Tag : SpecialScoop

72 ผลลัพธ์
1 ปี การเดินทาง “ไอคอนสยาม” กับความสำเร็จใน 7 สิ่งมหัศจรรย์

1 ปี การเดินทาง “ไอคอนสยาม” กับความสำเร็จใน 7 สิ่งมหัศจรรย์

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา คือ วันครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการ “ไอคอนสยาม” อภิมหาโปรเจ็กต์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ของ 3 บริษัทระดับบิ๊ก ที่ร่วมกันปั้นโปรเจ็กต์นี้ขึ้น ได้แก่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เครือเจริญโภคภัณฑ์  และบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดิเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ด้วยมูลค่าการลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 55,000 ล้านบาท กับระยะเวลาการพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี ​ เนรมิตโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ   ย้อนหลังไป 7 ปีก่อน นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม  ได้ประกาศวิสัยทัศน์ไว้เมื่อว่าจะต้องพัฒนาโครงการให้สำเร็จ  พร้อมกับสร้างให้ไอคอนสยามเป็น Game Changer Destination ที่สามารถสร้างศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวกลางเมืองของกรุงเทพฯ อยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและฝั่งธนบุรีได้สำเร็จ   โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา คงเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จดังกล่าว ได้เป็นอย่างดี และบริษัทได้ทำภารกิจสำคัญตามวิสัยทัศน์ที่ประกาศไว้สำเร็จลุล่วงแล้วทุกประการ  ที่สำคัญโครงการไอคอนสยาม เป็นโครงการของบริษัทคนไทยสามารถดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการลงทุนเปิดธุรกิจร้านต่างๆ ในโครงการ เป็นมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น Apple Store สาขาแรกในประเทศไทย และ Luxury Brands ต่างๆ ที่แม้จะเปิดในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ก็ให้ความเชื่อมั่นและเปิดอีกสาขาระดับแฟล็กชิฟสโตร์ในไอคอนสยามได้ “เวลาผ่านพ้นมา 1 ปี  หลายร้านมีผลประกอบการที่ดี  และหลายร้านมียอดขายเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากสาขาสยามพารากอน”   นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังสามารถสร้างสิ่งที่ถือว่าเป็น “ไฮไลท์” ของโครงการ แถมเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นักช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ  กับการสร้าง 7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม ที่ถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ  โครงการระดับบิ๊กเช่นนี้ (แม้จะมีสิ่งมหัศจรรย์บางอย่างไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นแล้ว)   7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม ประกอบด้วย 1.สุขสยาม พื้นที่รวบรวม Local Heroes ศิลปิน ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในทุกมุมประเทศ ให้ได้มีโอกาสเข้ามาค้าขายในไอคอนสยาม ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา สุขสยามได้ดึงดูดผู้คนเข้ามาที่สุขสยามไม่ต่ำกว่า 50,000 – 70,000 คนต่อวัน  ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบการหลายรายได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวจนได้มีโอกาสไปทำธุรกิจในต่างประเทศแล้วอีกด้วย 2.ริเวอร์ พาร์ค จากปณิธานของไอคอนสยามในการอุทิศพื้นที่ในโครงการขนาดใหญ่ 10 ไร่ ให้เป็น Community Space วันนี้ริเวิอร์พาร์คได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ชุมชนสามารถมาใช้ประโยชน์ได้เสมือนเป็นระเบียงหน้าบ้าน  มีการใช้พื้นที่ในการจัดประเพณีไทย 12 เดือน เต็มตลอดทุกเดือน เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาทิ ประติมากรรมเทียนพรรษายักษ์ที่เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานีเข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก กลายเป็น world class destination ที่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลก 3.การแสดงระบำสายน้ำ แสง สี เสียง มัลติมีเดีย การแสดงที่ยาวและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้พิสูจน์ความสำเร็จแล้ว ในการทำให้แม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็น New Global Destination ด้วยการมี World Class Attraction ที่ทรงพลัง ซึ่งนอกเหนือจากการดึงดูดผู้คนให้มาชมการแสดงได้อย่างล้นหลามแล้ว ล่าสุดการแสดงระบำสายน้ำ แสง สี เสียง มัลติมีเดีย ของไอคอนสยาม ยังได้รับคัดเลือกให้ได้รางวัลชนะเลิศ รางวัล Gold Stevie Award 2019 สาขา Art, Entertainment & Public - Art Event จาก The International Business Awards การประกวดธุรกิจนานาชาติประจำปี 2019 บนเวทีระดับโลก 4.ทรู ไอคอน ฮอลล์ ศูนย์การประชุมระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย บนชั้น 7 ด้วยความจุขนาด 2,700  ที่นั่ง  รองรับการจัดงานประชุม ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และสามารถรองรับโชว์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศได้ซึ่งจะจุดประกายให้กับอุตสาหกรรม MICE และทำให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของการประชุมนานาชาติและการแสดงระดับชั้นนำของโลก 5.ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก พื้นที่ศิลปะและพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย โดยได้เปิดเฟสแรก ‘ไอคอนสยาม อาร์ท สเปซ’ เมื่อเดือนกันยายนศกนี้  พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร  ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยทุกแขนงตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ ศิลปินท้องถิ่น ไปจนถึงศิลปินระดับชาติใช้แสดงผลงาน โดยงานแรก กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย ได้จัดนิทรรศการศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” งานแสดงผลงานจากประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ของศิลปินทั่วประเทศ ภายใน 1 เดือนถึงวันนี้มีผู้ชมงานมากถึง 100,000 คน   หลังจากนี้จะเปิดเฟสสองคือ ‘ริเวอร์ มิวเซียม ฮอลล์’ จะเป็นพื้นที่สำหรับการจัดแสดงงานสำคัญจากทั่วโลก และการร่วมมือกับแบรนด์ดังระดับโลก และส่วนสุดท้ายคือ ‘ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก’ ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทยจะเปิดให้บริการปลายปี 2563 ทั้งหมดนี้จะทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นจุดศูนย์กลางวงการศิลปะโลกอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 6.รถไฟฟ้าสายสีทอง ระบบคมนาคมขนส่งทางราง ซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวผ่านถนนเจริญนครไปสิ้นสุดที่โรงพยาบาลตากสินรวม 3 สถานี และในอนาคตจะเป็น Feeder Line ที่เชื่อมเข้ากับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)  โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้กลางปี 2563   รถไฟฟ้าสายสีทอง จะเป็นรถไฟฟ้าสายแรกในประเทศไทยที่เปิดเดินรถโดยใช้ระบบ AGT (Automated Guideway Transit) ทำให้ก่อสร้างบนพื้นที่จำกัดได้ จึงไม่ต้องเวนคืนที่ดินของประชาชน อีกทั้งการเดินรถระบบนี้มีน้ำหนักเบา ส่งผลให้สามารถใช้โครงสร้างเสาขนาดเล็กกว่าระบบเดิม นอกจากนั้นตัวรถเป็นระบบล้อยาง ทำให้เวลาเดินรถเสียงจะเงียบกว่ารถไฟฟ้าแบบเดิม ลดผลกระทบด้านเสียง และ AGT ยังเป็นระบบเดินรถแบบไร้คนขับ (Driverless) ที่จะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเมืองไทย ควบคุมการเดินรถด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะควบคุมระยะเวลาในการเดินรถได้อย่างแม่นยำและมีความปลอดภัยสูง 7.ปรากฏการณ์รวมโลกในรอยไทย  จากศิลปินไทยระดับอาจารย์ ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย และรวมถึงผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินต่างชาติ ได้แสดงความสามารถและผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปะซึ่งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งโครงการกว่า 100 ชิ้น หรือแม้กระทั่งในร้านค้าต่างๆ เป็นการสนับสนุนผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินและช่างฝีมือไทยเหล่านั้นให้ได้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก และจะยังมีเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอด 1 ปีของการเปิดดำเนินการ  โครงการไอคอนสยามยังได้รางวัลจากเวทีต่างๆ ทั่วโลก มาเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จอีกมากายหลายรางวัล อาทิ  การได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล ‘ออกแบบดีที่สุดในโลก’ จากสภาการค้าปลีกโลก (World Retail Congress) และคว้ารางวัลชนะเลิศสูงสุดด้าน ‘การออกแบบที่ดีที่สุด’ จากสมาคมศูนย์การค้าโลก (International Council of Shopping Centers – ICSC) ถือเป็น 1 ปี ของเส้นทางความสำเร็จที่สวยงามจริงๆ
5  เหตุผลสำคัญ  ทำให้ทำเลย่านแจ้งวัฒนะเป็นทำเลธุรกิจใหม่ในอนาคต

5 เหตุผลสำคัญ ทำให้ทำเลย่านแจ้งวัฒนะเป็นทำเลธุรกิจใหม่ในอนาคต

ถนนแจ้งวัฒนะ ปัจจุบันเริ่มมีความหนาแน่น ของการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม จากผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ จากก่อนหน้าทำเลในโซนนี้ มีการพัฒนาโครงการประเภทแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม เพราะต้องยอมรับว่าบริเวณแถวแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด และนนทบุรี เป็นพื้นที่ชานเมืองราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก สามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการแนวราบได้  ปัจจุบันย่านแจ้งวัฒนะเริ่มมีความโดดเด่น และกำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งย่านสำคัญ  ด้านเศรษฐกิจและการค้า  จากการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ซึ่งเมื่อระบบคมนาคมขนส่งสะดวกมากขึ้น การพัฒนารูปแบบต่างๆ ก็จะมีเข้ามามากขึ้นด้วยเช่นกัน    นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริเวณแจ้งวัฒนะเป็นทำเลศักยภาพที่มีความโดดเด่น เป็นย่านเศรษฐกิจและย่านธุรกิจการค้า มีโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานหลากหลายรูปแบบ ที่อยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย ซึ่งได้เริ่มเข้ามาจับจองที่ดินบริเวณนี้ สิ่งที่ตอกย้ำให้ย่านแจ้งวัฒนะกำลังกลายเป็นย่านเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญในอนาคต คงมาจาก  5 เหตุผลนี้ 1.การพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า ปัจจุบันแจ้งวัฒนะอยู่การพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี  ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้าง และกำหนดเปิดให้บริการประมาณปี 2564  อีกทั้งยังมีส่วนต่อขยายจากสถานีศรีรัช – เมืองทองธานี ที่ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail)    โดยจุดเชื่อมต่อจะอยู่บริเวณสถานีศรีรัช  ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี สายหลัก ไปทางทิศตะวันตก และเลี้ยวขวาเข้าสู่เมืองทองธานีไปตามซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 39 แนวทางเดียวกันกับทางพิเศษอุดรรัถยา ต่อเนื่องไปยังจุดสิ้นสุดโครงการบริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี ประกอบด้วยสถานีรับส่งผู้โดยสาร 2 สถานี ได้แก่ สถานี MT-01 ตั้งอยู่บริเวณอิมแพ็คชาเลนเจอร์ (Impact Challenger) และสถานี MT-02 ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของทะเลสาบเมืองทองธานี รวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร   หากโครงการแล้วเสร็จจะเป็นการเพิ่มศักยภาพการเดินทางของประชาชน  จากบริเวณถนนแจ้งวัฒนะเข้าสู่พื้นที่เมืองทองธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่น และเป็นที่ตั้งของยูนิตงานต่างๆ ด้วย เช่น ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เอสซีจี สเตเดี้ยม ธันเดอร์โดม และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูยังสามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่น  3  สาย คือ   1.รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ (ปัจจุบันเปิดให้ใช้บริการอยู่) โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี 2.รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต  ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้าง  และเปิดให้บริการประมาณต้นปี 2564 โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีหลักสี่ 3.รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ  เป็นโครงการในอนาคต 2.ทำเลใกล้สนามบินดอนเมือง บริเวณแจ้งวัฒนะตั้งอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง  ซึ่งในปัจจุบันสนามบินดอนเมืองมี 2 อาคารคือ Terminal 1 และ Terminal 2 โดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณปีละ 30 ล้านคน และในอนาคต บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เตรียมแผนในการพัฒนาระยะที่ 3 (Terminal 3) และคาดว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มเที่ยวบินและคาดว่าจำนวนผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการจะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 40 ล้านคน และสูงถึง 50-60 ล้านคน  ในช่วงปี 2568-2573  ในส่วนการเดินทางทางน้ำบริเวณนี้ยังมีท่าเรือปากเกร็ดซึ่งคอยรองรับการเดินไปยังส่วนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร และยังมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงโดยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของรัฐบาลอีกด้วย 3.จุดศูนย์รวมยูนิตงานขนาดใหญ่ ทั้งรัฐและเอกชน ในย่านแจ้งวัฒนะถือว่ามียูนิตงานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐหรือเอกชน  โดยเฉพาะการมีศูนย์ราชการ สถานที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมของยูนิตงานราชการสำคัญเอาไว้  ทำให้แต่ละวันมีคนจำนวนมากเดินทางเข้ามาในย่านนี้  เพื่อติดต่อราชการในยูนิตงานต่างๆ ไม่นับรวมกับจำนวนข้าราชการที่ทำงานในยูนิตงานต่างๆ อีกมหาศาล ยิ่งทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญมากยิ่งขึ้น 4.บิ๊กโปรเจ็กต์ ด้านศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมขนาดใหญ่ การพัฒนาโครงการเมืองทองธานี ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งมีการพัฒนาศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย โดยมีพื้นที่รวมกว่า 140,000 ตารางเมตร โดยเฉพาะ อิมแพ็ค มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ใช้บริการจัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ ประชุม-สัมมนา งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน คอนเสิร์ต กิจกรรมพิเศษอื่นๆ หมุนเวียนจัดงานรวมกว่า 1,000 งานต่อปี และมีจำนวนผู้เดินทางมาเยือนกว่า 10 ล้านคน    ภายในโครงการเมืองทองธานี ยังมีการพัฒนาโครงการอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า พื้นที่รีเทล โรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ อีกสารพัด ทำเมืองทองธานีมีความหนาแน่น ทั้งจำนวนประชากรผู้เข้ามาอยู่อาศัย และการติตต่อธุรกิจต่างๆ  ย่านแจ้งวัฒนะ ยังถูกเติมเต็มไปด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ แม็คโคร คอมมูนิตี้มอลล์ และโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการ 5.บิ๊กดีเวลลอปเปอร์แห่เข้าพัฒนาโครงการ ทำเลที่มีแนวโน้มเติบโต และกลายเป็นย่านสำคัญในอนาคต  ปัจจัยชี้วัดอีกประการ คือดูได้จากการเข้าไปพัฒนาโครงการของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์ต่างๆ เพราะหากทำเลนั้นไม่มีศักยภาพเพียงพอ ดีเวลลอปเปอร์จะไม่เข้าไปจับจองพื้นที่เพื่อพัฒนาโครงการอย่างแน่นอน ปัจจุบันในย่านแจ้งวัฒนามีบิ๊กดีเวลลอปเปอร์หลายรายเข้าไปพัฒนาโครงการแล้ว อาทิ   กลุ่มบางกอกแลนด์ พัฒนาโครงการศูนย์การค้า คอสโม บาซาร์ พื้นที่รวม 80,000 ตารางเมตร มีทั้งโรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟ ซีนีม่า ซิตี้ 5 โรง ซูเปอราร์เก็ต ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ร้านค้า และร้านอาหาร  กลุ่มบีแลนด์ยังวางแผนนำที่ดิน 600 ไร่ บริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี  พัมนาโครงการเลเชอร์ แอนด์ เอ็นเตอร์เท็นเมนท์ คอมเพล็กซ์ มูลค่า 5,000-6,000 ล้านบาทอีกด้วย   ความเคลื่อนไหวของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์อื่นๆ ที่เริ่มเตรียมตัวเข้ามาพัฒนาโครงการในย่านแจ้งวัฒนะก็มีอีกหลายราย อาทิ  กลุ่มแอล.พี.เอ็น. ซื้อสนามฟุตบอลสยามสปอร์ต ขนาดที่ดิน 26 ไร่ กลุ่มเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ซื้อตึกร้างในเมืองทอง เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นโครงการคอนโดฯ กลุ่มพฤกษา เรียลเอสเตท ซื้อที่ดิน 170 ไร่ เพื่อเตรียมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และกลุ่มแสนสิริ ซื้อที่ดินบริเวณตลาดสวนมะลิ ขนาด 30 ไร่ เพื่อเตรียมพัฒนาโครงการคอนโดฯ  เปิดข้อมูลตลาดคอนโดฯ ย่านแจ้งวัฒนะ นอกเหนือจาก 5 เหตุผลสำคัญดังกล่าวแล้ว ทางไนท์แฟรงค์ ยังได้จัดทำผลวิจัยสนับสนุน ให้เห็นว่าย่านแจ้งวัฒนะมีอีกหนึ่งย่านสำคัญในด้านธุรกิจและตลาดที่อยู่อาศัย โดยรายงานว่า ตลาดคอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะในช่วงกลางปี 2562 ที่ผ่านมา  มีจำนวนทั้งสิ้น 18,942 ยูนิต โดยคอนโดฯ ในบริเวณนี้มีจำนวนห้องชุดใหม่เกิดขึ้นมากตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากมียูนิตงานราชการเริ่มย้ายสถานที่ทำการเข้ามาอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดฯ เพื่อรองรับ   แต่หลังจากเริ่มเปิดขายมากขึ้นในปี 2554  ในปีต่อมาพบว่า จำนวนห้องชุดใหม่เริ่มชะลอตัวลงและเพิ่มขึ้นสลับกันไปจนถึงปี 2561 และในปีนั้นเองได้เริ่มมีการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงมีนบุรี-แคราย จึงทำให้มีห้องชุดใหม่เปิดขายเพิ่มขึ้นมาเป็น 2,013 ยูนิต และครึ่งปีแรกของปี 2562 มีห้องชุดใหม่เปิดขายเพิ่มขึ้นมาจำนวน 1,838 ยูนิต และคาดว่าทั้งปี 2562 จะมีคอนโดฯ เปิดขายใหม่ในบริเวณนี้ประมาณ 3,000 ยูนิต   กราฟแสดงอุปทานคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ ปี 2554 ถึงกลางปี 2562 ช่วงกลางปี  2562 คอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะ มีจำนวนที่ขายไปแล้วประมาณ 12,271 ยูนิต จากจำนวนคอนโดฯ ที่เปิดขายทั้งสิ้น 18,942 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขา 64.8% มีจำนวนคอนโดฯ เหลือขายประมาณ 6,671 ยูนิต จำนวนห้องชุดที่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมามีประมาณปีละ 1,350 ยูนิต เนื่องจากบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีศักยภาพเป็นบริเวณธุรกิจใหม่ แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่   โดยกลุ่มผู้ซื้อคอนโดฯ ในบริเวณนี้ คือ บุคลากรของหน่วยงานต่างๆ ในย่านนี้ และผู้ปกครองนักเรียนและนักศึกษาที่ศึกษาในสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ที่สำคัญ ราคาคอนโดฯ ยังจับต้องได้ หากรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ก็จะสะดวกมากยิ่งขึ้น  ราคาขายจึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย   นอกจากนี้ กลุ่มผู้ซื้อคอนโดฯ  ในบริเวณนี้  มักซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และมีบางส่วนซื้อเพื่อปล่อยเช่า บางส่วนซื้อเก็บไว้เป็นทรัพย์สินโดยคาดว่าคอนโดฯ ในบริเวณแจ้งวัฒนะ มีระดับราคาที่สามารถปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต ยิ่งเมื่อระบบรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้วเสร็จ ย่อมทำให้ราคาขายคอนโดฯ ในบริเวณนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น   กราฟแสดงอุปทาน อุปสงค์ และ อัตราการขายคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ 2554 ถึงกลางปี  2562   การพัฒนาคอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะ ส่วนใหญ่เป็นระดับเกรดซี โดยระดับราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯ เกรดซี ช่วงกลางปี 2562 มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 72,438 บาทต่อตารางเมตรเมตร ปรับตัวขึ้นจากปี 2554 ซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 53,680 บาทต่อตารางเมตร ค่าเฉลี่ยการปรับตัวขึ้นของคอนโดฯ ในบริเวณนี้จากปี 2554 ถึง กลางปี 2562 มีค่าเฉลี่ยสะสมในการปรับตัวในระยะเวลา 7 ปี (Compound Annual Growth Rate:CAGR) อยู่ในอัตรา 5% ในปี 2562 เริ่มมีการพัฒนาคอนโดฯ เกรดบี บริเวณแจ้งวัฒนะ และราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯ เกรดบี บริเวณแจ้งวัฒนะอยู่ที่ 80,150 บาทต่อตารางเมตร ณ กลางปี 2562 กราฟแสดงราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ 2554 ถึงกลางปี  2562
เปิดบทวิเคราะห์ EIC มาตรการอสังหาฯ ไม่ทำให้ตลาดฟื้นตัว

เปิดบทวิเคราะห์ EIC มาตรการอสังหาฯ ไม่ทำให้ตลาดฟื้นตัว

สัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 22 ตุลาคม 2562) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์  ด้วยการออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอน และจดจำนองให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งระยะเวลาไปสิ้นสุดในวันที่ 24 ธันวาคม 2563   นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติเห็นชอบ  มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 2.5% ในช่วง 3 ปีแรกสำหรับผู้กู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ด้วยวงเงินสินเชื่อรวม 50,000 ล้านบาทด้วย   ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ออกมาช่วยกระตุ้นให้ภาคอสังหาฯ ฟื้นตัวดีขึ้น  จากแรงกดดันของมาตรการกำหนดสินเชื่อต่อวงเงินหลักประกัน หรือ LTV ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาบังคับใช้ก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งผลทำให้ตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเจน นี่ยังไม่นับรวมปัจจัยเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ปัญหาค่าเงิน และสงครามการค้าโลก ที่แม้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็ทำให้ตลาดลูกค้าต่างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาเติมตลาดให้เติบโต ได้ชะลอตัวลดลงตามไปด้วย   จะว่าไปแล้วมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าจดจำนองในครั้งนี้ ก็เป็นมาตรการต่อเนื่อง จากก่อนหน้าที่รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง กับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับการซื้อบ้านพร้อมที่ดิน หรือคอนโดฯ มูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ตามจำนวนที่จ่ายภาษีจริง แต่จ่ายภาษีไม่เกิน 200,000 บาท กำหนดระยะเวลาของมาตรการสำหรับผู้ซื้ออสังหาฯ  ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 31 ธันวาคม 2562  นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% จากปกติต้องชำระในอัตรา 2% สำหรับบ้านและคอนโดฯ ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทด้วย   แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่กำหนดกรอบราคาบ้านเพียงแค่ 1 ล้านบาท จะไม่ได้ตอบโจทย์สภาพตลาดและความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะที่อยู่อาศัยที่ขายเป็นส่วนใหญ่ จะมีระดับราคาเฉลี่ยในราคา 2-3 ล้านบาท หากจะหาซื้อที่อยู่อาศัยในราคา 1 ล้านบาทได้นั้น  คงต้องออกไปชานเมืองที่ไกล หรือไม่ก็เป็นตลาดต่างจังหวัด มาตรการที่ออกมาก่อนหน้าจึงแทบจะเรียกได้ว่า ไม่ได้ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ สักเท่าไร EIC ประเมินคอนโดฯ+ทาวน์เฮ้าส์ ได้ประโยชน์ ล่าสุด นางสาวนพมาศ ฮวบเจริญ นักวิเคราะห์อาวุโส  Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำบทวิเคราะห์  มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอน และจดจำนองว่ามีผลต่อตลาดอสังหาฯ อย่างไรบ้าง   โดยทาง EIC มองว่า กลุ่มที่อยู่อาศัยใหม่สร้างเสร็จพร้อมโอนระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท  จะได้รับประโยชน์จากมาตราการ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของตลาด  และเป็นประเภทคอนโดฯ และทาวน์เฮาส์ โดยเฉพาะในพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด   จากข้อมูลยูนิตที่อยู่อาศัยเหลือขาย (ทั้งที่สร้างเสร็จและกำลังก่อสร้าง) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ กลางปี 2019 ที่จัดเก็บโดย AREA พบว่า มียูนิตเหลือขายราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทอยู่ทั้งสิ้น 107,646 ยูนิต คิดเป็น 53% ของจำนวนเหลือขายทั้งหมด ซึ่งจำนวนเหลือขายราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯ ถึง 52% ของจำนวนเหลือขายราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาททั้งหมด รองลงมาคือทาวน์เฮาส์มีสัดส่วน 43%  หากพิจารณาเป็นรายพื้นที่จะพบว่า  ที่อยู่อาศัยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จะกระจุกตัวในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ เช่น รังสิตคลอง 1-16 บางบัวทอง บางนา กม.10-30 วงแหวนรอบนอก-เพชรเกษม และรัตนาธิเบศร์   มาตรการในครั้งนี้ มีเงื่อนไขครอบคลุมเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยใหม่ที่ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท แตกต่างจากมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองในปี 2558 ที่ครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา แม้ว่ามาตรการในครั้งนี้จะครอบคลุมกลุ่มที่อยู่อาศัยกลุ่มใหญ่  และเป็นมาตรการที่ออกมาต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ แต่เงื่อนไขที่จำกัดเฉพาะที่อยู่อาศัยบางระดับราคาทำให้ผลบวกที่มีต่อตลาดโดยรวมจะมีไม่มากดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2551 และ 2558 ที่มีการใช้มาตรการแบบเดียวกัน ต่างกันที่ครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา โดยเฉพาะในปี 2558 ที่ครอบคลุมทั้งบ้านจัดสรรและไม่จัดสรร รวมถึงที่ดินจัดสรรด้วย   นอกจากนี้  มาตรการยังไม่ได้ระบุชัดเจนถึงวันที่มีผลบังคับใช้ ทำให้ธุรกรรมการโอนและจดจำนองของที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทอาจหยุดชะงักในระยะสั้นจนกว่ามาตรการจะมีผลบังคับใช้ จากการที่ภาครัฐอนุมัติมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองโดยที่ยังไม่ได้ระบุวันที่มีผลบังคับใช้ ทำให้ผู้ซื้อบ้านที่เข้าข่ายได้ประโยชน์จากมาตรการชะลอ/เลื่อนการโอนและจดจำนองออกไปก่อน เพื่อให้ตนเองสามารถได้รับประโยชน์จากมาตรการ   หากภาครัฐประกาศวันที่มีผลบังคับใช้ล่าช้า ก็อาจส่งผลระยะสั้นให้ธุรกรรมการซื้อขายบ้านบางส่วนหยุดชะงักลง  และอาจกระทบต่อยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไตรมาส 4 ปีนี้ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับมาตรการนี้ในเบื้องต้น หน่วยดังกล่าวแจ้งว่าอาจใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการเตรียมรายละเอียดของประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยมีโอกาสที่มาตรการอาจเริ่มบังคับใช้ปลายเดือนพฤศจิกายน หรือ ต้นเดือนธันวาคม 2562 EIC ชี้มาตรการยังเป็นยาเบา ไม่กระตุ้นตลาดฟื้นตัว EIC ประเมินว่า มาตรการลดค่าโอนและจดจำนองในครั้งนี้ จะแค่บรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และเกณฑ์ LTV ในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้ตลาดที่อยู่อาศัยกลับมาขยายตัวได้สูงดังที่เคยเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการในครั้งก่อน ๆ เนื่องจาก 1.มาตรการในปีนี้ส่งผลกระทบในวงแคบกว่าเมื่อเทียบกับปี 2551 และ 2558 ที่ได้ประโยชน์กับที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคาตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 2.เศรษฐกิจโลกและไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง  กดดันกำลังซื้อของชาวต่างชาติและชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางที่มีความเปราะบางต่อเศรษฐกิจที่ผันผวน 3.หนี้สินของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ดังพิจารณาได้จากข้อมูลหนี้ครัวเรือนต่อ Disposable income ที่รายงานโดยธปท. ซึ่งอยู่ในระดับเกือบ 150% เทียบกับปี 2551 ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 100% ขณะที่อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ของผู้กู้ซื้อบ้านยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะลดลงมาบ้างหลังจากเกณฑ์ LTV มีผลบังคับใช้ ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้ของครัวเรือนยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก 4.สถาบันการเงินเข้มงวดในการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น สะท้อนจากอัตราการอนุมัติสินเชื่อบ้านที่ลดลงและมาตรฐานการให้สินเชื่อบ้านที่เข้มงวดขึ้นผ่านการสำรวจของ ธปท. ที่มีประจำทุกไตรมาส 5.เกณฑ์ LTV ที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคลดลง ทั้งการที่ไม่สามารถกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านในวงเงินที่สูงดังเช่นในอดีตและการหาผู้กู้ร่วมที่ยากมากขึ้นกว่าในอดีตก่อนมีมาตรการ LTV ใหม่ (แม้ว่า ธปท. จะผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ในกรณีกู้ร่วม แต่การผ่อนปรนเฉพาะกรณีกู้ร่วมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจมีสัดส่วนไม่มาก) ขณะที่มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของ ธอส. อาจไม่มากพอที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดบ้านกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากวงเงินในมาตรการที่ค่อนข้างน้อย คิดเป็นประมาณ 5-7% ของยอดสินเชื่อใหม่เพื่อซื้อบ้านในแต่ละปีเท่านั้น เร่งการโอน ลดค่าใช้จ่าย 90,000 บาท แม้ว่าผลต่อการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมอาจมีไม่มาก แต่กลุ่มผู้ซื้อบ้าน Low-end และผู้ประกอบการที่เน้นบ้านกลุ่ม Low-end จะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการครั้งนี้ โดยผู้ซื้อบ้านใหม่ในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท  จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการโอนและจดจำนองสูงสุดเกือบ 90,000 บาท ซึ่งอาจทำให้ผู้ซื้อบางส่วนเร่งเข้ามาโอนที่อยู่อาศัยเร็วขึ้นเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากมาตรการ   ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหรือมี Backlog ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทในสัดส่วนสูง  จะได้รับประโยชน์ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถประหยัดต้นทุนการออกโปรโมชัน  ลดค่าโอนและจดจำนอง  ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรโมชันที่ผู้ประกอบการนิยมทำ โดยผู้ประกอบการอาจจะใช้โอกาสนี้ในการออกโปรโมชันอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นยอดขายและเร่งระบายที่อยู่อาศัยเหลือขายได้มากขึ้น   ตลาดที่อยู่อาศัยยังต้องใช้เวลาปรับตัวกับเกณฑ์ LTV ใหม่ประมาณ 1-2 ปี ซึ่งต้องอาศัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างชัดเจนร่วมด้วย นอกเหนือจากการสนับสนุนจากมาตรการทางภาษี แม้รัฐบาลทยอยออกมาตรการทางภาษีหลายอย่างเพื่อช่วยพยุงตลาดที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง แต่การปรับตัวของผู้บริโภคต่อเกณฑ์การให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือเกณฑ์ LTV ยังต้องใช้ระยะเวลา โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างชัดเจน เพื่อผลักดันกำลังซื้อให้มีได้มากขึ้นเพื่อทดแทนความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยที่ลดลงจากเกณฑ์ LTV   อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจยังไม่สามารถส่งผลให้  ตลาดที่อยู่อาศัยกลับมาฟื้นตัวได้สูงเหมือนดังที่เคยเกิดขึ้น จากมาตรการแบบเดียวกันในอดีต เนื่องจากข้อจำกัด 3 ประการ ได้แก่ 1.ข้อจำกัดของมาตรการที่ครอบคุลมที่อยู่อาศัยเฉพาะกลุ่ม ซึ่งแตกต่างจากมาตรการในอดีตที่ครอบคุลมทุกระดับราคา 2.ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวไม่เอื้อต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค 3.ข้อจำกัดด้านการกู้ยืมของผู้ซื้อบ้าน จากภาระหนี้สินของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความเข้มงวดของสถาบันการเงินและเกณฑ์ LTV ที่เข้มงวดมากในอดีต   ในบทสรุปสุดท้าย คงต้องติดตามกันต่อไปว่า มาตรการที่อออกมา จะส่งผลทำให้เกิดการซื้อขาย และโอนกรรมสิทธิ์กันได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับปีนี้จากระยะเวลาที่เหลืออยู่เพียง 2 เดือน  ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ  คงเป็นไปตามที่หลายฝ่ายประเมิน ว่าตลาดคงไม่เติบโตเท่ากับปีที่ผ่านมา และคงต้องลุ้นกันใหม่ในปีหน้า ว่าสถานการณ์จะฟื้นตัวได้ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน  
เปิด 8 กลยุทธ์ ปั้น “เซ็นจูรี่” จับตลาด Gen Z

เปิด 8 กลยุทธ์ ปั้น “เซ็นจูรี่” จับตลาด Gen Z

เดี๋ยวนี้ศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์ จะพัฒนาออกมาโดยขาดคอนเซ็ปต์ หรือจุดขาย คงยากจะประสบความสำเร็จ ในการดึงคนให้เข้าไปใช้บริการ   เพราะไปตรงไหนก็มีพื้นที่ให้คนได้เข้าไปสร้างประสบการณ์อยู่ทุกมุมเมือง ยิ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ พวก Gen Z ด้วยแล้ว เขาต้องการอะไรที่แปลกใหม่ และดึงดูดใจพวกเขาพอสมควร ดีเวลลอปเปอร์ต้อง “คิด” และ “ทำการบ้าน” แก้โจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าออกมาให้ได้ และตอบสนองพวกเข้าอย่างเต็มที่   สำหรับคอมมูนิตี้มอลล์ อย่างแบรนด์ “เซ็นจูรี่” ซึ่งแม้จะไม่ใช่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และมีจำนวนสาขามากมายเมื่อเทียบกับดีเวลลอปเปอร์เจ้าตลาด แต่ก็ถือว่าเป็นศูนย์การค้าที่บรรดากลุ่มคน Gen Z ให้ความนิยมไปเดินเล่น ใช้ชีวิตประจำวัน และใช้บริการต่างๆ ภายในศูนย์การค้า เฉลี่ยต่อวันมากกว่า 30,000 คน หรือเดือนละกว่า 1 ล้านคนเลยทีเดียว ในเซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า สุขุมวิท ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2561  ที่ถือเป็น 1 ใน 2 สาขาของเครือเซ็นจูรี่      “เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า สุขุมวิท” เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่มีสินค้าและบริการ  ตอบทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี  บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ มีขนาดพื้นที่ของโครงการกว่า 70,000 ตารางเมตร พื้นที่พลาซ่า 42,000 ตารางเมตร และมีพื้นที่ให้เช่า10,000 ตารางเมตร เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2561 เป็นโครงการที่ 2 ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการแรก ที่ “เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่  อนุสาวรีย์”  ซึ่งเปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2548   นางชาลินี เจริญสุข ประธานฝ่ายบริหาร ศูนย์การค้าและโรงภาพยนตร์ เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า  เล่าว่า ได้กำหนดให้แบรนด์เซ็นจูรี่  เป็น “ไลฟ์ไตล์ มอลล์”  ที่มีโรงภาพยนตร์เป็นของตัวเอง เพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่ Gen Z  ที่ต้องการความรวดเร็ว การไม่ได้พูดเกินความจริง  ปัจจุบันมีผู้เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าวันละ 30,000 คน ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้เริ่มต้นทำงาน     ความสำเร็จของแบรนด์เซ็นจูรี่ เกิดจากปัจจัยความสำเร็จต่างๆ ที่เป็น 8 กลยุทธ์สำคัญ  ได้แก่ 1.ทำเลติดรถไฟฟ้า “เซ็นจูรี่” ทั้ง 2 สาขา ตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้า ซึ่งลูกค้าสามารถเดินทางเข้าศูนย์การค้าได้โดยสะดวก มีทางเชื่อมต่อเข้าไปยังศูนย์การค้า ถือเป็นหัวใจสำคัญ ของความสำเร็จเบื้องต้น เพราะหากการเดินทางมายังศูนย์การค้าได้สะดวก ก็จะทำให้คนนิยมเดินทางมาใช้บริการ 2.เข้าใจไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมาย   กลุ่มเป้าหมายหลักของ “เซ็นจูรี่” คือ กลุ่มเริ่มต้นวัยทำงาน และกลุ่ม Gen Z ซึ่งมีพฤติกรรมที่เปิดกว้างทางความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่าง  มีแนวโน้มที่จะปรับทัศนคติได้ดี  มีความกล้าแสดงออก ชอบโชว์ มีความมั่นใจสูง ชอบทำงานหลายอย่างพร้อมกัน     ดังนั้นการสื่อสารการตลาด จึงใช้สื่อออนไลน์เป็นหลัก ทั้งเว็บไซต์ และโซเชี่ยลมีเดีย ไม่เพียงแต่ใช้ด้านการสื่อสารการตลาด แต่ยังจัดเก็บข้อมูล เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วย 3.ราคา สบายกระเป๋า ปัจจุบัน “ไลฟ์สไตล์ มอลล์” หรือผู้ให้บริการโรงภาพยนตร์ มีอยู่จำนวนมากและตั้งอยู่ในทุกโลเกชั่น การสร้างความแตกต่างของ “เซ็นจูรี่” คือ การใช้กลยุทธ์ ความคุ้มค่า  อาทิ  Member Card บัตรสำหรับคนรักหนัง ที่มีส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ  และ Century Student Card สำหรับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี 4.ปรับรูปแบบการขายให้โดนใจ เนื่องจากกลุ่ม Gen Z ชอบรวมกลุ่มจัดกิจกรรม แต่มักจะเลือกสถานที่จัดงานที่มีความแตกต่าง โรงภาพยนตร์ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกของพวกเขาเหล่านั้น  ซึ่งทางเซ็นจูรี่จึงเปิดให้บริการเช่าโรงภาพยนตร์แบบเหมารอบได้ พร้อมด้วยการบริการอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ด้วย  ปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากการเช่าเหมาโรง สัดส่วน 20% 5.จัดโปรฯ ต่อเนื่อง อีกกลยุทธ์หนึ่งที่ต่อยอดเรื่องความคุ้มค่า คือ การจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการในราคาที่คุ้มค่า และกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง อาทิ โปรฯ ใจบุญ  ทุกวันพระ ซื้อตั๋ว 2 ใบได้รับแถม 1 ใบ หรือโปรฯ หลบฝน หากเกิดฝนตก จะลดค่าตั๋วให้ 50%  เป็นต้น 6.กิจกรรมเอาใจ Gen Z   เพื่อให้ผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าได้รับประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการกิจกรรมเกิดขึ้นภายในศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเซ็นจูรี่จะกิจกรรมออนไลน์  ด้วยการไลฟ์สดทุกวันพุธ และยังจัดกิจกรรมอื่นๆ ด้วย อย่างล่าสุดการแข่งขัน Century Cover Dance 2019 ครั้งที่ 2  เพื่อเปิดเวทีและโอกาสให้น้องๆ เยาวชน ได้มีเวทีแสดงความสามารถ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเพื่อให้เยาวชนหันมาสนใจด้านการแสดงออก 7.เพิ่มพื้นที่ตลาดไนท์มาร์เก็ต สร้างสีสัน แม้ว่าปัจจุบันการขายสินค้า เทรนด์จะเปลี่ยนไปสู่ตลาดออนไลน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าลูกค้าส่วนใหญ่ ยังต้องการการเห็นสินค้าของจริง การมีหน้าร้านจึงยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพ่อค้าแม่ค้าในยุคปัจจุบัน เซ็นจูรี่จึงเชื่อมโลกทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านกลยุทธ์ O2O (Online to Offline)  โดยเปิดพื้นที่ “ไนท์มาร์เก็ต” ให้บริการตั้งแต่เวลา 17.00 เป็นต้นไป  ให้เป็นแหล่งช้อปปิ้งย่านสุขุมวิท ที่รวบรวบสินค้าต่างๆ ไว้มากมาย 8.บริการครบ จบในที่เดียว ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน นอกจากต้องการได้รับบริการที่สะดวกและรวดเร็วแล้ว  การได้รับบริการที่ครบ จบในที่เดียว ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ  ทำให้เซ็นจูรี่มีให้บริการมากกว่าโรงภาพยนตร์  โดยมีทั้งท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต เพาเวอร์บาย  ฟู้ดคอร์ท ธนาคาร  โรงเรียนกวดวิชา ซาลอน  และอื่นๆ เพราะต้องการให้ลูกค้ามาใช้บริการได้ทุกวัน “ยุคนี้คนส่วนใหญ่ทำอะไรด้วยความรวดเร็ว และต้องเข้าถึงง่าย การไปศูนย์การค้า ยกตัวอย่าง มาที่นี่ ไม่เกินสิบนาที ต้องทำทุกอย่างได้เสร็จ  ซื้อกาแฟ  ของใช้ส่วนตัว แล้วไปต่อ  หรือระหว่างวัน จะมาทานอาหาร ทำเล็บ ทำผม หรือออกกำลังกาย ทำได้ครบหมด”   และนี่คงคือ 8 ปัจจัยความสำเร็จ ที่ได้ถูกวางเอาไว้เพื่อให้ “เซ็นจูรี่” สามารถยืนหยัดต่อสู้กับสมรภูมิค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ค้าปลีกกระจายอยู่ทั่วทุกมุมเมือง เพราะการเดินทางโดยรถไฟฟ้าที่สะดวก และขยายออกไปทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล  แต่การบริหารศูนย์การค้ายุคปัจจุบันจะยั่งยืนแค่ไหน  คงต้องมีปัจจัยความสำเร็จอื่นๆ มาเพิ่ม รวมถึงการทำตลาดและพัฒนาศูนย์การค้าอย่างไม่หยุดยั้งด้วย
เปิดราคาบ้าน-คอนโดฯ ไตรมาส 3 ปรับเพิ่มทั่วหน้า บิ๊กอสังหาฯ อัดของแถมเรียกยอดขาย

เปิดราคาบ้าน-คอนโดฯ ไตรมาส 3 ปรับเพิ่มทั่วหน้า บิ๊กอสังหาฯ อัดของแถมเรียกยอดขาย

แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ จะลดระดับความร้อนแรง จากมาตรการ LTV ความกังวลใจต่อภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อชะลอตัว  ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับแผนเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งชะลอ ทั้งเลื่อนกำหนดการเปิด จากเดิมที่ตั้งใจเอาไว้  เป็นปรากฎการณ์ที่เห็นได้ชัด ว่าผู้ประกอบการทั้งหลายไม่มั่นใจตลาด หากปล่อยของออกมามากๆ แล้วจะขายได้หมด   แต่แม้โครงการใหม่ที่ออกมาทำตลาด ไม่ได้เป็นไปตามที่บอกไว้เมื่อต้นปี แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือ การเพิ่มขึ้นของราคาที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียม ขยับขึ้นทุกๆ โครงการ เหตุผลสำคัญ คงเป็นเพราะราคาที่ดินไม่ได้ถูกลง แถมจะปรับเพิ่มขึ้นมากเสียด้วย เพราะที่ดินมีจำกัดยิ่งในทำเลดีๆ เจ้าของมีสิทธิ์กำหนดราคาขายได้ตามความพอใจ โดยเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงิน ที่ดินแพงก็เลยสะท้อนกลับมาที่ราคาของบ้านหรือคอนโดฯ   แม้ตลาดอสังหาฯ ปีนี้ไม่ค่อยดี แต่ต้นทุนผู้ประกอบการขยับขึ้น ราคาขายจำเป็นต้องปรับสูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อยอดขายที่จะชะลอตัว  สิ่งที่เป็นทางออกของผู้ประกอบการเลือกจะทำ คือ การใช้กลยุทธ์โปรโมชั่น ไม่ว่าจะเป็นของแถม ส่วนลด สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อมาทำให้ลูกค้าเห็นว่า ได้ความคุ้มค่าคุ้มราคา โดยเฉพาะโปรโมชั่นในส่วนของราคา ตอนนี้อาจจะเห็นกันเยอะหน่อย บางโครงการหั่นราคาขายต่ำกว่าช่วงพรีเซลล์ด้วยซ้ำ แต่บางโครงการก็ยังไม่ปรับขึ้นราคาขาย รอให้สภาวะตลาดฟื้นตัวดีกว่านี้ก่อน   คอนโดฯ ใหม่ราคาปรับเพิ่ม 7%   ​​​​​​​​​​​ ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดย ดร. วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร กล่าวในฐานะรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ รายงานว่า ราคาห้องชุดคอนโดฯ ใหม่ ที่อยู่ระหว่างการขาย ในพื้นที่กรุงเทพฯ - จังหวัดนนทบุรี และสมุทรปราการ ปรับเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และปรับเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับราคาในไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าราคาที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงมาต่อเนื่อง 2 ไตรมาสแล้วก็ตาม     การชะลอตัวของราคาอาจเป็นผลจากการชะลอตัวของภาวะตลาด ซึ่งสอดคล้องกับการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในไตรมาส 2 ซึ่งลดลง  9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน  และลดลง 27.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการปรับขึ้นราคาขาย และใช้วิธีการส่งเสริมการขายในการแข่งขันกันมากขึ้น   ถ้าดูเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ  จะพบว่าราคาคอนโดฯ ใหม่มีการปรับเพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนพื้นที่ปริมณฑลทั้ง 2 จังหวัด มีราคาเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้า ราคาบ้านจัดสรรปรับเพิ่ม 3.2%    มาดูราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายกันบ้าง ในช่วงไตรมาสที่ 3 มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแค่ไหน จากข้อมูล พบว่ามีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  เมื่อดูตามพื้นที่แล้ว พบว่า ในเขตกรุงเทพฯ มีราคาปรับเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และเพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   ส่วนในพื้นที่ปริมณฑล 3 จังหวัดที่ทำการสำรวจ ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีราคาเพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน(YoY) และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า      โดยหากแยกเป็นบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว พบว่า ราคาบ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2562 เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ มีราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น  1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนในพื้นที่ปริมณฑล  ราคาเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า     ส่วนราคาทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้น  3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ราคาเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่พื้นที่ปริมณฑล  ราคาเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และเพิ่มขึ้น  0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อัดโปรฯ ของแถมกระตุ้นยอดขาย   วิธีการพื้นฐานตามหลักการตลาด 4P กลยุทธ์ P-Promotion มักจะถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขาย ให้กับสินค้าและบริการเสมอ ในช่วงที่ตลาดชะลอตัว สำหรับตลาดอสังหาฯ  ก็ไม่หนีหนทางนี้  สำหรับตลาดคอนโดฯ รายการส่งเสริมการขายในไตรมาสนี้ ส่วนใหญ่ 57.4% จะเร่งรัดการตัดสินใจของผู้ซื้อด้วยของแถม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รองลงมา 31.2% เป็นส่วนลดเงินสด และ 11.4% จะช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ สอดคล้องกับรายการส่งเสริมการขายในไตรมาสก่อน ขณะที่ตลาดบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย  รายการส่งเสริมการขาย ส่วนใหญ่ 45.4% จะจูงใจผู้ซื้อโดยการเสนอด้วยของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท้งก์น้ำ  รองลงมา 37.1%จะช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง และ 17.5% จะให้เป็นส่วนลดเงินสด ในขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2562 รายการส่งเสริมการขาย ส่วนใหญ่ 59.7% เป็นของแถม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ปั๊มน้ำ แท้งก์น้ำ ฯลฯ รองลงมา 27.0% จะให้เป็นส่วนลดเงินสดและ 13.3% จะช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และ/หรือ ฟรีค่าส่วนกลาง        
Hostel ต้องปรับตัวอย่างไร ให้ชนะใจนักท่องเที่ยว

Hostel ต้องปรับตัวอย่างไร ให้ชนะใจนักท่องเที่ยว

ต้องยอมรับว่า ตลาดท่องเที่ยวของไทย เป็นหนึ่งในตัวทำรายได้หลักให้กับประเทศ เพราะเมืองไทยเรียกได้ว่ามีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ แถมการเที่ยวเมืองไทยยังมีต้นทุนไม่สูง หากจะเทียบกับหลายๆ ประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย   ช่วงที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรม คือ หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตตามการเติบโตของตลาดท่องเที่ยว แต่รูปแบบการพักอาสัยในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ อย่างกลุ่มมิลเลนเนียล หรือคนรุ่นใหม่ ผู้ที่เกิดช่วงปี 2524-2539  ที่ไม่ได้ต้องการสถานที่พักแบบหรูหรา แต่สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว ในงบประมาณที่จำกัด รูปแบบที่พักอาศัยอย่างโฮลเทล จึงเกิดขึ้นมารองรับกับกลุ่มนักเดินทางเหล่านั้น   ปัจจุบันมีที่พักในรูปแบบโฮสเทลเกิดขึ้นมากมาย เรียกได้ว่าแทบจะทุกมุมถนน โดยเฉพาะทำเลที่ใกล้กับระบบคมนาคมที่เดินทางสะดวก ถือได้ว่าเป็นยุคการเติบโตของธุรกิจโฮสเทลเลยก็ว่าได้ แต่ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการโฮสเทล ยังต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะการแข่งขันที่สูง  ช่วงราคาห้องพักต่อคืนที่ต่ำ และจำนวนเตียงที่ขายได้น้อย  จึงทำให้ยากแก่การปรับตัว ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทาง Economic Intelligence Center (EIC)  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจมานำเสนอ   มิลเลนเนียลปัจจัยหลักกระตุ้นธุรกิจ     หากกล่าวถึงที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวในอดีตอาจนึกถึงแค่โรงแรม ที่เพียบพร้อมไปด้วยการบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ภายใน 10 ปีผ่านมาที่พักประเภทโฮสเทล  ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทที่สำคัญของการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป   ในปี 2561 ประเทศไทยรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 38.3 ล้านคน หนึ่งในปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากนักท่องเที่ยวในช่วงอายุ 25 ถึง 34 ปี จากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คิดเป็นกว่า 28% ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามายังประเทศไทย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 12.5% ตั้งแต่ปี 2555 ถึง 2560 ขณะที่กลุ่มอายุอื่นอยู่ที่ 9% มิลเลนเนียล กำลังกลายเป็นผู้บริโภคหลักในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย พฤติกรรมสำคัญของกลุ่ม มิลเลนเนียล คือการนำ “การท่องเที่ยว” มาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักในการใช้ชีวิต   ทั้งยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน รวมถึงมีพฤติกรรมการเลือกเข้าพักโฮสเทล มากกว่ากลุ่มอื่น จากการสำรวจโดย Hostelworld group ผู้ให้บริการจองโฮสเทลออนไลน์อันดับ 1 ระบุว่า ผู้เข้าพักโฮสเทลมากกว่า 70% เป็นชาวมิลเลนเนียล   สำหรับคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ ของชาวมิลเลนเนียล ที่ถือว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวสำคัญในการเข้ามาสนับสนุนให้ธุรกิจอย่างโฮสเทล คือ   1.นิยมท่องเที่ยวตามชุมชน เพื่อมองหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ แสวงหาความท้าทาย จากการศึกษาโดย Amadeus ซึ่งเป็นผู้นำการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวระดับโลก ทำการวิจัยนักท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิกกว่า 7,000 คนใน 14 ประเทศ   ผลวิจัยระบุว่า ชาวมิลเลนเนียล ให้ความสำคัญกับคำแนะนำเกี่ยวกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ตามชุมชน  มากกว่าคำแนะนำเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ทั้งนี้โรงแรมส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ตามไพร์มโลเกชั่น มากกว่าตามพื้นที่ตามชุมชน แตกต่างจากโฮสเทล ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ที่นำที่พัก บ้าน หรือตึกแถวมาปรับปรุงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวตามชุมชนได้เป็นอย่างดี   2.ไม่ชอบเที่ยวกับคนหมู่มาก นักท่องเที่ยวชาวมิลเลนเนียล ชอบท่องเที่ยวคนเดียว (Solo traveler) มากกว่าการท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ จากการวิจัยโดย Princeton Survey Research Association พบว่า 58% ของนักท่องเที่ยวชาวมิลเลนเนียล ทั่วโลกชอบที่จะท่องเที่ยวคนเดียว ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอยู่ที่ราว 47% อย่างไรก็ตาม ชาวมิลเลนเนียล ยังคงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ความสะดวกสบายในการเดินทาง จึงทำให้ยังมีการจับกลุ่มท่องเที่ยวกับ Solo traveler คนอื่น ๆ ตามโฮสเทล   3.ชาวมิลเลนเนียลชอบเที่ยวบ่อย จากการสำรวจโดย Expedia Media Solution พบว่าคนรุ่นมิลเลนเนียล เดินทางไปเที่ยวบ่อยที่สุดอยู่ที่ประมาณ 6 ครั้งต่อปี ขณะที่ชาวเบบี้บูมเมอร์เดินทางท่องเที่ยวประมาณ 4 ครั้งต่อปี ด้วยความที่ชาวมิลเลนเนียล  ชื่นชอบการท่องเที่ยวบ่อย ๆ เพื่อต้องการเติมเต็มให้กับชีวิต ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน   จากการศึกษาโดย TripAdvisor พบว่าชาวมิลเลนเนียล ใช้จ่ายในค่าที่พัก น้อยกว่าครึ่งของชาวเบบี้บูมเมอร์    จากการเลือกสรรที่พักให้อยู่ในงบที่จำกัดโฮสเทล  จึงนับเป็นตัวเลือกสำคัญของที่พักราคาถูก ตอบสนองความต้องการของชาวมิลเลนเนียล เดินทางท่องเที่ยวบ่อย แต่มีงบจำกัด ทั้งนี้ช่วงราคาที่พักต่อเตียง หรือต่อห้องของโฮสเทลนั้นต่ำกว่าช่วงราคาที่พักประเภทอื่นส่วนใหญ่   จากปัจจัยดังกล่าวชาวมิลเลนเนียล จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจโฮสเทลเติบโต และได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก ทั้งนี้ EIC ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลบน TripAdvisor พบว่า 9 จังหวัดที่มีจำนวนโฮสเทลมากที่สุดประกอบด้วย กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และแม่ฮ่องสอน ตามลำดับ   โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนโฮสเทลต่อจำนวนที่พักทั้งหมดมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ คิดเป็นอย่างน้อย 17% จากที่พักทั้งหมดกว่า 3,000 แห่ง รองลงมาคือ เชียงใหม่ สัดส่วน 12%​ และสุราษฎร์ธานี สัดส่วน 9% ตามลำดับ ซึ่งการเข้ามาลงทุนทำธุรกิจโฮสเทลตามหัวเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเดิมที่ถูกผู้ประกอบการใหม่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด นอกจากการเข้ามาในรูปแบบโฮสเทลอิสระ (Independent Hostel) แล้วยังมีเชนโฮสเทล ต่าง ๆ เข้ามาด้วย อาทิ Mad Monkey hostel และ Slumber Party Hostels   โฮสเทลควรทำอย่างไรเพื่ออยู่รอด การปรับตัวของธุรกิจโฮสเทล อาจไม่แตกต่างกันมากนักกับธุรกิจโรงแรม แต่ด้วยขนาดของโฮสเทล ที่มีจำนวนเตียงค่อนข้างน้อยเหมาะสำหรับลูกค้าประเภท F.I.T (Free Independent Travelers : นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพักลำพัง หรือนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ) และรับลูกค้าประเภทกรุ๊ปทัวร์ได้ยาก   นอกจากนี้ผู้เข้าพักค่อนข้างอ่อนไหวต่อราคา การปรับตัวจึงเป็นไปอย่างจำกัด ทั้งทางด้านงบประมาณในการดำเนินกิจการและการทำตลาด ดังนั้นสิ่งที่ EIC มองว่าผู้ประกอบการโฮสเทล สามารถทำได้คือ   -ต้องมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน สำหรับโฮสเทล ที่มีจำนวนห้องและงบประมาณในการดำเนินกิจการที่จำกัด จึงทำให้การทำการตลาดของโฮสเทลนั้นทำได้ในวงแคบ การมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนจะสามารถทำให้โฮสเทล สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจได้ กลุ่มลูกค้ามักมีความต้องการที่ต่างกัน เช่น นักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจมักมองหาที่พักที่สงบ เหมาะแก่การพักผ่อน มีโต๊ะทำงาน มีที่จอดรถและ Wi-Fi ขณะที่นักท่องเที่ยว Backpacker ต้องการพื้นที่พูดคุยกับผู้เข้าพักอื่น เช่น มี Mini bar สำหรับการแบ่งปันเรื่องราวการเดินทาง บางกลุ่มชอบ Party ชอบการทำกิจกรรม บางกลุ่มชอบห้องพักที่ได้รับการตกแต่งที่สวยงาม ทันสมัย เป็นต้น เมื่อโฮสเทลสามารถหาจุดยืนที่ชัดเจนและเข้าใจความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มแล้ว ผู้ประกอบการจะสามารถวางแผนการตลาด และเจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุดในงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด   -ประสบการณ์การเข้าพักของนักท่องเที่ยว คือ ปัจจัยหลักของธุรกิจโฮสเทล  ผู้เข้าพักโฮสเทลมักไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้าวของเครื่องใช้ที่ครบครันเท่ากับผู้เข้าพักโรงแรม แต่มักมองหาประสบการณ์การเข้าพักมากกว่า ดังนั้นการสื่อสารกับผู้เข้าพักจึงนับเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด การสื่อสารสามารถทำได้ผ่านพนักงาน ซึ่งต้องสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวความคิด วัฒนธรรม พื้นฐานสังคมได้อย่างดี รวมถึงการบริการที่เป็นกันเอง ความเอาใจใส่ และความเข้าใจถึงความต้องการของผู้เข้าพัก นอกจากนี้การสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับชุมชน โดยสื่อสารผ่าน การตกแต่ง การบอกเล่า หรือการทำให้สิ่งแวดล้อมมีความเป็นชุมชน เช่น การจัดกิจกรรม หรือ Workshop ต่าง ๆ ร่วมกับชุมชน เป็นต้น   -เมื่อผู้เข้าพักพึงพอใจ ทำยังไงให้บอกต่อ ผู้ประกอบการโฮสเทลควรกระตุ้นให้ผู้เข้าพักบอกต่อความรู้สึกดีๆ และประสบการณ์ระหว่างเข้าพัก จากการรวบรวมข้อมูลและวิจัยโดย SiteMinder ผู้ให้บริการ Cloud platform และระบบการจัดการแก่ที่พัก พบว่าเมื่อที่พักขอร้องให้ช่วยแสดงความคิดเห็น ผู้เข้าพักกว่า 80% ยินดีที่จะเขียนรีวิวให้กับที่พัก หากที่พักไม่ขอร้องจะมีเพียง 22% เท่านั้นที่จะแสดงความคิดเห็นหลังการเข้าพักด้วยตนเอง   การบอกต่อประสบการณ์นั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การบอกเล่ากับนักท่องเที่ยวอื่น การเขียนรีวิวบน เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ของนักท่องเที่ยวเอง ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากธุรกิจโรงแรมที่มุ่งเน้นการรีวิวบนแพลตฟอร์ม OTAs (Online Travel Agents) เนื่องจากกลุ่มลูกค้าค่อนข้างกระจาย ไม่เฉพาะกลุ่ม กลับกันธรรมชาติของผู้เข้าพักโฮสเทล มักสอบถามจากผู้มีประสบการณ์การเดินทาง การพูดคุยหรืออ่านรีวิวในกลุ่มที่มีความชื่นชอบคล้าย ๆ กันมากกว่า     ดังนั้น โฮสเทลควรขอร้องผู้เข้าพักให้ช่วยแสดงความคิดเห็นบน เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และช่องทาง อื่น ๆ บนแพลตฟอร์มของนักท่องเที่ยวเอง เพื่อช่วยกระจายประสบการณ์ระหว่างการเข้าพัก เป็นการทำการตลาดแบบปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า “Word of Mouth” แก่โฮสเทลของตน   นอกจากนี้ การเพิ่มยอดจอง Direct booking หรือการจองโดยตรงกับทางโฮสเทล ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อผ่านทางไลน์ เฟซบุ๊กแชท โทรศัพท์ อีเมล เว็บไซต์ของโรงแรม และอื่น ๆ นับเป็นช่องทางการจองโดยไม่ผ่านตัวกลาง ทำให้ที่พักไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านคอมมิชชั่นที่ค่อนข้างสูงให้กับ OTAs เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก เพียงทำให้การจองนั้นสามารถจ่ายเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับความท้าทายทางด้านการเพิ่มยอดจองจาก Direct booking ที่ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในการทำตลาดบน Social media ซึ่งแตกต่างจากการทำการตลาดจากการจองผ่าน OTAs ที่อาศัยเพียงค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดและการจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่สูงขึ้น   อาจสรุปได้ว่า ธุรกิจโฮสเทลนั้นจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความชำนาญทั้งทางด้านการตลาด ด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง สภาวะทางสังคมและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งอาศัยประสบการณ์ในการสะสมความรู้เพื่อให้เข้าใจธุรกิจโฮสเทลได้อย่างลึกซึ้ง
เปิดข้อมูลอินไซต์ ตลาดคอนโดฯ หลังใช้มาตรการ LTV

เปิดข้อมูลอินไซต์ ตลาดคอนโดฯ หลังใช้มาตรการ LTV

เป็นระยะเวลานานถึง 6 เดือน หรือ 2 ไตรมาสแล้ว  หลังจากมีการประกาศใช้มาตรการ LTV  อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นมา  ซึ่งดูเหมือนว่ามาตรการที่ออกมาบังคับใช้  ได้ผลเป็นอย่างดี เพราะช่วยลดระดับความร้อนแรงในการซื้อคอนโดมิเนียมอย่างเห็นได้ชัด จากตัวเลขยอดขาย และการเปิดตัวใหม่ของคอนโดฯ ที่ลดลง ทำให้บรรดาผู้ประกอบการชะลอแผนการเปิดโครงการใหม่ และเร่งระบายสต็อกเก่าที่มีอยู่  ออกให้ได้มากที่สุด   แต่หากจะค้นหาคำตอบอย่างชัดเจน ว่าภายหลังจากมาตรการ LTV ถูกใช้มาเป็นระยะเวลาถึง 6 เดือนแล้ว ส่งผลต่อตลาดคอนโดฯ  อย่างไรบ้างนั้น  คงต้องมาดูข้อมูลจากแผนกวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ได้ทำการรายงานถึงภาพรวมตลาดคอนโดฯ ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา   เปิดโครงการใหม่ลดลง 51%   ในช่วงไตรมาสที่ 3 พบว่า จำนวนการเปิดตัวใหม่ของคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ ได้ปรับจำนวนลดลงกว่า 10,399 ยูนิตหรือคิดเป็น 33.4% จากจำนวนที่เคยเปิดขายใหม่ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว  ซึ่งถือว่าปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งความร้อนแรงของการเปิดตัวคอนโดฯ เลยทีเดียว  ส่วนปีนี้มีการเปิดตัวโครงการใหม่  เพียง 24 โครงการ รวม 11,059  ยูนิต มีมูลค่าการพัฒนาประมาณ 46,660 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 66.4% หรือประมาณ 7,342 ยูนิต และผู้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กประมาณ  3,717  ยูนิตหรือคิดเป็น 33.6 % แม้ว่าจำนวนการเปิดใหม่จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ก่อนหน้าจะมีประมาณ 1,424 ยูนิต หรือประมาณ 14.78%  แต่พบว่าลดลงกว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 ถึง 51%  ผู้ประกอบการหลายรายมีการปรับลดแผนการพัฒนาโครงการสำหรับปีนี้ลง และเลื่อนการเปิดตัวบางโครงการออกไป และยังคงเน้นระบายสต็อกที่ยังคงเหลือขายในตลาด  โดยเฉพาะจำนวนห้องชุดในส่วนที่ก่อสร้างเสร็จและเหลือขาย  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน   สำหรับในช่วงไตรมาสสุดของปีนี้คอลลิเออร์สฯ คาดว่า จะมีจำนวนห้องชุดคอนโดฯ เปิดขายใหม่อีกว่า 15,000 ยูนิตเข้ามาในตลาด เนื่องจากเป็นโครงการที่เลื่อนการเปิดตัวมาในช่วงก่อนหน้า และผู้ประกอบการมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดตัวให้ทันภายในปีนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับแผนพัฒนาโครงการในปีต่อไปมากเกินไป   ยอดขายไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 5% แม้จำนวนการเปิดโครงการใหม่ลดลง  แต่พบว่า  อัตราการขายโครงการคอนโดฯ  ที่เปิดตัวใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5% จากในช่วงไตรมาสก่อนหน้า แต่ก็ยังเป็นจำนวนที่ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า  ในอัตราถึง 19%  โดยมีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 45% หรือประมาณ 4,978 ยูนิต  ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ยังขายได้มากที่สุดในสัดส่วน 68%   แม้ว่า การซื้อขายโครงการคอนโดฯ ที่เปิดขายใหม่จะไม่ร้อนแรงเหมือนในอดีต แต่ก็ยังเห็นบางโครงการสามารถเปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากราคาขายที่ค่อนข้างต่ำกว่าราคาตลาด และเน้นขายความแตกต่างของรูปแบบโครงการ ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทำให้ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อเป็นจำนวนมาก ถึงกับมีการต่อคิวจองกันก่อนโครงการเปิดขายกว่า 5 ชั่วโมง  ขณะเดียวกันก็มีบางโครงการ  ที่ผู้ประกอบการได้นำโครงการเก่าที่สร้างแล้วเสร็จ  มาจัดโปรโมชั่นพิเศษลดราคาเพื่อระบายสต็อกคงค้างด้วยเหมือนกัน   ลักษณะของโครงการที่เปิดขายในไตรมาสที่ 3 หลายโครงการเป็นโครงการขนาดใหญ่  มีจำนวนยูนิตขายมากกว่า 1,000 ยูนิต  ตั้งอยู่ในพื้นที่แนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง  โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงพระราม 9 รามคำแหง มีผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์เข้าไปพัฒนาจำนวนมาก และยังมีผู้ประกอบการอีกหลายราย กำลังอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบโครงการ   เพื่อเข้าไปพัฒนาโครงการใหม่บนทำเลดังกล่าวในอนาคตด้วย   คอนโดฯ หลุดดาวน์-กู้ไม่ผ่าน 15-20% โครงการคอนโดฯ หลายโครงการ ที่เคยปิดการขายตั้งแต่ช่วงพรีเซลล์ แต่เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ และจดทะเบียนอาคารชุด  กลับพบว่ามียูนิตหลุดดาวน์ที่ผู้ประกอบการ ต้องนำยูนิตเหล่านั้นกลับมาขายใหม่อีกกว่า 15 -20% ซึ่งยูนิตเหล่านั้นเกิดจากการทิ้งดาวน์ หรือแม้กระทั้งมีลูกค้าหลายรายที่ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ  ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าดังกล่าวต้องคืนห้องให้กับทางโครงการ  เพื่อนำกลับมาขายใหม่อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นอีกปัญหาที่ผู้ประกอบการหลายรายต่างกังวลใจในขณะนี้   จำนวนที่ยังคงเหลือขายในตลาด ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 55,000  ยูนิต  และกลายเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการทุกรายกังวลมากพอสมควร เพราะว่าผู้ประกอบการทุกรายจำเป็นต้องขยายตัวทุกๆ ไตรมาส พวกเขาไม่สามารถชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ และเร่งปิดการขายยูนิตเหลือขายก่อน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างให้กับโครงการตัวเอง  ทั้งเรื่องการออกแบบ รูปแบบโครงการ รูปแบบห้อง รวมไปถึงพื้นที่ส่วนกลางชั้นบนสุด เป็นต้น เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ   นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังพยายามหาช่องทางในการขาย  ให้กับผู้ซื้อและนักลงทุนชาวต่างชาติ ก่อนเปิดขายคนไทย แม้ว่าโครงการคอนโดฯ หลายโครงการที่เปิดขาย มีราคาขายสูงกว่าราคาขายเฉลี่ยของโครงการอื่นๆ ในทำเลนั้น   บิ๊กอสังหาฯ ยังขายดีกว่ารายเล็ก   การขายโครงการคอนโดฯ ที่เปิดขายใหม่ ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมามีประมาณ 4,978 ยูนิต จากจำนวนโครงการเปิดใหม่ทั้งหมด แต่ถ้าเปรียบเทียบกัน ระหว่างผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์  พบว่า สามารถขายได้ดีกว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นอย่างมาก  โดยขายได้สัดส่วน 68% หรือประมาณ 3,383 ยูนิต  ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ขายได้ประมาณ 22% หรือ 1,595 ยูนิต   สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ มีกลยุทธ์การตลาด การจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการที่ดี และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากกว่า  นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายยังมีการเปิดการขายรอบ VVIP สำหรับนักลงทุนหรือลูกค้ากลุ่ม VIP ในราคาพิเศษก่อนที่จะเปิดขายอย่างเป็นทางการด้วย   คอนโดฯ เปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯ ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45% จาก 11,059 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าประมาณ 5% แต่ปรับลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 19%  สำหรับราคาคอนโดฯ ที่ขายดี จะเป็นห้องชุดในระดับราคา 100,000 – 200,000 บาท ต่อตารางเมตร มีอัตราขายเฉลี่ยมากที่สุดถึง 47% จากยูนิตที่ขายได้ทั้งหมด  รองลงมา คือ คอนโดฯ ที่มีราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรมีอัตราขายประมาณ 40% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดในช่วงระดับกลาง ถึงกลาง – บน ในทำเลแนวเส้นทางรถไฟฟ้ายังคงเป็นช่วงระดับราคาที่ลูกค้าให้สนใจ  ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงระดับราคาที่ผู้ประกอบการมีการพัฒนาออกมาเป็นจำนวนมากก็ตาม   โดยราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯ เปิดใหม่ในไตรมาสที่ 3 พบว่า อยู่ที่ประมาณ 126,530 บาทต่อตารางเมตร ราคาเฉลี่ยลดลงประมาณ 14.7% จากไตรมาสก่อนหน้า​ เนื่องจากโครงการที่เปิดขายส่วนใหญ่ หรือระมาณ 61% ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก และพบว่ามากกว่า 40% หรือประมาณ 4,509 ยูนิตที่เปิดขายใหม่ มีระดับราคา 50,000 – 100,000 บาทต่อตารางเมตร ขณะที่คอนโดฯ ระดับราคา 100,000 – 150,000 บาทต่อตารางเมตร มีจำนวนเปิดใหม่สัดส่วน 47% หรือประมาณ 5,241 ยูนิต และพบว่ากว่า 430 ยูนิตของโครงการคอนโดฯ เปิดใหม่ มีราคาขายสูงกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งมีบางโครงการในทำเลย่านหลังสวน มีระดับราคาขายเฉลี่ยมากกว่า 457,000 บาทต่อตารางเมตร  ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี   สำหรับคอนโดฯ ในพื้นที่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS มีราคาขายมากว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตรไปแล้ว มีแนวโน้มพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส เนื่องจากราคาที่ดินในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน มีการปรับตัวค่อนข้างสูง และมีค่อนข้างมีจำกัด ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนการพัฒนาที่ค่อนข้างสูงสะท้อนกลับมาสู่ราคาขาย ที่จำเป็นต้องมีการปรับเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน   บิ๊กดีเวลลอปเปอร์ เพิ่มพอร์ตลูกค้าต่างชาติ   ช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถสร้างยอดขายได้ดีกว่าผู้ประกอบการรายเล็ก เนื่องจากมีกลยุทธ์การตลาดและเข้าถึงได้ดีกว่า และยังมีปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สร้างผลงานได้ดี  คือ การมองหากลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีกำลังซื้อ​ ในภาวะที่กำลังซื้อคนไทยชะลอลง โดยเฉพาะกำลังซื้อชาวต่างชาติในเอเซีย  มีผู้ประกอบการหลายรายนำโครงการไปขายในต่างประเทศ มีการร่วมมือกับบริษัทนายหน้าต่างชาติ ทำตลาดและขายโครงการโควต้าของชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าความร้อนแรงของกลุ่มซื้อต่างชาติ เริ่มชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม   โครงการที่ขายดี พบว่าเป็นโครงการที่อยู่ตามแนวถนนสุขุมวิทและรัชดาภิเษก เพราะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเขตธุรกิจ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ประกอบการหลายราย สามารถขายโครงการ ที่อยู่ในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ที่กำลังก่อสร้างให้กับผู้ซื้อชาวต่างชาติได้ด้วย แสดงให้เห็นว่า ยังมีหลายโครงการที่ลูกค้าชาวต่างชาติให้ความสนใจ   แนวรถไฟฟ้า ยังเป็นทำเลฮอต !! เปิดคอนโดฯ   ทำเลที่มีการพัฒนาคอนโดฯ มากที่สุดในช่วงไตรมาส 3 คือ พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก ซึ่งมีจำนวน 6,477 ยูนิต หรือสัดส่วน 61% ของจำนวนที่เปิดขายใหม่ มีคอนโดฯ158 ยูนิตเท่านั้น ที่เปิดตัวในพื้นที่เมืองชั้นใน ในพื้นที่สาทร, สีลม, สุขุมวิทตอนต้น  สำหรับพื้นที่นอกเมืองด้านทิศตะวันตก ได้แก่  ย่านกรุงธนบุรี – กัลปพฤกษ์  ก็เป็นอีกทำเล  ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการ  สนใจเข้าไปพัฒนากันเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณรอบๆ สถานีบีทีเอสตลาดพลู พบว่า ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์  และผู้ประกอบการรายใหม่  ให้ความสนใจเข้าไปพัฒนาโครงการเป็นจำนวนมาก และอีกหลายโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนา และเตรียมเปิดขายในอนาคตอีกกว่า 5,000 ยูนิตด้วย   สำหรับแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เป็นแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ที่ถือว่ามีผู้ประกอบการพัฒนาคอนโดฯ มากที่สุดในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพัฒนาแล้วกว่า 37,197 ยูนิต คิดเป็น  25.7% แผนกวิจัย คอลลิเออร์สฯ เห็นว่า ตลาดคอนโดฯ แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยเฉพาะช่วงพระราม 9 รามคำแหง ลำสาลี  สายสีเหลือง และสายสีชมพู เป็นแนวเส้นทางที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีโครงการคอนโดฯ อีกเป็นจำนวนมาก   มาตรการ LTV เชื่อว่าจะยังคงส่งผล ทำให้ความร้อนแรงในตลาดคอนโดฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่สภาวะตลาดปรับตัวได้  การซื้อขายคอนโดฯ คงเกิดขึ้นจากความต้องการจริงๆ แต่จะถึงช่วงเวลานั้นเมื่อไร คงไม่มีใครบอกได้ แต่ถ้าตลาดแย่เอามากๆ ภาครัฐคงจะต้องมีมาตรการอะไรบางอย่างมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่ทั้งนี้คงยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะเปิดอะไรขึ้นบ้าง เราคงได้แต่ต้องติดตามข่าวสารกันต่อไป  
อสังหาฯ ปีหน้ายังเหนื่อย เพราะ LTV มาผิดเวลา?  

อสังหาฯ ปีหน้ายังเหนื่อย เพราะ LTV มาผิดเวลา?  

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมอาคารชุดไทย ได้จัดงานสัมมนาเรื่อง “ผ่ากลยุทธ์ธุรกิจคอนโดมิเนียมปี 2019” เพื่อสะท้อนภาพของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียม ที่ถือว่าปีนี้ได้รับผลกระทบจากมาตรการกำหนดวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV)  ทำให้ตลาดชะลอตัวลง ทั้งกลุ่มนักลงทุน นักเก็งกำไร หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัย แต่อาจจะมีกำลังซื้อไม่สูง ต้องหาเงินมาดาวน์เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อตลาดคอนโดฯ แทบทั้งสิ้น   ทิศทางของตลาดคอนโดฯ หลังจากนี้ จะเป็นอย่างไร และหนทางไหนที่จะทำให้ตลาดเติบโตต่อไปได้ ลองมาฟังความเห็นจาก “กูรู” ในแวดวงอสังหาฯ ว่าจะมีความเห็นและประเมินสถานการณ์ต่อไปกันอย่างไร   LTV มาตรการดีแต่ใช้ผิดเวลานายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท–พรีเมี่ยม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) ฉายภาพรวมของตลาดคอนโดฯ ในปีนี้ว่า  เป็นปีการสร้างสมดุลของธุรกิจอสังหาฯ ในระยะยาว  จากปัจจัยมากมายเข้ามาส่งผลกระทบ ทั้งเศรษฐกิจโลก ราคาที่ดินสูงเกินกว่าจะพัฒนาโครงการขาย ตลาดไฮเอนท์ชะลดตัวลง รวมถึงกฏหมายต่างๆ ที่ออกมามีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะมาตรการ LTV  และมาตรการควบคุมหนี้ต่อราย (DSR) ที่จะส่งผลกระทบระยะยาวไปจนถึงปีหน้า   ภาพที่ชัดเจนเห็นได้จากผลกระทบของมาตรการ LTV เมื่อดูจากตัวเลขในครึ่งปีแรก พบว่า ยอดขายในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ติดลบ 13%  แม้ว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงขึ้น จากระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 17% ก็ตาม ส่วนตลาดในเมืองหลักต่างจังหวัด ยอดขายก็ลดลง 8%   “นี่เป็นเป็นหนึ่งในผลกระทบของ LTV  แม้ว่าจะเป็นมาตรการที่ดี แต่ใช้ผิดเวลาอย่างที่สุด” หากดูตัวเลขการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ ของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีแรก พบว่าตัวเลขยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากเป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อคอนโดฯ ก่อนเดือนตุลาคม 2561 ซึ่งสามารถกู้เงินได้ 100% และทำการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา แต่หากลูกค้าที่ซื้อหลังจากเดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นไป จะต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ของ LTV ใหม่ ซึ่งภาพที่ชัดเจนของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คงเห็นได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 นี้เป็นต้นไป   นายประเสริฐ แสดงความเห็นว่า มาตรการ LTV ควรเลื่อนการบังคับใช้ออกไปก่อน และพิจารณาใช้ในเวลาที่เหมาะสมกว่านี้  โดยต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่า การซื้อที่อยู่อาศัยเป็นการออมเงินระยะยาว ของประชาชนในรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่การก่อภาระหนี้สินครัวเรือน   แนะรัฐหามาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ   ด้านนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้สะท้อนมุมมองของผลกระทบจากมาตรการ LTV ผ่านข้อมูล Demand & Supply ของตลาดคอนโดฯ โดยระบุว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีตลาดคอนโดฯ มีปริมาณรวม 115,000 ยูนิต  ขายไปแล้ว 27,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 102,629 ล้านบาท คงเหลือประมาณ 70,000-80,000 ยูนิต  ซึ่งหากในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มีจำนวนโครงการเปิดใหม่ไม่มากเกินไปนัก จะทำให้ปีนี้มียอดขายคอนโดฯ ประมาณ 55,000 ยูนิต หรือมูลค่าประมาณ 220,000 ล้านบาท   “ปีที่ผ่านมาคอนโดฯ มียอดขายเยอะ  60,000-70,000 หมื่นยูนิต เป็นเพราะลูกค้าจีนซื้อเยอะ  และบางส่วนเร่งซื้อเพื่อหนีมาตรการ LTV”  ข้อเสนอของนายพีระพงศ์  คือ ภาครัฐควรจะมีมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ  การคุมหนี้สินครัวเรือนในระยะยาวอาจจะเป็นผลดีต่อประเทศ ขณะที่มาตรการ LTV ควรจะผ่อนผันหลักเกณฑ์หรือไม่ควรประกาศเลื่อนการบังคับใช้ออกไป เพราะหากบังคับใช้ไปแล้วอาจจะต้องพิจารณาต่อว่า สิ่งที่ธปท. พยายามคุมอยู่  อาจจะไม่ตอบโจทย์หรืออาจจะทำร้ายธุรกิจอยู่ก็ได้   ธุรกิจอสังหาฯ ถือว่ามีบทบาทสำคัญ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมภาคอื่น  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจวัสดุก่อสร้างก็ดี ที่สำคัญคือ ส่งผลต่อ GDP ของประเทศ ช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจได้ถึง 4-5 รอบ ส่วนมาตรการ DSR เห็นว่าควรจะต้องทบทวนใหม่ ว่าควรจะใช้อย่างไร ควรจะจำแนกให้มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้อย่างไร เพราะการใช้มาตรการเดียวครอบคลุมทุกกรณีเลยอาจจะยังไม่เหมาะสม   ดีเวลลอปเปอร์ ปรับรูปแบบพัฒนา “มิกซ์ยูส”   ส่วนนายอัษฎา แก้วเขียว ประธานผู้อำนวยการ แบรนด์วิสซ์ดอม บริษัท แมกโนเลียควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเมินว่า มาตรการ LTV มีผลกระทบแน่นอน แต่ที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสาร ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนก ด้วยความไม่เข้าใจในเงื่อนไขของมาตรการ  ทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจ และเริ่มชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ  ขณะที่ผู้ประกอบการได้ปรับตัว ด้วยการเน้นการพัฒนาโครงการใหม่ อาทิ โครงการแนวราบ หรือโครงการสร้างรายได้ต่อเนื่องระยะยาว กรณีของบริษัทก็หันไปพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่   MQDC มองว่าทุกวันนี้กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ทั้งตัวบุคคล กายภาพเมือง และเศรษฐกิจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้สังคมเปลี่ยน มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว  ส่งผลให้เกิดคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังขับเคลื่อนประเทศ  บริษัทจึงมุ่งเน้นจับกลุ่มเป้าหมายคน Gen Y  ด้วยการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส  เพราะเชื่อว่าเป็นโครงการสำหรับคนกลุ่มนี้  ในการใช้พื้นที่ทำประโยชน์ได้มากกว่าแค่การพักอาศัย ปัจจุบันบริษัทมีโครงการมิกซ์ยูสรวมทั้งหมด 1,928,787 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่า 213,650 ล้านบาท   ด้านนางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทในตลาดหลักทรัพย์บ้านเราส่วนใหญ่ 90% จะพัฒนาโครงการคอนโดฯ และบ้านจัดสรรขาย ซึ่งบริษัทบริหารงานขายโครงการคอนโดฯ ประมาณ 30-40 โครงการ พบว่า โครงการได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ  ผลกระทบเรื่องภาษี ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่ลดลง  แม้ว่าเป็นกลุ่มคอนโดฯ ระดับบนก็ตาม   ธุรกิจคอนโดฯ มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเกือบ 18 ปีแล้ว  ปริมาณคอนโดฯ มีจำนวนออกมามาก จนทำให้กำลังซื้อไม่สามารถรองรับได้  ซึ่งผลกระทบในครั้งนี้  ไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ในตลาดอสังหาฯ  ถือเป็นปกติของธุรกิจ ที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาฯ ไม่มีมาตรการออกมาควบคุมปริมาณคอนโดฯ ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักคือกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง แต่กลุ่มเหล่านี้มีปริมาณน้อยลง ทำให้ผู้ประกอบการต้องสร้างตลาดใหม่  โดยการขายให้กับกลุ่มลูกค้าชาวจีน ตั้งแต่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา   อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า จากผลของมาตรการ LTV จะทำให้ปีหน้าปริมาณคอนโดฯ จะลดลงประมาณ 20% ผู้ประกอบการจะเน้นการขายสินค้าที่มีอยู่ในสต็อกเดิม หากมีการพัฒนาโครงการใหม่ จะเป็นโครงการที่มาจากความต้องการของลูกค้าจริงๆ  ผู้ประกอบการจะปรับตัว  หันไปพัฒนาอสังหาฯ​ ประเภทอื่น เช่น เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ กรณีตลาดวิลล่าหรือคอนโดฯ  ในจังหวัดภูเก็ต ได้ให้โรงแรมมาบริหารจัดการ ด้วยการปล่อยเช่าในรูปแบบโรงแรม  ซึ่งเจ้าของห้องได้ผลตอบแทนจากการค่าเช่า และยังได้สิทธิ์ในการเข้าพักด้วย  รูปแบบในลักษณะนี้มีแนวโน้มขยายตัวเข้ามาทำในตลาดกรุงเทพฯ ด้วย   บทสรุปสุดท้าย ตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดฯ จะไปในทิศทางใด จะยังคงเติบโตตามที่ประเมินไว้หรือไม่ หรือรัฐบาลจะมองเห็นความสำคัญ และเห็นถึงผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการ LTV หรือไม่  ตอนนี้ยังพอจะมีเวลาแม้จะไม่มากนัก เพราะไตรมาสที่ 4 เพิ่งจะเริ่มต้น คงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า ไตรมาสสุดท้ายนี้ ตลาดจะฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกกี่มากน้อย ซึ่งคงไม่มีใครตอบได้ ต้องรอพิสูจน์ความจริงเท่านั้น !!!      
บีซี พร็อพเพอร์ตี้ ชู 3 กลยุทธ์ เดินหน้าสู่ “Digital Property Agent Ecosystem”

บีซี พร็อพเพอร์ตี้ ชู 3 กลยุทธ์ เดินหน้าสู่ “Digital Property Agent Ecosystem”

“เอพี ไทยแลนด์” หนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทย ที่มีรายได้มากกว่า 38,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับ Top 10 ซึ่งนอกจากมีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายแล้ว ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง   ทั้ง บริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด  ดำเนินธุรกิจเอเจนท์ พร็อพเพอร์ตี้ บริการด้านการซื้อ-ขาย-เช่า อสังหาฯ และ บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด  ซึ่งดำเนินธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ แมนเนจเมนท์  2 จิ๊กซอร์  สำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งและเติบโตให้กับ “เอพี ไทยแลนด์” ด้วย   เพื่อให้เครือเอพี ไทยแลนด์ เติบโตและมีศักยภาพทางด้านการแข่งขัน ในยุคที่ธุรกิจอสังหาฯ​ ต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาดิสรับ มาตรการภาครัฐที่ออกกฎควบคุมระดับความร้อนแรงของธุรกิจ ภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก เป็นตัวกดดันและส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ การปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ และยังสร้างการเติบโตด้วย จึงเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำ ซึ่งบริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด หรือ BC บริษัทในเครือเอพี ไทยแลนด์  ได้ปรับตัวเข้าสู่การเป็น “พร็อพเพอร์ตี้เอเจนท์” ที่ให้บริการแบบครบวงจร ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบเรียลไทม์   ปัจจุบัน บีซี ดำเนินธุรกิจใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1.Resale Business ธุรกิจรีเซลล์ บริการรับฝากขายอสังหาริมทรัพย์ มีสินค้าขาย 20,000 ยูนิต มูลค่า 140,000 ล้านบาท  ในจำนวนดังกล่าวเป็นสินค้าในเครือเอพี ไทยแลนด์ 25% 2.Rental Business ธุรกิจรับฝากเช่าและสรรหาผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีสินค้าฝากเช่า 10,000 ยูนิต มูลค่า 3,960 ล้านบาท และ 3.Exclusive Sole Agent ธุรกิจการเป็นตัวแทนขายอสังหาฯ ใหม่ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ  ในปีนี้มีโครงการใหม่ที่บริหารงานขาย  11 โครงการใหม่ ทำตลาดทั้งในประเทศจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกงและสิงค์โปร์ ส่วนในปี 2560-2561 มีโครงการบริหารงานขาย 20 โครงการ     ชู 3 กลยุทธ์ สู่ผู้ให้บริการครบวงจร   เมื่อบีซี มีโจทย์สำคัญ คือการมุ่งสู่ผู้ให้บริการผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายทางธุรกิจที่สำคัญ คือ ตัวเลขการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20% นับจากนี้  ทิศทางการดำเนินธุรกิจจึงวาง 3 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ได้แก่   1.ONLINE CENTRALIZATION การเป็นเป็นศูนย์กลางฐานข้อมูลอสังหาฯ ที่เชื่อมต่อผู้ซื้อ-ผู้ขาย-ผู้เช่า เข้ากับระบบสินทรัพย์ที่ BC บริหารจัดการอยู่ทุกรูปแบบ ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ซึ่งปัจจุบัน บีซี พร็อพเพอร์ตี้ มีมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตรวมกว่า 144,000 ล้านบาท   ผ่าน BC Intelligent Platform ที่แสดงผลอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในรูปแบบ 7 ทำเลเด่นทั่วกรุงเทพฯ เพื่อง่ายต่อการค้นหาที่อยู่อาศัยในทำเลที่ต้องการ รวมถึงฟังก์ชั่น BC Membership Dashboard ที่เอื้อให้ผู้ฝากขาย-ฝากเช่า สามารถบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์ด้วยตนเองได้แบบ real time   2.THE POWER OF ONLINE NETWORKING การจับมือกับ 10 พันธมิตรทางธุรกิจ ที่ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มอสังหาฯ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย และยุโรป ให้บริการข้อมูลอสังหาฯ และบริการการซื้อขาย ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปี  จะ​มีผู้สนใจเข้ามายังแพลตฟอร์มของบริษัท ไม่ต่ำกว่า 96 ล้านวิวต่อเดือน และมีการคลิกเพื่อเข้าดูข้อมูลต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 4.8 ล้านคลิกต่อเดือน   3.PROPERTY CONSULTANT ON CLOUD การให้บริการเครื่องมือดิจิทัล ที่รวบรวมข้อมูลต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่า หรือลงทุนไว้ในที่เดียว และคอยนำเสนอ ชี้เทรนด์ตลาดอสังหาฯ ในกลุ่มที่ลูกค้าสนใจอย่างละเอียด ซึ่งบนแพลทฟอร์มมีฟีเจอร์ในการช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลากับ 6 ฟีเจอร์ล่าสุดที่จะช่วยแก้ไข pain point ได้อย่างตรงจุด อาทิ –Trending Search เครื่องมือที่ช่วยในการค้นหาได้อย่างอัจฉริยะตามเทรนด์ตลาด เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความรวดเร็วในการค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะลูกค้ามือใหม่ ที่ไม่แน่ใจว่าจะค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดใด สามารถคลิกได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ตรงตามแต่ละความต้องการ – BKK 7 Zones เครื่องมือที่จะช่วย scope ข้อมูลให้แคบลง ด้วยการแนะนำโครงการใน 7 โซนศักยภาพใจกลางเมือง พร้อมวิเคราะห์เทรนด์ ราคาเฉลี่ย และไลฟ์สไตล์ลูกค้าเป้าหมายในแต่ละโซน – GURU Review แนะนำเทรนด์การลงทุนที่น่าสนใจแบบ 360 องศาโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านการลงทุนจากหลากสาขา อาทิ Rabbit Finance และ DDproperty – Innovative Map ยกระดับมุมมองในการค้นหาอสังหาฯ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอรูปแบบใหม่ แผนที่ที่แสดงที่ตั้งของโครงการ พร้อมสภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการ และราคาขาย เช่า เริ่มต้นเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อ ที่สร้างความแม่นยำ – Forecast Rate การวิเคราะห์แนวโน้มราคาตลาดที่แม่นยำด้วยการอ้างอิงข้อมูลจากบิ๊กดาต้าที่รวบรวมข้อมูลการซื้อขายจากราคาที่ปิดการขายได้จริงในตลาดผ่าน BC Research Intelligence – Mortgage Calculator อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ด้วยการคำนวน และเปรียบเทียบการให้สินเชื่อของธนาคาร พร้อมมูลค่าการผ่อนจ่าย เพื่อเฟ้นหาโครงการบนทำเลที่คุ้มค่า และสอดคล้องกับความสามารถในการผ่อนจ่าย   ดิจิทัลแพลตฟอร์ม สร้างการเติบโต 20% ต่อเนื่อง   ในปีนี้จะเป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มเปิดให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งคาดหวังว่าจะมีส่วนให้บริษัทสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20% แม้ว่าในภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมจะได้รับผลกระทบจามาตรการ LTV  ส่งผลให้การเปิดโครงการใหม่ลดน้อยลง กลุ่มนักลงทุนซื้อคอนโดฯ ลดลงไป แต่สำหรับบริษัทยังคงเติบโตได้ตามเป้าหมาย  ซึ่งช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายได้แล้ว ​9,000 ล้านบาท จึงเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้จะทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย  15,000 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีที่ผ่านมมียอดขาย 12,000 ล้านบาท   “ย้อนหลังไปประมาณ 5 ปีบริษัทเติบโตเฉลี่ย 25% แม้ว่าจะไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นเพราะได้มีการนำเอาคอนโดฯ ไปขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเริ่มใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลตั้งแต่ปีนี้ น่าจะทำให้บริษัทเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อเนื่องด้วย”   สำหรับทิศทางเติบโตในปีหน้า บริษัทคาดว่าจะมียอดขายเติบโต 20% ต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันได้ทำบันทึกข้อตกลงกับดีเวลลอปเปอร์ที่ไม่ใช่เครือเอพี ไทยแลนด์​ เพื่อจะขายโครงการคอนโดฯ ใหม่ในปีหน้าแล้วอย่างน้อย 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงเปิดตัวโครงการ บริษัทจะได้รับโควตาเพื่อนำห้องชุดมาขายประมาณ 5-10%
“เน็กซัสฯ” สรุปตลาดคอนโดฯ ปี 62 เปิดใหม่ 4.5 หมื่นยูนิต ราคาขยับไม่เกิน 6%

“เน็กซัสฯ” สรุปตลาดคอนโดฯ ปี 62 เปิดใหม่ 4.5 หมื่นยูนิต ราคาขยับไม่เกิน 6%

ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์  นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ถือว่าไม่ได้ผิดไปจากที่หลายฝ่ายประเมินสถานการณ์เอาไว้  โดยเฉพาะกับตลาดคอนโดมิเนียม ที่มองกันว่าปีนี้ชะลอตัวลงแน่ๆ ผู้ประกอบการเปิดตัวลดลง และหันไปเปิดโครงกาแนวราบแทน เพราะมองเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการ LTV นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มากระทบอีกหลายอย่างด้วย   ในบทสรุปสุดท้ายของปีนี้ ตลาดอสังหาฯ  โดยเฉพาะคอนโดฯ จะไปในทิศทางอย่างไร เพราะนับเวบาตอนนี้ก็เหลือเวลาให้ผู้ประกอบการทำตลาดกันได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ภาพรวมของธุรกิจในไตรมาสสุดท้าย จะเป็นอย่างไร ทางบริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  ได้ฉายภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ให้เห็นทั้งช่วงที่ผ่านมา และคาดการณ์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้   โค้งท้ายปี คอนโดฯ เปิดใหม่หมื่นยูนิต     นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาคาดว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ตลาดยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว คาดว่าจะมีโครงการเปิดตัวใหม่ไม่เกิน 10,000 ยูนิต  ซึ่งไตรมาส 3 ที่ผ่านมามีโครงการคอนโดฯ เปิดใหม่ประมาณ 10,500 ยูนิต จำนวนการเปิดตัวที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย จึงทำให้ประเมินได้ว่าตลอดทั้งปีนี้ จะมีคอนโดฯ เปิดตัวใหม่ไม่เกิน 45,000 ยูนิต ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าจำนวนเปิดใหม่ในปี 2561 ประมาณ 25% ที่มีจำนวนเปิดใหม่ 60,000 ยูนิต แต่จะว่าไปแล้วอัตราเฉลี่ยของช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การเปิดตัวโครงการคอนโดฯ ใหม่ก็อยู่ในอัตรา 55,000-60,000 ยูนิต   สาเหตุสำคัญเป็นผลจากการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ของดีเวลลอปเปอร์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งตั้งแต่ต้นปีประกาศว่า ปีนี้จะเปิดตัวโครงการ 290 โครงการ ทั้งคอนโดฯ และแนวราบ แต่พอเอาเข้าจริง กลับเปิดตัวโครงการใหม่ 250 โครงการ ลดลงประมาณ 30% เนื่องจากประเมินสภาพตลาดแล้วยังไม่เหมาะที่จะเปิดตัว  แม้พบว่ามีหลายโครงการที่เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังชะลอดูว่าภาพรวมตลาดว่าจะดีขึ้นหรือไม่  ในกรณีที่ภาพรวมตลาดยังดูทรง ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะขยับแผนการเปิดไปเป็นปีหน้าแทน   แต่แม้ว่าโครการคอนโดฯ จะเปิดใหม่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่หากนับปริมาณคอนโดฯ ที่มีสะสมอยู่ในตลาดตอนนี้ ก็มีประมาณ 70,000-80,000 ยูนิต ซึ่งจำนวนนี้ต้องใช้ระยะเวลาขายประมาณ 2 ปีจึงจะขายหมด โดยจะต้องไม่มีสินค้าใหม่เข้ามาเพิ่ม ซึ่งจำนวนโครงการคอนโดฯ ที่เปิดตัวในปีนี้ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน   สำหรับทิศทางอสังหาฯ โค้งสุดท้ายของปี ยังไม่เห็นปัจจัยบวกชัดเจน จากนโยบายกระตุ้นภาคอสังหาฯ  ของรัฐบาล นอกจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง ทำให้ต้นทุนการกู้เงิน และพัฒนาโครงการถูกลง หาก แต่จะเห็นชัดในแง่ของสาธารณูปโภค ได้แก่ การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายหัวลำโพง-หลักสอง ที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนจากฝั่งธนบุรีสามารถเดินทางเข้าเมืองได้ง่าย   เมื่อเมืองขยายตัวออกไป เป็นการเปิดโอกาสให้มีการขยายตัวของพัฒนาอสังหาฯ ไปในทำเลใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดทำเลในการทำธุรกิจการค้า และการอยู่อาศัยเกิดใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของใจกลางเมืองเก่า ชุมชนเก่า อาทิ เยาวราช วังบูรพา สนามไชย ที่สามารถเชื่อมต่อกับเขตธุรกิจใจกลางเมือง ทำให้ศักยภาพของทำเลที่ดีอยู่แล้วมีมากขึ้นไปอีก ผู้ประกอบการมีการปรับปรุงร้านค้าห้องแถวในบริเวณนั้นใหม่ ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหารและโรงแรม แนวใหม่ขึ้นมากมาย   ราคาคอนโดฯ​ ขยับ 5-6% ต่ำกว่าคาด     สำหรับราคาขายของคอนโดฯ ยังพบว่า มีราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาเฉลี่ยคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ มีราคาขายเฉลี่ย 143,800 บาทต่อตารางเมตร เพิ่มขึ้น 2.3% จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้  ว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้นถึง 7%  โดยตลาดใจกลางเมืองปรับตัวขึ้น 3% อยู่ที่ 238,000 บาทต่อตารางเมตร ตลาดรอบใจกลางเมืองปรับตัวขึ้น 1%  หรือ 114,800 บาทต่อตารางเมตร และตลาดรอบนอกเมืองปรับขึ้นอีก 2% อยู่ที่ 75,000 บาทต่อตารางเมตร   ในภาพรวมของปีนี้ คาดว่าราคาคอนโดฯ​ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่เกิน 5-6% จากปีที่ผ่านมา  ในขณะที่ความต้องการยังคงมาจากผู้ต้องการซื้ออยู่อาศัยจริงที่มีกำลังซื้อเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคอนโดฯ ที่ขายดี และสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ จะอยู่ที่ช่วงราคา 2-5 ล้านบาท  สำหรับคอนโดมิเนียมที่ราคาต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท กลุ่มนี้ถึงแม้จะมีความต้องการมากแต่หนี้สินครัวเรือนและเครดิตของผู้กู้เอง ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้  สำหรับตลาดลักชัวรี่และไฮเอนด์ การขายเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยกลุ่มผู้ซื้อคือคนต้องการอยู่จริงเป็นหลัก การโอนกรรมสิทธิ์ไม่มีปัญหามากนักเนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว   เปิด 8 ทำเลทองพัฒนาอสังหาฯ     แน่นอนว่าทำเลทองในการพัฒนาโครงการคอนโดฯ ยังคงเป็นเส้นทางตามแนวรถไฟฟ้า  โดยเฉพาะกับเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่เริ่มเปิดให้บริการแล้ว ส่งผลให้หลายพื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้า กลายเป็นทำเลทองเกิดขึ้นใหม่ สำหรับการพัฒนาโครงการคอนโดฯ แต่ในบางสถานีที่มีข้อจำกัดด้วยเรื่องที่ดิน ซึ่งหายาก  มีราคาสูง และข้อจำกัดเรื่องผังเมือง ทำให้รูปแบบการพัฒนาก็ถูกปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบอื่นๆ เช่น พื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น   โดยยังพบอีกว่าบริเวณสถานีซึ่งเป็นจุดตัดของรถไฟฟ้าตั้งแต่ 2 สาย กลายเป็นทำเลน่าสนใจ ซึ่งจะเกิดการพัฒนาโครงการอสังหาฯ​ อย่างต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งมี 8 สถานีที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.รัชดา-ลาดพร้าว 2.เตาปูน 3.มีนบุรี 4.วังบูรพา/วัดมังกร 5.อิสรภาพ 6.เจริญนคร 7.สามย่าน และ 8.ศรีนครินทร์  เพราะเมื่อเมืองขยายออก การเดินทางสะดวกมากขึ้น การเดินทางของคนก็สะดวกยิ่งขึ้น   กรณีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีอิสรภาพ เป็นตัวอย่างของการเกิดเป็นทำเลใหม่  ที่มีโอกาสในการพัฒนาสูง เพราะเป็นทำเลที่เชื่อมต่อไปยังทำเลอื่น ที่รถไฟฟ้าขยายไปก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น โซนปิ่นเกล้า วงเวียนใหญ่ หรือเจริญนคร ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ย่านถนนอิสรภาพ เป็นทำเลที่ไม่ใกล้กับสถานที่สำคัญมากนัก คนที่อยู่บริเวณดังกล่าวมีแต่คนที่อยู่ในชุมชนดั้งเดิม  แต่ในอีกไม่ช้าทำเลนี้จะเป็นทำเลที่มีโครงการคอนโดฯ พัฒนาใหม่ขึ้นอีกจำนวนมาก เพราะที่ดินยังพอหามาพัฒนาได้ เหมือนกับทำเลย่านเจริญนคร เป็นทำเลใหม่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ามาพัฒนาโครงการมากขึ้น  ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะกำลังจะมีรถไฟฟ้า เชื่อมต่อไปถึงห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม   ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ทำเลปลายรถไฟฟ้าที่เป็นแหล่งชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรามคำแหง มีนบุรี บางแค ก็ล้วนแต่เป็นทำเลที่น่าสนใจทั้งสิ้น เนื่องจากย่านเหล่านั้นยังไม่มีคอนโดฯ ออกมารองรับมากนัก แต่พบว่ามีคนอยู่อาศัยประเภทอพาร์ตเมนท์มาก ซึ่งในที่สุดจะต้องมองหาที่อยู่เพื่ออาศัยถาวรมากขึ้น และนั่นคือโอกาสของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง   สุดท้ายทำเลที่ดีอีกที่หนึ่งก็น่าจะเป็น บริเวณรัชดา ลาดพร้าว ที่มีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อสายสีเขียวที่เพิ่งเปิดใหม่ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย และเป็นทำเลรอบใจกลางเมือง ที่มีแหล่งช้อปปิ้งและสถานศึกษา สวนสาธารณะ อย่างไรก็ตามราคาที่ดิน และคอนโดฯ บริเวณนี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน  
ปิดตำนาน 4 ทศวรรษ  “สวนสยาม” ก้าวสู่โลกใบใหม่ในชื่อ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค”

ปิดตำนาน 4 ทศวรรษ  “สวนสยาม” ก้าวสู่โลกใบใหม่ในชื่อ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค”

คนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่ จะรู้จัก "สวนสยาม" สวนสนุกและสวนน้ำขนาดใหญ่ ภายใต้สโลแกน “ทะเลกรุงเทพฯ" ที่สร้างชื่อและภาพจำให้กับคนไทยส่วนใหญ่ประเทศ เมื่อนึกถึงสวนน้ำและสวนสนุก จะต้องนึกถึง “สวนสยาม” ซึ่งนับตั้งแต่วันเริ่มต้นธุรกิจจนถึงปัจจุบัน ก็มีอายุยาวนานเกือบ 40 ปีแล้ว  หากเปรียบเทียบกับชีวิตคน ก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ใช้ชีวิตมาอย่างเต็มที่ ผ่านร้อน ผ่านหนาว  ทั้งความสุข ความทุกข์  มามากมาย   ท่ามกลางวันเวลาที่ล่วงเลยไป  “สวนสยาม” เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง  แม้ว่าสภาพแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค  จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างก็ตาม “สวนสยาม” ก็สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้  ด้วยความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อของ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานคณะกรรมการกลุ่มบริษัท สยามพาร์คซิตี้ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารสวนสยาม   แต่สำหรับวันนี้  โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น  แต่เปลี่ยนแปลง “พฤติกรรมผู้บริโภค” ที่ถือเป็นหัวใจหลักสำคัญของธุรกิจ ไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลทำโลกธุรกิจในวันนี้อยู่ในมือผู้บริโภค มากกว่าผู้ประกอบการ เพราะผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งข้อมูล และมีทางเลือกหลากหลายในการซื้อหรือใช้สินค้าและบริการ     โลกได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากยุค “Analog" สู่โลกยุค “Digital” ซึ่งการจะยืนหยัดอยู่ได้บนโลกธุรกิจยุคนี้  ผู้ประกอบการจะต้องก้าวทัน กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เพียงแต่ปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบกับสวนสยามเท่านั้น ปัจจัยภายในเองก็ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการอยู่ต่อไปของสวนสยาม เพราะวันนี้ด้วยวัย 81 ปีของดร.ไชยวัฒน์  ซึ่งถือว่าเป็นคนสูงวัย ที่ควรจะวางมือ และส่งต่อธุรกิจให้กับทายาทต่อไปได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องของการไม่มีความรู้ความสามารถ แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสม ในวันและเวลาที่ทายาทควรจะเข้ามาสานต่อ และต้องเปลี่ยนแปลง “สวนสยาม” ไม่ใช่แค่เพื่อ “ความอยู่รอด” แต่เพื่อการก้าวไปสู่ “ความยั่งยืน” ของธุรกิจในอนาคต   สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ “สวนสยาม” นับต่อจากนี้ไปมี 2 เรื่องใหญ่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  และสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสวนสยามตลอดเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ โดยเรื่องแรก นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2562 จะไม่มีชื่อ "สวนสยาม" อีกต่อไป แต่จะพบกับชื่อใหม่ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” (Siam Amazing Park)   เรื่องที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ดร.ไชยวัฒน์ จะลาออกพร้อมกับแต่งตั้งให้ทายาทเข้ามาดูแลกิจการแทน ประกอบด้วยลูกชาย 2 คนได้แก่ นายสิทธิศักดิ์ เหลืองอมรเลิศ นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ  ลูกสาว ได้แก่ นางจิรวรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา และลูกสะไภ้ ได้แก่ นางนพกาญจน์ เหลืองอมรเลิศ     5 ดินแดนความสนุกใน “สยามอะเมซิ่งพาร์ค”   ไฮไลท์สำคัญของสวนสนุกและสวนน้ำ “สวนสยาม” ที่มีมาแต่เดิม คือ สวนน้ำที่มีสไลท์เดอร์ขนาดใหญ่ ยังคงมีอยู่ให้ลูกค้าได้สนุกเหมือนเดิม แต่ถูกยกระดับการให้บริการภายใต้คอนเซ็ปต์ “Everyday is Amazing” โดยสวนน้ำ หรือ Water World เป็น 1 ใน 5 ดินแดนของความสนุกของสวนน้ำ   นอกจากนี้ ยังมี Extreme World  สุดยอดดินแดนแห่งความมันส์ ที่รวบรวมเครื่องเล่นท้าความ เสียวระดับโลกมาไว้ในที่เดียว อาทิ  Vortex (วอร์เท็กซ์) รถไฟเหาะตีลังกาเกลียวสว่านแบบห้อยขาที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 2 ของโลก  Giant Drop ยักษ์ตกตึก เครื่องเล่นทิ้งดิ่งที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Log Flume ล่องซุงมหาสนุกขนาดยักษ์สัญชาติเยอรมัน   Adventure World ดินแดนแห่งการผจญภัยไปกับเครื่องเล่นหลากหลาย อาทิ Jurassic Adventure (ผจญภัยแดนไดโนเสาร์) Twin Dragon (เรือมังกรสองหัว) และเครื่องเล่นอีกหลายชนิด Family World ดินแดนของเครื่องเล่นที่เหมาะกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว  ทั้ง Africa Adventure (ท่องป่าแอฟริกา) Si-Am Tower หอคอยชมวิวที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​ ม้าหมุนสองชั้นสุดคลาสสิก รวมถึง Big Double Shock (บิ๊กดับเบิ้ลช็อค) บ้านผีสิงแบบฉบับของสยามอะเมซิ่งพาร์ค และ Small World ดินแดนเครื่องเล่นไซส์มินิสำหรับนักผจญภัยตัวน้อย   ทุ่ม 3,000 ล้าน ปั้น “บางกอกเวิลด์”    ดินแดนความสนุกแห่งใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับคำว่า “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” คือ ดินแดนที่ 6 โครงการบางกอกเวิลด์ ซึ่งใช้งบลงทุนไปถึง 5,000 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างและตกแต่ง เนรมิตพื้นที่ขนาด 70 ไร่ บริเวณด้านหน้าทางเข้าสวนสนุก ให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขนาดใหญ่  ประกอบไปด้วย 14 อาคาร ได้แก่     1.บางกอกออร์แกนิกมาร์เก็ต เป็นอาคารขนาด 3 ชั้นที่ได้แรงบันดาลใจจากห้างแบดแมนแอนด์โก ห้างสรรพสินค้าที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นห้างที่ทันสมัยและใหญ่สุดในขณะนั้น 2.บางกอกโฮมคราฟท์มาร์เก็ต จำลองอาคารบี.กริมแอนด์โก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์ครบวงจรในสมัยนั้น 3.บางกอกเวิลด์ฟู้ดฮอลล์ อาคารขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศาลาเฉลิมกรุง  หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า โรงมหรสพหลวง ภายในบางกอกเวิลด์ฟู้ดฮอลล์ ประกอบด้วยอาหารไทยปรุงสำเร็จจากสี่ภาค ภัตราคารอาหารไทยและอาหารนานาชาติ ซุ้มอาหารพร้อมทาน ร้านอาหารแบบ Take away รวมถึงฟู้ดคอร์ด 4.บางกอกฟาบริกมาร์เก็ต เป็นการจำลองพาหุรัดมาไว้ในอาคารขนาด 3 ชั้น เป็นแหล่งรวมสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน ประเภทผ้าสารพัดชนิด 5.บางกอกไทยโคลธมาร์เก็ต เป็นอาคารที่ได้แรงบันดาลใจจากตลาดสำเพ็ง โดยจัดให้เป็นแหล่งจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป จากวิสาหกิจชุมชนสี่ภาค 6.บางกอกดินเนอร์เธียเตอร์ การจำลองบรรยากาศของศาลาเฉลิมไทย โรงละครที่ถือเป็นตำนานมากว่า 40 ปี โดยจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมรูปแบบต่างๆ ทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ระหว่างการชมการแสดงจะมีดินเนอร์มือพิเศษ ตัวอาคารบริเวณชั้น 2 และ 3 ยังมีห้องประชุม สัมมนา และจัดเลี้ยงด้วย     7.บางกอกไชน่าทาวน์ ดึงเสน่ห์ของเยาวราชมาไว้รวมกันอย่างครบถ้วน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร 8.บางกอกไฟน์อาร์ทมาร์เก็ต อาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคลองถม ภายในอาคารขนาด 2 ชั้น ได้รวบรวมสินค้าซึ่งจัดเป็นงานประณีตศิลป์ จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศมาไว้ที่นี่ 9.ไทยคิดส์คุกกิ้งเอ็กซ์พีเรียนส์ แรงบันดาลใจจากบ้านพระอาทิตย์ ที่ถูกนำมาใช้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนอาหารและขนมไทยสำหรับเด็กๆ 10.เวิลด์คิดส์คุกกิ้งเอ็กซ์พีเรียนส์ อาคารเรือนไทย ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรือนขนมปังขิง ที่ได้รับความนิยมตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้การทำอาหารและขนมในแบบตะวันตก 11.บางกอกซูวีเนียร์ แรงบันดาลใจจากสะพานหัน ที่ตั้งอยู่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งจะมีร้านขายสินค้าของที่รระลึก ของฝากจากทั่วประเทศ สินค้าแฮนด์เมด และอีกสารพัดกิ๊ฟช็อป 12.บางกอกโฟลทติ้งฟรุตท์มาร์เก็ต แรงบันดาลใจจากตลาดน้ำคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งจะมีเรือจำหน่ายผลไม้ และสินค้าต่างๆ 13.สำนักงานกลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ ที่ออกแบบอาคารด้วยแรงบันดาลใจจากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อยที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2447 ซึ่งนอกจากเป็นสำนักงานแล้ว ยังเป็นจุดบริการและเงินและเติมเงินในบัตรแคชการ์ดด้วย 14.จุดเช็คอิน แลนด์มาร์คสำคัญของบางกอกเวิล์ด ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เสาชิงช้า ป้อมพระสุเมรุ คลองผดุงกรุงเกษม ประตูสามยอด และสะพานหัน   โครงการ “บางกอกเวิลด์” อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการในปี 2564 ที่จะถึงนี้
3 ความท้าทายและวิธีไปต่อ ของศูนย์ข้อมูลฯ ธอส. ในยุค Digital Disruption

3 ความท้าทายและวิธีไปต่อ ของศูนย์ข้อมูลฯ ธอส. ในยุค Digital Disruption

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 ที่มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์​ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จนถึงปัจจุบัน นับอายุของศูนย์ข้อมูลฯ ดำเนินงานมาถึง 15 ปีแล้ว การเกิดขึ้นของศูนย์ข้อมูลฯ วัตถุประสงค์หลักแรก คือ ต้องการให้ทำหน้าที่รวบรวบข้อมูลด้านอสังหาฯ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในงานต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน   โดยเฉพาะการจัดทำฐานข้อมูลสำคัญด้านอสังหาฯ  ที่หน่วยงานอื่นไม่จัดเก็บ และจัดทำรายงานสถานการณ์ธุรกิจ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไป และหน่วยงานราชการได้รับรู้  หลังจากที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เกิดปัญหาฟองสบู่แตกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะไม่มีฐานข้อมูลมาใช้ในการวางแผน     ผนึกรวมกับธอส. เสริมศักยภาพ แม้ว่าจะดำเนินงานมานานถึง 15  ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าศูนย์ข้อมูลฯ  ยังมีข้อจำกัดในการทำงาน และการเพิ่มขีดความสามารถของตนเองให้ได้มากกว่านี้  เพราะการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลฯ ในช่วงเริ่มต้น ถูกวางบทบาทและสถานะให้เป็น “หน่วยงานอิสระ” และมี ธอส. เป็นผู้ดูแล ซึ่งตลอด 15 ปี โครงสร้างของศูนย์ข้อมูลฯ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีธอส. เป็นผู้ดูแลเหมือนเดิม  แต่ยังมีข้อจำกัดในการเพิ่มเจ้าหน้าที่ และงบประมาณ​ ไม่สามารถขยายศักยภาพของตัวเองได้มากกว่านี้  เพราะถูกมองเป็นภาระสำหรับธอส. ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ มีเจ้าหน้าที่ 40 คน และได้รับเงินงบประมาณจากธอส. ปีละ 80-90 ล้านบาทเท่านั้น   แนวคิดของนายนริทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มองว่าจะต้องนำเอาศูนย์ข้อมูลฯ​ ควบรวม (Merge) กับธอส. ให้กลายเป็นหนึ่งหน่วยงานของธอส.​ แต่ต้องมีอิสระในด้านการทำงาน  การควบรวมกันเพื่อให้ศูนย์ข้อมูลฯ มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น จากการใช้ทรัพยากรและศักยภาพของธอส. ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสาขา 200 แห่งทั่วประเทศของธอส. ในการทำงาน รวมถึงอุปกรณ์ เครื่องมือ และงบประมาณ  เพราะศักยภาพของศูนย์ข้อมูลฯ มีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สามารถพัฒนาไปได้ถึงการศูนย์ฝึกอบรมด้านอสังหาฯ ของประเทศ หรือการเป็นผู้ให้ใบอนุญาตในธุรกิจอสังหาฯ ก็ยังสามารถพัฒนาไปได้     ศูนย์ข้อมูลฯ​ ยังสามารถก้าวไปสู่การเป็นหน่วยงาน Warning indicator จากการนำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่เหมือนในยุควิกฤตปี 2540 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่น่าจะต้องเป็นให้ได้  รวมถึงการพัฒนาให้ศูนย์ข้อมูลฯ​ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และมีความยืดหยุ่นสูง จนถึงระดับสามารถตอบสนองความต้องการของการใช้งานได้แบบเฉพาะเจาะจง อยากได้ข้อมูลพื้นที่ไหนก็วิเคราะห์ออกมาได้   นอกจากนี้ สิ่งที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ คือ การทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล จากหน่ายงานต่างๆ  และเป็นผู้ให้คำแนะนำ ชี้แนะหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่จะออกมาตรการด้านอสังหาฯ เพื่อให้คำแนะนำได้ว่า มาตรการนั้นๆ ส่งผลดีหรือไม่ดี หรือมีผลกระทบอย่างไรบ้าง   “มาตรการภาครัฐ ที่ออกมา มันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงก็หลายเรื่อง ถ้าทำให้ศูนย์ข้อมูลฯ นำข้อมูลหลายหน่วยงานมาวิเคราะห์ร่วมกันได้จะเป็นประโยชน์”   ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ ยังถือว่าทำหน้าที่เพียงรวบรวมข้อมูล นำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับพื้นฐาน ยังไม่ถึงระดับส่งสัญญาณเตือนได้ สิ่งที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ เพิ่มข้อมูลการบริการ เพิ่มบริการมากขึ้น การวิเคราะห์ในเชิงลึก การวิเคราะห์ด้วยความแม่นยำ เพื่อให้ได้ประโยชน์  รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพื่อไม่ให้ผู้นำข้อมูลไปใช้ได้ประโยชน์สูงสุด และไม่กระทบกับแผนการลงทุนของภาคเอกชน     4 ความท้าทายในยุคดิจิทัล ที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องเผชิญ   ศูนย์ข้อมูลฯ ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ  และบุคลากร ซึ่งทำให้ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานได้มากกว่าปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าในโลกยุคดิจิทัลปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารที่มีมากมายมหาศาล และคนส่วนใหญ่เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย ก็ถือว่าส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับธุรกิจและพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันด้วย  ถือเป็นสิ่งที่เข้ามากระทบกับทุกหน่วยงานเช่นกัน ศูนย์ข้อมูลฯ เองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกยุคดิจิทัลเช่นกัน   ความท้าทายของศูนย์ข้อมูลฯ ที่ต้องเผชิญในยุคดิจิทัลมีด้วยกัน 3 เรื่องสำคัญ  คือ  1.ข้อมูลที่มีมหาศาลและรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันถือเป็นยุคของ Big Data หรือ Data Science ที่มีข้อมูลมหาศาล และยังมีความรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ยังไม่สามารถจัดทำฐานข้อมูลในระดับนั้นได้ โดยเฉพาะการจัดทำข้อมูลในเชิงคาดการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องการข้อมูลประเภทนี้ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytic ทางศูนย์ข้อมูลฯ ยังจัดทำได้ไม่สมบูรณ์ จึงถือว่าเป็นความท้าทายสำคัญ ซึ่งจะต้องพัฒนาและก้าวตามไปให้ทัน รวมถึงต้องเพิ่มขีดความสามารถเหล่านั้นให้ได้   2.เครื่องมือและเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ ยังขาดเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงเทคนิคและวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากในการพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การวิเคราะห์ดีมานด์และซัพพลาย โดยเฉพาะการส่งสัญญาณเตือน หรือ Warning สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ  รวมถึงการสร้างนวัตกรรม หรือเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Machine Learning เพื่อทำให้เห็นภาพเสมือนจริงของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้นำเอาข้อมูลไปใช้ได้ง่าย และปฏิบัติตามได้ง่าย   3.การเกิดขึ้นของ Financial Disruption การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินในยุคดิจิทัล ส่งผลทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัล รูปแบบทางการเงินดิจิทัล หรือนวัตกรรมทางการเงินในส่วนที่เป็นดิจิทัล แม้ว่าอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลฯ โดยตรง แต่ Financial Disruption ได้ส่งผลกระทบกับภาพใหญ่ของประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ต้องติดตามและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ด้วย เพราะมีผลต่อการซื้อขายอสังหาฯ ด้วยเช่นกัน   บอร์ดบริหารของศูนย์ข้อมูลฯ  พยายามผลักดันให้ศูนย์ข้อมูลฯ ได้ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันธอส. เพื่อให้มีศักยภาพและขีดความสามารถในการทำงานด้านข้อมูล ของธุรกิจอสังหาฯ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง และดูเหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเช่นกัน ซึ่งนี่คงเป็นหนทางที่จะทำให้ศูนย์ข้อมูลฯ สามารถไปต่อได้    
4 เหตุผลสำคัญ ทำไมคอนโดฯ ไฮเอนด์ยังน่าลงทุน ในภาวะตลาดชะลอตัว-คุมเข้ม LTV

4 เหตุผลสำคัญ ทำไมคอนโดฯ ไฮเอนด์ยังน่าลงทุน ในภาวะตลาดชะลอตัว-คุมเข้ม LTV

ท่ามกลางภาวะตลาดคอนโดมิเนียม ที่ปีนี้ถือว่าลดระดับความร้อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด จากผลของมาตรการ LTV ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาสกัดกั้นกลุ่มนักลงทุน และเก็งกำไร ซึ่งต้องถือว่าได้ผลอย่างชัดเจน เพราะช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เร่งระบายสต็อกสินค้าเก่าออก   ครึ่งปีแรกคอนโดฯ เปิดตัวใหม่ลด 30% นายภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)จำกัด รายงานว่า ช่วงครึ่งปีแรกผู้ปะกอบการเปิดตัวโครงการคอนโดฯ​ ใหม่ออกมาประมาณ​ 18,075 ยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในอัตรา 19.9% ที่มีการเปิดตัวอยู่ประมาณ​ 22,000 ยูนิต ทำให้คาดการณ์กันว่ายูนิตของคอนโดฯ  เปิดใหม่ในปีนี้เหลือเพียง 40,000-45,000 ยูนิต ลดลง 30% จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะเปิดตัวใหม่กัน 50,000-55,000 ยูนิต หากดูจำนวนโครงการเปิดใหม่ ในช่วงไตรมาส 2 ที่มีประมาณ 26 โครงการ จำนวน 9,632 ยูนิต มูลค่า  74,870 ล้านบาท  จะพบว่าผู้ประกอบการเลือกที่จะเปิดตัวในย่านทำเลใจกลางเมืองเป็นหลักจำนวนถึง 6,911 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน 71.8% โดยมีอัตราการขายได้เฉลี่ย 38% การเปิดตัวในทำเลย่านใจกลางเมือง นั่นแสดงให้เห็นว่า เป็นการพัฒนาโครงการจับกลุ่มตลาดบนเป็นหลัก หรือตลาดคอนโดฯ ไฮเอนด์  ซึ่งจากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของลูกค้าระดับบนในพื้นที่ใจกลางเมือง ที่ยังคงมีความต้องการคอนโดฯ ในพื้นที่ใจกลางเมืองอีกเป็นจำนวนมาก และเป็นฐานลูกค้าที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบที่เข้ามากระทบตลาดในช่วงที่ผ่านมา     ยอดขายคอนโดฯ ไฮเอนด์ยังเติบโต ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ยังพบว่า ภาพรวมของอัตราการขายคอนโดฯ ไฮเอนด์  มีอัตราเฉลี่ยประมาณ 71%  โดยพื้นที่ขายดีจะเป็นย่านลุมพินี คือ บริเวณ หลังสวน ชิดลม และวิทยุ  มีอัตราการขายสูงสุด 76% แต่ยังมีอุปทานเหลือขายเพียงแค่ 343 ยูนิตเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ ย่านลุมพินี เป็น Prime Area แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร แวดล้อมไปด้วยอาคารสำนักงานเกรด A รวมพื้นที่กว่า 279,986 ตารางเมตร พื้นที่ค้าปลีกพื้นที่ค้าปลีก A อีกกว่า 110,000  ตารางเมตร  รวมถึง Serviced Apartment เกรด A และโรงแมระดับ 5 ดาวอีกเป็นจำนวนมาก รองลงมาคือ ในพื้นที่ สีลม – สาทร มีอัตราการขายประมาณ 73% และในพื้นที่สุขุมวิทซอย 1-61 ที่มีอัตราการขายที่ประมาณ 70% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด   เมื่อตลาดคอนโดฯ​ ไฮเอนด์ ยังถือว่าเป็นตลาดเติบโตดี อัตราการขายได้ยังสูง แสดงให้เห็นถึงความต้องการสินค้าชนิดนี้ว่ายังมีมากอยู่ แต่ปริมาณของเหลือขายหรือที่จะออกมาขายมีน้อย จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่นักลงทุนสนใจเข้ามาซื้อคอนโดฯ ไฮเอนด์เพื่อการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็น่าจะยังคงมีคำถามว่า ปัจจุบันตลาดคอนโดฯ ไฮเอนด์ ยังน่าลงทุนหรือไม่ และนี่คงเป็น 4 เหตุผลสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดคอนโดฯ ไฮเอนด์ ยังน่าลงทุนอยู่ไม่น้อย 1.ลูกค้าเชื่อมั่นดีเวลลอปเปอร์ จากจำนวนคอนโดฯ ที่เปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา  พบว่า อัตราการขายได้เฉลี่ยของโครงการคอนโดฯ อยู่ที่ประมาณ 38%  แต่ถ้าเจาะลึกไปในข้อมูล จะพบว่า ดีเวลลอปเปอร์ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน มีอัตราการขายได้ถึง 42% สูงกว่าบริษัททั่วไป ซึ่งขายได้ 26.2% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มผู้ซื้อและนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในชื่อเสียง ประสบการณ์ และคุณภาพของของโครงการของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์มากกว่า ที่สำคัญกลุ่มคอนโดฯ ไฮเอนด์ส่วนใหญ่จะถูกพัฒนาโดยบริษัทมหาชนเป็นหลัก 2.คอนโดฯ ราคาแพง ขายได้สูงสุด สำหรับคอนโดฯ​ ที่ขายดี จะพบว่าเป็นกลุ่มคอนโดฯ ราคาแพงมากที่สุด เพราะถือว่าฐานลูกค้ากลุ่มระดับบนไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ  มีกำลังซื้อสูง ทำให้ไม่มีปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV เท่ากับลูกค้ากลุ่มตลาดกลางและล่าง ซึ่งคอนโดฯ กลุ่มราคาที่ขายดีที่สุด คือ 150,001 - 200,000 บาทต่อตารางเมตร ขายได้  59.7% รองลงมาคือ ราคา 200,001 - 250,000 บาทต่อตารางเมตร  ขายได้ 31.3% และราคา  250,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป สามารถขายได้ประมาณ 28.3%   “หากโครงการที่พัฒนาใหม่ตั้งอยู่บนทำเลดีที่ดี ราคาเหมาะสม มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของดีไซด์ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการแล้ว กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี่ก็จะไม่ค่อยลังเลในการตัดสินใจเลือกซื้อโครงการคอนโดฯ เหล่านั้น”   จะเห็นได้ว่า คอนโดฯ ระดับราคาทั้ง 3 กลุ่มนั้น ยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าระดับบน  ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กลุ่มลูกค้าระดับนี้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของมาตรการ LTV ของทางธนาคารแห่งประเทศไทย ภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร รวมถึงเรื่องความเชื่อมั่นทางการเมืองและความมั่นคงของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ   3.ให้ผลตอบแทนการลงทุนถึง 10% อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้กลุ่มสินค้าระดับบน ยังคงขายดีต่อเนื่อง คือ การได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูง เพราะต้องยอมรับว่ากลุ่มที่มาซื้อคอนโดฯ​ ราคาแพงนั้น มีทั้งที่อยู่จริงและกลุ่มนักธุรกิจนักลงทุน ซึ่งมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย  โดยจะพบว่า คอนโดฯ ไฮเอนด์ในช่วงที่ผ่านมามีผลตอบแทนจากส่วนต่างของมูลค่าสินทรัพย์ (Capital Gain) และผลตอบแทนจากอัตราค่าเช่า (Rental Yield)  ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   โดยพบว่า Capital Gain ของคอนโดฯ ไฮเอนด์อยู่ที่ประมาณ 5 - 6.5% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง คุ้มค่า และน่าลงทุนเป็นอย่างมาก ซึ่งกลุ่มลูกค้าคอนโดฯ ไฮเอนด์ส่วนใหญ่ ซื้อเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งแน่นอนว่าได้ผลตอบแทนจาก Capital Gain ที่ค่อนข้างสูง และสำหรับนักลงทุนที่ซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า พบว่า ได้รับผลตอบแทน Rental Yield ประมาณ 4.5 – 5.5 % ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเป็นอย่างมากของเหล่านั้นลงทุน ซึ่งหากรวม Capital Gain และ Rental Yield   เฉลี่ยต่อปี เกือบ 10%   4.ที่ดินพัฒนาโครงการมีจำกัด ปัจจัยที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนกลุ่มคอนโดฯ ไฮเอ็นด์ดีอย่างนี้ เป็นเพราะส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใน Prime Area ของกรุงเทพฯ  ซึ่งทราบกันดีว่า ในปัจจุบันที่ดินใน CBD และ Prime Location ในกรุงเทพฯ มีจำกัด และหายากเป็นอย่างมาก บวกกับราคาที่ดินในช่วงที่มามีการปรับตัวในเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูง  ที่ดินบางแปลงในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน มีการซื้อขายกันสูงกว่า ตารางวาละ 3.1 ล้านบาท ซึ่งจากที่ดินที่ค่อนข้างมีอยู่อย่างจำกัด เชื่อในในอนาคต ในอาจเห็นการซื้อขายที่ดินในกรุงเทพฯ ที่สูงกว่า ตารางวาละ 3.5 ล้านก็เป็นไปได้   เมื่อราคาที่ดินมีการปรับเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการก็ย่อมต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ก็สะท้อนกลับในสู่ราคาขายของโครงการที่มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาขายคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ มีการปรับเพิ่มขึ้นกว่าปีละ 8-12% นั้นหมายความว่าราคาคอนโดฯ  ที่เราถือครองกันนั้นมีการปรับเพิ่มขึ้นราคาตลอดและต่อเนื่อง จึงสะท้อนให้เห็นว่าคอนโดไฮเอนด์ในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นสินค้าที่น่าในใจ และยังคงน่าลงทุนอย่างต่อเนื่อง  ที่สำคัญโอกาสในการครอบครองคอนโดฯ กลางเมือง นับวันมีแต่น้องลง จากที่ดินซึ่งหามาพัฒนาได้ยาก  เรียกได้ว่า ดีมานด์มีมากแต่ซัพพลายเหลือน้อยแล้วนั่นเอง   แต่แม้ว่าคอนโดฯ ไฮเอนด์ ยังเป็นตลาดน่าลงทุน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกโครงการหรือห้องทุกยูนิตจะให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอไป การเลือกโครงการ ทำเลที่ตั้ง รูปแบบห้อง และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ยังมีส่วนสำคัญและผู้ลงทุนคงจะต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ อย่างรอบครอบ เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง!!!     
CPN ยืนยัน “เซ็นทรัล วิลเลจ” เปิดแน่ 31 สิงหาคมนี้ มั่นใจได้รับอนุญาตและก่อสร้างถูกต้อง

CPN ยืนยัน “เซ็นทรัล วิลเลจ” เปิดแน่ 31 สิงหาคมนี้ มั่นใจได้รับอนุญาตและก่อสร้างถูกต้อง

ซีพีเอ็น  ประกาศยืนยันว่า บริษัทได้ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีอำนาจรับผิดชอบโดยตรง มีความโปร่งใสพร้อมให้ตรวจสอบ วอนให้ความเป็นธรรมช่วยกันเดินหน้าประเทศไทยทั้งภาพลักษณ์ที่ดีและเศรษฐกิจของประเทศให้โครงการที่มีร้านค้ากว่า 150 ร้าน และพนักงานมากกว่า 1,000 คน พร้อมเปิด 31 สิงหาคมนี้ตามกำหนดการเดิม   นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  บริษัทมุ่งสร้างประโยชน์กับประเทศชาติ ประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืนโดยในทุกที่ที่โครงการของบริษัทไปตั้งอยู่ บริษัทล้วนนำพาความเจริญ สร้างเศรษฐกิจ มีการจ้างงาน กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตมาอย่างยาวนาน ถึง 34 ศูนย์การค้า ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ   โดยบริษัทมุ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว การลงทุนในประเทศไทย โดยลักชูรี่ เอาท์เล็ตแห่งนี้  จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก บริษัทสามารถดึงนักลงทุน Global Brands ใหญ่ๆ ระดับโลก ซึ่งทุกคนพร้อมและเชื่อมั่นมาลงทุนในประเทศไทย   บริษัทได้ใช้เวลาเตรียมการมากว่า 5 ปี และ Luxury Outlet แห่งนี้ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ที่มีความครบถ้วน และทำให้คนไทยมาช้อปในประเทศ ทำให้ภาษียังหมุนเวียนอยู่ในประเทศ โดยเป็นการเปิดกว้างให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมได้ง่ายขึ้นในราคาย่อมเยาว์”   “โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ขอวิงวอนให้ภาครัฐให้ความเป็นธรรม และช่วยคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาต่างๆ โดยโครงการมีมูลค่าร่วมลงทุนของซีพีเอ็น และร้านค้ากว่า 150 ร้านค้า รวมกว่า 5,000 ล้านบาท โดยหลังจากเปิดให้บริการคาดว่า จะมีการจ้างงานพนักงานร้านค้าที่เช่าพื้นที่ กว่า 1,000 คน และคาดว่า จะสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในประเทศกว่า 30,000 ล้านบาท” นายปรีชา กล่าว   แจง 3 ประเด็นชัดๆ พัฒนาโครงการถูกต้อง   ประเด็นที่ 1: พื้นที่โครงการมีการเชื่อมทางเข้าออกอย่างถูกต้อง ไม่มีการรุกล้ำที่ดินของภาครัฐ       (ที่ราชพัสดุ ลำรางสาธารณะ) และไม่ได้เป็นที่ดินตาบอด   -ที่ดินโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ตั้งอยู่บนที่ดินที่ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ ทอท.   -ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 เดิมเป็นที่ราชพัสดุ ต่อมากรมทางหลวงได้พัฒนาเป็นทางหลวงแผ่นดิน โดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแผ่นดินแล้ว จึงมีสถานภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทำให้ไม่มีสถานะเป็นที่ราชพัสดุตามมาตรา 7 (2) พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 และเป็นพื้นที่คนละบริเวณกันกับที่ภาครัฐเวนคืนมาเพื่อสร้างสนามบินที่ ทอท. ดูแล   -โครงการได้รับอนุญาตเชื่อมทางอย่างถูกต้องจากกรมทางหลวง ซึ่งเป็นผู้ซึ่งมีอำนาจเต็มในการอนุมัติการเชื่อมทางแต่เพียงผู้เดียว   -ทั้งนี้ พื้นที่ทางหลวงหมายเลข 370 หมายรวมถึง เขตทาง และไหล่ทาง ซึ่งติดกับที่ดินของเอกชน 2 ข้างถนน ซึ่งที่ดินของโครงการมีแนวเขตแนบสนิทต่อเนื่องกับเขตทางของ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ดังนั้น ที่ดินของโครงการจึงไม่ใช่ที่ดินตาบอด   ดังนั้น รายละเอียดในส่วนของการโต้แย้งสิทธิในที่ดินหน้าโครงการ ระหว่าง กรมทางหลวง ทอท. และกรมธนารักษ์ ขอชี้แจงเพิ่มเติม ดังนี้   ที่ดินนี้อยู่บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 และมีป้ายเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างชัดเจน   โดยทางหลวงแผ่นดิน 370 ซึ่งเคยเป็นที่ราชพัสดุ และมอบให้กรมทางหลวงสร้างและเป็นผู้ดูแล ซึ่งเป็นพื้นที่คนละส่วนกับพื้นที่ดินเวนคืนของสนามบินสุวรรณภูมิที่ ทอท ดูแล อีกทั้ง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ถือเป็นทางหลวงสาธารณะ ที่ใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ไม่ใช่ขององค์กรเอกชนใดที่จะมากล่าวอ้างเป็นเจ้าของได้   -โดยในปี 2511-2513 ภาครัฐได้จัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างถนน -ปี 2544 ครม. มีคำสั่งให้กรมทางหลวงสร้างทางเข้าออกด้านใต้ของสนามบิน ซึ่งคือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370   -ปี 2550 กรมขนส่งทางอากาศทำบันทึกมอบพื้นที่ให้กรมทางหลวงดูแลรักษาทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ซึ่งประกาศใช้เป็นถนนสาธารณะและให้กรมทางหลวงรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว   -กรมทางหลวงจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและมีสิทธิอนุญาตในการให้ใช้ประโยชน์จากทางหลวงแผ่นดิน 370 ได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแผ่นดินเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 โดยมีป้ายแสดงจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดทาง   -ทำให้ชี้ได้ว่า สิทธินี้เป็นของกรมทางหลวง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ประโยชน์เข้าออกได้ต่อเนื่องมาโดยตลอดแล้วจำนวน 88 ราย โดยแบ่งเป็น +ผู้ที่ยื่นขออนุญาตเชื่อมทางกับกรมทางหลวงจำนวน 37 ราย +ทอท. เองก็ได้ขออนุญาตจากกรมทางหลวงในการใช้ประโยชน์ เช่น จากหลักฐานล่าสุดเมื่อ 14 พ.ค. 2562 ได้มีหนังสือจากกรมทางหลวงอนุญาตให้ ทอท. เดินท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินและบ่อพัก ทั้งนี้ ไม่มีผู้ใช้ประโยชน์รายใด เคยยื่นขออนุญาตเชื่อมทางจาก ทอท. เลย สำหรับพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากการจัดหาที่ดินตาม พ.ร.บ. เวนคืน เพื่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ -ในปี 2516 ได้มีประกาศ พ.ร.บ. เวนคืนที่ดินจำนวน 19,251 ไร่ เพื่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 -เพื่อชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ ทอท. กล่าวอ้างสิทธิการดูแลและครอบครองที่ดินไหล่ทางหน้าโครงการ ไม่น่าจะเป็นกล่าวอ้างที่ถูกต้องนัก เพราะ -เป็นทางหลวงที่เปิดใช้เป็นเส้นทางสัญจรมาตั้งแต่ปี 2548 และกรมทางหลวงได้รับมอบจาก ทย. แล้วเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2550 โดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแล้ว จึงมีสถานภาพเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน -อีกทั้งล่าสุดเมื่อ 14 พ.ค. 2562 ได้มีหนังสือจากกรมทางหลวงอนุญาตให้ ทอท. เดินท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินและบ่อพัก   ประเด็นที่ 2: บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองอย่างเคร่งครัด   -โครงการนี้ได้ปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในการก่อสร้างในพื้นที่สีเขียว บริเวณ ก1-10 ไม่เกินร้อยละ 10 ของที่ดินพื้นที่สีเขียวบริเวณดังกล่าว โดยโครงการได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายผังเมือง   -และไม่ได้มีการขอปรับผังเมืองแต่อย่างใด   ประเด็นที่ 3 คือ บริษัทฯ ได้ขออนุญาตก่อสร้างในบริเวณพื้นที่เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย อย่างถูกต้อง   -โครงการมีความปลอดภัยต่อการบิน ไม่ได้ละเมิดกฏใดๆ ทั้งด้านความสูง และไม่มีกิจกรรมใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานสนามบิน หรือรบกวนการบินแต่อย่างใด โดยแบบมีความสูงที่ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จึงไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการติดธงแดงตามที่มีการกล่าวอ้าง   -และเราจะปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดต่อไป   เปิดไทม์ไลน์ 5 ปี กว่าจะมีวันนี้   โดย 5 ปีที่ผ่านมา นับแต่เริ่มพัฒนาโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ บริษัทฯ ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ และยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงานถูกต้องทุกขั้นตอน มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้มาโดยตลอด และขอยืนยันว่าโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ดำเนินการทุกอย่างถูกต้อง และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจรับผิดชอบโดยตรง ตามไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นดังนี้   1.ปี 2558 บริษัทฯ ได้ทำการตรวจสอบที่ดินว่า ที่ดินดังกล่าวนั้นสามารถพัฒนาโครงการเซ็นทรัล วิลเลจได้ตาม พ.ร.บ. ผังเมือง และติดถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ไม่ใช่ที่ดินตาบอดแต่อย่างใด   2.วันที่ 22 ธ.ค. 2559 บริษัทฯ ได้รับหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดินตาม พ.ร.บ. ผังเมือง ว่า พื้นที่สีเขียวบริเวณ ก1-10 ของผังเมืองสมุทรปราการ ยังมีพื้นที่เพียงพอให้บริษัทฯ สร้างโครงการนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย   3.วันที่ 30 ม.ค. 2560 และ 25 ก.ค. 2562 บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างและแบบปรับปรุงภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)   4.วันที่ 24 เม.ย. 2561 ได้ใบอนุญาตการก่อสร้างอาคาร (อ1) จาก อบต. บางโฉลง   5.วันที่ 24 เม.ย. 2561 บริษัทฯ ได้แถลงข่าวเปิดตัวโครงการต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก   6.วันที่ 10 เม.ย. 2562 กรมทางหลวงได้อนุญาตให้การประปา ใช้พื้นที่ไหล่ทางในการดำเนินการวางท่อเข้าโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ   7.วันที่ 24 ก.ค. 2562 กรมทางหลวงได้อนุญาตให้ทำทางเชื่อมเข้าออก ขยายผิวจราจร และปรับปรุงทางเท้า ซึ่งรวมไปถึงไหล่ทางด้วย เช่นเดียวกับที่เคยได้อนุมัติเชื่อมทางให้กับผู้ร้องขอรายอื่นบนถนนสายนี้ทั้งสิ้น 37 ราย รวมถึง ทอท. ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยขออนุญาตจากกรมทางหลวงมาโดยตลอด และล่าสุดเมื่อ 14 พ.ค. 2562 ได้มีหนังสือจากกรมทางหลวงอนุญาตให้ ทอท. เดินท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินและบ่อพัก   8.ในวันที่ 14 ส.ค.  2562 บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเปิดใช้อาคาร (อ6) จาก อบต. บางโฉลง   9.ในวันที่ 22 ส.ค. 2562 ทอท. มาปิดกั้นทางเข้าออก หน้าโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ   10.ในวันที่ 31 ส.ค. 2562 มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
เพราะ 3 เหตุผลหลักที่ “พราว กรุ๊ป” ยอมทุ่ม 7,000 ล้าน  ปักหมุด 2  โปรเจ็กต์ในจังหวัดภูเก็ต

เพราะ 3 เหตุผลหลักที่ “พราว กรุ๊ป” ยอมทุ่ม 7,000 ล้าน ปักหมุด 2 โปรเจ็กต์ในจังหวัดภูเก็ต

พราว กรุ๊ป เตรียมรุกภูเก็ต ทุ่มงบกว่า 7,000 ล้านบาท ผุด 2 โปรเจ็กต์ ‘อันดามันดา’ แหล่งพักผ่อน สวนน้ำ และความบันเทิงบนเนื้อที่ 58 ไร่ ตั้งเป้าเป็น Integrated Entertainment and Resort Destination ใหญ่ที่สุดในไทย เปิดบริการต้นปี 64 และ ‘โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท’  มั่นใจตลาดภูเก็ตยังมีดีมานด์   หลังจากพัฒนาโครงการสวนน้ำ วานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล หัวหิน โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน และโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท จนประสบความสำเร็จ  พราว กรุ๊ป เจ้าของโครงการ จึงได้เดินหน้าพัฒนาโปรเจ็กต์ต่อเนื่องในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างจังหวัดภูเก็ต โดยครั้งนี้ได้ประกาศแผนการลงทุนมากถึง 7,000 ล้านบาทกับ 2 โปรเจ็กต์สำคัญ  ทั้งโรงแรมและสวนน้ำ     นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร พราว กรุ๊ป เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของ พราว กรุ๊ป ที่มีการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงท่องเที่ยวที่หัวหิน  ทำให้บริษัทลงทุนต่อเนื่องมูลค่า 7,000 ล้านบาท พัฒนา 2 โครงการในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ 1.โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท และ 2.โครงการอันดามันดา (ANDAMANDA) โครงการมิกซ์ยูส มูลค่า 4,500 ล้านบาท   สำหรับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท โรงแรมระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหาดป่าตอง ริมหาดกมลา บนเนื้อที่ 23 ไร่ มีห้องพักจำนวน 221 ห้อง โดยเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กลุ่มเป้าหมายสำคัญของโรงแรมจะมีทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางโดยตนเอง และกลุ่มอบรมสัมมนา หรือตลาด MICE   ส่วนโครงการ อันดามันดา ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 58 ไร่ ว่าประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.สวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต มี 37 สไลด์เดอร์  มีเครื่องเล่น 19 เครื่อง ทะเลเทียมขนาดใหญ่ (Wave Pool) บนเนื้อที่กว่า 16,000 ตารางเมตร และชายหาดยาวกว่า 300 เมตร เขาตะปูจำลอง  ซึ่งมีความสูงกว่า  23 เมตร  2.โรงแรมฮอลลิเดย์ อินน์ อันดามันดา ภูเก็ต ขนาด300 ห้อง  และ  3.แหล่ง “hangout” ใหม่ ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม โชว์น้ำพุ  มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยทีม Wet Design เจ้าของผลงานน้ำพุชื่อดังระดับโลก     โดยโครงการยังมีพื้นที่เหลืออีก 5 ไร่ ซึ่งสามารถพัฒนาโครงการที่เหมาะสมได้ในอนาคต คาดว่าโครงการจะเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2564 ส่วนราคาค่าใช้บริการอยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะมีระดับราคาเริ่มต้น 1,500 บาท  และคาดว่าในปีแรกที่เปิดให้บริการจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 700,000 คน   3 เหตุผลทำไมต้อง “ภูเก็ต”   1.จังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลก ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเกือบ 20 ล้านคน แม้ว่าช่วงปีนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนจะลดจำนวนลงบ้าง 19% แต่ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ เช่น นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งเติบโตถึง 42% ช่วยทำให้ตลาดการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตยังเติบโตได้ดีทั้งปัจจุบันและอนาคต   2.รัฐบาลมีนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็กต์ระบบรถไฟฟ้าขนส่งรางเบา โครงการทางพิเศษกระทู้ป่าตอง และแผนสร้างสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้เกิดการเจริญเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น   3.นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท มุ่งสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง โดยเป็นโครงการที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน หรือการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่อยู่ในตลาด ซึ่งในตลาดภูเก็ตยังไม่มีแหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว หรือ แหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็น Attraction ประกอบกับการได้กลุ่ม InterContinental Hotel Group เข้ามาเป็นพันธมิตร ทำให้มั่นใจในการขยายธุรกิจ   แผนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจครั้งนี้ พราว กรุ๊ป ตั้งเป้าว่าจะขึ้นเป็นผู้นำในการบริการ Integrated Entertainment and Resort Destination ภายในปี 2565 ด้วยผู้ใช้บริการของทั้งสองสวนน้ำ วานา นาวา และอันดามันดา ที่จะมีจำนวนรวมมากกว่า 1 ล้านคน และมีห้องพักให้บริการกว่า 1,000 ห้อง จากทั้งหมด 4 โรงแรมที่อยู่ในมือ    
AWC ไปต่ออย่างไร กับพอร์ต อสังหาฯ​ เพื่อการพาณิชย์ในมือ?

AWC ไปต่ออย่างไร กับพอร์ต อสังหาฯ​ เพื่อการพาณิชย์ในมือ?

นับตั้งแต่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ  AWC ได้ยื่นแบบไฟลิ่งแก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากต้องการระดมทุน นำเงินมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตให้กับบริษัท  ชำระหนี้ การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและชุมชน   “วัลลภา ไตรโสรัส”  ลูกสาวคนที่ 2 ของ “เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี” ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ แม่ทัพคนสำคัญของบริษัทได้เดินหน้าประกาศความชัดเจนของแผนธุรกิจที่อยู่ในมือ  ซึ่งมี 2 ขาสำคัญ  คือ 1.กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และ 2.กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Retail and Wholesale) และกลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงาน (Office)   ก่อนหน้านี้ AWC ได้ประกาศความชัดเจนกับแผนการดำเนินธุรกิจ กลุ่มโรงแรมและการบริการไปแล้ว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) มาคราวนี้ได้ประกาศแผนธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์บ้าง กับ 9 ธุรกิจรีเทล ได้แก่  กลุ่มคอมมูนิตี้มอลล์ ประกอบด้วย เกทเวย์ แอท บางซื่อ เกทเวย์ เอกมัย  พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า 3 แห่ง ที่ประตูน้ำ งามวงศ์วาน และเชียงใหม่ กลุ่มคอมมูนิตี้ มาร์เก็ต ลาซาล อเวนิว ตะวันนา บางกะปิ โอ.พี.เพลส แบงค็อก และกลุ่มทัวลิสท์ไลฟ์สไตล์ ได้แก่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์   นอกจากนี้ AWC ยังมีอีก 4 อาคารสำนักงานให้เช่า ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์  อาคารแอทธินี ทาวเวอร์  อาคาร 208 วายเลสโร้ด ทาวเวอร์ และอาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์     เพิ่มพื้นที่ F&B and Attractions รับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค   จากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งเดินห้างหรือศูนย์การค้าน้อยลง การซื้อสินค้าเปลี่ยนไปช้อปปิ้งผ่านโลกออนไลน์แทน การใช้ชีวิตยึดติดอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ ส่งผลต่อธุรกิจจำหน่ายสินค้าแฟชั่นและธุรกิจรีเทลหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำให้คนยังออกมาเดินห้าง และใช้ชีวิตในห้างอยู่นั้น คือ การกิน-ดื่ม และหาประสบการณ์แปลกใหม่  นี่เป็นเทรนด์และโจทย์หลักสำคัญ ซึ่ง AWC รู้ดีและต้องปรับตัวรองรับไปให้ทันกับกลุ่มผู้บริโภคยุคปัจจุบันเหล่านั้น   แผนธุรกิจรีเทล AWC จึงมุ่งไปตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดังกล่าว ด้วยการวางแผนเพิ่มพื้นที่ Food & Beverage and Attractions ในศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ทุกแบรนด์ในมือ ให้มีสัดส่วนมากกว่า 50% ของพื้นที่รีเทลของโครงการ เนื่องจากปัจจุบันไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคนิยมกินข้าวนอกบ้าน  และมาศูนย์การค้าเพื่อใช้ชีวิตและมีประสบการณ์ต่างๆ มากกว่าการซื้อสินค้า เช่น การออกกำลังกาย การพาลูกหลานมาพื้นที่ของเด็ก เป็นต้น ภายใต้แนวคิด Food Jun Family โดบกลุ่มเป้าหมายหลักๆ ก็จะเป็นกลุ่มครอบครัว นักศึกษา และคนวัยทำงาน   ไม่เพียงแต่พื้นที่รีเทลเท่านั้น แต่อาคารสำนักงานให้เช่า AWC ก็ต้องเติมเต็มพื้นที่ Food & Beverage and Attractions เข้าไปด้วย เพราะแม้ว่าจะเป็นพื้นที่อาคารสำนักงาน แต่คนทำงานยังมีความต้องการทั้งในเรื่องของการกินอาหารและการใช้ชีวิต อย่างเช่นอาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ที่ถูกเติมเต็มด้วยร้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น   ลงทุนกว่า 20,000 ล้านขยายพอร์ตเพิ่ม   หากดูพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ​ เพื่อการพาณิชย์ในมือของ AWC ตอนนี้ กลุ่ม Retail and Wholesale มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิ (NLA) เพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 122,130 ตารางเมตรในปี 2560 เป็น 198,781 ตารางเมตรในเดือนมีนาคม 2562 จากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง   ส่วนกลุ่มอาคารสำนักงานมีทั้งสิ้น 4 โครงการรวมพื้นที่เช่า (NLA) 270,594 ตารางเมตร  โดยภาพรวมแล้วอาคารสำนักงานทั้ง 4 โครงการของ AWC มีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) ในระดับสูง เช่น อาคาร 208 วายเลสโร้ด มีอัตราการเช่าพื้นที่อยู่ที่ 92%  และแอทธินี ทาวเวอร์มีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 94%     แต่พอร์ตธุรกิจแค่นี้ อาจจะน้อยไปสำหรับ AWC ทำให้บริษัทวางแผนพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง อีก  2 แห่ง ได้แก่ 1.โครงการเอเชีย ทีค เฟส 2 พื้นที่ 90,000 ตารางเมตร  ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม และพื้นที่รีเทล และ 2.โครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่ ที่พัทยา มูลค่าการลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการพัฒนา 4-5 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2564   Barbell Strategy สร้างสมดุลพอร์ตธุรกิจ   จากโอกาสการเติบโตของตลาดท่องเที่ยว การขยายตัวของเมืองที่มีต่อเนื่อง รวมถึงธุรกิจโดยรวม ถือเป็นโอกาสสำคัญของ AWC ในการได้อานิสงค์จากการเติบโตดังกล่าว จึงได้วางกลยุทธ์สำคัญ คือ กลยุทธ์บาร์เบล (Barbell Strategy)  ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลระหว่างโครงการหลากหลายประเภท เหมือนกับบาร์เบลที่มีลูกเหล็กอยู่ทั้งสองข้าง เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน อาทิ โครงการ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ   โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าที่เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในชุมชนหรือบริเวณที่มีความหนาแน่นของโครงการที่อยู่อาศัยสูง รวมถึงอยู่ใกล้ศูนย์กลางการขนส่ง เช่น โครงการเกทเวย์ แอท บางซื่อ ซึ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้พักอาศัยที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ในการตอบโจทย์การสร้างประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ ด้วยพื้นที่ F&B and Attractions     เสริมบริการ+Cross Marketing กลุ่ม TCC   ด้านการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารธุรกิจ และสร้างการเติบโต เรื่องการบริการก็เป็นสิ่งที่ AWC มองว่าเป็นกุญแจสำคัญเรื่องหนึ่ง เพื่อทำให้ลูกค้าและพันธมิตรยังคงใช้บริการธุรกิจของบริษัท อย่างเช่น ลูกค้าของพื้นที่สำนักงานให้เช่า AWC เตรียมพัฒนา AWC Application เพื่อใช้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เช่า ไม่ว่าจะเป็นการเข้าออกอาคาร การตรวจสอบพื้นที่จอดรถ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และเชื่อมโยงไปถึงการได้รับส่วนลดพิเศษ กับบรรดาร้านค้าที่เข้ามาเปิดให้บริการในอาคาร   ไม่เพียงเท่านั้น AWC Application ยังจะเป็นเครื่องมือในด้านการทำตลาดร่วมกันระหว่างบริษัทต่างในเครือ TCC และกลุ่มไทยเบฟอีกด้วย ในเรื่องของสิทธิพิเศษ และส่วนลดต่างๆ ส่วนภาพใหญ่ AWC จะใช้กลยุทธ์ Cross Marketing ร่วมกับบริษัทในกลุ่มของตระกูล “สิริวัฒนภักดี” เช่น การดึงเอาแบรนด์สินค้าหรือแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เข้ามาเปิดบริการในศูนย์การค้าหรือพื้นที่รีเทลของ AWC   “จุดแข็งที่ทำให้กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ของเรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องที่สำคัญ คือ การมีโครงการที่หลากหลาย และกว่า 90% เป็นโครงการที่เราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินเอง การมีทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากบริษัทในเครือ และการพัฒนาให้แต่ละโครงการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”  
Krungthai Compass มองตลาดอสังหาฯ 62 “บ้านแฝด” ตลาดที่เติบโตสวนกระแสปัจจัยลบ กับ 4 เหตุผลที่คนเลือกซื้อ

Krungthai Compass มองตลาดอสังหาฯ 62 “บ้านแฝด” ตลาดที่เติบโตสวนกระแสปัจจัยลบ กับ 4 เหตุผลที่คนเลือกซื้อ

ปีนี้ดูเหมือนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เจอมรสุมหลายเรื่อง ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลทำให้คนส่วนใหญ่ชะลอการซื้อที่อยู่อาศัย เพราะต้องใช้เงินเยอะ ยังมีเรื่องของการออกมาตรการสกัดนักเก็งกำไร หรือนักลงทุน อย่างมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา ก็น่าจะเป็นผลทำให้ตลาดอสังหาฯ ปีนี้ชะลอตัวลง แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องรอให้สิ้นสุดปีนี้ไปก่อน   แต่หากมาดูสถานการณ์ปัจจุบันภายหลังจากใช้มาตรการ LTV ไปแล้ว ว่ามีผลเป็นอย่างไรบ้างนั้น ก็น่าจะประเมินภาพรวมตลอดทั้งปีของตลาดอสังหาฯ 2562 ได้ไม่ยากนัก  ซึ่งเรื่องนี้ ทางสำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทย ได้รายงานผลการวิจัยตลาดอสังหาฯ​ หลังใช้มาตรการ LTV  เอาไว้ เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางของธุรกิจในปีนี้   โดยดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า หลังเกณฑ์การใช้มาตรการ  LTV พบว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม มีมูลค่า 67,300 ล้านบาท ติดลบ 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น คอนโดฯ มูลค่า 29,800 ล้านบาท ติดลบ 27% และที่อยู่อาศัยแนวราบมูลค่า  37,500 ล้านบาท ติดลบ 4%   ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการโอนอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล ยังเติบโตในอัตรา 5% มีมูลค่า 200,200 ล้านบาท ตลาดคอนโดฯ ติดลบ 2% มีมูลค่า  87,500 ล้านบาท แต่แนวราบเติบโต 11%  มีมูลค่า 112,700 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายประเมินเอาไว้ และสอดคล้องกับตัวเลขของธปท. ที่ออกมาระบุถึงการขอวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในสัญญาที่ 2 สำหรับคอนโดฯ ลดลง 25% แต่ถ้าเป็นตลาดแนวราบยังโต 3%  เป็นเพราะตลาดบ้านแนวราบเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากกว่า    “มาตรการที่ออกมาก็ได้ดั่งใจแบงก์ชาติ เพราะกู้ซื้อบ้านสัญญา 1 โต แต่กดดีมานด์สัญญา 2 เพราะความกลัวว่าสัญญา 2 จะทำให้ราคาเติบโตเร็วเกินไป ก่อหนี้ครัวเรือนสูงเกินไป”   ส่วนยอดขายหรือพรีเซลล์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มียูนิตเปิดขายใหม่ราว 51,500 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดฯ33,000 ยูนิต และแนวราบ 18,500 ยูนิต  โดยคอนโดฯ สามารถขายได้ 11,850 ยูนิต คิดเป็น 36% ของยูนิตเปิดใหม่ ขณะที่แนวราบสามารถขายได้ราว 3,300 ยูนิต คิดเป็น 18% ของยูนิตเปิดใหม่   โดยในภาพรวมปีนี้สำนักวิจัย Krungthai Compass  ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีมูลค่า 510,000 ล้านบาท หดตัว 10% ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบหดตัว 4% ขณะที่คอนโดมิเนียมมีโอกาสติดลบ 20%   บ้านแฝด โตสวนตลาดติดลบ   ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัว ยอดขายหรือ พรีเซลล์ลดต่ำ ซึ่งตลาดคอนโดฯ พรีเซลล์ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมามียอดลดลง 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมียอดพรีเซลล์ 68% ขณะที่แนวราบพรีเซลล์ก็ลดลง ด้วยเช่นกันจาก 35% มาเป็น 17% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แต่ตลาดที่ถือว่าเป็น “พระเอก” ทำผลงานออกมาโดดเด่นในปีนี้ คือ กลุ่มบ้านแฝด เพราะมีตัวเลขเติบโตสวนตลาดที่อยู่อาศัยอื่นๆ   ช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแฝดเติบโต  9% สูงกว่าตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวม 2 เท่า บ้านแฝด จึงมีส่วนช่วยพยุงตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบไว้ไม่ให้ลดลงมาก โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมมากขึ้น มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแฝดเติบโต 30%  ขณะที่ทาวเฮ้าส์ขยายตัว 7% บ้านเดี่ยวและตึกแถวอยู่ในภาวะหดตัว     ปัจจุบันบ้านแฝดมีมูลค่าการโอนสัดส่วน 8% จากภาพรวมของตลาดบ้านแนวราบ ที่คาดว่าปีนี้น่าจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 9% ส่วนบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 45% และทาวน์เฮ้าส์มีสัดส่วน 37% ซึ่งทั้งสองประเภทอยู่ในอัตราใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว สัดส่วนโอนกรรมสิทธิ์ลดลงเหลือ 10% จากปีที่แล้วมี 11% 4 เหตุผลคนเลือกซื้อ “บ้านแฝด”   สิ่งที่ทำให้บ้านแฝดได้รับความนิยมจากลูกค้า น่าจะมาจากการตอบโจทย์ความต้องการของการอยู่อาศัยได้มากขึ้น ท่ามกลางภาวะตลาดที่นับวันมีแต่ราคาปรับตัวสูงขึ้น   สำหรับเหตุผลที่คนเลือกซื้อบ้านแฝดเพื่ออยู่อาศัยมากขึ้นนั้น มาจาก 4 เหตุผลสำคัญ คือ   1.ถูกกว่าบ้านเดี่ยวแต่ฟังก์ชั่นแทบไม่ต่าง   เมื่อพิจารณาจากฟังก์ชั่นและราคา บ้านแฝดคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่าบ้านเดี่ยว  ราคาบ้านแฝดเริ่มต้นเฉลี่ย 2.5 ล้านบาท ส่วนบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ​ เริ่มต้น 4.2 ล้านบาท ขณะที่ฟังก์ชั่นของบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดแทบไม่ต่างกัน เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการออกแบบและก่อสร้างทำให้ฟังก์ชั่นบ้านไม่แตกต่างกันแล้ว แถมบ้านแฝดมีหน้าตาคล้ายบ้านเดี่ยวมากขึ้น จากเดิมก่อสร้างบ้านให้มีผนังติดกัน ตามข้อกฎหมายก็เปลี่ยนมาใช้เป็นโครงสร้างใต้ดินติดกันแทน     2.ใช้เงินดาวน์น้อยกว่าคอนโดฯ เมื่อราคาบ้านถูกกว่า ทำให้การดาวน์บ้านก็ต่ำลงด้วย ระยะเวลาการเก็บเงินเพื่อดาวน์บ้านก็น้อยลง เมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ  บ้านแฝดใช้ระยะเวลาน้อยกว่าถึง 3 เท่า     3.อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า ในราคาที่คุ้มค่า ด้วยการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าออกไปมากขึ้น ทำให้การพัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้ามีมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในรูปแบบของการพัฒนาก็ต้องมี “บ้านแฝด”     4.ตัวเลือกที่มีมากและคุณภาพที่ดีขึ้น   ปัจจุบันบ้านแฝดมีตัวเลือกที่มากขึ้นและคุณภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หันมาพัฒนาบ้านแฝดมากขึ้น เพราะในต้นทุนที่ดินเท่ากัน การพัฒนาบ้านแฝดเมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวแล้ว จะได้ความคุ้มค่าของโครงการมากกว่า ที่ผ่านมาดีเวลลอปเปอร์มีการพัฒนาบ้านแฝดปีละ 3,500-4,000 ยูนิตต่อปี ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6,500-7,500 ยูนิต หรือขยายตัวเฉลี่ยปีละ 18%   10 ทำเลทอง บ้านแฝด   ด้านนายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ผู้ร่วมทำงานวิจัย เปิดเผยว่า บ้านแฝดราคา 3-5 ล้านบาท มียูนิตพร้อมขายมากที่สุด โดยมีจำนวนพร้อมขายมากถึง  12,000 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 60% ขณะที่ราคา 2-3 ล้านบาท มีสัดส่วน 20% และราคา 5-10 ล้านบาท มีสัดส่วน 14% ตามลำดับ ซึ่งการเลือกซื้อบ้านแฝดควรเลือกที่อยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะเป็นพื้นที่ศักยภาพ ที่ราคาขายต่อของบ้านในอนาคตจะไม่ถูกกดดัน จากการให้ส่วนลดหรือการจัด Marketing Campaign เพื่อระบายสต๊อก ซึ่งสะท้อนจากการมียูนิตเหลือขายต่ำและใช้ระยะเวลาค่อนข้างสั้นในการขายหมด   สำหรับพื้นที่ศักยภาพสำหรับการซื้อบ้านแฝด ประเมินว่ามี 10 ทำเลที่มีความโดดเด่นเหนือพื้นที่อื่นๆ โดยแบ่งตามระดับราคา     กลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท มี 2 ทำเล ได้แก่ พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านเอกชัย-บางบอน และพื้นที่มีนบุรี-สุวินทวงศ์ ย่านนิมิตรใหม่ กลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท มี 4 ทำเลได้แก่ พื้นที่ติวานนท์ ย่านติวานนท์-นวลฉวี พื้นที่มีนบุรี-สุวินทวงศ์ ย่านหทัยราษฎร์ และหนองจอก พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านวงแหวน-เพชรเกษม และพระราม 2 กม.1-10 และพื้นที่กรุงเทพฯตะวันออก ย่านลาดกระบัง กลุ่มราคา 5-10 ล้านบาท มี 4 ทำเลได้แก่  พื้นที่รังสิต-ปทุมธานี ย่านคลอง 1-7 พื้นที่รัชดา-ลาดพร้าว ย่านโชคชัย 4  พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านวงแหวน-เพชรเกษม และพื้นที่ติวานนท์ ย่านสรงประภา  
คำถามที่รอคำตอบ “ไอดีโอ คิว พหล-สะพานควาย” ทำไมไม่ไปต่อ?

คำถามที่รอคำตอบ “ไอดีโอ คิว พหล-สะพานควาย” ทำไมไม่ไปต่อ?

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2562) ในโลกออนไลน์กลุ่มคนที่สนใจในข่าวสารวงการอสังหาริมทรัพย์ ต่างสงสัยและแปลกใจกับข่าวที่มีการแชร์ข้อมูลกันจำนวนมาก ถึงการยุติแผนการพัฒนาโครงการ “ไอดีโอ คิว พหล-สะพานควาย” และมีการส่งจดหมายชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังลูกค้าที่ซื้อมาก่อนหน้า  เพื่อเตรียมคืนเงินทั้งหมดให้กับลูกค้า เรียกว่า โครงการจะไม่ดำเนินการต่อตามแผนเดิมที่ได้วางไว้ ซึ่งสร้างความสงสัยและแปลกใจกับข่าวนี้เป็นอย่างมาก   เพราะก่อนหน้านี้บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 แจ้งข่าวการเปิดขาย “ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย” ซึ่งเป็นโครงการแรกของปีนี้  ว่าได้รับผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถทำยอดพรีเซล ในระยะเวลา 4 วัน (วันที่ 23-26 พฤษภาคม 2562) ตั้งแต่ช่วงการจองผ่านช่องทางออนไลน์ “Ananda Online Booking” ผ่านทาง website www.ananda.co.th  รวมกับงาน Pre-Sales ในวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2562 ที่สำนักงานขายโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย รวมทั้งสิ้นจำนวน 154 ยูนิต เป็นมูลค่าประมาณ 1,120 ล้านบาท หรือคิดเป็น 39% ของจำนวนที่เปิดขาย (เปิดขายพรีเซล เพียงอาคารเดียว คือ อาคารเอ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 396 ยูนิต)   ส่งจดหมายชี้แจง เหตุไม่ไปต่อ ช่วงเย็นของวันเดียวกัน ทางไอดีโอ ได้ส่ง Company Statement ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเนื้อหาระบุว่า “ตามที่บริษัทได้มีการเปิดตัวพร้อมเปิดให้มีการจองซื้อห้องชุดในโครงการไอดีโอ คิว พหล –สะพานควายในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยโครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง พร้อมความสะดวกสบายในการเดินทางซึ่งสามารถเลือกการเดินทางได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการอยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควายเพียง 0 เมตรนั้น ทั้งนี้ เมื่อบริษัทได้เปิดให้มีการจองซื้อมาระยะหนึ่ง จึงได้ทราบว่ายังมีกลุ่มลูกค้าอีกเป็นจำนวนมากที่มีความสนใจและต้องการเข้าถึงโครงการดังกล่าวเช่นกัน บริษัทจึงเห็นสมควรให้มีการพิจารณาปรับรูปแบบและราคาของโครงการให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการอีกครั้งในช่วงต้นปี 2563"​   โดย Company Statement มีนาย สุเมธ รัตนศรีกูล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจคอนโดมิเนียมแอชตัน ไอดีโอ คิว และ เอลลิโอ เป็นผู้ลงนามในหนังสือแจ้งดังกล่าว   ไอดีโอ คิวฯ​ โปรเจ็กต์ 10,000 ล้าน สำหรับโครงการ ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย ตั้งอยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย (0 เมตร) บนที่ดินขนาดประมาณ 6 ไร่  มีจำนวนห้องพักอาศัยทั้งหมด 1,114 ห้อง มูลค่าโครงการประมาณ 10,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 5.5ล้านบาท  เป็นโครงการ High Rise สูง 39 ชั้น แบ่งเป็น 3 อาคาร อาคารเอ มีจำนวนห้อง 396 ห้อง อาคารบี มีจำนวนห้อง 287 ห้อง และอาคารซี มีจำนวนห้อง 431 ห้อง ทั้งยังมีร้านค้าปลีก 5 ร้าน จุดเด่นของโครงการ คือ ติดรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย โดยมีคอนเซ็ปต์ในการพัฒนามาจาก Urban - Human - Nature (เมือง - คน -ธรรมชาติ) Urban - คือการเชื่อมต่อ 0 เมตรจากรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย Human –  คือการเป็นโครงการที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของผู้อยู่อาศัย โดยจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สิ่งอำนวยความสะดวกประจำโครงการ รูปลักษณ์โครงการ หรือสังคมของผู้พักอาศัย ที่มุ่งเน้นถึงสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย Nature – คือการผสมผสานธรรมชาติเข้าไปในรูปลักษณ์การดีไซน์ของตัวตึก ข้อมูลโครงการ  โดยในช่วงที่เปิดลงทะเบียนเพื่อจองผ่านช่องทางออนไลน์ “Ananda Online Booking”  ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 13.00 น. ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษทั้งราคาพิเศษ และส่วนลดพิเศษ 10% จำวน 95 ยูนิต ที่นำมาเปิดขายออนไลน์ และได้จัดงาน Pre-Sales ในวันที่ 25-26 พฤษภาคม  2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น  ที่สำนักงานขายโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย พร้อมรับส่วนลด 7%* (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)   บทสรุปของโครงการนี้ คือ 1.การยุติการขาย 2.เตรียมปรับแบบใหม่ 3.ปรับราคาขายใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 4.เตรียมเปิดตัวขายใหม่อีกครั้ง ในช่วงต้นปี 2563 5.คืนเงินให้กับลูกค้าที่ซื้อไปก่อนหน้าทั้งหมด   ส่วนคำถามและข้อสงสัยอื่นๆ ยังไม่ได้รับคำตอบจากบมจ.อนันดาฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยอดขายจริงว่าขายไปเท่าไรแล้ว ลูกค้าเก่าที่ยังสนใจจะซื้อโครงการในทำเลนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไร รวมถึงเงินที่จ่ายไปแล้วได้รับดอกเบี้ยชดเชยเพิ่มเติมหรือไม่  ราคาขายใหม่จะถูกหรือแพงกว่าเดิม แบรนด์จะเปลี่ยนไปหรือไม่ และข้อสงสัยที่รอคำตอบจากฝ่ายบริหารของไอดีโอ
เปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งในยุค 4.0 กับ “แม็คโคร ดิจิทัล สโตร์” แห่งแรกของไทย

เปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งในยุค 4.0 กับ “แม็คโคร ดิจิทัล สโตร์” แห่งแรกของไทย

ในยุคดิจิทัล 4.0 ที่ทุกวันนี้ผู้บริโภคนำเอาดิจิทัลเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิต ทำอะไรก็ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ว่าจะติดต่อสื่อสารหรือจับจ่ายใช้สอย ทำได้ง่ายแค่นิ้วสัมผัสหน้าจอ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของคนยุคนี้ที่เปลี่ยนแปลงไป “แม็คโคร” แม้จะเป็นธุรกิจค้าส่ง ซึ่งทำการค้ากับบรรดาพ่อค้าแม่ค้า เจ้าของธุรกิจร้านค้า หรือผู้ประกอบการต่างๆ ก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน เพราะกลุ่มผู้ประกอกบการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต่างก็นำเอาระบบดิจิทัลเข้ามาเป็นตัวช่วยด้วยกันทั้งนั้น ที่สำคัญผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว ในการซื้อสินค้าไม่ว่าจะมาช้อปปิ้งที่สาขาหรือจะสั่งซื้อทางออนไลน์ก็ตาม บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดตัว "แม็คโคร ดิจิทัล สโตร์" แห่งแรก สาขาลาดกระบัง ต้นแบบห้างค้าส่งอัจฉริยะ โมเดลฟูดเซอร์วิส นำปัญญาประดิษฐ์(AI) เชื่อมต่อพนักงาน+คู่ค้า+ลูกค้า ด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล 26 ล้านบาท  พัฒนาสโตร์ขนาดพื้นที่รวม 6,700 ตารางเมตร มีพื้นที่ขาย 1,900 ตารางเมตร ซึ่งเติมเต็มด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีและดิจิทัล เป้าหมายของขยายสาขาดิจิทัล สโตร์ “แม็คโคร” ต้องารสร้างผลสัมฤทธิ์ 4 ด้าน ทั้งประสิทธิภาพการทำงาน การบริการที่ดีขึ้น ประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เสริมประสิทธิภาพลดปัญหาสต็อกขาด คิวยาว ควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยการนำเอาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตออฟธิงค์ (IoT) มาใช้ นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  แม็คโคร ดิจิทัล สโตร์  เป็นร้านค้าแบบฟูดเซอร์วิส ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอด ทำให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ 4 ด้าน นั่นคือ บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการในสาขา ประหยัดพลังงานในระยะยาว และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างประสบการณ์ความพึงพอใจรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าผู้ประกอบการยุคดิจิทัล ให้สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ “แม็คโคร ดิจิทัล สโตร์ สาขาลดกระบัง ออกแบบและวางระบบด้วยการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการภายในร้าน และการให้บริการต่างๆ ตั้งแต่จุดรับชำระเงิน ชั้นวางสินค้า การบริหารจัดการสินค้าคงคลังทั้งหน้าร้านและหลังร้าน การตรวจเช็คสินค้าราคา การสั่งสินค้าผ่าน  อีคอมเมิร์ซ  การใช้ไฟฟ้าและการประหยัดพลังงานภายในสาขา ฯลฯ  โดยติดตามผ่านการแสดงหน้าจอบนแผงตรวจสอบและควบคุมการปฏิบัติงาน” นางศิริพร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาจะพบว่าปัญหากลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ เข้ามาซื้อสินค้าแล้วได้สินค้าไม่ครบ รวมถึงใช้เวลานานในการชำระเงิน เนื่องจากมีผู้เข้ามาซื้อสินค้าจำนวนมาก ต้องต่อแถวเพื่อชำระเงินเป็นเวลานาน อุปกรณ์เทคโนโลยีและดิจิทัลที่นำเข้ามาจะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น  โดยคาดหวังว่าจะช่วยทำให้แม็คโครมียอดขายเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับสาขาปกติ เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและบริการ จะลดโอกาสการขาดสต็อก และลดการสูญเสียโอกาสในการขาย ขน 23 อุปกรณ์ดิจิทัลรองรับลูกค้า 4.0 แม็คโคร ดิจิทัล สโตร์ สาขาลาดกระบัง ได้นำเอาอุปกรณ์เทคโนโลยีและดิจิทัล มาใช้เสริมสร้างประสบการณ์ซื้อสินค้า ของลูกค้าในยุค 4.0 และเพิ่มประสิทธิภาพต่างๆ มากถึง 23 อุปกรณ์ นับตั้งแต่ทางเข้าห้างไปจนถึงขันตอนการจ่ายเงิน อาทิ สื่อโฆษณาดิจิทัล มีทั้งจอแอลอีดี ซึ่งใช้แทนสื่อโฆษณาในรูปแบบเดิมที่เป็นกระดาษ เพื่อเป็นสื่อโฆษณาบอกข้อมูลโปรโมชั่นสินค้า  และข้อมูลต่างๆ  ป้ายโปรโมชั่นอัจฉริยะ  บอกทั้งราคา สแกนได้ทั้งคิวอาร์โค้ทตรวจสอบย้อนกลับ แทรกหนังโฆษณา โดยมีป้ายโฆษณาดิจิทัลในจุดสำคัญๆ  ตั้งแต่ทางเข้าห้างไปจนถึงจุดชำระเงิน ป้ายราคาอัจฉริยะ ESL (Electronic Shelf Label) ถูกนำมาใช้แทนป้ายรูปแบบกระดาษที่เคยใช้มาตลอด 30 ปี โดยจะมีการติดตั้งป้ายกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ LED หลากหลายขนาด จำนวนกว่า 8,000 ชิ้น ซึ่งมีข้อดี คือ สามารถเปลี่ยนแปลงราคาได้ภายใน 40 วินาที จากการควบคุมสั่งงานผ่านของส่วนกลาง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า หรือจัดทำราคาโปรโมชั่น จากเดิมต้องให้พนักงานเดินเปลี่ยนป้ายราคาตามจุดต่างจำหน่ายสินค้านับ 1,000 จุด  นอกจากนี้ ป้ายอัจฉริยะยังเชื่อมโยงข้อมูลของสินค้า รายละเอียดต่างๆ กล้อง AI อัจฉริยะ สำหรับการตรวจสอบปริมาณสินค้าบนชั้นวาง เมื่อสินค้าถูกจำหน่ายออกไป พนักงานจะเข้ามาเติมสินค้าบนชั้นได้ทันที  โดยกล้องสามารถกำหนดเวลาการตรวจสอบข้อมูลสินค้าได้ทั้งแบบเรียลไทม์หรือตั้งเวลา เพื่อแจ้งเตือนการเติมสินค้าได้ทันความต้องการ เบื้องต้นมีการติดตั้งกล้องจำนวน 25 ตัวในแผนกสินค้าที่ขายดี ครอบคลุมพื้นที่ขายประมาณ 20% คิว บัสเตอร์ (Queue Buster) เข้ามาช่วยทำให้การชำระเงินสะดวกรวดเร็ว  เพราะจะมีพนักงานที่ติดเครื่องหมาย Q Buster ไว้ที่แขนเสื้อ มาช่วยสแกนบาร์โค้ดของสินค้า พร้อมบันทึกรายการสินค้าลงในหมายเลขบัตรสมาชิก หากเห็นแถวชำระเงินต่อกันยาว เมื่อถึงคิวชำระเงินแคชเชียร์เพียงสแกนบัตรสมาชิกก็คิดเงินได้ทันที เครื่องคิดเงินสองหน้าจอ (Double Screen Cashier) แสดงรายการสินค้าที่ถูกสแกนไปพร้อมๆ กับพนักงานแคชเชียร์ จะได้ทำการตรวจเช็คความถูกต้องไปพร้อมกัน  พร้อมกับมีช่องแสดง QR code สำหรับชำระเงิน ชำระเงินด้วยการสแกน QR Code (QR payment)  ก้าวสู่สังคมไร้เงินสดไปกับการชำระเงินด้วยการสแกน QR Code เพื่อชำระเงิน ง่าย สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ หน้าจอ Eco-Friendly แจ้งสถานะการใช้พลังงานจากโซล่า พาเนล บนหลังคา รวมถึงบอกจำนวนการใช้พลังงานแต่ละจุด  อาทิ เครื่องทำความเย็น หลอดไฟ  เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการใช้กระแสไฟเกินค่ามาตรฐาน (FTE)  ทำให้บริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นสาขาที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 798,000 กิโลกรัมต่อปีของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แอลอีดี อีคอมเมิร์ซ เมื่อลูกค้าต้องการซื้อสินค้าที่มีขายบนระบบออนไลน์ (makroclick)  สาขานี้มีจอแอลอีดี อีคอมเมิร์ซ ดิจิทัลคีออสหน้าทางเข้า แสดงรายการ - สั่งสินค้าที่ไม่มีในสาขาผ่านระบบ e-commerce ได้เลย Picking Solution ระบบการส่งของที่รวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะซื้อสินค้าที่สาขา หรือโทรศัพท์สั่งผ่าน makroclick พนักงานจะรับคำสั่งซื้อผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า Handheld  จากนั้นจะไปจัดของตามรายการ ง่าย ประหยัดเวลา และรักษ์โลก วิธีนี้ลดใบคำสั่งซื้อที่เป็นกระดาษได้ถึง 600,000 แผ่นต่อปี หรือลดการตัดต้นไม้ได้ถึง 300 ต้นต่อปี แผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Panel) 800 ตารางเมตร ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงมาใช้งานได้ถึง 35% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 150,000 บาท ที่ช่วยลดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายแต่ละเดือนกว่า 500,000 ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าแม็คโคร  ตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า ส่งเสริมการขนส่งแบบประหยัดพลังงาน พร้อมติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ขนาดพอเหมาะเพื่อนำพลังงานมาใช้ในห้องควบคุมอุณหภูมิ สำหรับส่งสินค้าในบริเวณใกล้เคียง จัดส่งได้ทั้งอาหารสด สินค้าอุปโภคและบริโภค รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ระยะทาง 100 กิโลเมตรเมื่อชาร์ตไฟฟ้า 1 คืน  การส่งสินค้าด้วยรถตุ๊กตุ๊กช่วยทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าถูกลงเหลือเพียงกิโลเมตรละ 40 สตางค์  ทำให้สามารถเข้ามาตอบสนองการจัดส่งสินค้าในรูปแบบเดลิเวอรี่ได้ภายใน 1 วัน (Sam Day) จากเดิมการจัดส่งสินค้าต้องใช้ระยะเวลา 1 วัน จุดชาร์ตไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริเวณลานจอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อประหยัดพลังงานมากขึ้น ระบบทำความเย็นอัจฉริยะ(Water Loop Heat Exchange)  ลดการใช้พลังงานจากระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ ด้วยการกระจายการทำงานเป็นชุดอิสระ ควบคุม และสั่งการผ่านระบบส่วนกลางที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านแท็บเลท ทำให้การปฏิบัติงานของพนักงานเป็นไปด้วยความสะดวก และแม่นยำมากยิ่งขึ้น  
เจ.เอส.พี. ล้างภาพ “สำเพ็ง” สู่ Top5 ผู้นำพัฒนาตลาดบ้านแนวราบ

เจ.เอส.พี. ล้างภาพ “สำเพ็ง” สู่ Top5 ผู้นำพัฒนาตลาดบ้านแนวราบ

ช่วงเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ โครงการสร้างชื่อและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง น่าจะเป็นโครงการสำเพ็ง 2 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ จากนายทะนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ได้ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ นายลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล หลังจากนั้นได้มีการปรับการบริหารงาน โดยนายลิขิต เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน  และล่าสุดในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทเสริมทีมบริหารงานภายใน ด้วยการเสริมทีมบริหารการตลาดมาจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือ PS และทีมการเงินจากบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI เพื่อสร้างให้ธุรกิจมีการเติบโตอีกครั้ง จากก่อนหน้าที่บริษัทชะลอการพัฒนาโครงการ และการทำตลาดในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้   นายสงกรานต์ แสงอร่ามรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาดและการขาย บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  หนึ่งในทีมผู้บริหารชุดใหม่ ที่เข้ามาบริหารงานเพื่อสร้างการเติบโต เปิดเผยว่า  โจทย์สำคัญที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้มอบหมายให้กับทีมบริหารชุดใหม่ ในช่วงปีแรกมี 2 เรื่องสำคัญ คือ การระบายสต็อกสินค้าเดิม และการปรับภาพลักษณ์ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก เพื่อผลักดันให้บริษัทเติบโตต่อไปในอนาคต   “ซีอีโอเป็นนักลงทุนที่มองหาโอกาสจากธุรกิจ ที่สามารถสร้างการเติบโตและมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ก่อนจะเข้ามาลงทุนได้ทำการศึกษาบริษัทมาเป็นอย่างดี เห็นว่ามีรายได้ 3,000-4,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2559-2560 หากสามารถพัฒนาโครงการต่อเนื่อง รายได้ก็น่าจะเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทยังมีจุดแข็งจาการมีที่ดินสะสมไว้จำนวนมาก ซึ่งมีต้นทุนราคาที่ดินต่ำ หลายแปลงราคาที่ซื้อมาถูกกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับราคาซื้อขายในปัจจุบัน”   เดินหน้าละบายสต็อกเสริมเงินทุนหมุนเวียน   แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทจะไม่ได้พัฒนาโครงการใหม่ออกมา แต่โครงการเดิมที่พัฒนาไว้แล้ว ยังมีสินค้ารอการขายอยู่จำนวนหนึ่ง ที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันจะต้องเร่งระบายสต็อก เพื่อสร้างรายได้มาเป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท จำนวน 900 ยูนิต ในโครงการไมอามี่ บางปู และโครงการ J Condo สาทร-กัลปพฤกษ์ ที่ยังเหลือขายอีก 600 ยูนิต ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปี 2563     สำหรับกลยุทธ์การขาย จะเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ เนื่องจากมองว่าสินค้ามีทั้งคุณภาพและราคาที่คุ้มค่า  เพราะเป็นต้นทุนเดิมตั้งแต่เริ่มการพัฒนาเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และบริษัทไม่ได้ทำการปรับราคาเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบันยดขายจึงเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้า โดยมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 300  ล้านบาท จากก่อนหน้ามียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 100 ล้านบาท  โดยบริษัทวางแผนใช้งบประมาณในการตลาดประมาณ​10-20 ล้านบาท   ปั้นโปรเจ็ตก์สร้างยอดปีละ 6,000 ล้าน ขึ้นท็อป5   เป้าหมายสำคัญในระยะ 2-3 ปีนับจากนี้ เจ.เอส.พี.ฯ ต้องการก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 5 ของผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการแนวราบระดับราคา 2-3 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่มีความต้องการอย่างแท้จริง มีขนาดตลาดใหญ่ และเป็นตลาดของคนส่วนใหญ่ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย จุดแข็งของการจะผลักดันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือ การมีที่ดินเปล่าสะสมไว้ถึง 10 แปลง อยู่ในโลเกชั่นติดถนน ที่สำคัญต้นทุนที่ดินต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง คิดเป็นมูลค่าทางบัญชีกว่า 2,500 ล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาสินค้าออกมาขายในราคาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าแต่ละปีจะมีการพัฒนาโครงการออกมาขาย คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,000-10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างยอดขายได้มากกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันผู้นำอันดับ 5 ในโครงการแนวราบมียอดขายอยู่ระดับ 6,000 ล้านบาท หากบริษัทสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า ก็จะเข้าอยู่ใน Top 5 ดังกล่าวได้   สำหรับการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 นี้ ได้วางแผนพัฒนาโครงการแนวราบ ประเภทบ้านแฝด 1 โครงการ ทำเลย่านบางบัวทอง มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท  ส่วนในปี 2563 เตรียมเปิดแนวราบเพิ่มอีก 7 โครงการ ได้แก่ ทำเลโครงการบางพระ, โครงการแพรกษา, โครงการบางใหญ่จำนวน 2 โครงการ, โครงการบางใหญ่ (2), โครงการติวานนท์, และโครงการบางบัวทอง ซึ่งมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท  ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ 4,068 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 3,215 ล้นบาท ปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ 600 ล้านบาท  ส่วนปี 2563 วางเป้ารายได้รวมกว่า 4,500 ล้านบาท โดยหวังว่าในอนาคตแต่ละปีบริษัทจะเติบโตประมาณ 15%   รีแบรนด์ล้างภาพ “สำเพ็ง2” สู่ความเป็นโมเดิร์น   นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างการบริหารภายใน ด้วยการเสิรมทีมบริหารการตลาดมาจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือPS และทีมการเงินจากบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือCI เข้ามาแล้ว  ภารกิจสำคัญของบริษัท คือ การปรับภาพลักษณ์ให้บริษัทมีความทันสมัย เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในการจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน อายุระหว่าง 30-40 ปี เนื่องจากการรับรู้ของคนส่วนใหญ่จะรู้จักโครงการสำเพ็ง 2 มากกว่าจะรู้จัก บริษัท เจ.เอส.พี.ฯ  ประมาณเดือนกันยายนที่จะถึงจึงได้เตรียมวางแผนปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ สินค้าที่จะมีแบบบ้านใหม่ การบริการ และทัชพอยท์ต่างๆ   “คนยังไม่ค่อยรู้จักบริษัท จะรู้จักแต่โครงการสำเพ็ง 2 บริษัทจึงต้องปรับภาพลักษณ์ใหม่ ใส่ความโมเดิร์น การเสริมการบริการ ปรับแบรนด์วิชั่นใหม่ เราไม่ได้ขายบ้านแต่เราขายความสุข จึงต้องมีการเสริมทั้งบริการและคุณภาพสินค้า รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ โดยรวม และจะขยับการพัฒนาโครงการในตลาดพรีเมียมเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ในตลาดแมสเป็นหลัก คือ การพัฒนาโครงการบ้านแฝดในระดับ 7-8 ล้านบาท ในย่านบางใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทพัฒนาบ้านออกขายแพงสุดราคาหลังละ 6 ล้านบาทเท่านั้น”   สิ่งต่างๆ ที่ทีมผู้บริหารใหม่ต้องทำนับจากนี้ คงถือว่าเป็นความท้าทายในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะการทำให้ทีมงานบริษัทคิดและเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในอนาคตยังมีเป้าหมายสำคัญต้องบรรลุ ไม่ว่าจะเป็นการทำยอดขายรวม 19,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งต้องรอดูผลงานของทีมผู้บริหารชุดนี้ว่าจะทำได้ตามที่หวังไว้หรือไม่  
4 เหตุผลที่ “ออริจิ้น” เปิดแบรนด์ใหม่จับตลาด Gen Z

4 เหตุผลที่ “ออริจิ้น” เปิดแบรนด์ใหม่จับตลาด Gen Z

คีย์ซัคเซสของ “ออริจิ้น” หรือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (ORI) ภายใต้การบริหารงานของ “พีระพงศ์ จรูญเอก”  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น คือเรื่องความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า รวมถึงพนักงานและพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ร่วมกันพัฒนาธุรกิจได้ตอบโจทย์  ตรงใจกลุ่มลูกค้าต่างๆ ในช่วงแรกๆ ออริจิ้นมุ่งจับตลาดระดับกลางไปจนถึงบน ภายใต้แบรนด์คอนโดมิเนียมหลัก ได้แก่ แบรนด์ Kensington จับตลาดระดับกลาง แบรนด์ Notting Hill จับตลาดระดับกลาง-กลางบน แบรนด์ Knightsbridge จับตลาดกลาง-บน และแบรนด์ Park จับตลาดบน  แบรนด์โครงการแนวราบ ใช้แบรนด์ Britania ที่จับตลาดระดับบน   แต่ดูเหมือนว่าการทำธุรกิจในปี 2562 โจทย์ทางการตลาดได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการสินเชื่อต่อหลักประกัน (LTV) สงครามการค้าโลกระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในและต่างประเทศ สัญญาณเชิงลบเหล่านี้ทางออริจิ้นมองเห็นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561 แล้ว และวางแผนปรับตัวกับการมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเข้ามาเสริมกับกลุ่มตลาดเดิมที่น่าจะได้รับผลกระทบ  โดยสิ่งที่ออริจิ้นได้เตรียมแผนไว้ คือ การเปิดตัวแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่ “ดิ ออริจิ้น” (The Origin)  ซึ่งจับตลาดกลุ่มเป้าหมาย First Jobber หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน     4 เหตุผลทำไมต้อง First Jobber?   1.กลุ่ม First Jobber ถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 23-28 ปี หรือ กลุ่ม Gen Z ซึ่งมีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเอง โดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิต ที่นิยมอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม และชอบเดินทางด้วยรถสาธารณะหรือรถไฟฟ้า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่นิยมซื้อรถ เพราะนอกจากจะเป็นภาระแล้วยังไม่สะดวกต่อการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ  การอยู่อาศัยในคอนโดฯ  ทำเลใกล้รถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งมวลชลที่สะดวก จึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของคนกลุ่มนี้   2.กลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน จะไม่มีภาระจากหนี้สิ้นหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มมากนัก โดยเฉพาะเป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาในยุคปัจจุบันที่ธนาคารและสถาบันการเงิน เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อสาธารณูปโภค ทำให้ไม่มีภาระหนี้สินจากสิ่งต่างๆ เหล่านั้น  นอกจากไม่มีหนี้สินมากเท่ากับกลุ่มคน Gen อื่นๆ แล้ว กลุ่ม Gen Z ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ยังจะมีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานและรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีความสามารถในการซื้อคอนโดฯ เพื่ออยู่อาศัยไม่ได้มากขึ้นด้วย   3.ขณะที่หากมองภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ จะพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ มุ่งเน้นการปรับพอร์ตธุรกิจของตนเอง โดยไปจับตลาดบ้านแนวราบมากขึ้น ด้วยความกังวลผลกระทบต่อมาตรการ LTV ที่บังคับใช้ และมองว่าตลาดบ้านแนวราบเป็นตลาดเรียลดีมานด์ที่แท้จริง ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการหลายรายหันไปในตลาดบ้านแนวราบ เชื่อว่าการแข่งขันก็ต้องรุนแรงตามไปด้วย ออริจิ้นจึงเลือกมาจับตลาดคอนโดฯ ในกลุ่มเป้าหมายใหม่ดีกว่า   4.ภาวะตลาดโดยรวมที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระดับกลางถึงบน จากผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ​ ชะลอตัวลง 5-10% ซึ่งในปีนี้ออริจิ้นมุ่งเน้นจับตลาดล่าง ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ และตลาดระดับบนที่ถือว่ายังมีกำลังซื้อสูง ทำให้ยอดขายยังคงเติบโตได้โดยมียอดขายเฉลี่ย 70% ในทุกโครงการที่เปิดตัว ขณะที่ภาพรวมตลาดมียอดขายเฉลี่ย 40% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมียอดขายเฉลี่ย 50%     เทคโนโลยี+บริการ ตอบโจทย์ Gen Z   เมื่อออริจิ้น เลือกกลุ่มเป้าหมายหลักทำตลาด คือ Gen Z  ซึ่งมองว่าเป็นตลาดมีโอกาสในปีนี้ และยังต่อเนื่องไปได้นับ 10 ปี จากไลฟ์สไตล์และเทรนด์การใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้  โจทย์ต่อมาที่ออริจิ้นทำคือ การพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของคน Gen Z   -เลือกทำเลเส้นทางรถไฟฟ้า ในราคาที่เอื้อมถึง   แผนการเปิดตัวแบรนด์ดิ ออริจิ้นจะยึดทำเลแนวรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง  ในปีแรกเปิดตัวด้วยกัน 6 โครงการ ในทำเลสุขุมวิท รัชดา ลาดพร้าว รามอินทรา รามคำแหง และพหลโยธิน รวมมูลค่ากว่า 7,700 ล้านบาท  ซึ่งมีระดับราคาขายเฉลี่ย 70,000 บาทต่อตารางเมตร หรือราคาเฉลี่ย 1.2-1.5 ล้านบาท  ถือว่าเหมาะสมกับกำลังซื้อกลุ่ม Gen Z ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000 บาท เป็นกลุ่มซึ่งเดิมต้องเสียค่าเช่าห้อง ประมาณ 6,000 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว   “ปัจจุบันราคาคอนโดฯ ตามรถไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท เราทำราคาประมาณ​ล้านต้นๆ หรือ 1.29 ล้านบาท เป็นราคาย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ทั้งที่ต้นทุนที่ดินไม่ได้ต่างจากคู่แข่ง แต่เราซื้อตรงจากเจ้าของที่ดินและควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้ดี ปัจจุบันราคา 1.2-1.5 ล้านบาทตามแนวรถไฟฟ้าแทบไม่เห็น ถือเป็นบลูโอเชียนของเรา ทุกคนมาดู เห็นเราทำได้ดีเชื่อว่าก็คงทำตาม”   -4 ฟังก์ชั่นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Gen Z   แบรนด์ดิ ออริจิ้น เกิดจากความเข้าใจในลูกค้า รู้ว่าสิ่งใดที่ควรจะทำ และทำในสิ่งที่ตรงใจลูกค้า  การพัฒนาโครงการคอนโดฯ ภายใต้แบรนด์ดิ ออริจิ้น จึงเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ เพราะข้อมูลอินไซต์ของกลุ่ม Gen Z นั้น เป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับความสะดวกสบาย แต่การใช้ชีวิตมีแนวทางและความคิดเป็นของตนเอง เห็นได้จากเทรนด์การออกมาประกอบอาชีพอิสระ หรือการเป็นเจ้าของกิจการต่างๆ เช่นการขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น     โครงการของดิ ออริจิ้น จึงออกแบบ 4 ฟังก์ชั่นและสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์กับกลุ่มคน Gen Z ได้แก่ 1.Smart Closet ออกแบบทุกพื้นที่ในห้องให้สามารถเก็บของได้เพิ่มขึ้น 2.Hotel Services on Demand เชื่อมโยงบริการช่างและพนักงานทำความสะอาด มาตรฐานระดับโรงแรม 3. 24hr Co-working Space ตอบโจทย์การทำงาน 24 ชั่วโมง ด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำงาน และ4.Private Party Room พื้นที่ปาร์ตี้แบบเก็บเสียง และการปรับฟังก์ชั่นการใช้งานได้หลายรูปแบบ   นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณาจำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ ภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง  “ชีวิตจริง101” ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความจริง สะท้อนความเข้าใจต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญเรื่องราวต่างๆ และต้องเริ่มรับผิดชอบตัวเอง และภาพยนตร์โฆษณาอีก 4 เรื่อง สะท้อนถึงฟังก์ชั่นและสิ่งอำนวยความสะดวกโดดเด่นที่จะมีอยู่ในโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ ดิ ออริจิ้น ทุกโครงการ โดยได้ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์”  มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา 4 เรื่องหลัง   ในปีแรกนี้คาดว่าดิ ออริจิ้นจะทำยอดขายให้กับบริษัทได้ประมาณ​ 5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% และในอนาคตอีก 4-5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40-50% ด้วย  
ผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยภาคใต้ และภาคตะวันตก ครึ่งหลังปี 2561

ผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยภาคใต้ และภาคตะวันตก ครึ่งหลังปี 2561

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจอุปทานและอุปสงค์ของโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดเพชรบุรี โดยนับเฉพาะโครงการที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิต   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์กล่าวว่า โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดภูเก็ต มีจำนวน 210 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 30,416 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 176,366 ล้านบาท มีหน่วยเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 7,698 ยูนิต (25.3 % ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด) คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 41,925 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 84 โครงการ มีจำนวนยูนิต 12,682 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 56,417 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 3,513 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 15,096 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 87 โครงการ มีจำนวนหน่วย 17,025 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 85,239 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 4,029 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 20,608 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่าจำนวน 39 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 709 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 34,710 ล้านบาท หน่วยเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 156 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขาย 6,220 ล้านบาท   ทั้งนี้ หน่วยเหลือขายโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุด จำนวน 7,542 หน่วย เป็นอาคารชุดมากที่สุด 53.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3–5  ล้านบาท รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ ร้อยละ 21.5 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท เป็นบ้านแฝด 12.7% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3–5 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 10.7% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 5–7.5 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินเปล่า ตามลำดับ   ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดภูเก็ตที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อหน่วยทั้งหมดในโครงการได้แก่ 1)ทำเลฉลอง-วิชิต ขายได้ 89.3% มูลค่าขายได้ 10,865 ล้านบาท 2)ทำเลหาดบางเทา-หาดสุรินทร์ ขายได้ 89.3%  มูลค่าที่ขายได้ 1,681 ล้านบาท 3)ทำเลตลาดใหญ่-ตลาดเหนือ ขายได้ 80.2%  มูลค่าที่ขายได้ 481 ล้านบาท 4)ทำเลในเมืองกะทู้ ขายได้ 78.1% มูลค่าที่ขายได้ 3,415 ล้านบาท 5)ทำเลหาดกะรน-หาดกะตะ ขายได้ 75.0% มูลค่าที่ขายได้ 160 ล้านบาท   ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมในจังหวัดภูเก็ตที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1)ทำเลตลาดใหญ่-ตลาดเหนือ ขายได้ 96.1% มูลค่าที่ขายได้ 3,674 ล้านบาท 2)ทำเลหาดป่าตอง ขายได้ 85.1% มูลค่าที่ขายได้ 4,548 ล้านบาท 3)ทำเลหาดในยาง-หาดไม้ขาว ขายได้ 84.1% มูลค่าที่ขายได้ 6,268 ล้านบาท 4) ทำเลหาดราไวย์ ขายได้ 81.7% มูลค่าที่ขายได้ 9,117 ล้านบาท 5)ทำเลหาดกะรน-หาดกะตะ ขายได้ 80.7% มูลค่าที่ขายได้ 10,908 ล้านบาท   โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีจำนวน 108 โครงการ มีหน่วยในผังของทุกโครงการรวมกัน8,555 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 43,458 ล้านบาท มีหน่วยเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 2,266 หน่วย (26.5% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด) คิดเป็นมูลค่าหน่วยเหลือขาย 12,096 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 83 โครงการ มีจำนวนยูนิต 4,345 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 18,470 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,724 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 7,591 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนยีมจำนวน 17 โครงการ มีจำนวนยูนิต  4,021 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 18,808 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 485 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 2,657 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่าจำนวน 8 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 189 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 6,180 ล้านบาท ยูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 57 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 1,848 ล้านบาท   ทั้งนี้ยูนิตเหลือขายโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดจำนวน 2,209 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 50.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2–3 ล้านบาท รองลงมาเป็นอาคารชุด 22.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา  2–3 ล้านบาท เป็นบ้านแฝด 11.8% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2–3 ล้านบาท เป็นทาวน์เฮ้าส์ 10.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1–1.5 ล้านบาท ที่เหลือเป็นที่ดินเปล่าและอาคารพาณิชย์ ตามลำดับ   ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อหน่วยทั้งหมดในโครงการ ทำเลเขาตะเกียบ ขายได้ 67.9% มูลค่าขายได้ 1,982 ล้านบาท  ทำเลทับใต้ ขายได้ 64.4% มูลค่าที่ขายได้ 3,213 ล้านบาท ทำเลปราณบุรี ขายได้ 60.2% มูลค่าที่ขายได้ 1,233 ล้านบาท  ทำเลเขาหินเหล็กไฟ ขายได้ 56.8% มูลค่าที่ขายได้ 3,821 ล้านบาท และ ทำเลหัวหิน ขายได้ 51.3% มูลค่าที่ขายได้ 630 ล้านบาท ตามลำดับ   ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อหน่วยทั้งหมดในโครงการ ทำเลหัวหิน ขายได้ 93.4% มูลค่าที่ขายได้ 7,183 ล้านบาท ทำเลเขาตะเกียบ ขายได้ 82.1% มูลค่าที่ขายได้ 6,945 ล้านบาท  ทำเลปราณบุรี ขายได้ 81.8% มูลค่าที่ขายได้ 1,596 ล้านบาท  และทำเลเขาหินเหล็กไฟ ขายได้ 74.4% มูลค่าที่ขายได้ 427 ล้านบาท ตามลำดับ   โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเพชรบุรีมีจำนวน 63 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 14,418 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 59,985 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 3,101 ยูนิต (21.5% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด) คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 11,604 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 46 โครงการ มีจำนวนหน่วย 2,733 ยูนิต   มูลค่าโครงการรวม 13,838 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 990 หน่วย คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,101 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 14 โครงการ มีจำนวนยูนิต 11,631 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 43,967 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 2,105 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 7,244 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่าจำนวน 3 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 54 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,180 ล้านบาท ยูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 6 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 260 ล้านบาท   ทั้งนี้ ยูนิตเหลือขายโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจำนวน 3,095 ยูนิต เป็นคอนโดมิเนียมมากที่สุด 68.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3-5  ล้านบาท รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 23.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2–3 ล้านบาท เป็นที่ดินเปล่า 4.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1–1.5 ล้านบาท เป็นทาวน์เฮ้าส์ 3.2% ส่วนใหญ่เป็นอยู่ในระดับราคา 5 – 7.5  ล้านบาท ที่เหลือเป็นบ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ ตามลำดับ   ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเพชรบุรีที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อหน่วยทั้งหมดในโครงการ ทำเลหาดเจ้าสำราญ ขายได้ 77.7%  มูลค่าขายได้ 239 ล้านบาท  ทำเลชะอำตอนเหนือ ขายได้ 71.1% มูลค่าที่ขายได้ 4,686 ล้านบาท  ทำเลในเมืองเพชรบุรี ขายได้ 66.3% มูลค่าที่ขายได้ 1,061 ล้านบาท  และทำเลชะอำตอนใต้ ขายได้ 55.6% มูลค่าที่ขายได้ 3,752 ล้านบาท ตามลำดับ   ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมในจังหวัดเพชรบุรีที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อหน่วยทั้งหมดในโครงการ ทำเลชะอำตอนใต้ ขายได้ 88.1% มูลค่าที่ขายได้ 6,718 ล้านบาท ทำเลชะอำตอนเหนือ ขายได้ 81.5% มูลค่าที่ขายได้ 29,956 ล้านบาท และทำเลในเมืองเพชรบุรี ขายได้ 52.1% มูลค่าที่ขายได้ 50 ล้านบาท ตามลำดับ      
“มั่นคง” รีเฟชรแบรนด์เพื่อความอยู่รอด  เพราะไม่อยากเป็นเหมือน “ฟิล์มโกดัก”

“มั่นคง” รีเฟชรแบรนด์เพื่อความอยู่รอด เพราะไม่อยากเป็นเหมือน “ฟิล์มโกดัก”

โจทย์การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องยึดเป็นแกนหลัก คือ ต้องสามารถตอบความต้องของลูกค้าให้ได้  จากพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป  เพราะถูกเทคโนโลยีเข้ามา Disrupt จนทำให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะสะดวกสบายจากเทคโนโลยี ใช้แค่นิ้วมือจิ้มๆ ก็ทำธุรกรรมต่างๆ ได้สบายบนโทรศัพท์มือถือ หรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงสารพัด ทำได้ไม่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการทั้งหลายจึงต้องก้าวให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป   ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  ขายบ้านขายคอนโดมิเนียม ก็ถูกเทคโนโลยีเข้ามา Disrupt ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล และการเปรียบเทียบสินค้า เดี๋ยวนี้ลูกค้าศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบราคาของโครงการที่สนใจก่อนจะไปเยี่ยมชมห้องตัวอย่างจริง แต่โครงการอสังหาฯ ที่จะถูกนำมาเปรียบเทียบ หรือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ลูกค้าพิจารณา คงต้องกลับมาที่เรื่องของ Brand ว่าอยู่ในใจลูกค้ามากน้อยแค่ไหน   สำหรับแบรนด์มั่นคง หรือ บริษัท มั่นคง เคหะการ จำกัด (มหาชน) (MK) ได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเช่นกัน และมองว่านี่คือโจทย์สำคัญทางการตลาดที่จะต้องก้าวตามให้ทัน เพราะหากไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง คงไม่สามารถเป็นหนึ่งแบรนด์ในใจที่ลูกค้าจะถึงได้ เนื่องจากปัจจุบันฐานลูกค้าหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ล้วนแต่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองแล้ว และมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น หากไม่สร้างฐานลูกค้าใหม่และสร้างแบรนด์ของตัวเอง ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ องค์กรที่อยู่มากว่า 60 ปีอาจจะหายออกไปจากตลาดได้เช่นกัน   รีเฟรชแบรนด์ใหม่เอาใจ Gen Y   ช่วง 4 ปีก่อนหน้านี้ MK มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์  โดยเจ้าของเดิมตระกูล “ตั้งมติธรรม” ขายธุรกิจให้กับ “สุเทพ วงศ์วรเศรษฐ”  ในบริษัท แคสเซิล พีค ดีเวลลอปเม้นท์ส จำกัด และบริษัท ซีพีดี โฮ ลดิ้ง จำกัด หลังจากนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในก็เกิดขึ้น อาทิ กระบวนการบริหารงานภายใน การทำให้คนในองค์กรมองธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน การปรับเปลี่ยนโลโก้ และการสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้า รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย   หลังจากที่กระบวนการบริหารงานภายในเริ่มเข้าที่เข้าทางในระยะ 2 ปีแรก สิ่งที่ MK เดินหน้าเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไป คือ การสร้าง Brand Positioning ของตัวเองใหม่ ด้วยการหยิบเอาเทรนด์ของโลกในเรื่อง Well-Being เข้าใช้เป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงการ ถือเป็นแนวทางการรีเฟรชแบรนด์ให้ตอบสนองกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน ที่ฐานหลักคือ กลุ่ม Gen Y หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20-37 ปี และตอบสนองกับเทรนด์ของโลกซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่อง Well-Being   “ยอดขายที่อยู่อาศัยของบริษัทยังเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่เมื่อความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป ถ้าไม่ทำอะไรเลยเราจะถอยหลัง ถ้าไม่มีสินค้าตอบโจทย์ เราจะหายไป เราไม่อยากเป็นเหมือนฟิล์มโกดัก” นางสาวดุษฎี ตันเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ไม่เพียงเท่านั้นคนในยุคปัจจุบันหาข้อมูลโดยทำ Desktop Research หรือการค้นหาข้อมูลจากโลกออนไลน์ ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า หาก MK ไม่ทำการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็จะไม่ได้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า การรีเฟรชแบรนด์จึงจะเป็นหนึ่งในการสร้างการับรู้ และมุ่งหวังว่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า ​เพราะหากเปรียบเทียบจุดแข็งในการพัฒนาธุรกิจ ไม่ว่าเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้งและราคา โครงการของ MK ถือว่าสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในตลาดได้   “การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า การไม่ทำจะไม่อยู่ในทางเลือกของลูกค้าเลย” Well-Being ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน   การรีเฟชรแบรนด์ของ MK ไม่ใช่แค่การทำตลาดดิจิทัล ที่ยังคงใช้เป็นหลัก เพราะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้ดีที่สุด แต่ยังเสริมด้วยสื่อเดิมอย่างป้ายโฆษณาในพื้นที่ และการทำตลาดรูปแบบอื่นๆ ด้วย แต่สิ่งที่แบรนด์ MK ให้ความสำคัญ  ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นส่วนสำคัญเพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand essence) คือ การนำเอาแนวคิดของ Well-being เข้ามาพัฒนาโครงการ ตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา โดยครอบคลุมในเรื่องหลักสำคัญ อาทิ การพัฒนาโครงการ มีการจัดวางการวาง Layout บ้านให้หันไปทิศเหนืใต้ การวางผังโครงการจะจัดวางตัวบ้านให้สอดคล้องกับลมประจำถิ่น โดยแบ่งแปลงบ้านให้ไปทางทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งทำให้บ้านถ่ายเทอากาศได้ดี และยังรับแสงน้อย การจัดให้มีห้องพยาบาลกล้วยน้ำไท เพื่อให้บริการลูกบ้าน บริเวณคลับเฮ้าส์โครงการ พร้อมแพ็คเกจดูแลสุขภาพ เป็นต้น   การใช้วัสดุที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม (ECO-FRIENDLY MATERIALS) เช่น โถสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ หลอดไฟฟ้า LED ซึ่งเป็นหลอดประหยัดพลังงาน  ประตูหน้าต่าง ชนิด UPVC ซึ่งมีคุณสมบัติลดการถ่ายเทความร้อนได้ดี  สีที่มีคุณสมบัติไร้สารตะกั่วและโลหะหนัก  เป็นต้น   จัดพื้นที่ปลูกผักสวนครัว บริเวณพื้นที่สวนหย่อมหรือพื้นที่ว่างของโครงการ สร้างความสัมพันธ์และสุขภาพที่ดี การจัดกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ (CUSTOMER RELATIONSHIP MANAGEMENT) เช่น โครงการ  Know your Neigbours เชิญชวนให้ลูกบ้านนำอาหารจานเด็ดที่ชื่นชอบมาร่วมแบ่งปันเพื่อนบ้านภายในงาน  กิจกรรม workshop ส่งเสริมสุขภาพ สอนทำอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมสอนเรื่องหลักโภคชนาการ โยคะ การนวดแก้อาการออฟฟิศซินโดรม และการส่งเสริมความรู้ผ่านบทความเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ Well-being ในด้านต่างๆ ให้แก่ลูกบ้านได้อ่าน “มั่นคง ให้ความสนใจในเรื่องสุขภาวะที่ดีแบบ 360 องศา เป็นสิ่งที่คิดมาจากเทรนด์ของโลก มาจากคนยุคปัจจุบันไม่ได้ทำงานหาเงินใช้ชีวิตไปวันๆ เห็นได้จากการเติบโตของเรื่องเวลเนส การเติบโตของเอ็นไทเอจจิ้ง เวลเนสเรียลเอสเตท เวลเนสทัวร์ลิซึม เป็นการรีแบรนด์จากการขายฟังก์ชั่นและโปรโมชั่น หรือขายความคุ้มค่าคุ้มราคา มาสู่การมีสุขภาวะที่ดีแบบยั่งยืน ตามเทรนด์ของโลก เพราะคนไม่ใช่แค่หาซื้อบ้านปกติ โครงการแรกที่นำเอาแนวคิดสุขภาวะที่ดีเข้าไปพัฒนาอย่างชัดเจน คือ โครงการชวนชื่นไพร์มวิลล์กรุงเทพ – ปทุมธานี”  
เมื่อสุขภัณฑ์เป็นมากกว่าส้วม

เมื่อสุขภัณฑ์เป็นมากกว่าส้วม

เคยสงสัยมั้ย ว่าทำไมบางคนถึงยอมลงทุนกับโถสุขภัณฑ์ และควักเงินจ่ายในราคาหลักแสน!! เมื่อเร็วๆ นี้ ทางแบรนด์ “TOTO” เปิดโชว์รูมใหม่ที่ “บุญถาวร เชียงใหม่” พร้อมบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเจ้า “WASHLET” (ฝารองนั่งพร้อมก้านฉีดชำระอัตโนมัติ) ที่มียอดขายทั่วโลกมากกว่า 50 ล้านชิ้น!!! TOTO มีอะไรดี ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของเค้าจะล้ำไปไหน และจะน่าสนใจยังไง ตามไปดูกันค่ะ   ก่อนอื่นต้องเล่ากันก่อนว่า แบรนด์ “TOTO” ก่อตั้งขึ้นที่จังหวัดคิตะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น และถือกำเนิดมาบนโลกนี้ได้ 102 ปีแล้วววว!!!และฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ตัวแรกก็เปิดตัวเมื่อมิถุนายน พ.ศ.2523 หรือเมื่อ 39 ปีก่อน!!!! ตอนนั้นใครจะคิดว่าจากการที่เป็นผู้ผลิตสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำรายแรกของญี่ปุ่น TOTO จะกลายมาเป็นเจ้าตลาดในญี่ปุ่น และกำลังเป็นผู้นำตลาดสุขภัณฑ์อัตโนมัติของโลกในขณะนี้ คงเป็นเพราะพื้นฐานอุปนิสัยที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของชาวญี่ปุ่น ซึ่งไม่เว้นแม้แต่การใช้ห้องน้ำที่หลายคนมองข้ามไป การพัฒนาสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำของ TOTO จึงมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันลึกซึ้ง จนสามารถสร้างความเพลิดเพลิน ความสะดวกสบาย และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เราได้ในชีวิตประจำวัน   เราคงไม่ต้องพูดถึงว่า TOTO พัฒนา WASHLET ผ่านมากี่รุ่น กี่ตัวแล้ว เพราะถ้าต้องเล่าทั้งหมดคงต้องใช้เวลาหลายวันกันเลยทีเดียว รู้แค่ว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีมานี้ TOTO มียอดขาย WASHLET มามากกว่า 50 ล้านชิ้นก็พอ และเค้ายังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และการที่เราได้มาเชียงใหม่ครั้งนี้ นอกจากจะได้เยี่ยมชมโชว์รูมใหม่ในบุญถาวรแล้ว เรายังได้ทำความรู้จักกับฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ที่เปิดตัวล่าสุดในปีนี้ พร้อมกับได้ฟังเสียงจากผู้ใช้จริงว่าทำไมเค้าถึงเจาะจงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ TOTO ในกิจการ/โครงการต่างๆ ของพวกเค้าด้วย NEOREST กับ 2 รางวัลด้านการออกแบบระดับโลก   NEOREST คือไลน์สุขภัณฑ์อัตโนมัติที่ทาง TOTO เปิดตัว 3 รุ่นใหม่รวดในปีนี้ ความน่าสนใจของฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ใน Series NEOREST ที่ทำให้เราสะดุดตาคือ การที่ไลน์ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับรางวัลด้านการออกแบบระดับโลกถึง2รางวัล (iF DESIGN Award และRed Dot Design Award) ตั้งแต่ปี 2560 และล่าสุดสุขภัณฑ์อัตโนมัติ NEOREST รุ่น NEOREST AH และ RH ก็ได้รับรางวัล iF DESIGN Award 2019 อีกครั้ง!!!     จุดเด่นของ NEOREST ที่ทาง TOTO ตั้งใจนำเสนอ เป็นการออกแบบสุขภัณฑ์แห่งอนาคตที่มีความสวยงามควบคู่ไปกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย และตอบสนองวิถีการใช้ชีวิตของคนทุกรุ่น นอกจากดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ด้วยลายเส้นที่นุ่มนวล โค้งมน ละเมียดละไมสะท้อนถึงความประณีต หรูหราแล้ว เทคโนโลยีประหยัดน้ำที่เรียกว่า “Tornado Flush”ก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมการออกแบบที่ทาง TOTO คิดค้นให้รูปแบบการวนของน้ำสามารถทำความสะอาดได้หมดจดแบบ 360 องศา แม้ใช้น้ำปริมาณน้อย แถมยังเคลมว่าลดเสียงรบกวนขณะทำงานได้เป็นอย่างดี ทำไมต้องเลือกใช้ TOTO TOTO มีความเชื่อว่า สุขภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบจะต้องสร้างสุขอนามัยที่ดี และให้ความสะดวกสบายกับผู้ใช้งานด้วย ดังนั้นคุณสมบัติสำคัญที่สุขภัณฑ์ TOTO ต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือ เทคโนโลยี “CLEAN SYNERGY” ที่รวมคุณสมบัติ 3C (TRIPLE C) เอาไว้เพื่อประสบการณ์การใช้ที่พิเศษ ซึ่งคนเคยใช้จริงเท่านั้นจะเข้าใจได้ดี   TRIPLE C   Cleanliness ว่ากันด้วยเรื่องเทคโนโลยีความสะอาด โดยการวนน้ำแบบ Tornado Flush ที่สะอาดหมดจด การเลือกใช้สารเคลือบผิวที่ลดการเกาะติดของคราบสกปรก และการใช้ Electrolize มาขจัดแบคทีเรียที่มองไม่เห็น   Comfort การใช้เทคโนโลยีมาช่วยเรื่องความสบาย เช่น การปรับอุณหภูมิฝารองนั่ง ฝารองนั่งเปิด-ปิด และระบบชำระอัตโนมัติ เป็นต้น   Convenience เน้นเรื่องความสะดวกในการใช้งานตั้งแต่การติดตั้ง ความสะดวกในการทำความสะอาด และการควบคุมทุกการทำงานด้วยรีโมตคอนโทรล   แค่ไปเดินเล่นดูที่โชว์รูมอาจจะยังไม่ทำให้เรามั่นใจมากพอกับสิ่งที่ TOTO กล่าวอ้างถึงข้อดีของผลิตภัณฑ์ตัวเอง งานนี้เราเลยได้ไปเยี่ยมชมโครงการจริง คุยกับเจ้าของกิจการจริงๆ ถึงเหตุผลที่เลือกใช้สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำของ TOTO ทั้งเจ้าของโรงแรมอย่าง Villa Sanpakol และ โรงแรม Mayu รวมไปถึงเจ้าของโครงการ Holm Season of Living โครงการบ้านทาวน์โฮมรูปแบบใหม่ และสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตอย่าง Hinoki Land ซึ่งเจ้าของกิจการทุกคนต่างมีประสบการณ์ตรงจากการได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ TOTO และประทับใจจนเลือกมาติดตั้งในโครงการแบบยกเซ็ตกันไปเลย   โรงแรม Villa Sanpakol   โครงการ Holm Season of Living   Hinoki Land   จริงๆ แล้ว แบรนด์ TOTO ไม่ได้มีขายเฉพาะสุขภัณฑ์แบบ Hi-End ในราคาเรือนแสน (แบบที่เราสงสัยกันในตอนแรก) เท่านั้นนะคะ สุขภัณฑ์รุ่นอื่นๆ ที่ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติเค้าก็ออกแบบและผลิตด้วยเทคโนโลยี วัสดุ และเลือกใช้สารเคลือบมาตรฐานเดียวกันค่ะ  เพียงแต่เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ผ่านการคิดอย่างรอบด้านของ TOTO นี่เอง ที่ทำให้เรื่องในส้วมกลายเป็นความรื่นรมย์ที่บางคนยอมควักกระเป๋าจ่าย เพื่อความสุนทรีย์แบบส่วนตัว   ----------------------------------------------------------------------------------- สำหรับผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์จริงกับนวัตกรรมสุดล้ำของสุขภัณฑ์ “โตโต้” สามารถนัดหมายเพื่อเข้าเยี่ยมชมได้ที่ TOTO Technical Center Bangkok อาคารจี ทาวเวอร์ แกรนด์ พระราม 9 ชั้น 12 โทรศัพท์ 02-117-9520 หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th.toto.com/