Tag : Home

288 ผลลัพธ์
[PR News] “คุณาลัย” ดีเวลลอปเปอร์ย่านบางบัวทอง ยื่นไฟลิ่ง เตรียมระดมทุนใน mai

[PR News] “คุณาลัย” ดีเวลลอปเปอร์ย่านบางบัวทอง ยื่นไฟลิ่ง เตรียมระดมทุนใน mai

ก.ล.ต. อนุมัตินับ 1 ไฟลิ่ง  “วิลล่า คุณาลัย” หรือ KUN  ดีเวลลอปเปอร์เจ้าตลาดนนทบุรี เตรียมระดมทุน 150 ล้านหุ้นในตลาดเอ็ม.เอ.ไอ. หาเงินขยายธุรกิจครอบคลุม 4 ทิศรอบกรุงเทพฯ   นางปิยะภา จงเสถียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส 14 แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบเพื่อขาย โดยเน้นพื้นที่ในเขตปริมณฑลโดยเฉพาะอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า ภายหลังที่ บมจ.วิลล่า คุณาลัย (KUN) ได้ทำการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น และมูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นสัดส่วน ​25% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทฯ   ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ และได้ยื่นคำขอให้รับหุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)  ล่าสุดทางสำนักงาน ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบไฟลิ่ง บมจ.วิลล่า คุณาลัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในเร็วๆนี้   ทั้งนี้ในระหว่างที่มีการยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบไฟลิ่ง นั้น ทาง บมจ.วิลล่า คุณาลัย ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ใหม่เป็น 0.50 บาท จากเดิม 1.00 บาท จึงทำให้จำนวนหุ้นในการเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) เพิ่มเป็น 150 ล้านหุ้น จากเดิม 75 ล้านหุ้น ปัจจุบันบริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 600 ล้านหุ้น  และมีทุนที่เรียกชำระแล้ว 225 ล้านบาท   ภายหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO บริษัทจะมีทุนชำระแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านบาท สำหรับวัตถุประสงค์ในการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปใช้เพื่อขยายธุรกิจของบริษัท โดยใช้ในการซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับพัฒนาโครงการ  เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ รวมทั้งใช้เพื่อการชำระหนี้ในบางส่วน   ด้านนางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN  กล่าวว่า  บริษัทดำเนินธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบเพื่อขาย ภายใต้แบรนด์ “คุณาลัย”  โดยยึดหลักการในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 4 ด้าน คือ ทำเลศักยภาพ (COMFORTABLE) บ้านสวยในโครงการที่อบอุ่น (APPEARANCE) ทีมงานมืออาชีพ (RELIABLE) คุณภาพสมราคา (ECONOMY) ด้วยแนวคิด “คุณาลัย สร้างพื้นที่ สร้างความสุข”     โดยโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินการพัฒนาจะเน้นอยู่ในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ในปัจจุบันบริษัทฯ สามารถปิดโครงการได้แล้ว 4 โครงการ และมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา 7 โครงการ และโครงการในอนาคต จำนวน 2 โครงการ   “บริษัทมีนโยบายและวิสัยทัศน์ ในการพัฒนาและขยายโครงการในทำเลอื่นๆให้ครบ 4 ทิศ รอบกรุงเทพฯ ทั้งทางเหนือ ใต้​ ตะวันออก และตะวันตก”   กลุ่มบริษัทฯ ได้เริ่มเปิดขายโครงการใหม่ ได้แก่โครงการ จอย ออน 314 ซึ่งเป็นโครงการประเภทบ้านแฝด-บ้านเดี่ยว มูลค่าโครงการรวม ประมาณ 504 ล้านบาท  ในจังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการในอนาคต จำนวน 2 โครงการ ในอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มูลค่าโครงการรวมประมาณ 2,172 ล้านบาท ได้แก่  โครงการคุณาลัย จอย 2 เป็นโครงการประเภทบ้านแฝด-บ้านเดี่ยว 2 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1,500 ล้านบาท  เริ่มก่อสร้างในไตรมาส 3 ปี 2563 และสามารถเปิดขายได้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2563 และ 2. โครงการวิลล่า วาณิช เป็นโครงการประเภทอาคารพาณิชย์ มูลค่าโครงการประมาณ 672 ล้านบาท  คาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง และเปิดขายได้ในปี 2564-2565   สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2561) และงวด 6 เดือนแรกปี 2562 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม เท่ากับ 297.50 ล้านบาท 450.38 ล้านบาท 447.09 ล้านบาท และ 303.84 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 5.94 ล้านบาท 10.80 ล้านบาท 11.56 ล้านบาท และ 27.96 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งรายได้รวมเติบโตขึ้นจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์   โดยในปี 2559 กลุ่มบริษัทฯ มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดจาก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการคุณาลัย พราว โครงการคุณาลัย คอร์ทยาร์ด และโครงการคุณาลัย ซิมโฟนี และในปี 2560 กลุ่มบริษัทฯ มีการทยอยโอนกรรมสิทธิ์บ้านเพิ่มเติมจาก 3 โครงการเดิมในปี 2559 คือ โครงการทาวน์โฮม คุณาลัย บีกินส์ ที่เป็นโครงการทาวน์โฮมโครงการแรกของกลุ่มบริษัทฯ   สำหรับปี 2561 กลุ่มบริษัทฯ ยังคงทยอยรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์บ้านในโครงการต่อเนื่องทั้ง 4 โครงการต่อเนื่องจากปี 2560 และโครงการใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว คือ โครงการคุณาลัย พอลเลน สำหรับงวด 6 เดือน 2562 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น มาจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวน 64 ยูนิต ในงวด 6 เดือน ปี 2561 เป็น 88 ยูนิต ในงวด 6 เดือน ปี 2562 จากการที่กลุ่มบริษัทฯ ได้ทำการเปิดขายและโอนบ้านของโครงการคุณาลัย จอย ดังนั้น จากแนวโน้มการเติบโตของบริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งทางธุรกิจ ที่จะนำพาไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต  
อสังหาฯ ไทยยังเนื้อหอม ทุนจีนไม่หวั่นตลาดขาลง-LTV คุมเข้ม

อสังหาฯ ไทยยังเนื้อหอม ทุนจีนไม่หวั่นตลาดขาลง-LTV คุมเข้ม

นักธุรกิจจีนมั่นใจศักยภาพตลาดอสังหาฯ เมืองไทย ยังมีดีมานด์อีกจำนวนมาก จากคนย้ายเข้ามาหางานในเมือง เศรษฐกิจมีแนวโน้มขาขึ้น  พร้อมลงทุนกว่า 22,500 ล้าน ผุดคอนโดฯ 4 โปรเจ็กต์  เตรียมที่ดินอีก 100 ไร่ ปั้นมิกซ์ยูส   นายเฉิน ซู่เฟิง ประธานกรรมการประจำภูมิภาค บริษัท ไฮไชน์ ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า  ได้ร่วมทุนกับนักธุรกิจคนไทยพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เนื่องจากมองเห็นศักยภาพตลาดอสังหาฯ ที่เชื่อว่ายังมีความต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก จากการขยายตัวของเมือง ซึ่งทำให้มีแรงงานจากต่างจังหวัดเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ และปริมณฑล  ที่ถือว่าเป็นความต้องการที่แท้จริง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโต   แม้ว่าปัจจุบันตลาดอสังหาฯ จะอยู่ในช่วงขาลง จากปริมาณห้องชุดคอนโดฯ ที่มีออกมาจำนวนมาก จนส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ต้องออกมาตรการ LTV มาควบคุมการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ตลาดอสังหาฯ ยังแข่งขันกันรุนแรงด้วย  แต่เชื่อว่าในระยะเวลาประมาณ 2 ปี ภาวะตลาดจะกลับมาฟื้นตัว ภาวะเศรษฐกิจก็จะเติบโตเพิ่มมากขึ้น จึงเชื่อว่าในอนาคตตลาดอสังหาฯ จะกลับมาเติบโตเป็นปกติ   “แม้ว่าการกู้เงินซื้อคอนโดฯ จะมีมาตรการควบคุมเข้มงวด แต่เชื่อว่าอสังหาฯ ไทยยังเติบโตต่อไปได้ เพราะไทยมีประชากรเยอะกว่า 70 ล้านคน เป็นตลาดที่มีความต้องการสูง ตลาดกรุงเทพฯ เหมือนกับประเทศจีนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ประชากรที่อยู่ในปริมณฑลแล้วย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง”    สำหรับกลุ่มไฮไชน์ได้ศึกษาตลาดในประเทศไทยมาตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา และได้ลงทุนพัฒนาโครงการคอนโดฯ 4 โครงการ รวมมูลค่า 22,500 ล้านบาท ได้แก่ โครงการรีเกิล สาทร-นราธิวาส ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 40% โครงการรีเกิล บางนา มียอดขายแล้ว 20%   โดยในเดือนพฤศจิกายน บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวโครงการรีเกิล ศรีนครินทร์ 40 คอนโดฯ ขนาดความสูง  8 ชั้น มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ตั้งอยู่ในซอยศรีนครินทร์ 40 และใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ห่างจากจากซีคอนสแควร์ 400 เมตร และห้างสรรพสินค้าพาราไดซ์ พาร์ค 700 เมตร   ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวโครงการรีเกิล สุขุมวิท 76 เป็นโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย อาคารที่พักอาศัย 8 อาคาร จำนวน 4,931 ยูนิตราคาเริ่มต้นที่ 1.79-10  ล้านบาท และพื้นที่ศูนย์การค้า 15,000 ตารางเมตร  มูลค่าโครงการกว่า 16,000 ล้านบาท  ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งอยู่ระหว่างสถานีแบริ่งและสถานีสำโรง   นายเฉิน กล่าวว่า บริษัทวางแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย  โดยนอกจาก 4 โครงการดังกล่าวแล้ว ยังเตรียมพัฒนาที่ดิน 100 ไร่ ใกล้สนาบินสุวรรณภูมิ เป็นโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งประกอบด้วยโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ พื้นที่เชิงพาณิชย์ อาทิ ห้างสรรพสินค้า โดยจะแบ่งการพัฒนาออกเป็นเฟส  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและวางแผนโครงการ คาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงปลายปีนี้     “กลยุทธ์การแข่งขันในตลาดประเทศไทย บริษัทจะชู 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การออกแบบให้ตรงความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนไทย 2.เลือกพัฒนาโครงการในทำเลศักยภาพ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือเอ็มอาร์ที และ 3.วางกลยุทธ์ราคาให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสามารถซื้อได้ โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 3,000 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,500 ล้านบาทในปี 2563”   สำหรับ กลุ่มบริษัท ไฮไชน์ กรุ๊ป เป็นกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์จากฮ่องกงและจีน ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนากว่า 138 โครงการ ในหลายประเทศ ทั้งจีน ฮ่องกง เป็นต้น เฉพาะตลาดในประเทศจีนมียอดขายกว่า 100,000 ล้านบาท  ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปลงทุนในหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทั้งประเทศมาเลเซีย ไทย  และอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อเข้าลงทุนในเวียดนามและเมียนมา ขณะที่ประเทศมาเลเซีย ยังมีแผนพัฒนาต่อเนื่อง เป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทด้วย
สรุปข่าวอสังหาริมทรัพย์รอบสัปดาห์ วันที่  7 – 13 ตุลาคม 2562

สรุปข่าวอสังหาริมทรัพย์รอบสัปดาห์ วันที่ 7 – 13 ตุลาคม 2562

ถึงตอนนี้ ถือว่าเข้าเราได้เดินทางมาสู่ไตรมาสสุดท้ายอย่างเต็มตัวแล้ว บรรยากาศช่วงไฮซีซั่นกำลังเริ่มต้นขึ้น เห็นได้จากแคมเปญการตลาดออกมากันแบบแรงๆ เพื่อเรียกยอดขาย  เพราะโค้งสุดท้ายแล้ว  หากหมดไตรมาสนี้ คงไม่มีเวลาสร้างผลงาน ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้ว แม้จะมีผู้ประกอบการหลายราย ได้ปรับเป้าหมายทางธุรกิจไปกันบ้างแล้วก็ตาม   ส่วนในรอบสัปดาห์วันที่ 7-13 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์อะไรบ้างในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ลองมาดูกัน   ฮาบิแทท 2 โครงการใหม่ย่านทองหล่อ      การเปิดตัวโครงการใหม่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ฮาบิแทท กรุ๊ป เปิดตัว 2 โครงการใหม่  มูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท ได้แก่  โครงการ วาลเด้น ทองหล่อ 8 (Walden Thonglor 8) และ โครงการ วาลเด้น ทองหล่อ 13 (Walden Thonglor 13) พร้อมดึง เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ (JRE Development) บริษัท  ลูกของ “แจลุกซ์” (JALUX Inc.) จากประเทศญี่ปุ่น มาช่วยบริหารที่พักอาศัย นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมทุนกับลิสต์ กรุ๊ป (List Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาคอนโดมิเนียมลักชัวรี่โลว์ไรซ์ 2 โครงการดังกล่าว โดยอาศัยความสามารถในการทำตลาดระดับนานาชาติ เข้ามาเสริมจุดแข็งผ่านเครือข่ายของ ลิสต์ ซอเธอบี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลตี้  โดยทั้งสองโครงการคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในช่วงไตรมาสแรก ปี 2563 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรก ปี 2565  นอกจากนี้ ยังได้เจอาร์อี ดีเวลลอปเม้นท์ (JRE Development) บริษัทลูกของ JALUX มาเป็นผู้บริหารจัดการโครงการทั้ง 2 แห่งด้วย   “แสนสิริ” ผนึก “พลัส ” ทุ่ม 60 ล้านปั้้นระบบความปลอดภัย      เรื่องของความปลอดภัย ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ผู้ประกอบการ ต้องให้ความสำคัญที่ทุกโครงการต้องทำให้ผู้อยู่อาศัยปลอดภัย เพราะหากบ้านไม่ปลอดภัย คงไม่มีใครอยากอยู่ คนจะซื้อที่อยู่อาศัยสักแห่ง ก็ต้องเลือกโครงการอยู่แล้วปลอดภัยมากที่สุด แสนสิริ ซึ่งมองเห็นว่าเรื่องความปลอดภัย เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ลูกค้าใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม จึงนำเอาระบบ Smart Command Centre ศูนย์ควบคุมความปลอดภัยจากส่วนกลางแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง มาใช้ในโครงการของแสนสิริ อาทิ โครงการเดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา   ล่าสุด แสนสิริ จับมือ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ลงทุน 60 ล้านบาท ตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ LIV-24 บุกเบิกแวดวงอสังหา ฯ กับสุดยอดบริการดูแลความปลอดภัยจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง อย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกและหนึ่งเดียวของวงการอสังหาฯ ไทย ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นอัปเกรดสุดล้ำ ต่อยอดจากความสำเร็จของ Smart Command Centre ที่ยกระดับความความปลอดภัยจากส่วนกลางเข้าสู่ที่พักอาศัย ด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณ Intrusion Alarm แจ้งเตือนเมื่อมีการบุกรุกเข้าสู่ตัวบ้าน และระบบ Smart Meter โซลูชั่นตรวจสอบและแจ้งเตือน เมื่อมีการใช้น้ำประปาและไฟฟ้าที่ผิดปกติในที่พักอาศัย ปี 2020 จ่อขยายการให้บริการครอบคลุม 47 โครงการของแสนสิริ มุ่งเดินหน้าเสริมความปลอดภัย พร้อมสร้างความพึงพอใจระดับสูงสุดให้กับลูกบ้านแสนสิริ   ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้จับมือกับ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เพื่อทรานส์ฟอร์มสู่ ‘LIV-24’ ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ของพลัส พร็อพเพอร์ตี้  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยให้เพิ่มมากขึ้น กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากส่วนกลางเข้าสู่ที่พักอาศัย ด้วยการเชื่อมต่อสัญญาณ Intrusion Alarm แจ้งเตือนเมื่อมีการบุกรุกเข้าสู่ตัวบ้าน และระบบ Smart Meter โซลูชั่นตรวจสอบและแจ้งเตือน เมื่อมีการใช้น้ำประปาและไฟฟ้าที่ผิดปกติในที่พักอาศัย  ซึ่งวางเป้าหมายติดตั้งกับโครงการของแสนสิริให้ครอบคลุม 47 โครงการ ภายในปีหน้า   “ORI” กวาดยอดขายสะสม 9 เดือน ทะยานสู่ 23,148 ล้าน     ช่วงนี้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมากันบ้างแล้ว ล่าสุด บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  แจ้งว่า สามารถสร้างยอดขายในช่วงไตรมาส 3/2562 ได้ถึงกว่า 10,188 ล้านบาท  ส่งผลให้บริษัทมียอดขายสะสม 9 เดือนแรกของปี 2562 อยู่ที่ 23,148 ล้านบาท หรือคิดเป็น 83% ของเป้าหมายยอดขายของทั้งปี 2562   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออริจิ้น  เปิดเผยว่า  ผลประกอบการในไตรมาส 3 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เป็นเพราะการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ ดิ ออริจิ้น (The Origin) จำนวน 4 โครงการ ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2 ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมาย โดยมีถึง 3 โครงการที่สามารถปิดการขายได้แล้ว 100% (Sold Out) ได้แก่ 1. ดิ ออริจิ้น รามคำแหง 209 อินเตอร์เชนจ์ 2. ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว 3. ดิ ออริจิ้น ลาดพร้าว 15   ขณะเดียวกัน ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 ที่เพิ่งเปิดพรีเซลเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบรับที่ดี ส่งผลให้ภาพรวมอัตรายอดขาย  ของแบรนด์ดิ ออริจิ้นที่เปิดตัวไป 4 โครงการ สูงถึงกว่า 85%  นอกจากนี้ โครงการคอนโดฯ แบรนด์พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) 2 โครงการที่ทยอยเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2-3 มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,500 ล้านบาท ก็สร้างยอดขายกลับมายังบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการพาร์ค ออริจิ้น จุฬา-สามย่าน และโครงการพาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี ต่างมียอดขายแล้วกว่า 80% ขณะเดียวกัน โครงการเคนซิงตัน ระยอง คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ภายใต้โครงการออริจิ้น สมาร์ท ซิตี้ ระยอง ก็ได้รับการตอบรับที่น่าพึงพอใจ ล่าสุดคิดเป็นยอดขาย 90% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   BC โรดโชว์พบนักลงทุนกรุงเทพฯ     ความเคลื่อนไหวของบริษัทอสังหาฯ ในแวดวงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากเรื่องประกาศผลประกอบการแล้ว บริษัทที่เตรียมเข้าเทรดหุ้นตอนนี้ อย่าง “บูทิค คอร์ปอเรชั่น” หรือ BC ได้เดินสายจัดงานโรดโชว์พบนักลงทุน เพื่อสรุปข้อมูลการเสนอขายหุ้นไอพีโอ 167 ล้านหุ้น และโชว์ความแข็งแกร่งในธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ รูปแบบสร้าง - ดำเนินงาน - ขาย หรือ BOS Model  เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในปลายปีนี้   นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BC)  เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดงานสรุปข้อมูลการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่นักลงทุนและประชาชนทั่วไป (โรดโชว์)​ ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่น ก่อนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (ไอพีโอ) จำนวนไม่เกิน 167 ล้านหุ้น ตามแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในปลายปี 2562   โดยโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ BOS Model วางเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ไม่ต่ำกว่า 15%  ซึ่งความสำเร็จของโครงการที่กลุ่มบริษัทฯ ก่อสร้าง ดำเนินงาน และจำหน่ายออกไปแล้ว (BOS Model) มีจำนวน 6 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 3,525 ล้านบาท และได้กำไรจากการขายโครงการรวมมูลค่าประมาณ 1,626 ล้านบาท พร้อมทั้ง เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ ชั้นใน ย่านสุขุมวิทตอนต้น และเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่  สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2562 รายได้รวมอยู่ที่ 675.9 ล้านบาท เติบโต 56.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 431.3 ล้านบาท (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   AWC เทรดวันแรกปิดบวก 0.05 บาท   ส่วนบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในตระกูล “สิริวัฒนะภักดี” ของเสี่ยเจริญ เจ้าพ่ออาณาจักรเบียร์ช้าง ที่ได้เริ่มทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เป็นวันแรกในวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ​ ซึ่งหุ้นของ AWC  ทำราคาปิดวันแรกบวกเพิ่ม 0.05 บาท หรือ +0.83%  จากราคาขาย IPO 6.00 บาท มีมูลค่าการซื้อขาย 8,130.18 ล้านบาท สำมารถทำราคาขึ้นไปได้สูงสุด 6.10 บาท และราคาลงต่ำสุด 6.00 บาท (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   ไทยเตรียมจัดงานประชุมสภาประเมินราคาแห่งอาเซียน     ปิดท้ายกับข่าวของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงานประชุมสภานักประเมินราคาแห่งอาเซียน ครั้งที่ 22  ในประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศเจ้าภาพ  ระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม 2562 ที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา ซึ่งมีนายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้ประเมินราคาแห่งอาเซียนระหว่างปี 2562-2563 โดยสมาคมผู้ประเมินราคาแห่งอาเซียน The ASEAN Valuers Association (AVA) ก่อตั้งในปี 2524 ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 8 ประเทศในอาเซียน ลาว และเมียนมา   สำหรับการประชุมในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญต่อการผลักดันให้ไทยได้ยกระดับวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์สิน เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์สินและไม่มีหน่วยงานตามกฎหมายที่จะกำกับดูแลมาตราฐานการประเมินราคา ประเทศไทยจึงได้เกิดปัญหาจากการประเมินราคาอยู่บ่อยครั้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยทางสมาคมได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาร่วมประชุม เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการมีกฎหมายควบคุมมาตรฐาน และพัฒนาการด้านต่างๆ ของการประเมินราคาทรัพย์สินในแต่ละประเทศสมาชิก AVA    
เปิดราคาบ้าน-คอนโดฯ ไตรมาส 3 ปรับเพิ่มทั่วหน้า บิ๊กอสังหาฯ อัดของแถมเรียกยอดขาย

เปิดราคาบ้าน-คอนโดฯ ไตรมาส 3 ปรับเพิ่มทั่วหน้า บิ๊กอสังหาฯ อัดของแถมเรียกยอดขาย

แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ จะลดระดับความร้อนแรง จากมาตรการ LTV ความกังวลใจต่อภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อชะลอตัว  ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับแผนเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งชะลอ ทั้งเลื่อนกำหนดการเปิด จากเดิมที่ตั้งใจเอาไว้  เป็นปรากฎการณ์ที่เห็นได้ชัด ว่าผู้ประกอบการทั้งหลายไม่มั่นใจตลาด หากปล่อยของออกมามากๆ แล้วจะขายได้หมด   แต่แม้โครงการใหม่ที่ออกมาทำตลาด ไม่ได้เป็นไปตามที่บอกไว้เมื่อต้นปี แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือ การเพิ่มขึ้นของราคาที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียม ขยับขึ้นทุกๆ โครงการ เหตุผลสำคัญ คงเป็นเพราะราคาที่ดินไม่ได้ถูกลง แถมจะปรับเพิ่มขึ้นมากเสียด้วย เพราะที่ดินมีจำกัดยิ่งในทำเลดีๆ เจ้าของมีสิทธิ์กำหนดราคาขายได้ตามความพอใจ โดยเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงิน ที่ดินแพงก็เลยสะท้อนกลับมาที่ราคาของบ้านหรือคอนโดฯ   แม้ตลาดอสังหาฯ ปีนี้ไม่ค่อยดี แต่ต้นทุนผู้ประกอบการขยับขึ้น ราคาขายจำเป็นต้องปรับสูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อยอดขายที่จะชะลอตัว  สิ่งที่เป็นทางออกของผู้ประกอบการเลือกจะทำ คือ การใช้กลยุทธ์โปรโมชั่น ไม่ว่าจะเป็นของแถม ส่วนลด สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อมาทำให้ลูกค้าเห็นว่า ได้ความคุ้มค่าคุ้มราคา โดยเฉพาะโปรโมชั่นในส่วนของราคา ตอนนี้อาจจะเห็นกันเยอะหน่อย บางโครงการหั่นราคาขายต่ำกว่าช่วงพรีเซลล์ด้วยซ้ำ แต่บางโครงการก็ยังไม่ปรับขึ้นราคาขาย รอให้สภาวะตลาดฟื้นตัวดีกว่านี้ก่อน   คอนโดฯ ใหม่ราคาปรับเพิ่ม 7%   ​​​​​​​​​​​ ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดย ดร. วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร กล่าวในฐานะรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ รายงานว่า ราคาห้องชุดคอนโดฯ ใหม่ ที่อยู่ระหว่างการขาย ในพื้นที่กรุงเทพฯ - จังหวัดนนทบุรี และสมุทรปราการ ปรับเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และปรับเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับราคาในไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าราคาที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงมาต่อเนื่อง 2 ไตรมาสแล้วก็ตาม     การชะลอตัวของราคาอาจเป็นผลจากการชะลอตัวของภาวะตลาด ซึ่งสอดคล้องกับการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในไตรมาส 2 ซึ่งลดลง  9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน  และลดลง 27.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการปรับขึ้นราคาขาย และใช้วิธีการส่งเสริมการขายในการแข่งขันกันมากขึ้น   ถ้าดูเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ  จะพบว่าราคาคอนโดฯ ใหม่มีการปรับเพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนพื้นที่ปริมณฑลทั้ง 2 จังหวัด มีราคาเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้า ราคาบ้านจัดสรรปรับเพิ่ม 3.2%    มาดูราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายกันบ้าง ในช่วงไตรมาสที่ 3 มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแค่ไหน จากข้อมูล พบว่ามีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  เมื่อดูตามพื้นที่แล้ว พบว่า ในเขตกรุงเทพฯ มีราคาปรับเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และเพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   ส่วนในพื้นที่ปริมณฑล 3 จังหวัดที่ทำการสำรวจ ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีราคาเพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน(YoY) และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า      โดยหากแยกเป็นบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว พบว่า ราคาบ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2562 เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ มีราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น  1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนในพื้นที่ปริมณฑล  ราคาเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า     ส่วนราคาทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้น  3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ราคาเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่พื้นที่ปริมณฑล  ราคาเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และเพิ่มขึ้น  0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อัดโปรฯ ของแถมกระตุ้นยอดขาย   วิธีการพื้นฐานตามหลักการตลาด 4P กลยุทธ์ P-Promotion มักจะถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขาย ให้กับสินค้าและบริการเสมอ ในช่วงที่ตลาดชะลอตัว สำหรับตลาดอสังหาฯ  ก็ไม่หนีหนทางนี้  สำหรับตลาดคอนโดฯ รายการส่งเสริมการขายในไตรมาสนี้ ส่วนใหญ่ 57.4% จะเร่งรัดการตัดสินใจของผู้ซื้อด้วยของแถม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รองลงมา 31.2% เป็นส่วนลดเงินสด และ 11.4% จะช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ สอดคล้องกับรายการส่งเสริมการขายในไตรมาสก่อน ขณะที่ตลาดบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย  รายการส่งเสริมการขาย ส่วนใหญ่ 45.4% จะจูงใจผู้ซื้อโดยการเสนอด้วยของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท้งก์น้ำ  รองลงมา 37.1%จะช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง และ 17.5% จะให้เป็นส่วนลดเงินสด ในขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2562 รายการส่งเสริมการขาย ส่วนใหญ่ 59.7% เป็นของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท้งก์น้ำ ฯลฯ รองลงมา 27.0% จะให้เป็นส่วนลดเงินสดและ 13.3% จะช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง        
7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม

  การสร้างหรือการซ่อมแซมบ้าน ปัจจัยหนึ่งที่มักทำให้งบประมาณบานปลาย  คือ ขาดการวางแผนและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ  คำนึงแต่เรื่องราคาถูกเป็นหลัก ทำให้เวลาเอามาใช้งานจริง ไม่ได้ตามมาตรฐานของงาน ผลงานจึงออกมาไม่มีคุณภาพ หรือเมื่อใช้ไปได้สักระยะก็ต้องมาเจอปัญหาเดิม  ต้องมานั่งรื้อนั่งซ่อมกันใหม่  ทำให้ต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และอารมณ์  หงุดหงิดกับปัญหาซ้ำซากที่ต้องเจอบ่อยๆ   การเลือกใช้วัสดุจึงควรจะเน้นเรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับแรก และพิจารณาเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องมาเสียอารมณ์ เสียเวลาแก้ไขปัญหาที่ตามมาภายหลัง แม้ว่าอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย  แต่ถ้าคำนวณแล้วคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป  ก็น่าจะดีกว่าเลือกซื้อแต่ของถูกเท่านั้น   อย่างห้องน้ำหรือห้องครัวที่มีการปูกระเบื้อง ปัญหาสำคัญที่มักพบเสมอ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะหนึ่ง คือ ยาแนวของกระเบื้องหลุดล่อน เกิดเปราะแตก น้ำรั่วซึม เกิดปัญหาราดำ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการใช้ยาแนวที่ไม่มีคุณภาพที่ดีมากพอ ไม่เหมาะกับประเภทกระเบื้อง ทำให้มีปัญหาภายหลังมากวนใจ กวนเงินในกระเป๋าเจ้าของบ้าน ให้ต้องตามแก้ตามซ่อมกันเสมอๆ   5 เทคนิคเลือกใช้ยาแนวเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องยาแนวกระเบื้องในภายหลัง  ลองใช้ 5 เทคนิคนี้เป็นแนวทาง ในการเลือกใช้ยาแนวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด   1.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะกับประเภทของกระเบื้อง เริ่มต้นของการเลือกยาแนวที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือต้องเลือกให้เหมาะสมกับประเภทกระเบื้อง เช่น กระเบื้องแกรนิตโต้นิยมปูชิดเพื่อความสวยเนียน มีขนาดร่องเพียง 0.2-2 มม. ส่วนกระเบื้องเซรามิคทั่วไปมีร่องขนาด 3 มม. การเลือกยาแนวจึงต้องมีคุณสมบัติไหลลึกเหมาะกับร่องของกระเบื้องร่องเล็กปูชิด     2.เลือกใช้ยาแนวให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของกระเบื้อง กระเบื้องที่ปูในห้องต่างๆ ไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องทั่วไป ลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันไป เพราะสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ห้องน้ำและห้องครัวอาจจะต้องเจอกับน้ำและความชื้นมากเป็นพิเศษ ทำให้อาจจะเกิดเชื้อรา หรือราดำตามร่องยาแนวได้ การเลือกใช้ยาแนวจึงต้องเลือกที่มีคุณสมบัติป้องกันราดำ และทนต่อกรดหรือสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาดได้ดีกว่า เป็นต้น แต่ถ้าเป็นห้องทั่วไปภายในอาคาร ก็ควรเลือกกาวยาแนวที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ (Low VOC) ทำให้เกิดสภาพอากาศที่ดีทั้งระหว่างการก่อสร้างและการอยู่อาศัย   3.เลือกสินค้าจากแบรนด์หรือผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ สินค้ายาแนวที่จำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่มากมาย หลากหลายยี่ห้อ  และผู้ผลิต เหตุผลง่ายๆ ที่เราจะต้องเลือกสินค้าจากแบรนด์และผู้ผลิตที่มีมาตรฐานการผลิต เป็นที่ยอมรับ เพราะสินค้าจะมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่เราต้องการใช้งานจริงๆ หากไปใช้สินค้าที่แบรนด์ไม่เป็นที่รู้จัก แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสินค้ามีคุณภาพตรงตามที่ได้โฆษณาไว้     4.เลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่ม เดี๋ยวนี้การผลิตสินค้ามีเทคโนโลยี และการพัฒนาที่ล้ำหน้าไปไกล ผู้ผลิตจึงมักเสริมคุณสมบัติพิเศษของสินค้า  เพื่อให้สินค้ามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้านำไปใช้งาน ดังนั้นเราจึงควรเลือกสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เหนือกว่าสินค้าที่มีแค่คุณสมบัติพื้นฐาน หากราคาไม่แตกต่างกันมากนัก   5.ไม่เลือกสินค้าโดยพิจารณาแต่ราคาเป็นหลัก เรื่องราคาอาจจะเป็นปัจจัยหลักของหลายคนในการเลือกสินค้า แต่หากคิดให้รอบครอบ การเลือกสินค้าโดยคิดแต่เอาเรื่องราคาถูกเข้าไว้ก่อน นานไปก็ต้องมีปัญหาตามมาให้แก้ไข เพราะสินค้าราคาถูกก็ย่อมจะมากับคุณภาพพอประมาณ ถ้าคิดเฉพาะราคาสินค้าถูกก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่อย่าลืมถ้ามีปัญหาต้องเสียเวลา และหาช่างมาซ่อมแซมเพิ่มเติม นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เผลอๆ คิดแล้วอาจจะแพงกว่าการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี ที่อาจมีราคาสูงกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ และการเลือกจากขนาดถุงใหญ่กว่าก็อาจไม่ใช่คำตอบ ขนาดบรรจุควรเป็นขนาดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่เหลือเศษทิ้งจนต้องจ่ายเกินจำเป็น     ถ้าพูดถึงเทรนด์การใช้กระเบื้อง สำหรับใช้ปูห้องต่างๆ ต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้กระเบื้องประเภทแกรนิตโต้ ได้รับความนิยมถูกนำมาใช้ในบ้านและคอนโดมิเนียมมากมาย เพราะมีทั้งความสวยงามและมีรูปแบบให้เลือกหลากหลายประเภทในการใช้งาน แต่การเลือกใช้กระเบื้องแกรนิตโต้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งความสวยงามและอายุการใช้งานยาวนาน คงต้องมีกาวยาแนวที่มีประสิทธิภาพควบคู่กันด้วย   บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำด้านการผลิตภัณฑ์กาวยาแนว  จึงได้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัสเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้า ที่หันมาปูกระเบื้องแกรนิตโต้และกระเบื้องตัดขอบปูชิดกันเพิ่มมากขึ้นด้วย และยังเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์กาวยาแนวไม่มีคุณภาพ หรือไม่เหมาะกับกระเบื้องแกรนิตโต้  ทำให้ห้องที่ปูกระเบื้องแกรนิตโต้ ประสบปัญหาภายหลังมากมาย อาทิ ปัญหาราดำ  น้ำซึม และเปราะแตก เป็นต้น  ซึ่งสาเหตุสำคัญคือยาแนวไม่ลงลึกไปในร่องของกระเบื้องได้เต็มประสิทธิภาพ  ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ต้องมาตามแก้ไขปัญหาภายหลัง จึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจริงๆ   ลองมาดูกันว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีอะไรดีบ้าง  เพราะแม้ว่าจะมีขนาดถุงเล็กๆ แต่เต็มด้วยประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า แก้ได้หมดจบทุกปัญหา   7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ที่ให้ประโยชน์มากกว่าในราคาสุดคุ้ม 1. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มี Deep Active Molecule ทำให้เนื้อกาวไหลตัวได้ลึก ยึดเกาะเต็มร่องเล็ก สำหรับร่องยาแนว ขนาด 0.2-5 มม. โดยเฉพาะกระเบื้องแกรนิตโตที่นิยมปูชิด แต่เต็มประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่า “เล็กแต่แรง” จริงๆ หมดปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เพราะสามารถไหลลึกกว่า 8 มม. หรือเต็มความหนาของกระเบื้องแกรนิตโต้ จึงไม่เกิดโพรงช่องว่างหมดปัญหาน้ำซึมผ่านได้ หากเป็นยาแนวธรรมดาทั่วไป จะยึดเกาะร่องเล็กสุดตั้งแต่ 1-5 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงมีโอกาสเปราะแตกง่ายกว่าสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย      2. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส มีเทคโนโลยีไมโครแบน ทำให้มีคุณสมบัติยับยั้งราดำและตะไคร่น้ำ ที่ถือเป็นปัญหาสกปรกกวนใจ แถมยังเป็นแหล่งเชื้อโรคอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดราดำ เป็นเพราะเราละเลยและเลือกกาวยาแนวไม่ถูกประเภท ซึ่งส่งผลให้ยาแนวเปราะแตก มีน้ำซึม เกิดราดำในที่สุด     และเมื่อยาแนวหลุดล่อน น้ำจะซึมผ่านใต้แผ่นกระเบื้อง หากเป็นห้องน้ำชั้น 2 จะทำให้ฝ้ารั่ว ฝ้าพังเกิดความเสียหาย น้ำหยดลงเฟอร์นิเจอร์ และหยดลงพื้น จากปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด  ทำให้ทุกอย่างพังหมด ต้องหาช่างมาซ่อมแซม เสียค่าใช้จ่ายบานปลาย เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา เพียงเพราะมองข้ามเรื่องเล็กๆ เหล่านี้     3. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมีคุณสมบัติในเรื่องการแห้งตัวเร็ว สามารถเปิดใช้พื้นที่ได้ภายใน 6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งปกติยาแนวทั่วไปนั้นกว่าจะแห้งสนิท หรือเปิดพื้นที่ใช้งานได้ ต้องใช้ระยะเวลา 12-24 ชั่วโมง เหมาะมากกับบ้านหรือคอนโดที่มีห้องน้ำเดียวและต้องใช้ทุกวัน     4. คุณสมบัติด้านการทนกรด และสารเคมีมากกว่ากาวยาแนวทั่วไป ทำให้หมดปัญหาและข้อกังวลใจหากใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่มีสารเคมีหรือกรดซึ่งไม่ต้องกังวลใจว่ายาแนวจะซึกกร่อนได้ เพราะหากเป็นยาแนวปกติทั่วไปนั้น มีคุณสมบัติพื้นฐานเพียงแค่ปิดร่องกระเบื้อง แต่ไม่ได้พัฒนาให้กาวยาแนวมีคุณสมบัติทนกรด ทำให้เมื่อใช้ไปได้ไม่นานก็เกิดปัญหาหลุดล่อน เพราะถูกกรดหรือสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทำลายยาแนว   5. นอกจากกาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส จะมีเทคโนโลยีไมโครแบน ลดปัญหาราดำแล้ว ยังมีสารไฮโดรโฟบิก ที่ช่วยลดคราบสกปรกฝังแน่น และลดการซึมน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุการณ์ทำให้กระเบื้องหลุดล่อนอีกด้วย หากเป็นยาแนวธรรมดา ที่ไม่ได้มีสารไฮโดรโฟบิก สิ่งที่เรามักพบเสมอคือ คราบสกปรกฝังแน่น เป็นคราบดำ เนื่องจากยาแนวนั้นเน้นแต่เพียงการปิดร่องกระเบื้อง เป็นคุณสมบัติพื้นฐานหลักเท่านั้น     6. กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ยังมี WCAC Technology ซึ่งช่วยในเรื่องของลดการเกิดคราบขาวได้ในหนึ่งเดียว เป็นคุณสมบัติพิเศษ   7. ผลิตภัณฑ์กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตสินค้าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้รับการทดสอบควบคุมตามมาตรฐาน ANSI A 118.6 (Unsanded), A 118.7 (Unsanded) มาตรฐานยุโรป EN 13888 CG2 และผ่านเกณฑ์การทดสอบตามมาตรฐานการประเมินอาคารเขียว หรืออาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม LEED v4 ในหัวข้อ Indoor Environmental Quality – IEQ (คุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคาร) ด้วยวัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ   จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์กาวยาแนวมีความสำคัญมากต่อการปูกระเบื้อง และไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ยาแนวอุดร่องกระเบื้องเท่านั้น แต่มีความสำคัญมากต่อการป้องกันปัญหาจุดเล็กๆ ที่อาจจะบานปลายเป็นปัญหาใหญ่ ต้องใส่ใจเลือกผลิตภัณฑ์กาวยาแนวจระเข้ เทอร์โบ พลัส ไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะมากวนใจภายหลัง แม้ว่าอาจจะมีราคาสูงกว่าสินค้าในท้องตลาด และมีขนาดบรรจุต่อถุงเพียง 0.5 กิโลกรัม แต่ก็ครอบคลุมพื้นที่ได้มาก ประสิทธิภาพสูง บรรจุขนาดเหมาะกับพื้นที่ใช้งาน  เรียกว่าจ่ายครั้งเดียวคุ้มค่าในระยะยาวถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “เล็กแต่แรง” เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และคุ้มค่าคุ้มราคามากเลยทีเดียว   หมายเหตุ : LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการก่อสร้างปรับปรุงอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม : http://bit.ly/2B0ANyw  
LPN ขนอสังหาฯ พร้อมโอน หั่นราคาต่ำกว่าพรีเซลล์ รับสงครามราคา Q4

LPN ขนอสังหาฯ พร้อมโอน หั่นราคาต่ำกว่าพรีเซลล์ รับสงครามราคา Q4

แอล.พี.เอ็น. ทุ่ม 150  ล้าน เปิดแคมเปญ “ความพอดี ที่ดีกว่า” พร้อมโฆษณาแบรนด์ดิ้งครั้งแรกในรอบ 10 ปี  เตรียมขนที่อยู่อาศัยพร้อมโอน 1,000 ล้าน จัดลดราคาพิเศษต่ำกว่าพรีเซลล์  ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายยังเดินหน้าเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ 4,000-5,000 ล้าน ดันเป้ายอดขายอสังหาฯ ทั้งปี 10,000 ล้าน     นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน)(LPN) เปิดเผยว่า ได้ใช้งบประมาณ 150 ล้านบาท  จัดทำแคมเปญ “ความพอดี ที่ดีกว่า” ผ่านหนังสั้น “Dream Home”  เพื่อสื่อสารการตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคในปัจจุบัน  ซึ่งถือว่าเป็นการออกแคมเปญโฆษณาแบรนด์ดิ้งครั้งแรกในรอบ 10 ปี เป็นการถ่ายทอดปรัชญาการสร้างบ้านในแบบของบริษัท ที่ต้องการสร้างบ้านที่พอดีกับการใช้ชีวิตจริง  จากปัจจุบันที่ผู้ประกอบการสร้างบ้านและสร้างแบรนด์ที่อยู่อาศัยจนเกินความพอดี  สะท้อนออกมาทำให้ราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินไป โดยเฉพาะการปรับขึ้นของราคาที่ดิน  ซึ่งบางทำเลสูงขึ้นมากกว่า 5 เท่าตัว   นอกจากการจัดทำแคมเปญดังกล่าว  บริษัทยังวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในรูปแบบบ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม รวม 10 โครงการ  มูลค่ารวมประมาณ  15,000-16,000  ล้านบาท ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้าด้วย  ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  จะเปิดตัว 5 โครงการ  รวมมูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท  ได้แก่  1. คอนโด High Rise ย่านเตาปูน จำนวน 800 ยูนิต มูลค่า 1,900 ล้านบาท 2. คอนโด Low Rise แจ้งวัฒนะ ซอย 10  จำนวน 476 ยูนิต มูลค่า 600 ล้านบาท 3.โครงการบ้านพักอาศัย ย่านลาดกระบัง ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิ 4 กม. จำนวน 400 แปลง มูลค่า 1,250 ล้านบาท  4.โครงการบ้านแฝด 2 ชั้น และบ้านทาวน์โฮมจำนวน 133 แปลง มูลค่า 750 ล้านบาท ย่านสุขุมวิท 113 และ 5.โครงการย่านพหลโยธิน 54/1 ห่าง BTS สะพานใหม่ (ในอนาคต) ระยะทาง 3 กม. จำนวน 253 แปลง มูลค่า 880 ล้านบาท   ส่วนโครงการที่เปิดตัวในปี 2563 ได้แก่ 1.คอนโด High Rise อาคารด้านหน้าจำนวน 719 ยูนิต  มูลค่า 1,600 ล้านบาท และอาคารด้านหลังจำนวน 788 ยูนิต มูลค่า 1,450 ล้านบาท บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 17  2. คอนโด Low Rise จำนวน 2,293 ยูนิต มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท ย่านเอกชัย แถวเซ็นทรัลพระราม 2  3.โครงการลุมพินี มิกซ์ นราธิวาส-รัชดา คอนโด High Rise มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท 4.โครงการ Baan 365 ย่านเมืองทองธานี จำนวน 182 แปลง มูลค่า 1,890 ล้านบาท  และ 5.โครงการบ้านแฝด 2 ชั้น 108 แปลง มูลค่า 650 ล้านบาท ย่านท่าข้าม-พระราม 2 นายโอภาส กล่าวอีกว่า  ในไตรมาสสุดท้ายบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย 5,000 ล้านบาท  ซึ่งปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมโอนกรรมสิทธิ์รวมมูลค่า 8,000 ล้านบาท และกำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จอีก 6,000 ล้านบาท  โดยมียอดขายรอรับรู้รายได้กว่า 4,000 ล้านบาท  ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้จะสามารถทำยอดขายโดยรวมทั้งปี 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 10,000 ล้านบาท เป็นยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม 7,000-7,500 ล้านบาท และยอดขายจากธุรกิจบริการและเช่ามูลค่า 1,000 ล้านบาท   “ตลาดอสังหาฯ  ในไตรมาสสุดท้าย ยังคงแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ตอนนี้ทุกคนเอาของที่มีอยู่ออกมาขาย บางโครงการลดราคาต่ำกว่าราคาพรีเซลล์ถึง 15% ก็มี”   โดยในช่วงวันที่ 30 ตุลาคมนี้ บริษัทยังเตรียมจัดแคมเปญการตลาด  โดยใช้กลยุทธ์ราคาพิเศษเพื่อมากระตุ้นยอดขาย ซึ่งจะมีราคาต่ำกว่าราคาพรีเซลล์  โดยเตรียมโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลต่างๆ มาจัดแคมเปญ  คิดเป็นมูลค่ายอดขายประมาณ​ 1,000 ล้านบาท  จากโครงการพร้อมโอนกรรมสิทธิ์มูลค่า 8,000 ล้านบาท   แผนธุรกิจในปีนี้ของบริษัท จึงมุ่งเน้นการกระจายฐานรายได้ออกหลายๆ ส่วนเพื่อลดความเสี่ยง โดยยังคงรักษารายได้จากการสร้างและขายอาคารชุดพักอาศัยปีละหมื่นล้านบาท รวมถึงขยายการเติบโตของโครงการบ้านพักอาศัยอย่างน้อย 50% ของอาคารชุดพักอาศัย เมื่อรวมกับรายได้จากธุรกิจบริการอื่นๆ ก็เชื่อว่าจะสร้างรายได้และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง    
“ศุภาลัย” ประเมินตลาดอสังหาฯ ปกติ แย่สุดยังขายได้ 80,000 ยูนิต

“ศุภาลัย” ประเมินตลาดอสังหาฯ ปกติ แย่สุดยังขายได้ 80,000 ยูนิต

ฝ่ายวิจัย “ศุภาลัย” ประเมินยอดขายอสังหาฯ ปิดปี 62 แย่สุดยังขายได้ 80,000 ยูนิต แต่อาจจะไต่ระดับเท่าค่าเฉลี่ย 100,000 ยูนิต มองบวกตลาดอยู่ในภาวะปกติ แม้มีมาตรการ LTV เป็นผลกระทบระยะสั้น ดีเวลลอปเปอร์ยังคงโกยกำไรไม่ต่ำกว่า 20%    ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการที่ปรึกษา บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า แนวโน้มการขายอสังหาริมทรัพย์โดยรวมของปีนี้  คาดว่าจะอยู่ในระดับ 100,000 ยูนิต ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่หากสถานการณ์ไม่ดีหรือผลกระทบจากปัจจัยลบมากขึ้น ยอดขายอสังหาฯ คาดว่าจะอยู่ในระดับ 80,000 ยูนิต  ซึ่งยอดขายดังกล่าวถือว่าเป็นภาวะตลาดปกติ  เพราะหากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยยอดขายอสังหาฯ  ตั้งแต่ปี 2554-2561 จะอยู่ในระดับ 94,000-100,000 ยูนิต   โดยการประมาณการณ์ตลาดอสังหาฯ มีหลายตัวแปรที่เข้ามาเป็นปัจจัยในการพิจารณา ซึ่งหากนำปัจจัยเรื่องการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ ที่ประกาศเปิดตัวในแต่ละเดือน จะพบว่ายอดขายอสังหาฯ ปีนี้ต่ำสุดจะอยู่ที่ 91,252 ยูนิต และอาจจะสูงสุดที่ 105,903 ยูนิต แต่หากนำเอาปัจจัยเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจมาเป็นตัวแปรในการประเมิน จะพบว่ายอดขายอสังหาฯ ปีนี้ อาจจะทำได้ดีที่สุด ด้วยยอดขายถึง 116,000 ยูนิต หรือหากสถานการณ์เลวร้าย ตัวเลขยออขายจะทำได้เพียง 75,000 ยูนิตเท่านั้น     แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหากประเมินตัวเลขยอดขายของปีนี้  ถ้าทำได้เพียง 75,000 ยูนิต สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ​ ก็ถือว่ายังอยู่ในภาวะปกติ เพราะหากคิดสัดส่วนยอดขายต่อจำนวนอสังหาฯ ที่มีในตลาด ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์การขายได้ ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับปกติด้วยอัตรา 25% เพราะผู้ประกอบการยังสามารถทำกำไรขั้นต้นได้มากกว่า 20% ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์การขายได้ตั้งแต่ช่วงปี 2554-2561 ยังไม่เคยต่ำกว่า 20%   ดร.ประศาสน์ กล่าวว่า แม้ในปีนี้จะมีมาตรการ LTV ออกมาบังคับใช้ แต่มองว่าส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ ในระยะสั้นเท่านั้น เชื่อว่าในอนาคตสภาพตลาดจะปรับตัว รับกับมาตรการที่เกิดขึ้นได้ เพราะปัจจุบันความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จากการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้ต้องการที่พักอาศัยจากแรงงานเหล่านั้น   “ปีนี้ถือว่าตลาดอยู่ในภาวะปกติ ไม่ได้ดีหรือไม่ดี ถ้าอัตราการขายต่ำกว่า 20% จะถือว่าตลาดไม่ดี  ซึ่งตั้งแต่ปี 2554 อัตราการขายยังไม่ต่ำกว่า 20% รวมถึงปีนี้ด้วย”​   ทั้งนี้ จากการศึกษาถึงพฤติกรรมของความต้องการที่อยู่อาศัยรวม  ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลด้วยข้อมูลย้อนหลังตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการขายที่อยู่อาศัยเมื่อเทียบกับปริมาณหน่วยที่ออกขายโดยรวมในตลาดนั้นอยู่ที่ระดับประมาณ 30% ต่อปี และมีลักษณะเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จึงสามารถสรุปได้ว่าภาวะความต้องการที่อยู่อาศัยรวมยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาจจะไม่ร้อนแรงเท่าปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีกำลังซื้อจากต่างชาติเข้ามา และส่งผลให้ปีที่ผ่านมายอดขายที่อยู่อาศัยรวมทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ประมาณ 120,000 หน่วย
รีวิวบ้านเดี่ยว พฤกษา “The Palm Krungthep กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน”

รีวิวบ้านเดี่ยว พฤกษา “The Palm Krungthep กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน”

“เดอะปาล์ม กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ ออกแบบภายใต้แนวคิด “A Refined Living in Perfection งามสง่าทุกองศา สัมผัสรายละเอียดเลอค่าของการใช้ชีวิต” ผ่อนคลายใกล้ชิดธรรมชาติ ด้วยสวนสไตล์ทรอปิคอลสุดร่มรื่นด้วยปาล์มหลากสายพันธุ์ เติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนด้วย Exclusive Clubhouse และสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับที่รองรับกิจกรรมสำหรับคนทุกวัย มาพร้อมกับนวัตกรรมการอยู่อาศัย Pruksa Living Tech อาทิ ระบบ Smart Living Security ที่ช่วยยกระดับความอุ่นใจด้วยเทคโนโลยีระดับมาตรฐานสากล Air Tightness Protection ระบบเฟรมอะลูมิเนียมป้องกันฝุ่นละอองจากนอกบ้าน แบรนด์ TOSTEM ที่เป็นแบรนด์ระดับไฮเอนด์ได้รับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม JIS จากประเทศญี่ปุ่น  ใช้วัสดุตกแต่งระดับ World Class อาทิ พื้นไม้คุณภาพ Hybrid Engineered Floor จากแบรนด์ Quickstep   ผลิตจากประเทศเบลเยี่ยม นอกจากดีไซน์ที่สวยงามมีลวดลายเสมือนไม้จริง สามารถทนรอยขีดข่วนบนพื้นได้มากกว่าพื้นไม้ทั่วไปถึง 10 เท่า และเป็นพื้นกันน้ำง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วย    ชื่อโครงการ The Palm Krungthep kritha-Wongwaen (เดอะปาล์ม กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน) เจ้าของโครงการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ ถ.กรุงเทพกรีฑา แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240 พื้นที่โครงการ 29-3-95.5 ไร่ ลักษณะโครงการ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น  จำนวนหลัง 91 ยูนิต ขนาดที่ดิน 62-120 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 222-292 ตร.ม. แบบบ้าน  ARECA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดที่ดิน 62-85 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 222 ตร.ม. LIVISTONA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดที่ดิน 70-99 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 253 ตร.ม. LATANIA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดที่ดิน 80-120 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 292 ตร.ม.   สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Clubhouse, Fitness, Swimming Pool, , CCTV, Securities 24 hrs., WIFI Clubhouse จุดขึ้น-ลงทางด่วน ถ.กาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก), ทางพิเศษศรีรัช, มอเตอร์เวย์  สถานที่ใกล้เคียง เดอะพาซิโอ, สัมมากรเพลส, แม็กซ์แวลู พัฒนาการ, เดอะไนน์ พระราม9, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, โรงเรียนนานาชาติ เวลลิงตัน, โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ ร่มเกล้า, รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์, รพ.รามคำแหง, รพ.เกษมราษฎร์, สนามบินสุวรรณภูมิ    รายละเอียด "The Palm Krungthep กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน" เพิ่มเติม The Palm Krungthep kritha-Wongwaen ข่าวอื่นๆ จาก Pruksa พฤกษา ยกขบวนบ้านและคอนโด 101 โครงการ ร่วมโครงการ ‘บ้านในฝัน รับปีใหม่’ กับธอส. ถอดกลยุทธ์ “พฤกษา” เติบโต 5% ได้อย่างไรในภาวะตลาดอสังหาฯ ติดลบ “พฤกษา” ยังท็อปฟอร์ม โชว์ผลงาน Q3 ครองแชมป์เบอร์ 1 ตลาดอสังหา  
พฤกษา ลุยตลาดบ้านเดี่ยวหรู ส่งแบรนด์ “เดอะปาล์ม” หวังครองตลาดทุกเซ็กเมนต์  

พฤกษา ลุยตลาดบ้านเดี่ยวหรู ส่งแบรนด์ “เดอะปาล์ม” หวังครองตลาดทุกเซ็กเมนต์  

พฤกษาเดินหน้าลุยตลาดบ้านเดี่ยวระดับบน หวังกระจาย Portfolio ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ เพื่อติด Top 3 ของกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับบน ปั้นแบรนด์ “เดอะปาล์ม” ในกลุ่มบ้านเดี่ยวหรูลักซ์ชัวรี่ระดับราคา 10-20 ล้านบาท ในทำเลศักยภาพสูง ติดวงแหวนกาญจนาฝั่งตะวันออก ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ   นายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยที่เข้ามาผลกระทบ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ภาวะตลาดเกิดการชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวปีนี้ติดลบ 10% ส่วนใหญ่จะติดลบมาจากบ้านเดี่ยวในกลุ่มราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มระดับราคาที่พฤกษา เป็นเจ้าตลาดบ้านเดี่ยวกลุ่มนี้อยู่ ทำให้ในปีนี้พฤกษาปรับลดการเปิดโครงการแนวราบจาก แผนที่วางไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา จะเปิดโครงการจำนวน  20 โครงการ ลดลงเหลือ 15 โครงการ   นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดระดับบนมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเสริม Portfolio ของกลุ่มบ้านเดี่ยวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น  จึงหันกลับมาลุยตลาดบ้านเดี่ยวหรูระดับลักซ์ชัวรี่ ในกลุ่มระดับราคา 10-20 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “เดอะปาล์ม” ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้พฤกษาครองตลาดบ้านเดี่ยวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นทำเลที่มีศักยภาพสูง อย่างย่านวงแหวนกาญจนาฝั่งตะวันออก สำหรับโครงการล่าสุด ได้เปิดตัว “เดอะปาล์ม กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ มูลค่า  1,400 ล้านบาท ถือเป็นโครงการที่ 3 สำหรับแบรนด์เดอะปาล์ม โดยก่อนหน้านี้เปิดโครงการ เดอะปาล์ม กระทู้-ป่าตอง และ เดอะปาล์ม พัฒนาการ 38 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยม สามารถปิดการขายได้ 100%  แล้ว   นายปิยะ  กล่าวอีกว่า  บริษัทยังมีแผนเปิดโครงการ  ภายใต้แบรนด์เดอะปาล์มเพิ่มอีก 2 โครงการ คือ  เดอะปาล์ม ชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ มูลค่า 1,680 ล้านบาท และ เดอะปาล์ม บางนา-วงแหวน มูลค่าโครงการ 1,370 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายในอนาคตต้องการผู้นำตลาด 1 ใน 3 หรือ  Top 3 ของผู้พัฒนาบ้านเดี่ยวในกลุ่มระดับบน สำหรับโครงการ “เดอะปาล์ม กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน” ว่า เป็นโครงการบ้านเดี่ยวหรูระดับลักซ์ชัวรี่ มีมูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท ออกแบบภายใต้แนวคิด “A Refined Living in Perfection” ตอบสนองการใช้ชีวิตแบบลักซ์ซัวรี่ ด้วยสังคมคุณภาพเพียง 91 ยูนิต มีแบบบ้านให้เลือกทั้งหมด 3 Type ได้แก่   ARECA 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 222 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้น 66 ตารางวา LIVISTONA 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 253 ตารางเมตร  บนที่ดินเริ่มต้น 72 ตารางวา LATANIA 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2-3 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 292 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้น 80 ตารางวา
รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนตุลาคม 2562

รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนตุลาคม 2562

เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหล่า Developer ต่างก็ขนสินค้าที่มีในสต็อก ทั้งบ้าน ทาวน์โฮม คอนโด ออกมาจัดโปรโมชั่นกระหน่ำกัน เริ่มกันตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป จับตาดูให้ดีค่ะ! เผื่อจะได้โปรโมชั่นคุ้มราคาที่เหมาะสมกับเรา     Ananda x Shopee “10.10 Hot Deal” กลับมาอีกครั้ง!! กับแคมเปญ Ananda x Shopee “10.10 Hot Deal” พบกับ 10 โครงการในทำเลเมือง ทั้งคอนโดใกล้รถไฟฟ้าและทาวน์โฮม คุ้มค่าด้วยราคาสุดพิเศษ ห้ามพลาด!! ภายใต้แบรนด์คุณภาพ อาทิ ไอดีโอ โมบิ/ ยูนิโอ และ ยูนิโอ ทาวน์ ราคาเริ่มต้น 1.19 -4.99 ลบ* พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษสุด อาทิ จอง 1,010 บาท ลดเพิ่มสูงสุด 1,000,000 บาท** จ่ายเพียง 10 บาท รับ Voucher ส่วนลด 50,000 บาท** พิเศษสุด!!ทุกยูนิตรับฟรี! iPad 7th GEN* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ราคานี้เฉพาะ Shopee เท่านั้น!!! พบกับดีลที่ดีที่สุด จำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 1–31 ตุลาคม นี้   “เรซิโอ-โฮม  (วงแหวน-รามอินทรา)” 10 หลังสุดท้าย จองด่วน!! ทาวน์โฮม 2 ชั้น พร้อมเฟอร์บิ้วอิน กว่า 4 แสนบาท ในราคาเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท*   เรซิโอ-โฮม (วงแหวน-รามอินทรา) ทาวน์โฮม 2 ชั้น ฟังก์ชันบ้านเดี่ยว 4 ห้องนอน บนทำเลศักยภาพ ติดทางด่วนกาญจนาภิเษก (ทางด่วนหมายเลข 9) ฝั่งขาเข้า ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีคู้บอนเพียง 89 ยูนิต ของดีมีน้อย เหลือเพียง 10 ยูนิตสุดท้ายเท่านั้น จัดแคมเปญไฟนอลคอลล์ (Final Call) ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.9 ล้านบาท*  เฉพาะลูกค้าลงทะเบียนออนไลน์ รับข้อเสนอพิเศษ เฟอร์นิเจอร์บิลท์อินพร้อมส่วนลด มูลค่ารวม 400,000.-* ทันที!   ศุภาลัย ใส่เต็มแม็กซ์ แจกคูณ 3 %* ศุภาลัยจัดโปรโมชั่นสำหรับทุกโครงการ ทุกช่วงราคาของศุภาลัย สำหรับการจอง+สัญญา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 และ โอนฯภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2562 ได้แก่   สำหรับบ้านหรือคอนโดฯ ที่มีมูลค่าต่ำกว่าหรือเท่ากับ 2,500,000 บาท/แปลง จอง 30 บาท +สัญญา 9,970 บาท ฟรี! Gift Voucher Central มูลค่า 3% คำนวณจากราคาสุทธิ ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ กู้ไม่ผ่านยินดีคืนเงิน สำหรับบ้านหรือคอนโดฯ ที่มีมูลค่าต่ำกว่าหรือเท่ากับ 2,500,001-5,000,000 บาท/แปลง จอง 30 บาท +สัญญา 19,970 บาท ฟรี! Gift Voucher Central มูลค่า 3% คำนวณจากราคาสุทธิ ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ กู้ไม่ผ่านยินดีคืนเงิน สำหรับบ้านหรือคอนโดฯ ที่มีมูลค่าต่ำกว่าหรือเท่ากับ 5,000,001-7,500,000 บาท/แปลง จอง 30 บาท +สัญญา 29,970 บาท ฟรี! Gift Voucher Central มูลค่า 3% คำนวณจากราคาสุทธิ ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ กู้ไม่ผ่านยินดีคืนเงิน   สำหรับบ้านหรือคอนโดฯ ที่มีมูลค่า 7,500,001 บาท ขึ้นไป/แปลง จอง 30 บาท +สัญญา 49,970 บาท ฟรี! Gift Voucher Central มูลค่า 3% คำนวณจากราคาสุทธิ ฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ กู้ไม่ผ่านยินดีคืนเงิน   Made from HER EXPO พาเธอมาเจอดีลดี จอง 999 บาท* กู้เต็ม ฟรีโอน พร้อมอยู่ รับเลย Samsung Galaxy Note 10* เมื่อจองตั้งแต่ 26 ก.ย.-20 ต.ค. 62 ที่ Sale Gallery โครงการนิช ไพรด์ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์, นิช ไพรด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี, นิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง, นิช โมโน สุขุมวิท-ปู่เจ้า, นิช โมโน รัชวิภา, นิช ไอดี แอท ปากเกร็ด สเตชั่น, นิช ไอดี พระราม2, นิช ไอดี พระราม 2-ดาวคะนอง, นิช ไอดี เพชรเกษม-บางแค, นิช ไอดี สุขุมวิท 113, นิช ไอดี เสรีไทย-วงแหวน, เดอะคิทท์ ติวานนท์, เดอะคิทท์ ไลท์ บางกะดี–ติวานนท์, เดอะคิทท์ พลัส พหลโยธิน-คูคต, เดอะคิทท์ รังสิต-ติวานนท์, เสนาพาร์ค แกรนด์ รามอินทรา, เสนาพาร์ค วิลล์ รามอินทรา-วงแหวน, เสนา วิลล์ บรมราชชนนี-สาย 5, เสนาทาวน์ นวมินทร์, เสนาทาวน์ รามอินทรา, เสนา ช็อปเฮ้าส์ บางแค-เทิดไท, เสนา ช็อปเฮ้าส์ พหลโยธิน-คูคต และเสนา อเวนิว บางกะดี-ติวานนท์   XT EXTEND YOUR LEISURE เลือกรับข้อเสนอพิเศษ Special Lifestyle Packages จาก XT คอนโดมิเนียม ทั้ง 3 ทำเล เอกมัย ห้วยขวาง และพญาไท ที่ให้คุณเลือกได้ทั้งรับส่วนลดเงินจอง หรือจะออกไปสัมผัสไลฟ์สไตล์แบบเต็มๆ กับแพ็กเกจ กิน เที่ยว หลากหลายสไตล์ วันนี้-31 ต.ค. 62   Chapter One Shine Bangpo จัดโปรโมชั่น Pay Less Get More จองวันนี้ อยู่ฟรี 1 ปี Chapter One Shine Bangpo คอนโดวิวแม่น้ำ แต่งครบ ใกล้ MRT บางโพ เริ่ม 1.89 ล้านบาท* จัดโปร Pay Less Get More จองวันนี้ อยู่ฟรี 1 ปี ฟรี!! ค่าใช้จ่ายวันโอน 7 รายการ รับเพิ่ม 3 ต่อ รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท* ส่วนลดสูงสุด 600,000 บาท* ฟรี!! เฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ต* ผ่อนถูกกว่าเช่า ผ่อนแบงค์เพียงล้านละ 1,000 บาท/เดือน* เพียง 20 ยูนิตเท่านั้น วันนี้-6 ต.ค. นี้   “คาซ่า ซิตี้ รามคำแหง-มิสทีน” ทาวน์โฮมหรู เปิดเฟสใหม่ จองในงาน! รับโปร+ส่วนลดสูงสุด 3 แสนบาท* “คาซ่า ซิตี้ รามคำแหง-มิสทีน” ทาวน์โฮมหรูจาก Q House ใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีราษฎร์พัฒนา(อนาคต) ประมาน 1.1 กม.* และรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีมีนบุรี (อนาคต) ประมาณ 4.7 กม.* มาพร้อมนวัตกรรมบ้านประหยัดพลังงาน Sustainable Living Innovation ครบครันด้วย สวนส่วนกลาง คลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ เตรียมเปิดเฟสใหม่ 5-6 ตุลาคม 62 จองในงาน! รับโปร+ส่วนลดสูงสุด 3 แสนบาท*      
[PR News] “พีดีเฮ้าส์” ออกแบบบ้านหนี้น้ำท่วม กระตุ้นยอดโค้งท้าย

[PR News] “พีดีเฮ้าส์” ออกแบบบ้านหนี้น้ำท่วม กระตุ้นยอดโค้งท้าย

ปัญหาน้ำท่วมกระทบลูกค้าชะลอการตัดสินใจสร้างบ้าน พีดีเฮ้าส์ เตรียมรับมือปลุกกำลังซื้อหลังน้ำลด  ชูแบบบ้านคอนเซปต์ “บ้านปกป้องน้ำท่วม”  ตอบโจทย์ลูกค้า  มั่นใจสิ้นปียอดขายทะลุ 1,200 ล้านบาท   นายพิศาล ธรรมวิเศษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป จำกัด  ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า จากปัญหาฝนตกหนักติดต่อกันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมขัง และประชาชนได้รับความเดือดร้อน ถนนหลายแห่งถูกตัดขาด ทำให้การขนส่งและเดินทางลำบากขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอยู่พอสมควรโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัย     สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านนั้นได้รับผลกระทบอยู่พอสมควร ทั้งจากกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว และการขนส่งวัสดุเกิดความล่าช้ากว่าปกติ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและมีแผนรองรับ เนื่องจากเส้นทางการจราจรบางเส้นทางถูกตัดขาดจากกระแสน้ำ รวมถึงผู้ประกอบการบางราย ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมพื้นที่งานก่อสร้างจนได้รับความเสียหาย   ในส่วนของพีดีเฮ้าส์เองได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะใช้ระบบก่อสร้างเสา-คานสำเร็จรูปที่เรียกว่า “มัลติจอยท์ล็อคซิสเต็ม” (Multi-joint Lock System) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตและควบคุมคุณภาพมาจากโรงงาน จากนั้นจึงนำมาประกอบและติดตั้งที่พื้นที่ก่อสร้าง แม้ว่าจะมีฝนตกก็เป็นอุปสรรคไม่มาก  แต่มีอุปสรรคบ้างในเรื่องการขนส่งวัสดุ  เฉพาะในพื้นที่ที่เกิดปัญหาน้ำท่วม รวมถึง ลูกค้าตัดสินใจปลูกสร้างบ้านล่าช้าออกไป ซึ่งจะต้องรอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ จึงจะประเมินผลกระทบที่ได้รับอีกครั้ง   ด้านนางสาวถิรพร สุวรรณสุต กรรมการบริหาร สายงานการตลาด บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะผู้บริหารสิทธิ์แฟรนไชส์ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจส่งผลให้ผู้บริโภคมีความกังวลต่อการตัดสินใจสร้างบ้านหลังใหม่อยู่บ้าง  ในช่วงไตรมาส 4  พีดีเฮ้าส์ ได้เตรียมนำเสนอแบบบ้าน ที่เหมาะสำหรับปลูกสร้างในเขตพื้นที่ที่มีโอกาสเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมบ่อย เพื่อช่วยแก้ปัญหาและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ที่ต้องการสร้างบ้านในพื้นที่ลักษณะดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “Protex Home” หรือ “บ้านปกป้องน้ำท่วม”     โดยลักษณะบ้านเป็นการยกพื้นสูง โดยนำภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน มาประยุกต์กับงานออกแบบหรือดีไซน์สมัยใหม่ เน้นประโยชน์ใช้สอยสูงสุดในงบประมาณที่คุ้มค่า ทั้งนี้จะมีแบบบ้านให้เลือกปลูกสร้างจำนวน 8 แบบ ระดับราคา 3-4 ล้านบาทเศษ พื้นที่ใช้สอยขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2-3 คัน โดยจะเน้นสื่อสารกับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ พร้อม ๆ กับสร้างคอนเทนท์ให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อออนไลน์ (Online Marketing) ควบคู่กับการใช้ช่องทางสื่อสารแบบ 2 ทางบนโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากที่สุด   “ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แม้ตลาดบ้านสร้างเองจะไม่เติบโต รวมทั้งในหลายพื้นที่ของประเทศยังประสบปัญหาน้ำท่วม จนทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ตัวเลขยอดขายของศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ทั่วประเทศยังคงเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าสิ้นปี 2562 นี้จะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 1,200 ล้านบาท อย่างแน่นอน” นางสาวถิรพร กล่าวสรุป  
บีซี พร็อพเพอร์ตี้ ชู 3 กลยุทธ์ เดินหน้าสู่ “Digital Property Agent Ecosystem”

บีซี พร็อพเพอร์ตี้ ชู 3 กลยุทธ์ เดินหน้าสู่ “Digital Property Agent Ecosystem”

“เอพี ไทยแลนด์” หนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทย ที่มีรายได้มากกว่า 38,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับ Top 10 ซึ่งนอกจากมีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายแล้ว ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง   ทั้ง บริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด  ดำเนินธุรกิจเอเจนท์ พร็อพเพอร์ตี้ บริการด้านการซื้อ-ขาย-เช่า อสังหาฯ และ บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด  ซึ่งดำเนินธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ แมนเนจเมนท์  2 จิ๊กซอร์  สำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งและเติบโตให้กับ “เอพี ไทยแลนด์” ด้วย   เพื่อให้เครือเอพี ไทยแลนด์ เติบโตและมีศักยภาพทางด้านการแข่งขัน ในยุคที่ธุรกิจอสังหาฯ​ ต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาดิสรับ มาตรการภาครัฐที่ออกกฎควบคุมระดับความร้อนแรงของธุรกิจ ภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก เป็นตัวกดดันและส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ การปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ และยังสร้างการเติบโตด้วย จึงเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำ ซึ่งบริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด หรือ BC บริษัทในเครือเอพี ไทยแลนด์  ได้ปรับตัวเข้าสู่การเป็น “พร็อพเพอร์ตี้เอเจนท์” ที่ให้บริการแบบครบวงจร ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบเรียลไทม์   ปัจจุบัน บีซี ดำเนินธุรกิจใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1.Resale Business ธุรกิจรีเซลล์ บริการรับฝากขายอสังหาริมทรัพย์ มีสินค้าขาย 20,000 ยูนิต มูลค่า 140,000 ล้านบาท  ในจำนวนดังกล่าวเป็นสินค้าในเครือเอพี ไทยแลนด์ 25% 2.Rental Business ธุรกิจรับฝากเช่าและสรรหาผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีสินค้าฝากเช่า 10,000 ยูนิต มูลค่า 3,960 ล้านบาท และ 3.Exclusive Sole Agent ธุรกิจการเป็นตัวแทนขายอสังหาฯ ใหม่ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ  ในปีนี้มีโครงการใหม่ที่บริหารงานขาย  11 โครงการใหม่ ทำตลาดทั้งในประเทศจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกงและสิงค์โปร์ ส่วนในปี 2560-2561 มีโครงการบริหารงานขาย 20 โครงการ     ชู 3 กลยุทธ์ สู่ผู้ให้บริการครบวงจร   เมื่อบีซี มีโจทย์สำคัญ คือการมุ่งสู่ผู้ให้บริการผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายทางธุรกิจที่สำคัญ คือ ตัวเลขการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20% นับจากนี้  ทิศทางการดำเนินธุรกิจจึงวาง 3 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ได้แก่   1.ONLINE CENTRALIZATION การเป็นเป็นศูนย์กลางฐานข้อมูลอสังหาฯ ที่เชื่อมต่อผู้ซื้อ-ผู้ขาย-ผู้เช่า เข้ากับระบบสินทรัพย์ที่ BC บริหารจัดการอยู่ทุกรูปแบบ ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ซึ่งปัจจุบัน บีซี พร็อพเพอร์ตี้ มีมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตรวมกว่า 144,000 ล้านบาท   ผ่าน BC Intelligent Platform ที่แสดงผลอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในรูปแบบ 7 ทำเลเด่นทั่วกรุงเทพฯ เพื่อง่ายต่อการค้นหาที่อยู่อาศัยในทำเลที่ต้องการ รวมถึงฟังก์ชั่น BC Membership Dashboard ที่เอื้อให้ผู้ฝากขาย-ฝากเช่า สามารถบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์ด้วยตนเองได้แบบ real time   2.THE POWER OF ONLINE NETWORKING การจับมือกับ 10 พันธมิตรทางธุรกิจ ที่ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มอสังหาฯ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย และยุโรป ให้บริการข้อมูลอสังหาฯ และบริการการซื้อขาย ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปี  จะ​มีผู้สนใจเข้ามายังแพลตฟอร์มของบริษัท ไม่ต่ำกว่า 96 ล้านวิวต่อเดือน และมีการคลิกเพื่อเข้าดูข้อมูลต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 4.8 ล้านคลิกต่อเดือน   3.PROPERTY CONSULTANT ON CLOUD การให้บริการเครื่องมือดิจิทัล ที่รวบรวมข้อมูลต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่า หรือลงทุนไว้ในที่เดียว และคอยนำเสนอ ชี้เทรนด์ตลาดอสังหาฯ ในกลุ่มที่ลูกค้าสนใจอย่างละเอียด ซึ่งบนแพลทฟอร์มมีฟีเจอร์ในการช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลากับ 6 ฟีเจอร์ล่าสุดที่จะช่วยแก้ไข pain point ได้อย่างตรงจุด อาทิ –Trending Search เครื่องมือที่ช่วยในการค้นหาได้อย่างอัจฉริยะตามเทรนด์ตลาด เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความรวดเร็วในการค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะลูกค้ามือใหม่ ที่ไม่แน่ใจว่าจะค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดใด สามารถคลิกได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ตรงตามแต่ละความต้องการ – BKK 7 Zones เครื่องมือที่จะช่วย scope ข้อมูลให้แคบลง ด้วยการแนะนำโครงการใน 7 โซนศักยภาพใจกลางเมือง พร้อมวิเคราะห์เทรนด์ ราคาเฉลี่ย และไลฟ์สไตล์ลูกค้าเป้าหมายในแต่ละโซน – GURU Review แนะนำเทรนด์การลงทุนที่น่าสนใจแบบ 360 องศาโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านการลงทุนจากหลากสาขา อาทิ Rabbit Finance และ DDproperty – Innovative Map ยกระดับมุมมองในการค้นหาอสังหาฯ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอรูปแบบใหม่ แผนที่ที่แสดงที่ตั้งของโครงการ พร้อมสภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการ และราคาขาย เช่า เริ่มต้นเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อ ที่สร้างความแม่นยำ – Forecast Rate การวิเคราะห์แนวโน้มราคาตลาดที่แม่นยำด้วยการอ้างอิงข้อมูลจากบิ๊กดาต้าที่รวบรวมข้อมูลการซื้อขายจากราคาที่ปิดการขายได้จริงในตลาดผ่าน BC Research Intelligence – Mortgage Calculator อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ด้วยการคำนวน และเปรียบเทียบการให้สินเชื่อของธนาคาร พร้อมมูลค่าการผ่อนจ่าย เพื่อเฟ้นหาโครงการบนทำเลที่คุ้มค่า และสอดคล้องกับความสามารถในการผ่อนจ่าย   ดิจิทัลแพลตฟอร์ม สร้างการเติบโต 20% ต่อเนื่อง   ในปีนี้จะเป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มเปิดให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งคาดหวังว่าจะมีส่วนให้บริษัทสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20% แม้ว่าในภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมจะได้รับผลกระทบจามาตรการ LTV  ส่งผลให้การเปิดโครงการใหม่ลดน้อยลง กลุ่มนักลงทุนซื้อคอนโดฯ ลดลงไป แต่สำหรับบริษัทยังคงเติบโตได้ตามเป้าหมาย  ซึ่งช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายได้แล้ว ​9,000 ล้านบาท จึงเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้จะทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย  15,000 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีที่ผ่านมมียอดขาย 12,000 ล้านบาท   “ย้อนหลังไปประมาณ 5 ปีบริษัทเติบโตเฉลี่ย 25% แม้ว่าจะไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นเพราะได้มีการนำเอาคอนโดฯ ไปขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเริ่มใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลตั้งแต่ปีนี้ น่าจะทำให้บริษัทเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อเนื่องด้วย”   สำหรับทิศทางเติบโตในปีหน้า บริษัทคาดว่าจะมียอดขายเติบโต 20% ต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้ทำบันทึกข้อตกลงกับดีเวลลอปเปอร์ที่ไม่ใช่เครือเอพี ไทยแลนด์​ เพื่อจะขายโครงการคอนโดฯ ใหม่ในปีหน้าแล้วอย่างน้อย 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงเปิดตัวโครงการ บริษัทจะได้รับโควตาเพื่อนำห้องชุดมาขายประมาณ 5-10%
สรุปข่าวอสังหาฯ วันที่ 21-29 กันยายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ วันที่ 21-29 กันยายน 2562

ไตรมาสที่ 4 กำลังมาถึงแล้ว นี่คือโค้งสุดท้ายที่บรรดาดีเวลลอปเปอร์จะทำตลาด เรียกยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี  ไม่รู้ว่างานนี้จะทำได้กันหรือไม่ คงต้องรอลุ้น และคงต้องลุ้นกันอีกต่อว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรมากระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้อีกหรือเปล่า   แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะมีมาตรการอะไรหรือไม่ ผู้ประกอบการก็คงต้องช่วยเหลือตัวเองกันอย่างเต็มที่  ส่วนรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในแวดวงธุรกิจอสังหาฯ  ไปสำรวจกันได้เลย   เสนาเดินหน้าแคมเปญ MADE FROM HER     เพราะมีความเป็น “ผู้หญิง” และต้องบริหารงาน ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ที่โดยปกติแล้วน่าจะเป็นผู้ชาย ในการดูแล ทำให้  ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งร่วมอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วย คอร์ปอเรตแคมเปญ “MADE FROM HER” จึงถูกนำมาใช้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะด้วยความเป็นผู้หญิง ก็ต้องเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิงได้ดี ที่สำคัญการตัดสินใจส่วนใหญ่ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ผู้หญิงก็มักจะมีบทบาทสำคัญมากกว่าผู้ชายด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มคู่รัก     ในปี 2562  ทางเสนาจึงสานต่อแคมเปญ MADE FROM HER ที่มีการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “The Real Developer”  พร้อมกับดีลสุดพิเศษแห่งปีในงาน “MADE FROM HER DAY พาเธอมาเจอดีลดี” จองเพียง 999 บาท กู้เต็ม ฟรีโอน พร้อมรับ Samsung Galaxy Note 10 กับกว่า 20 โครงการพร้อมอยู่ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน - 20 ตุลาคมนี้ สำนักงานโครงการด้วย   สิงห์ เอสเตท ได้เวลาเก็บเกี่ยวรายได้     หลังบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันบริษัทก็เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จนปีนี้ถือเป็นปีที่เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้ จากธุรกิจต่างๆ พร้อมกับการจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.04 บาท นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปีที่ดีของสิงห์ เอสเตท ซึ่งปีหน้ายังคงวางเป้าหมายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ 20,000 ล้านบาท   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวรายได้ของ สิงห์ เอสเตท ทุกกลุ่มธุรกิจหลักมีการเติบโตและขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจโรงแรมซึ่งมีรายได้ประจำจากการลงทุนในกิจการโรงแรม โดยการเข้าซื้อโรงแรม Outrigger 6 โรงแรมใน 4 ประเทศ และการเปิดตัว CROSSROADS นับเป็นโครงการลงทุนต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท ส่วนธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นคงของรายได้ โดยเฉพาะโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ได้รับการตอบรับจากผู้เช่าเกินความคาดหมายด้วยอัตราการเช่าพื้นที่กว่า 92%   บริษัทจึงมีแผนการพัฒนาโครงการมิกส์ยูสโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ “เอส โอเอสซิส” บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่า 3,695 ล้านบาท  ความสูง 36 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่า (NLA) ประมาณ 53,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่สำนักงาน และ พื้นที่ค้าปลีกบางส่วน ซึ่งจะใช้เวลาในการพัฒนาโครงการประมาณ 3 ปี โดยได้เริ่มการก่อสร้างในปีนี้ สำหรับแผนงานระยะยาวบริษัท คาดการณ์งบลงทุนในการขยายธุรกิจคอมเมอร์เชียลไว้ประมาณ 15,000 ล้านบาทสำหรับ 4 ปี (ระหว่างปี 2562-2566) ส่วนกลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย มียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) ของคอนโดมิเนียมมูลค่า 4,400 ล้านบาท จากโครงการ The ESSE Asoke และ The ESSE at SINGHA COMPLEX  (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   รถไฟฟ้าปัจจัยบวกกระตุ้นตลาดอสังหาฯ       ต้องยอมรับว่า การพัฒนาระบบคมนาคม โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ทำให้ตลาดอสังหาฯ ขยายตัวไปตลอดสองข้างทางรถไฟฟ้า ซึ่งบริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  ได้เปิดบทวิเคราะห์ตลาดอสังหาฯ ไทย ว่า รถไฟฟ้าเปิดใช้หลายสถานี ส่งผลให้ที่ดินในย่านนั้นๆ มี Value และเกิดธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แม้ว่าตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้  ยังอยู่ในภาวะทรงตัว  มาตรการ LTV ยังคงออกฤทธิ์ ส่งผลผู้ประกอบการเร่งปรับตัวครึ่งปีหลัง หลายค่ายปรับชะลอการเปิดตัวโครงการ และหันมาสนใจโครงการแนวราบมากยิ่งขึ้น    นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด   เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดอสังหาฯ ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาคาดว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ตลาดยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว  จากผลการวิจัยตลาดคอนโดฯ  ในกรุงเทพฯ  พบว่าในไตรมาสที่ 3 มีโครงการคอนโดฯ  เปิดใหม่ประมาณ 10,500 หน่วย และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีจะมีโครงการใหม่เปิดตัวอีกไม่เกิน 10,000 หน่วย   โดยพบว่ามีหลายโครงการที่เตรียมความพร้อมจะเปิดตัว แต่ยังชะลอดูว่าภาพรวมตลาดจะดีขึ้นหรือไม่ ในกรณีที่ภาพรวมตลาดยังดูทรง ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะขยับแผนการเปิดไปเป็นปีหน้าแทน ส่งผลให้ยูนิตใหม่ทั้งปีมีไม่เกิน 45,000 ยูนิต ตั้งแต่ต้นปีที่บริษัทอสังหาฯ ริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์บอกว่า จะเปิดตัวโครงการอีก 290 โครงการ ทั้งคอนโดฯ และแนวราบ แต่ในความเป็นจริงพบว่า ขณะนี้การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลง 30% แล้ว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ศุภาลัย ปักหมุดโปรเจ็กต์ใหม่ทำเลท่าพระ-วงเวียนใหญ่     แม้ว่าตลาดคอนโดฯ ปีนี้จะชะลอตัว มีผู้ประกอบการบางราย เลื่อนการเปิดตัวโครงการไปในปีหน้าแทน  แต่จากปัจจัยการเปิดให้บริการสถานีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ในย่านฝั่งธน ก็กลายเป็นปัจจัยบวก ทำให้ผู้ประกอบการเดินหน้าเปิดตัว และพัฒนาโครงการคอนโดฯ​ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ในทำเลที่มีศักยภพา อย่างเช่นทำเลย่านท่าพระ  ซึ่งบริษัท​ ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เลือกจะเปิดตัวโครงการใหม่ “ศุภาลัย ไลท์ ท่าพระ - วงเวียนใหญ่”    นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ย่านฝั่งธนบุรี ยังถือว่าเป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจากแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง - หลักสอง ที่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบครบทุกสถานี  ทำให้การเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจได้อย่างสะดวกสบาย    (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ศูนย์ข้อมูลฯ เปิดเว็บรวมอสังหาฯ มือสอง     ตลาดบ้านมือสอง ถือว่าเป็นตลาดอสังหาฯ ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และประชาชนคนไทย ที่จะได้มีที่อยู่อาศัยในราคาที่ถูกลง เพราะปัจจุบันราคาอสังหาฯ ใหม่นับวันมีแต่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ดินหายากแถมมีราคาแพง แต่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใด มาจัดเก็บข้อมูลของตลาดบ้านมือสองไว้ที่เดียวกัน โดยเฉพาะ  ทำให้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำข้อมูลอสังหาฯ ได้รับมอบหมายหน้าที่ในการเป็นตัวกลางรวบรวมข้อมูลบ้านมือสอง จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่างๆ มาไว้ด้วยกัน ซึ่งได้เปิดเว็บไซต์ตลาดนัดบ้านมือสอง ให้ประชาชนได้ค้นหาบ้านมือสองจากหลายสถาบันการเงินภายในเว็บไซด์เดียว  โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ  ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับมอบหมายจากธอส. ให้พัฒนาระบบฐานข้อมูลอสังหาฯ มือสอง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้กับประชาชนทั่วไปที่ต้องการที่อยู่อาศัยมือสอง และเพื่อเป็นสื่อกลางให้กับสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการอสังหาฯ  และประชาชนทั่วไป  ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดสภาพคล่องของตลาดอสังหาฯ แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนสินเชื่อ Reverse Mortgage ตามนโยบายภาครัฐ ในการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ และส่งผลต่อความต้องการอสังหาฯ ใหม่อีกด้วย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ชนินทร์ ลิฟวิ่ง เดินหน้าขยายธุรกิจรีเทล     แม้ในภาพรวมตลาดอสังหาฯ  ปีนีอาจจะไม่เติบโตหวือหวา แต่สภาพตลาดยังถือว่าไปได้ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่างตลาดเฟอร์นิเจอร์ ยังคงเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน ผู้ประกอบการแต่ละรายก็เดินหน้าทำตลาดสร้างการเติบโตให้กับบริษัทของตนเอง อย่างบริษัท ชนินทร์ ลิฟวิ่ง จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ลักชัวรี่จากต่างประเทศ มานาน 25 ปี ก็วางแผนขยายธุรกิจ ด้วยการขยายพื้นที่รีเทล โดยเตรียมเปิดโชว์รูมขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตารางเมตรถึง 2 แห่ง ได้แก่ CHANINTR HOME (ชนินทร์ โฮม) ในซอยทองหล่อ นำเสนอเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษ รวมถึงเป็นที่ตั้งของโชว์รูม Waterworks (วอเตอร์เวิร์คส์) แบรนด์สุขภัณฑ์นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา แห่งแรกในเอเชีย และ CHANINTR CAFE (ชนินทร์ คาเฟ่) สาขาแรก   นายชนินทร์ สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชนินทร์ ลิฟวิ่ง จำกัด  กล่าวว่า บริษัทยังเปิดโชว์รูม CHANINTR OFFICE (ชนินทร์ ออฟฟิศ) ตั้งอยู่ที่โครงการ Warehouse 26 ในซอยสุขุมวิท 26 นำเสนอไอเดียและเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน จากแบรนชั้นนำต่างๆ อาทิ Herman Miller, Emeco, Ethnicraft และ Walter Knoll ซึ่งจะมีคอฟฟี่บาร์แห่งแรกของชนินทร์อยู่ด้วย นอกจากนี้บริษัทฯขยายพอร์ตแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ ในกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งต่อยอดธุรกิจด้านการบริการให้ครอบคลุม มากยิ่งขึ้น บริษัทเชื่อว่าโปรเจคใหม่ๆเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของบริษัททั้งในด้าน ผลประกอบการและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Living Well” หรือปรัชญาที่มุ่งเน้น “การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์” ให้แก่ลูกค้า โดยการให้ความสำคัญกับชิ้นงานคุณภาพและการให้บริการอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นความโดดเด่นของชนินทร์ ที่ต่างจากคู่แข่งในการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง   เอสเทลล่าฯ​จับมือแอสโฟร์ ลุยตลาดโคมไฟ คริสตัล     นอกจากผู้ประกอบธุรกิจเฟอร์นิเจอร์จะขยายตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว  ธุรกิจโคมไฟก็ยังคงขยายตลาดเช่นกัน โดย เอสเทลล่า เพรสทิจ   จับมือ แอสโฟร์ จากอียิปต์ นำเข้าโคมไฟคริสตัล บุกตลาดไทย โดยเตรียมงบ 10 ล้านบาท เพื่อเปิดร้านสาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอีสวิลล์ ภายใต้ชื่อแบรนด์แอสโฟร์   นายมานพ เหลืองกังวานกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเทลล่า เพรสทิจ จำกัด เปิดเผยว่า  ตลาดโคมไฟ คริสตัล ในประเทศไทย เป็นตลาดค่อนข้างเล็ก แต่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มมากขึ้นเพราะกลุ่มลูกค้าหลัก  เป็นกลุ่มที่มีบ้านใหม่ระดับราคา 30-50 ล้านบาท สัดส่วนมากถึง 80%  และอีก 20% เป็นกลุ่มลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งมียอดขายปีละ 100 ล้านบาท  ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเติบโตขึ้นอีก 20-30% แม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจบ้างก็ตาม แต่กลุ่มลูกค้าระดับบนยังมีกำลังซื้อ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)  
ศูนย์ข้อมูลฯ ธอส. เปิดเว็บ “ตลาดนัดบ้านมือ 2” ซื้อ-ขายง่ายแค่ปลายนิ้ว

ศูนย์ข้อมูลฯ ธอส. เปิดเว็บ “ตลาดนัดบ้านมือ 2” ซื้อ-ขายง่ายแค่ปลายนิ้ว

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ก่อตั้งมาถึงปัจจุบันมีอายุ 15 ปีแล้ว วัตถุประสงค์สำคัญของการถือกำเนิดของศูนย์ข้อมูล คือ  การทำหน้าที่รวบรวบข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในงานต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน หลังจากประเทศไทยต้องเผชิญภาวะวิกฤติฟองสบู่อสังหาฯ จนทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งต้องปิดกิจการ บริษัทหลายแห่งต้องล้มละลาย เกิดหนี้เสียมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่มาช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์  และคาดการณ์ปัญหาในอนาคตจะเกิดขึ้น   ที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลฯ​ ได้จัดเก็บข้อมูลของบ้านมือหนึ่งเป็นหลัก แต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยศูนย์ข้อมูลฯ ต้องการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของอสังหาฯ มือสอง โดยเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลอสังหาฯ​ มือสอง และอสังหาฯ รอการขาย (NPA) ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกแห่ง ให้อยู่ในระบบฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยถูกจัดเก็บภายใต้แพลตฟอร์มดิจิทัล   แต่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใด  รวบรวมข้อมูลดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน ศูนย์ข้อมูลฯ จึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะทำหน้าที่ในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลอสังหาฯ อยู่แล้ว ประโยชน์ที่ได้ นอกจากจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ขายทรัพย์ NPA ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งแล้ว ยังสามารถใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ตลาดอสังหาฯ ในภาพรวมได้อีกด้วย รวมถึงใช้ในการวางแผนการลงทุน และการพัฒนาที่อยู่อาศัยของภาครัฐและเอกชนได้ ส่งผลต่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจและส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต   หลังจากมติคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2561 ให้โครงการดังกล่าวใช้เงินของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ ในจำนวน 31.1 ล้านบาท  ศูนย์ข้อมูลฯ​ ก็ได้ดำเนินงานพัฒนาระบบฐานข้อมูลอสังหาฯ มือสอง  จนถึงปัจจุบันก็พร้อมแล้วที่จะเปิดให้บริการฐานข้อมูลดังกล่าว     โดยตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ศูนย์ข้อมูลฯ จะเปิดให้บริการเว็บไซต์ตลาดนัดบ้านมือสอง www.taladnudbaan.com ซึ่งรวบรวมอสังหาฯ มือสองจำนวนกว่า  30,000 รายการ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 12 แห่งมาไว้ด้วยกัน อาทิ กรมบังคับคดี ธนาคารกรุงไทย บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด     ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลฯ  ได้รับมอบหมายจากธอส. ให้พัฒนาระบบฐานข้อมูลอสังหาฯ มือสอง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้กับประชาชนทั่วไป ที่ต้องการที่อยู่อาศัยมือสอง และเป็นสื่อกลางให้กับสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และประชาชนทั่วไปสามารถแสดงอสังหาฯ ที่ต้องการขายได้   โดยนอกจากจะทำให้เกิดสภาพคล่องของตลาดอสังหาฯ มือสองแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนสินเชื่อ Reverse Mortgage ตามนโยบายภาครัฐ ในการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ และส่งผลต่อความต้องการอสังหาฯ ใหม่อีกด้วย “เว็บไซต์ตลาดนัดบ้านมือสอง จุดเด่น คือ เอาทรัพย์ NPA ของแบงก์เฉพาะกิจมารวมไว้ด้วยกัน เบื้องต้นน่าจะมีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท  อนาคตจะเจรจากับแบงก์พาณิชย์ เพื่อเอาทรัพย์ NPA เข้ามาไว้ด้วย และต่อไปแบงก์เฉพาะกิจอาจไม่ต้องทำเว็บไซต์ของตัวเองเพื่อขายทรัพย์​ NPA” ความสำคัญของตลาดบ้านมือสอง ยังมีส่วนทำให้คนไทยเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัย เพราะราคาถูกกว่าบ้านมือหนึ่ง ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยสามารถมีโอกาสมีบ้านได้ ปัจจุบันบ้านมือสองยังมีสัดส่วนมากถึง  30-40% ของจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่นำข้อมูลของตลาดบ้านมือสอง มาใช้ในการวิเคราะห์ตลาด ในบางทำเลบ้านมือสองก็จะเป็นคู่แข่งของบ้านมือหนึ่งได้เช่นกัน เพราะมีราคาถูกกว่า 30-40%     ฟังก์ชั่นเด่นของเว็บไซต์ตลาดนัดบ้านมือสอง   ค้นหาทรัพย์โดยละเอียดตามเงื่อนไข ตะกร้าเก็บทรัพย์ที่สนใจสมาชิกประเภทผู้ซื้อสามารถจัดเก็บรายการทรัพย์โปรดที่สนใจไว้ใน “บัญชีของฉัน”ได้ และสามารถบันทึกทรัพย์สูงสุดได้ 10 รายการ โดยระบบจะแสดงรายการจัดเก็บทรัพย์โปรดที่สมาชิกประเภทผู้ซื้อเลือกเก็บไว้ เปรียบเทียบผู้ใช้งานเว็บไซต์ทั่วไปสามารถเปรียบเทียบทรัพย์ที่ต้องการได้ สามารถเลือกทรัพย์สูงสุดได้ 2-5 รายการ เครื่องมือช่วยในการตัดสินใจผู้ใช้งานเว็บไซต์ทั่วไปสามารถเปรียบเทียบรายการทรัพย์ที่เลือกไว้ด้วยระบบการให้คะแนนเพื่อช่วยในการตัดสินใจได้ สามารถเลือกเปรียบเทียบทรัพย์ด้วยระบบสูงสุดได้ 2-5 รายการ บันทึกการค้นหาสมาชิกประเภทผู้ซื้อสามารถบันทึกการค้นหา โดยระบบจะคอยแจ้งเตือนทางอีเมล เมื่อมีทรัพย์ใหม่ที่ตรงกับเงื่อนไขที่บันทึกการค้นหาไว้ของคุณเข้ามา สามารถบันทึกค้นหาสูงสุด 5 การค้นหา บันทึกการค้นหาระบบจับคู่ทรัพย์ระบบจะแสดงรายการที่สมาชิกประเภทผู้ซื้อบันทึกการค้นหาไว้ระบบจะคอยแจ้งเตือนทางอีเมล เมื่อมีทรัพย์ใหม่ที่ตรงกับเงื่อนไขที่บันทึกการค้นหาไว้ของคุณเข้ามา โดยบันทึกค้นหาสูงสุด 5 การค้นหาสามารถแก้ไขและลบรายการที่บันทึกไว้ได้ แจ้งความสนใจทรัพย์สมาชิกประเภทผู้ซื้อสามารถแจ้งความสนใจทรัพย์ไปยังธนาคารเจ้าของทรัพย์ สามารถแจ้งสนใจทรัพย์สูงสุด 5 ทรัพย์ แจ้งความสนใจทรัพย์ระบบจะแสดงรายการทรัพย์ที่สมาชิกประเภทผู้ซื้อแจ้งความสนใจไว้แจ้งสนใจทรัพย์สูงสุด 5 ทรัพย์สามารถแก้ไขและลบรายการที่บันทึกไว้ได้ การปรับปรุงรายการทรัพย์เจ้าของทรัพย์รายการนี้สามารถยืนยันการเป็นเจ้าของทรัพย์ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุงรายการข้อมูลทรัพย์ได้ แผนที่ทรัพย์แต่ละรายการสามารถแสดงแผนที่และดูสถานที่ใกล้เคียงได้ คำนวณค่าผ่อนบ้านทรัพย์แต่ละรายการสามารถ คำนวณค่าผ่อนบ้านได้ สนใจสินเชื่อทรัพย์แต่ละรายการแสดงทางเลือกเพื่อขอสินเชื่อบ้านได้ และสามารถติดต่อผู้ให้บริการสินเชื่อได้เพื่อขอคำแนะนำได้  
สิงห์ เอสเตท เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้-จ่ายปันผล  ปีหน้ามั่นใจกวาด 20,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท เริ่มเก็บเกี่ยวรายได้-จ่ายปันผล ปีหน้ามั่นใจกวาด 20,000 ล้าน

สิงห์​ เอสเตท ได้เวลาเก็บเกี่ยวรายได้ หลังจาก 5 ปีที่ผ่านมาสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง คาดปีหน้าทำรายได้ตามแผน 20,000 ล้าน ขณะที่ปีนี้ควัก 15,000 ล้านลงทุนต่อเนื่องสร้างการเติบโต พร้อมจ่ายปันผล 0.04 บาท   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวรายได้ของสิงห์ เอสเตท เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจโรงแรม  ซึ่งมีรายได้ประจำจากการลงทุนในกิจการโรงแรม โดยการเข้าซื้อโรงแรม Outrigger 6 โรงแรมใน 4 ประเทศ และการเปิดตัว CROSSROADS นับเป็นโครงการลงทุนต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท  ในปีนี้จึงทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้หุ้นละ 0.04 บาท   บริษัทได้มีการเปิดตัวโครงการ CROSSROADS ประเทศมัลดีฟส์ เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วย ท่าเรือยอร์ชมารีนาพร้อมร้านค้าและร้านอาหารชื่อดัง พร้อมทั้งเปิดตัวโรงแรมชั้นนำถึง 2 แห่ง ได้แก่ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และ Hard Rock Hotel Maldives เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากกับการเติบโตของบริษัท   ในปลายปีนี้ สิงห์ เอสเตท มีแผนที่จะนำบริษัทในเครือที่พัฒนาและบริหารธุรกิจโรงแรม คือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) SHR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขยายกลุ่มธุรกิจโรงแรมมุ่งสู่การเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ (Premier Hotel Investment & Resort Management Company)     การเปิดตัวโครงการนี้เป็นก้าวสำคัญของการเติบโตของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) ในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรมชั้นนำในระดับนานาชาติ (Premier Hotel Investment & Resort Management Company) ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์การลงทุนอย่างยั่งยืนของสิงห์ เอสเตท ในฐานะ premier lifestyle developer และเพื่อตอกย้ำความเป็นโกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี โดยมีแผนที่จะนำ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงปลายปีนี้   ภายในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายจำนวนโรงแรมและห้องพัก อย่างน้อยอีกเท่าตัว จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 39 โรงแรม เป็น 80 โรงแรม ผ่านแพลตฟอร์มธุรกิจ 4 แบบ คือ 1.โรงแรมที่เป็นเจ้าของและบริหารเอง 2.โรงแรมที่บริหารผ่าน Franchise Agreement กับแบรนด์ระดับโลก 3.โรงแรมที่บริหารผ่านสัญญาบริหารจัดการโรงแรม และ 4.โรงแรมที่บริหารผ่านแบรนด์ที่ SHR สร้างขึ้นมาเอง   “การเปิดตัว SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton ในโครงการ CROSSROADS เฟส 1 เป็นการแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของบริษัทในการสร้างแบรนด์ระดับบนของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ SAii”   ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของ SHR เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 63.1% โดยในปี 2559 ปี 2560 และปี 2561 รายได้จากการดำเนินงานตามงบการเงินรวมของ SHR เท่ากับ 968.0 ล้านบาท 1,074.0 ล้านบาท และ 2,575.7 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับงวดสิ้นสุด 6 เดือนปี 2562 รายได้จากดำเนินงานตามงบการเงินรวมของ SHR เท่ากับ 1,751.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144.8% จาก 715.6 ล้านบาท ของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สาเหตุสำคัญของการเติบโตของรายได้ของ SHR ได้แก่ การลงทุนใน Outrigger Resorts เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 และผลประกอบการที่ดีขึ้นของโรงแรมที่บริษัทฯ บริหารจัดการเอง     นายนริศ กล่าวอีกว่า ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นคงของรายได้  โดยเฉพาะโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ได้รับการตอบรับจากผู้เช่าเกินความคาดหมายด้วยอัตราการเช่าพื้นที่กว่า 92%  บริษัทจึงมีแผนการพัฒนาโครงการมิกส์ยูสโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ “เอส โอเอสซิส” บนถนนวิภาวดี-รังสิต มูลค่า 3,695 ล้านบาท  ความสูง 36 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่า (NLA) ประมาณ 53,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่สำนักงาน และ พื้นที่ค้าปลีกบางส่วน ซึ่งจะใช้เวลาในการพัฒนาโครงการประมาณ 3 ปี โดยได้เริ่มการก่อสร้างในปีนี้   สำหรับแผนงานระยะยาวบริษัทฯ คาดการณ์งบลงทุนในการขยายธุรกิจคอมเมอร์เชียลไว้ประมาณ 15,000 ล้านบาทสำหรับ 4 ปี (ระหว่างปี 2562-2566) ส่วนกลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย บริษัทมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) ของคอนโดมิเนียมมูลค่า 4,400 ล้านบาท จากโครงการ The ESSE Asoke และ The ESSE at SINGHA COMPLEX   โดยคาดว่าในปี 2563 จะส่งผลให้บริษัทมีรายได้ถึง 20,000 ล้านบาท
รีวิวบ้านเดี่ยว ติวานนท์ “เสนา แกรนด์โฮม รังสิต-ติวานนท์”

รีวิวบ้านเดี่ยว ติวานนท์ “เสนา แกรนด์โฮม รังสิต-ติวานนท์”

โครงการใหม่จาก SENA มาร่วมค้นหานวัตกรรมใหม่ล่าสุด Green Tech for Life ที่เพิ่มความสะดวกสบายให้การใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ “เสนา แกรนด์โฮม รังสิต-ติวานนท์” บ้านที่สร้างพลังงานความสุขให้ทุกคนในครอบครัว Facilities สำหรับ 3 Generation ที่ตอบสนองทุกกิจกรรมของทุกวัยได้อย่างลงตัวในบรรยากาศร่มรื่น สงบเป็นส่วนตัว ที่มีเพียง 88 หลังเท่านั้น พร้อมติดตั้งแผง โซลาร์ที่ตัวบ้าน เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดค่าไฟได้ตลอดวัน บนทำเลศักยภาพที่รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ใกล้ทุกการเดินทาง ชื่อโครงการ Sena Grand Home Rangsit-Tiwanon (เสนา แกรนด์โฮม รังสิต-ติวานนท์) เจ้าของโครงการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)หรือ SENA ที่ตั้งโครงการ ถ.รังสิต-บางพูน ต.บางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี 12000 พื้นที่โครงการ 8-0-33.4 ไร่ ลักษณะโครงการ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น  จำนวนหลัง 88 ยูนิต ขนาดที่ดิน 50-90 ตร.วา  สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Private Lounge & Clubhouse, Panorama Fitness, Infinity Edge Swimming Pool, POSH Garden, Meeting Room, CCTV, Securities 24 hrs., Underground Cable, WIFI Village ปีที่สร้างเสร็จ คาดว่าแล้วเสร็จบางส่วนเดือนธันวาคม 2562 ราคาเริ่มต้น 6.99-14 ล้านบาท จุดเด่นโครงการ บ้านเดี่ยวนวัตกรรมใหม่ Green Tech for Life พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย 5 ชั้น เดินทางสะดวกสบาย ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า ทางด่วน 2 สายและสนามบินดอนเมือง จุดขึ้น-ลงทางด่วน ทางด่วนขั้นที่ 2 บางโคล่ - แจ้งวัฒนะ, ทางยกระดับอุตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) สถานที่ใกล้เคียง เทสโก้ โลตัส, แม็คโคร, ฟิวเจอร์พาร์ค, เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์, ZPELL, ตลาดพูนทรัพย์, ม.รังสิต   รายละเอียดบ้านเดี่ยว ติวานนท์ "เสนา แกรนด์โฮม รังสิต-ติวานนท์" Sena Grand Home Rangsit-Tiwanon โครงการอื่นๆ จาก SENA เสนาพาร์คแกรนด์ รามอินทรา เสนา อีโคทาวน์ รามอินทรา-วงแหวน เสนา วิลล์ ลำลูกกา คลอง 6  
[PR News] แลนดี้ โฮม ชู Big Data กวาดยอดขาย 2,000 ล้าน

[PR News] แลนดี้ โฮม ชู Big Data กวาดยอดขาย 2,000 ล้าน

แลนดี้ โฮม ใช้ Big Data เสริมแกร่งธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดตัวแอปพริเคชั่น ดันเป้ายอดขายโต 5-10% มั่นใจปิดตัวเลข 2,000 ล้าน แม้การแข่งขันสูง ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาชิงตลาด   นางสาวพรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัทแลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า  จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน องค์กรหลายๆ องค์กร ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการองค์กร และต้องรู้จักปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งในสถานการณ์นี้ หลายๆ องค์กร ต่างมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี กับข้อมูล Big Data เพื่อบริหารจัดการความต้องการของลูกค้า เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง     สำหรับบริษัทได้นำเอาเทคโนโลยี และ Big Data มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน อาทิเช่น  การเปิดตัว Landy Home Application รับปรึกษาแบบและงานขาย ในงาน Home Builder & Materials Expo 2019 ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้า เข้าใจสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้น  สามารถเสนอราคาพร้อมกับแบบบ้านที่ลูกค้าได้เลือกไว้ส่งเข้า Email หรือ Line ของลูกค้าได้ทันที ทำให้ลูกค้าเห็นภาพและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ภายในงาน Home Builder & Materials Expo 2019 บริษัทมียอดจองเพิ่มขึ้น 20% ​   “เรามองว่า Big Data คือเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมไอทีรุ่นใหม่ ที่สามารถรองรับการจัดเก็บ การจัดการ กรองเลือกข้อมูล การวิเคราะห์  ซึ่งในอดีตที่ผ่านมายังไม่มีเครื่องมือมารองรับ หรือยังไม่เคยนำมารวมกันเพื่อตั้งโจทย์ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจ แต่ก่อนอาจต้องให้สถาบันการศึกษาหรือ หน่วยงานวิจัย ทำแบบสอบถาม  การค้นหาผลลัพธ์ ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลและดูความสัมพันธ์ เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม จะได้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ แต่ยุคนี้ทุกอย่างลัดขั้นตอน ง่าย เร็ว และเห็นผลชัดมากขึ้น”   ปัจจุบัน Digital Marketing มีเครื่องมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Google Analytics, Google Adwords หรือ Facebook Ads Manager ถ้าหากใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็น และคอยเก็บบันทึกข้อมูลเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง นั่นแหละคือ Big Data และนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ต่อยอดได้ว่า มีคนเข้าคลิกเว็บไซต์จำนวนกี่คน ระยะเวลาที่เปิดหน้าเว็บไซต์ คำค้นหาใดยอดฮิต หรือเป็นสิ่งที่ตลาดมีความต้องการ อยากรู้ ข้อมูลเหล่านี้นับว่ามีค่าเป็นอย่างมาก เพราะมีผลต่อครีเอทหรือทำแคมเปญที่เขาสนใจ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วให้ฝ่ายการตลาด, ทำให้เรามองเห็นความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ชัดฯลฯ AI พัฒนา และ จดจำ ไปคล้ายๆ กับสมองของมนุษย์ การเริ่มต้นใช้เครื่องมือในวันนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับโลกของธุรกิจด้วย   นางสาวพรรัตน์  กล่าวว่า เมื่อก่อนบริษัทฯ เน้นสร้างบ้าน เสร็จเร็ว ส่งต่อ รับมอบ หาลูกค้าใหม่ แต่ปัจจุบัน Big Data ทำให้องค์กร มองวิธีการแข่งขันไม่เหมือนเดิม บริษัทได้นำระบบการบริหารข้อมูล Big Data มาพัฒนาการบริการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมช่วยลดขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำเป็น  แม้กระทั่งโฆษณาและโปรโมชั่นที่ไม่เหมาะกับความต้องการของตัวลูกค้า ทางบริษัทเองสามารถคัดสรรข้อมูล ข่าวสาร หรือโฆษณารวมทั้งโปรโมชั่นต่างๆ โดยไม่จำเป็นออกซึ่งช่วยประหยัดงบโฆษณาได้ราว 1% ของยอดขาย     นอกจากนี้ ยังมีการนำเอาระบบการควบคุมงานก่อสร้าง Work Flow System โดย Work Flow System ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้น มาใช้บริหารจัดการ การทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ส่วนงานขาย งานออกแบบ งานก่อสร้าง ตลอดจนในส่วนของการบริการหลังการขายให้เป็นลำดับขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มต้นตั้งแต่ การเปิดใบงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติงาน เพื่อให้บุคลากรในฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบถึงขั้นตอนการทำงานได้อย่างชัดเจน หากเกิดความล่าช้าในจุดใดก็สามารถทราบได้ทันทีถึงสาเหตุ สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพนี้เองทำให้ แลนดี้ โฮม สามารถสร้างบ้านได้พร้อมกันเป็นจำนวนมาก เสร็จทันหรือก่อนเวลาส่งมอบ สร้างความประทับใจแบบปากต่อปาก   นางสาวพรรัตน์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากมหกรรมรับสร้างบ้าน เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สามารถปิดยอดจองได้ถึง 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% จากปีที่ผ่านมา  และคาดว่าจะปิดยอดขายในปี 2562  ได้ตามเป้าหมายที่ 2,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีการแข่งขันที่รุนแรงจาก การมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทยังคงเติบโตตามเป้าหมายในอัตรา 5-10% ทุกปี เป็นผลจาก Brand Awareness ของบริษัทที่มีสูงถึง 80% และการนำนวัตกรรมการก่อสร้างบ้านต่างๆ มาใช้  อาทิ ห้องน้ำผู้สูงอายุ ระบบบ้านปลอดแมลงสาบ โปรโมชั่น ฟรีเสาเข็มเจาะ อัพเกรดวัสดุ
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 14-22 กันยายน 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 14-22 กันยายน 2562

เหลือเวลาไม่อีกกี่วันเดือนกันยายนก็จะผ่านพ้นไป และเป็นการก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วมาก ฤดูกาลสุดท้ายในการทำธุรกิจและเร่งยอดขาย คงเหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือน เพื่อพิชิตเป้าหมายให้ได้ตามที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี บรรยากาศธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะคึกคักมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ช่วงรอบสัปดาห์ของวันที่ 14-22 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา กิจกรรมของดีเวลลอปเปอร์ก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ติดตามกันได้... พฤกษา เปิดคอนโดใหม่ ไลฟ์สไตล์สุขุมวิท The Privacy S101   “พฤกษา” ถือเป็นเจ้าตลาดบ้านและคอนโดมิเนียม ที่เปิดตัวโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ The Privacy S101 (เดอะไพรเวซี่ สุขุมวิท 101) มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท  เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 2 อาคารที่เชื่อมต่อถึงกัน บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ จำนวน 394 ยูนิต  เป็นแบบตกแต่งครบ (Fully Furnished) มีให้เลือก 3 รูปแบบคือ แบบ 1 Bedroom ขนาด 26-29 ตารางเมตร แบบ 1 Bedroom Plus ขนาด 35 ตารางเมตร และ Combined Unit ขนาด 55 ตารางเมตร   นายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท - แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวพัฒนา ภายใต้แนวคิด “Live SUKhumvit Moment” ซึ่งมาจากที่ตั้งโครงการ ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 101 เพียง 450 เมตรถึงรถไฟฟ้าสถานีปุณณวิถี เชื่อมต่อ Skywalk ถึง ทรูดิจิทัลพาร์ค โครงการเป็นห้องชุดตกแต่งครบราคาเริ่มต้นเพียง 2.49 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อตารางเมตร   ดีแลนด์ฯ จับมือ “วราภรณ์ ซาลาเปา-ชาตรามือ” เปิดไดร์ฟทรูแห่งแรก   หลังจากบริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เปิดตัวคอมมูนิตี้มอลภายใต้แบรนด์ “พอร์โต้ โก” (Porto Go) ไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว กับทำเลบางปะอิน ตั้งอยู่บนถนนสายเอเชีย กิโลเมตรที่ 4 ฝั่งขาออกจากกรุงเทพฯ ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในชื่อ “พอร์โต้ โก บางปะอิน” และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงเดินพัฒนาโครงการที่ 2   นายสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณ 400 ล้านบาท พัฒนาโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” บนพื้นที่  23 ไร่  ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนถึงวัดเกตุมวดีศรีวราราม  เจาะกลุ่มนักเดินทางบนถนนพระราม 2 ซึ่งมีปริมาณการจราจร เฉลี่ยสูงถึงวันละ 120,000 คัน เพื่อสร้างประสบการณ์และความสะดวกสบาย  ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำติดแอร์พร้อมระบบสุขภัณฑ์แบบไร้การสัมผัส สถานีบริการน้ำมัน ร้านค้า ร้านอาหารมากถึง 30 ร้าน บริการชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ และที่จอดรถมากกว่า 200 คัน พร้อมที่จอดรถทัวร์  คาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการได้เต็ม รูปแบบภายในต้นปี 2563   บริษัทยังได้ดึงพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะขยายธุรกิจในรูปแบบไดร์ฟทรูและรูปแบบใหม่ๆ ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตเข้าร่วม ซึ่งปัจจุบันโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” มีพันธมิตร ทั้ง Starbucks และ KFC เปิดให้ บริการไดร์ฟทรู จนถึง 4 ทุ่มทุกวันแล้ว อีกทั้ง วราภรณ์ ซาลาเปา และ ชาตรามือ สองแบรนด์ดังสัญชาติไทย ได้เตรียมเปิดไดร์ฟทรูเป็นสาขาแรกในประเทศไทยในวันที่ 27 กันยายน และ 10 ตุลาคมนี้ ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน ได้จับมือกับบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ในการเปิดสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ซึ่งจะเป็นสาขาที่ 3 บนถนนพระราม 2 เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายนนี้ (อ่านข่าวเพิ่มเติม) ฮาบิแทท กรุ๊ป ชู 4 จุดแข็ง ไลฟ์สไตล์อินเวสเม้นท์ ธุรกิจอสังหาฯ แม้ว่าตลาดโดยรวมจะชะลอตัว โดยเฉพาะมาตรการ LTV ที่ออกมา ส่งผลกระทบให้กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าบางส่วนหายไป  แต่สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่ยังมีกำลังซื้อก็ยังคงมีอยู่ในตลาด ถ้าสินค้าใช่ ทำกำไรตอบโจทย์พวกเขาได้ กลุ่มฮาบิแทท จึงยังคงเดินหน้าจับตลาดกลุ่มนักลงทุนที่มองหาโอกาสทางการตลาดและผลตอบแทนจากธุรกิจอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง   นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอสังหาฯ เพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ หรือ “ไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์” (Lifestyle Investment) ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัท มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเป็นผู้นำทางการตลาด และวันนี้พร้อมก้าวไปอีกขั้นด้วยการประกาศวิสัยทัศน์เพื่อก้าวสู่ “THE CREATOR OF LIFESTYLE INVESTMENT” ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดอสังหาฯเพื่อการลงทุน ที่ไม่ใช่แค่พัฒนาโปรดักส์และการให้บริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบความคุ้มค่าในการลงทุน ภายใต้แนวคิด Invest Remarkably, Live Extraordinary   ทั้งนี้ ฮาบิแทท กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่ “THE CREATOR of LIFESTYLE INVESTMENT” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในรูปแบบไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์ ผ่านจุดเด่นที่แตกต่าง 4 ด้านสู่ความสำเร็จ ได้แก่ 1.UNBREAKABLE CHALLENGER ทีมงานที่มีความมุ่งมั่น และไม่หยุดแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า มองไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการลงทุนที่คุ้มค่าในอนาคต 2.REALISTIC OPTIMIST เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ด้วยการยึดถือความเป็นจริงเป็นหลัก และสร้างโอกาสความเป็นไปได้อยู่เสมอ โดยไม่หวั่นไหวกับปัญาหาและอุปสรรคใดๆ 3.SERVICE INNOVATOR มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ล้ำหน้าอยู่เสมอ 4.ZENITH OF VISIONARIES มุ่งศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ถึงพฤิตกรรมของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด สอดรับกับการขยายตัวของตลาดโลก   เอสบี ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store ครบวงจร ไม่เพียงแต่ธุรกิจอสังหาฯ  ต้องปรับตัวเพื่อสร้างการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะคู่แข่งในตลาดเยอะมาก แถมการแข่งขันก็สูงจากสงครามราคา แต่ละแบรนด์จึงต้องสร้างความแตกต่าง และเพิ่มความหลากหลายในสินค้าเพื่อเป็นทางเลือกกับลูกค้ามากที่สุด   นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ขยายพื้นที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC) เพิ่มจาก 10,000 ตาราเมตร เป็น 15,000 ตารางเมตร พร้อมปรับโฉมใหม่ให้เป็น Flagship Store  ครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” เนื่องจากเป็นสาขาที่เปิดให้บริการมานานนับ 10 ปี  ซึ่งมีสินค้าตกแต่งบ้านใหม่ๆ แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายมาเพิ่มมากขึ้น  แต่พื้นที่มีจำกัดจึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่รองรับ นอกจากการขยายพื้นที่ให้บริการแล้ว  ยังมีการเปิดตัว Zelection Built-in ซึ่งเป็นแบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อิน และได้เปิดตัว SB Designer Club Workspace ซึ่งจะเป็น Hub แห่งแรกของเหล่าอินทีเรียดีไซเนอร์เฉพาะที่เป็นสมาชิก “SB Designer Club” เท่านั้น โดยการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Meeting Rooms, Smart TV, Free WIFI, Pointer, Bluetooth Speaker, F&B Special Pack (อ่านข่าวเพิ่มเติม) “ออริจิ้น” ร่วมทุน “กลุ่มดุสิตธานี” ปั้นคอนโดไฮเอนด์ การทำธุรกิจในยุคนี้ บางครั้งก็ต้องมีเพื่อนทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน แบบว่าใช้จุดเด่นของแต่ละบริษัทมาทำให้เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ดีกว่าจะมาแข่งขันกันเอง ลุ่ดกลุ่มออริจิ้นจึงจับมือกับกลุ่มดุสิตธานี พัฒนาโครงการร่วมกัน   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ได้จับมือกับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC ร่วมกันครั้งแรกในสัดส่วน 51% ต่อ 49% เพื่อพัฒนาโครงการร่วมทุน (Joint Venture Project) ภายใต้ชื่อ “เดอะ แฮมป์ตัน ศรีราชา บาย ออริจิ้น แอนด์ ดุสิต” (The Hampton Sriracha by Origin and Dusit) เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ 26 ชั้น 1 อาคาร แบ่งเป็นยูนิตพักอาศัย 468 ยูนิต และยูนิตเพื่อการพาณิชย์ 3 ยูนิต บริเวณตรงข้ามตึกคอม ใจกลาง ศรีราชา มูลค่าโครงการประมาณ 1,400 ล้านบาท   เนื่องจากมองว่าพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีศักยภาพการเติบโต เนื่องจากมีทั้งเมกะโปรเจ็คท์และเม็ดเงินลงทุนสะพัดมหาศาล มีนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน  ประกอบกับอำเภอศรีราชา ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพที่สุดอีกแห่งหนึ่งใน EEC เนื่องจากมีทั้งนิคมอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมที่กำลังจะพัฒนาขึ้นใหม่อีกจำนวนมาก อยู่ใกล้แหล่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่กำลังจะพัฒนาขึ้นอย่างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็คท์และแลนด์มาร์คใหม่ของบริษัทด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพในไทยและภูมิภาคบนพื้นที่กว่า 700 ไร่   เอพี ไทยแลนด์ จับมือพันธมิตร ผนึกม.สแตนด์ฟอร์ด เปิดทำวิจัยระดับโลก การทำธุรกิจหัวใจหลักของความสำเร็จ คือ “คน” เพราะ คือ ผู้ที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้ไปในทิศทางที่วางเอาไว้  การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นความสำคัญอันดับแรกๆ ขององค์กร  เอพี ไทยแลนด์ จึงได้ร่วมกับเอไอเอส และธนากคารกสิกรไทย จับมือร่วมกันพร้อมด้วยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เปิด The Stanford Thailand Research Consortium การทำวิจัยระดับโลก ภายใต้การดูแลของ SEAC   ครั้งแรกของโลก ที่รวมศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 20 คน จากกว่า 9 สาขาวิชาเพื่อดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกเต็มรูปแบบ ครอบคลุม 4 มิติองค์ความรู้เพื่ออนาคต ได้แก่ 1. ยกระดับความสามารถคนไทยให้เท่าทันโลก 2. นำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจไทย  3. เสริมสร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยให้สูงขึ้น  อย่างยั่งยืน และ 4. ส่งเสริมการพัฒนาสังคมเมืองที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยผ่านหลากหลายโครงการวิจัยและพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี  ภายใต้การดูแลและสนับสนุนจาก เอสอีเอซี (SEAC) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การก่อตั้ง “The Stanford Thailand Research Consortium” ซึ่งเป็นการทำวิจัยระดับโลกครั้งแรกของไทย ในการนำความรู้ ความสามารถ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ ที่มีมาช่วยพัฒนาศักยภาพประเทศไทยของเราในหลากหลายมิติ  ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นมากมาย ‘คุณภาพของคน’ คือ ประเด็นสำคัญที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ ดังนั้น ประเด็นเรื่อง การยกระดับความสามารถของคนไทยให้เท่าทันโลกนี้เองจะเป็นหัวข้อหนึ่งในงานวิจัยที่ทาง The Stanford Thailand Research Consortium จะหยิบขึ้นมาทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน   เครือบีทีเอสกรุ๊ป ทุ่มงบ 5 พันล้าน เปิดตัวโรงเรียนนานาชาติ กลุ่มบีทีเอส เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษา เพราะเห็นไปในทิศทางเดียวกับหลายองค์กรว่า การจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ “คน” ที่มีคุณภาพคือปัจจัยความสำเร็จนั้น  จึงได้จับมือ พันธมิตร บริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน  5,000 ล้านบาท  เพื่อก่อตั้ง “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ”   นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในเครือของบริษัท  ได้จับมือกับบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน 5,000 ล้านบาทเพื่อก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนนานาชาติแห่งอื่นๆ ในเขตกรุงเทพฯ  ติดกับโครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา สามารถรองรับจำนวนนักเรียนได้ถึง 1,800 คน ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงเกรด 12 และจะเริ่มเปิดสอนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป   “การลงทุนในครั้งนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ ยู ซิตี้ ที่จะพัฒนาที่ดินในบริเวณใกล้กับโครงการธนาซิตี้ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซมีพื้นที่รวมทั้งหมด 168 ไร่ หรือ 66 เอเคอร์ จึงถือเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ ตลอดจนมีพื้นที่สีเขียวรวมมากถึงประมาณ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนได้รับทั้งความผ่อนคลาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และช่วยส่งเสริมสติปัญญาและแรงบันดาลใจด้านศิลปะ”   การร่วมลงทุนของบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ จำกัด ในโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ถือเป็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงสุดในภาคการศึกษาระบบโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาทั้งในด้านการก่อสร้างอาคารเรียนและสถานที่ ตลอดจนการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์และมีประสิทธิภาพ   ​   “บริทาเนีย” เปิด 5 โครงการใหม่ เพราะตลาดคอนโดฯ ปีนี้ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ทำให้หลายดีเวลลอปเปอร์ เบนเข็มพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น  ค่ายออริจิ้นก็มาในทิศทางเดียวกัน เพิ่มสัดส่วนพอร์ตบ้านแนวราบมากกว่าที่ผ่านมา โดยล่าสุด บริษัทลูกอย่างบริษัท บริทาเนีย จำกัด ก็เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ถึง 5 โครงการ   นางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด ในเครือ บริษัท  ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า หลังจากโครงการบริทาเนีย ศรีนครินทร์ โครงการแรกของบริษัทที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2560 สามารถปิดการขายได้ในเวลาเพียง 1 ปีเศษ และ 2 โครงการที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2561 คือบริทาเนีย บางนา กม.12 และบริทาเนีย เมกะทาวน์ บางนา ได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรรใหม่เพิ่มอีก 5 โครงการ  ทั้งโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เมื่อรวมกับโครงการบริทาเนีย วงแหวน-หทัยราษฎร์ ที่เปิดตัวไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/2562 จะทำให้มีการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องมูลค่าโครงการรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท   แผนการพัฒนาโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด จำนวน รวม 485 ยูนิต 2.บริทาเนีย บางนา กม.42 ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม จำนวนรวม 492 ยูนิต 3.บริทาเนีย คูคต สเตชั่น เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 138 ยูนิต 4.บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา เป็นโครงการบ้านเดี่ยว จำนวน 278 ยูนิต และ 5.บริทาเนีย สายไหม เป็นโครงการบ้านแฝดและทาวน์โฮม จำนวน 294 ยูนิต โดยจะเริ่มทยอยเปิดพรีเซลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2562 (อ่านข่าวเพิ่มเติม) โกลเด้นแลนด์ เปิดบริการ “สามย่านมิตรทาวน์” ปิดท้ายของสัปดาห์ กับการเปิดให้บริการโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสแรก บนถนนพระราม 4 กับโครงการสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับที่ดี จากทั้งชาวสามย่าน จุฬาฯ และผู้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพราะที่นี่มีโซนเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงด้วย     นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทใช้งบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูส ภายใต้ชื่อ “สามย่านมิตรทาวน์” ขณะนี้พร้อมแล้วในการเปิดให้บริการแก่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนการช้อปปิ้ง ให้ครบวงจรในที่เดียว สำหรับจุดเด่นของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ถือเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรกบนหัวมุมถนนพญาไท - พระราม 4 ที่มีความสมบูรณ์แบบ รวมพื้นที่ใช้สอย 222,000 ตารางเมตร เนื่องจากภายในโครงการประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม “ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์” โรงแรม “ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล” อาคารสำนักงาน “มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์” และพื้นที่ค้าปลีก “ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์” (อ่านข่าวเพิ่มเติม)    
บ้านแนวคิดใหม่ “บริทาเนีย” เปิดตัว 5 โครงการใหม่ ยึดทำเลกรุงเทพฯตะวันออก-เหนือ

บ้านแนวคิดใหม่ “บริทาเนีย” เปิดตัว 5 โครงการใหม่ ยึดทำเลกรุงเทพฯตะวันออก-เหนือ

เกือบ 2 ปีมาแล้วที่แบรนด์"บริทาเนีย" จากออริจิ้น  ได้ลงสนามเข้าชิงตลาดแนวราบจากโครงการแรกบริทาเนีย ศรีนครินทร์, บริทาเนีย บางนา กม.12, บริทาเนีย เมกะทาวน์ บางนา และโครงการบริทาเนีย วงแหวน-หทัยราษฎร์ ที่เปิดตัวไปช่วงต้นปีจนได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาตลอด ล่าสุดได้ลุยเปิดรวด 5 โครงการ โดยยึดทำเลกรุงเทพฯตะวันออก-เหนือ   นางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด บริษัทพัฒนาบ้านจัดสรรในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริทาเนียการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องจาก 4 โครงการที่ผ่านมา รวมถึงอีก 5 โครงการที่เปิดตัวล่าสุด จะมีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรายังคงมองเห็นเรียลดีมานด์ในทำเล Blue Ocean หลายทำเล รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์การสร้างบ้านแนวคิดใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์ “B Genius Mode” ประกอบด้วย 1.B Smart Home Automation ให้เชื่อมต่อกับระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านได้อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลา เช่น IP Camera, Motion Sensor 2.B Smart Design ออกแบบอย่างเข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยและทุกฟังก์ชันของการใช้ชีวิต อาทิ ครัวไทยแบบปิด แยกออกจากตัวบ้าน ป้องกันกลิ่นรบกวนภายในบ้าน   พร้อมทั้งตอบโจทย์ผู้รักการทำอาหาร การจัดวาง USB Outlet ทุกจุดสำคัญภายในบ้าน ตอบโจทย์การใช้งาน device ทุกพื้นที่       การทำ Double Volume เพดานสูงในห้องนั่งเล่น การเพิ่มห้องนอนที่ 4 ในทาวน์โฮม 3.B Smart Home Services มีบริการหลังการขายแบบ On demand ทั้งบริการทำความสะอาดและช่างเทคนิค ผ่านแอปพลิเคชัน Origin Connect 4.B Smart Community อาศัยความเข้าใจผู้บริโภคและประสบการณ์ที่มีในธุรกิจคอนโดมิเนียมมาอย่างยาวนาน มาประยุกต์ใช้กับแบรนด์บริทาเนียแบบจัดเต็ม สร้างคลับเฮาส์ทันสมัยภายใต้ชื่อ Club Britania เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ สระว่ายน้ำ, สนามเด็กเล่น, Steam Room, Tea Room, Co-working space   ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ (Key Success Factor) ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.Prime Location บริษัทเลือกพัฒนาโครงการเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง ใกล้ถนนหลัก ใกล้ทางด่วน มีเมกะโปรเจ็คท์และสถานที่สำคัญต่างๆ อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งร้านอาหาร คอมมูนิตี้ มอลล์ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ 2.Smart Design คำนึงถึง Human-centric ออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยใส่ใจหาโซลูชั่นมาขจัด Pain Point ของผู้บริโภค 3.Smart Products พัฒนาบ้านให้มีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ และ 4.Smart Services มีบริการแบบ On demand เช่น บริการพนักงานทำความสะอาด คอยตอบสนองความต้องการหลังการขาย   นายธำรง ปลูกจิตรสม กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริทาเนีย จำกัด กล่าวว่า สำหรับ 5 โครงการใหม่ ได้แก่ 1.บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด จำนวน รวม 485 ยูนิต 2.บริทาเนีย บางนา กม.42 ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 68-70 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2-5 ล้านบาท จำนวนรวม 492 ยูนิต 3.บริทาเนีย คูคต สเตชั่น เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 138 ยูนิต 4.บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 68 ไร่ ราคาเริ่มต้น 6-9 ล้านบาท  จำนวน 278 ยูนิต 5.บริทาเนีย สายไหม เป็นโครงการบ้านแฝดและทาวน์โฮม 65 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2-4 ล้านบาท จำนวน 294 ยูนิต โดยจะเริ่มทยอยเปิดพรีเซลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2562 เริ่มจากโครงการบริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ ในวันที่ 19-20 ต.ค.นี้   ทุกโครงการจะตั้งอยู่ใน Prime Location เกาะทำเลกรุงเทพฯ ตะวันออก ตอกย้ำภาพของเราในฐานะเจ้าทำเลที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคย่านดังกล่าวเป็นอย่างดี รวมทั้งตอกย้ำกลยุทธ์การเจาะตลาด Blue Ocean ที่เครือออริจิ้นให้ความสำคัญตลอดมา และยังมีจุดเด่นร่วมกันอีกหลากหลายเรื่อง อาทิ การตกแต่งสไตล์ Modern British Luxury ผสมผสานกลิ่นอายและเอกลักษณ์ความเป็นอังกฤษแบบคลาสสิคเข้ากับความทันสมัย เช่น ใช้ความโค้งมนและโทนสีขาว-เทา-ดำของยุควิคตอเรีย ฟังก์ชันบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบที่คุณรัก เช่น Multi-purpose spaces ที่สามารถใช้ทำกิจกรรมกับครอบครัวได้อย่างอบอุ่นและหลากหลาย Built-in Furniture ที่คัดสรรแบรนด์คุณภาพและสิ่งที่จำเป็นเพื่อการอยู่อาศัย ขณะเดียวกัน ยังใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อบ้านจัดสรรที่ปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยน้อยลง เหลือเพียงประมาณ 30-45 ปี ให้สามารถ ใช้ชีวิตในแบบที่รัก หรือ “A Life You Love”      
โปรโมชั่น “บ้าน-คอนโดฯ” เดือนกันยายน 2562

โปรโมชั่น “บ้าน-คอนโดฯ” เดือนกันยายน 2562

"ดีเวลลอปเปอร์" ยังคงมีจัดโปรโมชั่นออกมากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งโปรโมชั่นบ้าน และโปรโมชั่นคอนโดมิเนียม ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ บ้าน-คอนโดฯ ที่ชอบ ในทำเลต่างๆ ทุกระดับราคา หลากหลายแคมเปญ และโปรโมชัน ชอบแบบไหน อยากได้อย่างไร เลือกซื้อ เลือกหากันได้ตามสะดวก แต่ที่สำคัญ ต้องศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขแคมเปญให้ดี   นีโอ กรุ๊ป ผุด 3 โครงการใหม่ ใจโปรโมชั่น     บริษัท นีโอ 3241 ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ นีโอ กรุ๊ป (NEO Group) เปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท บน 3 ทำเลย่านลาดพร้าว  พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ กับกิจกรรมพรีเซลล์ พร้อมชมบ้านตัวอย่างในวันที่ 28-29 กันยายน 2562 หากลูกค้าจองในวันดังกล่าวรับส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท  ได้แก่   1.โครงการ SENSE นาคนิวาส 48 BY NEO GROUP  บ้านเดี่ยว บ้านแฝด สไตล์โมเดิร์น 3 ชั้น 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมห้องอเนกประสงค์   บนพื้นที่เริ่มต้นเพียง 39 - 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 285 - 325 ตารางเมตร สามารถเพิ่ม “สระว่ายน้ำ” ได้ มีทั้งหมด 9 หลัง หน้าบ้านกว้าง 8 เมตร ที่จอดรถ 3 คัน ตั้งอยู่ในซอยนาคนิวาส 48 แยก 18 - 20 2.โครงการ NEO SPACE @ WORK ลาดพร้าว 41 โฮมออฟฟิศ 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ห้องอเนกประสงค์โถงสูง 5.7 เมตร บนพื้นที่ 27 - 43 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 230 – 300 ตารางเมตร มีทั้งหมด 15 ยูนิต หน้าบ้านกว้าง 5.30 เมตร ที่จอดรถ 4 – 6 คัน มีลิฟต์จอดรถ (Auto Parking) สามารถรับน้ำหนักได้ 2.3 ตัน ตั้งอยู่บนทำเลภาวนา ซอยลาดพร้าว 41 แยก 16 ราคาเริ่มต้นที่ 8.99 ล้านบาท 3.โครงการ NEO HAUS PLUS นาคนิวาส 32 พรีเมี่ยมทาวน์โฮม สไตล์โมเดิร์น  3 ชั้นครึ่ง 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อม DOUBLE VOLUME สูง 5.8 เมตร บนพื้นที่ 17 - 26 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 196 - 237 ตารางเมตร มีทั้งหมด 8 ยูนิต หน้าบ้านกว้าง 5.40 เมตร ที่จอดรถ 2 คัน ตั้งอยู่บนทำเล ซอย นาคนิวาส 32  ราคาเริ่มต้นที่ 6.99 ล้านบาท   เปิดจอง “เดอะคิวบ์ ลอฟท์ฯ” พร้อมโปรโมชั่น     บริษัท คิวบ์ เรียล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาและบริหารงานโครงการ The Cube Loft Srinakarin-Thepharak (เดอะคิวบ์ ลอฟท์ ศรีนครินทร์-เทพารักษ์) คอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น รวม 2 อาคาร  ซอยศรีด่าน 18 และเชื่อมต่อถนนเทพารักษ์  พร้อมเปิดให้จองครั้งแรก วันที่ 21 – 30 กันยายน 2562 ที่บูธ The Cube Loft Srinakarin-Thepharak บริเวณชั้น 1 ใกล้ร้านกาแฟ Starbucks ห้างเทสโก้ โลตัส สาขาศรีนครินทร์ ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท* พิเศษเฉพาะวันงานจองสิทธิ์เพียง 2,000 บาท/ยูนิต* รับส่วนลดสูงสุดถึง 150,000 บาท* มีขนาดให้เลือกตั้งแต่  23.5 – 34.5 ตารางเมตร และจัดเลย์เอาท์ให้เลือกถึง 6 แบบ พร้อมเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงครบทุกฟังก์ชั่น (Fully Furnished) ดีโซน์มีเอกลักษณ์เฉพาะโครงการจาก เอสบี เฟอร์นิเจอร์ (SB Furniture) ประตูดิจิตอลจากซัมซุง (Digital Door Lock)   เนอวานา จัดแคมเปญ “Live Beyond Limits”      บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) กระตุ้นตลาดบ้านระดับไฮเอนด์ ในไตรมาส 3 จัดแคมเปญ “LIVE BEYOND LIMITS”  โปรโมชั่นดอกเบี๊ยปีแรกเพียง 0.5%  ผ่อนเพียงล้านละ 1,000 บาทต่อเดือน  พร้อม ส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท และฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน  กับโครงการเนอวานา บน 8 ทำเลคุณภาพติดถนนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และ โฮมออฟฟิศ ราคาเริ่มต้นที่ 8 – 60 ล้านบาท ในงาน Live Beyond Limits วันที่ 14-22 กันยายนนี้ ที่ Sale Gallery ทุกโครงการเท่านั้น   SYS จัดโปรสุดคุ้ม “SYS Reward 2019”     บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “SYS Reward 2019” ใช้เหล็ก ได้แต้ม แลกทอง รับคะแนนสะสมคูณ 2 เพื่อตอบแทนลูกค้าที่ซื้อเหล็ก SYS ที่ร่วมรายการ และเหล็กแปรรูปจาก Steel Solution by SYS โดยลูกค้าสามารถรับคะแนนสะสมคูณ 2 ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2562 และสามารถนำคะแนนสะสมไปแลกของกำนัลได้ทาง  ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2562          
19 ร้านคอนเซ็ปต์ “ใหม่”  ในสามย่านมิตรทาวน์

19 ร้านคอนเซ็ปต์ “ใหม่” ในสามย่านมิตรทาวน์

เพราะคอนเซ็ปต์การพัฒนาโครงการ “สามย่านมิตรทาวน์” คือ “Urban Life Library – คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้” เป็นวิธีการสร้างความแตกต่าง และการจดจำ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สวยงามที่สุดเป็นหลัก แต่เน้นสร้างการจดจำ ไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องความหรูหรา แต่เน้นไปสู่ในเรื่องของ Smart & Friendly คีย์เวิร์ดสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดในการพัฒนา จึงประกอบด้วย 2 คำ คือ “ความรู้” (Knowledge)  และ “อาหาร” (Food) เนื่องจากสร้างโครงการบนพื้นที่ของสำนักทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ดินเดิม คือ ตลาดสามย่าน แหล่งรวมร้านอาหารที่ขึ้นชื่อและอร่อย การพัฒนาจึงมุ่งเน้นการตอบสนองใน 2 เรื่องดังกล่าว โครงการ  “สามย่านมิตรทาวน์” ภายใต้การดำเนินงานของ โกลเด้นแลนด์ หรือ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  จึงเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งที่เคยอยู่ในย่านตลาดสามย่าน และร้านค้าทั่วไป  แต่ที่สำคัญมีหลายร้านที่เพิ่งมาเปิดภายในโครงการเป็นสาขาแรก หรือไม่ก็เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งไม่เคยเปิดที่ไหนมาก่อน รวมถึงยังมีร้านที่เปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงด้วย     นี่คือ 19 ร้านค้าร้านอาหาร กับคอนเซ็ปต์ใหม่ที่มีมาเปิดบริการ ใน “สามย่านมิตรทาวน์” เป็นที่แรก ได้แก่                         1.เซ็น บ็อกซ์ (Zen box) อาหารญี่ปุ่นสไตล์ Grab & Go ที่มีรูปแบบร้านขนาดกะทัดรัด และเมนูตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ   2.อากะ (AKA) เป็นร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบบุฟเฟ่ต์แบบพรีเมียม และปรับปรุงเมนูบุฟเฟ่ต์ซาซิมิมาเป็นครั้งแรกที่สาขานี้   3.มูจิ ไลฟ์สไตส์ แอนด์ คาเฟ่ (Muji Lifestyle and Café) สาขาแรกในประเทศไทย ที่เพิ่มความพิเศษด้วยของว่าง ขนมหวาน และเครื่องดื่ม รวมถึงเมนูอาหารที่ทำจากผักหลากหลายชนิด และวัตถุดิบธรรมชาติ พร้อมจำหน่ายเครื่องเขียน เสื้อผ้า อาหาร และอุปกรณ์เครื่องครัวครบครัน   4.เม่ย เว้ย หว่าน นู้ดเดิ้ล (Mei wei wan noodle) ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ สูตรจากไต้หวัน และเนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย   5.ร้านไก่ทอด โต คิว โจ  (To Kio Jo) จากเกาหลี ที่มาเปิดเป็นสาขาแรก   6.ร้านอาหารสไตล์จีน ดินส์ (Din's) ที่มีการสร้างสรรค์ลูกเล่นหรือกิมมิคใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากร้านอาหารในเครือเซ็นกรุ๊ป เป็นแบรนด์ใหม่ที่ถูกขึ้นมาและปักหมุดเป็นสาขาแรก   7.ร้านกาแฟและอาหารบริการด่วน ทิม ฮอร์ตันส์ (Tim Hortons) ซึ่งเป็นร้านชื่อดังจากประเทศแคนาดา     8.ศูนย์อาหารสตรีท ฟู้ด สามย่าน ฟู้ด เลเจ้นด์ส บาย เอ็มบีเค (SAMYAN FOOD Legends by MBK) ที่รวมร้านอาหารระดับตำนานในสามย่าน สะพานเหลือง และเยาวราช  แห่งแรกของเมืองไทยมาเสิร์ฟลูกค้ากว่า 10 ร้าน เช่น เพ้งคั่วไก่ ทูเดย์สเต็ก ไฮเช็งลูกชิ้นปลา   9.เอพรอน วอร์ค (Apron Walk) ชั้น B1 เป็นศูนย์รวมอุปกรณ์เครื่องครัวทันสมัยและครบครันที่สุดในสามย่าน โดยลูกค้าจะมีสินค้าเครื่องครัวให้เลือกหลากหลายแบรนด์ ทั้งยังมีการจำหน่ายวัตถุดิบในการทำอาหารทั้งในส่วนของวัตถุดิบในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงการมีคุ้กกิ้ง คลาส เพื่อเอาใจคนรักการทำอาหาร     10.ร้านมีเดียม แอนด์ มอร์ (Medium & More) ชั้น 3 ศูนย์รวม อาร์ต แอนด์ คราฟต์ ซัพพลาย (Art and Craft Supply) ความโดดเด่นของร้านนี้ คือ ความครบเครื่องในด้านของอุปกรณ์ศิลปะงานประดิษฐ์ รวมถึงสินค้าแปลกใหม่จากทุกมุมโลก นอกจากนี้ยังมีบริการในส่วนของการสลักชื่อ และปั๊มตัวอักษรหรือลวดลายเงิน ทองลงบนวัสดุหนัง โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็น “เจ้าของ” และ “จับจอง” ได้ ซึ่ง “โกลเด้นแลนด์” พัฒนาร้านนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ   11.เซเลบริตี้ฟิตเนส (Celebrity Fitness) สตูดิโอออกกำลังกาย เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 21 - 35 ปี แบรนด์ใหม่ของค่ายฟิตเนส เฟิร์สท   12.แองกริซ (Angkriz) โรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษ ที่จะเพิ่มคอร์สอินเตอร์เป็นสาขาแรก เจาะกลุ่มนักเรียนที่ต้องการไปเรียนต่อในต่างประเทศ ปี 2563 จะเพิ่มหลักสูตรในส่วนของคอร์ส PRIVATE CHAMBER หรือ PC (พีซี) คือ คอร์สเรียนส่วนตัวของโรงเรียนกวดวิชาอาจารย์ปิง (ดาว้องก์) เป็นต้น   13.รำปุรี (rumPUREE) โรงเรียนสอนเต้นด้วยคลาสระดับโลก ที่รวบรวมคลาสเต้นมากมาย   14.บิ๊กซี ฟู้ด เพลส (Big C Food Place) แพลตฟอร์มใหม่ของซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมนำอินโนเวชั่นมาบริการลูกค้า อาทิ ป้ายราคาดิจิทัล และมุ่งลดการใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง   15.ก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร ก๋วยเตี๋ยวเรือชื่อดังย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงสาขาแรก   16.ชาบูชิ บุพเฟ่ต์ (Shabushi buffet) ร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟยอดนิยมที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง สาขาแรก   17.เคเอฟซี (KFC) เปิดประสบการณ์ใหม่ พร้อมเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘1 OF A KIND' สั่งออเดอร์อาหารด้วยระบบ Self-ordering Kiosk ได้เห็นกระบวนการประกอบอาหารผ่าน Open Kitchen รวมไปถึงการจ่ายเงินในรูปแบบ Cashless และสามารถสั่งผ่านมือถือได้ด้วยบริการ Click & Collect ที่สำคัญยังใช้ชื่อร้าน ภายใต้ชื่อต้นตำรับดั้งเดิมของ KFC คือ Kentucky Fried Chicken เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นตลาดย่านเก่าของ “สามย่าน”      18.สเวนเซ่นส์ (Swensens) สาขาแรกที่จะเปิดให้บริการภายในโซน 24 ชั่วโมง   19.ไวท์สตอรี่ เดลี่ (White Story Daily) ร้านเบเกอรี่ และอาหารเครื่องดื่ม ของทานเล่น ในรูปแบบเทคอะเวย์ ที่มีให้เลือกมากมายหลายอย่างและสดใหม่วันต่อวัน เพื่อให้ลูกค้าได้ทานขนม อาหารที่ดีมีคุณภาพในราคาเป็นกันเอง        
3 ความท้าทายและวิธีไปต่อ ของศูนย์ข้อมูลฯ ธอส. ในยุค Digital Disruption

3 ความท้าทายและวิธีไปต่อ ของศูนย์ข้อมูลฯ ธอส. ในยุค Digital Disruption

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 ที่มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์​ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จนถึงปัจจุบัน นับอายุของศูนย์ข้อมูลฯ ดำเนินงานมาถึง 15 ปีแล้ว การเกิดขึ้นของศูนย์ข้อมูลฯ วัตถุประสงค์หลักแรก คือ ต้องการให้ทำหน้าที่รวบรวบข้อมูลด้านอสังหาฯ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในงานต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน   โดยเฉพาะการจัดทำฐานข้อมูลสำคัญด้านอสังหาฯ  ที่หน่วยงานอื่นไม่จัดเก็บ และจัดทำรายงานสถานการณ์ธุรกิจ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไป และหน่วยงานราชการได้รับรู้  หลังจากที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เกิดปัญหาฟองสบู่แตกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะไม่มีฐานข้อมูลมาใช้ในการวางแผน     ผนึกรวมกับธอส. เสริมศักยภาพ แม้ว่าจะดำเนินงานมานานถึง 15  ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าศูนย์ข้อมูลฯ  ยังมีข้อจำกัดในการทำงาน และการเพิ่มขีดความสามารถของตนเองให้ได้มากกว่านี้  เพราะการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลฯ ในช่วงเริ่มต้น ถูกวางบทบาทและสถานะให้เป็น “หน่วยงานอิสระ” และมี ธอส. เป็นผู้ดูแล ซึ่งตลอด 15 ปี โครงสร้างของศูนย์ข้อมูลฯ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีธอส. เป็นผู้ดูแลเหมือนเดิม  แต่ยังมีข้อจำกัดในการเพิ่มเจ้าหน้าที่ และงบประมาณ​ ไม่สามารถขยายศักยภาพของตัวเองได้มากกว่านี้  เพราะถูกมองเป็นภาระสำหรับธอส. ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ มีเจ้าหน้าที่ 40 คน และได้รับเงินงบประมาณจากธอส. ปีละ 80-90 ล้านบาทเท่านั้น   แนวคิดของนายนริทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มองว่าจะต้องนำเอาศูนย์ข้อมูลฯ​ ควบรวม (Merge) กับธอส. ให้กลายเป็นหนึ่งหน่วยงานของธอส.​ แต่ต้องมีอิสระในด้านการทำงาน  การควบรวมกันเพื่อให้ศูนย์ข้อมูลฯ มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น จากการใช้ทรัพยากรและศักยภาพของธอส. ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสาขา 200 แห่งทั่วประเทศของธอส. ในการทำงาน รวมถึงอุปกรณ์ เครื่องมือ และงบประมาณ  เพราะศักยภาพของศูนย์ข้อมูลฯ มีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สามารถพัฒนาไปได้ถึงการศูนย์ฝึกอบรมด้านอสังหาฯ ของประเทศ หรือการเป็นผู้ให้ใบอนุญาตในธุรกิจอสังหาฯ ก็ยังสามารถพัฒนาไปได้     ศูนย์ข้อมูลฯ​ ยังสามารถก้าวไปสู่การเป็นหน่วยงาน Warning indicator จากการนำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่เหมือนในยุควิกฤตปี 2540 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่น่าจะต้องเป็นให้ได้  รวมถึงการพัฒนาให้ศูนย์ข้อมูลฯ​ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และมีความยืดหยุ่นสูง จนถึงระดับสามารถตอบสนองความต้องการของการใช้งานได้แบบเฉพาะเจาะจง อยากได้ข้อมูลพื้นที่ไหนก็วิเคราะห์ออกมาได้   นอกจากนี้ สิ่งที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ คือ การทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล จากหน่ายงานต่างๆ  และเป็นผู้ให้คำแนะนำ ชี้แนะหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่จะออกมาตรการด้านอสังหาฯ เพื่อให้คำแนะนำได้ว่า มาตรการนั้นๆ ส่งผลดีหรือไม่ดี หรือมีผลกระทบอย่างไรบ้าง   “มาตรการภาครัฐ ที่ออกมา มันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงก็หลายเรื่อง ถ้าทำให้ศูนย์ข้อมูลฯ นำข้อมูลหลายหน่วยงานมาวิเคราะห์ร่วมกันได้จะเป็นประโยชน์”   ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ ยังถือว่าทำหน้าที่เพียงรวบรวมข้อมูล นำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับพื้นฐาน ยังไม่ถึงระดับส่งสัญญาณเตือนได้ สิ่งที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ เพิ่มข้อมูลการบริการ เพิ่มบริการมากขึ้น การวิเคราะห์ในเชิงลึก การวิเคราะห์ด้วยความแม่นยำ เพื่อให้ได้ประโยชน์  รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพื่อไม่ให้ผู้นำข้อมูลไปใช้ได้ประโยชน์สูงสุด และไม่กระทบกับแผนการลงทุนของภาคเอกชน     4 ความท้าทายในยุคดิจิทัล ที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องเผชิญ   ศูนย์ข้อมูลฯ ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ  และบุคลากร ซึ่งทำให้ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานได้มากกว่าปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าในโลกยุคดิจิทัลปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารที่มีมากมายมหาศาล และคนส่วนใหญ่เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย ก็ถือว่าส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับธุรกิจและพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันด้วย  ถือเป็นสิ่งที่เข้ามากระทบกับทุกหน่วยงานเช่นกัน ศูนย์ข้อมูลฯ เองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกยุคดิจิทัลเช่นกัน   ความท้าทายของศูนย์ข้อมูลฯ ที่ต้องเผชิญในยุคดิจิทัลมีด้วยกัน 3 เรื่องสำคัญ  คือ  1.ข้อมูลที่มีมหาศาลและรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันถือเป็นยุคของ Big Data หรือ Data Science ที่มีข้อมูลมหาศาล และยังมีความรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ยังไม่สามารถจัดทำฐานข้อมูลในระดับนั้นได้ โดยเฉพาะการจัดทำข้อมูลในเชิงคาดการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องการข้อมูลประเภทนี้ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytic ทางศูนย์ข้อมูลฯ ยังจัดทำได้ไม่สมบูรณ์ จึงถือว่าเป็นความท้าทายสำคัญ ซึ่งจะต้องพัฒนาและก้าวตามไปให้ทัน รวมถึงต้องเพิ่มขีดความสามารถเหล่านั้นให้ได้   2.เครื่องมือและเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ ยังขาดเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงเทคนิคและวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากในการพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การวิเคราะห์ดีมานด์และซัพพลาย โดยเฉพาะการส่งสัญญาณเตือน หรือ Warning สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ  รวมถึงการสร้างนวัตกรรม หรือเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Machine Learning เพื่อทำให้เห็นภาพเสมือนจริงของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้นำเอาข้อมูลไปใช้ได้ง่าย และปฏิบัติตามได้ง่าย   3.การเกิดขึ้นของ Financial Disruption การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินในยุคดิจิทัล ส่งผลทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัล รูปแบบทางการเงินดิจิทัล หรือนวัตกรรมทางการเงินในส่วนที่เป็นดิจิทัล แม้ว่าอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลฯ โดยตรง แต่ Financial Disruption ได้ส่งผลกระทบกับภาพใหญ่ของประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ต้องติดตามและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ด้วย เพราะมีผลต่อการซื้อขายอสังหาฯ ด้วยเช่นกัน   บอร์ดบริหารของศูนย์ข้อมูลฯ  พยายามผลักดันให้ศูนย์ข้อมูลฯ ได้ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันธอส. เพื่อให้มีศักยภาพและขีดความสามารถในการทำงานด้านข้อมูล ของธุรกิจอสังหาฯ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง และดูเหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเช่นกัน ซึ่งนี่คงเป็นหนทางที่จะทำให้ศูนย์ข้อมูลฯ สามารถไปต่อได้    
[PR News] ปิดฉากมหกรรมบ้านและคอนโด 4 วันโกยยอด 3,500 ล้าน

[PR News] ปิดฉากมหกรรมบ้านและคอนโด 4 วันโกยยอด 3,500 ล้าน

ปิดฉากงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 41 ดีเวลลอปเปอร์กวาดยอดขายกว่า 3,500 ล้านบาท โตกว่า 10% ตลาดอสังหาฯ ยังมีดีมานด์  มั่นใจตลาดไตรมาส 3-4 ปรับตัวดีขึ้น     นายชูรัชฏ์ ชาครกุล ประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 เปิดเผยว่า การจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 ระหว่าง 12-15 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดย 3 สมาคมหลักทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ประกอบไปด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สามารถทำยอดขายตลอดการจัดงาน 4 วัน ถือว่าได้รับผลตอบรับดีตามเป้าหมายที่คาดไว้     โดยมียอดผู้เข้าชมงานใกล้เคียง จากการจัดงานครั้งที่แล้ว ขณะที่ยอดจองซื้อภายในงานมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทาวน์เฮ้าส์ 37% คอนโดมิเนียม 34% บ้านเดี่ยว 20% บ้านแฝด 6% และที่ดินเปล่ารวมถึงอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ อีก 3% ขณะที่ยอดขอสินเชื่อของสถาบันการเงินในช่วงการจัดงานก็มีสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท   “ตัวเลขคนชมงานและยอดขายภายในงานถือเป็นที่น่าพอใจ ความต้องการที่แท้จริงของที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจากการตอบรับของตลาดแบบนี้น่าจะส่งผลดีโดยรวมต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3-4 ที่ตลาดน่าจะปรับตัวดีขึ้น”     นายชูรัชฏ์ กล่าวว่า จากผลสำรวจของผู้เข้าชมงานครั้งนี้พบว่า อายุของกลุ่มที่เข้าชมงานอยู่ระหว่าง 21-30 ปี มากที่สุดที่ 39%  รองลงมาจะมีอายุ 31-40  ปี จำนวน 31% และ 41-50 ปี อีก 16% โดยผู้เข้าชมงานจะมีช่วงรายได้ระหว่าง 30,000 – 50,000 บาท มากที่สุดคิดเป็น 28% รองลงมาจะมีรายได้ระหว่าง 10,000 – 30,000 บาทที่ 22% และ 50,000 – 70,000 บาท จำนวน16%   ขณะที่ผู้เข้าชมงานในปีนี้พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อจริงโดยกว่า 24% มีความต้องการที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในระยะเวลา 1-3 เดือน รองลงมา 23% ต้องการจะซื้อที่อยู่อาศัยในระยะเวลา 1 ปี  โดยที่อยู่อาศัยระดับราคา 2 – 2.99 ล้านบาท ยังคงเป็นที่สนใจของผู้เข้าชมงานมากที่สุด 29% รองลงมาเป็นที่อยู่อาศัยระดับราคา 1 – 1.99  ล้านบาท จำนวน 22% และระดับราคา 3-3.99 ล้านบาท จำนวน 18% ขณะที่ประเภทโครงการที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจะเป็นโครงการประเภทคอนโดมิเนียม จำนวน 40% รองลงมาคือโครงการประเภทบ้านเดี่ยวจำนวน 35% และโครงการทาวน์เฮ้าส์ จำนวน 15%  
โฮมออฟฟิศติดรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน Nirvana @WORK-เนอวานา แอทเวิร์ค : รีวิวโฮมออฟฟิศ

โฮมออฟฟิศติดรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน Nirvana @WORK-เนอวานา แอทเวิร์ค : รีวิวโฮมออฟฟิศ

ในยุคของเหล่าเมล็ดพันธุ์ Start Up กำลังเติบโตงอกงาม สิ่งสำคัญคือรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง เพราะจุดเริ่มต้นที่ดีจะส่งให้เราไปคว้าเอาความสำเร็จมาครอบครองได้ ซึ่งเรากำลังกล่าวถึงออฟฟิศดีๆ สักแห่ง ที่จะกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเรา โดยปัจจัยของการเลือกที่ตั้งของออฟฟิศ ก็ถือเป็นด่านแรกของจุดเริ่มต้นที่ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปหากเราเจอสิ่งที่ใช่สำหรับองค์กรของเราอย่างโฮมออฟฟิศที่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของเหล่า Start Up ด้วยความโดดเด่นทั้งทำเล และภายในสามารถดีไซน์ต่อได้ เพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์องค์กรของเรา และยังได้บรรยากาศการทำงานที่ไม่ชวนให้อึดอัด หรือเคร่งเครียดจนเกินไป            สำหรับ Nirvana @WORK โฮมออฟฟิศของคนรุ่นใหม่นั้นมีให้เลือก 2 โครงการ ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กันในแง่ของทำเลที่ตั้ง ซึ่งจะยึดเอาความสะดวกในการเดินทางของพนักงาน และลูกค้าที่จะต้องมาติดต่อธุระก็สามารถเดินทางมาได้ง่ายเช่นเดียวกัน เพราะใกล้ทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วน      ทำเลสไตล์ @WORK  เริ่มกันที่โครงการแรก Nirvana @WORK รามอินทรา ทำเลติดถนนเส้นหลักสายสำคัญสายหนึ่งในละแวกนี้ นั่นคือ ถ.รามอินทรา ช่วงกม.2  ซึ่งถือเป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดช่วงหนึ่งของถนน เพราะอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกหลายแห่ง รอบๆ มีอาหารการกินเพียบ ที่สำคัญคือการเดินทางอยู่ใกล้ทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วน เป็นออฟฟิศที่อยู่ในทำเลเดินทางได้สะดวกทั้งพนักงานเองและผู้ที่มาติดต่อกับบริษัท     รถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบันจะผ่านหน้าโครงการเลยค่ะ โดยโครงการจะอยู่ใกล้กับสถานีรามอินทรา กม.3 บริเวณศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก โดยห่างไปอีกเพียง 1 สถานีก็จะเป็น Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือส่วนต่อขยาย สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ทำให้สามารถต่อเข้าเมืองได้สะดวก และห่างออกไปอีก 3 สถานี ก็เป็น Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต สถานีหลักสี่ ที่กำลังสร้างอยู่เช่นกัน ขณะเดียวกันก็ยังอยู่ห่างจากทางด่วนฉลองรัช ประมาณ 4 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเลือกเดินทางด้วยวิธีไหนก็ง่ายดายไปหมดค่ะ    ใครที่อยู่ย่านนี้จะทราบกันดีว่าอาหารการกินไม่น้อยเลยค่ะ ทั้งช่วงกลางวันไปจนถึงช่วงค่ำ ตั้งแต่ภายในศูนย์การค้าอย่างเซ็นทรัลรามอินทรา ที่อยู่ห่างจากโครงการเพียง 700 เมตร และยังมี Ease Park, Lotus หลักสี่, MaxValu หลักสี่ ที่อยู่ไม่ไกลจากโครงการ ยิ่งถ้าเข้าถ.ลาดปลาเค้า ก็ยิ่งมีของอร่อยตลอดทั้งเส้นทางยาวไปจนถึงโชคชัยสี่ นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากสถานที่สำคัญหลายแห่งทั้งทางด้านถ.พหลโยธิน และถ.แจ้งวัฒนะ ที่เชื่อมต่อกับถ.รามอินทราช่วง กม. 2 นิดเดียวเท่านั้น อาทิ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม Major รัชโยธิน ฯลฯ โรงพยาบาลวิภาวดี และยังอยู่ไม่ไกลจากสนามบินดอนเมืองอีกด้วย     Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ อีกหนึ่งโครงการที่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันกับโครงการแรกสักเท่าไรนัก แต่มีความโดดเด่นด้านทำเลไม่น้อย เพราะอยู่ริมถ.ประเสริฐมนูกิจ ขาเข้า ใกล้กับทางด่วนฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) 1.3 กม. ซึ่งสามารถเดินทางเข้า-ออกใจกลางเมืองได้ง่ายดาย และถ.กาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก) ประมาณ 5 กม. อยู่ท่ามกลางแหล่งร้านอาหารบรรยากาศดี ร้านแฮงค์เอาท์มันส์ๆ แบบที่พอเลิกงานแล้วก็ไปปาร์ตี้กันต่อได้เลย หรือจะนัดลูกค้าทานข้าวย่านนี้ก็เหมาะไม่น้อย ใครที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Work Hard, Play Hard นี่แหละค่ะ ตอบโจทย์กับทำเลนี้มาก  ในอนาคตหน้าโครงการจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล แคราย-บึงกุ่ม ผ่านหน้าโครงการโดยจะห่างจากสถานีคลองลำเจียกประมาณ 200 เมตร เป็นรถไฟฟ้าสายที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นมากถึง 7 สาย รวม 5 จุด Interchange ตั้งแต่เริ่มต้นสายที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี ซึ่งจะเป็น Interchange ของสีม่วง สายสีชมพู และสายสีน้ำตาล ต่อมาที่สถานีบางเขน สายสีแดง สถานีแยกเกษตรฯ สายสีเขียว สถานีฉลองรัช สายสีเทา และสิ้นสุดที่สถานีลำสาลี Interchange กับสายสีเหลืองและสีส้ม รวมแล้ว 22 กิโลเมตร จำนวน 20 สถานี และยังเป็นสายที่จะมีทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 คร่อมไปเกือบตลอดแนว เริ่มจากถ.กาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก) ไปตามถ.ประเสริฐมนูกิจ แล้วเข้าสู่ถ.วิภาวดีรังสิต ไปจนถึงทางแยกต่างระดับรัชวิภา ทั้งรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลกับทางด่วนนี้มีแผนก่อสร้างไปพร้อมๆ กันในปี 63-64    จุดเริ่มต้นที่ดีของธุรกิจ อาจหมายถึงโฮมออฟฟิศทำเลดี พื้นที่เหมาะสักหลัง  ภาพรวมโครงการ  ทั้งสองโครงการจะมีความเหมือนกันตรงที่โฮมออฟฟิศของทั้ง 2 Type ใช้แบบเดียวกันค่ะ คือ    Type A 4.5 ชั้น หน้ากว้าง 8 เมตร ที่ดิน 35.5 ตร.วาขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 452 ตร.ม. / 2 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ Type B 4.5 ชั้น หน้ากว้าง 6 เมตร ที่ดิน 25.5 ตร.วา ขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 363 ตร.ม. / 1 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ   จะมีเพียง Type Single Unit ที่จะมีเฉพาะที่โครงการ Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ มีเพียง 8 ยูนิต (ปัจจุบันเหลือ 6 ยูนิต) โดยมีภาพรวมของแต่ละโครงการ ดังนี้   Nirvana @WORK รามอินทรา ที่ดินโครงการทั้งหมด 9-0-39.1 ไร่ 61 ยูนิต ขนาดที่ดิน 25.5-53.5 ตารางวา รั้วโครงการสูงกว่า 6 เมตร ถนนภายในโครงการกว้าง 12-16 เมตร มีที่จอดรถส่วนกลางรองรับได้ 197 คัน ใช้ระบบ Key Card ตรงทางเข้า-ออก ติดตั้ง CCTV รอบโครงการ 10 ตัว และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชม. ราคา 14.5–25 ล้านบาท   Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ ที่ดินโครงการทั้งหมด 7-1-76 ไร่ ไม่รวมพื้นที่นอกจัดสรร 48 ยูนิต รั้วโครงการสูงกว่า 6 เมตร ถนนภายในโครงการกว้าง 12-16 เมตร มีที่จอดรถส่วนกลางรองรับได้ 154 คัน ใช้ระบบ Key Card ตรงทางเข้า-ออก ติดตั้ง CCTV รอบโครงการ 10 ตัว และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชม. ราคา 15–35 ล้านบาท      ชมโครงการ ครั้งนี้เราเข้ามาชมโฮมออฟฟิศตัวอย่างกันที่ Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ เพราะจะมีให้ชมครบทั้ง 3 Type ซึ่งทั้ง 2 โครงการปัจจุบันมีหลายออฟฟิศที่เริ่มเข้ามาอยู่กันแล้วนะคะ บรรยากาศภายในโครงการไม่วุ่นวาย ที่จอดรถจะล็อคหน้าออฟฟิศไว้ให้แยกกันแต่ละหลัง แต่ก็มีที่จอดส่วนกลางให้มาด้วยเยอะพอสมควรค่ะ โดยโฮมออฟฟิศแต่ละหลังจะขายแบบบ้านเปล่า มีการติดตั้งปั๊มน้ำ แทงค์น้ำ และ VDO Door Phone ติดให้ชั้นที่ 2 สามารถมองเห็นหน้าพร้อมคุยกันกับผู้มาติดต่อได้เลยจากกล้องที่ติดอยู่หน้าประตูออฟฟิศ      Type B 4.5 ชั้น หน้ากว้าง 6 เมตร พื้นที่ใช้สอย 363 ตร.ม. 1 Bedroom 4 Bathroom 2 Parking lots  เริ่มกันที่ Type B ขนาดเริ่มต้น แต่ขนาดไม่ใช่น้อยเลยค่ะ เพราะหากตกแต่งตามแบบหลังตัวอย่างออกมากแล้ว ก็จะสามารถรองรับพนักงานได้ประมาณ 20-25 คน เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตกแต่งของแต่ละบริษัท นั่นหมายความว่าอาจสามารถรองรับพนักงานได้มากกว่า 25 คน ค่ะ โดยจะเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการพื้นที่โล่งๆ ไม่เน้นการกั้นห้องแยก เช่น งานสถาปนิก งานออกแบบต่างๆ       หน้าโฮมออฟฟิศทุกยูนิตจะติดตั้งกล้องพร้อม Speaker เอาไว้ด้านหน้าสำหรับผู้มาติดต่อสื่อสารไปยังด้านในออฟฟิศที่สามารถมองเห็นหน้าและเสียงได้โดยไม่ต้องเดินลงมา เพื่อความปลอดภัยอีกขั้นหนึ่ง   ชั้นแรก เพดานสูงถึง 5.8 เมตร พื้นปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ตรงกลางชั้นตามบ้านตัวอย่างจะกั้นเป็นห้องประชุม รองรับได้ประมาณ 10 ที่นั่ง    ชั้นลอยเพดานจะดรอปลงมาเล็กน้อยที่ 2.4 เมตร มีพื้นที่ว่างสำหรับกั้นเป็นห้องทำงานตามแบบบ้านตัวอย่างนี้ หรือจะใช้เป็นพื้นที่อื่นๆ ได้ค่ะ เช่น ห้องเก็บของ ห้องประชุม ส่วนบันไดใช้แบบโครงเหล็ก ใช้ไม้ประสานวางเป็นลูกนอน แต่จะไม่มีลูกตั้ง ข้อดีคือทำให้ดูโปร่ง บวกกับกระจกด้านหน้า-หลังออฟฟิศ จะทำให้แสงสว่างส่องเข้ามาอย่างทั่วถึง ไม่มีจุดอับทึบ   ชั้น 2-3 จะได้ความสูงของเพดานประมาณ 2.6-2.8 เมตร  วัสดุพื้นใช้ไวนิลลายไม้ ห้องน้ำวางไว้ด้านในสุดใกล้กับบันได ซึ่งจะมีการติดตั้งสุขภัณฑ์ภายในมาให้พร้อมใช้งาน      ชั้นบนสุดกั้นห้องนอนให้ แล้วตกแต่งให้เหมือนกับเป็นที่อยู่อาศัย แต่ถ้าเจ้าของโฮมออฟฟิศไม่ได้ใช้พักอาศัยก็สามารถเพิ่มพื้นที่ออฟฟิศได้อีก 1 ชั้น  หรือจะจัดเป็น Canteen ของออฟฟิศ เพื่อให้ช่วงกลางวันได้มีโอกาสมานั่งพักผ่อนทานข้าว พูดคุยแบบสบายๆ กัน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีนะคะ   พื้นที่ใช้สอยกว้างๆ ออกแบบได้ทุกความต้องการ Type A 4.5 ชั้น หน้ากว้าง 8 เมตร พื้นที่ใช้สอย 452 ตร.ม. 2 Bedroom 5 Bathroom 3 Parking lots  ขยับไซส์ขึ้นมาที่ Type A ค่ะ ซึ่งจะได้หน้ากว้างขึ้น ที่จอดรถหน้าออฟฟิศเพิ่มขึ้น และติดตั้งลิฟท์ Mitsubishi มาให้ด้วย โดยเฉพาะราคาลิฟท์ก็อยู่ที่ 1 ล้านบาท พร้อมประกันการดูแลรักษาให้ 1 ปี หลังจากนั้นก็จะมีค่าซ่อมบำรุงลิฟท์ประมาณ 10,000 บาท/ปี โดยถ้าตกแต่งตามหลังตัวอย่างก็สามารถรองรับพนังงานได้ตั้งแต่ 25-30 คน หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับการตกแต่ง       สำหรับ Type นี้จะถูกตกแต่งเหมือนยกคาเฟ่มาไว้ในโฮมออฟฟิศ ด้วยการวาง Coffee Bar ยาว พร้อมโต๊ะสำหรับนั่งทำงานไป ดื่มกาแฟไปบนชั้นลอย การจัดพื้นที่ลักษณะนี้เหมาะกับธุรกิจที่อยากจะมีการเปิด Workshop รองรับลูกค้าเข้ามาร่วมกิจกรรม หรือเป็นพื้นที่ให้พนักงานได้มา joy มา share กันได้ ส่วนหลังสุดภายในตัวบ้านเหมาะสำหรับการวางเคาน์เตอร์ครัว เพื่อให้พร้อมต่อการเตรียมอาหาร และล้างได้สะดวก   บันไดชั้นล่างถูก Built in เพิ่มเติมให้เป็นขั้นบันไดเต็มผนังสองข้าง ให้ Feeling ของห้องประชุมสไตล์ Start Up แบบเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถมองเห็นและรับฟังกันได้ทั้งทีม แต่สำหรับตัวบ้านจริงที่จะได้ มีบันไดส่วนซ้ายมือพร้อมติดราวบันไดเหล็กโปร่งเท่านั้นนะคะ   ชั้นลอยบริเวณห้องประชุมนี้เป็นการต่อเติมเพิ่มพื้นที่ขึ้นมา โดยมีการทำคานเอาไว้รองรับสำหรับการทำห้องเพิ่มแบบนี้ไว้อยู่แล้ว แต่หากเป็นหลังจริงตรงนี้จะเป็นพื้นที่โล่ง Double volume สูงขึ้นมาจากชั้นล่าง     ชั้น 2 บ้านจริงจะเป็นพื้นที่โล่ง แต่มีเสาคานอยู่ 2 ต้น หากอยากจะกั้นเป็นห้องตามแบบบ้านตัวอย่างก็สามารถทำได้ง่าย และยังมีพื้นที่ตรงกลางเป็น Double volume มองเห็นชั้น 3 ส่วนห้องน้ำจะถูกวางเอาไว้ด้านหลังลิฟท์ใกล้กับบันได   ชั้น 3 ถูกแบ่งเป็น 2 ห้อง กระจกผนังด้านข้างของทั้ง 2 ห้องที่เห็นนี้ บ้านจริงจะกั้นด้วยเหล็กโปร่งแทนค่ะ   ชั้นบนสุดถูกตกแต่งออกมาให้เป็นเหมือ้นที่พักผ่อนส่วนตัวที่มีช่องแสงธรรมชาติช่วยประหยัดพลังงาน โดยชั้นบนสุดของบ้านตัวอย่างหลังนี้จะถูกจัดให้เหมือนกับอยู่ในคอนโดมิเนียมระดับ Hi-End แบบ 2 Bedroom กว้างๆ หนึ่งยูนิต มีทั้ง Living Room, Dining Room และสามารถ Built in ครัวเปิด ได้ด้วย และยังคล้ายกับการได้ Private lift ถึงชั้นบนห้องส่วนตัวนี้ด้วยค่ะ   เปิดมุมมองใหม่ เปิดไอเดีย สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ไม่รู้จบType Single Unit 4 ชั้น หน้ากว้าง 11 เมตร พื้นที่ใช้สอย 517 ตร.ม. 1 Bedroom 7 Bathroom 6 Parking lots  ยูนิตพิเศษที่มีเฉพาะในโครงการ Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ อยู่พื้นที่ด้านหน้าของโครงการโฮมออฟฟิศพื้นที่ใกล้เคียงบ้านเดี่ยวในแบบ Independent Unit ความเป็นส่วนตัวสูง เพราะไม่ต้องแชร์ผนังกับใคร มีรั้วไฟฟ้าหน้าออฟฟิศ ติดตั้งลิฟท์ Mitsubishi มาให้ พร้อมกับ VDO Door Phone เพื่อการมาติดต่อกับออฟฟิศเป็นไปได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด โดย Single Unit จะเน้นงานดีไซน์ทางสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใครในความเป็น Modern ด้วยการซ่อนบันไดไว้ด้านข้างแยกออกจากพื้นที่ใช้สอยภายใน ตั้งแต่ลานจอดรถไปจนถึงชั้นบนสุด เหมาะสำหรับออฟฟิศที่เน้นดีไซน์สวย ต้อนรับลูกค้าได้บ่อยๆ ปัจจุบันมียูนิตที่ทำการปล่อยเช่าได้ราคาประมาณ 120,000 บาท/เดือน ได้พื้นที่รอบบ้านทั้งด้านข้างและหลังบ้านที่กว้างเป็นพิเศษ จนสามารถจัดเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกันภายในออฟฟิศหรือต่อเติมเพิ่มพื้นที่ใช้สอยออกไปได้   เปิดประตูด่านแรกของออฟฟิศเข้าไปก็จะพบลิฟท์ด้านข้าง ตรงกลางพื้นที่สามารถจัดเป็นเคาน์เตอร์ Reception และลึกเข้าไปจากข้างลิฟท์วางห้องน้ำเอาไว้ตำแหน่งเดียวกันทุกชั้น ซึ่งภายในห้องน้ำนั้นจะแบ่งห้อง shower กับห้องที่เป็นโถสุขภัณฑ์   ชั้นที่ 2-3 พื้นที่ใช้สอยภายในแนวลึก ซึ่งข้อดีของพื้นที่แนวลึกนั่นคือสามารถจัดวางโต๊ะทำงานได้ง่าย ลงตัวเป็นสัดส่วนมากกว่า โดยหากเลือกขึ้นบันไดจากด้านข้างลานจอดรถขึ้นมาก็จะพบกับระเบียงหน้าบ้าน ผนังด้านข้างเป็นหน้าต่างกระจกสไลด์บานใหญ่ และมีตัว VDO Door Phone ที่ฉายให้เห็นผู้ที่มาติดต่อทางหน้าบ้านติดตั้งมาไว้ให้ด้วย         ชั้นบนสุดยังคงถูกตกแต่งออกมาให้เป็นพื้นที่พักอาศัยส่วนตัวค่ะ มีการกั้นห้องนอนเอาไว้ 1 ห้อง ห้องน้ำอีก 1 และพื้นที่กลางสำหรับจัดเป็น Living Room สำหรับเจ้าของออฟฟิศ ที่สามารถเป็นเจ้าของออฟฟิศทำเลดีสักแห่งไปพร้อมๆ กับมีที่อยู่อาศัยของตัวเองไปด้วย ไม่ต้องผ่อนบ้าน 2 ต่อทำให้มีภาระเพิ่ม เพราะยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไร ความสำเร็จก็จะยิ่งมาถึงเร็วเท่านั้น   แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นออฟฟิศ แต่ในเรื่องของงานดีไซน์ และพื้นที่ใช้สอยกว้างๆ ก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นเนอวานา ไดอิ เอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของทำเลที่มีความสำคัญมาก ไม่แพ้เรื่องอื่น เพราะการติดต่อกันทางธุรกิจ และความสะดวกในการเดินทางของพนักงานก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามไป ซึ่งทั้ง 2 โครงการก็สามารถวางทำเลได้เหมาะสม ประกอบกับดีไซน์ในทุกแง่มุมของชีวิตวัยทำงานที่ต้องพร้อมลุยทุกสถาณการณ์เพื่อเติบโตจากเมล็ดพันธุ์กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไปที่ Nirvana @WORK #createyourownculture @work      โครงการ Nirvana @wok รามอินทรา http://nirvana.bz/ATWORK-RM-RYL โครงการ Nirvana @wok ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์  nirvana.bz/ATWORK-LP-RYL