ข่าวอสังหาริมทรัพย์

 

ข่าวอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด

1 2 3 ... 142
SENA เปิดเกมชิงพื้นที่ ปั้นคอนโด “นิช โมโน สุขุมวิท–ปู่เจ้า” โชว์จุดชิค กับ  facilities 3 อาคาร 3 สไตล์

SENA เปิดเกมชิงพื้นที่ ปั้นคอนโด “นิช โมโน สุขุมวิท–ปู่เจ้า” โชว์จุดชิค กับ facilities 3 อาคาร 3 สไตล์

SENA นำร่องเปิดตัวคอนโดใหม่ล่าสุด “นิช โมโน สุขุมวิท–ปู่เจ้า” ขานรับการขยายตัวของเมืองตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงแบริ่ง–เคหะสมุทรปราการ ย้ำแนวคิดการพัฒนาคอนโดแบบ “MADE FROM HER” บนทำเลที่ดีที่สุดเพียง 30 เมตรจาก BTS ปู่เจ้า ราคาเริ่ม 2.59 ล้านบาท* พร้อมเปิดขายรอบ Soft opening 30- 31 มีนาคมนี้ สำหรับลูกค้าลงทะเบียน www.sena.co.th รับส่วนลด Gift Voucher 100,000 บาท*  และลุ้นทอง มูลค่ากว่า 100,000 บาท    นางสาวสมพิศ ศรีระทัด ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่าจากอานิสงค์เส้นทางการเดินรถไฟฟ้าทั้งโครงข่ายคมนาคมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือ รถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วพร้อมเปิดให้บริการล้วนแต่ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมย่านดังกล่าวยังมีดีมานด์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ทางเสนาได้พัฒนาโปรเจกต์ใหม่บนโลเคชั่นที่ดีที่สุดในย่านสุขุมวิทตอนปลาย และพร้อมเปิดขายคอนโดมิเนียมหรู “นิช โมโน สุขุมวิท – ปู่เจ้า” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่เศษ ติดถนนสุขุมวิท ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีปู่เจ้า เพียง 30 เมตร พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม สูง 12 ชั้น จำนวน 3 อาคาร 572 ยูนิต และ 1 ร้านค้า โดยมีห้องชุดพักอาศัยให้เลือก 2 แบบ คือ แบบ 1 ห้องนอนพลัสและลิฟวิ่งพลัส ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35 – 37 ตรม.และแบบ 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย  48 ตรม. ราคาเริ่ม 2.59 ล้านบาท*หรือเฉลี่ยต่อตารางเมตรละ 79,000 บาท รวมมูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างแล้วตั้งแต่ต้นปี 2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2562 โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมาทางโครงการได้เปิดให้ชมห้องตัวอย่างเป็นครั้งแรก ซึ่งมีลูกค้าสนใจและให้การตอบรับที่ดี   การออกแบบยังคงดึงแนวคิดความละเอียดของผู้หญิง “MADE FROM HER” ใส่ใจทุกดีเทลของชีวิต มาสร้างเอกลักษณ์ทุกมิติด้านฟังก์ชั่นและเติมเต็มพื้นที่ส่วนกลางให้หลากหลายและสร้างความต่างให้มากกว่าด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ครบคุ้มและ facilities 3 อาคาร 3 สไตล์ เป็น Connecting facilities ประยุกต์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์โครงการ “RECHARGE” ทั้งแบบ  Active facilities, Family facilities , Connecting facilities เพื่อตอบโจทย์การใช้งานตามพฤติกรรมของลูกค้า อาทิ  Entrance Lobby & Social Lounge, Fitness (Male & Female) , Jacuzzi, Outdoor Co kitchen (BBQ Area) , Steam & Sauna, Co-working Space, Swimming Pool & Kid Pool ,Play Room , EV Charger   ด้านนายปรีชา ศุภปีติพร  กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ จำกัด กล่าวว่าหากพูดถึงทำเลเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) นับว่ามีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุด 40% เนื่องจากรถไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว (เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2561) ที่ผ่านมา ทั้งหมด 9 สถานี ได้แก่ สถานีสำโรง ปู่เจ้าสมิงพราย ช้างเอราวัณ โรงเรียนนายเรือ ปากน้ำ ศรีนครินทร์ แพรกษา สายลวด และเคหะสมุทรปราการ จึงส่งผลให้ราคาที่ดินในแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวปรับสูงขึ้น โดยราคาที่ดินขณะนี้อยู่ที่ราวเกือบ 2-3 แสนบาท/ตารางวา ซึ่งพื้นที่นี้ยังมีการเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก     ด้วยศักยภาพทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง เคหะสมุทรปราการนั้น สามารถตอบสนองความต้องการของคนทำงานในเมืองและคนทำงานในย่านสมุทรปราการ ที่สำคัญการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าจะส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดฯ รอบสถานีรถไฟฟ้า โดยเฉพาะ “สถานีปู่เจ้า” ซึ่งเป็นแหล่งชุมชน  ใกล้นิคมอุตสาหกรรม ในจังหวัดสมุทรปราการ นอกจากนี้ห่างไป 1 สถานีตรงสถานีสำโรงจะเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรงทำให้สถานีสำโรงเป็นอินเตอร์เชนจ์ที่สำคัญจุดหนึ่ง และหากผังเมืองสมุทรปราการมีการปรับสีผังใหม่ให้สอดรับการพัฒนา ก็จะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางในการเดินทางเชื่อมต่อเข้าเมือง โดยจะเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งงานและช๊อปปิ้ง อีกทั้งยังมองว่า แนวโน้มทั้งดีมานด์และซัพพลายของตลาดที่อยู่อาศัยในเส้นทางนี้จะไปได้ดี   ทั้งนี้ ทางเสนาเตรียมเปิดขายรอบ Soft Opening ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2562 ณ Sale Gallery โครงการ “นิช โมโน สุขุมวิท – ปู่เจ้า” สำหรับลูกค้าลงทะเบียนรับ Gift Voucher Central 100,000 บาท*และร่วมลุ้นทอง มูลค่ากว่า 100,000 บาท  พร้อมพบโปรโมชั่นอีกมากมายภายในวันงาน      
ควิกโคทฯ เปิดตัวสินค้าใหม่ MY LOFT ปูน D.I.M. สำเร็จรูปสไตล์ลอฟท์

ควิกโคทฯ เปิดตัวสินค้าใหม่ MY LOFT ปูน D.I.M. สำเร็จรูปสไตล์ลอฟท์

บริษัท ควิก โคท โปรดักส์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผลิตภัณฑ์ปูนสำเร็จรูปสำหรับงานก่อสร้าง ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “MY LOFT” ปูน D.I.M. (Do It Myself) ฉาบแต่งผิวสำเร็จรูปสไตล์ลอฟท์ ปูนฉาบสำเร็จรูปที่สามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อผสมกับน้ำสะอาดตามสัดส่วนที่กำหนด มีคุณสมบัติพิเศษในการยึดเกาะ เหมาะสำหรับใช้กับงานฉาบตกแต่งแก้ไขพื้นผิวใหม่ พื้นผิวที่ทาสีรองพื้น พื้นผิวที่ทาสีจริง และแต่งผิวผนังเดิมที่ต้องการตกแต่งเพิ่มเติมให้เหมือนผิวงานปูนดิบตามธรรมชาติ (ขัดมัน) สามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ผลิตภัณฑ์ MY LOFT มาพร้อมน้ำยาเคลือบสูตรน้ำเกรดพรีเมี่ยม เกรียงเหล็กฉาบ เกรียงปาด กระบอกตวง ไม้กวนปูน และแปรงลูกกลิ้งพร้อมใช้ สามารถฉาบได้พื้นที่ 8-10 ตารางเมตรต่อกล่อง ที่ความหนา 1-2 มิลลิเมตร หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ห้าง HomePro ทุกสาขา ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.quickcoat.co.th หรือ โทรสอบถาม 02-408-9888      
จีนเล็งศักยภาพอสังหาฯ ไทย เผยสงครามการค้าจีน-สหรัฐ อาจส่งบวกอสังหาฯ ไทย

จีนเล็งศักยภาพอสังหาฯ ไทย เผยสงครามการค้าจีน-สหรัฐ อาจส่งบวกอสังหาฯ ไทย

กลุ่มนักธุรกิจอสังหาฯจีน รวมตัวตั้งสมาคมการค้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ไทย-จีน ฉายภาพโอกาสและศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย รองรับนักลงทุนจากประเทศจีน หลังพบข้อมูลชาวจีนสอบถามข้อมูลอสังหาฯไทยเพิ่มขึ้นสูงถึง 154.9% กลายเป็นอันดับ 3 ที่นักลงทุนจีนสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มวัยเกษียณ มองวิกฤตสงครามการค้าจีน-สหรัฐ อาจส่งผลจีนย้ายฐานการผลิตมาอาเซียนเพิ่มโดยเฉพาะไทย ซึ่งส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมีเนียมใกล้ห้างฯ รถไฟฟ้า โรงพยาบาล    ลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวจีน ร่วมกันจัดงาน“ประกาศผลรางวัลอสังหาริมทรัพย์ไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2018” เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของ สมาคมการค้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ไทย- จีน ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2559โดยมี นายหลี่ หรง เป็นประธานสมาคมฯ   ซึ่งภายในงาน นางหลี่ หรง ประธานสมาคมฯ ได้เผยถึงบทบาท และมุมมองของชาวจีนต่อวงการอสังหาฯไทย ว่า “สมาคมการค้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ไทย-จีน จัดตั้งขึ้นในปี 2559 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบธุรกิจตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์จีนในประเทศไทยสร้างมาตรฐานในการให้บริการและแสวงหาแนวทางความร่วมมือระหว่างสมาชิก ประกอบด้วยบริษัทตัวแทนการค้าอสังหาริมทรัพย์จำนวน 20 บริษัทโดยเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงนักลงทุนจากประเทศจีนและบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ให้มีโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ทั้งนี้ การดำเนินงานของสมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกลุ่มดีเวลลอปเปอร์ไทย ในการแบ่งปันข้อมูลให้กับสมาคมฯ เพื่อนำเสนอให้กับกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีน ที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา ผลสำรวจขององค์กรระดับสากลชีว่า การจัดตลาดดาวรุ่งพุ่งแรงภาคอสังหาฯ ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก โดยในปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้ซื้ออสังหาฯชาวจีนมีจำนวนการสอบถามข้อมูลอสังหาฯออสเตรเลีย ลดน้อยลง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกาลดน้อยลง 18.4% แต่ความสนใจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 154.9%แซงหน้าแคนนาดา กลายเป็นอันดับ 3 ที่นักลงทุนชาวจีนสนใจ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองหลัก ด้วยปัจจัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน และการเป็นจุดหมายด้านการท่องเที่ยวจากนักเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาปีละไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน ในจำนวนนี้นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนยังครองอันดับ 1ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงไทยยังเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative ของประเทศจีน ที่จะเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งและเศรษฐกิจจีนกับ 65 ประเทศ ใน 3 ทวีป ซึ่งจะสร้างโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในประเทศไทยอีกเป็นจำนวนมาก   นอกจากนี้ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ของไทย ยังเอื้อต่อการเข้ามาลงทุน หรือการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ โดยสามารถถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมได้ถึง 49% ของพื้นที่ขาย ในช่วงปี 2560-2561 พบว่ายอดการซื้อคอนโดมิเนียมในไทยคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท มีกำลังซื้อจากชาวต่างชาติสูงถึง 7.6 หมื่นล้านบาท และในจำนวนดังกล่าวเป็นชาวจีน-ฮ่องกงมากที่สุดถึง 2.3 หมื่นล้านบาทโดยห้องชุดที่เป็นที่นิยมสูงสุดอยู่ที่ราคาตารางเมตรละ 100,000 บาท หรือราคาประมาณห้องละ 2-3 ล้านบาท ขณะที่คอนโดมิเนียมระดับราคา 10-20 ล้านบาท ยังเป็นที่ต้องการของลูกค้ากลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงอีกด้วย สำหรับ ทำเลยอดนิยมสำหรัยชาวจีน คือ โครงการฯ แนวเส้นทางรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน เช่น อโศก สุขุมวิท สีลม รัชดาภิเษก ห้วยขวาง เป็นต้น   จากปัจจัยต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดอสังหาฯ ของประเทศไทยที่ยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากประเทศจีนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ เข้มข้นขึ้น นายหรี่ หรง มองว่าน่าจะเป็นโอกาสดีของอสังหาฯไทย เนื่องจากอาจมีผู้ประกอบการจีนจำนวนมากที่ย้ายฐานการผลิตจากอเมริกามาในอาเซียน และไทยจะเป็นประเทศที่นักลงทุนจีนเลือกเข้ามาลงทุนเป็นอันดับต้นๆ และมีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามมาแน่นอน โดยเฉพาะคอนโดมีเนียม ที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า จะได้รับความสนใจพิเศษ  ดังนั้น ผู้ประกอบการอสังหาฯ ในประเทศไทย จะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ต้องสร้างความโดดเด่น ทั้งด้านการออกแบบโครงการที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะคนจีนวัยเกษียณที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมีแนวโน้มการเข้ามาลงทุนและอยู่อาศัยในประเทศไทยมากขึ้นประกอบกับประเทศไทยมีนโยบายการทำวีซ่าเกษียณอายุ สำหรับชาวต่างชาติที่มีอายุ 50ปีขึ้นไป ให้สามารถพำนักในประเทศได้ถึง 1ปี คนกลุ่มนี้พร้อมจ่ายสำหรับคุณภาพที่ดีทั้งเรื่องสุขภาพ อาหารการกิน และที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการต้องศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของชาวจีนอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำเสนอจุดขายที่แตกต่างและสามารถนำมากำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการ รวมทั้งต้องอาศัยช่องทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่เป็นที่นิยมอย่างมากของชาวจีนในปัจจุบัน จะต้องสร้างแพลตฟอร์มที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้สามารถค้นหาข้อมูลโครงการได้อย่างละเอียดชัดเจน รวมถึงการนำเสนอโครงการผ่านเอเจนซี่หรือตัวแทนที่น่าเชื่อถือที่สามารถให้ข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์สำหรับแนวโน้มการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนจากประเทศจีนยังคงมีทิศทางขยายตัวที่ดี นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ความชัดเจนหลังการเลือกตั้งในประเทศไทยน่าจะเป็นตัวช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น รวมถึงเมกะโปรเจคของภาครัฐหลายโครงการจะเป็นตัวผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ ล่าสุดสมาคมการค้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ไทย- จีน จึงได้จัดงานประกาศผลรางวัลอสังหาริมทรัพย์ไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2018 ขึ้น โดยมีการมอบรางวัลให้กับบริษัทผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่มีผลงานโดดเด่นในหลากหลายสาขา อาทิ รางวัลด้านการออกแบบ การตกแต่งภายใน รางวัลคอนโดมิเนียมยอดนิยม รางวัลการทำการตลาดดีเด่น รางวัลโครงการยอดเยี่ยมฯลฯ รวม 17 รายการ 30 รางวัล โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย นักลงทุนจากประเทศจีน รวมถึงเอเจนซี่ตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งไทยและจีนเข้าร่วมงาน      
“โตโต้” อวดโฉม “NEOREST” นวัตกรรมล้ำสมัยแห่งโลกสุขภัณฑ์

“โตโต้” อวดโฉม “NEOREST” นวัตกรรมล้ำสมัยแห่งโลกสุขภัณฑ์

เป็นระยะเวลากว่า 100 ปีที่ “โตโต้” (TOTO) มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างสรรค์วิถีการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย โดยมุ่งหวังอนาคตที่ดียิ่งกว่าเดิม ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของโตโต้จึงไม่ใช่เพียงแค่สุขภัณฑ์ หากแต่เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความใส่ใจความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดตามแบบฉบับวัฒนธรรมญี่ปุ่น เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่คุณใช้งานผลิตภัณฑ์ของ “โตโต้” จะได้รับประสบการณ์อันน่าพึงพอใจอย่างถึงที่สุด   NEOREST สุขภัณฑ์อัจฉริยะดีไซน์สุดหรู “โตโต้” เป็นผู้นำด้านสุขภัณฑ์มาอย่างยาวนาน และเป็นผู้คิดค้นพัฒนาฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ซึ่งต่อมาได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจนกลายเป็นภาพจำของวัฒนธรรมการใช้ห้องน้ำในแบบญี่ปุ่น รวมถึงมียอดขายเป็นอันดับ 1 ทั่วโลก “โตโต้” จึงพยายามรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ จนได้มาซึ่ง “NEOREST”นวัตกรรมล้ำสมัยแห่งโลกสุขภัณฑ์ที่เป็นการผสานฝารองนั่งอัตโนมัติเข้ากับโถสุขภัณฑ์ จนกลายเป็นสุขภัณฑ์อัจฉริยะที่รวมกันเป็นชิ้นเดียว ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ไม่ใช่เพียงแค่มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้ แต่เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสุขอนามัยที่สมบูรณ์แบบ   สำหรับ NEOREST รุ่นใหม่ล่าสุดจาก “โตโต้” ที่เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยเพิ่มเติมอีก 3 รุ่น ได้แก่   1. NEOREST AH (รุ่น CES9788VA) โดดเด่นด้วยฝาปิดที่ได้รับการออกแบบให้เป็นเส้นตรง แนบสนิทไปกับโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติ เข้ากันได้ดีกับพื้นที่สไตล์โมเดิร์น ยกระดับด้วยสัมผัสแห่งความหรูหราที่ประณีต ราคา 118,000 บาท   2. NEOREST RH (รุ่น CES9768VA) ด้วยลายเส้นที่สวยงามสะอาดตา มาพร้อมกับรูปทรงโค้งมนอย่างละเมียดละไม ให้ความรู้สึกสุขุม นุ่มนวล กลมกลืนเข้ากันได้ดีกับทุกพื้นที่ ราคา 118,000 บาท   3. NEOREST DH (รุ่น CES989VA) การดีไซน์แบบเรียบง่าย (Minimalist) แต่สามารถดึงดูดความสนใจได้อย่างชาญฉลาดด้วยขนาดที่เหมาะเจาะลงตัว สามารถเข้ากันได้กับห้องน้ำในทุกรูปแบบ ราคา 89,000 บาท   NEOREST ซีรีส์ใหม่ทั้ง 3 รุ่น ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยความเข้าใจ ด้วยเทคโนโลยีด้านสุขอนามัยอันล้ำสมัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ “โตโต้” ไม่ว่าจะเป็น ระบบชำระล้างแบบ TORNADO FLUSH ที่ไม่เพียงทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังทำงานเงียบและใช้น้ำเพียง 3.8/3 ลิตร ผสานกับแรงหมุน 360 องศา   ทำความสะอาดได้ทุกซอกทุกมุม พร้อมดีไซน์พื้นผิวสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ (RIMLESS DESIGN) อันเป็นเอกลักษณ์ และเคลือบพื้นผิวสุขภัณฑ์ให้เรียบลื่นด้วยสาร CEFIONTECT ช่วยลดการเกาะติดของคราบสกปรกและง่ายต่อการ ทำความสะอาด และเพิ่มความมั่นใจอีกขั้นด้วย EWATER+ ซึ่งเป็นน้ำที่ผ่านการอิเล็กโตรไลซ์ ช่วยขจัดคราบสกปรก รวมถึงแบคทีเรียที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สำหรับทำความสะอาดก้านฉีดชำระและโถสุขภัณฑ์แบบไร้สารเคมี ซึ่งถือเป็นการทำงานที่ผสมผสานระหว่างสุดยอดเทคโนโลยีที่เรียกว่า CLEAN SYNERGY ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับมิติใหม่แห่งความสะอาดอันล้ำสมัยเพื่อสุขอนามัยเหนือที่ชั้นกว่า   นอกจากนี้โตโต้ยังเปิดตัว WASHLET+ เพื่อปฏิวัติวงการฝารองนั่งอัตโนมัติด้วยดีไซน์ที่ซ่อนท่อน้ำและสายน้ำดีไว้ในตัวโถสุขภัณฑ์ทำให้โถสุขภัณฑ์สวยเนียน เรียบหรู ไร้สิ่งรบกวนสายตา ฝารองนั่งเปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างที่จะทำงานทันทีเมื่อฝารองนั่งเปิด และสามารถปรับอุณหภูมิฝารองนั่งให้อุ่นสบายตลอดการใช้งาน ระบบกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มีประสิทธิภาพสูงจะทำการฟอกกลิ่นภายในโถสุขภัณฑ์ และระบบชำระล้างอัตโนมัติ ควบคุมการทำงานเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยรีโมทคอนโทรล เพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดาของคุณให้เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายสุดพิเศษอย่างแท้จริง   สำหรับผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์จริงกับนวัตกรรมสุดล้ำของสุขภัณฑ์ “โตโต้” สามารถนัดหมายเพื่อเข้าเยี่ยมชมได้ที่ TOTO Technical Center Bangkok โทรศัพท์ 02-117-9520 อาคารจี ทาวเวอร์ แกรนด์ พระราม 9 ชั้น 12 หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ th.toto.com      
แสนสิริ ตอกย้ำความเป็น “Thailand’s First Digital Real Estate Developer” ผนึกยักษ์ไอที Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบผ่านเทคโนโลยี

แสนสิริ ตอกย้ำความเป็น “Thailand’s First Digital Real Estate Developer” ผนึกยักษ์ไอที Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบผ่านเทคโนโลยี

แสนสิริ ผู้นำด้าน “Digital Real Estate Developer” ตัวจริงรายแรกของวงการอสังหาฯ ไทย ประกาศวิสัยทัศน์ Sansiri Tech Forward ทุ่มงบ 600 ล้านบาท ชูเทคโนโลยีเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดำเนินธุรกิจประจำปี 2019 ผ่าน AI, IoT และ Blockchain ควบคู่กับการผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำด้านไอทีของไทยและระดับโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้วงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain ตั้งแต่ การพัฒนาโครงการ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ไปถึงการสร้างสรรค์บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกบ้านแสนสิริในทุกมิติ ครั้งแรกในไทย! ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI First) ภายในปี 2020 พร้อมนำร่องเตรียมเปิดตัว “บ้านตัวอย่าง Smart Home” เรียนรู้พฤติกรรมผู้อยู่อาศัย และ “Virtual Sales Gallery” จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sales Centre ในไตรมาส 3 นี้   “ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แสนสิริเซตมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอสังหาฯ ด้วยการนำนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ๆ มาใช้ในโครงการอย่างจริงจังก่อนใคร จนกลายมาเป็นนวัตกรรมมาตรฐานในการพัฒนาโครงการใหม่ของแสนสิริในปัจจุบัน ตอกย้ำความเป็น “Digital Real Estate Developer” ตัวจริงรายแรกของวงการที่มุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้กับลูกบ้านอย่างสมบูรณ์ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ iConvenience (ความสะดวกสบาย) iSafe (ความปลอดภัย) และ iGreen (ด้านประหยัดพลังงาน) ผ่านการทำความเข้าใจและความต้องการของลูกค้า โดยยึดหลัก Human-Centric ด้วยเทคโนโลยี” ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว   ในปี 2019 แสนสิริเตรียมยกระดับศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ผ่าน 3 กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI, IoT และ Blockchain พัฒนาโครงการและบริการให้มีคุณภาพ สร้างความ พึงพอใจให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การแสวงหาพันธมิตรชั้นนำ ด้านเทคโนโลยี ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในองค์กร และการสร้างแพลตฟอร์มการทำงานและการให้บริการแบบดิจิทัล ส่งเสริมให้พนักงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานและพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อส่งต่อเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง   “ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ในปีนี้ แสนสิริเร่งเครื่องนำ AI , IoT และ Blockchain มาขับ เคลื่อน 3 กลยุทธ์ มุ่งยกระดับการพัฒนาโครงการ (Product) การสร้างสรรค์การบริการ (Service) และการปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงาน (Process)” ดร.ทวิชา กล่าว   ด้านการพัฒนาโครงการ (Product) แสนสิริก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับเทคโนโลยี Home Automation  สู่การเป็น Smart Home กับเทคโนโลยี AI และ IoT ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย มอบความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ช่วยประหยัดพลังงานและยกระดับ คุณภาพชีวิตได้อย่างก้าวหน้ามากขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ Amazon Web Services เพื่อพัฒนานวัตกรรม PorpTech ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ร่วมกันในอนาคต โดยบ้านตัวอย่าง Smart Home ของแสนสิริ วางแผนที่จะเปิดตัวในไตรมาส 3 นี้   นอกจากนี้ แสนสิริเดินหน้าเสริมสร้างความปลอดภัยด้วย Smart Command Centre ศูนย์เฝ้าระวังอัจฉริยะ จากส่วนกลาง ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารและความปลอดภัย เสริมสร้างความอุ่นใจให้ลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกโครงการใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมรวม 29 โครงการในปี 2019 พร้อมส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สานต่อพันธกิจ Green Mission ด้วยเทคโนโลยีตรวจสอบการใช้น้ำและพลังงาน และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ หากมีการใช้งานที่ผิดปกติ ตลอดจนมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต (Well-Being) ของลูกบ้านในทุกมิติ ด้วยการพัฒนา Dust-Free House “บ้านปลอดฝุ่น” สร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้อยู่ศัยทุกคนในครอบครัว   ด้านการสร้างสรรค์การบริการ (Service) แสนสิริเน้นย้ำการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าบนโลกออนไลน์ นำเทคโนโลยี AI มาศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างคอนเทนต์ ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้าเฉพาะบุคคล (Personalization) และเตรียมเปิดตัว Virtual Sales Gallery จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sale Centre ให้ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมหลาย ๆ โครงการได้ในที่เดียวในไตรมาส 3 นี้   ด้านการปลดล็อคประสิทธิภาพการทำงาน (Process) แสนสิรินำเทคโนโลยี PropTech มาใช้ในวงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการบริหารการก่อสร้างออนไลน์แบบครบวงจร เริ่มจากการนำระบบ AI มาจัดหาและประเมินศักยภาพของที่ดินก่อนซื้อมาพัฒนาโครงการ นำระบบ BIM และ Primavera มาใช้บริหารจัดการและวางแผนการก่อสร้าง ตั้งแต่ การออกแบบแบบจำลอง 3 มิติ (3D Model) ก่อนก่อสร้างจริง รวมถึงติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง พร้อมกำหนดระยะเวลาและงบประมาณการก่อสร้างได้แม่นยำขึ้น ทำให้กระบวนการก่อสร้างโครงการเป็นไปตามระยะเวลาและงบประมาณที่วางแผนไว้ พร้อมนำ Inspection Mobile Apps มาใช้ตรวจสอบโครงการให้กับลูกบ้านก่อนส่งมอบ และจับมือกับ Digital Ventures นำ Blockchain มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพระบบจัดซื้อจัดจ้าง B2P (Blockchain Solutions for Procure-to-Pay) กับกลุ่มคู่ค้าของแสนสิริให้มีความโปร่งใส รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีการทำงาน ผ่านความร่วมมือกับ Microsoft ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ มุ่งสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของบุคคลากรให้มีความคล่องตัวผ่านเทคโนโลยี เพื่อส่งต่อการบริการคุณภาพ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกบ้านได้รวดเร็วและตรงจุด   “ด้วยกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เราเชื่อมั่นในศักยภาพความเป็น Thailand’s First Digital Real Estate Developer ของแสนสิริ ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการอสังหาฯ ไทย มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกบ้านในทุกมิติ (Complete your Living Experience) ผ่านเทคโนโลยี Proptech ตลอดปี 2019 และต่อไปในอนาคต” ดร. ทวิชา กล่าวสรุป      
SC ชูทิศทาง 5 ปี “NEXT is NOW” ปี 62 รุกเปิด 13 โครงการใหม่

SC ชูทิศทาง 5 ปี “NEXT is NOW” ปี 62 รุกเปิด 13 โครงการใหม่

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชูทิศทาง 5 ปี 2562-2566 “NEXT is NOW” ทำอนาคตให้เกิดขึ้นจริง สร้าง living solutions ให้จับต้องได้ เพื่อส่งมอบสู่ผู้อยู่อาศัย หลังประกาศวิชั่นอนาคตก้าวสู่การเป็น living solutions provider ในปี 61 ที่ผ่านมา โดยขับเคลื่อน SC ผ่าน 3 เป้าหมายหลัก (objectives ) คือ   1. “SC ASSET Profit Growth” กำไรดี หนี้ลด มุ่งสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท ในปี 62สู่ 3,000 ล้านบาท ในปี 66   2. “SC ASSET is Quality” เติบโตโดยรักษาระดับมาตรฐานคุณภาพสูง SC Family จะเติบโตจาก 20,000 ครอบครัว ปี 62 เป็น 35,000ครอบครัว ปี 66 คุณภาพเป็น top priority ในการขับเคลื่อนบริษัท   3. “SC ASSET as Living Solutions Provider” รู้ใจผู้อยู่อาศัย ประสานนวัตกรรมสู่ที่อยู่อาศัยและบริการ    ทำ living solutions ให้เกิดขึ้นจริง ส่งมอบสู่ผู้อยู่อาศัยอย่างจับต้องได้   หัวใจสำคัญของความสำเร็จขององค์กร คือ บุคลากรองค์กร และสิ่งที่ขับเคลื่อนบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ วัฒนธรรมองค์กร ต้นปี 62 SC ได้ประกาศวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่มีชื่อว่า #SKYDIVE สู่การเป็น living solutions provider โดยมีค่านิยม (core values) 4 อย่างคือ care, courage, collaboration, continuous improvement     สำหรับปี 2562 นายณัฐพงศ์  กล่าวว่า “SC ตั้งเป้ารายได้ 19,000 ล้านบาท เติบโต 22% แบ่งสัดส่วนแนวราบ-แนวสูง-เพื่อเช่า ในสัดส่วน 60-35-5 พร้อมกับเป้ายอดขาย 22,000 ล้านบาท เติบโต 46%  โดยการเติบโตของรายได้และยอดขาย มาจากโครงการเปิดขายทั้งหมดรวม 59 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 62,700 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง 46 โครงการ มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท พร้อมรุกเปิดอีก 13 โครงการใหม่ มูลค่า 22,700 ล้านบาท ได้แก่ แนวราบ 9 โครงการใหม่ มูลค่า 6,500 ล้านบาท มีทั้งโครงการบ้านและทาวน์โฮมซีรีย์ใหม่ในทุกระดับราคา แบ่งเป็นกลุ่มระดับราคาน้อยกว่า 8 ล้านบาท  ประมาณ 71% กับ กลุ่มระดับราคามากกว่า 8  ล้านบาท  ประมาณ 29%   โดยข้อมูลจาก Area (Agency Real Estate Affairs) สรุปเมื่อปี 2561 ชี้ว่า บ้านเดี่ยวจาก SC ในกลุ่มบ้านราคามากกว่า 8 ล้านบาทขึ้นไป  ครองอันดับ 1 มี Market Share ถึง 14% ส่วนบ้านระดับราคา น้อยกว่า 5 ล้านบาท   เติบโตจาก Top 10 มาอยู่อันดับ 4 ด้วย Market Share 6%   พร้อมกับแนวสูง 4 โครงการใหม่  มูลค่า 16,200 ล้านบาท  แบ่งเป็น SC พัฒนา 2 โครงการ มูลค่า 6,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ The Crest  (เดอะเครสท์)  ได้แก่   1. โครงการ The Crest Park Residences ขนาดพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ มูลค่า 3,500 ล้านบาท บนที่ดิน Prime ที่สุดของห้าแยกลาดพร้าว เพียง 75 เมตร ถึง MRT พหลโยธิน ใกล้กับศูนย์การค้า ชั้นนำอย่างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ใกล้สวนจตุจักร และสวนรถไฟ ทำให้ได้วิวสวนพื้นที่กว่า 700 ไร่ โดยพัฒนาภายใต้บริษัท เอสซี เอ็นเอ็นอาร์ วัน จำกัด (SC NNR1 Co.,Ltd.) บริษัทร่วมทุนระหว่าง SC กับ Nishitetsu Group ยักษ์ใหญ่และผู้นำในภูมิภาคคิวชูของประเทศญี่ปุ่น   2. โครงการ The Crest Asoke Residences บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ 2 งาน มูลค่า 2,500 ล้านบาท ทำเลสุขุมวิท 23 เพียง 450 เมตรถึง MRT สุขุมวิท และ BTS สถานีอโศก ย่านใจกลางธุรกิจที่ผสมผสานความสะดวกสบาย และความเงียบสงบเป็นส่วนตัว อีกทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อพื้นที่ lifestyle ใกล้แหล่งท่องเที่ยวและชอปปิ้ง ในย่านทองหล่อ พร้อมพงษ์ และอโศกและ พัฒนาโดยบริษัท สโคป จำกัด  อีก 2 คอนโดฯ ระดับ Super Luxury  มูลค่า 10,200 ล้านบาท ทำเลหลังสวน ศูนย์รวมธุรกิจใจกลางเมือง และทำเลติด  BTS สถานีทองหล่อ   บางส่วนของ living solutions ที่ทั้งเกิดขึ้นจริงแล้ว และ กำลังจะเกิดขึ้นจริงในครึ่งปีแรก ปี 62 ดังนี้   - “Baan Rue Jai application” พร้อมให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการโดย SC ทั้งหมดกว่า 20,000 ครอบครัวดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ มี feature เบื้องต้นคือ สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ SC, แจ้งซ่อม, และตรวจสอบคุณภาพอากาศ (AQI) บริเวณใกล้เคียงที่อยู่อาศัย และ SC จะเพิ่ม feature ใหม่ๆอีก 6-7 อย่าง ภายในครึ่งปีแรกนี้   - “Rue Jai Subscription” ช่วยเรื่องบ้าน จัดการเรื่องชีวิต  เป็น feature ล่าสุด ช่วยอำนวยความสะดวกรายเดือน พร้อมให้บริการบน application ครั้งแรก 7 มี.ค. 62 นี้ โดยเสนอแพคเกจรายเดือนเริ่มต้น เดือนละ 1,990 บาท ครอบคลุมบริการดูแลที่อยู่อาศัย เช่น ดูแลสวน, ซัก อบ รีด, ทำความสะอาดบ้าน รวมไปถึงบริการอื่นๆ ในอนาคต ที่ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องที่อยู่อาศัยเท่านั้น   - “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการอัจฉริยะสัญชาติสิงคโปร์ตัวแรกในประเทศไทย ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยรอบโครงการ The Neighbourhood บางกระดี เป็นก้าวแรกของการใช้หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับ รปภ.ที่เป็นมนุษย์   - “Project Agora” เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง SC X IDEO Tokyo บริษัท ออกแบบโซลูชั่นระดับโลก ผู้นำแนวคิด human-centered design และใช้ design thinking มาสร้างงานออกแบบพื้นที่ “Third Space” ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางแนวคิดใหม่ในโครงการของ SC ในแบบที่ไม่เคยมีบริษัท ไหนทำมาก่อน   - “Project Computational” เป็นการทดลองนวัตกรรมการออกแบบผังโครงการครั้งแรกของวงการอสังหาฯไทย ร่วมกันระหว่าง SC X Fire One One โดยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้การออกแบบผังโครงการ เพื่อเป็นก้าวแรกสำหรับสร้าง AI ที่จะออกแบบผังโครงการให้ SC ในอนาคต และก้าวต่อไปจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์นักออกแบบและ AI นักออกแบบ   ทั้งนี้ในปี 2561 SC มีผลการดำเนินงานที่ดีเติบโตทั้งรายได้และกำไร โดยมีรายได้จากการดำเนินงาน 15,616 ล้านบาท เติบโต 25% กำไรสุทธิ1,782 ล้านบาท เติบโต 42% พร้อมมียอดขาย 15,022 ล้านบาท นอกจากนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบนำเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 ในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 โดยจะนำเสนอขออนุมัติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เมษายนนี้ ต่อไป      
พฤกษา ผุดไอเดียใหม่ขายคอนโดพร้อมผู้เช่า พร้อมการันตีผลตอบแทน

พฤกษา ผุดไอเดียใหม่ขายคอนโดพร้อมผู้เช่า พร้อมการันตีผลตอบแทน

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ได้พัฒนาแนวคิดรูปแบบการขายใหม่ Condo Smart Investment มิติใหม่ของการลงทุนในคอนโดมิเนียม ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงสำหรับลูกค้าที่เป็นนักลงทุนที่ต้องการซื้อคอนโดไว้ปล่อยเช่า  โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพในการลงทุนปล่อยเช่าสูง พฤกษาจะช่วยหาผู้เช่าให้ก่อน แล้วจึงขายห้องชุดที่มีผู้เช่าแล้วให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวก และสร้างความมั่นใจด้านผลตอบแทนให้กับลูกค้า โดยที่ไม่ต้องไปหาผู้เช่าเองในภายหลัง ทั้งนี้ยังมีการการันตีผลตอบแทน (Guaranteed Yield)  5% นาน 2 ปี  นำร่องที่โครงการ “พลัมคอนโด ปิ่นเกล้า สเตชั่น”  ซึ่งอยู่ทำเลที่มีศักยภาพในการปล่อยเช่าสูง สะดวกต่อการเดินทาง และอยู่ในย่านชุมชน ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานีบางยี่ขันเพียง 600 เมตร และใกล้ทั้งแหล่งมหาวิทยาลัยชั้นนำ และแหล่งงาน เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า โรงพยาบาลศิริราช ธนาคารแห่งประเทศไทย สหประชาชาติ และหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย แบบห้องชุดขายพร้อมผู้เช่ามีห้อง 2 ขนาดให้เลือกคือ 25 ตารางเมตร ราคา 2.55 ล้านบาท และ แบบ 27 ตารางเมตร ราคา 2.61 ล้านบาท  ทั้งนี้หากลูกค้าให้การตอบรับที่ดี ก็จะเริ่มนำไปใช้กับคอนโดมิเนียมโครงการอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งพฤกษามีคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ใกล้รถไฟฟ้าที่น่าลงทุนอีกในหลายทำเล การซื้อคอนโดพร้อมผู้เช่าถือ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และคุ้มค่าอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยง และไม่ต้องลุ้นผลตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาวเพราะอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นทรัพย์สินที่ราคาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย”   พลัมคอนโด ปิ่นเกล้า สเตชั่น  เป็นคอนโดมิเนียมสูง 22 ชั้น 1 อาคาร พร้อมเข้าอยู่ มีห้องชุดพักอาศัย 964 ยูนิต ร้านค้า 4 ยูนิต รวม 968 ยูนิต มาพร้อมวัสดุตกแต่งใน Spec ที่เหนือระดับ มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน สวนหย่อมวิวสะพานพระราม 8 และเกาะรัตนโกสินทร์บนชั้นดาดฟ้า  โครงการอยู่บนถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ใกล้สถานี MRT สถานีบางยี่ขัน ในระยะเพียง 600 เมตร เป็นแหล่งชุมชนที่เพียบพร้อมทั้งอาหารการกินและใกล้ห้างสรรพสินค้ามากมาย อาทิ เซ็นทรัล พลาซาปิ่นเกล้า โลตัส ปิ่นเกล้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 1739 หรือ plum.pruksa.com    
EVER ประเดิมโครงการแรก แบรนด์ “เอเวอร์ซิตี้” ทาวน์โฮมเหนือระดับ...คิดเผื่อทุกรายละเอียดของชีวิต

EVER ประเดิมโครงการแรก แบรนด์ “เอเวอร์ซิตี้” ทาวน์โฮมเหนือระดับ...คิดเผื่อทุกรายละเอียดของชีวิต

บมจ.เอเวอร์แลนด์  (EVER) ได้เวลาขยายแนวรบบุกตลาดอสังหาฯแนวราบ ประเดิมโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ “เอเวอร์ซิตี้” บนทำเลทองย่านสุขสวัสดิ์ 30-พุทธบูชา มูลค่า 380 ล้านบาท “ทาวน์โฮมเหนือล้ำจินตนาการ  (Evercity Suksawat 30 - Puttaboocha)” นิยามใหม่ของทาวน์โฮมพร้อมฟังก์ชั่นครบทุกการใช้สอย  ราคาเริ่มต้นเพียง 2 .89 ล้านบาท  พร้อมพรีเซลวันที่ 9–10 มีนาคม 62 นี้   นายสวิจักร์ โลจายะ ประธานกรรมการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) (EVER)  ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ “เดอะโพลิแทน” ทำเลย่านสนามบินน้ำ ,โครงการแนวราบ บ้านเดี่ยว แบรนด์  “มายโฮม อเวนิว” และทาวน์โฮม แบรนด์ “เอเวอร์ ซิตี้” เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยแผนธุรกิจในปี 2562 เตรียมบุกตลาดโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบเพิ่มขึ้น  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผลักดันให้รายได้เติบโตอย่างแข่งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต   ทั้งนี้ บริษัทฯเตรียมเปิดโครงการทาวน์โฮม ภายใต้แบรนด์ “เอเวอร์ ซิตี้”  ซึ่งถือเป็นโครงการแรก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ทาวน์โฮมเหนือล้ำจินตนาการ (Evercity Suksawat 30–Puttaboocha” นิยามใหม่ของทาวน์โฮม พร้อมการออกแบบฟังก์ชั่นการดีไซน์ห้องที่ลงตัว และคุ้มค่าด้วยดีไซน์หรูหรา และแตกต่าง สะท้อนความสำเร็จของคนพิเศษเช่นคุณราคาเริ่มต้น 2.89  ล้านบาท เตรียมเปิดพรีเซลในวันที่  9-10  มีนาคม 2562   โดยโครงการดังกล่าวเป็นทาวน์โฮมหรู 2 ชั้น สไตล์ฝรั่งเศส FranÇais Palais (French Palace) สวยสง่าตั้งแต่ตัวบ้านจรดรั้วบ้าน ดีไซน์พิเศษติดตั้งกล่องจดหมายวินเทจ วัสดุที่ใช้คัดสรรแต่เกรดพรีเมี่ยม นำเข้าจากต่างประเทศ ตกแต่งราวบันไดและระเบียงให้ดูเหนือระดับยิ่งกว่าด้วย Wrought Iron ดูภูมิฐาน สะท้อนความสำเร็จในชีวิตของคุณ   “โครงการ เอเวอร์ ซิตี้ สุขสวัสดิ์ 30-พุทธบูชา” เป็นโครงการแนวราบแรก EVER ในปีนี้ ซึ่งเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1/2562 และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จากจุดขายที่ลงตัว และการออกแบบฟังก์ชันการดีไซน์ห้องที่ลงตัวและคุ้มค่า สอดคล้องคอนเซ็ปต์ “ทาวน์โฮมเหนือระดับ...คิดเผื่อทุกรายละเอียดของชีวิต” ซึ่งโครงการนี้ถือเป็น 1 ใน 3 โครงการแนวราบ ตามแผนจะเปิดใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาทในปีนี้ และจะทยอยเห็นการเปิดขายต่อเนื่องในปีนี้”นายสวิจักร กล่าว   ประธานกรรมการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) (EVER)  กล่าวอีกว่า โน้มผลการดำเนินงานในปี 2562 คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นปีที่เริ่มรับรู้จากโครงการต่างๆที่ลงทุน จากโครงการแนวสูงแบรนด์ เดอะโพลิแทน และโครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์ "มายโฮม อเวนิว" รวมถึงทาวน์โฮม ที่จะทยอยเปิดตัวในไตรมาส 1 ปีนี้  รวมทั้งยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) ในมือที่จะสนับสนุนเพิ่มเติมด้วย      
โนเบิล ประกาศผลการดำเนินงานปี 2561 พร้อมด้วยความแข็งแกร่งของปี 2562

โนเบิล ประกาศผลการดำเนินงานปี 2561 พร้อมด้วยความแข็งแกร่งของปี 2562

บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานประจําปีสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2561 บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิจำนวน 987.0 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มีรายได้จำนวน 5,152.9 ล้านบาท อัตราส่วนกำไรขั้นต้นคิดเป็นร้อยละ 43.4 และมีอัตราส่วนกำไรสุทธิร้อยละ 19.2 กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานจำนวน 2.16 บาทต่อหุ้น   “สำหรับปี 2561 นับว่าเป็นปีที่ดีของบริษัทฯ ซึ่งผลสำเร็จมาจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี เป็นแรงผลักดันที่จะส่งผลต่อเนื่องไปยังปี 2562 และในอนาคตตามที่บริษัทได้คาดการณ์” กล่าวโดยนาย แฟรงค์ เหลียง รองประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม “สำหรับปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สร้างยอดขายกว่า 9,800 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มียอดขายที่รอรับรู้รายได้ในอนาคตเป็นจำนวนประมาณ 17,700 ล้านบาท สำหรับไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการส่งเสริมการขายโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการ โนเบิล เพลินจิต ซึ่งมียอดจองกว่า 150 ยูนิต และมีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วในต้นปี 2562”   “ในเดือน ธันวาคม 2561 บริษัทฯ ได้จำหน่ายที่ดินเปล่าจำนวนสองแปลง และได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแผนงานในการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 บริษัทฯ จะเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท” กล่าวโดยนาย แฟรงค์ เหลียง “บริษัทฯ คาดหวังว่าปี 2562 นี้และปีต่อๆ ไปในอนาคตข้างหน้าจะเป็นการเปิดศักราชใหม่ของโนเบิลที่จะก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่าที่เคยเป็นมา”   บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมใหม่ และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการอยู่อาศัย เพื่อตอบสนองความต้องการ พร้อมนำคุณภาพที่ดีกว่ามาสู่ลูกค้า บริษัทฯ ประกอบธุรกิจประเภทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย ซึ่งมีทั้งรูปแบบของบ้านเดี่ยว อาคารชุดพักอาศัยทั้งเชิงราบและตึกสูง   ณ เดือน ธันวาคม 2561 บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการแล้วรวมทั้งสิ้น 47 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่พัฒนาและเปิดการขายก่อนปี 2545 จำนวน 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4,800 ล้านบาท และโครงการที่เปิดการขายตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2561 มีจำนวน 39 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 83,000 ล้านบาท    
อิโตชู ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ MQDC พัฒนาวิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท

อิโตชู ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ MQDC พัฒนาวิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท

นับเป็นการลงทุนครั้งแรกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยในรอบกว่า 20 ปี ของอิโตชู (ITOCHU) บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นที่ตัดสินใจร่วมลงทุนในโครงการวิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท คอนโดมิเนียมระดับคุณภาพจาก MQDC ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพได้รับความสนใจจากตลาดโลก   MQDC ลงนามร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับอิโตชู (ITOCHU) จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาโครงการวิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท คอนโดมิเนียมสูง 39 ชั้น วิวสวนป่าเบญจกิติ มูลค่าโครงการกว่า 9.5 พันล้านบาท โดยอิโตชู (ITOCHU) ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทรดดิ้งตัดสินใจร่วมลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 38% นับเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยครั้งแรกในรอบ 20 ปี   การร่วมมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งโครงการที่พักอาศัยและจังหวัดกรุงเทพมหานครกำลังได้รับความสนใจจากตลาดโลก กล่าวโดย คุณอัษฎา แก้วเขียว ประธานผู้อำนวยการแบรนด์วิสซ์ดอม บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล “ความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโครงการวิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท คือสินทรัพย์ที่มีค่าทั้งต่อผู้พักอาศัยและนักลงทุนทั่วโลก อีกทั้งยังทำให้อิโตชู (ITOCHU) หวนกลับมาลงสนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทยในรอบ 20 ปี ด้วยสุดยอดทำเลที่ตั้ง การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และคุณภาพระดับพรีเมี่ยม” คุณอัษฎากล่าว   “ข้อตกลงนี้ยังแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางแนวโน้มของตลาดที่ยังคงลอยตัวต่อโครงการที่พักอาศัยที่ต้องการนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง เช่นวิวทิวทัศน์ที่น่าทึ่งของสวนป่าขนาด 450 ไร่ แต่กรุงเทพมหานครคือสถานที่สำหรับการใช้ชีวิตและเหมาะสมในการลงทุน และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับอิโตชู (ITOCHU) ซึ่งเป็นบริษัทที่ติดลำดับต้น ๆ ของการจัดอันดับ 500 บริษัทจาก Fortune”   พิธีลงนามความร่วมมือทางธุรกิจนี้ได้จัดขึ้น ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด หรือ MRB โดยมีคุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทดีทีจีโอคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ MQDC พร้อมด้วย คุณรัช ตันตนันตา ประธานผู้อำนวยการ บริษัทดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด คุณวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MQDC และคุณอัษฎา แก้วเขียว ประธานผู้อำนวยการ แบรนด์วิสซ์ดอม จาก MQDC เป็นตัวแทนเข้าร่วมงาน   มร. มาซาโตชิ มากิ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ฝ่ายก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์ บริษัทอิโตชู (ITOCHU) เป็นตัวแทนลงนามร่วมด้วยมร. โทโมฟุมิ โยชิดะ ประธานกรรมการบริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อการอยู่อาศัย และ อสังหาริมทรัพย์ บริษัทอิโตชู (ITOCHU) และ มร. ยูจิ ฟุคุดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอิโตชู สิงคโปร์ (ITOCHU Singapore Pte Ltd)   MQDC และ อิโตชู มีพันธกิจร่วมกันนั้นคือเรื่องคุณภาพและความยั่งยืน คุณวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ กล่าว “พันธกิจหลักของ MQDC คือ For all well-being ซึ่งแปลว่าเรามุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีไม่เพียงแค่ผู้อยู่อาศัยในโครงการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงชุมชน สภาพแวดล้อม และทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ โดยผ่านการดำเนินงานตามแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” “พันธกิจนี้สอดคล้องกับทางอิโตชู (ITOCHU) ที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง MQDC เรามุ่งมั่นที่จะร่วมงานกับหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่และได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ไม่เพียงแค่เกิดผลดีต่อ MQDC เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าทั่วโลกให้ความสนใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย”   อิโตชู (ITOCHU) กำลังมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่ “แข็งแกร่งและยั่งยืน” ซึ่งขยายความไปถึง “ธุรกิจทางนวัตกรรม” ด้วย มร. มากิ กล่าว “นี่เป็นทำเลที่ดีที่สุดด้วยวิวที่หันหน้าสู่สวนเบญจกิติ และเรากำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ” มร.มากิกล่าว “อิโตชู (ITOCHU) ร่วมพัฒนาโครงการวิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท ซึ่งถือได้ว่าเป็นพันธมิตรที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้ และ MQDC คือพันธมิตรที่มีศักยภาพที่ยอดเยี่ยมในการขยายธุรกิจทางด้านนวัตกรรม”      
ออลล์ อินสไปร์ฯ ผนึก 2 พันธมิตรญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ เปิดตัว

ออลล์ อินสไปร์ฯ ผนึก 2 พันธมิตรญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ เปิดตัว "อิมเพรสชั่น เอกมัย"

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จับมือพันธมิตรทางธุรกิจยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ฮูซิเออร์ส โฮลดิ้งส์ (Hoosiers Holdings) และ คิวชู เรลเวย์ คัมปะนี (Kyushu Railway Company) พัฒนาโครงการ “อิมเพรสชั่น เอกมัย เจาะกลุ่มไฮเอนด์ ชิงตลาดลักซูรี เรสสิเดนท์ ย่านเอกมัย มั่นใจ 2 ห้องนอนตอบโจทย์ดีมานด์เพื่ออยู่อาศัยและปล่อยเช่า เริ่มต้นที่ 7.9 ลบ. มูลค่าโครงการ 4,800 ลบ.   นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากจุดแข็งของบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ทำให้ทุกโครงการของออลล์ อินสไปร์ฯ ได้รับการการันตีด้วยยอดขายที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหตุผลนี้ทำให้ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นอย่าง ฮูซิเออร์ส โฮลดิ้งส์ (Hoosiers Holdings) และ คิวชู เรลเวย์ คัมปะนี (Kyushu Railway Company) เห็นถึงศักยภาพ ความโดดเด่น และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ จึงได้มั่นใจในการร่วมทุนจับมือกับ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อบริษัท เอเอชเจ เอกมัย จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดย ออลล์ อินสไปร์ฯ จะถือครองหุ้นในสัดส่วน 51% ฮูซิเออร์ส โฮลดิ้งส์ 29% และ คิวชู เรลเวย์ คัมปะนี 20%   ฮูซิเออร์ส โฮลดิ้งส์ และ คิวชู เรลเวย์ คัมปะนี เป็นบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่น ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวโยงที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านคุณภาพ การออกแบบสถาปัตยกรรม และการบริหารพื้นที่ใช้สอย รวมถึงทีมออกแบบและทีมควบคุมคุณภาพที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ออลล์ อินสไปร์ฯ ซึ่งมีความมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพในพื้นที่ศักยภาพ และบริเวณพื้นที่แนวระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ เช่น BTS และ MRT เพื่อการคมนาคมที่สะดวกสบาย ใกล้แหล่งชุมชน และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง ดังนั้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการผสมผสานการดำเนินงานพัฒนาโครงการอย่างกลมกลืนจากทั้ง 3 พันธมิตรทางธุรกิจจะเสริมสร้างศักยภาพให้ การพัฒนาโครงการมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยก้าวสู่ระดับสากล   โครงการ อิมเพรสชั่น เอกมัย”เป็นโครงการลักซูรี เรสสิเดนท์ ICONIC PROJECT ภายใต้สโลแกน BORN TO STAND OUT เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน โดยโครงการถูกออกแบบให้มีความสมบูรณ์แบบหรูหราอยู่สบาย เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ บนถนนเอกมัย เดินทางสะดวกสบายใกล้สถานี BTS เอกมัย ราคาเริ่มต้น 2 ห้องนอน 7.9 ลบ. โครงการ อิมเพรสชั่น เอกมัย มีแรงบันดาลใจในการออกแบบอาคารมาจากรูปทรงของอักษรนำของ ออลล์ อินสไปร์ฯ ซึ่งเป็นรูปทรงของตัว A โดดเด่นตอกย้ำการเป็น ICONIC ใจกลางเอกมัย โครงการเป็นไฮไรส์ เรสสิเดนท์ จำนวน 380 ยูนิต บนเนื้อที่ 2-3-3.9 ไร่ แบ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัย 2 อาคาร สูง 25 ชั้น และ 43 ชั้น อีก 1 อาคารเป็นอาคารจอดรถ 16 ชั้น มูลค่าโครงการทั้งสิ้น 4,800 ลบ. อิมเพรสชั่น เอกมัย มีขนาดห้องให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ 1 ห้องนอน 2 ห้องนอน 3 ห้องนอน ดูเพล็กซ์ และ เพนท์เฮาส์ ขนาดตั้งแต่ 30 -183 ตารางเมตร นายธนากรกล่าวเสริมว่าจากการวิเคราะห์ของทีมพัฒนาโครงการของบริษัทฯ มั่นใจว่าห้องพักอาศัยประเภท 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางพร้อมฟังก์ชั่นที่ลงตัวมีดีมานด์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการอยู่อาศัยหรือการปล่อยเช่าที่พร้อมด้วย 6 จุดขายของโครงการ   1) เพดานห้องที่สูงถึง 2.9 เมตร 2) ส่วนกลางที่เชื่อมต่อระหว่างอาคารที่อยู่อาศัย A และ B 3) ที่จอดรถระบบ Auto Parking รวม 85% พร้อมที่จอดรถ Super Car และรองรับระบบ EV Charger 4) เครื่องปรับอากาศระบบ VRF (Variable Refrigerant Flow) ซึ่งไม่มีคอยล์ร้อนในพื้นที่พักอาศัย ไม่กระทบทัศนียภาพและพื้นที่ใช้สอย 5) ห้อง Duplex ที่มาพร้อมอ่างจากุชซี่ 6) ฟังก์ชั่นการใช้งานได้ถูกออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพ   ขณะนี้โครงการ อิมเพรสชั่น เอกมัย เปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์จองห้องสวยในราคาพิเศษก่อนใครได้ที่สำนักงานขาย หรือคลิก www.impressionekkamai.com สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02 029 9999      
“ดิ เอส อโศก” คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีแห่งแรกของ สิงห์ เอสเตท เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

“ดิ เอส อโศก” คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีแห่งแรกของ สิงห์ เอสเตท เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานยิ่งใหญ่ในย่านอโศกเลยก็ว่าได้ กับการเปิดตัวโครงการ “ดิ เอส อโศก” คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีแห่งแรกของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ภายใต้คอนเซ็ปต์ Live Highest, Live Finest  นำโดย คุณนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตในระดับพรีเมียมบนตึกที่สูงที่สุดในย่านอโศก โดดเด่นด้วยการออกแบบสไตล์ Modern Contemporary และการดูแลอย่างเหนือระดับด้วย เอส คลาส แมเนจเม้นท์ บริษัทพร็อพเพอร์ตี้แมเนจเม้นท์ที่บริหารงานโดย สิงห์ เอสเตท อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากดารานักแสดงสาวสวย แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ และลูกบ้านของโครงการ อมิตา ยัง สีณพงศ์ภิภิธ และครอบครัว มาร่วมแสดงความยินดี ณ โครงการ ดิ เอส อโศก   ภายในงานเริ่มด้วย คุณนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนที่มาร่วมงาน หลังจากนั้นคณะผู้บริหารได้พาสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการตามจุดไฮไลท์ต่างๆ อาทิ Sculpture Court บริเวณชั้น 10 ต่อด้วยชั้น 33 ที่มีสระว่ายน้ำ Golf Simulation และฟิตเนส และ ชั้น 43 เป็นชั้นสุดท้ายที่ได้พาแขกผู้มีเกียรติเยี่ยมชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกบริเวณResidences Lounge ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่น่าประทับใจที่สุดเลยก็ว่าได้ และมาถึงช่วงพูดคุยกับเซเลบริตี้ แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและตัวตนที่สะท้อนคำว่า “Live Highest, Live Finest” ร่วมด้วย อมิตา ยัง สีณพงศ์ภิภิธ พร้อมครอบครัว ที่มาพูดถึงการใช้ชีวิตครอบครัวและเหตุผลที่ตัดสินใจเลือกโครงการ ดิ เอส อโศก แห่งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง   หลังจากที่คณะผู้บริหารพาผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการแล้วนั้น ก็เข้าสู่พิธีการเปิดโครงการ ดิ เอส อโศก อย่างเป็นทางการบริเวณชั้น G พร้อมฉายวีดีโอโครงการ ต่อด้วยมินิคอนเสิร์ต จาก ทาทา ยัง ที่งานนี้ได้นำเพลงฮิตมาเอ็นเตอร์เทนผู้ร่วมงานอย่างสนุกสนาน   แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ กล่าวว่า “จากที่ได้ยินข้อมูลของโครงการและการที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ รู้สึกว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจที่สุดในย่านอโศก ที่สำคัญอยู่ใจกลางเมืองและยังมีพื้นที่สีเขียวกว่า1ไร่ให้พักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะแอฟมีน้องปีใหม่ ก็รู้สึกว่ามันคงจะดีถ้ามีโอกาสได้มาอยู่ที่นี่ ด้วยไลฟสไตล์และการทำงานของแอฟที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลานั้น ณ ที่แห่งนี้ถือว่าเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกมากค่ะ เพราะอยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมหลักมากมาย ถ้าใครสนใจโครงการนี้ ยังมีอีกหลายห้องให้มาเยี่ยมชมกัน พลาดไม่ได้นะคะ”   อมิตา ยัง สีณพงศ์ภิภิธ กล่าวว่า “วันนี้มาเป็นลูกบ้านที่ดีกับการเป็นแขกรับเชิญในวันนี้ ทาทาและครอบครัวคิดว่า เราตัดสินใจไม่ผิดที่ได้ลงทุนกับโครงการนี้ จะบอกว่าสวยงาม หรูหรา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง เพราะเดินทางสะดวก ใกล้แหล่งช้อปปิ้งที่ทำงาน โรงเรียนลูก ส่วนตัวแล้วนั้นยังมองว่าเป็นการลงทุนที่ดีเพื่ออนาคตของลูกอีกด้วย สำหรับคนที่สนใจมาเป็นเพื่อนบ้านทาทา อย่าลืมมางาน Open House วันที่ 9-10 มีนาคม 2562 นี้ นะคะ ที่สำคัญสำหรับคนที่กำลังมองหาห้องดีๆ ทำเลทอง ขอบอกว่าจัดเต็มโปรโมชั่นสุดพิเศษ เหลือไม่กี่ห้องแล้วนะคะ”   โอกาสสุดท้ายสำหรับผู้สนใจในงาน THE ESSE ASOKE OPEN HOUSE ในวันที่ 9-10 มีนาคม 2562 พบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ อาทิ แพคเกจเฟอร์นิเจอร์มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท รวมทั้งบัตรกำนัลใช้แทนเงินสด มูลค่า 100,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้จาก www.singhaestate.co.th หรือสอบถามรายละเอียดที่ 1221        
RICHY ประกาศพร้อมนำ “เดอะริช@เพลินจิต-นานา

RICHY ประกาศพร้อมนำ “เดอะริช@เพลินจิต-นานา" สู่ตลาดบน ปักหมุดเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์–ต่างชาติ

RICHY ประกาศศักดา นำคอนโดมิเนียมทำเลทองย่านซีบีดี "เดอะริช@เพลินจิต-นานา" มูลค่าโครงการ 3.7 พันล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ทั้งไทยและต่างประเทศ ด้วยสไตล์ MIXED USE พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดเพอร์เฟคให้กลุ่มผู้สนใจซื้อลงทุนด้วยผลตอบแทน 16% การันตีทุกยูนิต มั่นใจสามารถดันยอดขายเพิ่ม หนุนผลประกอบการปี 62 เติบโตโดดเด่น   ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จํากัด (มหาชน) หรือ RICHY เปิดเผยว่า บริษัทฯ จัดแคมเปญและโปรโมชั่นสำหรับโครงการคอนโดมิเนียม "เดอะริช@เพลินจิต-นานา" มูลค่าโครงการ 3.7 พันล้านบาท ภายใต้แนวคิดโครงการ Wellness Living เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยชั้นนำย่าน CBD พร้อมได้แต่งตั้ง บริษัทไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย (เอเจนซี่) โครงการดังกล่าว   ทั้งนี้เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับบนทั้งคนไทย และต่างชาติ โดยนำร่องเน้นที่กลุ่ม Medical Tourist , คนจีน และตะวันออกกลาง ลูกค้าชาวไทยที่มีรายได้ตั้งแต่ 180,000 บาทขึ้นไป รวมถึงเจ้าของธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการซื้อ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อการลงทุน โดยใช้กลยุทธ์โปรโมชั่นพิเศษ สำหรับกลุ่มที่ต้องการซื้อลงทุนด้วยการมอบ Yield guaranteeสูงถึง 16%   สำหรับโครงการเดอะริช@เพลินจิต-นานา เป็นคอนโดมิเนียม High rise ระดับไฮเอนด์ สูง 32 ชั้น 427ยูนิต หนึ่งเดียวบนถนนสุขุมวิทซอย 3 (นานา) ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ ติดธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ ใกล้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เพียง 290 เมตร ชูจุดขาย 1 ห้องนอน สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้จริงตามผู้อยู่อาศัย สามารถเปลี่ยนห้อง Plus เป็นห้องทำงาน , Walk in closet หรือห้องนอนเล็กได้ตามต้องการ และแบบ 2 ห้องนอน ที่สามารถเปลี่ยนห้องนอนเล็กเป็นห้องทำงาน ห้องฟังเพลง ได้ตามต้องการ   นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Wellness Living” เน้นการสร้างความเป็นอยู่ที่พิถีพิถัน สุขสบายเพื่อสุขภาพที่ดี กลมกลืน กับธรรมชาติ ท่ามกลางความ ดีเลิศในด้านสังคมการอยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวสูง หรูหรา ด้วยส่วนกลางที่มาพร้อมสระว่ายน้ำแบบ CHROMOTHERAPY HEALING SWIMMING POOL , Kids room ,Yoga room และสวนแบบ Pocket Garden ตอบสนองความต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง   ในส่วนของ Mixed -Use แบ่งสัดส่วนเป็น 3 ชั้น ประกอบไปด้วยร้านค้า Retail ระดับ Luxury กว่า 50 shops ที่จะตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Mix Life ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะกิน ,ช้อป และดูแลสุขภาพ โดยสามารถเดินทางได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้าสถานีเพลินจิตและนานา ถือได้ว่าเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่บนทำเลที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในย่านธุรกิจการค้า บนถนนสุขุมวิท-นานา ที่แนวโน้มราคามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น จึงเหมาะทั้งสำหรับเพื่ออยู่อาศัย และซื้อเพื่อการลงทุน      
“รอแยลเฮ้าส์” ขยายเซ็กเมนท์ สร้างบ้านตอบโจทย์คนยุค Millennials

“รอแยลเฮ้าส์” ขยายเซ็กเมนท์ สร้างบ้านตอบโจทย์คนยุค Millennials

“รอแยลเฮ้าส์” มองโอกาสขยายฐานลูกค้า เดินหน้าพัฒนาบ้านแนวใหม่เอาใจคนยุค Millennials เน้นแบบบ้านทันสมัย-เข้ากับที่ดินกะทัดรัด-ปรับฟังก์ชันได้ตามใจ นำร่องเปิดตัวแบบบ้านใหม่สไตล์ญี่ปุ่นและสไตล์โมเดิร์น ทรอปิคัลในงาน Home Builder & Materials Focus 2019 วันที่ 21-24มี.ค.นี้ พร้อมจัดหนักโปรโมชั่นแถมแอร์Daikin มูลค่าสูงสุดกว่า 60,000 บาท รับSummer ตั้งเป้า 5 ปี ฐานลูกค้ากลุ่มMillennial เพิ่มสัดส่วนแตะ 10% ติดเครื่องตลาดต่างจังหวัดทั่วประเทศด้วย Local Marketing   นายโกศล โควิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด บริษัทรับสร้างบ้านที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี และมีสาขามากที่สุดในประเทศ ภายใต้สโลแกน “สร้างบ้านด้วยสมอง” เปิดเผยว่า แม้ที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจรับสร้างบ้านจะเป็นกลุ่มผู้มีอายุตั้งแต่ 40ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ในอนาคต ลูกค้ากลุ่มยุคMillennials ซึ่งเกิดประมาณ พ.ศ.2523-2537หรือมีอายุราว 25-39 ปี จะกลายเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจรับสร้างบ้านมากขึ้น บริษัทจึงมองโอกาสการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดกลุ่มดังกล่าว ด้วยการพัฒนาแบบบ้านที่ตอบโจทย์คนยุค Millennials   “ตลาดคนยุค Millennials อาจไม่ใช่ตลาดที่เติบโตเร็วสำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน แต่เป็นตลาดที่เราต้องก้าวไป เพราะตลาดนี้ยังมี Pain Point เกี่ยวกับความต้องการที่อยู่อาศัยหลายเรื่อง ที่ธุรกิจรับสร้างบ้านสามารถเข้าไปตอบโจทย์ได้” นายโกศล กล่าว   ทั้งนี้ กลุ่มคนยุค Millennials ในตลาดที่อยู่อาศัย ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มคนที่อยู่คนเดียว ต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับทำงานในเมือง กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่นิยมซื้อคอนโดมิเนียม 2.กลุ่มที่เริ่มมีครอบครัว ต้องการบ้านขนาดกะทัดรัด 3.กลุ่มที่ต้องการบ้านสำหรับอยู่อาศัย 3 เจเนอเรชั่น คือรุ่นตัวเอง รุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูก โดยกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มหลักที่สามารถก้าวเข้ามาเป็นลูกค้าของรอแยลเฮ้าส์ได้   นายโกศล กล่าวอีกว่า คนยุค Millennials ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง มักพบปัญหาหลายเรื่องในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย 1.แบบบ้านขาดความทันสมัย 2.แบบบ้านที่ธุรกิจรับสร้างบ้านมี มักเป็นแบบบ้านที่ไม่เข้ากับขนาดที่ดิน เนื่องจากที่ดินที่คนกลุ่ม Millennials มี มักมีขนาดแปลงเล็กกว่าที่ดินของคนรุ่นก่อน3.บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมถูกออกแบบมาแบบสำเร็จรูป ไม่สามารถปรับเปลี่ยนวัสดุ หรือปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างได้ตามใจ บริษัทจึงจะให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านใหม่ๆ ที่มีความทันสมัย เป็นแบบบ้านที่เข้ากับที่ดินขนาดกะทัดรัด และชูจุดแข็งของธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน วัสดุ และรายละเอียดบางอย่างให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้   ในวันที่ 21-24 มี.ค.นี้ บริษัทจึงจะเปิดตัวแบบบ้านใหม่ 2 สไตล์ คือแบบบ้านสไตล์ญี่ปุ่น (Modern Japanese) และแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ทรอปิคัล (Modern Tropical) รวมทั้งสิ้น4 แบบ ในงาน Home Builder & Material Focus 2019 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ “คนยุค Millennials รับวัฒนธรรมจากประเทศญี่ปุ่นมาค่อนข้างมาก ขณะเดียวกัน คนยุคMillennials ยังชอบที่อยู่อาศัยที่ให้กลิ่นอายความเป็นธรรมชาติ เราจึงออกแบบบ้าน 2สไตล์นี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว คำนึงถึงการออกแบบทั้งภายในและภายนอกให้มีความทันสมัย ภายในบ้านฟังก์ชันครบ Facade ก็ดูมีสไตล์ บ้านแบบญี่ปุ่นก็จะมีห้องน้ำสไตล์ออนเซน โดย 4 แบบที่ออกมานี้มีทั้งแบบที่เจาะลูกค้ากลุ่ม Millennials ขณะเดียวกันก็มีแบบที่เจาะกลุ่มฐานลูกค้าเดิมของรอแยลเฮ้าส์ด้วย” นายโกศล กล่าว สำหรับผู้ที่ตัดสินใจจองในงาน Home Builder & Material Focus 2019 บริษัท มีโปรโมชั่นสุดพิเศษรับส่วนลดสูงสุดถึง 12% พร้อมรับแอร์Daikin มูลค่าสูงสุดถึง 60,000 บาท ภายในบูธยังมีการจัดแสดงแบบบ้านอื่นๆ ของรอแยลเฮ้าส์ และมอบประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุดผ่านกลยุทธ์ Multi-Sensory ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทั้งการตกแต่งบูธภายในงานด้วยกลิ่นอโรม่าจาก Diffuser ของ ORGANIKA HOUSEให้ความรู้สึกของความเป็นบ้าน การเสิร์ฟขนมหวานจาก BRIX Dessert Bar ให้บรรยากาศสบายๆ  และพิเศษด้วยมินิคอนเสิร์ตจากเปอติ๊ดThe Voice 4 ในวันเสาร์ที่ 23 มี.ค. เวลา 14.00-15.00 น. ทั้งนี้ ตลาดคนยุค Millennials จะเป็นตลาดที่สร้างโอกาสในระยะยาว ไม่ใช่ตลาดที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะสั้น บริษัทจึงตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จะมีฐานลูกค้ากลุ่ม Millennialsเติบโตขึ้นแตะ 10% ของสัดส่วนลูกค้าทั้งหมดของรอแยลเฮ้าส์ นายโกศล กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายเซ็กเมนท์เจาะตลาดกลุ่มคนยุค Millennials แล้ว อีกกลุ่มหนึ่งที่บริษัทจะให้ความสำคัญในปีนี้ คือกลุ่มตลาดต่างจังหวัด โดยจะใช้กลยุทธ์ Local Marketing ลงไปยังจังหวัดหัวเมืองขนาดใหญ่โดยตรง เช่น การทำโฆษณาผ่านสื่อนอกบ้าน (Out of Home Media) อย่างป้ายบิลบอร์ดต่างๆ การลงสปอตโฆษณาผ่านวิทยุชุมชน   “ตลาดต่างจังหวัดต้องการวิธีการเข้าถึงและกลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างจากตลาดในกรุงเทพฯ และแม้ตลาดต่างจังหวัดจะค่อยๆ เติบโต แต่ก็เติบโตอย่างมีศักยภาพ เพราะยังมีคนที่มีที่ดินเปล่าสำหรับรอสร้างที่อยู่อาศัยอยู่พอสมควร ด้วยจำนวนสาขา 12 สาขาครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และประสบการณ์ในการก่อสร้างมาแล้วเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ รอแยลเฮ้าส์จะเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในต่างจังหวัดอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคในต่างจังหวัดได้มีที่อยู่อาศัยคุณภาพ” นายโกศล กล่าว    นายโกศล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2561 บริษัทมียอดขายทั้งสิ้น 1,120 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงกลางปีที่ 1,000 ล้านบาท สำหรับในปี 2562 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเบื้องต้นไว้ที่ 1,120 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจในปีนี้   บริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านมานานกว่า 30 ปี ภายใต้สโลแกน “สร้างบ้านด้วยสมอง” มีสาขาอยู่ทั่วประเทศแล้วมากกว่า 12 สาขา สร้างบ้านมาแล้วมากกว่า 5,000หลัง ปัจจุบันดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านครอบคลุมหลายเซ็กเมนท์ ตั้งแต่ระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ระดับ 5-10 ล้านบาท ระดับ 10-20 ล้านบาท และระดับมากกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมไปถึงระดับมากกว่า 100 ล้านบาท    
You Need = Younique “ยูนีค” เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ

You Need = Younique “ยูนีค” เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ

ในยุคที่คนเมืองมีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบความแตกต่าง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อะไรที่ได้ชื่อว่ามีชิ้นเดียวในโลกหรือผลิตมาเพื่อเราโดยเฉพาะถือว่าเจ๋งสุดๆ ไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่ยังรวมถึงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ที่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปจนถึงขีดความสามารถที่ Customize ได้แบบรายบุคคล และเมื่อ You Need คือ อะไรที่คุณอยากได้ คุณต้องการ Younique “ยูนีค” ทำให้ได้ทุกอย่างจริงๆ ทำให้เกิดกระแสตอบรับที่ดีมาก จึงอยากบอกต่อ ไม่เชื่อมาดูคู่รักดาราที่คบกันมาราธอนยาวนานกว่า 15 ปี อย่าง “ซาร่า เล็กจ์” และ “เอ็ม-สืบสกุล ทวีผล” หรือ “เอ็ม โอไอซี” ที่เพิ่งจะควงแขนเข้าประตูวิวาห์กันเมื่อไม่นานมานี้ โดยทั้งคู่ได้มาแชร์ไอเดียการ Customized Furniture ที่ “ยูนีค” (Younique) เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ (Customized Furniture 4.0) โดย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) ที่ปรับพื้นที่ใช้สอยจาก 35 ตร.ม. ให้เพิ่มขึ้นเทียบเท่า 53 ตร.ม. พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนขนาดและออกแบบจนคุณพอใจ ทำให้สามารถจัดสรรพื้นที่ใช้สอยในห้องโปรดเต็มพื้นที่ ทั้งแนวราบ แนวดิ่ง ด้วยการยืด ย่อ หด ขยาย ปรับขนาดได้ถึงขั้นมิลลิเมตรเลยทีเดียว แถมยังเลือกสี ขนาด และฟังก์ชันการใช้งานได้ตามใจโดยมีดีไซเนอร์ส่วนตัวช่วยดูแลและให้คำปรึกษาตั้งแต่ก้าวแรกจนเสร็จสิ้นการประกอบติดตั้ง ในงบประมาณที่แสนน่าพอใจอีกด้วย!!   ซาร่า เล็กจ์ ดารานักแสดงสาวเผยด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขว่า “ทุกคนเชื่อไหมว่า โลกของซาร่าและคุณเอ็มช่างเป็นโลกที่แตกต่างกันมากค่ะ ซึ่งซาร่าจะเป็นคนชัดเจน เป็นผู้หญิงที่มีความชอบเฉพาะตัวสูง เช่น อยากได้ห้องแต่งตัวที่มีชั้นใส่ของที่เก็บได้ทุกไอเท็มแฟชั่น ตั้งแต่เครื่องประดับ หมวกใบเก๋ กระเป๋าใบเล็กใบน้อย ไปจนถึงรองเท้า พร้อมอยากเพิ่มความน่าสนใจให้ห้องนอนดูสวยหรู ด้วยการมี Bed Bench ที่ใช้ประโยชน์ได้สารพัดตรงปลายเตียง ส่วนคุณเอ็มจะมีสไตล์ที่ชัดเจน รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร มีสเปซแค่ไหน มองภาพการใช้ชีวิตแบบ 3 มิติ แล้วตีความออกมาเป็นไลฟ์สไตล์ แต่ดีตรงที่เราทั้งคู่ ต่างคนก็ต่างรู้ว่า “I know what I need” ถึงแม้ในบางครั้งความชอบของเราทั้งคู่จะมีบ้างที่ชอบไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ “ยูนีค” (Younique) เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ (Customized Furniture 4.0) เพราะที่นี่มีทุกอย่างที่เราทั้งคู่ต้องการสำหรับการออกแบบและตกแต่งบ้านของเราค่ะ”   ทั้งนี้เพราะ “ยูนีค” (Younique) เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ (Customized Furniture 4.0) เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเดิมๆ ที่น่าเบื่อจากการสั่งทำเฟอร์นิเจอร์สมัยก่อนหรือที่เรียกกันว่า “บิวท์อิน” ด้วยการนำเทคโนโลยีอัฉจริยะ 4.0 ใหม่ล่าสุด มาใช้ในวงการเฟอร์นิเจอร์ครั้งแรกในไทย ซึ่งฉีกทุกกฏปฏิวัติทุกวงการเฟอร์นิเจอร์ นำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อรองรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ปัจจุบัน สร้างสรรค์เป็นงานเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างละเอียดขั้นมิลลิเมตร รายเดียวในไทย เป๊ะที่สุด!! ดีที่สุด!! ช่วยลดขั้นตอน ลดปัญหา ลดค่าใช้จ่าย และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มากขึ้น   และเพราะความต่างคนต่างรู้ว่าต้องการอะไร “ยูนีค” (Younique) เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ (Customized Furniture 4.0) จึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด ที่จะทำให้โลกของทั้งซาร่าและสามี กลายเป็นโลกใบเดียวกันที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ด้วยการช่วยดีไซน์เฟอร์นิเจอร์สั่งตัด หรือ Customize Furniture ที่ทั้งคู่ต้องการให้ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ของทั้งคู่ “วันนี้ รู้สึกดีมากๆ เพราะซาร่าได้เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจสมกับที่ต้องการจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะฟังก์ชันชั้นวางของที่สามารถเลื่อนเก็บได้ ที่จะทำให้ซาร่ามีที่เก็บของได้เยอะอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ หมวก หรือกระเป๋า หรือการประหยัดพื้นที่ด้วยการซ่อนที่รีดผ้าให้สามารถพับเก็บไปในตู้เสื้อผ้าได้ และที่คุณเอ็มปลื้มสุดๆ คือโต๊ะแป้งสุดไฮเทคที่กระจก เป็นได้มากกว่ากระจก เพราะผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่เพิ่มฟังก์ชันให้เราถึง 4 ฟังก์ชันการใช้งาน คือ 1. สามารถเปิดไฟที่กระจกโดยรอบได้ 2.ช่วงกลางคืนเลือกเปิดไฟหลังกระจกเพื่อเพิ่มความสะดวกในการมองเห็น 3.ระบบไล่ฝ้าบริเวณกระจก และฟังก์ชันสุดท้าย ยังสามารถเชื่อมต่อระบบ Bluetooth ที่จะสร้างความบันเทิงทำให้สามารถเปิดเพลงจากโทรศัพท์ ที่สำคัญระบบทุกอย่างนี้ เปิดปิดได้ง่ายเพียงแค่สัมผัส! เรียกได้ว่ามัลติฟังก์ชันสุดๆ ไปเลยค่ะ” ดาราสาวมากความสามารถกล่าวปิดท้าย   ส่วนใครอยากรู้ว่าสะดวก รวดเร็ว และเป๊ะแค่ไหนนั้น ตามซาร่าและคุณเอ็มไปดูบริการดีๆ ที่ “ยูนีค” (Younique) เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ (Customized Furniture 4.0) ได้ที่ • https://www.youtube.com/watch?v=be2MqvrvIaU&t=3s •https://www.facebook.com/224028041561/posts/10158291368251562/   ทั้งหมดนี้ “ยูนีค” (Younique) เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ (Customized Furniture 4.0) สามารถช่วยให้คุณออกแบบเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดได้เอง ทั้งขนาด สี ดีไซน์ วัสดุ ครบสุดทุกความต้องการ ช่วยให้การแต่งบ้านเป็นเรื่องที่เร็ว ง่าย เป๊ะ ใช่ในแบบที่เป็นตัวคุณ เพราะที่นี่มีบริการดีไซเนอร์ส่วนตัวที่พร้อมช่วยเหลือแนะนำ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นการประกอบติดตั้ง ตลอดจนการออกแบบที่ทำให้ลูกค้าได้เห็นภาพการ ออกแบบห้อง 3 มิติเสมือนจริงได้เลยทันทีที่สรุปแบบ   หลังจากตกลงแบบกันเรียบร้อยก็จะทราบราคาทันที ซึ่งในขั้นตอนนี้ลูกค้าจะรู้ได้เลยว่า เฟอร์นิเจอร์ที่สั่งตัดไปนั้นจะสามารถจัดส่งวันไหน ติดตั้งเสร็จเมื่อไหร่ เรียกว่ารวดเร็วและง่าย แตกต่างจากเดิมจริงๆ ให้คุณอิสระไปกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในทุกมุมห้องตามสไตล์คุณ เชิญพบกับห้องตัวอย่างมากมาย หลายดีไซน์ของ “ยูนีค” (Younique) เฟอร์นิเจอร์สั่งตัดตามใจคุณ (Customized Furniture 4.0) ได้ที่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) ทั้ง 8 สาขา ได้แก่ สาขาพระราม 2, บางนา, รังสิต, เดอะวอล์ค ราชพฤกษ์, เดอะวอล์ค เกษตรนวมินทร์, บางกรวย-ไทรน้อย, พัทยา และสาขาใหม่ล่าสุด ที่สาขาชัยพฤกษ์ พร้อมโปรโมชั่นดีๆ ตั้งแต่วันนี้ – 27 มีนาคม 2562 กับสิทธิพิเศษ ดังนี้   • พิเศษ!! Big Extra Bonus ชำระค่ามัดจำบริการวัดพื้นที่เหลือเพียง 1,000.- (จากปกติ 2,000.-) พร้อมรับฟรี Index Voucher มูลค่า 1,500.- • เมื่อช้อป “ยูนีค” ครบ 180,000 ขึ้นไป รับฟรี 2 ต่อ ต่อที่ 1 รับฟรี บัตรเติมน้ำมัน Esso มูลค่า 2,000.- ต่อที่ 2 รับฟรี แพ็กเกจพรีเมียมกำจัดไรฝุ่น จาก Index Home Service มูลค่า 1,490.- (ภายในใบเสร็จเดียวกัน* จำกัด 40 ท่านแรก*) • ช้อปง่ายสบายกระเป๋า รับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน กับบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ   สนใจปรึกษาดีไซน์เนอร์ส่วนตัว Add Line@: @Younique (มี@ด้วยนะ) หรือคลิก http://bit.ly/2OoeBGC Website http://bit.ly/2RYq5hP ติดต่อ Call Center Tel. 0-2417-1111  
ภาพหลุด  ของโครงการ  KARA Ari-Rama 6

ภาพหลุด ของโครงการ KARA Ari-Rama 6

ปล่อยมาเรียกน้ำย่อยกันอีกหนึ่งโครงการ กับลักซ์ชัวรีคอนโดมิเนียม แบรนด์ใหม่จากค่าย GRAND UNITY กับ KARA Ari - Rama 6 (คาร่า อารีย์–พระราม 6) เป็นการรุกตลาดระดับบนอย่างต่อเนื่องจริง ๆ ดูจากฟาซาดของตัวตึกจะแอบเห็นการเพิ่มเติมรายละเอียดความหรูหราขึ้นเรื่อย ๆ มาพร้อมทำเลศักยภาพ ย่านอารีย์-พระราม 6 แอบแว่วมาว่าโครงการนี้มีไม่กี่ยูนิตเท่านั้น บอกเลยว่าใครที่ชอบความไพรเวต ถือว่าตอบโจทย์สุด ๆ แถมเดินทางสะดวกสบายมาก ติดถนนใหญ่พระราม 6 และทางด่วนพิเศษศรีรัชอีกด้วย ถ้ามีอัพเดทความคืบหน้าแอดจะรีบนำข่าวมาบอกทันทีจ้า          
เอพี ไทยแลนด์ รุกธุรกิจอสังหาฯ ปี 62 บุกทุกเซ็กเมนต์ ชูธุรกิจขาย-เช่า-บริหารจัดการ

เอพี ไทยแลนด์ รุกธุรกิจอสังหาฯ ปี 62 บุกทุกเซ็กเมนต์ ชูธุรกิจขาย-เช่า-บริหารจัดการ

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมการอยู่อาศัย ประกาศโตสวนกระแสกว่า 30% ด้วยสถิติการรับรู้รายได้ (รวม 100%JV) ปี 61 สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 38,020 ล้านบาท รวมทั้งความสำเร็จสวนภาพรวมตลาดจากยอดขายรวม อยู่ที่ 41,298 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายถึง 104% พร้อมเดินหน้าประกาศแผนธุรกิจอสังหาฯ ปี 62 มุ่งสู่เป้ายอดขายที่ 41,800 ล้านบาท และเป้ารายได้รวมที่ 35,900 ล้านบาท (รวม 100%JV) ด้วยการรุกตลาดเปิดขายอสังหาริมทรัพย์ครบทั้ง 9 แบรนด์ในพอร์ทโฟลิโอ รวม 39 โครงการ มูลค่ารวม 56,800 ล้านบาท พร้อมต่อยอดความแข็งแกร่งของ BC และ SMART สู่การเป็นเบอร์ 1 ภายใต้วิสัยทัศน์ AP WORLD การสร้างสรรค์ โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมนำพาเอพีก้าวเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีสินค้าและบริการคุณภาพครอบคลุมทุกความต้องการเชิงลึกของตลาดอย่างแท้จริง   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากวิสัยทัศน์ใหญ่ขององค์กร AP WORLD ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการสร้างพิมพ์เขียวที่สมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศ (Eco System) ที่เอพีพัฒนาขึ้น ผ่านการขยายขอบเขตธุรกิจไปสู่ธุรกิจนอกอสังหาริมทรัพย์แล้ว เอพียังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเราอย่างไม่หยุดยั้ง ปีนี้เอพีได้วางกลยุทธ์ในการดำเนินงาน 4 มิติหลัก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และความมั่นใจว่าสินค้า และบริการของเอพีจะตอกย้ำวิสัยทัศน์การส่งมอบโลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นได้จริง”   กลยุทธ์ในการดำเนินงาน 4 มิติสู่ความสำเร็จของเอพี (ไทยแลนด์) ในปี 2562 ได้แก่ 1.เปิดตัวโครงการครบ 9 แบรนด์ ในทุกเซ็กเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีสินค้าครอบคลุม ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยในปีนี้เอพีเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด 39 โครงการ มูลค่ารวม 56,800 ล้านบาท เป็นคอนโด 5 โครงการ มูลค่า 22,400 ล้านบาท (เป็นคอนโดร่วมทุน 3 โครงการ มูลค่า 18,300 ล้านบาท) และแนวราบ 34 โครงการ มูลค่ารวม 34,400 ล้านบาท (แบ่งเป็นทาวน์โฮม 19 โครงการ มูลค่า 16,780ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 15 โครงการ มูลค่า 17,620 ล้านบาท   2.สร้างความแตกต่างด้วยสินค้าที่ตอบความต้องการของคนทุกช่วงชีวิต ด้วยเล็งเห็นถึงรูปแบบครอบครัว (Family Pattern) ที่มีความหลากหลาย และต่างไปจากเดิม เอพีจึงออกแบบและจัดวางพื้นที่ในตัวบ้าน และพื้นที่ส่วนกลางให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของครอบครัวคนรุ่นใหม่ รองรับการอยู่อาศัยของคนหลากหลายรุ่น ผ่าน 3 แนวคิดสำคัญในการออกแบบ ได้แก่ (1) SPACE TRANSFORMATION – ออกแบบให้พื้นที่ในทุกๆ ตารางนิ้วสอดคล้องกับการใช้งานจริงทั้งในวันนี้และในอนาคต (2) HUMAN CONNECTION – สร้างสรรค์ระบบนิเวศที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยทุกวัยเชื่อมต่อกันได้ในสังคมของเอพี และสังคมรอบข้างอย่างมีคุณภาพ และ (3) LIFE-LONG COMMUNITY – การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ช่วยยกระดับให้โครงการของเอพีมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยของลูกบ้านในเครือ ได้อย่างยั่งยืน   3.ผสานกลุ่มมิตซูบิชิ เอสเตท ยกระดับคุณภาพคอนโดมิเนียมในเครือเอพีอย่างต่อเนื่อง ด้วย ‘AI BIM’ (Artificial Intelligence Building Information Modeling) เทคโนโลยีการออกแบบงานก่อสร้างอาคารสูงอัจฉริยะ 7 มิติ ที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในทุกกระบวนการทำงาน และมีจุดเด่นในด้านการบริหารสิ่งอำนวยความสะดวกในที่พักอาศัย (Facility Management) หลังจากส่งมอบโครงการ โดยในปี 2562 นี้ เอพีได้นำเทคโนโลยี ‘AI BIM’ มาใช้แบบครบวงจรในการพัฒนาคอนโดฯ แบบ High-Rise ทุกโครงการ   4.ต่อยอดความแข็งแกร่งของ BC และ SMART ช่วยให้เอพีก้าวไปสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างครบวงจร (Total Solution Community Developer) โดยในปีนี้ 'บีซี' (BC) ซึ่งเป็นบริษัท Property Agent อันดับ 1 ของไทย พร้อมรุกต่อในตลาดที่เป็นเมืองรองในต่างประเทศ อาทิ คุนหมิง หนานจิง ซีอานในจีน และโอซาก้า ฟุกุโอกะในญี่ปุ่น หลังประสบความสำเร็จในเมืองหลัก เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และอีกหลายเมืองในประเทศจีน และญี่ปุ่นมาแล้ว นอกจากนี้ 'สมาร์ท' (SMART) บริษัท Property Management เตรียมเปิดตัว SMART PLATFORM ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตและประสบการณ์การอยู่อาศัยของกว่า 55,000 ครัวเรือน ในกว่า 200 โครงการ ที่ไม่ใช่เฉพาะในเครือของเอพี ภายในไตรมาส 3   นายวิทการ เปิดเผยแผนการพัฒนาคอนโดมิเนียมปี 2562 ว่า “เอพีมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนเมืองที่มองหาคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ ในราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้ในทุกเซ็กเมนต์ โดยในปีนี้ เอพีเตรียมเปิดตัว 5 คอนโดมิเนียมใหม่ รวมมูลค่า 22,400 ล้านบาท ภายใต้ 4 แบรนด์ในเครือ ได้แก่  ASPIRE ใน 2 ทำเล ได้แก่ สุขุมวิท – อ่อนนุช และอโศก – รัชดา ที่เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่/คนทำงาน โดยมีโครงการร่วมทุนระหว่าง เอพีและมิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัท ในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป - MECG) รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่า 18,300 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ THE ADDRESS,  RHYTHM, และ LIFE”   นายวิทการ กล่าวเสริมว่า “ไฮไลท์สำคัญของไตรมาสแรก คือ การเปิดตัว ‘RHYTHM เอกมัย เอสเตท’ คอนโดในกลุ่ม Upper High-End บนทำเลเอกมัยเชื่อมต่อทองหล่อ มูลค่าโครงการ 3,200 ล้านบาท จำนวน 303 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.5 ล้านบาท (เฉลี่ย 210,000 ล้านบาท / ตร.ม.) โดดเด่นด้วยการจัดวางโครงสร้างอาคารรูปแบบใหม่ เพื่อส่งมอบมิติใหม่ของการใช้ชีวิตแนวสูงที่ไม่ต่างจากการพักอาศัยในบ้าน พร้อมไฮไลท์การออกแบบ Multi-Storey & Floating Lobby 7 ชั้น ครั้งแรกในประเทศไทยที่เปิดมุมมองสู่ Outdoor Terrace การดีไซน์พื้นที่สีเขียวรวมต้นไม้ใหญ่เดิม และพื้นที่ส่วนกลางกว่า 4,800ตารางเมตรและครั้งแรกกับ Sky Villa ยูนิตพิเศษพร้อมทางเข้าผ่านสวนส่วนตัว โดยจะเปิดจองรอบพิเศษครั้งแรกที่งาน Vertical World ชั้น 1 แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน วันที่ 21-24 มีนาคมนี้”   ด้านแผนพัฒนาโครงการแนวราบ นายภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจแนวราบ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2561 ที่ผ่านมา สินค้าแนวราบของเอพี ได้รับการตอบรับที่ดีเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะสินค้าบ้านเดี่ยวของเรามีรายได้เติบโตขึ้นถึง 80% ในขณะเดียวกันสินค้าทาวน์โฮมแบรนด์ บ้านกลางเมือง ยังคงรักษาความเป็นเบอร์ 1 ไฮเอนด์ทาวน์โฮมในเมือง ที่สร้างมูลค่ายอดขายอันดับที่ 1 นั่นเป็นเพราะผลลัพธ์จากกระบวนการทำ Design Thinking อย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปี เพื่อหาคำตอบที่แท้จริงของจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญว่า อะไรคือคุณภาพชีวิตที่คนไทยต้องการ โดยเราพบว่าที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่กว้างขวางเกินไป และไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเปล่าประโยชน์ และไม่คุ้มค่า ฉะนั้น ‘ที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่’ อาจไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่คนไทยต้องการในทุกโลเคชั่น เราจึงมุ่งเน้นพัฒนาให้บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมทุกแบรนด์ในเครือเอพีมีแบบบ้านโมเดลใหม่ที่หลากหลาย รวมถึงการนำเสนอสเปซฟังก์ชั่นที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้สามารถยืดหยุ่นต่อการใช้งานในวันนี้ และในอนาคต สามารถอยู่ได้อย่างยาวนาน”   “เพื่อรักษาความไว้วางใจและตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างถึงที่สุด เอพีจึงออกแบบบ้านให้สอดรับกับความต้องการเหล่านั้น เน้นการนำนวัตกรรมทางความคิดในการออกแบบที่อยู่อาศัย 3 ข้อมาใช้ให้เกิดเป็น ‘บ้านกลางเมืองและพลีโน่ โมเดลใหม่ปี 2019’ ที่โดดเด่นตั้งแต่การดีไซน์สถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน ตอบสนองความเป็นปัจเจกของแต่ละครอบครัว รวมทั้งการปรับพื้นที่ใช้สอยภายในใหม่ทั้งหมด ทั้งสเปซฟังก์ชั่นที่รองรับการอยู่ร่วมกันของครอบครัวใหญ่ 2-3 เจนเนอร์เรชั่น ทุกตารางนิ้วสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้แบบเต็มพื้นที่ จัดวางพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กเข้าสู่ตัวบ้าน เพื่อเพิ่มความร่มรื่น โดยที่ผู้อยู่อาศัยไม่ต้องเสียเวลามากในการดูแล โฟกัสทำเลศักยภาพ ใจกลางเมือง พร้อมแพ็คเกจราคาขายที่จับต้องได้ โดยเตรียมเปิดตัว บ้านกลางเมือง ไฮเอนด์ทาวน์โฮม 3 ชั้น และพลีโน่ พรีเมี่ยมทาวน์โฮม 2 ชั้น โมเดลใหม่ปี 2019 เร็วๆ นี้”นายภมร กล่าว   “และในส่วนของการเสริมแกร่งสินค้าบ้านเดี่ยวทุกแบรนด์ในเครือเอพี อาทิ THE PALAZZO, THE CITY และ CENTRO ตอกย้ำการเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค นอกจากการนำเสนอนวัตกรรมสเปซที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในทุกความต้องการของทุกช่วงชีวิตแล้ว ในปีนี้เราได้นำร่องยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrasturcture) ในพื้นที่ส่วนกลาง โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ภายใต้คีย์สำคัญ คือ เน้นประโยชน์ ที่แท้จริงและการคืนกลับที่ยั่งยืนในการใช้ชีวิตของลูกบ้าน อาทิ เทคโนโลยี Solar Cell การผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง และ Water Recycle Systemระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ในพื้นที่สวนของโครงการ เป็นต้น หรือการนำร่องใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างใหม่ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของโครงการของเรา” นายภมร กล่าวเสริม   “ในปี 2562 นี้ เอพีพร้อมรุกตลาดแนวราบในทุกทำเล ภายใต้พันธกิจสำคัญในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับลูกบ้านเอพีอย่างแท้จริง ด้วยแผนการพัฒนาโครงการใหม่ถึง 34 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 34,400 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 15 โครงการ มูลค่า 17,620 ล้านบาท ทาวน์โฮม 19 โครงการ มูลค่า 16,780 ล้านบาท ซึ่งการรุกตลาดแนวราบนั้นจะขยายทำเลให้ครอบคลุมทุกทำเล เช่น ย่านดอนเมือง วัชรพล พหลโยธิน สวนหลวง ราชพฤกษ์ บางใหญ่ สวนผัก อ่อนนุช พระราม 2 สายไหม เป็นต้น บนทำเลที่ติดถนนใหญ่และเป็น Multiple Connect ที่เชื่อมต่อทางลัด ทางด่วน หรือระบบขนส่งขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยด้วยการลดเวลาที่ใช้ไปกับการเดินทาง” นายภมร กล่าวสรุป   สรุปแผนการดำเนินงานธุรกิจอสังหาฯ ในปี 2562 เอพี เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 39 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 56,800 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 22,400 ล้านบาท แนวราบ 34 โครงการ มูลค่า 34,400 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายยอดขาย 41,800 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้รวม 35,900 ล้านบาท (100%JV) ในครึ่งปีแรกเอพีเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 21 โครงการ มูลค่า 30,440 ล้านบาท แนวราบ 17 โครงการ ประกอบด้วยบ้านเดี่ยว 6 โครงการ และทาวน์โฮม 11 โครงการ มูลค่ารวม 16,840 ล้านบาท และ 4 คอนโดมิเนียมใหม่ ได้แก่ ASPIRE สุขุมวิท – อ่อนนุช มูลค่า 1,600 ล้านบาท  ASPIRE อโศก – รัชดา มูลค่า 2,500 ล้านบาท RHYTHM เอกมัย เอสเตท มูลค่า 3,200 ล้านบาท (โครงการร่วมทุน) และ LIFE สาทร SIERRA มูลค่าโครงการ 6,300 ล้านบาท (โครงการร่วมทุน)   ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 บริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้รวมโครงการร่วมทุน (Backlog) มูลค่ามากถึง 50,025 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 7,935 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ทั้งหมดภายในปีนี้ และคอนโดมิเนียม (100%JV) มูลค่า 42,090 ล้านบาท (แบ่งเป็นคอนโดเอพี มูลค่า 2,310 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ทั้งหมดในปีนี้ และเป็นโครงการร่วมทุน มูลค่า 39,780 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ในปี 2562 ประมาณ 7,569 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566)      
อนันดาฯ จับมือ Shopee เปิดเกมรุก บุกตลาดอีคอมเมิร์ซรายแรก

อนันดาฯ จับมือ Shopee เปิดเกมรุก บุกตลาดอีคอมเมิร์ซรายแรก

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำการพัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าของไทย มุ่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองในยุคดิจิทัล จับมือ Shopee (ช้อปปี้) ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดประสบการณ์ใหม่แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยด้วยการจองคอนโดใกล้รถไฟฟ้าและบ้านทำเลศักยภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Shopee กับ 12 โครงการ ภายใต้แบรนด์คุณภาพ ไอดีโอ โมบิ  ไอดีโอ /เอลลิโอ / อาร์เด้น และ เอโทล พร้อมโปรโมชั่นที่ดีที่สุด รับส่วนลดสูงสุด 1,900,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อผ่าน Shopee เท่านั้น หวังตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ซื้อขายบนออนไลน์มากขึ้น   คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen C นั้นต่างเติบโตมาพร้อมกับโลกดิจิทัล เรียกได้ว่าอยากรู้ข้อมูลหรือซื้ออะไรก็สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการผ่านโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เมื่อพฤติกรรมของคนไทยหันมาซื้อสินค้าบนออนไลน์มากขึ้น จึงทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) เติบโตขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป บริษัทฯ จึงเล็งเห็นโอกาสในการตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองในยุคดิจิทัลด้วยความเข้าใจและเข้าถึงทุกความต้องการ และตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ โดยจับมือกับ Shopee (ช้อปปี้) ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดประสบการณ์ใหม่ให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ด้วยการนำเสนอคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่บนตลาดอีคอมเมิร์ซเป็นรายแรก ผ่านแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ Shopee ซึ่งเป็นการขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าให้ครอบคลุมและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น   ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นมิติใหม่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยเพราะเป็นการผสานความแข็งแกร่งของทั้งสองพันธมิตรยักษ์ใหญ่จากสองธุรกิจเข้าด้วยกัน เป็นการต่อยอดธุรกิจของสองพันธมิตรเพื่อนำเสนอโซลูชั่นและบริการที่ครบวงจรเพิ่มเติมให้กับกลุ่มลูกค้าของทั้งสองบริษัทได้มากที่สุด ทั้งนี้ บริษัทฯได้คัดสรรโครงการคอนโดมิเนียม พร้อมอยู่ใกล้รถไฟฟ้า และบ้านพร้อมอยู่ บนทำเลศักยภาพสูงในกรุงเทพฯ  มานำเสนอกว่า 12 โครงการ ภายใต้แบรนด์ ไอดีโอ โมบิ / ไอดีโอ / เอลลิโอ / อาร์เด้น และ เอโทล ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งทุกครั้งของการเปิดตัวโครงการใหม่ ได้แก่ 1.โครงการไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66  2.โครงการไอดีโอ โมบิ อโศก 3. โครงการไอดีโอ โมบิ บางซื่อ-แกรนด์อินเตอร์เชนจ์ 4. โครงการไอดีโอ โมบิ วงศ์สว่าง-อินเตอร์เชนจ์ 5. โครงการไอดีโอ สุขุมวิท 93  6. โครงการไอดีโอ พระราม 9 ตัดใหม่  7. โครงการไอดีโอ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์  8. โครงการไอดีโอ โอทู  9. โครงการเอลลิโอ เดล มอสส์  10.โครงการเอโทล วงแหวน-ลำลูกกา 11.โครงการเอโทล บาหลีบีช อ่อนนุช – ลาดกระบัง และ 12. โครงการอาร์เด้น พัฒนาการ นอกจากนี้ยังมอบโปรโมชั่นและดีลที่ดีที่สุด!! Ananda Deals Day 3-10 มี.ค.นี้ เท่านั้น สำหรับลูกค้าที่จองคอนโดและบ้านพร้อมอยู่ ผ่านแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ Shopee เท่านั้น รับสิทธิ์จองเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท รับส่วนลดสูงสุด 1,900,000 บาท รับ Shopee Coin 3,000 coins/ยูนิต พร้อมรับสิทธิ์ผ่อน 0 บาท อยู่ฟรีสองปี* (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)   คุณอากาธา โซห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ในฐานะแบรนด์อสังหาริมทรัพย์เจ้าแรกบนช้อปปี้ มอลล์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ช้อปปี้สามารถเข้าถึงสิทธิ์ในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้ผ่านทางแพลทฟอร์มอีคอมเมิรซ์ของเรา ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย เรามีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนแบรนด์ต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงแบรนด์ในกลุ่มธุรกิจออฟไลน์ดั้งเดิม เพื่อต่อยอดธุรกิจในช่องทางออนไลน์ ต่อจากนี้ไปเราจะยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เพื่อนำเสนอดีลเอ็กซ์คลูซีฟและกิจกรรมพิเศษ ในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย”   สำหรับขั้นตอนการเข้าไปเลือกซื้อคอนโดมิเนียมและบ้านพร้อมอยู่ จากอนันดาฯ ผ่าน Shopee เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ คือ 1. เลือกยูนิต ที่สนใจผ่าน Ananda Development Shopee Mall ได้ทั้ง website และ application Shopee 2. กรอกข้อมูลส่วนตัวและเลือกช่องทางการชำระเงิน  และ 3. รับอีเมลล์ยืนยันการจอง   Shopee (ช้อปปี้) ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เป็นแพลทฟอร์มที่ออกแบบขึ้นเพื่อชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยระบบการชำระเงิน และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นเรื่องสะดวก ปลอดภัย และไร้ความยุ่งยาก สามารถตอบสนองทุกความต้องการของผู้ใช้ทุกกลุ่ม ปัจจุบัน ช้อปปี้เข้าถึงผู้ใช้งาน ทั่วประเทศไทยด้วยยอดดาวน์โหลดมากกว่า 29 ล้านครั้ง “บริษัทฯ มั่นใจว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยเติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ในการเดินหน้าเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างเข้าใจและเข้าถึงครอบคลุมทุกช่องทาง” คุณชานนท์กล่าว   พบดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษได้ผ่านทางร้านค้าออฟฟิเชียลของอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ บนช้อปปี้ มอลล์ที่ https://shopee.co.th/ananda_development_official. ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ananda.co.th      
“Elevated Returns” เป็นเจ้าภาพจัดงาน “ดีเอส ซัมมิท 2019 – ไทยแลนด์” พลิกโฉมวงการอสังหาฯไทย

“Elevated Returns” เป็นเจ้าภาพจัดงาน “ดีเอส ซัมมิท 2019 – ไทยแลนด์” พลิกโฉมวงการอสังหาฯไทย

“Elevated Returns” (ER) บริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลจากนิวยอร์ก ร่วมมือกับ บริษัท หลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน)  (Seamico) และ Tezos เตรียมจัดงาน “ดีเอส ซัมมิท 2019 – ไทยแลนด์” งานประชุมบล็อกเชนครั้งแรกของประเทศไทยที่ชูประเด็นหลักทรัพย์ดิจิทัลเป็นวาระสำคัญ ด้วยเป้าหมายในการพาผู้นำในอุตสาหกรรมบล็อกเชน บุคลากรภาครัฐและเอกชน นวัตกร และนักลงทุนรวมกว่า 300 คนมาร่วมพูดคุยและสร้างโอกาสในการเติบโตด้านบล็อกเชนและหลักทรัพย์ดิจิทัลร่วมกันในประเทศไทย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคมนี้ที่กรุงเทพฯ หลังจาก ER ประสบความสำเร็จในการขายโทเคนของโรงแรม The St. Regis Aspen Resort บริษัทฯ เตรียมพลิกวงการอสังหาริมทรัพย์ด้วยการเปิดขายหุ้นแบบดิจิทัลในรูปแบบของโทเคน ตั้งเป้าทำยอดขายทั่วโลก 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นยอดขายโทเคนในไทย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้   นายสเตฟาน เดอ เบตส์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ ER กล่าวว่า “การแปลงสินทรัพย์ให้เป็นโทเคน (Tokenization) คือกระบวนการที่ใช้แปลงสินทรัพย์ เช่น อสังหาริมทรัพย์ งานศิลปะ และหุ้น ให้กลายเป็นสัญญาดิจิทัลในรูปของหลักทรัพย์โทเคนที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้บนบล็อกเชน นี่คือสิ่งที่เรามุ่งมั่นที่จะทำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก สำหรับประเทศไทย เราเตรียมเข้ามาดำเนินธุรกิจในลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น เราต้องการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการแปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่จริงให้เป็นโทเคนบนบล็อกเชน (Asset Tokenization) และประโยชน์ของหลักทรัพย์ดิจิทัล (Digital Securities) ให้กับตลาดก่อน จึงเป็นที่มาของการที่เราร่วมกับ Seamico และ Tezosเพื่อจัดงาน ‘ดีเอส ซัมมิท 2019 – ไทยแลนด์’ โดยชูประเด็นหลักทรัพย์ดิจิทัลเป็นวาระสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นการจัดงานในลักษณะนี้ครั้งแรกในประเทศไทย”   สำหรับแผนการขยายธุรกิจมายังประเทศไทย ER ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นจำนวน 21% ของ Seamico ทำให้ ERกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญของSeamico ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการขอใบอนุญาตและหารือถึงช่องทางการตลาดทั้งในประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ER มุ่งมั่นที่จะพลิกวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านการระดมทุนด้วยโทเคน หลังประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมมาแล้วในสหรัฐอเมริกา   “การซื้อขายหลักทรัพย์ในรูปของโทเคนเป็นสิ่งที่พูดถึงกันมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ ซึ่งผมเองมองว่าการแปลงสินทรัพย์ทางการเงินให้เป็นโทเคนจะเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2562 และในอนาคตต่อไป  หลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการแปลงสินทรัพย์ของโรงแรม The St. Regis Aspen Resort ให้เป็นโทเคนมาแล้ว เรามุ่งหวังที่จะขยายธุรกิจไปทั่วโลก ซึ่งเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำยอดขายทั่วโลก 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นยอดขายโทเคนในไทย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีนี้” นายสเตฟาน เดอ เบตส์ กล่าวเพิ่มเติม   ER สามารถระดมทุนเป็นเงิน 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการขายโทเคน Aspen Digital ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยของโรงแรม The St. Regis Aspen Resort ได้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการแปลงสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ การเปิดขายหลักทรัพย์ด้วยวิธีการนี้ถือเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะวิธีการนี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกเวลาที่ต้องการ โดยเฉพาะการที่นักลงทุนสามารถขายได้ก่อนที่อสังหาริมทรัพย์นั้นๆ จะเปลี่ยนเจ้าของกระบวนการซื้อขายหลักทรัพย์ในลักษณะนี้ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดที่โดยทั่วไปแล้วอยู่ไกลเกินความสามารถที่จะเข้าถึง ทั้งยังเป็นการเปิดช่องทางใหม่ในการระดมเงินทุนผ่านหลักทรัพย์ดิจิทัลด้วย   “การนำสินทรัพย์มาแปลงเป็นโทเคนคือกระบวนการที่จะช่วยมอบอิสรภาพในการลงทุนให้กับนักลงทุน เพราะเราไม่จำเป็นต้องมีคนกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์อีกต่อไป” นายสเตฟาน เดอ เบตส์ กล่าว “นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นให้กับผู้ขายด้วย หากเทียบกับวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์แบบเดิม เพราะเราสามารถลดค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับคนกลางได้ และหากโทเคนมีสภาพคล่องที่ดีก็สามารถเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นได้”   “ดีเอส ซัมมิท 2019–ไทยแลนด์”  คืองานประชุมบล็อกเชนที่ชูประเด็นหลักทรัพย์ดิจิทัลและหลักทรัพย์โทเคนเป็นวาระสำคัญครั้งแรกในประเทศไทย โดยภายในงานนี้มีวิทยากรชั้นนำมากกว่า 15 ท่าน รวมทั้งนายสเตฟาน เดอ เบตส์ ได้ร่วมนำเสนอมุมมองที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างครอบคลุมรวมถึงโครงสร้างกฏเกณฑ์ที่จะบังคับใช้กับหลักทรัพย์ดิจิทัลและมาตรฐานในการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนในอนาคต   งานประชุมครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับบุคลากรชั้นนำจากทั่วโลกและในประเทศไทยกว่า 300 คนจากหลากหลายธุรกิจ ทั้งธุรกิจหลักทรัพย์ การธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และการจัดการสินทรัพย์ ที่จะมารวมตัวเพื่อพูดคุยและสร้างเครือข่ายร่วมกัน    
“KAVE TOWN” คอนโดมิเนียมขนาดใหญ่สุดฮิป  พลิกโฉมสู่อาณาจักร  แห่งที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่ย่านรังสิต

“KAVE TOWN” คอนโดมิเนียมขนาดใหญ่สุดฮิป พลิกโฉมสู่อาณาจักร แห่งที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่ย่านรังสิต

แอสเซทไวส์ ต่อยอดความสำเร็จภายใต้แบรนด์ “เคฟ” (KAVE) รุกเปิดตัว “เคฟทาวน์” (KAVE TOWN) 2 เฟสแรก ได้แก่ โครงการเคฟ ทาวน์ ชิฟ (KAVE TOWN Shift) และ เคฟ ทาวน์ สเปซ (KAVE TOWN Space) ด้วยมูลค่าโครงการรวมถึง 4,000 ล้านบาท จำนวนกว่า 2,000 ยูนิต แบบ Fully Furnished บนทำเลศักยภาพย่านรังสิต โดยห่างจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพียง 170 เมตรเท่านั้น ชูจุดเด่นด้านดีไซน์ที่ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ จัดเต็มด้วยพื้นที่ส่วนกลาง และสิ่งอำนวยความสะดวกมากถึง 20 โซน ที่ผ่านการคิดและคัดสรรมาเป็นพิเศษ พร้อมมั่นใจด้วยการรักษาความปลอดภัย ถึง 5 ขั้นตอน ทั้งยังเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ด้วยคอมมูนิตี้มอลล์ด้านหน้าโครงการ ในราคาเริ่มต้น เพียง 1.49 ล้านบาท โดยพร้อมเปิดขายพรีเซลล์ในวันที่ 2–3 มีนาคม ศกนี้   นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยคุณภาพ เพื่อจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตที่ดี ภายใต้แนวคิด “ความสุข ที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” (We Build Happiness) เปิดเผยว่า “หลังจากที่ ‘เคฟ คอนโด’ (KAVE Condo) ซึ่งเป็นโครงการแรกในย่านรังสิต ภายใต้แบรนด์ “เคฟ” (KAVE) ประสบความสำเร็จจากการได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าจนสามารถปิดการขายได้ภายในเวลา 1 เดือน ด้วยปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพ สะดวกในการเดินทาง ประกอบกับการดีไซน์พื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะนักศึกษาในพื้นที่มาแล้วเมื่อเดือนกันยายน ปีที่ผ่านมา ล่าสุด โครงการเคฟ คอนโด ยังได้รับรางวัลโครงการคุณภาพในกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับเอเชีย แปซิฟิก จากเวที Asia Pacific Property Awards 2019 - 2020 ซึ่งเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างกว้างขวาง ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่บริษัทฯ เป็นอย่างมาก วันนี้เราจึงเดินหน้าเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ 2 เฟสภายใต้แบรนด์เคฟ (KAVE) ที่มีชื่อว่า โครงการเคฟ ทาวน์ ชิฟ (KAVE TOWN Shift) และโครงการเคฟ ทาวน์ สเปซ (KAVE TOWN Space) บนทำเลใกล้เคียงเดิม ใกล้ ม.กรุงเทพ รังสิต แต่มาพร้อมด้วยคุณภาพ ความยิ่งใหญ่ และความพิเศษต่าง ๆ ที่เตรียมไว้มอบให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าทั้งเก่า และใหม่อย่างแน่นอน”   “โครงการเคฟ ทาวน์ ชิฟ (KAVE TOWN Shift) และโครงการเคฟทาวน์ สเปซ (KAVE TOWN Space) เป็นโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์เคฟ (KAVE) ที่มีมูลค่าโครงการรวมขณะนี้ สูงถึง 4,000 ล้านบาท ที่พร้อมเปิดตัวในปี 2562 ตามแผนที่ประกาศไว้ ซึ่งถือเป็นแบรนด์ใหญ่ของแอสเซทไวส์ และมีขนาดใหญ่ที่สุดในทำเลใกล้ ม. กรุงเทพเช่นกัน ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นคอนโดมิเนียมแบบโลวไรส์ สูง 8 ชั้น 4 อาคาร โดยมีจำนวนยูนิต รวม 2 เฟสกว่า 2,000 ยูนิต แบบ Fully Furnished บนพื้นที่เฟสละ 9 ไร่ (รวมทั้งสิ้น 18 ไร่) ตั้งอยู่ติดถนนพหลโยธิน- รังสิตฝั่งเดียวกับ ม.กรุงเทพ โดยห่างกันเพียง 170 เมตรเท่านั้น ทั้งยังถือเป็นทำเลศักยภาพ ที่สามารถเชื่อมต่อสู่ ใจกลางเมืองและออกนอกเมืองได้สะดวกสบาย ใกล้ทางด่วนอุดรรัถยา ดอนเมืองโทลล์เวย์ อีกทั้งยังใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) ที่จะเปิดใช้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นสายที่วิ่งผ่านท่าอากาศยานดอนเมือง ทำให้สามารถเดินทางสู่สนามบินได้อย่างคล่องตัว และยังรายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญ ทั้งศูนย์การค้า สถานศึกษา สถานที่อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต, Zpell, เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์, เทสโก้โลตัส, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รังสิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เป็นต้น”   โดยทั้ง 2 เฟส ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ผ่านการศึกษาความต้องการของกลุ่มลูกค้าตัวจริง และข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “Built For Evolution of Young” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทุกแนวคิดการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ ตัวอาคารจึงได้รับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสไตล์โมเดิร์น มีความทันสมัย ตกแต่งภายนอกให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่าง ในขณะที่ภายในห้องพักอาศัย ยังได้นำไลฟ์สไตล์แนวคิด การใช้ชีวิต มาตกแต่งและออกแบบให้เข้ากับบุคลิกของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมาพร้อมเฟอร์นิเจอร์บิลท์อินที่ใส่ใจทุกรายละเอียดด้วยการเลือกใช้วัสดุคุณภาพออกแบบห้องพักที่คำนึงถึงฟังก์ชั่นการใช้งานและประโยชน์ใช้สอยที่คุ้มค่า   ในด้านความสะดวกสบาย “เคฟ ทาวน์” (KAVE TOWN) ยังรายล้อมไปด้วยร้านค้า เช่น แมคโดนัลด์ เปิด 24 ชม. รวมถึงไฮไลท์พิเศษอย่างคอมมูนิตี้ มอลล์ที่วางแผนตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการ เพื่อตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยมากที่สุด ภายในโครงการยังพร้อมสรรพไปด้วยพื้นที่ส่วนกลาง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันจัดเตรียมไว้มากถึง 20 โซน ไม่ว่าจะเป็น Pool in the Park สระว่ายน้ำในสวนสวย Sky Pool, Panorama View สระว่ายน้ำบนดาดฟ้าที่สามารถชมวิวได้ 360 องศา, KAVE Pavilion มุมพักผ่อนที่สามารถมองเห็นวิวสระว่ายน้ำอย่างชัดเจน, Library House สำหรับความเงียบสงบเป็นส่วนตัวสำหรับทำงาน อ่านหนังสือ, Co - Working, Lobby พื้นที่สำหรับนั่งทำงาน และยกระดับด้วย Meeting Room & Co Creation Space พื้นที่สำหรับประชุม ทำงาน และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ มาพร้อมโซนความสนุก อย่าง Theater Deck, Fun Space,  VR Game, Creative  Entertain Lounge และฟิตแอนด์เฟิร์มเอาใจสายออกกำลังด้วยโซนออกกำลังกาย ต่างๆ อาทิ The Gym, Sky Fitness, Yoga Cover Studio เป็นต้น มาพร้อมที่จอดรถถึง 46 % ทั้งยังยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบรักษาความปลอดภัย ถึง 5 ขั้นตอน ที่สามารถมั่นใจในคุณภาพการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ   “โครงการเคฟ ทาวน์ ชิฟ (KAVE TOWN Shift) และเคฟ ทาวน์ สเปซ (KAVE TOWN Space) เป็นโครงการที่เรามั่นใจในศักยภาพ ทั้งคุณภาพโครงการ การออกแบบ และพื้นที่ส่วนกลางที่พร้อมสรรพ รวมถึงการตั้งอยู่บนทำเลพื้นที่ที่มีดีมานด์สูง ทั้งใกล้กับมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแคมปัสหลักที่มีขนาดใหญ่ ถึง 3 แห่ง ผนวกกับความต้องการอยู่อาศัยของพนักงาน ในบริษัทขนาดใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม หรือสนามบินดอนเมือง พร้อมกับการมาถึงของสาธารณูปโภค และแหล่งงานใหญ่ ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงมีความคุ้มค่าทั้งกับอยู่เอง หรือลงทุน ซึ่งที่ผ่านมามีอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Yield) อยู่ที่ 8-10 % จากสถิติที่เปิดขาย KAVE Condo หรือราคาเฉลี่ยในการปล่อยเช่าที่ 10,000–17,000 บาท/เดือน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ดีมาก” นายกรมเชษฐ์ กล่าวเสริม   ทั้งนี้ โครงการ โครงการเคฟ ทาวน์ (KAVE Town) ประกอบด้วยห้องชุดขนาดต่าง ๆ ได้แก่ ห้อง One Bedroom ขนาดพื้นที่ประมาณ 24.22 ตร.ม. ห้อง One Bedroom Exclusive ขนาดพื้นที่ประมาณ 27.26 ตร.ม. ห้อง One Bedroom Extra ขนาดพื้นที่ประมาณ 24.50 ตร.ม. และห้อง One Bedroom Plus ขนาด 38.43 ตร.ม. โดยจะเริ่มการก่อสร้างมีนาคม 2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2020   ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนรับส่วนลดสูงสุดถึง 100,000 บาทได้ที่ www.assetwise.co.th พร้อมเปิดขายพรีเซลล์ในวันที่ 2-3 มีนาคม ศกนี้ ณ เซลล์ แกลเลอรี่ เคฟ ทาวน์ ถนนพหลโยธิน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 02-168-0000        
สโคป บริษัทรูปแบบใหม่ เชี่ยวชาญการสร้างที่อยู่อาศัยระดับอินเตอร์เนชั่นแนลพรีเมี่ยมโดยเฉพาะ

สโคป บริษัทรูปแบบใหม่ เชี่ยวชาญการสร้างที่อยู่อาศัยระดับอินเตอร์เนชั่นแนลพรีเมี่ยมโดยเฉพาะ

สโคป จับลูกค้ากลุ่มใหม่ซึ่งเป็นนักท่องโลกที่ต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูงสุดในทุกมิติของการออกแบบ ไม่ใช่เพียงแค่ใช้วัสดุที่ดูหรูหรา   ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งคร่ำหวอดในวงการมาอย่างยาวนาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการที่พักอาศัยชื่อดังในประเทศไทยมากมาย ประกาศตั้ง “สโคป” บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยที่มา Disrupt วงการ ฉีกแบบแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบเดิมที่เคยมีมา ด้วยการมุ่งเน้นเรื่องการออกแบบและก่อสร้างที่อยู่อาศัยคุณภาพพรีเมี่ยมมาตรฐานระดับโลกโดยเฉพาะ   สโคปจะเปิดตัวโครงการที่พักอาศัยโครงการแรกในเดือนมิถุนายน 2562 และจะเปิดตัวอีกสองโครงการในอีก 12 เดือนถัดไป คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกันทั้งสิ้น 11,200 ล้านบาท   การก่อตั้งบริษัทสโคปเป็นการบุกเบิกกลุ่มลูกค้าใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของประเทศไทยที่มีการแข่งขันกันอย่างสูง โดยสโคปจะเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ ที่มีการจัดโครงสร้างองค์กรแบบพิเศษซึ่งแตกต่างไปจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ทั้งนี้เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความต้องการต่างไปจากเดิม   นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด กล่าวว่า “สโคปเป็น บริษัทที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะเจาะจงในเรื่องการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนที่เติบโตในยุคอินเตอร์เน็ต ยุคที่เราสามารถเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เป็นสุดยอดบนโลกใบนี้ได้อย่างง่ายดายผ่านทางเว็บไซต์ หรือเป็นกลุ่มคนที่เดินทางมามาก และได้เห็นมาหมด เป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการแต่สิ่งที่ดีที่สุด เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรสนิยมดีระดับมาตรฐานสากล และเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีดีไซน์และคุณภาพการก่อสร้างในมาตรฐานระดับเดียวกันกับที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพดีที่สุดในนิวยอร์คหรือลอนดอน”   นายยงยุทธ กล่าวว่า มาตรฐานและความคาดหวังของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับ Disruptor ที่เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเฉพาะทาง    นายยงยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ไม่ว่าจะสร้างบ้าน รถยนต์ หรือทำกระเป๋าถือก็ตาม หากเป็นกลุ่มคุณภาพระดับสูงสุด จะต้องมีรูปแบบองค์กรและรูปแบบทางธุรกิจแตกต่างไปจากองค์กรแบบเดิมทั่วไปที่ทำงานตอบสนองหลายกลุ่มหลายระดับ จึงจะสามารถส่งมอบมาตรฐานระดับสูงสุดได้”   “วิธีการคิดคำนวณต้นทุนต้องแตกต่าง แนวคิดของแผนกจัดซื้อก็ต้องแตกต่าง เช่นเดียวกับระยะเวลาในการออกแบบและแนวคิดในการพัฒนาโครงการ เครือข่ายซัพพลายเออร์และคุณสมบัติของผู้รับเหมา รวมทั้งการฝึกอบรมพนักงานให้ใช้เวลาและใส่ใจกับทุกรายละเอียด และไม่ยอมรับกับความไม่สมบูรณ์แบบใดๆ ก็ตาม ก็จะต้องแตกต่างไปจากเดิมด้วย” นายยงยุทธ กล่าว   “เรากำลังบุกเบิกเปิดตลาดใหม่สำหรับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเฉพาะทาง เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงสุดระดับสากล โดยอาศัยรูปแบบการทำธุรกิจ ที่ไม่เหมือนใคร มีโครงสร้างองค์กรที่แตกต่างไปจากแบบแผนเดิมในบริษัททั่วไป ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สามารถยกระดับมาตรฐานของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทยให้สูงยิ่งขึ้น และมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น” นายยงยุทธ กล่าว   “ทุกวันนี้ ผู้บริโภคเปลี่ยนไป ลูกค้ากลุ่มใหม่นี้ไม่ได้มองความหรูหราว่าเป็นเรื่องของการใช้วัสดุแพงๆ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ลูกค้ากลุ่มนี้จะมองว่าความหรูหราเป็นเรื่อง ‘คุณภาพของกระบวนการความคิด’ ที่ใส่เข้าไปในขั้นตอนการออกแบบที่ยอดเยี่ยม และการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมี่ยมอย่างเหมาะสม สำหรับผู้บริโภคกลุ่มนี้ ความหรูหราจึงไม่ได้หมายถึงก๊อกน้ำทองคำ หรือที่จับประตูทองคำ แต่สิ่งที่พวกเขามองหาคือสุดยอดดีไซน์ ความเรียบง่ายที่โอ่โถงสะอาดตา ประโยชน์ใช้สอย รสนิยมที่ดี และการใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างสูงสุด เพื่อมุ่งให้เป็นบ้านที่ทำให้ทุกวันของผู้อยู่อาศัยมีความสุขมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่สโคปทุ่มงบประมาณไปที่เรื่องการออกแบบจนมากกว่าเป็นเท่าตัว หากเปรียบเทียบกับสัดส่วนงบประมาณสำหรับงานออกแบบที่บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ทั่วไปในวงการ จัดสรรไว้สำหรับแต่ละโครงการ”   นายยงยุทธ กล่าวว่า สโคปได้จับมือกับที่ปรึกษาที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมาจากทั้งโคเปนเฮเกน นิวยอร์ค ลอนดอน และมิลาน เป็นต้น   “ที่สโคป ทุกแผนกจะต้องมานั่งทำงานด้วยกันเพื่อระดมความคิดหาวิธีการที่ดีที่สุดร่วมกัน แทนที่จะให้หลายๆ แผนกต่างคนต่างทำงานแยกกัน ซึ่งรวมถึงแม้แต่ซีอีโอของบริษัท ก็นั่งร่วมประชุมวางผังและออกแบบด้วย และที่สโคป ทีมงานจะทำงานออกมาทีละหนึ่งโครงการเท่านั้น เพื่อให้สามารถทุ่มเทเวลาและความใส่ใจทั้งหมดให้กับทุกรายละเอียดของโครงการนั้นได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะทำหลายๆ โครงการพร้อมกัน” นายยงยุทธ กล่าว   นอกจากนี้ สโคปยังมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่บริหารอาคารที่บริษัทสร้างขึ้น ให้ยาวนานเป็น 10 ปี   “เราจะให้บริการเรื่องบริหารอาคาร โดยจัดสรรหน่วยงานภายในของบริษัทสโคปเองเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว แทนที่จะใช้วิธีการตั้งบริษัทแยกออกมาใหม่ที่มุ่งหวังผลกำไรให้เป็นผู้ทำหน้าที่นั้น เหมือนอย่างในรูปแบบธุรกิจปกติทั่วไป เพราะเราเชื่อว่าการตั้งโครงสร้างแบบที่เรากำลังทำอยู่นี้ ทำให้เราสามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับอินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมี่ยม ได้ดีกว่า” นายยงยุทธ กล่าว   นายยงยุทธประเมินว่า “มีความต้องการคอนโดมิเนียมมาตรฐาน ‘อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมี่ยม’ ประมาณ 6,500 ยูนิตต่อปี ในทุกระดับราคา ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 90,000 ล้านบาท ทั้งนี้สำหรับบริษัทสโคป คาดการณ์ว่าลูกค้าของสโคปจะเป็นคนไทยรุ่นใหม่ผู้มีฐานะและรสนิยมที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ประมาณ 80% และเป็นชาวต่างชาติผู้มองหาที่พักอาศัยคุณภาพระดับอินเตอร์เนชั่นแนลที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ประมาณ 20%”   นายยงยุทธคาดการณ์ว่า ตลาดคอนโดมิเนียมคุณภาพระดับสูงสุดในประเทศไทย จะมีมูลค่าถึงประมาณ 78,500 ล้านบาท ในปี 2562 และ “ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ราคาคอนโดมิเนียมระดับคุณภาพสูงสุดในทำเลที่ดีที่สุดในเขตกรุงเทพฯ น่าจะสูงถึง 800,000 บาทต่อตารางเมตร”   นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับสูงสุดในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ผู้มีแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยมากมาย เป็นผู้บริหารโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลากหลายระดับและหลากหลายประเภทกว่า 90 โครงการ รวมทั้งเคยเป็นหุ้นส่วนและที่ปรึกษาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของเมืองไทย อาทิ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น บมจ. เอสซี แอสเสท บมจ. อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ และ บมจ. พฤกษา   นายยงยุทธก่อตั้งบริษัทสโคปขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนจาก บมจ. เอสซี แอสเสท ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุดห้าอันดับแรกของประเทศไทย มาร่วมก่อตั้งบริษัทสโคป “เพื่อให้ สโคปมีความมั่นคงทางการเงินสูงสุดสำหรับการทำโครงการที่ดีที่สุดออกมาเสมอ”   “เอสซี แอสเสท กับผมมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เราจึงจับมือกันก่อตั้งบริษัทสโคปขึ้น” นายยงยุทธ กล่าว   โครงการแรกของสโคปจะสร้างขึ้นบนที่ดินทำเลทองใจกลางเมืองขนาด 2 ไร่บนถนนหลังสวน ซึ่งมูลค่าที่ดินในปัจจุบันสูงกว่า 3 ล้านบาทต่อตารางวา โดยมีมูลค่ารวมของโครงการอยู่ที่ 7,800 ล้านบาท และก่อนสิ้นปี 2563 สโคปมีแผนจะเปิดตัวอีก 2 โครงการที่ย่านทองหล่อและถนนสุขุมวิท      
“นิวาติ ทองหล่อ 23” อาณาจักรแห่งความลักชัวรี่ สงบ ปลอดภัย ใจกลางเมือง

“นิวาติ ทองหล่อ 23” อาณาจักรแห่งความลักชัวรี่ สงบ ปลอดภัย ใจกลางเมือง

การครอบครองคอนโดสักห้อง นอกเหนือจากทำเลที่ “ชอบ” และโปรดักส์ที่ “ใช่” แล้ว ที่สำคัญเรื่องคุณภาพต้องเหมาะสมกับราคาควบคู่กับการบริการจะต้องเป็นที่พึงพอใจ บริษัท เซวาส พรอพเพอตี้ส์ จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างไทยและฮ่องกง ได้พัฒนาคอนโดมิเนียมซูเปอร์ลักชัวรี่ โครงการ “นิวาติ” (NIVATI) ทองหล่อ 23 อีกหนึ่งคอนโดหรู ที่มีไอเดียการดีไซน์และการเลือกของตกแต่งที่เป็น โมเดิร์นลักชัวรี่ ใส่ใจทุกรายละเอียด มาพร้อมฟังก์ชันใช้สอยที่กว้างขวางและวัสดุคุณภาพระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Elegant Classic Contemporary เป็นเสน่ห์ของโครงการที่ถูกถ่ายทอดผ่านดีไซน์ที่เข้าใจและเข้าถึงผู้ชื่นชอบการตกแต่งสไตล์ตะวันตก   แม้ภาพรวมของทองหล่อจะขึ้นชื่อว่าเป็นย่านที่พลุกพล่าน และวุ่นวาย แต่โครงการ Nivati คำนึงถึงเรื่องความสงบและความเป็นส่วนตัวในการใช้ชีวิต จึงเลือกพัฒนาอยู่บนทำเลที่ตอบโจทย์เรื่อง Privacy เพิ่มความสุขและสงบ ขณะเดียวกัน ยังสามารถเดินทางไปยังแหล่งไลฟ์สไตล์และแหล่งแฮงเอาท์ทั้ง Day Life และ Night Life เช่น Emquatier, J-Avenue โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ รพ.สมิติเวช ได้ไม่ยาก โครงการยังตอบโจทย์เรื่อง Exclusivity ด้วยจำนวนยูนิตในโครงการเพียง 52 ยูนิต บนพื้นที่ 7 ชั้น ผ่านวัสดุและเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากแบรนด์ชั้นนำ 100% เป็นโครงการที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว เพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 ใจกลางเมืองให้กับลูกหลานและยังคาดหวังกำไรส่วนต่างจากการขายต่อได้ในอนาคต โครงการยังใส่ใจเรื่องความกว้างใหญ่ของห้องพักทุกแบบ ทำให้ทุกห้องตั้งแต่ขนาด 1-3 ห้องนอน มีสเปซกว้างขวางกว่าโครงการต่างๆ บนทำเลเดียวกัน ห้องนั่งเล่นและ Master Bedroom มีสเปซกว้างขวางสำหรับทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง เติมเต็มความรู้สึก Luxury ในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง   โครงการ Nivati บนพื้นที่ดินขนาด 1-1-34 ไร่ ใจกลางทองหล่อ ได้รับการเนรมิตให้เป็นโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ มูลค่าโครงการกว่า 1,600  ล้านบาท โก้หรูไปกับฟาซาดที่โดดเด่นเรื่องดีไซน์สไตล์ "Timeless classicism of the architecture" สถาปัตยกรรมคลาสสิกร่วมสมัย ให้ความรู้สึกสวยงามเหนือกาลเวลา ให้ความหรูหรา มีระดับการตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน สะท้อนให้เห็นการทำงานแบบศิลปะขั้นสูงโดยในทุกหน้าต่าง ทุกบานประตู ใช้วัสดุ  กรุผนังภายนอกอาคารด้วย Limestone โทนสีครีม เป็นสีสะท้อนความคลาสสิก ร่วมสมัย ให้ความรู้สึกหรูหรา อบอุ่น น่าอยู่อาศัย เป็น ‘บ้าน’ ที่ผู้อาศัยสามารถผ่อนคลายและชาร์จพลังเพื่อออกไปสู่โลกของการทำงาน และใช้ชีวิตได้อย่างมีพลังเต็มเปี่ยม   ขณะที่ส่วนกลางนั้นครบถ้วนทั้งฟังก์ชันการใช้งาน และความสวยงามในการใช้ชีวิต อาทิ ล็อบบี้หรู, Business Lounge, Swimming Pool, Fitness, ที่จอดรถใต้ดินแบบ Automatic Underground Car Parking ถึง 78 คัน หรือ 150% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนสเปควัสดุที่คัดสรรมาให้นั้นล้วนเป็นวัสดุอิมพอร์ตระดับไฮเอนด์ อาทิ ชุดครัวจากพอเกนโพล (Poggenpohl) ชุดเครื่องครัวแบรนด์ชั้นนำของโลกที่มีประสบการณ์และประวัติมายาวนานนับร้อยปี เคียงคู่มาพร้อมเฟอร์นิเจอร์และสุขภัณฑ์แบรนด์ดัง อย่าง Siemens, Dornbracht, Blanco และ Villeroy & Boch แบรนด์คุณภาพเยี่ยมจากเยอรมัน พร้อมก๊อกน้ำและอุปกรณ์ภายในห้องน้ำ ดีไซน์สวยงามและคุณภาพสูงจากแบรนด์ Gessi ซึ่งนำเข้าจากประเทศอิตาลี เป็นต้น   แบบห้องมีให้เลือกตั้งแต่ 1-3 ห้องนอน เริ่มจากแบบ 1 Bedroom ขนาดพื้นที่เริ่มต้น 77.2 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นที่ 20 ล้านบาท แบบ 2 Bedroomเริ่มต้นที่ 104.4 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นที่ 26 ล้านบาท แบบ 3 Bedroom ขนาด 178.9 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นที่ 44 ล้านบาท และ Duplex 1-2 Bedroomขนาด 110-190 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นที่ 31 ล้านบาท   ทุกห้องตกแต่งแบบ Fully Fitted และพิเศษสำหรับช่วงเปิดชมห้องตัวอย่างครั้งแรก มีโปรโมชั่น Fully Furnished Package ให้กับลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมโครงการและตัดสินใจจอง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2562 และโครงการมีแนวโน้มจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ช่วงเดือนกันยายน 2562   สำหรับห้องตัวอย่างได้ถูกเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 จำนวน 2 ห้องด้วยกัน เริ่มที่ห้อง แบบ 2 Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 130.7 ตร.ม. ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์เฟมินีน เหมาะสำหรับหนุ่มสาววัยทำงานหรือครอบครัวที่ชอบความเรียบหรูมีระดับ ตกแต่งด้วยวัสดุสีทองเมทัลลิกและไฟ warm white ทั่วทั้งห้องเพื่อเน้นบรรยากาศผ่อนคลายและอบอุ่น พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยคอนโดในเมืองด้วย walk in closet ที่กว้างขวางเป็นสัดส่วน รวมถึงห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องครัว ขนาดใหญ่ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้าน ซึ่งไม่ว่าใครได้มาเห็นเป็นต้องหลงเสน่ห์ทุกราย   อีกหนึ่งห้องที่เนรมิตมาสำหรับบิซิเนสแมนและครอบครัวขนาดเล็กที่สร้างความต่างแบบมีสไตล์ คือ Duplex 1 Bedroom ขนาด 125.4 ตร.ม.ด้วยการตกแต่งในแบบเรียบง่าย เน้นบรรยากาศการอยู่อาศัยจริงและการใช้พื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มความหรูหราน่าครอบครอง ด้วยการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่มีผิวสัมผัสชั้นเลิศ อยู่แล้วสบายผ่อนคลาย โดยจะเลือกใช้สีเทา น้ำตาล ให้ความรู้สึกถึงความเนี้ยบ ความซอฟท์ในแบบธรรมชาติ ชูความโดดเด่นของวัสดุพื้นผิวและชุดครัวคุณภาพสูงตามมาตรฐานของโครงการนิวาติ   ผู้สนใจหรือต้องการชมห้องตัวอย่างจริง สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.nivaticondo.com หรือ โทร. 095-914-9888 เปิดให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น.      
SC ASSET เผยโฉมที่สุดของ Luxury Privacy Clubhouse ด้วยแรงบันดาลใจจากเวนิส โครงการ แกรนด์ บางกอก  บูเลอวาร์ด รามอินทรา-เสรีไทย

SC ASSET เผยโฉมที่สุดของ Luxury Privacy Clubhouse ด้วยแรงบันดาลใจจากเวนิส โครงการ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด รามอินทรา-เสรีไทย

เอสซี แอสเสท ขอแนะนำ โครงการ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด รามอินทรา-เสรีไทย แรงบันดาลใจจากเวนิสคฤหาสน์หรู ชั้นสไตล์ Modern Venice ที่สุดของ Luxury Privacy Clubhouse จากแรงบันดาลใจสถาปัตยกรรมเวนิส มอบพื้นที่พักผ่อนขนาดใหญ่ในบรรยากาศของวันพักร้อนที่เหนือระดับ ตั้งแต่สระว่ายน้ำในร่มระบบเกลือขนาด Half Olympic 28 เมตร ที่สามารถเชื่อมสู่สวนส่วนกลางขนาด กว่า 1 ไร่ พร้อมฟิตเนสขนาดใหญ่ อยู่บนชั้น 2 ของสโมสร ห้องซาวน่าส่วนตัวแยกชายหญิง สนามเด็กเล่น และ Pavilion ส่วนกลางพักผ่อนขนาดใหญ่ 75 ตารางเมตร ที่เหมาะสำหรับให้ทุกกิจกรรมวันพักผ่อนมาบรรจบในที่เดียว   แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด รามอินทรา-เสรีไทย บนพื้นที่ 25 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอย เริ่มต้น 443-563 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 25-40 ล้านบาท พร้อม Facility ที่ครบครัน และนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ Eldercare Solution by SC ASSET ให้คุณได้ใช้ชีวิตท่ามกลางสังคมส่วนตัว เอกสิทธิ์เพียง 48 ครอบครัว ภายใต้ระบบความปลอดภัย Triple Security System  แยกสัดส่วนอย่างเป็นส่วนตัวระหว่าง Guest Area และ Residential Area เข้าออกโครงการด้วยระบบ Easy Pass ทําเลศักยภาพในย่านรามอินทรา เดินทางสู่ใจกลางเมืองด้วยทางด่วนศรีรัชและทางด่วนรามอินทรา-อาจนรงค์ ใกล้วงแหวนกาญจนาภิเษก นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายเส้นทางถนนสายหลักที่สามารถเชื่อมสู่ย่านสําคัญ เช่น ถ.รามอินทรา ถ.ลาดพร้าว ถ.รามคําแหง ถ.เสรีไทยไปมีนบุรี หรือ มอเตอร์เวย์   สนใจเยี่ยมชมโครงการสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานขายโครงการโทร.1749 หรือ www.scasset.com / www.facebook/scasset/          
“เนอวานา ไดอิ” สร้างปรากฏการใหม่ “Living Revolution” มุ่งสร้างความแตกต่างและพลิกโฉมการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่

“เนอวานา ไดอิ” สร้างปรากฏการใหม่ “Living Revolution” มุ่งสร้างความแตกต่างและพลิกโฉมการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่

“เนอวานา ไดอิ” เดินหน้าสร้างปรากฏการใหม่ Living Revolution ในการเป็นผู้นำด้านดีไซน์บ้านสไตล์ Natural Modern เพื่อสร้างความแตกต่างและนำนวัตกรรมการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่และทันสมัยมาพัฒนาโครงการคุณภาพที่สมบูรณ์แบบเพื่อคนรุ่นใหม่ พร้อมตั้งเป้ายอดขาย Presale เติบโตกว่า 100% เป็น 5,400 ล้านบาท ในปี 2019   นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เนอวานา ไดอิ (เนอวานา) เปิดเผยว่า แนวโน้มของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2019 ไม่ได้สดใสมากนัก เพราะมีปัจจัยลบมากระทบตลาดโดยรวมหลายอย่าง อาทิ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น กฎระเบียบในการปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เข้มงวดขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทย ก็ยังไม่ได้มีการขยายตัวในอัตราที่สูง แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระดับบน เป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ราคาแพง ยังคงมีความต้องการจากผู้บริโภคอยู่และยังสามารถเติบโตได้ในอัตราที่ดี   เนอวานา ไดอิ ได้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในตลาดระดับบนมาเป็นเวลากว่า 15 ปี จึงเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบบ้าน ไลฟ์สไตล์และความต้องการเรื่องการอยู่อาศัยของผู้ซื้อบ้านที่เป็นคนรุ่นใหม่ ดังนั้น บริษัทฯ ได้เห็นโอกาสในการพัฒนารูปแบบของการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างครบถ้วน   ในปีนี้ เนอวานา ไดอิ พร้อมเดินหน้ากับแนวคิดใหม่ Living Revolution เพื่อพลิกโฉมการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสร้างสวรรค์รูปแบบการอยู่อาศัยแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นเรื่องดีไซน์ของบ้านแบบใหม่ที่มีความแตกต่างจากบ้านทั่ว ๆ ไป มีการนำนวัตกรรมเข้ามาผสมผสานเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน โดยบริษัทฯจะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม ภายใต้แนวคิดใหม่ในปี 2019 นี้ จำนวนทั้งสิ้น 11 โครงการ   “เนอวานา พัฒนาแนวคิด Living Revolution ขึ้นมา เพื่อปฏิวัติการอยู่อาศัยแบบเดิมๆ โดยสร้างที่อยู่อาศัยที่มีการออกแบบในสไตล์โมเดิร์นและนำนวัตกรรมอันทันสมัยมาใช้ในการออกแบบการอยู่อาศัย ทำให้บ้านอยู่สบายขึ้นบ้านของเนอวานาจึงสวยงามยาวนาน และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองทุกคนในครอบครัว ที่จะใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบในชุมชนของเนอวานา” นายศรศักดิ์ กล่าว   แนวคิดที่จะพลิกโฉมการสร้างรูปแบบการอยู่อาศัยในแบบฉบับของเนอวานา ภายใต้คอนเซปต์ Living Revolution ที่มีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน ดังนี้   1) Modern Living Design บ้านสไตล์ Natural Modern รุ่นใหม่ของเนอวานาถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ตั้งแต่การเลือกทำเลโครงการที่ติดถนนใหญ่ อยู่ในเมือง ทำให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายในการเดินทาง (Life Connectivity) แบบบ้านที่ถูกออกแบบมาให้มีไสตล์ทันสมัยอยู่ได้ยาวนาน (Timeless Design) และอยู่ร่วมกันอย่างสบายในหลาย Generation เน้นในเรื่องการนำธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแสงและลมธรรมชาติ เข้ามาใช้ในตัวบ้านให้มากที่สุด นอกจากนี้การออกแบบบ้าน ยังคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของบ้านเนอวานา   2) Modern Living Innovation บ้านทุกหลังได้รับการออกแบบให้พร้อมกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในสภาพแว ดล้อมปัจจุบัน โดยมีองค์ประกอบหลัก ดังนี้   - Convenience Lifestyle บ้านทุกหลังของเนอวานาจะมี Internet ความเร็วสูงเข้าถึงทุกจุดภายในบ้าน สามารถทำให้เราเชื่อมโยงกับโลกอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา อุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Wi-Fi และมีการออกแบบจัดวางได้อย่างลงตัว มีระบบเสียงรอบบ้านที่ออกแบบให้เชื่อมต่อเข้ากับ Smartphone เพื่อความบันเทิงทุกที่ในบ้าน และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Smart TV เพื่อความบันเทิงอย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย นอกจากนี้โครงการเนอวานายังออกแบบระบบ Work from Home เพื่อให้สามารถทำงานจากบ้านได้อย่างสะดวกสบาย - Eco & Health Concern เนอวานา ให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพและการอยู่อาศัย (Well Being Living) ในบ้านของเนอวานา มีระบบ Air Control System ในการปรับสภาพอากาศภายในบ้านให้สมดุลตลอดเวลา ลดเรื่องฝุ่นละอองภูมิแพ้ในบ้านและมีระบบหมุนเวียนอากาศที่ไม่ดีออกไปด้านนอก วางระบบกรองน้ำประปาทีจะนำมาใช้ในบ้าน นอกจากนี้เนอวานายังให้ความสำคัญในการใช้พลังงานธรรมชาติ มีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้กับพื้นที่ส่วนกลาง เป็นการประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายในการดูแลส่วนกลางในระยะยาว - Security for Life ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญโครงการของเนอวานามีการออกแบบแบ่งโซน Public, Semi-Public และ Private Space ไว้อย่างสมบูรณ์แบบภายในบ้านทุกหลังมีการวางระบบความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญและเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Home Automation ในการควบคุมการทำงานทั้งหมดภายใต้ Nirvana App Service เพียงตัวเดียว - Privileges for Family ครอบครัวของเนอวานาจะได้รับสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ในการอยู่อาศัยมากมาย เช่น บริการNirvana Living Service ที่เปรียบเสมือนการมี Concierge ส่วนตัวคอยให้บริการในการดูแลบ้าน ไม่ว่าจะเป็น การทำความสะอาด ซักรีด และร้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ในเรื่องของการท่องเที่ยวและสันทนาการต่างๆ   นายรณชัย ไตรยสุนันท์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาโครงการแนวสูงและออกแบบ บมจ.เนอวานา ไดอิ กล่าวว่า เนอวานา มีแนวความคิดในการออกแบบบ้านที่คำนึงถึงการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ที่สอดคล้อง กับธรรมชาติ (Natural Modern) โดยออกแบบบ้านให้มีรูปทรง L Shape และ C Shape ที่สร้างให้เกิด Inner Court กลางบ้าน ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้มีพื้นที่สวนภายในบ้าน และสร้างความเป็นส่วนตัวของพื้นที่ในบ้านและนอกบ้าน นอกจากนี้ การออกแบบบ้านยังคำนึงถึงทิศทางของแดดและลม โดยการออกแบบช่องเปิดรับแสงและลมที่เหมาะสม   บริษัทฯ จะนำรูปแบบการอยู่อาศัยแนวใหม่นี้ไปพัฒนา โครงการเนอวานา เมืองใหม่ (Nirvana Township) บนถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ เพื่อพัฒนาชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่มีองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ มาสนับสนุนให้เป็นคอมมิวนีตี้รูปแบบใหม่ที่มีพร้อมทุกอย่าง เพื่อตอบสนองการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่   นายจิรเดช นุตสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ. เนอวานา ไดอิ กล่าวว่า บริษัทฯ มีแผนที่จะลงทุน 17,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการใหม่จำนวนทั้งสิ้น 11 โครงการในปี 2019 นี้ ประกอบไปด้วยโครงการบ้านเดี่ยว 7 โครงการ ทาวน์เฮาส์ 1 โครงการ และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ และตั้งเป้ายอดขาย Presale ปี 2019 เติบโตกว่า 100% จาก 2,600 ล้านบาท ในปี 2018   “ปีนี้ จะเป็นปีที่เนอวานา มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างมาก เพราะเรามีวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการดำเนินงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เราสร้างความแตกต่างเพื่อให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”        

1 2 3 ... 142