูมิในบ้านอันเหมาะสมต่อสมาชิกในครอบครัว แถมยังปรับเปลี่ยนได้ตามใจต้องการ อีกทั้งยังสามารถสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือได้อีกด้วย 3. เติมสีสันหลอดไฟในบ้าน ด้วย Philips Hue ภาพ via macrumors.com ถึงเวลาเปลี่ยนหลอดไฟ ด้วยขีดความสามารถของ Philips Hue อันช่วยสร้างสีสันภายในบ้าน เพียงเลือกเฉดสีผ่านระบบสัมผัส พร้อมเพิ่มความสว่างสดใสได้แสนง่าย โดยซิงค์กับโทรศัพท์มือถือคู่กาย พร้อมสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่น เท่านี้ก็สามารถควบคุมหลอดไฟในบ้านได้แล้ว แถมยังสั่งงานได้สูงสุดถึง 50 ดวง ใครสนใจสามารถไปเลือกสรรได้แล้วที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สนนราคาประมาณ 6,000 บาท 3. บ้านปลอดภัยหายห่วง ด้วย Canary ภาพ via  canary.is ด้วยระบบเตือนภัยอัจริยะ ที่สามารถแจ้งเตือนทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอพพลิเคชั่น แถมยังติดตั้งง่าย และเป็นได้มากกว่าการส่งสัญญาณความปลอดภัย เพราะสามารถบันทึกเหตุการณ์ที่กำลังเป็นอันตรายต่อสมาชิกภายในบ้าน รวมทั้งยังสามารถวัดอุณหภูมินอกบ้าน ผ่านระบบ built-in sensor สนนราคาเริ่มต้น $199 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6,000 บาท 5. Belkin Wemo สวิตช์ไฟที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น ภาพ via belkin.com ถือได้ว่าเป็นสวิตช์ไฟฟ้าที่มีความเรียบง่าย และสามารถเสียบใช้งานกับอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะพัดลม หรือแม้กระทั่งแอร์ โดยสั่งงานผ่านระบบอินเทอร์เนต หรือผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือ แม้ว่าจะอยู่นอกบ้านก็สามารถสั่งงานเปิด-ปิดได้ สนนราคา $49.99 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,600 บาท 6. Netatmo พยากรณ์อากาศ ภาพ via netatmo.com เครื่องนี้สามารถช่วยให้คุณรู้ และอัพเดตได้ตลอดเวลาว่า ณ ขณะนี้ เกิดอะไรขึ้นในบ้านได้อย่างแม่นยำ เช่น ลมแรง ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เป็นต้น สนนราคา $49 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,500 บาท 7. iKettle สุดยอดกาน้ำล้ำสมัย ภาพ via  firebox.com ความไม่ธรรมดาของกาน้ำนี้ คือสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ แม้หลายคนอาจจะงงว่าเพื่ออะไร แต่นี้สามารถช่วยให้คุณได้น้ำร้อน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในครัว และมันก็จะช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเรอ อีกทั้งยังสามารถตั้งเวลาได้อีกด้วย สนนราคา $149.99 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,000 บาท 8. Logi Circle ติดตามความเคลื่อนไหวสัตว์เลี้ยงสุดโปรด ภาพ via cnet.com เพียงวาง Logi Circle ไว้ในบ้าน ในวันที่ต้องออกไปทำกิจวัตรประจำวันข้างนอก หลังจากนั้น login live ผ่านแอพพลิเคชั่น เจ้าเครื่องนี้จะส่งภาพ ติดตามความเคลื่อนไหวสัตว์เลี้ยงจอมซนของคุณในบ้านทันที แถมยังสามารถเอ็ดเจ้าสุนัขหรือแมวตัวโปรดที่กำลังกัดเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงามได้ทันที สนนราคา $169.99 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,500 บาท 9. iRobot Roomba ทำให้เรื่องดูดฝุ่น ง่ายจนคาดไม่ถึง ภาพ via irobot.com เพียงวางหุ่นยนต์ Roomba มันจะทำการเคลื่อนไหวไปรอบๆ บ้านหรือภายในห้องทันที พร้อมกับดูดจัดเก็บฝุ่น สิ่งปฏิกูลไม่ผึงประสงค์ทันที ใครสนใจสามารถไปเลือกสรรได้แล้วที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สนนราคาเริ่มต้นประมาณ 15,000 – 30,000 บาท และนี้คือ 9 อย่างที่คุณสามารถลองหามาใช้ในบ้าน จะได้ช่วยให้เรื่องงานบ้านแสนปวดหัวของคุณหายห่วง ถึงแม้จะไม่ได้อยู่บ้านก็ตาม   ขอขอบคุณข้อมูลจาก th.theasianparent.com