Tag : SpecialScoop

144 ผลลัพธ์
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ วิเคราะห์ตลาด 65 มีทั้งปัจจัยบวก-ปัจจัยลบ แนะ 5 เรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง เหตุธุรกิจยังต้องเผชิญผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ  เงินเฟ้อพุ่ง ส่งผลความสามารถในการซื้อ การลงทุนในอสังหาฯ ​   แม้ว่าตอนนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น จนจะมีการนำร่องให้ประชาชนใน 31 จังหวัด ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ในสถานที่โล่งแจ้ง ยกเว้นบุคคลใน 3 กลุ่มที่จะยังต้องสวมหน้ากากอนามัย คือ กลุ่มผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่อยู่ในสถานที่ปิดอากาศไม่ถ่ายเท และเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมคนจำนวนมาก   แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในภาพรวม โดยเฉพาะด้านภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังไม่ได้กลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ เหมือนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาด ปัจจุบันกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัว  ทำให้หลายธุรกิจจะต้องทำการตลาด ด้วยแคมเปญการส่งเสริมการขาย และโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับ​มามากขึ้น   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ก็ไม่ต่างจากหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่ปี 2565 นี้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น เห็นได้จากความมั่นใจของผู้ประกอบการ ที่ประกาศแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียม ที่เคยหยุดหรือชะลอแผนการเปิดตัวไว้ ก็กลับมาเปิดตัวกันมากขึ้นกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา   การเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ ในปีนี้ คงมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กกับผู้ประกอบการ ​ซึ่งมีอะไรบ้างนั้น ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ ​REIC ได้ทำรายงาน  ดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ที่ใช้ข้อมูลในด้านอุปสงค์และอุปทานในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เพื่อประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ พร้อมกับฉายภาพ สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ​ - ปริมณฑล ในไตรมาส 1/2565 และแนวโน้มของภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วงปี 2565 นี้ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดบ้าง ดร.วัยชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ​เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 1 ปี 2565 ภาคธุรกิจอสังหาฯ ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพ และเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อหรือลงทุนในอสังหาฯ  ขณะเดียวกัน ยังพบความเคลื่อนไหวของภาวะตลาด ทั้งด้านซัพพลายและดีมานด์ ที่น่าสนใจในหลายประเด็น โดยสรุปได้ดังนี้ สรุปภาพรวมสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯและปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2565 ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนย่อตัว 27.1% จำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 แต่ละเดือนยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมไตรมาส 1/2565 ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนมีการย่อตัวลง 27.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) มียูนิตสร้างเสร็จจดทะเบียน ลดลง 33.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอาจจะภาพสะท้อนถึงจำนวนยูนิตที่เปิดใหม่น้อยลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา   คาดการณ์ว่า จำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน จะทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2-4 ซึ่งจะมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และภาพรวมทั้งปี 2565 จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน จะขยายตัวประมาณ 22.1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า   จากตัวเลขจำนวนยูนิตที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรร และที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน ที่ลดลงในไตรมาส 1/2565 แต่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในไตรมาส 2- 4 สะท้อนให้เห็นว่า การเกิดขึ้นของซัพพลายใหม่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกำลังซื้อที่จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และรองรับความต้องการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงปลายปีนี้​ เพื่อได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง ซึ่งจะหมดเวลาในปลายปี 2565 นี้ Q1/65 เปิดตัวใหม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิด-19 -ระหว่างเดือน ม.ค.- มี.ค. 2565 ในแต่ละเดือนมีการเปิดตัวใหม่ ประมาณ 9,000 - 12,500 ยูนิตต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งมีการเปิดตัวเฉลี่ย 8,300 ยูนิต​ต่อเดือน   -ภาพรวมในไตรมาส 1/2565 มีการเปิดตัวใหม่ 31,477 ยูนิต มูลค่า 117,384 ล้านบาท​ มีการขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 227.5% และ 161.7% ตามลำดับ   -จำนวนยูนิตที่เปิดตัวใหม่ในไตรมาส 12565 ส่วนมากเป็นอาคารชุดถึง 20,536 ยูนิต ขยายตัว 421.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   -คาดว่ายูนิตเปิดตัวใหม่จะย่อตัวลงในไตรมาส 2/2565 อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการเปิดตัวมากในไตรมาส ​1/2565 แต่จะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 เพื่อรองรับการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง   -คาดว่าภาพรวมทั้งปี 2565 จะมีการขยายตัวของยูนิตเปิดตัวใหม่เป็น 79,501 ยูนิต เพิ่มขึ้น 54.3% และมีมูลค่า 413.022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.6% โดยคอนโดจำนวนขยายตัวเพิ่มขึ้น 96.8% มากกว่าบ้านแนวราบที่เพิ่มขึ้น 51.0%   -ที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวใหม่ แบ่งเป็น คอนโด​ 65.2% ทาวเฮ้าส์ ​19.7%  บ้านเดี่ยว ​ 8.8% บ้านแฝด  5.4% และ อาคารพาณิชย์ ​0.8%   -ทำเลของยูนิตบ้านแนวราบที่เปิดตัวใหม่มาก 5 พื้นที่ ตามลำดับ คือ บางพลี คลองหลวง บางบัวทอง บางบ่อ และบางเสาธง   -ทำเลของยูนิตคอนโดที่เปิดตัวใหม่มาก 5 พื้นที่ ตามลำดับ คือ บางนา ห้วยขวาง บางซื่อ จตุจักร และ เมืองปทุมธานี   -โดยภาพรวมที่อยู่อาศัย สัดส่วนการเปิดตัวตามระดับราคา มีดังนี้  ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 26.0%, 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 22.4% ระดับราคา 1 - 1.5 ล้านบาท สัดส่วน19.6% -บ้านแนวราบ มีการเปิดตัวตามระดับราคา ดังนี้ ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 36.0% ระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 20.9% ระดับราคา​ 5 -7.5 ล้านบาท สัดส่วน 15.7%   -คอนโด มีการเปิดตัวตามระดับราคา ดังนี้ ระดับราคา 1 - 1.5 ล้านบาท สัดส่วน 29.5% ระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 23.2% ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 20.6% โอนกรรมสิทธิ์ไตรมาสแรก ลดลง 4.8% -จำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 แต่ละเดือนต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมไตรมาส 1/2565 มีจำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ 31,477 ยูนิต ลดลง​ 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของไวรัส และสงครามรัสเซียและยูเครน ซึ่งทำให้เกิดภาวะน้ำมันแพงขึ้นและค่าครองชีพสูงขึ้น ส่วนมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 มีลักษณะเช่นเดียวกับยูนิตโอนกรรมสิทธิ์   -แต่คาดภาพรวมทั้งปีจะมีการขยายตัวของยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ 2.0% โดยยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์จะมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2 - 4 โดยเฉพาะไตรมาส 4 จะมีการเร่งตัวของการโอนกรรมสิทธิ์เนื่องจากจะสิ้นสุดมาตการกระตุ้นฯ   -จำนวนยูนิตที่มีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด สัดส่วน 23.4% คือ คอนโดในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท รองลงมาคือ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท สัดส่วน 19.4% และราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 18.1%   -แต่ในภาพรวมแล้ว ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีการโอนกรรมสิทธิ์มากสุดถึง 66.7% ซึ่งเป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อส่วนใหญ่ และเป็นระดับราคาที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ   -ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์กระจุกตัวอยู่ที่บ้านระดับราคา เกินกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ถึง 68.7% ซึ่งพบว่า ระดับราคา มากกว่า 10 ล้านบาท มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 27.0%  รองลงมา คือ 3- 5 ล้านบาท สัดส่วน 20.7% และราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน​ 17.3%   -สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยมือสองมีการเพิ่มขึ้นเป็น 49.5% จาก 39.2% ในไตรมาส 4/2564 และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 33.4% จาก 27.3% โดยเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา แต่มีสัดส่วนที่สูงกว่า 50%ในระดับราคาไม่เกิน 2.0 ล้านบาท ขณะที่ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท มีสัดส่วนมากกว่า 80% ภาพของตลาดเช่นนี้สะท้อนว่า ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง เป็นตลาดที่มีการขยายตัวจากผลของมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เช่นกัน ปรากฏการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดอสังหาฯ จะกลับมาคึกคัก จากการเปิดตัวใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการหันมาทำการตลาด และการส่งเสริมการขายกันมากขึ้น สร้างบรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิดแพร่ระบาด แต่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่ายังคงต้องมีหลายเรื่องที่เราจะต้องเฝ้าระวัง จับตามอง รวมถึง ต้องมาดูสภาพความเป็นจริงกันว่า จะมีปัจจัยบวก ปัจจัยลบอะไรบ้าง ที่จะมาส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ ในปีนี้   สำหรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 ศูนย์ข้อมูลฯ มองว่ามี 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้ 1.การเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ทั้งบ้านแนวราบและคอนโด​จะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 โดยคอนโดมีสัดส่วนที่สูง เนื่องจากมี Stock ที่ลดลง และราคาที่ดินแพงขึ้น   2.บ้านแนวราบยังคงได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อบ้านมาก แต่ประเภททาวเฮ้าส์จะยังคงมีซัพพลายคงเหลือในตลาดมาก   3.คอนโดเริ่มฟื้นตัว จากผู้ที่ต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยและการซื้อเพื่อการลงทุนมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนใน 2 กลุ่มเป็นหลัก คือ กลุ่มไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และ กลุ่มลักชัวรี่   4.โครงการที่อยู่อาศัยที่เกิดขึ้นใหม่อาจปรับลดโปรโมชั่นส่วนลดและของแถมลงบ้างเพื่อรักษาราคาประกาศขายให้อยู่ใกล้เคียงกับโครงการในปัจจุบัน   5.บ้านมือสองที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากค่าธรรมเนียม และมีราคาและทำเลที่สอดคล้องกับความสามารถของกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มรายได้น้อย/ปานกลาง คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองจะมีการขยายตัวต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจบ้านมือสอง 6 ปัจจัยบวกในปี 2565 สำหรับปัจจัยบวกที่จะเข้ามาหนุนให้ตลาดอสังหาฯ เติบโต หรือฟื้นตัวมาจากช่วงก่อนหน้านั้น ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่ามี 6 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1.มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ (ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือประเภทละ 0.01 % รวมถึง ขยายไปสู่บ้านมือสองด้วย) ยังคงมีผลถึงสิ้นปี 2565   2.มาตรการผ่อนปรน LTV ของ ธปท. จะช่วยให้มีการซื้อบ้านสัญญาที่ 2 และ 3 เพื่อการอยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น   3.สภาพคล่องของธนาคารมีมากพอสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ และเริ่มมีการแข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น   4.ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ค่อย ๆ พื้นตัวจากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ และการเปิดประเทศ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว   5.กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2564 ทำให้ เกิดกำลังซื้อใหม่ๆ   6.ผู้ประกอบการยังคงมีการออกโปรโมชั่น การลดราคาขาย การให้ของแถมต่าง ๆ ต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุน 7 ปัจจัยเสี่ยงฉุดตลาดอสังหาฯ ปี 65 ถึงแม้ว่าปีนี้จะมีหลายปัจจัยบวก  แต่ด้านปัจจัยลบก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน โดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่าจะมี 7 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในการทำธุรกิจอสังหาฯ ปีนี้ คือ   1.อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง   2.การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงมีผลในการฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ แม้ว่าความรุนแรงจะลดลง   3.สภาวะการจ้างงาน และการมีรายได้ของประชาชน ในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ ยังคงอยู่ในภาวะการฟื้นตัวช้า   4.ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในกลุ่มอาชีพอิสระ จะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากเช่นเดียวช่วงปีที่ผ่านมา   5.ภาวะการเพิ่มขึ้นของ NPL ของสถาบันการเงิน อาจจะส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อไป   6.ต้นทุนค่าก่อสร้างแพงขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่ อาจมีการปรับราคาขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง   7.กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เป็นกำลังซื้ออาคารชุด ยังคงเข้ามาในประเทศน้อย จากผลกระทบของโควิด-19 และสงครามยูเครนและรัสเซีย ทำให้ความต้องการซื้ออาคารชุดภาพรวมฟื้นตัวช้า 5 สิ่งที่ต้องระมัดระวังในปี 65 นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องนำมาใช้เป็นปัจจัยพิจารณาในการทำธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องเฝ้าระมัดระวังอีก 5 เรื่องด้วย ที่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะนำไว้มีดังนี้ 1.ภาวะสงครามรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และภาวะค่าครองชีพของประชาชน   2.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น และส่งผลต่อความต้องการซื้ออสังหาฯ ได้   3.บ้านมือสองอาจจะเป็นสินค้าทดแทนบ้านใหม่ ผู้ประกอบการบ้านใหม่ต้องให้ความสนใจศึกษาก่อนการพัฒนา   4.ราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน อาจส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า และอาจทำให้แผนการส่งมอบล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อปริมาณการโอนกรรมสิทธิ์ และการระบาย backlog ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์   5.จากภาวะค่าคองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวรายได้ช้า หากมีการเกิด NPL เพิ่มขึ้น สถาบันการเงินอาจจะมีนโยบายสินเชื่อที่เข้มงวดต่ออีกในปี 2565 จะส่งผลต่อกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีความไม่แข็งแรงไม่สามารถขอสินเชื่อได้ แต่สถาบันการเงินอาจจะขยายสินเชื่อ Refinance เพิ่มขึ้นแทน​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ตลาดอสังหาฯ 6 เดือนแรกยังชะลอตัว โค้งท้าย 64 ยังลดต่อรออีก 4 ปีฟื้นตัวปกติ​ -REIC คาดตลาดอสังหาฯ ปี 64 แย่สุดทั่วประเทศติดลบ 20%
เปิดวิชั่น  “พีระพงศ์ จรูญเอก”  นายก สมาคมอาคารชุดไทย​ คนใหม่

เปิดวิชั่น “พีระพงศ์ จรูญเอก” นายก สมาคมอาคารชุดไทย​ คนใหม่

นายกสมาคมอาคารชุด สมาคมอาคารชุดไทย ถือเป็นหนึ่งสมาคมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ถือว่ามีบทบาทและส่วนสำคัญ ในการเป็นเสียงสะท้อนความต้องการของผู้ประกอบการ และผู้บริโภคส่วนใหญ่ของคนที่ต้องการซื้ออสังหาฯ ประเภทคอนโดมิเนียม ที่ผ่านก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน และส่งเสริมการเติบโตให้กับตลาดคอนโดในหลายด้านด้วยกัน    ล่าสุด ได้มีการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 ที่โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ ซึ่งหนึ่งในวาระสำคัญครั้งนี้ คือ การเลือกนายกสามาคมคนใหม่ เพื่อสานงานต่อจากนายกสมาคมคนเดิม คือ ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ซึ่งจากมติที่ประชุมได้คัดเลือกให้ นายพีระพงศ์​ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ​ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอาคารชุดไทย  วาระประจำปี 2565-2566 ในการประชุมใหญ่ ปี 65 คอนโดกำลังฟื้นตัว นายกสมาคมอาคารชุดไทยคนใหม่ ได้ฉายภาพทิศทางของธุรกิจคอนโดภายหลังจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ปัจจุบันตลาดคอนโดได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมาแล้ว และกำลังจะเข้าสู่การฟื้นตัว แม้ว่าที่ผ่านมาความต้องการของคนส่วนใหญ่คือ การอยู่อาศัยในบ้านแนวราบมากขึ้น เพราะต้องการพื้นที่ใช้สอย แต่จากปัจจุบันราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของคนส่วนใหญ่ ก็จะทำให้เกิดความต้องการในตลาดคอนโดกลับคืนมาด้วย 9 เดือนต่อจากนี้ตลาดคอนโดจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ  ในทุกไตรมาสนับตั้งแต่ไตรมาสแรก ภาพรวมอสังหาฯ เริ่มปรับตัวดีถึงแม้จะเจอโควิดสายพันธุ์โอไมครอน เห็นได้จากยอดขายไตรมาสแรกเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาคอนโดไม่ได้เปิดโครงการใหม่ และยังระบายสต็อกกันไปจำนวนมาก​ โดยตลาดคอนโดคาดว่าจะฟื้นตัวในปี 2566 ถ้าเทียบปีฐานคือ 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  แต่ช่วงต้นปีนี้ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซีย ส่งผลให้ราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเหล็กปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเป็นต้นทุนซึ่งจะแปรผันตามราคาน้ำมัน  และทำให้ภาพรวมของค่าก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%   อย่างไรก็ตาม ต้นทุนค่าก่อสร้างมีสัดส่วน 1ใน 3 ของราคาขาย ซึ่งส่งผลกระทบกับอัตรากำไรขั้นต้นมากกว่า ที่จะปรับราคาเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการอาจจะต้องยอมรับกับมาร์จิ้นที่ลดลงบ้าง และควรปรับราคาเมื่อมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ เนื่องจากปัจจุบันความต้องการยังถือว่าเปราะบาง ซึ่งแนวโน้มราคาน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีหน้าในอัตรา 3-4% หรืออาจจะถึง 5% จากภาวะปกติที่มีการปรับราคาขึ้นในอัตราเฉลี่ย 7-8%   นายพีระพงศ์ เชื่อว่า ปีนี้ราคาคอนโดยังเหมือนเดิม  เพราะเราปรับตัวด้วยการไปลดการออกแบบที่ฟุ่มเฟือย อย่างเช่น การลดพื้นที่ส่วนการลง เช่น สระว่ายน้ำเหลือ 10-20 เมตร จากเมื่อก่อนทำขนาด 50 เมตร ต้องยอมรับมาร์จิ้นลดลง เช่นเคยได้มาร์จิ้น 30% เอาแค่ 28% ก็พอ หรือเคยได้ 35% เอาแค่ 33% ก็พอ เพราะยังมี​สต็อกเหลืออยู่ ​ และหลังจากที่กำลังออกจากโควิด-19 ก็มาเจอรัสเซีย ยูเครน  แล้วยังเจอต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งอาหาร น้ำมัน​ ทำให้อารมณ์ในการซื้อน้อยลง กระทบดีมานด์  เพราะปัจจัยเสี่ยงที่สุดของคอนโดในปี 2565 คือ เรื่องของกำลังซื้อ ​ คอนโดคิดใหม่ ทำห้องใหญ่ขึ้น​ การพัฒนาคอนโดหลังจากนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณา คือ วิธีการออกแบบคอนโดให้ตรงกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของกลุ่มลูกค้า ที่อาจจะต้องทำห้องให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมของผู้อยู่อาศัยมากขึ้น เหมือนการใช้ชีวิตในบ้าน ทั้งใช้ในการทำงาน การเรียน และขายของออนไลน์ เพราะปัจจุบันหลายบริษัทให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ ​ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดหลังจากโควิด-19   นายกสมาคมอาคารชุด กล่าวอีกว่า จากความต้องการของกลุ่มลูกค้าดังกล่าว ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการคอนโดต้องมีขนาดห้อง 50 ตร.ม. จากปกติพัฒนาขนาดไม่เกิน 30 ตร.ม. และต้องขยายไปยังทำเลที่เป็นส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้า ทั้งในสายปัจจุบันและสายที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ในทำเลที่สามารถเดินมาขึ้นรถไฟฟ้าได้ประมาณ 100 เมตร  เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากกลุ่มบ้านแนวราบ ที่เป็นกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ราคา 3 ล้านบาท แต่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า 2-3 กิโลเมตร ส่วนคอนโดขนาดเล็กหรือคอนโดจิ๋วยังมีดีมานด์อยู่ แต่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนโสด หรือมีแฟนอยู่กันแค่ 2 คน   ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ทำคอนโดต้องปรับตัว จับเทรนด์ให้ได้ว่า หลังโควิดลูกค้าต้องการอะไร เพราะหลายคนกลับไปอยู่ทาวน์เฮ้าส์แถววงแหวนรอบนอก ไม่อยู่ซิตี้คอนโดอีกต่อไป การทำคอนโด 2 ห้องนอน ราคา 3 ล้านแต่อยู่ติดสถานี จะเป็นตัวเลือกแข่งกับตลาดทาวน์เฮ้าส์ได้ จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ผู้ประกอบการต้องพยายาททำให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้  โดยระดับราคา 70,000-80,000 บาทต่อตร.ม. ยังเป็นราคาที่ผู้บริโภคยังพอรับได้ในเวลานี้ สำหรับพื้นที่คอนโดห้องขนาดเล็ก อาจต้องทำพื้นที่เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าใช้ประชุมออนไลน์ได้ โดยเสียงไม่ตีกัน จากเดิมเคยทำโคเวิร์คกิ้งสเปซแบบโล่ง ๆ เปลี่ยนเป็นไพเวทสเปซมากขึ้น  ส่วนห้องที่ใช้ชีวิตประจำวัน จะทำเพดานสูงเพื่อทำให้นั่งได้นานขึ้น เพราะความอึดอัดแปรผันกับความสูงของเพดาน ดังนั้น​ ยิ่งทำเพดานยิ่งสูงจะทำให้มีความรู้สึกเหมือนการอยู่บ้าน เช่น เดิมเพดานสูง 2.50 เมตร ปรับเพิ่มเป็น 4 เมตรขึ้นไป เป็นต้น ส่วนระดับราคาที่ลูกค้าสามารเข้าถึงได้ง่ายไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิต ทั้งนี้เพราะกำลังซื้อคนลดลง การพัฒนาคอนโดต่อจากนี้ จะแตกต่างไปจากเดิม จากนิวนอร์มอลมาเป็นเน็กซ์นอลมอล เช่น มีที่ล้างมือก่อนเข้าคอนโด มีน้ำยาฉีดฆ่าเชื้อในส่วนกลาง ลิฟท์  มีระบบกรองอากาศที่ดี ซึ่งต้องออกแบบมาเป็นโปรดักส์ ​ราคาน้ำมันดันราคาที่ดินพุ่ง50% จากปัจจัยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งส่งผลดีต่อตลาดเช่าคอนโดในเมืองปรับตัวดีขึ้น  เพราะเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการเดินทางจะเท่ากับค่าเช่าคอนโด ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คอนโดกลับมาได้  ขณะที่บ้านจัดสรรมีราคาสูง จากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 50%  ด้วย ส่งผลให้ราคาบ้านช่วงโควิดสูงขึ้นประมาณปีละ 5-10%   สมมติเคยซื้อที่ดิน 1 ไร่ ราคา 6 ล้านบาท กลับไปซื้ออีกครั้งราคาจะขยับไปไร่ละ 9 ล้านบาท จนกลายเป็นเรื่องปกติ สมมติถ้าปีที่แล้วราคาบ้านจาก 6.5 ล้านบาท ถ้าไม่ซื้อปีที่แล้ว กลับไปซื้อปีนี้ ราคาบ้านจะกลายเป็น 7.2 ล้าน   ทั้งหมดก็เป็นมุมมองของนายกสมาคมอาคารชุดคนใหม่ ที่จะเข้ามาเป็นกระบอกเสียง ในการสื่อสารกับหน่วยงานภาครัฐ หากต้องการได้รับการส่งเสริมสนับสนุน รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงาน สมาคม และองค์กรต่าง ๆ เพื่อช่วยผลักดัน และพัฒนาตลาดคอนโดให้เติบโต และยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศต่อไปด้วย คงต้องดูกันต่อไปว่า บทบาทนายกสมาคมคนใหม่จะมีอะไรออกมาให้เห็นได้บ้าง เพราะต้องยอมรับฝีมือของ "พีระพงศ์​ จรูญเอก" ที่มีความสามารถในด้านการบริหารงาน สามารถนำพาออริจิ้น และบริษัทในเครือเติบโตอย่างมากมายมาแล้ว     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -อสังหาฯ ปีหน้ายังเหนื่อย เพราะ LTV มาผิดเวลา?  
บ้านและคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้าน มีโครงการเปิดใหม่ที่ไหนบ้าง?

บ้านและคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้าน มีโครงการเปิดใหม่ที่ไหนบ้าง?

บ้านและคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้าน  ปัจจัยส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565 ที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด คงเป็นการขยายระยะเวลาของมาตรการลดค่าจดทะเบียนการโอน และค่าจดทะเบียนจำนอง สำหรับผู้ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง  ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2565 ถึง 31 ธันวาคม 2565 นี้ ตามที่ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปก่อนหน้านี้แล้ว ​ สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจำนอง บ้านและคอนโดไม่เกิน 3 ล้านบาท มีรายละเอียดและเงื่อนไขของอัตราที่ปรับลดดังนี้ -ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ จากอัตราปกติ 2.00% ลดเหลือ 0.01% -ค่าธรรมเนียมการจำนอง จากอัตราปกติ 1.00 % ลดเหลือ 0.01% -มาตรการสำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและบ้านแถว อาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคาร และห้องชุด ที่จดทะเบียนอาคารชุด(คอนโด) ตามกฎหมาย -ราคาซื้อขาย และราคาประเมินกรมที่ดิน และวงเงินจำนองไม่เกิน 3 ล้านบาท ต้องมีการโอนซื้อขายและจดจำนองในคราวเดียวกัน จึงจะได้ลดค่าธรรมเนียม ได้รับลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน และจำนองอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัย หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัย หรืออาคารพาณิชย์ หรือห้องชุด ทั้งมือหนึ่งและมือสอง -ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย   สำหรับโครงการที่เข้าเกณฑ์  ก็คงเป็นโครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม โครงการที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้ หากก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถส่งมอบลูกค้าได้ทัน ก็จะได้รับอานิสงค์ของมาตรการนี้ไปด้วย โดยเฉพาะบ้านแนวราบที่ก่อสร้างได้เร็ว และคอนโดที่เป็นโลว์ไรซ์   แล้วโครงการที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้ มีโครงการไหนบ้างที่เข้าหลักเกณฑ์ คือ เป็นโครงการระดับไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่จะเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าได้บ้าง วันนี้ Reviewyourliving ได้สำรวจรวบรวมมาไว้เป็นตัวอย่าง ให้ผู้ที่อยากซื้อบ้านและคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ได้เลือกหาและจับจอง   แต่แม้ว่าจะซื้อหรือโอนบ้านและคอนโดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทไม่ทันภายในปีนี้  ตลาดบ้านและคอนโดกลุ่มนี้ ก็นับว่าเป็นตลาดสำคัญที่มีดีมานด์สูง เพราะฐานรายได้ของคนไทยส่วนใหญ่ มีกำลังซื้อบ้านและคอนโดในระดับราคาเท่านี้เป็นหลัก  ซึ่งนับวันดีเวลลอปเปอร์ก็พัฒนาบ้านและคอนโดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ออกมาได้น้อยลง ทั้ง ๆ พราะต้องยอมรับว่าราคาที่ดินพุ่งสูงมากขึ้น ไม่นับรวมกับต้นทุนอื่น ๆ ที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย  แม้จะมีความต้องการสูงในตลาดบ้านและคอนโดในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทก็ตาม รวม บ้านและคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เสนา ส่ง 3 แบรนด์ต่ำ 3 ล้าน ในบรรดาดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ในตลาดอสังหาฯ  บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดบ้านและคอนโดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพราะมีการพัฒนาโครงการในกลุ่มสินค้าดังกล่าวออกมาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบ้านและคอนโด ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ถือว่าเป็นเจ้าตลาดเลยก็ว่าได้   สำหรับปี 2565 บริษัทมีแผนขยายธุรกิจที่อยู่อาศัยด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 49 โครงการ 27,480 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม  21 โครงการและแนวราบ 28 โครงการ ในจำนวน 49 โครงการ เป็นโครงการภายใต้​การควบรวมกิจการบริษัท เจ.เอส.พี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JSP จำนวน 25 โครงการ มูลค่า 8,980 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ “เสนา” วางเป้าหมายยอดขายไว้​​ 13,979 ล้านบาท และ​เป้าหมายยอดโอน 12,186 ล้านบาท   ส่วนใครที่ต้องการซื้อบ้านและคอนโด ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ในปีนี้ “เสนา” ก็เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ ที่มีบ้านระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ออกมารองรับความต้องการถึง 17 โครงการ นอกจากนี้ ยังมีโครงการภายใต้การพัฒนาของแบรนด์ เจ.เอส.พี. อีกถึง 20 โครงการด้วย   โครงการของ “เสนา” ที่มีบ้านระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ในปีนี้มี 3 แบรนด์หลัก​ ได้แก่ 1.แบรนด์ Flexi เป็นคอนโด ระดับราคา 1.39 - 2 ล้านบาทต้น ๆ ซึ่งเปิด 7 โครงการ ใน 7 ทำเลสำคัญ ได้แก่ รัตนาธิเบศร์ สาทร เตาปูน สุขสวัสดิ์ 13 บางนา เจริญนคร 70 และสาทร-กัลปพฤกษ์  2.แบรนด์เสนาคิทท์ (SENA Kith) คอนโดระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งมีแผนเปิดใหม่จำนวน 9 โครงการ ในทำเลต่าง ๆ ดังนี้ เวสต์เกต รังสิต คลอง 4 บางกระดี รัจนาธิเบศร์ บางนา 29 เทพารักษ์ 2 นวนคร และอ้อมน้อย และ 3.แบรนด์เสนา วีว่า (SENA Viva) กับโครงการเสนาวีว่า เทพารักษ์ บางบ่อ ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท ขณะที่โครงการในส่วนของ เจ.เอส.พี. ภายใต้แบรนด์ซีรี่ส์ เจ เช่น เจ บิซ (J Biz) เจ ซิตี้ (J City) เจ คอนโด (J Condo) เป็นต้น​ มีจำนวน 16 โครงการ ซึ่งมีระดับราคาเริ่มต้น 1.89-4.29 ล้านบาท  และโครงการภายใต้แบรนด์ไมอามี่ อีก 4 โครงการ ในทำเลบางปู มีระดับราคาเริ่มต้นเพียง 899,000-1.4 ล้านบาท ​ พฤกษา ประเดิม 4 โปรเจ็กต์ สำหรับบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) มีแผนการเปิดโครงการใหม่ ที่เน้นตลาดแนวราบ โดยรุกกลุ่มเรียลดีมานด์เซ็กเม้นต์รายได้ระดับกลางถึงสูงมากขึ้น วางแผนเปิดโครงการใหม่ 31 โครงการ มูลค่า 16,300 ล้านบาท แบ่งเป็น ทาวน์เฮาส์ 22 โครงการ บ้านเดี่ยว 6 โครงการ และคอนโด 3 โครงการ ตั้งเป้ายอดขายปี 2565 อยู่ที่ 31,000 ล้านบาท และยอดโอน 33,000  ล้านบาท   ส่วนโครงการระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท  มี 4 โครงการ มาแนะนำ ดังนี้ 1.โครงการพฤกษาวิลล์ พหลโยธิน-คลองหลวง (2)   มูลค่า 873 ล้านบาท จำนวน 372 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.95 ล้านบาท พรีเซลล์วันที่ 28-29 พฤษภาคม ทำเลที่ตั้งติดถนนคลองหลวง-พหลโยธิน ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง   2.โครงการบ้านพฤกษา บางนา-ศรีวารี  มูลค่าโครงการ 1,013 ล้านบาท จำนวน 443 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.73 ล้านบาท พรีเซลล์วันที่ 28-29 พฤษภาคม ทำเล 3.โครงการบ้านพฤกษา รังสิต-คลองสี่ (2)  มูลค่าโครงการ 544 ล้านบาท จำนวน 393 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.25 ล้านบาท พรีเซลล์วันที่ 21-22 พฤษภาคม 4.โครงการบ้านพฤกษา บางนา-ศรีนครินทร์  มูลค่าโครงการ 1,198 ล้านบาท จำนวน 496 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์เริ่มต้น 1.99 ล้านบาท บ้านแฝดราคาเริ่มต้น 3.7 ล้านบาท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิด 1 โปรเจ็กต์ สำหรับบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)  มีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ปีนี้ จำนวน 12 โครงการ รวมจำนวน  1,670 ยูนิต มูลค่าโครงการ 14,775 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว ซึ่งมีราคาสูง แต่ก็มีโครงการที่จับตลาดระดับกลางลงล่างด้วยเช่นกัน  ซึ่งโครงการสำหรับผู้ที่มีงบไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถเลือกซื้อได้นั้น มีโครงการเดียวเท่านั้น คือ โครงการ โมดิ วิลล่า บางใหญ่ (2) ทาวน์เฮ้าส์ มูลค่าโครงการ 880 ล้านบาท จำนวน 331 ยูนิต ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 เอสซี แอสเสท ส่ง V compound  ลุยตลาด​ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปีนี้วางแผน​เปิดโครงการใหม่สูงสุดเป็นสถิติใหม่ ด้วยจำนวน 27 โครงการ รวมมูลค่า  40,000 ล้านบาท  เป็นโครงการแนวราบ 25 โครงการ มูลค่า 33,500 ล้านบาท ซึ่งมากกว่า 70% เป็นบ้านเดี่ยวราคามากกว่า 10 ล้านบาท  และเปิดคอนโด​ 2 โครงการ​ มูลค่า 6,500 ล้านบาท บนทำเล รถไฟฟ้า BTS 2 สถานี คือ วงเวียนใหญ่ และ  ทองหล่อ เพื่อสร้างรายได้ ตามเป้าหมาย 22,000 ล้านบาท  และยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายมูลค่า  22,000  ล้านบาท   ส่วนโครงการของเอสซี สำหรับคนที่มีงบไม่เกิน 3 ล้านบาท ซื้อบ้านและคอนโด โครงการไหนได้บ้างนั้น มี 2  โครงการมาแนะนำ ดังนี้ คือ  1.โครงการ  V compound บางนา-ศรีนครินทร์ โครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม จำนวน 95 ยูนิต ราคาเริ่ม 3 ล้านบาท  และ 2.โครงการ V compound รังสิต ซึ่งเตรียมเปิดตัวในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ​ เฟรเซอร์ ส่ง โกลเด้นทาวน์จับตลาดต่ำ 3 ล้าน สำหรับ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด   มีแผนเปิดโครงการใหม่ 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 29,500 ล้านบาท  ตั้งเป้ารายได้ 13,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%  โดยแบรนด์โกลเด้นทาวน์ เป็นโครงการระดับราคา 2-5 ล้านบาท ถือเป็นระดับราคาต่ำสุดของเฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ส่วนที่เหลือจะเป็นบ้านระดับราคาตั้งแต่ 6 ล้านบาทขึ้นไปจนถึง 120 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นไปจับตลาดระดับบน กลุ่มบ้านแพงมากขึ้น เพราะมองว่า เป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยที่สุด และยังเป็นมีกำลังซื้อสูง ส่วนแผนเปิดโครงการโกลเด้นทาวน์ในปีนี้วางไว้ทั้งหมด 10 โครงการ (ม.ค. - ธ.ค. 2565) โดยเปิดไปแล้ว 1โครงการเป็นแบบ VIP คือ โกลเด้น  ทาวน์  ฟิวเจอร์ - รังสิต  มูลค่าโครงการ 736 ล้านบาท จำนวน 269 ยูนิต ส่วนโครงการอื่น ๆ ยังไม่ได้ประกาศออกมาว่าจะเปิดในทำเลใดบ้าง ออริจิ้นเปิด 9 โปรเจ็กต์รับตลาดต่ำ 3 ล้าน สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน  31 โครงการ  มูลค่า 42,000 ล้านบาท เพื่อสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายหมายปีนี้​ 35,000 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้ (โอนกรรมสิทธิ์ ) มูลค่า 17,500 ล้านบาท   ส่วนผู้ที่มีงบไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถซื้อบ้านและคอนโด ของออริจิ้น ในโครงการใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้ มีที่ไหนบ้าง จากจำนวน 31 โครงการ  โดยจากการสำรวจพบว่ามีจำนวนทั้งหมด 9 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการโซ ออริจิ้น พหล 69 สเตชั่น (So Origin Phahol 69 Station) ราคาเริ่มต้น 2.79 ลบ. 2.โครงการออริจิ้น เพลส บางนา (Origin Place Bangna) ราคาเริ่มต้น อยู่เอง 2.19 ลบ. // IP 2.99 ลบ. 3.โครงการออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ สิรินธร สเตชั่น (Origin Plug & Play Sirindhorn Station) ราคาเริ่มต้น 1.89 ลบ. 4.โครงการออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ ศรีนครินทร์ (Origin Plug & Play Srinakarin) (ยังทำราคาไม่เสร็จ) 5.โครงการออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ นนทบุรี สเตชั่น (Origin Plug & Play Nonthaburi Station) ราคาเริ่มต้น 1.69 ลบ. 6.โครงการออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ อี22 สเตชั่น (Origin Plug & Play E22 Station) ราคาเริ่มต้น 1.59 ลบ. 7.โครงการบริกซ์ตัน เพ็ท แอนด์ เพลย์ พหลโยธิน 50 สเตชั่น (Brixton Pet & Play Phahol 50 Station) ราคาเริ่มต้น 1.99 ลบ. 8.โครงการบริกซ์ตัน ระยอง (Brixton Rayong) ราคาเริ่มต้น 1.39 ลบ. 9.โครงการบริกซ์ตัน แคมปัส บางแสน (Brixton Campus Bangsaen) ราคาเริ่มต้น 1.69 ลบ. เอพี เปิดพลีโน่ ทาวน์-แอสปาย สำหรับบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ​มีแผนพัฒนาโครงการใหม่ รวมจำนวน 65 โครงการ มูลค่าประมาณ 78,000 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 29 โครงการ มูลค่า 25,200 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 26 โครงการ มูลค่า 35,600 ล้านบาท คอนโด 5 โครงการ มูลค่าประมาณ 13,000 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 5 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท ส่วนโครงการบ้านและคอนโด หากมีงบประมาณไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถเลือกซื้อได้ในแบรด์พลีโน่ ทวน์ ซึ่งเบื้องต้นเปิดตัว โครงการพลีโน่ ทาวน์ บางนา ทาวน์โฮม 2 ชั้นและบ้านแฝด จำนวน 351 ยูนิต ราคา 1.99-4.99 ล้านบาท  แบรนด์คอนโด แอสปาย ซึ่งเปิดตัวแล้ว​ 1 โครงการ คือ ASPIRE ปิ่นเกล้า–อรุณอมรินทร์ จำนวน 395 ยูนิต เริ่ม 2.89 ล้านบาท (เริ่ม 94,000 บาท/ตร.ม.) โนเบิล ส่งแบรนด์ นิว รับกำลังซื้อต่ำกว่า 3 ล้าน สำหรับบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ปีนี้  จำนวน 18 โครงการ มูลค่า​ 47,700 ล้านบาท เพื่อสร้างเป้าหมายยอดรายได้ 29,000 ล้านบาท และมีเป้าหมายยอดขาย  28,000  ล้านบาท ซึ่งแผนปีนี้ได้เพิ่มสัดส่วนของการพัฒนาโครงการแนวราบ โครงการคอนโดแบบ Low Rise ในพอร์ตให้มากขึ้น เพื่อขยายพอร์ตให้มีสินค้ากระจายและรองรับกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย ซึ่งมีโครงการประเภทแนวราบ และคอนโดแบบ Low Rise จำนวน 12 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 18,800 ล้านบาท  โครงการประเภทแนวสูงจำนวน 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 28,900 ล้านบาท   โดยลูกค้าที่มีงบไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถเลือกซื้อโครงการคอนโด ภายใต้แบรนด์นิว (Nue) ของโนเบิลได้ ซึ่งได้เปิดตัวแล้ว 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 15,000 ล้านบาท แต่โครงการที่อยู่ภายใต้งบประมาณไม่เกิน 3 ล้านบาท มี 4 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการ นิว โนเบิล ดิสทริค อาร์ 9 (Nue Noble District R9) มูลค่าโครงการประมาณ 6,200 ล้านบาท   ราคาเริ่มต้นเพียง 2.9 ล้านบาท 2.โครงการ นิว โนเบิล เมกา พลัส บางนา (Nue Noble Mega Plus Bangna) มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท 3.โครงการ นิว โนเบิล ซี-สแควร์ สวนหลวง สเตชั่น (Nue Noble Z-Square Suan Luang Station) มูลค่าโครงการประมาณ 700 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นเพียง 1.79 ล้านบาท 4.โครงการ นิว โนเบิล คอนเน็กซ์ คอนโด ดอนเมือง (Nue Noble Connex Condo Donmueang) มูลค่าโครงการประมาณ 2,200 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นเพียง 1.09 ล้านบาท ศุภาลัย เปิด 9 โปรเจ็กต์ ส่วนบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ปีนี้วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 34 โครงการ แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 31 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ​มูลค่า  40,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้ตามเป้าหมาย  29,000 ล้านบาท และยอดขายตามเป้าหมาย​ 28,000  ล้านบาท   โครงการเปิดใหม่ปี 2565 สำหรับรองรับผู้ที่มีงบไม่เกิน 3 ล้านบาท รวม 9 โครงการ มูลค่า 7,200 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ จำนวน 2 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท ​โครงการแนวราบในกรุงเหพฯ จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 1,000 ล้านบาท และ โครงการแนวราบในต่างจังหวัด จำนวน 4 โครงการ มูลค่า 2,000 ล้านบาท   ทั้งหมดก็เป็นตัวอย่างบ้านและคอนโด ในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่สามารถเลือกซื้อเลือกจับจองได้ ตามความต้องการ มีหลากหลายทำเล รูปแบบบ้าน และหลายแบรนด์ ใครชอบโครงการของใคร ก็ไปเลือกดูกันตามต้องการ ที่สำคัญมากกว่าราคา คือ คุณภาพ เลือกให้ดี อย่าเลือกเพราะราคาและโปรโมชั่นเท่านั้น เพราะบ้านอยู่กับเราไปอีก 20-30 ปี หรือตลอดอายุเรา ถ้าไม่อยากมีปัญหาตามมาปวดหัวภายหลัง   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง เสนา ดีเวลลอปเมนท์  กับ 3 กลยุทธ์สู่เป้ารายได้กว่า 12,000 ล้าน ก้าวต่อไป เปิด 2 แบรด์ใหม่ จับตลาดต่ำล้าน เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ปรับแผนธุรกิจปี 65 เพิ่มพอร์ต บ้านหรู ปูทางโตอย่างยั่งยืน เล็งรายได้คอนโด 20% พฤกษา เตรียมงบลงทุน 10,000 ล้านปี 65 พร้อมขยายธุรกิจ “พร็อพเทค-เฮลท์เทค” ​ เอพี ไทยแลนด์ เดินแผนพัฒนาสูงสุดในตลาด ประเดิม Q1 เปิดแนวราบ 11 โครงการ มูลค่า 9,590 ล้าน
ส่อง ตลาดคอนโด ปี 65 กับปัจจัยน่ากังวล หลัง Q4/64 ยอดขายใหม่ทำได้แค่ 25%

ส่อง ตลาดคอนโด ปี 65 กับปัจจัยน่ากังวล หลัง Q4/64 ยอดขายใหม่ทำได้แค่ 25%

ตลาดคอนโด ไตรมาส 4 ปี 64 ดีเวลลอปเปอร์แห่เปิดใหม่กว่า 11,252 ยูนิต แต่อัตราขายได้ยังต่ำแค่ 25.2% แถมราคาขายยังลด เหตุผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อก ลดราคา อัดโปรโมชั่น ส่วนแนวโน้มตลาดคอนโด ปี 65 เริ่มสัญญาณการฟื้นตัว แต่ยังมีปัจจัยกังวล ทั้งเงินเฟ้อ ราคาสินค้าพุ่ง การระบาดของโควิด-19   ตลาดคอนโดมิเนียมในช่วง 2 ที่ผ่านมา ถือว่าได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีการประเมินว่าภาพรวมปี 2564 ตลาดคอนโตติดลบไปถึง 30% ทั้งในส่วนของการเปิดตัวโครงการใหม่ และการขาย   ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายต่างก็มองว่า ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาต่ำสุดของตลาดคอนโดแล้ว ในปี 2565 น่าจะเป็นการฟื้นตัวของตลาดคอนโด ให้กลับมาเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกครั้ง โดยอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่กลับมารุนแรงจะควบคุมไม่อยู่อีกครั้ง   อย่างไรก็ตาม คงจะไม่มีใครสามารถฟันธงลงไปได้ว่า ตลาดคอนโดในปี 65 จะมีภาพที่ชัดเจนออกมาอย่างไร ซึ่งทุกอย่างล้วนแต่อยู่ภายใต้การประเมินจากปัจจัยและสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วคงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่เพื่อให้มองเห็นภาพในอนาคต คงต้องย้อนกลับไปดูสถิติและสถานการณ์ของตลาดคอนโด ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่ามา ว่าบนสรุปเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ประเมินทิศทางต่อไปของตลาดคอนโดในปี 65 ได้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น​ ตลาดคอนโด Q 4/64 ได้ปัจจัยบวกหนุนให้เปิดเพิ่ม นายณัฎฐา คหาปนะ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสำนักงานไนท์แฟรงค์ ภูเก็ต บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดคอนโดไตรมาส 4 ปี 2564 พบว่ามีการเคลื่อนไหวในด้านจำนวนมากขึ้น จากเดิมที่มีการชะลอตัวการเปิดโครงการใหม่ตลอดทั้งปี โดยผู้ประกอบการเริ่มกลับมาเปิดขายโครงการมากขึ้นในไตรมาสนี้ เนื่องจากรัฐบาลผ่อนปรนและยกเลิกมาตราการการล็อคดาวน์และเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะมาตราการลดระยะเวลาการกักตัวในรูปแบบ Test & Go   นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีมาตราการผ่อนปรน LTV เป็นการชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งส่งผลบวกต่อกลุ่มนักลงทุนและผู้ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในการขอสินเชื่อกับธนาคาร โดยผู้ประกอบการมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดขายโครงการใหม่ แม้ว่าภาพรวมตลาดคอนโดในไตรมาส 4 นี้ จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” ทำให้ผู้ประกอบการต้องวางแผนกลยุทธ์ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อจับกลุ่มเรียลดีมานด์ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในเวลานี้เท่านั้น ตลาดคอนโด Q4/64 เปิดกว่า 1.1 หมื่นยูนิต ตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ ช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 11,252 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 56% ของจำนวนทั้งปี 2564 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 20,015 ยูนิต   โดยในไตรมาส 4 ปี 2564  มีจำนวนคอนโดขายใหม่เพิ่มขึ้น​ 62.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น​ 79.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยจำนวนคอนโดที่เปิดตัวใหม่ ตั้งอยู่ในเขตต่าง ๆ ดังนี้ -บริเวณชานเมือง 7,117 ยูนิต สัดส่วน​ 76% หรือ -บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) สัดส่วน 13% -บริเวณศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) สัดส่วน 11% ตามลำดับ โดยจำนวนที่เปิดขายใหม่ยังเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่สูงถึง 70% จากจำนวนที่เปิดขายทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นโครงการของผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย  ซึ่งคอนโดที่เปิดขายใหม่ในไตรมาสนี้อยู่ในระดับราคา 0.9 – 3.5 ล้านบาท หากแยกตามเกรดจะพบว่ามีสัดส่วน ดังนี้ -คอนโด เกรดซี สัดส่วน 63% -คอนโด เกรดบี สัดส่วน ​37% แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเลือกที่จะเปิดขายคอนโดมิเนียมในระดับราคาเฉลี่ยที่ประมาณ 80,000-100,000 บาท/ตร.ม. เพราะเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มที่เป็นกำลังซื้อหลักในช่วงนี้ ตลาดคอนโด ขายได้ใหม่ยังต่ำแค่ 25.2% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 เป็นช่วงที่ประเทศไทยผ่านพ้นสถานการณ์การแพร่ระบาดหนักของโควิค-19 เนื่องจากการเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิต และผู้ป่วยหนักให้ต่ำกว่าจุดวิกฤตได้  ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดคอนโดเริ่มกลับมามีการเคลื่อนไหว จากการที่ผู้ประกอบการได้กลับมาทยอยเปิดขายโครงการใหม่มากขึ้น   จำนวนยูนิตขายได้ใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2564 มีคอนโดขายได้ใหม่อยู่ที่ 2,835 ยูนิต  คิดเป็นอัตราการขายได้ 25.2% จากจำนวนที่เปิดขายใหม่ทั้งสิ้น 11,252 ยูนิต   การขายลดลงในอัตรา 8.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า และลดลง​12.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา สาเหตุมาจาก  จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่มีค่อนข้างมาก  ในขณะที่ยูนิตขายได้กลับมีน้อยเพราะเป็นโครงการที่ขายเพียงใบจองเท่านั้น แม้ว่าจะมียูนิตขายที่น้อยแต่ก็มั่นใจได้ว่าห้องที่ถูกขายไปนั้นจะไม่ได้รับการยกเลิก เนื่องจากโครงการมีการประเมินศักยภาพลูกค้ามากขึ้นเพื่อให้สามารถปิดการขายได้จริง ส่งผลให้ในอนาคตยอดปฏิเสธสินเชื่ออาจจะลดลง   โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มกำลังซื้อระดับกลางที่ยังมีรายได้แน่นอนและมีมากกว่ากลุ่มนักลงทุน เนื่องจากโครงการที่เปิดขายจะอยู่ในโซนชานเมืองซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ทำให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย (Real Demand) ที่มีความพร้อมในการซื้อค่อนข้างให้ความสนใจโครงการ โดยเฉพาะห้องที่มีระดับราคาไม่เกิน 3 ล้าน ราคาขายคอนโดปรับตัวลดลงทุกพื้นที่ ราคาเสนอขายคอนโดในกรุงเทพฯ ​ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 ปรับตัวลดลงในทุกพื้นที่ จากไตรมาสที่ 3 ปี 2564 -ราคาเสนอขายคอนโดบริเวณศูนย์กลางธุรกิจอยู่ที่ 239,689 บาท ต่อ ตารางเมตร ลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า และลดลง​ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า -ราคาเสนอขายคอนโดบริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) อยู่ที่ 115,659 บาท ต่อ ตารางเมตร ลดลง 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า และลดลง​ 1.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ​ -ราคาเสนอขายของคอนโดบริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ ​อยู่ที่ 63,258 บาท ต่อ ตารางเมตร ลดลง 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า และลดลง​ 2.1% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   สาเหตุสำคัญที่ราคาคอนโด​ในไตรมาสที่ 4 ปี 2564 ปรับตัวลดลง -การลดราคาขาย พร้อมจัดโปรโมชั่น​ สำหรับโครงการที่เปิดการขายมานานและยังไม่สามารถปิดการขายได้ -การลดราคา เพื่อให้สอดคล้อ งกับมาตราการลดค่าโอน – จำนอง ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท -การระบายสต็อกของบางโครงการ ​ ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ปี 65 ส่งสัญญาณฟื้น ตลาดคอนโด ตลอดทั้งปี 2564 นับเป็นปีที่ค่อนข้างหนักสำหรับผู้ประกอบการพัฒนาคอนโด เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ผ่านมา จากการแพร่ระบาดของโควิค-19 ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลต้องประกาศล็อคดาวน์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วน   สำหรับปี 2565 นี้ เชื่อว่าตลาดคอนโดมีแนวโน้ม ทยอยกลับมาฟื้นตัวและมีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีโครงการเปิดใหม่อยู่เฉลี่ยประมาณ 10,000 ยูนิต ในไตรมาสแรกของปี 2565 อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวล 1.การระบาดของโควิค-19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” หากมีการแพร่ระบาดที่รุนแรง ส่งผลให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยหนักมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องออกคำสั่งให้กลับเข้าสู่การล็อคดาวน์อีกครั้ง 2. ภาวะเงินเฟ้อที่จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างให้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว   ทั้งนี้ในส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลได้มีมาตราการช่วยเหลือและกระตุ้นกำลังซื้อ อาทิ การลดค่าโอน-จำนองที่ยืดระยะเวลาออกไปเป็นมาตราการที่กระตุ้นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงซึ่งคนกลุ่มนี้ยังเป็นกำลังซื้อหลักในช่วงเวลานี้   เมื่อพิจารณาถึงภาพรวมของราคาขายคอนโด มีแนวโน้มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากต้นทุนในการพัฒนาของผู้ประกอบการเริ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ดินรวมถึงราคาวัสดุก่อสร้าง อาจจะเริ่มเห็นหลายโครงการเปิดขายโครงการในราคาต่อราคาเมตรที่สูงขึ้นในปีนี้ และหากโครงการอยู่ในทำเลที่ดี โอกาสในการต่อราคาของผู้ซื้อจะทำได้ยากขึ้น   อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะมีราคาขายที่สูงขึ้น  แต่หากการพัฒนารูปแบบโครงการ และอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ก็จะเป็นตัวกำหนดให้ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อได้เช่นกัน โดยแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2565 คาดว่าจะมีการออกแบบเพื่อรองรับความเป็นส่วนตัวและให้ความสำคัญในด้านสุขภาพ รวมถึงการมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกต่อการดำเนินชีวิตให้ง่ายขึ้น คอนโดระดับราคาตั้งแต่ 0.9 - 3 ล้านบาท เป็นราคาที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มเรียลดีมานด์ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในช่วงเวลานี้ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการที่จะเร่งระบายสต็อกออกไป โดยการทำโปรโมชั่นราคาเพื่อให้สอดรับกับมาตราการลดค่าโอน-จำนองของรัฐบาล เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มนี้ ทั้งเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น   ระดับราคาคอนโดที่กลุ่มเรียลดีมานด์ให้ความสนใจ อยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการที่จะทำโปรโมชั่นราคา เพื่อให้สอดรับกับมาตราการลดค่าโอน-จำนองของรัฐบาล และเป็นการระบายสต็อกที่ยังคงเหลืออยู่ออกไป   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 10 บิ๊กอสังหาฯ กวาดยอดขายบ้านและคอนโด ไตรมาส 2 กว่า 51,650 ล้าน
อสังหาฯ ลุยต่อ “ดิจิทัลแอสเซท” ปี 65  ขน NFT- คริปโทฯ เจาะไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

อสังหาฯ ลุยต่อ “ดิจิทัลแอสเซท” ปี 65 ขน NFT- คริปโทฯ เจาะไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

คริปโทเคอร์เรนซี ปี 2565 ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นกระแสที่มีการพูดถึงกันอย่างมาก ตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว ไม่เฉพาะกับคนที่เทรดเหรียญดิจิทัล หรืออยู่ในแวดวงการเงินดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่แทบทุกธุรกิจต่างพูดถึงกัน เพราะมีทั้งกระแสข่าวว่ากรมสรรพากรที่จะออกมาจัดเก็บภาษี ข่าวการออกมาเบรก ไม่ให้มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ (Means of Payment)   จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)   สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง จึงทำให้หลายธุรกิจกังวลใจ และมีการชะลอการนำเอาคริปโทเคอร์เรนซีมาใช้ธุรกิจของตนเอง ต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อน   แต่อย่างไรก็ตาม โลกของดิจิทัล สินทรัพย์ดิจิทัล และการเงินดิจิทัล เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะเรื่องดังกล่าวกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เอง แม้ว่าจะเป็นสินค้ามีมูลค่าสูง ที่ผู้บริโภคหนึ่งคนอาจจะซื้อมาครอบครองได้เพียง 1 ครั้งในชีวิต แต่ธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยไม่ได้มีแค่เรื่องการซื้อขายบ้านหรือคอนโดมิเนียมเท่านั้น ในกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ของธุรกิจอสังหาฯ ยังมีอีกมากมาย นับตั้งแต่กระบวนการก่อนซื้อไปจนถึงการบริการหลังการขาย ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ต้องก้าวเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล สินทรัพย์ดิจิทัล และวงการคริปโทเคอร์เรนซี ในรูปแบบต่าง     ๆ   ปัจจุบันมีบริษัทอสังหาฯ มากกว่า 20 บริษัทที่ก้าวเข้ามาสู่วงการ และการเงินดิจิทัล ซึ่งมีแผนธุรกิจและแผนงานแตกต่างกันไป แต่ล้วนมุ่งสู่การนำเอามาช่วยสร้างการเติบโต และตอบโจทย์ทางการตลาด โดยเฉพาะการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป คริปโท ฯ ในแวดวงอสังหาฯ ปี 65 บูทิค เปิดขาย NFT 99 แบบภายใน 24 ชั่วโมง บริษัท บีสโปค ไลฟ์ ไซเอนซ์ จำกัด (“บีสโปค”) ภายใต้บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินธุรกิจด้านโรงแรมและศูนย์การค้า ได้เดินหน้าเข้าสู่วงการ Non-Fungible Token (NFTs) เป็นครั้งแรก ด้วยการเปิดตัว NFT ชุดแรกของ CannaThai420 ที่มีจำนวนจำกัดบนบล็อกเชน Ethereum โดย NFT ชุด Seed Plant ทั้ง 99 แบบที่ไม่ซ้ำกันเลยนั้น ทำยอดขายกว่า 22 Ethereum ภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง นับเป็นการประสบความสำเร็จก้าวแรกของโครงการ CannaThai420 ที่เพิ่งริเริ่มขึ้นได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น โดย NFT ชุดแรกของ CannaThai420 หรือ Seed Plant NFTs วางจำหน่ายบนเว็บไซต์ http://www.CannaThai420.com เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา ทางบูทิคได้ปล่อยขาย NFT ครั้งแรกรวม 99 แบบ จากทั้งหมด 120 แบบที่ผลิตในชุด Seed Plant ครั้งนี้ โดยส่วนที่เหลืออีก 21 แบบนั้น จะถูกเก็บไว้ในคลังของ CannaThai420 เนื่องจากวงจรการปลูกต้นกัญชาแม่พันธุ์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเพาะเมล็ดพันธุ์ซ้ำแล้ว ดังนั้น Seed Plant NFT ที่สร้างขึ้นจึงจะยังคงเป็นสิ่งที่หายากและเป็นที่ต้องการภายในระบบนิเวศของ CannaThai420 ตัวอย่างเช่น Seed Plant NFT จะเป็นบันไดขั้นแรกในการค้นหาแม่พันธุ์กัญชาที่แข็งแรงและมีค่าที่สุด ซึ่งเรียกว่า Royal Alpha Family ซึ่งประกอบด้วย 1 อัลฟ่าควีน (Alpha Queen) และ 9 อัลฟ่าปริ๊นเซส (Alpha Princesses) ซึ่งหมายความว่า ผู้ถือ Seed Plant NFT มีโอกาสที่จะเป็นผู้ถือครองพืชกัญชาที่ทรงคุณค่าและทรงพลังที่สุดในประเทศไทย ในรูปแบบของสะสมดิจิตอล NFT อีกด้วย ASW ใช้ Popcoin เจาะไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ขณะที่นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า บริษัทได้ให้ความสำคัญกับ Digital Transformation โดยสิ่งหนึ่งที่สนใจก็คือ “ดิจิทัลแอสเซท” ที่กำลังเป็นเทรนด์และมีบทบาทสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของแอสเซทไวส์ ที่ผ่านมาจึงได้ตั้งบริษัทในเครือ บริษัท ดิจิโทไนซ์ จำกัด ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง บริษัท ฟิวเจอร์คอมเพเทเร่ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเหรียญ Popcoin เพื่อรองรับการศึกษาและลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) รวมถึงแสวงหาโอกาสในการใช้เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มที่ทันสมัย เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจให้รับกับเทรนด์อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับแอสเซทไวส์ มองว่าเหรียญ Popcoin ซึ่งถือเป็น Utility Token ที่จะเป็นตัวกลางในการใช้งานต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม มีระบบที่น่าเชื่อถือ เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการเติมเต็มความต้องการ สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดใน Popcoin Ecosystem ทั้งแบรนด์ ผู้สร้างคอนเทนต์ และโดยเฉพาะผู้บริโภค ดังนั้น Popcoin จึงไม่ใช่แค่เหรียญคริปโทเคอร์เรนซีเท่านั้น แต่เป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงคนแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกัน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่มีพลังที่จะช่วยให้แอสเซทไวส์ใกล้ชิดกับลูกบ้าน และคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าที่เคย พร้อมเข้าถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและวัดผลได้จริง   โดยเหรียญ Popcoin เป็นสมาร์ทมาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์มเอนเตอร์เทนเมิร์ช ที่เกิดจากความร่วมมือของบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS Group, บริษัท โฟร์ท แอปเปิ้ล จํากัด, บริษัท ฟิวเจอร์คอมเพเทเร่ จำกัด และบริษัทพันธมิตรชั้นนำแนวหน้าของไทย  ซึ่ง Popcoin จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่พลิกโฉมการทำกลยุทธ์ทางการตลาดของแอสเซทไวส์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับกิจกรรม และสร้างสิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า Kave Condo ซึ่งเป็นนักศึกษา คนรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้สกุลเงินคริปโทฯ อีกทั้งยังสามารถนำเหรียญ Popcoin มาต่อยอดในกิจกรรมต่าง ๆ  ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกบ้าน ซึ่งอนาคตอันใกล้ จะได้เห็นการมีส่วนร่วมดี ๆ  บนแพลตฟอร์ม Popcoin เพื่อเปิดประสบการณ์การใช้ชีวิตให้กับลูกบ้านในทุกมิติ อนันดาฯ ขน15 โครงการแจก KUB COIN  ด้านบริษัท อนันดา ดีเวล ลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จับกระแส “Digital Asset” มาอย่างต่อเนื่องล่าสุดได้ส่ง 2 แคมเปญ “อนันดา ครบ คุ้ม KUB” และ “Fabulous Offer” ได้นำโครงการคอนโดเข้าร่วมแคมเปญ 15 โครงการ สำหรับรับฟรี KUB COIN เมื่อซื้อคอนโดทุกยูนิต   โดยอนันดาฯ มองว่ากลุ่ม GEN C เป็นกลุ่มผู้บริโภคในยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารเป็นหลัก ชอบความสะดวกสบาย สนใจสิ่งที่มีสไตล์เฉพาะตัว เป็นกลุ่ม Cash Smart หรือ กลุ่มคนที่ฉลาดในการบริหารเงิน นิยมให้เงินทำงาน รู้จักวางแผนการใช้เงินเพื่ออนาคต รวมไปถึงมีการลงทุนในมุมต่างๆ เช่น ลงทุนในหุ้น และกองทุน ซึ่งในยุคปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจในเรื่องคริปโทเคอเรนซี่  หรือ NFT ที่กำลังมาแรง คนเหล่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของอนันดา  ที่มีความสนใจในด้านดังกล่าว สำหรับแคมเปญ “อนันดา ครบ คุ้ม KUB”  มีโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่กว่า 11 โครงการ ภายใต้แบรนด์  ไอดีโอ โมบิ, ไอดีโอ,  เอลลิโอ และ ยูนิโอ เริ่ม 1.59 – 14.9 ล้านบาท* ส่วนแคมเปญ “Fabulous Offer” กับห้องแต่งครบ พร้อมเข้าอยู่ มีแบรนด์ แอชตัน และ ไอดีโอ คิว โดยมีโครงการเข้าร่วมแคมเปญ 4 โครงการ ซึ่งแคมเปญมีระยะเวลาตั้งแต่วันนี้ – 15 กุมภาพันธ์นี้ ริชชี่-เอสซี เตรียมก้าวสู่โลกคริปโทฯ หลายบริษัทอาจจะมีการเดินหน้าการเข้าสู่โลกคริปโทฯ อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่ก็มีบางบริษัทที่อยู่ระหว่างการศึกษา และบางบริษัทก็เริ่มนำร่องการนำเอาคริปโทฯ เข้ามาใช้บ้างแล้ว แม้จะไม่เต็มรูปแบบ เพราะต้องรอความชัดเจนในหลายเรื่อง รวมถึงความพร้อมต่าง ๆ ด้วย สำหรับเอสซี แอสเสท หรือบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  เริ่มศึกษาและเตรียมความพร้อมก้าวสู่โลกคริปโทฯ รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลนรูปแบบต่างๆ ล่าสุด  ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) Creative Economy Agency (Public Organization) หรือ CEA จัดเสวนา NFT 101 presented by SC Asset เปิดชั้นเรียนกับเซียน NFT แบ่งปันความรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงเคล็ดลับสำคัญในการเป็นผู้เล่นของตลาด ซึ่งงานดังกล่าว​ส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2022 โดยจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 16.00 – 18.00 น. ผ่านระบบออนไลน์ FB Live :Bangkok Design Week หรือที่ FB Page : SC Asset   นอกจากนี้ เอสซี แอสเสท ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเกี่ยวกับทำระดมทุนด้วยวิธี ICO เนื่องจากมีสินทรัพย์ ประเภทอาคารที่สร้างรายได้ประจำมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท  และวางแผนการออก SC Morning Coin ซึ่งเป็นเหรียญดิจิทัล ใช้ในแพลตฟอร์ม สำหรับพนักงานลูกค้า คู่ค้าและนักลงทุน ต่อยอดจาก SC token ที่ปัจจุบันใช้กันภายในองค์กรอยู่แล้วด้วย   ขณะที่บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY  ได้เริ่มนำร่องเปิดรับการซื้อขายอสังหาฯ ของบริษัทบ้างแล้ว แม้ว่าช่วงแรกจะขายได้เพียง 1 ยูนิต แต่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะบริษัทยังไม่ได้เริ่มทำการตลาดและการประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง   ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดช่องทางการรับชำระเงินค่าสินค้าด้วยสกุลเงินดิจิตัล   เพื่อนำมาต่อยอดจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังได้รับความนิยม และเป็นที่ยอมรับของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทฯอยู่แล้ว   ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่ได้เข้ามาสู่วงการคริปโทฯ และสินทรัพย์ดิจิทัล ยังมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่กำลังวางแผน และเตรียมความพร้อม รวมถึงความชัดเจนในการก้าวเข้ามาสู่วงการนี้ ซึ่งคงมีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องให้เราได้ติดตามกัน   บทความที่เกี่ยวข้อง แอสเซทไวส์   เพิ่มทางเลือกแลกเงินดิจิทัล จับมือ​ “Bitkub” ขยายฐานลูกค้า  New Gen ซื้อบ้าน-คอนโด ด้วย Cryptocurrency
4 สูตร (ไม่) ลับ “Be-Think-Do-Say” สร้างแบรนด์ “อสังหาฯ” ให้เป็นผู้นำธุรกิจ

4 สูตร (ไม่) ลับ “Be-Think-Do-Say” สร้างแบรนด์ “อสังหาฯ” ให้เป็นผู้นำธุรกิจ

ต้องยอมรับว่าจากการเข้ามาของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้โลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วไป รวมถึงการดำเนินธุรกิจของธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยนตามให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย และไม่เพียงแต่การดำเนินธุรกิจที่จะต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้เท่านั้น   แต่การดำเนินธุรกิจต้องสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ผู้นำตลาด หรือ LEADERSHIP BRAND เพื่อครองใจตลาดและผู้บริโภคให้ได้ เพราะยุคปัจจุบันผู้บริโภคจงรักภักดีต่อแบรนด์ลดน้อยลง และไม่ได้รักหรือชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคพร้อมจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้ตลอดเวลาด้วย   สำหรับการสร้างแบรนด์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  แม้ว่าคนส่วนใหญ่เลือกซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม จากทำเลที่ตั้ง วัสดุก่อสร้าง ราคาหรือโปรโมชั่น แต่เรื่องของแบรนด์ก็ถือว่ามีความสำคัญ เพราะจะสะท้อนกลับมาถึงสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าว ที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นว่า เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี ราคายุติธรรม การสร้างแบรนด์อสังหาฯ ในยุคปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กับธุรกิจอื่น ๆ โดยสูตรลับการสร้างแบรนด์ที่สำคัญ ประกอบด้วย “Be-Think-Do-Say” ที่ถือว่าเป็นหัวใจที่จะทำให้แบรนด์เป็นที่ยอมรับและเข้าไปนั่งในใจของลูกค้า ซึ่ง “ดลชัย บุณยะรัตเวช ประธานและประธานบริหารฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท อินสปิริตี้ พาร์ทเนอร์ชิพ จำกัด ​ ได้มาถ่ายทอดเคล็ดลับดังกล่าว ในหัวข้อ “Brand Leadership & Brand Portfolio Management” ภายในงาน TerraHint Brand Series 2021 – Develop the leadership brand in a game changing way พลิกเกม เปลี่ยนแบรนด์สู่ผู้นำ   Consumer Paradox ผู้บริโภคหลายใจในยุคโควิด ปัจจุบันการก้าวสู่แบรนด์ผู้นำ หรือ LEADERSHIP BRAND อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลง สังคมและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ที่ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้การสร้างแบรนด์ได้รับปัจจัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   สำหรับคำว่า LEADERSHIP BRAND มีความหมายว่า เป็นแบรนด์ที่มีอำนาจในการสื่อสาร IDENTITY หรืออัตลักษณ์ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และสามารถแสดงความโดดเด่น หรือพิเศษอย่างมั่นคง และที่สำคัญจะต้องสื่อสารในสิ่งที่ ตัวเองเชื่อ และสัญญากับสังคมได้ สามารถจะส่งมอบคุณค่าของแบรนด์ได้ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญเราจะสร้างแบรนด์ เพื่อครองใจตลาดและผู้บริโภค ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ภายใต้ยุค New Normal โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป   โดยปัจจุบัน พบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal มีการเปลี่ยนแปลงใน 4 มุมด้วยกัน ดังนี้ 1.Changing the Channel ช่องทางในการติดต่อสื่อสารที่เปลี่ยนแปลง  มีความเป็นดิจิตอลมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันการติดต่อแบบ Physical ก็ยังจำเป็น เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม สองโลกต้องไปด้วยกัน 2.Shift  to Value การใช้จ่ายที่คิดแล้วคิดอีก เพราะเงินหายาก กว่าจะซื้ออะไรได้จะคิดมากขึ้น 3.Healthy, safety and Local คนให้คนสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ การนอนหลับที่ดี การมีสมาธิ และความปลอดภัย การใช้จ่ายภายในประเทศ 4.Shock to Loyalty รอยัลตี้ของแบรนด์น้อยลง  ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน พร้อมจะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าแบรนด์อื่นได้ง่ายขึ้น เพราะเน้นในเรื่องของความสะดวสบาย อะไรที่ใกล้ตัวและสะดวกก็จะเลือกซื้อแบรนด์นั้น จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ถือว่าเป็น​เทรนด์ใหม่ คือ Consumer paradox ซึ่งหมายถึง ผู้บริโภคมีความต้องการ 2 อย่างในตัวเอง ไม่ได้มีความต้องการด้านเดียว มักจะมี 2 มุมเสมอ และบางครั้งก็ขัดแย้งกันเอง ซึ่งแบรน์จะต้องตอบสนองเขาให้ได้ เป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีความหลายใจ บางครั้ง อยากได้ Digital world แล้วก็อยากได้ Physical world ด้วย บางครั้งก็อยากได้ Social time และก็อยากได้เวลาของตัวเองด้วย ดังนั้น แบรนด์จะต้องมีความเข้าใจผู้บริโภคตลอดเวลา ผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทั้ง Demographic จิตวิทยา  ค่านิยม  แบรนด์จึงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องจับให้ได้และต้องเข้าใจ  เพราะแบรนด์คือการสร้างความสัมพันธ์ (Brand is a relationship) ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค ถ้าความสัมพันธ์ไม่แข็งแรงแบรนด์ก็ไปต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้น Brand ต้องเป็น Paradox หมายถึงการมี 2 มิติ มีเพียงมิติเดียวไม่ได้ เพื่อตอบสนองความต้องการ 2 มิติของผู้บริโภค เหมือนหยิน-หยาง มีจุดแข็งและจุดอ่อนนุ่ม ทุกอย่างต้องมี 2 มิติเสมอ  เป็นเทรนด์ใหม่ของการสร้างแบรนด์ 4 สูตรสร้างแบรนด์ “Be-Think-Do-Say”​ ส่วนองค์ประกอบหลักในการสร้างแบรนด์ มีด้วยกัน 3 มุม ที่จะต้องรู้ ประกอบด้วย 1.BRADD PURPOSE เป้าหมายของแบรนด์เราต้องรู้ว่า คุณค่าและกลยุทธ์องค์กร เป็นอย่างไร และต้องมีความชัดเจน 2.CONSUMER NEEDS ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต 3.WORLD NEEDS เป็นอย่างไร หลังจากสังคมเกิดโรคระบาดขึ้น แบรนด์สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้อย่างไร การสร้างแบรนด์จะต้องนำเอาองค์ประกอบทั้ง 3 มาพิจารณา และสามารถปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งวิธีการทำงานในสร้างแบรนด์ที่ถูกต้อง  จะต้องเริ่มต้นด้วย 1.DEFINE ว่าบริบทเป็นอย่างไร ความท้าทายเป็นอย่างไร กลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างไร 2.ALIGN การนำเอาทุกอย่างมาปรับให้เข้ากัน ทั้งองค์กร สิ่งแวดล้อม กลุ่มเป้าหมาย 3.PROJECT เมื่อนำทุกอย่างมาจัดการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือ ALIGN เข้าด้วยกันแล้ว จึงทำเป็นแบรนด์ให้เป็นแฟลตฟอร์มออกไป เมื่อทุกอย่างนิ่งแล้วทำเป็น PROJECT โดยเฉพาะแบรนด์อสังหาริมทรัพย์​ ถ้าเรามีกลยุทธ์แบรนด์ที่นิ่ง ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมดแล้ว สามารถทำโปรเจ็กต์ที่ถูกต้อง   สำหรับวิธีการสร้างแบรนด์ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำ จะต้องประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ “Be-Think-Do-Say” 1.Be : Brand essence, Brand purpose, Brand positioning การสร้างแบรนด์ต้องเริ่มต้นด้วยกความเข้าใจ Being ตัวเองก่อน คำว่า Being ไม่ใช่แค่บุคลิกภาพ แต่รวมถึง Spirit  จิตวิญญาณของแบรนด์ว่าเป็นอย่างไร 2.Think: Brand idea, Brand portfolio/architecture, Brand identity เมื่อรู้จักตัวเองแล้วจะรู้วิธีคิด ว่าอสังหาฯ ​จะต้องมีไอเดียอย่างไร มีคอนเซ็ปต์อย่างไร 3.Do: Brand culture, Brand expression , Brand behavior เมื่อได้ไอเดียและคอนเซ็ปต์แล้ว แต่อย่างสื่อสารการตลาด แต่ต้องทำให้เห็นก่อน Doing จึงหมายถึง คุณจะต้องสร้างวัฒนธรรมแบรนด์ให้ชัดเจน พนักงานทุกคนต้องเข้าใจ การแสดงออกจะเป็นอย่างไร ต้องวางแผนให้ดี Portfolio จะเป็นอย่างไร สินค้าจะมีอะไรบ้าง 4.Say : Brand communication, Brand narrative, Identity expression หลังจากทำกระบวนการในขั้นตอน Do แล้วค่อยสื่อสารการตลาด หรือ Saying ออกไป ซึ่งถือเป็นอันดับสุดท้ายของการสร้างแบรนด์ ค้นหาตัวตนของแบรนด์ ในการสร้างแบรนด์สู่การเป็นผู้นำ จุดเริ่มต้นต้องค้นหาตัวตนที่แท้จริง หรือ Be authentic ของแบรนด์ให้ได้  ต้องเข้าใจตัวตนของแบรนด์อสังหาฯ​ ที่แท้จริงของคุณว่าเป็นอย่างไร คำว่า​ authentic ซึ่งหมายถึง ตัวจริง ของแท้ คุณจะต้องหาจิตวิญญาณที่แท้จริงของตัวเองให้ชัดเจน ซึ่งวิธีการหาจะใช้การเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม We are….. Why we are…..    เป็นคำถามที่ต้องถามตัวเอง เราเป็นใครกันแน่? โดยมีเคล็ดลับในการหาคำตอบให้กับตนเอง ด้วยการตั้งคำถาม Who are you เพราะการที่คุณเป็นอะไร มันจะสะท้อนสิ่งที่คุณทำ คุณครีเอท และมาจากคนที่รู้จักคุณ​ เป็น 3 มุม ที่บ่งบอกว่าตัวคุณเป็นใคร  ผู้บริโภคคุณเป็นใคร สิ่งที่คุณอยากครีเอทคืออะไร สิ่งที่จะอยากทำคืออะไร  อันนี้เป็นตัวบ่งบอกว่าคุณ คือ ใคร   นอกจากนี้ ยังจะต้องสร้างภาพแบรนด์ให้มีความเป็นมนุษย์ให้ได้ เพื่อสร้างบุคลิกของแบรนด์ หรือวัฒนธรรมของตนเองให้ตลอดรอดฝั่ง เพราะยุคนี้  UNIQUE SELLING POINT ไม่มีแล้ว  ทุกอย่างมันเหมือนกันหมด เทคโนโลยีมันตามกันทัน เราจะทำอย่างไร ที่จะสร้างบ้านให้แตกต่าง สิ่งที่อยากแนะนำให้แบรนด์อสังหาฯ ทำคือ SPIRITUAL IDENTITY อัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณ เป็นเทรนด์ใหม่ล่าสุด ถ้าทุกแบรนด์เข้าใจ จะไปต่อได้ง่ายและโดดเด่น แสดงความเป็น LEADSHIP ได้ง่าย ค้นหาตัวตนจากบทบาทที่แสดง อีกวิธีในการค้นหาตัวตนของแบรนด์ ด้วยการค้นหาบทบาทที่แบรนด์กำลังแสดง หรือ BRAND ARCHETYPES บทบาทของแบรนด์ ถ้าสมมุตว่าแบรนด์กำลังเล่นละครอยู่ คุณกำลังแสดง​บทบาทไหนอยู่ เป็นตัวละครแบบไหน ในโลกนี้มีจะมี 12 บทพื้นฐานที่คนแสดงออกมา แต่การทำงานจริงอาจจะมีมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับบริบทที่จะเกิดขึ้น เช่น ถ้าเป็นบท Creator ​ก็เป็นคนมีความคิด ถ้าเป็น Explorer  คุณก็เป็นคนที่ชอบค้นพบอะไรใหม่ ๆ Outlaw ชอบแหกกฎ Jester เป็นคนสนุกสนาน Lover  คนโรแมนติกสวยงาม Caregiver  มอบความรักความเอาใจใส่ให้กับคน Everyman คนง่าย ๆ สบาย ๆ ติดดิน Innocent เป็นคนไม่มีพิษไม่มีภัย Ruler ผู้นำ  Sage นักปราชญ  Magicianคนชอบเสกอะไรใหม่  Hero คามเป็นผู้นำ   นอกจากนี้ ในการสร้างแบรนด์สิ่งสำคัญที่นักสร้างแบรนด์ต้องทำ คือ การเล่นกับสมองผู้บริโภค ทั้ง 2 ด้าน คือ ​ แบรดน์ที่ดีจะต้องเล่นกับสมองซีกขวา อารมณ์ ความรู้สึก จิตนาการ  ส่วนโปรดักส์และฟังก์ชั่น ต้องเล่นกับสมองซีกซ้าย หมายถึงว่า  ถ้าแบรนด์อสังหาฯ สร้างแบรนด์ให้โดนใจ โดนความรู้สึก  ทุกอย่างต้องไปด้วยกันทั้งสมองซีกซ้ายและขวา หรือ ต้องมี Head กับ Heart คือ มีทั้งลอจิกส์และความรู้สึก (หัวใจ) คน   แบรนด์แอปเปิ้ล Think different เขาเล่นสองบทบาท คือ บท Creator และ Rebel นักขบถ สตีฟ จอบส์ เขาเป็นนักสร้างสรรค์และนักขบถด้วย แบรนด์อิเกีย เป็นแบรนด์ Regular guy  คือ เป็นแบรนด์ง่าย ๆ ติดดิน แต่มุมที่สอง มีความเป็น Creator   ค้นหา Big idea สร้างตัวตน เมื่อเข้าใจตัวตนของแบรนด์แล้วว่าเป็นใคร สิ่งที่ต้องทำต่อมา คือ กระบวนการ Think ด้วย การหา Big idea  ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ไปทำอะไรต่อไป การหา Big idea สามารถหาได้ 2 มุม คือ มุมที่เด่น Differentiated Value และ มุมที่คุณมี โดน Relevance Value โดย Big idea จะเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว ​ Big idea ที่ดี จะต้องมี 2 ด้านดังกล่าว ซึ่งอาจะเปรียบเทียบได้ว่าจะต้องมีทั้ง Head และ Heart คือ หัวใจและสมอง ซึ่งหัวใจต้องมีความชัดเจน ตรงโดดเด่นไม่เหมือนคนอื่น ต้องเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย   สำหรับ Big idea มีประโยชน์ในการใช้งานทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร ประโยชน์ของ Big idea ที่ใช้ภายในองค์กร คือ 1.Team attitude คือการสร้างทีมของคุณ ให้มีทัศนคติเดียวกัน 2.Product innovation and design สามารถสร้างสินค้า ดีไซน์สินค้า และกลยุทธ์สินค้าภายใน 3.Internal communication สื่อสารภายในองค์กรให้ทุกคนเข้าใจว่าแบรนด์เป็นอย่างไร 4.Organiztion Identity อัตลักษณ์ขององค์กร ต้องแสดงกายภาพ แบบไหน การแสดงออกอย่างไร ว่าเป็นคนในองค์กรนี้   ประโยชน์ของ Big idea ที่ใช้ภายนอกองค์กร  คือ 1.Brand representative behavior อย่างเซล หรือแอมบาสเดอร์ ที่จะออกไปพบสังคม จะต้องทำตัวอย่างไร​ 2.Products delivery การส่งมอบสินค้าจะเป็นอย่างไร 3.External narrative การสร้างเรื่องราวภายนอกจะเป็นอย่างไร การโฆษณาประชาสัมพันธ์​ 4.Expression identity (Look and feel) การแสดงออก รูป รส กลิ่นเสียง จะเป็นอย่างไร ทำก่อน "พูด" ให้แบรนด์มีพลัง​ เมื่อเรามีไอเดียแล้ว ต้องรู้วิธีการทำงาน อย่าเพิ่งสื่อสารออกไป ต้องทำให้เห็นจริงก่อน หรือ Do provide value อย่ารีบพูด "Actions speak louder than words" อย่ารีบสร้างสโลแกน ทำให้เห็นก่อน สมัยนี้แนวทางการสร้างแบรนด์ไม่ใช่ Story telling แต่เป็น Story doing ทำแบรนด์ให้จับต้องได้ แล้วจะชนะเกมทุกอย่างในยุคนี้ Show…don’t tell ทำทุกอย่างให้เห็น ด้วยกลยุทธ์ของการบริหารแบรนด์ หรือ  Brand Portfolio Strategy   การบริหารแบรนด์อย่างไรให้เป็นผู้นำ  จะต้องบริหารแบรนด์ให้มีพลัง ด้วยใช้กลยุทธ์  Brand Portfolio Strategy เริ่มต้นจากการตั้งคำถามมีแบรนด์ไปเพื่อใคร ทำแบรนด์ไปทำไม มีสินค้าเพื่อใคร จะต้องมีแบรนด์ลูกด้วยหรือไม่ ต้องจัดพอร์ตสินค้าให้มีความชัดเจน ผู้บริโภคจะได้เข้าใจและสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้ ซึ่งโดยปกติบนโลกนี้โครงสร้างของแบรนด์ หรือ Brand Architectures จะมีแบบมาตรฐานด้วยกัน 3 รูปแบบ 1.Masterbrand หมายถึง ทุกแบรนด์ในองค์กรใช้ชื่อแบรนด์แม่มาช่วยในการดำเนินธุรกิจ เช่น กลุ่ม HYATT 2.Endossed หมายถึง แบรนด์แม่สร้างแบรนด์ลูก แล้วแบรนด์แม่มาช่วยสนับสนุนในการสร้างแบรนด์ เช่น กลุ่ม MARRIOTT 3.Individual หรือ House of brand หมายถึง บริษัทพัฒนาแบรนด์ออกมา โดยมีชื่อไม่เหมือนกัน ไม่ได้ใช้ชื่อเชื่อมโยงกัน แต่ออกมาจากบริษัทแม่เดียวกัน เช่น กลุ่ม STARWOOD ได้เวลาส่งเสียง สร้างแบรนด์ให้ดัง หลังจากได้ทำกระบวนการ Be-Think-Do แล้ว ก็มาถึงกระบวนการสุดท้าย คือ Say ที่หมายถึงการสื่อสารการตลาด ให้ผู้บริโภคและคนภายนอกได้รู้จักแบรนด์ ซึ่งการสื่อสารในทุก ๆ สื่อ จะต้องสื่อสารเรื่องหลักเรื่องเดียวกัน นอกจากใจความสำคัญแล้ว ลีลา บุคลิกลักษณะของการสื่อสาร ต้องออกมาเหมือนกันด้วย โดยจะต้องสื่อสารออกมาในลักษณะ เป็นการสื่อสารออกมาจากคน ๆ เดียวกัน ในทุกสื่อทุกช่องทาง​   แนวทางการสื่อสารสำหรับแบรนด์ผู้นำ จะต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ดังนี้ -What I VALUE the most แสดงให้ลูกค้าเห็นว่าแบรนด์ให้คุณค่ากับอะไร เป้าหมายคืออะไร สิ่งที่แบรนด์เห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญคืออะไร -What I want to be KNOWN for แบรนด์อยากให้ลูกค้าทุกคน เห็นว่าแบรนด์เป็นอย่างไร แบรนด์จะโดดเด่นตรงไหน -How I will LEAD แบรนด์จะตัวอย่างที่ดีให้กับสังคมอย่างไร ต้องทำให้เห็น ​ -What I expect FROM YOU แบรนด์ต้องการให้ผู้บริโภคคิดอย่างไร ทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตของตนเอง เช่น เป็นตัวของตัวเองที่สุด แสดงความรักต่อความครอบครัวมากที่สุด ไม่ใช่แค่ขายของ   ในการเล่าเรื่องของแบรนด์จะต้องทำให้เห็น ให้ผู้บริโภคจินตนาการเห็นกายภาพที่ชัดเจน ว่าแบรนด์มีลักษณะอย่างไร เห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ของเรา แบรนด์จึงต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน และนำเอาไปใช้ในทุก ๆ สื่อ นอกจากนี้ ต้องทำให้คนในองค์กรทุกแผนก รวมถึงสินค้า การตลาด ต้องสื่อสารออกมาให้มีความสอดคล้องกันทั้งหมด เหมือนออกมาจากบุคคลคนเดียวกัน   Say คือ การสร้าง communication และการแสดงออก  เมื่อได้กระบวนการทั้งหมด ผู้บริโภคจะรู้สึกเข้าใจ Brand โดยอัตโนมัติ เพราะแบรนด์นามธรรม เป็นการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก และความรับรู้ที่ผู้บริโภครู้สึกได้ทางอารมณ์ ส่วนสินค้า คือ เหตุผล ดังนั้น เมื่อทำกระบวนการ Be-Think-Do-Say ผู้บริโภคจะรับรู้และรู้สึกได้เอง   การทำธุรกิจต้องมี Business strategy แต่ก่อนทำ Marketing strategy ต้องลงทุนทำ Brand strategy ซึ่ง strategy จะเป็นตัวเชื่อมระหว่าง Business strategy กับ Marketing strategy เพื่อไม่ให้หลงทาง ซึ่ง Brand strategy จะช่วยกำหนดตัวตน จุดยืน เป็นเข็มทิศให้กับ การตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด Brand strategy เป็นตัวกลางในการเชื่อม Business กับ strategy เพราะ Marketing is what you do branding is what you are คุณต้องรู้ตัวว่าคุณเป็นใครก่อน ที่คุณจะทำอะไร ทั้งหมดนี้ คือ กระบวนการสร้างแบรนด์ ที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย แต่สิ่งสำคัญกว่าการขึ้นเป็นผู้นำ คือ การรักษาความเป็นผู้นำ และการครองใจผู้บริโภค สามารถตอบสนองความต้องการให้เขาได้อย่างตรงจุด และอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการ ที่แบรนด์นำเสนอให้กับลูกค้าด้วย  
Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto [VDO]

Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto [VDO]

Blockchain คืออะไร? ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินคำศัพท์ใหม่ ๆ ในวงการเทคโนโลยี  หรือการเงินดิจิทัล อย่างคำว่า Blockchain, Bitcoin หรือ Crypto ซึ่งบางคนก็เข้าใจว่าคำศัพท์แต่ละคำนั้นมีความหมายอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องอะไร แต่หลายคนก็ยังคงสับสน และไม่เข้าใจกับคำศัพท์ต่าง ๆ เหล่านั้น ที่ถูกพูดถึงกันมากมายขณะนี้  ว่าคือเรื่องอะไรกันแน่ และมีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง วันนี้จึงจะมาอธิบายและทำความเข้าใจกับคำศัพท์ที่คุ้นหู้เหล่านั้นกัน โดยเรื่องแรกเป็นเรื่อง Blockchain   Bitcoin ไม่ใช่ Blockchain Bitcoin คือ Digital Asset Blockchain เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin เริ่มต้นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Bitcoin ไม่ใช่ Blockchain เพราะ Bitcoin คือ Digital Asset หรือสินทรัพย์ดิจิทัล คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำว่า Bitcoin มากกว่า Blockchain   สำหรับ Blockchain คือ เทคโนโลยี ที่ทำให้ Digital Asset หรือ Bitcoin สามารถโอนจากบุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่งได้ ซึ่ง Bitcoin คือ อินโนเวชั่นที่เกิดจากเทคโนโลยีของ Blockchain Blockchain เข้ามาแก้ปัญหาอะไร ที่ชัดเจน คือ เรื่องของการโอนเงิน (​Money Transfer) ที่ขจัดตัวกลางออกจากระบบ ช่วยลดระยะเวลาการโอนเงิน และลดค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการโอน ตัวอย่างเช่น การโอนเงินไปยังต่างประเทศ ระหว่างบุคคล ที่หากจากนายเอ ไปยัง นายบี ที่อยู่อีกประเทศหนึ่งนั้น จะต้องมีตัวกลางเป็นผู้ดำเนินการ ในกรณีนี้ ตัวกลางคือ ธนาคาร การโอนเงินจะต้องเสียค่าธรรมเนียม และต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 วัน แต่หากนำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ จะสามารถโอนเงินจากนาย เอ ไปยังนายบี ได้ทันที โดยไม่ต้องมีตัวกลาง และทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลงกว่าผ่านตัวกลางด้วย   เทคโนโลยี Blockchain จึงเข้ามาแก้ไขใน 3 เรื่องด้านการเงิน คือ 1. ตัดตัวกลางออกจากระบบ 2. ลดค่าธรรมเนียม  3. ลดระยะเวลาให้น้อยลง ​   หลักการทำงานของ Blockchain  การทำงานของเทคโนโลยี Blockchain จะต้องประกอบด้วย การทำงานของ 3 เรื่อง คือ   1. Open ledger Open ledger คือ การบันทึกข้อมูลใน Block ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลในลักษณะ chain ต่อเนื่องกัน โดยใน Block จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลก่อนหน้า ซึ่งข้อมูลทั้งหมดทุกคนในระบบจะเห็นและตรวจสอบได้   ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ​เช่น ในระบบมีคน 4 คน คือ A, B, C, D ซึ่ง A มีเงินในระบบ 100 เหรียญ แล้วโอนเงินให้​ B 50 เหรียญ ระบบจะบันทึกไว้ใน ledger ถ้า B โอนให้ D 30 เหรียญ จะมีการบันทึกข้อมูลนี้ใน ledger และเชื่อมโยงข้อมูลให้รู้ Transaction ก่อนหน้าว่า A โอนเงินให้ B 50 เหรียญด้วย  ถ้า D โอนให้ C 10 เหรียญ ก็จะบันทึกการโอน และเชื่อมโยงข้อมูลก่อนหน้าเช่นกัน  ข้อมูลทุกอย่างจะถูกบันทึกใน ledger และเชื่อมโยงข้อมูลก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง ลักษณะการเชื่อมโยงข้อมูลจะมีลักษณะเป็น chain ต่อเนื่องกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า chain ใน  Blockchain   สิ่งสำคัญของ Open ledger คือ ทุกคน​ในระบบ จะรู้ว่าเงินอยู่ที่ใครบ้างและแต่ละคนมีเงินอยู่เท่าไร ทำให้สามารถตรวจสอบ ​ได้ว่า Transaction ที่เกิดขึ้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่  จากกรณีตัวอย่างดังกล่าว หาก A ต้องการโอนเงิน 80 เหรียญให้ C ทุกคนในระบบจะรู้ทันทีว่า A  มีเงินไม่มากพอ ที่จะโอนได้ เพราะตอนแรก A มีเงิน 100 เหรียญ และโอนให้ B ไปแล้ว 50 เหรียญ ปัจจุบันเอเหลือเงินแค่ 50 เหรียญเท่านั้น Transaction นี้จึงไม่เกิดขึ้นและไม่มีการบันทึกลงใน ledger   2. Decentralized หรือ การกระจายการจัดเก็บข้อมูล จากการที่ระบบ Blockchain ช่วยตัดตัวกลางออกไป ทำให้ไม่มีใครในระบบครอบครอง ledger เพียงคนเดียว แต่ทุกคนในระบบจะครอบครอง ledger ของระบบไว้ เป็นการตัดตัวกลางออกจากระบบ เรียกว่า Decentralized  แต่วิธีการนี้จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ledger ของแต่ละคนถูกต้อง มีการเชื่อมโยงข้อมูลกัน หรือ Synchronize กัน ​อย่างถูกต้อง ต้องมาสู่หลักการทำงานข้อที่ 3   3. Miners หรือการตรวจสอบข้อมูล กรณีตัวอย่าง  A โอนเงินให้ B  100 เหรียญ B โอนให้ D 50 เหรียญ แล้วเกิด B ต้องการสร้าง Transaction ใหม่ ด้วยการโอนเงินไปให้ C 20 เหรียญ B ต้อง broadcast  หรือประกาศให้ทุกคนในระบบทราบว่า B ต้องการเงินโอนเงินให้ C 20 เหรียญ ซึ่งเบื้องต้นข้อมูล Transaction จะยังไม่ถูกบันทึกลงใน ledger ในระบบ เพราะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องก่อน ซึ่งในระบบจะใช้หลักการ miners เข้ามาทำการตรวจสอบความถูกต้อง   โดย miners ที่จะเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction นั้น จะเป็น special node (เครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ) ที่มีการลงทุนในกำลังการประมวลผล เพราะจะต้องแข่งขันกับ node อื่น ๆ ในระบบ โดยทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ   1. การตรวจสอบ (Validate) transection กรณีตัวอย่าง เป็นการตรวจสอบว่า B มีเงินเพียงพอหรือไม่   2. การหา special key หรือ hash code (hash รหัสของข้อมูลประจำแต่ละ block ที่ไม่ซ้ำกับ block อื่น) ที่ทำให้ miners สามารถเชื่อมโยง Transaction ใหม่เข้ากับ Transaction ก่อนหน้าได้ ​การที่ miners จะหาตัว  special key ได้ จะต้องมีการลงทุนในกำลังการประมวลผล อย่างพวกเครื่อง ASIC (Application-specific integrated circuit) หรือการ์ดจอต่าง ๆ และต้องใช้เวลาด้วย เนื่องจากการค้นหา Key เป็นการเดาสุ่มไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอ Key ที่ถูกต้อง โดย miners ที่คนแรกหาเจอ  ก็จะได้​รางวัลไป เช่น ได้รับ Bitcoin เป็นรางวัล​กรณีตัวอย่างดังกล่าวสมมุติ D เป็นคนแรกที่หา key ได้ D จะบันทึก Transaction ใหม่เข้าไปใน ledger  ของ D เอง หลังจากนั้นก็จะทำการประกาศตัว key ที่ได้มา ไปยัง node อื่น ๆ ในเน็ตเวิร์ค เพื่อที่ node อื่น ๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหา key อีกต่อไป โดยสามารถนำ key ที่ได้นี้ไปตรวจสอบและบันทึก Transaction ไปยัง ledger ของแต่ละ node  ได้เลย และแต่ละ node  ก็จะมาหา Transaction ต่อไป เป็นการแข่งกันหา key  เพื่อได้รางวัลหรือ Bitcoin  ในครั้งต่อ ๆ ไป   บทสรุปความเข้าใจของ Blockchain 1. Blockchain ไม่ใช่ Bitcoin หรือ Cyrpto แต่ Blockchain  คือ เทคโนโลยี ส่วน Bitcoin  คือ อินโนเวชั่นที่เกิดจากเทคโนโลยีของ Blockchain   2. สิ่งที่ Blockchain พยายามแก้ไขปัญหา คือ การไม่ต้องพึ่งพิงตัวกลาง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าธรรมเนียม   3. หลักการทำงานของ Blockchain - Open ledger  ใครๆ ก็สามารถตรวจสอบ Transaction ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน - Decentralized การไม่มีใครเป็นศูนย์กลางของระบบ ทำให้ขจัดการพึ่งพิงตัวกลางออกไป - Miners ในระบบ Blockchain จะมีหน้าที่แข่งกันกันตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction ที่เกิดขึ้นระบบ miners จะได้รับรางวัล เช่น Bitcoin เป็นค่าตอบแทนในการนำกำลังเข้ามาช่วยตรวจสอบความถูกต้อง   บทความที่เกี่ยวข้อง ซื้อบ้าน-คอนโด ด้วย Cryptocurrency  
เปิด 4 ความต้องการของ “ลูกบ้าน” ในยุคโควิด-19 ที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่มองข้าม

เปิด 4 ความต้องการของ “ลูกบ้าน” ในยุคโควิด-19 ที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่มองข้าม

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ก็ไม่เหมือนเดิม ต้องปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้อยู่ได้และอยู่อย่างปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาด โดยเฉพาะเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัย ที่คือหัวใจหลักสำคัญในการป้องกันการได้รับเชื้อโรค ไม่เพียงเท่านั้น เทคโนโลยีและดิจิทัลในรูปแบบต่าง ๆ ได้ถูกนำมาพัฒนา เพื่อสร้างวิถีชีวิตใหม่ (New normal) ให้สะดวกและปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น จึงมีคำพูดว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งทำให้การใช้ดิจิทัลเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งหลาย จากการที่วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน มี “โควิด-19” มาเป็นตัวแปร ทำให้การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเรียนรู้ และปรับตัวตาม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย ไม่เช่นนั้นธุรกิจหรือบริการนั้นก็คงไปไม่รอด   ล่าสุด บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS)  บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ได้นำเสนอผลงานวิจัยของทีมวิจัยงานบริการ (Service Development Centre: SDC) เกี่ยวกับการพัฒนางานบริการ ว่าผู้บริโภคมีความต้องการอย่างไรในด้านงานบริการ หลังจาก​เกิดการแพร่ระบาดของโควิด​-19    โดยเป็นการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างของผู้พักอาศัยในชุมชนภายใต้การบริหารของ บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทในเครือของ LPN  และพบว่า พฤติกรรมของผู้พักอาศัยในชุมชนให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ในการติดต่อสื่อสาร/รับข่าวสาร และพบพฤติกรรมการใช้ช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ในการทำกิจกรรมซื้อ-ขายสินค้า เช่น สั่งซื้อสินค้าออนไลน์กว่า 90% ใช้บริการสั่งซื้ออาหารกว่า 80% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ We Are Social ร่วมกับ Hootsuite ที่ระบุว่า ในยุค 5.0 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งาน Internet ในปี 2564 มากกว่า 46 ล้านคน (เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปี 2562  ของประชากรทั้งประเทศที่ 66 ล้านคน 4 ความต้องการด้านการบริการของผู้บริโภคยุคโควิด-19 จากผลสำรวจดังกล่าว ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า (Data Analytic) เพื่อนำมาพัฒนางานบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันและอนาคต   นอกจากนี้ จากผลการสำรวจของลูกบ้านดังกล่าว แสดงให้เห็นถึง พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง โดยด้านความต้องการในการได้รับการบริการ ที่ดีเวลลอปเปอร์จำเป็นต้องรู้ เพื่อตอบสนองและนำเสนอบริการได้ตรงความต้องการ  ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน  4 เรื่อง  ดังนี้ 1.ต้องได้รับการบริการที่รวดเร็ว ความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค  :  การที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตทำให้การเข้าถึงข้อมูลของสินค้าและบริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว และการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการสามารถทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ทำให้ผู้ขายสินค้าและบริการจำเป็นต้องมีความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค ทั้งในด้านคุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารให้เข้ามามีส่วนช่วยให้สามารถส่งต่อข้อมูลของผู้ประกอบการไปสู่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เป็นปัจจัยเร่งในการตัดสินใจให้กับลูกค้า   รวมถึงการพัฒนางานบริการให้มีความสะดวกรวดเร็ว เข้าถึงง่าย ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการในหลายธุรกิจได้มีการพัฒนาช่องทางการสื่อสารและงานบริการผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดการสัมผัสโดยตรง และมีอัตราเร่งในการเข้าถึงผู้ต้องการใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว เช่น บริการด้านสาธารณสุขผ่านระบบ Telehealth  ซึ่งให้บริการปรึกษาด้านสุขภาพโดยแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ การให้บริการเบิก ถอน โอน เงิน ชำระราคาสินค้าและบริการผ่าน application ต่าง ๆ ของสถาบันการเงิน การรับชำระค่าบริการส่วนกลางของอาคารชุดพักอาศัย  ผ่าน application หรือ QR Code การใช้เทคโนโลยี Beacon ส่งสัญญาณบลูทูธไปยังสมาร์ตโฟนของผู้ใช้บริการที่อยู่ในรัศมีที่สัญญาณส่งถึง หากสมาร์ตโฟนเปิดช่องรับสัญญาณบลูทูธเอาไว้ก็จะมีการแจ้งเตือนทางสมาร์ตโฟน และทำการรับข้อมูล (Information) ที่มีประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการได้ทันที   อาทิเช่น การส่งคูปองส่วนลด โปรโมชั่นบริการที่ลูกค้ากำลังสนใจโดยที่ลูกค้ายังไม่ได้ร้องขอ การแจ้งเตือนข้อมูลให้ผู้ใช้ได้ทันที ทำให้ผู้ใช้ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น  การใช้ในระบบบัตรคิว ในการจัดลำดับการให้บริการงานต้อนรับที่ต้องบริการลูกค้าจำนวนมาก เช่นการเข้าคิวส่ง-รับพัสดุ การใช้ในการเข้ารหัสหรือปลดล็อกรหัสการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ตัวปลดล็อกจักรยานด้วยแอปพลิเคชัน เมื่อเจ้าของเดินเข้าไปใกล้ในระยะที่อุปกรณ์ตรวจจับได้ก็สามารถใช้มือถือสั่งปลดล็อกได้ หรือแม้กระทั่งการใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับการติดตามดูแลเด็กเล็กได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งใช้ส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองเมื่อเด็ก ๆ ออกห่างหรืออยู่นอกสายตา 2.ต้องได้รับบริการที่มีความคุ้มค่า สร้างความคุ้มค่าในงานบริการ : การพัฒนางานบริการที่ให้ความคุ้มค่าในการใช้งานสำหรับผู้บริโภค โดยการออกแบบงานบริการที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ลดการรอคอยในการรับบริการด้วยการออกแบบให้มีระบบการจองคิวเพื่อเข้าใช้บริการ เลือกแพ็คเกจการใช้บริการได้ตามความต้องการ สะดวกและถูกรวมไว้ ณ ที่เดียว ง่ายต่อการสั่งสินค้า และที่สำคัญประหยัดค่าขนส่ง การปรับขนาดสินค้าให้เหมาะกับการขนส่ง กระจายจุดเข้าถึงสินค้า อย่างธุรกิจ คลาวด์คิดเช่น งานบริการบริหารจัดการเพื่อการอยู่อาศัย ยังนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของเจ้าของห้องชุด   เช่น Smart Lighting Control  ระบบควบคุมการทำงานของไฟฟ้าส่วนกลาง  ช่วยประหยัดไฟฟ้า บันทึก   ข้อมูลการเปิด-ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศได้  บริการเหล่านี้จะถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ ระบบฐานข้อมูลทั้งการจัดการและการประมวลผลข้อมูล จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่ผู้ให้บริการไม่อาจมองข้ามได้ ที่จะสามารถเสนอสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ง่ายและตรงใจผู้ใช้บริการ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติ IOT (Internet of Thing) มาใช้ในหลายประเภทงานบริการ  บริการขนส่ง บริการจองคิว บริการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ สินค้าประเภทอาหารพร้อมรับประทานล้วนใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเวลายังคงเป็นสิ่งที่มีค่า และเทคโนโลยีช่วยให้เราใช้มันได้อย่างคุ้มค่า และเข้าถึงสิ่งที่เราต้องการได้เร็วขึ้น 3.ต้องการได้รับบริการทุกที่ทุกวันทุกเวลา  ทุกที่ ทุกเวลา (24hr. x 7days) : การเข้าถึงเทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้การตอบสนองต่อผู้ใช้บริการที่รวดเร็ว รวมไปถึงระบบของงานบริการที่มีประสิทธิภาพ ในแบบ Real Time เป็นสิ่งสำคัญ พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ชอบการรอคอย จึงทำให้การตอบกลับที่รวดเร็วในแบบ Real Time เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของงานบริการในปัจจุบันที่ผ่านหน้าจอสัมผัส การนำ ระบบ AI : Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ เรียนรู้องค์ความรู้ต่าง ๆ เช่น วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาได้ ส่งผลให้เกิดความรวดเร็วในการให้บริการ อย่างเช่น การติดต่อมายัง Call Center ของผู้ใช้บริการ จะมีระบบ AI คอยให้บริการเบื้องต้น หากเกินขอบเขตในสิ่งที่ทำได้จะถูกโอนไปยังพนักงานโดยตรง แน่นอนว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ต้องการที่จะติดต่อกับพนักงานโดยตรง แต่ดีกว่าได้รับการปฏิเสธให้ติดต่อใหม่อีกครั้ง   ดังนั้น จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่ผู้ประกอบการ จะนำมาพัฒนาและปรับใช้กับธุรกิจการให้บริการ  นอกจากนั้นยังมีการใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ เก็บใบไม้และเศษผงบริเวณก้นสระได้ สามารถขจัดสิ่งสกปรก  ตะไคร่ และแบคทีเรียด้วยชุดกรองแบบ  มีตัวแปลงไฟฟ้าจากไฟปกติเป็นแบบโวลต์ต่ำ ทำให้สามารถทำความสะอาดขณะมีการใช้สระว่ายน้ำได้  จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า สามารถให้บริการได้ 24 ชม. อีกทั้งลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจงานบริการ อย่างอัตรากำลังของพนักงานได้ในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพงานบริการที่ลูกค้าได้รับ 4.ต้องการได้รับความสะดวกสบาย พัฒนางานบริการเพื่อสร้างลูกค้าในอนาคต : การพัฒนางานบริการนอกจากพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบันแล้ว ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภค (Data Analytic) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะนำไปพัฒนางานบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคตได้ เช่น การใช้เทคโนโลยี VR : Virtual Reality เป็นการจำลองสถานที่ขึ้นมาเป็นโลกเสมือนจริงโดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการมองเห็น โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาได้ผ่านอุปกรณ์  เป็นการสร้างประสบการณ์ที่สนุกมากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการ  ในวงการอสังหาริมทรัพย์มีการนำมาใช้ สำหรับลูกค้าชมโครงการบ้าน และคอนโดโครงการใหม่ ซึ่งให้ความสมจริงได้มากกว่าการดู แบบโมเดลจำลองอีกทั้งไม่ต้องไปยังสถานที่จริงอีกด้วย บางครั้งลูกค้าไม่ทราบความต้องการของตัวเอง  การนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอบริการใหม่ๆ ให้กับลูกค้าโดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมของลูกค้า เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ และเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอมฯ กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ว่า ได้เพิ่มอัตราเร่งในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะพัฒนางานบริการที่ตอบโจทย์กับพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล นำมาวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างงานบริการที่สามารถตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว ง่ายต่อการใช้งาน และมีความเฉพาะตัว (Unique) สร้างความรู้สึกพิเศษ (Exclusive) ให้กับผู้รับบริการแบบเฉพาะตัว (Privacy) ในแบบที่เรียกว่า Smart Service พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี การเข้าถึงข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าและบริการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจบริการต้องมีการปรับตัว พัฒนางานบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค  
ซื้อบ้าน-คอนโด ด้วย Cryptocurrency

ซื้อบ้าน-คอนโด ด้วย Cryptocurrency

นับตั้งแต่เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ได้ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมากมาย  สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การได้รับความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการติดต่อสื่อสาร  หรือจับจ่ายใช้สอย การทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งทุกอย่างสามารถจัดการได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต โลกของการเงินปัจจุบัน กำลังพัฒนาไปสู่โลกการเงินดิจิทัล หรือ Fintech (Financial Technology) เพิ่มมากขึ้น   เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลไม่เพียงแค่เข้ามาเพิ่มความสะดวกสบาย  ในการเป็นช่องทางการทำธุรกรรมทางการเงินของคนทั่วไปเท่านั้น แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัล ได้เข้ามาพัฒนาตลาดการเงินและการลงทุน จากการลงทุนด้วยรูปแบบของเงินสกุลต่าง ๆ ที่สามารถจับต้องได้ มาสู่การลงทุนในรูปแบบของเงินดิจิทัล ที่ไม่ได้มีตัวเงินจับต้องได้จริง ๆ หรือที่รู้จักกันในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ทำความรู้จัก “สินทรัพย์ดิจิทัล​” ตอนนี้กระแสการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล กำลังได้รับความสนใจทั้งจากนักลงทุน หรือประชาชนทั่วไป เพราะซื้อขายง่ายแถมมีความเชื่อว่าให้ผลตอบแทนดี ส่วนฝั่งผู้ประกอบการที่จะก้าวมาเป็นผู้ให้บริการ มองเห็นโอกาสทางการตลาด เพราะว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบัน ที่คุ้นเคยและมีความเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล จึงทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้แต่เด็กนักเรียนมัธยมปลายบางคน ยังเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล   แม้ว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล กำลังเป็นกระแสและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังขาดความรู้และความเข้าใจที่แท้จริง ประกอบกับผู้ให้บริการที่ถูกต้องและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ อย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังมีอยู่จำนวนไม่กี่รายเท่านั้น ​ สินทรัพย์ดิจิทัล  ประกอบด้วย 1.คริปโทเคอร์เรนซี    คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ตามความหมายที่ ก.ล.ต. ได้ให้ไว้  คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ สินทรัพย์ดิจิทัลอื่น หรือสิทธิอื่นใด โดยสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้หากผู้ใช้ยอมรับ ปัจจุบันคริปโทเคอร์เรนซียังไม่ใช่เงินที่ธนาคารกลางใดในโลกรับรองว่าสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (legal tender) ซึ่งคริปโทเคอร์เรนซีที่รู้จักกันแพร่หลาย เช่น Bitcoin, Ethereum เป็นต้น 2.โทเคนดิจิทัล นอกจากนี้  สินทรัพย์ดิจิทัล ยังประกอบไปด้วย​ ​โทเคนดิจิทัล (Digital Token) ที่หมายถึง  หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิของบุคคลในการร่วมลงทุน (investment token) หรือสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ หรือสิทธิอื่น ๆ (utility token) ตามที่ได้ตกลงกับผู้ออกโทเคน ซึ่งอาจเสนอขายโทเคนผ่านกระบวนการ Initial Coin Offering (ICO) ซึ่งเป็นการระดมทุนรูปแบบหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วย โดยบริษัทจะเสนอและกำหนดขายโทเคนที่กำหนดสิทธิหรือผลประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้ลงทุน เช่น ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ หรือสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือ บริการที่เฉพาะเจาะจงและกำหนดให้ผู้ลงทุนที่ต้องการจะร่วมลงทุนสามารถเข้าร่วมได้โดยการนำคริปโทฯ หรือเงิน มาแลกโทเคนที่บริษัทออก โดยมีการกำหนดและบังคับสิทธิที่จะได้รับด้วย smart contract บนเทคโนโลยีบล็อกเชน   ปัจจุบันก.ล.ต. ปรับปรุงรายชื่อคริปโทฯ ที่สามารถใช้ลงทุนใน ICO ได้ หรือที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถใช้ในการเทียบราคาสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ โดยปัจจุบันมี 4 ตัว ได้แก่ Bitcoin (BTC) Ethereum (ETH) Ripple (XRP) และ Stellar (XLM) พร้อมย้ำการประกาศรายชื่อคริปโทฯ  ดังกล่าวไม่ใช่การรับรองสถานะให้เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด   รายชื่อคริปโทฯ ที่ ก.ล.ต. ประกาศนั้นมีเพื่อวัตถุประสงค์ในการอนุญาตให้เป็นคริปโทฯ ​ที่ใช้ลงทุนในโทเคนดิจิทัลที่ผ่านกระบวนการทำไอซีโอได้  ตลอดจนเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถใช้ในการเปรียบเทียบมูลค่ากับสินทรัพย์ดิจิทัลตัวอื่น ๆ ที่จดทะเบียนในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (base trading pair) ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยหลักในการคัดเลือกคริปโทฯ ในรายชื่อจะพิจารณาจากพัฒนาการ ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง และปัจจัยสำคัญอื่นเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีต่าง ๆ โดยรายชื่อที่ประกาศนั้น อาจได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ๆ คริปโทฯ อีกช่องทางเพิ่มยอดขายอสังหา ในช่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เริ่มหันมาให้ความสนใจในการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจมากขึ้น เพราะช่วงที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาฯ ต่างเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะตั้งแต่มีการออกมาตรการ LTV ของธปท. เพื่อลดระดับความร้อนแรงในตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม จากกลุ่มผู้ซื้อนักลงทุน กลุ่มนักเก็งกำไร และกลุ่มทุนต่างชาติ จนปีที่ผ่านมามีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ ได้รับผลกระทบอย่างมากมาย ​   หนึ่งในหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ภายใต้สถานการณ์ที่แวดล้อมไปด้วยปัจจัยลบ คือ การบริหารกระแสเงินสด และรักษาสภาพคล่องทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้น โจทย์ของดีเวลลอปเปอร์จึงต้องพยายามเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน การสร้างยอดขายเพิ่ม และบริหารสต็อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพ ช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นการทำตลาดกันอย่างหนัก ด้วยแคมเปญลดแลกแจกแถม เพื่อให้ได้ยอดขายและกระแสเงินสดกลับเข้ามาสู่บริษัท และการลดการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะโครงการคอนโด   นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือทางการเงิน ก็เป็นอีกหนึ่งทางรอดในยามวิกฤตของธุรกิจอสังหาฯ เห็นได้จากการออกหุ้นกู้ เพื่อระดมทุนให้บริษัทมีงบประมาณในการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ ในภาวะที่สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงประชนชนผู้บริโภคทั่วไป และแน่นอนการก้าวไปสู่ตลาดการเงินดิจิทัล ด้วยการเพิ่มช่องทางการซื้อขายด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มยอดขาย และสร้างรายได้ เป็นการปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค   ปัจจุบันจึงได้เห็นดีเวลลอปเปอร์หลายราย  จับมือกับผู้พันธมิตรผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อซื้อขายบ้าน และคอนโด รวมถึงการชำระค่าส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาฯ หรือบริการต่าง ๆ ของดีเวลลอปเปอร์ด้วย ส่วนตอนนี้มีใครได้เข้ามาในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลบ้างแล้ว ไปดูกัน ORI จับมือบิทคับซื้อขายผ่านคริปโต​ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ได้ร่วมมือกับบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ บิทคับ (Bitkub) ให้ลูกค้าสามารถซื้อบ้านและคอนโดของกลุ่มออริจิ้นได้ทุกโครงการ ด้วยคริปโทเคอร์เรนซี ผ่าน Wallet จากบัญชี Bitkub​ ซึ่งจะทำให้ออริจิ้นสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้กว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะชาวต่างชาติในต่างประเทศ จะได้รับความสะดวกในการซื้อขายคอนโด มากกว่าการใช้สกุลเงินปกติ ​   โดยสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถนำมาซื้อขายบ้านและคอนโดของออริจิ้นได้นั้น มีด้วยกัน 3 สกุลเงิน ได้แก่ ได้แก่ อีเธอเรียม (Ethereum-ETH) เทเทอร์ (Tether USD-USDT) และบิทคอยน์ (BitcoinBTC) ซึ่งโครงการของกลุ่มออริจิ้นที่สามารถใช้สกุลเงินดิจิทัลได้ ประกอบด้วย  บ้านเดี่ยวแบรนด์ ไบรตัน (Brighton) บริทาเนีย (Britania) แกรนด์ บริทาเนีย (Grand Britania) และบ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่เบลกราเวีย (Belgravia) รวมถึงโครงการคอนโด ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ อาทิ สมาร์ทคอนโดสำหรับคน Gen Z แบรนด์ดิ ออริจิ้น (The Origin), ออริจิ้นปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug&Play) และบริกซ์ตัน (Brixton) คอนโดระดับไฮเอนด์แบรนด์ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge) และ โซโห แบงค็อก (SOHO Bangkok) ไปจนถึงแบรนด์คอนโดระดับ ลักซ์ชัวรี่อย่าง พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) และอสังหาฯ เพื่อการลงทุนอย่างแบรนด์แฮมป์ตัน (Hampton) ชาญอิสสระ ผนึก BITKUB   บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI ได้ร่วมมือกับบิทคับ ในการขยายฐานลูกค้าผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาฯ ในกลุ่มชาญอิสสระ ด้วยสกุลเงินดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นคอนโด​ บ้านเดี่ยว บ้านพักตากอากาศ รวมถึงจองที่พักโรงแรมในเครือ  13 โครงการ ผ่านเหรียญ 4 สกุลเงินที่ได้รับความนิยมและมีโอกาสเติบโตในอนาคต ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH),  USDC และ USDT โดยผู้ซื้อสามารถดำเนินการผ่าน Wallet จากบัญชี BITKUB   โดยชาญอิสสระได้นำทุกโครงการของบริษัทและบริษัทในเครือมาเปิดรับสกุลเงินดิจิทัล ใช้คริปโทเคอร์เรนซี เป็นเจ้าของอสังหาฯ พร้อมวางเงินจอง  เงินดาวน์ เงินโอนได้ 100% ของราคาบ้านหรือห้องชุดใช้แลกเปลี่ยนเป็นค่าที่พัก เมื่อใช้บริการโรงแรม รวมทั้งค่าใช้จ่ายส่วนกลาง หรือ Sinking Fund CMC จับมือ Zipmex บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC  ได้จับมือกับบริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด (Zipmex) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของเอเชีย ทั้งในประเทศไทย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เพื่อใช้แพลตฟอร์มของซิปเม็กซ์ ในการซื้อขายคอนโด และบ้านของ CMC ด้วยคริปโทเคอร์เรนซี เป็นช่องทางการชำระเงินใหม่ ที่จะทำให้ลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ ได้รับความสะดวกสบายและมีช่องทางการชำระเงินที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับโทเคนดิจิทัลทุกชนิด อาทิ​​ BTC, ETH, ZMT, USDT, USDC, LTC, BCH, GOLD, LINK, OMG, SXP, ENJ, YFI, SAND,  XLM และ SIX เป็นต้น  สามารถนำมาซื้อบ้านและคอนโดของกลุ่ม CMC ได้ทุกโครงการ และยังนำเอาโทเคนดิจิทัลมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ จ่ายเป็นค่าจอง ค่าทำสัญญาซื้อขาย ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าส่วนกลาง ASW ลุยสกุลเงินดิจิทัล บริษัท​ แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน​) หรือ ASW ​ได้ร่วมมือกับ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์  เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าแลกสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทฯ  เป็นเงินบาท เพื่อใช้ในการซื้อบ้านและคอนโดของบริษัท ผ่าน Wallet ของบิทคับ ​​พร้อมกับการ​จัดตั้ง บริษัท ดิจิโทไนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เพื่อรองรับการศึกษาและลงทุนเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี โดยให้ความสนใจไปที่เทคโนโลยีบล็อกเชน และพร้อมตั้ง บริษัท ฟิวเจอร์คอมแพทเทเร่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาผู้ชำนาญการในการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ALL เล็งใช้ DOGE ซื้อบ้าน-คอนโด​ ด้านบริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำสกุลเงินดิจิทัล DOGE Coin มาใช้ซื้อขายบ้านและคอนโดในโครงการของออลอินสไปร์ เพราะมองว่าเหรียญดังกล่าว เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะมีสภาพคล่องสูง และราคาอยู่ในระดับที่ดี จึงมีความเป็นไปได้ที่จะนำเอาสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวมาใช้ซื้อขายบ้านและคอนโด​ ANAN ซื้อขายบ้าน-คอนโดผ่านคริปโทฯ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN  ได้ร่วมมือกับ Bitkub  พัฒนาช่องทางการชำระเงิน โดยเป็นการนำสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) มาใช้ชำระเงินสำหรับการซื้อขายบ้านและคอนโด ของอนันดาฯ  ลูกค้าสามารถใช้เหรียญคริปโทฯ ชำระแทนเงินสดกับทุกโครงการของอนันดาฯ ผ่าน Wallet ของบิทคับ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการจ่ายเงิน โดยทุกโครงการบ้านและคอนโดของอนันดา ภายใต้แบรนด์ แอชตัน, ไอดีโอ คิว, ไอดีโอ โมบิ, ไอดีโอ, เอลลิโอ, ยูนิโอ, อาร์เทล, แอริ, เอโทล, ยูนิโอทาวน์ และเออร์บานิโอ แสนสิริ จับมือ XSpring บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ได้จับมือ XSpring  เปิดรับสกุลเงินดิจิทัล ใช้คริปโทฯ ซื้อที่อยู่อาศัยของแสนสิริได้ทุกโครงการ พร้อมยังใช้จ่ายค่าส่วนกลางโครงการได้ ซึ่งเป็นการรองรับตลาดคริปโทฯ ที่เติบโตก้าวกระโดด พุ่งกว่า 1.16 ล้านบัญชี ณ วันที่  31 พฤษภาคม 2564 และเป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสนใจในตลาดคริปโทฯ นอกจากการใช้คริปโทฯ ซื้อบ้าน – คอนโดของแสนสิริได้ทุกโครงการแล้ว ยังใช้จ่ายค่าส่วนกลางได้ตลอดทุกปี สำหรับโครงการที่บริหารโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้  ซึ่งเปิดรับทุก Wallet ไม่จำกัดคริปโทฯ ​4 สกุลเงินดิจิทัล ได้แก่ Bitcoin, ETH , USDC และ USDT ผ่านทาง Bitazza (บิทาซซ่า) โบรกเกอร์-ดีลเลอร์ที่มีเครือข่ายทั้งในไทยและทั่วโลก ในฐานะพาร์ทเนอร์ที่ช่วยเปิด Wallet​ แฟรคชั่น จับมือ 3 ดีเวลลอปเปอร์ บริษัท แฟรคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทในเครือ Fraction Group ผู้ดำเนินธุรกิจ Fintech ของฮ่องกง ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ให้เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal License) โดยจะเริ่มประกอบกิจการเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต ซึ่ง Fraction ได้พัฒนา Platform เพื่อให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลครบวงจร ให้บริการครอบคลุม บริการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปของสินทรัพย์ดิจิทัล (NFT and Asset Digitization) และการแบ่งซอยสินทรัพย์ออกเป็นส่วนย่อย ๆ (Ownership Fractionalization) อย่างครบวงจร ​ การเสนอขายโทเคนดิจิทัลครั้งแรกให้กับนักลงทุน (“Initial Fraction Offering” หรือ “IFO”)  บริการตลาดที่สองเพื่อรองรับการซื้อขายโทเคนดิจิทัลระหว่างผู้ลงทุน และ​ การทำหน้าที่ตัวกลางสำหรับบริการอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและนักลงทุนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ   โดยบริษัทมี​ Platform สำเร็จรูปที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนและพร้อมใช้งานได้ทันที ทำให้ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล สามารถลงทุน, เสนอขาย, และบริหารการถือครองสินทรัพย์ทุกประเภท ไม่ว่าส่วนของความเป็นเจ้าของจะเล็กน้อยแค่ไหน โดยสินทรัพย์นั้นอาจจะอยู่ในรูปของ คอนโดในเมือง, รีสอร์ทริมทะเล, งานศิลปะ  ซึ่งรวมถึงการบริหารกองทุนส่วนบุคคล สินทรัพย์ และ ผู้ลงทุนด้วย   ล่าสุด บริษัทได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC,​ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI และบริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD เพื่อหาแนวทางนำโครงการอสังหาฯ  ของทั้ง 3 บริษัทมาระดมทุนจากการเสนอขายโทเคนดิจิทัลครั้งแรก (IFO) มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ให้เริ่มดำเนินการได้แล้ว Fraction จะทำงานร่วมกับ MQDC, ชาญอิสสระ และ เนอวานา ไดอิ เพื่อสรุปโครงสร้างการเสนอขาย และจัดทำเอกสารการเสนอขาย IFO เพื่อยื่นขออนุมัติจาก ก.ล.ต. ต่อไป โดย Fraction คาดว่าจะเริ่มเปิดจอง IFO ได้ในไตรมาสแรกของปี 2565   ถือได้ว่าการพัฒนาการของโลกการเงินดิจิทัล กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทต่อวงการอสังหาฯ ซึ่งอาจจะเข้ามาช่วยทำให้ตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัวลงไป กลับมาเติบโตและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่เรื่องนี้ก็ยังถือเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับวงการอสังหาฯ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ประกอบการ หรือฝั่งผู้บริโภค ที่คงต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับคริปโทฯ ให้มากขึ้นกว่านี้ เพราะเหรียญไม่ได้มีด้านเดียว การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเอง ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะมีความเสี่ยงจากการลงทุนไม่ต่างจากการลงทุนชนิดอื่น   ก.ล.ต.เคยระบุว่า การลงทุนในคริปโทฯ มีความเสี่ยงมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ไม่มีการรับประกันความสำเร็จหรือผลตอบแทน อาจไม่มีสภาพคล่องเปลี่ยนมือยาก ผู้ประกอบการธุรกิจอาจไม่มีใบอนุญาต และราคามีความผันผวน อย่างที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา ดีเวลลอปเปอร์ได้รับเหรียญจาการแลกเปลี่ยนอสังหาฯ มาแล้ว ราคาเกิดตกลง ก็เสี่ยงขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนหรือผู้บริโภคที่จะเข้าไปสู่การตลาดคริปโทฯ คงต้องศึกษาและพิจารณาอย่างละเอียดรอบครอบ เพื่อไม่ให้มาเสียใจได้ในภายหลัง และหวังว่าผู้ซื้อจะได้บ้านหรือคอนโดตามที่ต้องการ ส่วนผู้ประกอบการก็ขอให้ขายดีมีกำไรกันทุกราย
5 ความท้าทายอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในปี 65

5 ความท้าทายอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในปี 65

ภาคการก่อสร้าง ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ไม่เพียงขนาดอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ ที่มูลค่าคิดเป็นสัดส่วนราว 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเท่านั้น  สามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศได้ราว 200,000 บาท/คน/ปี  ในอุตสาหกรรมยังนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่น ๆ อีกจำนวนมาก และมีแรงงานที่เกี่ยวข้องมากมาย   แต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับภาคการก่อสร้างไม่ต่างจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ แต่ผลกระทบดังกล่าวที่เกิดขึ้น มีมากน้อยแค่ไหน และทิศทางจากนี้จ ภาคการก่อสร้างจะเป็นไปในทิศทางใด EIC (Economic Intelligence Center) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทำการวิเคราะห์และประเมินอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยช่วงที่เหลือของปี 2564 และแนวโน้มปี 2565 เพื่อสะท้อนให้มองเห็นอุปสรรคและโอกาสที่จะเกิดขึ้น   EIC คาดมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐปี 2564 มีมูลค่าประมาณ 806,000 ล้านบาท ขยายตัว 6% จากปีที่ผ่านมา และ​เป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปี2563 ที่ขยายตัว 5% จากปี 2562   โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจกต์ อย่างไรก็ดี การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในแคมป์คนงานก่อสร้าง รวมถึงการดำเนินกิจกรรมก่อสร้างภายใต้มาตรการ Bubble and seal สร้างแรงกดดันต่อภาคก่อสร้างในช่วงที่เหลือของปี การก่อสร้างภาครัฐครึ่งปีแรกโต 17% -ครึ่งปีแรกปี 2564 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐอยู่ที่ 438,295 ล้านบาท เติบโต 17% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2563 โดยเป็นผลจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.จากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจกต์ ทั้งโครงการที่เพิ่งเริ่มก่อสร้างในปีนี้ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมาจากในอดีต -การเริ่มก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3  โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก เฟส 1 โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ รันเวย์ที่ 3  -โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมาจากในอดีต และมีความคืบหน้า เช่น ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี สายบางปะอิน-นครราชสีมา 2.งบประมาณ 4 หน่วยงานหลัก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า งบประมาณในปี 2564 ของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้าง ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า และ​มูลค่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2564  ที่อยู่ในระดับสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  ส่งผลให้มีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่การก่อสร้างภาครัฐอย่างต่อเนื่องและตเติบโตในอัตรา 17% สำหรับงบประมาณในปีงบประมาณ 2564 ของ 4 หน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้าง ได้แก่ -กรมทางหลวง ได้รับงบประมาณกว่า 126,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11%​ ใช้ก่อสร้าง ปรับปรุงทางหลวงและสะพาน -กรมชลประทาน ได้รับงบประมาณกว่า 74,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น​ 9%​ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ก่อสร้างขยายพื้นที่ชลประทาน -กรมทางหลวงชนบท ได้รับงบประมาณกว่า 49,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% -กรมโยธาธิการและผังเมือง  ได้รับงบประมาณกว่า 29,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10%   มูลค่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในเดือนกรกฎาคม 2564  ลดลงมาอยู่ที่ 33,966 ล้านบาท ลดลง​ 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 มีคำสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงการก่อสร้างภาครัฐในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหยุดชะงัก   มีแนวโน้มมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐครึ่งปีหลังปี 2564 คาดว่าหดตัวลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะในช่วง​ครึ่งหลังของปี 2563 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐยังขยายตัวในอัตราสูงถึง 11%  จากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ฐานในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง การก่อสร้างภาคเอกชนปี 64 ลดลง 7% EIC คาดว่ามูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2564 มีประมาณ 514,000 ล้านบาท ลดลง ​7% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยเป็นการปรับลดลงทั้งในส่วนของการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย และเชิงพาณิชย์ -จำนวนที่อยู่อาศัยขายได้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปีนี้​อยู่ที่ 57,300 ยูนิต ลดลง​ 12% ลดลงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งปี 2563 ที่ผ่านมา​จำนวน​ที่อยู่อาศัยขายได้อยู่ที่ 65,279 ยูนิต​ ลดลง 35%​ จากปี 2562 นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี เ และตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 การระบาดของไวรัสโควิด-19 รุนแรงขึ้น สร้างแรงกดดันให้หน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ในปีนี้​ไม่สามารถฟื้นตัวได้ สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยยังต้องเน้นการระบายสต็อก และเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่อย่างระมัดระวัง โดยผู้ประกอบการยังชะลอเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ออกไปในช่วงที่เหลือของปีนี้   -EIC คาดว่า จำนวนที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2564 อยู่ที่ 47,000 ยูนิต ลดลง​ 36% จากปี 2563  หดตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2563  เพราะผู้ประกอบการเน้นการระบายสต็อก และเปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง ซึ่งชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยปีที่ผ่านมามีจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่อยู่ที่ 73,043 ยูนิต​​ ลดลง ​39% จากปี 2562   -ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วยเช่นกัน โดยการปิดกิจการของภาคธุรกิจ และมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้าน ทำให้ภาคธุรกิจยกเลิกหรือลดการเช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน ส่งผลให้การขออนุญาตก่อสร้างอาคารสำนักงานยังหดตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2564 การขออนุญาตก่อสร้างพื้นที่ค้าปลีกในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2564 สามารถฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำมากในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 ที่หดตัว  47% (YTD) แต่ยังถือว่าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น โดยอัตราการเช่าพื้นที่ลดลงมาก รวมถึงผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้   เนื่องจากที่ผ่านมาพื้นที่ค้าปลีกได้รับผลกระทบจากคำสั่งล็อกดาวน์  โดยสามารถเปิดบริการเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารแบบซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี่ ทำให้ผู้เช่าพื้นที่บริเวณอื่น ๆ ที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าเช่าได้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ไป แม้ว่าจะมีการผ่อนคลายคำสั่งล็อกดาวน์ให้พื้นที่ค้าปลีกเปิดให้บริการได้แล้วก็ตาม แต่ผู้ประกอบการยังมีความท้าทายจาก​จากความนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ที่อาจทำให้การเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านลดลง ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดการเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านต่อไป   สำหรับในปีหน้า มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนจะยังมีแนวโน้มทรงตัว  เนื่องจากยังเผชิญความท้าทายจากภาคอสังหาฯ ​ที่ฟื้นตัวได้ช้า ทั้งภาคธุรกิจยังคงมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้าน สลับกับการเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ รวมถึงความนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ​เชิงพาณิชย์ มีแนวโน้มชะลอหรือทบทวนการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มพัฒนาโครงการขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถปิดการขายได้รวดเร็ว แนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้างปี 65 EIC คาดว่ามูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2565 มีมูลค่าประมาณ 858,000 ล้านบาท เติบโต​  6% เมื่อเทียบจากปีนี้ ​ โดยเป็นผลมา 1.จากการก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ ที่มีความต่อเนื่องและคืบหน้าจากที่ผ่านมา เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3  โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก เฟส 1 โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ รันเวย์ที่ 3 2.การเริ่มประมูลและเริ่มก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ใหม่ ๆ ทั้งโครงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง โครงการขยายสนามบิน และโครงการทางถนน จะทำให้มีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ภาคก่อสร้างภาครัฐ ในปี 2565 อย่างต่อเนื่องเช่นกัน   แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการประมูลและลงนามสัญญาโครงการใหม่ ๆ ที่อาจมีความล่าช้า และส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2565 ได้เช่นกัน 5 ความท้าทายธุรกิจก่อสร้างปี 65 1.งบภาครัฐลดลง ในปีงบประมาณ 2565 หน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้าง มีการลดงบประมาณลงในบางหน่วยงาน ​โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมทางหลวงชนบท ที่หดตัวจากปีก่อนหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้โครงการก่อสร้างในภูมิภาค มีแนวโน้มชะลอหรือหยุดชะงักไป ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กสูญเสียโอกาสในการเข้าประมูลและก่อสร้างโครงการขนาดกลางและเล็กในภูมิภาคตามมา  ทั้งนี้ งบประมาณของหน่วยงานหลักที่ลงทุนภาคก่อสร้าง ได้แก่ กรมทางหลวง หดตัว -8%YoY  และกรมทางหลวงชนบท ลดลง -5%YoY  2.ภาวะต้นทุนราคาเหล็กสูง โดยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนทำให้ความต้องการใช้เหล็กยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีนี้ ​ ต้นทุนสินแร่เหล็กที่มีแนวโน้มลดลงจากปริมาณการผลิตจากสหรัฐอเมริกา และบราซิลที่เพิ่มสูงขึ้น จะช่วยบรรเทาความร้อนแรงของราคาเหล็กจีนลงได้ส่วนหนึ่ง ซึ่ง EIC คาดว่า ในปีหน้าราคาเหล็กทรงยาวจีนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 733 บาท/ตัน จากในปีนี้อยู่ที่ 785 บาท/ตัน อย่างไรก็ดี ระดับราคาดังกล่าว ยังถือว่ายังอยู่ในระดับสูงกว่าในอดีตที่ราว 500-600 บาท/ตัน โดยราคาเหล็กทรงยาวจีนที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนี้ ส่งผลให้ราคาเหล็กไทยจะยังอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย 3.ขาดแรงงาน-ต้นทุนค่าแรงสูงขึ้น คำสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติ และแรงงานต่างจังหวัด ออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล และยังไม่กลับเข้าพื้นที่ได้ทั้งหมด ขณะที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการภาครัฐ ต้องเร่งดำเนินการก่อสร้างให้ทันตามกำหนดการส่งมอบงานในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายนนี้ ​ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ​ 2564  ทำให้ผู้ประกอบการเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนแรงงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งปัญหานี้อาจจะต่อเนื่องไปถึงปี 2565 อีกด้วย   นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุยังทำให้จำนวนแรงงานในภาคก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานอายุ 15-40 ปี ที่ในปี 2557  คิดเป็นสัดส่วน 48% ของจำนวนแรงงานในภาคก่อสร้างโดยรวม ค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ 45% ของจำนวนแรงงานในภาคก่อสร้างโดยรวมในปี 2563 อีกทั้ง ค่าจ้างแรงงานพื้นฐานของภาคก่อสร้างยังอยู่ในระดับต่ำกว่าภาคธุรกิจอื่น ๆ โดยค่าจ้างแรงงานพื้นฐานของภาคก่อสร้างในปี 2563 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7,529 บาท/เดือน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานพื้นฐานของภาคธุรกิจอื่น ๆ อย่างค้าส่ง/ค้าปลีก การผลิต และโรงแรม/ร้านอาหารจะอยู่ในระดับสูงกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,499 บาท/เดือน 8,845 บาท/เดือน และ 9,034 บาท/เดือน ตามลำดับ   กล่าวได้ว่าค่าจ้างแรงงานพื้นฐานของภาคก่อสร้างที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคก่อสร้างเผชิญสถานการณ์การไหลออกของแรงงานไปยังภาคธุรกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสัดส่วนแรงงานอายุน้อยในภาคก่อสร้างที่ค่อย ๆ ลดลงจากเทรนด์การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ท่ามกลางความต้องการใช้แรงงานพื้นฐานอย่างเข้มข้นของภาคก่อสร้าง ทำให้ภาคก่อสร้างยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยในปีนี้จำนวนแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนราว 17% ของจำนวนแรงงานในภาคก่อสร้างทั้งหมด 4.การเปลี่ยนแบบก่อสร้าง จากวิถี New normal ผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากการระบาดของโควิด​-19 ทำให้เกิดรูปแบบการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ (New normal) ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องติดตามแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำมาสู่การปรับรูปแบบการก่อสร้างให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้บริโภค และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะตลาดที่อยู่อาศัย ที่มีความนิยมซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบ และการก่อสร้างก็จะต้องตอบโจทย์แนวโน้มที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น   อีกทั้ง มาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้านสลับกับการเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ จะทำให้รูปแบบการก่อสร้างอาคารสำนักงานเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งเน้นพื้นที่สำหรับที่นั่งทำงานประจำของพนักงาน ไปสู่การปรับที่นั่งทำงานของพนักงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการขยายพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงการให้ความสำคัญกับระบบติดต่อสื่อสารมากขึ้น เพื่อรองรับการทำงานแบบ remote work   แม้แต่พื้นที่ค้าปลีก ที่อาจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อสร้างให้มีสัดส่วนของพื้นที่ outdoor มากขึ้น นอกจากนี้ เทรนด์สิ่งปลูกสร้างยุคใหม่ ยังต้องให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี อย่างระบบอัตโนมัติ และเซ็นเซอร์มาใช้มากขึ้น เพื่อลดการสัมผัส ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างการก่อสร้างอาคารหรือที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน และการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5.Productivity ต่ำ-พึ่งพาแรงงาน ภาคก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนราว 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ แรงงานก่อสร้างสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศได้ราว 200,000 บาท/คน/ปี แต่จะพบว่า การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในปัจจุบันยังไม่สามารถปรับตัวดีขึ้นจากในอดีตได้มากนัก   ภาคก่อสร้างยังเป็นภาคธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานพื้นฐานอย่างเข้มข้น ขณะที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับ productivity ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเป็นผลมาจากการกระจายงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่มีกิจกรรมและขั้นตอนการทำงานที่หลากหลายไปยังผู้รับเหมาช่วง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ยังขาดองค์ความรู้และเงินทุนในการเข้าถึงเทคโนโลยีก่อสร้าง ทำให้การใช้เทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการขนาดกลางบางส่วนเท่านั้น   อีกทั้ง ในช่วงที่ผ่านมา แม้ภาคก่อสร้างจะเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน แต่ก็ยังสามารถพึ่งพาแรงงานต่างชาติได้ จึงยังไม่มีความจำเป็นหรือมีแรงจูงใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับ productivity หรือทดแทนแรงงานมากนักทั้งนี้ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีในภาคก่อสร้างส่วนใหญ่จะเป็นการนำมาใช้เฉพาะในบางขั้นตอนเท่านั้น เช่น ขั้นตอนการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป อย่าง Prefabrication และ Modular การบริหารจัดการโครงการก่อสร้างที่มีการใช้ Building Information Modeling (BIM) และ Enterprise Resource Planning (ERP) โดยการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังจำกัด ในผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการขนาดกลางบางส่วนเท่านั้น ขณะที่เมื่อพิจารณา supply chain ของภาคก่อสร้าง จะพบว่ามีขั้นตอนและกิจกรรมการทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การจัดหาวัสดุก่อสร้าง การสำรวจพื้นที่การก่อสร้าง การส่งมอบงาน ไปจนถึงการบริการดูแลรักษาระบบต่าง ๆ หลังการส่งมอบงาน EIC มองว่า การนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น จะช่วยเพิ่ม productivity ภาคก่อสร้าง โดยผู้ประกอบการขนาดใหญ่และกลาง ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้และเงินทุนในการเข้าถึงเทคโนโลยีก่อสร้าง อาจขยายการใช้เทคโนโลยีจากที่ใช้เฉพาะขั้นตอนการก่อสร้าง และบริหารจัดการโครงการก่อสร้างเป็นหลัก ไปสู่การใช้เทคโนโลยีตลอด supply chain ตั้งแต่จัดหาวัสดุก่อสร้าง สำรวจพื้นที่ ส่งมอบงาน ไปจนถึงบริการดูแลรักษาระบบต่าง ๆ หลังการส่งมอบงาน ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กอาจเริ่มต้นจากการใช้ BIM และ ERP ก่อน   นอกจากนี้ ภาครัฐอาจเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีก่อสร้าง การลดภาษีนำเข้าเทคโนโลยีก่อสร้าง การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีก่อสร้าง การสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยการนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้อย่างแพร่หลายจะสามารถลดการใช้แรงงานพื้นฐาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถ upskill แรงงานพื้นฐานให้ไปทำงานที่ทักษะสูงขึ้นแทน ทั้งงานควบคุมเทคโนโลยี และงานที่ใช้ฝีมือ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับ productivity แรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของผู้ประกอบการในระยะยาว 4 กลยุทธ์รับมือการก่อสร้างชะลอตัวปี 65 1.การหันมารับงานก่อสร้างภาครัฐ รวมถึงร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnerships : PPP) มากขึ้นโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ได้รับแรงกดดันจากภาคอสังหาฯ ฟื้นตัวได้ช้า   2.การให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพขององค์กร เพื่อให้สามารถเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างภาครัฐได้อย่างหลากหลาย   3.ผู้ประกอบการที่เน้นการรับงานภาคเอกชนเป็นหลัก อาจต้องปรับกลยุทธ์หันไปรับงานประเภทรีโนเวท โดยยังมีโอกาสจากการที่ผู้ประกอบการโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์บางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ค้าปลีก มีการรีโนเวทพื้นที่เพื่อรองรับการฟื้นตัวของธุรกิจ หากการระบาดของไวรัสโควิด-19 บรรเทาลง   4.การหันมาเป็นผู้รับเหมาช่วงงานก่อสร้างภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวได้ช้าของภาคอสังหาฯ ​เช่นกัน   บทความต้นฉบับ
10 บิ๊กอสังหาฯ กวาดยอดขายบ้านและคอนโด ไตรมาส 2 กว่า 51,650 ล้าน

10 บิ๊กอสังหาฯ กวาดยอดขายบ้านและคอนโด ไตรมาส 2 กว่า 51,650 ล้าน

10 บิ๊กอสังหาฯ ยังกวาดยอขายบ้านและคอนโดไตรมาส 2 กว่า 51,650 ล้าน ​ขณะที่ทำรายได้ 6เดือนแรกโต9.78% รายได้รวมQ2โต131% ส่วน6เดือนแรกโกยรายได้กว่า 1.12 แสนล้าน ดูเหมือนว่าแม้บ้านเราจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มาต่อเนื่องกว่าหนึ่งปี และได้ส่งผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในวงกว้าง แต่ผลการดำเนินงานของดีเวลลอปเปอร์พัฒนาที่อยู่อาศัย ที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังคงรักษาสร้างยอดขายและรายได้เอาไว้ได้ แม้ว่าบางบริษัทอาจจะทำผลงานได้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ก็ถือว่าภายใต้สถานการณ์ความยากลำบากของการใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจ ผลงานที่ยังรักษาเอาไว้ได้ทำให้มองเห็นว่า ยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และบางบริษัททำผลงานได้ดีและโดดเด่นด้วย 10 บิ๊กกวาดยอดขายบ้าน-คอนโดกว่า5หมื่นล้าน สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา หากวัดยอดขายเฉพาะธุรกิจที่อยู่อาศัย ประเภทบ้าน ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ไม่รวมรายได้อื่น ๆ เช่น รายได้จากค่าบริหาร รายได้ธุรกิจโรงแรม รายได้จากดอกเบี้ย เป็นต้น  จะพบว่า 10 รายใหญ่มียอดขายกลุ่มบ้านและคอนโด รวมกว่า 51,650.15 ล้านบาท เติบโต 3.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 49,894.74 ล้านบาท   โดยบริษัทที่สร้างยอดขายกลุ่มบ้านและคอนโดมากที่สุด ยังเป็นบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำยอดขายไปว่า 8,465.05 ล้านบาท เติบโต 17.08% จากไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดขาย 7,230.21 ล้านบาท ซึ่งอาจจะเป็นเพราะในช่วงไตรมาสที่ 2 ปีที่แล้ว ได้เริ่มมีมาตรการล็อกดาวน์ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ ต้องกักตัวอยู่บ้าน และผู้ประกอบการต้องหากลยุทธ์มาเพิ่มยอดขาย   แม้ว่าส่วนผู้ประกอบการใหญ่ยังคงทำยอดขายได้เพิ่มขึ้น แต่มี 4 บริษัทที่ทำยอดขายลดลงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ได้แก่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ทำยอดขายบ้านและคอนโดลดลงมากที่สุดถึง 29.88% รองลงมาเป็นบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยอดขายกลุ่มบ้านและคอนโดลดลง 25.05% ตามมาด้วย บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เฟอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ลดลง 14.32% และบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ลดลง 0.1% (รายละเอียดตามตารางประกอบ) ยอดขายบ้าน-คอนโด6เดือนแรกโต9.78% หากดูเฉพาะยอดขายบ้านในช่วง 6 เดือนแรก ยังคงมีทิศทางเป็นบวก สามารถทำยอดขายได้เติบโต 9.78% มีมูลค่ากว่า 102,384.51 ล้านบาท โดยบมจ.เอพีฯ ทำยอดขายได้สูงสุดถึง 16,714.52 ล้านบาท แซงหน้าบมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่ทำยอดขายได้ 15,605.25 ล้านบาท   แม้ส่วนใหญ่จะทำยอดขายในช่วง 6 เดือนแรกได้เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่มี 3 บริษัทที่ทำยอดขายได้ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ได้แก่ บมจ.เฟรเซอร์สฯ ทำผลประกอบการช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ได้ 9,163.34 ล้านบาท ลดง 17.76% รองลงมาเป็น บมจ.แสนสิริ ที่ยอดขายลดลงไป 15.44% และบมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่ยอดขายลดลง 13.72% รายได้รวมQ2โต131%            แต่หากดูผลประกอบการโดยรวมทุกธุรกิจที่ดีเวลลอปเปอร์ดำเนินงานอยู่นั้น จะพบว่าช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา 10 ดีเวลลอปเปอร์สามารถสร้างรายได้รวมทุกธุรกิจได้เติบโตถึง 131.66%  หรือมีมูลค่า 55,876.45 ล้านบาท และสามารถทำกำไรได้ถึง 7,728.40 ล้านบาท เติบโตถึง 524.69 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพราะไตรมาส 2 ปีที่แล้ว ธุรกิจอสังหาฯ ได้รับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 มากที่สุด เป็นช่วงเวลาที่หลายบริษัทมียอดขายต่ำที่สุดของปี   โดยรายได้รวมของไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีบมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่ยังคงทำรายได้รวมสูงที่สุด คือ 9,153.21 ล้านบาท และยังทำกำไรได้สูงสุดเช่นกันด้วยมูลค่า 1,869.52 ล้านบาท แต่พบว่ามี 3 บริษัทที่ทำรายได้รวมลดลง ได้แก่ บมจ.แสนสิริ มีรายได้รวมลดลงมากที่สุดถึง 28.37% ตามมาด้วยบมจ.เฟรเซอร์ส ลดลง 22.12% และบมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ลดลง 12.13% 6เดือนแรกโกยรายได้กว่า 1.12 แสนล้าน แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะเพิ่มระดับความรุนแรงมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยศักยภาพและความสามารถในการทำธุรกิจของกลุ่มดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ 10 รายของกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ก็ยังทำให้ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ สามารถทำรายได้จากการดำเนินธุรกิจไปถึง 112,218.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7.91% แม้ว่าจะมีหลายบริษัทที่รายได้รวมอาจจะลดลงจากปีที่ผ่านมาบ้าง เพราะธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มที่อยู่อาศัย ได้รับผลกระทบ เช่น ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจออฟฟิศให้เช่า เป็นต้น   โดยพบว่ามี 4 บริษัทที่รายได้รวมลดลง ซึ่งลดลงมากที่สุด คือ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่ลดลง 21.75% ซึ่งส่วนหนึ่งบริษัทมีธุรกิจโรงแรมที่ปีนี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก รองลงมาเป็นบมจ.แสนสิริ ที่ลดลงไป 16.25% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยบมจ.เฟรเซอร์สฯ ที่มีรายได้รวมลดลง 16.18% และบมจ.พฤกษา ที่รายได้รวมลดลง 0.82%   แต่ในภาพรวมแล้วทุกบริษัทยังคงรักษาอัตราการทำกำไรไว้ได้ดี ส่วนใหญ่จะมีกำไรเติบโต ยกเว้นบมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่ยังคงขาดทุนโดยาดทุนถึง 339.33 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 107.58% และบมจ.พฤกษา แม้ทำกำไรได้แต่อัตรากำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 22.79%  
อัพเดท ตลาดอสังหาฯ ไทยครึ่งปีแรก  เปิดใหม่ลด18%สต็อกกว่า2.2แสนยูนิต

อัพเดท ตลาดอสังหาฯ ไทยครึ่งปีแรก เปิดใหม่ลด18%สต็อกกว่า2.2แสนยูนิต

ถึงเวลานี้เราได้เดินทางมาเกินครึ่งปี 2564 แล้ว แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลงไปเลย จำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน รวมถึงผู้เสียชีวิตยังคงสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงทำให้หลายธุรกิจยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวได้   ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นเดียวกัน ผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว ธุรกิจยังคงได้รับผลกระทบไม่ต่างธุรกิจอื่น ๆ การเปิดตัวโครงการใหม่ลดน้อยลงจนแทบจะไม่มีให้เห็น ส่วนใหญ่ยังคงเน้นการระบายสต็อกสินค้าที่มีอยู่ในมือ และขายโครงการเก่าที่เปิดตัวไปก่อนหน้า โปรโมชั่นส่งเสริมการขายยังคงแนวทางหลักที่ดีเวลลอปเปอร์ใช้ เพื่อสร้างยอดขาย ในภาวะที่กำลังซื้อชะลอตัว   โดยบทสรุปของการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรนั้น  ทางบริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทวิจัยและพัฒนาในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) หรือ LPN ได้ทำบทสรุปออกมาให้เห็นถึงภาพรวมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ​ ครึ่งปีแรกเยูนิตปิดใหม่ลดลง 18% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 มีที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนทั้งหมด 23,551 ยูนิต ลดลง 18% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 คิดเป็นมูลค่า 130,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 จำนวนยูนิตการเปิดตัวลดลง แต่มูลค่าสูงขึ้นเนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการ The Forestias  ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาท ของบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในไตรมาสสองของปี 2564  ทำให้มูลค่าการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยรวมในครึ่งแรกของปี 2564 สูง เมื่อเทียบกับจำนวนยูนิตที่เปิดที่ลดลง   จากยูนิตเปิดตัวทั้งหมด 23,551 ยูนิต เป็นการเปิดตัวโครงการอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) จำนวน 9,235 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4% มูลค่า 55,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 มีอัตราขายได้เฉลี่ย 29% ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่าน เนื่องจากในปี 2563 มีการประกาศบังคับใช้มาตรการด้านสินเชื่อ Loan to Value:LTV เป็นครั้งแรกจึงเกิดแรงกดดันต่อการตัดสินใจซื้อ บวกกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถานบันการเงินที่เพิ่มมากขึ้น   ในขณะที่การเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2563 แต่ยังคงมีจำนวนยูนิตและมูลค่าที่มากกว่าอาคารชุด คิดเป็นสัดส่วน 61% ของยูนิตเปิดตัวทั้งหมด โดยมีการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยจำนวน 14,316 ยูนิต มูลค่า 74,435 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 หดตัว 28% และ 18% ตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 แม้การเปิดตัวจะหดตัวลงแต่บ้านพักอาศัยยังมีอัตราขายได้เฉลี่ย 13% ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราขายได้ในปี 2563   โดยโครงการบ้านพักอาศัย ประเภททาวน์เฮ้าส์ เป็นรูปแบบบ้านที่ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ทำให้ต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น คำนึงถึงระยะห่างทางสังคมกันมากขึ้น การมองหาที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้อย่างทาวน์เฮ้าส์จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้ โดยมีการเปิดตัวโครงการทาวน์เฮ้าส์ใหม่เป็นจำนวน 8,568 ยูนิต มูลค่า 25,267 ล้านบาท หดตัว 35% และ 33% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563  มีอัตราขายได้เฉลี่ย 14%   ประเภทบ้านเดี่ยว มีจำนวนยูนิตเปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จำนวน 2,984 ยูนิต มูลค่า 33,499 ล้านบาท หดตัว 31% และ 16% ตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีอัตราขายได้เฉลี่ย 11% ซึ่งสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563  เนื่องด้วยเป็นสินค้าที่มีราคาขายค่อนข้างสูง และสถานการณ์เศรษฐกิจอาจไม่ได้มีผลกระทบกับกลุ่มลูกค้าในระดับนี้มากนัก   ประเภทบ้านแฝด เป็นรูปแบบบ้านที่ได้รับความสนใจมากขึ้น มีอัตราขายได้เฉลี่ย 12% ด้วยรูปแบบบ้านที่ถูกพัฒนาให้ใกล้เคียงกับบ้านเดี่ยว บวกกับราคาขายเฉลี่ย 5-8 ล้านบาท จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยในครึ่งปีแรกเปิดตัวใหม่เป็นจำนวน 2,764 ยูนิต มูลค่า 15,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% และ 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา คอนโดต่ำกว่า 3 ล้านยังครองตลาด จากการศึกษาพบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 คอนโดในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท (Affordable Price) มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 70% จากยูนิตที่ขายได้ของคอนโดทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับราคาที่ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มหันมาเปิด​แบรนด์ใหม่หรือพัฒนาโครงการระดับราคานี้มากขึ้น ขณะที่ตลาดบ้านพักอาศัยอย่างทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝดมีแนวโน้มที่ระดับราคาขายทรงตัว จากสภาวะตลาดและสภาพเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวในปัจจุบัน แต่ระดับราคาของบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จากการพัฒนาโครงการมูลค่าสูงบนพื้นที่โครงการขนาดเล็กหรือขนาดกลาง โดยมีจำนวนยูนิตในโครงการไม่มากนัก ซึ่งกลุ่มลูกค้าระดับราคานี้เป็นผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจมากนัก   ในขณะที่ทำเลในเขตปริมณฑล รอบกรุงเทพฯ ​ อย่าง ทำเลรังสิต ปทุมธานี และบางนา สมุทรปราการ เป็นทำเลที่ถูกพัฒนาเป็นโครงการบ้านพักอาศัยจำนวนมาก เนื่องจากเป็นทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวกทั้งถนนสายหลัก ทางหลวงพิเศษหรือถนนวงแหวนรอบนอก ทำให้เดินทางเข้า-ออกสู่ใจกลางเมืองหรือศูนย์กลางธุรกิจได้ง่าย แม้กระทั่งการเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในทำเล รวมถึงปัจจัยด้านราคาที่ดินที่ยังสามารถพัฒนาโครงการเพื่อทำราคาขายไม่เกิน 5 ล้านบาทได้อยู่ แต่จากเหตุการณ์การระเบิดของโรงงานอุตสาหกรรมย่านกิ่งแก้วในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา อาจทำให้การตัดสินใจเลือกซื้อทำเลที่อยู่อาศัยใกล้กับพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างบางนานั้นยากขึ้น ใช้เวลาระบายสต็อกกว่า 2 ปีจึงจะหมด ผลจากสถานการณ์การเปิดตัวโครงการใหม่ที่หดตัวลง บวกกับอัตราการขายได้เฉลี่ยที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 “ลุมพินี วิสดอม” คาดว่ายูนิตคงค้างในตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 มีแนวโน้มทรงตัวจากสิ้นปี 2563 โดยมีจำนวนทั้งหมดประมาณ 222,000 ยูนิต อาจต้องใช้เวลาในการขายประมาณ 51 เดือนเพื่อระบายยูนิตคงค้างทั้งหมด ซึ่งแบ่งออกเป็นยูนิตคงค้างประเภทคอนโดประมาณ 85,300 ยูนิต หดตัวลงจากสิ้นปีที่ผ่านมาประมาณ 6% จากการชะลอแผนและเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2563   ในขณะที่ยูนิตคงค้างของบ้านพักอาศัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 ประมาณ 4% เป็นจำนวนประมาณ 136,700 ยูนิต ผลจากการที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ หันมาเน้นพัฒนาบ้านพักอาศัยมากกว่าคอนโด เพื่อตอบรับกับความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่และมีความเป็นส่วนตัว(Privacy) มากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาด โควิด-19 และแนวโน้มที่ต้องทำงานที่บ้าน(Work from home) มากขึ้น นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทด้านวิจัยและพัฒนาในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) หรือ LPN  เปิดเผยว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในไตรมาสสองของปี 2564 ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ เลื่อนแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ ประกอบกับการที่ภาครัฐ ได้เริ่มมีการออกมาตรการที่เข้มงวดเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังคงมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง อาทิ มาตรการปิดแคมป์ก่อสร้างในเดือนกรกฏาคม ที่ส่งผลกระทบต่อการก่อสร้าง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งมอบที่อยู่อาศัยได้ตามแผนที่วางไว้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่องของราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะราคาเหล็ก ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น  นอกเหนือจากความสามารถในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่อาจจะยืดเยื้อจากไตรมาส 3 ไปจนถึงไตรมาส 4   ดังนั้น จำนวนยูนิตคงค้างที่อยู่ในตลาดจึงมีแนวโน้มคงที่ จากอัตราการระบายเฉลี่ยลดลง ผนวกกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งมีอัตราการว่างงานสูงแตะระดับ 2 ล้านกว่าคน ภาระหนี้ครัวเรือนแตะระดับ 90%  ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง แหล่งเงินทุนอย่างสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ 40-50% ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในตลาด และการตัดสินใจเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ด้วย บทสรุปตลาดปี 64 ตลาดหดตัวต่อ สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรกของปี  เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาฯ มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่  หลังจากที่เลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่หลายโครงการในช่วงครึ่งแรก  และหากรัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการ​ ทยอยเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ทำให้คาดว่าปีนี้ ​จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 52,000-60,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 265,000-300,000 ล้านบาท หรือหดตัวประมาณ 5% ถึงขยายตัว 8% ในปี 2564 เทียบกับปี 2563   แต่ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ภายในปี 2564 นี้ คาดว่าตลาดที่อยู่อาศัย ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีจำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวใหม่อยู่ที่ประมาณ 45,000-52,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 225,000-265,000 ล้านบาท หรือหดตัว 5% ถึง 20% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันจากปี 2563   ถ้ารัฐบาลควบคุมการแพร่ระบาดได้ในไตรมาส 3 สามารถเร่งนำเข้าและฉีดวัคซีนได้ตามแผนที่วางไว้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศ  ภาคการส่งออกและภาคการผลิต ยังคงสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐสามารถดำเนินการได้ตามแผน  อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในอัตราต่ำ อาจทำให้สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564
สำรวจตลาดคอนโดพัทยาปี 64 เหลือสะสมกว่า 1.18 แสนยูนิต

สำรวจตลาดคอนโดพัทยาปี 64 เหลือสะสมกว่า 1.18 แสนยูนิต

คอนโด เมืองพัทยาสต็อกบานทะลุ 1.18 แสนยูนิต คาดใช้เวลากว่า 3 ปีระบายหมดหากเศรษฐกิจฟื้นตัว ไม่มีโครงการใหม่เพิ่ม ขณะที่ 5 เดือนแรกของปี ขายได้แค่พันกว่ายูนิต แม้ราคาปรับลดลง เหตุกลุ่มลูกค้าที่ซื้อมีจำกัด แค่คนไทยซื้อเป็นบ้านหลัง 2 แนวโน้มตลาดชะลอตัว ดีเวลลอปเปอร์ไม่มั่นใจเปิดโครงการใหม่   ตลาดที่อยู่อาศัย อย่างคอนโดมิเนียม นอกจากจะถูกพัฒนาในพื้นที่หลักอย่าง จังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว ตามจังหวัดหัวเมืองด้านการท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา ก็ถือว่าเป็นตลาดสำคัญของที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดด้วย เพราะสามารถพัฒนาและขายให้กับกลุ่มลูกค้า ได้ทั้งกลุ่มผู้ใช้อยู่อาศัยจริง ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในพื้นทีหรือคนต่างพื้นที่ แต่เข้ามาทำงานในพื้นที่นั้น ๆ และกลุ่มชาวต่างชาติที่ซื้อไว้เพื่อการพักผ่อน รวมถึงกลุ่มนักลงทุนซื้อไว้สำหรับการปล่อยเช่าให้ลูกค้าประเภทต่าง ๆ ด้วย   บรรดาเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของตลาดคอนโด คือ เมืองพัทยา เพราะมีกลุ่มลูกค้าหลากหลายประเทศที่สามารถเป็นลูกค้าของคอนโดได้ เป็นเมืองที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทั้งแหล่งงานสำคัญ เมืองเศรษฐกิจ และเมืองการท่องเที่ยว   แต่จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้กลุ่มชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดคอนโดในพัทยา เพราะชาวต่างชาติเป็นกลุ่มลูกค้าหลักสำคัญของคอนโดเมืองพัทยา ไม่แพ้กับกลุ่มลูกค้าคนไทยเลย   ข้อมูลล่าสุด ของบริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด รายงานว่า  ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงสิ้นเดือนพฤษาคม 2564 ที่ผ่านมา  ตลาดพัทยาสามารถขายคอนโดได้ใหม่เพียง 1,032 ยูนิตเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25% ของปี 2563 ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลัก คือ คนไทยที่อยู่ในจังหวัดกรุงเทพฯ โดยซื้อไว้เป็นบ้านพักหลังที่ 2 ซึ่งกลุ่มลูกค้านี้ มีแนวโน้มลงลงอย่างต่อเนื่อง   นายณัฎฐา คหาปนะ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสำนักงานไนท์แฟรงค์ ภูเก็ต บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด  เปิดเผยว่า ​สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ตลาดคอนโดในเมืองพัทยาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก และช่วงนี้ไม่มีกำลังซื้อหลักจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศ ส่วนนักลงทุนในประเทศก็ชะลอการซื้อคอนโดเพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้การขายคอนโดยิ่งชะลอตัว ความน่ากังวลของผู้ประกอบการ นอกจากสถานการณ์การแพร่ระบาด คือ กลุ่มคนที่ซื้อคอนโดเก็บไว้ก็ทยอยปล่อยขายคอนโดมือสองมากขึ้น ทำให้คอนโดที่สร้างเสร็จและเปิดขายใหม่ยังคงมีสต็อกค้างอยู่ในตลาด แม้จะมีการเสนอโปรโมชั่นหลายอย่างหรือลดราคาขายแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถระบายสต็อกออกได้ เป็นเหตุให้การขายคอนโดในพัทยาในปีนี้เป็นเรื่องยากและท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ ซัพพลายสะสมกว่า 1.18 แสนยูนิต คอนโดในเมืองพัทยาตั้งแต่ก่อนปี 2553 จนถึง เดือนพฤษภาคม  2564 มีจำนวนยูนิตสะสมทั้งสิ้น 118,026 ยูนิต ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไม่มีคอนโดเปิดขายใหม่ จากการสำรวจพบว่า คอนโดโดยส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณจอมเทียน คิดเป็นสัดส่วน 44% รองลงมาได้แก่บริเวณเขาพระตำหนัก คิดเป็นสัดส่วน 17% บริเวณเซ็นทรัลพัทยาสัดส่วน 10%  บริเวณพัทยาใต้ สัดส่วน 9%  และบริเวณวงอมาตย์ สัดส่วน 6%  ขณะที่บริเวณนาจอมเทียน คิดเป็นสัดสวน 8%  และพัทยาเหนือคิดเป็น 5%  ส่วนบริเวณหาดบางเสร่คิดเป็นสัดส่วน 1%  เท่านั้น สถานการณ์ก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโควิค-19 กลุ่มผู้ซื้อคอนโดในพัทยาส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนซึ่งเป็นนักลงทุนที่มาซื้อคอนโดในพัทยาเพื่อการลงทุนเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มผู้ซื้อหลักเหลือเพียงคนไทยที่มาจากกรุงเทพฯ มาซื้อเพื่อเป็นบ้านพักหลังที่ 2 เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ส่งผลให้กำลังซื้อในพัทยาลดลงอย่างชัดเจน ยอดขายสะสมจนถึง ณ เดือนพฤษภาคม ปี 2564 คอนโด ในพัทยาขายไปทั้งสิ้น 98,998 ยูนิต จากจำนวนทั้งหมด 118,026 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายรวม 83.9%  โดยอัตราการขายเพิ่มขึ้น 0.9%  นับจากปี 2563 อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูล พบว่า จำนวนยูนิตขายใน 5 เดือนแรกของปีนี้​ มีจำนวน ขายได้ใหม่เพียง 1,032 ยูนิต เท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 25%  ของจำนวนยูนิตขายในปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักมาจากลุ่มผู้ซื้อหลักที่เป็นชาวต่างชาติหายไปเป็นศูนย์และยังไม่กลับมา อีกทั้งกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยที่เหลืออยู่ก็มีจำนวนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ   โดย ณ เดือนพฤษภาคม ปี 2564 คอนโดในพัทยามีจำนวนเหลือขายอยู่ที่ประมาณ 19,000 ยูนิต ซึ่งคาดว่าหากไม่มีคอนโดใหม่เกิดขึ้น ทำให้ยูนิตเหลือขายน่าจะใช้เวลาขายอีกประมาณ 3 ปีหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ วงศ์อมาตย์ทำเลคอนโดขายดี บริเวณที่มีอัตราการขายสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ วงศ์อมาตย์ มีอัตราการขายสูงสุดในอัตรา 94%  รองลงมาคือพัทยาเหนือและเซ็นทรัลพัทยาโดยมีอัตราการขายที่  93%  และ 88%  ตามลำดับ ขณะที่บริเวณเขาพระตำหนักมีอัตราการขายเทียบเท่ากับบริเวณเซ็นทรัลพัทยา   ส่วนบริเวณจอมเทียนเป็นบริเวณที่มีจำนวนยูนิตเหลือขายมากที่สุด โดยมีจำนวนยูนิตเหลือขายอยู่ที่ 7,474 ยูนิต เพราะเนื่องจากพื้นที่นี้เป็นบริเวณที่ยังมีพื้นที่เหลือให้พัฒนาได้อีกค่อนข้างเยอะและโครงการใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็เปิดในบริเวณนี้ ในขณะที่บางโครงการที่เปิดขายอยู่เดิม แต่ไม่สามารถไปต่อได้ จำเป็นต้องหยุดการขายหรือขายโครงการต่อให้นายทุนอื่นเข้ามาปรับรูปแบบและบริหารโครงการแทน คอนโดวิวทะเลราคาลด9.7% ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดในพัทยาทุกพื้นที่ ณ เดือน พฤษภาคมปีนี้ หากเป็นคอนโดที่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 111,039 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 9.7% จากปี 2563 ที่มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 123,090 บาทต่อตารางเมตร ส่วนราคาขายคอนโดที่เห็นวิวทะเลบางส่วน มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 69,154 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 13% จากปี 2563 ​ ที่มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 79,570 บาทต่อตารางเมตร ทั้งนี้คอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 66,921 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 13.2% จากปี 2563 ที่มีราคาขายอยู่ที่ 77,116 บาทต่อตารางเมตร ดีเวลลอปเปอร์ชะลอขึ้นโครงการใหม่ จากการสำรวจสถานการณ์ตลาดคอนโดพัทยา พบว่ายังมียูนิตเหลือขายจำนวนมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้ อีกทั้งกลุ่มผู้ซื้อไทยก็ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ถึงแม้ว่ายอดผลิตวัคซีนจะมีมากกว่า 12,000 ล้านโดสภายในปีนี้ ซึ่งเพียงพอที่จะฉีดให้แก่ประชากรทั้งโลกกว่า 75%  แต่ในไทยการฉีดวัคซีนให้ประชากรยังทำได้อย่างจำกัด   สภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่ายังไม่ปรับตัวดีขึ้นอย่างที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการในพัทยาส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนท้องถิ่น จึงเลือกที่จะชะลอตัวการเปิดโครงการและการพัฒนาพื้นที่ว่างไปก่อน แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ประกอบเอกชนรายใหญ่บางส่วนเข้าไปลงทุนในช่วงที่ผ่านมา เช่น ไอคอนสยาม ซึ่งมีแผนจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่นาจอมเทียน เนื่องจากมองเห็นช่องทางการเติบโตในอนาคต ตามแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย หรือ Eastern Economic Corridor: EEC ที่รัฐบาลผลักดันในช่วงที่ผ่านมา   ด้านการท่องเที่ยวทางภาครัฐก็มีแผนนำร่องเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้วเข้ามาท่องเที่ยวแบบจำกัดพื้นที่ และมีโครงการสนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยาขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยวเป็นหลักและอาจจะต้องใช้เวลาฟื้นตัว 2-3 ปี หรือมากกว่านั้น เพราะแต่ละประเทศก็ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศตัวเองก่อนแล้วจึงค่อยไปท่องเที่ยวประเทศอื่น ณ เวลานั้นการเดินทางเข้ามาของต่างชาติก็จะกลับมาเหมือนปกติ    
เปิดอินไซต์ 3 ปัจจัยเลือกซื้อบ้าน ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal

เปิดอินไซต์ 3 ปัจจัยเลือกซื้อบ้าน ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้วิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากมาย ที่เห็นชัดเจนคือ การดูแลตนเอง ภายใต้มาตรฐานด้านการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็น การสวมใส่หน้ากากอนามัย  การล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือสบู่ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการลดไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือแออัด รวมถึง การหันมาทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น   สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดจะยังไม่ยุติลง  แต่เชื่อว่าวิถีชีวิตของคนในอนาคตข้างหน้า คงไม่ได้แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก เพราะเราต้องปรับตัวเพื่ออยู่กับโควิด-19 ให้ได้  เมื่อวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป เรื่องของการอยู่อาศัยก็ต้องปรับตัวตาม เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตปกติใหม่ดังกล่าว ซึ่งบรรดาดีเวลลอปเปอร์ คงต้องหันมาพัฒนาที่อยู่อาศัย ให้ตอบโจทย์กับความต้องการและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของคนส่วนใหญ่ด้วย   โดยผลวิจัยจาก บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านวิจัยและพัฒนาในเครือบริษัท แอล. พี. เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.พื้นที่ใช้สอยและวัสดุ (Function & Material) 2.การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) และ 3.เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) 3 ปัจจัยผู้บริโภคเลือกซื้อบ้านรับวิถี New Normal 1.พื้นที่ใช้สอยและวัสดุในแบบ Multifunctional Space   หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากบ้านเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนและทำกิจกรรมส่วนตัว ไปสู่การใช้บ้านเป็นทั้งที่ทำงานและสถานที่พักผ่อนไปพร้อมกัน เมื่อผู้คนต้องทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย ต้องมีพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น  สามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยในพื้นที่ได้ในแบบ Multifunctional Space อาทิ การแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านด้วยผนังทึบอาจต้องปรับเปลี่ยนเป็นผนังที่สามารถเปิดเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ภายในที่อยู่อาศัย โดยการใช้บานเลื่อนหรือบานเฟี้ยม นอกจากจะมีประโยชน์ในด้านความยืดหยุ่นของพื้นที่ใช้สอยแล้ว ยังทำให้ที่อยู่อาศัยดูโปร่ง และมีการไหลเวียนอากาศที่ดี เพื่อตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคต ในขณะเดียวกันการเลือกใช้วัสดุต่างๆ จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม การระบายอากาศที่ดี มีปริมาณแสงธรรมชาติทเข้ามาภายในพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเหมาะสม ​เช่น พื้นที่ครัวโดยเฉพาะครัวไทย ที่ต้องใช้วัสดุที่เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย กันน้ำได้ดี และระบายอากาศได้ง่าย หรือพื้นที่อ่านหนังสือ-พื้นที่นั่งเล่นที่ต้องการปริมาณแสงธรรมชาติมากกว่าห้องนอน เป็นต้น 2.การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทำให้ประชาชนตระหนักและหันมาดูแลสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น การออกแบบที่อยู่อาศัยจำเป็นต้องคำนึงถึงสุขอนามัยที่ดี โดยใช้นวัตกรรมการออกแบบที่ส่งเสริมคุณภาพทางด้านสุขอนามัยภายในที่อยู่อาศัย เช่น ระบบช่วยลดไวรัสและแบคทีเรียภายในอากาศ โดยใช้ประจุบวกและลบ ซึ่งมีประสิทธิภาพการกำจัดได้ถึง 99% ระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในบ้าน ที่ช่วยทำให้อากาศถ่ายเทแม้จะปิดประตูหน้าต่างอยู่ก็ตาม รวมถึงนวัตกรรมทางด้านวัสดุที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ เช่น สีทาบ้าน Low VOCs ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีการปล่อยสาร VOCs หรือสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระดับต่ำ หรือลามิเนตที่ป้องกันแบคทีเรียและไวรัส เป็นต้น นอกจากนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในเรื่องสุขอนามัยแล้ว พื้นที่สีเขียวภายในบ้านเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมสุขภาพทางด้านจิตใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย ดังนั้นการออกแบบที่อยู่อาศัยจึงควรมีพื้นที่สวนเล็กๆ ภายในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ที่ระเบียงที่สามารถมองเห็นได้จากภายในห้อง 3.เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ กับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย เพราะช่วยสร้างความสะดวกสบายและ ความปลอดภัยในการอยู่อาศัย   เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย ได้เข้ามาช่วยในเรื่องของความสะดวกสบาย เช่น การพัฒนา Smart Residence มีการนำเทคโนโลยี Home Automation เชื่อมต่อเข้ากับระบบสั่งการต่าง ๆ ทั้งทางเสียง หรือ  แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อควบคุมการทำงานของระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในที่พักอาศัย เช่น  การเปิด-ปิดไฟ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อาทิ โทรทัศน์ เครื่องเสียง ปลั๊กไฟ การปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ และ การควบคุมแสงสว่างและอุณหภูมิภายในบ้าน เป็นต้น รวมถึงการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตกับอุปกรณ์สั่งการด้วยเสียง ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่การตรวจสอบสภาพการจราจรก่อนออกจากบ้านได้เพียงแค่การถามอุปกรณ์นั้น   นอกจากนี้ การพัฒนา Smart Residence ต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงาน ทำให้การออกแบบที่อยู่อาศัยในรูปแบบของ Smart Residence ต้องนำนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาความร้อนภายในที่อยู่อาศัย เช่น ระบบ Fresh Air Intake ที่จะการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนออกจากตัวบ้านด้วยการนำอากาศใหม่เข้ามาในบ้านผ่านช่องระบายอากาศ และดึงความร้อนจากภายในตัวบ้านขึ้นไปยังช่องใต้หลังคาด้วยระบบระบายอากาศฝ้าเพดาน และระบายออกสู่นอกตัวบ้านผ่านระบบระบายความร้อนในช่องใต้หลังคา นอกจากระบบ Fresh Air Intake แล้ว การใช้วัสดุ เช่น กระจก อิฐก่อผนัง หลังคา หรือฉนวนกันร้อนที่ได้คุณภาพก็ยังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานภายในบ้านได้อีกด้วย   เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย   ที่เข้ามาช่วยด้านความปลอดภัย อาทิ​​ กล้องวงจรปิด ระบบเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เซนเซอร์ที่ประตู-หน้าต่าง Digital Door Lock เป็นต้น โดยที่อุปกรณ์ต่างๆจะสามารถควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ Home Automation ภายในบ้าน และเมื่อเกิดเหตุก็จะส่งสัญญาณเตือนมาที่โทรศัพท์ของผู้ใช้งาน นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวถึงแนวโน้มการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันว่า หลังการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019   ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้มีการพัฒนาการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของประชาชนภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ซึ่งกลายเป็นวิถีชีวิตในปัจจุบัน (Now Normal) โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย การออกแบบพื้นที่ใช้สอยและวัสดุ (Function & Material) ที่ตอบโจทย์กับการอยู่อาศัยและเป็นมิตรกับชีวิตและสิ่งแวดล้อม, การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) และ การนำนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยโดยใช้เทคโนโลยี Internet of Thinks (IoTs) และอุปกรณ์อัจฉริยะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่สะดวกสบายและปลอดภัย มากยิ่งขึ้น สินค้า Smart Home มูลค่ากว่า 2,500 ล้าน โดยจากการประเมินของ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐฯ ระบุว่า จำนวนอุปกรณ์ Smart Residence ของโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย  31% ต่อปี จากจำนวน 644 ล้านเครื่องในปี 2561 จะเพิ่มเป็น 1,300 ล้านเครื่องในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า เท่าตัวภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ขณะที่ A.T. Kearney ระบุว่า มูลค่าตลาดของ Smart Residence ทั่วโลกจะอยู่ที่  263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 8.4 ล้านล้านบาทในปี 2568 โดยผลการศึกษายระบุว่า Smart Residence  ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับ 2 หมวดหลักๆ คืออุปกรณ์ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัย   ขณะที่ บริษัท เมสเซ่ แฟรงก์เฟิร์ตนิว เอร่า บิซิเนส มีเดีย จำกัด ศึกษาการเติบโตของตลาด Smart Residence ในประเทศไทยระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ Smart Home ของประเทศไทยในปี 2559 มีมูลค่า 645 ล้านบาท และเพิ่มมากกว่าเท่าตัวในปี 2563 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปี โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ Smart Residence เพื่อการดูแลผู้สูงอายุ เติบโตสูงสุด 60% และผลิตภัณฑ์ Smart Home เพื่อการรักษาความปลอดภัยจะเติบโตเป็นอันดับสองคือ 45% ต่อปี   จากผลการสำรวจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั่วโลกให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยเข้ามาใช้ในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในรูปแบบของบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Residence มากขึ้นรวมทั้งพฤติกรรมของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่มีเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้การอยู่อาศัยมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  
“เอสซี แอสเสท” ปล่อยแคมเปญ Home is Everything ปูทางสู่เบอร์ 1  ตลาดบ้านเดี่ยว

“เอสซี แอสเสท” ปล่อยแคมเปญ Home is Everything ปูทางสู่เบอร์ 1 ตลาดบ้านเดี่ยว

ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายในการเลือกซื้อหรือใช้บริการจากสินค้าต่าง ๆ การสร้างแบรนด์  จึงมีความสำคัญและจำเป็นอยากมาก  เพราะการสร้างแบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่ แค่ให้ลูกค้าจดจำได้ว่า แบรนด์นี้เป็นใคร นำเสนอสินค้าอะไร และแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร เท่านั้น    แต่การสร้างแบรนด์มีเป้าหมายใหญ่กว่า และมักจะมุ่งไปสู่เป้าหมาย  ทำให้ผู้บริโภคเกิดความรักในแบรนด์  (Brand Love) หรือความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty)  ให้แบรนด์นั้นเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค  และผู้บริโภคนึกถึงแบรนด์นั้นเป็นอันดับแรก หากต้องการเลือกซื้อหรือใช้บริการ และยังบอกต่อแบรนด์นั้นให้กับบุคคลรอบข้างด้วย  รวมถึงหากเกิดภาวะวิกฤตหรือปัญหา ผู้บริโภคพร้อมจะออกมาปกป้องหรือเป็นกระบอกเสียงในการแก้ไขแทนเจ้าของแบรนด์ด้วย​   ดังนั้น การสร้างแบรนด์ จึงถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของนักการตลาด  และเจ้าของสินค้าหรือบริการ ที่ต้องสร้างแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้บริโภคยังระลึกถึง และจดจำแบรนด์ได้อยู่ตลอดเวลา สำคัญไปกว่านั้น นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์ให้ไปถึงขั้นเกิด Brand Love และ Brand Loyalty ในใจผู้บริโภค เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อยอดขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่ยังจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับสินค้าหรือบริการนั้นได้ด้วย เพราะผู้บริโภคจะเกิดการซื้อซ้ำ หรือไม่ก็บอกต่อความดีงามของแบรนด์กับคนรอบข้างของเขา   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งพัฒนาสินค้าประเภทที่อยู่อาศัยออกมาขาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม การสร้างแบรนด์ก็นับเป็นเรื่องสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าธุรกิจอื่น ๆ และไม่น้อยไปกว่ากลยุทธ์ทางการตลาดอื่น ๆ ด้วย เพราะถือว่าบ้านเป็นสินค้ามีมูลค่าสูง ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะเลือกซื้อได้เพียง 1 ครั้งในชีวิตนี้ หรืออย่างมาก 2 ครั้งก็ตาม แต่การทำให้ผู้บริโภครักในแบรนด์ จะทำให้เกิดการ “บอกต่อ” และทำให้แบรนด์นั้นมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งมีพลังในทางการตลาด ไม่แพ้กลยุทธ์อื่นเลย เอสซี ปล่อยแคมเปญ “Home is Everything”   บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จึงมุ่งสร้างแบรนด์ของตนเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้า ให้ตอบโจทย์และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิด-19 ที่ต้องสร้างที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุค New Normal แต่ขณะเดียวกันต้องสร้างแบรนด์ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งหนึ่งในผู้ประกอบการที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ซึ่งสร้างแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง คือ บริษัท เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุด ปล่อยแคมเปญใหญ่ประจำปี “Home is Everything”  ออกมาตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดบ้านเดี่ยว โดยมีการจัดทำโฆษณาชุดใหม่ผ่านกลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ด้วยการนำเอาเพลง Home เวอร์ชั่นพิเศษจาก บอย โกสิยพงษ์  เพื่อนำความรู้สึกที่ดีจากภายในบ้านส่งมอบกำลังใจให้ทุกคน   นางสาวโฉมชฎา กุลดิลก หัวหน้าสายงานกลยุทธ์แบรนด์องค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (มหาชน)  หรือ SC เปิดเผยว่า บริษัทจะจัดทำแคมเปญการตลาด เพื่อสื่อสารแบรนด์ เอสซี แอสเสท และแคมเปญส่งเสริมการขายประจำทุกปี โดยมีการทำวิจัยกลุ่ม (Focus group) เพื่อค้นหาความต้องการของผู้บริโภค และนำมาจัดทำเป็นแคมเปญการตลาด ซึ่งปีนี้ใช้แคมเปญ Home is Everything   ตลอดระยะเวลาที่ เอสซี แอสเสท ทำโฟกัสกรุ๊ป เพื่อค้นหาอินไซด์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า ด้วยคำถามที่ว่า ‘บ้านมีความหมายอย่างไรกับคุณ?’ ทุก ๆ การวิจัยก็มักจะพบว่ามีผู้ตอบคำถาม 2-3 คน ที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ด้วยคำพูด ว่าบ้านมีความหมายต่อเขาอย่างไร แต่จะตอบว่าบ้านมีความหมายต่อเขาเหมือนกับเนื้อเพลง Home คือ ....ดอกไม้ ประตู แจกัน ดินทราย ต้นไม้ใหญ่ แก้วน้ำ จานชาม บันได โคมไฟที่สวยงาม... คำตอบเหล่านี้ทาง เอสซี แอสเสท ได้รับมาอย่างต่อเนื่องตลอด 7-8  ปีที่ได้ทำวิจัย ซึ่งในมุมของเอสซี แอสเสท มองว่าเพลงนี้มีความหมายและอธิบายความของคำว่า บ้าน ได้เป็นอย่างดีที่สุด ทำให้ที่ผ่านมายังไม่ได้นำเพลงนี้มาใช้ในการเล่าเรื่องราวของบ้านในมุมของแอสซี แอสเสท จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ต้องอยู่กักตัวอยู่ภายในบ้านมากขึ้น และพื้นที่ของบ้านถูกใช้ไปในกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมากกว่าแค่การอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ หรือการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) กลายเป็นว่า ปัจจุบันบ้านคือทุกสิ่งของการใช้ชีวิต จึงเป็นที่มาของแคมเปญ Home is Everything Music marketing ช่วยลูกค้าจดจำแบรนด์ แคมเปญการตลาดที่ผ่านมาของ เอสซี แอสเสท จะมีการนำเอาเพลงมาใช้เป็นส่วนประกอบของแคมเปญเสมอ โดยมีทั้งการทำเพลงใหม่หรือไม่ก็ใช้เพลงที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เพลงมันทำงานกับความรู้สึก การทำแคมเปญเป็นการสร้าง awareness และการเห็น เพลงเมื่อเห็นทำให้เกิดความรู้สึก ในช่วงปี 2562  เอสซี แอสเสท เคยทำแคมเปญ “Homes for All Birds” บ้านสบาย…สบาย สำหรับทุกคน โดยหยิบ 5 บทเพลงฮิตของคนทุกเพศ ทุกวัย คือเพลง คนไม่มีแฟน, ซ่อมได้, เล่าสู่กันฟัง, หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ และสบาย สบาย  มาบอกเรื่องราวของ บ้านอยู่สบายไร้กังวล (Worry-Free Home) ในแบบฉบับเอสซี แอสเสท  เป็นการนำเอาเพลงมาเล่าเรื่องและขายของแบบตรง ๆ ปรากฏว่าคนชอบ เพราะเพลงเพราะและยังเห็นสินค้าที่ทำให้คนรื่นรมย์ เป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้กลุ่มลูกค้าสนใจเข้ามาดูโครงการ   นางสาวโฉมชฎา กล่าวอีกว่า หลังจากทำแคมเปญเสร็จก็จะมีการทำวิจัยผลตอบรับเป็นอย่างไร ซึ่งคนดูแคมเปญลักษณะดังกล่าวแล้วเกิดความรู้สึกอยากมาเยี่ยมชมโครงการ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดและเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Home is Everything ด้วย เพราะ Music Marketing ช่วยในเรื่องการจดจำได้ดีกว่า และแคมเปญนี้เป็นการทำตลาดกับกลุ่มเป้าหมายแมส ไม่เฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายของเอสซี แอสเสทเท่านั้น ทำให้ไม่ได้เน้นให้คนสนใจมาซื้อบ้านเอสซี แอสเสทในขณะนั้น เพราะไม่ได้เอาเรื่องความต้องการซื้อมาเล่า ขณะที่ที่แคมเปญการขายจะมุ่งเน้นวัตถุประสงค์เฉพาะเรื่อง ​ แคมเปญนี้ อยากสร้างความรู้สึกของคน และมีกำลังใจที่เกิดจากบ้านของเขา บ้านคือที่สร้างพลังของเขาอย่างดี โรดแมพ 2 ปี​ เบอร์ 1 ตลาดบ้านเดี่ยว ในภาพใหญ่แล้ว เอสซี แอสเสท มีเป้าหมายการเดินทางไปสู่ความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตลาดบ้านทุกระดับราคา จากผลงานในปีที่ผ่านมาสามารถรักษาตำแหน่ง Top 3 ไว้ได้ โดยสลับอันดับระหว่างเบอร์​ 2 และเบอร์ 3 แต่หากโฟกัสเฉพาะตลาดบ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ช่วงไตรมาสแรก เอสซี แอสเซท ประสบความสำเร็จกับส่วนแบ่งการตลาดที่มาเป็นเบอร์ 1 แล้ว โจทย์ใญ่ที่ต้องเดินต่อไป คือ นำพาบ้านในทุกระดับราคาขึ้นเป็นเบอร์ 1 ให้ได้ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากนี้ ตามโจทย์ที่ นายนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มอบให้กับพนักงานไว้   ในอดีตเอสซี แอสเสท แทบจะไม่มีบ้านระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งตลาดบ้านเดี่ยวหลักจึงอยู่ที่ระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และทำได้ดีจนเป็นผู้นำตลาด แต่ขณะที่ตลาดมีความต้องการบ้านระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทมากขึ้น ประกอบกับแนวคิด home for all  ที่เอสซี แอสเสท มีการพัฒนาบ้านขายที่เหมาะกับทุกกลุ่มเป้าหมาย ในระยะหลังเอสซี แอสเสท จึงหันมามุ่งเน้นพัฒนาบ้านระดับราคาขายต่ำกว่า 5 ล้านบาทเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยภาพจำของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ซึ่งเห็นว่าบ้านเอสซี แอสเสท มีราคาสูง การสร้างการรับรู้ว่ามีบ้านระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท จึงถึงเป็นความท้าทายหนึ่งของเอสซี แอสเสท ในปีนี้ นายณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์    Head of Marketing เอสซี แอสเซท กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนนี้ เอสซี แอสเสทตั้งเป้ายอดขาย 4,000 ล้านบาท จากแคมเปญนี้ ซึ่งในช่วงที่ขายดีบริษัทจะมียอดขายประมาณไตรมาสละ 4,500-4,600 ล้านบาท  โดยมีโครงการบ้านเดี่ยว 38 โครงการ และทาวน์โฮม 6 โครงการ พร้อมเข้าร่วมแคมเปญในครั้งนี้  ซึ่งยอดขายตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมียอดขายกว่า 70% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีแล้ว โดยยอดขายเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกสามารถสร้างการเติบโตได้ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   ปัจจุบันเอสซี แอสเสท สามารถเกาะกลุ่มผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวทุกระดับราคาติดอันดับ Top3 ซึ่งปี 2563 มีส่วนแบ่งตลาดบ้านเดี่ยวอยู่ในอันดับที่ 3 ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกเอสซี แอสเสท สามารถครองตำแหน่งผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 แต่หากเป็นตลาดบ้านเดี่ยวในทุกระดับราคาจะมีส่วนแบ่งอยู่ในอันดับ 2-3 แล้วแต่ช่วงเวลา ​ โรดแมพ ภายใน 2 ปีนี้ เอสซี แอสเซท ตั้งเป้าเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1 โควิด-19 คนต้องการพื้นที่ใหญ่อยู่อาศัย​ สำหรับกลุ่มที่มาซื้อบ้านเอสซี แอสเสท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวขยาย หรือต้องการใช้ชีวิตเยอะขึ้น คนที่เคยอยู่บ้านที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ก็ขยับขยาย คนต้องการพื้นที่เยอะขึ้นเราได้คนกลุ่มนี้เยอะ ส่วนคนที่เดิมตั้งใจจะซื้อคอนโดแล้วเปลี่ยนมาซื้อบ้านเลยมีสัดส่วนไม่ถึง 10%   ปัจจัยสำคัญของการเลือกซื้อบ้านในยุคโควิด-19 หากตัดเรื่องของทำเลที่ตั้งออกไป จะพบว่าอันดับ 1 คือ ความต้องการใช้พื้นที่ของบ้านเยอะขึ้น รองลงมาเป็นความต้องการพักอาศัยในสังคมที่ดี เป็นแบรนด์สินค้าที่สามารถดูแลลูกบ้านได้เป็นอย่างดี และยังพบว่า หลังจากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คนส่วนใหญ่ มีความต้องการใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ต้องการพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว และการอาศัยอยู่กับคนในบ้านที่มีความหลากหลาย เพราะทุกคนกลับมาอยู่อาศัยในบ้านมากขึ้น ใช้เวลาร่วมกันนานขึ้น   จากผลการวิจัยพบข้อมูล 4 อย่าง ได้แก่ 1.ความต้องการพื้นที่ธรรมชาติเยอะขึ้น 2.การอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย Comfortable living 3.การปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามความต้องการ Flexible space 4.การอยู่อาศัยในบ้านประหยัดพลังงาน Energy saving
ส่องตลาที่อยู่อาศัยภาคอีสาน​ 5 จังหวัด  เหลือขายกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท บ้านจัดสรรยังน่าห่วง

ส่องตลาที่อยู่อาศัยภาคอีสาน​ 5 จังหวัด เหลือขายกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท บ้านจัดสรรยังน่าห่วง

สำรวจตลาดอสังหาฯ 5 จังหวัดภาคอีสาน สต็อกเหลือขายกว่า 43,000 ล้าน ตลาดน่าห่วงเป็นกลุ่มบ้านจัดสรร  ขณะที่ขายได้ใหม่ช่วงปลายปีได้แค่ 3,585 ล้าน   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดมหาสารคาม ในช่วงครึ่งหลังปี 2563  พบว่ามีจำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขาย ทั้งหมด 297 โครงการ จำนวน 13,500 ยูนิต มูลค่ารวม 47,535 ล้านบาท   โดยจำนวนทั้งหมด แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 250 โครงการ 10,620 ยูนิต มูลค่า 40,361 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) จำนวน 47 โครงการ  2,880 ยูนิต มูลค่า 7,174 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมียูนิตเหลือขายจำนวน 12,365 ยูนิต รวมมูลค่ายูนิตเหลือขาย 43,350 ล้านบาท  และในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่จำนวน 1,135 ยูนิต รวมมูลค่า 3,585 ล้านบาท โคราชบ้านเหลือขายปลายปี 63 กว่า 4,000 ยูนิต สำหรับภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา มีอัตราลดลง 10.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 6,161 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 4,480 ยูนิต สัดส่วน 72.7% เป็นโครงการคอนโด​ 1,681 ยูนิต สัดส่วน​ 27.3% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 607 ยูนิต มีอัตราลดลง 53.0% จากช่วงเดียวกันของปี 2562  มียูนิตขายได้ใหม่จำนวน 495 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราลดลง 18.6% ​ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน  5,666 ยูนิต หรือลดลง  9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 2,191 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน  38.7% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา  2.01-3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 234 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 47.3%  สำหรับยูนิตเหลือขายในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 4,069 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 5,666 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน 71.8% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ปี 64 โคราชเปิดขายใหม่กว่า 5,000 ลบ. สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมาในปี 2564 ภาพรวมตลาดยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2563 ผลจากโควิด-19 ช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ทำให้ตลาดทั้งปี 2564 มีภาวะชะลอตัวเช่นเดียวกับปี 2563 คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ จะมียูนิตเปิดใหม่ลดลง 24.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ​และ ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จะเพิ่มขึ้น 45.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   ส่วนยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 1,684 ยูนิต มูลค่า 5,352 ล้านบาท ส่วนยูนิตขายได้ใหม่ในครึ่งปีแรกปีนี้ คาดว่าลดลง  34.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่าน​ และคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น​91.5% เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปีที่ผ่านมา   ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่ปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 1,793 ยูนิต มูลค่า 5,711 ล้านบาท มียูนิตเหลือขาย ช่วงสิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 6,770 ยูนิต มูลค่า 24,278 ล้านบาท และการโอนกรรมสิทธิ์ ในปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวนยูนิตประมาณ 6,141 ยูนิต ลดลง 26.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 10,627 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 38.4% ขอนแก่นมียูนิตเหลือขายพุ่งกว่า 82% สำหรับจังหวัดขอนแก่น ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายมีอัตราลดลง 1.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 3,974 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 3,270 ยูนิต สัดส่วน 82.3% เป็นโครงการคอนโด 704 ยูนิต สัดส่วน​ 17.7% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 411 ยูนิต มีอัตราลดลง 45.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2562  มียูนิตขายได้ใหม่จำนวน 346 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่ลดลง 20.5% ​เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 3,628 ยูนิต  เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 1,393 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน  38.4% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 127 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 36.7%   สำหรับยูนิตเหลือขายในครึ่งหลังปี 2563 ในจังหวัดขอนแก่น เป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น  3,003 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 3,628 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน  82.8% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด คาดปี 64 ขอนแก่น เหลือขายกว่า 12,000 ลบ. สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดขอนแก่น ปี 2564 คาดว่าช่วงครึ่งปีแรกนี้ มียูนิตเปิดใหม่ต่ำกว่าครึ่งปีแรกของปี 2563 ในอัตรา​ 21.5% และช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่ายูนิตเปิดใหม่จะเพิ่มขึ้น 25.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  ซึ่งยูนิตเปิดใหม่รวมในปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 982 ยูนิต มูลค่า 3,117 ล้านบาท   ส่วนยูนิตขายได้ใหม่ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ลดลง 39.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ช่วงครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น 77.5% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปีที่ผ่านมา  โดยยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 1,156 ยูนิต มูลค่า 3,310 ล้านบาท มียูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 3,573 ยูนิต มูลค่า 12,062 ล้านบาท  ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ คาดว่าจะมีจำนวนยูนิตประมาณ 4,997 ยูนิต ลดลง 20% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 7,613 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 34.3% สิ้นปี 63 จ.อุดรฯ มีสินค้าเหลือขาย 1,360 ยูนิต​ ด้านภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายจังหวัดอุดรธานี พบว่ามีอัตราลดลง 13.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,503 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,379 ยูนิต สัดส่วน 91.7% เป็นโครงการคอนโด 124 ยูนิต สัดส่วน 8.3% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 จำนวน เพียง 69 ยูนิต ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร และมีจำนวนลดลง 57.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 สำหรับยูนิตขายได้ใหม่ มีจำนวน 143 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราลดลง 19.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 1,360 ยูนิต  ลดลง 12.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 533 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 39.2% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 1.01-1.50 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 70 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 49%   สำหรับยูนิตเหลือขายในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดอุดรธานี เป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 1,242 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 1,360 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน 91.3%  ปี 64 บ้านเหลือขายขยับเพิ่มเป็น 1,735 ยูนิต สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุดรธานี ปี 2564 ประมาณการณ์ช่วงครึ่งปีแรก ยูนิตเปิดใหม่จะต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนในอัตรา​ 8.0% และช่วงครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น​ 87.0% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปีที่ผ่านมา ​ยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 255 ยูนิต มูลค่า 1,504 ล้านบาท ยูนิตขายได้ใหม่ในครึ่งปีแรกขายได้ลดลง 32.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ​ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ​60.8% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยปีนี้คาดว่ามียูนิตขายได้รวม​ 432 ยูนิต มูลค่า 1,289 ล้านบาท และมียูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 1,753 ยูนิต มูลค่า 6,936 ล้านบาท ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 2,855 ยูนิต ลดลง 8.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 4,726 ล้านบาท ลดลง 10.4%​จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ปลายปี 63 อุบลฯ ขายบ้านใหม่ได้แค่ 57 ยูนิต ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายจังหวัดอุบลราชธานี พบว่ามีอัตราลดลง 22.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน​ โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,129 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 894 ยูนิต  คิดเป็นสัดส่วน​ 79.2% เป็นโครงการคอนโด​ 235 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน​ 20.8% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 168 ยูนิต มีอัตราเพิ่มขึ้น 130.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2562  ยูนิตขายได้ใหม่จำนวน 112 ยูนิต ลดลง 44.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 1,017 ยูนิต  ลดลง 19.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 432 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 42.5% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 2.01-3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 57 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 50.9%  ขณะที่ยูนิตเหลือขายในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดอุบลราชธานี  เป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 796 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 1,017 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 78.3% ปี 64 คาดจ.อุบลฯ ขายได้แค่ 1,080 ลบ. สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุบลราชธานี ปี 2564  คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งปีแรก​ ยูนิตเปิดใหม่จะลดลง 42.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และช่วงครึ่งหลังปีนี้ ​จะลดลง​ 16.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ​ ยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 270 ยูนิต มูลค่า 868 ล้านบาท และในส่วนยูนิตขายได้ใหม่ครึ่งปีแรก​ ขายได้จะต่ำว่าครึ่งปีแรกปีที่แล้วอัตรา​​ 31.5% ส่วนครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น 77.7% จากช่วงครึ่งหลังปีที่แล้ว ​ ยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 375 ยูนิต มูลค่า 1,080 ล้านบาท มียูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 1,530 ยูนิต มูลค่า 4,295 ล้านบาท ด้านการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าในปี 2564 จะมีจำนวนยูนิตประมาณ 2,448 ยูนิต ลดลง 30.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า​ และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 2,894 ล้านบาท ลดลง 48.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มหาสารคาม สต็อกบ้านเพิ่ม 4% ส่วนภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายจังหวัดมหาสารคาม มีอัตราลดลง 2.9% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 733 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 597 ยูนิต สัดส่วน​ 81.4% เป็นโครงการอาคารชุด 136 ยูนิต สัดส่วน 18.6% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 51 ยูนิต มีอัตราลดลง 42.7% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 ยูนิตขายได้ใหม่จำนวน 39 ยูนิต มีอัตราลดลง 55.7% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 694 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท โดยมีจำนวน 161 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน  23.2% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 1.01-1.50 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 19 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน  48.7%   สำหรับยูนิตเหลือขายในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดมหาสารคามเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 567 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 694 ยูนิต หรือคิดเป็น  81.7% มหาสารคาม ปี 64 ขายบ้านใหม่ได้ 413 ลบ. สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดมหาสารคาม ปี 2564 ประมาณการณ์ช่วงครึ่งปีแรก มียูนิตเปิดใหม่จะต่ำกว่าช่วงครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมาในอัตรา​ 2.8 และครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น​ 60.8% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว​ โดยยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 152 ยูนิต มูลค่า 284 ล้านบาท และในส่วนยูนิตขายได้ใหม่ครึ่งปีแรก​ ขายได้จะต่ำว่าช่วงเดียวกันของปี 2563 ในอัตรา​ 35.2%  ส่วนครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น ​97.4%  ยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 145 ยูนิต มูลค่า 413 ล้านบาท ยูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 873 ยูนิต มูลค่า 2,550 ล้านบาท ด้านการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าในปี 2564 จะมีจำนวนยูนิตประมาณ 1,210 ยูนิต เพิ่มขึ้น 2.6%​ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 1,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 17.9%  
1 ปีโควิด-19 สะเทือนไทย แต่ที่อยู่อาศัยไม่แผ่ว  คนไทยยังอยากมีบ้าน การซื้อ-เช่ายังเติบโต

1 ปีโควิด-19 สะเทือนไทย แต่ที่อยู่อาศัยไม่แผ่ว คนไทยยังอยากมีบ้าน การซื้อ-เช่ายังเติบโต

ครบ 1 ปีหลังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ที่การเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยหยุดชะงักในช่วงแรกแต่ก็ยังมีแนวโน้มโต สะท้อนจากความต้องการของผู้บริโภคที่แม้จะได้รับผลกระทบทางการเงินจากวิกฤติครั้งนี้ แต่ยังมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ ชี้ยังเป็นโอกาสทองของนักลงทุนและผู้ซื้อที่มีความพร้อม หวังต่อยอดการลงทุนในระยะยาว คาดการแข่งขันในตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายหลังระดมฉีดวัคซีนครอบคลุมทั่วประเทศ   นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก​ DDproperty Thailand Property Market Index ฉบับล่าสุด รายงานว่า ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 190 จุด จาก 197 จุด หรือลดลง 4% จากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นดัชนีราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 15 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2560) โดยมีการปรับตัวลดลงถึง 7% ในรอบปีที่ผ่านมา ในขณะที่ดัชนีอุปทานในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 399 จุด จาก 363 จุด หรือเพิ่มขึ้นถึง 10% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มถึง 19% ในรอบปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ มีการเปิดตัวโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด และผู้บริโภคที่มีสินค้าอยู่ในมือเริ่มนำสินค้าออกขาย แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดฯ รอบล่าสุด ทำให้อัตราการดูดซับไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ จำนวนที่อยู่อาศัยในตลาดจึงแปรผันตามสถานการณ์ปัจจุบัน   ตลอดหนึ่งปีของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทย ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจากการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ความต้องการซื้อและเช่าในตลาดอสังหาฯ ยังมีอยู่ไม่น้อย เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ โดยในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการระบาดฯ รอบแรกในปีที่แล้ว  ซึ่งตอนนั้นทุกภาคส่วนล้วนไม่มีประสบการณ์ในการรับมือวิกฤติแบบนี้มาก่อน  เทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือผู้บริโภคหันมาพิจารณาเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอก และแถบชานเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทำเลแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้หรือมีแผนเปิดใช้บริการในอนาคตอันใกล้ ประกอบกับผู้บริโภคต้อง Work From Home ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องกระจุกตัวอยู่ใกล้แหล่งงานย่านใจกลางเมือง   แม้ดัชนีอุปทานในกรุงเทพฯ จะเพิ่มขึ้นถึง 19% ในรอบปีที่ผ่านมาสวนทางกับอัตราดูดซับที่น้อยลง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับปกติเมื่อพิจารณาตามสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ที่มีความไม่แน่นอนสูง ผู้บริโภคยังมีความกังวลใจในการใช้จ่าย จึงพยายามรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ นอกจากนี้  จากผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง "วัคซีนเข็มแรก ความต้องการถ้วนหน้า" ของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 87.9% ต้องการให้คนไทยทุกคนได้รับวัคซีนเข็มแรกก่อน ตามมาด้วยต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนกระจายวัคซีนครอบคลุมคนที่ต้องการทุกพื้นที่เร่งด่วนที่สุด 86.8% จะเห็นได้ว่าแผนการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมยังคงเป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ที่คนไทยต้องการ เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่มองว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตอนนี้ คือแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ คาดการณ์ว่าเมื่อมีการฉีดวัคซีนครอบคลุมทั่วประเทศ  และรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ได้แล้ว ผู้พัฒนาอสังหาฯ ก็พร้อมจะกลับมาเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค และเชื่อว่าตลาดอสังหาฯ จะกลับมาคึกคักอีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี ครบ 1 ปีโควิด ความต้องการอสังหาฯ ยังไม่แผ่ว รายงาน DDproperty Thailand Property Market Index ฉบับล่าสุด  ยังเปิดเผยถึง ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ทั่วไทย หลังต้องเผชิญวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา (เปรียบเทียบระหว่างเดือนเมษายน 2563 และเดือนเมษายน 2564) ระบุว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคจะชะลอการใช้จ่ายก็ตาม -เมืองหลวงยังไม่สิ้นมนต์ขลัง ความต้องการซื้อ-เช่าโตกว่าเท่าตัว ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ในรอบ 1 ปีตั้งแต่เกิดการล็อกดาวน์มาจนถึงการแพร่ระบาดฯ ระลอกล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการเช่าและซื้อเติบโตกว่าเท่าตัว โดย “เขตยานนาวา” เป็นทำเลมาแรงที่สุดในกรุงเทพฯ ได้รับความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นในรอบปีสูงสุดถึง 215% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่เป็นทำเลที่อยู่ใจกลางเมือง ครอบคลุมแนวถนนพระราม 3 ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตทั้งจากการที่เป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ และมีโครงการพัฒนาของทั้งภาครัฐและเอกชนอยู่อย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อที่มีความพร้อมสามารถซื้อเก็บไว้ในช่วงนี้เพื่อนำไปทำกำไรในอนาคตเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ตามมาด้วยเขตธนบุรีเพิ่มขึ้น 137% มีนบุรีเพิ่มขึ้น 132% จอมทองเพิ่มขึ้น 114% และบางแคเพิ่มขึ้น 113% ซึ่งล้วนเป็นทำเลที่ไม่ได้อยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (CBD) สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อที่อยู่อาศัยแถบพื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยเลือกพิจารณาความคุ้มค่าของราคากับขนาดที่อยู่อาศัยที่จะได้รับ เนื่องจากยังเป็นทำเลที่สามารถเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า และระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ   ส่วนทำเลยอดนิยมของผู้เช่าในรอบปีที่มีการแพร่ระบาดฯ นั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ย่านใจกลางเมืองเป็นหลักและมีอัตราเติบโตไม่แพ้กัน โดย “เขตปทุมวัน” ได้รับความสนใจเช่าเพิ่มขึ้นในรอบปีสูงสุดถึง 193% เนื่องจากผลกระทบของสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวและวิกฤติโควิด-19 ที่มีอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ในย่านดังกล่าวหันมาเช่าที่อยู่อาศัยแทนการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ที่มีราคาสูง เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน การสำรองเงินสดไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ในขณะที่ทำเลอื่น ๆ ที่มีความต้องการเช่าสูงไม่แพ้กัน ได้แก่ เขตบางคอแหลม (+188%) เขตบึงกุ่ม (+185%) จตุจักร (+159%) และเขตบางซื่อ (+150%) -ตลาดเช่าโตต่อเนื่อง ครองใจคนหาบ้านในเขตปริมณฑล ภาพรวมความเคลื่อนไหวของตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาครในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานั้น เทรนด์การเช่าที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมอย่างสูง โดยบางพื้นที่มีการเติบโตกว่าความสนใจซื้อมากกว่าเท่าตัว อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ความสนใจซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยในจังหวัดปริมณฑลมีการเติบโตเป็นบวกในรอบปีที่ผ่านมา คือเทรนด์การ Work From Home ที่หลายองค์กรใช้ในช่วงที่มีสถานการณ์แพร่ระบาดฯ และคาดว่าหลายองค์กรจะยังคง Work From Home ต่อเนื่องแม้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ส่งผลให้คนทำงานไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาในการเดินทางมาทำงานใจกลางเมือง จึงมีการย้ายกลับไปอาศัยที่ภูมิลำเนาเดิมหรือหันไปเลือกซื้อ/เช่าอสังหาฯ ในจังหวัดปริมณฑลที่มีราคาย่อมเยากว่า   ทำเลมาแรงที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพิ่มขึ้นถึง 151% ด้านอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพิ่มขึ้น 168% ส่วนทำเลยอดนิยมของผู้เช่าในจังหวัดสมุทรปราการจะอยู่ในอำเภอเมือง โดยเพิ่มสูงถึง 216% ในขณะที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครถือเป็นทำเลที่น่าจับตามอง เนื่องจากได้รับความสนใจเช่าเพิ่มสูงถึง 650% เติบโตสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ 4 จังหวัดปริมณฑลอื่น ๆ   ทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพิ่มขึ้นถึง 73% ด้านจังหวัดปทุมธานีนั้นพื้นที่อำเภอคลองหลวงมีผู้สนใจซื้อเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 74% ส่วนอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการมีความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นถึง 74% เช่นกัน และอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ยังคงมาแรงครองความนิยมสูงสุด มีความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นถึง 88% -โอกาสทองเลือกเป็นเจ้าของอสังหาฯ หัวเมืองท่องเที่ยว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ที่หนักหน่วง ทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการปิดประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดฯ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยวที่ขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ แน่นอนว่าตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน ซ้ำร้ายการเกิดคลัสเตอร์โควิด-19 ในหลายหัวเมืองท่องเที่ยวส่งผลให้ความสนใจเช่าลดลง แต่ในวิกฤติยังมีโอกาสเมื่อดัชนีราคาอสังหาฯ ที่ปรับตัวลดลงช่วยผลักดันให้ความสนใจซื้อเติบโตสูงขึ้นในจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต ระยอง และประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากผู้บริโภคและนักลงทุนมองเห็นโอกาสในการเป็นเจ้าของอสังหาฯ ในทำเลเหล่านี้ซึ่งถือว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตได้ในอนาคต มีเพียงพัทยาที่มีทิศทางการเติบโตต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวอื่น โดยมีความสนใจเช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 106% มากกว่าความสนใจซื้อที่เพิ่มขึ้นเพียง 70%   เมื่อพิจารณาจากความสนใจซื้อที่เพิ่มขึ้นในรอบ 1 ปีที่มีการแพร่ระบาดฯ พบว่า อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นถึง 128% อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพิ่มขึ้น 164% อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นถึง 174% ในขณะที่อำเภอหัวหินยังเป็นทำเลที่ดึงดูดความสนใจซื้อในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้มากที่สุดถึง 96%   ด้านความสนใจเช่าแม้จะเติบโตน้อยกว่าซื้อ แต่ถือว่ายังมีทิศทางเติบโตเป็นบวกทั้งหมด โดยอําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความสนใจเช่าเพิ่มขึ้น 74% อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพิ่มขึ้น 17% อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เพิ่มขึ้น 60% และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มขึ้น 48%   “จะเห็นได้ว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อทุกคน ทุกองค์กร ธุรกิจทุกแขนงทั่วประเทศทำให้เกิดภาวะชะงักงันไปตาม ๆ กัน แต่อย่างไรก็ตามมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐออกมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับทุกภาคส่วนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสำคัญที่สุดคือด้านสาธารณสุขก็ส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อผู้บริโภคในด้านความมั่นใจ แม้ว่าภาพรวมจะยังไม่มีกลไกใดที่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าอาจมีการสะดุดหรือล้มลุกคลุกคลานในบางจังหวะ แต่ทุกคนยังมีความหวังที่จะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้ก้าวต่อไป”      
3 ทำเลศักยภาพและโอกาสในการลงทุนที่อยู่อาศัย “จรัญฯ-แจ้งวัฒนะ-ลาดพร้าว 101”

3 ทำเลศักยภาพและโอกาสในการลงทุนที่อยู่อาศัย “จรัญฯ-แจ้งวัฒนะ-ลาดพร้าว 101”

เปิดศักยภาพและโอกาสการลงทุนอสังหาฯ ใน 3 ทำเลเติบโตสูง ​“จรัญฯ-แจ้งวัฒนะ-ลาดพร้าว 101” ได้อานิสงค์รถไฟฟ้า ช่วยผลักดันราคาและความต้องการอสังหาฯ  ย่านจรัญสนิทวงศ์ ได้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เปิดโอกาสการลงทุนเติบโต 8% ขณะที่แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด ราคาที่ดินพุ่งกว่า 12.5% ส่วนทำเลลาดพร้าว 101 มีรถไฟฟ้าพัฒนาโดยรอบ และการเปลี่ยนสีผังเมืองผลักดันความเจริญ   ​นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทด้านวิจัยและพัฒนาในเครือบริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยถึงผลการสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยใน 3 ทำเลประกอบด้วย “จรัญสนิทวงศ์-แจ้งวัฒนะ-ลาดพร้าว 101” ว่า เป็น 3 ทำเลที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วน ส่งผลให้ระดับราคาที่ดินใน 3 ทำเลมีการปรับตัวขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี ในขณะที่ระดับราคาที่อยู่อาศัยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามระดับราคาที่ดินที่ขยับสูงขึ้นทั้งที่อยู่อาศัยเก่าและใหม่  จรัญสนิทวงศ์  "สายสีน้ำเงิน" ดันราคาคอนโด จากผลการสำรวจพบว่า   ทำเล “จรัญสนิทวงศ์” เป็นพื้นที่มีแนวโน้มการพัฒนาที่อยู่อาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียมเป็นหลัก โดยเฉพาะโซนติดรถไฟฟ้า โดยในปี 2563 คอนโดในย่านจรัญฯ มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (capital gain) จากการซื้อมาและขายออกไปเฉลี่ยอยู่ที่ 8% ต่อปี โดยระดับราคาคอนโดในทำเลนี้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000-120,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งเป็นราคาที่ปรับขึ้น 20% จากปี 2560 และราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการขยายของเมืองตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยปัจจุบันมีจำนวนอาคารชุดเหลือขายในทำเลจรัญฯ 965 ยูนิต​ มีอัตราการขายเฉลี่ย 5% ต่อเดือน โดยมีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 89,700 บาทต่อตารางเมตร หรือประมาณ 2.8 ล้านบาทต่อยูนิต ในขณะเดียวกัน ความต้องการเช่าที่พักอาศัยในย่านนี้ก็มีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีตก่อนรถไฟฟ้าสีน้ำเงินจะแล้วเสร็จ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งงานทางการแพทย์อย่างโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลธนบุรี และโรงพยาบาลยันฮี ทำให้มีกลุ่มผู้เช่าที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการที่พักอาศัยใกล้ที่ทำงานเป็นจำนวนมาก ราคาเช่าเฉลี่ยในย่านจรัญสนิทวงศ์อยู่ที่ 350 บาท/ตร.ม./เดือน โดยราคาเช่าห้องขนาด 30-35 ตร.ม.เฉลี่ยอยู่ที่ 10,000 บาท/เดือน ห้อง Studio type เฉลี่ยที่ 6,000-8,500 บาท/เดือน และมี Rental Yield ที่ 5% ต่อปี แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด ที่ดินพุ่ง 12.5% ส่วนทำเล “แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด” เป็นทำเลที่มีอัตราการเติบโตของโครงการใหม่โดยเฉลี่ย 100% - 250% ต่อปี  จากผลการสำรวจของทีมวิจัย พบว่า ณ สิ้นปี  2563 ทำเลแจ้งวัฒนะมีซัพพลายสะสมอยู่ที่ 10,325  ยูนิต​ โดยคิดเป็นบ้านพักอาศัย 15% และ คอนโด 85%  มีอัตราการขายของบ้านพักอาศัยอยู่ที่ 3.1%ต่อเดือน และอัตราการขายคอนโด​ในทำเลอยู่ที่ 5% ต่อเดือน สูงกว่าอัตราการขายของบ้านพักอาศัยเฉลี่ยในนนทบุรีซึ่งอยู่ที่ 2.8% ต่อเดือน  และอัตราการขายคอนโด​ในทำเลอยู่ที่ 4%ต่อเดือน   การเติบโตของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในทำเลนี้ ทำให้ระดับราคาที่ดินในย่าน “แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด” มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาประเมินที่ดินสูงขึ้นเฉลี่ย 12.5% ต่อปี  ทำให้ระดับราคาที่อยู่อาศัยในทำเลนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-20% ต่อปี โดยเฉพาะราคาบ้านพักอาศัยย่านแจ้งวัฒนะ-เมืองทองธานี ที่เพิ่มขึ้นถึง 20%  ต่อปี โดยในด้านของตลาดมือสองมีอัตราผลตอบแทนของการลงทุน (capital gain) อยู่ที่ 7-8% ต่อปี  และมีราคาให้เช่าอยู่ที่ 28,000-35,000 บาท คาดว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีชมพูเปิดใช้งาน จะยิ่งส่งเสริมให้ทำเลแจ้งวัฒนะเป็นทำเลที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้นและราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบ้านพักอาศัยเปิดตัวใหม่ในทำเลแจ้งวัฒนะมีหลายระดับราคา ตั้งแต่บ้านทาวโฮมในราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท จนถึง บ้านเดี่ยวราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จึงถือว่าเป็นทำเลที่มีบ้านพักอาศัยให้เลือกอย่างหลากหลาย ทำให้บ้านพักอาศัยในทำเล แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ดเหมาะสำหรับ ผู้ที่มองหาบ้านพักอาศัยในทำเลศักยภาพที่เดินทางสะดวกใกล้แหล่งงานและสถานศึกษา มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ และมีศักยภาพในการลงทุน ลาดพร้าวได้รถไฟ 4 สีดันการพัฒนา ในขณะที่การพัฒนารถไฟฟ้าทั้งหมด 4 สาย ที่ล้อมรอบพื้นที่ “ลาดพร้าว 101-โพธิ์แก้ว” ทั้งสายสีเหลือง, สีส้ม, สีเทา และสีน้ำตาล ปัจจุบัน สายสีเหลือง และสายสีส้มกำลังดำเนินการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดใช้งานได้ภายในปี 2565 และปี 2567 ตามลำดับ ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางเชื่อมต่อไปได้ทั่วทั้งกรุงเทพฯ สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ทำเล   “ลาดพร้าว 101 – โพธิ์แก้ว” เป็นหนึ่งในทำเลศักยภาพทางโซนเหนือของกรุงเทพฯ โดยปัจจุบันในทำเลนี้มี บ้านพักอาศัยเปิดขายใหม่อยู่ทั้งหมด 14 โครงการ แบ่งเป็นรูปแบบบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 7 โครงการ ราคาขายต่อยูนิตมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มียูนิต​เหลือขายคิดเป็นสัดส่วน 16% ของยูนิตที่เปิดขายอยู่ทั้งหมด โดยมีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 2% ต่อเดือน   อีกรูปแบบคือ ทาวน์โฮม อีกจำนวน 7 โครงการ มียูนิตเหลือขายคิดเป็นสัดส่วน 22% ของยูนิตที่เปิดขายอยู่ทั้งหมด โดยราคาขายเฉลี่ยต่อยูนิตแบ่งออกเป็น 3 ช่วงราคา ได้แก่ 3-5 ล้านบาท, 5-10 ล้านบาท และมากกว่า 10 ล้านบาท โดยมีอัตราการขายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 7% 3% และ 4% ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนเหลือขายในทำเลนี้มีประมาณ 420 ยูนิต ทำให้คาดว่าจะสามารถระบายยูนิตเหลือขายได้ภายใน 3 ปี   ในขณะที่ตลาดบ้านพักอาศัยมือสองในย่านมีราคาขายเริ่มต้นที่ 8 ล้านบาท สำหรับบ้านเดี่ยว อัตราค่าเช่าเริ่มต้น 35,000-120,000 บาทต่อเดือน ส่วนทาวน์โฮม 2 ชั้น ราคาขายเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท ทาวน์โฮม 3 ชั้น เริ่มต้นต่ำสุดที่ 3.70 ล้านบาท และสูงสุดถึง 6.50 ล้านบาท อัตราค่าเช่าเริ่มต้น 18,000-45,000 บาทต่อเดือน โดยขึ้นอยู่กับสภาพหรืออายุการใช้งานของบ้าน พื้นที่ใช้สอย และที่ตั้งห่างจากถนนหลักมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอัตราค่าเช่านั้นใกล้เคียงกับอัตราการผ่อนชำระในกรณีซื้อเอง ทำให้โครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เป็นที่น่าสนใจและคุ้มค่าสำหรับผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยมากกว่า ร่างผังเมืองใหม่ดันราคาพุ่ง ในขณะเดียวกัน ร่างผังเมืองใหม่ที่จะประกาศใช้ในเร็วนี้ ได้มีการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ “ลาดพร้าว 101-โพธิ์แก้ว” จากพื้นที่สีเหลือง เป็นพื้นที่สีส้ม คือ ประเภทพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ทำให้สามารถพัฒนาที่ดินได้เพิ่มมากขึ้นจาก FAR 3:1 – OSR 10% เป็น FAR 3.5:1 – OSR 8.5% และสามารถพัฒนาโครงการคอนโดขนาดน้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร หรือพื้นที่มากกว่า 10,000 ตารางเมตรได้ โดยที่เหล่าผู้พัฒนารายใหญ่ยังมีที่ดินผืนใหญ่รอพัฒนาในบริเวณรอบ ๆ ย่านนี้อีกจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ราคาที่ดินในย่านมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จากปัจจุบันราคาซื้อขายที่ดินในย่านนี้ต่ำสุดอยู่ที่ราคา 50,000 บาท/ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินบริเวณกลางซอยลาดพร้าว 101 และราคาสูงสุดอยู่ที่ 130,000 บาท/ตารางวา ในตำแหน่งที่ดินที่ใกล้ถนนประเสริฐมนูญกิจหรือถนนลาดพร้าว   “การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ทำให้เมืองขยายจากพื้นที่เศรษฐกิจเดิมอย่างย่านสุขุมวิท เพลินจิต สาทร ไปสู่ย่านเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งทั้ง 3 ทำเล  ถือเป็นย่านธุรกิจใหม่ที่กระจายออกมาจากศูนย์กลางเศรษฐกิจเดิม จึงเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนของผู้ประกอบการ และผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่จับต้องได้และเดินทางได้สะดวก”  
ให้ต่างชาติซื้อบ้านอย่างไร ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ไทย

ให้ต่างชาติซื้อบ้านอย่างไร ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ไทย

นับตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว ที่รัฐบาลมีนโยบายการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของชาวต่างชาติ  ด้วยการส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ของไทย (Freehold) และ/หรือเช่าระยะยาว (Leasehold) ให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งกลุ่มที่ต้องการเข้ามาซื้อเพื่อเป็นทรัพย์สิน กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศ หรือแม้แต่กลุ่มผู้เกษียณอายุแล้ว ให้เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการใช้จ่ายเงินสูงจากเงินบำนาญ มีเงินเก็บออม และมีประกันสุขภาพจากรัฐสวัสดิการ   โดยรัฐบาลจะมีการแก้กฎหมาย กฎเกณฑ์ และระเบียบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คนต่างชาติมาซื้อ และ/หรือเช่าระยะยาวอสังหาฯ  ได้สะดวกขึ้น ผ่านแนวทางเชิงนโยบาย 3 เรื่องหลัก ๆ คือ 1.ขยายเพดานสัดส่วนกรรมสิทธิ์ซื้อห้องชุด เป็น 70-80% จากปัจจุบัน 49% 2.ปลดล็อกต่างชาติซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ระดับราคา 10-15 ล้านบาทขึ้นไป   3.กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติทำสัญญาเช่าได้สูงสุด 30 ปี จะมีการขยายเพิ่มเป็น 50 ปี และต่อได้อีก 40 ปี ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นยูนิตงานกลางข้อมูลด้านอสังหาฯของประเทศไทย ที่มีฐานข้อมูลที่อยู่อาศัยมากที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่สะท้อนภาวะของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติ (Freehold) และข้อมูลการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวของคนต่างชาติ (Leasehold) มาสรุปภาวะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นเงื่อนไขสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ต่างชาติซื้อคอนโดสัดส่วน 80% จำเป็นในบางพื้นที่ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ​จากข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ทั่วประเทศ พบว่า ในช่วงปี 2561 – 2563 มีชาวต่างชาติ​โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด 3 ปีสะสมรวมประมาณ 34,651 ยูนิต  มูลค่า 145,577 ล้านบาท​ หรือเฉลี่ยมียอดโอนกรรมสิทธิ์ปีละ 11,550 ยูนิต  มูลค่า 48,526 ล้านบาท ​​   โดยยังพบว่า ทำเลที่ชาวต่างชาติมียูนิตโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด อยู่ใน 5 จังหวัด ดังนี้ คือ จังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งทั้ง 5 จังหวัด มีสัดส่วนคอนโดที่โอนกรรมสิทธิ์รวมกันถึง 96.2% ยูนิตโอนกรรมสิทธิ์คอนโด​ของคนต่างชาติทั้งประเทศ  จังหวัดชลบุรีที่มีสัดส่วนโอนกรรมสิทธิ์คอนโดสูงสุด 30.3% รองลงมาคือ เชียงใหม่ 18.5%,  ภูเก็ต 17.0%, กรุงเทพฯ 7.8% และสมุทรปราการ 6.3% สำหรับจังหวัดอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นมาแสดง มีสัดส่วนในยูนิตกรรมสิทธิ์ห้องชุดน้อยมากอย่างไม่มีนัยสำคัญ แต่ในภาพรวมสัดส่วนในยูนิตกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติทั้งประเทศ ในช่วงปี 2561 – 2563 มีเพียง 9.0% หรือมีสัดส่วนมูลค่าเท่ากับ 14.7%​ เท่านั้น ขณะเดียวกันหากมองในด้านราคาคอนโดที่ต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์  จะพบว่า  ราคาคอนโดที่คนต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด จะมีระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยมีสัดส่วน 77.6%  แต่สัดส่วนในการเป็นเจ้าของคอนโดมีเพียง 7.7% เท่านั้น  แต่ขณะที่คอนโดในราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งมียูนิตที่ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์รวมกันเพียง 22.4% กลับมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของในยูนิตคอนโดนสูงกว่า โดยมีประมาณ 20.0% ข้อมูลข้างต้นได้สะท้อนประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นสำคัญ คือ   1.ในช่วงที่ผ่านมาชาวต่างชาติมีความสนใจที่จะซื้อห้องชุดในบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมืองศูนย์กลางทางภูมิภาค เมืองขนาดใหญ่ และเมืองท่องเที่ยว   2.ในภาพรวมอัตราส่วนยูนิตที่เป็นเจ้าของคอนโด​ ของคนต่างชาติน่าจะยังต่ำกว่า 49% ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่อาจมีคอนโดในบางพื้นที่ อาจเป็นที่ต้องการของคนต่างชาติมาก จึงทำให้มีความต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมากกว่า 49% ตามที่กฎหมายกำหนด ​   3.คอนโดที่คนต่างชาติซื้อส่วนใหญ่ซื้อในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นระดับที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของคนไทยส่วนใหญ่ แต่ด้วยคอนโดประเภทนี้ มีจำนวนมากในตลาด จึงทำให้สัดส่วนยูนิตที่ต่างชาติเป็นเจ้าของมีไม่ถึง 10% ขณะที่ระดับราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท มีสัดส่วนประมาณ 20% ส่งผลให้ในโดยภาพรวมทุกระดับราคาของคอนโด  ชาวต่างชาติยังเป็นเจ้าของคอนโดในสัดส่วนยังต่ำกว่า 49% ตามที่กฎหมายกำหนด จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เห็นข้อสังเกตได้ว่า การขยายสัดส่วนในยูนิตกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้กับคนต่างชาติ ให้สามารถมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ได้มากกว่า 49% นั้น อาจจะมีความจำเป็นเพียงในบางพื้นที่เท่านั้น และระดับราคาที่ควรส่งเสริมให้เพิ่มสัดส่วนให้สูงขึ้นควรเป็นห้องชุดระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้ห้องชุดระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทถูกซื้อไปโดยคนต่างชาติมากเกินควร นอกจากนี้ หากมีการเพิ่มสัดส่วนในกรรมสิทธิ์คอนโดสำหรับคนต่างชาติให้มากกว่า 49% แล้ว ควรคำนึงถึงการใช้ชีวิตของคนไทยในคอนโด​ ให้สอดคล้องตามบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของไทย โดยผ่านการกำหนดสิทธิในการโหวต (Voting Right) ในนิติบุคคลคอนโดของเจ้าของร่วม ที่ควรให้ชาวต่างชาติมีสิทธิในการโหวตน้อยกว่าเจ้าของร่วมที่เป็นคนไทย แนะให้สิทธิ์ต่างชาติซื้อบ้าน-ที่ดินเกิน 15 ล้าน สำหรับแนวทางเชิงนโยบายในเรื่องการเปิดให้คนต่างชาติ สามารถซื้อและมีกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินนั้น ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏข้อมูลที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากกฎหมายยังคงจำกัดสิทธิของคนต่างชาติในการถือครองกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินอย่างมาก แต่ยังมีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่า คนต่างชาติบางรายมีการใช้ตัวแทน (Nominee) ในการถือครองกรรมสิทธิ์แทน หรือ อาจถือในนามนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นอยู่   ดังนั้น หากประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้ามามีกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินแล้ว ก็คาดว่าน่าจะมีคนต่างชาติที่ต้องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพอสมควร เนื่องจากราคาบ้านและที่ดินในประเทศไทยยังคงมีราคาต่ำกว่าในหลายประเทศมาก และบางประเทศกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของรัฐ   ทั้งนี้ อาจต้องพิจารณากำหนดให้คนต่างชาติเข้ามาซื้อและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินในบ้านที่มีราคาสูงกว่า 15 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากในปัจจุบันผู้ซื้อชาวไทยส่วนใหญ่ประมาณ 90% เป็นบ้านจัดสรรในระดับราคาไม่เกิน 15 ล้านบาท ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบในเรื่องของราคาบ้านปรับตัวขึ้นเร็วเกินไป ขยายระยะเวลาเช่า 90 ปีดึงชาวต่างชาติ นอกจากนี้ ควรการกำหนดสิทธิในการโหวต ของคนต่างชาติในนิติบุคคลบ้านจัดสรร ให้มีได้ไม่เกิน 49% เพื่อให้เจ้าของร่วมที่เป็นคนไทย สามารถมีสิทธิในการกำหนดกฎระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในชุมชนให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมตามบริบทของสังคมไทย   อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาคนต่างชาติ ยังมีรูปแบบการครอบครองที่อยู่อาศัย ทั้งคอนโด​ บ้านและที่ดินในประเทศไทย ด้วยการมีสิทธิ์ในการครอบครองที่อยู่อาศัย แบบการทำสัญญาเช่าระยะยาว หรือ  Leasehold ซึ่งตามกฎหมายที่ดินปัจจุบันกำหนดให้สามารถเช่าได้ไม่เกิน 30 ปี และสามารถต่ออายุได้รอบละ 30 ปี แต่ในทางปฏิบัติมักมีการทำสัญญาต่ออายุไว้เลยอีก 2 รอบ รวมเป็น 90 ปี ซึ่งที่ผ่านมามีคนต่างชาติที่ให้ความสนใจในรูปแบบนี้มีจำนวนไม่มากนัก ดังจะเห็นได้ว่าชาวต่างชาติที่มีการทำสัญญาเช่าระยะยาวในระหว่างปี 2561 – 2563 สะสมรวมทั้งหมด 1,483 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 5,390 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 494 ยูนิต มูลค่า 1,797 ล้านบาท   โดยแบ่งเป็นคอนโดจำนวน 1,280 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 4,503 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 427 ยูนิต มูลค่า 1,501 ล้านบาท บ้านและที่ดิน 203 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 888 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 68 ยูนิต มูลค่า 296 ล้านบาท ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ตลาดการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวในช่วงที่ผ่านมาจึงมีขนาดเล็กมาก ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 93.4% อยู่ในเมืองท่องเที่ยว คือ ภูเก็ต 78.8% ชลบุรี 10.3% และเชียงใหม่ 6.3%   ขณะที่สัญชาติของคนต่างชาติที่เข้ามาเช่าระยะยาว ที่โดดเด่นมี 2 สัญชาติ คือ รัสเซีย ที่มีสัดส่วนการเช่าถึง 43.2% ของการเช่าทั้งหมด และ จีน มีสัดส่วนการเช่าถึง 23.5% ของการเช่าของคนต่างชาติทั้งหมด ซึ่งนิยมเช่าคอนโดมากกว่าประเภทแนวราบ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ตลาดการเช่าระยะยาวปัจจุบันยังมีขนาดเล็กมาก ซึ่งอาจเป็นผลจากระยะเวลาในการให้เช่ามีเพียง 30 ปี และสามารถต่อคราวละ 30 ปี อาจยังไม่จูงใจให้คนต่างชาติเข้ามาเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวในประเทศไทย ดังนั้น หากขยายเวลาเช่าระยะยาวออกเป็น 50 ปี และต่อได้อีก 40 ปี ก็น่าจะสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจของต่างชาติมากขึ้น และถือเป็น Lifetime Tenant หรือ สิทธิ์ในการอยู่อาศัยต้นในชั่วชีวิตของคนเช่า เพราะชาวต่างชาติอาจกังวลว่าการต่อสัญญาอาจมีความไม่แน่นอนในการปรับราคาขึ้นของที่ดิน หรือ การเปลี่ยนแปลเงื่อนไขการเช่า หรือ เจ้าของต้องการใช้ที่ดินในลักษณะอื่น เป็นต้น ฉะนั้น ถ้าชาวต่างชาติสามารถเช่าได้ถึง 90 ปี ด้วยการการทำสัญญา 2 ครั้ง แทนที่จะเป็น 3 ครั้ง เท่ากับสามารถลดความเสี่ยงไปได้ 1 ใน 3 เร่งแก้โควิด-19 กระตุ้นตลาดต่างชาติ จากข้อมูลต่าง ๆ ข้างต้น ถ้านโยบายเหล่านี้สามารถทำได้จริง ก็จะเป็นผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างมาก เพราะเป็นนโยบายที่สามารถสร้างความต้องการ (Demand) ใหม่ ๆ จากต่างประเทศ แต่เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยต่างชาติในปัจจุบัน ยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเพียงประมาณ 10% ของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั้งหมด และยังมีอุปสรรคในการขยายฐานจำนวนลูกค้ากลุ่มนี้ เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ชาวต่างชาติอาจขาดแรงจูงใจในการซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งคาดว่านโยบายนี้จะช่วยสร้างแรงซื้อที่อยู่อาศัยของคนต่างชาติ ซึ่งเป็นเหมือนนโยบายเสริมในการช่วยฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยนโยบายเหล่านี้อาจไม่ได้ส่งผลบวกอย่างเป็นรูปธรรมทันที แต่น่าจะส่งผลในเชิง Sentiment และการวางแผนทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการในอนาคตได้อย่างดี   การดำเนินนโยบายเหล่านี้จะต้องชัดเจนในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะแก้ไขด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดไทม์ไลน์สำหรับดำเนินการให้ชัดเจน โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในความสำเร็จของนโยบายนี้คือ การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และสามารถเร่งเปิดประเทศเพื่อรับชาวต่างชาติเข้าประเทศให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจการค้า การประชุมสัมมนา การจัดนิทรรศการ และการท่องเที่ยว เพื่อให้อสังหาริมทรัพย์ของไทยได้รับสนใจคนต่างชาติดังเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของสิ่งเหล่านี้ในภูมิภาคอาเซียนนี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอยู่มาก การขยายสิทธิ์ในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยให้แก่คนต่างชาติ ทั้งการเพิ่มอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้กับคนต่างชาติ หรือ การอนุญาตให้คนต่างชาติสามารถมีกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดิน หรือ การขยายเวลาเช่าระยะยาวออกเป็น 50 ปี และต่อ 40 ปี นั้น จึงควรจะต้องพิจารณาในจุดที่มีความเหมาะสม โดยอาจพิจารณากำหนดให้มีการขยายสิทธิ์ในการครอบครองที่อยู่อาศัยให้แก่คนต่างชาติในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ศูนย์กลางธุรกิจและพาณิชยกรรม เช่น กรุงเทพฯ EEC เชียงใหม่ และภูเก็ต เป็นต้น และ ที่อยู่อาศัยในระดับราคา เกินกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่มีกระทบน้อยมากต่อผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย          
REIC เปิด 5 ทำเลราคาที่ดินยังพุ่งสูง​​ ท่ามกลางโควิด-19 ระรอกใหม่

REIC เปิด 5 ทำเลราคาที่ดินยังพุ่งสูง​​ ท่ามกลางโควิด-19 ระรอกใหม่

รอบปีที่ผ่านมา ดีเวลลอปเปอร์อสังหาริมทรัพย์ มีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก เพราะความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ที่ได้รับจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การซื้อที่ดินใหม่เพื่อนำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยลดลงตามไปด้วย รวมถึงชะลอแผนการสะสมที่ดินเพื่อเตรียมไว้พัฒนาโครงการในอนาคต  โดยหันมาพัฒนาโครงการบนที่ดินเดิมที่ซื้อไว้ก่อนแล้ว ​   เมื่อความต้องการซื้อที่ดินชะลอตัวลง ทำให้ประเมินกันว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินอาจจะมีการปรับลดราคาลง ตามหลักดีมานด์และซัพพลาย ซึ่งพบว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนา ในช่วงไตรมาส 3 หลังเกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสโควิด-19 จนนำมาสู่การล็อกดาวน์ประเทศในช่วงไตรมาส 2 นั้น พบว่าดัชนีราคาที่ดินเปล่ามีการขยายตัวเพียง 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 5.2% และขยายตัวในอัตรา 21.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในไตรมาส 4 มีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะสถาการณ์แพร่ระบาดเริ่มปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะยังต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมาในอดีตก็ตาม โดยมีค่าดัชนีเพิ่มขึ้นเป็น 7.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 แต่มีค่าดัชนีลดลงเท่ากับ 17.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาที่ดินลดต่ำลงครั้งแรกในรอบ 5 ปี​ สำหรับปี 2564 ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กลับมาระบาดรุนแรงอีกครั้ง ได้ส่งผลกระทบทำให้ค่าดัชนีราคาที่ดินได้รับผลกระทบ และมีอัตราการขยายตัวต่ำสุด นับตั้งแต่มีการจัดเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2559 โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) รายงานว่า ค่าดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 326.2 จุด หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ยังเพิ่มขึ้นเพียง 11.2% แต่เริ่มเห็นสัญญาณราคาที่ดินเริ่มลดลง ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง (ปี 2559 – 2563) ที่มีค่าดัชนี 17.7% ต่อไตรมาส   นอกจากนี้  เมื่อเปรียบเทียบกับค่าดัชนีราคาที่ดินในไตรมาสก่อนหน้า  พบว่า ในไตรมาสแรกของปี 2564 มีค่าดัชนีลดลงติดลบ 2.2% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรก ตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำดัชนีราคาที่ดินเปล่าของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2555 ด้วย   ดร. วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ​ ศูนย์ข้อมูลฯ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 ได้เห็นภาวการณ์ชะลอตัว และการปรับลดลงของราคาที่ดิน เป็นไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้ ภาวการณ์ลดลงของดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนา ยังถูกสะท้อนถึงความต้องการซื้อขายที่ดินเปล่าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ที่มีจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงถึง 13.3% เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้มีการปรับตัว โดยอาจมีการซื้อที่ดินสะสมไว้น้อยลง และมีการซื้อที่ดินใหม่เมื่อต้องใช้ในการพัฒนา ​มากกว่าที่จะซื้อมาเก็บไว้รอการพัฒนาในอนาคต 5 ทำเลราคาดินปรับตัวสูง แต่อย่างไรก็ตาม  ยังพบว่า มีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากในไตรมาส 1 ปี 2564 ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นที่ดินในทำเลตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยพบ 5 ทำเลแนวรถไฟฟ้าที่ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ 1.แนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ทำเลที่มีการปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดของดัชนีราคาที่ดินก่อนการพัฒนา คือ ที่ดินในทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางแค-พุทธมณฑล สาย 4) ที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น  38.3% เป็นที่ดินโซนตะวันตกของกรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค) ที่เปิดให้บริการแล้ว 2.แนวรถไฟฟ้าสายสีทอง-น้ำเงิน-ส้ม  ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีทอง (ธนบุรี-ประชาธิปก) ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนธันวาคม 2563 และสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค) และ สายสีส้ม (ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม) ที่เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต  โดยทั้ง 3 โครงการมีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น  35.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) 3.แนวรถไฟฟ้าสีส้ม ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่มีความคืบหน้าการก่อสร้างโดยรวมอยู่ที่ 79.44% (ณ มีนาคม 2564) มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 35.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ดัชนีราคานี้ทำให้เห็นว่าราคาที่ดินโซนตะวันตก และโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ มีราคาเพิ่มขึ้นมากในไตรมาสนี้ 4.แนว MRT ที่ดินตามแนว MRT ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว และ สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-หัวลำโพง) ซึ่งเป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต โดยทั้ง 2 โครงการ มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) 5.แนว BTS สายสุขุมวิท  ทำเลที่ดิน BTS สายสุขุมวิท ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 34.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY)    
4 เทรนด์ที่อยู่อาศัยมาแรง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัย

4 เทรนด์ที่อยู่อาศัยมาแรง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัย

ในปี 2564 นี้ ถือว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้ว เพราะข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ  ระบุว่า​ ประเทศไทยมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ถึง 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ ​(United Nations:UN) ที่ได้แบ่งระดับ​การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็น 3 ระดับ ได้แก่   1.ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า  10% ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่า 7% ของประชากรทั้งประเทศ   2.ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์   3.ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึงสังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า  20% ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่  โดยประเทศไทยคาดว่าจะเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ ในปี ​2574   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมผู้สูงอายุ ในไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คงเป็นเพราะปัจจุบันรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในยุคนี้อยู่ภายใต้บริบทและปัจจัยทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้คนไทยครองตัวเป็นโสดมากขึ้น หรือมีบุตรลดลง เปลี่ยนรูปแบบจากครอบครัวขยายในอดีตเป็นครอบครัวเดี่ยวอย่างชัดเจน   การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของสังคมผู้สูงอายุได้ทำให้เกิดโอกาสทางการตลาด  สำหรับการเจาะกลุ่มผู้บริโภคสูงวัย (Silver Age) เหล่านี้  ด้วยกำลังซื้อที่มีสูง  เพราะเป็นผลมาจากการบริหารจัดการรายได้ ตลอดชีวิตการทำงานผ่านการออมทรัพย์และลงทุนต่าง ๆ ประกอบกับแนวคิดการใช้ชีวิตที่มีความทันสมัย และรู้จักใช้เทคโนโลยีเป็นประจำ ไม่ลังเลที่จะใช้เงินเก็บมาซื้อความสุขและดูแลสุขภาพตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่แพ้วัยรุ่นเช่นกัน จนทำให้หลายธุรกิจหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์เพื่อดึงดูดกำลังซื้อของคนสูงวัยมากขึ้น เทรนด์ที่อยู่อาศัยมาแรง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัย ไม่เพียงแต่สินค้าและบริการ ที่เป็นของใช้ในการดำรงชีวิต หรือสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปเท่านั้น สินค้าที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง ซึ่งตลอดทั้งชีวิตอาจจะซื้อได้เพียง 1 ครั้ง หรืออย่างมากแค่ 2 ครั้งเท่านั้น สำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือแม้แต่ห้องชุดคอนโดมิเนียม ต่างก็มองว่า กลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้ คือ กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดสำคัญที่คือโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้และเม็ดเงินมหาศาล จึงหันมาจับตลาดกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ด้วยการพัฒนารูปแบบของบ้าน หรือห้อง รวมถึงโครงการ ที่ให้การใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยภายในบ้านของผู้สูงอายุ พักอาศัยได้อย่างมีความสุข สุขภาพดี และปลอดภัย โดยข้อมูลจากดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้รายงานถึงเทรนด์ที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจ และเป็นที่น่าจับตามองสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการคนวัยนี้ ที่ไม่ได้มองหาบ้านเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรองรับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างครบครัน ว่ามี 4 เทรนด์สำคัญ 1.เทรนด์สุขภาพมาแรง สุขภาพกายที่ดีต้องมาพร้อมความสบายใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เห็นคุณค่าของการมีสุขภาพดีมาเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอนว่านอกจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายจะเป็นปัจจัยสำคัญแล้ว ที่อยู่อาศัยก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่มีบทบาทในการสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีให้ผู้สูงอายุเช่นกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาอยู่ด้วยในแต่ละวันมากที่สุด   ดังนั้นการเลือกโครงการฯ ที่มีการออกแบบภายใต้แนวคิด สร้างสรรค์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้ผู้อยู่อาศัย (Health & wellness residence) คำนึงถึงการใช้งานจริง ทั้งการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในให้รองรับผู้สูงอายุที่ต้องการเดินออกกำลังกายภายในบริเวณบ้านของตน มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับออกกำลังกายและพื้นที่สีเขียวที่มอบความร่มรื่นพร้อมรองรับการทำกิจกรรมด้านสุขภาพอื่น ๆ ในชุมชน   นอกจากนี้ปัจจุบันผู้พัฒนาอสังหาฯ ได้หันมาร่วมมือกับโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพเพื่อเพิ่มบริการดูแลสุขภาพหรือบริการทางการแพทย์ไว้ในโครงการฯ ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์การสร้างสรรค์สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีได้อย่างน่าสนใจ และเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณาสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ 2.Home Solutions เพื่อการอยู่อาศัยที่สะดวก-ปลอดภัย แนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการฯ หันมาให้ความสนใจและพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น มีโครงการฯ ที่ออกแบบให้เป็นบ้านสำหรับผู้สูงอายุด้วยความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบห้องนอนผู้สูงอายุให้มีความเป็นส่วนตัวและอากาศถ่ายเทสะดวก หรือนำนวัตกรรม Home Solutions ต่าง ๆ มาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านได้ราบรื่น และช่วยป้องกันอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน เช่น ปูพื้นด้วยวัสดุลดแรงกระแทก (Shock Absorption Floor) เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุหกล้ม   การออกแบบราวจับในห้องน้ำ ราวบันไดทั้งสองข้าง หรือพื้นต่างระดับในบ้านเพื่อทรงตัวและเดินได้มั่นคงขึ้น ทำทางลาดสำหรับรถเข็นในการเข้าสู่ตัวบ้าน หรือออกแบบให้ประตูห้องน้ำเปิดออกมาด้านนอก ในกรณีที่มีคนล้มขวางประตูด้านใน ซึ่งรายละเอียดในการออกแบบที่มีพื้นฐานเพื่อตอบโจทย์ผู้อาศัยอย่างแท้จริงนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตในบ้านได้อย่างมั่นใจและสบายใจมากขึ้นแล้ว แน่นอนว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็จะสามารถใช้ชีวิตในบ้านนี้อย่างปลอดภัยเช่นกัน 3.ระบบบ้านอัจฉริยะ ปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี นอกจากเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนยุคนี้ในหลากหลายด้านแล้ว ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยอีกด้วย เห็นได้จากการเติบโตของเทรนด์บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมการทำงานระบบต่าง ๆ ของบ้านผ่านการสั่งงานด้วยเสียงหรือจากแอปพลิเคชั่น ซึ่งยกระดับความปลอดภัยให้ที่อยู่อาศัย เช่น กลอนประตูดิจิทัล (Digital Door Lock) หรือการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่รองรับการรับชมภาพออนไลน์และดูย้อนหลังได้ผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้สูงอายุที่ห่วงใยในทรัพย์สินและติดบ้านคลายความกังวลเมื่อต้องห่างจากบ้านได้   นอกจากนี้ระบบบ้านอัจฉริยะยังช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักมีอาการหลงลืมก็สามารถเลือกควบคุมการเปิด-ปิดไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน/คอนโดฯ ผ่านสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา แม้ทำธุระอยู่ข้างนอกก็สามารถกดเช็กดูระบบไฟเพื่อความชัวร์ได้ทันที 4.เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ต่อยอดการลงทุนได้ในอนาคต ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุไม่ได้เน้นไปที่การอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว เนื่องจากไม่ใช่การมีบ้านหลังแรก แต่มีการวางแผนระยะยาวด้วยการมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัว พร้อมทั้งมีศักยภาพที่ต่อยอดไปสู่การลงทุนได้ในอนาคต เนื่องจากที่อยู่อาศัยถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีความต้องการในตลาดไม่น้อย ข้อมูลจากผลสำรวจ DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study เผยว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผู้สูงอายุในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยจากบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นจะสนใจที่ชื่อเสียงของบริษัทมาเป็นอันดับแรก 58% ตามมาด้วยผลงานของผู้พัฒนาฯ ในโครงการที่ผ่านมา 56% และคุณภาพของงานตกแต่งภายในที่ผู้พัฒนาฯ มอบให้ 55% ซึ่งชื่อเสียงที่ดีของผู้พัฒนาฯ ย่อมส่งผลด้านบวกที่ช่วยให้การประกาศขาย/เช่าในอนาคตง่ายขึ้น ต่างจากกรณีของผู้บริโภคที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเป็นหลักจึงพิจารณาจากคุณภาพของงานตกแต่งภายในที่ได้จากผู้พัฒนาฯ มาเป็นอันดับแรก (68%) อย่างไรก็ดี แม้ไม่ใช่เพื่อการขาย ผู้สูงอายุก็ยังมีทางเลือกในการปล่อยเช่าบ้าน/คอนโดฯ เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องแทน   ปัจจุบันเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุแพร่หลายมากขึ้น ทั้งการเปิดตัวโครงการอสังหาฯ ที่เจาะกลุ่มนี้โดยเฉพาะ หรือการพัฒนาโซลูชั่นใหม่ให้เลือกนำไปปรับใช้กับบ้านเดิมที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ธนาคารได้มีการนำเสนอ “Reverse mortgage หรือสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สูงอายุที่มีบ้านเป็นของตนเองแต่ไม่ต้องการขายบ้านทันที เพราะยังต้องใช้อยู่อาศัยและต้องการมีรายได้รายเดือนเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน   หลักการทำงานจะมีรูปแบบเหมือนการทยอยขายบ้านให้กับธนาคาร ซึ่งธนาคารจะตีมูลค่าบ้านพร้อมกับประเมินอายุเฉลี่ยของผู้กู้แล้วจะทยอยจ่ายเงินค่าบ้านให้เป็นรายเดือน โดยผู้กู้ก็ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านหลังนั้นและยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้จนกระทั่งผู้กู้นั้นเสียชีวิตหรือตัดสินใจขายบ้านไปก่อน ซึ่งหลังครบกำหนดตามสัญญา บ้านก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการมีบ้านของผู้สูงอายุพร้อมทั้งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี 5 เหตุผลผู้สูงอายุ ซื้อบ้านใหม่ ผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อจำนวนมาก ต้องการมีชีวิตในช่วงเวลาที่เหลืออย่างมีคุณภาพ จึงเลือกที่หาสิ่งที่ดีและทำให้ชีวิตตนเองมีความสุข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีภาระจากบุตรหลาน หรือเพื่อต้องการให้รางวัลกับชีวิตของตนเอง หลังจากใช้เวลาทำงานและสะสมรายได้จนมีกำลังจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับความเจริญของเมืองที่มีมากขึ้น ระบบการคมนาคมขนส่ง ซึ่งถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเกิดขึ้นของระบบรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุง่ายมากขึ้น และสะดวกสบายมากกว่าในอดีต การเลือกซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือการเปลี่ยนบ้านหลังใหม่ในช่วงวัยผู้สูงอายุ จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ยิ่งปัจจุบันสถาบันการเงินบางแห่งมีแคมเปญการปล่อยกู้สำหรับผู้สูงอายุ ยิ่งทำให้การซื้อบ้านในวัยหลังเกษียณเป็นเรื่องง่าย   อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อบ้านหลังใหม่ ของผู้บริโภคชาวไทยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คงเกิดจากหลายเหตุผลและหลายปัจจัย  ซึ่งข้อมูลจากผลสำรวจพบว่ามี 5 เหตุผลที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญและใช้เป็นเกณฑ์ในการติดสินใจเลือกซื้อที่อยู่ใหม่ ได้แก่   1.ความต้องการพื้นที่ส่วนตัว สัดส่วนมากถึง 44% 2.ความต้องการไปอยู่อาศัยในทำเล หรือบรรยากาศใหม่ 31% 3.ต้องการความสะดวกที่มากขึ้น เช่น อยู่ใกล้โรงพยาบาล ที่ทำงาน โรงเรียน ฯลฯ  26% 4.ซื้อเพื่อลงทุน 26% เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีประสบการณ์และวางแผนการเงินและการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ จึงให้ความสำคัญในเรื่องการลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ 5.เป็นการซื้อบ้านเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับสมาชิกในครอบครัว 15% นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในการใช้พิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัย คือ การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ และความปลอดภัยของทำเล โดยมีสัดส่วนที่เท่ากันอยู่ที่ 53% ตามมาด้วยทำเลที่ตั้ง 49% และโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกรอบทำเลที่ 49% เท่ากัน   เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเน้นมองหาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น โดยไม่ละเลยความปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างและการอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจด้วยตนเอง ไม่เป็นภาระผู้อื่น   หลายคนอาจมีภาพจำว่าคนสูงวัยไม่คุ้นเคยกับการท่องโลกออนไลน์เท่าวัยอื่นในยุคดิจิทัล แต่ที่จริงแล้วผู้สูงอายุเรียนรู้ในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดเจนจากพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเรื่องซื้อที่อยู่อาศัย โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางยอดนิยมในการค้นหาข้อมูลในประชากรกลุุ่มนี้ถึง 62% ตามมาด้วยเว็บไซต์ของโครงการ 56% และเว็บพอร์ทัลด้านอสังหาฯ 47% เนื่องจากเป็นช่องทางที่สะดวก ช่วยให้ค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็วและหลากหลายมากพอที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาภายใต้การใช้วิจารณญาณและกรอบประสบการณ์ที่มี โดยมีเพียง 16% เท่านั้นที่จะเลือกปรึกษาและหาข้อมูลเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง และครอบครัว
เช็คให้ชัวร์ !! ซื้อบ้านใหม่ vs สร้างบ้านเอง แบบไหนเหมาะกับคุณ?

เช็คให้ชัวร์ !! ซื้อบ้านใหม่ vs สร้างบ้านเอง แบบไหนเหมาะกับคุณ?

การมีบ้านเป็นของตัวเองถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายและความภาคภูมิใจในชีวิตของผู้บริโภคส่วนใหญ่ นอกจากจะมีคุณค่าทางจิตใจ เมื่อสร้างครอบครัวแล้ว การได้พักผ่อนในบ้านที่เพียบพร้อมโดนใจยังเปรียบเสมือนเป็นรางวัลตอบแทนจากการทำงาน นอกจากนี้อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสามารถต่อยอดในอนาคตได้นอกเหนือจากการอยู่อาศัยอีกด้วย    แม้สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันจะส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังคงชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอดูสถานการณ์ในอนาคต แต่ถือว่ายังพอมีสัญญาณบวกให้เห็น จากข้อมูลเรื่องดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมในเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมาของกระทรวงพาณิชย์ ที่พบว่า  มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ที่ระดับ 47.5 จากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต (ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 40.2 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ระดับ 52.3) แสดงให้เห็นแนวโน้มกำลังซื้อของผู้บริโภคที่คาดว่าจะกลับมาในไม่ช้าเมื่อเศรษฐกิจปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขนาดและทำเล ปัจจัยเลือกซื้อบ้านคนยุคปัจจุบัน ข้อมูลจากผลสำรวจ DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัย โดยพิจารณาจากเรื่องเหล่านี้ -ขนาดที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญ 48% -สิ่งอำนวยความสะดวก 44% -ความคุ้มค่าในการใช้จ่าย โดยพิจารณาจากราคาเฉลี่ยต่อพื้นที่ใช้สอย 38%   ในขณะที่ปัจจัยภายนอกโครงการที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ -ทำเลที่ตั้งให้ความสำคัญ 54% -ความสะดวกสบายจากการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ 50% -ความปลอดภัยในโครงการ 45% จะเห็นได้ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังคงให้ความสนใจไปที่การตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่ครบครันเป็นหลัก มากกว่าความสวยงาม โดยเฉพาะเรื่องทำเลที่ตั้ง และระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นสองอันดับแรกที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญสูงสุด ซื้อบ้านใหม่ vs  สร้างบ้านเอง​ อย่างไหนเหมาะกับคุณ อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญในการอยู่อาศัยไม่แพ้กัน คือ ความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย แม้เหตุผลที่หลายคนตัดสินใจเลือกซื้อบ้านใหม่จากโครงการบ้านจัดสรรเพราะต้องการความครบครันพร้อมอยู่อาศัยอย่างเบ็ดเสร็จ และประหยัดเวลาในการใช้ชีวิตหลาย ๆ ด้าน แต่ต้องไม่ลืมว่า “การเลือกซื้อบ้านใหม่” นั้น ผู้อยู่อาศัยจริงไม่ได้มีบทบาทในการวางระบบความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบ้านใหม่ที่ซื้อมาตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้เพียงพอ ในขณะที่การจะตัดสินใจ “สร้างบ้านเอง” ก็มีความกังวลในเรื่องการควบคุมคุณภาพการก่อสร้างและการประสานงานกับผู้รับเหมา แล้วการมีบ้านหลังใหม่ในรูปแบบไหนที่เหมาะกับคุณมากกว่า   ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์  ได้นำเสนอข้อควรพิจารณาระหว่างการ “ซื้อบ้านใหม่” และ “สร้างบ้านเอง” เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริโภคที่ต้องการมีบ้านสามารถตัดสินใจเลือกบ้านที่ตรงใจและครอบคลุมทุกความต้องการของคนในครอบครัวได้มากที่สุด ข้อดี การซื้อบ้านใหม่  -ได้บ้านใหม่พร้อมเข้าอยู่ ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า การเลือกซื้อบ้านในโครงการใหม่จะมีราคาที่แน่นอน ซึ่งเป็นราคาที่ทางโครงการได้คำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง ค่าบริหารจัดการต่าง ๆ รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาด ดังนั้นบ้านจัดสรรจึงค่อนข้างมีราคาที่ชัดเจนพอสมควร ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนการตกแต่งภายในหรือค่าเฟอร์นิเจอร์ได้ง่ายขึ้น ต่างจากการสร้างบ้านเองที่ต้องมีการวางแผนค่าใช้จ่ายตั้งแต่ขั้นตอนการจ้างสถาปนิกเขียนแบบ จนกระทั่งการเลือกผู้รับเหมา นอกจากนี้ข้อดีของการซื้อบ้านจากผู้พัฒนาอสังหาฯ คือ เจ้าของบ้านไม่ต้องเหนื่อยมาลงแรงเองในขั้นตอนการก่อสร้างหรือคุมงาน ปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของผู้พัฒนาอสังหาฯ ได้โดยตรง -ยื่นขอสินเชื่อได้ง่ายกว่า มาพร้อมโปรฯ ดึงดูดใจ การยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านในโครงการใหม่มักมีข้อเสนอที่ดึงดูดความสนใจมากกว่า เนื่องจากผู้พัฒนาอสังหาฯ มักจะมีการจับมือกับพันธมิตรที่เป็นธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ในการจัดทำโปรโมชั่น/แคมเปญการตลาดมานำเสนออย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขายและดึงดูดกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา เมื่อผนวกกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญไปที่การซื้อบ้านใหม่จากผู้พัฒนาอสังหาฯ เท่านั้น จึงทำให้การซื้อบ้านใหม่ในโครงการต่าง ๆ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้นในช่วงนี้ มีความสะดวกสบายในขั้นตอนการดำเนินธุรกรรมและยื่นเอกสารขอสินเชื่อต่าง ๆ ซึ่งมีโอกาสกู้ได้วงเงินที่สูงกว่าด้วย -พื้นที่ส่วนกลางตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ อุ่นใจด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบให้รองรับการทำกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยทุก Generation ทั้งในด้านการพบปะสังสรรค์หรือเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโซนพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะเน้นใกล้ชิดธรรมชาติที่นอกจากจะได้ความร่มรื่นจากต้นไม้แล้วยังช่วยกรองมลพิษอีกด้วย หรือการมีห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำ และพื้นที่ออกกำลังกายกลางแจ้งเพื่อสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน นอกจากนี้ โครงการหมู่บ้านจัดสรรยังมีระบบดูแลรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่คอยตรวจตราความสงบเรียบร้อย คัดกรองและบันทึกข้อมูลการเข้า-ออกของบุคคลภายนอก และมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วบริเวณโครงการ ซึ่งช่วยให้ลูกบ้านมีความมั่นใจเมื่ออยู่อาศัยหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านมากขึ้น ข้อเสีย การซื้อบ้านใหม่  -ขยับขยายพื้นที่ลำบาก บ้านจัดสรรในโครงการต่าง ๆ มักจะมีการออกแบบแปลนบ้านมาตรฐานไว้อยู่แล้ว และในโครงการหนึ่งมักจะมีเพียงไม่กี่รูปแบบให้เลือก แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยของทุกครอบครัวได้อย่างครบถ้วน เพราะไม่ได้ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริงของครอบครัวนั้น ๆ โดยเฉพาะ นอกจากนี้เมื่อมีแผนขยายครอบครัวในอนาคตหากคิดจะขยับขยายหรือต่อเติมพื้นที่ใช้สอยเพิ่มก็เป็นเรื่องที่ลำบากและต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะที่ดินมีพื้นที่จำกัดและการต่อเติมต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิของเพื่อนบ้าน รวมทั้งต้องตรวจสอบข้อตกลง/ข้อกำหนดของโครงการบ้านจัดสรรที่ได้บัญญัติไว้อีกด้วย เช่น ห้ามตกแต่ง ต่อเติม ขยายรั้วนอกที่ดิน หรือทาสีฉูดฉาดภายในระยะเวลาที่กำหนด -วัดดวงกับนิติบุคคล และเพื่อนบ้านในอนาคต โครงการบ้านจัดสรรจะมีนิติบุคคลเป็นตัวแทนหมู่บ้านคอยจัดประชุมตามวาระต่าง ๆ รักษาความสงบเรียบร้อยในการใช้งานทรัพย์สินส่วนกลาง และควบคุมการบังคับใช้กฎระเบียบของสมาชิกในหมู่บ้านเพื่อสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงถือว่ามีบทบาทสำคัญและส่งผลต่อการอยู่อาศัยไม่น้อย หากเป็นโครงการอสังหาฯ จากผู้ประกอบการรายกลางหรือรายเล็กอาจมีการคัดเลือกทีมนิติบุคคลจากผู้อยู่อาศัยขึ้นมาเป็นตัวแทนในการดูแลบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ แทนลูกบ้าน ซึ่งอาจจะไม่มีประสบการณ์บริการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบได้เทียบเท่าบริษัทรับบริหารนิติบุคคลมืออาชีพแน่นอน   นอกจากนี้ การเลือกซื้อบ้านใหม่ในโครงการบ้านจัดสรรจะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาใหม่จะมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างไร หากต้องเผชิญปัญหากระทบกระทั่งระหว่างเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถตกลงกันได้ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย ถ้านิติบุคคลไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหาให้จบด้วยดีได้ ก็เป็นอีกความท้าทายที่หลายคนไม่อยากเผชิญแน่นอน ข้อดี การสร้างบ้านเอง -ได้บ้านตรงตามอุดมคติ ออกแบบได้ในสไตล์ที่ถูกใจ การสร้างบ้านเองช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีความผูกพันกับบ้านและเพิ่มความภูมิใจเมื่อเป็นเจ้าของมากขึ้น เนื่องจากได้มีส่วนร่วมด้วยตนเองตั้งแต่การออกแบบบ้านในฝันออกมาเป็นรูปเป็นร่างเพื่อให้สถาปนิกเขียนแบบแปลน การเลือกออกแบบในสไตล์ที่ชอบ การคัดสรรวัสดุที่ใช้ รวมไปถึงเลือกผู้รับเหมาด้วยตัวเอง สามารถวางแผนตกแต่งในสไตล์ที่ชอบได้ตั้งแต่แรก ซึ่งจะลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทที่ตามมาในภายหลังได้ นอกจากผู้บริโภคที่สนใจสร้างบ้านเองจะได้บ้านใหม่ตรงตามที่วาดฝันและแน่นอนว่าบ้านนี้จะตอบโจทย์การอยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของสมาชิกในครอบครัวได้ครบถ้วนที่สุด -ได้บ้านในทำเลที่โดนใจ ท่ามกลางเพื่อนบ้านที่รู้ใจ ทำเลที่ตั้งของที่อยู่อาศัยมีผลต่อการตัดสินใจซื้อไม่น้อย แม้หลายโครงการบ้านจัดสรรจะมีระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันแต่หากอยู่ในทำเลที่ไม่ดี เดินทางไม่สะดวกก็ถือว่าไม่ตอบโจทย์มากพอ เมื่อเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่มีการพัฒนาความเจริญในหลายด้านย่อมทำให้ทำเลทองบางแห่งมีราคาสูงตามไปด้วย หรือทำเลที่ดีบางแห่งอาจมีขนาดพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาเป็นโครงการอสังหาฯ ขนาดใหญ่ ดังนั้นการที่ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อที่ดินในทำเลที่ดีและเป็นมงคลตามความเชื่อมาเก็บไว้ก่อนที่จะดำเนินการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยในอนาคตจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากที่ดินจะมีมูลค่าเพิ่มเรื่อย ๆ แม้จะเก็บไว้เป็นเวลานาน นอกจากนี้การสร้างบ้านในที่ดินตนเองทำให้รู้ว่าเพื่อนบ้านของเราเป็นใครบ้าง มีอุปนิสัยหรือประกอบอาชีพอะไร เพื่อประเมินสถานการณ์เบื้องต้นที่อาจเกิดขึ้นเมื่อย้ายเข้ามาอยู่อาศัย หรือหากใครมีที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียงกับบ้านญาติพี่น้องก็ถือเป็นข้อดี เพราะเมื่อก่อสร้างบ้านในที่ดินนั้นก็จะยิ่งเพิ่มความสบายใจและอุ่นใจ เมื่อได้อาศัยท่ามกลางเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกัน -ควบคุมคุณภาพบ้าน อัพเกรดความปลอดภัยได้ตามใจสั่ง การเลือกสร้างบ้านเองนั้นผู้บริโภคจะสามารถเลือกวัสดุที่ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้บ้านได้ด้วยตนเองได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่งานโครงสร้างจนถึงงานสถาปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัสดุที่มีค่าการต้านทานความร้อนสูง มีคุณสมบัติทนไฟ หรือเสริมระบบป้องกันปลวก เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาหรือเหตุไม่คาดฝันในอนาคต แม้แต่บ้านที่อยู่ในทำเลที่มีความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ก็สามารถเลือกใช้การก่อสร้างแบบใหม่ที่ช่วยให้บ้านแข็งแรงยิ่งขึ้นและทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวได้อีกด้วย นอกจากนี้ผู้อยู่อาศัยยังเลือกใช้เทคโนโลยีมาช่วยวางระบบความปลอดภัยในบ้านผ่านการติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบดักจับควัน ระบบดักจับการเคลื่อนไหวในบ้านเพิ่มเติมได้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามระดับความปลอดภัยที่ได้รับเพิ่ม แต่จะช่วยให้เจ้าของบ้านอุ่นใจว่าได้เสริมเกราะป้องกันให้บ้านปลอดภัยและสามารถรับมือกับภัยธรรมชาติและการโจรกรรมที่ไม่คาดคิดได้ดีขึ้นอีกระดับ ข้อเสีย การสร้างบ้านเอง -เสี่ยงดวงกับผู้รับเหมา ต้องมีความรู้เรื่องก่อสร้าง การจ้างผู้รับเหมาถือเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ของคนสร้างบ้าน เพราะไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่างานที่ได้จะออกมามีคุณภาพตามที่คิดหรือไม่ เนื่องจากการอ่านรีวิวสร้างบ้านตามสื่อต่าง ๆ อาจไม่สามารถนำมาวัดผลหน้างานจริงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเมื่อเกิดปัญหาจุกจิกระหว่างการก่อสร้าง เจ้าของบ้านจะเรียกร้องให้ช่างแก้ไขได้มากน้อยเพียงใด หากเจ้าของบ้านไม่มีความรู้เลยก็อาจเสียเปรียบหรือโดนหลอกโกงสเปกวัสดุได้ง่าย ๆ งานที่ได้อาจไม่มีคุณภาพมากเพียงพอเท่าราคาที่เสียไป ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรหมั่นศึกษาหาความรู้พื้นฐานเรื่องการก่อสร้างอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นแนวทางในตรวจเช็กเอกสาร สเปกวัสดุ ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในเอกสารแสดงรายการวัสดุและค่าใช้จ่าย (Bill of Quantities หรือ BOQ) เพื่อป้องกันการเสียรู้ให้ผู้รับเหมาในเบื้องต้น และต้องตกลงรายละเอียดงานและสัญญาว่าจ้างให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดในภายหลัง -เสี่ยงงบบานปลาย ต้องวางแผนการเงินอย่างดี การเลือกสร้างบ้านเองนั้นแม้จะได้บ้านที่ถูกใจมากกว่า แต่แน่นอนว่าย่อมแลกกับการที่ต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นทั้งในส่วนค่าที่ดิน ค่าออกแบบแปลน ค่าสถาปนิก ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรงผู้รับเหมา รวมถึงค่าตกแต่งเพื่อความสวยงาม หากผู้บริโภคไม่มีประสบการณ์ในการรับมือปัญหาเหล่านี้ หรือไม่มีการวางแผนทางการเงินที่รัดกุมเพียงพออาจนำไปสู่ปัญหางบบานปลาย คุมค่าใช้จ่ายไม่อยู่ เนื่องจากค่าวัสดุอุปกรณ์มีการปรับเปลี่ยนตามเกรดและอาจมีการเบิกค่าใช้จ่ายที่ผู้รับเหมาไม่ได้แจ้งล่วงหน้า หากไม่กำหนดเพดานค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนหรือสำรองเงินไว้เพียงพอ อาจเกิดปัญหาในภายหลังได้ ดังนั้น การเลือกทำบัญชีรายรับ–รายจ่ายเพื่อบันทึกค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่วางแผนมีบ้านจนเริ่มก่อสร้าง และอัพเดตงบประมาณที่ตั้งไว้ตลอดเพื่อประมาณการค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างได้ดีขึ้น   อย่างไรก็ตาม การมีบ้านเป็นของตัวเองนั้นไม่ว่าจะเลือกซื้อบ้านใหม่หรือสร้างบ้านเอง ผู้บริโภคต้องคำนึงเสมอว่าความต้องการของผู้อยู่อาศัยคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่าการพิจารณางบประมาณที่มีให้เหมาะสมกับการซื้อหรือสร้างบ้านก็เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน     ภาพประกอบ
ยอดโอนคอนโดต่างชาติปี 63 ต่ำสุดรอบ 3 ปี  ปิดตัวเลขแค่ 8,285 ยูนิต

ยอดโอนคอนโดต่างชาติปี 63 ต่ำสุดรอบ 3 ปี ปิดตัวเลขแค่ 8,285 ยูนิต

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เคยมีส่วนสำคัญ ต่อการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ในกลุ่มตลาดคอนโดมิเนียมไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ที่บางโครงการมียอดซื้อขายจนเต็มโควตาสัดส่วน 49% ของโครงการ แต่ปัจจุบันตัวเลขหดหายจนเป็นศูนย์ในบางโครงการ เพราะไม่สามารถเดินทางเข้ามาซื้อขายได้ ส่วนโครงการที่ซื้อไปก่อนหน้าก็ยังคงชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ออกไปก่อน   โควิด-19 ทำยอดโอนลดลงกว่า 61% ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) รายงานสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์คอนโด (คอนโดมิเนียม) ของคนต่างชาติ ทั่วประเทศปี 2563 ที่ผ่านมา​ พบว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563 ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดคอนโด​ที่ขายให้กับคนต่างชาติ  เนื่องจากได้มีการล็อกดาวน์การเดินทางเข้า-ออกประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติ ทำให้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 เป็นช่วงที่มีการเคลื่อนไหวในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดเพียง 1,162 ยูนิต โดยลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562  อัตรา 61.1% และมีมูลค่าลดลงเหลือ 5,073 ล้านบาท หรือลดลง 54.3%   ต่อมา ในไตรมาสที่ 3-4 สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยเป็นผลมาจากความพยายามแก้ปัญหาของผู้ประกอบการ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติสามารถทำการรับโอนกรรมสิทธิ์คอนโดที่สร้างเสร็จพร้อมโอนได้ โดยเพิ่มเป็น 1,885 ยูนิต มูลค่ารวม 9,381 ล้านบาทในไตรมาส 3 และจำนวน 2,592 ยูนิต มูลค่ารวม 12,730 ล้านบาท ในไตรมาสสุดท้าย ส่งผลให้ทั้งปี 2563 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 8,285 ยูนิต มูลค่า 37,716 ล้านบาท  โดยจำนวนยูนิตต่ำกว่าปี 2562  35.3% และมูลค่าลดลง 25.5%   แผนภูมิแสดงจำนวนยูนิตและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติทั่วประเทศ รายไตรมาส   ที่มา :     กรมที่ดิน รวบรวมประมวลผลโดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   แผนภูมิแสดงจำนวนยูนิตและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติทั่วประเทศ รายปี ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมประมวลผลโดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สัดส่วนต่างชาติต่ำสุดในรอบ 3 ปีเหลือ 6.8% ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติ เทียบกับคนไทย พบว่า ในปี 2561 คนต่างชาติเคยมีสัดส่วนการโอนกรมมสิทธิ์คิดเป็น 10.1% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วน 16.3% ของมูลค่าทั้งหมด ต่อมาในปี 2562 มีสัดส่วนลดลงเหลือ 9.9% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และ 15.5% ของมูลค่าทั้งหมด และมีสัดส่วนต่ำสุด เหลือเพียง 6.8% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และ 12.1% ของมูลค่าทั้งหมดในปี 2563   ระดับราคาคอนโดที่คนต่างชาติมีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2561 – 2563) ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท และราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท โดยทั้งสองระดับราคาจะมีสัดส่วนจำนวนยูนิตใกล้เคียงกันคือ 23.2% และ 23.0% ตามลำดับ แต่เมื่อพิจารณาด้านมูลค่าการโอน พบว่า คอนโดระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท จะมีสัดส่วนมูลค่าสูงสุดถึง 28.5%   สัดส่วนจำนวนยูนิตและมูลค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2561 – 2563) แยกตามระดับราคาคอนโด ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมประมวลผลโดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กทม.เมืองหลักต่างชาติซื้อคอนโด จังหวัดที่มีจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติมากที่สุดในปี 2563 ใน 10 ลำดับแรก ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนยูนิตรวมกันมากถึง  99.7% และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมกันมากถึง  99.8% ส่วนที่เหลืออีก 20 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนยูนิตเพียง 0.3% และสัดส่วนมูลค่ารวมกัน 0.2% 3 จังหวัดแรกที่มีการโอนกรรมสิทธ์ของคนต่างชาติมากที่สุด ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนยูนิตมากถึง 57.1% และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนมากถึง 73.5% เกินกว่าครึ่งหนึ่งของการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติทั่วประเทศ 2.จังหวัดชลบุรี มีสัดส่วนจำนวนยูนิต  24.9% แต่มีสัดส่วนมูลค่า 14.2 3.จังหวัดภูเก็ต มีสัดส่วนจำนวนยูนิตเพียง  4.7% แต่มีสัดส่วนมูลค่า  4.6%   จังหวัดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมากที่สุด 10 ลำดับแรก (เรียงตามจำนวนยูนิตปี 2563) ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมประมวลผลโดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชาวจีนครองแชมป์สัดส่วนโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด สัญชาติของคนต่างชาติที่ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมากที่สุด 10 อันดับแรก ในปี 2563 เปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งสัญชาติของคนต่างชาติของทั้งสองปีมีรายชื่อ 10 ประเทศที่เหมือนกัน โดยอันดับแรก เป็นชาวจีน ซึ่งเป็นคนต่างชาติที่มีการรับโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมากที่สุด โดยในปี 2562 มีสัดส่วนการโอน 59.6% ของจำนวนยูนิต และเพิ่มสัดส่วนเป็น 63.4% ในปี 2563 อันดับสอง เป็นชาวรัสเซีย มีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563 4.7% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด แต่ลดลงจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วน 6.2% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด อันดับสาม เป็นชาวฝรั่งเศส สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563  3.4% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วน  3.1% อันดับสี่ เป็นชาวสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563  3.1% ของจำนวนยูนิต สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วน 3.0% อันดับห้า เป็นชาวเยอรมัน สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2563  2.5% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วน  2.2% ตารางแสดงสัญชาติคนต่างชาติที่มีการรับโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมากที่สุดในปี 2562 - 2563 ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมประมวลผลโดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์    
ตรวจชีพจร ธุรกิจก่อสร้าง และ  โอกาสทางธุรกิจใน New Normal

ตรวจชีพจร ธุรกิจก่อสร้าง และ โอกาสทางธุรกิจใน New Normal

ภาคการก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และครัวเรือน​โดยใน ปี 2563 การลงทุนภาคก่อสร้างมีมูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนใน GDP สูงถึง 8.4% การเปลี่ยนแปลงในเซ็กเมนต์ต่าง ๆ ทั้งงานโยธา งานอาคาร และงานเฉพาะด้าน กระทบกับห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ทั้งธุรกิจเหมืองแร่ งานออกแบบ การจัดหาแรงงาน/การจ้างงาน การผลิต/จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจเฟอรน์นิเจอร์ รวมถึงสถาบันการเงิน เป็นต้น   ขณะเดียวกัน ยังเป็นเครื่องมือ สำคัญของภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2561-2563) ธุรกิจก่อสร้างมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2.4% ต่อปี แม้ในปี 2563 ธุรกิจได้รับผลกระทบจากภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ภาพรวมขยายตัวได้ในระดับที่น่าพอใจ ท่ามกลางภาวะะถดถอยทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการก่อสร้างภาครัฐยังคงเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง แต่ในส่วนของการก่อสร้างภาคเอกชนกลับหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแตปี 2558 ภาพรวมธุกิจปี 2563 การลงทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้น 2.2% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการก่อสร้างภาครัฐที่ยังสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 5.7% ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชน หดตัว 2.2% ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะงานก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย (Dwellings) ที่มีสัดส่วน 52% ของมูลค่างานก่อสร้างภาคเอกชน หดตัวมากถึง 6.7% ภาวะซบเซาของภาคอสังหาฯ ส่งผลให้งานก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยภาคเอกชนหดตัว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในปี 2564 การลงทุนก่อสร้างมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 4.1% เร่งตัวขึ้นจาก 2.2% ในปี 2563 ตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ โดยเพิ่มขึ้นจากการ ก่อสร้างภาครัฐซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่อเนื่องในพื้นที่ EEC รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในภูมิภาค และงานก่อสร้าง ภาคเอกชนบางส่วนที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเช่นการก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบเนื่องจาก Developer ส่วนใหญ่หันไปพัฒนาบ้านจัดสรรกันมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มี ข้อจำกัดด้านพื้นที่และราคาที่ดินไม่มากเท่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งโครงการ คอนโดมิเนียมบริเวณแนวสถานีรถไฟฟ้าบางส่วนที่ Developer เลื่อนการก่อสร้าง มาจากปี 2563   -งานก่อสร้างภาครัฐยังเป็นเป้าหมายหลักของผู้รับเหมา เนื่องจากยังมีแนวโน้มเติบโตตามการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายลงทุนของงบประมาณประจำปี 2564 ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนให้การลงทุนก่อสร้างภาครัฐเพิ่มขึ้น 4.9% อย่างไร ก็ดี เซ็กเมนต์นี้ อาจจะต้องมองหาล่ทูางเพื่ออกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพา งานก่อสร้างภาครัฐเพียงด้านเดียว เพราะงานภาครัฐก็มีความเสี่ยงจากความ ล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับกระแสเงินสด   -งานก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างเปราะบาง  ประมาณ 3.0%ในปี 2564 แต่ยังมีมูลค่าต่ำเมื่อเทียบกับปี 2561-2562 เพราะธุรกิจที่อยู่อาศัย ภาคเอกชนซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน (driver) หลักต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว รวมถึงการ ก่อสร้างในกล่มุธุรกิจโรงแรมใหม่ ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งจำเป็นต้องรอแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐที่จะช่วยฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่หดตัวรุนแรง ต่อเนื่องทุกไตรมาส ทั้งอาคารที่อยู่อาศัย และไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ดังนั้น  เซ็กเมนต์​นี้ อาจต้องใช้ระยะเวลานานกว่า ปี 2565 ที่จะกลับไปอยู่ในระดับที่ ใกล้เคียงกับช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 ผลประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง นอกจากภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 ที่กดดันผลประกอบการ ผู้รบัเหมาก่อสร้างงานอาคารภาคเอกชนแล้วผู้รบัเหมางานก่อสร้างภาครัฐยังได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของการอนุมัติวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจาปี 2563-2564 จนมีการเลื่อนประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ รวมถึงปัญหาความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณในการก่อสร้าง ส่งผลต่อการดำเนินงานของผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งระบบ   -หากพิจารณาผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 35 ราย (แบ่งเป็น จดทะเบียนใน SET 26 ราย และ mai 9 ราย) พบว่าในปี 2563 มีรายได้รวม 206,236 ล้านบาท ลดลง 6.6%(YoY) ผู้ประกอบการ 74% ประสบปัญหาใน การดำเนินธุรกิจ สะท้อนจากรายได้ที่ลดง ผลกำไร/อัตรากำไรสุทธิที่ลดลง หรือผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนใน mai ทุกราย ประสบปัญหาด้านผลการดำเนินงาน โดยรวมแล้ว ผู้ประกอบการ ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนมีสัดส่วนสูงถึง 37% เพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2562 และความสามารถในการทำกำไร (วัดจากอัตรากำไรสุทธิ) ส่วนใหญ่แนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่ผลกระทบของ โควิด-19 เกิดขึ้นในวงกว้าง จึงคาดว่าผลการดำเนินงานของกล่มุผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็คงประสบปัญหาไม่แตกต่างกัน   -แต่สิ่งที่น่ากังวลมากไปกว่าน้ัน คือ ผลการดำเนินงานและความสามารถในการ ทำกำไรของผู้ประกอบการที่ลดลง ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ และทาให้คุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในธุรกิจก่อสร้าง ด้อยลงตามไปด้วย ผลประกอบการจำแนกตามขนาดรายได้ เมื่อจำแนกผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามขนาดรายได้ จะพบว่า ในปี 2563 ทุกกลุ่มประสบปัญหาด้านรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ < 1,000 ล้านบาท ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ทั้งด้านรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และ ความสามารถในการชำระหนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม > 1,000 ล้านบาท แม้รายได้ ลดลง แต่เนื่องจากส่วนใหญ่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งด้านความชำนาญ ด้านชื่อเสียง และด้านต้นทุน เนื่องจากมีอายุกิจการยาวนานกว่า ทำให้มีความสามารถ ในการทำกำไรสูงกว่าภาพรวม และในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา กลุ่ม 1,000-5,000 ล้านบาท ยังคงมีความโดดเด่นด้านความสามารถในการทำกำไร และความสามารถในการชำระหนี้ อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์สินเชื่อและคุณภาพหนี้ธุรกิจก่อสร้าง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คุณภาพสินเชื่อธุรกิจก่อสร้าง​โดยรวมเริ่มด้อยลง โดยเฉพาะ ในกลุ่มงานโยธาซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้างภาครัฐ มีสัดส่วน Non-Performing Ratio เร่งตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับกลุ่มงานก่อสร้างเฉพาะด้าน ขณะที่คุณภาพสินเชื่อผู้รับเหมางานอาคารทรงตัวอยู่ในระดับสูง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย NonPerforming Ratio ของสินเชื่อธุรกิจในระบบธนาคารพาณิชย์   คุณภาพสินเชื่อธุรกิจก่อสร้าง: ณ สิ้นไตรมาส 4/2563 ยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อแก่ธุรกิจก่อสร้างในระบบธนาคารพาณิชย์มีมูลค่ารวม 280,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% (YoY) โดยเพิ่มขึ้นในกลุ่มงานโยธา (Civil engineering) และกลุ่มงานก่อสร้างเฉพาะด้าน (Specialized construction) ขณะที่กลุ่มงานก่อสร้างงาน อาคาร (Construction of buildings) หดตัวลงตามภาวะซบเซาของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเมื่อพิจารณาด้านคุณภาพสินเชื่อ พบว่า ธุรกิจก่อร้างมีสัดส่วน Non-Performing Ratio ณ สิ้นไตรมาส 4/2563 อยู่ที่ระดับ 7.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ย Non-Performing Ratio ของสินเชื่อธุรกิจโดยรวม (ไม่รวมสินเชื่ออุปโภคบริโภค ส่วนบุคคล & กิจกรรมทางการเงิน และการประกันภัย) ในช่วง 7 ปี (ปี 2557-2563) ที่ระดับ 4.0% คุณภาพหนี้สินเชื่อธุรกิจก่อสร้างโดยด้อยกว่าคุณภาพหนี้สินเชื่อธุรกิจโดยรวม และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วน Non-Performing Ratio เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 6.9% และ 7.7% ในไตรมาส 4/2562 และ ไตรมาส 4/2563 ตามลำดับ ส่วนใหญ่เกิดจากสินเชื่อผู้รับเหมางานอาคารและงานเฉพาะด้านที่เร่งตัวขึ้นโดยเฉพาะ กลุ่มผู้รับเหมางานอาคารที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุดในกลุ่ม จากภาวะตลาดที่หดตัวต่อเนื่องในช่วง 2 ปี ที่ ผ่านมา ขณะเดียวกัน ในปี 2563 NonPerforming Ratio สินเชื่องานโยธาก็เร่งตัวขึ้นสูง (เฉลี่ย 7.1%) ใกล้เคียงงานเฉพาะด้าน เทียบกับช่วงก่อนหน้า (ปี 2557-2561) ที่มีค่าฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% และต่ำที่สุดในกลุ่มก่อสร้าง New Normal ของธุรกิจก่อสร้าง ในช่วงก่อนหน้านี้ เราเห็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่หลายรายหันไปสร้างโอกาส ในธุรกิจอื่น เช่นเดียวกับผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่อยู่ในธุรกิจพลังงาน ธุรกิจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการเงิน ตัวอย่างของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ บมจ.ช.การช่าง (CK) ลงทุนผ่าน บริษัทลูกในธุรกิจทางด่วนและรถไฟฟ้า ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ธุรกิจผลิต จำหน่ายน้าประปา และบริหารจัดการน้าเสีย บมจ.พรีบิลท์ (PREB) ลุงทุนครบวงจร จากงานรับเหมาก่อสร้างสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ลงทุนในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผลิตภัณฑ์สิ่งก่อสร้าง และวัตถุดิบขั้นต้น เป็นต้น จากนี้ไป แรงกดดันจากภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ วิกฤตโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย และแนวโน้มข้อจำกัด/ความล่าช้าด้านงบประมาณภาครัฐ จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายกลางปรบั ตัวและหันไปหาโอกาสใน ธุรกิจอื่นกันมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ดี ในส่วนของธุรกิจเดิม จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจน เกิดโอกาสใหม่ที่เป็น New Normal ของธุรกิจ ก่อสร้าง ใน Segment ที่สามารถตอบสนอง Green Economy, Health/Aging Society และ วิถีWFH กระแส Green Economy เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy เป็นเป้าหมายของทั่วโลกรวมถึง ประเทศไทย ที่บรรจุอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Bio-CircularGreen Economy: BCG) ดังนั้นงานก่อสร้างภาครัฐและเอกชน ที่สามารถ สนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว จะเป็นที่ต้องการในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง ด้านพลังงานที่ไม่ใช้ฟอสซิล เช่น งานออกแบบ/ติดตั้งระบบพลังงานไฟฟ้าจาก แสงอาทิตย์ของภาคครัวเรือน (Solar Rooftop) และงานก่อสร้างภาครัฐที่ เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(CO2)/การสนับสนุนให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ งานออกแบบ/ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย/ขยะ และรวมไปถึงการผลิต/ใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงาน หรือเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม Health/Aging Society จากข้อมูลของกรมการปกครองพบว่า ณ สิ้นธันวาคม 2563 ประเทศไทยมี สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 18% ของจำนวนประชากร โดยรวม นอกจากนั้น หลายองค์กรประเมินว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเกิน 20% ในปี 2564 นี้ ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ขณะเดียวกันสภาพัฒน์ ประเมินว่า สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุของไทยในอีก 20 ปี ข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็น 31% นั่นหมายถึงโอกาสทางธุรกิจเพื่อรองรับความต้อง สินค้า/บริการของประชากรกลุ่มนี้ ดังนั้น การก่อสร้างหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ เกี่ยวข้องกับ Health/Aging Society จะเป็นที่สนใจของ Developer และ ครัวเรือนมากขึ้น เช่น การสร้าง/ปรับปรุงอาคารที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ วัสดุ/อุปกรณ์ก่อสร้าง และระบบ Automation ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแล สุขภาพ/การป้องกันเชื้อโรค และรวมไปถึงงานออกแบบ ที่สามารถตอบโจทย์การ เพิ่มขึ้นของคนกลุ่มนี้ เป็นต้น วิถี WFH บทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา องค์กรที่ยังอยู่รอดส่วนใหญ่ พบว่า Work from Home (WFH) นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำนักงานได้ระดับหนึ่งแล้ว บางองค์กรยังสามารถเพิ่ม Productivity ได้ด้วย และหลาย หน่วยงานได้ปรับปรุงสถานที่ลดความสำคัญของการทำงานที่ Office ลง ดังนั้น นอกจากงานปรับปรุงอาคารสำนักงานแล้ว งานปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็น Home Office เพื่อรองรับวิถี WFM ก็จะตามมามากขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสของ ผู้รับเหมารายย่อยที่ค่อนข้างเสียเปรียบในการเข้าไปรับงานในโครงการขนาด ใหญ่ รวมทั้งงานก่อสร้าง/ตกแต่งอาคารประเภท ประเภท Co-Working Space ที่สามารถตอบโจทย์ในยุคปัจจุบัน   งานก่อสร้างในภูมิภาค/ต่างประเทศ ที่ผ่านมาการแข่งขันในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่มีความ รุนแรง ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ใช้ความได้เปรียบด้านความชำนาญ ด้านชื่อเสียง และด้านต้นทุน เข้าไปรับงานในภูมิภาค ซึ่งแนวโน้มงานที่อยู่อาศัยใน ต่างจังหวัดโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบยังมีโอกาสขยายตัว เนื่องจากยังมี ปัจจัยหนุนด้านราคาที่ดิน และแนวโน้มมการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) ที่ได้แรงหนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ตลอดจนการออกไปรับงานในประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่ไม่มีประเด็นด้าน การเมือง เนื่องจากผู้รับเหมาของไทยส่วนใหญ่ดำเนินกิจการมาแล้วมากกว่า 10 ปี มีความชำนาญด้านการก่อสร้างเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะงานด้านก่อสร้างระบบ สาธารณูปโภคและด้านพลังงาน Our View: ชีพจรของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบทั้งภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์วิกฤต โควิด -19 และแนวโน้มข้อจำกัดด้านการคลังแล้ว ผู้รับเหมายังต้องแข่งขัน กันเองเพื่อให้ได้งานขนาดใหญ่ภายในประเทศ ได้ปรากฎผ่านเครื่องตรวจวัดด้าน ผลการดำเนินงาน และคุณภาพหนี้ ทำให้พบว่าการพึ่งพาธุรกิจเพียงด้านเดียว อาจไม่สามารถสร้างผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีประสบการณ์ที่ยาวนาน โดยเฉพาะการพึ่งพาเฉพาะโครงการภาครัฐ หรือ Focus เฉพาะพื้นที่ หรือการรับงาน/ ใช้เทคโนโลยีแบบเดิม ๆ โดยไม่ปรับตัวให้สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงหรือ ความต้องการในอนาคต   -ด้านการตลาด จากนี้ไปผู้รับเหมาต้องเพิ่มศักยภาพเพื่อไปรับงานต่างพื้นที่ หรือต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงการใช้วัสดุก่อสร้าง ให้สอดรับกับความต้องการใหม่ ๆ ทั้งนี้ งานก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อาจต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว หรือรอมาตรการภาครัฐที่จะช่วยฟื้นฟู ภาค อสังหาริมทรัพย์ แต่จะมีงานใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนอง Green Economy, Health/Aging Society และ Work from Home เพิ่มเข้ามามากขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายของผู้รับเหมาก่อสร้างในยุค New Normal   -ในส่วนขององค์กร เนื่องจากธุรกิจก่อสร้างเป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมมาก ทั้งในส่วนของการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซ CO2 ในชั้นบรรยากาศ เสียง ฝุ่น ขยะ/สิ่งของที่เกิดการการก่อสร้าง ดังนั้น เพื่อตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า นอกเหนือจากสามารถส่งมอบงานตรงเวลา ตรงตาม spec และเป็นไปตามระเบียบของทางการแล้ว ยังต้องครอบคลุมไปถึงความรับผิดชอบ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม(Environment) ด้าน สุขภาพ(Health) ความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน (work-site safety) รวมไปถึงบรรษัทภิบาล เพื่อให้องค์กรเป็นที่ยอมรับของสังคม   บทความโดย  : นายไตรวุฒิ นพรัตน์ นักวิเคราะห์ KrungthaiCompass