Tag : News

2400 ผลลัพธ์
บิ๊กอสังหาฯ มาเลเซียประกาศร่วมลงทุนโครงการ “ณ รีวา” คอนโดฯ พรีเมียม ถนนเจริญนคร มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท

บิ๊กอสังหาฯ มาเลเซียประกาศร่วมลงทุนโครงการ “ณ รีวา” คอนโดฯ พรีเมียม ถนนเจริญนคร มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท

กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากประเทศมาเลเซีย Paramount Corporation Berhad ร่วมลงทุนโครงการอสังริมทรัพย์ไทย โดยเข้าถือหุ้น 49% ในบริษัท ณวรางค์ เจริญนคร จำกัด เจ้าของโครงการ “ณ รีวา” ถนนเจริญนคร โครงการที่พักอาศัยแนวสูงระดับพรีเมียม มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท ที่กำลังเตรียมเปิดตัวโครงการภายในเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้   การพัฒนาโครงการ ณ รีวา อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ณวรางค์ เจริญนคร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด ถือหุ้น 51% และ Paramount Corporation Berhad ถือหุ้น 49% โดยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีพิธีฉลองความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการลงทุนร่วมโครงการ ณ รีวา เจริญนคร ระหว่าง บริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด โดย นายอภิภู  พรหมโยธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Paramount Corporation Berhad โดยนายเจฟเฟรย์  จิว  (Mr.Jeffrey Chew) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มพาราเมาท์ คอร์ปอเรชัน  เบอร์ฮาด ประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่าดีลนี้เป็นข้อบ่งชี้สำคัญสำหรับทั้งสองฝ่ายที่ต่างให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในประเภทที่พักอาศัยแนวสูงระดับพรีเมียมถึงไฮเอนด์ รายละเอียดโครงการ ณ รีวา เพิ่มเติม Na Reva Charoennakhon ข่าวอื่นๆ จาก NAVARANG ASSET “ณ วีรา พหลฯ-อารีย์” แอคทีฟแบบชีวิตติดเมือง “ณวรางค์ แอสเซท” กางแผน 3 ปี ผุดโปรเจ็คต์ใหม่กว่า 5,000 ล้าน จับตาราคาที่ดิน “อารีย์-พหลโยธิน” พุ่ง รับ New CBD
Booking.com เปิดตัวรถบัสพักได้สไตล์ไทยแลนด์ หนึ่งเดียวของโลก

Booking.com เปิดตัวรถบัสพักได้สไตล์ไทยแลนด์ หนึ่งเดียวของโลก

Booking.com เปิดตัว Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้ ที่พักแปลกใหม่โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบไทย เตรียมเปิดให้พักคืนเดียวเท่านั้น ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ ที่ เอเชียทีค ริเวอร์ฟอร์น      นางสาวมิเชล เกา ผู้จัดการประจำภูมิภาคของ Booking.com  เปิดเผยว่า จากความนิยมเข้าพักในที่พักแปลกใหม่ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรายงานล่าสุดของ Booking.com ที่ชี้ว่า นักเดินทางจำนวนมากขึ้นกำลังมองหาที่พักแปลกใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการที่อยากจะลองประสบการณ์การเข้าพักในที่พักรูปแบบต่างๆ     โดยนักเดินทางชาวไทยมากกว่า 2 ใน 5 (42%) วางแผนจะเข้าพักในที่พักที่มีเอกลักษณ์อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการหาแรงบันดาลใจให้ตัวเองแล้ว ผู้เดินทางยังต้องการทำให้คนรอบตัวรู้สึกประทับใจไปกับตัวเลือกของที่พักในรูปแบบแปลกใหม่ ที่สามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองของผู้เข้าพักได้   Bangkok Booking Bus จะเปิดให้จองบน Booking.com ที่เดียวเท่านั้น และเข้าพักได้เพียง 1 คืน สำหรับผู้เข้าพัก 2 ท่าน นับเป็นประสบการณ์สุดพิเศษครั้งหนึ่งในชีวิต ที่บริเวณลานจอดรถ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ แหล่งรวมไลฟ์สไตล์และความบันเทิงยามค่ำคืนที่หลากหลาย ทำให้การเข้าพักครั้งนี้น่าประทับใจไม่มีวันลืม     โดย Bangkok Booking Bus จะเปิดให้เข้าพักได้ในวันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับการเข้าพัก 1 คืน ต่อผู้เข้าพัก 2 ท่าน โดยสามารถทำการสำรองที่พักได้ในวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป โดยจะให้สิทธิ์ในการเข้าพักตามลำดับของผู้ที่จองเข้าพักก่อน สามารถจองที่พักบนรถบัสพักได้ที่เว็บไซต์ของ www.Booking.com ที่เดียวเท่านั้น   ด้วยพันธกิจที่ต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่พักที่หลากหลายทั่วโลกได้ง่ายดายขึ้น เราภูมิใจที่จะนำเสนอ Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นไทย ใจกลางกรุงเทพฯ   หลังจากที่แขกผู้โชคดีได้เข้าพักที่รถบัสพักได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว Booking.com จะส่งมอบรถบัสพักได้ดังกล่าวให้กับ Local Alike ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคมสัญชาติไทยด้านการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาชุมชน และยังเป็นสตาร์ทอัพในโครงการ  Booking Booster ปี 2560 ซึ่ง Local Alike จะนำรถบัสพักได้ไปใช้งานเพื่อสานต่อความยั่งยืนต่อไป   วิธีการสำรองที่พัก Bangkok Booking Bus รถบัสพักได้คันแรกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นไทยเข้าไปที่ Booking.com ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป เพื่อลุ้นเข้าพักใน Bangkok Booking Bus ซึ่งราคาพักของ Bangkok Booking Bus ต่อคืนราคา 2,020 บาท (รับเงินคืนหลังจากเช็ค-เอาท์)
โกลเด้นแลนด์ กวาดรายได้และกำไร โตสวนกระแสตลาดชะลอตัว

โกลเด้นแลนด์ กวาดรายได้และกำไร โตสวนกระแสตลาดชะลอตัว

โกลเด้นแลนด์ เผยผลประกอบการปี 2562 ทำรายได้รวม 17,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% พร้อมทำกำไร  2,085 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3%  เหตุทุกธุรกิจเติบโตถ้วนหน้า ทั้งที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า ส่วนปี 2563 เดินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ฝ่าวิกฤตตลาดชะลอตัว   นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า บริษัทมีรายได้หลักจากการขายอสังหาริมทรัพย์รวม 15,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,268 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยประสบความสำเร็จทั้งโครงการใหม่ที่เริ่มเปิดขายและโอนในระหว่างปี 2562 รวมถึง โครงการเดิมที่ยังขาย และโอนได้อย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายบ้านนีโอโฮม ราคา 5-8 ล้านบาท มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงยอดขายจากการขยายโครงการไปต่างจังหวัด     ในขณะที่รายได้ค่าเช่าและรายได้อื่นๆ งวด 12 เดือน (1 มกราคม 2562  – 31 ธันวาคม 2562) มีรายได้รวม 1,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากการให้เช่าในอาคารสำนักงาน  ที่บริษัทบริหารพื้นที่ มีอัตราการเช่าสูงกว่า 95% ทุกอาคาร และมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจโรงแรม   ส่วนโครงการสามย่านมิตรทาวน์ที่แล้วเสร็จในปีที่ผ่านมา  ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ มีอัตราการเช่าแล้ว 95% ส่วนพื้นที่อาคารสำนักงาน มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์ มีอัตราการเช่าแล้ว 75% มีผู้เช่าทยอยเข้าตกแต่ง  และส่วนที่พักอาศัย ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์ มีอัตราการขายสิทธิการเช่า 75% และทริปเปิ้ล วาย โฮเทล ที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 45%   “จากผลประกอบการรอบ 12 เดือน ปี 2562 ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า เรายังทำได้ดีตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลจากการเลือกพัฒนาโครงการบนทำเลที่มีความต้องการต่อเนื่อง และราคาสินค้าตอบโจทย์กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้า แม้ว่าจะเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัยภายนอกที่กระทบกับตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะ 6 เดือนสุดท้ายของปี 2562 ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมเข้มสินเชื่อ LTV”     ขณะที่ทิศทางของโครงการเชิงพาณิชย์ ตลาดอาคารสำนักงานยังไปได้ดี สะท้อนจากอัตราการเช่าพื้นที่ทุกอาคารของโกลเด้นแลนด์ และอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งใหม่ล่าสุดในโครงการสามย่านมิตรทาวน์ มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์ ที่มียอดผู้เช่าในสัดส่วนที่สูง แม้ว่าอาคารจะเพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ที่ยังคงมีผู้ใช้บริการสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา และมีอัตราผู้เช่าสูงตามเป้าหมาย   สำหรับภาพรวมธุรกิจในปี 2563 ในส่วนของธุรกิจที่อยู่อาศัย โกลเด้นแลนด์ได้มีการปรับกลยุทธ์ให้เติบโตอย่างระมัดระวัง ในการฝ่าภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว เช่น การบริหารค่าใช้จ่ายในการขาย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและใช้ทรัพยากร บริษัทฯ คาดการณ์การแข่งขันในปีนี้จะยังรุนแรงเช่นเดิมโดยเฉพาะตลาดบ้านแนวราบ จากการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายหันมาให้ความสำคัญกับตลาดนี้แทนที่ตลาดคอนโดมิเนียม   ส่วนธุรกิจเชิงพาณิชย์ อาคารสำนักงานที่อยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก ติดรถไฟฟ้าจะยังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้เช่าภาคธุรกิจต่างๆ ส่วนธุรกิจศูนย์การค้าใจกลางเมือง นอกจากร้านค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการแล้ว การจัดอีเวนท์อย่างต่อเนื่องก็จะดึงกลุ่มลูกค้าได้ดี   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง “สามย่านมิตรทาวน์” เปิดพื้นที่ 24 ชั่วโมง ให้คนกรุงใช้ชีวิตทั้งวันทั้งคืน “กิน ดื่ม ทำงาน และออกกำลังกาย” 19 ร้านคอนเซ็ปต์ “ใหม่” ในสามย่านมิตรทาวน์ [PR News] โกลเด้นแลนด์ เปิดอาณาจักร GOLDEN EMPIRE แจ้งวัฒนะขายหมดภายใน 2 วัน เปิด 5 ไฮไลท์ “MITRTOWN OFFICE TOWER” ออฟฟิศให้เช่า พระราม 4 5 เหตุผล “โกลเด้นแลนด์” ปักหมุดเชียงรายปั้น โกลเด้น เอ็มไพร์ 2,600 ล้าน
“แลนดี้ โฮม” ชู 4  กลยุทธ์บุกตลาดรับสร้างบ้าน สู่เป้าหมายยอดขาย 2,000 ล้าน

“แลนดี้ โฮม” ชู 4 กลยุทธ์บุกตลาดรับสร้างบ้าน สู่เป้าหมายยอดขาย 2,000 ล้าน

แลนดี้ โฮม บริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ในตลาดมากว่า 30 ปี ในปีนี้ได้เตรียมวางแผนเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หลังจากปีที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ 1,800 ล้านบาท เติบโตจากปี 2561 ที่ทำยอดขายได้ 1,550 ล้านบาท   ส่วนในปีนี้วางเป้าหมายการเติบโต 15% หรือมียอดขาย 2,000 ล้านบาท ถือเป็นการทำธุรกิจท่ามกลางการแข่งขัน และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงสภาพตลาดรับสร้างบ้าน ซึ่งมีมูลค่า 12,000 ล้านบาท  ที่ปีนี้คาดว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัวด้วยเช่นกัน โดยมีทีมผู้บริหารที่จะเข้ามาขับเคลื่อนองค์กร เป็น 3 พี่น้องตระกูล "มณีรัตนะพร" บุตรของนายพิเชษฐ์ มณีรัตนะพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด ได้แก่ นางสาวพรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขาย นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์​ และนายพานิช มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้างและบริหารสำนักงาน สำหรับแนวทางสร้างการเติบโตของ “แลนดี้ โฮม” ในปี 2563 เพื่อสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ มีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ 1.ขยายตลาดกลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาทและราคา 15-40 ล้านบาท ปัจจุบัน “แลนดี้ โฮม” มีการทำตลาดบ้าน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาท สัดส่วน 40% ของยอดขาย กลุ่มราคา 5-15 ล้านบาท สัดส่วน 20% และกลุ่มระดับราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป สัดส่วน 40% ซึ่งปีนี้บริษัทจะเน้นการทำตลาดใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาท เนื่องจากมีอัตราการเติบโตที่ดี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40% จากปี 2561 ที่มีสัดส่วน 30% และกลุ่มระดับราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มบ้านลักชัวรี่ ที่พบว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถทำยอดขายในปีที่ผ่านมา 200 ล้านบาท ในปีนี้วางเป้าหมายเพิ่มยอดขายเป็น 400 ล้านบาท 2.เพิ่มบ้านไซส์เล็ก พร้อมปรับราคากลุ่ม Trendy Home  โดยในปีนี้ได้เพิ่มแบบบ้านในกลุ่ม Trendy Home ระดับราคา 2 ล้านบาทต้นๆ พื้นที่ 100 ตารางเมตรมากขึ้น จากเดิมเป็นบ้านระดับราคา 2 ล้านปลายๆ ในขนาดพื้นที่ 150 ตารางเมตร เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด 3.เสริมเทคโนโลยีช่วยงานขาย-การก่อนสร้าง ที่ผ่านมาบริษัทใช้แอปพลิเคชั่น เข้ามาช่วยในด้านการขายสินค้า ทำให้ลูกค้าเห็นแบบบ้านที่มีกว่า 300 แบบ ในปีนี้ได้เตรียมเพิ่มระบบ VR (Virtual Reality) เพื่อใช้ในสาขาทั้ง 8 แห่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้ลูกค้าได้เห็นภาพจำลองของบ้านเสมือนจริง และยังสามารถปรับแต่งบ้านในแบบที่ตนเองต้องการได้ด้วย ขณะที่งานด้านการก่อสร้าง ได้พัฒนาระบบ Workflow โปรแกรมการติดตามงานแบบอัจฉริยะ เพื่อใช้สำหรับให้ลูกค้าติดตามงานก่อสร้าง และบริษัทสามารถบริหารจัดการด้านงานก่อสร้างได้ตลอดเวลา และทุกไซส์งานก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาด้านความล่าช้า และสามารถแก้ไขปัญหาความผิดพลาดได้เร็วขึ้น 4.สร้างแบรนด์และเพิ่มการทำตลาดมากขึ้น ในปีนี้บริษัทเพิ่มงบการตลาดเป็น 50 ล้านบาท ซึ่งจะทำการตลาดและการสื่อสารการตลาดครบวงจร ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งสื่อออนไลน์  และสื่อออฟไลน์ เป็นการสร้างการรับรู้ในแบรนด์แลนดี้โฮม เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักในฐานะบริษัทรับสร้างบ้านที่ทันสมัย จากก่อนหน้านี้บริษัทพบว่า แบรนด์แลนดี้โฮม ผู้บริโภครู้จักว่าเป็นบริษัทรับสร้างบ้านมากถึง 80%  ในปีนี้จึงวางแผนสร้างแบรนด์ เพื่อเป้าหมาย Top of mind เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มทีมงาน งานมากขึ้น เพื่อรองรับกับการบริการลูกค้า นางสาวพรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเดินหน้ารุกตลาดรับสร้างบ้านให้ครบทุกเซ็กเมนต์ ผ่านการทำ Digital Transformation คาดว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 10% จากปีที่ผ่านมา
ตลาดอสังหาฯ จะไปต่ออย่างไร หลังปลดล็อค LTV หนุนตลาดโตเพิ่มแค่ 0.8%

ตลาดอสังหาฯ จะไปต่ออย่างไร หลังปลดล็อค LTV หนุนตลาดโตเพิ่มแค่ 0.8%

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงการณ์ปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับ ดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่แม้จะครอบคลุมถึง การกู้ซื้อ ที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา แต่ ธปท. ได้มุ่งผ่อนปรนให้กับการกู้ซื้อที่เป็นสัญญาที่ 1 และ 2 เป็นหลัก   สำหรับการกู้ที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่ เกิน 10 ล้านบาท ผู้กู้ซื้อบ้านในสัญญาที่ 1 สามารถกู้เงินเพิ่ม 10% เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายที่จาเป็นต่อการอยู่ อาศัย เช่น ค่าตกแต่งที่อยู่อาศัยได้ ขณะที่ผู้กู้ในสัญญาที่ 2 ที่ผ่อนหลังแรกเกิน 2 ปี (จากเดิมกาหนด ไว้ที่ 3 ปี) สามารถใช้เงินดาวน์เพียง 10% ส่วนการกู้ที่อยู่อาศัยมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปในสัญญาที่ 1 ธปท. ผ่อนปรนใช้สัดส่วนเงินดาวน์ลดลงจาก 20% เหลือ 10% ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ LTV ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2663 เป็นต้นไป ธปท.ผ่อนปรน LTV เพราะตลาดอสังหาฯ หดตัว 4.5% Krungthai COMPASS มองว่าการหดตัวของตลาดที่อยู่อาศัย และผลประกอบการ ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่แย่ลง คือแรงกดดันสำคัญให้ ธปท. ต้องผ่อนปรนเกณฑ์ LTV หลังจากที่ ธปท. ได้บังคับใช้เกณฑ์ LTV ใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ระบุให้ผู้กู้ ตั้งแต่สัญญาที่ 2 ขึ้นไปต้องเตรียมเงินดาวน์มากขึ้น ได้ส่งผลกระทบให้ตลาดที่อยู่ อาศัยปรับตัวลงอย่างเห็นได้ชัด   โดยมูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล หลังจาก LTV มีผลบังคับใช้ (เมษายน - ตุลาคม 2562) หดตัว 4.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 แบ่งเป็นบ้านจัดสรรที่ยังเติบโตได้ 2% ขณะที่ คอนโดมิเนียมติดลบมากถึง 12% ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อมูลบัญชีสินเช่ือที่อยู่อาศัย ปล่อยใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี2562 จาก ธปท. จะพบว่าการหดตัวของตลาด คอนโดมิเนียมเป็นผลมาจากการกู้ยืมในสัญญาที่ 2 และ 3 ที่ติดลบสูงถึง 26% และ 41% ตามลาดับ ดีเวลลอปเปอร์กำไรวูบ 36% สภาพตลาดที่หดตัวลงก็เป็นภาพใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลประกอบการของ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัวลงเช่นกันโดยหากนับผลประกอบการในช่วงไตรมาส ที่ 2-3 ของผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ พบว่าผู้ประกอบการมี รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์และกำไรสุทธิในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของปี 2562 เท่ากับ 65,017 ล้านบาท และ 10,560 ล้านบาท หดตัว 24% และ 36% จากปีก่อน โดยเป็นการหดตัวที่ครอบคลุมทั้ง 8 ราย ด้วยผลประกอบการที่ออกมา จึงไม่น่าแปลกที่ตัวแทนของสมาคมผู้ประกอบการอสังหาฯ ในกลุ่มต่างๆ ได้เข้าไปหารือกับ กระทรวงการคลัง และส่งสัญญาณให้ธปท. ผ่อนปรนเกณฑ์ LTV อยู่บ่อยครั้ง 3 ผลกระทบจากมาตรการ LTV  Krungthai COMPASS ประเมินเป็นการเบื้องต้น (Initial Assessment) ว่าการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ของธปท. มีโอกาสที่จะส่งผลให้เกิดผลกระทบใน 3 ประเด็น ด้วยกัน คือ ประเด็นที่ 1 Sentiment ของตลาดที่อยู่อาศัยจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะหากนับตั้งแต่ปลายปี 2562 ถึง ต้นปี 2563 ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยล้วน เผชิญหน้ากับปัจจัยบวกใหญ่ๆ ถึง 3 ข่าว ตั้งแต่ 1.การออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ของรัฐบาล เช่น มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง และ มาตรการบ้านดีมีดาวน์ ในช่วงเดือน พฤศจิกายน -ธันวาคม 2562 ต่อด้วย 2.ปลายเดือน ธันวาคม​ 2562 รัฐบาลให้ความชัดเจนเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยระบุให้ที่อยู่อาศัย นั้นเสียภาษีในอัตรา 0.02% 3.การผ่อนเกณฑ์ LTV ของธปท. ในกลางเดือน มกราคม 2563 แสดงให้เห็นว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้ถึงปัญหาที่เกิด ขึ้นกับตลาดที่อยู่อาศัยในปีที่ผ่านมา ประเด็นที่ 2 การผ่อนเกณฑ์ให้ผู้กู้สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท เป็นสัญญาที่ 2 ที่ผ่อนชำระสัญญา 1 มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี สามารถใช้เงิน ดาวน์ 10% ได้ อาจทำให้ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในปี 2563 กลับมาราว 4,500 ล้านบาท จากตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2562 ที่มีโอกาสติดลบ -11% (คิดเป็น มูลค่า 31,480 ล้านบาท) แบ่งเป็นการหดตัวของผู้กู้ในสัญญา 1 ที่ -1% (1,805 ล้าน บาท) สัญญา 2 ที่ -26% (13,466 ล้านบาท) และสัญญา 3 ขึ้นไปที่ -41% (15,700 ล้านบาท) Krungthai COMPASS ประเมินว่าเหตุผลที่ทำให้การกู้ในสัญญาที่ 2 ติด ลบมาจากข้อกำหนดของเกณฑ์LTVเดิมที่ระบุให้ผู้กู้ต้องผ่อนชำระสัญญาที่1มาก่อน เป็นระยะเวลา 3 ปี ถึงจะสามารถใช้เงินดาวน์ 10% ในการกู้ซื้อสัญญาที่ 2 ได้ เกณฑ์ ดังกล่าวส่งผลผู้กู้สัญญาที่ 1 ในช่วงปี 2559-2561 มีความต้องการกู้สัญญาที่ 2 ในปี 2562 ลดลง จากข้อสรุปดังกล่าว Krungthai COMPASS ประเมินว่าการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV จาก 3 ปี ลงมาเหลือ 2 ปี นั้นอาจช่วยให้ความต้องการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในสัญญา ที่ 2 กลับมาได้ประมาณ 1 ใน 3 จากขนาดของการหดตัวทั้งหมดในปี 2562 คิดเป็น มูลค่าเกือบ 4,500 ล้านบาท ซึ่งสามารถเป็น Upside ให้กับตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2563 ได้ราว 0.8% ประเด็นที่ 3 เงื่อนไขที่ผ่อนปรนขึ้น อาจทำให้การลงทุนระยะยาวในคอนโดมิเนียมมีความน่าสนใจมากขึ้นและอาจช่วยทดแทน Demand จากต่างประเทศ ที่ลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาท ในปี 2562 ที่ผ่านมา Krungthai COMPASS พบว่าสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของผู้ซื้อชาวจีนซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่ง ชาวต่างชาติทั้งหมดที่ซื้อคอนโดมิเนียมในไทยหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจาก11%ของ มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของไทยใน มกราคม 2562 เหลือ 8% ในธันวาคม 2562 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าเงินบาทเมื่อเปรียบเทียบกับเงินหยวนในช่วงเวลา เดียวกัน    ได้ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาที่อยู่อาศัยในไทยปรับตัวสูงขึ้นจากวันทำ สัญญาจองโดยเฉลี่ยถึง 9% บทสรุปผลกระทบมาตรการ LTV อย่างไรก็ดี Krungthai COMPASS มองว่าการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ในครั้งนี้ อาจช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการลงทุนคอนโดมิเนียมระยะยาวกลับมาให้ความสนใจ มากขึ้นเนื่องจากการลงทุนคอนโดมิเนียมในไทยที่ให้ผลตอบแทนราว 2.7-6.6%  ก็ ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของการลงทุนในยุคดอกเบี้ยต่ำของคนไทย ประเด็นนี้อาจ ช่วยทดแทน demand จากต่างประเทศโดย จีนที่ลดลง Krungthai COMPASS มองว่าตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2563 จะได้รับประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะ มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง ซึ่งทำให้มีโอกาสที่ตลาดจะกลับมาฟื้นตัวได้ 5.5% จากปีก่อนหน้า โดยมีการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ของธปท. เป็น Upside สำคัญที่อาจทำให้อัตราการเติบโตของตลาดเร่งขึ้นไปได้อีก 0.8%        
สิงห์ เอสเตท ลงทุนกว่า 73,000 ล้าน เดินหน้า 4 ธุรกิจหลัก สร้างรายได้ 30,000 ล้านในปี 2567

สิงห์ เอสเตท ลงทุนกว่า 73,000 ล้าน เดินหน้า 4 ธุรกิจหลัก สร้างรายได้ 30,000 ล้านในปี 2567

"สิงห์ เอสเตท" ดำเนินธุรกิจมาถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาจาก บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในช่วงปี 2557     โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานในธุรกิจที่อยู่อาศัย อาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยพลาดจากเป้าหมายไปประมาณ 30% คาดว่าจะทำรายได้ประมาณ 7,500 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมในปี 2562 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมน่าจะทำได้ 16,000 ล้านบาท   สิงห์เอสเตท ตั้งเป้าทำรายได้ 20,000 ล้าน อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 สิงห์ เอสเตท คาดว่าจะกลับสร้างการเติบโต พร้อมกับเป้าหมายการทำรายได้ 20,000 ล้านบาท ซึ่งมีแผนการดำเนินธุรกิจในกลุ่ม คือ   1.แผนการเปิดโครงการใหม่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการคอนโดมิเนียมจะมีแบรนด์ใหม่ 2 โครงการ และโครงการแนวราบจะมีแบรนด์ใหม่ 3 โครงการ และมีเป้าหมายยอดขาย 8,000 ล้านบาท พร้อมกับรับรู้รายได้จากการโอนโครงการเอส 36 จากแบ็กล็อกที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท   2.ธุรกิจคอมเมอร์เชียล หรืออาคารสำนักงาน จะเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลที่เหมาะสม โดยไม่เน้นทำเลใจกลางเมืองเป็นหลัก ส่วนธุรกิจโรงแรมยังคงขยายอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนใช้เงินลงทุนปีนี้ 5,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและซื้อกิจการในส่วนอาคารสำนักงานและโรงแรม   3.การรับรู้รายได้จากโครงการในมัลดีฟส์มูลค่า 2,000 ล้านบาท เนื่องจากโรงแรมในโครงการคอรสโร้ดส์ เฟสแรก ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ   4.การขยายธุรกิจใหม่ ที่สร้างความยั่งยืนและช่วยเหลือสังคม ได้แก่ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Business)   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้จะเป็นปีที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายรายได้ 20,000 ล้านบาท หลังจากทำตามเป้าหมาย การพัฒนาบริษัทเป็นโกลบอลคอมปานี ได้สำเร็จมา 3 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นมากมีมูลค่าสินทรัพย์ถึง 67,000 ล้านบาท และตามแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2567 สินทรัพย์น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านบาท   ส่วนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ มีปัจจัยที่ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ มี 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ปัญหาไข้หวัดโคโรน่า ซึ่งผลกระทบจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการแพร่ระบาด แต่คาดว่าจะมีระยะเวลาการแพร่ระบาดไม่นาน และ 2.ปัญหาการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี จะดำเนินการได้ตามแผนหรือไม่ ส่วนปัจจัยบวกสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในภาวะ ค่าเงินบาทหากอ่อนค่ากกว่านี้ ในระดับ 35 บาทต่อดอลล่าห์  จะส่งผลบวกต่อตลาดนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเข้ามาเพิ่มมากขึ้น แผน 5 ปี “สิงห์เอสเตท” ลงทุนกว่า 73,000 ล้าน 5 ปีข้างหน้า จะมุ่งขยายใน 3 แกนหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจคอมเมอร์เชียล ด้วยงบลงทุนรวม 68,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะขยายธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจอสังหาฯ ด้วย โดยเป็นธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณการลงทุนประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท รวมงบประมาณการลงทุนทั้ง 4 กลุ่มประมาณ 73,000-74,000 ล้านบาท แบ่งเป็น   1.ธุรกิจที่อยู่อาศัย เตรียมลงทุน 37,500 ล้าบาท เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 30 โครงการ   2.ธุรกิจคอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า เตรียมลงทุน 8,500 ล้านบาท เพื่อพัฒนา 4 โครงการ ซึ่งอาจจะซื้อหรือพัฒนาขึ้นใหม่ แต่บริษัทต้องการซื้อโครงการมาพัฒนาต่ำ เนื่องจากได้รับกระแสเงินสดเข้ามาทันที แต่หากพัฒนาขึ้นใหม่ จะมีผลดีในด้านผลตอบแทนที่สูง จากปัจจุบันมีอาคารสำนักงานให้เช่า 3 อาคาร รวม 140,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 ตารางเมตรในอีก 5 ปีข้างหน้า   3.ธุรกิจโรงแรม เตรียมงบประมาณการลงทุน 22,000 ล้านบาท  เพื่อพัฒนาและซื้อโรงแรมมาพัฒนาต่อ 41 แห่ง ในพื้นที่ด้านการท่องเที่ยว  ตามเป้าหมายจะมีโรงแรมรวม 80 แห่ง มีจำนวนห้อง 8,000 ห้อง ภายในปี 2568 จากปัจจุบันมีโรงแรม 39 แห่ง จำนวน 4,647 ห้อง   4.ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เตรียมงบประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท โดยจะร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงาน โดยร่วมกันพัฒนาธุรกิจและสร้างการเติบโต เช่น ธุรกิจพลังงานจากการกำจัดขยะ  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนา “สิงห์ เอสเตท” วางเป้าหมายรายได้ 30,000 ล้าน ตามแผนในระยะ 5 ปี บริษัทวางเป้าหมายรายได้ 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจที่อยู่อาศัย 15,000 ล้านบาท ทั้งโครงการแนวราบและคอนโดฯ  ส่วนธุรกิจคอมเมอร์เชียลและโรงแรม วางเป้าหมายรายได้ 15,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจพลังงานหมุนเวียน อาจจะมีรายได้ไม่มากนัก เพราะบริษัทมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และช่วยเหลือสังคม โดยจะร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนา และสร้างการเติบโต
5 แนวคิดเสนาฯ​ กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตอสังหาฯ  สู้เป้าหมายยอดขาย 11,500 ล้าน

5 แนวคิดเสนาฯ​ กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตอสังหาฯ สู้เป้าหมายยอดขาย 11,500 ล้าน

“SENA” วางแผนธุรกิจปี 2020  ด้วยกลยุทธ์ “HOW TO THINK” 5 แนวคิดพิชิตตลาดอสังหาฯ  เตรียมเปิดเบื้องต้น 10 โครงการ มูลค่ารวม 7,500 ล้านบาท  พร้อมโครงการร่วมทุน กับ “ฮันคิว ฮันชิน” ต่อเนื่อง สู่พอร์ตโครงการแนบราบ​ บุกตลาดครั้งแรก ตั้งเป้ายอดขาย 11,500 ล้านบาท และยอดโอน 10,600 ล้านบาท   ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจปี 2020 ว่า ได้เตรียมเปิดโครงการใหม่ ทั้งหมด 10 โครงการ รวมมูลค่า 7,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวสูง 6 โครงการและแนวราบ 4 โครงการ ตั้งเป้ายอดขาย 11,500 ล้านบาทและเป้ารายได้ 10,600 ล้านบาท โดยวาง 5 แนวคิดหลักในการรุกธุรกิจอสังหาฯปี 2020 เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายและการเติบโตของบริษัท ภายใต้วิสัยทัศน์  “HOW TO THINK”  ได้แก่ 1.Think of Real Demand เจาะตลาดกลุ่มเรียลดีมานด์ บริษัทจะเน้นกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ (Real Demand) คนซื้ออยู่จริง โดยใช้ฐานข้อมูลหลายส่วนมาค้นหาทำเลที่เหมาะสม ทั้งโครงข่ายรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ต้องเลือกสถานีที่เหมาะสม โดยต้องเป็นเขตที่มีแหล่งงาน มีคนอพยพเข้ามาอยู่อาศัย ผังเมืองเหมาะสมและซัพพลายยังไม่มากเกินไป โดยเฉพาะตลาดแนวราบ กลุ่มระดับราคา 3-5 ล้านบาท และแนวสูง ระดับราคา 1- 3 ล้านบาท ยังเป็นระดับราคาที่มีความนิยมและมีกำลังซื้อที่ดี 2.Re Think SENA CORE COMPETENCY IN THE PAST ONTO THE PRESENT การนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ เข้ามาช่วยสร้างบ้านประหยัดพลังงาน การพัฒนาโครงการของเสนา ไม่ได้ตอบสนองกลุ่มลูกค้าในแบบเดิม แต่เพื่อให้เป็นไปตาทเทรนด์ของโลกในยุคปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน การหาพลังงานทดแทน บริษัทจึงได้ได้พัฒนา “หมู่บ้านเสนาโซลาร์” เพราะต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้า มากกว่าแค่การเป็นแค่บ้านประหยัดพลังงานเท่านั้น 3.Think of SENA INNOVATION  “นวัตกรรมและเทคโนโลยี เสนาฯ ได้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้ามาผสมผสานกับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในหลากหลายรูปแบบ  โดยเฉพาะเรื่องของธุรกิจโซลาร์  จึงทำการติดโซลาร์ให้กับทุกโครงการของเสนา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กับการเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ ปัจจุบันมีการติดตั้งให้กับบ้านทุกหลังรวม 400 หลัง ประมาณ 1,000 กิโลวัตต์ 4.Think of SENA Experience “การสร้างประสบการณ์ที่ชัดเจนและแตกต่าง ในภาวการณ์แข่งขันปัจจุบัน จะต้องแข่งขันกันด้วนความแตกต่าง เพราะต้องยอมรับว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การแข่งขันเรื่องราคาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  ตัวแปรที่จะช่วยขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของเสนาให้มีความชัดเจน และมีจุดต่างมากยิ่งขึ้น เสนามี “MADE FROM HER” แนวคิดหลักที่นำความคิดละเอียดหลายชั้นของผู้หญิงมาพัฒนาสินค้าและบริการ ในปีนี้สิ่งที่จะทำเพิ่มเติมคือ การแข่งขันด้านราคาหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะตลาดบ้านเรียลดีมานด์ แต่การแข่งขันด้านราคา ไม่มีความแตกต่างก็ตาย ความต่าง คือประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจากสินค้าเรา โดยราคายังแข่งขันได้   -ให้ความสำคัญกับ Customer Journey ที่มีความแตกต่างของแต่ละเซกเม้นท์ -ปรับแบรนด์พอร์ตโฟลิโอ (Brand Portfolio) สร้างแบรนด์คอนโดใหม่ “SLASH” “SENA KITH” และแบรนด์บ้านใหม่ “SENA VILLE” “SENA VILLAGE” “SENA VELA” “SENA VIVA” เพื่อให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละเซ็กเมนต์ เน้นกลุ่มลูกค้า GEN Y – First Jobber -ดีไซน์เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น 360 องศาให้ทันสมัยและง่ายต่อเข้าถึงข้อมูล 5.Think of Business Model “โมเดลธุรกิจและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง” ปัจจัยสนับสนุนหลักทุกสเต็ปต์ของการเติบโตของเสนาฯ นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่มีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง บริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ คอร์ป ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ในช่วงเวลา 3 ปี ทั้งหมด 9 โครงการ และปีนี้ เสนา ฮันคิว ฮันชิน เตรียมรุกตลาด “ทาวน์โฮม” ร่วมกันเป็นครั้งแรก รวมถึงคอนโดฯ ต่ำกว่าล้านบาท และคอนโดฯ ราคา 1- 1.5 ล้านบาท พร้อมนำแนวคิด Geo fit+ จากญี่ปุ่นมาปรับใช้กับสินค้าและการบริการ นอกจากนี้มีการ จัดตั้งบริษัท ทีเค นวกิจ จำกัด บริษัทรับเหมาก่อสร้างพัฒนาคอนโดฯ โลว์ไรส์ของบริษัท เพื่อควบคุมต้นทุน และระยะเวลาก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เสนาฯ ร่วมกับฮันคิวฯ ทำโครงการร่วมกันมา 13 โครงการ มูลค่า 37,000 ล้านลาท วันนี้โครงการจะไม่อยู่แค่คอนโดฯ แล้ว ต้องไปสู่เรียลดีมาน์ในประเภทอื่นด้วย   อย่างไรก็ตาม ทางเสนาฯ เตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เป็นทั้งโอกาสและวิกฤตต้องปรับตัวให้ทัน Digital Disruption ซึ่งแม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯจะเต็มไปด้วย Perfect Storm (พายุที่สมบูรณ์แบบมากลูกหนึ่ง) แต่ด้วยกลยุทธ์ของบริษัทที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดทุกเรื่อง ศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆตลอดเวลาเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพันธมิตรชั้นนำที่เข้ามามีส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโต จึงทำให้มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอนในปี 2020  
วิเคราะห์ LTV หลักเกณฑ์ใหม่ ดีต่อตลาดอสังหาฯ แค่ไหน-ใครได้ประโยชน์

วิเคราะห์ LTV หลักเกณฑ์ใหม่ ดีต่อตลาดอสังหาฯ แค่ไหน-ใครได้ประโยชน์

นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2563 เป็นต้นไป การปรับหลักเกณฑ์ LTV ใหม่ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีผลบังคับใช้  การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ ธปท. ต้องการสนับสนุนให้ประชาชาชน สามารถกู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงได้ง่ายขึ้น   เพราะดูเหมือนว่าหลังจากการบังคับมาตรการ LTV อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ชะลอตัวลง  แม้ภาครัฐจะออกมาตรการมาช่วยกระตุ้น  แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้ภาพรวมตลาดดีขึ้น   สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่ ของมาตรการ LTV ที่ธปท. ปรับและบังคับใช้นั้น ทางนางสาวนพมาศ ฮวบเจริญ นักวิเคราะห์อาวุโส Evonomiv Intelligenct Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำบทวิเคราะห์เรื่อง การผ่อนปรน LTV ช่วยกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยอย่างจำกัด โดยแนวราบจะได้ประโยชน์มากกว่าคอนโดมิเนียม รายละเอียดหลักเกณฑ์ LTV ใหม่    1.กลุ่มผู้กู้ซื้อบ้านสัญญาแรกราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท สามารถกู้เพิ่มได้อีก 10% ของมูลค่าหลักประกัน เพื่อใช้ซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน หรือสิ่งจำเป็นในการเข้าอยู่อาศัย โดยที่เพดาน LTV ยังคงไว้ที่ 100% ซึ่งผ่อนปรนขึ้นจากเกณฑ์ LTV เดิมที่เริ่มใช้ในเดือนเมษายน 2562  ที่วงเงินกู้สินเชื่อบ้านรวมสินเชื่อ Top-up (สินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ สินเชื่อ Top-up  หมายถึง สินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกัน เช่น เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น) ต้องไม่เกิน 100% ของมูลค่าหลักประกัน   นอกจากนี้ ธปท. ยังได้มีการผ่อนปรนเกณฑ์การคำนวณความเสี่ยงเพื่อคำนวณเงินกองทุนให้กับสินเชื่อบ้านสัญญาแรกด้วย ในกรณีให้สินเชื่อที่วงเงิน 100% ของมูลค่าบ้าน สถาบันการเงินจะคำนวณน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่ 35% สำหรับวงเงินสินเชื่อบ้านสัญญาแรกที่ 100% ของมูลค่าบ้าน และหากมีการให้วงเงิน 10% เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ก็จะใช้น้ำหนักที่ 75% เฉพาะส่วนวงเงิน 10%  แต่หากเป็นเกณฑ์เดิม สถาบันการเงินต้องมีการคำนวณน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงฯ ในวงเงินสินเชื่อทั้งหมดที่ 75%  หากสถาบันการเงิน ให้สินเชื่อในวงเงินมากกว่า 95% ของมูลค่าบ้านแนวราบ หรือ 90% ของมูลค่าคอนโดมิเนียม   รูปเกณฑ์ LTV สำหรับการกู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง ถูกผ่อนปรนให้ใกล้เคียงกับเกณฑ์ LTV เดิม ในช่วงก่อนหน้าเดือนเมษายน 2562 2.กลุ่มผู้กู้ซื้อบ้านสัญญาแรกราคาเกิน 10 ล้านบาท สามารถกู้ได้ที่วงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ 90% ของมูลค่าที่อยู่อาศัย หรือวางเงินดาวน์ขั้นต่ำเพียง 10% จากเกณฑ์เดิมที่ต้องวางเงินดาวน์ 20%   3.กลุ่มผู้กู้ซื้อบ้านสัญญาสองราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ยังคงวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ 80-90% เหมือนเดิม แต่ปรับลดเกณฑ์การเข้าข่ายที่ได้รับ LTV ที่ 90% สำหรับการกู้ซื้อบ้านสัญญาที่ 2 จากเดิมต้องผ่อนชำระสัญญาแรกมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี เป็น 2 ปี รูป ธปท.ผ่อนปรนเกณฑ์การคำนวณความเสี่ยง เพื่อคำนวณเงินกองทุนให้กับสินเชื่อบ้านสัญญาแรกราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท  บ้านแนวราบสัญญาแรก ได้ประโยชน์มากสุด บทวิเคราะห์ได้รายงานว่า ที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบ ได้รับประโยชน์จากมาตรการ  มากกว่าที่อยู่อาศัยแบบคอนโดฯ เพราะจากจำนวนบัญชีสินเชื่อปล่อยใหม่ ของธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) พบว่า ผู้ที่ซื้อบ้านซึ่งเป็นสัญญาแรก หรือบ้านหลังแรกนั้น เป็นประเภทโครงการแนวราบสัดส่วน 70% เป็นคอนโดฯ สัดส่วน 30% หากถ้าพิจารณากลุ่มที่ซื้อโครงการแนวราบ ก็ยังพบว่าเป็นสัญญาแรกเกือบ 90% คนซื้อบ้านแนวราบสัญญา 2 หรือบ้านหลังที่ 2 เพียง 10%  แต่ถ้าพิจารณากลุ่มคนที่ซื้อโครงการคอนโดฯ จะพบว่าเป็นกลุ่มซื้อบ้านสัญญาแรกสัดส่วนน้อยกว่า คือ ประมาณ 75% ที่เหลืออีก 25% เป็นคนซื้อสัญญาที่สอง หรือซื้อเป็นบ้านหลังที่สองนั้นเอง อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากการปรับหลักเกณฑ์ LTV ใหม่ คือ กลุ่มที่อยู่อาศัยในตลาดราคากลาง-ล่าง เนื่องจากเพดานของวงเงินสินเชื่อของกลุ่มซื้อบ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ถูกผ่อนปรน ให้มีระดับใกล้เคียง ก่อนที่มาตรการ LTV จะบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562 ทำให้การซื้อบ้าน ผู้กู้ไม่ต้องเตรียมเงินมากนัก เพราะกลุ่มคนกลุ่มระดับล่าง รวมถึงกลาง-ล่าง มักจะมีเงินออมในระดับต่ำ 2 เหตุผลคนซื้อบ้านสัญญาแรกได้ประโยชน์ 1.เพดานวงเงินสินเชื่อที่มากขึ้น ของการกู้ซื้อบ้านสัญญาแรก เปิดโอกาสให้ผู้กู้ในสัญญาแรก มีโอกาสได้รับเงินสินเชื่อที่มากขึ้น ซึ่งครอบคลุมไปถึงสินเชื่อที่ใช้ซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน 2.ธปท. ไม่ใช่แค่ผ่อนปรนเกณฑ์ LTV เท่านั้น แต่ยังผ่อนปรนเกณฑ์การคำนวณความเสี่ยง เพื่อคำนวณเงินกองทุนให้กับสินเชื่อบ้านสัญญาแรก ของธนาคาพาณิชย์ จึงช่วยลดต้นทุนการสำรองเงินกองทุน  ของธนาคารพาณิชย์ลงได้บ้าง ซึ่งต้นทุนที่ลดลง มีโอกาสส่งผ่านไปสู่ผู้กู้ซื้อบ้านในสัญญาแรกได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่กลุ่มผู้ซื้อมีความเสี่ยงสูง อาจจะไม่ได้รับประโยชน์นี้มากนัก ปรับเกณฑ์ LTV ใหม่ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ น้อย หากพิจารณาภาพรวมของตลาดอสังหาฯ หลังจากการปรับเกณฑ์ LTV ใหม่นั้น บทวิเคราะห์ ระบุว่า มีโอกาสค่อนข้างน้อย ที่ความต้องการที่อยู่อาศัย จะกลับไปเติบโตเหมือนก่อนที่มาตรการ LTV จะบังคับใช้เมื่อต้นเดือนเมษายน 2562 นั่นหมายความว่า การปรับเกณฑ์ LTV ใหม่ช่วงกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งสาเหตุมาจาก 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การปรับเพดาน LTV ครั้งนี้ไม่ได้มีผลต่อกลุ่มที่อยู่อาศัยสัญญากู้ที่สองขึ้นไป ช่วงก่อนที่เกณฑ์ LTV จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2562 ในช่วงปี 2560-2561 ตลาดที่อยู่อาศัยขยายตัวดี  ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวสูงของที่อยู่อาศัยสัญญากู้ที่สองขึ้นไป ซึ่งธปท. มองว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่กู้ซื้อเพื่อการเก็งกำไรหรือการลงทุนมากกว่าเพื่ออยู่จริง เนื่องจากข้อมูลของ ธปท. พบว่ามากกว่าครึ่งของผู้กู้ซื้ออาคารชุดสองสัญญาพร้อมกันมีระยะห่างระหว่างสัญญาแรกและสองไม่ถึง 1 ปี ทำให้ ธปท. ยังคงเพดาน LTV สำหรับการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยสัญญาสองเช่นเดิม (โดยผ่อนปรนเฉพาะเกณฑ์การเข้าข่ายได้ LTV 90% สำหรับการกู้ซื้อบ้านสัญญาสอง ซึ่งระยะห่างระหว่างสัญญาแรกและสองลดลงเป็น 2 ปี จาก 3 ปี) 2.กำลังซื้อจากกลุ่มที่ซื้อเพื่อลงทุนและเก็งกำไรลดลง จากที่ผ่านมา กลุ่มที่ซื้อเพื่อลงทุนเป็นกลุ่มหลัก ที่ผลักดันการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัย แต่หลังจาก LTV บังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 เป็นต้นมา แนวโน้มราคาของที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะคอนโดฯ  ที่ปรับตัวลดลง  ทำให้ความน่าสนใจของตลาดที่อยู่อาศัยในด้านการลงทุนมีน้อยลง ซึ่งอีไอซีประเมินว่าการผ่อนปรนในครั้งนี้ น่าจะไม่มากพอผลักดันให้ราคาของคอนโดฯ ขยับขึ้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแนวราบมากกว่าคอนโดฯ 3.กำลังซื้อของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั้งคนไทยและต่างชาติที่อ่อนแอ จากภาวะเศรษฐกิจทั้งไทยและเทศที่ชะลอตัวลง  ความเชื่อมั่นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ (โดยในเดือนธันวาคม 2562  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เกี่ยวกับการซื้อบ้านหลังใหม่ ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่จัดเก็บข้อมูลในปี 2546) และภาระหนี้ของครัวเรือนที่ยังสูง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า 4.สถาบันการเงินยังมีแนวโน้มระมัดระวังการให้สินเชื่อของผู้กู้รายย่อย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยง ที่มีผลต่อรายได้และการจ้างงาน ซึ่งสะท้อนได้จากข้อมูลของ ธปท. เกี่ยวกับผลทดสอบภาวะวิกฤต  (Stress Test) ของภาคครัวเรือนไทย  ซึ่งพบว่าในปี 2560  สัดส่วนของครัวเรือนมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ (จากเดิมที่ไม่มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากในอดีต หากรายได้ของครัวเรือนปรับลดลง 20% โดยสัดส่วนของครัวเรือนที่มีความเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มรายได้   นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังต้องมุ่งเน้นการให้สินเชื่อสำหรับครัวเรือนอย่างมีความรับผิดชอบตามแนวทางปฏิบัติที่ ธปท.ได้ให้คำแนะนำ โดยเฉพาะการพิจารณารายได้คงเหลือของผู้กู้หลังจ่ายค่าผ่อนชำระหนี้ทุกประเภทกับสถาบันการเงินของตนเอง และผู้ให้บริการอื่น (Residual Income) ซึ่งอาจมีผลต่อการพิจารณาการให้สินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ   รูปสินเชื่อบ้านของสถาบันการเงินเฉพาะกิจขยายตัวสูงในปีที่ผ่านมา ขณะที่ธพ.ระมัดระวัง   อย่างไรก็ตาม ตลาดที่อยู่อาศัยจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ที่จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เนื่องจากแนวนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้ SFI เข้ามาช่วยผลักดันตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว เช่น มาตรการสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -มาตรการ LTV ผลกระทบตกที่ใคร? -อสังหาฯ ปีหน้ายังเหนื่อย เพราะ LTV มาผิดเวลา?   -เปิดข้อมูลอินไซต์ ตลาดคอนโดฯ หลังใช้มาตรการ LTV
5 กลยุทธ์สร้างการเติบโตของกระเบื้องคอตโต้ ท่ามกลางปัจจัยลบปี 63

5 กลยุทธ์สร้างการเติบโตของกระเบื้องคอตโต้ ท่ามกลางปัจจัยลบปี 63

กระเบื้องคอตโต้ ใช้ 5 กลยุทธ์ สร้างการเติบโต 10% ท่ามกลางปัจจัยลบปี 63  ทั้งการขยายสาขา “คลังเซรามิค แฟมิลี” การบุกทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเน้นบริหารจัดการภายใน   ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2563 ยังส่งสัญญาณว่ายังไม่ได้ฟื้นตัวดีมากนัก เพราะยังมีปัจจัยลบมากระทบมากมาย เป็นความท้าทายของการดำเนินธุรกิจภาคเอกชน หรือแม้แต่ภาครัฐบาลเอง ก็น่าจะเป็นปีแห่งความยากลำบาก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโต  ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันกลับมามุ่งเน้นการบริหารจัดการภายใจ การเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงการมุ่งเน้นลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายภายในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้   ในแวดวงธุรกิจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์​ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง ที่สำคัญคงเป็นมาตรการ LTV ซึ่งกระทบตลาดอย่างหนักสุด แม้ว่าล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ออกกฎเกณฑ์ดังกล่าวออกมาใช้ จะผ่อนปรนความเข้มข้นของมาตรการ LTV ลงบ้าง แต่ดูเหมือนว่าผู้ประกอบการหลายราย ส่งเสียงว่าช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น   ไม่เพียงแต่ธุรกิจอสังหาฯ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ไปเต็มๆ แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ก็โดนหางเลขไปกับเขาด้วย อย่างเช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เพราะถือว่าเป็นธุรกิจซึ่งเติบโตไปพร้อมกับตลาดอสังหาฯ เมื่อสภาพตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว ธุรกิจวัสดุก็แผ่วตาม ตลาดกระเบื้องทรงตัวโดนพิษ LTV หากมาโฟกัสตลาดกระเบื้อง ที่ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 30,000-35,000 ล้านบาท ในช่วงปีที่ผ่านมาก็อยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลีง ได้รับผลกระทบจากปัญหา LTV ซึ่งทำให้การซื้อขายอสังหาฯ ลดลง รวมถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ก็ลดลงด้วย การใช้วัสดุก่อสร้างจึงลดลงตาม แถมยังมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง พืชผลการเกษตรตกต่ำ และปัญหากำลังซื้อ ส่งผลผู้บริโภคที่ใช้วัสดุก่อสร้างซ่อมแซมบ้านจึงลดน้อยลง   สำหรับบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้อง ภายใต้แบรนด์ คอตโต้ (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และคัมพานา (CAMPANA) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด ที่มีส่วนแบ่งมากถึง 1 ใน 3 ก็ต้องเผชิญกับผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเยว่า  แต่แม้ว่าภาพรวมตลาดในปีนี้ ยังประเมินสถานการณ์ได้ยาก เพราะตลาดอาจจะไม่เติบโต เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจ และปัจจัยลบต่างๆ แต่สำหรับบริษัท ยังคงวางเป้าหมายสร้างการเติบโต ในอัตรา 10% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทมีรายได้รวม 11,074 ล้านาท ลดลงจากปี 2561 อัตรา 4%  โดยมั่นใจว่าแผนธุรกิจที่ได้วางไว้ในปีนี้จะช่วยให้สามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 5 กลยุทธ์สร้างการเติบโตของกระเบื้องคอตโต้ 1.ขยายคลังเซรามิค แฟมิลี่ ในปีนี้ตั้งเป้าหมายการขยายสาขาเพิ่มไม่น้อยกว่า 15 สาขา  จากปัจจุบันเปิดแล้ว 3 สาขา ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่บริษัทได้เข้าไปร่วมกับผู้แทนการค้า เปิดพื้นที่ในร้านผู้แทนจำหน่าย เนื่องจากใช้จุดแข็งของทั้งในส่วนของผู้แทนจำหน่าย ซึ่งรู้จักกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี ขณะที่บริษัทมีสินค้าหลากหลาย และช่วยลดต้นทุนการลงทุนของบริษัทลง  โดยการเปิดคลังเซรามิค แฟมิลี่ ใช้งบลงทุนประมาณ 3-5 ล้านบาท ต่อสาขา ในขนาดพื้นที่ 1,500-2,000 ตารางเมตร แต่หากบริษัทขยายสาขาเองจะใช้งบลงทุน 6-10 ล้านบาท ปัจจุบันยังมีสาขาที่บริษัทบริหารเองอยู่ 25 เป้าหมายภายใน 3 ปี บริษัทจะขยายคลังเซรามิค แฟมิลี่ ให้ครบ 100 สาขาด้วย   ในปีที่ผ่านมา คลังเซรามิค ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกกระเบื้องเซรามิกสำหรับตลาดระดับกลางลงมา มียอดขายและการเติบโตเป็นที่น่าพอใจมาก โดยมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา   2.ออกสินค้ารับเทรนด์ “ผู้สูงวัย” การขยายตลาดในประเทศ บริษัทจะพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปีนี้จะเน้นการออกผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ เป็นกระเบื้องที่ไม่ลื่น และผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยต่อการใช้งานมากขึ้น ขณะที่หากเป็นสินค้าดีไซน์ จะเน้นสินค้าซึ่งมีลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ เนื่องจากเป็นเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน 3.ขยายการเติบโตในตลาด CLM จากภาวะตลาดในประเทศที่ยังมีปัจจัยลบ ขณะที่ตลาดต่างประเทศ เป็นตลาดมีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLM ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 50% ของตลาดส่งออกในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้ 466 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ​ 18% ของรายได้รวม ปีนี้บริษัทจึงจะเน้นการทำตลาดในประเทศดังกล่าวมากขึ้น ไม่ใช่แค่การส่งสินค้าไปจำหน่ายเท่านั้น เพราะถือว่าเป็นตลาดมีศักยภาพ กลุ่มลูกค้ารู้จักแบรนด์สินค้าของบริษัทและให้การยอมรับว่าเป็นสินค้าคุณภาพ ซึ่งปีนี้สัดส่วนการส่งออกอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% หากตลาดในประเทศกลับมาฟื้นตัวสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น 4.เตรียมที่ดิน 80 ไร่ขายสร้างรายได้ นอกจากธุรกิจจัดจำหน่ายกระเบื้องแล้ว บริษัทยังดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีที่ดินพร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจ 80 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมหนองแค จ.สระบุรี จากจำนวนที่ดินกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งหากสามารถขายได้จะทำให้บริษัทสามารถสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น  แต่ราคาที่ดินยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะขายได้เท่าไร อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขายที่ดิน 50 ไร่ คิดเป็นรายได้  203 ล้านบาท ให้กับผู้สนใจในธุรกิจสแน็ค เครื่องดื่ม และธุรกิจอาหาร เพื่อสร้างโรงงานผลิตสินค้า 5.ทุมงบ 400-500 ล้าน ลดต้นทุนเพิ่ม 1-2% นอกเหนือจาการ ขยายตลาดและดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างยอดขายและรายได้แล้ว การบริหารจัดการภายใน โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนต่างๆ ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ ในการช่วยสร้างผลกำไร แม้ว่ายอดขายจะลดต่ำลง  ซึ่งในแต่ละปีบริษัทจะใช้งบลงทุนประมาณ 400-500 ล้านบาท เพื่อใช้ในด้านการบริหารลดต้นทุนภายในองค์กร การลดต้นทุนด้านพลังงาน และการบำรุงดูแลเครื่องจักร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตสูงสุดด้วย ซึ่งปีนี้บริษัทคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในองค์กรได้เพิ่มขึ้น 1-2% จากปีที่ผ่านมาสามารถประหยัดต้นทุนต่างๆ ได้ในอัตรา 3%   โดยถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมาบริษัทจะมีรายได้ลดลง แต่สามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้น ซึ่งปี 2562 บริษัทมีกำไร 168 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 158 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสำคัญจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงตามราคา ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงความสามารถในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ประกอบกับสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร การขายและการตลาดได้ตามเป้าหมาย และมีกำไรจากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมหนองแคเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน      
[PR News] งาน Grand Opening อาคาร Spring Tower

[PR News] งาน Grand Opening อาคาร Spring Tower

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (ที่4 จากซ้าย) ประธานกรรมการ บริษัท ไอร่า พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายสรรเสริญ จุฬางกูร ประธานบริษัท ซัมมิท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ที่ 4 จากขวา), นางนลินี งามเศรษฐมาศ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอร่า พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท แอสไพเรชั่น วัน จำกัด,ผศ. ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ (ที่ 3 จากขวา)รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) , นพ. เชิดศักดิ์ อัมพรสุขสกุล (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง จำกัด , Mr. Chang-Su Rue  (ที่ 2 จากขวา) CEO & Vice Chaiman-Eugene Investment & Securities Co.,Ltd. , Mr. Takahiro Uchida (ซ้าย) Executive Officer / Kennedix Inc., นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา (ขวา) ร่วมงานเปิดตัว อาคาร Spring Tower อาคารสำนักงานเกรด A ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทไอร่า (AIRA) ที่เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ ณ อาคาร spring tower ราชเทวี เมื่อเร็วๆ นี้
MQDC จับตลาดคนทุกเจเนเรชั่น เปิดโปรเจ็กต์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” 6,000 ล้าน

MQDC จับตลาดคนทุกเจเนเรชั่น เปิดโปรเจ็กต์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” 6,000 ล้าน

MQDC เปิดตัว “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” มูลค่า 6,000 ล้านบาท โครงการเพื่อคนทุกเจเนอเรชั่น ตอบโจทย์งานวิจัย คนกว่า 70% ต้องการอยู่แบบครอบครัวใหญ่ ขณะที่ ซีบีอาร์อี ชี้เทรนด์คอนโดฯ เข้าสู่ยุคการตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย   นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แบรนด์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ” (MULBERRY GROVE) บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวโครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท" by MQDC มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท  เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรซ์ สูง 37 ชั้น 1 อาคาร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง จำนวนห้องพักอาศัย 287 ยูนิต พร้อมพื้นที่จอดรถกว่า 100 % MQDC ใช้งานวิจัย ปั้น "มัลเบอร์รี่ โกรฟ" การพัฒนาโครงการดังกล่าว ถูกพัฒนาภายใต้การศึกษาวิจัยของบริษัท ที่ได้ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่าคนยุคปัจจุบันกว่า 70% มีความต้องการอยู่ร่วมกับคนทุกเจเนอเรชั่น ต้องการอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ บริษัทจึงนำเอาข้อมูลดังกล่าว มาพัฒนาโครงการและการออกแบบโครงการ โดยให้มีจุดร่วมกันของคนถึง 4 เจเนอเรชั่น ภายใต้แนวคิด INTERGENERATION เพื่อการใช้ชีวิตในแบบ Intergeneration Living อย่างแท้จริง   งานวิจัยของฮาร์วาร์ด ซึ่งศึกษามากว่า 80 ปี พบว่า คนที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน จะมีความสุขและอายุยืนยาว สำหรับโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท  ประกอบด้วยห้องพักแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 47 - 56.50 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 87 - 114 ตารางเมตร  และ Penthouse 2 - 5 ห้องนอน ราคาขายเริ่มต้น 8.9 ล้านบาท หรือตารางเมตรละ 175,000 บาท โดยมีกำหนดเปิดพรีเซลล์ในวันที่ 1 - 2 กุมภาพันธ์นี้   นายรุ่งโรจน์  กล่าวอีกว่า โครงการได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเกินกว่าที่คาดไว้  โดยมียอดขายแล้ว 20%  ซึ่งเกิดจากเป็นโครงการที่ยังไม่มีผู้ประกอบการพัฒนาออกมาภายใต้แนวคิดดักล่าว  ซึ่งบริษัทยังวางแผนนำเอาแนวคิดการพักอาศัยร่วมกันของคนหลายเจเนอเรชั่น ไปพัฒนาโครงการอื่นๆ ต่อเนื่อง ภายใต้แบรนด์มัลเบอรี่ ซึ่งในปีนี้น่าจะพัฒนาโครงการรวม 2-3 โครงการ ตลาดคอนโดฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัว ด้าน นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดคอนโดฯ​ ในปีที่ผ่านมา ถือว่าซบเซา เนื่องจากมีปัจจัยมากระทบ ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ของภาครัฐ ภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค  โดยมุมมองของซีบีอาร์อี มั่นใจว่าตลาดคอนโดฯ ในปี 2563 จะปรับตัวดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจาก 4 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนเกณฑ์ LTV 2.ผู้ถือครองที่ดิน หมดความกังวลใจต่อกฎหมายภาษีที่ดินใหม่ เนื่องจากมีความเข้าใจมากขึ้น จากเดิมที่เข้าใจว่าจะถูกจัดเก็บในอัตราที่สูง 3.ซัพพลายของคอนโดฯ ในบางทำเลเริ่มชะตัวลง การแข่งขันจึงไม่รุนแรง เช่น ในทำเลสุขุมวิท การเปิดใหม่จำนวนน้อยลง และ 4.การเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ จะเป็นโครงการที่มั่นใจว่าตอบสนองความต้องการลูกค้า   เทรนด์การพัฒนาของดีเวลลอปเปอร์ปีนี้ คนที่กล้าเปิดตัวโครงการใหม่ ต้องมั่นใจว่าต้องตอบโจทย์ของลูกค้า เพราะกลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง และนักลงทุนระยะยาว กลุ่มนักลงทุนน่าจะลดลงเหลือ 10% จากปกติมีเกือบ 50%   5 การเปลี่ยนแปลงตลาดคอนโดฯ ไทย สำหรับทิศทางการพัฒนาของโครงการคอนโดฯ  ในช่วงที่ผ่านมานั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ 1.ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หรือปี 2533 คอนโดฯ​ จะพัฒนาตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานคนทั่วไป สิ่งอำนวยความสะดวก จะอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแค่สระว่ายน้ำ และพื้นที่ออกกำลังกาย 2.ช่วงปี 2543 การพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง จะเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง ในส่วนของพื้นที่ออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น เช่น สนามไดร์ฟกอล์ฟ แต่ลูกบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปใช้จริง เพราะขาดการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน 3.ช่วงปี 2551-2552 พื้นที่ส่วนกลางของคอนโดฯ​ เริ่มให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และการใช้พื้นที่ส่วนกลางมากขึ้น มีการใส่สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ หรือออกกำลังกาย และอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น 4.ช่วงปี 2559-2560 การพัฒนาคอนโดฯ เริ่มมีขนาดห้องเล็กลง ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ พัฒนาพื้นที่ส่วนกลางให้คนในโครงการเข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้น ตามไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ทำให้มีการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางประเภท co-working space เพื่อให้คนได้เข้ามาใช้ 5.ยุคปัจจุบัน เป็นการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์คนสูงวัยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย การพัฒนาโครงการจะเน้น Universal Design รวมถึง การอยู่ร่วมกันของคนหลายเจเนอเรชั่น   นางสาวอลิวัสสา  กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์การเลือกที่อยู่อาศัยของคนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือคอนโดฯ  ที่ตอบโจทย์สังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งจำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัยที่สามารถรองรับกับความต้องการดังกล่าวได้   ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มการพัฒนาโครงการอสังหาฯเทรนด์ใหม่เริ่มเด่นชัดเช่นกัน อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -MQDC เปิดแบรนด์ใหม่ “มัลเบอร์รี่” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต?
15 ไฮไลท์แนวโน้มตลาดคอนโดฯ ปี 2563 และบทสรุปภาพรวมปี 2562

15 ไฮไลท์แนวโน้มตลาดคอนโดฯ ปี 2563 และบทสรุปภาพรวมปี 2562

ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ถือได้ว่าเป็นปีที่ท้าทาย และยากลำบาก สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีปัญหารุมล้อมมากมาย   สำคัญสุดก็คือ มาตรการ LTV ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาบังคับใช้ ทำเอาตลาดคอนโดมิเนียมชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะผู้ประกอบการเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไปก่อน หรือไม่ก็ปรับแผนไม่เปิดตัวโครงการใหม่เลยในช่วงที่ผ่านมา   ล่าสุด ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ได้ประเมินทิศทางแนวโน้มตลาดคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ สำหรับปี 2563 เพื่อให้เห็นภาพรวมของตลาดที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ด้วย ซึ่งมี 15 ประเด็นสำคัญ   15ไฮไลท์ตลาดคอนโดฯ 2563   1.ปี 2563 อัตราการขยายตัวคอนโดฯ มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากปี 2562 ซึ่งลดลงกว่า 30% 2.กำลังซื้อในปี 2563 มีแนวโน้มทรง ซึ่งในปี 2562 มีกำลังซื้อคอนโดฯ ประมาณ 35,000 ยูนิต 3.สภาพตลาดมีแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่สมดุลในปี 2564 4.ระดับราคามีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงจากปีก่อนหน้า 5.การพัฒนาโครงการคอนโดฯ ใหม่ มีแนวโน้มกระจายตัวสู่พื้นที่ชานเมือง ตามแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่กำลังพัฒนา 6.นักพัฒนาจะชะลอตัวการเปิดตัวโครงการคอนโดฯ และหันเหความสนใจไปยังอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวได้ เช่น โรงแรมและสำนักงาน 7.การพัฒนาโครงการใหม่ จะเน้นการพัฒนาโครงการรูปแบบ Mixed use development เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการพึ่งพิงจากตลาดเดียว 8.นักพัฒนาปรับแผนไปสู่การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น เช่น บ้านเดี่ยว, ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านแฝด เนื่องจากตลาดคอนโดฯ ถดถอยลงในปี 2562 9.จะมีจำนวนโครงการใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบเช่าระยะยาว หรือ Leasehold เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากนับจากนี้เป็นต้นไป 10.มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดวิกฤติฟองสบู่ ในภาคอสังหาฯ ที่คล้ายคลึงกับวิกฤติในปี 2540 11.นักพัฒนารายย่อยหรือผู้ที่ไม่มีเงินลงทุนสำรองที่แข็งแกร่งจะหายออกไปจากตลาด 12.ตลาดคอนโดฯ จะขึ้นอยู่กับความต้องการจากผู้ซื้อจริงเท่านั้น จำนวนนักลงทุนที่ลดลงเป็นผลเนื่องมาจากนโยบายกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV Policy)  ส่วนกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ลดลง เป็นผลเนื่องมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย 13.สงครามราคาในตลาดคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ นักพัฒนาไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาคอนโดฯ อีกต่อไป ผู้ซื้อคือผู้กำหนดราคา 14.ราคาที่แข่งขัน รูปแบบ และฟังก์ชั่นของคอนโดฯ  ที่เหมาะสมกับความต้องการจะชนะใจลูกค้าได้ในปัจจุบัน 15.รัฐบาลส่งเสริมเศรษฐกิจโดยการมีโครงการเมกะโปรเจ็กต์เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น   7 ประเด็นไฮไลท์ของตลาดคอนโดฯ ปี 2562 ส่วนในรอบปีที่ผ่านมานั้น ภาพของตลาดคอนโดฯ เป็นอย่างไรบ้าง ทางไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ได้จัดทำบทสรุปเอาไว้ เพื่อให้เห็นว่าตลาดได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน มี 7 ประเด็นน่าสนใจ คือ   1.โครงการเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ ในปี 2562 มีอัตราการขายอยู่ที่ 45% ซึ่งมีจำนวนหน่วยขายได้ 20,990 ยูนิต ลดลงจากปี 2561 ซึ่งมีอัตราการขายอยู่ 58% หรือมีจำนวนหน่วยขายได้ 39,875 ยูนิต 2.ทำเลของโครการคอนโดฯ ที่เปิดขายใหม่ได้สูงสุด คือ บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ ขายได้จำนวน 12,665 ยูนิต รองลงมาคือ บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) ขายได้  4,600 ยูนิต และบริเวณศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ขายได้ 3,725 ยูนิต แต่บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ เป็นบริเวณที่มีอัตราการขายสูงสุดถึง 56% 3.คอนโดฯ เปิดขายใหม่ บริเวณศูนย์กลางธุรกิจที่ขายได้ดี คือ บริเวณสุขุมวิท (ซอยสุขุมวิท 1-63 และซอยสุขุมวิท 2-42) ขายได้ 1,242 ยูนิต 4.คอนโดฯ เปิดขายใหม่ บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ ที่ขายได้ดี คือ บริเวณสุขุมวิทตอนกลาง (ซอยสุขุมวิท 44-70 และซอยสุขุมวิท 65-103)  ขายได้ 1,385 ยูนิต รองลงมา คือ บริเวณรัชดา/ลาดพร้าว/พระราม 9 ขายได้ 1,336 ยูนิต 5.คอนโดฯ เปิดขายใหม่ บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ ที่ขายได้ดี คือ บริเวณฝั่งใต้ของกรุงเทพฯ ขายได้ 3,443 ยูนิต รองลงมา คือ บริเวณฝั่งเหนือของกรุงเทพฯ ขายได้ 3,426 ยูนิต 6.คอนโดฯ เปิดขายใหม่ บริเวณแนวรถไฟฟ้าที่ขายดี คือ บริเวณตามแนวรถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ที่ได้เปิดให้บริการในปี 2562 อันได้แก่ บริเวณสถานีอิสรภาพ-ท่าพระ-บางไผ่-เพชรเกษม 48-ภาษีเจริญ 7.ระดับราคาขายของคอนโดฯ เปิดใหม่ที่ขายดี คือ  ราคาขายต่อตารางเมตร อยู่ระหว่าง 80,000 บาท ถึง 150,000 บาท หรือราคาขายต่อยูนิต สำหรับ 1 ห้องนอน อยู่ที่ระหว่าง 3-5 ล้านบาท   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -6 บทสรุปตลาดคอนโดฯ ปี 62 และแนวโน้มปี 63 -คอนโดฯ สุขุมวิท เจอพิษเศรษฐกิจ เปิดใหม่แค่ 639 ยูนิต -เจาะตลาดคอนโดฯ ทำเลรัชโยธิน เหมาะซื้ออยู่จริงหรือเพื่อลงทุน?    
[PR News] “บลูสโคป” ทุ่ม 4,000 ล้าน เปิดโรงงานผลิตเหล็กแห่งที่ 3

[PR News] “บลูสโคป” ทุ่ม 4,000 ล้าน เปิดโรงงานผลิตเหล็กแห่งที่ 3

บลูสโคป  ทุ่มงบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท เปิดโรงงานผลิตเหล็กแห่งที่ 3 ปีละ  160,000 ตันต่อปี หวังทดแทนการนำเข้า พร้อมขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 580,000 ตัน จากทั้ง 3 โรงงาน    นายชาลี อิไลแอส ประธานบริหาร (เอเชียและอเมริกาเหนือ) บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ได้ก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ของบลูสโคป ด้วยงบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท และพันธมิตร ได้แก่ บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท ล็อกซ์เล่ย์ จำกัด (มหาชน) โรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับโรงงานที่ 1 และ 2 ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อดำเนินการผลิตเหล็กเคลือบโลหะและเหล็กเคลือบสี  รองรับกับความต้องการของตลาดภายในประเทศ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ  โดยในปี 2562 มียอดการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศโตขึ้น 3% หรือประมาณ 750,000 ตัน   ดังนั้นโรงงานที่ 3 จึงเป็นการขยายกำลังการผลิตเหล็ก เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างขนาดเล็ก และที่พักอาศัย โดยโรงงานที่ 3 มีกำลังการผลิตกว่า 160,000 ตันต่อปี ซึ่งเมื่อรวมกับโรงงานแห่งที่ 1 และ 2 ทำให้บลูสโคปมีกำลังการผลิตรวมกว่า 580,000 ตันต่อปี ถือว่าเป็นผู้ผลิตเหล็กเคลือบโลหะและเหล็กเคลือบสีที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โรงงานแห่งที่ 3 ของบลูสโคป ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยที่สุด และมีการบริหารจัดการโรงงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สำหรับผลประกอบการของบลูสโคปในปี 2562  ที่ผ่านมาว่า บลูสโคปมียอดขายระหว่างเดือนกรกฎาคม 2561 ถึงเดือนมิถุนายน 2562 อยู่ที่ 372,000 ตัน ซึ่งจากการเปิดโรงงานแห่งที่ 3 อย่างเป็นทางการแล้ว คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 ตันในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังอีกหลายประเภทธุรกิจ รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มเพิ่มขึ้น
“สิงห์ เอสเตท” ลุยตลาดอสังหาฯ 63 เปิดคอนโดฯ รางน้ำ จับตลาดหมอ-นักลงทุน

“สิงห์ เอสเตท” ลุยตลาดอสังหาฯ 63 เปิดคอนโดฯ รางน้ำ จับตลาดหมอ-นักลงทุน

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 หลายฝ่ายมีความกังวลใจว่าจะยังไม่กลับมาเป็นปกติ เพราะมีหลายปัจจัยน่าเป็นห่วง และไม่ใช่แค่ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น ปัญหาเศรษฐกิจในต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่เข้ามากระทบกับตลาดของบ้านเราด้วย   ถ้าดูปัญหาภายในประเทศที่เป็นตัวลดระดับความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์  คงหนีไม่พ้นการออกมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาใช้เมื่อปีที่ผ่านมา แม้ว่าปัจจุบันจะมีการผ่อนคลายความเข้มงวดลงบ้าง แต่ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่ ก็ยังเห็นว่าไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นสักเท่าไร ภาพรวมตลาดอสังหาฯ 2563 จึงอยู่ในแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง   กลุ่มตลาดที่หายไปอย่างมาก จากผลกระทบของมาตรการ LTV คือ กลุ่มนักลงทุนในตลาดคอนโดมิเนียม สิ่งที่สะท้อนผลกระทบจากมาตรการ LTV ได้อย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา คือ การเลื่อนหรือชะลอการเปิดตัว โครงการใหม่ จำนวนถึง 40 โครงการ ตามแผนเดิมที่ผู้ประกอบการจะเปิดตัวในปี 2562  ในปีนี้จึงประเมินกันว่า กลุ่มนักลงทุนในตลาดคอนโดฯ น่าจะลดสัดส่วนเหลือแค่ 10% จากที่เคยมีมากเกือบ 50%   สิงห์ เอสเตท ชี้ลดค่าธรรมเนียมช่วยลูกค้าประหยัด 5% นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า แนวโน้มภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 ยังมองว่าไม่น่าจะดี เพราะสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดีขึ้น นอกจากปัญหาเศรษฐกิจ ยังมีปัญหาค่าเงินบาท ซึ่งส่งผลต่อตลาดลูกค้าต่างชาติ เพราะทำให้ลูกค้ามีต้นทุนซื้อสินค้าที่แพงขึ้น ขณะที่มาตรการ LTV ทำให้ตลาดนักลงทุนหายไป  แม้ว่าปัจจุบันจะมีการผ่อนคลายมากขึ้น แต่ส่งผลได้เพียงเล็กน้อย มาตรการที่มีส่วนช่วยลูกค้าได้เยอะ คือ ค่าธรรมเนียมการโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าจดจำนอง เหมือนที่เคยใช้ในอดีตช่วยได้เยอะกว่า   โดยในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐเคยออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ออกมา คือ การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% การลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดิน พร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย และการลดภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.1%  ซึ่งทั้ง 3 มาตรการดังกล่าว สามารถช่วยลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออสังหาฯ ได้ประมาณ 5%   สิงห์ เอสเตท เปิดโปรเจ็กต์รางน้ำ จับตลาดหมอ-นักลงทุน นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนแผนการเปิดโครงการใหม่ ในปีนี้กลุ่มธุรกิจพักอาศัยของบริษัท ได้วางแผนเปิด 2 โครงการใหม่ ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อม โดยดูจังหวะที่เหมาะสมในการเปิดโครงการ หากสภาพตลาดไม่เหมาะสมก็อาจจะเลื่อนกำหนดไปก่อน เนื่องจากในปีนี้มีโครงการของดีเวลลอปเปอร์ 40 โครงการซึ่งเลื่อนกำหนดเปิดในปี 2562 อาจจะมาเปิดในปี 2563 ทำให้มีซัพพลายเพิ่มขึ้นมากได้ ซึ่ง 2 โครงการดังกล่าวบริษัทอาจจะเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคากว่า 150 ล้านบาทด้วย ล่าสุดเปิดตัวโครงการ ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท-รางน้ำ (The EXTRO Phayathai-Rangnam) มูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่เลื่อนกำหนดการเปิดตัวมาจากปี 2562 ถือเป็นแบรนด์ใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ระดับลักซ์ชัวรี โดยโครงการดังกล่าวเป็นอาคารสูง 33 ชั้น ขนาด 411 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ มีห้องพักอาศัย 3 แบบ ได้แก่ 1.ห้องนอน ขนาด 31.25-35 ตารางเมตร 2.ห้องนอน ขนาด 48.25-71.00 ตารางเมตร และ 3.แบบ Duplex ขนาด 82.5-111.75 ตารางเมตร เป็นต้น   โดยโครงการดิ เอ็กซ์โทรฯ  ราคาขายเริ่มต้น 200,000 บาทต่อตารางเมตร หรือมีราคาขายเฉลี่ย 235,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 5.99 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์นี้ โดยวางกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทย 70% ส่วนที่เหลือจะเป็นสัดส่วนของต่างชาติ 30% และบริษัทคาดว่าจะมียอดขายของโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 50% ภายในปีนี้   “โครงการทั่วไปสัดส่วน 60% ของคนไทยที่ซื้อมักจะเป็นนักลงทุน แม้ว่าโครงการนี้จะจับกลุ่มคนไทยเป็นหลัก และเป็นผู้อยู่อาศัยจริง แต่อาจจะปล่อยเช่าเมื่อมีโอกาส เพราะได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 5% ส่วนต่างชาติที่เหลือเชื่อว่าเป็นนักลงทุนทั้งหมด”   อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเข้ามาเยี่ยมชมห้องตัวอย่างกว่า 300-400 ราย เบื้องต้นในรอบเปิดจองพิเศษ (Pre-Booking) จำนวน 3 ชั้น มียอดจอกแล้วกว่า 40 ยูนิต  มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ซื้อไปแล้ว 10 ยูนิต  นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติสนใจจะซื้อเหมาชั้นอีกจำนวน 42 ยูนิต สิงห์ เอสเตท วางเป้าโตไม่ต่ำ 10% สำหรับผลประกอบการ บริษัทวางแผนเติบโตทุกปี  ในปีนี้คาดว่าน่าจะเติบโต 10% โดยจะมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 5,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่คาดว่าจะมียอดโอน 5,000 ล้านบาท  ปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog ประมาณ 7,500 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ประมาณ 5,500-6,000 ล้านบาท จากโครงการ ดิ เอส อโศก (The ESSE Asoke) โครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 (The Esse Sukhumvit 36) และโครงการ ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ (The Esse at Singha Complex)    ส่วนในปี 2564 จะรับรู้รายได้จากโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 ต่อเนื่อง และ โครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 43 (The Esse Sukhumvit 43) ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2564  ส่วนโครงการ ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท-รางน้ำ จะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2565 เป็นต้นไป
“พราว” เดินแผนธุรกิจ  เล็งซื้อโปรเจ็กต์หยุดสร้างมาพัฒนาต่อ สร้างกำไร 30%

“พราว” เดินแผนธุรกิจ เล็งซื้อโปรเจ็กต์หยุดสร้างมาพัฒนาต่อ สร้างกำไร 30%

กางแผน “พราว เรียล เอสเตท” ปั้นโปรเจ็กต์ปีละ 2,000-2,500 ล้าน สร้างรายได้ต่อเนื่อง คาดปีนี้ทำยอดขาย 1,000 ล้าน จากโปรเจ็กต์“อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” เดินหน้าเตรียมซื้อโครงการไม่สร้างต่อ จากดีเวลลอปเปอร์รายเล็ก อีก 1-2 โปรเจ็กต์มาทำต่อสร้างกำไร 30%   นายไพสิฐ แก่นจันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ได้วางแผนสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายการพัฒนาโครงการปีละ 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 2,000-2,500 ล้านบาท จากจำนวนบุคลากรในบริษัทซึ่งมีประมาณ 40 คน แต่หากเพิ่มบุคลากรเป็น 50 คน สามารถพัฒนาโครงการมากขึ้น และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นได้ถึง 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทโฟกัสการทำตลาดในพื้นที่รีสอร์ทเดสทิเนชั่น และเป็นกลุ่มระดับราคาตารางเมตรละ200,000 บาท หรือกลุ่มลักชัวรี่เป็นหลัก สำหรับแผนรับรู้รายได้ในปี2563 คาดว่าจะมียอดรับรู้รายได้ 300ล้านบาท จากโครงการโฟกัส เพลินจิต เป็นโครงการพร้อมโอน ปัจจุบันเหลือจำนวน 25 ยูนิต ส่วนในปี 2564 จะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ซึ่งมีมูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท  และในปี 2565-2566 คาดว่าจะเริ่มโอนโครงการในพื้นที่หัวหิน เป็นโครงการแห่งที่ 2 ต่อเนื่องจาก โครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและวางแผนจะพัฒนาโครงการที่ 2   ส่วนแผนธุรกิจปี2563 นี้  บริษัท ได้เตรียมจัดงานรอบ วีไอพี สำหรับโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคมนี้ ที่ Gaysorn Urban Resortซึ่งจะนำเอาห้องชุดจำนวน 30% หรือประมาณ70-80ยูนิต ของจำนวนทั้งหมด 238 ยูนิต ออกมาจำหน่ายก่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะทำยอดขายได้ 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้   สำหรับโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 7 ไร่ มีราคาขายเริ่มต้นตารางเมตรละ 190,000บาท มีราคาขายเริ่มต้นยูนิตละ 7.89 ล้านบาท  ซึ่งความคืบหน้าของโครงการปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการขอรับรองการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีแผนจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 2ปีนี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่4 ในปี 2564 ปัจจุบันโครงการได้ก่อสร้างสำนักงานขายและห้องตัวอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว   บริษัทวางแผนแบ่งการขายออกเป็น3 เฟส เนื่องจากต้องการดูกระแสตอบรับจากลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าเฟสแรกน่าจะขายได้ทั้งหมด เพราะเริ่มต้นตารางเมตรละ 190,000 บาทเท่านั้น หากเศรษฐกิจดี ราคาขายน่าจะเริ่มต้นได้ถึง 250,000 บาท   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปีนี้จะมีความกังวลใจในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ และกำลังซื้อที่อาจจะชะลอตัว แต่กลุ่มเป้าหมายของโครงการ ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว รวมถึงมาตรการ LTV หรือภาษีที่ดินฉบับใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของโครงการนอกจากเป็นกลุ่มคนไทยแล้ว ยังเป็นกลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวยุโรปทั้ง สแกนดิเนเวีย อังกฤษ เยอรมัน  ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณ นายไพสิฐ กล่าวอีกว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน ส่งผลให้มีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กบางราย ได้นำเอาโครงการซึ่งพัฒนายังไม่แล้วเสร็จ มาเสนอขายให้กับบริษัท เพื่อนำมาพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งมีดีเวลลอปเปอร์นำเอาโครงการมาเสอนขาย3-4 โครงการ มูลค่าโครงการละ500-570 ล้านบาท มีจำนวนประมาณ 100 ยูนิตต่อโครงการ ในพื้นจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณา คาดว่าน่าจะซื้อโครงการมาพัฒนาต่อ 2 โครงการ   “ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ เป็นโอกาสที่ดีในการซื้อโครงการมาพัฒนาต่อ เพราะได้เรื่องความรวดเร็วในการทำธุรกิจ ใช้เวลาแค่ปีหรือปีครึ่ง และได้ผลตอบแทนการลงทุน (ROI)ไม่ต่ำกว่า 30% หากทำเองอาจได้ไม่ถึง 20%และใช้เงินลงทุนแค่ 50% สมมุติมูลค่าโครงการประมาณ500ล้านบาท เราใส่เงินไปกว่า200ล้านบาท ได้กำไรมา70-80ล้านบาทถือว่าคุ้มแล้ว”   อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าตลาดอสังหาฯ จะกลับมาฟื้นตัวเป็นปกติในปี2564 ซึ่งบริษัทต้องเตรียมความพร้อมและวางแผน ในด้านการศึกษาตลาดและโครงการ เพื่อรองรับกับการฟื้นตัวของตลาดในอนาคต   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พาชม “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” Branded Residence แห่งแรก -เพราะ 3 เหตุผลหลักที่ “พราว กรุ๊ป” ยอมทุ่ม 7,000 ล้าน ปักหมุด 2 โปรเจ็กต์ในจังหวัดภูเก็ต  
“แสงฟ้าก่อสร้าง” วางเป้าหมาย 5-10 ปี  พร้อมเป็นบริษัทรับเหมามาตรฐานญี่ปุ่น

“แสงฟ้าก่อสร้าง” วางเป้าหมาย 5-10 ปี พร้อมเป็นบริษัทรับเหมามาตรฐานญี่ปุ่น

ภาพของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน กับในอดีตหลายสิบปีก่อน คงเป็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนี้กรุงเทพมหานครทุกมุมเมือง เต็มไปด้วยตึกสูงและอาคารขนาดใหญ่มากมาย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เนื่องจากคนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ  จึงเกิดความต้องการในที่อยู่อาศัยตาม    แต่เพราะที่ดินมีจำกัดแต่ความต้องการที่อยู่อาศัยมากกว่า  ราคาที่ดินจึงมีราคาแพง ไม่เหมาะในการนำมาพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์  แต่เหมาะสมในการพัฒนาคอนโดฯ มากกว่า  เพราะมีราคาที่คนส่วนใหญ่เอื้อมถึง   การก่อสร้างโครงการคอนโดฯ หรืออาคารสูง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกวันนี้บริษัทคนไทยมีฝีมือด้านการก่อสร้าง ไม่ได้แพ้ชาติใดในโลกเลย เพราะสามารถก่อสร้างอาคารขนาดสูงได้มากมาย และเป็นอาคารที่มีมาตรฐานอาคารสูง  เทียบเท่าหลายอาคารที่เกิดขึ้นทั่วโลก และนับวันบริษัทก่อสร้างของไทยจะสร้างอาคารที่มีความสูงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ถือว่ามีชื่อเสียง  และความชำนาญในด้านการก่อสร้างอาคารสูง  ต้องมีชื่อบริษัท แสงฟ้า ก่อสร้าง จำกัด เป็นหนึ่งในทำเนียบนั้น เพราะก่อสร้างอาคารสูงมามากมาย แถมยังเป็นอาคารสูงติดอันดับ Top 10 อาคารสูงสุดในไทยด้วย  ซึ่งบริษัท แสงฟ้าฯ ถือได้ว่าเป็นบริษัทเหมาก่อสร้าง ที่อยู่คู่กับเมืองไทยมายาวนานกว่า 50 ปีแล้ว นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2510 (เดิมชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงฟ้าการช่าง ก่อนเปลี่ยนชื่อในปี 2512) ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 2 แล้ว   ปัจจุบันนายแพทย์เชิดศักดิ์ อัมพรสุขสกุล เข้ามารับผิดชอบในการดูแลบริษัท บริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง จำกัด ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ซึ่งถือเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ต่อจากบิดา ตั้งแต่ปี 2540 หลังจากได้เรียนจบจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และทำงานในด้านที่เรียนมาเป็นระยะเวลา 2 ปี  ก็ก้าวเข้ามารับผิดชอบดูแลบริษัท จุดเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมสู่อาคารสูง จุดเริ่มต้นแรกบริษัท แสงฟ้าฯ  ไม่ได้รับงานด้านการก่อสร้างอาคารสูงเป็นหลัก เพราะงานส่วนใหญ่จะเป็นงานโครงสร้าง งานเหล็ก งานหลังคา งานก่อสร้างไซโล โรงงานเกษตร โรงงานปูนซีเมนต์ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ทำธุรกิจด้านการเกษตร แต่จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรก เกิดขึ้นในช่วงปี 2524 บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)  ได้เปิดประมูลก่อสร้างสำนักงานใหญ่ บางซื่อ จึงได้เชิญบริษัทเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้าง เนื่องจากบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างไซโลปูนซีเมนต์ และโรงปูนในจังหวัดสระบุรีหลายแห่ง บริษัทจึงเข้าร่วมงานและเป็นผู้ชนะการประมูล ได้ก่อสร้างอาคารของปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างกว่า 100 ล้านบาท หลังจากนั้นจึงได้รับงานก่อสร้างอาคารมาอย่างต่อเนื่อง   จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เกิดขึ้นในช่วงปี 2543 บริษัทได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างโครงการแฮมป์ตัน ทองหล่อ 10 ของบริษัท เมเจอร์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือว่าเป็นโครงการคอนโดฯ ลักชัวรี่โครงการแรกๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งบริษัทเป็นผู้ชนะการประมูล และได้ก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ซึ่งงานก่อสร้างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทำให้บริษัทมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในการก่อสร้างอาคารสูง ถือเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง ประกอบกับช่วงเวลานั้นงานก่อสร้างอุตสาหกรรมเริ่มลดลง และงานส่วนใหญ่ก็เป็นการก่อสร้างคอนโดฯ ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่อง 5-6 โครงการ วางระบบ “Loop Construction” สร้างการเติบโต ธุรกิจของบริษัทดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่มีการเติบโตแบบไม่หวือหวา ซึ่งนายแพทย์เชิดศักดิ์ เห็นว่าเพื่อสร้างให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด จะต้องนำเอาระบบการบริหารงานแบบอุตสาหกรรมเข้ามาใช้ เพื่อให้ระบบงานก่อสร้างทำงานแบบเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ  ช่วงปี 2550 จึงนำเอาระบบงานที่เรียกว่า  Loop Construction เข้ามาใช้  โดยเป็นระบบงานที่เน้น  2  ขบวนการสำคัญคือ การวางแผนที่ดี และ การควบคุมติดตามงานที่ดี ส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการเติบโตเป็นเท่าตัว การสูญเสียลดน้อยละ และมีผลกำไรดีขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการทำงานที่ถูกวางไว้อย่างดี คือ การได้กก่อสร้างอาคารสูงอย่างต่อเนื่องมากว่า 100 โครงการ และผลงานที่สร้างชื่อเป็นสิ่งที่บริษัทภาคภูมิใจ คือ 3 อาคารที่บริษัทเป็นผู้ก่อสร้าง ติดอันดับ 10 อาคารที่สูงที่สุดในประเทศ อันได้แก่ ตึก Four Season Private Residence, Magnolia Ratchadamri Boulevard, และ Menam Residences จากการการจัดอันดับ 10 อาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดย www.terrabkk.com ในปี 2561 ปัจจุบันบริษัทยังได้รับงานก่อสร้างธนาคารออมสิน ขนาด 100,000 ตารางเมตร มูลค่า 3,000 ล้านบาท ที่จะแล้วเสร็จภายในระยะ 3 ปี ซึ่งถือเป็นโครงการมีมูลค่าสูงสุดที่บริษัทก่อสร้างมา วางแผนธุรกิจสู่เป้าหมายหมื่นล้าน ในปี 2563 บริษัทวางเป้าหมายรายได้ 7,000 ล้านบาท เติบโต 10%  จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ จากปกติจะเติบโตในอัตรา 30-40% ต่อปี ปัจจุบันบริษัทมีแบ็กล็อกมูลค่า 10,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ภายใน 2 ปี โดยหากเศรษฐกิจกลับมาดี คาดว่าบริษัทจะทำรายได้ 10,000 ล้านบาทได้ภายในระยะ 3 ปี   สมัยก่อนปี 2555-2560 บริษัทเติบโตเยอะมาก หลายปีเติบโตเป็นเท่าตัว  ปี 2559 ทำรายได้  2,000 ล้านบาท ปี 2560 ทำรายได้ 3,000 ล้านบาท และปี 2561 ทำรายได้ 4,000 ล้านบาท ส่วนโครงการคอนโดฯ ภายใต้แบรนด์  "ยู ศรีราชา" ที่บริษัทลงทุน 100% จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในปีนี้ หลังจากมียอดขายแล้ว 50% ซึ่งบริษัทยังมีที่ดินในบริเวณดังกล่าวเพื่อพัฒนาโครงการในอนาคตด้วย และในปีนี้บริษัทยังมีร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ  พัฒนาโครงการคอนโดฯ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท เป้าหมาย 5-10 ปีเทียบชั้นบริษัทญี่ปุ่น ในระย 5-10 ปี นับจากนี้  บริษัทจะมุ่งโฟกัสด้านการก่อสร้างโฟกัส  ซึ่งมีโจทย์สำคัญคือการพัฒนาคุณภาพภายใน ด้านการบริหารจัดการ เป้าหมายสำคัญต้องการเห็นไซส์ก่อสร้างมีความสะอาด เป็นระเบียบ มีคุณภาพการจัดการเหมือนกับบริษัทญี่ปุ่น  และหากมีโอกาสจะไปรับงานในต่างประเทศ ในกลุ่มประเทศ CLMV เนื่องจากบริษัทไทยมีศักยภาพสูงกว่า อยากเห็นบริษัท ก่อสร้างเทียบเท่ากับบริษัทญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่นถูกจ้างแพง อยากเบลนมาร์ค บริษัทในต่างประเทศ คนญี่ปุ่น เกิดขึ้นมาจากความมีระเบียบ ส่วนวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจในยุค 2020 คือ  “Better is better than Best” ซึ่งแปลว่า “ดีกว่า นั้นดีกว่าดีที่สุด” แต่ความหมายในเชิงธุรกิจก็คือ ในยุค Disruption  บริษัทต้องพัฒนาธุรกิจให้เท่าทันตลอดเวลา เพราะถ้าคิดว่าดีที่สุดแล้ว เราอาจจะพึงพอใจและหยุดพัฒนา  ซึ่งสิ่งที่บริษัทต้องพัฒนาเพื่อจะนำไปสู่วิสัยทัศน์ดังกล่าว คือกลยุทธ์ 3 เสาหลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ -เสาหลักที่ 1 การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ที่มีความสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อให้บริษัทเดินหน้าและบรรลุเป้าหมายได้ -เสาหลักที่ 2 การพัฒนาด้านเทคโนโลยีในการก่อสร้าง ซึ่งไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ที่ล้ำหน้าทันสมัยที่สุด แต่เราเรียนรู้ว่าความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา หาขบวนการทำงานในแบบใหม่ นั้นมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลไม่แพ้การพึ่งพาเทคโนโลยี ที่ล้ำสมัย เพียงอย่างเดียว -เสาหลักที่ 3 การพัฒนาระบบการทำงานในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการ วิถีการทำงานแบบ Single Team และ การ reinforce ขบวนการทำงานแบบ Loop Construction โดยการทำซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นนิสัย แ ละฝังอยู่จนกลายเป็น DNA  ของชาวแสงฟ้าทุกคน   3 สิ่งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญ ที่จะใช้พัฒนาบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อก้าวต่อไปในอีกศตวรรษต่อ ๆ ไป  
กางแผน “โนเบิล” ลุยเปิดโปรเจ็กต์ 25,000 ล้านปูทางติด Top 5

กางแผน “โนเบิล” ลุยเปิดโปรเจ็กต์ 25,000 ล้านปูทางติด Top 5

กางแผน “โนเบิล” ในปีที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ บุกหนักกับแผนเปิดคอนโดฯ 7 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท เพื่อสร้างยอดขาย 12,000 ล้าน พร้อมลุยปั้นโปรเจ็กต์ในต่างประเทศ  ปูทางสร้างการเติบโตต่อเนื่อง หวังติดอันดับ Top 5 ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า    นายธงชัย บุศราพันธ์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปี 2563 ว่า วางแผนเปิดโครงการใหม่ 7 โครงการมูลค่า 25,000 ล้านบาท  พร้อมกับตั้งเป้าหมายยอดขาย 12,000 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้ 12,000 ล้านบาท แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ยังไม่ฟื้นตัวเป็นปกติ   โดยนอกจากการเปิดโครงการใหม่ บริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างขาย  และก่อสร้างอีกจำนวน 12 โครงการมูลค่า 28,000 ล้านบาท  มีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ 6,000-7,000 ล้านบาท และกำลังจก่อสร้างแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้อีกประมาณ 7,000 ล้านบาท  รวมถึงบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้มูลค่ากว่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ต่อเนื่องใน 2-3 ปีข้างหน้า   นายธงชัย กล่าวอีกว่า  บริษัทยังวางแผนลงทุนในต่างประเทศอีก 1 โครงการ เนื่องจากนายแฟรงค์ ฟง คึ่น เหลียง หนึ่งในผู้ถือหุ้นมีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายอสังหริมทรัพย์ในจีนและฮ่องกง  ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ด้านการทำตลาดร่วมกันได้  ก่อนหน้านี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง รวมถึงโครงการเก่าในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาเสนอขายให้ 3-4 โครงการ  ซึ่งคาดว่าปีนี้จะซื้อโครงการมาพัฒนาอย่างน้อย 1 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาโครงการมูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท   ปัจจุบันโครงการของบริษัทถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งปีที่ผ่านมามีมูลค่ายยอดขายกว่า 3,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 11 % ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 21% หรือมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท  เนื่องจากการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายด้านการตลาดที่เคยมีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 30% เป็นชาวจีน และฮ่องกง โดยกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติส่วนใหญ่นิยมซื้อห้องชุดราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท   “ตลาดต่างชาติถือว่าให้การตอบรับดี เพราะบริษัทมีเน็ตเวิร์ค โดยระดับราคาสำหรับต่างชาติจะอยู่ประมาณตารางเมตรละ 85,000-150,000 บาท ทำเลอยู่แนวรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ”   ในปีนี้บริษัทยังมีแผนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวร์รี่  ที่ได้ร่วมทุนกับกลุ่มฮ่องกงแลนด์ มูลค่า  10,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ของถนนวิทยุ พัฒนา มีระดับราคาขายมากกว่า 300,000 บาทต่อตารางเมตร  ส่วนปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้กว่า 15,000 ล้านบาท  ทำให้บริษัทติดอันดับ Top 10 บริษัทอสังหาฯ ที่มีรายได้มากที่สุด   โดยบริษัทได้วางเป้าหมายภายในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าขึ้นติดอันดับ Top 5 บริษัทอสังหาฯ ที่มีรายได้สูงสุด ซึ่งบริษัทกำลังวางแผนการพัฒนาโครงการ เพื่อให้ได้รับรู้รายได้ ยอดขาย และมูลค่าโครงการประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันแบ็กล็อกของบริษัทมีประมาณ 20,000 ล้านบาท หลายโครงการรับรู้รายได้ใน 3-4 ปีข้างหน้า      
พาชม “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” Branded Residence แห่งแรก

พาชม “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” Branded Residence แห่งแรก

ถ้านึกถึงเมืองท่องเที่ยวริมทะเล  ที่ชาวไทยและชาวต่างชาติชื่นชอบมาอย่างยาวนาน  ชื่อของ “หัวหิน” จะติดอันดับต้นๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่นึกถึง เพราะมีทั้งความสวยงามของชายหาด มีวัฒนธรรมหลากหลาย มีมุมสงบที่ให้ได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังหาความสะดวกสบายจากสาธารณูปโภคได้ครบครัน เมืองหัวหินจึงเป็นที่ชื่นชอบของคนส่วนใหญ่ ที่ต้องการมาพักผ่อน ชาร์ตพลังชีวิตได้อย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุด     เมื่อเป็นเมืองพักตากอากาศยอดนิยม บรรดาดีเวลลอปเปอร์จึงพากันเข้ามาพัฒนาโครงการสารพัดรูปแบบรองรับ ความต้องการของผู้ที่ต้องการที่พักผ่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  หรือเป็นที่หมายสุดท้ายยามเกษียณอายุ ไม่ใช่ภาคเอกชนเท่านั้น ที่ให้ความสำคัญกับเมืองหัวหิน ภาครัฐเองก็มองเห็นความสำคัญของเมืองหัวหิน ซึ่งเป็นหนึ่งเมืองด้านการท่องเที่ยวหลัก สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย พราวฯ เปิดโปรเจ็กต์ “อินเตอร์คอนฯ​ หัวหิน” 3,500 ล้าน บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์หลายราย ที่ให้ความสำคัญกับเมืองหัวหิน โดยเข้ามาพัฒนาโครงการล่าสุด คือ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน (InterContinental Residences Hua Hin)” มูลค่า 3,500 ล้านบาท  ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย ภายใต้แบรนด์ “อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท” นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เล่าว่า โครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ถือเป็นโครงการที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่ ภายใต้แบรนด์ อินเตอร์คอนติเนนตัลแห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทย ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดของเมืองหัวหิน บนที่ดินริมหาดผืนสุดท้ายใจกลางเมืองหัวหิน บนถนนเพชรเกษม ติดซอยหัวหิน 71  เนื้อที่กว่า 7 ไร่ บนถนนเพชรเกษม  ซึ่งซื้อมาด้วยราคาไร่ละ 150 ล้านบาท ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Colonial with a Modern Twist”   “เมืองหัวหินเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลที่มีชื่อเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีศักยภาพด้านการอยู่อาศัย และการท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยว ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก หรือ ไทยแลนด์ ริเวียร่า ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำให้โครงการฯ ของเราเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางจากทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติมากขึ้น”   สำหรับภายในโครงการฯ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองหัวหิน โดยผสมผสานเข้ากับความร่วมสมัย และเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล การออกแบบอาคารให้สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ ตลอดจนมียูนิตที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว อินเตอร์คอนฯ หัวหิน ให้พื้นที่ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ ภายในโครงการ ยังมีพื้นที่สีเขียวและส่วนกลางโครงการฯ กว่า 4 ไร่ โดดเด่นด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่มีสัดส่วนมากกว่าโครงการทั่วไป โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 70% หรือกว่า 7,000 ตารางเมตร เป็นสวนขนาดใหญ่ ชายหาดส่วนตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางกว่า 20 รายการ ได้แก่ สระว่ายน้ำ 7 สระสำหรับเด็ก ครอบครัว ผู้สูงอายุ และผู้ต้องการออกกำลังกาย รวมถึงสระขอบใสริมหาด ห้องออกกำลังกายที่ซ่อนอยู่ใต้สระว่ายน้ำ (Hidden Gym) ที่มาพร้อมกับห้องสปา ตลอดจนพื้นที่จัดเลี้ยงริมหาด (Beach Pavilion) และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกมากมาย พื้นที่รอบโครงการฯ ล้อมรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยพรรณไม้นานาชนิด น้ำพุ และพื้นที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง บริเวณอาคารชั้นล่างเน้นดีไซน์ที่ร่วมสมัย เปิดโล่ง และการใช้สีขาวในการตกแต่งเป็นหลัก ขณะที่ชั้นบนของสิ่งปลูกสร้างทั่วทั้งโครงการฯ จะเน้นประดับด้วยบานเกล็ดไม้สไตล์โคโลเนียล เพื่อช่วยบังแดด เพิ่มความเป็นส่วนตัว และขยายพื้นที่พักผ่อนบริเวณระเบียงให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อินเตอร์คอนฯ หัวหิน กับ 22 แบบห้องให้เลือก การออกแบบโครงการฯ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงสมาชิกครอบครัว 3 เจเนอเรชั่นให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ และออกแบบให้ระเบียงของห้องให้มีความลึก และกว้างพอที่ทำให้ผู้อาศัยดื่มด่ำกับบรรยากาศริมทะเลได้อย่างเต็มที่  การออกแบบให้ห้องเปิดรับแสงในเวลากลางวัน ตลอดจนการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สไตล์โคโลเนียลที่มีกลิ่นอายของความโมเดิร์น โดยเฉพาะการใช้หวายและมุมโค้งที่ออกแบบด้วยความประณีต โครงการถูกออกแบบเป็นอาคารโลว์ไรซ์ จำนวน 9 อาคาร จัดสรรเป็น 7 กลุ่ม เพื่อเหมาะกับความต้องการที่หลากหลาย ประกอบด้วยอาคารสูง 7 ชั้น 1 อาคารและอาคารสูง 4 ชั้น 8 อาคาร รวม 238 ยูนิต  แต่ละอาคารมีจำนวนยูนิตต่อ corridor มากที่สุด 8 ยูนิต เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด  โดยทุกกลุ่มอาคารมีจุดเด่นของตัวเอง เช่น ระยะใกล้หาด, สระน้ำที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า, สระน้ำที่มีกิจกรรม หรือระยะใกล้สวนและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ทุกยูนิตให้เฟอร์นิเจอร์ครบ (Fully Furnished) ตามมาตรฐานของอินเตอร์คอนติเนนตัล   จำนวนยูนิตทั้งหมดแบ่งออกเป็นรูปแบบต่างๆ มากถึง 22 ประเภท นับตั้งแต่ประเภท 1 ห้องนอน ไปจนถึง 5 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ 45-325 ตารางเมตร  โดยมีจุดเด่นต่างๆ อาทิ ตั้งอยู่ติดสระว่ายน้ำ (Pool Access)  มีสระว่ายน้ำส่วนตัว (Private Pool) มีห้องพักแม่บ้าน ระเบียงกว้างเกือบ 10 ตารางเมตร  พร้อม Day Bed ทุกยูนิตหน้ากว้างกว่า 6 เมตร ให้เต็มอิ่มกับวิวทะเลผ่านประตูกระจกแบบ Full Height โดยกว่า 80% ของโครงการเป็นห้องวิวทะเล (Seaview)   มีห้องประเภท Duplex และ Penthouse   สำหรับห้องเพนท์เฮาส์ มีให้จับจองเพียง 2 ยูนิต พื้นที่ 325 ตารางเมตร  มีห้องมากถึง 5 ห้องนอน แต่ละยูนิตมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งห้องเพนท์เฮาส์จะมีหน้าติดทะเลกว่า 9 เมตร สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ 270 องศา อินเตอร์คอนฯ หัวหิน พร้อมให้บริการระดับลักชัวรี่ จากการใช้แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัล ของกลุ่มอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป หรือ IHG มาใช้เป็นแบรนด์บริหารโครงการ ทำให้ผูอยู่อาศัยได้รับการบริการตามมาตรฐานโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล  7 วันต่อสัปดาห์ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ Concierge บริเวณล็อบบี้ ห้องเก็บสัมภาระพร้อมกับพนักงานยกสัมภาระ และรถกอล์ฟรับส่งในบริเวณโครงการฯ รวมไปถึงการให้บริการอื่นๆ เช่น ห้องสปาส่วนตัวพร้อม Therapist และ Beach Pavilion ห้องอเนกประสงค์ริมทะเลที่สามารถใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงพร้อมกับบริการจัดเลี้ยงจากโรงแรมได้   นอกจากนี้ ผู้อยู่อาศัยในโครงการ ยังได้รับสิทธิพิเศษในการใช้บริการจาก 5,800 โรงแรมในเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป ทั่วโลก ผ่านการเป็นสมาชิก “ไอเอชจี รีวอร์ด แพลตทินัม อีลีท เมมเบอร์ชิป” (IHG Rewards Platinum Elite Membership) และ เอกสิทธิ์ในด้านไลฟ์สไตล์จากการเป็นสมาชิก “พราวด์ พริวิเลจ (Proud Privileges)” จากธุรกิจในเครือพราวกรุ๊ปและพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยศูนย์การค้า โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำมากมาย ตลอดจนสิทธิพิเศษในการเข้าใช้บริการ 111 Social Club คาเฟ่สไตล์โคโลเนียลสุดชิค ริมชายหาดที่ตั้งอยู่ติดกับโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน อินเตอร์คอนฯ​ หัวหิน พร้อมโอนปลายปี 64  ความคืบหน้าของโครงการ ปัจจุบันอยู่อยู่ในขั้นตอนการขอรับรองการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีแผนจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ในปี 2564  และเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพรวมของความเป็น อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ชัดเจนยิ่งขึ้น  บริษัทจึงได้สร้างห้องตัวอย่าง แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 50 ตารางเมตร และแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 82 ตารางเมตร ซึ่งได้จำลองทุกบรรยากาศที่เหมือนกับโครงการจริง  ภายใน เซลส์ แกลเลอรี ของโครงการ   โครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน จะจัดงานรอบ วีไอพี ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคมนี้ ที่ Gaysorn Urban Resort โดยมีโปรโมชั่นพิเศษ ให้กับลูกค้าที่จองภายในงานจะได้รับสิทธิพิเศษสูงสุด 1,000,000 บาท และยังได้รับ IHG Rewards Club Platinum Elite Membership พร้อมแต้มสะสมสูงสุดถึง 500,000 แต้ม โดยสามารถนำแต้มในบัตรไปแลกรับเอกสิทธิ์ระดับโลก อย่างสิทธิในการเข้าพักที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ตามมหานครชั้นนำ อย่างปารีส ลอนดอน และโตเกียวฯลฯ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการฯ ได้ที่ www.intercontinentalresidenceshuahin.com   ข่าวที่เกี่ยวข้อง -เพราะ 3 เหตุผลหลักที่ “พราว กรุ๊ป” ยอมทุ่ม 7,000 ล้าน ปักหมุด 2 โปรเจ็กต์ในจังหวัดภูเก็ต -AWC ผนึก IHG ดึงแบรนด์ในเครือ บริหารโรงแรม 1,200 ห้อง  
ทุนสิงคโปร์จับมือไทยลุยตลาดอสังหาฯ EEC ปักหมุดโปรเจ็กต์แรกที่บางแสน

ทุนสิงคโปร์จับมือไทยลุยตลาดอสังหาฯ EEC ปักหมุดโปรเจ็กต์แรกที่บางแสน

ดีเวลลอปเปอร์ไทยดึงทุนสิงคโปร์ บุกตลาดอสังหาฯ อีอีซี จับตลาดปล่อยเช่าทั้งกลุ่มแรงงาน และนักศึกษา ก่อนแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 5 ปี  มั่นใจตลาดอสังหาฯ เติบโตและไม่โอเว่อร์ซัพพลาย ประเดิมโปรเจ็กต์แรกที่บางแสน ปั้นโครงการ “เดอะ เซนโทร คอนโด บางแสน” มูลค่า 550 ล้าน   นายพีระพล รังสิมานุรักษ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวนเจอร์ โกลบอล โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ ABN กลุ่มนักธุรกิจที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์ ในการจัดตั้งบริษัทขึ้น เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาฯ ในประเทศไทย โดยร่วมลงทุนเบื้องต้นมูลค่า 60 ล้านบาท  ซึ่งฝ่ายสิงคโปร์ลงทุนสัดส่วน 49% และบริษัทลงทุนในสัดส่วน 51%   โดยได้พัฒนาโครงการแรกในพื้นที่บางแสน จังหวัดชลบุรี ภายใต้ชื่อ  “เดอะ เซนโทร คอนโด บางแสน” มูลค่า 550 ล้านบาท เป็นอาคารขนาด 8 ชั้นจำนวน 2 อาคาร บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่  จำนวน 304 ยูนิต มีห้อง 3 ขนาด ได้แก่ ขนาด 1 ห้องนอน 28-28.15  ขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ 28.2 ตารางเมตร และ ขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ 58.27 ตารางเมตร มีระดับตั้งแต่ตารางเมตรละ 53,000-60,200 บาท  ราคาขายเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท ชนาด 28 ตารางเมตร ส่วนห้องขนาดใหญ่สุด 58.27 ตารางเมตร ราคาประมาณ 2.9 ล้านบาท   จับตลาดเช่า สร้างผลตอบแทนปีละ 8% นายพีระพล กล่าวว่า พื้นที่บางแสนถือเป็นที่ศักยภาพด้านการลงทุน เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ ซึ่งจะมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในพื้นที่กว่า 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  บางแสนยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ และพัทยา มีชายหาด และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ค่าครองชีพ ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับพัทยา     นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการศึกษาชั้นนำ ทั้งระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงเป็นแหล่งงาสำคัญ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของแรงงานจำนวนมาก ปัจจุบันน่าจะมีแรงงานกว่า 700,000 คน มีโรงงานเปิดใหม่กว่า 5,300 แห่ง ทำให้บางแสนกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งงานสำคัญ  ซึ่งเป็นโอกาสทางการตลาดของโครงการคอนโดฯ  สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่จะซื้อเพื่อปล่อยเช่า เนื่องจากในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีโครงการคอนโดฯ เปิดใหม่เลย โครงการเปิดตัวล่าสุด คือ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  ขณะที่ซัพพลายของคอนโดฯ เหลือขายในปัจจุบันมีกว่า 100  ยูนิตเท่านั้น และมีอัตราการขายเฉลี่ย 20 ยูนิตต่อเดือน ทำให้มั่นใจได้ว่าตลาดอสังหาฯ ไม่อยู่ในภาวะโอเว่อร์ซัพพลาย   นายพีระพล กล่าวอีกว่า  หลังจากบริษัทได้เริ่มเปิดตัวโครงการ  ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยยังไม่ได้เปิดการขายอย่างเป็นทางการ พบว่ามีผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าเกินกว่าจำนวนยูนิตที่เปิดขายแล้ว  จึงคาดว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า  โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่บริษัทคาดว่าจะมีสัดส่วน 70% และผู้ซื้ออยู่จริงสัดส่วน 30% โดยส่วนหนึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าจากประเทศสิงคโปร์  เนื่องจากพันธมิตรที่เข้ามาร่วมทุน จะทำการตลาดและดึงลูกค้าบางส่วนให้เข้ามาซื้อโครงการด้วย สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน โดยการซื้อเพื่อปล่อยเช่า คาดว่าจะให้ผลตอบแทนได้ในอัตรา 8% สำหรับห้องในขนาด 28 ตารางเมตร ซึ่งสามารถปล่อยเช่าได้ในราคา 6,000-7,000 บาทต่อเดือน หากเป็นห้องขนาดใหญ่ หรือขนาด 2 ห้องนอน น่าจะได้อัตราค่าเช่า 15,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตกแต่งห้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เจ้าของห้องมีให้กับลูกค้า ซึ่งนอกจากการทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าทั่วไปแล้ว บริษัทยังมีแผนทำตลาดกับกลุ่มบริษัท หรือองค์กรที่ต้องการซื้อเพื่อให้เป็นที่พักของพนักงานด้วย   เป้าหมายเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 5 ปี ภายหลังจากเปิดการขายและสามารถสร้างยอดขายได้เกิน 50% บริษัทจะหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่ 2 ต่อไปด้วย ในเบื้องต้นบริษัทวางแผนที่จะเข้าไปพัฒนาโครงการคอนโดฯ โลว์ไรซ์ในพื้นที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยมีขนาดพื้นที่โครงการประมาณ 2 ไร่ จำนวน 300 ยูนิต เนื่องจากเป็นขนาดโครงการที่มีความเหมาะสม และบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็ว   โดยป้าหมายในอนาคตภายในระยะ 5 ปีนับจากนี้ ต้องการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  เพื่อระดมทุนในการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งวางแผนจะพัฒนาโครงการจำนวน 8 โครงการ มูลค่าโครงการละ 800 ล้านบาท เพื่อสร้างผลการดำเนินงานให้ได้ 4,000 ล้านบาท  ซึ่งแต่ละโครงการจะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่ยังคงอยู่ภายใต้บริษัทเนื่องจากเป็นโครงสร้างด้านการบริหารงาน และเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สำหรับนายพีระพล ก่อนหน้านี้ได้ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและชลบุรี ภายใต้บริษัท เสริมทรัพย์ 999 จำกัด เป็นอาพาร์ทเมนท์ให้เช่า อาคารพาณิชย์ และโรงแรม เป็นระยะเวลากว่า 4 ปี มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 100 ล้านบาท ปัจจุบันยังพัฒนาโครงการต่างๆ ในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรวมทุนกับสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นเพราะรู้จักรกับนักธุรกิจสิงคโปร์เป็นการส่วนตัว และต้องการได้ความรู้ด้านการพัฒนาโครงการองทุนสิงคโปร์ และการทำตลาดดึงกลุ่มลูกค้าสิงคโปร์เข้ามา   ทุนสิงคโปร์มั่นใจตลาดไทย ลงทุนยาวนับ 10 ปี นายออสติน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวนเจอร์ โกลบอล โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตมาตลอดในระยะ 4 ทศวรรษ ที่ผ่านมา การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นไปอย่างก้าวหน้า  ประสบความสำเร็จในฐานะประเทศที่เกิดใหม่ จากนโยบายลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลไทย เมื่อแล้วเสร็จจะส่งผลให้ประเทศไทยจะมีโอกาสเติบโตอีกมาก เช่นเดียวกันในสิงคโปร์ทีมีการเติบโตของเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง   “กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัท คือ ABN เป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ ในสิงคโปร์ เมื่อเล็งเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจนอกประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาฯ  ตามเมืองใหญ่ หรือเมืองท่องเทียวของไทย จึงทำให้ตัดสินใจไม่ยากที่จะร่วมลงทุนและพัฒนาอสังหาฯ ในครั้งนี้ และจะลงทุนต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10 ปี”         
“ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น” ไม่ให้เหลือทิ้ง ลดปริมาณขยะตามแบบฉบับของเบโค

“ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น” ไม่ให้เหลือทิ้ง ลดปริมาณขยะตามแบบฉบับของเบโค

ข้อมูลจาก ThaiHealth Watch สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ระบุถึงปัญหา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทยที่ต้องจับตาในปี 2563 ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เรื่องขยะอาหาร อาหารส่วนเกิน เนื่องจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้องแข่งกับเวลาที่เร่งด่วน และการซื้ออาหารที่อาจมากเกินความจำเป็น ทำให้เก็บรักษาอาหารในตู้เย็นที่ผู้บริโภคอาจละเลยความใส่ใจหรือเก็บชนิดของอาหารในช่องเก็บของตู้เย็นที่ไม่เหมาะสมทำให้คุณภาพหรืออายุของอาหารสั้นลงเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณอาหารที่ถูกลืมหรือถูกทิ้งขว้างในบ้านเป็นจำนวนมาก   ปีใหม่นี้ บริษัท เบโค ไทย จำกัด จึงอยากชวนทุกคนมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ และอาหารการกินด้วย 5 เคล็ดลับง่าย ๆ กับ ’ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น’ ไม่ให้เหลือทิ้งสไตล์คนยุคใหม่ ตามแบบฉบับของเบโค เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกคนสามารถปรับพฤติกรรมการซื้ออาหารและการจัดระเบียบตู้เย็นให้เรียบร้อยสะอาดใหม่อยู่เสมอ และที่สำคัญสามารถช่วยประเทศรวมถึงช่วยโลกในการลดปริมาณขยะอาหารที่เหลือทิ้งหรือ Food Waste ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันได้อีกด้วย โดยเคล็ดลับที่ทุกคนสามารถทำตามหรือนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันนั้น ประกอบไปด้วย เช็คตู้เย็นทุกครั้ง ก่อนออกไปช็อป เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเปิดตู้เย็นเช็คว่ามีของอะไรที่ยังเหลือบ้าง แล้วมีอาหารหมดอายุหรือไม่ มีอะไรขาดถึงต้องซื้อใหม่ เพราะถ้าไม่เช็คดูให้ดีก็จะทำให้ตู้เย็นมีแต่อาหารที่มากเกินความจำเป็น นอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณขยะอาหารแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอีกด้วย และถ้าเราได้รับประทานแต่ของสดใหม่ก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี และช่วยลดปริมาณขยะอาหารในโลกอีกด้วย แยกประเภท เก็บใส่ตู้เย็นให้เป็นหมวดหมู่ เมื่อซื้อของเข้าบ้านแล้ว การจัดวางของให้เป็นระเบียบในตู้เย็น นอกจากจะทำให้ตู้เย็นเรียบร้อยแล้ว ยังสามารถหยิบของได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแยกเก็บของให้เป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นของสด อาทิ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งครีม เครื่องสำอางค์ต่างๆ  เป็นต้น ก็จะทำให้ไม่เกิดกลิ่นปะปนในตู้เย็น รวมถึงลดปัญหาการเก็บลืมจนอาหารหมดอายุและกลายเป็นขยะอาหารที่ถูกทิ้งในที่สุด เลี่ยงคำว่า เสียดาย หลายคนไม่กล้าทิ้งของเพียงเพราะคำว่า "เสียดาย" ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภท ขนมปัง นม โยเกิร์ต ผัก ผลไม้ หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอางและน้ำหอม ที่มีราคาสูงหรืออาจเพิ่งหมดอายุไปเพียงไม่กี่วันก็ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียดาย จนทำให้เก็บลืมและทำให้เกิดขยะอาหารนั่นเอง เพราะฉะนั้นการที่เรายอมทิ้งของหมดอายุในตู้เย็นไปบ้างนั้น จะช่วยให้ตู้เย็นเป็นระเบียบ สะอาดน่าเปิดใช้งาน เปิดตู้เย็น โชว์สกิลฝีมือตัวเอง  ลองหัดทำอาหารไม่ว่าจะทำเพื่อทานที่บ้านหรือเอาไปทานที่ออฟฟิศก็ตาม นอกจากจะช่วยประหยัดค่ามื้ออาหารของเราได้แล้ว ยังทำให้รับประทานได้อย่างสบายใจหายห่วง เพราะเราใช้วัตถุดิบที่สะอาดปลอดภัยจากตู้เย็นของเราเอง อีกทั้งช่วยลดปริมาณขยะอาหารในบ้าน รวมถึงขยะพลาสติกหรือกล่องโฟมได้อีกด้วย เพราะการซื้ออาหารกล่องหรือถุงข้าวแกงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเพิ่มปริมาณขยะพลาสติกหรือกล่องโฟมและเป็นการทำร้ายโลกของเราด้วย เลือกตู้เย็นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ เราทุกคนต่างต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและคนที่เรารักเสมอ หนึ่งในของใช้ในบ้านที่ขาดไม่ได้เลยก็คือตู้เย็น ซึ่งเราก็ต้องเลือกรุ่นที่ดีที่สุดและสามารถเก็บรักษาอาหารให้คงความสดและคงคุณค่าได้ยาวนานที่สุด ซึ่งเบโคได้คิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบทำความเย็นอัจฉริยะแยกส่วนอิสระ 3 โซนอย่าง Triple Cooling ที่ช่วยลดปัญหากลิ่นปะปนภายในตู้เย็น และเทคโนโลยีในช่องแช่ผักและผลไม้แบบพิเศษอย่าง EverFresh+ ที่ช่วยคงคุณค่าวิตามิน รักษาความสดและยืดอายุของผักและผลไม้ได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า หรือนานกว่า 30 วัน ทำให้สามารถลดปริมาณขยะอาหารได้อย่างมากเลยทีเดียว ทั้งนี้เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ชอบความหรูหรามีสไตล์ โดยเฉพาะนักสะสมไวน์หรือสายปาร์ตี้ที่รักการทำอาหารในบ้าน พลาดไม่ได้กับ Beko Multi-Door Wine Cooler ตู้เย็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากยุโรปที่ถูกออกแบบให้มีความหรูหรา พร้อมช่องแช่ไวน์ที่สามารถแช่ไวน์ได้สูงสุดถึง 28 ขวด อีกทั้งประตูกระจกป้องกันแสงยูวีที่ช่วยรักษารสชาติของไวน์ และสามารถปรับอุณหภูมิสำหรับแช่ทั้งไวน์ขาวหรือไวน์แดงได้ตั้งแต่ 5-20 องศา ถือเป็นอุณหภูมิที่ดีที่สุดในการแช่ไวน์ เพื่อคงคุณภาพไวน์ขวดโปรดของคุณได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งรับประกันว่าสามารถแบ่งแยกประโยชน์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นช่องจัดเก็บที่เป็นหมวดหมู่ ดีไซน์ที่หรูหรา เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงช่วยประหยัดไฟเบอร์ 5 อีกด้วย   เพียงนำแนวทางของเคล็ดลับทั้ง 5 กับ "ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น" ไม่ให้เหลือทิ้งสไตล์คนยุคใหม่ ตามแบบฉบับของเบโค มาปรับพฤติกรรมการซื้ออาหารและการจัดระเบียบตู้เย็นในบ้าน ก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะอาหารและพลาสติกลงไปได้อย่างมาก สำหรับคนยุคใหม่ที่กำลังมองหาตู้เย็นเทคโนโลยีที่ครบวงจรใหม่ล่าสุดจากยุโรป มาพร้อมการออกแบบที่หรูหราพร้อมช่องแช่ไวน์อย่างรุ่น Beko Multi-Door Wine Cooler สามารถติดต่อได้ที่จุดจำหน่ายต่าง ๆ อาทิ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน, เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล อีสวิลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เมกา บางนา, โฮมโปร ราชพฤกษ์, โฮมโปร พระราม2, โฮมโปร รามอินทรา และโฮมโปร รังสิต ติดตามรายละเอียดตู้เย็นเทคโนโลยีจาก Beko ได้ทางเว็บไซต์  Beko บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น ให้สดอร่อยและอยู่นานมากขึ้น ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก ตำแหน่งการวางเตาครัว เตาอบ ไมโครเวฟ และตู้เย็น ถอดรหัสกระแสบ้านอัจฉริยะ    
กางแผน LH  เปิด 16 โปรเจ็กต์แนวราบสร้างยอดขาย 28,000 ล้าน

กางแผน LH เปิด 16 โปรเจ็กต์แนวราบสร้างยอดขาย 28,000 ล้าน

“แลนด์แอนด์เฮ้าส์”  กางแผนปี 63 เปิด 16 โปรเจ็กต์ใหม่แนวราบ มูลค่ากว่า 30,535 ล้านบาท  พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 28,000 ล้านบาท  ยอมรับสภาพเศรษฐกิจปีที่ผ่านมา ทุบความมั่นใจผู้บริโภค ส่งผลให้ผลประกอบการปี 62 ต่ำกว่าเป้าหมาย คาดอีก 2 ปีตลาดฟื้นตัว   นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH  เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปี 2563 ว่า ได้วางแผนพัฒนาโครงการใหม่รวม 16 โครงการ มูลค่ากว่า 30,535 ล้านบาท  แบ่งเป็น โครงการบ้านเดี่ยว 10 โครงการ บ้านแฝด 3 โครงการ และทาวน์เฮ้าส์ 3 โครงการ  เป็นโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 13 โครงการ และต่างจังหวัด 3 โครงการ ในพื้นที่จังหวัดอยุธยา, ภูเก็ต และเชียงใหม่   โดยบริษัทได้เตรียมงบประมาณการลงทุนไว้ 11,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการซื้อที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการต่างๆ  แบ่งเป็น การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมูลค่า 7,000 ล้านบาท และ การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่ามูลค่า  4,000 ล้านบาท จำนวน 4-5 โครงการ   นอกจากนี้  บริษัทมีแผนขายอพาร์ทเม้นท์ 1 แห่งในสหรัฐอเมริกา จากปัจจุบันมีอยู่ 4 แห่ง มูลค่ารวม 450 ล้านเหรียญ  ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ขายไปแล้ว 2 โครงการ ซึ่งทำกำไรได้มากกว่า 10%  ทุกโครงการ  และบริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ ในการนำสินทรัพย์ขายเข้ากองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม  และเตรียมออกหุ้นกู้ 14,000 ล้านบาท เพื่อรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ชุดเดิมที่จะครบกำหนดด้วย   “บริษัทได้ขายโรงแรม Grande Centre Point สุขุมวิท 55 ให้กับกองทุนทรัสต์ เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ LHHOTEl มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนภาษีเป็นจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท”   ในปี 2563  บริษัทตั้งเป้าหมายมียอดขาย 28,000 ล้านบาท และยอดโอน  28,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายรอโอน (Backlog) ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัททำผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยทำยอดขายได้ประมาณ 25,000-26,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 22%  จากที่คาดว่าจะทำได้ 33,000 ล้านบาท ซึ่งยอดรับรู้รายคาดว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายเช่นกัน โดยปีที่ผ่านมาตั้งเป้าหมายยอดรับรู้รายได้ 32,000 ล้านบาท   สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย มาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจก็ตาม  แต่กลุ่มลูกค้าไม่มีอารมณ์ในการใช้จ่ายเงิน  เพราะขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ที่มีกลุ่มผู้ซื้อบางส่วนเป็นนักลงทุนหรือนักเกร็งกำไร   นายนพร  กล่าวอีกว่า แนวโน้มตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในตลาดคอนโดฯ ซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลานานกว่าโครงการแแนวราบ เนื่องจากเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มีจำนวนห้องชุดในตลาดจำนวนมาก  คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี สภาพตลาดจึงจะฟื้นตัวีขึ้น   “ในปีนี้ สิ่งที่น่ากังวลคงไม่มีอะไรไปมากกว่าสภาพเศรษฐกิจ  การตัดสินใจซื้อลดลง  จำนวนยูนิตเหลือขายยังคงมีมากในหลายโลเคชั่น  โดยเฉพาะตลาดคอนโดฯ ที่ซบเซามาตลอดปีที่ผ่านมา แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เห็นว่าปีนี้ถึงเวลาที่จะกลับมามองตัวเอง พัฒนาตัวเอง กลับมาดูหลังบ้าน พัฒนาเทคโนโลยี”  
AWC ผนึก IHG ดึงแบรนด์ในเครือ บริหารโรงแรม 1,200 ห้อง

AWC ผนึก IHG ดึงแบรนด์ในเครือ บริหารโรงแรม 1,200 ห้อง

AWC จับมือ IHG ดึงแบรนด์ในเครือ ทั้ง อินเตอร์คอนติเนนตัล, ฮอลิเดย์ อินน์, โวโค, รีเจนท์ และซิกส์เซ็นส์ บริหารโรงแรมในเครือทั้งเก่าและกำลังสร้าง กว่า 1,200 ห้อง ประเดิมแห่งแรก ปรับโฉมโรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง เป็น “อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง” มูลค่า 3,000 ล้าน ก่อนดังแบรนด์ในเครือ IHG บริหารโรงแรมต่อ   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ในเครือทีซีซี (TCC Group)  เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับกลุ่ม อินเตอร์คอนติเนนตัล  โฮเต็ล  หรือ IHG ลงนามกรอบความตกลงด้านการบริหารจัดการโรงแรมจำนวน 5 แห่ง รวม 1,200 ห้อง ภายใน 2 ปี  โดยเริ่มต้นบริหารโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง เป็นแห่งแรก หลังจากนั้นจะคัดเลือกโรงแรมที่อยู่ในเครือและอยู่ระหว่างการพัฒนามาบริหารภายใต้แบรนด์ของ IHG     โดย AWC จะคัดเลือกโรงแรมในเครือและอยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 8 แห่ง ได้แก่ โรงแรมภายใต้โครงการมิกซ์ยูสที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 4 แห่ง ในพื้นที่ไชน่าทาวน์  พื้นที่บางนา พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่พัทยา  รวมถึงโรงแรมที่มีอยู่แล้วอีก 4 แห่ง ในพื้นที่เจริญกรุง จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย และหัวหิน เพื่อคัดเลือกมาบริหารภายใต้แบรนด์ของ IHG ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม   “แบรนด์ของ IHG ที่น่าจะนำมาใช้บริหารโรงแรมของ AWC ในอนาคตน่าจะเป็นฮอลิเดย์ อินน์ (HOLIDAY INN) โวโค (VOCO) รีเจนท์ (Regent) และซิกส์เซ็นส์ (SIX SENSES)”   สำหรับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง เดิมชื่อโรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของกลุ่มทีซีซี  โดย AWC ได้ลงทุนปรับปรุงโรงแรมใหม่ มูลค่าโครงการรวม 3,000 ล้านบาท พร้อมกับใช้แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัลมาบริษัท  ซึ่งคาดว่าจะเปดให้บริการได้ภายในปี  2564 หลังจากเปิดให้บริการแล้ว จะทำการปรับราคาห้องพักขึ้นเป็นคืนละ 6,000 บาท จากปัจจุบันมีราคาประมาณ 1,000 บาท     นางวัลลภา กล่าวอีกว่า ศักยภาพขอโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง ที่ผ่านมาสามารถสร้างผลกำไรให้กับบริษัทมาโดยตลอด ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี 80% คาดว่าภายหลังการเปิดให้บริการน่าจะมีอัตราการเข้าพักเพิ่มสูงมากขึ้น และสามารถสร้างอัตรากำไรไม่ต่ำกว่า 12% โดยมุ่งเน้นจับกลุ่มนักท่องเที่ยวลักชัวรี่ รวมถึงกลุ่มประชุมสัมมนา เนื่องจากได้เพิ่มพื้นที่ห้องจัดประชุมสัมมนาเพิ่มขึ้นอีก 3,600 ตารางเมตร และมีจำนวนห้องพักรวม 306 ห้อง   ด้นานางสาวเซเรนา ลิม รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี กล่าวว่า  ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับ IHG เพราะประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนำ  ทั้งสำหรับกลุ่มที่เข้ามาทำธุรกิจและเข้ามาพักผ่อน การจับมือ ร่วมเป็นพันธมิตรกับ AWC ซึ่งเป็นนักพัฒนาชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยให้ IHG สามารถสร้างการเติบโตต่อไปในประเทศ พร้อมทั้งช่วยผลักดันการขยายการเติบโตของแบรนด์ระดับโลกในจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ด้วยเช่นกัน   การลงนามในสัญญาฉบับใหม่ระหว่าง AWC และ IHG จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับความเป็นพันธมิตรระหว่าง 2 บริษัท ต่อเนื่องจากความสำเร็จที่ผ่านมากับการพัฒนาและการบริหารโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพ สาทร จนได้รับรางวัล “Loved by Guests 2019” จากเว็บไซต์ Hotels.com และรางวัล TTG Travel Awards 2019 สาขา Best Budget Hotel 2019     โดยโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง มีส่วนสำคัญที่ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทยที่เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิงยังเคยได้รับเลือกให้เป็นโรงแรมแห่งแรกในเชียงใหม่ที่เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปี 2546 นอกเหนือจากการเป็นสถานที่รับรองงานอีเวนต์ระดับนานาชาติหลายงานอาทิ งานไทยแลนด์ ทราเวล มาร์ต และอีกมากมาย รวมถึงการเป็นโรงแรมที่เปิดต้อนรับแขกผู้มีเกียรติระดับนานาชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระราชวงศ์จากต่างประเทศ ประมุขของรัฐ และบุคคลผู้มีชื่อเสียงจากทั่วโลกตลอดหลายปีที่ผ่านมา   สำหรับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง  มีกำหนดเปิดทำการในปี 2564 และจะดำเนินการส่วนขยายจนแล้วเสร็จอย่างเต็มรูปแบบในปี 2565  ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวของเชียงใหม่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะภายหลังการขยายพื้นที่ของสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 16 ล้านคนในปี 2565 และสนามบินแห่งที่ 2 ของจังหวัดเชียงใหม่ ในเขตอำเภอสันกำแพง  ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2568 จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 10 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้อุตสาหกรรมไมซ์และการประชุมในระดับระหว่างประเทศในเชียงใหม่นั้นมีการเติบโตถึง 250%  ในระหว่างปี 2556 ถึงปี 2561    
สิงห์ เอสเตท ควัก 1,725 ล้าน ซื้อเมโทรโพลิส เสริมพอร์ตออฟฟิศให้เช่า

สิงห์ เอสเตท ควัก 1,725 ล้าน ซื้อเมโทรโพลิส เสริมพอร์ตออฟฟิศให้เช่า

สิงห์ เอสเตท มั่นใจธุรกิจอาคารสำนักงานใจกลางเมือง  ควักทุน 1,725 ล้าน ซื้ออาคารเมโทรโพลิส  เสริมแกร่งพอร์ทโฟลิโอพื้นที่สำนักงานให้เช่า จาก “ฟีนิกซ์ เพาเวอร์”   พร้อมต่อยอด นำอาคารเมโทรโพลิสและทรัพย์สินอื่นๆของบริษัท เข้าเพิ่มเติมในกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพรม์ โกรท     การเข้าซื้ออาคารเมโทรโพลิส เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเพิ่มการกระจายธุรกิจไปยัง Recurring Income Business หรือธุรกิจที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ เพื่อลดความผันผวนจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ เนื่องจากธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่ามีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ อีกทั้งอาคารเมโทรโพลิสยังตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยม ย่านพร้อมพงศ์ รวมทั้งมีแนวคิดการออกแบบและตกแต่งที่เรียบหรูลงตัว จึงสามารถเสริมการสร้างผลกำไรของบริษัทให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว     นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าซื้ออาคารเมโทรโพลิสและรับโอนสิทธิการเช่าที่ดินจาก บริษัท ฟีนิกซ์ เพาเวอร์ จำกัด ด้วยเงินลงทุน 1,725 ล้านบาท เนื่องจากมีความมั่นใจธุรกิจอาคารสำนักงานใจกลางเมือง จึงนำเอาทรัพย์ดังกล่าวมาเสริมแกร่งพอร์ทโฟลิโอพื้นที่สำนักงานให้เช่า พร้อมเตรียมแผนที่นำอาคารเมโทรโพลิสและทรัพย์สินอื่นๆของบริษัท เข้าเพิ่มเติมในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพรม์ โกรท (SPRIME)   “อาคารเมโทรโพลิส จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ทโฟลิโอ ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่าของบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่รวมกันถึง 120,000 ตาราเมตร ในทำเลสำคัญทั่วกรุงเทพฯ และมีแผนนำอาคารเมโทรโพลิส และทรัพย์สินอื่นๆ ของบริษัท เข้าเพิ่มเติมในกองทรัสต์ SPRIME ซึ่งมีผลตอบแทนที่สูงถึง 7% ณ ไตรมาส 3 ของปี 2562”     ทั้งนี้ อาคารเมโทรโพลิส เป็นอาคารสำนักงานให้เช่า สูง 21 ชั้น มีอัตราการเช่าเฉลี่ยประมาณ 98% ค่าเช่าตารางเมตรละประมาณ 800 บาทต่อเดือน เปิดดำเนินการเมื่อปลายปี 2558 มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดประมาณ 26,157 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนที่ดินที่เนื้อที่ 2-0-19 ไร่ ในพื้นที่ธุรกิจใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ริมถนนสุขุมวิท ซึ่งถือเป็นทำเลที่ดีและมีความน่าสนใจ และเดินทางสะดวกโดยตั้งอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์ ซอยสุขุมวิท 39 รวมทั้งใกล้กับศูนย์การค้าชั้นนำ โรงแรม และสวนสาธารณะสำคัญ  
กคช.เปิดแคมเปญ “เช่าทั่วไทย” เริ่มต้นเดือนละ 999 บาท

กคช.เปิดแคมเปญ “เช่าทั่วไทย” เริ่มต้นเดือนละ 999 บาท

การเคหะแห่งชาติ จับมือก.พัฒนาสังคมฯ จัดแคมเปญ “เช่าทั่วไทย” ให้คนไทยเช่าบ้านการเคหะ ในราคาเริ่มต้น 999 บาท จำนวน 10,000 ยูนิตทั่วไทย เป็นของขวัญปี พร้อมเปิดจองสิทธิเช่าผ่านระบบออนไลน์แล้ว  ระยะเวลถึง 30 มิถุนายน 2563  นี้   ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบของขวัญปีใหม่ พม. สำหรับประชาชน ปี 2563 โดยจัดโปรโมชั่น “เช่าทั่วไทย” บ้านเช่าราคาพิเศษให้กับประชาชน เริ่มต้นเพียง 999 บาท โดยเปิดจองผ่านระบบออนไลน์ http://999.nha.co.th กำหนดเปิดจองตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม – 30 มิถุนายน 2563 มีโครงการเข้าร่วม 10,000 ยูนิต  แบ่งออกเป็นบ้านเช่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 6,500 ยูนิต และบ้านเช่าในพื้นที่ภูมิภาค จำนวน 3,500 ยูนิต เช่น เชียงใหม่ ลำปาง ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา  สระบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ หนองคาย ภูเก็ต และสงขลา เป็นต้น สำหรับโครงการ “เช่าทั่วไทย” ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการทำสัญญาเช่ากับการเคหะแห่งชาติเป็นระยะเวลา 1 ปี และต่อสัญญาเช่าทุกปี โดยผู้ลงทะเบียนจองสิทธิในโครงการฯ จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1.เป็นผู้มีสัญชาติไทย และบรรลุนิติภาวะแล้ว 2.มีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 40,000 บาท ต่อเดือน 3.ไม่เป็นคู่สัญญาเช่ากับการเคหะแห่งชาติ และไม่มีหนี้ค้างชำระ หากผู้เช่ามีความประสงค์จะซื้อในภายหลังก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นซื้อได้ตามเงื่อนไขที่การเคหะแห่งชาติกำหนด นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ต้องการจะซื้อโครงการดังกล่าว การเคหะแห่งชาติมีโปรโมชั่นพิเศษวางเงินจองเพียง 1,000 บาท กู้ได้สูงสุด 100% หรือผ่อนบ้านกับการเคหะแห่งชาติในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ปีแรก ฟรีค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ และฟรีมุ้งลวด – เหล็กดัด สำหรับอาคารชุดชั้น 4 - 5 อีกด้วย   ผู้สนใจจองสิทธิ “เช่าทั่วไทย” สามารถลงทะเบียนได้ที่ http://999.nha.co.th ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2563 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป และหมดเขตการจองสิทธิเช่าในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1615