Tag : howto

408 ผลลัพธ์
Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! [VDO]

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! [VDO]

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! หลาย ๆ บทความก่อนหน้านี้ เรามีการพูดถึง Bitcoin กันในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ทำความรู้จักกับ Bitcoin ETFs” ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจ​ เรื่องของการลงทุนใน Bitcoin หรือแม้แต่เรื่องพื้นฐานการทำงานของ Bitcoin กับ Blockchain  จากบทความ “Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto” ที่ทำให้เราเห็นภาพว่า Bitcoin มีความสัมพันธ์หรือการทำงานร่วมกับ Blockchain อย่างไร และ Blockchain เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องการโอนเงินอย่างไรบ้าง   โดยบทความในวันนี้ ก็จะเป็นการพูดถึงเรื่องพื้นฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin อีกหนึ่งเรื่อง คือ Bitcoin Wallet เพราะว่าเป็นหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการ Bitcoin หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ ที่เราได้ซื้อมา เพราะเป็นที่จัดเก็บ Bitcoin ที่เราได้ซื้อมา ซึ่งมี 2 เรื่องสำคัญที่จะอธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet คือ ลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet       เข้าใจ Bitcoin Wallet ผ่านการทำงานของ Email เรื่องแรกที่เราที่อยากจะอธิบายก่อน คือ ลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ว่ามีลักษณะการทำงานอย่างไร เพื่อที่เราจะได้บริหารจัดการ Bitcoin หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ ที่เราซื้อมาได้อย่างถูกวิธี เพื่อความเข้าใจการทำงานของ Bitcoin Wallet จะขอใช้ตัวอย่างการใช้งานของ Email มาเป็นตัวอธิบายลักษณะการใช้งานของตัว Bitcoin Wallet เพราะ Email เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ตัวคอนเซ็ปต์การใช้งานของ Email ก็คล้ายกับตัว Bitcoin Wallet เลย สำหรับการใช้งานของ Email ที่เราคุ้นเคย จะประกอบไปด้วย   1. การ Login   การใช้งาน Email เราจะต้องเริ่มต้นด้วยการ Login เข้าไปใช้งานตัว Email ของเราเพื่อส่ง Email ออกมา ซึ่งการที่เราจะสามารถส่ง Email ออกจาก Email ของเราได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ - User หรือ Email Address - Password เพื่อ login เข้าไปใช้ Email ส่งจาก Email ของเรา ออกไปหาคนอื่นได้ ซึ่งข้อมูลสำคัญในส่วนนี้ จะมีข้อมูลที่เราทราบเพียงคนเดียว คือ Password   2. การรับส่งข้อมูล ถัดมาเป็นการรับข้อมูลผ่านทาง Email ซึ่งการรับข้อมูลผ่านทาง Email ต้องใช้ Email Address ของเรา เป็นตัวรับข้อมูลจากผู้อื่น ซึ่งตัวข้อมูล Email Address เป็นข้อมูลที่เราสามารถจะบอกผู้อื่นได้ เพื่อให้ผู้อื่นส่งข้อมูลมาที่  Email Address ของเรา   3.การเก็บข้อมูล (Data storage) ถัดมา คือ การเก็บข้อมูล หรือ Data storage โดยปกติข้อมูล Email Address ของเรา ก็จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Email นั้น ๆ เช่น Gmail จะเป็น Server ของ Google หรือ Hotmail จะเป็นของ Microsoft จะเห็นว่าข้อมูลถูกเก็บไว้บน Server ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเรา   4.การเข้าถึง Email    ถัดมาเป็นการเข้าถึงตัว Email ซึ่งการเข้าถึงตัว Email สามารถเข้าถึงได้หลายรูปแบบ อาจจะเข้าถึงตัว Email ผ่านทาง PC ของเราาเอง หรือตัว Laptop หรือสมาร์ทโฟน ก็เข้าถึงตัว Email ของเราได้ทั้งหมด โดยทั้ง 4 องค์ประกอบสำคัญ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อการใช้งานของ Email ซึ่งทั้งหมดเป็นคอนเซ็ปต์การใช้งานของ Email โดยทั่ว ๆ ไป ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ต่อมาเราจะมาดูลักษณะการใช้งานของ Bitcoin Wallet โดยนำมาเปรียบเทียบการใช้งานของ Email ในแต่ละข้อกัน ซึ่งมีลักษณะการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน   หลักการทำงานของ Bitcoin Wallet 1.การ Login   การใช้งาน Email จะต้อง Login ด้วย User name และ Password แต่สำหรับ Bitcoin หลักการ Login เข้าไปใช้งาน Bitcoin Wallet หรือการส่งตัว Bitcoin ออกจากตัว Wallet เขาเราได้ ต้องใช้ตัว Private Key ซึ่งรหัส Private Key  มีลักษณะตัวอย่างแบบนี้ 5AKYR2XCALKMSUNFADLS87GYgUQAUYD  ซึ่งของจริงจะยาวกว่าตัวอย่างนี้ พอสมควรเลย โดยความสำคัญของตัว Private ถ้าใครก็ตามรู้ตัว Private key ก็จะใช้เข้าไปใช้ตัว Bitcoin Wallet นั้นได้ ทำให้ตัว Private key เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ ควรเก็บไว้ให้ดี ไม่ให้ใครทราบข้อมูลในส่วนนี้   2.การรับส่งข้อมูล การรับข้อมูลผ่านทาง Email ต้องใช้ Email Address ของเรา แต่การรับตัว Bitcoin จะมีตัว Public key หรือตัว Address ที่เราจะเอาไว้บอกให้คนอื่นทราบเพื่อที่เขาจะได้โอนตัวBitcoin มาหาเราได้ สำหรับตัวรหัส Public key และ Address จะมีลักษณะเหมือนรหัสของ Private Key แต่สั้นกว่า   3.การเก็บข้อมูล (Data storage) ต่อมาเป็นส่วนของ Data Storage หรือเป็นข้อมูลที่จะบอกว่า แต่ละคนมี Bitcoin อยู่เท่าไร ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกบันทึกบนระบบ Blockchain แต่การจัดเก็บข้อมูล Email Address ของเรา จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Email นั้น ๆ   โดยระบบ Blockchain ของ Bitcoin จะมีการบันทึกบอกให้เรารู้ว่า Private key แต่ละอัน มี Bitcoin ครอบครองอยู่เท่าไรจากข้อมูล การโอนเข้าโอนออกของ Bitcoin ในอดีตของแต่ละ Private key เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่มีการบันทึกวาใครครอบครอง Bitcoin อยู่เท่าไร จะถูกบันทึกไว้ในระบบ Blockchain   4.การเข้าถึง Bitcoin Wallet  การเข้าถึงตัว Bitcoin Wallet หรือก็คือ การที่เราจะสามารถโอน Bitcoin ออกจาก Wallet ของเราไปหาคนอื่น เราก็สามารถที่จะเข้าถึงได้ทั้งทาง Software Wallet หรือ Hardware Wallet เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดของตัว Bitcoin มีการบันทึกในระบบ Blockchain ไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์หรือตัว Wallet ของเรา   จากทั้งหมดเราก็สรุปได้ว่า สิ่งที่ Bitcoin Wallet เก็บไว้ก็ถือตัว Private key, Public key หรือตัว Address โดยที่ตัว Private key ที่ Bitcoin Wallet เก็บไว จะเป็นตัวข้อมูลที่เราเอาไว้ใช้เข้าถึงตัว Bitcoin ที่มีการเก็บไว้ในระบบ Blockchain ได้นั่นเอง   Bitcoin จะหายไหม ถ้าคอมพิวเตอร์ถูกขโมย จากลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet เชื่อว่าน่าจะมองเห็นภาพและเข้าใจการทำงานที่ถูกต้องของ Bitcoin Wallet กันแล้ว แต่ก็มักจะมีคนยังข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับตัว Bitcoin Wallet โดยจะขอยกตัวอย่างดังนี้ เพื่อมาอธิบายและทำความเข้าใจอีกครั้ง   นาย A มี Bitcoin Wallet อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วนาย A มีการซื้อ Bitcoin มา 1 BTC , 0.5 BTC, 0.01 BTC บ้าง เข้ามาเก็บไว้ใน Wallet ที่เซฟไว้ในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ตัวคอมพิวเตอร์ก็หายไป ฮาร์ดดิสก์ก็หายไป นาย A ก็เข้าใจว่าตัว Bitcoin ที่ซื้อมาเก็บไว้ใน Wallet อยู่ในฮาร์ดดิสก์มันไม่มีทางที่จะเอากลับมาได้แล้ว เพราะว่าตัว Bitcoin ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่หายไป ซึ่งความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง   แต่จากลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ทั้งหมด ทำให้ตอนนี้เรารู้แล้วว่าตัว Bitcoin จริง ๆ ไม่ได้หายไปไหนหรอก มันถูกเก็บไว้ในระบบ Blockchain แต่ตัวที่อาจจะหายไป คือตัว Private key ซึ่งถ้านาย A มีการเก็บตัว Private key ไว้ที่อื่น เช่น เก็บไว้ใน Hardware Wallet สำรอง หรือมีการจดไว้ในกระดาษ เขาก็สามารถเข้าถึงตัว Bitcoin ที่มีการบันทึกอยู่ในระบบ Blockchain ได้ แล้วก็สามารถโอนตัว Bitcoin ส่งต่อให้คนอื่นได้   ทั้งหมดนี้น่าทำให้หลายคนที่กังวลใจ ว่ากลัว Bitcoin ที่ซื้อมา เสียเงินลงทุนไปจำนวนมาก คลายกังวลได้ เพียงแต่ต้องรักษา Private key ไว้ให้ดี และต้องจดจำให้ได้ ไม่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะหายไป หรือพังลง ตัว Bitcoin ที่เราซื้อไว้ก็ยังอยู่ ส่วนเรื่องราคาเราไม่อาจจะการันตีได้ว่าจะเท่าเดิม หรือเพิ่มมากขึ้นได้ นักลงทุนทั้งหลายต้องไปลุ้นกันเอาเอง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก  
ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก [VDO]

ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก [VDO]

ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก เชื่อว่าหลายคนคงมีความสนใจที่จะลงทุนใน Bitcoin และอาจจะรู้จักกับตัว Bitcoin เป็นอย่างดี แต่อาจจะมีเรื่องหนึ่ง คือ Bitcoin ETFs ที่อาจจะยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร ขณะเดียวกันก็อาจจะมีบางคนเช่นกัน ที่เข้าใจและคุ้นเคยกับ ETFs เป็นอย่างดี และมีความสนใจจะเข้าลงทุนใน Bitcoin     ทำความรู้จักกับ Bitcoin ETFs สำหรับบทความครั้งนี้ จึงจะมาอธิบายกันว่า Bitcoin ETFs คืออะไร  แล้วทำไมจึงมีคำกล่าวที่ว่า หากกลต.ของสหรัฐอเมริกา อนุมัติตัว Bitcoin ETFs แล้ว ราคาของ Bitcoin จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก   เริ่มแรกจะขออธิบาย ETFs ก่อนว่าคืออะไร? ETFs เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า Exchange Trade Funds หมายถึง กองทุนที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับหลักทรัพย์ ที่กองทุนนั้นเข้าไปลงทุน อย่างเช่น ถ้ากอง ETFs กองหนึ่งเข้าไปลงทุนในหุ้นปตท.และ BTS โดยผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน จะขึ้นกับราคาหุ้น และการปันผลของหุ้นปตท.และ BTS   โดยปกติแล้ว ETFs จะอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนรายย่อยให้เข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ ตัวได้ โดยใช้เงินลงทุนที่ต่ำ ในอัตราหลักพันบาทก็สามารถลงทุนได้แล้ว โดยเป็นการลงทุนผ่านตัวหน่วยลงทุนหรือหุ้นของ ETFs ที่มีสภาพคล่องสูง   สำหรับ Bitcoin ETFs ก็เช่นเดียวกัน การลงทุนใน Bitcoin ETFs นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุน ซึ่งก็คือตัว Bitcoin นั่นเอง   ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไก เหมือนกับการซื้อขายหุ้น โดยทั่วไปที่ส่วนใหญ่คุ้นเคย ลงทุน Bitcoin แบบไม่ต้องรู้เทคโนโลยี หลายคนที่มีความสนใจลงทุน แต่อาจจะไม่มีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยี ไม่รู้เรื่อง Private key, Address รวมถึงการเก็บรักษา Cryptocurrency ก็จะสามารถลงทุนผ่านตัว Bitcoin ETFs ได้ เนื่องจากว่า ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไกลเหมือนกับการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน   โดยกลไกลการทำงานของ Bitcoin ETFs มีลักษณะดังนี้ คือ หากมีบริษัทจัดการกองทุนบริษัทหนึ่ง มีความต้องการตั้งกอง Bitcoin ETFs บริษัทนี้ต้องยื่นขออนุญาตกับทางกลต.ก่อน ซึ่งหลังจากได้รับอนุญาตแล้ว จะดำเนินการจัดตั้งกองทุนและทำการรวบรวมตัว Bitcoin โดยอาจจะซื้อผ่าน Crypto Exchange  แล้วนำตัว Bitcoin ที่ได้มาฝากกับผู้รับฝากหลักทรัพย์ หรือ Custodian Bank หลังจากนั้น ผู้รับฝากหลักทรัพย์ จะออกตัวใบหุ้นของกองทุนนี้ โดยหุ้นนี้จะออกเสนอขายให้กับนักลงทุนได้   สำหรับนักลงทุนที่ซื้อ ETFs ต้องการขายตัวหุ้นเพื่อทำกำไร ในทางทฤษฎี นักลงทุนสามารถนำใบหุ้นมาขายคืนให้กับ Custodian Bank เพื่อจะไถ่ถอนตัว Bitcoin ออกมา แล้วนำไปขายใน Crypto Exchange อีกที แต่ในทางปฏิบัติ ปกตินักลงทุนที่ลงทุนใน ETFs เขาจะนำหุ้นของกองทุนไปขายใน Stock Exchange เลย โดยปกติตัวมูลค่าหุ้นของกอง ETFs จะมีมูลค่าหุ้นเท่ากับตัวมูลค่าหลักทรัพย์ที่กองนี้เข้าไปลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ Bitcoin   สรุปหลักการทำงานของ Bitcoin ETFs จากที่ได้อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ถ้า Bitcoin ETFs สำเร็จขึ้นมา นักลงทุนที่อยากลงทุน Bitcoin แต่ไม่มีความรู้เรื่อง Private key, Address รวมถึงการเก็บรักษา Cryptocurrency ก็จะสามารถลงทุนผ่านตัว Bitcoin ETFs ได้ เนื่องจากว่า ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไกเหมือนกับการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน   จึงมีการคาดการณ์ว่า ถ้าตัว Bitcoin ETFs อนุมัติแล้ว จะมีเม็ดอีกจำนวนมหาศาลเข้าสู่ Cryptocurrency จึงเป็นประเด็นน่าติดตามว่า Bitcoin ETFs จะมีผลต่อตลาด Cryptocurrency อย่างไร เป็นประเด็นที่เราต้องติดตามกันต่อไป   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร?  
Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? [VDO]

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? [VDO]

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ในวงการเงินดิจิทัล หรือตลาด Cryptocurrency จำเป็นจะต้องมีตัวกลางในการใช้และเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ จึงมีการสร้าง เหรียญ (Coin) หรือ โทเคน (Token) ขึ้นมาใช้ โดยกำหนดมูลค่าและรูปแบบของเหรียญหรือโทเคนแตกต่างกันออกไป ซึ่ง Coin  กับ Token ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจไม่เข้าใจว่าทั้ง 2 ชนิดนี้ เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร   โดยบทความนี้จะมาอธิบาย และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Coin และ Token ว่ามีความเหมือนหรือข้อแตกต่างกันอย่างไร​ ทำไมถึงมีการแบ่งประเภท Cryptocurrency บางชนิดเป็น Coin และบางชนิดเป็น Token   รู้จัก Coin & Token และข้อแตกต่าง Coin ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการพัฒนาระบบ Blockchain เป็นของตนเอง  ระบบและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาจะมีเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของ Coin ตัวอย่าง Coin ได้แก่ Bitcoin, Litecoin, Ethereum หรือ Waves  ทั้ง 4 ตัวนี้จะถูกจัดประเภทเป็น Coin เนื่องจากมีระบบ Blockchain เป็นของตัวเอง  การตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction ของการโอน Bitcoin, Litecoin, Ethereum หรือ Waves ก็จะเป็นการคอนเฟิร์มในระบบ Blockchain ของตัวเอง   Token ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอีกชนิดหนึ่ง แต่ไม่มีระบบ Blockchain เป็นของตนเองโดยตรง ต้องอาศัยระบบ Blockchain ของเครือข่ายผู้อื่น ตัวอย่างเช่น OMG (OmiseGo) กับBNB (Binance Coin) ทั้ง 2 ตัวเป็น Token ที่ถูกสร้างบนระบบ Blockchain ของ Ethereum เพราะฉะนั้นการตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction เวลามีการโอน OMG หรือ BNB จะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction บนระบบ Blockchain ของ Ethereum เพราะ Token ไม่มีระบบ Blockchain เป็นของตัวเอง   โดยข้อสังเกตนี้  หากใครเคยลงทุนด้วยวิธีการ ICO โดยใช้ Ethereum จะสังเกตว่าตัว Address ของ Ethereum ในการลงทุน ICO จะเป็น Address เดียวกับตัว BNB กับ OMG หรือก็คือทุก Token ที่มีการสร้างบน Ethereum จะใช้ตัว Wallet เดียวกันกับ Ethereum หรือก็คือ ตัว Wallet ของ Ethereum อันนี้ ถ้าเรามีการสร้างตัว Wallet ของ Ethereum ขึ้นมา Wallet อันนี้สามารถที่จะนำมาใช้กับตัว Token รวมถึงการโอน Token ทุก ๆ ตัวเลย ที่มีการสร้างขึ้นมาบนระบบ Blockchain ของ Ethereum ซึ่งในตัวอย่างนี้ ก็จะเป็น OMG และ BNB   แต่ Ethereum ก็ไม่ใช่ Coin อันเดียวที่เราสามารถจะสร้าง Token ขึ้นมาได้  อย่างเช่นตัว Waves ที่มีฟังก์ชั่นที่เราจะสามารถสร้าง Token ขึ้นมาได้ อย่างเช่น Waves ก็มีตัว WGR กับ TKS ซึ่งเป็น Token ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนระบบ Blockchain ของ Waves โดยถ้าสังเกตจากภาพประกอบด้านล่าง จะเห็นว่าขีดเส้นทึบไว้ตรงข้างบน Bitcoin กับ Litecoin เนื่องจากตัว Bitcoin กับ Litecoin ในปัจจุบันนี้ทั้ง 2 ตัว ยังไม่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่จะทำให้ Developer สามารถที่จะสร้าง Token ขึ้นมาบนตัว Bitcoin กับ Litecoin ได้นะครับ   วิธีเช็คที่มาของToken สำหรับการตรวจสอบว่าในปัจจุบันมี Token อะไรบ้างที่ถูกสร้างบน Platform ของ Ethereum หรือ Platform ของ Waves สามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ www.coingecko.com ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีตัว Coin ใดบ้างที่สร้างตัว Token ขึ้นมาได้ ซึ่งปัจจุบันจากข้อมูลบนเว็บไซต์ coingecko จะเห็นพบว่ามี Token ต่าง ๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นบน Platform แต่ละ Platform   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร?  
เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? [VDO]

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? [VDO]

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร Smart Contract  คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาควบคุมการทำงานของระบบ Blockchain บน Platform ต่างๆ เช่น Ethereum เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามโปรแกรมที่เขียนไว้   จากบทความก่อนหน้านี้ คือ​ “Blockchain คืออะไร?  เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto” ได้มีการอธิบายถึงหลักการทำงานของ Blockchain ว่า ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ซึ่งที่ชัดเจน คือ เรื่องของการโอนเงิน (​Money Transfer) ที่ขจัดตัวกลางออกจากระบบ ช่วยลดระยะเวลาการโอนเงิน และลดค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการโอน   ขณะที่การทำงานของระบบ Blockchain บน Platform ต่าง ๆ เช่น Ethereum จะมีชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาควบคุมการทำงาน ของ Blockchain ที่เรียกว่า Smart Contract ซึ่งไม่สามารถจะทำให้แก้ไขข้อมูลคำสั่งดังกล่าวได้ จึงถือว่า Smart Contract มีความปลอดภัยป้องกันการแก้ไขปลอมแปลงภายหลัง ซึ่งเหมาะสมสำหรับการโอนเงิน ที่ต้องการความปลอดภัยสูงเช่นกัน   บทความในครั้งนี้ จึงจะอธิบายถึงหลักการทำงานของ Smart Contract สำหรับ Ethereum ว่ามีคุณสมบัติพื้นฐานอะไรบ้าง พร้อมกับกรณีตัวอย่างการใช้งานของ Smart Contract ของ Ethereum ที่น่าสนใจว่าได้เข้ามาช่วยในเรื่องอะไรได้บ้าง     หลักการทำงานพื้นฐานการโอน เริ่มต้นคงต้องอธิบายและทำความเข้าใจกันก่อนเรื่องแรกก่อน คือ ตัว Account ในระบบ Blockchain ว่ามีหลักการทำงานอย่างไร? ปกติการโอนในระบบ Blockchain หรือ การโอนตัว Bitcoin จะต้องมีการ Login เข้าไปใน Account ของผู้จะทำการโอน     กรณีตัวอย่าง สมมุติ A จะโอน Bitcoin ให้ B เริ่มต้น A จะต้อง Login เข้าไปใน Account ของตัวเอง โดยการใช้ Private Key สำหรับ B ก็เช่นเดียวกัน การที่ B จะโอน Bitcoin ให้ A ได้ B ก็ต้องใช้ Private Key Login เข้าไปใน Account ของตัวเองก่อน การโอนในลักษณะนี้ เป็นการโอนโดย  User หรือ ตัวผู้ใช้งาน   ลักษณะการโอนดังกล่าวนี้ ตัวระบบของ Ethereum ก็จะทำการโอนได้เช่นเดียวกัน แต่ตัวที่ระบบของ Ethereum มีเพิ่มเข้ามาคือ ตัว Smart Contract โดยตัว Smart Contract มีคุณสมบัติเบื้องต้นจะเหมือนตัว Account ปกติ เลย คือ รับโอนตัว ETH ได้  โอนตัว ETH ออกได้ ​รวมถึงสะสมตัว ETH ได้ แต่ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีตัว ETH อยู่ใน Smart Contract   สิ่งที่ Smart Contract แตกต่างจาก Account ปกติ คือ Smart Contract ไม่ได้ถูกควบคุมโดย User แต่ถูกควบคุมโดยชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือตัวคำสั่งคอมพิวเตอร์ ที่ถูกเขียนเข้าไปไว้ใน  Smart Contract โดยตัวคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่เขียนไว้ใน Smart Contract จะไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าเรามีการสร้าง Smart Contract  แล้วมีการพิมพ์ตกหล่นไป เราต้องสร้าง Smart Contract อันใหม่ขึ้นมาเลย เนื่องจากเราไม่สามารถไปแก้ไข Smart Contract ที่ถูกสร้างขึ้นมาได้   นอกจากนี้ ​ตัว  Smart Contract ยังสามารถส่งข้อมูลเข้าหากับตัว Smart Contract ตัวอื่น ๆ ในระบบ รวมถึงสามารถนำมาใช้ทำงานร่วมกัน คุณสมบัตินี้ของ Smart Contract ถูกเรียกว่า Decentralized Application  หรือที่เรียกกันว่า DApps นั่นเอง   Smart Contract กับการจัดสรรผลประโยชน์ ตัวอย่างการใช้ Smart Contract ที่น่าสนใจ ตัวอย่างแรก เป็นกรณีการจัดสรร Tip box หรือการจัดสรรปันส่วน ให้กับพนักงานภายในร้าน   โดยสมมุติว่า ทางร้านมีพนักงานอยู่ 5 คน A, B, C, D และ E และทางร้านได้ค่า Tip มาจำนวนเท่ากับ 10 ETH แล้วโดยปกติทางร้านจะให้ Manager เป็นคนรวบรวม Tip ส่วนนี้ แล้วนำมาแจกจ่ายให้กับพนักงานในแต่ละคนเท่า ๆ กัน ซึ่งถ้า Manager จัดการตามปกติ ก็จะต้องแบ่งให้กับพนักงานทั้ง 5 คนเท่า ๆ กัน ซึ่งจะได้คนละ 2 ETH ซึ่งการจ่ายลักษณะนี้จะขึ้นอยู่กับ Manager ดังนั้นแล้วอาจจะเปลี่ยนลักษณะการจ่ายค่า Tip ได้ โดย Manager ถ้าชอบ C มากกว่า D ก็อาจจะให้ C เท่ากับ 3 ETH แล้วลดส่วนที่ D ควรจะได้ เหลือแค่ 1 ETH หากทางร้านหันมาใช้ตัว Smart Contract แทนการให้ Manager มาจัดการจัดสรรปันส่วนค่า Tip นี้ พนักงานทั้ง 5 คนจะได้รับค่า Tip ในส่วนนี้เท่า ๆ กันทุกครั้ง เพราะว่าตัวเงื่อนไขใน Smart Contract ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้   จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ตัว Smart Contract  นอกจากจะอำนวยความสะดวกการจัดสรรปันส่วนแล้ว จะทำให้ทุกคนมั่นใจว่า จะได้รับการจัดสรรปันส่วนค่า Tip ตามกฎที่ตกลงไว้ตอนแรกแน่นอน   Smart Contract กับการระดมทุนของ Startup   อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ เรื่องของการระดมทุน เป็นกรณีที่ Startup จะระดมทุน ผ่าน Crowd Funding  ตัวอย่างนี้กำหนดให้ Startup ต้องการระดมทุนเท่ากับ 30 ETH โดยปกติการระดมทุนผ่าน Crowd Funding ต้องผ่านตัวกลางเข้ามาช่วยระดมทุน โดยเป็นพวก Middleman ซึ่ง Middleman เมื่อเข้ามาช่วยจะต้องมีการขอค่าธรรมเนียม (Fee) ส่วนหนึ่งสำหรับการระดมทุน  ตัวอย่างนี้เท่ากับ 6 ETH นั่นหมายความว่า การระดมทุนครั้งนี้ต้องระดมทุนให้ได้เท่ากับ 36 ETH และถ้าการระดมทุนดำเนินการไปอย่างเรียบร้อย เท่ากับ 36 ETH  Middleman ก็จะเก็บไป 6 ETH และส่งให้ Startup ไป 30 ETH   แต่ถ้าการระดมทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย Middleman จะทำการส่งเงินคืนไปที่ A, B, C (ผู้ให้ทุน) โดยปกติการคืนเงินไปให้ A, B, C จะไม่ได้คืนเงินทันที จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง และบางครั้งก็มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการคืนเงินให้ A, B, C   แต่หากการระดมทุนครั้งนี้ ตัว Startup เปลี่ยนมาใช้ Smart Contract มาใช้ในการระดมทุน ตัว Smart Contract จะไม่คิดค่าธรรมเนียมทั้งการจัดระดมทุน หรือแม้แต่การคืนเงินหากระดมทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้น ตัวเลขของการระดมทุนครั้งนี้จะเท่ากับ 30 ETH     และถ้าการระดมทุนครั้งนี้เป็นไปตามเป้า ทาง Startup จะเท่ากับ 30 ETH แต่ถ้าการระดมทุนครั้งนี้ไม่สำเร็จ หรือไม่ได้ตามเป้า ตัว Smart Contract จะทำการคืนเงินไปให้ที่ A, B, C, D ทันที และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งจากตัวอย่างนี้ ตัว Smart Contract จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทุน ทั้งฝั่ง Startup และฝั่งผู้ให้เงินลงทุน คือ A, B, C และนอกจากนี้ยังช่วยลดค่าธรรมเนียม  รวมถึงช่วยเรื่องความเร็วในการระดมทุนและคืนเงิน   จากกรณีตัวอย่างทั้ง 2 เรื่อง จะเห็นว่า Smart Contract ช่วยประโยชน์ได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดได้ จึงเกิดความยุติธรรม และความปลอดภัยของระบบ การช่วยลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน และช่วยเรื่องความรวดเร็วในขั้นตอนการทำงานด้วย   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง?  
Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล คราวที่แล้ว เราได้ปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Blockchain คืออะไร?  เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำให้หลายคน มองเห็นภาพการทำงานของ Blockchain ว่ามีหลักการอย่างไรกันบ้าง และ​จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของคนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาในโลกการเงินดิจิทัลได้อย่างไร ​ส่วนใครยังไม่ได้อ่านหรือยังไม่เข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นของ​ Blockchain แนะนำลองทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อน กับบทความ Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto   ส่วนในครั้งนี้ เราจะมาลงลึกกันไปอีกถึงประเภทของ Blockchain ว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะก้าวเข้าไปในโลกของการเงินดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ ปัจจุบัน Blockchain ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.Public Blockchain 2.Private Blockchain Public Blockchain ระบบที่เปิดกว้าง​ อธิบายง่าย ๆ คือ ระบบ Blockchain ที่เปิดรับให้ผู้ที่ต้องการเข้ามาเป็น node ใหม่ในระบบ ได้โดยไม่ต้องของอนุญาตหรือการอนุมัติจากระบบ และสามารถดูข้อมูลก่อนหน้าและอัพเดทข้อมูลปัจจุบันได้ทันที ​ เพื่อทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Public Blockchain ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ดังนี้ ถ้าในระบบมีบุคคลอยู่ 4 คน ได้แก่ A, B, C และ D ซึ่งเป็น node ในระบบที่คอยconfirm หรือทำการ verify transaction ในระบบ Blockchain แล้วแต่ละ node ก็จะมีตัว ledger เป็นของตัวเองแยกออกมา   กรณีที่มี E และ F ต้องการเข้ามาในระบบ Blockchain นี้ E และ F ก็สามารถซิงค์เข้ากับตัวระบบของ Blockchain ได้เลย สามารถ update ตัว ledger และเข้ามา verify transaction ได้เหมือน A, B, C และ D ทันที โดยที่ E และ F ไม่ต้องรอการอนุมัติหรือ verify transaction จากใคร หรือรอการอนุมัติจากระบบ สามารถเข้าเป็น node ในระบบได้ทันที ซึ่งตัวอย่างการใช้งานจริง คือ Bitcoin, Ethereum หรือ zcoin  ที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้ามาเป็น node ในระบบได้   Private Blockchain ระบบที่ต้องได้การอนุมัติก่อน          สำหรับ Blockchain ประเภทที่ 2 เป็นประเภทที่ไม่ได้เปิดกว้างหรือให้ทุกคนเข้ามาในระบบ Blockchain ได้ทันที จำเป็นต้องมีการอนุมัติ หรือมีการจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้ามาเป็น node ในระบบก่อน และเมื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบแล้ว ข้อมูลย้อนหลังก็อาจจะไม่สามารถดูได้ หรือดูได้บางส่วนเท่านั้น   เพื่อความเข้าใจและเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ขอยกตัวอย่างในลักษณะเดียวกันกับ Public Blockchain ที่ในระบบมี 4 node คือ A, B, C และ D ซึ่งแต่ละ node มี ledger เป็นของตัวเอง โดยลักษณะนี้ก็เหมือน Public Blockchain แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือ ถ้า E หรือ F ต้องการเข้ามาเป็น node ในระบบ Blockchain นี้ E และ F ไม่สามารถเข้ามาได้ทันที ต้องได้รับการอนุมัติก่อน ถึงจะเข้ามาเป็น node ในระบบนี้ได้ ตัวอย่างที่ใช้ระบบ Private Blockchain ได้แก่ Ripple   5 ความแตกต่างของ Private Blockchain & Public Blockchain 1.node membership ถ้าเป็น Public Blockchain ใคร ๆ ก็เข้ามาเป็น node ในระบบได้ แต่ขณะที่ระบบ Private Blockchain จะมีจำนวนบางส่วนที่ถูกเลือกเข้ามาเป็น nodeในระบบได้เท่านั้น   2.Decenterize จะเห็นว่า Public Blockchain เปิดให้ใคร ๆ ก็เข้ามาเป็น node เพื่อทำการ verify transaction ในระบบได้ ทำให้ปัญหาการพึ่งพิงตัวกลาง จะไม่มีในระบบ Blockchain แตกต่างจาก Private Blockchain ผู้ที่จะเข้ามาเป็น node ในระบบจะมีการจำกัดจำนวน ทำให้ยังประสบปัญหาการพึ่งพิงตัวกลางที่มีความน่าเชื่อถือใน Private Blockchain   3.Scalability หรือก็คือ ความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction เนื่องจากระบบ Public Blockchain เป็นระบบที่ไม่ได้ไว้ใจให้ใครคนใดคนหนึ่งมาเป็นตัวกลาง แต่ใช้วิธีการให้แต่ละ node แข่งขันกันตรวจสอบความถูกต้อง transaction ทำให้มีการนำกำลังการประมวลผลจำนวนมากมาใช้การประมวลผล ซึ่งแตกต่างจาก Private Blockchain ซึ่งเป็นการการมอบความไว้วางใจให้ node จำนวนหนึ่งทำการตรวจสอบความถูกต้องของ transaction ทำให้ Public Blockchain มีความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction น้อยกว่า Private Blockchain   4.ค่าธรรมเนียม เนื่องจาก Public Blockchain มีความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction น้อยกว่า Private Blockchain ทำให้ค่าธรรมเนียมสำหรับ transaction ที่เกิดขึ้น โดยปกติสำหรับ Public Blockchain สูงกว่า Private Blockchain   5.Privacy หรือความเป็นส่วนตัว เนื่องจากโดยปกติแล้ว ข้อมูล transaction ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของPublic Blockchain ก็เปิดเผยให้ใครก็ได้เข้ามาตรวจสอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างจาก Private Blockchain ที่จะมีการเปิดเผยข้อมูล transaction ในอดีตเพียงบางส่วน หรืออาจจะไม่เปิดเผยเลยก็ได้   อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนต่าง ๆ ของ Public Blockchain ก็มีกลุ่ม developer พยายามแก้ไขปัญหานี้อยู่ เช่น ปัญหา scalability และค่าธรรมเนียมที่สูง ก็มีความพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้เช่น Lightning network ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการรองรับ transaction เพิ่มขึ้น และค่าธรรมเนียมถูกลง   สำหรับประเด็น Privacy ปัจจุบันมี Cryptocurrency บางชนิด ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีบางตัวมาปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เช่น zcash และ zcoin ที่พัฒนาเป็น zcash protocol และ  zcoin protocol ที่มาใช้ปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ทั้งหมดเป็นความแตกต่างเบื้องต้นของ Private Blockchain และ Public Blockchain   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto    
6 สูตรลับ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารต้องรอดในยุคโควิด-19 

6 สูตรลับ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารต้องรอดในยุคโควิด-19 

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ทุกธุรกิจลำบากกันไปหมด ต่อให้เป็นธุรกิจที่เป็นปัจจัย 4 ในการดำเนินชีวิตของคน อย่างธุรกิจอาหาร ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน เพราะวิถีชีวิตของคนไม่เหมือนเดิม ต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ ใครจะนั่งกินอาหารในร้านก็ทำไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดหรือไม่ก็รับเชื้อโรคมา ทำให้ต้องซื้อกลับไปกินได้เฉพาะที่บ้านเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องสั่งเดลิเวอรี่ เพราะหลายคนต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้าน  แถมในบางช่วงร้านอาหารก็ถูกสั่งให้เปิดเปิดเป็นเวลาด้วย เมื่อธุรกิจอาหารต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายในยุคโควิด-19 ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อยังให้ธุรกิจอยู่รอดและไปต่อได้ คงต้องมีการปรับตัวและมองหาโอกาส รวมถึงการสร้างกลยุทธ์ที่จะเป็นทางรอดให้ได้ในยามวิกฤต  เพราะทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ   ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์งานสัมมนา “เปิดสูตรลับ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารต้องรอด” ด้วยการนำเอาผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร 2 ราย ที่สามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ได้แก่ เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ แชมป์เชฟกระทะเหล็ก เจ้าของร้าน Honmono Sushi และนายชลวิทย์ ไตรโลกา เจ้าของร้านกะพง Kapong Delivery  ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ สำหรับ​ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารรายอื่น ๆ ที่จะได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง​ ให้ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้   โดยขอสรุปเทคนิคการปรับตัวของเจ้าของธุรกิจทั้ง 2 ราย ที่ถือว่าเป็นสูตร (ไม่) ลับ ในการฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ ออกมาเป็น 6 สูตรลับ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารต้องรอดในยุคโควิด-19 ได้แก่ 1.กระโดดเข้าสู่ตลาดออนไลน์ทันที ช่องทางหลักที่ทำให้ธุรกิจยังมียอดขายในช่วงโควิด-19 คือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ถึงแม้ในช่วงแรกผลตอบรับไม่เป็นดั่งที่คาดหวัง แต่เมื่อเรียนรู้และใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยกับลูกค้า จึงทำให้มองเห็นจุดแข็งตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น จนสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงยังเป็นช่องทางขายสำหรับธุรกิจของเราได้อย่างถาวร 2.สร้างลูกเล่นในการขายด้วยไอเดียใหม่ๆ การกระโดดเข้าสู่ช่องทางขายออนไลน์ทำให้เราพบว่ามีรูปแบบการขายที่น่าสนใจ ทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆที่นำมาสร้างลูกเล่นให้การขายของเราสนุกยิ่งขึ้น เช่น การถ่ายทอดสดขายอาหาร เปิดประมูลวัตถุดิบ และสอนวิธีการทำอาหาร ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีกลุ่มลูกค้าติดตามมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมียอดขายอย่างต่อเนื่อง 3.ปรับบทบาทหน้าที่พนักงานให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจใหม่ เมื่อโมเดลธุรกิจต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้พนักงานต้องเรียนรู้หน้าที่ใหม่ ซึ่งเราเปิดโอกาสให้พนักงานได้หมุนเวียนทำหน้าที่ต่าง ๆ เช่น ทำหน้าที่ Admin ตอบคำถามลูกค้าทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ หน้าที่ในการทำอาหาร หน้าที่ในการจัดส่งอาหารให้กับลูกค้า ในส่วนนี้จะทำให้พนักงานมีการฝึกฝนตนเองให้รู้จักร้านของเรา รู้จักเมนูอาหาร วัตถุดิบ และรู้จักลูกค้าได้เป็นอย่างดี 4.มองหาช่องว่างในตลาดและเติมเต็มด้วยสินค้าของเรา เป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจยึดนำมาปรับใช้และคอยสำรวจตลาดเพื่อคอยตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ เช่น ขายปลากะพงทอดน้ำปลาเหมือนกันแต่มีเพียงเจ้าเดียวที่ขายแบบครึ่งตัว เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าให้สามารถเลือกได้ 2 รสชาติ จาก10 รสชาติในหนึ่งตัว การจัดโปรโมชั่นเป็นเซทอาหารทานแบบครอบครัว นอกจากนี้ช่องทางออนไลน์ของร้านก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้ออาหาร ดังนั้นร้านจึงให้ความสำคัญกับรูปเมนูอาหารและการตั้งชื่อเมนูที่แปลกใหม่ 5.พาตัวเองให้อยู่ใกล้ลูกค้า การส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่สิ่งสำคัญคือการต้องอยู่ใกล้ลูกค้า เพราะมีค่าจัดส่งตามระยะทาง จึงทำให้ธุรกิจเน้นการลงทุนทำแบบ Cloud Kitchen ซึ่งมีต้นทุนน้อย เพื่อทำให้จุดจัดส่งอาหารของร้านมีระยะทางใกล้กับลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ค่าจัดส่งสินค้ามีราคาถูกซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งอาหารง่ายขึ้น โดยการมีเดลิเวอรี่เป็นของตัวเองนั้นทำให้ร้านควบคุมการจัดส่งและแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างทันท่วงที หรือเข้าร่วมแพลตฟอร์ม โรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี่ ที่ไม่เรียกเก็บค่า GP ก็ช่วยให้ร้านมีรายรับอย่างเป็นธรรม 6.สร้างแบรนด์ให้ดังด้วยพลังคำพูด หรือการบอกปากต่อปาก มีพลังต่อการขายสินค้าอย่างมากเพราะมีความน่าเชื่อถือและเกิดจากประสบการณ์ของลูกค้าตัวจริง ซึ่งพลังปากต่อปากจะเกิดขึ้นได้เมื่อร้านอาหารสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าจนนำไปสู่การแชร์ความรู้สึกดี เราจึงต้องคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรให้อาหารยังดูน่ารับประทานเมื่อถึงมือลูกค้าและกระตุ้นให้ลูกค้าถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดียบอกต่อประสบการณ์ที่ดีกับคนรู้จักต่อไป บทเรียนจากเจ้าของธุรกิจตัวจริง นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ถึงแม้ผู้ประกอบการร้านอาหารจะสามารถผ่านบททดสอบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกแรกเมื่อปีก่อนมาได้ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าการปรับตัวที่ผ่านมานั้นจะเพียงพอที่พาธุรกิจฝ่าโจทย์ที่ท้าทายมากกว่าในปีนี้ไปได้หรือไม่ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรงและขยายวงกว้าง ทำให้มาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดมีความเข้มงวดโดยผันแปรตามความรุนแรงของการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ ซึ่งคาดการณ์ได้ยากว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด และส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่สามารถเดินทางมาที่ร้านได้เหมือนเดิม ต้องสั่งอาหารผ่านทางเดลิเวอรี่ หรือออนไลน์มากยิ่งขึ้น ร้านอาหารต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในตลาดใหม่ที่หลายร้านยังไม่ถนัดหรือมีความรู้เพียงพอในการแข่งขันให้ร้านอาหารอยู่รอด   เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ แชมป์เชฟกระทะเหล็กและเจ้าของร้าน Honmono Sushi กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้ธุรกิจร้านอาหารแบบดั้งเดิมยิ่งต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ยังอยู่รอด จึงแนะนำผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ควรหยุดพักและตั้งความหวังรอสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมาเปิดร้านปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ ยากว่าเราต้องอยู่กับภาวะแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ Honmono Sushi เองนั้น ในช่วงระลอกแรกของการระบาดเมื่อปี 2563 เราได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง เพราะธุรกิจมีรายได้จากหน้าร้านเป็นหลักช่องทางเดียว อีกทั้งยังไม่มี เดลิเวอรี่ นับเป็นความท้าทายกับธุรกิจช่วงนั้นมาก ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ธุรกิจเริ่มเร่งปรับตัวและเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจใหม่ในทันที จึงทำให้เราสามารถรับมือกับการระบาดระลอกต่อ ๆ มาได้อย่างดี ในขณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมกำลังพยายามเร่งปรับตัวเพื่อหนีตายจากวิกฤตในครั้งนี้ หากยังมีผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพิษโควิด-19 ที่ยังไม่ยอมแพ้ จนสามารถสร้างธุรกิจอาหารขึ้นมาใหม่ในยุคโควิด-19 ได้อย่างประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ร้านกะพง Kapong Delivery   นายชลวิทย์ ไตรโลกา เจ้าของร้านกะพง Kapong Delivery กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยทำธุรกิจหลายอย่างที่ต้องปิดตัวลงเพราะต้านทานผลกระทบจากโควิด-19 เมื่อปี 2563 ไม่ไหว แต่ก็พยายามหาทางรอดทางใหม่ให้ได้ในทันที โดยนำประสบการณ์จากธุรกิจเดิมมาเป็นบทเรียน ทั้งเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายหน้าร้าน หรือการเสียค่า GP ราคาสูงให้แก่ตัวแทนเดลิเวอรี่ ปรับเป็นโจทย์และแก้เกมส์ด้วยการทำธุรกิจใหม่แบบไม่มีหน้าร้าน มี Cloud Kitchen และมุ่งเน้นส่งเดลิเวอรี่ด้วยตัวเองเป็นหลัก รวมทั้งการสำรวจตลาดที่พบว่า เมนูปลากะพงทอดน้ำปลาเป็นเมนูที่คนนิยมทาน แต่ยังขาดผู้เล่นในตลาดเดลิเวอรี่ จึงทำให้ตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจร้านกะพง Kapong Delivery ในช่วงมกราคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ธุรกิจยังคงแข็งแกร่งมียอดขายเข้ามาตลอด    
ผังเมือง เรื่องใกล้ตัว

ผังเมือง เรื่องใกล้ตัว

ผังเมือง เรื่องใกล้ตัว ผังเมืองคืออะไร? ผังเมือง คือ การกำหนดการใช้พื้นที่ให้เป็นระบบ เพื่อการวางแผนหรือพัฒนาเมืองให้เป็นไปตามกรอบการพัฒนาด้านกายภาพในระดับประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด ระดับเมือง ระดับชนบท และพื้นที่เฉพาะควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเมือง บริเวณที่เกี่ยวข้อง หรือชนบทให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านสุขลักษณะ ความสะดวกสบาย ความเป็นระเบียบ ความสวยงาม การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและการขนส่ง ความปลอดภัยของประชาชน สวัสดิภาพของสังคม การป้องกันภัยพิบัติ และการป้องกันความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงเพื่อการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพื่อประโยชน์อื่นๆ ในการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม   ปัจจุบันการกำหนดพื้นที่ต่าง ๆ ในผังเมืองจะยึดตาม พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นฉบับที่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ให้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน  และยังช่วยให้มีการวางผังเมืองได้ทั้งระบบตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการพัฒนาเมือง, การดำรงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รักษาคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม และยังมีการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถวางผังได้เองด้วย ประเภทของผังเมืองแบ่งออกเป็น 2 ระดับ 5 ประเภท ดังนี้ ผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ซึ่งจะใช้เฉพาะกับหน่วยงานของรัฐ เป็นการกำหนดแนวทางการใช้ที่ดินต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศโดยนำมาจากยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ผังนโยบายระดับประเทศ ผังนโยบายระดับภาค ผังนโยบายระดับจังหวัด ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน จะใช้กับหน่วยงานของรัฐและประชาชน ซึ่งอาจจะมีขนาดพื้นที่เต็มทั้งจังหวัด พื้นที่ระดับเมืองหรือชุมชนที่มีข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินกำหนดไว้ให้ปฏิบัติตาม เช่น การกำหนดรายละเอียดของการใช้ที่ดินในระดับพื้นที่และจัดสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ผังเมืองรวม มีการกำหนดโซนของการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นสีต่างๆ ผังเมืองเฉพาะ จะเป็นการเลือกพื้นที่พิเศษ และกำหนดจุดเด่นของเมืองเพื่อการออกแบบผังเมืองให้มีความเป็นอัตลักษณ์   โดยการวางผังเมืองต่างๆ จะมีผู้วางผัง 2 หน่วยงาน คือ “กรมโยธาธิการและผังเมือง” ซึ่งสามารถวางผังเมืองได้ทุกประเภท และ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” สามารถวางผังเมืองได้ 2 ประเภท คือ ผังเมืองรวม และผังเมืองเฉพาะที่อยู่ในเขตพื้นที่ของตนเอง แต่ละต้องสอดคล้องเชื่อมโยงกับผังแต่ละระดับนั้นด้วย เพื่อให้เป็นระบบและมีทิศทางเดียวกัน   ผังเมือง เรื่องใกล้ตัว - โซนสี ต้องรู้ก่อนซื้อ ก่อนสร้าง สีแดง - ย่านธุรกิจการค้าที่หนาแน่น สีเหลือง – เขตที่อยู่อาศัย สีส้ม – เขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง สีม่วง - พื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้า สีน้ำเงิน – ที่ตั้งหน่วยงานราชการ สีเขียว - พื้นที่เกษตรกรรม สีเขียวอ่อน – พื้นที่โล่งเพื่อการพักผ่อนและรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ   ผังเมือง เป็นเรื่องของประชาชน ผังเมืองทั้ง 5 ประเภท ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ เมื่อจะมีการวางผังเมือง ผู้วางผังจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และแจ้งข้อมูลของผังให้ดูเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน ก่อนที่จะจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำความเห็นเหล่านั้นมาประกอบการจัดทำผัง โดยขั้นตอนวางผังเมืองจะมีการปิดประกาศ 90 วัน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมายื่นคำร้องสงวนสิทธิ์ไว้ล่วงหน้าเป็นหนังสือตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ แล้ว ผังเมืองทุกประเภทจะมีผลใช้บังคับเมื่องได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว   โดยทั่วไปผังเมืองทุกประเภทจะไม่มีการกำหนดระยะเวลาในการใช้บังคับ แต่ผังนโยบายระดับประเทศ ผังนโยบายระดับภาค และผังนโยบายระดับจังหวัด จะต้องมีการทบทวนผังทุกๆ 5 ปี หรือก่อน 5 ปีหากมีความจำเป็น ส่วนผังเมืองรวมต้องมีการประเมินผลภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ผังเมืองรวมใช้บังคับ หากผลของการทบทวนหรือประเมินผลเห็นว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง ผู้วางผังก็จะต้องจัดทำผังขึ้นใหม่ เพื่อใช้แทนผังเดิม บทลงโทษหากทำผิดผังเมือง เมื่อมีบทใช้บังคับแล้ว หากมีผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามผังเมืองรวม หรือผังเมืองเฉพาะ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีโทษปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 30,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และถ้านิติบุคคลกระทำผิด ผู้สั่งการของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษด้วย     ข้อมูลจาก : พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2562 ฉบับประชาชน บทความน่าสนใจ ผังเมืองกรุงเทพหลากสี แบ่งไปทำไมกัน? ซื้อบ้านให้ไกลจากน้ำท่วม ควรดูอะไรบ้าง?    
Auto Parking กับเรื่องกวนใจที่คาดไม่ถึง

Auto Parking กับเรื่องกวนใจที่คาดไม่ถึง

Auto Parking กับเรื่องกวนใจที่คาดไม่ถึง “Auto Parking” หรือ “ระบบจอดรถอัตโนมัติ” มีผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายรายให้ความสำคัญ และนำเข้ามาใช้ในโครงการมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองเพื่อลดปัญหาเรื่องที่จอดรถในโครงการ เพราะใช้พื้นที่จอดระหว่างคันน้อยกว่าแบบปกติ และหลายโครงการก็มีพื้นที่โครงการค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ยังเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านไม่ต้องขับรถวนหาที่จอด   ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ช่วยบริหารระบบจอดรถอัตโนมัติ หรือ Auto Parking หลายประเภท แบ่งเป็น 4 ประเภทหลักๆ คือ Tower Parking – เป็นการจอดแบบซ้อนกันในแนวตั้ง ใช้พื้นที่น้อยเพราะสามารถจอดซ้อนกันได้ 2-4 คันต่อชั้น จึงเป็นที่นิยมในคอนโดมิเนียม Rotary Parking – เป็นลักษณะการจอดแบบกระเช้า ชุดจอดจะเคลื่อนที่แบบหมุนวนในแนวดิ่ง ปัจจุบันลานจอดรถบางแห่งก็หันมาใช้ระบบการจอดในลักษณะนี้ เพื่อประหยัดพื้นที่ เนื่องจากชุดจอด 1 ชุด สามารถจอดรถได้ 16 คัน Multi Floor Parking – ระบบนี้จะเป็นการจอดในแนวราบ โดยการใช้ลิฟต์ยกรถขึ้นไประหว่างชั้น แล้วเลื่อนส่งรถเข้าจอดในแนวราบ เหมาะกับโครงการที่มีพื้นที่ค่อนข้างมาก Circulation Parking – ระบบนี้จะเป็นการเคลื่อนที่หมุนวนในแนวราบ สามารถจอดรถได้ 10-30คันต่อหนึ่งชุด เหมาะกับโครงการที่พื้นที่น้อย   นอกจากนี้ Auto Parking หรือ ระบบการจอดรถอัตโนมัติ ในอาคารยังแบ่งตามลักษณะของช่องจอดได้อีก 2 ประเภท คือ จอดรถในลิฟต์ - ช่องจอดรถจะอยู่ด้านในลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดผู้ใช้จะต้องขับรถเข้าไปจอดในตำแหน่งที่กำหนดภายในลิฟต์ จอดรถด้านนอกลิฟต์ – ตำแหน่งที่ต้องจอดรถจะอยู่ที่ด้านหน้าประตูลิฟต์ เมื่อจอดตรงตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว รถจะถูกลำเลียงเข้าไปในลิฟต์ และนำเข้าสู่ที่จอด Auto Parking ก็มีข้อดี Auto Parking หรือ ระบบจอดรถอัตโนมัติ มีข้อดีหลายข้อ เช่น จำนวนในการรองรับรถได้มากขึ้นในพื้นที่ที่จำกัด, ประหยัดเวลาในการวนรถขึ้นลานจอดรถซึ่งหลายโครงการแจ้งความเร็วในการนำรถออกจากระบบแค่ 3-5 นาทีเท่านั้น (ไม่นับเวลารอคิว) รวมถึงความปลอดภัยต่อทรัพย์สิน เพราะเมื่อรถเราเข้าไปจอดอยู่ในระบบแล้ว ก็หมดกังวลเรื่องการถูกเฉี่ยวชน หรือการโจรกรรมทรัพย์สินภายในรถด้วย   แต่ถึงแม้จะมีข้อดีที่โดดเด่นในเรื่องความสะดวกสบาย แต่หลายครั้งที่ผู้ใช้จริงก็อาจจะไม่ปลื้ม และมีเรื่องกวนใจที่คาดไม่ถึงหากต้องนำรถเข้าจอดในระบบอัตโนมัติ หรือ Auto Parking เพราะปัจจุบัน Auto Parking ในประเทศไทยที่มีใช้อยู่โครงการคอนโดมิเนียมเกือบทั้งหมดจะเป็น “การจอดรถในลิฟต์” ลองไปดูกันว่ามีเรื่องจุกจิกกวนใจอะไรบ้าง? ที่ทำให้ Auto Parking ไม่ได้เป็นที่ปลาบปลื้มสำหรับบางคน Auto Parking กับเรื่องกวนใจที่คาดไม่ถึง จัดการสัมภาระยุ่งยาก – เมื่อต้องนำรถเข้าไปจอดในลิฟต์ที่มีพื้นที่จำกัด ก่อนอื่นเราก็ต้องนำสิ่งของและคนลงจากรถก่อนนำรถเข้าลิฟต์ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องวุ่นวายและใช้เวลาไม่น้อยที่เราจะต้องนำของออกมากองตรงจุด Drop Off ก่อนแล้วค่อยขับรถเข้าลิฟต์ ถ้ามีสมาชิกโดยสารมาด้วย ก็ต้องให้ผู้โดยสารลงมายืนรอหน้าลิฟต์ แล้วถ้าเป็นครอบครัวที่มีลูกเล็ก ก็คงจะไม่สะดวกใจถ้าหากต้องปล่อยให้เด็กๆ ยืนรอเราจอดรถโดยลำพัง   รถเป็นรอยขูดขีด – เนื่องจากพื้นที่ในลิฟต์จอดมีจำกัด แค่เปิดประตูเบี่ยงตัวลงจากรถที่ก็อาจจะชนกับผนังลิฟต์ แล้วถ้าวันไหนมีสัมภาระเยอะต้องหิ้ว ต้องหอบจนล้นมือก็ลำบากไปอีก หรือบางทีเลี้ยวรถไม่พ้นก็ขูดตรงนั้นตรงนี้ให้เกิดรอยฝากไว้ให้เจ็บจี๊ดๆ ไม่ถูกใจคนรักรถเอาซะเลย   จอดล้อไม่ตรงล็อค – การนำรถเข้าจอดในลิฟต์ จะต้องจอดให้ตรงล็อคพอดี เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดปัญหาตามมา ทุกระบบจะมีการป้องกัน เมื่อระบบไม่สามารถล็อคตำแหน่งล้อได้ ระบบก็จะไม่ทำงาน เราก็ต้องขยับจอดใหม่ให้พอดี ซึ่งถ้าเป็นมือใหม่ขับรถยังไม่ชำนาญก็คงเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาไม่น้อย   เสียงดังรบกวน – ระบบจอดรถอัตโนมัติที่ใช้โครงเหล็ก อาจมีเสียงดังรบกวนเมื่อใช้งานไปนานๆ แล้วถ้าระบบการเก็บเสียงในอาคารไม่ดีพอ บางทีก็อาจจะทำให้เสียงรบกวนไปถึงห้องพักอาศัยได้ ซึ่งเคยมีเคสดังในโลกออนไลน์ให้เห็นแล้ว   ส้นติด!!! – อีกหนึ่งปัญหาที่คาดไม่ถึง ที่อาจเกิดกับคุณสาวๆ โดยเฉพาะคนที่ใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งมีความเสี่ยงที่ส้นรองเท้าอาจจะไปติดตามซอก หรือช่องบนพื้นลิฟต์ได้   รอรถนานไม่ทันใจ – ในช่วงเวลาเร่งรีบที่ลูกบ้านต้องออกเดินทางพร้อมๆ กัน ถ้าต้องรอคิวนำรถออกจากระบบนานๆ ก็เป็นเรื่องที่ชวนหงุดหงิดไม่น้อยเลย ถึงแม้จะบอกว่า Auto Parking ปัจจุบันใช้เวลาแค่ 3-5 นาทีเท่านั้นในการนำรถออกจากระบบ แต่นั่นไม่ได้นับรวมเวลาในการรอคิวด้วย หากมีรถรอคิวออกจากระบบ 10 คิว และในโครงการติดตั้งลิฟต์ไว้แค่ 2 ตัว คิวท้ายๆ ก็ต้องรอนานกว่า 20 นาทีแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าประทับใจแน่   ทั้งนี้การเลือกใช้ Auto Parking หรือ ระบบจอดรถอัตโนมัติ ก็ถือเป็นทางออกที่ดีในการจัดการปัญหาที่จอดรถที่มีอย่างจำกัด ซึ่งในฐานะลูกบ้านโครงการคอนโดมิเนียมที่ต้องเลือกอยู่อาศัย และใช้ระบบจอดรถอัตโนมัติทุกวัน คงต้องให้ความสนใจเรื่องของระบบการจัดการจอดรถในรูปแบบต่างๆ ให้มากขึ้น เช่น ทางโครงการเลือกใช้ Auto Parking ระบบอะไร, มีข้อจำกัดเรื่องขนาดรถเข้าจอดหรือไม่, ความสะดวก ปลอดภัยต่อทรัพย์สิน, รวมไปจนถึงความรวดเร็ว แม่นยำในการนำรถเข้า-ออกจากระบบ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นชีวิตประจำวันของลูกบ้านในโครงการทุกคน หากเกิดปัญหาที่คาดไม่ถึง หรือมีเรื่องกวนใจอยู่บ่อยครั้ง คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ แล้วถ้าจะหวังว่าจะเปลี่ยนกลับไปเป็นที่จอดรถธรรมดาก็คงเป็นไปไม่ได้   บทความที่น่าสนใจ เห็นด้วยไหม? คอนโดจะไม่สร้างที่จอดรถ ปาร์คทูโก ลุย ‘จองก่อนจอด’ ทำอย่างไรเมื่อพื้นที่จอดรถทรุด  
4 วิธีอย่างง่าย ปรับบ้านให้มีสุขภาวะที่ดีรับ WFH 

4 วิธีอย่างง่าย ปรับบ้านให้มีสุขภาวะที่ดีรับ WFH 

ชั่วโมงนี้ เรื่องของสุขภาพดี ใคร ๆ ก็ต้องการ อยากให้ร่างกายของตนเองแข็งแรง และห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงระบาดอยู่ในขณะนี้ ทำให้มาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ยังเป็นสิ่งจำเป็น และทุกคนควรร่วมมือกันปฏิบัติ จนกว่าสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนครอบคลุมมากกว่านี้   แม้ว่าเราจะอยู่บ้าน แต่ก็ยังคงทำงานกันเป็นปกติ ตามวิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) แต่การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในแต่ละวันเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยเฉพาะการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ สิ่งที่อาจจะตามมาได้ ก็คงเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม เพราะหากอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม หรือนั่งทำงานกับอุปกรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามสรีระศาสตร์ ก็อาจจะเกิดภาวะปวด เมื่อย ได้เช่นกัน หรือแม้แต่การทำงานที่เราแทบจะไม่ได้พบปะกับเพื่อนร่วมงาน หรือผู้คนทั่วไป เจอกันแต่ทางออนไลน์ ภาวะครามเครียดก็อาจจะเข้ามาถามหาได้เหมือนกัน   ดังนั้น วันนี้ เราจะมีคำแนะนำ ​ 4 วิธีอย่างง่ายในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีสุขภาวะที่ดีตามเกณฑ์ของ WELL Building Standard หรือมาตรฐานการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย ที่ออกแบบมาตรฐานโดย สถาบันอินเตอร์เนชั่นแนล เวลล์ บิลดิ้ง (International WELL Building Institute: IWBI) ในช่วงเวลาที่หลายคนต้องทำงานที่บ้าน  ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มาฝากกัน เป็นบทความจากบริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom : LWS) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) 4 แนวทางการปรับปรุงที่พักอาศัยให้มีสุขภาวะที่ดี เหมาะกับการทำงานที่บ้าน ประกอบด้วย 1.การเลือกมุมทำงานแสงธรรมชาติส่องถึง การเลือกมุมทำงานในพื้นที่ที่แสงธรรมชาติสามารถส่องเข้าถึงได้ เพื่อลดการใช้แสงจากหลอดไฟ ถ้าในที่พักอาศัยมีแสงธรรมชาติไม่เพียงพอจำเป็นต้องใช้แสงไฟจากดองโคม  ควรเลือกหลอดไฟที่มีความคล้ายคลึงกับแสงอาทิตย์ เพื่อให้เกิดความสบายตาในการทำงาน และมีคุณภาพของสีที่ตรงกับความเป็นจริง และต้องทำการจัดตำแหน่งโคมไฟให้เหมาะสม ไม่ทำให้เกิดเงาและแสงสะท้อนบนหน้าจอเนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการปวดตา และส่งผลเสียต่อดวงตาในระยะยาวได้ คุณภาพแสงที่ดีจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพการนอนหลับให้ดีขึ้นได้อีกด้วย 2.พื้นที่ทำงานอากาศต้องถ่ายเทสะดวก​ พื้นที่ทำงานควรมีอากาศที่ถ่ายเทได้อย่างสะดวก มีคุณภาพอากาศที่ดี ในห้องหรือในพื้นที่ทำงานภายในที่อยู่อาศัย ควรมีอากาศถ่ายเทไม่ควรเป็นพื้นที่ปิดที่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา เนื่องจากการทำงานในพื้นที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา อาจจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจได้ 3.ใช้อุปกรณ์สำนักงานถูกหลักสรีระศาสตร์    เลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomic Design) การทำงานที่บ้านควรเลือกใช้โต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่เป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงของการเป็น Office Syndrome จากการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง ในขณะเดียวกันควรปรับตำแหน่งอุปกรณ์สำนักงานให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงาน อาทิ  ตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรสามารถปรับระดับได้ตามความต้องการของผู้ใช้งานให้ขอบบนของหน้าจอควรอยู่ระดับสายตาพอดีหรือต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย หากใช้คอมพิวเตอร์แบบ Labtop ก็ควรต่อจอมอนิเตอร์แยก และจัดให้มีชุดคีย์บอร์ด, เม้าส์ต่างหาก ผู้ใช้งานจะได้ไม่ต้องก้มลง หรือเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อใช้ Trackpad ที่ติดมากับตัวเครื่อง, ความสูงของโต๊ะทำงาน โต๊ะทำงานควรจะปรับระดับได้ตามสรีระของผู้ใช้งาน ทั้งการนั่ง หรือการยืนทำงาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ทำงานขยับร่างกายมากขึ้น ไม่ต้องนั่งอยู่ในท่าเดียวกันเป็นเวลานาน, เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้ที่ใช้ทำงานควรมีที่พิงหลัง ที่วางแขน สามารถปรับระดับความสูงได้ตามความเหมาะสม โดยให้ที่วางแขนอยู่ในระนาบเดียวกับขอบโต๊ะ เพื่อให้สามารถรองรับแขนและข้อมือได้ โดยไม่รู้สึกเมื่อยช่วงไหล่ 4.ดูแลสุขภาพใจควบคู่สุขภาพกาย ดูสุขภาพกายแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพใจด้วย ปัญหาที่หลายๆ คนพบในระหว่างการทำงานแบบ Work from Home คือ การที่ทำงานเพลินจนลืมเวลา และรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานน้อยลง เนื่องจากสถานที่ที่ปกติแล้วใช้พักผ่อนหย่อนใจกลับโดนบุกรุกด้วยงานจากที่ทำงานจนเหมือนไม่มีพื้นที่ในการใช้ชีวิตส่วนตัวแบบที่เคย ดังนั้น การทำงานที่บ้านนอกจากการดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีที่ที่พักแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง “จิตใจ” เป็นอย่างมาก โดย WELL กำหนดเป็น 1 ใน 10 หัวข้อหลักที่ต้องปฏิบัติเมื่อยื่นขอรับรองอาคาร เน้นย้ำว่าชีวิตการทำงานที่ดีต้องมี Work Life Balance ไม่ก่อให้เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น มีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงานแยกออกจากบริเวณที่ทำงานอย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานที่บ้านได้อย่างง่ายๆ โดยเลือกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในบ้านเป็นพื้นที่ทำงานโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้เรื่องงานและเรื่องส่วนตัวใช้พื้นที่ทับซ้อนกัน และควรมีเวลาพักผ่อนเป็นเวลา 30 นาที ในช่วงกลางวัน เพื่อเป็นการรีเฟรชสมองให้ปลอดโปร่ง ไม่จมอยู่กับความเครียดของการทำงานจนมากเกินไป   นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ ลุมพินี วิสดอม  เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่หลายคนต้องทำงานที่บ้าน การปรับปรุงที่พักอาศัยให้เหมาะสมกับการทำงานและสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน เป็นสิ่งจำเป็น การนำมาตรฐาน WELL เข้ามาใช้ในการปรับปรุงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากแต่เน้นการปรับพื้นที่โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เมื่อปรับปรุงพื้นที่ได้เหมาะสมจะเป็นประโยชน์ในการทำงาน พักผ่อน ให้การอยู่อาศัยมีสุขภาวะที่ดีในภาวะที่โควิด-19 แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน   การปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็นไปตามเกณฑ์ของ WELL คำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากยึดการออกแบบจากทิศทางของแสงและลมเป็นหลัก        
เลี้ยงสัตว์อย่างไรไม่ต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน

เลี้ยงสัตว์อย่างไรไม่ต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน

เลี้ยงสัตว์อย่างไรไม่ต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายคนหันมาเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น และหลายคอนโดก็อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้บ้างแล้ว หลายคนเลือกจะมีสัตว์เลี้ยงไว้ช่วยสอดส่องดูแลบ้าน บางคนก็เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา สำหรับสัตว์เลี้ยงของเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นน้องหมา น้องแมว หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ก็ล้วนแต่น่ารัก น่าเอ็นดูทั้งสิ้น ถึงแม้สัตว์เลี้ยงของเราจะทำอะไรผิดไปบ้าง เช่น อึ-ฉี่ไม่เป็นที่ ส่งเสียงดังรบกวนเมื่อเจอคนแปลกหน้า เรื่องเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เจ้าของสัตว์มักจะคิดว่าสามารถตักเตือนและให้อภัยกันได้ แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่สัตว์เลี้ยงแสดงออกมานั้น อาจรบกวน “เพื่อนบ้าน” ที่แสนน่ารักของเราด้วย ซึ่งคงจะดีหากเราหาวิธีดูแลสัตว์เลี้ยงไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เรามีวิธีดีๆ มาฝากกันค่ะ เลี้ยงสัตว์อย่างไรไม่ต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน 1. ศึกษาวิธีการดูแลสัตว์ก่อนนำมาเลี้ยง เนื่องจากสัตว์แต่ละชนิดต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน บางชนิดสามารถเลี้ยงในระบบปิดได้ ในขณะที่สัตว์บางชนิดหรือบางสายพันธุ์เหมาะที่จะเลี้ยงแบบปล่อยหรือมีพื้นที่ให้พวกมันวิ่งเล่นได้มากกว่า ทั้งนี้หากไม่อยากให้สัตว์ไปรบกวนเพื่อนบ้านมากนัก ควรพิจารณาเลือกสัตว์ที่สามารถเลี้ยงแบบระบบปิด หรือเลี้ยงในบ้านได้ เช่น แมวหรือสุนัขพันธุ์เล็กถึงขนาดกลางที่ไม่ค่อยส่งเสียงเห่าบ่อย ๆ เช่น สุนัขพันธ์    คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล, สุนัขพันธุ์บาเซนจิ, สุนัขพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อก, สุนัขพันธุ์ชิบะ เป็นต้น 2. แจ้งให้เพื่อนบ้านทราบ ไม่ว่าเราจะอาศัยในละแวกนั้นมานาน หรือเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ ๆ แต่ถ้ามีการเลี้ยงสัตว์ ก็ควรบอกกล่าวกับให้เพื่อนบ้านทราบ และขออภัยไว้ล่วงหน้าหากสัตว์เลี้ยงของเราไปรบกวน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านเข้ามาพูดคุยหรือให้คำแนะนำกับเราหากสัตว์เลี้ยงของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเขาในอนาคต 3. หมั่นทำความสะอาดของใช้สัตว์เลี้ยง เพื่อลดและป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็นรบกวน โดยเฉพาะกระบะทรายหรือจุดที่สัตว์เลี้ยงมักไปอึหรือฉี่เป็นประจำ ด้วยการเก็บกวาดทุกครั้งที่มีการขับถ่าย หมั่นล้างทำความสะอาดและเปลี่ยนทรายในกระบะทุก ๆ 2 สัปดาห์ ที่สำคัญคือวางกระบะทรายไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี และฉีดสเปรย์ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ช่วยอีกทางหนึ่งก็ได้ 4. ใส่สายจูงทุกครั้งที่พาไปเดินเล่น สำหรับเจ้าของที่กลัวว่าสัตว์เลี้ยงจะเบื่อ อยากพาไปเดินเล่นออกกำลังกายบ้าง ก็ควรใส่สายจูงทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สุนัข-แมวของเราไปรบกวนหรือทำอันตรายคนอื่นขณะวิ่งเล่น พร้อมกับพกอุปกรณ์สำหรับเก็บและทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์เลี้ยงอุจจาระไปทิ้งในถังขยะทุกครั้งด้วย  5. ให้เวลาและใส่ใจสัตว์เลี้ยงให้มากขึ้น บางครั้งการที่สัตว์เลี้ยงส่งเสียงดังรบกวน เช่น สุนัขเห่าบ่อย ๆ ไม่ได้เป็นเพราะว่ากำลังเจอสิ่งผิดปกติเสมอไป เพราะบางครั้งอาจเป็นการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ ทั้งนี้หากเกิดขึ้นนาน ๆ ครั้งก็คงไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะสร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้านได้ ดังนั้นให้เจ้าของลองสังเกตดูว่ามีสาเหตุมาจากอะไร แล้วรีบแก้ไข เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม    6. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้เรียบร้อย ไม่ใช่แค่เป็นการป้องกันโรคให้กับสัตว์เลี้ยงของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเพื่อนบ้านของเราด้วย โดยการปรึกษากับสัตวแพทย์ว่าสัตว์เลี้ยงของเราควรฉีดวัคซีนใดบ้าง และพาไปรับวัคซีนต่อเนื่องเมื่อถึงกำหนดหรือเกิดโรคระบาดบ่อย ๆ เช่น วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า โรคอันตรายที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลายพึงระวัง 7. ศึกษากฎระเบียบของที่พักอาศัย เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีข้อกฎหมายหรือข้อตกลงที่ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านจัดสรร คอนโด หรือหอพัก ซึ่งอาจจะมีการจำกัดชนิดของสัตว์เลี้ยง รวมถึงขนาดของสัตว์ตัวน้อย ดังนั้นเราควรศึกษากฎระเบียบ ข้อบังคับ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และทำให้รบกวนเพื่อนบ้าน   ที่สำคัญอย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ครบทุกด้านก่อนการเลี้ยงสัตว์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัยของสัตว์เลี้ยงที่เราอยากจะรับมาอยู่ด้วย รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ของที่พักอาศัย พร้อมกับพูดคุยกับเพื่อนบ้านให้เข้าใจไว้ก่อน จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย แฮปปี้กันทุกคนจ้า   CR : ข้อมูลจาก PetExpoClub   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์เล็กๆ สักตัว ในคอนโดฯ เลี้ยงอะไรดีล่ะ? ทำความสะอาดบ้านไกล “ภูมิแพ้”  
ก่อผนัง.. ต้องใช้วัสดุเท่าไหร่? คำนวนได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ก่อผนัง.. ต้องใช้วัสดุเท่าไหร่? คำนวนได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ก่อผนัง ต้องใช้วัสดุเท่าไหร่? คำนวนได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง การสร้างบ้านหรือตกแต่งบ้านแต่ละครั้ง อะไรที่ประหยัดได้ เราก็อยากจะประหยัดจริงมั้ยครับ พอได้แบบบ้านและตกลงพื้นที่การใช้วัสดุต่างๆ ตามแบบแล้ว เรื่องต่อมาที่ต้องคำนวณก็คือ จำนวนวัสดุก่อสร้างที่เราต้องใช้ เพื่อจะได้สั่งซื้อได้ถูกต้อง ไม่เกิดปัญหาของขาดหรือสั่งมาเป็นจำนวนมาเกินจำเป็น และช่วยควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลายได้อีกด้วย   การก่อผนังบ้านเป็นส่วนที่มีความจำเป็นต้องใช้วัสดุค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นโครงการหลักๆ ของตัวบ้าน รวมถึงเป็นส่วนที่จะใช้แบ่งพื้นที่ห้องต่างๆ ภายในบ้านด้วย ซึ่งการเลือกใช้วัสดุแต่ละชนิดก็มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป หลายคนไม่รู้ว่าจะต้องสั่งซื้อ อิฐ ปูน หิน และทรายในปริมาณเท่าไหร่ดี เราเลยเอาวิธีการคำควณแบบเบื้องต้นที่เราสามารถทำได้เองง่ายๆ มาฝากกันครับ   การคำนวณขั้นต้นนี้เป็นประโยชน์ทั้งในกรณีที่เราต้องเป็นคนสั่งซื้อของเอง หรือเอาไว้ตรวจสอบการทำงานของผู้รับเหมาอีกที ทั้งนี้ในหน้างานจริงอาจจะต้องใช้มากกว่าหรือน้อยกว่าที่สูตรคำนวณ ขึ้นอยู่กับเทคนิคของช่าง และปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม ก่อผนัง ต้องใช้วัสดุเท่าไหร่? คำนวนได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง 1. ผนังก่ออิฐมอญ 120-150 ก้อน / ตร.ม. *คำนวณจากอิฐมอญขนาด หนา 3-3.5 ซม. กว้าง 6-6.5 ซม. ยาว 14.5-15 ซม. ปูนสำหรับงานก่ออิฐมอญ ปูนก่อสำเร็จรูป 1 ถุง 50 กก.  ก่อได้ 1-1.5 ตร.ม. (หนา 1-1.5 ซม.) ปูนก่อผสม 1 ถุง 50 กก. ก่อได้ 2.4-3.6 ตร.ม. (หนา 1-1.5 ซม.) โดยใช้ปูนซีเมนต์ ผสม ทรายหยาบ อัตราส่วน 1 ต่อ 2.5-3 ปูนสำหรับงานฉาบผิว ปูนฉาบสำเร็จรูป 1 ถุง 50 กก. ฉาบได้ 2-2.5 ตร.ม. (หนา 1-1.5 ซม.) ปูนฉาบผสม 1 ถุง 50 กก. ฉาบได้ 4-4.5 ตร.ม. (หนา 1-1.5 ซม.) โดยใช้ปูนซีเมนต์ ผสมทรายละเอียด อัตราส่วน 1 ต่อ 2.5-3 2. ผนังก่ออิฐบล็อก 12.5 ก้อน / ตร.ม. *คำนวณจากอิฐบล็อกขนาด หนา 6.5-7 ซม. กว้าง 19 ซม. ยาว 39 ซม. ปูนสำหรับงานก่ออิฐบล็อก ปูนก่อสำเร็จรูป 1 ถุง 50 กก. ก่อได้ 2-2.5 ตร.ม. (หนา 1-1.5 ซม.) ปูนก่อผสม 1 ถุง 50 กก. ก่อได้ 4.8-6 ตร.ม. (หนา 1-1.5 ซม.) โดยใช้ปูนซีเมนต์ ผสม ทรายหยาบ อัตราส่วน 1 ต่อ 2.5-3 ปูนสำหรับงานฉาบผิว ปูนฉาบสำเร็จรูป 1 ถุง 50 กก. ฉาบได้ 2-2.5 ตร.ม. (หนา 1-1.5 ซม.) ปูนฉาบผสม 1 ถุง 50 กก. ฉาบได้ 4-4.5 ตร.ม. (หนา 1-1.5 ซม.) โดยใช้ปูนซีเมนต์ ผสมทรายละเอียด อัตราส่วน 1 ต่อ 2.5-3 3. ผนังก่ออิฐมวลเบา 8.3 ก้อน / ตร.ม. *คำนวณจากอิฐมวลเบาขนาด หนา 7.5 ซม. กว้าง 20 ซม. ยาว 60 ซม. ปูนสำหรับงานก่ออิฐมวลเบา ปูนก่อสำเร็จรูป 1 ถุง 50 กก. ก่อได้ 38-40 ตร.ม. (หนา 2-3 มม.) ปูนสำหรับฉาบอิฐมวลเบา ปูนฉาบสำเร็จรูป 1 ถุง 50 กก. ฉาบได้ 2-2.5 ตร.ม. (ฉาบหนา 1-1.5ซม.)   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ดินทรุด ปัญหาที่เช็กและแก้ได้ ซื้อบ้านให้ไกลจากน้ำท่วม ควรดูอะไรบ้าง?
ตากผ้าในบ้านอย่างไรให้แห้งเร็วสุดๆ ด้วยเทคนิคแบบแม่บ้านญี่ปุ่น

ตากผ้าในบ้านอย่างไรให้แห้งเร็วสุดๆ ด้วยเทคนิคแบบแม่บ้านญี่ปุ่น

ตากผ้าในบ้านอย่างไรให้แห้งเร็วสุดๆ ด้วยเทคนิคแบบแม่บ้านญี่ปุ่น ช่วงนี้ฝนตกติดต่อกันหลายวันจนแทบจะมองไม่เห็นแดดยิ่งเจอช่วงพายุเข้าติดต่อกันนานๆปัญหาเรื่องการตากผ้าก็ตามมาพอไม่มีแดดกว่าผ้าจะแห้งก็ใช้เวลานานหรือบางทีก็แห้งไม่สนิทเกิดกลิ่นอับชื้นเพิ่มไปอีกจะให้ใส่เสื้อผ้ามีกลิ่นอับก็คงไม่ดีแน่เราเลยอยากจะชวนให้มาลองดูเทคนิคการตากผ้าในบ้านแบบแม่บ้านญี่ปุ่นกันดูบ้างว่าเค้าใช้วิธีไหนช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นและไม่เหม็นอับถึงแม้จะต้องตากผ้ากันกลางห้องก็ตาม   6 เทคนิคแบบแม่บ้านญี่ปุ่น ทำให้ผ้าแห้งเร็ว 1. ผ้าขนหนูแห้งช่วยได้ ลองใส่ผ้าขนหนูแห้งลงไปในเครื่องซักผ้า หลังจากที่เครื่องปล่อยน้ำทิ้งแล้ว เครื่องบางรุ่นต้องกดหยุดการทำงานชั่วคราวก่อนนะคะ  ผ้าขนหนูแห้งจะทำหน้าที่ช่วยซับน้ำส่วนเกินออกไป ทำให้ผ้าแห้งได้มากกว่าปกติ ** ควรระวังผ้าขนหนูบางประเภทที่มีฝุ่นผ้ามาก อาจทำให้ฝุ่นผ้าไปติดตามเสื้อผ้าจนเกิดปัญหาตามมา   2. ตากผ้ากลับด้าน ส่วนใหญ่ตามตะเข็บผ้า และส่วนที่เป็นกระเป๋า มักจะเป็นส่วนที่แห้งยาก แม่บ้านญี่ปุ่นเลยมักจะตากผ้าโดยการกลับด้านเสื้อก่อน นอกจากจะช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นแล้ว ยังจะช่วยรักษาผ้าไม่ให้เก่าง่ายด้วย   3. ตากผ้าแบบแนวโค้ง เรื่องแนวคิดแปลกๆ ต้องยกให้ญี่ปุ่นเค้าล่ะ “การตากผ้าแบบแนวโค้ง” คือการจัดตำแหน่งการหนีบผ้าเป็นรูปโค้ง โดยให้ผ้าที่มีความยาวมากกว่าอยู่ส่วนริม แล้วค่อยๆ ไล่ลำดับให้ผ้าที่สั้นที่สุดอยู่ตรงกลาง วิธีนี้จะช่วยให้อากาศถ่ายเทไปยังบริเวณตรงกลางได้มากขึ้น เลยมีส่วนช่วยให้ผ้าแห้งไวขึ้น   4. ตากให้ห่างจากกำแพง คนญี่ปุ่นนับเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตากผ้าในห้อง เพราะช่วงฤดูมรสุมเค้ามักจะยาวนานแถมพื้นที่ตากผ้าก็มีจำกัด ดังนั้นตำแหน่งในการตากผ้าที่เหมาะสมคือ “กลางห้อง” หรือ ตำแหน่งที่อยู่ห่างจากกำแพง เพราะบริเวณกำแหง หรือพื้นห้องจะมีความชื้นสะสมมาก ดังนั้นถ้าอยากให้ผ้าแห้งไวจึงควรตากผ้าให้สูงจากพื้น และห่างจากกำแพงเข้าไว้ค่ะ   5. แขวนผ้าห่าง 5 เซนติเมตร การแขวนผ้า ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 5 เซนติเมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี ถ้าหากมีผ้าจำนวนมากแต่มีพื้นที่ตากจำกัด แนะนำให้แบ่งซักหลายรอบหน่อยจะดีกว่า เพราะยิ่งตากผ้าชิดกันมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ผ้าแห้งช้า และอาจเกิดกลิ่นอับได้   6. ปูกระดาษหนังสือพิมพ์ใต้ราวตากผ้า วิธีนี้เป็นวิธีที่ชาวญี่ปุ่นนิยมทำกันมาก เพราะเชื่อว่ากระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดความชื้นได้เพิ่มขึ้น ผ้าเลยแห้งเร็ว นอกจากการวางกระดาษหนังสือพิมพ์เฉยๆ แล้ว ชาวญี่ปุ่นแนะนำให้ลองขยำหนังสือพิมพ์ก่อน เพื่อเพิ่มพื้นที่ของช่องว่างระหว่างพื้นกับกระดาษ ซึ่งจะช่วยดูดซับความชื้นได้เร็วขึ้นไปอีก!!!   เทคนิคง่ายๆ ตามแบบฉบับแม่บ้านญี่ปุ่นที่เราเอามาฝาก เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ แล้วช่วงหน้าฝนแบบนี้ก็ยิ่งน่าลองทำกันดู ใครที่ลองแล้วได้ผลอย่างไรบ้าง อย่าลิมเอามาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะคะ   CR: ข้อมูลจาก https://th.anngle.org/j-lifestyle/house-wife/drysclothes_inroom_tips.html   บทความที่เกี่ยวข้อง 4 วิธีกำจัดสิ่งสกปรกในเครื่องซักผ้า เทคนิคใช้ไฟฟ้าอย่างไรให้ปลอดภัยในหน้าฝน    
เทคนิคเตรียมตัวให้พร้อมก่อนซื้อบ้าน

เทคนิคเตรียมตัวให้พร้อมก่อนซื้อบ้าน

เทคนิคเตรียมตัวให้พร้อมก่อนซื้อบ้าน ช่วงที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องปรับตัว ปรับวิถีชีวิต การอยู่อาศัย การใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงานกันใหม่ ไปสู่ความปกติวิถีใหม่ หรือ New Normal  รวมถึงการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home)   ขณะที่แวดวงธุรกิจ ก็ต้องเผชิญความท้าทาย กับปัจจัยลบที่เกิดขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งทำให้ต้องปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจ  เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  รวมถึงต้องทุ่มเททำการตลาดอย่างหนัก เพื่อกระตุ้นยอดขาย สร้างรายได้กลับเข้ามา   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ช่วงที่ผ่านมาก็เจอความเปลี่ยนแปลง ไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่น ที่สำคัญ ต้องหันมาโหมทำการตลาดกันอย่างหนัก จัดโปรโมชั่นกันชนิดที่ไม่เคยทำกันมาก่อน  โดยเฉพาะการลดราคา และแคมเปญอยู่ฟรี ไม่นับรวมกับโปรโมชั่นอื่น ๆ อีกสารพัด เพื่อสร้างกระแสเงินสด เพิ่มสภาพคล่อง ทำให้ปีนี้นับเป็นโอกาสทองของคนอยากมีบ้าน และมีความสามารถที่จะซื้อ เพราะราคาถือว่าค้าค่าจริง ๆ   แล้วหากจะเลือกซื้อบ้านสักหลัง หรือคอนโดมิเนียมสักห้อง เราควรเตรียมตัวก่อนการซื้อบ้านอย่างไร สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยซื้อมาก่อน หรือไม่เคยศึกษาการซื้อบ้าน ทางธนาคารกรุงเทพ มีคำแนะนำเบื้องต้นให้กับลูกค้า ได้ศึกษาและใช้เป็นแนวทางในการเตรียมตัว เพื่อจะทำให้ได้บ้านตามที่ต้องการ เทคนิคเตรียมตัวให้พร้อมก่อนซื้อบ้านก่อนกู้บ้านต้องเตรียมตัวอย่างไร  ข้อที่ 1. เลือกทำเล บ้านที่ชอบ พื้นที่ใช้สอยให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ขึ้นอยู่กับขนาดครอบครัวและไลฟ์สไตล์ของคุณเองว่าต้องการบ้านแบบไหน เช่น คอนโดมีเนียมกลางเมืองเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ทาวน์เฮ้าส์พร้อมกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่อยู่อาศัยและใช้สอยมากกว่า มองหาทำเลที่ชอบ เลือกทำเลที่คิดว่าสามารถเดินทางได้สะดวก โดยเฉพาะไปทำงาน หรือทำเลที่คุ้นเคยก็ได้ ตรวจสอบราคาจากโครงการที่สนใจหรือที่อยู่อาศัยในละแวกเดียวกัน หรือสอบถามสำนักงานที่ดินเพื่อขอราคาประเมินที่ดิน ประกอบการตัดสินใจก็ได้ กรณีผู้กู้มีบ้านอยู่แล้ว 1 หลัง ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือ บ้านพักตากอากาศ ควรคำนึงความจำเป็น และความสามารถในการผ่อนชำระ เนื่องจาก การผ่อนชำระบ้านเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง จะเป็นการเพิ่มภาระในการผ่อนชำระให้หนักมากขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้าอาจจะได้วงเงินกู้บ้านที่น้อยกว่าการซื้อบ้านหลังแรก ข้อที่ 2. เริ่มต้นประเมินความสามารถทางการเงินของตนเอง ลูกค้าควรจะทราบความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อของตนเอง ซึ่งมีวิธีคำนวณง่ายๆ คือ ประมาณการยอดผ่อนชำระรายเดือน โดยยอดผ่อนชำระรายเดือนควรประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้รวมต่อเดือน หรือประมาณ 40% ของรายได้คงเหลือสุทธิต่อเดือน ซึ่งเป็นรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าผ่อนสินค้า ค่างวดผ่อนรถยนต์ ค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น รายได้คงเหลือหลังหักภาระผ่อนเดิมและภาระผ่อนสินเชื่อบ้านครั้งนี้แล้ว ควรมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการดำรงชีพขั้นต่ำของผู้ขอสินเชื่อ หากเป็นไปได้ ในช่วงก่อนที่จะกู้เงินซื้อบ้าน ไม่ควรมีการก่อหนี้ หรือซื้อสินค้าเงินผ่อน เพราะยิ่งก่อหนี้มากขึ้นเท่าไหร่ จะทำให้ความสามารถในการขอสินเชื่อน้อยลงเท่านั้น ข้อที่ 3. เงินดาวน์/การเก็บออม ลูกค้าควรมีเงินออมเพื่อชำระเงินดาวน์ 10-30% ของราคาบ้านที่ต้องการซื้อ ปัจจุบันการให้วงเงินสินเชื่อของธนาคาร จะให้อัตราส่วนวงเงินกู้ต่อราคาบ้านตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับลำดับที่สัญญาสินเชื่อบ้านที่ลูกค้ามีอยู่กับสถาบันการเงินต่างๆ เช่น กรณีซื้อบ้านราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ควรมีเงินดาวน์ หรือเงินออม ไม่น้อยกว่า 5%-10% ขึ้นไปสำหรับการขอสินเชื่อสัญญาบ้านหลังแรก, ไม่น้อยกว่า 10% - 20% ขึ้นไปสำหรับการขอสินเชื่อบ้านสัญญาบ้านหลังที่สอง, ไม่น้อยกว่า 30% ขึ้นไป สำหรับการขอสินเชื่อบ้านสัญญาบ้านหลังที่สาม การดำรงยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีหรือการแสดงหลักฐานการออมและความสามารถในการชำระคืน แม้ว่าจะมีเงินได้เข้าบัญชีเป็นจำนวนมาก แต่หากไม่มียอดเงินคงเหลือในบัญชีหรือไม่มีหลักฐานเงินออมอื่นเลย ก็อาจทำให้ไม่มีศักยภาพการขอสินเชื่อเพียงพอได้ เช่น มีเงินได้เข้าบัญชีเงินฝาก 100,000 บาท/เดือน แต่มีการถอนออกไปใช้ทั้งหมด โดยมีเงินคงเหลือเพียงหลักร้อย และ ไม่มีหลักฐานการออมเงินอื่นประกอบ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ยิ่งเรามีจำนวนเงินที่ผ่อนดาวน์ หรือเงินออมมากขึ้นเท่าใด จะทำให้มีศักยภาพเพียงพอในการขอสินเชื่อมากขึ้นเท่านั้น ข้อที่ 4. การเดินบัญชีธนาคารก่อนการยื่นกู้ ควรแสดงหลักฐานรายได้ผ่านบัญชีธนาคาร ควรมีการเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ และสอดคล้องกับรายได้ เตรียมเอกสารหลักฐานประเภทต่างๆให้พร้อม เช่น หลักฐานด้านรายได้, หลักฐานเงินออมในรูปกองทุนรวม LTF, RMF, ประกัน หรือการลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ เป็นต้น ปัญหาสำคัญที่ทำให้กู้บ้านไม่ผ่าน มาจากสาเหตุสำคัญอะไรบ้าง แม้ว่าหลายคนจะเตรียมตัว เตรียมเอกสาร ศึกษาข้อมูลมาอย่างดี แต่บางครั้งอาจจะยื่นกู้แล้วไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อก็เป็นไปได้ ซึ่งอาจจะมีหลายสาเหตุ ลองมาพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุ ที่ทำให้สถาบันการเงินปฏิเสธการให้สินเชื่อลูกค้าก็เป็นไปได้ 1. มีรายได้ไม่มั่นคง หรือรายได้ไม่เพียงพอในการขอสินเชื่อ ปัญหาสำคัญที่ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่กู้บ้านไม่ผ่าน จะเป็นเรื่องของรายได้ไม่มั่นคง หรือรายได้ไม่เพียงพอในการผ่อนชำระสินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้าที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว อาชีพอิสระ หรือ ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้กู้มีการเตรียมตัวที่ดี และจัดเตรียมเอกสารแสดงรายได้ที่ชัดเจน เช่น  เอกสารแสดงกระแสเงินได้, บัญชีลูกหนี้การค้า ก็จะมีส่วนช่วยให้ธนาคารพิจารณาอนุมัติเงินกู้ได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีประกอบธุรกิจส่วนตัว หากจดทะเบียนกิจการ ให้แสดงทะเบียนพาณิชย์/ทะเบียนการค้า/หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียน และ statement การเดินบัญชีที่แสดงกระแสเงินสดไม่น้อยกว่า 6 เดือน กรณีเป็นลูกจ้างตามสัญญา ควรมีหนังสือรับรองสัญญาจ้างที่มีการระบุระยะเวลาสัญญาชัดเจน ประกอบกับสลิปเงินเดือนและ statement การเดินบัญชี อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการให้กู้ อาจขึ้นอยู่กับระยะเวลาในสัญญาจ้าง ซึ่งหากระยะเวลาในสัญญาจ้างสั้น อาจทำมีภาระผ่อนในจำนวนที่สูง และไม่สามารถขอสินเชื่อได้ กรณีฟรีแลนซ์ หรือประกอบอาชีพอิสระ ควรมีการแสดงเอกสารรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจน เช่น ช่างแต่งหน้า/ช่างภาพอิสระ ควรแสดงสัญญาว่าจ้างหรือใบรับงานจากงานต่างๆ และ เอกสารแสดงการรับเงินจากผู้ว่าจ้าง กรณีรับเป็นเงินสด ควรนำเงินฝากเข้าผ่านบัญชีธนาคารอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตามข้อเท็จจริง โดยควรแสดงหลักฐานรายได้ย้อนหลังไม่น้อยกว่า 6-12 เดือน ควรนำเงินได้เข้าบัญชีให้สอดคล้องกับรายได้ที่ได้รับมา รวมถึงเอกสารแสดงผลงาน เช่น รูปภาพผลงานการแต่งหน้าจากงานต่างๆ เป็นต้น ก่อนนำไปชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ นอกจากนี้ เอกสารอื่นๆที่ช่วยให้ธนาคารพิจารณาอนุมัติเงินกู้ได้ง่ายขึ้น เช่น หลักฐานการออม , สำเนาโฉนดที่ดินที่ปลอดภาระ, พันธบัตร, สลากออมสิน เป็นต้น 2.มีภาระหนี้เกินเกณฑ์ ธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระหนี้โดยคำนวณภาระหนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้ของลูกค้าในข้อมูลเครดิตบูโร กรณีที่มีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระสูงอยู่แล้ว ทั้งภาระหนี้บัตรเครดิต / เช่าชื้อ / ผ่อนชำระรถยนต์ / เครื่องใช้ไฟฟ้า / ผ่อนชำระทรัพย์สินอื่น ธนาคารอาจพิจารณาลดวงเงินหรือ ปฎิเสธวงเงินที่ขอเพิ่มครั้งนี้ได้ ผู้กู้ควรเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการชำระหนี้ทั้งหมดเรียบร้อย สร้างความมั่นคงและความน่าเชื่อถือทางการเงินใหม่ด้วยเงินออม หรือ เอกสารแสดงรายได้ต่างๆ ตามความเหมาะสม  ท่านไม่ควรมีหนี้ค้างชำระ ในขณะขอสินเชื่อ และหากเคยมีประวัติการค้างชำระหนี้ใน 3 ปีที่ผ่านมา ควรชี้แจงสาเหตุการค้างชำระและแสดงหลักฐานการชำระประกอบตามเหตุผลที่สมควร กรณีมีบัตรเครดิตหรือมีภาระหนี้อื่นๆก่อนการขอสินเชื่อ ควรลดภาระการผ่อนสินเชื่อบุคคลที่ไม่จำเป็น เช่น การชำระค่าสินค้าเงินผ่อน 6-12 เดือน, ปิดบัญชีวงเงินสินเชื่อที่ใกล้ครบกำหนด/ยอดเงินไม่สูงมาก หรือ ควรยกเลิกบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็น ช่องทางสำคัญ เพื่อสานฝันของคนอยากมีบ้านให้เป็นจริง ลูกค้าที่สนใจสามารถ ตรวจสอบคุณสมบัติ พร้อมทราบผลพิจารณาเบื้องต้น โดย เพียงกรอกข้อมูลผ่านทาง เว็บไซต์ธนาคารกรุงเทพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ หรือ สามารถติดต่อสาขาที่ลูกค้าสะดวก สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านใหม่จากโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นพันธมิตรกับธนาคาร สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ขายของโครงการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารให้บริการด้านสินเชื่อได้ เรื่องควรรู้อื่นๆ เพิ่มเติม ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ผู้ยื่นกู้อาจต้องชำระเพิ่มเติมนอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านและค่าสำรวจประเมินราคาหลักประกันแล้ว ลูกค้าอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนอื่นๆ ดังนี้ ค่าใช้จ่ายที่ชำระให้กับสำนักงานที่ดิน ได้แก่ 1.ค่าโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาซื้อขาย (ส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการ อาจเป็นผู้ชำระแทนหรือ ชำระครึ่งหนึ่ง ตามแคมเปญหรือรายการส่งเสริมการขายของโครงการ), ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงิน (กรณีขอสินเชื่อกับธนาคาร) ค่าใช้จ่ายที่ชำระให้กับโครงการ เช่น ค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สินส่วนกลาง, ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการโอน เช่น ค่ามิเตอร์น้ำ ค่ามิเตอร์ไฟ ค่าใช้จ่ายที่ชำระให้กับบริษัทประกันภัย กรณีทำประกันภัย/ประกันชีวิต เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต และ ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย (กรณีขอสินเชื่อกับธนาคาร) ค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มเติมของลูกค้า เช่น ค่าใช้จ่ายในการตกแต่งเพิ่มเติม ปี 2563 มาตรการลดค่าโอน และค่าจดจำนอง 0.01% มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้กู้เพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง   มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ เหลืออัตรา 0.01% โดยมีเงื่อนไข คือ การซื้ออสังหาริมทรัพย์จากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นผู้จัดสรรเท่านั้น เป็นที่ดินพร้อมอาคารประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ หรือ ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ในราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 3 ล้านบาท ไม่รวมการซื้อขายบ้านมือสอง ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และการรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 24 ธันวาคม 2563   ดังนั้น ลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโด และกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยจดจำนองไม่เกินปลายปีนี้ ก็จะเสียค่าโอนและค่าจดจำนองเพียงอัตรา 0.01% จากปกติจะต้องเสียค่าโอน 2% และค่าจดจำนอง 1% ซึ่งถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้กู้ลงไปค่อนข้างมาก    บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง กู้สินเชื่อบ้านผ่านง่าย หากมีรายได้เสริม วิธีเตรียมกู้ซื้อบ้าน สำหรับอาชีพอิสระ 5 ข้อต้องรู้ก่อนจะเป็น “ผู้กู้ร่วม”    
9 วิถี New Normal ชีวิตหลังโควิด-19

9 วิถี New Normal ชีวิตหลังโควิด-19

9 วิถี New Normal ชีวิตหลังโควิด-19 สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ขณะนี้ถือว่าประเทศไทยเรา “เอาอยู่” ของจริง เพราะไม่พบผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทย ต่อเนื่องมานานนับเดือนแล้ว ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยแล้ว จะมีก็แต่ผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเท่านั้น   แต่เพื่อไม่อยู่ในความประมาณ คนไทยทุกคนยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย ในการป้องกันการแพร่หรือรับเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงต้องปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตปกติใหม่ หรือ New Normal ไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำระลอก 2 New Normal คำว่า ความปกติใหม่ ในช่วงเวลานี้ จึงเป็นคำที่ถูกพูดถึงกันอย่างมาก  และคงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ส่วนวิถีชีวิต ตามความปกติใหม่ มีเรื่องอะไรบ้างนั้น  มีนักวิเคราะห์และสำนักข่าวมากมายออกมาร่วมกันวิเคราะห์พฤติกรรม “New Normal” หรือ “ความปกติใหม่” ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และกลุ่มธุรกิจใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ   หากแต่ทั้งหมดยังเป็นการคาดการณ์และยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดให้เห็นถึงปริมาณการเปลี่ยนแปลงที่จะช่วยประกอบการตัดสินใจในการวางแผนการรับมืออย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนไทยก็อาจจะไม่มีข้อมูลเชิงลึกที่มีประสิทธิภาพมากพอในการเห็นภาพทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจริงๆ   ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab ร่วมกับรศ.ดร.ณัฐพล อัสสะรัตน์ ประธานหลักสูตร MBA Executive คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงร่วมกันจัดทำงานวิจัยชุด “The Day After Crisis” ขึ้น เพื่อถอดรหัสและคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคแห่งอนาคตที่จะส่งผลต่อการเฝ้าระวังและการเตรียมการรับมือของภาคธุรกิจ   โดยวิธีการวิจัยคือการเก็บแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มผู้บริโภคจำนวน 443 ตัวอย่าง (ช่วงเวลาการเก็บข้อมูล 23 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2563) โดยชุดคำถามที่ทีมวิจัยสร้างขึ้นนี้ตั้งอยู่พื้นฐานที่ เราทราบเงื่อนไขดีว่า ช่วงเวลาขณะนี้อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเนื่องจากผู้บริโภคเองก็อาจไม่สามารถมองเห็นอนาคตที่ชัดเจนได้   แต่อย่างไรก็ตาม พวกเราทุกคนในช่วงเวลาที่ทำแบบสอบถามนั้นล้วนแล้วแต่ได้เผชิญสภาวะวิกฤตที่เราถูกบีบให้ต้องรับมือกับมันมาเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เราตั้งสมมติฐานว่าเป็นช่วงเวลาที่นานพอที่เราจะเรียนรู้ผลกระทบ และซึมซับและวัดผลพฤติกรรมใหม่ที่เข้ามาในชีวิตเรา และพอจะเลือกได้แล้วว่าอะไรเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่มันดีขึ้น ที่เราอยากจะตัดสินใจให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราต่อไปแม้จะจบวิกฤตครั้งนี้ไปแล้วก็ตาม ชุดคำถามทั้งหมดจึงค่อนข้างเน้นย้ำไปที่การเชิญชวนให้ผู้ร่วมทำวิจัยตอบคำถามโดยพิจารณาถึงการใช้ชีวิตของตัวเองเป็นหลักว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาเลือกแล้วว่าจะทำต่อไป หรือเลิกทำเปรียบเทียบปริมาณระหว่างช่วงหลังจากคลาย Lock Down กับช่วงเวลาปกติก่อนเกิด COVID-19   การประมาณการของน้ำหนักในค่าบวกและลบของงานวิจัยชิ้นนี้น่าจะพอให้มุมมองที่สามารถตีความต่อได้ว่าส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่างในระดับไหน อย่างไร และเอื้อให้ผู้ประกอบการได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าวิกฤตต่อธุรกิจของตนที่เกิดตามมาจากสภาวะเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คนในยุคใหม่จะต้องเตรียมรับมืออย่างไร   โดยส่วนหนึ่งของงานวิจัย สะท้อนออกมาใน  9 วิถีชีวิตใหม่ หลังโควิด-19  ผ่านพ้นไปแล้ว ได้แก่ 1.วางแผนการเงิน หารายได้เสริม พัฒนาตัวเอง ผู้คนในยุคปัจจุบันนับจากนี้ จะให้น้ำหนักและความสำคัญกับการวางแผนการเงิน การหารรายได้เสริม รวมถึงการพัฒนาตัวเอง เพิ่มมากขึ้น 55.7% เพราะช่วงที่ผ่านมาพบว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด และยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านรายได้ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมด้วย 2.ใช้ชีวิตในบ้าน และดูแลสุขภาพ การเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสธรรมดา แต่หากร่างกายไม่แข็งแรง ก็สามารถรับเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง จะมีภูมิต้านทานโรคได้ดีกว่า ดังนั้น ผู้คนนับจากนี้จึงมองเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอันดับต้น ๆ และพยายามจะหลีกเลี่ยงการต้องออกไปในสถานที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก  เพราะอาจจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคกลับมาได้  วิถีชีวิตของคนแบบ New Normal นอกจากใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองแล้ว ยังเลือกจะใช้ชีวิตในบ้านมากขึ้นด้วย  โดยผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 38.2% 3.ติดใจ Work From Home จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สำนักงานและออฟฟิศต่าง ๆ ให้พนักงานและลูกจ้าง ต้องอยู่บ้าน รวมถึงภาครัฐเองก็รณรงค์ให้คนไทย อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ลดอัตราการแพร่กระจายและการติดเชื้อ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พนักงานและลูกจ้างส่วนใหญ่จึงต้องทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home ซึ่งหลายคนพบว่า การทำงานที่บ้าน ไม่ได้แตกต่างจากการทำงานที่ออฟฟิศ แถมบางคนยังสามารถทำงานได้ทั้งปริมาณและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นด้วย  เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง ผู้ที่ตอบแบบสองถาม จึงมองว่าวิถีชีวิตปกติใหม่ อาจจะต้องทำงานที่บ้านมากขึ้น และติดใจกับการ Work From Home เพิ่มขึ้นถึง 29.8% 4.ทำอาหารเอง กินเอง ที่บ้าน นอกจากการทำงานที่บ้านแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นพฤติกรรมที่แทบจะเรียกได้ว่า ทุกคนทำเหมือนกัน คือการเข้าครัวทำอาหารกินเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร้านค้าส่วนใหญ่ปิดกิจการชั่วคราว และส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเวลาว่างมาก ทำให้ต้องหากิจกรรมทำ และการทำอาหารกินเองที่บ้าน ก็เป็นกิจกรรมอันดับแรก ๆ ที่คนส่วนใหญ่ทำกัน   เมื่อทำกันต่อเนื่องจึงเป็นพฤติกรรมที่ต่อไปคนจะทำอาหารกินเองที่บ้านมากขึ้นถึง 23.6% 5.ใช้ออนไลน์ดำเนินชีวิตหลากมิติ ก่อนหน้าจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 วิถีชีวิตของคนยุคดิจิทัล ก็ก้าวเข้าไปสู่โลกของออนไลน์อยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ใช้ในหลายมิติ ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเพียงการติดต่อสื่อสาร ผ่านสังคมออนไลน์ หรือการเสพคอนเทนต์และความบันเทิงออนไลน์  แต่จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 วิถีชีวิตของคนได้เข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์เกือบ 100%  ใช้ออนไลน์มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตไปในแต่ละวัน ทั้งเรื่องการงานและเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะการทำงานที่สามารถพูดคุยและประชุมกันได้ผ่านโลกออนไลน์  วิถีชีวิตปกติใหม่นับจากนี้ จึงจะมีออนไลน์เข้ามาอยู่ในหลากหลายมิติมากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าจะเพิ่มขึ้น 21.3% 6.สุขภาพวิถีใหม่ ใช้เทคโนโลยี และเข้าถึงจิตใจ จาแนวโน้มของการใส่ใจสุขภาพของตัวเอง และการเอาโลกออนไลน์มาเติมเต็มชีวิตในทุกมิติแล้ว เรื่องของการดูแลตนเองและการดูแลสุขภาพ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนจะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมสุขภาพ เพราะการไปโรงพยาบาลก็ถือว่ามีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไม่น้อยกว่าสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก การดูแลสุขภาพของตนเองตามความปกติใหม่ จึงต้องพึ่งพาและอาศัยเทคโนโลยเข้ามาช่วย ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าจะมีพฤติกรรมด้านนี้เพิ่มขึ้น 17.3% 7.การทำงานและเรียนที่สถานที่จริง นอกจากพฤติกรรมหลายอย่างจะถูกให้ความสำคัญ และทำเพิ่มมากขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันก็มีหลายพฤติกรรที่คนยุคหลังโควิด-19 จะทำลดน้อยลงด้วย อย่างเช่น การทำงานหรือเรียนที่โรงเรียนหรือสถานศึกษา แต่จะใช้วิธีการทำงานที่บ้าน หรือเรียนออนไลน์มากกว่า การทำงานที่สำนักงานหรือการเรียนที่สถานที่จริงน่าจะลดลงไปถึง 12% 8.การกลับไปใช้ชีวิตนอกบ้านตามเดิม นอกจากพฤติกรรมการทำงานและเรียนที่สถานที่จริงจะลดลงลดลงแล้ว การใช้ชีวิตนอกบ้านก็คาดว่าจะลดลงด้วย เพราะทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยมากขึ้น และพยายามที่จะลดความเสี่ยงจากการการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ ผู้ตอบแบบสอบถามมองกว่าจะลดพฤติกรรมการใช้ชีวิตนอกบ้าน 10.6% 9.การไปตลาด การซื้อแผงลอย จากเหตุผลของการกังวลเรื่องความปลอดภัย และการได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบันที่มีความสะดวกสบายจากการสั่งสินค้าผ่านออนไลน์ หรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ทำให้คนส่วนใหญ่จะลดการออกไปตลาด หรือการซื้อสินค้าแผงลอยลง โดยผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า จะลดพฤติกรรมการไปตลาดและการซื้อของแผงลอยลง 12.8%   นี่คือ 9 วิถีชีวิต ตามความปกติใหม่ ที่คาดว่าทุกคนจะปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งโลกอนาคตอาจจะยังบอกไม่ได้ว่า ความเป็นจริงจะเกิดอะไรขึ้น แต่สุดท้ายเราต้องปรับตัว ปรับพฤติกรรมให้เหมาะกับสถานการณ์เท่านั้นเอง​   บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง หนีไปไกลๆ!! ไวรัส COVID-19 มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ต่อเศรษฐกจิไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม 12 บทสรุปราคาคอนโด ท่ามกลางวิกฤต COVID-19  
แปลง “ขยะ” เป็น “เงิน” หลังหมดช่วง Work From Home

แปลง “ขยะ” เป็น “เงิน” หลังหมดช่วง Work From Home

แปลง “ขยะ” เป็น “เงิน” หลังหมดช่วง Work From Home สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ ถือว่าประเทศไทยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เพราะเราไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ภายในประเทศแล้ว และหลายคนคงกลับไปทำงานที่ออฟฟิศกันบ้างแล้ว แม้ว่าการทำงานที่ออฟฟิศอาจจะต้องอยู่ภายใต้ชีวิตปกติวิถีใหม่ หรือ New Normal และอาจจะต้องปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้าง เช่น การสลับวันทำงานระหว่างพนักงาน  ภายใต้มาตรการการเว้นระยะห่างสังคม หรือ Social Distancing แต่เชื่อว่าการทำงานที่บ้าน หรือ Work From Home น่าจะลดลงกว่าช่วงที่ผ่านมาแล้ว   การทำงานที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นผลพวงตามมา คือ ปริมาณขยะต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นภาชนะ หรือบรรจุภัณฑ์จากสั่งอาหารมากินที่บ้าน ไม่ว่าจะพลาสติก หรือขวดแก้ว เศษกระดาษ จากเอกสารการทำงาน ใบปลิวโฆษณา หรือกล่องบรรจุภัณฑ์พัสดุ ที่เกิดจากการช้อปปิ้งออนไลน์  เชื่อว่าตลอดระยะเวลา Work From Home น่าจะมีปริมาณมากอยู่พอสมควร   วันนี้เราอยากจะแนะนำวิธีการหารายได้จากปริมาณขยะต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในบ้าน ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าขยะเกือบทุกชนิด สามารถสร้างมูลค่าให้เป็นเงินขึ้นมาได้ เพราะขยะและของเหลือใช้เหล่านั้น สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบ สู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อผลิตวัสดุนั้นกลับมาใช้งานได้ การขายขยะเหล่านั้นไม่เพียงแต่เป็นการสร้างมูลค่าเป็นตัวเงินกลับมาได้แล้ว ประโยชน์ที่ชัดเจนอีกเรื่อง คงเป็นการช่วยกันแยกขยะ และลดปริมาณขยะ เป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วย ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุสิ่งของอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง   มาดูกันว่าขยะแต่ละประเภท มีมูลค่าและราคามากน้อยแค่ไหน ซึ่งราคาที่นำมาอ้างอิงครั้งนี้ เป็นราคาการรับซื้อจากบริษัท วงษ์วาณิชย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับซื้อขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล รายใหญ่แห่งหนึ่งของไทย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 โดยหากจะขายสินค้าวันไหน ลองเข้าไปเช็คราคาเบื้องต้นก่อนก็ได้ที่เว็บไซต์ของบริษัท (www.wongpanit.com) ราคารับซื้อขยะแต่ละชนิด ขวดแก้ว,เศษแก้ว มีราคาตั้งแต่ 0.30-19.00 บาท  ซึ่งขวดแก้ว ที่สามารถนำมาขายได้ มีตั้งแต่ขวดเบียร์  ขวดเหล้า จนไปถึงขวดซีอิ้ว น้ำปลา ขวดยาเขาก็รับซื้อ  ส่วนการรับซื้อมีทั้งซื้อแบบเป็นขวด และแบบเหมาลัง เช่น  ขวดเหล้าขาวหรือขวดสุราชุมชน กล่อง 24 ขวด ราคา  19 บาท หรือขวดเบียร์ลีโอ ใบละ 0.30 บาท เป็นต้น กระดาษ ราคารับซื้อตั้งแต่ 0.70-3.00 บาทต่อกิโลกรัม โดยกระดาษที่ทางร้านรับซื้อ ตั้งแต่กระดาษเอกสาร A4 ไปจนถึงกล่องกระดาษสีน้ำตาล หรือกล่องรองเท้าก็รับซื้อ หรือจะเป็นหนังสือหรือนิตยสารเขาก็ซื้อเหมือนกัน แต่ราคาก็แตกต่างกันไป อย่างกระดาษหนังสือเล่ม จะรับซื้อกิโลกรัมละ 0.80 บาท กระดาษขาวดำ ราคาขึ้นอยู่กับเกรดกระดาษ มีราคาตั้งแต่ กิโลกรัมละ 0.70-3.00 บาท กระดาษถุงปูนเขาก็รับซื้อเหมือนกัน ถ้าใครกำลังก่อสร้างบ้านหรือมีการซื้อปูนซีเมนต์มาซ่อมแซม เก็บถุงปูนไว้ขาย ได้กิโลกรัมละ 0.60 บาท พลาสติก พลาสติกที่ทางร้านรับซื้อมีระดับราคาตั้งแต่ 0.10-8.50 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับชนิด สภาพ ความสะอาด ซึ่งมีการรับซื้อที่หลากหลายมากมายหลายชนิด ตั้งแต่เบสิกเลยก็ขวดน้ำพลาสติกสีขาวใส และสีขาวขุ่นที่เราซื้อน้ำเปล่ากินกันทุกวันนี้ หรือจะเป็นพลาสติกพีวีซี ถุงดำชนิดไม่เปียก เขาก็รับซื้อเหมือนกัน และมีพลาสติกอีกสารพัดชนิดที่สามารถแปลงเป็นเงินกลับมาได้ เช่น พลาสติกแผ่น VCD ราคากิโลกรัมละ 11.00 บาท ขวดพีวีซีราคากิโลกรัมละ 0.40 บาท สายยาง กิโลกรัมละ 2.00 บาท หรือแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดสีดำก็ขายได้กิโลกรัมละ 1.20 บาท โลหะต่างๆ โลหะก็เป็นอีกวัสดุหนึ่ง ที่นำกลับมารีไซเคิลได้อย่างดี ทำให้เป็นวัสดุที่มีราคาค่อนข้างสูง และมีความหลากหลายในการรับซื้อมาก โดยราคามีตั้งแต่ 2.00-131 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งโลหะที่นิยมซื้อมากสุดคงเป็นอลูมิเนียมชนิดต่างๆ เช่น อลูมิเนียมกระป๋องโค้กราคากิโลกรัมละ 24.00 บาท อลูมิเนียมล้อแมกซ์ราคากิโลกรัมละ 31.00 บาท อลูมิเนียมกระทะไฟฟ้า ราคากิโลกรัมละ 7.00 บาท สแตนเลท รับซื้อราคากิโลกรัมละ 10.00 บาท เหล็ก เหล็กก็เป็นโลหะอีกหนึ่งชนิด ที่มีการรับซื้อกันมาก เพราะรีไซเคิลได้ดีเช่นกัน โดยมีราคารับซื้อตั้งแต่กิโลกรัมละ1.00-7.00 บาท เช่น เหล็กตะปู 5.60 กิโลกรัมละ บาท กระป๋องเหล็กกิโลกรัมละ 4.60 บาท และมีเหล็กอีกหลายชนิดที่เขารับซื้อ แต่บางอย่างอาจจะไม่ได้พบเจอในชีวิตประจำวันของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศเท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม หากมีเหล็กอยู่ในบ้าน ลองเช็คชนิดและราคากับทางร้านก่อนว่ารับซื้อหรือไม่ เพราะดีกว่าทิ้งให้เป็นขยะที่ไร้ค่า เครื่องใช้สำนักงาน เชื่อว่าหลายคนในช่วงเวลา Work From Home คงอาจจะต้องซื้อเครื่องใช้สำนักงานใหม่ ทดแทนกับเครื่องเก่าที่ชำรุด หรืออาจจะล้าสมัยไปแล้ว หากเครื่องใช้สำนักงานยังไม่ได้ถูกทิ้งลงถังขยะไปเสียก่อน ลองมาเช็คดูว่าสามารถนำไปขายเป็นขยะรีไซเคิลได้หรือไม่ ซึ่งทางร้านวงษ์วาณิชย์ เขาก็รับซื้อขยะที่เป็นประเภทเครื่องใช้สำนักงานด้วย มีราคาตั้งแต่ 0.50-150 บาทต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว อาทิ จอแก้วของจอคอมพิวเตอร์ กิโลกรัมละ 0.50 บาท เครื่องสำรองไฟ กิโลกรัมละ 7.00 บาท เครื่องถ่ายเอกสาร กิโลกรัมละ 2.00 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่เขาก็รับซื้อด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า และอีกสารพัด ลองเช็คราคาได้ในเว็บไซต์ อื่นๆ นอกเหนือจากขยะต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว ยังพบว่ามีของเหลือใช้บางอย่าง ที่บางครั้งเราก็ละเลย และอาจจะมองข้ามไป ไม่รู้ว่าสิ่งของเหล่านั้น ก็มีราคมและมีมูลค่าด้วย เช่น น้ำมันพืชเก่า ที่บรรจุในปี๊บใหม่ ราคา  160 บาท เศษเทียนไข กิโลกรัมละ 3.00 บาท กากมะพร้าว กิโลกรัมละ 3.00 บาท เป็นต้น   สิ่งของเหลือใช้ในบ้านหากไม่ใช้แล้ว สามารถนำเอามาขายสร้างเป็นรายได้กลับมาได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร แค่จัดเก็บรวบรวมให้มีปริมาณมากพอ แล้วขนไปขายตามร้านรับซื้อของเก่าใกล้บ้าน เราก็จะมีเงินกลับเข้ามา แม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่ได้มีมูลค่ามากมาย แต่ก็ถือว่าดีกว่าทิ้งให้ไปเป็นขยะ เพราะบางครั้งอาจจะมีคนมาเก็บขยะไปขาย แต่หากของที่เราทิ้งไปรวมกับขยะชนิดอื่น ซึ่งไม่สะอาดหรือเสียหาย หรือคนเก็บเก็บไม่หมด ขยะเหล่านั้นก็อาจจะไร้ค่าลงไปอีก  แต่หากใครไม่อยากขายนำเอาของเหลือใช้ ที่สภาพยังดีอยู่ไปบริจาค ก็ไม่ว่ากัน เพราะปัจจุบันมีหลายองค์กรและหลายหน่วยงานที่รับของบริจาค  เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือปรับปรุงสภาพให้ใช้งานได้ดีเหมือนเดิม  ก็ลองเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลกันดูนะ   บทความที่เกี่ยวข้อง รวมคอนเทนต์ เคล็ดลับคลีนบ้าน เวลาว่าง ช่วง Work Form Home “ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น” ไม่ให้เหลือทิ้ง ลดปริมาณขยะตามแบบฉบับของเบโค  Work from home อย่างไรให้ได้งาน  
เรื่องต้องรู้ !! “ภาษีและค่าธรรมเนียม” ก่อนซื้อขายอสังหาฯ

เรื่องต้องรู้ !! “ภาษีและค่าธรรมเนียม” ก่อนซื้อขายอสังหาฯ

ถ้าตอนนี้ ใครมีความคิดจะซื้ออสังหาริมทรัพย์  ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดมิเนียม หรือที่ดินเปล่า หรือจะเอาอสังหาฯ ที่มีอยู่ออกขาย ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร และเป็นมือใหม่เพิ่งจะเริ่มทำธุรกรรมนี้เป็นครั้งแรก ยังไม่เคยซื้อหรือขายอสังหาฯ มาก่อน เรามี ภาษี และ ค่าธรรมเนียม เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อขายอสังหาฯ ก่อนซื้อขายอสังหาฯ มาให้เรียนรู้ และทำความเข้าใจ เพราะเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นั่นเอง ถ้าหากจะต้องทำธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหา   สำหรับผู้สนใจการลงทุนในอสังหาฯ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแบบซื้อมาเพื่อปล่อยเช่า หรือเพื่อการเก็งกำไร โดยคาดหวังว่าจะได้ส่วนต่างกำไรจากราคาอสังหาฯ  ที่ซื้อมาและขายไป อย่างไรก็ตามการขายอสังหาฯ ย่อมมีภาระภาษี ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ มาเกี่ยวข้องเสมอ   โดยบทความ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งที ต้องรู้เรื่องภาษีและค่าธรรมเนียมกันก่อน จาก “นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์” CFP®   นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร ได้นำเสนอข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ  ซึ่งระบุว่า กรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา หากขายอสังหาฯ จะต้องเสียภาษี ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ภาษี และ ค่าธรรมเนียม เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อขายอสังหาฯ ดังนี้1.ค่าธรรมเนียม เป็นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ คิดในอัตรา  2% จากราคาประเมินหรือราคาขาย แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่า ก็ใช้ราคานั้นในการคำนวณ โดยราคาประเมิน คือ ราคาที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นราคากลางของอสังหาฯ ทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคิดค่าธรรมเนียมและภาษีจากการซื้อขายอสังหาฯ โดยจะมีการปรับราคาประเมินใหม่ทั่วประเทศทุก ๆ 4 ปี   ปัจจุบันกรมที่ดินอัพโหลดข้อมูลเกี่ยวกับราคาที่ดินทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปตรวจสอบเบื้องต้น บนเว็บไซต์ http://property.treasury.go.th/pvmwebsite/index.asp เพื่อให้ผู้ที่จะซื้อหรือจะขายที่ดิน จะได้กำหนดราคาได้เหมาะสม ซึ่งราคาประเมินอาจจะสูงหรือต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วราคาประเมินจะต่ำกว่า ส่วนราคาตลาด คือ ราคาที่ใช้ในการซื้อขายกันจริง ซึ่งจะสอดคล้องกับดีมานด์และซัพพลายของตลาดในแต่ละช่วงเวลา มีการปรับตัวตามภาวะค่าครองชีพอยู่ตลอดเวลา  ราคาตลาดจึงมักสูงกว่าราคาประเมิน 2.ค่าอากรแสตมป์ คือ ค่าอากรแสตมป์ที่ผู้ขายต้องเสียในขั้นตอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ อยู่ที่  0.5% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินโดยเลือกราคาที่สูงกว่ามาใช้ในการคำนวณ 3.ภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีผู้ขายถือครองอสังหาฯ เป็นเวลาน้อยกว่า 5 ปี (แบบนับวันชนวัน) จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งคิดในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขาย หรือราคาประเมิน โดยเลือกราคาที่สูงกว่ามาใช้เป็นฐานในการคำนวณ กรณีที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะได้รับยกเว้นค่าอากรแสตมป์ในข้อ 2 แต่ถ้าถือครองนานเกินกว่า 5 ปี หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนานกว่า 1 ปี จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 4.ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากเงินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นรายได้ จึงต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยใช้ราคาประเมิน (40(8) มาตรา 49 ทวิ แห่ง ประมวลรัษฎากร) หักด้วยค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 165 พ.ศ. 2529) ตามจำนวนปีที่ถือครอง ดังนี้ หากอสังหาฯ นั้น ได้รับมาโดยทางมรดก หรือ รับจากการให้โดยเสน่หาให้หักค่าใช้จ่ายได้ 50% จำนวนปีที่ถือครองนั้นจะนับตามปีบัญชี โดยหนึ่งปีจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนถึง 31 ธันวาคมของปีเดียวกัน การซื้อขายภายในปีเดียวกันนับเป็นการถือครอง 1 ปี หากครอบครองตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนี้ถึงมีนาคมปีหน้าก็ให้นับเป็นถือครอง 2 ปี กรณีการขายอสังหาฯ ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งค้ากำไร ภาษีที่คำนวณหัก ณ ที่จ่าย สูงสุดต้องไม่เกิน 20% ของราคาขาย แต่หากเป็นกรณีขายโดยมุ่งค้ากำไร จะไม่มีการจำกัดเพดานภาษี นอกจากนี้การขายอสังหาฯ ที่ตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร เทศบาล สุขาภิบาล หรือ เมืองพัทยา ยังได้รับยกเว้น 200,000 บาทก่อน เหลือเท่าใดจึงนำไปคำนวณหักค่าใช้จ่าย ตัวอย่างวิธีคำนวณภาษีเงินได้ นายมั่งคั่งได้ซื้อที่ดินมาเดือนมิถุนายน 2555 และขายไปเมื่อเดือน มกราคม 2562 ในราคา 4,000,000 บาท * การคำนวณภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้รับยกเว้นสำหรับเงินได้สุทธิ 0 - 150,000 บาทแรก ** การนับจำนวนปีในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ เศษของปี ให้นับเป็น 1 ปี และหากถือครองเกิน 10 ปี ให้นับเพียง 10 ปี ทั้งนี้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้มุ่งค้ากำไร ผู้มีเงินได้มีสิทธิ์เลือกที่จะเสียภาษีตามจำนวนที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีกับรายได้อื่นตามปกติได้ จากตัวอย่างการซื้อขายที่ดินข้างต้น จะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนี้ 1.ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาซื้อขาย หรือเท่ากับ 2% x 4,000,000 = 80,000 บาท ซึ่งค่าธรรมเนียมการโอนนี้สามารถเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้ว่าใครจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมนี้ 2.ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาซื้อขาย หรือเท่ากับ 0.5% x 4,000,000 = 20,000 บาท ผู้ขายเป็นผู้ชำระ 3.ภาษีธุรกิจเฉพาะ เนื่องจากนายมั่งคั่ง (ผู้ขาย) ถือครองที่ดินมาเกินกว่า 5 ปีจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนี้ 4.ภาษีเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ขายเป็นผู้ชำระตามที่ได้คำนวณดังตารางข้างต้น   ที่มา : www.scb.co.th   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน ครม. ลดภาษี 90% ช่วยเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดนพิษโควิด-19 EIC วิเคราะห์ ใครคือผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  
10 วิธีป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้าน ช่วงหน้าฝน

10 วิธีป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้าน ช่วงหน้าฝน

แม้ว่าตอนนี้ เมืองไทยอากาศจะร้อนถึงร้อนมาก แต่ถือว่าเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ฝนอาจจะตกบ้างไม่ตกบ้าง หรือตกน้อยกว่าที่ควรจะเป็นก็ตาม ยังไงเราก็อยู่ในช่วงหน้าฝนกันแล้ว (10 วิธีป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้าน ช่วงหน้าฝน)   เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่น่าห่วงและน่ากังวลคงมีด้วยกันหลายเรื่อง สำหรับการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหา น้ำรั่ว น้ำขัง หรือน้ำท่วม ปัญหาเชื้อโรคที่มากับหน้าฝน หรือการเจ็บป่วย ปัญหาการเดินทางที่ไม่สะดวกสบาย และอีกสารพัดปัญหา นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็เป็นปัญหาสำคัญสำหรับการอยู่อาศัย ในช่วงหน้าฝนนี่ เพราะจากปัญหาเล็กๆ อาจจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ นั่นก็คือ ปัญหาสัตว์มีพิษเข้าบ้าน   สัตว์มีพิษ ที่มักจะเข้ามาในบ้าน ก็เพราะพวกสัตว์เหล่านั้น ต้องการหาที่หลบฝน ไม่อยากโดนน้ำฝนท่วมตาย จึงพยายามหาสถานที่เพื่อหลบภัย ซึ่งก็มักจะไม่ใช่ที่ไหน แต่เป็นบ้านของพวกเรานั้นเอง ยิ่งการอยู่อาศัยในเมือง ป่าหรือสวนซึ่งเป็นสถานที่ธรรมชาติ ให้สัตว์มีพิษอยู่อาศัยนั้นแทบจะไม่มี บ้านพักอาศัยจึงเป็นที่พึ่งพิงของ สัตว์มีพิษ   สัตว์มีพิษ มีมากมายหลายชนิด ที่ชอบเข้ามาหลบฝนอยู่ในบ้านของเรา นับตั้งแต่แมลงตัวเล็กมีพิษไม่มาก อย่างมด แมลงก้นกระดก แมลงป่อง ตะขาบ ไล่ไปจนถึงสัตว์มีพิษ ที่ทุกคนคงไม่ชอบ และมีอันตรายมากที่สุด อย่างงูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงูมีพิษ ประเภทงูเห่า งูจงอาง หรืองูขนาดใหญ่ ไม่มีพิษ แต่ก็มีอันตรายสูง อย่างงูเหลือม งูหลาม เป็นต้น   เราจะมีวิธีการป้องกัน สัตว์มีพิษ เข้าบ้านได้อย่างไร วันนี้มีเทคนิคและเคล็ดไม่รับ ซึ่งสามารถนำเอาไปปรับใช้กันได้ ตามสะดวก และตามความเหมาะสม เพื่อให้หน้าฝนนี้ บ้านที่เราอยู่อาศัย จะได้ห่างไกลจาก สัตว์มีพิษ เข้ามาทำร้าย และสร้างความน่ารำคาญ ในช่วงหน้าฝนนี้ 10 วิธีป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้าน ช่วงหน้าฝน ได้แก่ 1.ทำความสะอาดรอบบ้าน การทำความสะอาดบ้าน ถือเป็นเรื่องพื้นฐานเริ่มต้น และช่วยป้องกัน สัตว์มีพิษ​ เข้ามาในบ้านได้อย่างง่ายๆ ไม่เสียเงินมากมาย แถมยังทำให้บ้านที่เราอยู่อาศัย มีสุขลักษณะที่ดี เป็นระเบียบน่าอยู่อาศัยด้วย   การป้องกัน สัตว์มีพิษ​ เข้ามาในบ้านช่วงหน้าฝน เราจึงต้องกำจัดขยะ สิ่งของต่างๆ รอบบ้าน เพราะการมีขยะ ก็จะทำให้มีแหล่งอาหารและแหล่งซ่อนตัว ของบรรดาสัตว์มีพิษทั้งหลาย นอกจากการจัดขยะ และทำความสะอาดบ้านแล้ว เราควรจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอด้วย เพราะบ้านที่สกปรกไม่ใช่เป็นแค่ที่หลบภัยของสัตว์มีพิษ ที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคต่างๆ ที่เรามองไม่เห็นอีกมากมายด้วย 2.ตรวจเช็คจุดอับของบ้าน สาเหตุสำคัญของ สัตว์มีพิษ เข้ามาในบ้านช่วงหน้าฝน เป็นเพราะต้องการหาที่หลบฝน ซึ่งหนีไม่พ้นจุดอับ หรือซอกหลืบต่างในบ้าน เพื่อใช้เป็นที่พรางตัวและหลบฝน รวมถึงหลบภัยจากศัตรูของพวกมันเองด้วย การที่บ้านมีมุมอับ มีซอกหลืบ ที่มีสิ่งของระเกะระกะจึงเป็นจุดซ่อนตัวของสัตว์มีพิษได้อย่างดี จึงต้องรีบจัดระเบียนโดยเร็ว   3.ปิดจุดแตกร้าวของผนังบ้าน-รูโหว่รอบบ้าน อีกหนึ่งจุด ที่สัตว์มีพิษ แอบซ่อนตัวเสมอๆ ต่อไม่ให้ใช่ช่วงหน้าฝนก็ตาม คือ จุดแตก รอยร้าว หรือรูโหว่ต่างๆ ของบ้าน  เพื่อไม่ให้สัตว์มีพิษ ไม่ว่าจะเป็นประเภทอะไรซ่อนตัวอยู่ จึงต้องสำรวจดูให้ดี โดยเฉพาะตามรอยต่อของผนัง วงกบของหน้าต่าง หากตรวจพบต้องรีบดำเนินการอุดรูรั่ว ช่องโหว่นั้นทันที อาจจะใช้กาวยาแนว ซิลิโคลน หรือปูนซีเมนต์ มาเป็นตัวช่วยก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่ต้องการจะปกปิด ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป หากไม่รู้ว่าจะใช้ชนิดอะไร ปรึกษาทางร้านได้ แต่หากไม่อยากลงมือทำด้วยตัวเอง หรืองานซ่อมแซมมีขนาดใหญ่เกินไป งานนี้คงต้องเรียกช่างมาซ่อมแซมแทน 4.ตัดแต่ง-ดูแลกระถางต้นไม้ สำหรับบ้านที่มีการปลูกต้นไม้ มีรั้วต้นไม้ หรือไม้กระถาง สถานที่เหล่านั้น คือ แหล่งที่อยู่อาศัยโดยธรรมชาติ ของบรรดา สัตว์มีพิษทั้งหลาย เพื่อไม่ให้ต้นไม้ที่เราปลูกไว้ ต้องมีสัตว์มีพิษมาอยู่อาศัย จึงต้องดูแลในเรื่องของการตัดแต่งกิ่งไม้ที่มีพุ่มหนา กำจัดวัชพืช ทำให้สนามหรือต้นไม้มีความโปร่ง เพื่อไม่ให้เป็นสถานที่ซ่อนตัวของสัตว์มีพิษได้ รวมถึง กระถางต้นไม้ ต้องจัดระเบียบให้เรียบร้อย โดยเฉพาะบริเวณใต้กระถาง สัตว์มีพิษมักจะแฝงตัวอาศัยอยู่เสมอ ๆ 5.ใช้สารเคมีโรยรอบบ้าน อีกวิธีสำหรับการป้องกัน สัตว์มีพิษ เข้าบ้าน ที่ดูจะเป็นวิธีที่สะดวก และอาจจะเรียกได้ว่า เป็นยาแรงในการป้องกันสัตว์มีพิษ คือ การใช้สารเคมีประเภทต่างๆ มาโรยไว้รอบบ้าน หรือตามจุดที่คาดว่าจะเป็นทางเดินของสัตว์มีพิษ  รวมถึงตามท่อระบายน้ำ เช่น กำมะถันผสมน้ำ ป้องกันงูพิษ การใช้โซดาไฟ ไล่ตะขาบ ตามท่อระบายน้ำ เป็นต้น ซึ่งสารเคมีที่ใช้กำจัดพิษมีมากมาย รวมถึง ผงเคมีที่ใช้กำจัดสัตว์มีพิษแต่ละชนิดโดยตรง ก็มีวางจำหน่ายเช่นกัน 6.ปลูกต้นไม้ไร้สัตว์มีพิษ วิธีนี้ อาจจะเป็นการป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้าน แบบที่เรียกว่า ธรรมชาติบำบัด คือ การปลูกต้นไม้บางชนิดไว้รอบๆ บริเวณบ้าน ซึ่งต้นไม้หรือดอกไม้บางชนิด สามารถป้องกันสัตว์มีพิษได้   เช่น ฟ้าทะลายโจร นอกจากจะช่วยเรื่องป้องกันโรคไข้หวัดอย่างดีแล้ว ฟ้าทะลายโจร ยังป้องกันงูเข้าบ้านได้ด้วย แถมมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า หญ้ากันงู  ไม่ใช่แค่ชื่อ เพราะคุณสมบัติของฟ้าทะลายโจร ที่เมื่องูสัมผัสกับราก หรือใบ จะทำให้ผิวหนังเกิดการปวดบวมได้ ดอกดาวเรือง ดอกไม้สีเหลืองสวยงาม มักนำมาร้อยเป็นอุบะพวงมาลัย และยังมีประโยชน์ทั้งการไล่แมลงศัตรูพืชบางชนิด จากกลิ่นขอดอกดาวเรืองนั่นเอง รวมถึงงูด้วย นอกจากยางในลำต้นของดอกดาวเรือง ก็มีฤทธิ์ทำให้งูระคายเคืองผิว และทำให้สายตาของงูพร่าเลือนได้ด้วย ดอกไพรีทรัม ป้องกันแมลงก้นกระดกได้ เพราะกลิ่นของดอกไม้ชนิดนี้ จะช่วยทำลายระบบประสาทของแมลงก้นกระดก ทำให้ให้แมลงสลบและอาจถึงตายได้ด้วย 7.เลี้ยงสัตว์เลี้ยง การเลี้ยงสัตว์ นอกจากจะมีความสุขทางใจ และมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนเล่นแล้ว สัตว์บางชนิด ยังมีประโยชน์ในการป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้านได้อีกต่างหาก เช่น ไก่ จะกำจัดตะขาบ เมื่อพบเห็น เพราะตะขาบคืออาหารอันแสนอร่อยของไก่ หรือแม้แต่สุนัข อาจจะไม่ได้กินหรือกัดสัตว์มีพิษ แต่ก็มักจะเป็นหน่วยเตือนภัยสัตว์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี เพราะสุนัขเจอสัตว์พิษ ก็จะเห่าส่งสัญญาณเตือนภัยให้เราได้รู้ล่วงหน้าเสมอ 8.ติดตาข่าย-มุ้งลวด การติดตาข่าย หรือมุ้งลวด เป็นอีกวิธีที่ไม่ยุ่งยาก และได้ผลดี แต่อาจจะต้องลงทุนในการทำบ้าง โดยเฉพาะการติดตาข่ายไว้รอบบริเวณบ้าน เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้านในด่านแรก ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะป้องกันได้เฉพาะสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น งู สัตว์ขนาดเล็ก อย่างตะขาบ หรือแมลงก้นกระดก อาจจะต้องป้องกันอีกชั้นหนึ่ง ด้วยมุ้งลวดตามประตูและหน้าต่างของบ้าน รวมถึงช่องลม หรือจุดที่แมลงและสัตว์มีพิษจะเข้ามาในบ้านได้ 9.ทำรัวทึบ การทำรั้วทึบและให้สูงพอที่สัตว์จะไม่เข้ามาภายในบ้านได้  ก็นับเป็นวิธีที่ป้องกันสัตว์มีพิษ เข้ามาในบ้านได้ค่อนข้างดี และป้องกันได้อย่างระยะยาว แต่อาจจะมีสัตว์ขนาดเล็ก หรือสัตว์มีพิษบางชนิด ที่เล็ดลอดออกมาได้ หากรั้วที่เราทำไว้ เกิดการแตกร้าวหรือมีช่องโหว่ ซึ่งเราก็ต้องตรวจตราดูแล รวมถึงซ่อมแซมให้ดีอยู่เสมอเช่นกัน 10.อุปกรณ์เสริมอื่นๆ บางครั้ง การป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้าน ก็อาจจะต้องมีตัวช่วย เช่น การใใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ อาทิ การติดแผ่นกันงู หรือเครื่องไล่แมลง เพราะวิธีการป้องกันต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะไม่สามรถป้องกันได้ 100% หรือบางครั้งอาจจะเกิดจากความผิดพลาดของผู้อยู่อาศัยเองได้เช่นกัน การป้องกันที่ดีที่สุดอาจจะต้องใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน   นี่ก็คือ 10 วิธีป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้าน ช่วงหน้าฝน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยทำให้บ้านที่เราอยู่อาศัย ห่างไกลจากสัตว์มีพิษ และทำให้คนในบ้านอยู่กันอย่างปลอดภัยในช่วงหน้าฝนนี้ ยังไงลองนำไปปรับใช้กันดูตามสะดวกได้เลย   เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มันมากับหน้าฝน ตะขาบเข้าบ้านทำอย่างไรดี วิธีป้องกันงูเข้าบ้าน ง่ายๆ แต่ได้ผล 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน!! ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน    
10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน!! ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน

10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน!! ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน

เข้าหน้าฝนแล้วเรามี 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน มาเป็นตัวช่วยให้เช็คลิสต์ จะได้ไม่ต้องปวดใจ ปวดหัว รวมถึงปวดเงินในกระเป๋าด้วย   ปัญหาใหญ่ที่กวนใจคนอยู่อาศัยในช่วงหน้าฝนเสมอๆ คงเป็นเรื่องผลกระทบจากฝนตก โดยเฉพาะปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาแค่การอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาที่ทำให้เราต้องเสียเงิน ในการดูแลซ่อมแซมด้วย ซึ่งหากไม่ป้องกันก่อนจะเกิดปัญหา ปล่อยให้เกิดความเสียหายมาก เงินในกระเป๋าเราก็จะหายไปมากเช่นกัน   เพื่อไม่ให้น้ำฝนมาสร้างปัญหาและความเสียหายกับบ้านเราได้ เราจึงต้องเช็คก่อนว่าบ้านเราอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หรือมีปัญหาตรงจุดไหนที่จะต้องแก้ไขโดยด่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความเสียหายกับบ้านและเฟอร์นิเจอร์ในบ้านรวมถึงผู้อยู่อาศัยเองด้วย 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน ได้แก่ 1. ระบบหลังคาและฝ้าเพดาน จุดใหญ่ที่มักเกิดปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน มักจะเกิดบริเวณหลังคา ต่อเนื่องมายังฝ้าเพดาน เพราะระบบหลังคารับน้ำฝนเต็มๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจเช็ค ไม่ให้เกิดรอยรั่ว หรือรอยร้าว โดยเฉพาะบริเวณจุดเชื่อมต่อของหลังคา ตามหน้าจั่ว และเช็คฝ้าเพดานว่ามีน้ำหยด รั่วซึมมาหรือไม่ หากตรวจพบต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว 2. กันสาดและระแนงกันฝน บริเวณกันสาด และระแนงกันฝน ก็เป็นจุดใหญ่ที่ปะทะกับน้ำฝนที่ตกลงมา ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสภาพการใช้งาน ทั้งในเรื่องของความแข็งแรง ไม่พุกร่อนของวัสดุ หรืออุปกรณ์ยึดติดกับตัวบ้าน รวมถึงต้องตรวจสอบว่าไม่มีรอยรั่ว หรือการแตกร้าวของวัสดุ เพราะไม่อย่างนั้น กันสาดและระแนงกันฝน ก็ไม่สามารถป้องกันน้ำฝนเข้าสู่ตัวบ้านได้ 3. ประตู-หน้าต่าง บริเวณประตูและหน้าต่าง เราต้องตรวจสอบบริเวณวงกบ และจุดเชื่อมต่อระหว่างหน้าต่างกับผนังบ้าน ต้องไม่มีรอยแตกร้าว หรือรูโหว่ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะมีน้ำรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้านได้เช่นกัน หากพบต้องทำการอุดซ่อมแซมโดยเร็ว นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่เป็นโลหะ เช่น บานพับ ก็ต้องตรวจสอบดูว่าไม่เกิดสนิม เพราะอาจจะทำให้เราปิดประตูและหน้าต่างได้ไม่สนิท และบางครั้งยังเกิดเสียงดัง สร้างความรำคาญได้ด้วย โดยเฉพาะประตูและหน้าต่างรุ่นเก่าๆ วิธีการแก้ไขเบื้องต้นหากเกิดเสียงดัง สามารถใช้น้ำมันหล่อลื่นหยดบริเวณบานพับได้ 4. ผนังบ้านและบริเวณรอยต่อผนัง ผนังบ้านและบริเวณรอยต่อของผนัง อีกจุดหนึ่งที่มักก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ ในเรื่องน้ำรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ผู้อยู่อาศัยจึงต้องคอยหมั่นสั่งเกต และตรวจสอบว่ามีน้ำฝนไหลซึม หรือเกิดรอยแตกร้าวหรือไม่ หากตรวจพบกต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว 5. รางน้ำฝน และระบบท่อระบายน้ำ สำหรับบ้านเรือนที่มีรางน้ำฝน และท่อระบายน้ำ สิ่งที่ต้องทำคือการดูแลเรื่องของความสะอาด ไม่มีขยะ หรือสิ่งสกปรก ใบไม้ หรือเศษวัสดุอะไร มาขวางกั้นการระบายน้ำ เพราะหากมีจะทำให้เกิดปัญหาน้ำเอ่อล้นเข้าสู่ตัวบ้าน หรือน้ำท่วมขังได้เช่นกัน รวมถึงต้องมีฝาท่อปิดท่อระบายน้ำ หรือรางระบายน้ำ ซึ่งต้องตรวจเช็คว่าสามารถปิดได้แนบสนิทหรือไม่ 6. พื้นบ้านด้านนอก-ระเบียง พื้นบ้านด้านนอก และบริเวณระเบียงของบ้าน ช่วงหน้าฝนอาจจะไม่ได้สร้างปัญหาต่อตัวบ้าน หรือโครงสร้าง แต่อาจจะสร้างปัญหากับผู้อยู่อาศัย ที่อาจจะส่งผลในเรื่องของการบาดเจ็บ จากพื้นที่ลื่นเพราะฝนตก การมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ หรือมีเชื้อรา เชื้อโรคตามพื้น เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ในหน้าฝนจึงต้องหมั่นตรวจสอบความสะอาดของพื้นระเบียง และบริเวณพื้นบ้านด้านนอก ไม่ให้ก่อเกิดอันตราย หรือมีเชื้อโรค 7. ระบบไฟฟ้ารอบบ้าน-สนามหญ้า อันตรายมากที่สุดของช่วงหน้าฝน คือ ปัญหาไฟรั่ว หรือไฟฟ้าช็อต จากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด หรือไฟฟ้ารั่วซึม โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่อยู่ภายนอกบ้าน บริเวณสนามหญ้า ทั้งปลั๊กไฟ หลอดไฟ โคมไฟต่างๆ ที่มีระบบไฟฟ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง ก่อนฝนจะตกต้องตรวจสอบอุปกรณ์เหล่านั้น ไม่ให้ชำรุดเสียหาย หรือเสื่อมสภาพ เพราะอาจจะทำอันตรายผู้อยู่อาศัยได้ถึงชีวิตเลยทีเดียว 8. ต้นไม้ใหญ่-กระถางต้นไม้ อีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อตัวบ้าน รวมถึงผู้อยู่อาศัยได้ แบบที่ไม่ควรละเลยหรือมองข้าม คือ การโค่นล้มของต้นไม้ใหญ่ หากบริเวณบ้านมีต้นไม้ใหญ่ จึงจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งแห้ง หรือกิ่งที่อาจจะหักโค่นล้มทับตัวบ้าน นอกจากนี้ ควรตัดแต่งให้ต้นไม้มีความโปร่ง เพื่อป้องกันการอยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ รวมถึงการตรวจเช็คกระถางต้นไม้ ต้องตั้งอยู่ในจุด ที่จะไม่ล้มเสียหาย หรือเป็นแหล่งซ่อนตัวของสัตว์พิษ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เราไม่ควรละเลย หรือมองข้าม 9. เฟอร์นิเจอร์นอกบ้าน นอกจาก การดูแลต้นไม้ และกระถางต้นไม้นอกบ้านแล้ว เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่อยู่นอกบ้าน หรือบริเวณที่อาจจะถูกน้ำฝนสาด ควรจะจัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัย  ไม่โดนน้ำฝน หรืออาจจะหาวัสดุมาคลุมป้องกัน ไม่ให้เกิดความเสียหายจากน้ำฝนก็ได้ 10. ภาชนะ หรือสิ่งของ และความสะอาดของบ้าน วิธีสุดท้ายของ 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ที่ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน คงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยาก คือ การดูแลความสะอาดของบ้าน การจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และการจัดเก็บวัสดุ สิ่งของไม่ให้เป็นแหล่งน้ำขัง เพราะอาจจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมถึงอาจจะเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์มีพิษได้เช่นกัน   ทั้ง 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน จะเห็นว่า ผู้อยู่อาศัยสามารถตรวจสอบด้วยตนเองเบื้องต้น และบางอย่างเราก็สามารถทำได้เอง แต่หากปัญหาไหนใหญ่เกินไป คงต้องเรียกช่างผู้ชำนาญมาเป็นผู้ช่วย ซึ่งเราควรตรวจเช็คและป้องกันปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งจะทำให้หน้าฝนนี้ เราไม่ต้องปวดหัว ปวดใจ และเสียเงินในกระเป๋าจำนวนมากๆ   infographic อื่นที่เกี่ยวข้อง วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน คู่มือเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับหน้าฝน รีโนเวทบ้านหลังหน้าฝน    
How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน

How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน

ฤดูร้อนปีนี้แวะมาทักทายกันตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และดูท่าจะอยู่กับเราไปอีกหลายเดือน เชื่อว่าหลายคนต้องรู้สึกแบบเดียวกันแน่เลย ว่าฤดูร้อนปีนี้อากาศร้อนกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน แค่ก้าวพ้นหลังคาก็เหงื่อแตกแสบผิวไปหมด แถมด้วยสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ทำให้แทบไม่อยากออกจากบ้านไปไหน ยิ่งอยู่บ้านนานๆ ช่วงอากาศร้อนแบบนี้ ค่าไฟก็ยิ่งทวีคูณ เรียกได้ว่าโลกร้อนขึ้นไม่พอ ยังต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก! แต่เรามี วิธีประหยัดค่าไฟฟ้าในบ้าน และประหยัดเงินในกระเป๋าคุณด้วย   8 เครื่องใช้ไฟฟ้า กับ วิธีประหยัดค่าไฟในบ้าน หลอดไฟ หลอดไฟที่ให้แสงสว่างในบ้านเรา มักมีอายุการใช้งานยาวนานจนลืมใส่ใจดูแล แต่หารู้ไม่ว่า! ควรเป็นสิ่งแรกที่ต้องหันกลับมาสำรวจ เพราะเราต้องกดสวิตซ์เปิดไฟทุกวัน และเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดค่าไฟได้ โดยเริ่มจาก   เลือกหลอดไฟที่ได้รับการรับรองมาตรฐานว่าประหยัดไฟ และกำลังวัตต์เหมาะสมกับการใช้งาน อาทิ หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบผอม หลอดคอมแพ็กฟลูออเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ) โคมไฟแบบสะท้อนแสง เป็นต้น หลอดไฟ LED จะใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำให้แสงสว่างเท่าหลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนต์-หลอดไส้ ให้ความร้อนน้อยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ และอายุการใช้งานยาวนาน ทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพราะฝุ่นอาจเกาะจนทำให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างลดลง สังเกตบริเวณขาหลอดไฟ หากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สีดำ ให้รีบเปลี่ยนหลอดไฟ เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ตู้เย็น ทุกบ้านต้องมีตู้เย็นแน่นอน เพียงแค่ขนาดจะแตกต่างกันออกไปตามความต้องการใช้งานของแต่ละครอบครัว นอกจากจะเลือกใช้ตู้เย็นแบบประหยัดไฟแล้ว เมื่ออายุการใช้งานนานขึ้นก็ต้องคอยตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานด้วย   วางตู้เย็นให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่า และทำให้ประหยัดไฟได้มากกว่า ตรวจสอบการทำงานของตู้เย็น เช่น ขอบยางประตูตู้ปิดสนิท ข้างตู้เย็นถ้ามีมีไอน้ำเกาะ หรือมีหยดน้ำเกาะแสดงว่าฉนวนเสื่อม ตั้งอุณภูมิช่องธรรมดาประมาณ 3-6 องศาเซลเซียส และช่องฟรีซไม่ต่ำกว่า -15 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตู้เย็นทำงานหนักขึ้น อาทิ ปล่อยให้น้ำแข็งเกาะช่องฟรีซหนาเกินไป นำของร้อนแช่ในตู้เย็น เปิด-ปิดตู้เย็นบ่อย และเก็บอาหารในตู้เย็นจนแน่นตู้มากเกินไป เครื่องซักผ้า หากเป็นเครื่องซักผ้าส่วนตัวที่บ้านเราเอง ก็จะดูเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกใช้งานไม่บ่อยมากนักเมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นๆ ที่เปิดใช้กันทุกวัน แต่ถ้าใช้แบบไม่ถูกวิธีก็กินไฟเหมือนกันครับ เรามาดูวิธีประหยัดค่าไฟสำหรับเครื่องซักผ้ากัน   ปริมาณผ้าที่ซักพอเหมาะกับขนาดถังของเครื่อง ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เครื่องซักผ้าบางรุ่นจะสามารถเลือกซักระบบน้ำอุ่นได้ เพื่อใช้สำหรับผ้าที่เปื้อนไขมันมากๆ แต่ถ้าเป็นการซักผ้าธรรมดาแนะนำให้ใช้น้ำอุณภูมิปกติจะประหยัดไฟมากกว่าการซักด้วยน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงอบผ้า เพราะกินไฟมาก ให้เลี่ยงไปใช้การตากผ้าปกติแทน โทรทัศน์ บ้านไหนต้องเปิดโทรทัศน์รับชมข่าวสารและความบันเทิงต่างๆ ทุกวันบ้างครับ? ไม่ว่าจะมีจอเล็กหรือจอใหญ่ก็มีวิธีประหยัดค่าไฟเหมือนกัน ดังนี้   ไม่ปรับจอสว่างจนเกินไป เปิดระดับเสียงที่พอดี ถ้าไม่มีคนดูก็ปิด ไม่เปิดควรเปิดทิ้งไว้ เตารีด เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนถือเป็นเครื่องที่กินไฟมากในการใช้งานแต่ละครั้ง ดังนั้นควรจะรู้จักวิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อให้เราประหยัดค่าไฟได้มากที่สุด   เสียบปลั๊กเตารีดในเตารับที่แน่นหนา ฉนวนยางที่หุ้มสายไฟต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพราะเตารีดต้องใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมาก ควรรีดผ้าครั้งเดียวหลายชิ้นจนเสร็จครั้งเดียว จะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าการรีดผ้าครั้งละไม่กี่ชิ้น โดยขณะที่เตารีดยังไม่ร้อนมากให้เริ่มรีดจากผ้าเนื้อบางก่อน ไม่ควรพรมน้ำบนผ้ามากเกินไปจนแฉะ เพราะจะทำให้เตารีดต้องใช้ความร้อนหนักขึ้น ก่อนรีดผ้าเสร็จประมาณ 2-3 นาที ให้ดึงปลั๊กออกก่อน เพราะกว่าเตารีดจะเย็นลงต้องใช้เวลาสักระยะ ไมโครเวฟ เตาอบ หนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน หากใช้งานไม่ถูกวิธีก็จะเสียความร้อนโดยเปล่าประโยชน์ อาหารสุกช้าลง และยังต้องใช้ไฟเพิ่มขึ้นด้วย โดยวิธีใช้ให้ประหยัด คือ   ควรใช้ภาชนะ ก้นแบน เนื้อโลหะ เพราะจะรับความร้อนได้ดี ทำให้อาหารสุกง่ายขึ้น ขณะอบอาหารอย่าเปิดตู้อบบ่อย ๆ ถอดปลั๊กออกทันทีเมื่อใช้งานเสร็จ เตาไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า นิยมใช้กันมากในคอนโดฯ หรืออพาร์ทเม้นท์ เพราะใช้งานสะดวก ประหยัดพื้นที่ แต่ก็ได้ขึ้นชื่อว่ากินไฟมากพอตัวเลยครับ แต่พอจะมีวิธีใช้ให้กินไฟไม่มากเกินไปอยู่บ้าง ได้แก่   เลือกใช้รุ่นที่มีระบบตัดไฟอัตโนมัติ สายไฟ เต้าเสียบ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อนใช้งาน เนื่องจากจะมีการนำความร้อนมาก ปิดเตาก่อนอาหารสุก 5 นาที ถอดปลั๊กออกทันทีเมื่อใช้งานเสร็จ เครื่องปรับอากาศ สุดท้ายจะไม่เอ่ยถึงเลยไม่ได้เด็ดขาด สำหรับเครื่องปรับอากาศที่ทุกบ้านต้องใช้งานกันอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน แม้จะแลกมากับค่าไฟที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวก็ตาม แม้จะเลี่ยงการใช้งานไม่ได้ก็มาดูวิธีใช้อย่างประหยัดกันครับ   เลือกเครื่องปรับอากาศขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ห้อง และเป็นเครื่องที่ได้รับการรับรองมาตรฐานประหยัดไฟ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเว้นระยะห่างจากเพดานให้พอดี เพื่อระบายความร้อนจากตัวเครื่องได้ดีขึ้น ทำความสะอาดฟิลเตอร์แอร์ และบำรุงรักษาเครื่องอยู่เสมอ จะช่วยลดการทำงานหนักของเครื่องปรับอากาศได้ ตั้งอุณหภูมิไม่ควรต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ความเย็นรั่วไหลออกนอกห้อง และยังช่วยไม่ให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามา ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับการ   วีธีการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องของการประหยัดค่าไฟบ้านเท่านั้น แต่ยังช่วย #Save ความปลอดภัยให้บ้านเราได้อีกทางหนึ่งด้วยนะครับ เพราะหากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายในบ้านเราได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย ก็จะป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร สาเหตุหลักของกาเกิดอัคคีภัยได้อีกด้วย และอย่าลืม! หลังการใช้งานปิดสวิตซ์ ถอดปลั๊กทุกครั้งด้วยนะครับ   ลองไปดูวิธีการอื่นๆ เพื่อการประหยัดไฟในบ้านกัน จัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์ สาเหตุหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำ คำนวน BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง    
8 วิธีจัดบ้านช่วง Work From Home ทำงานสบาย-ไม่เครียด

8 วิธีจัดบ้านช่วง Work From Home ทำงานสบาย-ไม่เครียด

ตอนนี้คนส่วนใหญ่ คง Work From Home เพราะต้อง “อยู่บ้าน เพื่อชาติ” ลดเสี่ยงการติด-การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะสถานการณ์ตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะจบลงเมื่อไร   เมื่อจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน แล้วจะมีวิธีทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ลดลงหรือแตกต่างจากการทำงานที่ออฟฟิศ   วันนี้เรามีเทคนิคในการจัดบ้าน จากบริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) เพื่อมาเป็นไอเดีย นำไปใช้ช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าทำงาน ไม่น่าเบื่อ แถมยังจะช่วยให้ทำงานได้มีอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งทางความคิด อีกทั้งยังช่วยลดความตรึงเครียดเพิ่มความผ่อนคลายได้อีกด้วย มาดู 8 วิธีเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นออฟฟิศที่น่าทำงาน 1.หาต้นไม้ขนาดเล็กมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน ต้นไม้เล็กๆ อย่างแค็กตัสหรือตะบองเพชร นี่แหละเหมาะที่สุด เพราะขนาดกะทัดรัด ไม่เกะกะ  นอกจากนี้ยังมีสีสันสวยงาม ดูแลง่าย ไม่ต้องรดน้ำบ่อย หรือจะเป็นต้นไม้ชนิดอื่นๆ ดูขนาดให้เหมาะกับโต๊ะ หรือมุมบ้าน เพราะสีเขียวจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานได้ ยิ่งหากใส่ในกระถางสวยๆ เก๋ๆ ตามสไตล์ที่เราชื่นชอบ ก็จะทำให้เป็นโต๊ะที่น่าทำงาน แถมสร้างบรรยากาศสดชื่นอีกต่างหาก 2.เลือกห้องที่เงียบๆ หรือมุมโปรดเป็นที่ทำงาน ถ้าคิดไม่ออกว่าห้องไหนดี แนะนำว่าให้เลือกนั่งเล่นจะเหมาะที่สุด เพราะไม่อุดอู้ บรรยากาศสบายๆ นั่งทำงานทั้งวันก็ไม่เบื่อ แต่สำหรับใครที่ชอบความเงียบ ความเป็นส่วนตัว แนะนำให้เลือกห้องนอน เพราะความเงียบจะช่วยให้คุณมีสมาธิกับการทำงาน แล้วหากอยู่คอนโดมิเนียม หรือห้องเช่า ที่เป็นห้องสตูดิโอ ไม่ได้มีการแบ่งห้องอื่นๆ ไว้ แนะนำให้เลือกหามุมใดมุมหนึ่ง ที่คิดว่าเป็นมุมสงบของห้อง และเป็นมุมที่ตัวเองชื่นชอบ อาจจะเป็นมุมริมหน้าต่าง ที่สามารถพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ออกไปมองวิวรอบนอกได้ หรือมุมที่ห่างไกลจากทีวี เพราะจะได้ไม่ต้องเสียสมาธิจากการอยากเปิดทีวีดู ที่สำคัญอยากเลือกมุมทำงานใกล้เตียงนอน เพราะที่นอนจะดึงดูดให้เราหันไปเอนตัวลงนอนได้ทุกเมื่อ ควรเว้นระยะห่างจากที่นอนเป็นดีที่สุด 3.มีของกินบนโต๊ะทำงาน (แต่พอประมาณ) ลองหาขนม กาแฟ หรือผลไม้เตรียมไว้ที่โต๊ะทำงานสักหน่อยก็จะช่วยให้คลายเครียดได้ แต่อย่ามากเกินไปจนเกินไป เพราะจะทำให้เราเสียสมาธิ เอาเวลาแต่ไปกินอาหาร ที่สำคัญอาหารที่อยู่บนโต๊ะควรเป็นอาหารหยิบกินง่าย ไม่ใช่อาหารมื้อหลัก เพราะแทนที่จะเป็นโต๊ะทำงานก็อาจจะกลายเป็นโต๊ะกินข้าวไปแทน 4.ควรแยกมุมทำงานออกจากสัตว์เลี้ยง ถ้าบ้านใครเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้  ควรจะหามุมทำงานที่ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงแสนรัก เพราะอย่างน้อยก็ถ้าหมาแมวของคุณมีนิสัยซุกซน ชอบเล่นเสียงดัง ชอบมากวนคุณเวลาคุณทำงาน ก็ขอแนะนำให้ใช้มุมอื่นทำงานจะดีกว่า เพราะไม่งั้นคุณอาจจะรำคาญและเสียสมาธิได้ แต่ถ้าคุณเคยชินกับการที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ล้อมรอบเวลาทำงานอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหา เพราะแบบนั้นอาจทำให้คุณผ่อนคลายมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ 5.ควรเลือกเก้าอี้ขนาดใหญ่ นั่งสบาย ดีที่สุดคือควรเป็นเก้าอี้แบบที่ใช้ในสำนักงาน เพราะเบาะและพนักพิงจะนุ่มมาก นั่งสบาย แต่ถ้าหากพื้นห้องเป็นพื้นปาร์เก้ ไม่สามารถใช้เก้าอี้แบบล้อเลื่อนได้ ก็ให้ใช้เก้าอี้ขนาดใหญ่แล้วเอาเบาะรองนั่งนิ่มๆ มาวางไว้แทนก็ได้ การนั่งทำงานบนเก้าอี้ที่นั่งสบาย ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีสมาธิ ทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่ปวดเมื่อยเมื่อต้องนั่งนาน ลดเสี่ยงจากปัญหาโรคออฟฟิศซินโดรมให้น้อยลงด้วย 6.หลีกเลี่ยงการใช้โต๊ะเตี้ยนั่งทำงานกับพื้น การใช้โต๊ะเตี้ยนั่งทำงานกับพื้น คุณจะต้องนั่งท่าขัดสมาธิเสียส่วนใหญ่ ทำให้เจ็บเข่าได้ ปวดเมื่อยได้ง่าย ทำให้หงุดหงิดง่าย เบื่อง่ายไปด้วย ไม่สามารถทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ได้ เมื่อปวดเมื่อยก็จะมีโอกาสเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม แถมประสิทธิภาพงานอาจจะไม่ได้เต็มที่ ทางที่ดีควรนั่งโต๊ะและเก้าอี้แบบปกติจะดีกว่า 7.กลิ่นหอมช่วยผ่อนคลาย การสร้างบรรยากาศของห้องให้สดชื่น จะส่งผลให้อารมณ์ความรู้สึกของเราผ่อนคลาย หนึ่งในการสร้างบรรยากาศที่ดี คือ การสร้างกลิ่นหอม อาจจะเป็นการใช้น้ำหอมปรับอากาศ หรือจะฉีดน้ำหอมในห้องก็ตามสะดวก เพราะกลิ่นหอมๆ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายสบายใจขึ้นได้ 8.อากาศถ่ายเทสะดวก การทำงานในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง เกิดความคิดสร้างสรรค์  หากเป็นไปได้ควรเลือกห้องทำงาน  ที่สามารถเปิดหน้าต่าง ให้มีลมพัดหรือมีอากาศถ่ายเทสะดวก เป็นสิ่งที่ดีที่สุด  โดยไม่ต้องเปิดแอร์ หรืออาจจะใช้วิธีเปิดพัดลมช่วยแทน  นอกจากช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าแล้ว ยังทำให้ไม่รู้สึกอุดอู้ กับการนั่งทำงานในห้องสี่เหลี่ยม  แต่สำหรับหลายคนที่ทำงานในห้อง ซึ่งจำเป็นต้องเปิดแอร์ แนะนำให้เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ไม่เย็นจนเกินไป และอย่าให้ทิศทางของแอร์พัดลงมาโดนร่างกายโดยตรง  เพราะอาจจะทำให้ไม่สบายได้   เทคนิคเหล่านี้ เป็นเทคนิคที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสภาพของห้อง และไลฟ์สไตล์การทำงานของแต่ละคนได้ตามสะดวก ในยามที่จะต้อง Work From Home เพื่อให้การทำงานจากที่บ้านไม่ดูน่าเบื่อ และเกิดประสิทธิภาพการทำงานมากที่สุดด้วย
Work from home อย่างไรให้ได้งาน

Work from home อย่างไรให้ได้งาน

สถานการณ์ไวรัสโควิด 19 แพร่กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว มีผู้ติดเชื้อเพิ่มทุกวันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลงในเร็ววันนี้ ทำให้รัฐบาลประกาศปิดหลายสถานที่ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรค ทำให้ห้างร้านต่างๆ ต้องปิดตัวกันระยะหนึ่ง บริษัทเอกชนก็พร้อมใจปรับเปลี่ยนมา Work from home แต่ด้วยสภาพแวดล้อมของการทำงานอยู่บ้าน ก็ชวนให้รู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่ก็ทำให้รู้สึกง่วงนอน กินขนมจุกจิกไปเรื่อย ส่งผลเสียต่อสมาธิเวลาทำงานได้ง่ายมาก จะปล่อยเป็นแบบนี้ก็เสียงานไปเปล่าๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาลองดูวิธี "Work from home อย่างไรให้ได้งาน" โควิด19 จะมาหยุดมนุษย์เงินเดือนอย่างเราไม่ได้!! ตั้งนาฬิกาปลุก ก่อนอื่นเลย เราต้องตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเราตื่นจากที่นอนแสนสบายในวันที่ไม่ต้องเร่งรีบเดินทางไปออฟฟิศเช่นนี้ เพราะถ้าเราปล่อยเวลาให้หลับยาวไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวตื่นขึ้นมาอีกที จะเสียเวลางานไปหลายชั่วโมงเลยครับ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อลุกขึ้นมาจากเตียงได้แล้ว อย่ารอช้า! อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันให้เรียบร้อย แล้วต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดนอนเดิมด้วยนะครับ เพราะสมองของเราจะตื่นตัวขึ้น แล้วรู้สึกว่า "ต้องทำงานแล้วนะ" เป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้เราเริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง วางแผนงานให้ดี ไม่ว่าคุณจะทำงานคนเดียวหรือทำงานเป็นทีม สิ่งที่ต้องทำคือการวางแผนงานอย่างรอบคอบ ทำอะไรก่อน-หลัง ต้องประสานงานกับใครบ้าง แล้วติดต่อกันช่องทางไหน นัดแนะประชุมงานกันเวลาไหน ต้องส่งงานกับหัวหน้าอย่างไร อย่างทีม ReviewYourLiving ของเรา จะใช้แอปพลิเคชั่น Trello, Zoom, Telegram และ Google calendar ครับ อย่านั่งทำงานบนเตียง หลายคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเม้นท์ อาจจะชอบนั่งทำงานบนเตียงกับโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กๆ แต่ถ้าอยู่ในท่านั่งทำงานบนเตียงนานๆ จะเกิดอาการง่วงนอน แถมยังนั่งได้ไม่นานเท่าที่ควรก็ปวดขา เป็นเหน็บชา ดังนั้นควรมีโต๊ะทำงาน นั่งเก้าอี้ เพราะเป็นท่านั่งทำงานที่ถูกต้องมากที่สุด ทำให้นั่งได้นาน โดยไม่เกิดอาการปวดเนื้อปวดตัวภายหลัง กำหนดเวลาพัก ความแตกต่างระหว่างทำงานอยู่บ้านกับออฟฟิศที่เห็นได้ชัดเลยคือ เราจะพักกินข้าว กินขนมเวลาไหนก็ได้ ตามใจปากกันเต็มที่! นอกจากต้องระวังน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงเวลาทำงานด้วยนะครับ เดี๋ยวงานจะไม่เสร็จเอา ฉะนั้นควรกำหนดเวลาพักทานข้าวให้เป็นเวลาที่แน่นอน เพื่องานจะได้เดินต่อ และอาจจะเพิ่มเติมเวลาพักยืดเส้นยืดสายจากการนั่งอยู่กับที่นานๆ เช่น พัก 10 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมงเพื่อไปห้องน้ำ หรือพักสายตา เป็นต้น   ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่ต้องอยู่ในความมีวินัยในตัวเองเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้งานตามแผนที่วางไว้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะ work ที่ไหนก็ได้งานแน่นอนครับ ไหนๆ ก็ Work from home แล้ว มีเวลาเหลือก็จัดบ้านกันสักหน่อย เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้” จัดหิ้งพระในบ้าน ให้เป็นสิริมงคลกับเจ้าของ แอร์ส่งกลิ่นเหม็นอับ ทำไงดี
#Save 5 จุดเสี่ยงเชื้อโรคในห้องน้ำ

#Save 5 จุดเสี่ยงเชื้อโรคในห้องน้ำ

ทุกวันนี้การแพร่ระบาดในวงกว้างของไวรัส COVID-19 ทำให้ต้องใช้ชีวิตกันอย่างระมัดระวังขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อออกนอกบ้านสิ่งที่ไม่มีใครเลี่ยงได้เลยนั่นคือ การใช้ห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งไม่ว่าห้องน้ำนั้นจะอยู่ในสถานที่ใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่าห้องน้ำก็ย่อมเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลย ทีมงานมีวิธีเลี่ยงจุดเสี่ยงโรคในห้องน้ำสาธารณะจากประสบการณ์จริงของคนรอบข้างมาแชร์ให้กันฟังครับ ลูกบิดประตู “ลูกบิดประตู” ด่านแรกที่ทุกคนจะต้องจับก่อนเข้าห้องน้ำ ซึ่งฝ่ามือของคนเรามีความเสี่ยงที่สุดต่อการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และเราไม่ทางรู้ได้เลยว่า ลูกบิด หรือ ราวจับประตูห้องน้ำ ผ่านมือใครมาบ้าง มีเชื้อโรคสะสมมากแค่ไหน   ทางที่ดี เราแนะนำให้หลีกเลี่ยงด้วยการใช้อวัยวะอื่นผลักประตู หรือเลี่ยงไปจับประตูตรงส่วนที่ไม่ค่อยมีใครสัมผัส เช่น บริเวณเหนือศีรษะสูงๆ หรือใช้เข่าดันประตูเบาๆ แทน ฝารองนั่ง จุดเสี่ยงสำคัญที่เราสัมผัสเต็ม ๆ นั่นคือ “ฝารองนั่งชักโครก” ห้องน้ำสาธารณะบางแห่งจะมีน้ำยาทำความสะอาดฝารองเตรียมไว้ให้ เพียงแค่กดน้ำยาลงบนทิชชู่แล้วเช็ดให้รอบเท่านั้นก็อุ่นใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ห้องน้ำหลายแห่งก็ไม่มีน้ำยาตัวนี้ให้ ทิชชู่เปียกเป็นอีกทางออกที่อยากให้มีพกพากันไว้ครับ ถ้าได้ทิชชู่เปียกแบบผสมแอลกอฮอล์ด้วยยิ่งดีเลย จะได้นำมาเช็ดฝารองนั่งก่อนใช้งาน ก้านชักโครก ชักโครกในห้องน้ำสาธารณะหลายแห่งจะใช้ระบบฟลัชวาล์ว ซึ่งยังไงก็ต้องใช้มือกดเพื่อรักษาความสะอาดส่วนรวม ถ้าไม่สบายใจที่จะใช้มือเปล่ากดหรือจับก้านชักโครก ลองใช้ทิชชู่รองมือก่อนกดชักโครกก็ได้ครับ แต่ถ้าเป็นห้องน้ำที่มีระบบออโต้ฟลัชก็ดีเลย จะได้เลี่ยงจากการต้องสัมผัสไปได้อีกจุด ถังขยะ ถังขยะในห้องน้ำกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี ห้องน้ำทั่วไปมักจะใช้ถังแบบเหยียบเพื่อเปิดฝา แต่ก็มีไม่น้อยที่ใช้ถังขยะแบบฝาสวิง เราต้องระมัดระวังไม่ให้มือไปสัมผัสกับฝาถัง แต่ก็ควรทิ้งขยะให้ลงถังนะครับเพื่อสุขอนามัยสำหรับผู้ใช้คนต่อไป ก๊อกน้ำ หลังจากทำธุระในห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว สำคัญที่สุด! อย่าลืมล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ห้องน้ำสาธารณะตามศูนย์การค้า หันมาใช้ระบบเซ็นเซอร์กันเกือบทั้งหมดแล้ว หากบางแห่งยังใช้วิธีกดก๊อกน้ำอยู่ ก็แนะนำว่าหลังจากล้างมือเสร็จแล้ว พยายามอย่าสัมผัสอะไรในห้องน้ำต่อ และควรใช้กระดาษทิชชู่ซับมือให้แห้งจะดีกว่าเช็ดใส่เสื้อผ้าตัวเองนะครับ   ช่วงที่ทุกคนกังวลกับการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 แบบนี้ อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อย แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ได้อยากให้ทุกคนเครียดจนเกินไปนะครับ สิ่งที่เรานำมาแชร์กันเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่น่าจะเพิ่มความสบายใจได้ไม่มากก็น้อย ถ้าใครมีวิธีไหนเพิ่มเติมลองมาแชร์กันได้นะครับ เรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ หนีไปไกลๆ!! ไวรัส COVID-19 10 วิธีดับกลิ่นฉุนปัสสาวะในห้องน้ำ เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้”  
จะซื้อบ้าน-คอนโด ไหวมั้ย ประเมินยังไงก่อนตัดสินใจยื่นกู้

จะซื้อบ้าน-คอนโด ไหวมั้ย ประเมินยังไงก่อนตัดสินใจยื่นกู้

ในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยสักแห่งไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือบ้านแนวราบ สิ่งแรกที่หลายคนคำนึงถึงนอกจากเรื่องของทำเลที่ตั้งแล้วคือ “งบประมาณ” เพราะเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ทั้งเงินก้อนที่เป็นเงินดาวน์ ค่าใช้จ่ายจุกจิกอย่างอื่น อาทิ ค่าจอง ค่าทำสัญญา ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ฯลฯ แถมยังต้องผ่อนชำระงวดระยะยาวไปอีกหลายปี จึงควรมีการประเมินตัวเอง คิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจกู้ซื้อบ้าน-คอนโด เพื่อไม่เกิดเป็นภาระที่เกินกำลังภายหลัง สถานะทางการเงิน และสภาพคล่องเป็นอย่างไรบ้าง ในการขอสินเชื่อทุกประเภท สถาบันทางการเงินจะมีการประเมินรายได้ ภาระหนี้สินที่มีอยู่ รวมถึงวินัยทางการเงินผ่านการเดินบัญชีธนาคารของผู้ยื่นกู้ แต่หลายคนถูกปฏิเสธสินเชื่อ เนื่องจากภาระหนี้สินที่มีอยู่นั้นมากจนเกินไป หรืออาจมีประวัติเคยติดเครดิตบูโร ยกตัวอย่างเช่น ผู้ยื่นกู้มีภาระผ่อนทรัพย์สินอื่นอยู่แล้วประมาณ 30% ของรายได้ต่อเดือน ทางธนาคารก็อาจจะปฏิเสธสินเชื่อ เพราะการผ่อนชำระงวดของสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะต้องไม่เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน   เอาแบบเข้าใจง่ายเลยนะครับ ถ้ามีเงินเก็บบ้าง หนี้สินน้อยหรือไม่มีเลยยิ่งดี จะยื่นกู้ได้ง่าย วงเงินมาก-น้อยขึ้นอยู่กับรายได้ แต่ถ้าหนี้สินเยอะก็ผ่านยาก เงินก้อนที่สะสมไว้ นำมาจ่ายได้เท่าไหร่ แม้ว่ามาตรการ LTV (Loan to Value) ล่าสุดจะออกมาให้อนุมัติวงเงินกู้ 100% สำหรับบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท พร้อมกับสินเชื่ออเนกประสงค์เพื่อตกแต่งบ้านอีก 10% แต่ในความเป็นจริงธนาคารมักจะปล่อยกู้ประมาณ 80% ส่วนอีก 20% ที่เหลือเราจะต้องวางเงินดาวน์ หรือใช้วิธีการผ่อนดาวน์สำหรับโครงการที่กำลังสร้างอยู่ ฉะนั้นเราจึงต้องมีเงินก้อนที่จะใช้เป็นเงินดาวน์ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เอาไว้ด้วย เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท ธนาคารให้กู้ 80% อีก 20% ที่เหลือ คิดเป็นเงินประมาณ 200,000 บาท คือเงินก้อนที่เราต้องจ่าย   นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่จะตามมาจากการซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงช่วงโอนกรรมสิทธิ์ อาทิ เงินจอง เงินทำสัญญา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในวันโอนกรรมสิทธิ์ ฉะนั้นควรมีเงินก้อนสำรองเอาไว้ด้วยครับ วงเงินกู้ ใช้ประเมินกำลังซื้อได้ ธนาคารมักจะให้กู้ในวงเงินประมาณ 15-30 เท่าของรายได้ แต่สำหรับบางอาชีพ เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานของบริษัทเอกชนที่เงินเดือนสูง ๆ ทางธนาคารอาจพิจารณาให้วงเงินกู้ถึง 25–30 เท่า   หากนำส่วนนี้มาลองคำนวณคร่าว ๆ ดู ก็จะสามารถทราบได้ว่าเรามีงบประมาณที่เท่าไร และเหมาะที่จะซื้อโครงการไหนบ้าง คำนวณเงินผ่อนชำระต่อเดือน จ่ายไหวแค่ไหน โดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดงวดผ่อนแต่ละเดือนประมาณ 30% ของรายได้ เช่น เงินเดือน 20,000 จะสามารถผ่อนงวดได้ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ขณะที่เงินเดือน 60,000 บาท จะสามารถผ่อนงวดได้ 18,000-21,600 บาทต่อเดือน นั่นหมายความว่า ถ้ารายได้ยิ่งสูงก็จะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยในราคาแพงขึ้นได้ หรือเลือกใช้ระยะเวลาในการผ่อนสั้นลง ในกรณีที่อยู่อาศัยที่จะซื้อมีราคาเท่ากัน อย่าลืม! บวกดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเข้าไปด้วย นอกจากต้องคำนวณเงินผ่อนชำระต่อเดือนแล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าลืม! บวกดอกเบี้ยเข้าไปด้วย จะเป็นการช่วยประเมินตัวเองได้ทั้งการผ่อนงวดต่อเดือน และราคาของที่อยู่อาศัย โดยอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.5%-5.0% แล้วแต่สถาบันทางการเงิน และข้อกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ   สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปประเมินตัวเองได้ก่อนคร่าว ๆ ว่า เราเหมาะจะกู้ซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบไหน ในราคาประมาณเท่าไร เพื่อให้เจอโครงการที่ใช่ เหมาะสมกับตัวเรา ที่สำคัญคือไม่ให้เกิดเป็นภาระที่เกินกำลังในภายหลัง   หากเราลองประเมินตัวเองทั้งหมดตามนี้ จะทำให้ทราบถึงกำลังซื้อของเราว่าควรจะเลือกโครงการ เลือกบ้าน หรือคอนโดราคาประมาณเท่าไหร่ เมื่อมีภาระต้องบ้าน จะมีกำลังประมาณไหน ที่สำคัญคือ เพื่อให้มีแนวโน้มในการยื่นกู้ผ่านง่ายขึ้น และหากรายได้ที่มียังไม่เพียงพอ ควรจะหารายได้เพิ่ม เพื่อให้ได้วงเงินกู้มากขึ้นอย่างไร ที่จะทำให้เราได้มีโอกาสซื้อบ้านของตัวเองมากขึ้น ความรู้อื่นๆ เกี่ยวกับการยื่นกู้สินเชื่อบ้าน-คอนโด วิธีเตรียมกู้ซื้อบ้าน สำหรับอาชีพอิสระ ทางเลือกซื้อคอนโด สำหรับคนงบน้อย กู้ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร
ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไงดี!

ผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไงดี!

หากบ้านคือความฝันของทุกคน คงไม่มีใครอยากปล่อยให้หลุดลอยไปกับมือตัวเองหรอกจริงไหมครับ? แต่ถ้าเกิดภาวะทางการเงินของเราฝืดเคืองจริง ๆ จนไม่สามารถผ่อนต่อไหว จะปล่อยบ้านให้ถูกยึดไปก็คงไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนั้นแน่ แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอครับ เมื่อไรก็ตามที่เริ่มมีสัญญาณบอกว่าเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว เรามีทางออกมาแนะนำ ดังนี้ครับ   เจรจาประนอมหนี้ ในกรณีที่ผ่อนบ้านไม่ไหว เป็นสิ่งที่ควรทำคือ ปรึกษาและหาทางแก้ไขร่วมกับทางธนาคาร ซึ่งมักจะมีทางออกให้เราอยู่หลายหนทางทีเดียว ดีกว่าเงียบหายไปจนถูกธนาคารฟ้องร้อง ซึ่งธนาคารมักมีข้อเสนอ คือ ผ่อนผันชำระหนี้ค้าง เป็นการขอเลื่อนเวลาชำระหนี้ที่ค้างออกไปก่อนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยสามารถเจราจายืดเวลาได้นานสูงสุดถึง 36 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงกลับมาชำระเงินที่ค้างไว้ ซึ่งมีหลายวิธี อาทิ กลับมาผ่อนชำระทุกเดือนตามปกติ ชำระเป็นเงินก้อนโดยแบ่งเป็นงวด ๆ และชำระเงินคงค้างทั้งหมดภายในระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้น ขยายเวลากู้ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ยังพอมีกำลังผ่อนไหว แต่อาจจะมีกำลังต่อเดือนน้อยลง เพราะปกติแล้วถ้าเราเลือกระยะเวลาผ่อนสั้นไม่กี่ปี ก็เท่ากับว่าเงินผ่อนแต่ละงวดจะสูง หากเจรจาขอขยายระยะเวลากู้ ก็จะทำให้เงินผ่อนแต่ละเดือนน้อยลงไปด้วย แต่ธนาคารจะดูสัญญากู้ซื้อบ้านที่เราถือเอาไว้ด้วยว่า ต้องมีระยะเวลากู้เดิมไม่ถึง 30 ปี และเมื่อขยายเวลาให้แล้ว ผู้กู้จะต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปี ชำระต่ำกว่าเงินงวดปกติ การขอใช้วิธีนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อยอดชำระต่อเดือนสูงกว่ายอดดอกเบี้ยต่อเดือนอย่างน้อย 500 บาท โดยธนาคารจะพิจารณาวิธีนี้ให้กับผู้ที่ยังมีรายได้ประจำ และมีประวัติการผ่อนชำระดี ซึ่งธนาคารมักยอมให้ใช้วิธีนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี และดำเนินการลักษณะนี้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ลดอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ วิธีนี้จะมองที่อัตราดอกเบี้ยตอนแรกเริ่มกู้เทียบกับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน หากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันสูงกว่าตอนเริ่มกู้ จะสามารถเจรจาขอใช้วิธีนี้ได้ ทั้งนี้มีรายละเอียดเงื่อนไขจากธนาคารแตกต่างกันออกไป ชำระแต่ดอกเบี้ยประจำเดือน เจรจาขอชำระเฉพาะดอกเบี้ยในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่วิธีนี้ธนาคารมักยอมให้ทำได้ไม่เกิน 12 เดือน และพิจารณาให้เฉพาะลูกหนี้มีประวัติการผ่อนชำระดีเท่านั้น โอนบ้านให้กับธนาคารชั่วคราว ธนาคารจะรับโอนบ้านเป็นหลักประกันไว้ก่อน โดยเมื่อหักลบกลบหนี้แล้วต้องอยู่ในวงเงินไม่เกิน 90% ของมูลค่าหลักประกัน ในระหว่างนี้ธนาคารจะเปลี่ยนจากสัญญากู้ซื้อเป็นสัญญาเช่ารายปีไปก่อน โดยจะคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 0.4 – 0.6% ของมูลค่าหลักประกัน เมื่อเรากลับมามีสภาพทางการเงินพร้อมจึงซื้อคืนกับธนาคารภายหลัง ผ่อนบ้านไม่ไหว ให้หาผู้กู้ร่วม หากเจรจาประนอมหนี้กับธนาคารตามข้อด้านบนแล้ว ยังมีจำนวนการผ่อนชำระต่อเดือนที่มากเกินกำลังอยู่ ให้ลองหา “ผู้กู้ร่วม” แต่การมีผู้กู้ร่วมจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคารด้วย อาทิ ต้องมีความสามารถในการชำระหนี้ และมีความเกี่ยวข้องกันทางเครือญาติ อาจะเป็นลูก สามี ภรรยา ฯลฯ ซึ่งสามารถเพิ่มชื่อได้อีก 2 คน รวมกับผู้กู้หลักเป็น 3 คนในการช่วยกันผ่อนชำระงวด เมื่อผ่อนบ้านไม่ไหวจริงๆ ก็ขายบ้าน หากท้ายที่สุดแล้วยังผ่อนบ้านต่อไม่ไหว แนะนำว่าให้รีบขายก่อนจะถูกธนาคารยึด ถึงแม้ว่ายังอยู่ในสถานะกำลังผ่อนงวดก็สามารถขายให้กับใครก็ได้ แล้วนำเงินมาผ่อนชำระในส่วนที่ค้างกับธนาคารให้ครบ   อีกกรณีคือ ขายคืนธนาคาร อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราเสียเครดิตไปมากนัก ทั้งนี้ธนาคารต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง จึงจะตัดสินใจรับซื้อคืน ดังนั้นใช่ว่าธนาคารจะรับซื้อคืนทุกหลังครับ   สิ่งสำคัญ คือ พยายามผ่อนเท่าที่กำลังเราจะไหว และเข้าไปปรึกษากับทางธนาคารครับ อย่าเงียบหายไปเลย เพราะอาจเกิดการฟ้องร้อง เพื่อยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ยิ่งไปกว่านั้นหากยึดทรัพย์สินแล้วยังจ่ายหนี้ไม่พอ จะกลายเป็นถูกฟ้องล้มละลายตามไปด้วย กระทบถึงอนาคตหากต้องการทำธุรกรรมทางการเงินก็จะยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่เกิดขึ้นทำให้สถานะทางการเงินของเราย่ำแย่ไปด้วย แต่สิ่งสำคัญคือบ้านของเราและครอบครัวจะต้องไปหลุดลอยไปไหน ขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะครับ Infographic ที่น่าสนใจอื่นๆ 3 ข้อต้องคิดก่อนรีไฟแนนซ์ เคล็ดลับผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ดอกเบี้ยลด หมดหนี้ไว เคล็ด (ไม่) ลับ เลือกธนาคารกู้ซื้อบ้าน