ข่าวอสังหาริมทรัพย์

 

ข่าวอสังหาริมทรัพย์แนะนำ

สิงห์ เอสเตท ปั้นแบรนด์สู่ความพรีเมียมระดับโลก เดินหน้าIPO ธุรกิจโรงแรมครั้งแรก

แม้จะก่อตั้งบริษัทมาได้เพียง 5 ปี แต่สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กลับสามารถโชว์ศักยภาพขยายธุรกิจไปไกลทั่วโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการก้าวขึ้นสู่ “Global Holding Company” ประกาศเดินหน้าธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ในนามบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรมแรมชั้นนำระดับนานาชาติ   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยว่า สำหรับสิงห์ เอสเตท ปัจจุบันมีธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสามส่วนหลัก ได้แก่   Residential ธุรกิจที่อยู่อาศัย ปัจจุบันที่มีทั้งหมด 21 โครงการ ซึ่งในปีนี้จะรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการ THE ESSE ASOK, Santiburi The Residences, Banyan Tree Residence Riverside Bangkok และ THE ESSE at SINGHA COMPLEX ที่จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ประมาณไตรมาส 3-4 ปีนี้   Commercial ธุรกิจอาคารสำนักงานทั้ง Prime Real Estate Investment Trust และอาคารสำนักงานให้เช่าอย่าง SINGHA COMPLEX ที่ตอนนี้มีพื้นที่ว่างเหลือเพียง 10%   Hospitality ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ทั้งที่เป็นเจ้าของแบรนด์เอง การซื้อแบรนด์มาบริหาร การเข้าไปบริหารจัดการให้ และการร่วมทุน ซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกกระจายอยู่ใน 5 ประเทศ 3 ภูมิภาคทั้งหมด 39 แห่งในปีนี้ (จากเดิม 37 แห่ง) รวมทั้งหมด 4,647 ห้อง   “สำหรับปี 2019 นี้ถือเป็นปีแห่งการเริ่มเก็บเกี่ยวที่สำคัญมากสำหรับ สิงห์ เอสเตท เพราะตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรเมื่อปี 2014 ก็มีการลงทุนเรื่อยมา จนในปีนี้จะเริ่มรับรู้รายได้เต็มจากการลงทุนทั้ง 3 ธุรกิจ ซึ่งเราสามารถทำทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทปี 2014 ที่แรกเริ่มนั้นมีมูลค่าสินทรัพย์รวม 9,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ 60,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 700% ซึ่งเป็นส่วนของธุรกิจโรงแรม 26,000 ล้านบาท”   หลังจากที่นำธุรกิจต่างๆ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยเริ่มจากบริษัทเนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) กองทรัสต์ Sprime สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน และล่าสุดกับธุรกิจ Hospitality อย่างบริษัทเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เน้นสินค้าที่เป็นพรีเมียมเท่านั้น และการขยายธุรกิจไปทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็จะทำให้ปี 2019 นี้ บริษัทฯ จะก้าวสู่ความเป็น Global Holding Company อย่างสมบูรณ์   นายเดิร์ก เดอ ไคย์เปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวถึงธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทว่า บริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท ในระดับพรีเมียมมอบความแตกต่างให้กับลูกค้าด้วยประสบการณ์การพักผ่อนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีและกิจกรรมอันหลากหลาย ใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ลงไปแล้วออกแบบมาเพื่อความยั่งยืน โดยเราให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางธุรกิจเพื่อการเติบโตและรักษาสมดุลในสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   ปัจจุบัน SHR มีโรงแรมทั้งหมด 39 แห่งกระจายอยู่ทั่วโลก เช่น สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส สหราชอาณาจักร และประเทศไทยโดยมีการแบ่งกลุ่มทรัพย์สินตามลักษณะการประกอบธุรกิจ ได้แก่   -โรงแรมที่บริษัทฯ บริหารจัดการเอง คือ โรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และ โรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย   -โรงแรมในสหราชอาณาจักร จำนวน 29 แห่ง ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Mercure และแบรนด์ Holiday Inn   -โรงแรม Outrigger ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมจำนวน 6 แห่งที่ดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ Outrigger   -โครงการ ครอสโรดส์ (CROSSROADS) เฟส 1 ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการบนเกาะจำนวน 3 เกาะ ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ประกอบด้วย โรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และโรงแรม Hard Rock Hotel Maldives รวมถึงศูนย์รวมการให้บริการ เพื่อการพักผ่อนและสิ่งบันเทิงในโครงการ Marina @ CROSSROADS และเกาะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโรงแรมอีก 1 เกาะ   มีอัตราการเข้าพักของแต่ละตลาดคือ ในสหราขอาณาจักร​ 71% ในประเทศไทย​ ประมาณ​ 76% และในตลาดต่างประเทศอื่นๆ​ เฉลี่ย​ 80% ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ในส่วนของมัลดีฟส์ โครงการยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง​ แต่ยอด​ Occupancy เฉลี่ยของตลาดอยู่ที่​ 70-71% ซึ่งคาดว่าเมื่อเริ่มเปิดดำเนินงาน​น่าจะมียอด​พอๆ​ กัน   ทั้งนี้มีแผนการพัฒนาแบรนด์ใหม่ “SAii” โดยจะเริ่มใช้ในโรงแรมแห่งใหม่ที่มีชื่อว่า “SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton” ที่ตั้งอยู่ในโครงการ CROSSROADSเฟส 1นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะทำให้สามารถทำธุรกิจโรงแรมระดับกลางค่อนไประดับบน (Upper Mid-scale) ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตซึ่งปัจจัยในการเลือกที่จะเข้าไปลงทุนในแต่ละสถานที่จะต้องประกอบไปด้วยการอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ทำเลของโครงการที่ดี งบในการพัฒนา​ สามารถพัฒนาแบบ​ Greenfield หรือพัฒนาแบบ​ Brownfieldและได้ตั้งเป้าในปี 2025 ว่าจะมีโรงแรม รีสอร์ทรวม 75 แห่งทั่วโลก   นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวปิดท้ายว่า SHR มีทุนจดทะเบียน 17,000 ล้านบาท โดยชำระไปส่วนหนึ่งแล้ว 1 หมื่นล้าน โดยธุรกิจโรงแรมนี้ถือเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนที่สร้างรายได้แบบต่อเนื่องหรือที่เรียกว่า recurring income ให้กับสิงห์ เอสเตท โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา SHR ถือเป็นหนึ่งในรายได้หลักคิดเป็น 1 ใน 3 สิงห์ เอสเตท โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา รายได้นับเป็น 40% ของรายได้ทั้งหมดของ Singha Estateจากการให้เช่าโรงแรม รีสอร์ท 37 แห่งทั่วโลก   “การนำเอา SHR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็เพื่อสร้างเสถียรภาพให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกับองค์กร ทำให้เป็นแหล่งระดมทุนที่มีศักยภาพ เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการขยายทางธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ด้านกลยุทธ์ในการเติบโตต่อไป”   ขณะนี้ได้ทำการยื่น Filing กับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม โดยวางแผนเสนอขายหุ้นIPO ทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนไม่เกิน 40% ของทุนชำระแล้ว ซึ่งจะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ใน SHRไม่ต่ำกว่า 51% และคาดว่าจะสามารถเปิดเทรดในตลาดได้ประมาณไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ สามารถตรวจสอบรายละเอียดของการเสนอขายหลักทรัพย์จากแบบรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ได้ทาง www.sec.or.th และ www.shotelsresorts.com      

ข่าวอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด

1 2 3 ... 143
สิงห์ เอสเตท ปั้นแบรนด์สู่ความพรีเมียมระดับโลก เดินหน้าIPO ธุรกิจโรงแรมครั้งแรก

สิงห์ เอสเตท ปั้นแบรนด์สู่ความพรีเมียมระดับโลก เดินหน้าIPO ธุรกิจโรงแรมครั้งแรก

แม้จะก่อตั้งบริษัทมาได้เพียง 5 ปี แต่สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กลับสามารถโชว์ศักยภาพขยายธุรกิจไปไกลทั่วโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการก้าวขึ้นสู่ “Global Holding Company” ประกาศเดินหน้าธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ในนามบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรมแรมชั้นนำระดับนานาชาติ   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยว่า สำหรับสิงห์ เอสเตท ปัจจุบันมีธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสามส่วนหลัก ได้แก่   Residential ธุรกิจที่อยู่อาศัย ปัจจุบันที่มีทั้งหมด 21 โครงการ ซึ่งในปีนี้จะรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการ THE ESSE ASOK, Santiburi The Residences, Banyan Tree Residence Riverside Bangkok และ THE ESSE at SINGHA COMPLEX ที่จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ประมาณไตรมาส 3-4 ปีนี้   Commercial ธุรกิจอาคารสำนักงานทั้ง Prime Real Estate Investment Trust และอาคารสำนักงานให้เช่าอย่าง SINGHA COMPLEX ที่ตอนนี้มีพื้นที่ว่างเหลือเพียง 10%   Hospitality ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ทั้งที่เป็นเจ้าของแบรนด์เอง การซื้อแบรนด์มาบริหาร การเข้าไปบริหารจัดการให้ และการร่วมทุน ซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกกระจายอยู่ใน 5 ประเทศ 3 ภูมิภาคทั้งหมด 39 แห่งในปีนี้ (จากเดิม 37 แห่ง) รวมทั้งหมด 4,647 ห้อง   “สำหรับปี 2019 นี้ถือเป็นปีแห่งการเริ่มเก็บเกี่ยวที่สำคัญมากสำหรับ สิงห์ เอสเตท เพราะตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรเมื่อปี 2014 ก็มีการลงทุนเรื่อยมา จนในปีนี้จะเริ่มรับรู้รายได้เต็มจากการลงทุนทั้ง 3 ธุรกิจ ซึ่งเราสามารถทำทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทปี 2014 ที่แรกเริ่มนั้นมีมูลค่าสินทรัพย์รวม 9,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ 60,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 700% ซึ่งเป็นส่วนของธุรกิจโรงแรม 26,000 ล้านบาท”   หลังจากที่นำธุรกิจต่างๆ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยเริ่มจากบริษัทเนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) กองทรัสต์ Sprime สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน และล่าสุดกับธุรกิจ Hospitality อย่างบริษัทเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เน้นสินค้าที่เป็นพรีเมียมเท่านั้น และการขยายธุรกิจไปทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็จะทำให้ปี 2019 นี้ บริษัทฯ จะก้าวสู่ความเป็น Global Holding Company อย่างสมบูรณ์   นายเดิร์ก เดอ ไคย์เปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวถึงธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทว่า บริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท ในระดับพรีเมียมมอบความแตกต่างให้กับลูกค้าด้วยประสบการณ์การพักผ่อนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีและกิจกรรมอันหลากหลาย ใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ลงไปแล้วออกแบบมาเพื่อความยั่งยืน โดยเราให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางธุรกิจเพื่อการเติบโตและรักษาสมดุลในสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   ปัจจุบัน SHR มีโรงแรมทั้งหมด 39 แห่งกระจายอยู่ทั่วโลก เช่น สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส สหราชอาณาจักร และประเทศไทยโดยมีการแบ่งกลุ่มทรัพย์สินตามลักษณะการประกอบธุรกิจ ได้แก่   -โรงแรมที่บริษัทฯ บริหารจัดการเอง คือ โรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และ โรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย   -โรงแรมในสหราชอาณาจักร จำนวน 29 แห่ง ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Mercure และแบรนด์ Holiday Inn   -โรงแรม Outrigger ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมจำนวน 6 แห่งที่ดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ Outrigger   -โครงการ ครอสโรดส์ (CROSSROADS) เฟส 1 ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการบนเกาะจำนวน 3 เกาะ ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ประกอบด้วย โรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และโรงแรม Hard Rock Hotel Maldives รวมถึงศูนย์รวมการให้บริการ เพื่อการพักผ่อนและสิ่งบันเทิงในโครงการ Marina @ CROSSROADS และเกาะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโรงแรมอีก 1 เกาะ   มีอัตราการเข้าพักของแต่ละตลาดคือ ในสหราขอาณาจักร​ 71% ในประเทศไทย​ ประมาณ​ 76% และในตลาดต่างประเทศอื่นๆ​ เฉลี่ย​ 80% ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ในส่วนของมัลดีฟส์ โครงการยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง​ แต่ยอด​ Occupancy เฉลี่ยของตลาดอยู่ที่​ 70-71% ซึ่งคาดว่าเมื่อเริ่มเปิดดำเนินงาน​น่าจะมียอด​พอๆ​ กัน   ทั้งนี้มีแผนการพัฒนาแบรนด์ใหม่ “SAii” โดยจะเริ่มใช้ในโรงแรมแห่งใหม่ที่มีชื่อว่า “SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton” ที่ตั้งอยู่ในโครงการ CROSSROADSเฟส 1นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะทำให้สามารถทำธุรกิจโรงแรมระดับกลางค่อนไประดับบน (Upper Mid-scale) ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตซึ่งปัจจัยในการเลือกที่จะเข้าไปลงทุนในแต่ละสถานที่จะต้องประกอบไปด้วยการอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ทำเลของโครงการที่ดี งบในการพัฒนา​ สามารถพัฒนาแบบ​ Greenfield หรือพัฒนาแบบ​ Brownfieldและได้ตั้งเป้าในปี 2025 ว่าจะมีโรงแรม รีสอร์ทรวม 75 แห่งทั่วโลก   นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวปิดท้ายว่า SHR มีทุนจดทะเบียน 17,000 ล้านบาท โดยชำระไปส่วนหนึ่งแล้ว 1 หมื่นล้าน โดยธุรกิจโรงแรมนี้ถือเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนที่สร้างรายได้แบบต่อเนื่องหรือที่เรียกว่า recurring income ให้กับสิงห์ เอสเตท โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา SHR ถือเป็นหนึ่งในรายได้หลักคิดเป็น 1 ใน 3 สิงห์ เอสเตท โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา รายได้นับเป็น 40% ของรายได้ทั้งหมดของ Singha Estateจากการให้เช่าโรงแรม รีสอร์ท 37 แห่งทั่วโลก   “การนำเอา SHR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็เพื่อสร้างเสถียรภาพให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกับองค์กร ทำให้เป็นแหล่งระดมทุนที่มีศักยภาพ เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการขยายทางธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ด้านกลยุทธ์ในการเติบโตต่อไป”   ขณะนี้ได้ทำการยื่น Filing กับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม โดยวางแผนเสนอขายหุ้นIPO ทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนไม่เกิน 40% ของทุนชำระแล้ว ซึ่งจะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ใน SHRไม่ต่ำกว่า 51% และคาดว่าจะสามารถเปิดเทรดในตลาดได้ประมาณไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ สามารถตรวจสอบรายละเอียดของการเสนอขายหลักทรัพย์จากแบบรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ได้ทาง www.sec.or.th และ www.shotelsresorts.com      
เปิดรายงานผลสำรวจตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2561 เหลือขายกว่า 1.5 แสนยูนิต

เปิดรายงานผลสำรวจตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2561 เหลือขายกว่า 1.5 แสนยูนิต

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจอุปทานและอุปสงค์ของโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561ในพื้นที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑล โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6ยูนิต   จากการสำรวจพบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 1,597 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 492,436 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560  7.7% มีมูลค่าโครงการรวม 1,977,836 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย   -โครงการบ้านจัดสรร 1,088โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 207,216 ยูนิต จำนวนยูนิตลดลงจากช่วงเดียวกันของปี2560  2.6% มีมูลค่าโครงการรวม 925,579 ล้านบาท   -โครงการคอนโดมิเนียม 509 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 285,220 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 16.8% มีมูลค่าโครงการรวม 1,052,257 ล้านบาท   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 มียูนิตเหลือขายจำนวน 154,765 ยูนิต หรือ 31.4% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 8.5% โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 86,113 ยูนิต หรือ 41.6% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.1% ส่วนโครงการคอนโดฯ มียูนิตเหลือขายจำนวน 68,652 ยูนิต หรือ 24.1% ของยูนิตในผังโครงการคอนโดฯ ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 10.3%   ภาพรวมจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล ช่วงครึ่งหลังปี 2561 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ทั้งโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯ มีอัตราการดูดซับของที่อยู่อาศัยโดยรวม 4.8% ต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีอัตราดูดซับ 4.6% โดยบ้านจัดสรรมีอัตราดูดซับ3.1% ต่อดือน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีอัตราดูดซับ 3.5% และคอนโดฯมีอัตราดูดซับ 6.5% ต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีอัตราดูดซับ 5.8% โดยมีรายละเอียดดังนี้   -โครงการบ้านจัดสรร ที่อยู่ในระหว่างการขายในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 1,088 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 207,216 ยูนิต มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 86,113 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 388,600 ล้านบาท (เทียบกับในช่วงครึ่งหลังปี 2560 มีจำนวน 1,135 โครงการ มียูนิตในผังโครงการ 212,780 ยูนิต และมียูนิตเหลือขาย 80,398 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 339,612 ล้านบาท)   ทั้งนี้  ยูนิตในผังโครงการทั้งหมด 207,216ยูนิต ส่วนใหญ่ 53.5% เป็นทาวน์เฮ้าส์ รองลงมา เป็นบ้านเดี่ยว 30.6% เป็นบ้านแฝด 12.2%  ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินเปล่า เมื่อแยกตามระดับราคา ยูนิตในผังส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงราคา 3.01– 5.00 ล้านบาท 33.7 % รองลงมา อยู่ในช่วงราคา 2.01– 3.00 ล้านบาท 29.0% อยู่ในช่วงราคาเกินกว่า 5ล้านบาทขึ้นไป  24.2% และราคาไม่เกิน2ล้านบาท 13.2%   แยกตามสถานะของการก่อสร้าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นยูนิตที่ก่อสร้างเสร็จจำนวน 128,224 ยูนิต คิดเป็น 61.9% ของยูนิตในผังทั้งหมด รองลงมาเป็นยูนิตที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจำนวน 44,522 ยูนิต คิดเป็น 21.5% และยูนิตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 34,470 ยูนิต คิดเป็น 16.6% โดยยูนิตที่ก่อสร้างเหลือขาย หรือบ้านว่างมีจำนวน 16,388 ยูนิต หรือ 12.8% ของยูนิตที่ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด ทำเลบ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ ที่ขายดีมากที่สุด5อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลสีลม-สาทร-บางรัก 2.ทำเลหลักสี่-ดอนเมือง-สายไหม-บางเขน 3.ทำเลพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ 4.ทำเลคลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง 5.ทำเลลาดพร้าว-วังทองหลาง-บางกะปิ   ทำเลบ้านจัดสรรในเขตปริมณฑลที่ขายดีมากที่สุด5อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลเมืองสมุทรสาคร 2.ทำเลบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง 3.ทำเลพุทธมณฑล-นครชัยศรี-สามพราน 4.ทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ 5.ทำเลกระทุ่มแบน-บ้านแพ้ว   โครงการคอนโดฯ ที่อยู่ในระหว่างการขายในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล มีจำนวน 509 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 285,220 ยูนิต มียูนิตห้องชุดเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 68,652 ยูนิต มูลค่ายูนิตเหลือขาย 260,856 ล้านบาท (เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีโครงการคอนโดฯ 449 โครงการ มียูนิตในผังโครงการ 244,293 ยูนิต มียูนิตเหลือขาย 62,240 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 209,044 ล้านบาท) ทั้งนี้ยูนิตในผังโครงการทั้งหมด 285,220 ยูนิต ส่วนใหญ่ 69.5% เป็นห้องชุดแบบหนึ่งห้องนอน รองลงมา 18.1% เป็นห้องแบบสตูดิโอ และ 11.8% เป็นแบบสองห้องนอน ที่เหลือเป็นแบบสามห้องนอนขึ้นไป   เมื่อแยกตามระดับราคายูนิตในผังโครงการส่วนใหญ่ 33.0% อยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท 28.9% อยู่ในช่วงราคา 2.01–3.00 ล้านบาท 19.6% อยู่ในช่วงราคา 3.01– 5.00 ล้านบาท ที่เหลืออีก 18.5% อยู่ในช่วงราคาเกินกว่า 5ล้านบาท แยกตามสถานะของการก่อสร้าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นยูนิตที่ก่อสร้างเสร็จจำนวน 136,490 ยูนิต คิดเป็น 47.9% ของยูนิตในผังทั้งหมด รองลงมาเป็นยูนิตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 106,702 ยูนิต คิดเป็น 37.4%และยูนิตที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจำนวน 42,028 ยูนิต คิดเป็น 14.7%   โดยยูนิตที่ก่อสร้างเหลือขาย หรือบ้านว่างมีจำนวน 18,176 ยูนิต หรือ 13.3% ของยูนิตที่ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดทำเลคอนโดฯในกรุงเทพฯ ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลสีลม-สาทร-บางรัก 2.ทำเลคลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง 3.ทำเลบางซื่อ-ดุสิต 4.ทำเลบึงกุ่ม-คันนายาว-สะพานสูง 5.ทำเลพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ   ทำเลคอนโดฯในเขตปริมณฑลที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลกระทุ่มแบน-บ้านแพ้ว 2.ทำเลเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก 3.ทำเลเมืองนครปฐม-กำแพงแสน-บางเลน-ดอนตูม 4.ทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ 5.ทำเลเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด    
“พฤกษา”เปิดขาย “รีเซล-อีคอมเมิร์ซ” เมื่อมาตรการรัฐไม่ได้ช่วยอะไร แต่ต้องทำเป้าให้ได้ 47,000 ล้าน

“พฤกษา”เปิดขาย “รีเซล-อีคอมเมิร์ซ” เมื่อมาตรการรัฐไม่ได้ช่วยอะไร แต่ต้องทำเป้าให้ได้ 47,000 ล้าน

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาดูเหมือนจะได้รับผลกระทบเต็มๆ จากมาตรการ LTV (Loan to Value) หรืออัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อหลักประกันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดว่าจะต้องวางเงินดาวน์ซื้ออสังหาริมทรัพย์อัตรา 10% ที่มีเป้าหมายสำคัญสกัดนักเก็งกำไรหรือบรรดานักลงทุน เพราะผลของมาตรการทำเอาตลาดอสังหาฯ​ ลงต่ำลงทั้งปริมาณและมูลค่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   โดยตลาดอสังหาฯ​ ในไตรมาสแรกที่ผ่านมามีมูลค่า 100,809 ล้านบาท ลดลง 18% จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 123,605 ล้านบาท ส่วนจำนวนยูนิตไตรมาสแรกปีนี้มีจำนวน 28,365 ยูนิต ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมามีจำนวน 30,616 ยูนิต     นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ไตรมาสแรกติดลบทั้งหมด เป็นผลจากกลุ่มนักเก็งกำไรชะลอตัวลง แต่ขณะเดียวกันภาพรวมตลาดก็มีความคึกคัก เกิดการเร่งการโอนกรรมสิทธิ์กันพอสมควร ส่งผลให้ภาพรวมของบริษัทมีอัตรการเติบโตทั้งรายได้ ยอดขายและกำไร   โดยบริษัททำกำไรสุทธิเติบโตถึง 96% อยู่ที่ 1,686 ล้านบาท สูงขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 862 ล้าน สร้างรายได้ 11,881 ล้านบาท เติบโตขึ้น 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 8,274 ล้านบาทและทำยอดขายได้ 11,178 ล้านบาท โดยบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ ช่วงไตรมาสแรก 32,443 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดขายรอรับรู้รายได้ในปี 2562 อยู่ที่ 17,834 ล้านบาท คิดเป็น 51% ของเป้ารายได้ที่เหลือของปี 2562 และยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ที่รองรับความมั่นคงของบริษัทไปอีกใน 2 ปีข้างหน้า มูลค่า 14,608 ล้านบาท และมีโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขายจำนวน 185 โครงการ มูลค่า 94,430 ล้านบาท   4 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ  ควาสำเร็จของพฤกษา ยังคงเป็นไปตาม 4 กลยุทธ์หลักสำคัญที่ดำเนินการมาโดยตลอด คือ 1.รักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจอสังหาฯ ด้วยการปรับปรุงคุณภาพ บริการ และการพัฒนาสินค้าที่ดี ซึ่งยังส่งผลทั้งภาพลักษณ์จากเดิมที่เป็นภาพลบในสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่เคยติดอันดับต้นๆ ปัจจุบันมาอยู่อันดับ 5 ในอัตรา 3% เท่านั้น 2.ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี จากการเปิดตัว The Living Application การบริการขายครบวงจร ส่งผลให้บริษัทเติบโตในช่องทางดิจิตอล 3.ควบคุมคุณภาพและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ 4.เพราะพันธุ์ความสำเร็จในอนาคตกับการสร้างโรงพยาบาลวิมุตที่จะเป็นรายได้ประจำในอนาคต   “สิ่งที่ขับเคลื่อนความสำเร็จ คือ Sales Excellence พฤกษามีทีมขาย มีดาต้าเบส ลูกค้ากว่าล้านรายชื่อเป็นลูกค้าแล้วกว่า 2 แสนรายชื่อ เรามีการใช้แมชชีนเลินนิ่งมาจับลูกค้าและวิเคราะห์ หรือการทำวินแบ็คแก้ปัญหาการกู้ปัจจุบันอัตราการปฎิเสธสินเชื่อต่ำมากอยู่ประมาณ 7-8% บริษัทยังมีพฤกษา เมมเบอร์ 18 18,180 ราย มีบริษัทพันธมิตรซึ่งเป็นตลาดลูกค้ากลุ่มบีทูบี 1,079 รายและยังมีมีโบรกเกอร์อีก ​120 บริษัทที่ช่วยในการขาย”   เปิดธุรกิจ รีเซล-อีคอมเมิร์ซ ขายผ่าน Shopee เพื่อสร้างความสำเร็จต่อเนื่องในช่วงเวลาที่เหลือและผลักดันเป้าหมายยอดขายในปีนี้ให้ได้ 53,000 ล้านบาท และเป้าหมยายรายได้มูลค่า 47,000 ล้านบาท พฤกษาจึงเปิดธุรกิจใหม่อีก 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจรีเซล (Resale & Rental) และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) เป็นการต่อยอดกลยุทธ์ Sale Excellence โดยธุรกิจรีเซลได้เปิดแบรนด์ DEAL เพื่อให้บริการด้านการซื้อ ขาย เช่าที่อยู่อาศัย เป็นการนำ Digital Platform มาใช้พัฒนาระบบ AI Matching เพื่อเลือกที่อยู่อาศัยให้ตรงใจกับความต้องการของลูกค้า พร้อมจัดทำระบบการบริหารจัดการยูนิตซื้อขาย บริหารข้อมูลต่างๆ ที่จะสามารถดึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง   ขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ได้ประเดิมทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการจับมือกับ Shopee ผู้นำด้านธุรกิจ E-Commerce ที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดเป็นอันดับ 1 นำเอาโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดฯ​มากกว่า 79 โครงการ จำนวน 547 ยูนิตจัดแคมเปญ Mid Year Sale โดยจะเริ่มจัดโปรโมชั่นในวันที่ 6 เดือน 6 เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าในการจองบ้านเพียง 6 บาท ผ่าน Shopee เท่านั้น   “วันนี้จะเปิดอีก 2 ช่องทางขาย เป็นการลุยเก็บทุกเม็ด คือ การทำรีเซล และขายอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์ม การเปิดตลาดจะกระตุ้นเรียลดีมานด์ในไตรมาส 2”   มาตรการภาครัฐ ไม่ได้ช่วยธุรกิจอสังหาฯ แม้ว่าในช่วงไตรมาส 2 นี้ ภาครัฐจะออกมาตรการมากระตุ้นตลาดอสังหาฯ ถึง 2 มาตรการคือ 1.การลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับซื้ออสังหาฯ ไม่เกิน 5 ล้านบาท 2.การลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าจดจำนอง เหลือ 0.01% สำหรับผู้ซื้ออสังหาฯ ไม่เกิน 1 ล้านบาทนั้น ดูเหมือนว่าในมุมมองของผู้บริหารพฤกษา เห็นว่าไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจอสังหาฯ​ เพราะมาตรการแรกนั้น เป็นเรื่องปลายเหตุ เพราะปัญหาจริงๆ อยู่ที่ความสามารถในการกู้ซื้อบ้านของประชาชน สิ่งที่ควรทำคือการช่วยให้ประชาชนสามารถกู้ซื้ออสังหาฯ ให้ได้ก่อน และค่อยหามาตรการมาช่วยเหลืออย่างอื่น มาตรการนี้จึงไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจอสังหาฯ ส่วนมาตการที่สองนั้น คงมีผู้ประกอบการไม่กี่รายที่ได้รับอานิสงค์นี้ และคงเป็นตลาดที่เล็กมากๆ เพราะปัจจุบันราคาที่ดินปรับสูงขึ้นจนทำให้ราคาบ้านสูงกว่าล้านบ้านแทบทั้งนั้นจึงเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงประเด็นเท่าที่ควร   “เรื่องของเศรษฐกิจและมาตรการแอลทีวีส่งผลต่อบรรยากาศและมู้ดของคนซื้อมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ มีผลกระทบส่วนหนึ่งต่อกลุ่มนักเก็งกำไรที่ลดลง แต่ตลาดก็ยังมีเรียลดีมานด์ ซึ่งมาตรการแอลทีวีมาไม่ถูกจังหวะ เพราะขณะนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกอยากให้มีการหามาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ มากกว่านี้”   มองตลาดอย่างไร เห็นอยู่แล้วว่าความต้องการคนไทยอยากมีบ้านยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทาวน์เฮ้าส์​ บ้านเดี่ยว คอนโดฯ เราอยากให้คนไทยมีบ้าน สองการเก็งกำไรลดลงไม่เป็นไร เราวิ่งสู้ฟัด กลยุทธ์พฤกษาเก็บทุกเม็ด เอาทุกคน เมื่อผลกระทบจากแอลทีวีตลาดมันสโลว์ดาวน์ ขายทุกช่องทาง เราต้องขยายฐานลูกค้าเข้าถึงเรียลดีมานด์ให้มากขึ้นเร็วขึ้นอาศัยความเก็งของทีมคนพฤกษา ดิจิตอลแพลตฟอร์ม ดาต้าเบสสิ่งที่เราสะสมมา   สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2 ผู้ประกอบการยังเหนื่อย เนื่องจากเป็นไตรมาสไม่เหมือนปีที่แล้ว เพราะมีวันหยุดยาวหลายกรณี แต่ความต้องการของตลาดยังมีอยู่ไม่มีปัญหาระดับเป็นฟองสบู่อสังหาฯ เหมือนที่มีความกังวล แต่อยากให้รัฐบาลช่วยต่อเนื่องให้พิจารณาอีกว่ามีมาตรการอะไรออกมาช่วยได้อีกบ้าง    
จากล้อม “ไม้ใหญ่” สู่แปลงปลูก “ผักสวนครัวหลังบ้าน” โปรเจ็กต์เติมเต็ม SANSIRI GREEN MISSION

จากล้อม “ไม้ใหญ่” สู่แปลงปลูก “ผักสวนครัวหลังบ้าน” โปรเจ็กต์เติมเต็ม SANSIRI GREEN MISSION

ถือเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับดีเวลลอปเปอร์ที่จำเป็นจะต้องตัดต้นไม้ เพื่อปรับปรุงพื้นที่เตรียมพัฒนาโครงการ แต่บ่อยครั้งที่จะพบประเด็นการถกเถียง หรือถึงขั้น “ขัดแย้ง” ระหว่างดีเวลลอปเปอร์กับคนในชุมชน เมื่อจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใหญ่ หรือต้นไม้ที่มีอายุยาวนานหลายสิบปีหรือหลักร้อยปี เพราะต้นไม้หลายต้นไม่ใช่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ แต่ต้นไม้ใหญ่บางต้นมีความสำคัญต่อจิตใจของคนในชุมชนด้วย   ทางออกที่มักหยิบมาใช้เป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งดีกว่าการ “ตัด” ต้นไม้นั้นไปเลย คือ การล้อมต้นไม้แล้วย้ายไปปลูกยังสถานที่อื่น หรือไม่ก็เอาเข้ามาปลูกภายในโครงการ สร้างแลนด์สเคปให้สวยงาม แถมยังรักษาต้นไม้ให้มีอายุต่อไปได้อีก ยิ่งในภาวะปัจจุบันเรื่องของพื้นที่สีเขียว มีความจำเป็นและสำคัญมากกว่าแค่ การทำตามมาตรฐาน EIA ( Environmental Impact Assessment Report ) หรือการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบกา รต้องจัดทำเท่านั้น   แต่ความสำคัญของพื้นที่สีเขียว คือ ถูกหยิบมาเป็น “จุดขาย” สำคัญของโครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียมไปแล้ว หลายโครงการชูเรื่องนี้อย่างชัดเจน ก็เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาโลกร้อน และปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทั้งโลก ผู้คนจึงต้องออกมาร่วมมือร่วมใจ เพื่อจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อ “มนุษย์โลก” อย่างเราๆ ทุกคนั้นเอง     สำหรับแสนสิริ ได้มีการกำหนด “SANSIRI GREEN MISSION” เป็นนโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งในการพัฒนา โครงการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว ซึ่งตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา แสนสิริมีแนวทางในการจัดการต้นไม้และพื้นที่สีเขียว คือ “เก็บ เลือก ปลูก รักษา” ได้แก่ การเก็บต้นไม้เดิมเพิ่มมูลค่า เก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิม ให้คงอยู่ในพื้นที่โครงการ การเลือกชนิด ขนาด ตำแหน่ง ตามความเหมาะสม เลือกชนิดพันธุ์ไม้ ความเหมาะสมของพื้นที่ และประโยชน์ของพันธุ์ไม้ต่อลูกบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นทีสีเขียวให้ลูกบ้านได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด   รวมถึงเน้นการเลือกต้นไม้จากป่าปลูก ตั้งแต่ยังเป็นต้นเล็ก เพื่อให้เติบโตอย่างแข็งแรงยั่งยืนไปพร้อมกับโครงการและลูกบ้าน   การปลูกถูกต้องตามหลักการเพื่อความยั่งยืน การใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การวางตำแหน่ง คำนวณระยะห่างและการค้ำยันต้นไม้ การรักษาและใส่ใจอย่างยั่งยืน การดูแลให้ต้นไม้สวยงามเป็นคุณค่าคู่โครงการตลอดไป   ตัวอย่างของการจัดการต้นไม้ขนาดใหญ่ อายุนานหลายสิบปีที่แสนสิริจัดการ เช่น โครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ที่เก็บต้นไม้อายุกว่า 50 ปีไว้ทั้งหมด 5 ต้นภายในสวนส่วนกลางที่มีพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร โครงการเวีย โบทานี กับการออกแบบอาคารให้โอบล้อมต้นจามจุรีอายุกว่า 80 ปี กระบวนการทั้งหมดถูกจัดทำขึ้นภายใต้โครงการ Sansiri Tree Story ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ในโครงการของแสนสิริ   จากการ “เก็บ เลือก ปลูก รักษา” ไม้ใหญ่ แสนสิริ เดินหน้าขับเคลื่อน SANSIRI GREEN MISSION ต่อกับโปรเจ็กต์ “Sansiri Backyard” (แสนสิริ แบคยาร์ด) กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการ ด้วยเพิ่มแปลงพืชผักสวนครัว กับการนำเอาพื้นที่ว่างเปล่ารอการพัฒนา หรือพื้นที่เปล่าของโครงการ มาทำให้เกิดประโยชน์ ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการมีผักสวนครัวปลดสารพิษ ให้กับลูกบ้าน หรือคนในชุมชนได้บริโภค เป็นการตอกย้ำแนวคิดเศรษฐกิหมุนเวียนที่ถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับแบรนด์แสนสิริ   นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ Sansiri Backyard เกิดมาจากความต้องการให้เมืองใหญ่ในประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการอยู่อาศัยยั่งยืนแห่งอนาคตที่คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวตลอดจนคนเมืองมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพกาย สุขภาพใจตามแนวคิด well-being มากขึ้น จากหลัก 3Gs ได้แก่   1.Green การสร้างประโยชน์จากพื้นที่ว่างอยู่กลางแจ้งหรือในอาคาร อยู่บนอาคารสูงหรือบ้านให้เป็นพื้นที่สีเขียว 2.Grow ปลูกผักและผลไม้ในรูปแบบฟาร์มผักบนพื้นที่ว่าง และสร้างความเป็นคอมมูนิตี้แบบยั่งยืนในเมืองใหญ่ด้วยการเปิดโอกาสให้พนักงาน ลูกบ้าน ชุมชนใกล้เคียงและผู้ที่สนใจได้ใช้เวลาร่วมกันในการปลูกผักและ 3.Give ผลผลิตบางส่วนที่ได้จากจะแบ่งปันต่อไปยังครอบครัวแสนสิริในโครงการที่มี Sansiri Backyard เช่น โรงเรียนรอบข้างพื้นที่ชุมชนข้างเคียงและคนทั่วไปที่ต้องการเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ดีแบบ well-being ตลอดจนพนักงานแสนสิริ นอกจากนี้ อาจจะจำหน่ายผลผลิตเพื่อนำเงินมอบให้กับหน่วยงานต่างๆ และยังแผนนำผลผลิตปลอดสารนี้ไปใช้ที่สิริ เฮาส์ (SIRI HOUSE) และโรงแรมเอสเคป หัวหินและเขาใหญ่ในอนาคตด้วย   โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมาแสนสิริได้เริ่มนำร่องใช้พื้นที่ว่างของโครงการต่างๆ 20 โครงการ ปลูกพืชผักสวนครัวไปบ้างแล้ว ทั้งพื้นที่ดาดฟ้าคอนโดฯ พื้นที่ส่วนกลาง ที่ว่างในอาคาร โดยผลผลิตได้ถูกแบ่งปันให้กับลูกบ้านภายในโครงการ แผนต่อไปจะนำพื้นที่ของโครงการ T77 และที่หัวหินมาจัดทำสวนผักหลังบ้านต่อไปด้วย   "ก่อนการพัฒนาโครงการจะต้องมีกระบวนการขออนุญาต การขออีไอเออย่างน้อยใช้ระยะเวลา 1 ปี จึงจะนำเอาพื้นที่ว่างมาปลูกผักก่อน เพราะผักจะมีอายุสั้นบางชนิดเพียง 30-45 วันก็เก็บกินได้ ก่อนหน้านี้แสนสิริได้เริ่มทำการศึกษาการปลูกผักมาก่อนแล้ว มีการแจกชุดปลูกให้พนักกงาน และเริ่มภายในออฟฟิศก่อน ต่อไปก็จะขยายไปยังพื้นที่รอการพัฒนา เช่น โครงการ T77 มีที่ดินกว่า 5 ไร่ที่รอการพัฒนาในระยะ 1 ปี และอีกกว่า 5 ไร่ รอการพัฒนาในระยะ 3-5 ปี”นางจริยา กล่าวในตอนท้าย"    
ทำอสังหาฯ ต้องแตกต่าง MQDC เปิด Whizdom Club พื้นที่สร้างแบรนด์หนีคู่แข่ง

ทำอสังหาฯ ต้องแตกต่าง MQDC เปิด Whizdom Club พื้นที่สร้างแบรนด์หนีคู่แข่ง

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทย์ใหญ่ คือ ทำอย่างไรให้ครองใจลูกค้าไว้ได้ นอกเหนือไปจาก เรื่องทำเลที่ตั้ง คุณภาพสินค้า และราคาที่คุ้มค่า การนำเรื่องบริการเข้ามาใส่ หรือการดูแลค้าที่ทำให้รู้สึกได้ถึง “ความคุ้มค่า” และมี “มูลค่าเพิ่ม” มากกว่า จึงเป็นสิ่งจำเป็นและไม่อาจละเลยได้ กลยุทธ์เรื่องของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM จึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ขาดไม่ได้เช่นกัน หรือแม้แต่การเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลสังคมรอบข้าง หรือการแบ่งปันให้กับผู้อยู่ร่วมกับสังคมโดยทั่วไปที่มักถูกเรียกว่ากิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ผู้ประกอบการก็ต้องทำควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้วยเหมือนกัน   MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็เป็นหนึ่งบริษัทที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม และการดูแลลูกบ้านให้ได้รับการบริการด้านต่างๆ ที่ดี ขณะเดียวกันยังต้องหาจุดขายของโครงการที่สามารถสร้างความแตกต่าง ไม่เหมือนกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่สงครามการค้าเดียวกัน เพื่อเป้าหมายสุดท้ายให้ผู้บริโภคเกิดความรักในแบรนด์นั่นเอง ล่าสุด MQDC จึงได้ทุ่มงบประมาณ​กว่า 40 ล้านบาท เปิด Whizdom Club เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน ขึ้นภายในโครงการ 101 True Digital Park   นายอัษฎา แก้วเขียว ประธานผู้อำนวยการ-วิสซ์ดอม MQDC เปิดเผยว่า แนวคิดในการพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์วิสซ์ดอม (Whizdom) ไม่เป็นการพัฒนาเพียงแค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาภายใต้ 3 แนวคิดหลัก คือ 1.Living Place การสร้างที่อยู่อาศัยด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาให้มีคุณภาพ 2.Community HUB การสร้างสังคมของการให้และแบ่งปัน และ 3.Cloud การนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อการบริการต่างๆ   จากแนวคิดดังกล่าวทำให้บริษัท ได้พัฒนา Whizdom Society ขึ้นมาให้กับลูกบ้าน เพื่อเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน ภายใต้แนวคิด Knowledge Sharing Society ซึ่งมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับลูกบ้านได้เข้าร่วมตลอดทั้งปี แต่การพัฒนา Whizdom Club ถือเป็นพื้นที่ของการแบ่งปันและสร้างสรรค์ให้กับคนชุมชนโดยรอบโครงการ ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่เป็นลูกบ้านของ Whizdom เท่านั้น จึงถือเป็นแนวคิดของการทำกิจกรรมมากกว่า CRM และ CSR ปกติทั่วไป เพราะครอบคลุมทุกเรื่องเพื่อการแบ่งปันและการให้กับสังคม   เปิดพื้นที่ Whizdom Society Whizdom Club ตั้งอยู่ในชั้น 4 ของโครงการ 101 True Digital Park สุขุมวิท 101 มีขนาดพื้นที่รวม 900 ตารางเมตร สามารถรองรับได้ 300 ที่นั่ง ตามแผนจะเปิดให้บริการทุกวันตลอดบริการ 24 ชั่วโมง แต่เบื้องต้นเปิดให้บริการถึงเวลา 22.00 น. ซึ่งให้บริการฟรีสำหรับนักเรียน-นักศึกษาจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนลูกบ้านของโครงการ MQDC เป็นสมาชิกของ Whizdom Society ก็ใช้บริการฟรีเช่นกัน สำหรับพื้นที่ Whizdom Society ประกอบด้วย   1.โซน Workspace Station พื้นที่กว่า 255 ตารางเมตร สำหรับใช้นั่งทำงาน ทำการบ้าน มีโต๊ะ เก้าอี้ อินเตอร์เน็ตไว้คอยบริการ ที่สามารถจัดเป็นกลุ่มการประชุมกลุ่มเล็กเพื่อระดมไอเดีย หรือโซน Focus Area สำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว   2.โซน Whiz Ground พื้นที่สำหรับการจัดประชุม สัมมนา หรือกิจกรรมได้หลากหลายประเภท ด้วยพื้นที่ห้องขนาดใหญ่ รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สูงสุด 160 คน หรือจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นห้องขนาดเล็กได้ถึง 3 ห้อง   3.โซน Whiz Studio พื้นที่จุดประกายเสริมสร้างไอเดียใหม่ เหมาะสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยเรียน หรือเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง โดยพื้นที่นี้มีอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ “FitMe” Table โต๊ะเก้าอี้จับกลุ่มได้หลากหลายรูปแบบ อุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวก ได้แก่ Wheeled Flip Chart & Stationery Box, Personal Movable Locker, Dedicated Wi- Fi Connection, 3D Printers + Filament, Restricted Zone เป็นต้น   4.โซน Exhibition Room พื้นที่แสดงงานนิทรรศการ โดยสิ่งที่นำมาแสดงนั้นจะมีทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยี เรื่องราวที่ส่งเสริมการเรียนรู้ใหม่ๆ หมุนเวียนกันไปตาม Trend ในแต่ละช่วงเวลา   สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าใช้บริการ เบื้องต้นคงเป็นคนอยู่ในชุมชนรอบๆ โครงการ ซึ่งในรัศมี 5 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของโรงเรียนมากถึง 40 แห่ง มีจำนวนนักเรียน มีคนอยู่อาศัยกว่า 40,000 คน รวมถึงกลุ่มลูกบ้านของโครงการ 4,000-5,000 คน เฉพาะในพื้นที่โครงการมีจำนวนกว่า 2,000 ยูนิต ซึ่งปีนี้บริษัทยังมีแผนเปิดโครงการอีกกว่า 20,000 ล้านบาท อาทิ โครงการอโศก 500 ยูนิต ฟอเรสเทียอีก 3 อาคาร รวม 1,000 ยูนิต โดยหากเป็นลูกบ้านของ Whizdom ก็จะสามารถใช้บริการของ Whizdom Club ได้ฟรี นอกเหนือจากกิจกรรมอื่นๆ ที่จัดต่อเนื่องตลอดทั้งปีด้วย   “เหตุผลสำคัญที่เปิดพื้นที่ Whizdom Club ก็เพื่อสร้างความชัดเจนของแบรนด์ และยังต้องการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ การทำคอนโดฯ ให้กับคนรุ่นใหม่ หากทำแบบเดิมก็ไม่ตอบโจทย์"      
เปิด 5 กลยุทธ์ “ธงชัย” หลังกลับมาบริหาร “Noble” หวังติดอันดับ Top10

เปิด 5 กลยุทธ์ “ธงชัย” หลังกลับมาบริหาร “Noble” หวังติดอันดับ Top10

หลังจาก​ “ธงชัย บุศราพันธ์” โบกมืออำลาบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ Noble ไปในช่วงปลายปี 2555 ด้วยเหตุผลต้องการเป็นเจ้าของกิจกรรมของตัวเอง จำใจทิ้งเก้าอี้รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัด ซึ่งบริหารงานโนเบิลมานานถึง 17 ปี ไปร่วมทุนกับครอบครัวลิปตพัลลภ พัฒนา โครงการคอนโดมิเนียมหรู พาร์ค 24 ซอยสุขุมวิท 24 ภายใต้บริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด ในเครือพราวเรียลเอสเตท โดยดำรงตำแหน่งซีอีโอ และผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 30%   ส่วนบริษัท โนเบิลฯ อยู่ภายใต้การบริหารงานของ นายกิตติ ธนากิจอำนวย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันที่ 25 เมษายน 2562 ที่ผ่านมาได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติแต่งตั้ง นายกิตติ ธนากิจอำนวย ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกิตติคุณ และแต่งตั้ง นายธงชัย บุศราพันธ์  ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม และกรรมการผู้จัดการ ของบริษัทโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2562 เป็นต้นไป นั่นหมายความว่า “ธงชัย บุศราพันธ์” หวนกลับมาบริหารโนเบิลอีกครั้ง หลังจากหันหลังให้เป็นระยะเวลาประมาณ ​7 ปี   กลับมาถือหุ้นใหญ่ การกลับมาของ “ธงชัย บุศราพันธ์” ครั้งนี้ เป็นการกลับมาที่มีความเป็นเจ้าของ มากกว่าแค่ผู้บริหาร เพราะมีการซื้อขายหุ้นกันแบบบิ๊กล็อต ส่งผลให้มีการปรับโครงผู้ถือหุ้นของบริษัทใหม่   โดยปัจจุบันมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 รายได้แก่ 1.นายธงชัย บุศราพันธ์ ถือหุ้นในสัดส่วน 23.3% 2.บริษัท เอ็นคราวน์ จำกัด (nCrowne Pte. Ltd.) ถือหุ้นในสัดส่วน 24.9% ซึ่งบริษัทนี้อยู่ในเครือของ ฟัลครัม-โกลบอล แคปิตอล (Fulcrum Global Capital) ซึ่งมีนายแฟรงค์ เหลียง เป็นผู้ถือหุ้น 100% และ 3.บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTSG) ถือหุ้นในสัดส่วน 9.9% ส่วนหุ้นที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยและอื่นๆ   วางเป้าติด Top 10 อสังหาฯ ไม่เพียงแต่การกลับมาจะเป็นหนึ่งผู้ถือหุ้นหลักแล้ว “ธงชัย บุศราพันธ์” ยังมีเป้าหมายครั้งสำคัญ คือ การสร้างการเติบโตให้กับ “โนเบิล” เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลาง หรือการติดอันดับ Top 10 จากช่วงที่ผ่านมาเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ด้วยยอดขายไม่กี่พันล้านบาท ซึ่งการจะเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางได้นั้น จะต้องมียอดขายหรือการพัฒนาโครงการที่เป็นระดับหมื่นล้านบาท   เป้าหมายของโนเบิลนับจากนี้ในระยะ 3 ปีข้างหน้าจึงต้องการสร้างยอดขายรวมกว่า 30,000 ล้านบาท หรือมียอดขายปีละไม่น้อยกว่า 10,000-12,000 ล้านบาท และมียอดรับรู้รายได้ปีละ 10,000 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าจาก 15% เป็น 30% และรักษาอัตราส่วนของหนี้ต่อทุนสุทธิที่ 1.5 เท่า ซึ่งในแต่ละปีโนเบิลจะพัฒนาโครงการใหม่ปีละ 4-5 โครงการ จากเดิมปีละ 1-2 โครงการ โดยตั้งงบซื้อที่ดินไว้ปีละ 3,000 ล้านบาท   เฉพาะแผนธุรกิจในปีนี้ ได้เตรียมพัฒนาโครงการใหม่ 4-5 โครงการมูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 10,000-12,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีสต๊อก 17,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสต๊อกสร้างเสร็จพร้อมโอน 6,000 ล้านบาท และมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่า 17,000 ล้านบาท คาดาว่าปีนี้จะสามารถรับรู้รายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท   “คุณกิตติ เขาอยากจะวางมือ ตอนที่ลาออกไป เพราะอยากทำของตัวเอง ไปทำธุรกิจจนมีตังค์ กลับมาครั้งนี้อยากเป็น 1 ใน 10 ของผู้ประกอบการอสังหาฯ และอยากเห็นบริษัทยั่งยืน ทำผลประกอบการ ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นเหมาะสม เรามาไม่ได้กะอยู่แค่ 1-2 ปี แต่ลงทุนระยะยาว ถ้าไม่มี Sleep mode ช่วง 7 ปีที่ไม่ได้บริหาร ตอนนี้ก็น่าจะทำยอดขายได้ปีละ 15,000-20,000 ล้านบาท”   เตรียม 5 กลยุทย์สร้างความสำเร็จ เมื่อ “ธงชัย บุศราพันธ์” กลับมาและหวังจะทำให้โนเบิลกลับมาเติบโต และมีขนาดองค์กรที่ใหญ่ขึ้น จึงต้องเตรียมกลยุทธ์และแผนธุรกิจไปสู่เป้าหมายดังกล่าว และนี่คือ 5 กลยุทธ์ที่จะมาลุยธุรกิจอสังหาฯ นับจากนี้   1.ระบายสต๊อกโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันมูลค่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนมูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยถือว่าเป็นต้นทุนเดิมที่หากขายจะได้รับกำไรทันที   “ปัจจุบันบริษัทมีหลายโครงการที่พร้อมขายแต่ไม่ได้เร่งขาย ซึ่งยังเป็นต้นทุนเดิม เช่น ที่ดินโครงการเพลินจิต ซื้อมาตารางวาละ 1.3 ล้านบาท ตอนนี้แถวนี้ขายตารางวาละ 2 ล้านบาท ทุกอย่างเพิ่มขึ้นหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าก่อสร้างเพิ่ม ที่ดินเพิ่ม โนเบิลเพลินจิตยังบันทึกราคาเดิม 140,000 บาทต่อตารางเมตร เราขายได้เกิน 140,000 บาท ก็เป็นกำไรทั้งหมด ตอนนี้สามารถทำกำไรได้ทันที 3,300 ล้านบาท ถ้าขายสต็อกสินค้าทั้งหมด”   2.ขายพื้นที่รีเทลสร้างรายได้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่ติดถนนใหญ่ และภายในมีพื้นที่รีเทล 4 โครงการมูลค่ารวมเกือบ 3,000 ล้านบาท ที่สามารถขายให้ผู้สนใจ และนำเงินที่ได้มาลงทุนพัฒนาโครงกาต่อ เพราะหากปล่อยเช่าจะได้ผลตอบแทนเพียง 5-7% เท่านั้น เช่น พื้นที่คอมเมอร์เชียลที่โครงการโนเบิล เพลินจิต ขายให้กลุ่มบีทีเอสไปมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท สามารถนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนทันที 30-40% เป็นผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้ทันที   “สินทรัพย์เหล่านี้ จะมีต้นทุนการจัดการ และเหมาะสมกับผู้ต้องการลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการความเสี่ยง แต่บริษัทเรา ถ้าเอาเงินที่ขายได้ไปลงทุนได้ผลตอบแทนได้ 30-40% ดีกว่า มันไม่ make sense สำหรับเรา ขายให้เขาแล้วเช่ากลับดีกว่า”   3.ขยายตลาดกลุ่ม ลูกค้าชาวต่างชาติ ทั้งรูปแบบการพัฒนาโครงการภายในประเทศทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ และนำโครงการไปขายในตลาดต่างประทศ​ การไปพัฒนาโครงการในต่างประเทศเพื่อขายให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งอาศัยจุดแข็งของบริษัท เอ็นคราวน์ จำกัด กลุ่มผู้ถือหุ้นต่างชาติที่เป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีน ฮ่องกง สิงค์โปร์และอื่นๆ และมีเครือข่ายที่เป็นบริษัทตัวแทนนายหน้าอสังหาฯกว่า 400 รายและมีตัวแทนรายย่อยกว่า 6,000 ราย อยู่ในประเทศจีนกว่า 80% โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายจากลูกค้าต่างประเทศ 4,000 ล้านบาท ซึ่งช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาทำยอดขายได้แล้ว 1,500 ล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวจีน 70% ส่วนปีที่ผ่านมามียอดขายกลุ่มลูกค้าต่างชาติ 2,500 ล้านบาท และเป็นกลุ่มชาวจีน 70%   “ช่วงแรกๆ ที่ทำโครงการ Park 24 เอาโครงการไปขายปักกิ่ง เชี่ยงไฮ้ กวางโจว เซินเจิ้น และตลาดเริ่มกระจายจึงขยาย 20 เมืองรองที่มีประชากร 30 ล้านคนต่อเมือง เช่น เฉินตู ฉงฉิ่ง ตอนนนี้เริ่มเอาไปขายเมืองระดับรองลงไปอีก ที่มีนับ100 เมือง ที่มีประชากร 5-10 ล้านคนต่อเมือง ไซส์ของตลาดใหญ่มโหฬาร”   4.การบริหาร Product Mix และ Portfolio ขยายตลาดไปยังกลุ่มสินค้าราคาอื่นๆ ซึ่งในอดีตโนเบิลพัฒนาโครงการเฉลี่ยปีละ 5,000 ล้านบาท ถ้าจะสร้างการเติบโตปีละ 10,000 ล้าน จะต้องการกระจายไปสินค้าไปในกลุ่มตลาดอื่น และในทำเลใหม่ๆ ด้วย โดยไม่จำกัดเฉพาะทำเลที่อยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองเท่านั้น แต่ยังคงเป็นแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและจะเกิดขึ้นมาในอนาคต เช่น สายสีชมพู สายสีเหลือง การพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคา 1-1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร หรือราคา 4-5 ล้านบาทต่อยูนิต การลงทุนโครงการระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ รวมถึงการลงทุนโครงการแนวราบ   “เมื่อก่อนเข้าใจว่าลูกค้าต้องการซื้อทำเล CBD แต่จริงๆ หากต้องการซื้อเพื่อให้ได้กำไร จะต้องกระจายไปในทำเลอื่นๆ แต่ยังเดินทางสะดวก ตลาดต่างชาติสนใจทำเลใหม่ๆ ลูกค้ารับได้เดินทางสัก 1 ชั่วโมงเขาก็รับได้ ซึ่งถ้าต้องการให้ได้กำไรต้องไปซื้อนอกเมืองด้วย ต่อไปฐานตลาดจะกว้างขึ้น”   5.เร่งปิดโครงการใหม่เพื่อให้มีสต๊อกสินค้ารอขาย สำหรับการรับรู้รายได้ปีละ 10,000 ล้านบาท ตามที่ได้วางเป้าหมายเอาไว้    
เปิดแนวคิด “บดินทร์ธร” อีก 4 ปีจะพาอสังหาฯ ตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” สู่บริษัทมหาชน

เปิดแนวคิด “บดินทร์ธร” อีก 4 ปีจะพาอสังหาฯ ตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” สู่บริษัทมหาชน

แม้ว่า “บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ลูกชายคนสุดท้องของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิท เพิ่งจะเข้ามารับช่วงต่อบริหารบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จากพี่ชาย คือ นายสกุลกร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ต้องไปดูแลกิจการของกลุ่มไทยซัมมิท แทนพี่ชายคนโต คือ นายธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่หันไปเล่นการเมืองได้เพียงระยะเวลาปีกว่าๆ เท่านั้น แต่นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารในวัย 26 ปี ก็มีความมุ่งมั่นและพร้อมจะนำพาธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ของตระกูล ให้เติบโตและก้าวขึ้นมาเป็นที่รู้จักกับคนในวงการ   “เราอยากเป็นองค์กรคนรุ่นใหม่ ให้คนจดจำว่าเราเป็นเรียลเอสเตทที่ออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เหมือนกับอนันดา ดีเวลลอปเมนท์”   สร้างจุดขายด้วย เทคโนโลยี+ไลฟ์สไตล์ ด้วยการเป็นคนรุ่นใหม่ ทำให้นายบดินทร์ธร วางเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนบริษัท ให้มีภาพลักษณ์เป็นคนรุ่นใหม่ พัฒนาสินค้าออกมาตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่เป็นหลัก โดยหยิบเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสร้างความแตกต่างให้กับโครงการ อาทิ ใช้ระบบ AI, Face Recognition, Big Data และ Drone เป็นต้น นอกจากนี้ยังหยิบเอาไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สนใจในเรื่องสุขภาพมาผสมผสานกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาด้วย อาทิ เลนส์สำหรับวิ่ง และจักรยานภายในโครงการ การจัดพื้นที่ออกกำลังกายที่มีระบบและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นต้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะเอาแนวคิดดังกล่าวเข้ามาใช้ในการพัฒนาโครงการเท่านั้น แต่ยังวางแผนต่อยอดสร้างเป็นธุรกิจด้วย   แตกธุรกิจออฟฟิศให้เช่า-โรงแรม ด้วยแนวคิดคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสและการเติบโตในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทำให้บริษัทวางแผนขยายธุรกิจเพิ่มในส่นของโลจิสติกส์ เพื่อรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ด้วยการใช้ที่ดินของตระกูลที่มีอยู่ในอำเภอศรีราชาและจังหวัดชลบุรีมาพัฒนา ซึ่งรูปแบบการพัฒนายังไม่ได้กำหนดและปิดกั้นหากจะมีพันธมิตรเข้ามาร่วมทุนด้วย   นอกจากนี้ ยังมองเห็นโอกาสในตลาดสำนักงานให้เช่า โดยอาจจะนำเอาตึกไทยซัมมิททาวเวอร์เข้ามาบริหาร ภายหลังจากมีการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มไทยซัมมิทเรียบร้อยแล้ว และยังจะนำเอาอาคารสำนักงานที่อยู่ในกรุงลอนดอน มูลค่า 60 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 24,000 ล้านบาท ของตระกูลเข้ามาร่วมบริหารด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่ธุรกิจโรงแรมหากมีโอกาสก็พร้อมจะนำเอาเข้ามาเสริมพอร์ตให้กับบริษัทด้วย ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการศึกษาและมองหาโอกาสความเป็นไปได้   ลุยแนวราบ ลดความเสี่ยง การติดเบรกของแบงก์ชาติ ด้วยการออกมาตรการ LTV ซึ่งเป็นการลดระดับความร้อนแรงของตลาดคอนโดมิเนียม ทำให้ภาพรวมของตลาดในปีนี้ ผู้ประกอบการแทบจะทุกรายหันไปเพิ่มพอร์ตธุรกิจในแนวราบกันมากขึ้น ไม่เว้นแต่เรียลเอสแสท ซึ่งปีนี้เตรียมพัฒนา 2 โครงการแนวราบรวมมูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท   โครงการแรก ได้แก่ โครงการเดอะเซนส์ บางนา-สุวรรณภูมิ ทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยว บนที่ดินกว่า 23 ไร่ จำนวน 150 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท ราคาขาย 2-3 ล้านบาท ส่วนโครงการที่ 2 ได้แก่ โครงการวิรัณยา บางนา-สุวรรณภูมิ โครงการบ้านเดี่ยว พัฒนาบนพื้นที่กว่า 40 ไร่ จำนวน 180 ยูนิต มูลค่า 1,900 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 7 ล้านบาท ซึ่งช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการพัฒนาโครงการไปแล้วรวม 12 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 14,000 ล้านบาท  ส่วนปีนี้บริษัทคาดว่าจะมียอดโอนประมาณ​ 2,700 ล้านบาท และยอดขายประมาณ​ 2,700 ล้านบาทเช่นกัน   “หลายดีเวลอปเปอร์โฟกัสแนวราบ เพราะสภาพคล่องเร็วกว่า เราเองก็ไม่ได้ลงทุนอะไรมากมายแบ่งเป็นเฟส เฟสแรกไม่ใหญ่ และการผ่อนให้ลูกค้าผ่อนนานขึ้น เป็นผลจากมาตรการควบคุมของแบงก์ชาติ จากปกติ 6 เดือนอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 8-9 เดือน ถ้าบ้านเสร็จแล้ว แต่ยังโอนไม่ได้ก็จะผ่อนต่อไปอีก 2-3 เดือน”   แผน 4 ปีนำบริษัทสู่ “มหาชน” ปัจจุบันบริษัทถือว่ามีสินทรัพย์ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท ในอนาคตภายในปี 2565 คาดว่าจะสามารถสร้างสินทรัพย์ได้ถึง 15,000 ล้านบาท ด้วยแนวทางการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติม โดยกลยุทธ์สำคัญที่จะนำมาใช้คือ การมองหาทำเลพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพ การศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า และคู่แข่ง การเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการด้วยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และผนวกกับการพัฒนาโครงการให้เข้าไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายด้วย ซึ่งแต่ละปีจะพัฒนาโครงการแนวสูงประมาณ 1 โครงการ และแนวราบประมาณ 2-3 โครงการเพื่อสร้างยอดขายปีละ 5,000-6,000 ล้านบาท และภายในปี 2565 คาดว่าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จด้วย    
เน็กซัสเผย 7 ประเด็นอสังหาฯ Q1 + แนวโน้มธุรกิจหลังการเลือกตั้ง

เน็กซัสเผย 7 ประเด็นอสังหาฯ Q1 + แนวโน้มธุรกิจหลังการเลือกตั้ง

แม้ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ แต่ก็ถือว่าการเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้นระดับหนึ่ง เพราะได้จัดให้มีการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประเด็นเรื่องการเมือง ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของคนไทยทั้งประเทศ  เพราะการเมืองมีความเชื่อมโยงไปในทุกเรื่อง ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ การเมืองไทยก็ส่งผลทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ ที่จะพัฒนาโครงการออกมาขาย และผู้บริโภคที่จะตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย   ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ก็มีข่าวยังมีข่าวมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่1 เมษายน 2562 เป็นต้น ไป ก็ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญมีผลต่อภาพรวมของตลาดอสังหาฯ  บ้านเรา ว่าจะไปในทิศทางไหน จะดีหรือจะร้าย? โดยเฉพาะถ้าหากมีรัฐบาลชุดใหม่ออกมาแล้ว จะมีมาตรการอะไรออกมาช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต โดยใช้ธุรกิจอสังหาฯ เป็นตัวกระตุ้นเหมือนในอดีตที่ผ่านมาหรือไม่ ก็ยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองด้วยเช่นกัน   ล่าสุด นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ “เน็กซัส” ได้เปิดออกมาเผยผลวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาสแรกที่ผ่านมา พบว่า ยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมกับประเมินแนวโน้มของตลาดหลังจากที่ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้ง  ในช่วงที่ผ่านมา  โดยมี 7 ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น   1.คอนโดฯ เปิดใหม่ลด 20% ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ คอนโดมิเนียมเปิดใหม่เข้าสู่ตลาดมีจำนวนทั้งสิ้น 11,300 หน่วย จาก 30 โครงการ  เป็นปริมาณคอนโดฯ​ ที่เปิดตัวเข้าสู่ตลาดลดลงประมาณ 20%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ว่าจะเปิดน้อยลง แต่ผู้ประกอบการก็ยังขายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขายก็ยังอยู่ในอัตรา 60%   2.โซนยอดฮิตเปิดตัวมากที่สุด ทำเลที่เปิดตัวคอนโดฯ มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.โซนพระโขนง สวนหลวง แบริ่ง  จำนวน ​2,400 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 21% 2.โซนพญาไท รัชดาภิเษก จำนวน  1,938  ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 17% 3.โซนลาดพร้าว วังทองหลาง จำนวน 1,580 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 14%     3.ซิตี้คอนโดเปิดเยอะสุด ภาพรวมของการเปิดตัวในไตรมาสแรก จะพบว่าคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวเป็นกลุ่มซิตี้คอนโดฯ  ที่มีราคาต่อตารางเมตรไม่เกิน 75,000 บาท และ ตลาดกลาง หรือ mid market ที่มีราคาต่อตารางเมตรไม่เกิน 100,000 บาทรวมกันมากถึง 75% ของจำนวนหน่วยที่เปิดใหม่ทั้งหมด หรือมีจำนวนประมาณ 8,500 ยูนิต แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการ ในการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงมากขึ้น   4.ดีเวลลอปเปอร์หน้าใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ฝั่งผู้ประกอบการยังคงมีความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เห็นได้จากจำนวนผู้ประกอบการหน้าใหม่ ซึ่งบางรายเป็นรายเล็กๆ เข้ามาพัฒนาโครงการเป็นครั้งแรก รวมถึงผู้ประกอบการที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ก็พัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น จากปกติมีสัดส่วน 30% เพิ่มขึ้นเป็น 47%     5.ราคาคอนโดฯ ลดลง 1% การเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของคอนโดฯ​ ที่เน้นไปตลาดกลางมากขึ้น  ส่งผลให้คอนโดฯ​ ที่อยู่ในตลาดกรุงเทพฯ มีราคาเฉลี่ยปรับตัวลงเล็กน้อยประมาณ 1%อยู่ที่ 139,400 บาทต่อตารางเมตร เมื่อเทียบกับปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 140,600 บาทต่อตารางเมตร  ซึ่งราคาเฉลี่ยของคอนโดฯ ในทุกๆ ทำเลได้มีการปรับตัวลงเล็กน้อยเช่นเดียวกัน  แต่ถือว่าไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อ ภาพรวมราคาของตลาด  เพราะคอนโดฯ ที่เปิดใหม่อยู่ในทำเลที่ไกลออกไปเท่านั้น   6.การเมืองไม่กระทบตลาดคอนโดฯ แม้ว่าตอนนี้ยังจะไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ออกมาบริหารประเทศ แต่ปัญหาการเมืองก็ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดคอนโดฯ​โดยเฉพาะในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของราคา  สิ่งที่จะมีผลต่อตลาดคอนโดฯ นั้น จะเป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่จะออกมากระตุ้นตลาดคอนโดฯ มากกว่า  โดยเฉพาะตลาดคอนโดฯ​ มือสอง  ยิ่งถ้ามีมาตรการประเภทลดภาษี หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ จะทำให้เกิดดีมานด์เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งถ้ามีมาตรการต่างๆ ออกมากระตุ้นตลาดจริง ตลาดคอนโดฯ น่าจะมีดีมานด์ไปถึง 60,000-70,000ยูนิต จากสถานการณ์ปกติที่คาดว่าจะมีดีมานด์มาซื้อคอนโดฯ ประมาณ 50,000 ยูนิต   7.ต่างชาติเชื่อมั่นอสังหาฯ หลังไทยมีเลือกตั้ง หลังจากประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดี ต่อกลุ่มนักลงทุนต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นต่อตลาดอสังหาฯ ในไทยมากขึ้น  ต่อไปนี้คงมีเข้ามาลงทุนมากขึ้นเช่นกัน แต่แนวโน้มการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนต่งชาติ  น่าจะเป็นตลาดในกลุ่มราคาที่จับต้องได้มากขึ้น  ไม่จำกัดเฉพาะตลาดไฮเอนด์เท่านั้น   “ทิศทางธุรกิจอสังหาฯ หลังการเลือกตั้ง  การพัฒนาสินค้าใหม่เทรนด์ยังคงเป็นตลาดกลุ่มซิตี้คอนโด และตลาดกลางมากขึ้น แต่ยังคงเห็นคอนโดฯ  ในตลาดไฮเอนด์และลักซูรี่ที่น่าสนใจ เกิดขึ้นอีกหลายโครงการ จากผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้ซื้อที่ดินไปแล้วตั้งแต่ช่วงปีที่แล้วสินค้าในกลุ่มนี้คงน่าสนใจในแง่การพัฒนาความหรูหราแนวใหม่ที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ลักซูรี่ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยจะมุ่งเน้นประสบการณ์และเทคโนโลยีมากขึ้น  ปีนี้ประเมินว่าราคาเฉลี่ยคอนโดฯ  ในตลาดปรับตัวสูงขึ้นไม่น่าจะเกิน 5-6% จากปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ มาตรการ LTV ตลาดหลักที่มีความต้องการแท้จริงเป็นกลุ่มตลาดซิตี้คอนโดฯ”      
คอตโต้ (COTTO) จับมือดีไซน์เนอร์ระดับไอคอน Naoto  Fukasawa เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ OVAL หรูหราสไตล์มินิมอล

คอตโต้ (COTTO) จับมือดีไซน์เนอร์ระดับไอคอน Naoto Fukasawa เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ OVAL หรูหราสไตล์มินิมอล

คอตโต้ (COTTO) แบรนด์ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ และก๊อกน้ำชั้นนำได้สร้างปรากฎการณ์ให้กับวงการอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “OVAL” จากความร่วมมือกับ นาโอโตะ ฟูกาซาว่า (Naoto Fukasawa) ไอคอนดีไซน์เนอร์แห่งวงการออกแบบผลิตภัณฑ์ตอกย้ำการเป็นผู้นำทางด้านดีไซน์อย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ World-Class Designer Collaboration โดยในคอลเลคชั่นใหม่นี้ประกอบด้วยสุขภัณฑ์อ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ ฝักบัวอาบน้ำ และกระจกพร้อมไฟ LED ที่สะท้อนความงามแบบมินิมอลผ่านรูปทรงเรขาคณิตที่เป็นเอกลักษณ์ภายใต้รูปทรง”วงรี” ที่ให้ความรู้สึกสบาย อบอุ่น และหรูหราในเวลาเดียวกันเชื่อมโยงผู้คนให้สัมผัสได้ถึงความสบายในทุกมิติสัมผัส   นายกิตติพงษ์ โพธิ์ธรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามซานิทารีแวร์ จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่ COTTO เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดีไซน์ภายใต้กลยุทธ์ World-Class Designer Collaboration สำหรับการใช้งานในตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมราคาสูงรวมถึงตลาดงานโรงแรมด้วยการออกสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษที่เกิดจากการเฟ้นหานักออกแบบที่มีสไตล์ และมีผลงานที่โดดเด่นด้านการออกแบบเพื่อที่จะส่งมอบสินค้าที่มีดีไซน์ และคุณภาพระดับโลกเป็นไปตามแนวคิดที่ต้องการสร้างสรรค์งานออกแบบสินค้าที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลาออกสู่ตลาดมาแล้วถึง 2 คอลเลกชั่นคือ“Pætchwork Collection” ซึ่งเป็นผลงานที่ COTTO ร่วมกับ PieroLissoni นักออกแบบระดับแถวหน้าของวงการสถาปนิกโลกชาวอิตาลีในรูปแบบการดีไซน์ Minimalism และ Jacob Jensen นักออกแบบชื่อดังแห่งเดนมาร์กที่ออกแบบ “SKIVE Collection” ที่นำเสนอเสน่ห์ของความงามแบบ Scandinavian Ultra Modern ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และในปี 2562 นี้ ได้ร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น Naoto Fukasawa ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกด้วยปรัชญาการออกแบบสไตล์มินิมอลเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานใหม่ล่าสุด “OVAL Collection” เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับรสนิยมงานออกแบบเรียบหรูและมีคุณค่าตลอดกาลเวลา จุดเด่นของสินค้า OVAL Collecttion คือการออกแบบให้สินค้าที่ใช้งานในห้องน้ำทุกประเภทมีความสอดคล้องกลมกลืนดูเรียบหรู และร่วมกันสร้างบรรยากาศในห้องน้ำให้รู้สึกสบาย และผ่อนคลายภายใต้คอนเซปท์ “Warm & Elegant”   นายธนนิตย์ รัตนเนนย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท สยามซานิทารีแวร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งมอบคุณค่า และประสบการณ์ที่ดีให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะต้องมั่นใจว่าสินค้า OVAL Collection ที่ออกแบบตามแนวคิดภายใต้ปรัชญาของ World-Class designer อย่างคุณนาโอโตะนั้นจะต้องสามารถถ่ายทอดลงบนตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน การเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงควบคู่กับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยแล้วยังต้องประกอบด้วยความสามารถของบุคลากรที่มีความประณีตในการปั้นขึ้นรูปต่างๆมากกว่า 30 ปีเพื่อให้ผลลัพธ์จากการออกแบบจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ “OVAL Collection“ ถึงผู้บริโภคมีความสมบูรณ์ที่สุด และตอบสนองการออกแบบตามแนวคิดของคุณนาโอโตะทุกประการ   เพื่อตอบสนองการออกแบบที่เรียบหรูของ “OVAL Collection” เราได้นำนวัตกรรมวัสดุใหม่ล่าสุด ‘COTTO CERAM TM ’ ที่เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ COTTO เพื่อให้ได้อ่างล้างหน้าแบบขอบบาง โค้งมนสม่ำเสมอ และมีความแข็งแกร่งทนทานที่เป็นไปตามแนวคิดการออกแบบของคุณ Naoto สำหรับการผลิตก๊อกน้ำทาง COTTO ได้ใช้เทคนิคการผลิตที่ทันสมัยควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติมาตรฐานระดับสากลและให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพที่ให้ได้ทั้งความงามที่ประณีตไร้ที่ติ และการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ “OVAL Collection” ถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายพร้อมทั้งมีระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับในระดับสากลของ COTTO ที่สามารถออกสินค้ามาตอบสนองลูกค้ากลุ่มบ้านและดอนโดมิเนียมราคาสูง รวมทั้งงานโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง   “OVAL Collection” นี้ประกอบด้วยสุขภัณฑ์อ่างล้างหน้าก๊อกน้ำฝักบัวอาบน้ำ และกระจกพร้อมไฟ LED ที่สามารถใช้งานร่วมกันในห้องน้ำ การผสมผสานระหว่างผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้งานง่ายด้วยสไตล์แบบมินิมอลจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการใช้ชีวิตที่ทันสมัย สะท้อนความอบอุ่น และหรูหราในเวลาเดียวกันผ่านรูปทรงเรขาคณิตที่เป็นรูปทรงวงรีที่เป็นจุดเด่นของ คอลเลกชั่นนี้ ด้วยรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่สง่างามด้วยวัสดุขัดเงา และพื้นผิวสัมผัสที่เรียบเนียนผ่านกระบวนการผลิตอย่างปราณีตที่ถูกนำมาใช้กับคอลเลคชั่นนี้โดยเฉพาะ “OVAL Collection” จะมอบความสะดวกสบายในการใช้งาน และรองรับสรีระของร่างกายได้เป็นอย่างดีแต่ละองค์ประกอบภายในคอลเลกชั่น ได้รับการออกแบบให้สอดรับกันอย่างลงตัวเมื่อวางเข้าชุดกันภายใต้ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเรียบง่ายนี้ OVAL Collection คืองานออกแบบที่ใส่ใจในรายละเอียดทั้งด้านความงาม และคุณภาพอย่างแท้จริง   โดยในครั้งนี้ COTTO เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในผลงานสไตล์มินิมอลได้ร่วมเข้าฟังบรรยายจาก นาโอโตะ ฟูกาซาว่าภายใต้หัวข้อ “Integrity of Things” พร้อมจัดแสดงประวัติ และงานที่ผ่านมารวมถึงผลงานล่าสุด “OVAL” ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มนักออกแบบสถาปนิกมัณฑนากรและนักศึกษามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัส OVAL คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดจาก COTTO เต็มรูปแบบได้ที่บูธ COTTO ในงานสถาปนิก’62 ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 5 พฤษภาคมนี้ หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cotto.com/oval      
“Bosch Experience Centre” โฉมใหม่ ตอกย้ำตำแหน่งแบรนด์ผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านระดับพรีเมี่ยม อันดับ 1 ของยุโรป

“Bosch Experience Centre” โฉมใหม่ ตอกย้ำตำแหน่งแบรนด์ผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านระดับพรีเมี่ยม อันดับ 1 ของยุโรป

บีเอสเอช โฮม แอ็พพลายแอ็นซ์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ BSH Hausgeräte จากประเทศเยอรมนี, ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเปิดตัว “Bosch Experience Centre” ศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์ที่ให้ลูกค้ามาสัมผัสนวัตกรรมชั้นนำของ “เครื่องใช้ไฟฟ้าบ๊อช” (Bosch) ในกรุงเทพฯ หลังจากบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านสำหรับตลาด พรีเมี่ยมในประเทศไทย โดยในงานมีเชฟมือทอง ชุดารี เทพาคำ หรือเชฟตาม ท็อปเชฟไทยแลนด์คนแรกให้เกียรติมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษเพื่อฉลองในโอกาสนี้   นายชลวิทย์ ณ สงขลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเอสเอช โฮม แอ็พพลายแอ็นซ์ จำกัด (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชั้นนำจากประเทศเยอรมนีภายใต้แบรนด์ Bosch, Siemens, Gaggenau กล่าวว่า ศูนย์ “Bosch Experience Centre” แห่งใหม่นี้ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีช่วยให้งานบ้านกลายเป็นเรื่องง่ายรวมถึงช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบาย มีการสาธิตผลิตภัณฑ์รวมถึงกิจกรรมในแต่ละเดือน ทั้งการเตรียมและการปรุงอาหารในชั้นเรียน ซึ่งจะช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ของการปฏิสัมพันธ์ที่ผู้บริโภคจะได้มีโอกาสสัมผัสกับผลิตภัณฑ์บ๊อชโดยตรง ทั้งฟังก์ชันการทำงานที่โดดเด่น และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงโดยตรง   ศูนย์ “Bosch Experience Centre” สร้างขึ้นตามหลัก 3 แนวทาง คือ บ้าน, ชีวิต และเพื่อน บ้าน เป็นแนวทางแรกแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีของ “บ๊อช” เข้ากับบ้านของคุณอย่างไรผ่านการออกแบบและจัดวางผลิตภัณฑ์ของ “Bosch Experience Centre”  ชีวิต ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายการออกแบบเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคเสมือนเพื่อนที่คุณสามารถติดต่อมาหาบ๊อชได้อย่างสม่ำเสมอในคุณประโยชน์ทุกขั้นตอนเพื่อให้การใช้ชีวิตสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากที่สุด เพื่อนที่คุณสามารถไว้ใจได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบ็อชที่ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่องคำนึงถึงคุณประโยชน์ในทุกก้าวของชีวิตคุณ โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย   กลุ่มเครื่องซักผ้าและอบผ้า, ActiveOxygen ซึ่งมีคุณสมบัติการซักผ้าที่สามารถฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียจากเสื้อผ้าได้มากถึง 99.99% และนวัตกรรมที่อยู่เบื้องหลังคุณสมบัตินี้คือ มีฟังก์ชั่นผลิตโอโซนภายในตัวเครื่องที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้โดยการออกซิเดชั่น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ได้รับการรับรองโดย WFK สถาบันเทคโนโลยีการทำความสะอาด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ฟังก์ชั่น ActiveOxygen Refresh สามารถกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากเสื้อผ้าได้ภายในเวลา 45 นาที   กลุ่มอุปกรณ์เครื่องครัวแบบ บิวต์-อิน พร้อมเตาอบซีรี่ 8 ที่ชนะรางวัลมาพร้อมกับโปรแกรม Assist รวมถึงฟังก์ชั่นการทำอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ PerfectBake สำหรับร้านเบเกอรี่และ PerfectRoast สำหรับการปรุงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ที่ให้ผลการทำอาหารที่สมบูรณ์แบบอย่างเหมือนกันทุกครั้ง   กลุ่มผลิตภัณฑ์ตู้เย็น มุ่งเป้าหมายตลาดพรีเมี่ยม ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ได้ตามความต้องการ  ครบทุกฟังก์ชั่นซึ่งดีไซน์ด้วย No-Frost ที่ผู้ใช้สามารถเลือกรุ่นได้ตามพื้นที่การใช้งาน หรือ Bottom Freezer มีความผสมผสานเพื่อรองรับการใช้งานง่ายสอดรับกับสรีระศาสตร์ และเทคโนโลยี VitaFresh ง่ายต่อการทำงานที่รับประกันความสดของอาหารและยังช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างยาวนาน   กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องล้างจาน “บ๊อช” เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลก ( ข้อมูลจาก ยูโรมอนิเตอร์, ยอดขายในปี 2018) มีเทคโนโลยี Perfect Dry based on Zeolith ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าการอบแห้งจาน  ดีที่สุดและเงางามใช้พลังงานต่ำสุด ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการอบแห้งที่สมบูรณ์แบบไม่ว่าการใช้งานจะมีความละเอียดอ่อนแค่ไหนรวมถึงการล้างเครื่องถ้วยพลาสติก   กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัว optiMUM เป็นเครื่องตีแป้งที่ทรงพลังให้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบและเป็นเครื่องที่เชื่อถือได้สำหรับการสร้างสรรค์ภายครัวอย่างประณีต – เครื่องเตรียมอาหารที่ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยี Sensor Control Plus และ 3D Planetary Mixing   ผลิตภัณฑ์เครื่องดูดฝุ่น เครื่องใช้ในบ้านล้ำสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยี Sensor Bagless  ด้วยระบบไร้สาย Bosch Flexxo ที่ช่วยรักษาความสะอาดของใบมีด- ด้วยอุปกรณ์เสริมที่ครบวงจรเพื่อการใช้งานที่ยืดหยุ่น   คุณชุดารี เทพาคำ ท็อปเชฟไทยแลนด์คนแรก กล่าวแสดงความรู้สึกว่า “ รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับเชิญให้มาร่วมกิจกรรมปรุงอาหารเมนูพิเศษ ณ “Bosch Experience Centre” และเมนูที่แสดงฝีมือในวันนี้คือ "Local vegetable salad with crab and lime chili aioli และเมนู Roasted Chicken with cabbage sprouts and khao mao risotto” โดยส่วนผสมทั้งหมดถูกเลือกใช้อย่างพิถีพิถันรวมกับวัตถุดิบในท้องถิ่น อย่างลงตัว และใส่ใจทุกขั้นตอนในรายละเอียด ซึ่งต้องสดใหม่ ทั้งผัก และเนื้อ และอบด้วยเตาอบแบบผสมไอน้ำที่มีระบบลมร้อนแบบ 4D Hot air ช่วยกระจายความร้อนภายในเตาอบได้อย่างทั่วถึง พร้อมกับยังสามารถปล่อยไอน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับอาหาร พร้อมกับเทคโนโลยี  Perfect Bake และ Perfect Roast สำหรับอบอาหาร หรือขนมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อย่างเต็มที่ และยังมีเตาอินดักชั่นที่ให้ความร้อนได้เร็วกว่าการใช้แก๊ส ถึง 50 % รวมทั้งความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน   สามารถติดตามข่าวสารได้ที่  www.facebook.com/BoschHomeThailand หรือ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bosch-home.in.th    
ครัวแฮคเกอร์ (Häcker) ส่วนหนึ่งของครอบครัวคุณ

ครัวแฮคเกอร์ (Häcker) ส่วนหนึ่งของครอบครัวคุณ

แฮคเกอร์ (Häcker)  ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ผลิตชุดครัวแบบติดตั้งที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ประสบความสำเร็จโดยการบริหารงานด้วยฝีมือของสมาชิกครอบครัวตราบถึงปัจจุบัน จนก้าวขึ้นมายืนแถวหน้าในวงการอุตสาหกรรมชุดครัวของยุโรป และกลายเป็นความภาคภูมิใจภายใต้คำจำกัดความของคำว่า ‘German Made’   แฮคเกอร์ เป็นชุดครัวที่ผลิตจากเยอรมนีทุกชิ้น และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ได้รับความนิยมในประเทศเยอรมนี เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงและปรากฏอยู่ตามบ้านหลายหลัง ด้วยมาตรฐานที่สูงของวัสดุ คุณภาพ เทคโนโลยีการผลิต ฟังก์ชั่น อายุการใช้งานยาวนาน ความปลอดภัย ตลอดจนดีไซน์ ตามแนวคิดการออกแบบชุดครัวที่ได้รับความเชื่อถือมาตลอดในวงการอุตสาหกรรมออกแบบครัว ซึ่งเริ่มจากธุรกิจเล็กๆ ตั้งแต่ปี 1965 ในเมืองเรอดิงเฮาเซน (Rödinghausen) เขตเวสต์ฟาเลนตะวันออกของรัฐนอร์ดไรน์-เวสต์ฟาเลน   แต่ประวัติความเป็นมาของ แฮคเกอร์ (Häcker) ความจริงแล้วเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1898 โดยแฮร์มันน์ แฮคเกอร์ (Hermann Häcker) เป็นผู้ก่อตั้งร้านผลิตงานช่างไม้ กระทั่งฟรีดริช แฮคเกอร์ (Friedrich Häcker) รับช่วงกิจการต่อในปี 1938 และต่อมาในปี 1965 ครอบครัวฟิงเกไมแอร์ (Finkemeier) ซื้อกิจการไปบริหาร และเริ่มปรับเข้าสู่ธุรกิจงานครัวติดตั้งอย่างเต็มรูปแบบในปี 1972 จนถึงปัจจุบัน   ในปี 2018 แฮคเกอร์ มีโรงงานผลิตชุดครัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป มีพนักงานทั้งสิ้นกว่า 1,700 คน และมียอดขายทั่วโลกสูงถึงกว่า 20,000 ล้านบาท สัดส่วนการส่งออกราว 40 เปอร์เซ็นต์ใน 67 ประเทศทั่วโลก แฮคเกอร์ ออกแบบผลิตไลน์ผลิตภัณฑ์เริ่มแรกในหมวดของ classic และ classicART ต่อมาเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์เป็นระดับสูงขึ้นในหมวด systemat และ systematART   จุดเด่นของชุดครัว แฮคเกอร์ อยู่ที่หน้าบาน ซึ่งมีให้เลือกหลายร้อยหน้าบาน หลากหลายวัสดุ ตอบโจทย์ในทุกความต้องการและรสนิยมของลูกค้า รวมถึง Gadget ต่างๆ และการติดตั้ง ที่ก้าวล้ำนำหน้าแบรนด์อื่นเสมอ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณภาพของวัสดุ และความเป็นเยี่ยมในเรื่องของ R&D และเทคโนโลยีในการผลิต แฮคเกอร์ ไม่เพียงเป็นห้องครัวที่ใช้ประกอบอาหารเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนและความเพลิดเพลิน จึงมีความหลากหลายของครัวติดตั้งในรูปแบบและสไตล์ต่างๆ ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดสามารถผสมผสานกันได้ตามความต้องการ   นอกจากนี้สิ่งที่เป็นความภูมิใจของ แฮคเกอร์ กับ ‘German Made’ อาทิ   ระบบของเยอรมันที่ยอดเยี่ยม เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่า ครัวที่ดีที่สุด คือครัวจากประเทศเยอรมนี และ แฮคเกอร์ ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยมีรางวัลการันตีมากมาย ทั้งในแง่ของการผลิต ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความยอดเยี่ยมคงทนของวัสดุ รางวัลล่าสุดที่ แฮคเกอร์ ได้รับก็คือ Gold Award อันเป็นรางวัลสูงสุดจากการคัดเลือกแบรนด์ชุดครัวทั่วยุโรป จัดโดยองค์กร Focus Money ที่น่าเชื่อถือของเยอรมนี ระบบการผลิตที่ยอดเยี่ยม แฮคเกอร์ นับว่าเป็นแบรนด์ที่มีระบบการผลิตภายใต้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด และใช้วัสดุที่ผลิตจากประเทศเยอรมนี ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ได้รับการชื่นชมและยอมรับในด้านการผลิตอย่างมีระบบที่สุดของโลก ระบบการบรรจุหีบห่อที่ดีที่สุด เพราะการตอบรับจากคุณภาพของสินค้า ทำให้ แฮคเกอร์ ก้าวขึ้นสู่ตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงควบคุมคุณภาพในการบรรจุหีบห่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าถึงผู้รับได้แบบสมบูรณ์ที่สุด ระบบการขนส่งที่ตรงเวลาที่สุด นอกเหนือจากความเป็นมืออาชีพ ทั้งในด้านการผลิตและการบรรจุหีบห่อแล้ว แฮคเกอร์ ยังมีกระบวนการขนส่งที่ตรงเวลาที่สุด ทำให้มั่นใจได้ถึงระยะเวลาการส่งมอบ และติดตั้งได้ตรงตามกำหนด ระบบบริการหลังการขาย เป็นอีกสิ่งที่ แฮคเกอร์ ให้ความสำคัญ ที่พร้อมให้ความสะดวก และรวดเร็วที่สุด   ทั้งหมดนี้ตอบโจทย์รสนิยมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ให้ชุดครัว แฮคเกอร์ เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคุณ... สามารถรับชมชุดครัว แฮคเกอร์ ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม RCD ทองหล่อ ซ.สุมขุมวิท 55 โทร. 02-185-3116 หรือ www.rcdkitchen.com      
PEA จับมือ “ออริจิ้น” สนับสนุนโครงการ Smart District Rayong หวังเกิด Smart City สร้างคุณภาพชีวิต-ใช้พลังงานคุ้มค่า

PEA จับมือ “ออริจิ้น” สนับสนุนโครงการ Smart District Rayong หวังเกิด Smart City สร้างคุณภาพชีวิต-ใช้พลังงานคุ้มค่า

PEA จับมือ “ออริจิ้น” สร้างความร่วมมือทางธุรกิจพลังงานด้านระบบดิจิทัลในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หวังเกิดSmart City สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย และเกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ด้านออริจิ้น เล็งเปิดตัวเริ่มต้นโครงการมิกซ์ยูส “Smart District Rayong” พร้อมคอนโดมูลค่าโครงการกว่า 5,000 ล้าน หวังเป็นแลนด์มาร์คใหม่ใน EEC ภายใต้การสนับสนุนการบริหารจัดการพลังงานด้วย PEA Hero Platform   นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา รองผู้ว่าการสายงานธุรกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เปิดเผยว่า PEA ร่วมกับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ลงนามในบันทึกข้อตกลงโครงการความร่วมมือทางธุรกิจพลังงานด้านระบบดิจิทัลในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สำหรับโครงการ Origin Smart District Rayong โดยทาง PEA จะนำ PEA HERO PLATFORM ซึ่งประกอบไปด้วย PEA Solar Hero Feature, PEA Energy Hero Trading Feature, PEA Care Hero Feature และ PEA Energy Intelligence Hero Feature เป็นสื่อกลางในส่วนของการผลิตพลังงานไฟฟ้า การบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System) และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ สำหรับพื้นที่โครงการ Origin Smart District Rayong ของบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) โดยมี Concept ในการพัฒนาแบ่งเป็น 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1. Smart Living การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อาศัย 2. Smart Service  การให้บริการด้านการตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า 3. Smart Energy การส่งเสริมให้เกิดการผลิตพลังงานสะอาดและการใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด 4. Smart City การบริหารจัดการพลังงานในภาพรวมของโครงการ นายเขมรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า PEA มีนโยบายพัฒนาองค์กรให้เป็น Digital Utility โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงาน พร้อมทั้งมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจใหม่ด้านพลังงานให้มีความทันสมัยในการให้บริการประชาชนให้ดียิ่งขึ้นเพื่อพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเตรียมขยายการให้บริการไปสู่ระดับภูมิภาคในอาเซียน โดย PEA ได้ร่วมมือกับออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ พัฒนาธุรกิจลงทุนด้านพลังงานและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ สำหรับโครงการ Origin Smart District Rayong เพื่อตอบสนองเทคโนโลยีที่นำมาสู่การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนของสังคมตั้งแต่สังคมในภาคใหญ่อย่างเช่น ธุรกิจอุตสาหกรรม จนถึงภาคสังคมขนาดเล็กอย่างภาคครัวเรือน ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคดิจิทัล ที่ต้องการความสะดวก และรวดเร็วทันใจ โดยเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น หากมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยตอบโจทย์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลบนโทรศัพท์มือถือ อย่างเช่น Mobile Platform ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตในเรื่องต่างๆ  โดยเน้นการส่งเสริมและพัฒนาการให้บริการ และบริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร รวมทั้งจะเป็นโครงการต้นแบบของการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับโครงการอื่นๆ ทั้งในภาคธุรกิจ และในภาพรวมของทั้งประเทศ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ด้านพลังงานต่อไป ด้านนายอรุช ช่างทอง กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจใน EEC บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ Origin Smart District Rayong เป็นโครงการมิกซ์ยูสโครงการใหม่ของออริจิ้น ที่จะถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คใหม่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำหรับความร่วมมือกับ PEA ในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ภายในพื้นที่โครงการ เพื่อช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัย ผ่านนวัตกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีคุณค่า เช่น ระบบการจัดการพลังงานในบ้าน (Smart Home) การติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) รวมถึงการให้บริการด้านการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าและการบริหารจัดการพลังงานในโครงการ “ออริจิ้นให้ความสำคัญกับเรื่องความเข้าใจลูกค้า หรือ Empathy โดยต่อยอดผ่านการสร้าง Smart Products คือพัฒนาสินค้าทุกประเภทให้ตอบโจทย์ความต้องการโดยมี Smart Technology เข้ามาช่วยเติมเต็ม ขณะเดียวกันก็มอบ Excellence Services บริการเหนือระดับไปพร้อมกัน โดย PEA ถือเป็นองค์กรที่มีทั้งองค์ความรู้และวิสัยทัศน์สอดคล้องกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้อยู่อาศัย” นายอรุช กล่าว สำหรับ Origin Smart District Rayong เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมหลายโครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 5,000 ล้านบาท รวมถึงจะมีโครงการประเภทอื่นๆ อีกหลายประเภท คาดว่าจะทยอยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 2/2562 ผู้สนใจโครงการความร่วมมือทางธุรกิจพลังงานด้านระบบดิจิทัล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กองกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจใหม่ PEA เบอร์โทรศัพท์ 02-009-6125 หรือที่ Call Center PEA โทรศัพท์ 1129      
ฮาบิแทท กรุ๊ป เปิดตัวคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทแห่งใหม่  “รามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา”

ฮาบิแทท กรุ๊ป เปิดตัวคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทแห่งใหม่ “รามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา”

ฮาบิแทท กรุ๊ป ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมเพื่อการลงทุนของไทยทำพิธีลงนามเซ็นสัญญากับ วินด์ดัม โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ ในการบริหารจัดการโครงการคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทแห่งใหม่ในพัทยาของฮาบิแทท กรุ๊ป ภายใต้แบรนด์ชั้นนำอย่าง “รามาด้า บาย วินด์ดัม” โดย วินด์ดัม โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ เป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรมกว่า 9,200 แห่ง ใน 80 ประเทศทั่วโลก   บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เป็นบริษัทผู้มีประสบการณ์พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนมากกว่า 7 ปี รวม 10 โครงการ มั่นใจศักยภาพเมืองพัทยา เดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ “รามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา” คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทหรูระดับ 5 ดาว ทำเลพัทยาเหนือ มูลค่า 1,500 ล้านบาท โดยเจาะกลุ่มทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติ ราคาเริ่มต้น 3.9 ล้านบาท พร้อมชูการันตีผลตอบแทน 6% นาน 3 ปี   นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า “แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในประเทศไทยยังแข็งแกร่งและเติบโตได้ดี โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในทำเลแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง เมืองพัทยา ซึ่งฮาบิแทท กรุ๊ป มีความมั่นใจในศักยภาพและยังคงลงทุนพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการใหม่ล่าสุด รามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา เป็นโครงการคอนโดมิเนียมลักชัวรี่โลว์ไรซ์สไตล์รีสอร์ททำเลพัทยาเหนือ”   โครงการรามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา ตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 ไร่ ทำเลพัทยาเหนือใกล้กับหาดวงศ์อมาตย์เพียง 1.4 กิโลเมตร และใกล้กับห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา เพียง 500 เมตร พัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียมลักชัวรี่โลว์ไรซ์สูง 8 ชั้นจำนวน 2 อาคาร รวมจำนวน 339 ยูนิต ตกแต่งครบพร้อมเฟอร์นิเจอร์ มีห้องพักให้เลือก 3 แบบ ขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 29-55 ตร.ม. ประกอบด้วย แบบดีลักซ์ ขนาดพื้นที่ 29 ตร.ม. จำนวน 314 ยูนิต หรือคิดเป็น 92% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด, แบบจูเนียร์ สวีท ขนาดพื้นที่ 42 ตร.ม. จำนวน 19 ยูนิตหรือคิดเป็น 6% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และแบบห้องสวีท มีขนาดพื้นที่ 55 ตร.ม.มีเพียง 6 ยูนิตเท่านั้น ราคายูนิตเริ่มต้นที่ 3.9 ล้านบาท หรือ ราคาเฉลี่ยที่ 140,000 บาทต่อ ตร.ม.   มิสเตอร์เดวิด เรย์ รองประธาน ฝ่ายพัฒนาโครงการ วินด์ดัม โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมทำงานกับหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยอย่าง บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ในการเปิดตัวแบรนด์รามาด้า บาย วินด์ดัม ในพัทยา โครงการรีสอร์ทหรูพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการชั้นเลิศจะสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้กับผู้เข้าพักได้เป็นอย่างดีที่สุด”   โครงการรามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เป็นจุดหมายใหม่ของการพักผ่อนอย่างแท้จริง ตามคอนเซ็ปต์ “Make Irresistible Relaxation Alive” เพื่อสร้างบรรยากาศและให้ความรู้สึกผ่อนคลายแก่ผู้เข้าพักประกอบด้วย สระว่ายน้ำและน้ำตกที่เชื่อมต่อกัน พื้นที่สีเขียวธรรมชาติ Great Lawn ที่สามารถใช้เวลาพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นและสงบ เติมเต็มความสนุกบนพื้นที่ Kid’s Zone และ Tree house พื้นที่แห่งความสุขสำหรับทุกคนในครอบครัว นอกจากนั้นห้องและอุปกรณ์ออกกำลังกาย Fitness Centre and Changing Room เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง อีกทั้ง ทางโครงการยังได้มอบการบริการจัดการห้องพักให้อย่างครบครันในรูปแบบ Resort House Keeping โดยผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ มีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง กล้องวงจรปิดในพื้นที่ส่วนรวม ประตูรักษาความปลอดภัย และระบบคีย์การ์ดควบคุมการเข้าออก   โดยความคืบหน้าของโครงการปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติและเริ่มก่อสร้างภายในไตรมาส 4 ปี 2562 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จช่วงไตรมาส 4 ปี 2564   “พัทยา นับเป็นทำเลที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลยอดนิยมที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางเพียง 90 นาที นับเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสำคัญ นอกจากจะยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนแล้ว ยังมีชาวญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง ประกอบกับมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี), การพัฒนาขยายสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์ และโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระหว่างสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ตอกย้ำการลงทุนระยะยาวของภาคตะวันออก และยังเป็นการยกระดับเมืองพัทยาในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอีกด้วย” นายชนินทร์ กล่าวเพิ่มเติม   โครงการรามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา เป็นคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อการลงทุนอย่างแท้จริง โดยฮาบิแทท กรุ๊ป นำเสนอโครงการที่มีรูปแบบการบริหารจัดการโดยแบรนด์โรงแรมระดับ 5 ดาว เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนต่อเนื่องนาน 30 ปี พร้อมการันตีผลตอบแทนที่ 6% เป็นระยะเวลานาน 3 ปี หลังจากนั้นจะเป็นการแบ่งผลกำไรระหว่างผู้ซื้อ 70% และผู้พัฒนาโครงการ 30% นอกจากนี้ เจ้าของห้องยังสามารถเข้าพักฟรีได้ 14 วันต่อปี   สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและข้อมูลโครงการต่างๆ ของ ฮาบิแทท กรุ๊ป ได้ที่ เว็ปไซต์ www.habitatgroup.co.th หรือ โทร. 02-168-8266 หรือ 081-451-0002      
‘เอพี ไทยแลนด์’ สุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชน บริษัทอันดับ 1 ที่คนไทยเชื่อถือที่สุด

‘เอพี ไทยแลนด์’ สุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชน บริษัทอันดับ 1 ที่คนไทยเชื่อถือที่สุด

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมการอยู่อาศัย ครองตำแหน่งองค์กรและแบรนด์อันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคไทยให้ความชื่นชมและเชื่อถือมากที่สุด ในหมวดอสังหาริมทรัพย์ จากผลการสำรวจเพื่อเฟ้นหา ‘สุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชนปี 2019 (Thailand’s Most Admired Brand 2019)’ รางวัลการันตีแรกในปี 2019 ที่นำไปสู่เป้าหมายหลัก ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘AP WORLD’ ผู้สร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี มีสินค้าและบริการคุณภาพครอบคลุมทุกความต้องการเชิงลึกของตลาดอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“รางวัลสุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชนปี 2019 (Thailand’s Most Admired Brand 2019) ที่ทางเอพี ไทยแลนด์ได้รับจากงานวิจัยโดยนิตยสารแบรนด์เอจนั้น ถือว่าสะท้อนภาพความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคคนไทยมีต่อสินค้าและบริการในเครือเอพี ไทยแลนด์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจากผลวิจัย 3 อันดับแรกที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของคนไทยนั้น ประกอบด้วยระบบการรักษาความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ซึ่งเอพี ไทยแลนด์ได้รับการโหวตจากผู้บริโภคให้เป็นอันดับ 1 ใน 3 ประเด็นที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบัน นับเป็นความสำเร็จต่อเนื่องจากการเป็น ‘องค์กรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคประจำปี 2018 (The Most Admired Company 2018)’ เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยเราเชื่อว่าความสำเร็จของ เอพี ไทยแลนด์เกิดจากการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งประกอบกับการนำประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 27 ปี มาคิดวิเคราะห์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นทั้งในด้านนวัตกรรม การออกแบบ แผนพัฒนาโครงการ กระบวนการทำงาน ตลอดจนการดูแลหลังการขาย โดยมีเป้าหมายให้ลูกบ้านในเครือเอพีรู้สึกว่าเขาไม่ได้เพียงซื้อบ้าน แต่ทุกคนในครอบครัวได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีจากเอพี”   “กระบวนการที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติของการอยู่อาศัย ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคำว่า คุณภาพชีวิต ทุกคนตีความในมุมมองที่แตกต่างกัน อีกทั้งมิติของคำว่าคุณภาพชีวิตยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับความสำคัญที่คนในสังคมคำนึงถึง อย่างเช่น วันนี้เรื่อง PM 2.5 กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตไปแล้ว ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเราอาจจะยังไม่รู้เลยว่า PM 2.5 คืออะไร และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเพียงใด ดังนั้น คำตอบในเรื่องคุณภาพชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบททางสังคมที่เราอยู่ เพราะฉะนั้นกระบวนการค้นหาความต้องการแฝง หรือ Unmet Need จึงมีความสำคัญมากต่อการพัฒนานวัตกรรมที่นำมาสู่พิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในที่สุด” นายวิทการ กล่าว   ทั้งนี้ จากการขยายวิสัยทัศน์ไปสู่การเป็นองค์กรที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม ภายใต้แนวคิด AP WORLD, A Vision for Quality of Life นั้น ถือเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับเอพี ไทยแลนด์ อีกทั้งยังเอื้อต่อการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างที่มากขึ้น ผ่านการดำเนินธุรกิจในเครือ 6 รูปแบบ  1) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สําหรับคนเมือง คลอบคลุมสินค้าทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดและทาวน์โฮม ราคาเริ่ม 2 ล้านจนถึง 50 ล้านขึ้นไป 2) ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการคลอบคลุม ทั้งการรับฝากขาย ฝากเช่า ทั้งในและต่างประเทศ 3) ธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ดูแลคุณภาพชีวิตในโครงการต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเครือเอพีและบริษัทอื่นๆ รวมถึงอีก 3 ธุรกิจใหม่ที่ได้จัดตั้งขึ้น 4) ธุรกิจสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินชีวิตมอบประสบการณ์ใหม่ 5) ธุรกิจการพัฒนานวัตกรรมดีไซน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบของคนในสังคม 6) ธุรกิจการศึกษาดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคนในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจากวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อทุกคนในสังคม ประสานกับความแข็งแกร่งในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆ จะต่อยอดให้เอพี ไทยแลนด์ยังคงเป็นองค์กรและแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคไทยต่อไป   “เอพีผสานนวัตกรรมเข้าไปในทุกๆ กระบวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปจนถึงวิธีคิดของคนในองค์กรในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้ทุกคนในสังคมได้ประโยชน์สูงสุด เราใส่ใจในทุกขั้นตอน ด้วยเหตุนี้แบรนด์ของเอพีจึงได้รับรางวัล ‘สุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชนปี 2019 (Thailand’s Most Admired Brand 2019)’ โดยนิตยสารแบรนด์เอจ แบรนด์อันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคไทยให้ความชื่นชมและเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งเอพี (ไทยแลนด์) ยังคงเดินหน้า และไม่หยุดยั้งในการศึกษาค้นคว้า เพื่อส่งมอบนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่จะสร้างความแตกต่าง ทั้งด้านคุณภาพ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต พร้อมก้าวสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือการสร้าง ‘AP WORLD’ พิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงในสังคม” นายวิทการ กล่าวสรุป    
“แกรนด์ ยูนิตี้” ลุยย่านพระราม 6 เตรียมเปิดรอบพิเศษ แนะนำคอนโดหรูสุดไพรเวทก่อนใคร กับโครงการ คาร่า อารีย์ – พระราม 6 (KARA Ari - Rama 6)

“แกรนด์ ยูนิตี้” ลุยย่านพระราม 6 เตรียมเปิดรอบพิเศษ แนะนำคอนโดหรูสุดไพรเวทก่อนใคร กับโครงการ คาร่า อารีย์ – พระราม 6 (KARA Ari - Rama 6)

แกรนด์ ยูนิตี้ เตรียมจัดรอบพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจ โครงการคอนโดมิเนียมล่าสุด “คาร่า อารีย์–พระราม 6” (KARA Ari-Rama 6) คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี บนทำเลศักยภาพย่านอารีย์-พระราม 6 ใกล้แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ แหล่งงาน สะดวกสบายในการเดินทางด้วยทางด่วนพิเศษศรีรัช ในราคาเริ่มต้น 11.5 ล้านบาท สัมผัสก่อนใคร 30–31 มีนาคมนี้ พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 300,000 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   นายปัฐวิน วงศ์เสถียร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียมคุณภาพ ในเครือบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เปิดเผยว่า แกรนด์ ยูนิตี้ เตรียมจัดงาน Soft Opening โครงการ “คาร่า อารีย์ – พระราม 6” (KARA Ari - Rama 6) เพื่อแนะนำลักซ์ชัวรีคอนโดมิเนียม แบรนด์ใหม่ล่าสุดกับลูกค้าที่แจ้งความสนใจเยี่ยมชม ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดย “คาร่า อารีย์ – พระราม 6” เป็นคอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรซ์ 8 ชั้น ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความเป็นส่วนตัว เนื่องจากโครงการมีเพียง 28 ยูนิต ตั้งอยู่ติดถนนพระราม 6 ซึ่งถือเป็นทำเลที่เชื่อมระหว่างย่านอารีย์กับพระราม 6 ที่มีทั้งแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ และแหล่งงานที่สำคัญพร้อมทั้งสะดวกสบายในทุกการเดินทาง เนื่องจากใกล้จุดเชื่อมต่อทางด่วนพิเศษศรีรัช พร้อมด้วยความสะดวกสบาย เช่น ที่จอดรถถึง 100% พร้อมระบบ Auto Parking ทำให้หมดกังวลเรื่องการวนหาที่จอดรถ ถือเป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยที่ใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง ในราคาเริ่มต้น 11.5 ล้านบาท   ทั้งนี้ โครงการ “คาร่า อารีย์ – พระราม 6” (KARA Ari - Rama 6) มีกำหนดจัดงาน Soft Opening ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคมนี้ ณ สำนักงานขายบริเวณชั้น 2 ภายในโครงการอารีย์ การ์เด้น ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียน พร้อมรับส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 300,000 บาท ได้แล้ววันนี้ที่ www.grandunity.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 652 4000 หรือ www.facebook.com/GrandUnityDevelopment      
“แสนสิริ” โชว์ความสำเร็จ ตอกย้ำผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ ปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า”

“แสนสิริ” โชว์ความสำเร็จ ตอกย้ำผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ ปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า”

“แสนสิริ” ตอกย้ำผู้นำตลาดอสังหาริมทัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ของไทย ประกาศปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” (THE MONUMENT SANAMPAO) ด้วยยอดขายกว่า 1,500 ลบ. จำนวน 86 ยูนิต ย้ำความสำเร็จแบรนด์ “เดอะ โมนูเมนต์” คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างเข้าใจและตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Monument to Generations’ การส่งต่อทำเลคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองสูงถึง 70%  เผยปัจจัยหลัก ได่แก่ ทำเล ความเป็นส่วนตัว ดีไซน์ที่มีรสนิยม วัสดุคุณภาพระดับเวิลด์คลาส ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มลักซ์ชัวรี่ระดับบนอย่างแท้จริง พร้อมเตรียมเผยโฉมและโอนกรรมสิทธิ์ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” โครงการล่าสุด ภายใต้บริษัทร่วมทุนกับ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาทกับแนวคิด “Luxury is Space” คอนโดมิเนียมลักซ์ชัวรี่สำหรับครอบครัวยุคใหม่ นิยามความหรูหราผ่านพื้นที่โอ่โถงที่ให้ประสบการณ์เสมือนบ้าน แลนด์มาร์คแห่งใหม่บนถนนเส้นหลักทองหล่อ ปัจจุบัน มียอดขายอยู่ที่ 40% หรือมูลค่า 2,600 ล้านบาท นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “เดอะ โมนูเมนต์” ถืออีกหนึ่งแบรนด์คอนโดมิเนียม ในการรุกตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ของแสนสิริ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘The Monument to Generations’ การส่งต่อทำเลที่มีคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น และความภาคภูมิใจในกการอยู่อาศัย ควบคู่กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และการคัดสรรวัสดุที่มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาสโดยโครงการแรก “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” เปิดตัวในปี 2558 ในรูปแบบไฮไรซ์สูง 24 ชั้น ที่ให้ความเป็นส่วนตัวเพียง 86 ยูนิต บนทำเลสนามเป้า – พหลโยธิน ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการรวมตัวของวัฒนธรรมเก่า และความทันสมัย ที่ผสานอย่างลงตัว โดยปัจจุบัน สามารถปิดการขายโครงการ 100% ด้วยมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท เมื่อต้นปีนี้”   นายปิติ กล่าวต่อไปว่า “ปัจจัยสำเร็จที่โดดเด่น ส่งผลให้โครงการได้รับการตอบรับอย่างสูงสุดจากกลุ่มลูกค้า ได้แก่ ความคุ้มค่าของโครงการที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเหนือกาลเวลา ทั้งคุณภาพและราคาที่ดีที่สุด ทำให้ “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” เป็นทรัพย์สินที่ควรค่าแก่การครอบครอง สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ ด้วยที่ตั้งโครงการอยู่ในทำเลศักยภาพสูง ติดริมถนนใหญ่ โซนเส้นถนนพหลโยธินตอนต้น ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากมาก พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตทุกมิติ เพียง 5 กม. ใกล้ทางด่วนทั้งขาเข้าและออกนอกเมือง โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองสูงถึง 70% และผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าด้วยสูงถึง 4-6% ต่อปี ซึ่งกลุ่มลูกค้าเช่า ได้แก่ กลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย กลุ่มแพทย์ที่ทำงาน ในบริเวณนี้ กลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลพญาไท เป็นต้น ทำให้ทำเลนี้ ไม่แตกต่างจากทำเลใจกลางเมืองสำคัญอื่นๆ ที่มีราคาสูงกว่า ทั้งนี้ ยังคงมีลูกค้าสนใจและมีความต้องการซื้อโครงการอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีราคาซื้อต่อสูงขึ้นถึง 5% โครงการยังถือเป็นผลงานการออกแบบระดับมาสเตอร์พีซ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัยที่คงความคลาสสิคเหนือกาลเวลา พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนทุกรายละเอียดที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด ทั้งยังให้ความสำคัญกับ การจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ นอกจากล็อบบี้เลานจ์ บริเวณชั้นหนึ่งที่จัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้ลูกบ้านรับรองแขกแล้ว ยังมีพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ อีกถึง 3 ชั้น คิดเป็นพื้นที่กว่า 20% ของพื้นที่ห้องชุดทั้งหมด ซึ่งส่วนกลางมีฟังก์ชั่นครบครัน ทั้งพื้นที่ออกกำลังกาย Panoramic Exercise Room และพื้นที่สังสรรค์ Social Lounge, Sky Pavilion, Libraryroom และ Tea Room เป็นต้น “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” นำเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตแบบ SMART LIVING มาช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิต โดยถือเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกในเอเชียที่มีหุ่นยนต์ส่งของให้บริการลูกบ้าน พร้อมระบบรองรับการใช้พลังงานทดแทนในอนาคตอย่าง EV charger station สำหรับรถยนต์ทุกรุ่น มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และติดตั้งเครื่องรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติก (PET Bottle Refun)     เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติก และสุดท้ายโครงการนี้ยังมี บริการเพื่อการใช้ชีวิตเหนือระดับ อย่าง Building Manager และ Concierge Service ผู้ช่วยประจำโครงการ เช่น บริการซัก อบ รีด, บริการตรวจสอบดูแลและจัดการห้องชุด, บริการเรียกรถลีมูซีน, บริการแนะนำร้านซ่อมเสื้อผ้าและเครื่องหนัง เป็นต้น” “ด้วยความสำเร็จของแบรนด์ “เดอะ โมนูเมนต์” โครงการแรก จึงเป็นที่มาของการสานต่อสู่การพัฒนาโครงการ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” โครงการคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่กำหนดนิยามใหม่แห่งการอยู่อาศัยด้วยพื้นที่กว้างขวางภายใต้แนวคิด “Luxury is Space” โอ่โถงเสมือนอยู่บ้านเดี่ยว โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาคารรูปทรง “Monolith” อันเป็นเอกลักษณ์ ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในทองหล่อ และเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตสุดเอ็กซ์คลูซีฟสูงสุดเพียงชั้นละ 4 ห้อง รวม 127 ยูนิต บนที่ดินขนาด 2 ไร่ ติดถนนเส้นหลักของทองหล่อ อีกหนึ่งทำเลอันเป็นมรดกทรงคุณค่าที่มีศักยภาพสูงสุดอันดับต้นๆของกรุงเทพฯ ทั้งย่านที่พักอาศัยคุณภาพสูงมาตั้งแต่อดีต และแหล่งรวมร้านค้าชั้นนำ ร้านอาหารและ คอมมูนิตี้มอลล์ระดับไฮเอนด์มากมายโดยหลังจากเปิดพรีเซลไปเมื่อปี 2561 และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ด้วยยอดพรีเซลกว่า 40% พร้อมเตรียมเปิดเผยโฉม “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” ในเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะได้รับการตอบรับในการโอนกรรมสิทธิ์อย่างเช่นเคย อีกแน่นอน” นายปิติ กล่าวสรุป      
เปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 40

เปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 40

ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี เปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 40 พร้อมย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการภาครัฐและเมกะโปรเจคมากมาย ขณะที่สามสมาคมผู้จัดงานมั่นใจตลาดอสังหาฯ ปี 62 จะเห็นยอดซื้อเพิ่มขึ้น   ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “งานมหกรรมบ้านและคอนโดเป็นกิจกรรมที่มีความ สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นับเป็นงานแสดง สินค้าที่อยู่อาศัยใหญ่ที่สุด โดยมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งรายใหญ่ รายกลาง รายเล็ก พร้อมกันนำสินค้าหลาก หลายโครงการมาจัดแสดง เพื่อให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปที่กำลังเลือกซื้อที่อยู่อาศัย โดยสามสมาคมผู้จัดงาน ได้แก่ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอาคารชุดไทย ได้ทำให้เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องง่าย มาที่ เดียวจบทุกราคา ทุกประเภท ทุกทำเล ตรงกับความต้องการมากที่สุด นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งจาก ผู้ประกอบการและแคมเปญกระตุ้นยอดขายจากผู้จัดงานอีกมากมาย”   “ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจอื่นๆ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยเฉพาะโครงสร้างสาธารณูปโภคด้านการคมนาคมกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นสิ่งคู่กัน ตลอดมา พื้นที่ใดถนนตัดผ่านย่อมเกิดการขยายตัวสร้างความเจริญสู่ชุมชนใหม่ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไทย ให้ก้าวสู่การเป็นประเทศผู้มีรายได้สูง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความเจริญไปทั่วประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการ ดังนั้น โครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของการพัฒนาประเทศ เนื่องจากการเกิด Smart City มีลักษณะความอัจฉริยะใน 7 ด้าน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้าน เศรษฐกิจ การขนส่ง พลังงาน สิ่งแวดล้อม การดำรงชีพ พลเมือง และการบริหารงานภาครัฐ ในปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิด โครงการนำร่องเมืองอัจฉริยะ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา สำหรับปีนี้จะขยายแผนงานไปยัง 24 จังหวัด และคาดว่าภายในเวลา 5 ปีจะขยายไปทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ทำการเปิด รับสมัครเมืองทั่วประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาเป็น Smart City เมื่อผ่านเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด เมืองเหล่านั้นก็จะได้รับ ตราสัญลักษณ์ Smart City สามารถขอรับสิทธิส่งเสริมการลงทุน จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้”   “นอกจากนี้ ภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย ตั้งแต่ปี 2558 – 2565 กระทรวงคมนาคม ยังมุ่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทุกโครงข่าย ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในประเทศ รวมถึงการ สร้างสถานีขนส่ง หรือจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางด้วยการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน หรือ Transit Oriented Development เพื่อช่วยกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคตามแนวสายทางการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะเอื้อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรม แหล่งงาน และแหล่งที่อยู่อาศัย เป็นต้น”   “สำหรับในส่วนกรุงเทพมหานคร โครงการรถไฟฟ้าเฟส 1 จำนวน 10 สาย และพร้อมจะเปิดให้บริการครบทุกสายภายใน ระยะเวลา 5 - 6 ปี สามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็นวันละราว 2.7 ล้านคน ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้เริ่มวางแผน งานพัฒนาเฟส 2 เพื่อขยายรัศมีโครงข่ายรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเน้นไปที่พัฒนาสถานีเพื่อเชื่อมต่อการขนส่งทุกรูปแบบ ทั้งรถเมล์ เรือโดยสาร และท่าอากาศยาน และเชื่อว่ายังมีงานอีกมากมายที่จะดำเนินการต่อ เพื่อให้การพัฒนาประเทศ มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบต่อไป” ดร.ไพรินทร์ กล่าว   ด้านนายณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 40 เปิดเผยว่า “ปี 2562 นี้ มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมากกับตลาดอสังหาฯ ไทยอยู่หลายประการ อาทิ มาตรการควบคุมสินเชื่อบ้านแบบใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายนนี้ ทำให้ผู้ประกอบการต่างเร่งระบายสต๊อกสินค้าและออกโปรโมชั่นพิเศษมากมาย จึงเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มเรียลดีมานด์ที่จะได้เลือกซื้อสินค้าที่ต้องการพร้อมได้รับสิทธิพิเศษทั้งด้านส่วนลดราคาและของแถมมากมาย โดยคาดการณ์ว่าจะมียอดโอนกรรมสิทธิ์มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ส่วนปัจจัยด้านการเมือง ซึ่งหากรัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพ สถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจของประเทศก็น่าจะกลับมาฟื้นตัว และเชื่อว่าตลาดอสังหาฯ ในครึ่งปีหลังก็จะกลับมาคึกคักยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอสังหาฯ”   “ทางคณะผู้จัดงานคาดการณ์ว่างานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 40 นี้ จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยมีผู้มาร่วมงานอยู่ที่เกือบ 1 แสนคน และมียอดจองและขายทั้งภายในงานและต่อเนื่องหลังงานรวมกว่า 6 พันล้านบาท สำหรับงานครั้งนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 ราย และมีโครงการมากกว่า 1,000 โครงการให้ลูกค้าได้เลือก”   “คณะกรรมการจัดงานได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ “7 Weeks 7 Flash Deal” เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเรื่องเป็นอยู่เป็นเรื่องง่าย โดยแคมเปญนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และจะสิ้นสุดในวันที่ 24 มีนาคม ซึ่ง เป็นวันสุดท้ายของการจัดงานฯ ลูกค้าที่ได้ลงทะเบียนออนไลน์หรือจองซื้อภายในงานจะได้รับสิทธิ์ลุ้นรับดีลพิเศษ 7 ดีล ตลอด 7 สัปดาห์ ได้แก่ ฟรีผ่อน 1 ปี ฟรีดาวน์ ฟรีโอน ฟรีค่าส่วนกลาง ฟรี   บิวท์อิน ฟรีเครื่องใช้ ไฟฟ้า และฟรีเฟอร์นิเจอร์ แต่ละดีลจะมีมูลค่าถึง 120,000 บาท นอกจากนี้ คณะกรรมการจัดงานยังได้ทำ HC SOLUTION เพื่อให้ลูกค้าสามารถตรวจหาข้อมูลโครงการที่สนใจจากระบบฐานข้อมูล ซึ่งรวบรวมข้อมูลทุกอย่างจากผู้ประกอการทุกรายที่ร่วมจัดแสดงสินค้าในครั้งนี้ ตั้งแต่ตำแหน่งที่ตั้งบูธภายในงาน ประเภทโครงการ ทำเล ราคา และโปรโมชั่นต่างๆ ไปจนถึงการคำนวณความสามารถในการขอสินเชื่อ ทั้งยังสามารถขอรับคำปรึกษาเรื่องการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำมากมาย ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษมากมายไว้ต้อนรับลูกค้าภายในบูธของแต่ละแบรนด์อีกด้วย” นายณพงศ์ กล่าว   งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 40 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 24 มีนาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริเวณโซนซี ชั้น 1 ชั้น 2 และโซนเอเทรียม ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้าได้ทาง www.housecondoshow.com หรือติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ทางเฟสบุ๊ค housecondoshow - งานมหกรรมบ้านและคอนโด, อินสตาแกรม housecondoshow  หรือช่องทางไลน์ @housecondoexpo เพื่อรับข้อมูลโครงการและโปรโมชั่นจากผู้ประกอบ การได้อย่างง่ายดายและสะดวกรวดเร็ว      
KUN decorate ฉลองครบรอบ 10 ปี อย่างอบอุ่น เปิดตัว “Join Collection”

KUN decorate ฉลองครบรอบ 10 ปี อย่างอบอุ่น เปิดตัว “Join Collection”

KUN decorate โดย บริษัท คุณากิจอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ1 ทศวรรษแห่งการเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อลูมิเนียมชั้นนำของประเทศไทย โดยจัดงาน 10th Anniversary of KUN decorate ในธีม“# I LOVE KUN” ซึ่งนำเสนอหลากหลายเหตุผลที่เฟอร์นิเจอร์อลูมิเนียมของ KUN decorate ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากลูกค้ามาตลอดในระยะเวลา 10 ปี   ในโอกาสพิเศษนี้ KUN decorate ได้เปิดตัว “Join Collection” คอลเล็กชั่นใหม่ที่มีทั้งเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ซึ่งสื่อแนวคิด Craft design ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด ความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด และการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียม อันล้วนเป็นเอกลักษณ์ของ KUN decorate   เฟอร์นิเจอร์คอลเล็กชั่นใหม่ “Join Collection” ประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ และ ไลน์สินค้าใหม่คือไอเทมตกแต่งบ้าน ซึ่งมีโครงสร้างทำจากวัสดุอลูมิเนียมและส่วนประกอบที่ทำจากวัสดุไม้ เป็นผลงานการออกแบบของทีมนักออกแบบหน้าใหม่ไทย คือSYNONYMS ประกอบด้วยคุณวงศธร ชัยเชิดชูวงศ์ คุณสุภวัช ทองสว่าง และคุณพงษ์ศิริ ชูน้อย ซึ่งได้วิเคราะห์อัตลักษณ์ของแบรนด์ KUN decorate ตลอดทศวรรษ จากนั้นตีความและต่อยอด เพื่อให้เกิดการปรับใช้ในบริบทใหม่ โดยได้เลือกจับคู่อลูมิเนียมกับไม้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ไม่เคยมีมาก่อนในพอร์ตโฟลิโอ แต่เป็นการหยิบเอาเสียงของลูกค้ามาผสานเข้าไปในความเป็น KUN decorate จนทำให้เกิดการพัฒนาผลงานของแบรนด์ที่มีคุณค่ายิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ผลงานทุกชิ้นถูกผลิตขึ้นด้วยฝีมือช่างไทยอย่างพิถีพิถัน สะท้อนความใส่ใจของแบรนด์ KUN decorate ในทุกรายละเอียด ตามหลัก Craft design การผลิตชิ้นงานที่แสนปราณีตดั่งการสร้างสรรค์งานศิลปะ   คุณจุไรรัตน์ คุณาวิชยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ KUN decorate กล่าวว่า “นับตั้งแต่วันแรกแห่งการก่อตั้งแบรนด์ KUNdecorate   เรามุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ว่า เฟอร์นิเจอร์อลูมิเนียมโดยฝีมือคนไทยมีคุณภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก และในวันนี้ที่ KUN decorate ครบรอบ 10 ปีบริบูรณ์ เราพูดได้อย่างมั่นใจว่า เราคือผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อลูมิเนียมอันดับหนึ่งของประเทศไทย โดยเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากลูกค้าอย่างเสมอมา งานฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษของ     แบรนด์ในธีม “ฉันรักคุณ/KUN” ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะแสดงความขอบคุณต่อลูกค้าทุกท่านที่เลือก KUN decorate เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา โดยเราขอสัญญาว่าจะเดินหน้าพัฒนาและสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์อลูมิเนียมที่ดีที่สุด ทั้งในด้านคุณภาพ ดีไซน์ และฟังก์ชัน ที่คนไทยคู่ควรให้สมกับบทบาทผู้นำเฟอร์นิเจอร์อลูมิเนียมของไทยอย่างแท้จริง”   “Join Collection สะท้อนจุดยืนและเป้าหมายในอนาคตของ KUN decorate เราให้เกียรติคำแนะนำของลูกค้าและนำมาปรับใช้กับวิถีของแบรนด์ ทั้งในด้านองค์ประกอบของสินค้าและประเภทของสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้เรายังยึดมั่นที่จะร่วมมือกับดีไซเนอร์หน้าใหม่ของไทย   การจัดงานครบรอบ 10 ปีในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเฉลิมฉลองของแบรนด์ KUN decorateแต่เป็นการตอกย้ำบทบาทของ KUN decorate ที่ต้องการสนับสนุนนักออกแบบสัญชาติไทย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและในต่างประเทศ และต้องการเดินหน้าไปพร้อมกับผู้สนับสนุนทุกท่านที่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่แข็งแกร่งของ KUN decorate” คุณจุไรรัตน์ คุณาวิชยานนท์ กล่าวปิดท้าย   KUN decorate นั้นโดดเด่นในหลายประการ ได้แก่ (1) การควบคุมการผลิตเองในทุกขั้นตอน ทำให้พัฒนาชิ้นงานได้ตามดีไซน์อย่างปราณีต อีกทั้งดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิด zero waste ได้ ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่มองหา Eco products (2) แนวคิด DUCF (Design, Unique, Compatible, Functional) ทำให้สร้างงานที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่า (3) การพัฒนานวัตกรรมอยู่เสมอ ด้วยประสบการณ์ด้านการผลิตวัสดุโลหะมากว่า 50 ปี การผลิตสินค้าอลูมิเนียมจึงเป็นไปอย่างเชี่ยวชาญ โดดเด่นด้วยวัสดุคุณภาพ ทนทานแต่น้ำหนักเบา ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ใช้งานได้สะดวก ดูแลง่าย สวยและแปลกใหม่ (4) แนวคิด Craft design ซึ่งเปรียบสินค้าดั่งงานศิลป์ เราจึงตอบโจทย์งานดีไซน์คุณภาพระดับพรีเมียมจนได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรในตลาดยุโรปมาตลอดทศวรรษ และ (5) งานบริการ การดูแลซ่อมแซมสภาพสินค้าแก่ลูกค้าอย่างใส่ใจ   คุณเธียรชัย เตชวัฒนสุข เจ้าของโรงแรม X2 River Kwai Resort จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า “แบรนด์ KUN decorate คือตัวเลือกแรก เมื่อเรานึกถึงเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์สวย ที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดี มีความปราณีตและทันสมัย ความเบาที่มาพร้อมความแข็งแรงทนทาน อีกทั้งไม่เป็นสนิม คือเหตุผลที่ทำให้เราเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์จาก KUN decorate มาโดยตลอด การหยิบเอาอลูมิเนียมมาใช้สร้างงานศิลป์เพื่อการแต่งที่อยู่อาศัยของ KUN decorate ถือเป็นวิถีการผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่นำกระแส เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นชินนักกับเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยวัสดุดังกล่าว ผมจึงภูมิใจมากที่โรงแรม X2 River Kwai Resort เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่ค้นพบเฟอร์นิเจอร์ของ KUN decorate นอกจากนี้บริการซ่อมแซมสินค้าอย่างใส่ใจ และการเลือกใช้นักออกแบบและช่างไทย ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรารักแบรนด์ KUN decorate อย่างไม่เปลี่ยนแปลง”   คุณกชพร จิตนันทกุล ผู้จัดการฝ่ายขาย บุญถาวร ไลฟ์สไตล์ เฟอร์นิเจอร์ กล่าวว่า “KUN decorate ถือเป็นแบรนด์ในพอล์ตโฟลิโอสินค้าตกแต่งบ้านที่บุญถาวรภูมิใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ด้วยสีสันที่ต่างจากแบรนด์อื่น โดยปัจจุบันมีสินค้าจาก KUN decorate จำนวน 34 แบบวางจำหน่ายที่บุญถาวร 8 สาขาทั่วประเทศ สำหรับคอลเล็กชันใหม่ “Join Collection” KUN decorateทำให้เราเห็นว่า KUN decorate คือผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตนเอง การผสมผสานวัสดุอลูมิเนียมเข้ากับไม้ คือการสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่แต่ลงตัว ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่โดดเด่นขึ้นมาจากสิ่งที่มีในตลาด โดยเฉพาะไอเทมกลิ่นอายสแกนดิเนเวียน ที่เหมาะกับการตกแต่งบ้านในหลากหลายสไตล์ การเพิ่มไลน์สินค้าของตกแต่งบ้านขึ้นมาก็ทำให้คนรักการแต่งบ้านสนุกกับแต่งเติมสถานที่ของตนให้อบอุ่นมีชีวิตชีวาได้มากขึ้น เชื่อได้ว่าคอลเล็กชั่นใหม่นี้จะเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน”   ติดตามคอลเล็กชั่นใหม่ “Join Collection” ข่าวสารและโปรโมชั่นของ KUNdecorate ได้ที www.kundecorate.com,  www.facebook.com/KUNDECORATE   และ Instagram @kundecorate      
อีสเทอร์น สตาร์โชว์ผลประกอบการปี 2561 ยอดขายโต  3 เท่า

อีสเทอร์น สตาร์โชว์ผลประกอบการปี 2561 ยอดขายโต 3 เท่า

บมจ. อีสเทอร์น สตาร์ (ESTAR) เผยผลประกอบการปี 2561 กวาดยอดขายโต 3 เท่า ทะลุ 3 พันล้านบาท เติบโตทั้งในตลาดกรุงเทพและขึ้นแท่นเบอร์ 1 บ้านเดี่ยวตลาดระยอง พร้อมเผยแผนปี 2562 ฉลองครบรอบ 30 ปี เตรียมเปิดตัวแคมเปญ 3 DECADES OF LIVING PLEASURE 3 ทศวรรษของความสุขแห่งการใช้ชีวิต เดินหน้าลุยขยายธุรกิจเปิดตัวโครงการใหม่ 3-5 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เน้นเรียลดีมานด์ให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้ามากขึ้น วางเป้ารายได้ 2562 ที่ 1,600 ล้านบาท และเป้ายอดขาย 2,000 ล้านบาท   ดร.ต่อศักดิ์ เลิศศรีสกุลรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) (ESTAR) เผยถึงผลประกอบการแผนดำเนินธุรกิจในปี 2561 ว่า จากความพยายามในการขยายธุรกิจในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมาทำให้ล่าสุดบริษัทฯ ทำยอดขายไปรวมได้ถึง 3,037 ล้านบาท โดยเปิดโครงการคอนโดมิเนียม 8 ชั้น แห่งแรกของบริษัทคือ ควินทารา ทรีเฮาส์ สุขุมวิท 42 ที่ขายหมดภายใน 2.5 เดือน และโครงการบ้านเดี่ยวแนวคิดใหม่ เวลาน่า กอล์ฟเฮาส์ บ้านฉาง – ระยอง ที่ทำยอดขายไปแล้วกว่า 90 % ในเฟสแรก ซึ่งแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯยังคงเดินหน้ารักษาความสำเร็จเปิดโครงการต่อเนื่อง พร้อมทุ่มงบกว่า 2 พันล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินทั้งในกรุงเทพและระยองสำหรับพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มเติมอีกด้วย สำหรับในปี 2562 บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ อีก 3-5 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้ายอดขายที่ 2,500 ล้านบาท และยอดรายได้ที่ 1,600 ล้านบาท สำหรับโครงการที่จะเปิดขายในปีนี้ยังคงรักษาความโดดเด่นในเรื่องของการออกแบบ โดยกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพสูง อาทิ โครงการ “ESTARA HAVEN PATTANAKARN 20” ซึ่งล่าสุดได้เปิด Soft Launch ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2562 และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี สามารถทำยอดขายได้กว่า 150 ล้านบาทในวันเปิดตัว ด้วยจุดเด่น คือ บ้านแฝด 3 ชั้นฟังก์ชั่นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ท่ามกลางธรรมชาติส่วนกลางขนาดใหญ่ ใจกลางพัฒนาการ ติดย่านธุรกิจ เพียง 10 นาทีสู่สุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน และ รถไฟฟ้า 3 สาย เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ราคาเริ่มที่ 12.69 ล้านบาท มีจำนวนทั้งสิ้น 152 หลัง มูลค่าโครงการ กว่า 1,500 ล้านบาท   นอกจากนี้ ในปี 2562 จะเป็นปีที่ทางบริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) (ESTAR) จะมีอายุครบรอบ 30 ปี จึงเตรียมจัดแคมเปญ 3 DECADES OF LIVING PLEASURE 3 ทศวรรษของความสุขแห่งการใช้ชีวิต ซึ่งจะเปิดเผยรายละเอียดให้ท่านสื่อมวลชนได้ทราบในโอกาสต่อไป ดร.ต่อศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ในปี 2562 ว่า คาดว่าจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2561 หรืออาจเติบโตเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเกิดขึ้นของรถไฟฟ้าสายต่างๆ และการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคของภาครัฐ และเศรษฐกิจของประเทศที่ยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้น รวมทั้งการที่ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่จะช่วยหนุนการลงทุนในภาคตะวันออกให้ขยายตัวในระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินตามมามหาศาลเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในทันที ทั้งนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การส่งออกที่ชะลอตัว ผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ รวมทั้งปัจจัยราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนมาตรการคุมเข้มสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย (LTV) ที่ออกมาสกัดกั้นการซื้อเก็งกำไรตลาดคอนโดฯ ของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีนโยบายพัฒนาที่อยู่อาศัย สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ในระดับกลาง-บน ที่เน้นกลุ่มเรียลดีมานด์เป็นหลัก โดยจะมีการศึกษาตลาดและผู้บริโภคเชิงลึกในแต่ละทำเลที่จะดำเนินโครงการอย่างละเอียดไปพร้อมๆกันกับการนำเสนอสินค้าที่หลากหลายทั้งในด้านระดับราคา ทำเล และตัวสินค้าเอง ทำให้เชื่อมั่นว่าจะยังคงขยายธุรกิจได้ตามแผนที่วางไว้ต่อไป ดร.ต่อศักดิ์ กล่าว      
สิงห์ เอสเตท รับรางวัล “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2019” ประเภทความเป็นเลิศ สาขา CSR OF THE YEAR

สิงห์ เอสเตท รับรางวัล “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2019” ประเภทความเป็นเลิศ สาขา CSR OF THE YEAR

ดร. ชญานิน เทพาคำ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ขึ้นรับรางวัล “THAILAND TOP COMPANY AWARDS 2019” ประเภทความเป็นเลิศ สาขา CSR OF THE YEAR  ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับองค์กรที่ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับนิตยสาร Business+ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา      
ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ไทยจากจีนเพิ่มมากขึ้น

ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ไทยจากจีนเพิ่มมากขึ้น

ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก รายงานว่า จีนกำลังมีบทบาทมากขึ้นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย   ในด้านการท่องเที่ยว  นักท่องเที่ยวจีนเดินมาเข้ามายังประเทศไทยจำนวน 10.5 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว คิดเป็น 30% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด  ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 1,175% ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา   ในด้านการทำงาน ชาวจีนเป็นชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยมากเป็นอันดับสองรองจากชาวญี่ปุ่น โดยชาวจีนที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานในไทยนั้นเพิ่มขึ้นถึง 185.25% ในช่วงแปดปีที่ผ่านมา   ในด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย และเมื่อปีที่แล้วจีนเป็นประเทศที่ลงทุนโดยตรง (FDI) ในประเทศไทยที่ใหญ่เป็นอันดับ 5   แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี เชื่อว่า ความสำคัญของจีนในฐานะแหล่งที่มาของความต้องการและการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะเพิ่มมากขึ้น  การเติบโตที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและเป็นที่คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก  ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะมีความผันผวน ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของจีนและผลกระทบที่มีต่อกำลังซื้อของประชากร  รวมถึงทัศนคติของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยว   ในด้านการลงทุน ปัจจุบันการลงทุนของจีนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมในไทยนั้นยังมีจำนวนจำกัด   แม้ว่าชาวจีนที่ได้รับในอนญาตให้ทำงานในประเทศไทยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดที่พักอาศัยให้เช่าในย่านใจกลางธุรกิจหรือซีบีดีมากนัก เนื่องจากงบประมาณในการเช่าที่พักอาศัยของชาวจีนโดยทั่วไปแล้วนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชาวญี่ปุ่น ชาวอเมริกัน และชาวยุโรป ซึ่งเป็นความต้องการหลักในการเช่าที่พักอาศัยใน ซีบีดี   ในตลาดคอนโดมิเนียม จำนวนผู้ซื้อชาวจีนได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาโครงการบางรายเผยว่ายอดขายคอนโดมิเนียมที่มาจากผู้ซื้อชาวต่างชาติสูงถึง 50% และส่วนใหญ่เป็นผู้ซื้อชาวจีน   นอกจากนี้ ยังรายงานอีกว่าคอนโดมิเนียมบางโครงการสามารถขายให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติได้เต็มโควต้า 49% ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต   ผู้ซื้อชาวจีนในตลาดคอนโดมิเนียมของไทยที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดหรือภาษีที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเทศอื่นๆ    สำหรับประเทศไทย ชาวต่างชาติได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับคนไทยในเรื่องภาษีจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่ประเทศอื่น ผู้ซื้อชาวต่างชาติจะต้องจ่ายค่าภาษีอากรแสตมป์สูงกว่าผู้ซื้อในประเทศ   ซีบีอาร์อีมีความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากลูกค้าชาวจีน เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าผู้ซื้อบางรายอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ในแง่ของค่าเช่าหรือกำไรจากการลงทุน   นอกจากนี้ มาตรการควบคุมเงินทุนของจีนที่จำกัดการนำเงินออกไปยังต่างประเทศเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับการที่ผู้ซื้อชาวต่างชาติไม่สามารถกู้ยืมเงินในประเทศไทยเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้นั้นอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการ   การลงทุนจากจีนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมยังมีจำนวนจำกัด โดยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาร่วมทุนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ยังคงมาจากญี่ปุ่น   บริษัทจีนเป็นที่มาของความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดพื้นที่สำนักงานของกรุงเทพมหานคร  โดยธุรกรรมการเช่าพื้นที่สำนักงานที่ใหญ่ที่สุดหลายธุรกรรมในปีที่แล้วก็มาจากบริษัทด้านอี-คอมเมิร์ซของจีน  สำหรับการลงทุนจากจีนในการพัฒนาอาคารสำนักงานยังคงมีอยู่จำกัด โดยนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดคือไชน่า รีซอร์สเซส (China Resources) ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ร่วมทุนในโครงการออล ซีซั่นส์ เพลส บนถนนวิทยุ ที่มีมานานกว่า 30 ปี   นักท่องเที่ยวชาวจีนได้กลายเป็นความต้องการที่สำคัญของตลาดค้าปลีกทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวหลัก แต่จนถึงปัจจุบัน การลงทุนจากนักลงทุนจีนในการพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก    บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนอย่างอาลีบาบาและ JD.com เป็นบริษัทแนวหน้าในตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทย ซึ่งแข่งขันโดยตรงกับร้านค้าที่มีหน้าร้านและศูนย์การค้า   เป็นระยะเวลาหลายปีที่ญี่ปุ่นครองความเป็นผู้นำในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาสู่ภาคการผลิตของไทย แต่ในปัจจุบันมีหลายปัจจัยด้วยกันที่ช่วยให้การลงทุนโดยตรงจากจีนในภาคการผลิตของไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ต้นทุนด้านแรงงานของจีนที่เพิ่มขึ้น และมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับสินค้านำเข้าที่มาจากจีน   ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561  ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทยหลายรายกล่าวว่าความต้องการซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงานใหม่นั้นมาจากบริษัทของจีนมากที่สุด   นายเจมส์ พิทชอน หัวหน้าแผนกวิจัยและที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ประเทศจีนจะยังคงเป็นแหล่งที่มาของความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการนั้นอาจผันผวนตามความเชื่อมั่นและมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภาคธุรกิจ    นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากจีนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านการร่วมทุนก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน”   ประเทศจีนนับเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก   ข้อมูลจากแผนกวิจัยของซีบีอาร์อีแสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จากจีนเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (256,000 ล้านบาท) ในปี 2556 เป็นเกือบ 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.12 ล้านล้านบาท) ในปี 2560   แต่แนวโน้มนี้จะชะลอตัวลงในระยะสั้นจากการที่รัฐบาลจีนจำกัดการลงทุนในต่างประเทศและการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ     จีนยังคงเป็นแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการชะลอตัวของการลงทุนก็มีแนวโน้มที่จะเป็นจุดเริ่มต้นมากกว่าที่จะเป็นจุดจบของการลงทุนที่มาจากจีนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ      
ทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝดระดับบน อีกหนึ่งทางเลือกของคนกรุงเทพฯ

ทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝดระดับบน อีกหนึ่งทางเลือกของคนกรุงเทพฯ

เน็กซัส เผยผลการสำรวจตลาดทาวน์โฮมและโฮมออฟฟิศยังคงได้รับความนิยมจากผู้ซื้อที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอายุประมาณ 30-40 ปีที่ต้องการขยายครอบครัวแต่มีงบประมาณจำกัด ประกอบกับราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้นทุนที่ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เลือกที่จะพัฒนารูปแบบโครงการที่มีพื้นที่ขายมากที่สุด ซึ่งหากที่ดินไม่สามารถพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมได้แล้วการพัฒนาโครงการทาวน์โฮมหรือบ้านแฝดจึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ   ในส่วนของโฮมออฟฟิศ เป็นอีกรูปแบบการพัฒนาโครงการที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ต้องการซื้อเพื่อทำเป็นออฟฟิศในทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวกแทนการเช่าพื้นที่ออฟฟิศในเขตใจกลางเมืองที่มีราคาแพง และยังสามารถจัดสรรพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นการแบ่งพื้นที่ชั้นบนสุดไว้เพื่อพักอาศัย หรือการปล่อยเช่าพื้นที่ในชั้นล่างเพื่อการพาณิชย์ เป็นต้น   ในปี 2559 – ไตรมาส 1 ปี 2562 ตลาดทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝด ที่มีระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ มีอุปทานรวมทั้งสิ้น 1,119 ยูนิต แบ่งเป็นระดับราคา 10-20 ล้านบาทคิดเป็น 62% ของจำนวนทั้งหมด รองลงมาเป็นระดับราคา 20-30 ล้านบาท,มากกว่า 40 ล้านบาท และ 30-40 ล้านบาทคิดเป็น 29%, 6% และ 3% ตามลำดับ จากภาวะชะลอตัวของตลาดคอนโดมิเนียม ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หันมาพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น อีกทั้งการพัฒนาแนวราบยังใช้ต้นทุนในการพัฒนาน้อยกว่าคอนโดมิเนียม ทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินน้อยกว่า รวมทั้งกลุ่มของผู้ซื้อยังเป็นกลุ่มผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่จริง (Real Demand) ต่างกับตลาดคอนโดมิเนียมที่มีการเก็งกำไรในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้ตลาดทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝด เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี2561 โดยเท่ากับ 104%    “ทาวน์โฮมหรูทำเลใจกลางเมืองยังคงได้รับความนิยม” เห็นได้จากอัตราการขาย (Sold rate) ของทั้งตลาดอยู่ที่ 54% โดยทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝด ระดับราคาที่มีอัตราการขายสูงอันดับ 1 คือกลุ่มระดับราคา 40 ล้านบาทขึ้นไป มีอัตราการขาย 71% เนื่องจากมีจำนวนอุปทานค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับระดับราคาอื่น โครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในโซนวัฒนา-คลองเตย โดยเฉพาะตามแนวถนนสุขุมวิท รองลงมาเป็นโซนสาทร-บางรัก ซึ่งเป็นย่านที่อยู่ใจกลางเมือง อันดับ 2 เป็นกลุ่มที่มีระดับราคา 20-30 ล้านบาท มีอัตราการขาย 61% ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ถัดจากเขตใจกลางกรุงเทพมหานคร ได้แก่ โซนพญาไท-รัชดาภิเษก, โซนพระโขนง-สวนหลวง-แบริ่ง, โซนลาดพร้าว-วังทองหลาง และโซนยานนาวา–บางคอแหลม-คลองสาน อันดับ 3 เป็นกลุ่มที่มีระดับราคา 10-20 ล้านบาท มีอัตราการขาย 46% ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในโซนยานนาวา–บางคอแหลม-คลองสาน, โซนพญาไท-รัชดาภิเษก, โซนสาทร-บางรัก และโซนพระโขนง-สวนหลวง-แบริ่ง   ส่วนกลุ่มระดับราคาที่มีอัตราการขายต่ำสุดเป็นกลุ่มที่มีระดับราคา 30-40 ล้านบาท มีอัตราการขาย 39% โครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในโซนพระโขนง-สวนหลวง-แบริ่ง, โซนพญาไท-รัชดาภิเษก และโซนวัฒนา-คลองเตย       หากวิเคราะห์เป็นรายทำเลโซนรอบใจกลางเมืองยังเติบโตได้ดี จากผลการวิจัยของ เน็กซัส พบว่า อัตราการขาย (Sold rate) ของทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝด โดยเฉลี่ยเท่ากับ 1.49 ยูนิตต่อเดือน โดยหากพิจารณาตามทำเลพบว่าโครงการที่อยู่ในโซนพระโขนง-สวนหลวง-แบริ่ง มีอัตราการขายสูงที่สุดในตลาดเท่ากับ 4.15 ยูนิตต่อเดือน โดยระดับราคาที่ส่งผลให้ทำเลดังกล่าวมีอัตราการขายสูงคือระดับราคา 10-20ล้านบาท มีอัตราการขาย 6.12  ยูนิตต่อเดือน อันดับ 2 ได้แก่โซนยานนาวา-บางคอแหลม-คลองสาน มีอัตราการขาย 1.61 ยูนิตต่อเดือน โดยระดับราคาที่มีอัตราการขายสูงที่สุดคือระดับราคา 20-30 ล้านบาท อันดับ 3 ได้แก่โซนพญาไท-รัชดาภิเษก มีอัตราการขาย 0.92 ยูนิตต่อเดือน โดยระดับราคาที่มีอัตราการขายสูงที่สุดคือระดับราคา 20-30 ล้านบาท   หากพิจารณาอัตราการขายของทั้งตลาดแยกตามระดับราคา พบว่าระดับราคา 10-20 ล้านบาท มีอัตราการขายสูงที่สุดเมื่อเทียบกับระดับราคาอื่น โดยมีอัตราการขายเท่ากับ 2.47 ยูนิตต่อเดือน รองลงมาเป็นระดับราคา 20-30 ล้านบาท มีอัตราการขายเท่ากับ 1.02 ยูนิตต่อเดือน สอดคล้องกับจำนวนอุปทานของระดับราคา 10-20 ล้านบาท  ที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดและระดับราคา 20-30 ล้านบาทรองลงมา   นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวเสริมว่า “ดีไซน์และคุณภาพวัสดุมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่ต้องการซื้อทาวน์โฮมและบ้านแฝด คือต้องการพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านที่มากขึ้นสำหรับการสร้างหรือขยายครอบครัว หรือมีครอบครัวแล้วแต่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและใช้ชีวิตในบ้านได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น แต่โครงการทาวน์โฮมที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้มีจุดเด่นในเรื่องขนาดของพื้นที่ใช้สอย โดยจากผลการสำรวจพบว่าจุดเด่นของโครงการทาวน์โฮมที่ประสบความสำเร็จ โดยสามารถทำอัตราการขายสูง ประกอบไปด้วยจุดเด่น 3 ประการคือ 1. การออกแบบภายนอกที่สวยงามทันสมัยและโดดเด่น 2. การออกแบบฟังก์ชันการใช้งานภายในบ้านให้สามารถใช้พื้นที่ได้เต็มประสิทธิภาพ ขนาดกะทัดรัดแต่สามารถใช้งานได้จริงและปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานได้ 3. วัสดุภายในบ้านที่มีคุณภาพหรือใช้แบรนด์ที่มีชื่อเสียง”   ในขณะที่โครงการโฮมออฟฟิศ ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันในแต่ละทำเล โดยหากเป็นโซนลาดพร้าว-วังทองหลาง ลูกค้าส่วนใหญ่ทำเป็นออฟฟิศโดยแบ่งชั้นบนสุดเพื่อพักอาศัยเพียงชั้นเดียว ลูกค้าที่ตั้งใจซื้อเพื่ออยู่อาศัยทุกชั้นมีจำนวนน้อย กลุ่มลูกค้าหลักเป็นธุรกิจประเภทสุขภาพ/ความงาม ต่างกับโซนพระโขนง-สวนหลวง-แบริ่ง ที่ลูกค้าซื้อโฮมออฟฟิศเพื่อทำเป็นที่พักอาศัยเนื่องจากทำเลโดยรอบโครงการเป็นย่านพักอาศัย ทำเลจึงเหมาะต่อการอยู่อาศัยมากกว่าการทำเป็นออฟฟิศ   โครงการโฮมออฟฟิศที่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย จึงต้องมีจุดเด่นในเรื่องฟังก์ชันการใช้งานภายในบ้าน ซึ่งได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้อย่างอิสระตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย, จำนวนพื้นที่ใช้สอยและจำนวนที่จอดรถที่เพียงพอ และการมีลิฟต์หรือห้องน้ำทุกชั้นเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย เป็นต้น   โครงการขนาดเล็ก VS โครงการขนาดใหญ่ ปัจจุบันที่ดินเปล่าในกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะทำเลที่สามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวกและมีสภาพแวดล้อมรอบโครงการที่น่าอยู่หายากมากขึ้นและมีราคาสูง การพัฒนาโครงการแนวราบขนาดใหญ่จึงมีความเป็นไปได้ยาก จึงมีหลายโครงการที่พัฒนาในรูปแบบของโครงการขนาดเล็ก มีจำนวนยูนิตไม่มากนัก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้พัฒนารายใหญ่สนใจโครงการขนาดใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบและตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองเช่นกัน สำหรับโครงการขนาดเล็กก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ มีข้อดีของการพัฒนาโครงการขนาดเล็กซึ่งได้แก่ ทำเลดี โดยจากการสำรวจพบว่ามีโครงการขนาดเล็กหลายโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ใกล้กับทางด่วนที่สามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างสะดวก หรือใกล้กับรถไฟฟ้า BTS / MRT ซึ่งเป็นทำเลที่หาได้ยากในปัจจุบัน การปรับเปลี่ยนฟังก์ชันภายในบ้านได้ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยโครงการขนาดเล็กมักมีความยืดหยุ่นในเรื่องการออกแบบและการก่อสร้าง ผู้ซื้อสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันภายในบ้านได้ในช่วงก่อนหรือระหว่างการก่อสร้าง จำนวนยูนิตน้อย ซึ่งเหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว และป้องกันปัญหาการอยู่ร่วมกันของลูกบ้าน นอกจากนี้การไม่มีส่วนกลาง จึงไม่ต้องเสียค่าส่วนกลางโครงการ เป็นต้น   ในส่วนของโครงการขนาดใหญ่ (หรือโครงการที่ต้องยื่นขออนุญาตจัดสรรทั่วไป) ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ ซึ่งมีข้อดีที่แตกต่างจากโครงการขนาดเล็กโดยมีข้อดีคือ ส่วนกลางขนาดใหญ่ เช่น สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส และสโมสร เป็นต้น มีระบบการดูแลความปลอดภัยและการดูแลความเรียบร้อยของโครงการที่ได้มาตรฐาน ความเชื่อมั่นในงานก่อสร้าง การก่อสร้างบ้านแบบเดียวกันจำนวนหลายๆ หลัง ทำให้ช่างก่อสร้างของโครงการเกิดความคุ้นเคยในงานก่อสร้างมากกว่าโครงการขนาดเล็กที่มีไม่กี่หลัง ราคาถูกกว่าโครงการขนาดเล็ก เนื่องจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง และการอยู่อาศัยร่วมกันหลายๆครอบครัว ทำให้เกิดสังคมภายในโครงการ       รูปแบบทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝดในแต่ละทำเล การพัฒนาโครงการทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝด ในแต่ละทำเลมีความแตกต่างกัน โดยหากเป็นทำเลใจกลางเมืองจะเป็นการพัฒนาโครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝดเพื่ออยู่อาศัยทั้งหมด ซึ่งได้แก่โซนสาทร-บางรัก และโซนวัฒนา-คลองเตย โครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝดใจกลางเมืองมีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้มีขนาดใหญ่ ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 450 ตารางเมตร และราคาเฉลี่ยต่อยูนิตประมาณ 50 ล้านบาท แม้ว่าการออกแบบพื้นที่ใช้สอยจำนวนมากจะทำให้ราคาต่อยูนิตสูงตามไปด้วย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าทาวน์โฮมและบ้านแฝดทำเลใจกลางเมืองก็ยังได้รับความนิยม   โครงการในทำเลรอบใจกลางเมือง มีการพัฒนาโครงการทั้งทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และบ้านแฝด โดยหากเป็นทาวน์โฮมโดยเฉลี่ยมีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยประมาณ 300 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ยประมาณ 19 ล้านบาท  บ้านแฝดมีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยประมาณ 395 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ยประมาณ 24 ล้านบาท และโฮมออฟฟิศ มีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยประมาณ 460 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ยประมาณ 29 ล้านบาท   โครงการที่เปิดใหม่ในปี 2562 มีหลายโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลที่แตกต่างจากโครงการที่ผ่านมา เช่น บางโครงการเป็นสัญญาเช่าระยะยาวแต่อยู่ในทำเลที่ดีและเป็นแหล่งพักอาศัยของคนกลุ่มที่มีรายได้สูง เป็นต้น   นางนลินรัตน์ กล่าวสรุปว่า “ตลาดทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ-บ้านแฝด ระดับบน ในเขตกรุงเทพมหานครมีการแข่งขันมากขึ้น แต่ละโครงการจึงพยายามสร้างจุดขายโดยเน้นไปที่การออกแบบโครงการภายนอกและฟังก์ชันการใช้งานภายใน เพื่อให้แตกต่างจากโครงการคู่แข่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝดประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับโครงการโฮมออฟฟิศที่ต้องมีการออกแบบพื้นที่ให้สามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย   โซนใจกลางเมืองยังคงมีอัตราการขายสูงและมีอุปทานต่ำ ส่วนโซนที่อยู่รอบใจกลางเมืองยังคงมีการเติบโตได้ดี โดยสังเกตจากอัตราการขายที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดโดยเฉพาะในโซนพระโขนง-สวนหลวง-แบริ่ง   ตลาดทาวน์โฮมที่มีทำเลที่ตั้งที่ดี มีแนวโน้มที่จะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือโครงการที่ไม่ต้องขออนุญาตจัดสรรมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดในด้านที่ดินที่หายากและมีต้นทุนที่ดินที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและผู้ซื้อสามารถซื้อทาวน์โฮมได้ในทำเลที่ตั้งที่น่าอยู่และสามารถปรับเปลี่ยนแบบบ้านได้ตามความต้องการ”      
SC  ASSET แนะนำฟีเจอร์ใหม่  “Rue Jai Subscription”  ผนึกพันธมิตรสำหรับช่วยเรื่องบ้าน

SC ASSET แนะนำฟีเจอร์ใหม่ “Rue Jai Subscription” ผนึกพันธมิตรสำหรับช่วยเรื่องบ้าน

SC  ASSET แนะนำฟีเจอร์ใหม่  “Rue Jai Subscription”  ผนึกพันธมิตรสำหรับช่วยเรื่องบ้าน จัดการเรื่องชีวิต สร้างทุกเช้าที่ดีเพื่อลูกค้า   สองผู้บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำสู่การเป็นผู้นำ Living Solutions Provider  นางสาวสุดารัตน์ เจริญเกตุมงคล Head  of Customers Management and  SD  กับ นายดิเรก  ตยาคี  Head  of Living Solutions  ร่วมแนะนำฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด “Rue Jai Subscription” บนแอปพลิเคชัน ด้วยการจับมือกับพันธมิตรหลากหลายเพื่อช่วยเรื่องบ้าน จัดการเรื่องชีวิต และอำนวยความสะดวกลูกค้า ให้งานบ้านเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยสามารถเรียกใช้งานได้เพียงปลายนิ้ว ในรูปแบบแพคเกจรายเดือน  แพคเกจบ้านเริ่ม 2,990 บาท/เดือน และ แพคเกจคอนโดฯ เริ่ม 990 บาท/เดือน  ด้วยบริการต่างๆ สำหรับการอยู่อาศัย ได้แก่  ทั้งบริการงานแม่บ้าน (Fixzy) ,บริการกำจัดไรฝุ่นที่นอน (De Hygienique Thailand Healthy Sleep & Living)  ,  บริการล้างรถเดลิเวอรี่  (Instawash) รวมถึง บริการทำความสะอาดบ้านระดับพรีเมี่ยม  ( Dusit on Demand by Dusit Thani Bangkok) และบริการอื่นๆ ในอนาคต ที่ไม่ได้จากัดแค่เรื่องที่อยู่อาศัยเท่านั้น สำหรับสมาชิก SC Family  สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Baan Rue Jai Application ได้แล้ววันนี้ทั้งในระบบ iOS และ Android ที่  http://bit.ly/2Y3r6tn  หรือ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 1749      
แคปปิตอล จีฯ ปักหมุด “โครงการ Monté (มอนเต้) พระราม 9”  คอนโดฯใหม่รับรถไฟฟ้าสายสีส้ม

แคปปิตอล จีฯ ปักหมุด “โครงการ Monté (มอนเต้) พระราม 9” คอนโดฯใหม่รับรถไฟฟ้าสายสีส้ม

“พระราม 9- รามคำแหง” นับวันจะยิ่งฉายภาพ “ทำเลทอง” เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม(ตะวันออก)ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) รวมระยะทาง 22.57 กม.มีจำนวนสถานีรถไฟฟ้าแบบใต้ดิน จำนวน 10 สถานี และแบบยกระดับ จำนวน 7 สถานีที่ความก้าวหน้าของงานก่อสร้างอยู่ที่ 27 % ณ สิ้นเดือนมกราคม 2561 มีกำหนดเปิดบริการในปี 2566 รวมถึงการลงทุนรีโนเวทเดอะมอลล์ รามคำแหง 2 (ฝั่งมุ่งหน้ามาแยกพระราม 9-รามคำแหง) ของบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ที่อยู่ระหว่างปรับโฉมใหม่ ให้กลายเป็น “มิกซ์ยูส คอมเพล็กซ์” รับรถไฟฟ้าสายสีส้ม บนที่ดินกว่า 30 ไร่ และคาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 2-3 ปี ยิ่งเป็นตัวผลักดันให้รามคำแหง และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นทำเลที่ร้อนแรงเป็นอย่างมากขึ้น   นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทั้งขนาดกลาง –ใหญ่ได้แห่ชิงพื้นที่เปิดโครงการใหม่เพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้กับทำเล “พระราม9 – รามคำแหง” โดยหนึ่งในผู้ประกอบการที่ปักหมุดผุดโครงการคอนโดมิเนียมนั่นก็คือ บริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (Capital G Development Co. Ltd.) ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท มีนบุรีซีเมนต์ไทย จำกัด ที่ล่าสุดได้เปิดตัว “โครงการ Monté (มอนเต้) พระราม 9” บนพื้นที่โครงการ 3-3-24 ไร่ พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม Low Rise สูง 8 ชั้น 3 อาคาร จำนวน 536 ยูนิต แบ่งเป็น อาคาร A จำนวน 105 ยูนิต ,อาคาร B จำนวน 216 ยูนิต และ อาคาร C จำนวน 215 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2564 เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อและความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โครงการได้ออกแบบให้มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 22-44 ตารางเมตร (ตร.ม.) แบ่งเป็น Units Type ดังนี้   - Studio suite ขนาดพื้นที่ 22 ตารางเมตร จำนวน 145 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 27% - 1 Bedroom Exclusive ขนาดพื้นที่ 27 ตารางเมตร จำนวน 56 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 10%   - 1 Bedroom Exclusive ขนาดพื้นที่ 29 ตารางเมตร จำนวน 258 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 48 % - 1 Bedroom Plus ขนาดพื้นที่ 35 ตารางเมตร จำนวน 49 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 9 % - 2 Bedroom ขนาดพื้นที่ 44 ตารางเมตร จำนวน 28 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 5 %   นายชัยรัตน์ พิรุฬหพัสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการ Monté (มอนเต้) พระราม 9” เป็นคอนโดฯ สไตล์ “Modern Luxury Resort” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sense of Nature.. Life is Signature : ออกแบบชีวิต ..ใกล้ชิดธรรมชาติ” โครงการเน้นพื้นที่ส่วนตัวที่เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์คนเมือง ผสมผสานการออกแบบที่ทันสมัย รู้ใจคนรุ่นใหม่ สอดคล้องไปกับพื้นที่สีเขียวให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แม้อยู่กลางใจเมืองเหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ Work Hard Play Hard ที่มีความเป็นตัวเอง อายุประมาณ 28-40 ปี ระดับรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือน   จุดเด่นของโครงการนอกจากเน้นพื้นที่สีเขียวมากเป็นพิเศษแล้ว “โครงการ Monté (มอนเต้) พระราม 9” ยังตั้งอยู่ Prime Location สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ 2 เส้นทาง ทั้ง ถ.พระราม 9 (แยกซ. 39) และ ถ.รามคำแหง ซ.12 โครงการห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มสถานีรามคำแหง 12 เพียง 150 ม. เท่านั้น นอกจากนี้“โครงการ Monté (มอนเต้) พระราม 9” ยังใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้ Airport Link ทางด่วนศรีรัช และทางด่วนฉลองรัช โดยที่ตั้งโครงการยังสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD: Central Business District) ได้หลายเส้นทางไม่ว่า ถนนพระราม 9 ทองหล่อ พัฒนาการและถนนรัชดาภิเษก อีกทั้งยังเดินทางสะดวกสบายด้วยรถยนต์สาธารณะและ ทางเรือ(ท่าเดอะมอลล์รามฯ) รายล้อมด้วยแหล่งสาธารณูปโภค มหาวิทยาลัยชั้นนำ โรงพยาบาล และ ใกล้แหล่ง Lifestyle Shopping Mall และ Cafe สุดชิค! มากมาย อาทิ เดอะ มอลล์ รามคำแหง, เดอะมอลล์บางกะปิ, บิ๊กซี, เดอะไนท์ พระราม 9 และ ฟู๊ดส์แลนด์ รามคำแหง เป็นต้น   นายชัยรัตน์ ยังกล่าวด้วยว่า “โครงการ Monté (มอนเต้) พระราม 9” ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบ Function ให้ลักษณะเป็นห้องหน้ากว้าง โดดเด่นด้วยครัวไทยแยกสัดส่วนใช้งานได้จริง ขายแบบ Fully Furnished ตอบโจทย์การใช้ชีวิต พร้อมกับ Facilities ที่จัดเต็ม อาทิ Relaxing Swimming Pool, Greenery Garden ,The GYM, Multi-Purpose Area , Duplex Lobby Lounge, Co-Working Space, Private Lobby Lounge , Private Meeting Area & Mini Theater ,Fitness , Sky Garden และ Carwash zone ฯลฯ   ด้วยศักยภาพของทำเลและโปรดักส์ดีไซน์ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดรวมถึงส่วนกลางจัดเต็มเพื่อในวันนี้และความยั่งยืนในอนาคต เรียกได้ว่า รองรับทุกไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ทั้งคนสายชิลล์และคนที่เน้นกิจกรรม พร้อมเปิดให้จองและชมห้องตัวอย่างได้ทุกวัน ณ สำนักงานขาย โครงการ Monté (มอนเต้) พระราม 9 เปิดรอบVIP Day วันที่ 30 มีนาคม 2562 รับส่วนลด 200,000 บาท   ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมห้องตัวอย่าง ที่ http://www.cg.co.th/monterama9 โทร. : 099-164- 6888 หรือ Line ID : @MonteRama9          

1 2 3 ... 143