ข่าวอสังหาริมทรัพย์

 

ข่าวอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด

1 2 3 ... 143
แสนสิริ ชูนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกในไทย ประเดิมโครงการแรก “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา”

แสนสิริ ชูนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกในไทย ประเดิมโครงการแรก “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา”

แสนสิริเดินเกมส์ต่อยอดที่อยู่อาศัยแนวราบ หลังโกยยอดขาย 18,800 ล้านบาทเติบโตขึ้นถึง 40% ในปีที่ผ่านมา ชูแนวราบหัวหอกสำคัญในการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริในปี 2562 วางแผนขยายการเติบโตส่วนแบ่ง ทางการตลาดให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง เคาะแผนเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 24,200 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์และระดับราคาทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองชั้นนำ เตรียมเปิดตัว Tiger Lane ในระดับ S Segment และตอกย้ำความสำเร็จในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลางบน ด้วยแบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ พร้อมนำแบรนด์ระดับราคาที่เข้าถึงง่ายมาเปิดขายในสัดส่วน ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ แบรนด์สราญสิริ – คณาสิริ – อณาสิริ รวมถึงทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ สิริ เพลส ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา ตั้งเป้าพิชิตยอดพรีเซลกว่า 14,400 ล้านบาทในปีนี้ พร้อมทั้งรุกต่อยอดวิสัยทัศน์ “SANSIRI FOR GREATER WELL-BEING” เปิดตัวบ้านเดี่ยวโครงการแรกของปี “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท จัดเต็มแนวคิดเต็มรูปแบบ ชูนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น “Dust free House” ครั้งแรกในไทย รับมือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้านในทุกมิติ   พร้อมชูจุดเด่นด้านการออกแบบภายใต้แนวคิด “ชีวิตสุนทรีย์ มีดีเทล” นำแรงบันดาลใจจากกล้วยไม้ สะท้อนความภาคภูมิใจของผู้อยู่อาศัย ผ่านดีไซน์อย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียดควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรม และการออกแบบฟังก์ชันการใช้งานเพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ   นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จ ก้าวสู่ปีแห่งที่สุดในทุกด้านตามเป้าหมายที่วางไว้ #SansiriBestYearEver จากยอดขายรวมที่สามารถทำได้ถึง 48,500 ล้านบาท นับว่าสูงที่สุดในรอบ 34 ปี ความสำเร็จมาจากการที่ลูกค้าให้การตอบรับที่ดี โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบที่เปิดตัว มียอดขาย 18,800 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 40% โดยทาวน์เฮาส์ที่เติบโตขึ้นถึง 75% จากการชูจุดขายฉีกตลาดในความโดดเด่นของทาวน์เฮาส์คุณภาพ ในระดับ Best in Class ตอบรับเทรนด์การอยู่อาศัยคนรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ขยายทุกความชอบ ให้เป็นไปได้ รวมถึงบ้านเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จในทุกแบรนด์และเติบโตขึ้น 35% ทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด   “ในปี 2562 นี้แสนสิริมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ทั้งสิ้น 28 โครงการ มูลค่ารวม 46,600 ล้านบาท โดยจะเน้นเปิดตัวโครงการแนวราบเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างสมดุลย์ของพอร์ตโฟลิโอและตอบรับความต้องการของตลาดบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนพัฒนาโครงการแนวราบ จำนวน 16 โครงการ มูลค่ากว่า 24,200 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์และระดับราคา ได้แก่ การเตรียมเปิดตัวโครงการ Tiger Lane ในระดับ S Segment โครงการบ้านเดี่ยวในระดับกลางบน อาทิ แบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ นอกจากนี้ยังเปิดตัวโครงการในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ แบรนด์สราญสิริ – คณาสิริ – อณาสิริ รวมถึงทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ สิริ เพลส เพื่อเต็มเติมพอร์ตโฟลิโอที่อยู่อาศัยแนวราบของแสนสิริให้ครอบคลุมความต้องการกลุ่มลูกค้า ทุกเซกเมนต์ ทุกระดับราคา และขยายการเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบของบริษัท โดยโครงการใหม่ของแสนสิริที่จะเข้าสู่ตลาดในปี 2562 จะมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับเทรนด์ด้านที่อยู่อาศัย ในปัจจุบัน และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่นกลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุและเด็กกลุ่มผู้รักสุขภาพ และกลุ่มผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” นายสมเกียรติ กล่าว   โครงการ ‘เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา’ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท บ้านเดี่ยวโครงการแรกภายใต้แนวคิด “Sansiri For Greater Well-Being” ซึ่งนับเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ ด้วยการมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของลูกบ้าน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในทุกองค์ประกอบผ่านแนวคิดหลักทั้ง 3 ด้านได้แก่ Physical (สบายกาย), Mental (สบายใจ) และ Social Wellbeing (ความสัมพันธ์ที่ดีกับสังคมเพื่อนบ้าน) โดยนำนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น (Dust-Free House) มาใช้ในโครงการบ้านเดี่ยวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อรับมือกับวิกฤตฝุ่นควันที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ในปัจจุบันและเทรนด์ของผู้คนที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้สามารถกรองฝุ่นละอองได้ขนาดเล็กถึง 0.1 ไมครอนรวมทั้งกรองกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น จุลินทรีย์ในอากาศ และเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในห้องปลอดเชื้อในโรงพยาบาล ลูกบ้านจึงมั่นใจได้ว่าอากาศในบ้านของโครงการจะสะอาด ปราศจากฝุ่นละออง ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้นำนวัตกรรมบ้านเย็น Cooliving Designed Home มาช่วยให้ทุกมุมของบ้านปลอดโปร่งและเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศภายในบ้านรวมถึง Universal Design ที่ออกแบบสำหรับครอบครัวในทุกเจเนอเรชันทั้งในบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ยังส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตของครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจธรรมชาติด้วยการมอบ Food Waste Machine ให้ลูกบ้านในช่วงเปิดขายโครงการตามแนวคิดการดำเนินธุรกิจ Sansiri Green Mission อีกด้วย” นายสมเกียรติ กล่าวเสริม   โครงการ “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” โครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนที่ดิน 100 ตร.วา ขึ้นไป ในระดับราคา15-20 ล้านบาท ตั้งอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อไปยังตัวเมืองกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง สามารถเดินทางเข้าเมืองโดยใช้ทางพิเศษ ศรีรัชวงแหวนรอบนอกหรือ ทางยกระดับบรมราชชนนี มีโครงข่ายคมนาคมที่สะดวก รวมถึงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่กำหนดเปิดใช้งานในปี 2562 และสายสีแดงอ่อนซึ่งกำหนดเปิดใช้งานในปี 2565 นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลพุทธมณฑล และแหล่งไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่รองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ตอบรับความต้องการบ้านเดี่ยวระดับราคา 10.00 – 19.99 ล้านบาทในทำเลทวีวัฒนาที่มียอดขายได้เฉลี่ยรวมถึง 84% ขณะที่ปัจจุบันเหลือยูนิตขายในตลาดน้อยลง จึงนับเป็นโอกาสที่แสนสิริจะพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวที่สามารถตอบรับความต้อง การของลูกค้าในทุกด้านอย่างครอบคลุมโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้นหรือต้องการแยกครอบครัวในพื้นที่ใกล้เคียงเขตทวีวัฒนา โดยหลังจากเปิดขายโครงการเฟสแรกในช่วงที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับที่ดีโดยมียอดขายไปแล้ว 12 ยูนิตภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนซึ่งนับเป็นการตอบรับที่ดีในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 15 – 20 ล้านบาท   สำหรับแนวคิดการพัฒนาโครงการนำแรงบันดาลใจจากพืชเศรษฐกิจที่ขึ้นชื่อของเขตทวีวัฒนาอย่างกล้วยไม้มาใช้ในการสร้างสรรค์งานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งภายในตัวบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความภาคภูมิและสง่างามให้แก่ผู้อยู่อาศัย ทั้งยังเป็นส่วนตัวอย่างสูงสุดด้วยสังคมคุณภาพเพียง 133 ยูนิตที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งในบ้านและในพื้นที่ส่วนกลาง รายล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 3 ไร่ จากพืชพันธุ์นานาชนิดเปิดโอกาสให้ลูกบ้านทุกคนได้ดื่มด่ำสุนทรียะท่ามกลางธรรมชาติในส่วนของฟังก์ชันการใช้งานภายในตัวบ้านที่ถูกจัดสรรอย่างลงตัวเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของคนทุกเจเนอเรชันในครอบครัว อาทิ Triple Master Bedroom ห้องนอนขนาดใหญ่ 3 ห้องพร้อมห้องน้ำในตัว,Enclosed Balcony พื้นที่เอนกประสงค์กึ่งเอาท์ดอร์ ที่ขยายจากห้องนอนให้เป็นมุมโปรดสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งาน, Garden Access Bedroom ห้องนอนใกล้ชิดธรรมชาติบริเวณชั้นล่างที่รองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ, My Pavilion เรือนรับรองเชื่อมกับตัวบ้านที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้ตามต้อง การ และ Universal Design for 3 Generations การออกแบบบ้านที่คำนึงถึงผู้อยู่อาศัยทุกวัย พร้อมระบบHome Automation ที่สามารถสั่ง เปิด-ปิด ไฟและแอร์ได้จากมือถือผ่าน Sansiri Home Service Application และมาตรฐานความปลอดภัยภายใต้ Sansiri Security Inspection ที่ช่วยให้ลูกบ้านอุ่นใจ และสะดวกสบายยิ่งขึ้น”   “บริษัทคาดว่าการพัฒนาโครงการ“เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” ภายใต้แนวคิด Sansiri For Greater Well-being จะสามารถสร้างยอดขายให้กับโครงการได้กว่า 30% มูลค่ารวม 640 ล้านบาทภายในปลายปีนี้ ผลักดันให้แสนสิริบรรลุเป้าหมายในการสร้างยอดขายในกลุ่มธุรกิจแนวราบ 14,400 ล้านบาทตามที่ตั้งไว้” นายสมเกียรติกล่าวสรุป สัมผัสชีวิตสุนทรีย์ มีดีเทล ได้แล้ววันนี้ ที่โครงการ “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการฯ กรุณาติดต่อทาง โทร. 1685 หรือทาง www.sansiri.com        
แอสเซทไวส์ รุกเจาะทำเลทองย่านแจ้งวัฒนะ เปิดตัว “แอทโมซ  แจ้งวัฒนะ”

แอสเซทไวส์ รุกเจาะทำเลทองย่านแจ้งวัฒนะ เปิดตัว “แอทโมซ แจ้งวัฒนะ”

“แอสเซทไวส์” รุกเจาะทำเลทองย่านแจ้งวัฒนะ เปิดโครงการ “แอทโมซ แจ้งวัฒนะ” คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ สไตล์รีสอร์ท จำนวน 8 ชั้น 3 อาคาร จำนวน 625 ยูนิต แบบ Fully Furnished ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยสอดรับกับไลฟ์สไตล์ทุกยูนิต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายครบครันถึง 3 ชั้น ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 1,100 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพแจ้งวัฒนะ  -เลียบคลองประปา ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาท โดยพร้อมเปิดขายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้   นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัย เพื่อการใช้ชีวิตที่ดี ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” (We Build Happiness) เปิดเผยว่า “หลังจากที่บริษัทฯ ได้ขยายศักยภาพของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่างโครงการเคฟทาวน์ และได้รับความสนใจจากการเปิดพรีเซลล์ไปเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทฯ ยังคงศึกษา และมองเห็นความต้องการที่ต่อเนื่องของลูกค้าอีกกลุ่ม นั่นคือกลุ่มคนทำงานในย่านแจ้งวัฒนะ ล่าสุด บริษัทฯ จึงได้เปิดตัวคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์แอทโมซเพิ่มอีกหนึ่งโครงการ ได้แก่ “แอทโมซ แจ้งวัฒนะ” (Atmoz Chaengwattana) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบคลองประปาใกล้สี่แยกคลองประปาตัดกับถนนแจ้งวัฒนะ โดยถือว่าเป็นทำเลที่มีการเติบโตของภาคธุรกิจ และการขยายตัวของการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นที่สำคัญของพื้นที่ คือความสะดวกสบายในการเดินทางทั้งเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือเดินทางเชื่อมต่อกับพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม โดยมีถนนเส้นหลักอย่างถนนแจ้งวัฒนะที่สามารถเชื่อมตรงเข้าสู่เมือง พร้อมกันนั้นยังมีจุดขึ้นลงทางด่วนแจ้งวัฒนะ และศรีสมาน หรือแผนการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพูของรัฐในอนาคต ซึ่งโครงการ “แอทโมซ แจ้งวัฒนะ” จะตั้งอยู่ใกล้กับสถานีแจ้งวัฒนะ 14 และสถานีศรีรัช อีกด้วย”   “แอทโมซ” (Atmoz) เป็นหนึ่งในแบรนด์คอนโดมิเนียมของบริษัทฯ ที่ประสบความสำเร็จ จากการเน้นเลือกทำเลที่มีศักยภาพสะดวกสบายในการเดินทาง รวมถึงการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้ามาโดยตลอด อาทิ แอทโมซ ลาดพร้าว 71 ซึ่งขณะนี้มียอดขายแล้วกว่า 70 % และจะก่อสร้างเสร็จตรงตามที่กำหนดไว้ในเดือน พ.ค นี้อย่างแน่นอน ในขณะที่แอทโมซ รัชดา – ห้วยขวาง ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ยังสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 40 % ทีเดียว สำหรับทำเลย่านแจ้งวัฒนะ มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้พักอาศัยในพื้นที่ ทำให้ทำเลแจ้งวัฒนะ กลายเป็นทำเลเด่นที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศสำนักงานทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ อย่าง “ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ” บริษัทเอกชนต่าง ๆ และสถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ซึ่งถ้ามองในมุมตลาดการเช่าคอนโดมิเนียมในโซนของแจ้งวัฒนะเอง ยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับการอยู่อาศัย เนื่องจากอยู่ในแหล่งงานที่มีดีมานต์สูง โดยมีราคาขายเฉลี่ยที่ 63,000 บาท ต่อตารางเมตร ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจมาก และคาดว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูก่อสร้างเสร็จจะทำให้ได้รับอัตราผลตอบแทนที่ดี จึงถือว่าย่านแจ้งวัฒนะจะสร้างความคึกคักในตลาดอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง” นายกรมเชษฐ์ กล่าวเสริม   แอทโมซ แจ้งวัฒนะ” (Atmoz Chaengwattana) ได้รับการออกแบบด้วยแนวคิด Futuristic Design ที่มีความอบอุ่น ผ่อนคลาย และมีสไตล์ พร้อมการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์แบบ Fully Furnished ที่มีเอกลักษณ์ โดยเน้นคำนึงถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่คุ้มค่า พร้อมมอบเทคโนโลยีเพื่อสอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยในทุกยูนิต อาทิ Bluetooth Sound System ที่ไม่ว่าจะอยู่บริเวณไหนของห้องก็สามารถเพลิดเพลินกับการฟังเพลงได้ทุกที่, Thermostat ระบบระบายความร้อนภายในห้อง, Rescue Alarm ระบบแจ้งเตือนอุบัติเหตุภายในห้องพัก และ LED Lighting Motion Sensor เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวติดตั้งที่ปลายเตียง ช่วยเปิด – ปิดไฟอัตโนมัติ   นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบโครงการครบครันถึง 3 ชั้น ที่ออกแบบทุกรายละเอียดให้การพักผ่อนไม่ธรรมดา และไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม โดยได้รับการออกแบบได้โดดเด่นทั้งภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยน รองรับกิจกรรมของลูกบ้านได้ 24 ชม. ไม่ว่าจะเป็น SECRET GARDEN พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางโครงการ มาพร้อมกับ THE OASIS POOL สระว่ายน้ำท่ามกลางสวนขนาดใหญ่ WATERFALL KIDS POOL สระว่ายน้ำเด็กพร้อมม่านน้ำตก TASTY2PARTY SPACE เพิ่มพื้นที่ให้กับงานปาร์ตี้พิเศษของ ทุกคน LIFEBRARY สำหรับความเป็นส่วนตัวกับการอ่านหนังสือเล่มโปรด CO-CREATIVE SPACE พื้นที่สำหรับนั่งทำงาน และยกระดับด้วย ADAPTABLE MEETING ROOM ห้องประชุมที่สามารถปรับโต๊ะได้ตามจำนวน ที่ต้องการ O2 JOGGING TRACK พื้นที่ออกกำลังกายเพื่อเปิดรับออกซิเจนในสวนได้ทุกวัน เป็นต้น และมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง   “แอทโมซ แจ้งวัฒนะ” (Atmoz Chaengwattana) เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ จำนวน 8 ชั้น 3 อาคาร จำนวน 625 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 1,100 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการกว่า 4 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนเลียบคลองประปา ใกล้สี่แยกคลองประปาตัดกับถนนแจ้งวัฒนะ ประกอบด้วยห้องชุด 4 แบบ ได้แก่ ห้อง Studio ขนาดพื้นที่ 20.10 – 21.56 ตร.ม. ห้อง 1 Bedroom ขนาดพื้นที่ประมาณ 22.98 – 25.89 ตร.ม. ห้อง 1 Bedroom Exclusive ขนาดพื้นที่ประมาณ 29.04 – 30.38 ตร.ม. ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาดพื้นที่ประมาณ 33.12 – 34.99 ตร. พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ รร.เซนต์ฟรังซิสเซเวียร์, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ, รพ.เวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์, อิมแพค เมืองทองธานี, เซ็นทรัลพลาซ่า แจ้งวัฒนะ, โลตัส แจ้งวัฒนะ, ดิ อเวนิว แจ้งวัฒนะ เป็นต้น ในราคาเริ่มต้นที่ 1.29 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนมีนาคม 2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2563   ผู้สนใจ สามารถเยี่ยมชมห้องตัวอย่าง ณ เซลส์ แกลเลอรี่ แอทโมซ แจ้งวัฒนะ ถนนเลียบคลองประปา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-168-0000 หรือ www.assetwise.co.th        
พฤกษา เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “Chapter Thonglor 25” ลูกค้าให้การตอบรับล้นหลาม

พฤกษา เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “Chapter Thonglor 25” ลูกค้าให้การตอบรับล้นหลาม

พฤกษาเปิดตัวคอนโดพรีเมียมแบรนด์ใหม่ “Chapter” จับกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ โดยเปิดตัวที่แรก ในทำเลทองหล่อลูกค้าให้การตอบรับเข้าเยี่ยมชมโครงการอย่างล้นหลาม เกิดเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์สนั่นโลกออนไลน์ ด้วยการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงบรรยากาศและไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัยจริง พร้อมเปิดตัว Chapter café สุดชิค ที่ Sales Gallery โครงการ ร่วมสัมผัสความชิคที่ไม่เหมือนใครได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 มี.ค. นี้   นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท - พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “หลังจากที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวคอนโดพรีเมียมแบรนด์น้องใหม่ Chapter เพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าระดับราคา 5 - 10 ล้านบาท ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนท์ โดยส่งโครงการ “Chapter Thonglor 25” เป็นโครงการแรก ซึ่งลูกค้าให้การตอบรับเข้าเยี่ยมชมโครงการกันอย่างคับคั่ง จนเกิดกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ในโลกออนไลน์ จากกลยุทธ์ในการทำการตลาดรูปแบบใหม่ โดยการสร้างประสบการณ์แห่งการอยู่อาศัย ให้ลูกค้าได้เข้ามาสัมผัสถึงไลฟ์สไตล์และบรรยากาศจริงของการอยู่อาศัยในโครงการ พร้อมเปิดตัว CHAPTER CAFÉ จับมือกับร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Pacamara มาสร้างเป็นคาเฟ่สุดชิคไว้ที่ Sales Gallery ซึ่งถูกออกแบบไว้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับนั่งเล่น ชมวิวสวน พร้อมมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร   นอกจากนี้แล้วบริษัทฯ ได้สร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ Chapter Thonglor 25 ภายใต้คอนเซ็ปต์ของโครงการ “Curated Thonglor Living” ร่วมมือกับ Illustrator ชื่อดัง คุณก้อง – กันตภน ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานศิลปะ Wrap สติ๊กเกอร์ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยการตกแต่งภายในขบวนไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ที่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยของคนเมือง อาทิ คนดื่มกาแฟ เดินช็อปปิ้ง ถ่ายรูป เพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากอยู่ทำเลใจกลางเมืองในราคาที่เอื้อมถึงง่ายๆ   Chapter Thonglor 25 คอนโด Low – Rise ระดับไฮเอนด์ สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 288 ยูนิต แต่งครบด้วยเฟอร์นิเจอร์ครบชุด จัดเต็มด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครันพร้อมบริการตลอด 24 ชม. อาทิ The Chapter Hall, Co-function Space, Co-living Garden, The Sunset Deck, Co-Creating Deck, The Social Club, White Marble Pool, Steam & Suana และ Fitness มีแบบห้องพักให้เลือกตั้งแต่ขนาด 28.91 - 61.17 ตร.ม ทุกยูนิตจะเน้นพื้นที่เก็บของใช้และเสื้อผ้าที่กว้างเป็นพิเศษ และบางยูนิตมีฟังก์ชั่นพิเศษเอาใจสาวๆ ด้วย Walk-in Closet ราคาพร้อมตกแต่งเริ่มต้น 5.3 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 160,000 บาท/ตรม. ในราคาที่หาไม่ได้อีกแล้วในย่านทองหล่อ มาร่วมสัมผัสกับบรรยากาศสุดชิคได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มี.ค. นี้ ที่ Sales Gallery โครงการ Chapter Thonglor 25 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1739 หรือ https://chapter.pruksa.com/22379/thonglor-25          
“ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี่ คลับ (ชวนชื่น)  ปทุมธานี”  สนามกอล์ฟที่เหล่านักกอล์ฟต้องมาเยือน

“ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี่ คลับ (ชวนชื่น) ปทุมธานี” สนามกอล์ฟที่เหล่านักกอล์ฟต้องมาเยือน

สนามกอล์ฟ ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ พัฒนาขึ้นโดย บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขาย เพื่อเช่า และเพื่อการบริการ ที่มีความเชี่ยวชาญ การันตีด้วยประสบการณ์ยาวนานมากว่า 60 ปี มากกว่า 60 โครงการ   ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ ใช้งบในการพัฒนาโครงการไปกว่า 160 ล้านบาท เพื่อให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตที่มีความครบครัน สามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนการแข่งขันทัวร์นาเมนต์, งานเลี้ยงสังสรรค์ และงานสัมมนา ภายใต้บรรยากาศสบายๆ ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติเนื้อที่กว่า 400 ไร่ ด้วยทำเลที่โดดเด่นและมีศักยภาพบนถนนกรุงเทพ – ปทุมธานี สะดวกสบายต่อการเดินทาง  ใช้เวลาเพียง 15 นาทีจากจุดขึ้น – ลงทางด่วนศรีสมาน ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเส้นทางเข้าเมืองได้หลากหลายเส้นทาง อาทิ ถนนกรุงเทพ - ปทุมธานี,ถนนกาญจนาภิเษก, ถนนชัยพฤกษ์ และถนนราชพฤกษ์ ช่วยให้นักกอล์ฟสามารถมาออกรอบและกลับไปทำงานต่อได้     พื้นที่โครงการทั้งหมดถูกจัดสรรแบ่งสัดส่วนออกเป็นพื้นที่สนามกอล์ฟขนาดมาตรฐาน 18 หลุม พาร์ 72  มีเลย์เอ้าท์ ที่หลากหลาย ท้าทายความสามารถของนักกอล์ฟด้วยอุปสรรคน้ำเกือบทุกหลุม กรีนสปีดเร็ว ประกอบกับแฟร์เวย์ ที่ไม่เรียบแบน มีเนินสลับไปมา ทำให้เล่นสนุก ไม่ยากและง่ายจนเกินไป สำหรับหลุมเด่นประจำสนามแห่งนี้ (Signature Hole) ได้แก่ หลุมที่ 18 พาร์ 5 ซึ่งเป็นหลุมจบที่ท้าทาย ด้วยอุปสรรคของน้ำและบังเกอร์กลางแฟร์เวย์ดักอยู่ถึง 4 บ่อ อีกทั้งกรีนที่มีความลาดเอียงเข้าหาน้ำ เรียกว่าเป็นหลุมเสน่ห์ที่ทำให้เหล่านักกอล์ฟมีความรู้สึกอยากกลับมาเล่นใหม่อีกครั้ง และที่พลาดไม่ได้กับ Recommended Hole หลุมแนะนำ ซึ่งบรรดาเหล่านักกอล์ฟต้องมาพิชิตให้ได้ คือ บริเวณหลุม 9 พาร์ 5 เป็นหลุมพาร์ 5 ที่มีระยะค่อนข้างสั้นแต่ตีสนุกและท้าทาย ด้วยทิศทางถูกบังคับให้ไดร์ฟผ่านอุปสรรคน้ำ โดยลูกยังต้องให้อยู่ในแฟร์เวย์ ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและประสบการณ์ ประกอบกับการคำนวณทิศทางลมให้ดี หากวางตำแหน่งดีๆ ก็สามารถออนกรีนได้ แถมมีโอกาสพัตเบอร์ดี้ถือเป็นหลุมโบนัสได้อีกด้วย นอกจากนี้หากมองไปรอบๆ สนาม ถูกตกแต่งอย่างร่มรื่น สวยงาม ด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่จะผลิใบสวยงามในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อต้อนรับผู้มาเยือนให้ได้เก็บภาพประทับใจ   อีกหนึ่งความโดดเด่นของสนาม  ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ แห่งนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ “คลับเฮาส์และสปอร์ทคลับ” ที่มีพื้นที่รวมกว่า5,000 ตารางเมตร ออกแบบโดย บริษัท ดีดับเบิ้ลยูพี ซิตี้สเปซ จำกัด (DWP| design worldwide partnership) บริษัทชั้นนำด้านงานตกแต่งภายในและสถาปัตยกรรม ตัวอาคารถูกออกแบบให้เป็นอาคารชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น มีโถงทางเข้าที่โล่งและโปร่งสามารถมองเห็นวิวสนามกอล์ฟได้อย่างชัดเจน อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าว ยังเตรียมไว้เพื่อรับรองการจัดกิจกรรมและงานสังสรรค์ต่างๆ ภายในตัวอาคารได้รับการออกแบบและตกแต่งอย่างพิถีพิถัน เน้นสีเอิร์ทโทน ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นท่ามกลางธรรมชาติ มีสิ่งอำนายความสะดวกครบครัน เมื่อเดินเข้ามาบริเวณโถงกลางทางฝั่งซ้ายจะพบกับ ห้องอาหาร (Restaurant) ที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม เน้นความโปร่ง โล่ง สบายตา ให้ผู้ใช้บริการได้เพลิดเพลินกับมื้ออาหารสุดอร่อย พร้อมบรรยากาศสุดพิเศษที่รายล้อมไปด้วยวิวธรรมชาติอันสวยงามของสนามกอล์ฟ ซึ่งห้องอาหารมีให้บริการทั้งเครื่องดื่ม อาหารคาว อาหารหวาน หลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็น ไทย จีน ญี่ปุ่น หรือยุโรป และพลาดไม่ได้กับอาหารจานพิเศษประจำสนาม (Recommended Dishes) อาทิ แกงคั่วหอยขม  แกงปูใบชะพู ซึ่งเป็นสูตรพิเศษที่ดึงเอาเอกลักษณ์ความหอมของพริกแกงภาคใต้ผสมผสานกับพริกแกงภาคกลางที่ให้มี รสละมุมอย่างลงตัว เป็นต้น สำหรับทางฝั่งขวา ห้องแรกจะเป็น ห้องเอนกประสงค์ (Pavilion Rooms) ที่รองรับการจัดสัมมนาต่างๆ ถัดมาจะเป็น ห้องล็อกเกอร์ (Locker rooms) ที่มีพื้นที่และห้องอาบน้ำอันกว้างขวาง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการอย่างครบครัน โดยแบ่งสัดส่วนเป็นห้องอาบน้ำ จำนวน 24 ห้องแยกให้บริการชาย – หญิง   มีอ่างจากุซซี่ (Jacuzzi) ให้บริการจำนวน 7 ห้อง, ตู้ล็อกเกอร์ VIP จำนวน 265 ล็อกเกอร์ ที่ออกแบบให้มีลักษณะทรงยาวเป็นพิเศษ นอกจากนี้บริเวณห้องล็อกเกอร์หญิงยังมีบริการห้องแต่งตัวพิเศษไว้รองรับอีกด้วย ต่อมาเป็น ร้านค้าขายสินค้า (Pro Shop) ที่นอกจากมีสินค้าแบรนด์ดัง อาทิ Nike Titleist FootJoy เป็นต้น ให้เลือกหลากหลายแล้ว ยังมีสินค้าโลโก้สนามที่ออกแบบมาพิเศษสำหรับเป็นของที่ระลึกจากทางสนามให้เหล่าบรรดานักกอล์ฟได้เลือกซื้ออีกด้วย ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถัดจากตัวอาคารของคลับเฮ้าส์มาอีกนิดก็จะเจอกับ สปอร์ต คลับ (Sports Clubs)  ที่สร้างขึ้นเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพทั้งลูกบ้านและลูกค้า ด้วยสระว่ายน้ำและห้องฟิตเนสสระดับพรีเมียมครบวงจร พร้อมเครื่องออกกำลังกายที่ครบครัน ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจาก Fit-D Fitness ที่คอยให้บริการเทรนเนอร์ส่วนตัวแบบมืออาชีพ รวมถึงห้องคลาสออกกำลังกายที่ออกแบบให้เป็นกระจก มีกิจกรรมมากมายที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้ง โยคะ, แอโรบิค, แอโร บ็อกซิ่ง, ซุมบ้า นอกจากได้สุขภาพทางกายแล้วยังได้ความสุนทรีย์ทางจิตใจกับทัศนียภาพอันสวยงามของวิวสนามกอล์ฟอีกด้วย  ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 6.00 - 17.30 น. ห้องอาหารปิดเวลา 21.00 น. ส่วนวันเสาร์ –  วันอาทิตย์ และวันหยุดนขัตฤกษ์ เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 5.30 - 17.30 น. ห้องอาหารปิดเวลา 21.00 น โดยอัตราค่าบริการ กรีนฟี (Green Fee) วันจันทร์ – วันศุกร์ ราคา 1,600 บาท, วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนขัตฤกษ์ ก่อนเวลา 12.00 น. ราคา 2,200 บาท และหลังเวลา 12.00 น. ราคา 1,700 บาท อัตราค่าบริการแคดดี้ (Caddy) ราคา 350 บาท, อัตราค่าบริการรถกอล์ฟ ราคา 700 บาท (นั่งเดี่ยว) พิเศษ!! สำหรับวันจันทร์ – วันศุกร์ Early bird ช่วงเวลา 6.00 - 7.00 น. กรีนฟี 1,000 บาท, Morning smile ช่วงเวลา 7.00 - 9.00 น. กรีนฟี 1,200 บาท, Golf package 2,350 บาท ติดต่อสอบถามหรือจองสนามได้ที่ โทร.0-2598-2839, 0-2598-2699   สำหรับ ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ บริษัทฯ  มุ่งหวังให้สนามกอล์ฟแห่งนี้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตในด้านสันทนาการที่มีความครบครัน ตลอดจนตอบโจทย์ลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน อาทิ ออกรอบตีกอล์ฟ เล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือพักผ่อน และรับประทานอาหารภายใต้บรรยากาศสบายๆ ที่แวดล้อมด้วยวิวของสนามกอล์ฟที่สวยงาม สร้างให้พื้นที่ตรงนี้ เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่เราได้อยู่ร่วมกัน      
ออลล์ อินสไปร์ กางแผนธุรกิจปี 62 ประกาศเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

ออลล์ อินสไปร์ กางแผนธุรกิจปี 62 ประกาศเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

แกรนด์ ยูนิตี้ กางแผนธุรกิจปี 2562 เร่งตอกย้ำความสำเร็จแนวคิด “Simply Makes Sense. : ใช้ชีวิต…บนเหตุผลของคุณ” ชูการออกแบบและเลือกสรรวัสดุสำหรับการอยู่อาศัยบนพื้นฐานการใช้งานจริง พร้อมทำเลศักยภาพ ผ่านหลากหลายแบรนด์ใหม่หลังปรับกลยุทธ์นี้ตั้งแต่ปี 2561 พบผู้บริโภคเข้าใจสิ่งที่นำเสนอหนุนแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น พร้อมเดินหน้าเปิดตัว 6 โครงการใหม่ หลากหลายเซกเมนต์ ตลอดทั้งปี มูลค่ารวมกว่า 9,600 ล้านบาท นายวรวรรต ศรีสอ้าน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียมคุณภาพ ในเครือบริษัทยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เปิดเผยว่า ในปี 2562 นี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าธุรกิจโดยเน้นต่อยอดความสำเร็จของแนวคิด Simply Makes Sense. : ใช้ชีวิต…บนเหตุผลของคุณ ซึ่งเปิดตัวในปีที่ผ่านมาแล้วได้ผลสำเร็จ เป็นอย่างดี โดยจากการสำรวจผลตอบรับหลังออกแนวคิดไป ผู้บริโภคที่ตอบแบบสำรวจรับรู้ในแบรนด์ของแกรนด์ ยูนิตี้เพิ่มขึ้น และยังรับรู้สิ่งที่ต้องการสื่อภายใต้แนวคิด เช่น การออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้เป็นคอนโดที่ ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตได้สะดวกสบายตามเหตุผลของตัวเอง สำหรับปีนี้ บริษัทฯ จะยังคงนำเสนอแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มความมั่นใจถึงคุณภาพ และการตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง ชูจุดเด่นด้านทำเล การออกแบบ รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่ให้ความสำคัญกับการมอบอุปกรณ์มาตรฐานที่มีคุณภาพในทุก ๆ โครงการดังเช่นที่ผ่านมา   เพื่อแสดงถึงความใส่ใจในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น การติดตั้ง Tempered Glass หรือกระจกนิรภัยทั้งโครงการเพื่อมอบความรู้สึกปลอดภัยให้ผู้อยู่อาศัย และการติดตั้ง W/C Pod หรือ ห้องน้ำสำเร็จรูป เพื่อการดูแล และซ่อมแซมได้ง่าย ตลอดจนการให้พื้นที่สีเขียวในทุก ๆ โครงการ เพื่อการใช้ชีวิตในเมืองร่วมกับธรรมชาติได้อย่าง มีคุณภาพสูงสุด “ปีที่ผ่านมา แกรนด์ ยูนิตี้ ได้ปรับกลยุทธ์ พัฒนาเอกลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น ผ่านแนวคิด Simply Makes Sense. : ใช้ชีวิต…บนเหตุผลของคุณ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีด้านการรับรู้ ปีนี้บริษัทฯ จึงเดินหน้าแนวคิดนี้ต่อ ตอกย้ำให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการเป็นคอนโดมิเนียมที่สะดวกสบาย ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเองได้ตามไลฟ์สไตล์ที่มีในพื้นที่ส่วนตัวใจบนทำเลศักยภาพของกรุงเทพฯ ที่เราเลือกสรรแล้ว”   ทั้งนี้ นายวรวรรต กล่าวเพิ่มเติมว่า แกรนด์ ยูนิตี้ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจ ในภาพรวม เพื่อการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน (Towards Sustainable Growth) จึงเดินหน้าธุรกิจให้เป็นไปตามกลยุทธ์ 3 ปีให้มีความชัดเจนขึ้น ตามทิศทางของบริษัทแม่อย่าง บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV ใน 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น Optimization, Diversification, Supply Chain, Synergy, Opportunistic Investment ซึ่งมั่นใจว่าจะสร้างการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านผลการดำเนินการ รวมถึงการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างแน่นอน ในขณะที่ นายปัฐวิน วงศ์เสถียร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY เปิดเผยว่า นอกจากการสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แกรนด์ ยูนิตี้ ยังคงเดินหน้าในการเปิดตัวโครงการคุณภาพใหม่ ๆ เช่นกัน   โดยในปี2562 มีแผนเปิดโครงการใหม่ จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 9,600 ล้านบาท ซึ่งโครงการไฮไลท์ของปี ได้แก่ อนิล สาทร 12 (ANIL Sathorn 12) โครงการคอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury โครงการแรกจากแกรนด์ ยูนิตี้ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านสาทร ติดสถานี BTS สายสีเขียว สถานีศึกษาวิทยา เป็นอาคาร 42 ชั้น จำนวน 222 ยูนิต มาพร้อมการออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมี่ยมในทุกๆ รายละเอียด และเป็นโครงการที่พักอาศัย แห่งแรกของไทยที่มีการยื่นขอ WELL Multifamily Precertification ตามมาตรฐาน WELL Building Standard จาก IWBI หรือ International WELL Building Institute ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยให้ได้อยู่ในสิ่ง แวดล้อมภายในอาคารที่ดีต่อสุขภาพในระดับเดียวกับอาคารที่พักอาศัยชั้นนำระดับโลก ถือได้ว่าเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของที่พักอาศัยในระดับบน แบบที่เรากล้าเรียกว่า Luxury Redefined “นอกจากนี้ เรายังได้สานต่อความสำเร็จภายใต้แบรนด์ “เซียล่า” (CIELA) ที่ได้รับการตอบรับที่ดีในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเปิดตัวพร้อมกัน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ เซียล่า จรัญฯ 13 สเตชั่น (CIELA Charan 13 Station) คอนโดมิเนียมไฮไรส์ จำนวน 1 อาคาร 20 ชั้น 360 ยูนิต ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพบนถนนจรัญสนิทวงศ์ ติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสถานีจรัญฯ 13 แบบ “0 เมตร” ในขณะที่ เซียล่า เจริญนคร (CIELA Charoen Nakhon) จะเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน105 ยูนิต ตั้งอยู่บนถนนสมเด็จเจ้าพระยา ใกล้รถไฟฟ้าสายสีทอง ที่สามารถเชื่อมต่อกับทั้งสายสีเขียว และสายสีม่วงในอนาคต ตัวโครงการตั้งอยู่ในย่านแหล่งชุมชนเก่าที่มีเสน่ห์ มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะด้านอาหารการกิน อีกทั้งยังใกล้กับแลนด์มาร์คของฝั่งธน อย่าง ไอคอน สยาม ซึ่งเซียล่าทั้ง 2 โครงการใหม่จะมาพร้อมการออกแบบพื้นที่ภายในโครงการเพื่อการอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย และครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก   อีกโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดจากแกรนด์ ยูนิตี้ ในปีนี้ ได้แก่ เดนิม จตุจักร (DENIM Jatujak) คอนโดมิเนียมรูปแบบไฮไรส์ จำนวน 4 อาคารรวม 1,813 ยูนิต ตั้งอยู่ซอยพหลโยธิน 18/3 สะดวกสบายในการเดินทาง ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ทั้ง BTS สายสีเขียว เเละ MRT สายสีน้ำเงิน อีกทั้งยังรายล้อมไปด้วยแหล่ง ช้อปปิ้ง, ร้านอาหาร, คาเฟ่ และบริษัทชั้นนำต่าง ๆ นับว่าเป็นทำเลที่เติมเต็มให้ชีวิตมีความสมบูรณ์แบบในการ พักอาศัย และใช้ชีวิตสำหรับคนรุ่นใหม่ และอีกหนึ่งโครงการ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพย่านอารีย์ - พระราม 6 ได้แก่ โครงการ คาร่า อารีย์ - พระราม 6 (KARA Ari - Rama 6) คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี แบบโลว์ไรซ์ 8 ชั้น จำนวน 1 อาคาร เพียง 28 ยูนิต ใกล้ทางด่วนพิเศษศรีรัช ที่ทำให้สะดวกสบายในทุกการเดินทาง มาพร้อมยูนิตใหญ่ และที่จอดรถ 100% ปิดท้ายด้วยโครงการพิเศษ เดอะ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ ราชดำริ (The Private Residence Rajdamri) คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี แบบโลว์ไรส์ จำนวน 8 ชั้น 29 ยูนิต ที่ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางเมืองอย่างถนนสารสิน ห่างจาก BTS สถานีราชดำริ 500 เมตร ที่สำคัญคือเป็นที่ Free Hold ที่หายากมาก ๆ แล้วในทำเลย่านนี้ โดยเป็น ยูนิตขนาดใหญ่ มาพร้อมบรรยากาศเงียบสงบ เพียงข้ามถนนสารสินก็สามารถไปพักผ่อนที่สวนลุมพินี และอยู่กลาง CBD ที่ล้อมรอบด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และเมกะโปรเจ็คสำคัญๆ ของกรุงเทพฯ” นายปัฐวิน กล่าวในตอนท้าย    
“แกรนด์ ยูนิตี้” เผยแผนปี’62 ย้ำต่อเนื่องแนวคิด “Simply Makes  Sense.”

“แกรนด์ ยูนิตี้” เผยแผนปี’62 ย้ำต่อเนื่องแนวคิด “Simply Makes Sense.”

แกรนด์ ยูนิตี้ กางแผนธุรกิจปี 2562 เร่งตอกย้ำความสำเร็จแนวคิด “Simply Makes Sense. : ใช้ชีวิต…บนเหตุผลของคุณ” ชูการออกแบบและเลือกสรรวัสดุสำหรับการอยู่อาศัยบนพื้นฐานการใช้งานจริง พร้อมทำเลศักยภาพ ผ่านหลากหลายแบรนด์ใหม่ หลังปรับกลยุทธ์นี้ตั้งแต่ปี 2561 พบผู้บริโภคเข้าใจสิ่งที่นำเสนอหนุนแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น พร้อมเดินหน้าเปิดตัว 6 โครงการใหม่ หลากหลายเซกเมนต์ ตลอดทั้งปี มูลค่ารวมกว่า 9,600 ล้านบาท   นายวรวรรต ศรีสอ้าน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียมคุณภาพ ในเครือบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เปิดเผยว่า ในปี 2562 นี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าธุรกิจโดยเน้นต่อยอดความสำเร็จของแนวคิด Simply Makes Sense. : ใช้ชีวิต…บนเหตุผลของคุณ ซึ่งเปิดตัวในปีที่ผ่านมาแล้วได้ผลสำเร็จ เป็นอย่างดี โดยจากการสำรวจผลตอบรับหลังออกแนวคิดไป ผู้บริโภคที่ตอบแบบสำรวจรับรู้ในแบรนด์ของแกรนด์ ยูนิตี้เพิ่มขึ้น และยังรับรู้สิ่งที่ต้องการสื่อภายใต้แนวคิด เช่น การออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้เป็นคอนโดที่ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตได้สะดวกสบายตามเหตุผลของตัวเอง   สำหรับปีนี้ บริษัทฯ จะยังคงนำเสนอแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่องพร้อมเพิ่มความมั่นใจถึงคุณภาพ และการตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง ชูจุดเด่นด้านทำเลการออกแบบ รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่ให้ความสำคัญกับการมอบอุปกรณ์มาตรฐานที่มีคุณภาพในทุก ๆ โครงการดังเช่นที่ผ่านมาเพื่อแสดงถึงความใส่ใจในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น การติดตั้ง Tempered Glass หรือกระจกนิรภัยทั้งโครงการเพื่อมอบความรู้สึกปลอดภัยให้ผู้อยู่อาศัย และการติดตั้ง W/C Pod หรือ ห้องน้ำสำเร็จรูป เพื่อการดูแล และซ่อมแซมได้ง่าย ตลอดจนการให้พื้นที่สีเขียวในทุก ๆ โครงการ เพื่อการใช้ชีวิตในเมืองร่วมกับธรรมชาติได้อย่าง มีคุณภาพสูงสุด   “ปีที่ผ่านมา แกรนด์ ยูนิตี้ ได้ปรับกลยุทธ์พัฒนาเอกลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น ผ่านแนวคิด Simply Makes Sense. : ใช้ชีวิต…บนเหตุผลของคุณ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีด้านการรับรู้ ปีนี้บริษัทฯจึงเดินหน้าแนวคิดนี้ต่อ ตอกย้ำให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการเป็นคอนโดมิเนียมที่สะดวกสบาย ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเองได้ตามไลฟ์สไตล์ที่มีในพื้นที่ส่วนตัวใจบนทำเลศักยภาพของกรุงเทพฯ ที่เราเลือกสรรแล้ว”   ทั้งนี้ นายวรวรรต กล่าวเพิ่มเติมว่า แกรนด์ ยูนิตี้ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจ ในภาพรวม เพื่อการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน (Towards Sustainable Growth) จึงเดินหน้าธุรกิจให้เป็นไปตามกลยุทธ์ 3 ปีให้มีความชัดเจนขึ้น ตามทิศทางของบริษัทแม่อย่าง บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV ใน 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น Optimization, Diversification, Supply Chain, Synergy, Opportunistic Investment ซึ่งมั่นใจว่าจะสร้างการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านผลการดำเนินการรวมถึงการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างแน่นอน   ในขณะที่ นายปัฐวิน วงศ์เสถียร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY เปิดเผยว่านอกจากการสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แกรนด์ ยูนิตี้ ยังคงเดินหน้าในการเปิดตัวโครงการคุณภาพใหม่ ๆ เช่นกัน โดยในปี2562 มีแผนเปิดโครงการใหม่ จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 9,600 ล้านบาท ซึ่งโครงการไฮไลท์ของปี ได้แก่ อนิล สาทร 12 (ANIL Sathorn 12) โครงการคอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury โครงการแรกจากแกรนด์ ยูนิตี้ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านสาทร ติดสถานี BTS สายสีเขียว สถานีศึกษาวิทยา เป็นอาคาร 42 ชั้น จำนวน 222 ยูนิต มาพร้อมการออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมี่ยมในทุกๆ รายละเอียด และเป็นโครงการที่พักอาศัย แห่งแรกของไทยที่มีการยื่นขอ WELL Multifamily Precertification ตามมาตรฐาน WELL Building Standard จาก IWBI หรือ International WELL Building Institute ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยให้ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมภายในอาคารที่ดีต่อสุขภาพในระดับเดียวกับอาคารที่พักอาศัยชั้นนำระดับโลก ถือได้ว่าเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของที่พักอาศัยในระดับบนแบบที่เรากล้าเรียกว่า Luxury Redefined   “นอกจากนี้ เรายังได้สานต่อความสำเร็จภายใต้แบรนด์ “เซียล่า” (CIELA) ที่ได้รับการตอบรับที่ดีในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเปิดตัวพร้อมกัน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ เซียล่า จรัญฯ 13 สเตชั่น (CIELA Charan 13 Station) คอนโดมิเนียมไฮไรส์ จำนวน 1 อาคาร 20 ชั้น 360 ยูนิต ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพบนถนนจรัญสนิทวงศ์ ติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีจรัญฯ 13 แบบ “0 เมตร” ในขณะที่ เซียล่า เจริญนคร (CIELA Charoen Nakhon) จะเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน105 ยูนิต ตั้งอยู่บนถนนสมเด็จเจ้าพระยา ใกล้รถไฟฟ้าสายสีทอง ที่สามารถเชื่อมต่อกับทั้งสายสีเขียว และสายสีม่วงในอนาคต ตัวโครงการตั้งอยู่ในย่านแหล่งชุมชนเก่าที่มีเสน่ห์ มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะด้านอาหารการกินอีกทั้งยังใกล้กับแลนด์มาร์คของฝั่งธน อย่าง ไอคอน สยาม ซึ่งเซียล่าทั้ง 2 โครงการใหม่จะมาพร้อมการออกแบบพื้นที่ภายในโครงการเพื่อการอยู่อาศัยที่ สะดวกสบาย และครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก   อีกโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดจากแกรนด์ ยูนิตี้ ในปีนี้ ได้แก่ เดนิม จตุจักร (DENIM Jatujak) คอนโดมิเนียมรูปแบบไฮไรส์ จำนวน 4 อาคาร รวม 1,813 ยูนิต ตั้งอยู่ซอยพหลโยธิน 18/3 สะดวกสบายในการเดินทาง ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ทั้ง BTS สายสีเขียว เเละ MRT สายสีน้ำเงิน อีกทั้งยังรายล้อมไปด้วยแหล่ง ช้อปปิ้ง, ร้านอาหาร, คาเฟ่ และบริษัทชั้นนำต่างๆ นับว่าเป็นทำเลที่เติมเต็มให้ชีวิตมีความสมบูรณ์แบบในการ พักอาศัย และใช้ชีวิตสำหรับคนรุ่นใหม่   และอีกหนึ่งโครงการ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพย่านอารีย์ - พระราม 6 ได้แก่ โครงการ คาร่า อารีย์ - พระราม 6 (KARA Ari - Rama 6) คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี แบบโลว์ไรซ์ 8 ชั้น จำนวน 1 อาคาร เพียง 28 ยูนิต ใกล้ทางด่วนพิเศษศรีรัช ที่ทำให้สะดวกสบายในทุกการเดินทางมาพร้อมยูนิตใหญ่ และที่จอดรถ 100%   ปิดท้ายด้วยโครงการพิเศษ เดอะ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ ราชดำริ (The Private Residence Rajdamri) คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี แบบโลว์ไรส์ จำนวน 8 ชั้น 29 ยูนิต ที่ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางเมืองอย่างถนนสารสิน ห่างจาก BTS สถานีราชดำริ 500 เมตร ที่สำคัญคือเป็นที่ Free Hold ที่หายากมาก ๆ แล้วในทำเลย่านนี้ โดยเป็น ยูนิตขนาดใหญ่ มาพร้อมบรรยากาศเงียบสงบ เพียงข้ามถนนสารสินก็สามารถไปพักผ่อนที่สวนลุมพินี และอยู่กลาง CBD ที่ล้อมรอบด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และเมกะโปรเจ็คสำคัญๆ ของกรุงเทพฯ” นายปัฐวิน กล่าวในตอนท้าย    
นับถอยหลังเปิดตัว “ครอสโร้ดส์” เกาะสวรรค์กลางทะเลมัลดีฟส์ กลางปี 2562

นับถอยหลังเปิดตัว “ครอสโร้ดส์” เกาะสวรรค์กลางทะเลมัลดีฟส์ กลางปี 2562

สิงห์ เอสเตท นับถอยหลังเตรียมตัวเปิดเฟสแรกของโครงการ “ครอสโร้ดส์” จุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนและสันทนาการครบวงจรแห่งแรกในมัลดีฟส์กลางปี 2562 ณ เอ็มบูดู ลากูน เตรียมพบกับการเปิดตัวโรงแรมชั้นนำถึง 2 แห่ง ได้แก่ ซาย ลากูน มัลดีฟส์ คูริโอ คอลเล็กชั่น บาย ฮิลตัน (SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton) และโรงแรมฮาร์ด ร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ (Hard Rock Hotel Maldives) รวมทั้งพื้นที่สำหรับความบันเทิงและร้านค้าปลีกขนาด 11,000 ตารางเมตร ภายใต้ชื่อ “เดอะ มารีน่า แอท ครอสโรดส์” (The Marina @ CROSSROADS) ชูทัพร้านค้าปลีกและร้านอาหารที่มีสไตล์ รวมทั้งร้านที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างฮาร์ด ร็อค คาเฟ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว เพื่อนฝูง นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หรือนักธุรกิจ ก็สามารถค้นพบประสบการณ์การท่องเที่ยวมัลดีฟส์รูปแบบใหม่ได้ที่ครอสโร้ดส์ สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ครอสโร้ดส์พร้อมนำเสนอกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบ เอาใจสมาชิกทุกคนในครอบครัว อาทิ Maldives Discovery Centre ศูนย์เรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่มีดีไซน์สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ ภายในจัดมีการแสดงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น และโซนให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการอนุรักษ์ทางทะเล พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับโซนจัดแสดงเส้นทางเดินปะการังแบบเสมือนจริง และโซนเล่นเกมให้ความรู้ทางทะเลแบบอินเตอร์แอคทีฟสำหรับเด็ก นอกจากนั้นสำหรับผู้ที่สนใจการอนุรักษ์ปะการังและสิ่งมีชีวิตทางทะเล ครอสโร้ดส์ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์อนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในทะเล Marine Discovery Centre ซึ่งภายในมีห้องทดลองชีววิทยาทางทะเล และกิจกรรมทางน้ำเชิงอนุรักษ์ต่างๆ อาทิ การดำน้ำลึก การดำน้ำผิวน้ำ (สนอร์เกิลลิ่ง) การปลูกปะการัง การปล่อยปลาการ์ตูน และการอนุบาลปะการังในทะเล ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดตัวโครงการในกลางปีนี้ จะมีการเปิดศูนย์ประชุม CROSSROADS Event Hall ซึ่งสามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ถึง 460 คน ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการประชุมระดับเวิร์ลคลาส รวมทั้งบริการจัดเลี้ยง เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อธุรกิจอีกด้วย อีกไม่นานเกินรอ ครอสโร้ดส์จะเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวมัลดีฟส์ในรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้มาเยือน พร้อมรับบทบาทสำคัญในการสร้างนิยามใหม่ของประสบการณ์การท่องเที่ยวในมัลดีฟส์      
Landscope Thailand จับจังหวะเงินปอนด์อ่อนค่านำเสนอ Garden House London

Landscope Thailand จับจังหวะเงินปอนด์อ่อนค่านำเสนอ Garden House London

Residential Land ร่วมกับ แลนด์สโคป (ประเทศไทย) เปิดตัว Garden House ที่อยู่อาศัยโครงการใหม่ ย่าน Kensington Gardens ทำเลศักยภาพเชื่อมต่อไฮด์ปาร์คและสนามบินฮีทโธรวภายใน 24 นาที เผยสถานการณ์เงินปอนด์อ่อนจาก Brexit เป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนไทยและเอเชียที่สนใจ อสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ พร้อมย้ำปัจจัยพื้นฐานลอนดอนระยะยาวยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการมาเยือนของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ล่าสุดพบต่างชาติที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ลอนดอนสูงถึง 60 – 65% เหตุเป็นสินทรัพย์ที่ดีที่สุดในโลกตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่นักวิเคราะห์คาดยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงไปจนถึงปี 2025   อิสซาเบลล่า  ญาณ (Isabelle Yan) หัวหน้าฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ – เอเชียแปซิฟิก   Residential Land เปิดเผยว่า Residential Land ได้เปิดตัวที่อยู่อาศัยโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ Garden House ตั้งอยู่ย่าน Kensington Gardens Square หนึ่งในเขตพิเศษที่หรูหราที่สุดในกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ไม่ไกลจากไฮด์ปาร์คที่มีชื่อเสียงระดับโลกของเมืองหลวง Garden House เป็น อาคารที่มีจัดอยู่ในอันดับเกรด 2  (นำตึกเก่ามาสร้างใหม่) ซึ่งเป็นที่รวบรวมอพาร์ทเม้นท์ หนึ่ง สองและสามห้องนอน ด้วยราคาเริ่มต้น 995,000 ปอนด์ ผู้พักอาศัยของ Garden House ยังเพลิดเพลินกับการเข้าถึงสวนส่วนตัวที่สวยงาม รวมถึงสิ่งที่เป็นสิ่งจำเป็นของลอนดอนในย่านที่มีชื่อเสียง ซึ่งเสนอพื้นที่อันเงียบสงบด้วยต้นไม้ใหญ่  สนามหญ้าสีเขียวและแปลงดอกไม้ที่ดูแลอย่างดีที่สุด   Garden House เปี่ยมด้วยคุณภาพและความสะดวกสบายให้ความรู้สึกอันแสนอบอุ่น ด้วยขอบประตูแบบย้อนยุคที่สวยงามและอุปกรณ์ที่ผสมผสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเสนอศิลปะของการใช้ชีวิต  บ้านแต่ละหลังมีเทคโนโลยีภาพและเสียงขั้นสูงโดยใช้ระบบอัตโนมัติในบ้านของยี่ห้อ Creston ซึ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันรวมถึง แสงสว่าง ความร้อน เสียง และความปลอดภัย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ iPad ส่วนบุคคลGarden House ยังเสนอการออกแบบตกแต่งภายในที่มีคุณภาพสูง เช่นห้องครัวยี่ห้อ Macasser ที่มีความมันวาวสูงรวมถึงการขัด ผลึกบนพื้นผิวส่วนบนของเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าครบวงจรรวมถึง ห้องเก็บไวน์ที่ควบคุมอุณหภูมิ ห้องนอนได้ประโยชน์จากหน้าต่างบานใหญ่ที่หรูหราและทิวทัศน์ทั่วทั้งสวน   Garden House ตั้งอยู่ใกล้กลับ  Notting Hill  ถนนพอร์ทโตเบลโล และ ไฮด์พาร์คซึ่งเป็นย่านที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของลอนดอน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารรสเลิศมากมายรวมถึง Core by Clare Smyth ร้านอาหารสองดาวมิชลิน ที่ได้รับรางวัลมิชลินซึ่งดำเนินการโดย Clare Smyth ที่ได้รับรางวัล Best Female Chef Award จาก 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดของโลก Garden House ยังอยู่ใกล้กับ  Whiteleys, ศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียงอันดับ 2 ทำให้โครงการพัฒนาไปสู่การอยู่อาศัยระดับไฮเอนด์รวมถึงร้านค้าปลีกใหม่ ร้านอาหาร และ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อน   เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงมูลค่า 1 พันล้านปอนด์ของพื้นที่ Queensway ที่กว้างขวางขึ้น   Garden House ตั้งอยู่บนทำเลมีการเดินทางที่ดีที่สุดเชื่อมด้วยสถานีรถไฟ Bayswater และ Queensway ภายใน 5 นาที ด้วยการเดิน อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากการมาของสาย Elizabeth (Crossrail) ที่สถานี Paddington ซึ่งร่นระยะการเดินทางครึ่งชั่วโมงจากถนน Bond โดยใช้เวลาแค่ 3 นาที ถนน Liverpool 10 นาที และ Canary Wharf ในเวลา 17 นาที และอยู่ห่างจากสนามบิน Heathrow เพียง 24นาที   นายบรูซ ริตชี่ (Bruce Ritchie)  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Residential Land ให้ความเห็นว่า “การเปิดตัว Garden House ในกรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับ Residential Land เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เราได้เปิดตัวการพัฒนาใหม่ ๆ ในประเทศไทย เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านหรูราคาไม่แพงในใจกลางกรุงลอนดอน มีความภาคภูมิใจที่จะได้แสดงผลงานคุณภาพสูงของเราที่งานแสดงสินค้ากรุงเทพ อสังหาริมทรัพย์ของเราอยู่ในย่านที่มีชื่อเสียงที่สุดในลอนดอนและยังได้รับประโยชน์จากความมีชีวิตชีวาที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ทำให้ผู้ซื้อมีโอกาสในการลงทุนที่ปลอดภัยเนื่องจากเมืองหลวงยังคงเติบโตและเจริญเติบโตต่อไป   ทั้งนี้ปัจจุบันถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างชาติที่ต้องการที่อยู่อาศัยในลอนดอน เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินปอนด์ได้อ่อนค่าลง จากปัจจัยเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (BREXIT)จึงส่งผลดีให้นักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยในลอนดอนได้เข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ในราคาที่ถูกลง อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่า BREXIT จะเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนที่มีต่อสหราชอาณาจักรในระยะสั้นเท่านั้น  สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนนั้น ในภาวะปกติ ระยะยาวมีอัตราเติบโตของราคาประมาณ 5-7% ต่อปี โดยส่วนมากด้วยการยอมรับจากที่ปรึกษา และยังไม่มีสัญญาณที่จะเปลี่ยนแปลงไปจนถึงปี 2025ไม่เพียงเท่านี้อสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษเป็นหนึ่งในประเภทสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดจากทั่วโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา   นาย ทิม สเคพวิงตัน (Mr. Tim Skevington) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์สโคป (ประเทศไทย) จำกัด  บริษัทผู้แทนขายอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า นักลงทุนชาวเอเชียให้ความสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนอย่างมาก เพราะลอนดอนเป็นมหานครที่เป็นจุดหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลก โดยในปีที่ผ่านมาพบว่า  จำนวนชาวต่างชายที่เข้ามาซื้อและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนคิดเป็น ประมาณ60-65% ของ อสังหาริมทรัพย์ที่ นอกจากนี้ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อนำมาขายใหม่ก็เป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่ง 1 ใน 5 ถูกขายให้ผู้ซื้อชาวต่างชาติ ปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติชื่นชอบอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน เนื่องด้วยระบบกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินของสหราชอาณาจักร ภาษาอังกฤษ เอื้ออำนวยให้มีการถือครองนานถึง 999 ปี   สำหรับการโรดโชว์ Garden House จะทำการเปิดตัวทั่วเอเชียเนื่องจากเป็นตลาดที่มีทิศทางการเติบโตที่ดี และเป็นกลุ่มประเทศที่นิยมส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร จึงมีโอกาสสูงที่จะซื้อที่อยู่อาศัยไว้ให้บุตรหลานในช่วงศึกษาเล่าเรียน และสามารถขายทำกำไรได้เมื่อจบการศึกษา      
สยามพิวรรธน์ ประกาศจุดยืน  “ผู้นำแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) นำไทยยิ่งใหญ่บนเวทีโลก

สยามพิวรรธน์ ประกาศจุดยืน “ผู้นำแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) นำไทยยิ่งใหญ่บนเวทีโลก

บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารโครงการที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของ‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ประกาศจุดยืน  “ผู้นำแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย มุ่งสร้างชื่อเสียงประเทศไทยให้ยิ่งใหญ่บนเวทีโลก เผยกลยุทธ์สำคัญใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมฉลองการเข้าสู่ปีที่ 60 ด้วยความสำเร็จของธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดดนับจากปี 2557 ถึงวันนี้ รายได้เติบโตขึ้นถึงเท่าตัว   นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 60 ปี สยามพิวรรธน์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการสร้างต้นแบบและนำมาตรฐานใหม่ๆ มาพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด  เราสร้างปรากฎการณ์ปฏิวัติวงการให้เกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า และจากทิศทางที่สยามพิวรรธน์ได้ประกาศไปเมื่อ 5 ปีก่อน การเปลี่ยนสยามเซ็นเตอร์ ให้กลายเป็นเมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ และการปรับโฉมสยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางรูปแบบไฮบริดรีเทล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ศูนย์การค้าไทยได้รับรางวัลชนะเลิศจากทั้งวงการศูนย์การค้าและการค้าปลีกของโลกพร้อมกัน และล่าสุด สำหรับการเปิดอภิมหาโครงการเมืองไอคอนสยามที่เป็นกระแสร้อนแรงที่สุดแห่งปี 2561 โดยได้วางแผนกลยุทธ์ใหม่ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ และกำหนดทิศทางการลงทุนของสยามพิวรรธน์ ซึ่งจะเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ และพันธมิตรชั้นนำในต่างประเทศ พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางการตลาดแบบครบวงจร โดยเราตั้งเป้าว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ารายได้กลุ่มธุรกิจของเราจะโตขึ้นอีก 1 – 1.5 เท่า      จุดยืนที่แข็งแกร่งและแตกต่างนี้  สยามพิวรรธน์ ได้เผยกลยุทธ์สำคัญที่จะเป็นแผนธุรกิจ 5 ปี ดังนี้   1.เดินหน้าสร้างมหาปรากฏการณ์ โครงการระดับโลกทั้งในและต่างประเทศ ต่อยอดจากความสำเร็จของ วันสยาม และไอคอนสยาม ด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง โครงการที่สยามพิวรรธน์สร้างขึ้นจะต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องปฏิวัติวงการค้าปลีก (Retail revolution) และต้องเป็นโครงการที่สร้างสรรค์โดยเฉพาะ (Tailor made) โดยในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีการสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบและคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่เหนือความคาดหมาย ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบเร็วๆ นี้  นอกจากนี้สยามพิวรรธน์ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อน “วันสยาม” (One Siam)  คือการผนึกกำลังของ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ เป็นสถานที่หนึ่งเดียวในเอเชียและวงการค้าปลีกของโลก ที่ก้าวขึ้นแท่นติดอันดับ 1 ใน 10 ของสถานที่ยอดนิยมระดับโลก อันดับ 1 ใน Instagram  และอันดับ 6 ในFacebook    ไอคอนสยามยังคงเดินหน้าสร้างปรากฎการณ์ความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดองค์ประกอบสำคัญเพิ่มเติม เช่น ทรู ไอคอน ฮอลล์ (TRUE ICON HALL) ศูนย์ประชุมพร้อมนวัตกรรมล้ำยุคแห่งแรกในกรุงเทพบนพื้นที่กว่า 12,000 ตารางเมตร และ ริเวอร์มิวเซียม แบงค็อก (rivermusuem bangkok) ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์มาตรฐานระดับสากลครั้งแรกในเมืองไทย โดยจะทำงานร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก เพื่อนำผลงานศิลปะล้ำค่าจากต่างประเทศมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย   2.ผนึกกำลังพันธมิตรแถวหน้าระดับโลก ร่วมพัฒนาธุรกิจค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ ที่ผ่านมาสยามพิวรรธน์ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำระดับโลกมากมาย และเลือกที่จะเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจและร่วมลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ไปกับสยามพิวรรธน์ ในขณะเดียวกัน สยามพิวรรธน์ได้รับการติดต่อจากหลายๆ บริษัทที่มีชื่อเสียงในประเทศต่างๆ  ซึ่งมีความประสงค์จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นกลางจึงจะทำให้สยามพิวรรธน์สามารถจับมือกับทุกพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยได้มองหาทำเลทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด    ในส่วนธุรกิจค้าปลีก สยามพิวรรธน์ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสินค้าและบริการที่แปลกใหม่เป็นคนแรกอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ สยามพิวรรธน์มีแผนที่จะขยายไลน์ธุรกิจค้าปลีกให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งการขยายธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบแฟรนไชส์ การร่วมทุนกับบริษัทค้าปลีกชั้นนำจากต่างประเทศเพื่อเปิดตัวแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์อีก 2 แบรนด์ และมีกำหนดการที่จะเปิด Luxury Premium Outlets แห่งแรกในประเทศไทยในปลายปีนี้ และขยายเพิ่มไปนอกกรุงเทพฯ อีก 2 แห่ง    นอกจากนี้ จะมุ่งเน้นการให้ความสนับสนุนดีไซน์เนอร์ไทยและผู้ประกอบการ SME ไทยให้พัฒนาบน platform การจัดจำหน่ายสินค้าที่สยามพิวรรธน์บริหารอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยๆ ที่มีต้นทุนต่ำ ได้ใช้ประโยชน์จากศูนย์กลางข้อมูลของสยามพิวรรธน์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง   3.ลงทุนธุรกิจใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก สยามพิวรรธน์มีความสนใจที่จะลงทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์  การลงทุนในธุรกิจอื่น และขยายธุรกิจค้าปลีก  ที่จะช่วยสนับสนุนธุรกิจหลักเพื่อเสริมศักยภาพของสยามพิวรรธน์  เช่น การซื้ออาคารสำนักงาน กิจการจัดส่งสินค้า(logistics) รวมไปถึงธุรกิจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ   นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าในการขยายธุรกิจภายใต้บริษัทลูกอีก 4 - 5 บริษัทใหญ่ อาทิ การจัดตั้งบริษัท สยามอัลไลแอนซ์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ต่อยอดความเชี่ยวชาญจากการบริหาร Royal Paragon Hall เพื่อรับบริหารจัดการศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการใหม่ๆ อาทิ TRUE ICON HALL และลงทุนในการสร้างศูนย์ประชุมสำหรับการจัดงานต่างๆ รวมถึงการการจัดแสดงคอนเสิร์ตในทำเลใหม่ การเดินหน้าให้บริการกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดอย่างครบวงจรของบริษัท ซูพรีโม่ จำกัด ที่สร้างประสบการณ์ระดับโลกเหนือความคาดหมายมาแล้วมากมาย อาทิ การจัดงาน Amazing Thailand Countdown ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีธุรกิจให้คำปรึกษาและบริการเกี่ยวกับการจัดการอาคารของบริษัท สยามโปรเฟสชั่นแนล แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้ให้บริการแก่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาแล้วหลายราย ซึ่งบริษัทในเครือเหล่านี้ จะเดินหน้าให้บริการทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง   4.เปิดตัวระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และการบริหารจัดการข้อมูล ที่ได้ถูกพัฒนามาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี สร้างความแตกต่างแต่โดนใจ เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางการตลาดแบบครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ ในปีนี้ สยามพิวรรธน์จะเปิดตัวระบบสารสนเทศทางการตลาด (Marketing Intelligence System) ที่ได้พัฒนามานานกว่า 5 ปีด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท สำเร็จพร้อมใช้อย่างเต็มรูปแบบแล้วในปีนี้ โดย อาจารย์สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ และผศ.ดร.พีรพล เวทีกูล อาจารย์ประจำ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยระบบจะแบ่งเป็น 2 ส่วน   - ในส่วน Front-end สยามพิวรรธน์ได้มีการทำ Location awareness และ Member awareness ผ่านระบบ Mobile Application รวม ศูนย์ข้อมูลการตลาดโดยทำ Web Centralization และพัฒนาElectronic Digital Marketing (EDM) เพื่อเข้าถึงลูกค้าผ่านทางช่องทางบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น   - ในส่วน Back-end สยามพิวรรธน์ได้พัฒนาระบบ Data Infrastructure เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าในหลายมิติ และใช้ Advanced data analytics ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคล เพื่อนำไปต่อยอดทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดได้ตรงใจลูกค้าและได้ผลตอบแทนมากที่สุด   5.กลยุทธ์การสร้างคุณค่า สมประโยชน์ร่วมกันสู่ความยั่งยืน จับมือผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก ปั้น Local Heroes ให้เป็น Global Heroes  สยามพิวรรธน์ ยังคงยึดมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainability)  โดยการสร้างแบบอย่างการดำเนินธุรกิจ คือ การร่วมกันรังสรรค์ (Co-creation) และ การสร้างคุณค่าสมประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย (Creating Shared Value) ซึ่งเป็นคอนเซปต์หลักในการพัฒนาทุกโครงการของสยามพิวรรธน์ตลอดมา ด้วยการผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่ บุคคลผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากทั่วโลก ถูกสะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมและเต็มรูปแบบ อาทิ สนับสนุนโครงการดีมาร์ค โชว์ โครงการทาเลนต์ไทย แอนด์ ดีไซน์เนอร์รูม และการเปิดร้าน Objects of Desire Store (ODS) ที่ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันผลงานของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ให้ก้าวไกลสู่ตลาดโลก เป็นต้น    นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์ ยังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นรายย่อยจากทั่วประเทศไทย ในโครงการสุขสยาม ส่งผลให้ผลิตผลจากหมู่บ้านและท้องถิ่นต่างๆ มียอดขายที่ดีและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมองหาโอกาสที่จะทำโครงการดีๆ ร่วมกับองค์กรต่างๆ เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ เชิดชูความสามารถและผลักดันฝีมือคนไทย  ปั้น “Local Heroes” ให้กลายเป็น “Global Heroes”   6.การพัฒนาสยามพิวรรธน์ อคาเดมี (Siam Piwat Academy) และการสร้างสยามพิวรรธน์ Next-Gen Leader สยามพิวรรธน์มีแผนปรับโครงสร้างบริหารและพัฒนาองค์กรดังนี้ การสร้างสยามพิวรรธน์ Next-Gen Leader ปั้นคนรุ่นใหม่เสริมทัพผู้บริหารเพื่อขับเคลื่อนองค์กร โดย 5 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างหน่วยงาน Think Tank ที่ได้ทำงานร่วมกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงที่มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอย่างใกล้ชิด เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้ถูกฝึกฝีมืออย่างเข้มข้น และมีเวทีในการแสดงศักยภาพ มีโอกาสเติบโตและภาคภูมิใจไปกับทุกความสำเร็จขององค์กร   นอกจากนี้ โครงการสยามพิวรรธน์ อคาเดมี (Siam Piwat Academy) ซึ่งคือหลักสูตรการบริหารจัดการ ที่นำองค์ความรู้ในการบริหารศูนย์การค้าและการค้าปลีกของสยามพิวรรธน์ที่สั่งสมมากว่า 60  ปีมาถ่ายทอดให้กับสังคม ในปีต่อไปนี้สยามพิวรรธน์จะเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีความชำนาญที่หลากหลาย (Multi Skills) ที่สามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้า และเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิตอล     สยามพิวรรธน์มีแผนที่จะปรับโครงการสร้างองค์กรด้วยการสร้าง Center of Excellence หรือ การสร้างหน่วยงานกลางที่รวมเอาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ ขึ้นเป็นหน่วยงานส่วนกลางเพื่อกำกับดูแล และให้การสนับสนุนบริษัทลูกในเครือทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีแผนการปรับกระบวนการทำงานโดยนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มีผลิตภาพมากขึ้น อาทิ การใช้ Chatbot, Robotic, AI ทำให้องค์กรมีความคล่องตัว (Agile organization)  สามารถปรับตัวได้เร็วตอบสนองความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว      
ริชี่ เพลซ 2002 เปิดตัวคอนโดหรู

ริชี่ เพลซ 2002 เปิดตัวคอนโดหรู "The Rich Ekkamai" ใจกลางสุขุมวิท เอกมัย

บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY ประกาศศักดา เปิดตัวโครงการคอนโด มูลค่ากว่า 3,400 ล้านบาท ใจกลางสุขุมวิท เอกมัย ใกล้ BTS ติดบิ๊กซี “The Rich @Ekkamai” ยึดสโลแกน คอนโดมิเนียมสุดยอดทำเล คุณภาพระดับไฮเอนด์ในราคาที่คุณสัมผัสได้ ชี้จุดเด่น ภายใต้แนวคิด “Intensify Your Passion” หนุนผลงานปี 62 ทุบสถิตินิวไฮได้ต่อเนื่อง   ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สุดยอดทำเลทุกโครงการ” เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีความเปราะบางด้วยปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองในปีนี้ ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นสภาพตลาดที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ บนทำเลศักยภาพที่แนวโน้มมูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา ซึ่งข้อมูลจากแผนกวิจัย CBRE พบว่า โดยภาพรวมในตลาด สุขุมวิทยังคงเป็นทำเลที่เป็นที่นิยมที่สุดในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ในปี 2561 มีคอนโดมิเนียมเปิดตัวกว่า 6,500 ยูนิต จาก 21 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการระดับ high-end และ luxury และมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 260,000 บาทต่อตารางเมตรในโครงการที่เปิดใหม่ ตลาดคอนโดมิเนียมในเส้นสุขุมวิทนั้นมีการขยายตัวออกไปตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอสอย่างต่อเนื่อง   “ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมในย่านเอกมัยมีจำนวนยูนิตจากโครงการที่เปิดใหม่และกำลังก่อสร้างอยู่ประมาณ 3,800 ยูนิต จาก 8 โครงการ เป็นรองเพียงแค่ย่านทองหล่อ และมียอดขายแล้วประมาณ 65% ย่านเอกมัยได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากพื้นที่ในย่านทองหล่อเริ่มเหลือน้อยและมีราคาแพง โดยราคาเฉลี่ยคอนโดมิเนียมในย่านทองหล่อปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาทต่อตารางเมตร  ประกอบกับเอกมัยเป็นถนนเส้นสำคัญใจกลางเมืองที่สามารถเชื่อมต่อกับถนนสุขุมวิทตอนกลาง ใกล้ย่านพร้อมพงษ์ ทองหล่อและอโศก และอีกด้านหนึ่งของถนนเส้นนี้ยังเชื่อมต่อถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และถนนพระราม 9 และด้วยราคาคอนโดมิเนียมในเอกมัยยังอยู่ในระดับที่ถือว่าไม่แพงหากเทียบกับทำเลใกล้เคียงเช่นทองหล่อ   โดยโครงการในเอกมัยมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ประมาณ 185,000 บาทต่อตารางเมตร ทำให้ทำเลเอกมัยเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ในเมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ใจกลางสุขุมวิทเพียงไม่ถึง 500 เมตร มีการพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานเกรดเอ และศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น ทำให้เอกมัยในปัจจุบันมีความหลากหลายและครบครันมากกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้ ถ้าเราดูตามอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาคอนโดมิเนียมในตลาด อีกไม่นานราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในเอกมัยจะสูงกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตรอย่างแน่นอน  ราคาที่ The Rich Ekkamai เปิดตัวออกมานั้นจึงเป็นราคาที่ดีมากสำหรับโซนสุขุมวิท และด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในช่วงเอกมัยตอนต้น ซึ่งห่างจาก BTS เอกมัยไม่มาก ทำให้ The Rich Ekkamai ได้เปรียบกว่าโครงการอื่นๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปในเอกมัย”   สำหรับมุมมองเกี่ยวกับภาพรวมของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาส 1/2562 ยังอยู่ในทิศทางที่ดี และยังมีแนวโน้มเติบโตได้หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัทคาดว่าจะสามารถอัตราการเติบโตทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ต่อเนื่องอีกปี   อนึ่ง ผลการดำเนินงานในงวดปี 2561 บริษัทฯมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 451.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 239.32% หรือเติบโต 2 เท่าจากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 132.92 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมเท่ากับ 2,708.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,381.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 104.10% เมื่อเทียบกับปีก่อนรายได้รวมอยู่ที่ 1,327.13 ล้านบาท   ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตในครั้งนี้มาจากการโอนรับรู้รายได้จากโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น จำนวน 1,366.58 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 103.97% โดยบริษัทฯมีรายได้จากการขายอาคารชุด มูลค่ารวม 2,663.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,407.24 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น111.99 %จากปีก่อน เนื่องจากโครงการริชพาร์ค @ ทริปเปิ้ลสเตชั่น สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จ และสามารถโอนรับรู้รายได้ในปี 2561 ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯมีรายได้หลักมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ   การเปิดตัวโครงการในปีนี้ จะเป็นการแข่งขันในการตอบโจทย์เรื่องไลฟ์สไตล์ของลูกค้า หรือการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากกว่าการแข่งขันในด้านของราคาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบัน หากโครงการใดเปิดตัวในราคาที่สมเหตุสมผล ก็จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าจากความสำเร็จของการเปิดโครงการคอนโดภายใต้แบรนด์ เดอะริช ที่ผ่านมา เช่น โครงการเดอะริช นานา-เพลินจิต, โครงการเดอะริช สาทร-ตากสิน, โครงการเดอะริช พระราม 9-ศรีนครินทร์ เป็นต้น ส่งผลให้เป็นปัจจัยสำคัญใน การทำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (นิวไฮ) แก่บริษัทฯ ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมายังได้ประกาศเป็นเจ้าของไพร์ม โลเคชั่น ทำเลที่ดีที่สุดบนถนนเอกมัย ติดบิ๊กซี-เอกมัย จึงพบช่องทางในการพัฒนาและสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง โครงการในตระกูลเดอะริชอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มั่นใจว่าโครงการใหม่นี้จะตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ   โครงการ The Rich Ekkamai ตั้งอยู่บนถนนเอกมัย (สุขุมวิท63) คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา มีพื้นที่โครงการรวม 1-3-67 ไร่ พัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 37 ชั้น ซึ่งประกอบด้วยห้องพัก 487 ยูนิต และร้านค้า 1 ยูนิต แบบห้องแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบที่ 1) 1 Bedroom ขนาดพื้นที่ 28-32 ตร.ม.,แบบที่ 2) 1 Bedroom Plus ขนาดพื้นที่ 34-36 ตร.ม. และแบบที่ 3) 2 Bedrooms ขนาดพื้นที่ 51-60 ตร.ม. โดยทุกแบบจะมีฝ้าเพดานสูง 2.7 เมตร รวมจุดแข็งในการดีไซน์พื้นทีใช้สอยและฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “Intensify Yours Passion” ซึ่งหัวใจหลักและคอนเซ็ปต์ของโครงการเน้นให้ความสำคัญแก่ “ผู้อยู่อาศัย” และ “Passion” โดยเป็นโครงการที่ให้มากกว่าคำว่าอยู่อาศัย โดยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย ผ่าน Active Facilities แบบครบครัน พร้อม Active Studio สระว่ายน้ำแบบ Vivid Spectrum pool ขนาดฮาล์ฟโอลิมปิก ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารให้สามารถเห็น Ekkamai View Point 360 องศา โดยตั้งราคาขายเปิดตัวมาแบบคนรุ่นใหม่สามารถเอื้อมถึงได้ง่ายๆ ด้วยราคาห้องเริ่มต้นเพียง 4.79 ล้านบาท โดยกลุ่มเป้าหมายจะเน้นเจาะลูกค้าระดับบนทั้งคนไทย ต่างชาติ และเน้นที่ลูกค้าวัยทำงาน และรวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อ เพื่อการลงทุนอีกด้วย   ดร.อาภา กล่าวต่ออีกว่า “บริษัทฯมั่นใจว่าโครงการ "เดอะริช เอกมัย" จะได้รับความสนใจจากลูกค้าได้เป็นอย่างดี เพราะอยู่ในทำเลที่ดี สะดวกสบายเหมาะกับสังคมเมืองในยุคปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเปิดพรีเซลแล้วคาดว่าจะเป็นอีกโครงการที่ประสบความสำเร็จและช่วยสนับสนุนให้บริษัทฯ มีรายได้เติบโตมั่นคงอย่างยั่งยืน พร้อมเอาใจลูกค้าทุกท่านเปิดรับจองสิทธิ์สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเลือกห้องที่ตรงใจในการเปิดขายวัน VVIP Day ทั้งนี้ลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ก่อนจะมีโอกาสได้เลือกห้องก่อน พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษสุดเฉพาะลูกค้าที่จองในวัน VVIP Day เท่านั้น” ดร.อาภากล่าวทิ้งท้าย    
“Elevated Returns” จับมือ “ZMICO” เตรียมพลิกวงการอสังหาฯไทย แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน

“Elevated Returns” จับมือ “ZMICO” เตรียมพลิกวงการอสังหาฯไทย แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน

“Elevated Returns” จับมือ “ZMICO” เตรียมพลิกวงการอสังหาฯไทย เดินหน้าแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2019 ตั้งเป้า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีนี้ ผลักดัน “Tezos Southeast Asia” จับมือ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” สร้างหลักสูตรบล็อกเชนครั้งแรก มุ่งพาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีบล็อกเชนระดับภูมิภาค   เอเลเวตเท็ด รีเทิร์นส์ (Elevated Returns หรือ ER) กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำจากนิวยอร์กที่ทำงานด้านการเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล จับมือบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ (ZMICO) และเทซอส (Tezos) บริษัทด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อขยายธุรกิจสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังประสบความสำเร็จในการขายโทเคนของโรงแรมเซนต์รีจิส แอสเพน รีสอร์ตด้วยมูลค่ารวม 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย ER วางแผนพลิกวงการอสังหาริมทรัพย์โลกด้วยการเปิดขายหุ้นแบบดิจิทัลในรูปแบบของโทเคน ตั้งเป้ายอดขายโทเคน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นยอดขายโทเคนในไทย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีนี้ และวางแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้เตรียมยื่นคำร้องขอใบอนุญาตซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศไทย โดยบริษัท เอสอี ดิจิทัล จำกัด ในเครือของซีมิโก้ยังได้ยื่นขอใบอนุญาตเพื่อการเสนอขายหุ้นครั้งแรกในรูปแบบของเหรียญ (Initial Coin Offering Portal: ICO Portal) จากก.ล.ต.ด้วย การจับมือร่วมเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของการจัดการสินทรัพย์ในรูป แบบดิจิทัลภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย และเพื่อสร้างระบบนิเวศบล็อกเชนที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในประเทศไทยยังได้ผลักดันให้ Tezos Southeast Asia จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสร้างหลักสูตรและการวิจัยด้านบล็อกเชนเป็นครั้งแรกของประเทศ   นาย สเตฟาน เดอ เบตส์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท เอเลเวตเท็ด รีเทิร์นส์ (Elevated Returns หรือ ER) กล่าวว่า “เอเลเวตเท็ด รีเทิร์นส์มีความตั้งใจที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทย เรามองเห็นศักยภาพในการเติบโตในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดรับการดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล (digital transformation) โดยภาครัฐก็ให้การสนับสนุนผ่านนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทั้งนี้ ภายใต้การขยายธุรกิจเข้ามาสู่ประเทศไทยของบริษัทฯ ER จึงได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัท หลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) จำนวนร้อยละ 21 รวมมูลค่า 467.1 ล้านบาท เป็นการเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา โดย ER มีแผนที่จะพลิกวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยด้วยการเปิดขายหุ้นแบบดิจิทัลในรูปแบบของโทเคน โดยใช้โมเดลความสำเร็จแบบเดียวกับที่บริษัทฯ เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในสหรัฐอเมริกา กับการระดมทุนได้ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านการขายโทเคนของโรงแรมเซนต์ รีจิส แอสเพน รีสอร์ต ซึ่งถือว่าเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ดิจิทัลของโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกของโลก ทั้งนี้ ER มีความมั่นใจอย่างยิ่งต่อการจับมือร่วมเป็นพันธมิตรกับซีมิโก้ในการให้องค์ความรู้ธุรกิจ การเข้าถึงกฏเกณฑ์ข้อบังคับ ฐานลูกค้าในประเทศไทยและช่องทางการจัดจำหน่ายในประเทศที่กว้างขวาง ในปีนี้ เราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการระดมทุนในประเทศไทย โดยเราวางแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือไตรมาสที่ 3 ของปีนี้”   “การขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทยของ ER เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การทำธุรกรรมทางโทรศัพท์มือถือกำลังเติบโตสูงถึง 74% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเติบโตสูงที่สุดในโลก และอัตราการเติบโตที่สูงเป็นลำดับที่ 2 ในเชิงของจำนวนผู้ถือเงินคริปโตที่ 9.9% ของจำนวนประชากรผู้ใช้อินเทอร์เนตในไทย บริษัทฯ เล็งเห็นว่าก.ล.ต.กำลังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยนั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมบล็อกเชนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก” นาย เดอ เบตส์ กล่าว   การแปลงสินทรัพย์ให้เป็นโทเคน (Tokenization) คือคำที่ใช้อธิบายการแปลงสินทรัพย์ เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรืองานศิลปะ ให้กลายเป็นสัญญาดิจิทัลในรูปของโทเคนที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในบล็อกเชน แผนกเทคโนโลยีของERจับมือกับเทซอส ผู้นำในเทคโนโลยีบล็อกเชนและแพลตฟอร์มการทำสัญญาแบบ smart contracts ที่เปิดโอกาสให้องค์กรหรือลูกค้าบุคคลสามารถซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยใช้ “Tezos (XTZ)” หน่วยเงินดิจิทัลของบริษัท ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการ smart contract จะช่วยทำให้ ER สามารถเปิดขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของโทเคนด้วยความปลอดภัยสูงสุด   “การนำสินทรัพย์มาแปลงเป็นโทเคนคือกระบวนการที่จะช่วยมอบอิสรภาพในการลงทุนให้กับนักลงทุนเพราะเราไม่จำเป็นต้องมีคนกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์อีกต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นให้กับผู้ขายด้วยหากเทียบกับวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์แบบเดิม เพราะเราสามารถลดค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับคนกลางได้ และหากโทเคนมีสภาพคล่องที่ดีก็สามารถเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นได้” นาย เดอ เบตส์กล่าว   นาย เดอ เบตส์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ER ให้ความสนใจในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะอสังหาริมทรัพย์ในตลาดโลกเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่ามากถึง 228 ล้านล้านดอลลารสหรัฐฯ ทว่าเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำที่สุด อย่างไรก็ตาม อสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นในระยะยาว หากเทียบกับเงินสดที่มูลค่าอาจลดลงได้เมื่ออยู่สภาวะเงินเฟ้อ”   นายสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) (ZMICO) กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญครั้งนี้กับเอเลเวตเท็ด รีเทิร์นส์ เพราะเราเชื่อว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะต่อยอดไปสู่การทำงานร่วมกันที่มีความสำคัญเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ของ ER ประกอบกับความรู้ความเชี่ยวชาญในตลาดไทยของซีมิโก้จะช่วยปฏิวัติธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในแบบเดิมให้เกิดสิ่งใหม่ได้อย่างแน่นอน เรากำลังก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง ทั้งนี้บริษัท เอสอี ดิจิทัล ในเครือของซีมิโก้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการขอใบอนุญาตเพื่อการเสนอขายหุ้นครั้งแรกในรูปแบบของเหรียญ (ICO Portal) จาก ก.ล.ต. ซึ่งก.ล.ต.จะอนุมัติให้เฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยและมีคนไทยเป็นเจ้าของเท่านั้น การเสนอขายหุ้นครั้งแรกในรูปแบบของเหรียญนั้นต้องผ่านการประเมิน การจัดการ และให้คำแนะนำตามระเบียบใหม่ของการทำ ICO ในฐานะพันธมิตรของ ก.ล.ต. ซึ่งเทียบได้กับการขอใบอนุญาตวาณิชธนกิจเพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ดิจิทัล การจับมือกันระหว่างซีมิโก้และ ER จึงถือว่าเป็นการริเริ่มธุรกิจเป็นครั้งแรกในเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”   และเพื่อการสร้างระบบนิเวศของสินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัลในประเทศไทย ER จึงอยู่ในช่วงของการเตรียมขอใบอนุญาตซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับ ก.ล.ต. ซึ่งใบอนุญาตนี้จะเปิดโอกาสให้บริษัทฯสามารถซื้อขายโทเคนได้อย่างถูกต้องบนแพลตฟอร์มของบริษัท และจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องก่อนหน้านี้   การจับมือเป็นพันธมิตรยังเปิดโอกาสให้ ERและซีมิโก้สามารถแปลงสินทรัพย์ให้กลายเป็นดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มบล็อกเชนของเทซอส สร้างโทเคนผ่าน ICO Portal และจัดหาตลาดรอง (Secondary Market) เพื่อเสนอขายในขั้นแรกได้สินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกซื้อและแลกเปลี่ยนในหน่วยที่เล็กลงมาก ๆ เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกสามารถถือกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงได้ แนวทางนี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดที่เคยอยู่ไกลการเข้าถึงทางการเงิน ทั้งยังเป็นการเปิดช่องทางใหม่ในการระดมเงินทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย นี่คือจุดหมายสำคัญสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะนักลงทุนสามารถซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกเวลาที่ต้องการ โดยเฉพาะการสามารถขายได้ก่อนที่อสังหาริมทรัพย์นั้นๆ จะเปลี่ยนเจ้าของการจับมือร่วมกันเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย   “การบุกเบิกการดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลครั้งนี้จะช่วยเปิดโอกาสในเชิงบวกให้กับคนไทย รัฐบาล และภาคเอกชนในการเข้าถึงการสร้างแหล่งเงินทุนส่งเสริมความโปร่งใส และลดต้นทุนค่าดำเนินการ” นายสุเทพ กล่าวเพิ่มเติม   มากไปกว่านั้น เทซอส เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Tezos Southeast Asia หรือ TSA) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจและการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ให้แก่เทคโนโลยีบล็อกเชนของ Tezos ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ทำงานร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรและการวิจัยด้านบล็อกเชนเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการในปีการศึกษา 2562 ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ TSA จะออกแบบหลักสูตรเพื่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสร้างความรู้ความเข้าใจถึงแนวคิดและพื้นฐานของเทคโนโลยีบล็อกเชนของเทซอส ทั้งยังจะมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาและเปิดรับการฝึกงานกับบริษัทสตาร์ทอัพมากมาย ซึ่งสนับสนุนโดย tzVentures โครงการบ่มเพาะและสนับสนุนเหล่าสตาร์ทอัพที่สร้างธุรกิจบนเทคโนโลยีบล็อกเชนของเทซอส ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งแรงส่งเสริมสำคัญที่จะช่วยให้ความร่วมมื อระหว่าง ER และ ซีมีโก้ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีส่งเสริมประสิทธิภาพภายในประเทศจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เข้ากับคนในประเทศ ความสำเร็จจากความร่วมมือในครั้งนี้จะส่งผลดีในเชิงเศรษฐกิจและสังคมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ในระดับภูมิภาค    
เพอร์เฟค เร่งแคมเปญเพิ่มยอดขาย คาดไตรมาสแรกทำได้  4,500 ล้าน

เพอร์เฟค เร่งแคมเปญเพิ่มยอดขาย คาดไตรมาสแรกทำได้ 4,500 ล้าน

ไตรมาสแรกแนวโน้มดี พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เร่งแคมเปญเพิ่มยอดขายคาดทำยอดพรีเซลส์ได้ 4,500 ล้าน โดยกลับมาเน้นกลุ่มโครงการแนวราบสัดส่วน 70:30 และเน้นกลุ่มบ้านระดับบนมากขึ้น เผยต้นปีทำยอดขายเพิ่มจากโครงการโซนตะวันออก พร้อมลุยเปิดโครงการใหม่ และเตรียมเปิดบ้านนวัตกรรมโครงการร่วมทุนกับ เซกิซุย เคมิคอล ในเดือนมีนาคมนี้   นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลงานในช่วงต้นปีมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่องบริษัทจึงเร่งทำแคมเปญส่งเสริมการขาย เพื่อเร่งให้ลูกค้าตัดสินใจจองและโอนก่อนวันที่เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ยอดขายช่วงต้นปีเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับต้นปีก่อน คาดไตรมาส 1/2562 จะมียอดพรีเซลส์ประมาณ 4,500 ล้านบาท โดยเป้าที่วางไว้ปีนี้จะมุ่งยอดขายจากโครงการแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม เป็นสัดส่วน 70:30 ปีนี้จะให้ความสำคัญกับกลุ่มบ้านระดับบน ซึ่งมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้านไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ซื้อบ้านกลุ่มนี้ และเน้นบ้านแบบสั่งสร้าง เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาผ่อนดาวน์ก่อนโอน 6-7 เดือน   ไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทยังทำยอดขายเพิ่มขึ้นจากโครงการโซนตะวันออก สุขุมวิท77-สุวรรณภูมิ, กรุงเทพกรีฑา และรามคำแหง ซึ่งโซนนี้มีการลงทุนของโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น ทั้ง รถไฟฟ้าสายสีส้ม ถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ มีโครงการค้าปลีกและโรงแรมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัลวิลเลจ เอาท์เล็ต,พรีเมี่ยมเอาท์เล็ตของกลุ่มสยามพิวรรธน์, โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง, โรงแรมคอร์ทยาร์ด บายแมริออท สุวรรณภูมิ เป็นต้น   ในไตรมาส 1/2562 บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ ซึ่งขณะนี้เปิดไปแล้ว 2 โครงการ ส่วนที่เหลือจะเปิดภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยมีโครงการทั้งฝั่งตะวันออก ได้แก่ เพอร์เฟค เพลส พระราม9-กรุงเทพกรีฑา ติดถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ และโซนตะวันตกได้แก่ เพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์-สถานีไทรม้า ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีไทรม้า, เดอะ เมทโทร เพชรเกษม 48 900 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงต่อขยาย และ เพอร์เฟค เพลส ราชพฤกษ์-ปทุมธานี บนทำเลราชพฤกษ์ตัดใหม่ ถนนเส้นใหม่ที่ต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) เพื่อรองรับการขยายตัวออกมาจากพื้นที่เดิม ซึ่งพอร์ตที่ดินในทำเลดังกล่าวมีขนาด 174 ไร่ และมีจุดเด่นอยู่ที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ถึง 55 ไร่   ในเดือนมีนาคมนี้ ยังพร้อมเปิดรับลูกค้ากลุ่มแรก สำหรับโครงการร่วมทุนกับ เซกิซุย เคมิคอล ประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาบ้านนวัตกรรมอากาศบริสุทธิ์ ที่ก่อสร้างด้วยระบบโมดูลาร์ บน 4 ทำเล ได้แก่ กรุงเทพกรีฑา รามคำแหง แจ้งวัฒนะ และรัตนาธิเบศร์ และคาดว่าจะมีผลตอบรับที่ดี ด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้างของญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่ยอมรับ ตลอดจนแนวคิดที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการอยู่สบายปลอดภัยจากมลภาวะ อาทิ Air Factory ระบบหมุนเวียนอากาศภายในบ้านเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์, Air Tightness ระบบติดตั้งที่ปิดรอยต่ออย่างแน่นหนาทำให้ไม่มีฝุ่นเข้ามาในตัวบ้าน เป็นต้น โดย นายชุนอิจิ เซคิกุจิ President of Sekisui Chemical Co.,Ltd. Housing Company และ นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ลงตรวจสอบความเรียบร้อยในการก่อสร้างบ้านตัวอย่าง พร้อมทดสอบระบบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานเดียวกับญี่ปุ่น   ตลอดเดือนมี.ค.นี้ บริษัทยังมีแคมเปญบ้านและทาวน์โฮมพร้อมอยู่ใน 33 โครงการ ซึ่งเป็นล็อตสุดท้ายที่ไม่ต้องดาวน์ พร้อมข้อเสนอดอกเบี้ย 3% นาน 3 ปี ผ่อนต่ำเริ่มต้นล้านละ 3,000 บาท/เดือน ฟรีค่าใช้จ่าย ณ วันโอน สำหรับคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ เมื่อจองและโอนฯ ภายใน มี.ค.นี้ สามารถกู้ได้เต็ม พร้อมอยู่ฟรี 2 ปี และ ฟรีค่าใช้จ่าย ณ วันโอน      
เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ประเดิมบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury “มาวิสต้า เพรสทีจ วิลเลจ กรุงเทพกรีฑา”

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ประเดิมบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury “มาวิสต้า เพรสทีจ วิลเลจ กรุงเทพกรีฑา”

บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โดย MJ One Group ได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองจนประสบความสำเร็จมาหลายโครงการ โดยได้เล็งเห็นโอกาสและศักยภาพของถนนกรุงเทพกรีฑา ทำเลทองฝั่งกรุงเทพตะวันออก พร้อมเปิดตัวโครงการ มาวิสต้า เพรสทีจ วิลเลจ กรุงเทพกรีฑา ประเดิมตลาดโครงการบ้านเดี่ยวระดับซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่เป็นครั้งแรก   นายสุริยน พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า MJ ONE GROUP เป็นบริษัทในเครือที่มุ่งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพและตอบสนองความต้องการในหลากหลายรูปแบบของลูกค้า โดยนำเอาประสบการณ์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโฮมออฟฟิส (Home Office), คอนโดมิเนียมทั้ง High-rise และ Low-rise, พื้นที่ค้าปลีก รวมถึงโรงแรมและที่พัก (Hospitality) มาสู่การพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับ ซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่บนถนนกรุงเทพกรีฑา   โดยทำเลถนนกรุงเทพกรีฑามีศักยภาพและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถเดินทางเข้าเมืองได้อย่างสะดวกสบาย อยู่ไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ และสามารถเดินทางเข้าสู่ถนนศรีนครินทร์ พัฒนาการ รามคำแหง พระราม 9 มอเตอร์เวย์ และถนนกาญจนาภิเษก ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งมีรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) และสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี) ที่จะแล้วเสร็จในปี 2564 และ 2567 ตามลำดับ รวมถึง Airport Rail Link และทางด่วนเฉลิมมหานครที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ ทำเลนี้ยังรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย เช่น โรงพยาบาลชั้นนำ โรงเรียนนานาชาติ สนามกอล์ฟและคอมมูนิตี้มอลล์   “บริษัทฯ ได้นำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่มาเป็นเวลานาน รวมถึงเลือกหาทำเลที่ตั้งโครงการที่โดดเด่น สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในระดับลักซ์ชัวรี่และซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่มาพัฒนาโครงการบ้านหรู โครงการมาวิสต้า เพรสทีจ วิลเลจ กรุงเทพกรีฑา” นายสุริยน กล่าวเพิ่มเติม   โครงการมาวิสต้า เพรสทีจ วิลเลจ กรุงเทพกรีฑา ถ่ายทอดแนวคิดผ่านคอนเซปต์ Prestige Village บนพื้นที่ 12 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนกรุงเทพกรีฑา บ้านเดี่ยวระดับซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ 3 ชั้น เพื่อเอกสิทธิ์ในการอยู่อาศัยเพียง 14 หลังเท่านั้น บ้านทุกหลังสร้างเสร็จก่อนขาย มีลิฟท์และสระว่ายน้ำในตัวบ้าน โดยเน้นความเป็นส่วนตัวและเข้าใจถึงความต้องการของทุกคนในครอบครัวที่มีถึง 3 เจอเนอเรชั่น บนพื้นที่ใช้สอยเกือบ 1,000 ตารางเมตร ออกแบบโดยสถาปนิกและมัณฑนากรชื่อเสียงระดับโลก ราคาเริ่มต้นที่ 90 ล้านบาท เจาะกลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ผู้บริหารและเจ้าของกิจการ รวมถึงผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยในทำเลที่ไม่ไกลจากศูนย์กลางเมือง อยู่ใกล้โรงเรียนนานาชาติและสนามกอล์ฟชื่อดัง   MJ One Group มั่นใจว่าโครงการมาวิสต้า เพรสทีจ วิลเลจ กรุงเทพกรีฑา จะสามารถสร้างประสบ การณ์ของการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้อย่างแท้จริง   นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันตลาดบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่เปิดตัวแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่มีราคาตั้งแต่ 70 ล้านบาทขึ้นไปนั้น ใน 6 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 7 โครงการเท่านั้น คิดเป็นการเปิดตัวบ้านเดี่ยวในระดับนี้น้อยกว่า 140 หลังในกรุงเทพมหานคร โดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในเมืองและทำเลที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองและชานเมือง ซึ่งทำให้ศักยภาพของการขายและกำลังซื้อของผู้บริโภคต่อบ้านเดี่ยวระดับซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง   แต่เนื่องด้วยราคาที่ดินที่สูงขึ้นมากในใจกลางเมือง ทำให้ผู้พัฒนาไม่สามารถพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวในเมืองได้มากนัก โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury จึงมีการพัฒนาในทำเลอื่นๆ ที่ยังสามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวกสบาย และกรุงเทพกรีฑาเป็นอีกทำเลที่มีศักยภาพในการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับ Super Luxury เพราะสะดวกสบายในการเดินทางด้วยเส้นทางคมนาคมที่หลากหลาย   จากการศึกษาถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยซีบีอาร์อีพบว่า ลูกค้าที่ซื้อบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury นอกจากจะพิจารณาในเรื่องทำเลและความสะดวกในการเดินทางแล้ว ยังพิจารณาเรื่องสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ด้วย เช่น บรรยากาศโดยรอบ ความสงบร่มรื่น สิ่งอำนวยความสะดวกใกล้บ้าน เป็นต้น อาทิ เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ โรงเรียน และโรงพยาบาล  อีกทั้งแนวความคิดในการออกแบบบ้าน รูปแบบฟังก์ชั่นดีไซน์ และการเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยม ก็เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ในการตัดสินใจเลือกซื้อ ประกอบกับผู้ซื้อบ้านเดี่ยวในระดับนี้ให้ความสนใจในความเป็นส่วนตัว สังคมภายในโครงการที่ดี และบ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ มากกว่าราคาของตัวบ้านแต่เพียงอย่างเดียว  การซื้อบ้านจะมีปัจจัยด้าน Emotional มากกว่าการซื้อคอนโดมิเนียม เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยระยะยาวและมักจะมีมากกว่า 1 เจนเนอเรชั่นอยู่ร่วมกัน   “สำหรับโครงการมาวิสต้า เพรสทีจ วิลเลจ กรุงเทพกรีฑา มีขนาดที่ดินที่มากเพียงพอสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ อยู่ในทำเลที่เหมาะสม และมีความเป็นส่วนตัวที่สูงมาก เพราะมีเพียงแค่ 14 หลัง จึงเชื่อว่าโครงการนี้ตอบโจทย์และเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างแน่นอน”   มาวิสต้า เพรสทีจ วิลเลจ กรุงเทพกรีฑา พร้อมเปิดให้จองแบบเอ็กคลูซีฟในเดือนมีนาคมนี้ โดยโครงการสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าได้ในเดือนกรกฎาคม ปี 2562 รายละเอียดโครงการ สามารถดูได้จาก www.mj-one.net          
AP เปิดตัว

AP เปิดตัว "RHYTHM เอกมัย เอสเตท" ครั้งแรกกับการใช้ชีวิตแนวตั้ง เติมเต็มทุกประสบการณ์ของคำว่าบ้าน

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมการอยู่อาศัย ย้ำตำแหน่งเจ้าคอนโดฯ ใจกลางเมือง พร้อมเผยโฉมคอนโด High-rise ใหม่ล่าสุด 'RHYTHM เอกมัย เอสเตท' บนทำเลศักยภาพย่านเอกมัยเชื่อมต่อทองหล่อ เตรียมเจาะดีมานด์คนเมืองกลุ่ม Upper Hi-End ชูจุดเด่นด้านนวัตกรรมดีไซน์ที่ส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยมิติใหม่บนพื้นที่แนวสูง สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ส่วนกลางแบบจัดเต็ม และการบริหารขนาดห้องชุดพร้อมแพ็คเกจราคาขายที่ตอบสนองความต้องการจริงของดีมานด์ในย่าน ราคาเริ่มต้น 6.5 ล้านบาท (เริ่ม 185,000 บาทต่อตารางเมตร) คุ้มค่าสำหรับการลงทุนทั้งการอยู่อาศัยเองและการปล่อยเช่าระยะยาว ด้วยผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าประมาณ 5-6% โดยจะเปิดจองรอบพิเศษครั้งแรกที่งาน Vertical World ชั้น 1 แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน วันที่ 21-24 มีนาคมนี้   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า “การกลับมาของแบรนด์ RHYTHM ในรอบ 3 ปีครั้งนี้ เอพีใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คุณภาพการก่อสร้างในทุกขั้นตอนด้วยการใช้ ‘AI BIM’ (Artificial Intelligence Building Information Modeling) เทคโนโลยีการออกแบบงานก่อสร้างอาคารสูงอัจฉริยะ 7 มิติ ที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในทุกกระบวนการทำงาน และสร้างสรรค์นวัตกรรมดีไซน์ที่แตกต่างเพื่อเจาะลูกค้ากลุ่ม Upper Hi-End โดยเอพีเลือกเฟ้นทำเลที่โดดเด่นใจกลางเมืองอย่างทำเลเอกมัยเชื่อมต่อทองหล่อที่รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ ใจกลางเมืองที่พร้อมส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกบ้านอย่างยั่งยืน”   “จาการศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัยย่านเอกมัย-ทองหล่ออย่างลึกซึ้ง เพื่อนำมาพัฒนา ‘RHYTHM เอกมัย เอสเตท’ ให้เป็นคอนโดฯ ที่แตกต่างและตอบโจทย์รองรับความต้องการของทุกช่วงชีวิต โดยการศึกษาพบว่ารูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองเปลี่ยนไป ต้องการอยู่อาศัย ในคอนโดที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการอยู่อาศัยในบ้าน มีพื้นที่ส่วนกลางที่ที่รองรับทั้งการใช้งานร่วมกันและความเป็นส่วนตัวได้จริง ให้สัมผัสความร่มรื่นของพื้นที่สีเขียว อีกทั้งยังคุ้มค่าการลงทุน ทั้งเพื่ออยู่อาศัยเอง และการต่อยอดลงทุนในอนาคต ทั้งหมดนี้ทำให้เอพีสร้างสรรค์นวัตกรรมการดีไซน์ใหม่ครั้งแรกในเมืองไทย การออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารสูงที่มอบประสบการณ์ทุกย่างก้าวเหมือนการใช้ชีวิตในบ้าน พร้อมด้วยล็อบบี้แนวตั้ง 7 ชั้นที่ช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ส่วนกลางอย่างชาญฉลาด เปิดมุมมองสู่ Chamchuri Outdoor Terrace พื้นที่สีเขียวร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่เดิมและพื้นที่ส่วนกลางรวมกว่า 4,800 ตารางเมตร มอบประสบการณ์มิติใหม่ของการอยู่อาศัยบนพื้นที่แนวสูงได้อย่างไร้รอยต่อ ทุกฟังก์ชั่นสเปซภายใน ‘RHYTHM เอกมัย เอสเตท’ ทั้งพื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่ภายในยูนิตที่พักอาศัยถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้ทุกตารางนิ้ว เพื่อเติมเต็มให้การอยู่คอนโดฯ รู้สึกสงบ อบอุ่น ร่มรื่น เป็นส่วนตัวเหมือนได้อยู่บ้าน” นายวิทการ กล่าวเสริม   “สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดในทำเล ‘เอกมัยเชื่อมต่อทองหล่อ’ นับเป็นทำเลที่ดีมานด์ทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวญี่ปุ่น สิงค์โปร์ และฮ่องกงให้ความสนใจต่อเนื่อง เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รายล้อมด้วยสถานที่ทำงาน พร้อมทั้งการเดินทางที่สะดวก รองรับไลฟ์สไตล์ได้อย่างหลากหลาย ทำให้ย่านเอกมัยเป็นทำเลศักยภาพในการลงทุน ทั้งเพื่ออยู่อาศัยเองและการปล่อยเช่าในอนาคตของโซนสุขุมวิทเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจซัพพลาย ณ ไตรมาส 4/2561 พบจำนวนประมาณ 1,500 ยูนิต ส่วนใหญ่มีราคาขายเฉลี่ย 220,000 – 275,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งไม่สอดรับกับสิ่งที่ตลาดมองหา” นายวิทการ กล่าวเพิ่มเติม   “ดังนั้น คีย์สำคัญที่เอพีตั้งใจมาโดยตลอดในการพัฒนาทุกโครงการในเครือ คือ การนำเสนอสินค้าที่แตกต่าง รวมถึงการบริหารขนาดห้องชุดและแพ็คเกจราคาขายที่ตอบรับกับดีมานด์จริงในแต่ละย่าน การันตีได้จากความสำเร็จของการเปิดขาย RHYTHM เอกมัย ที่เอพีได้ทำการเปิดขายเมื่อปี 2559 และเมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมเปิดโอนในไตรมาส 4/2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับการตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากลูกค้าในการโอนห้องชุด จนสามารถทำการโอนได้ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งปัจจุบันราคารีเซลของ RHYTHM เอกมัย มีแนวโน้มการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 15% (หรือปรับตัวขึ้นจากราคาเปิดตัวที่ 190,000 บ./ตร.ม. เป็นรีเซลประมาณ 220,000 บ./ตร.ม)  และหากพิจารณาประกอบกับภาพรวมผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาว (Rental Yield) ของคอนโดฯ ในย่านนี้ ที่พบอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 5 - 6%  ต่อปี  ทำให้ภาพรวมตลาดของคอนโดในทำเลนี้ เป็นที่สนใจของลูกค้าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ RHYTHM เอกมัย เอสเตทนี้ เรามั่นใจทั้ง การนำเสนอสินค้าที่แตกต่าง การบริหารขนาดห้องชุดควบคู่กับปัจจัยด้านราคาที่จับต้องได้ จะทำให้ได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จอีกครั้งอย่างแน่นอน” นายวิทการ กล่าวสรุป   RHYTHM เอกมัย เอสเตท คอนโดมิเนียมร่วมทุนระหว่าง เอพี และมิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัท ในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป - MECG) มูลค่าโครงการ 3,200 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 6.5 ล้านบาท (ราคาเริ่มต้น 185,000 บาท / ตร.ม.) โครงการตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 2-0-84.1 ไร่ สูง 32 ชั้น จำนวน 303 ยูนิต ประกอบด้วยห้องชุดที่หลากหลาย พร้อมตอบทุกไลฟ์สไตล์คอนเมือง อาทิ 1) ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 35.00 ตารางเมตร 2) ห้องชุด 1 ห้องนอน (แบบพิเศษ) ขนาด 39.50-40.00 ตารางเมตร 3) ห้องชุด 2 ห้องนอน ขนาด 74.50 – 86.50 ตารางเมตร 4) ห้องชุด 2ห้องนอน (Duplex) ขนาด 64.00-129.50 ตารางเมตร  5) ห้องสกายวิลล่า ขนาด 109.00-121.00 ตารางเมตร 6) ห้องเพนท์เฮ้าส์ ขนาด 100.00-177.00ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในชั้น 1-7 ชั้น 31-32 และชั้น Rooftop        
เออเบิ้ลฯ ส่งคอนโดใหม่ “SAVVI PHAHOL2” ใกล้ 3 ทางด่วน 2 บีทีเอส

เออเบิ้ลฯ ส่งคอนโดใหม่ “SAVVI PHAHOL2” ใกล้ 3 ทางด่วน 2 บีทีเอส

เออเบิ้ล พร็อพเพอร์ตี้ เลือกทำเลซอยพหลโยธิน 2 เปิดตัวโครงการ “SAVVI PHAHOL2”(แซฟวี่ พหล2) คอนโดฯ Low Rise ขนาด 62 ยูนิต มั่นใจจุดเด่นด้านการเดินทางใกล้ 3 ทางด่วน 2 บีทีเอส 1 โทลล์เวย์ ตอบรับความต้องใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เตรียมจัดงาน Open House 16-17 มี.ค.62 มอบส่วนลดเริ่มต้นเพียง 12x,xxx บาทต่อตร.ม. รวมถึงสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย ก่อนเริ่มลงเสาเข็มไตรมาสสองของปี 62 คาดแล้วเสร็จช่วงไตรมาสแรกของปี 64   นายสมภพ วาณิชเสนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออเบิ้ล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้บริหารโครงการคอนโดมิเนียมแนว Low Rise ความสูง 7 ชั้น ภายใต้ชื่อ “SAVVI PHAHOL2” เปิดเผยว่า โครงการ SAVVI PHAHOL 2 เน้นจุดเด่นด้านจำนวนยูนิตเพียง 62 ยูนิต เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว แต่มีเพดานที่สูงกว่าถึง 2.8 ม. เพื่อบรรยากาศโปร่งสบาย ทั้งยังมีรูปแบบห้องหลากหลาย ตั้งแต่ขนาด 1 ห้องนอน-ขนาดดูเพล็กซ์ ขนาดเริ่มต้น 29.53-152.67 ตร.ม. มีที่จอดรถประมาณ 84% ของพื้นที่ โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณช่วงไตรมาสที่สองของปี 2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณช่วงไตรมาสแรกของปี 2564   โครงการ SAVVI PHAHOL 2 เป็นโครงการที่ต่อยอดความสำเร็จจาก โครงการ SAVVI PHAHOL-ARI ที่ขายพื้นที่หมดไปแล้ว SAVVI ถูกออกแบบมาแล้วให้มีความแตกต่างไม่เหมือนใครโดยคงจะเป็นที่คุ้นหูมากขึ้นไปอีกจากระยะเวลาเพียง 2-3 ปี ที่ปัจจุบันมีถึง 3 SAVVI แล้วในย่านอารีย์ โดยโครงการ SAVVI PHAHOL 2 มีแนวคิดในการออกแบบที่ต้องการผสมผสานธรรมชาติกับสถาปัตยกรรมเพื่อการใช้ชีวิตที่ลงตัว คงเอกลักษณ์และบรรยากาศของความเป็นบ้านในทำเลย่านซอยอารีย์ โดยมีพื้นที่สีเขียวบนระเบียงเสมือนสวนหน้าบ้าน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติได้มากกว่า โดยวันที่ 16-17 มี.ค.62 โครงการฯ จะจัดงาน OPEN HOUSE ให้ผู้สนใจได้สัมผัสบรรยากาศจริงของการใช้ชีวิตที่สูง โปร่ง สบาย พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับในวันงานกับยูนิตราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียง 12x,xxx บาทต่อตร.ม. รวมถึงสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย   นายสมภพ กล่าวด้วยว่า โครงการ SAVVI PHAHOL 2 เน้นแนวคิดหลักในการสร้างบรรยากาศผสมผสานธรรมชาติกับสถาปัตยกรรมเพื่อการใช้ชีวิตเมืองที่ลงตัว แตกต่างด้วยเอกลักษณ์ในแบบของ SAVVI ที่เชื่อมโยงความสมดุลของธรรมชาติจากภายในถึงภายนอก โดยการนำพื้นที่สีเขียวของต้นไม้เข้ามาอยู่ในทุกสัดส่วนของตัวอาคารทั้งแนวตั้งและแนวนอน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านได้เป็นอย่างดี และคงเอกลักษณ์ของความมีเสน่ห์ของย่านพักอาศัยในโซนอารีย์ เน้นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือคนรุ่นใหม่ที่เป็นตัวของตัวเอง ชอบบรรยากาศความเป็นซอยอารีย์ รวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการขยายครอบครัวในทำเลกลางเมือง   “โครงการฯ ตั้งอยู่ใน ซอยพหลโยธิน 2 ซึ่งถือเป็นซอยหลักที่เชื่อมต่อกับถนนพหลโยธินและถนนวิภาวดี ง่ายต่อการเข้าออกในทุกเส้นทาง สามารถทะลุซอยพหลโยธินเลขคู่ 4 และ 8 ซึ่งผู้คนในพื้นที่มักใช้ในการเดินทางไปอินทามาระ วิภาวดี ประดิพัทธ์ และสะพานควาย ยังใกล้กับจุดขึ้นลงทางด่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและดินแดง รวมถึงโทลล์เวย์ นอกจากนี้ยัง   ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทั้งสถานีอารีย์และสนามเป้า ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญในเรื่องการคมนาคมเมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ ในทำเลเดียวกัน”   นายสมภพ กล่าวด้วยว่า โครงการ SAVVI PHAHOL 2 มีนโยบายการก่อสร้างที่ใส่ใจสภาพแวดล้อมเหมือนกับโครงการ Savvi Ari4 ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรในทุกรายละเอียด ทั้งชุมชนรอบข้าง สภาพแวดล้อม ด้วยมาตรการก่อสร้างที่ดูแลครอบคลุมในเรื่องต่าง ๆ ครอบคลุมระบบการสำรวจข้างเคียงก่อนเริ่มงาน ได้แก่ ระบบกันฝุ่น ระบบทดสอบรถวิ่ง บ่อดักตะกอนและบ่อตรวจสภาพน้ำทิ้ง ยามรักษาการณ์และการอำนวยความสะดวก มาตรการดูแลความสะอาดระหว่างการทำงาน การสำรวจผลกระทบระว่างการทำงาน การป้องกันผลกระทบด้านเสียง ระบบตรวจจับแรงสั่นสะเทือน แนวทางการดำเนินงานด้านมวลชนสัมพันธ์ และกิจกรรม CSR เป็นต้น      
SENA เปิดเกมชิงพื้นที่ ปั้นคอนโด “นิช โมโน สุขุมวิท–ปู่เจ้า” โชว์จุดชิค กับ  facilities 3 อาคาร 3 สไตล์

SENA เปิดเกมชิงพื้นที่ ปั้นคอนโด “นิช โมโน สุขุมวิท–ปู่เจ้า” โชว์จุดชิค กับ facilities 3 อาคาร 3 สไตล์

SENA นำร่องเปิดตัวคอนโดใหม่ล่าสุด “นิช โมโน สุขุมวิท–ปู่เจ้า” ขานรับการขยายตัวของเมืองตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงแบริ่ง–เคหะสมุทรปราการ ย้ำแนวคิดการพัฒนาคอนโดแบบ “MADE FROM HER” บนทำเลที่ดีที่สุดเพียง 30 เมตรจาก BTS ปู่เจ้า ราคาเริ่ม 2.59 ล้านบาท* พร้อมเปิดขายรอบ Soft opening 30- 31 มีนาคมนี้ สำหรับลูกค้าลงทะเบียน www.sena.co.th รับส่วนลด Gift Voucher 100,000 บาท*  และลุ้นทอง มูลค่ากว่า 100,000 บาท    นางสาวสมพิศ ศรีระทัด ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่าจากอานิสงค์เส้นทางการเดินรถไฟฟ้าทั้งโครงข่ายคมนาคมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือ รถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วพร้อมเปิดให้บริการล้วนแต่ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมย่านดังกล่าวยังมีดีมานด์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ทางเสนาได้พัฒนาโปรเจกต์ใหม่บนโลเคชั่นที่ดีที่สุดในย่านสุขุมวิทตอนปลาย และพร้อมเปิดขายคอนโดมิเนียมหรู “นิช โมโน สุขุมวิท – ปู่เจ้า” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่เศษ ติดถนนสุขุมวิท ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีปู่เจ้า เพียง 30 เมตร พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม สูง 12 ชั้น จำนวน 3 อาคาร 572 ยูนิต และ 1 ร้านค้า โดยมีห้องชุดพักอาศัยให้เลือก 2 แบบ คือ แบบ 1 ห้องนอนพลัสและลิฟวิ่งพลัส ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35 – 37 ตรม.และแบบ 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย  48 ตรม. ราคาเริ่ม 2.59 ล้านบาท*หรือเฉลี่ยต่อตารางเมตรละ 79,000 บาท รวมมูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างแล้วตั้งแต่ต้นปี 2562 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2562 โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมาทางโครงการได้เปิดให้ชมห้องตัวอย่างเป็นครั้งแรก ซึ่งมีลูกค้าสนใจและให้การตอบรับที่ดี   การออกแบบยังคงดึงแนวคิดความละเอียดของผู้หญิง “MADE FROM HER” ใส่ใจทุกดีเทลของชีวิต มาสร้างเอกลักษณ์ทุกมิติด้านฟังก์ชั่นและเติมเต็มพื้นที่ส่วนกลางให้หลากหลายและสร้างความต่างให้มากกว่าด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ครบคุ้มและ facilities 3 อาคาร 3 สไตล์ เป็น Connecting facilities ประยุกต์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์โครงการ “RECHARGE” ทั้งแบบ  Active facilities, Family facilities , Connecting facilities เพื่อตอบโจทย์การใช้งานตามพฤติกรรมของลูกค้า อาทิ  Entrance Lobby & Social Lounge, Fitness (Male & Female) , Jacuzzi, Outdoor Co kitchen (BBQ Area) , Steam & Sauna, Co-working Space, Swimming Pool & Kid Pool ,Play Room , EV Charger   ด้านนายปรีชา ศุภปีติพร  กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ จำกัด กล่าวว่าหากพูดถึงทำเลเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) นับว่ามีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุด 40% เนื่องจากรถไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว (เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2561) ที่ผ่านมา ทั้งหมด 9 สถานี ได้แก่ สถานีสำโรง ปู่เจ้าสมิงพราย ช้างเอราวัณ โรงเรียนนายเรือ ปากน้ำ ศรีนครินทร์ แพรกษา สายลวด และเคหะสมุทรปราการ จึงส่งผลให้ราคาที่ดินในแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวปรับสูงขึ้น โดยราคาที่ดินขณะนี้อยู่ที่ราวเกือบ 2-3 แสนบาท/ตารางวา ซึ่งพื้นที่นี้ยังมีการเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก     ด้วยศักยภาพทำเลแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง เคหะสมุทรปราการนั้น สามารถตอบสนองความต้องการของคนทำงานในเมืองและคนทำงานในย่านสมุทรปราการ ที่สำคัญการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าจะส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดฯ รอบสถานีรถไฟฟ้า โดยเฉพาะ “สถานีปู่เจ้า” ซึ่งเป็นแหล่งชุมชน  ใกล้นิคมอุตสาหกรรม ในจังหวัดสมุทรปราการ นอกจากนี้ห่างไป 1 สถานีตรงสถานีสำโรงจะเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรงทำให้สถานีสำโรงเป็นอินเตอร์เชนจ์ที่สำคัญจุดหนึ่ง และหากผังเมืองสมุทรปราการมีการปรับสีผังใหม่ให้สอดรับการพัฒนา ก็จะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางในการเดินทางเชื่อมต่อเข้าเมือง โดยจะเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งงานและช๊อปปิ้ง อีกทั้งยังมองว่า แนวโน้มทั้งดีมานด์และซัพพลายของตลาดที่อยู่อาศัยในเส้นทางนี้จะไปได้ดี   ทั้งนี้ ทางเสนาเตรียมเปิดขายรอบ Soft Opening ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2562 ณ Sale Gallery โครงการ “นิช โมโน สุขุมวิท – ปู่เจ้า” สำหรับลูกค้าลงทะเบียนรับ Gift Voucher Central 100,000 บาท*และร่วมลุ้นทอง มูลค่ากว่า 100,000 บาท  พร้อมพบโปรโมชั่นอีกมากมายภายในวันงาน      
ควิกโคทฯ เปิดตัวสินค้าใหม่ MY LOFT ปูน D.I.M. สำเร็จรูปสไตล์ลอฟท์

ควิกโคทฯ เปิดตัวสินค้าใหม่ MY LOFT ปูน D.I.M. สำเร็จรูปสไตล์ลอฟท์

บริษัท ควิก โคท โปรดักส์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผลิตภัณฑ์ปูนสำเร็จรูปสำหรับงานก่อสร้าง ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “MY LOFT” ปูน D.I.M. (Do It Myself) ฉาบแต่งผิวสำเร็จรูปสไตล์ลอฟท์ ปูนฉาบสำเร็จรูปที่สามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อผสมกับน้ำสะอาดตามสัดส่วนที่กำหนด มีคุณสมบัติพิเศษในการยึดเกาะ เหมาะสำหรับใช้กับงานฉาบตกแต่งแก้ไขพื้นผิวใหม่ พื้นผิวที่ทาสีรองพื้น พื้นผิวที่ทาสีจริง และแต่งผิวผนังเดิมที่ต้องการตกแต่งเพิ่มเติมให้เหมือนผิวงานปูนดิบตามธรรมชาติ (ขัดมัน) สามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ผลิตภัณฑ์ MY LOFT มาพร้อมน้ำยาเคลือบสูตรน้ำเกรดพรีเมี่ยม เกรียงเหล็กฉาบ เกรียงปาด กระบอกตวง ไม้กวนปูน และแปรงลูกกลิ้งพร้อมใช้ สามารถฉาบได้พื้นที่ 8-10 ตารางเมตรต่อกล่อง ที่ความหนา 1-2 มิลลิเมตร หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ห้าง HomePro ทุกสาขา ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.quickcoat.co.th หรือ โทรสอบถาม 02-408-9888      
จีนเล็งศักยภาพอสังหาฯ ไทย เผยสงครามการค้าจีน-สหรัฐ อาจส่งบวกอสังหาฯ ไทย

จีนเล็งศักยภาพอสังหาฯ ไทย เผยสงครามการค้าจีน-สหรัฐ อาจส่งบวกอสังหาฯ ไทย

กลุ่มนักธุรกิจอสังหาฯจีน รวมตัวตั้งสมาคมการค้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ไทย-จีน ฉายภาพโอกาสและศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย รองรับนักลงทุนจากประเทศจีน หลังพบข้อมูลชาวจีนสอบถามข้อมูลอสังหาฯไทยเพิ่มขึ้นสูงถึง 154.9% กลายเป็นอันดับ 3 ที่นักลงทุนจีนสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มวัยเกษียณ มองวิกฤตสงครามการค้าจีน-สหรัฐ อาจส่งผลจีนย้ายฐานการผลิตมาอาเซียนเพิ่มโดยเฉพาะไทย ซึ่งส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมีเนียมใกล้ห้างฯ รถไฟฟ้า โรงพยาบาล    ลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวจีน ร่วมกันจัดงาน“ประกาศผลรางวัลอสังหาริมทรัพย์ไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2018” เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของ สมาคมการค้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ไทย- จีน ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2559โดยมี นายหลี่ หรง เป็นประธานสมาคมฯ   ซึ่งภายในงาน นางหลี่ หรง ประธานสมาคมฯ ได้เผยถึงบทบาท และมุมมองของชาวจีนต่อวงการอสังหาฯไทย ว่า “สมาคมการค้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ไทย-จีน จัดตั้งขึ้นในปี 2559 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบธุรกิจตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์จีนในประเทศไทยสร้างมาตรฐานในการให้บริการและแสวงหาแนวทางความร่วมมือระหว่างสมาชิก ประกอบด้วยบริษัทตัวแทนการค้าอสังหาริมทรัพย์จำนวน 20 บริษัทโดยเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงนักลงทุนจากประเทศจีนและบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ให้มีโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ทั้งนี้ การดำเนินงานของสมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากกลุ่มดีเวลลอปเปอร์ไทย ในการแบ่งปันข้อมูลให้กับสมาคมฯ เพื่อนำเสนอให้กับกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีน ที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา ผลสำรวจขององค์กรระดับสากลชีว่า การจัดตลาดดาวรุ่งพุ่งแรงภาคอสังหาฯ ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก โดยในปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้ซื้ออสังหาฯชาวจีนมีจำนวนการสอบถามข้อมูลอสังหาฯออสเตรเลีย ลดน้อยลง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกาลดน้อยลง 18.4% แต่ความสนใจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 154.9%แซงหน้าแคนนาดา กลายเป็นอันดับ 3 ที่นักลงทุนชาวจีนสนใจ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองหลัก ด้วยปัจจัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน และการเป็นจุดหมายด้านการท่องเที่ยวจากนักเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาปีละไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน ในจำนวนนี้นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนยังครองอันดับ 1ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงไทยยังเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative ของประเทศจีน ที่จะเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งและเศรษฐกิจจีนกับ 65 ประเทศ ใน 3 ทวีป ซึ่งจะสร้างโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในประเทศไทยอีกเป็นจำนวนมาก   นอกจากนี้ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ของไทย ยังเอื้อต่อการเข้ามาลงทุน หรือการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ โดยสามารถถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมได้ถึง 49% ของพื้นที่ขาย ในช่วงปี 2560-2561 พบว่ายอดการซื้อคอนโดมิเนียมในไทยคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท มีกำลังซื้อจากชาวต่างชาติสูงถึง 7.6 หมื่นล้านบาท และในจำนวนดังกล่าวเป็นชาวจีน-ฮ่องกงมากที่สุดถึง 2.3 หมื่นล้านบาทโดยห้องชุดที่เป็นที่นิยมสูงสุดอยู่ที่ราคาตารางเมตรละ 100,000 บาท หรือราคาประมาณห้องละ 2-3 ล้านบาท ขณะที่คอนโดมิเนียมระดับราคา 10-20 ล้านบาท ยังเป็นที่ต้องการของลูกค้ากลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงอีกด้วย สำหรับ ทำเลยอดนิยมสำหรัยชาวจีน คือ โครงการฯ แนวเส้นทางรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน เช่น อโศก สุขุมวิท สีลม รัชดาภิเษก ห้วยขวาง เป็นต้น   จากปัจจัยต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดอสังหาฯ ของประเทศไทยที่ยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากประเทศจีนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ เข้มข้นขึ้น นายหรี่ หรง มองว่าน่าจะเป็นโอกาสดีของอสังหาฯไทย เนื่องจากอาจมีผู้ประกอบการจีนจำนวนมากที่ย้ายฐานการผลิตจากอเมริกามาในอาเซียน และไทยจะเป็นประเทศที่นักลงทุนจีนเลือกเข้ามาลงทุนเป็นอันดับต้นๆ และมีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามมาแน่นอน โดยเฉพาะคอนโดมีเนียม ที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า จะได้รับความสนใจพิเศษ  ดังนั้น ผู้ประกอบการอสังหาฯ ในประเทศไทย จะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ต้องสร้างความโดดเด่น ทั้งด้านการออกแบบโครงการที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะคนจีนวัยเกษียณที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมีแนวโน้มการเข้ามาลงทุนและอยู่อาศัยในประเทศไทยมากขึ้นประกอบกับประเทศไทยมีนโยบายการทำวีซ่าเกษียณอายุ สำหรับชาวต่างชาติที่มีอายุ 50ปีขึ้นไป ให้สามารถพำนักในประเทศได้ถึง 1ปี คนกลุ่มนี้พร้อมจ่ายสำหรับคุณภาพที่ดีทั้งเรื่องสุขภาพ อาหารการกิน และที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการต้องศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของชาวจีนอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำเสนอจุดขายที่แตกต่างและสามารถนำมากำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการ รวมทั้งต้องอาศัยช่องทางการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่เป็นที่นิยมอย่างมากของชาวจีนในปัจจุบัน จะต้องสร้างแพลตฟอร์มที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้สามารถค้นหาข้อมูลโครงการได้อย่างละเอียดชัดเจน รวมถึงการนำเสนอโครงการผ่านเอเจนซี่หรือตัวแทนที่น่าเชื่อถือที่สามารถให้ข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์สำหรับแนวโน้มการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนจากประเทศจีนยังคงมีทิศทางขยายตัวที่ดี นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ความชัดเจนหลังการเลือกตั้งในประเทศไทยน่าจะเป็นตัวช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น รวมถึงเมกะโปรเจคของภาครัฐหลายโครงการจะเป็นตัวผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ ล่าสุดสมาคมการค้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ไทย- จีน จึงได้จัดงานประกาศผลรางวัลอสังหาริมทรัพย์ไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2018 ขึ้น โดยมีการมอบรางวัลให้กับบริษัทผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่มีผลงานโดดเด่นในหลากหลายสาขา อาทิ รางวัลด้านการออกแบบ การตกแต่งภายใน รางวัลคอนโดมิเนียมยอดนิยม รางวัลการทำการตลาดดีเด่น รางวัลโครงการยอดเยี่ยมฯลฯ รวม 17 รายการ 30 รางวัล โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย นักลงทุนจากประเทศจีน รวมถึงเอเจนซี่ตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งไทยและจีนเข้าร่วมงาน      
“โตโต้” อวดโฉม “NEOREST” นวัตกรรมล้ำสมัยแห่งโลกสุขภัณฑ์

“โตโต้” อวดโฉม “NEOREST” นวัตกรรมล้ำสมัยแห่งโลกสุขภัณฑ์

เป็นระยะเวลากว่า 100 ปีที่ “โตโต้” (TOTO) มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างสรรค์วิถีการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย โดยมุ่งหวังอนาคตที่ดียิ่งกว่าเดิม ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของโตโต้จึงไม่ใช่เพียงแค่สุขภัณฑ์ หากแต่เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความใส่ใจความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดตามแบบฉบับวัฒนธรรมญี่ปุ่น เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่คุณใช้งานผลิตภัณฑ์ของ “โตโต้” จะได้รับประสบการณ์อันน่าพึงพอใจอย่างถึงที่สุด   NEOREST สุขภัณฑ์อัจฉริยะดีไซน์สุดหรู “โตโต้” เป็นผู้นำด้านสุขภัณฑ์มาอย่างยาวนาน และเป็นผู้คิดค้นพัฒนาฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ซึ่งต่อมาได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจนกลายเป็นภาพจำของวัฒนธรรมการใช้ห้องน้ำในแบบญี่ปุ่น รวมถึงมียอดขายเป็นอันดับ 1 ทั่วโลก “โตโต้” จึงพยายามรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ จนได้มาซึ่ง “NEOREST”นวัตกรรมล้ำสมัยแห่งโลกสุขภัณฑ์ที่เป็นการผสานฝารองนั่งอัตโนมัติเข้ากับโถสุขภัณฑ์ จนกลายเป็นสุขภัณฑ์อัจฉริยะที่รวมกันเป็นชิ้นเดียว ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ไม่ใช่เพียงแค่มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้ แต่เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสุขอนามัยที่สมบูรณ์แบบ   สำหรับ NEOREST รุ่นใหม่ล่าสุดจาก “โตโต้” ที่เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยเพิ่มเติมอีก 3 รุ่น ได้แก่   1. NEOREST AH (รุ่น CES9788VA) โดดเด่นด้วยฝาปิดที่ได้รับการออกแบบให้เป็นเส้นตรง แนบสนิทไปกับโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติ เข้ากันได้ดีกับพื้นที่สไตล์โมเดิร์น ยกระดับด้วยสัมผัสแห่งความหรูหราที่ประณีต ราคา 118,000 บาท   2. NEOREST RH (รุ่น CES9768VA) ด้วยลายเส้นที่สวยงามสะอาดตา มาพร้อมกับรูปทรงโค้งมนอย่างละเมียดละไม ให้ความรู้สึกสุขุม นุ่มนวล กลมกลืนเข้ากันได้ดีกับทุกพื้นที่ ราคา 118,000 บาท   3. NEOREST DH (รุ่น CES989VA) การดีไซน์แบบเรียบง่าย (Minimalist) แต่สามารถดึงดูดความสนใจได้อย่างชาญฉลาดด้วยขนาดที่เหมาะเจาะลงตัว สามารถเข้ากันได้กับห้องน้ำในทุกรูปแบบ ราคา 89,000 บาท   NEOREST ซีรีส์ใหม่ทั้ง 3 รุ่น ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยความเข้าใจ ด้วยเทคโนโลยีด้านสุขอนามัยอันล้ำสมัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ “โตโต้” ไม่ว่าจะเป็น ระบบชำระล้างแบบ TORNADO FLUSH ที่ไม่เพียงทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังทำงานเงียบและใช้น้ำเพียง 3.8/3 ลิตร ผสานกับแรงหมุน 360 องศา   ทำความสะอาดได้ทุกซอกทุกมุม พร้อมดีไซน์พื้นผิวสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ (RIMLESS DESIGN) อันเป็นเอกลักษณ์ และเคลือบพื้นผิวสุขภัณฑ์ให้เรียบลื่นด้วยสาร CEFIONTECT ช่วยลดการเกาะติดของคราบสกปรกและง่ายต่อการ ทำความสะอาด และเพิ่มความมั่นใจอีกขั้นด้วย EWATER+ ซึ่งเป็นน้ำที่ผ่านการอิเล็กโตรไลซ์ ช่วยขจัดคราบสกปรก รวมถึงแบคทีเรียที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สำหรับทำความสะอาดก้านฉีดชำระและโถสุขภัณฑ์แบบไร้สารเคมี ซึ่งถือเป็นการทำงานที่ผสมผสานระหว่างสุดยอดเทคโนโลยีที่เรียกว่า CLEAN SYNERGY ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับมิติใหม่แห่งความสะอาดอันล้ำสมัยเพื่อสุขอนามัยเหนือที่ชั้นกว่า   นอกจากนี้โตโต้ยังเปิดตัว WASHLET+ เพื่อปฏิวัติวงการฝารองนั่งอัตโนมัติด้วยดีไซน์ที่ซ่อนท่อน้ำและสายน้ำดีไว้ในตัวโถสุขภัณฑ์ทำให้โถสุขภัณฑ์สวยเนียน เรียบหรู ไร้สิ่งรบกวนสายตา ฝารองนั่งเปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างที่จะทำงานทันทีเมื่อฝารองนั่งเปิด และสามารถปรับอุณหภูมิฝารองนั่งให้อุ่นสบายตลอดการใช้งาน ระบบกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มีประสิทธิภาพสูงจะทำการฟอกกลิ่นภายในโถสุขภัณฑ์ และระบบชำระล้างอัตโนมัติ ควบคุมการทำงานเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยรีโมทคอนโทรล เพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดาของคุณให้เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายสุดพิเศษอย่างแท้จริง   สำหรับผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์จริงกับนวัตกรรมสุดล้ำของสุขภัณฑ์ “โตโต้” สามารถนัดหมายเพื่อเข้าเยี่ยมชมได้ที่ TOTO Technical Center Bangkok โทรศัพท์ 02-117-9520 อาคารจี ทาวเวอร์ แกรนด์ พระราม 9 ชั้น 12 หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ th.toto.com      
แสนสิริ ตอกย้ำความเป็น “Thailand’s First Digital Real Estate Developer” ผนึกยักษ์ไอที Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบผ่านเทคโนโลยี

แสนสิริ ตอกย้ำความเป็น “Thailand’s First Digital Real Estate Developer” ผนึกยักษ์ไอที Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบผ่านเทคโนโลยี

แสนสิริ ผู้นำด้าน “Digital Real Estate Developer” ตัวจริงรายแรกของวงการอสังหาฯ ไทย ประกาศวิสัยทัศน์ Sansiri Tech Forward ทุ่มงบ 600 ล้านบาท ชูเทคโนโลยีเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดำเนินธุรกิจประจำปี 2019 ผ่าน AI, IoT และ Blockchain ควบคู่กับการผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำด้านไอทีของไทยและระดับโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้วงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain ตั้งแต่ การพัฒนาโครงการ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ไปถึงการสร้างสรรค์บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกบ้านแสนสิริในทุกมิติ ครั้งแรกในไทย! ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI First) ภายในปี 2020 พร้อมนำร่องเตรียมเปิดตัว “บ้านตัวอย่าง Smart Home” เรียนรู้พฤติกรรมผู้อยู่อาศัย และ “Virtual Sales Gallery” จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sales Centre ในไตรมาส 3 นี้   “ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แสนสิริเซตมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอสังหาฯ ด้วยการนำนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ๆ มาใช้ในโครงการอย่างจริงจังก่อนใคร จนกลายมาเป็นนวัตกรรมมาตรฐานในการพัฒนาโครงการใหม่ของแสนสิริในปัจจุบัน ตอกย้ำความเป็น “Digital Real Estate Developer” ตัวจริงรายแรกของวงการที่มุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้กับลูกบ้านอย่างสมบูรณ์ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ iConvenience (ความสะดวกสบาย) iSafe (ความปลอดภัย) และ iGreen (ด้านประหยัดพลังงาน) ผ่านการทำความเข้าใจและความต้องการของลูกค้า โดยยึดหลัก Human-Centric ด้วยเทคโนโลยี” ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว   ในปี 2019 แสนสิริเตรียมยกระดับศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ผ่าน 3 กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI, IoT และ Blockchain พัฒนาโครงการและบริการให้มีคุณภาพ สร้างความ พึงพอใจให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การแสวงหาพันธมิตรชั้นนำ ด้านเทคโนโลยี ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในองค์กร และการสร้างแพลตฟอร์มการทำงานและการให้บริการแบบดิจิทัล ส่งเสริมให้พนักงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานและพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อส่งต่อเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง   “ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ในปีนี้ แสนสิริเร่งเครื่องนำ AI , IoT และ Blockchain มาขับ เคลื่อน 3 กลยุทธ์ มุ่งยกระดับการพัฒนาโครงการ (Product) การสร้างสรรค์การบริการ (Service) และการปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงาน (Process)” ดร.ทวิชา กล่าว   ด้านการพัฒนาโครงการ (Product) แสนสิริก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับเทคโนโลยี Home Automation  สู่การเป็น Smart Home กับเทคโนโลยี AI และ IoT ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย มอบความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ช่วยประหยัดพลังงานและยกระดับ คุณภาพชีวิตได้อย่างก้าวหน้ามากขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ Amazon Web Services เพื่อพัฒนานวัตกรรม PorpTech ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ร่วมกันในอนาคต โดยบ้านตัวอย่าง Smart Home ของแสนสิริ วางแผนที่จะเปิดตัวในไตรมาส 3 นี้   นอกจากนี้ แสนสิริเดินหน้าเสริมสร้างความปลอดภัยด้วย Smart Command Centre ศูนย์เฝ้าระวังอัจฉริยะ จากส่วนกลาง ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารและความปลอดภัย เสริมสร้างความอุ่นใจให้ลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกโครงการใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมรวม 29 โครงการในปี 2019 พร้อมส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สานต่อพันธกิจ Green Mission ด้วยเทคโนโลยีตรวจสอบการใช้น้ำและพลังงาน และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ หากมีการใช้งานที่ผิดปกติ ตลอดจนมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต (Well-Being) ของลูกบ้านในทุกมิติ ด้วยการพัฒนา Dust-Free House “บ้านปลอดฝุ่น” สร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้อยู่ศัยทุกคนในครอบครัว   ด้านการสร้างสรรค์การบริการ (Service) แสนสิริเน้นย้ำการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าบนโลกออนไลน์ นำเทคโนโลยี AI มาศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างคอนเทนต์ ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้าเฉพาะบุคคล (Personalization) และเตรียมเปิดตัว Virtual Sales Gallery จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sale Centre ให้ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมหลาย ๆ โครงการได้ในที่เดียวในไตรมาส 3 นี้   ด้านการปลดล็อคประสิทธิภาพการทำงาน (Process) แสนสิรินำเทคโนโลยี PropTech มาใช้ในวงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการบริหารการก่อสร้างออนไลน์แบบครบวงจร เริ่มจากการนำระบบ AI มาจัดหาและประเมินศักยภาพของที่ดินก่อนซื้อมาพัฒนาโครงการ นำระบบ BIM และ Primavera มาใช้บริหารจัดการและวางแผนการก่อสร้าง ตั้งแต่ การออกแบบแบบจำลอง 3 มิติ (3D Model) ก่อนก่อสร้างจริง รวมถึงติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง พร้อมกำหนดระยะเวลาและงบประมาณการก่อสร้างได้แม่นยำขึ้น ทำให้กระบวนการก่อสร้างโครงการเป็นไปตามระยะเวลาและงบประมาณที่วางแผนไว้ พร้อมนำ Inspection Mobile Apps มาใช้ตรวจสอบโครงการให้กับลูกบ้านก่อนส่งมอบ และจับมือกับ Digital Ventures นำ Blockchain มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพระบบจัดซื้อจัดจ้าง B2P (Blockchain Solutions for Procure-to-Pay) กับกลุ่มคู่ค้าของแสนสิริให้มีความโปร่งใส รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีการทำงาน ผ่านความร่วมมือกับ Microsoft ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ มุ่งสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของบุคคลากรให้มีความคล่องตัวผ่านเทคโนโลยี เพื่อส่งต่อการบริการคุณภาพ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกบ้านได้รวดเร็วและตรงจุด   “ด้วยกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เราเชื่อมั่นในศักยภาพความเป็น Thailand’s First Digital Real Estate Developer ของแสนสิริ ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการอสังหาฯ ไทย มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกบ้านในทุกมิติ (Complete your Living Experience) ผ่านเทคโนโลยี Proptech ตลอดปี 2019 และต่อไปในอนาคต” ดร. ทวิชา กล่าวสรุป      
SC ชูทิศทาง 5 ปี “NEXT is NOW” ปี 62 รุกเปิด 13 โครงการใหม่

SC ชูทิศทาง 5 ปี “NEXT is NOW” ปี 62 รุกเปิด 13 โครงการใหม่

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชูทิศทาง 5 ปี 2562-2566 “NEXT is NOW” ทำอนาคตให้เกิดขึ้นจริง สร้าง living solutions ให้จับต้องได้ เพื่อส่งมอบสู่ผู้อยู่อาศัย หลังประกาศวิชั่นอนาคตก้าวสู่การเป็น living solutions provider ในปี 61 ที่ผ่านมา โดยขับเคลื่อน SC ผ่าน 3 เป้าหมายหลัก (objectives ) คือ   1. “SC ASSET Profit Growth” กำไรดี หนี้ลด มุ่งสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท ในปี 62สู่ 3,000 ล้านบาท ในปี 66   2. “SC ASSET is Quality” เติบโตโดยรักษาระดับมาตรฐานคุณภาพสูง SC Family จะเติบโตจาก 20,000 ครอบครัว ปี 62 เป็น 35,000ครอบครัว ปี 66 คุณภาพเป็น top priority ในการขับเคลื่อนบริษัท   3. “SC ASSET as Living Solutions Provider” รู้ใจผู้อยู่อาศัย ประสานนวัตกรรมสู่ที่อยู่อาศัยและบริการ    ทำ living solutions ให้เกิดขึ้นจริง ส่งมอบสู่ผู้อยู่อาศัยอย่างจับต้องได้   หัวใจสำคัญของความสำเร็จขององค์กร คือ บุคลากรองค์กร และสิ่งที่ขับเคลื่อนบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ วัฒนธรรมองค์กร ต้นปี 62 SC ได้ประกาศวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่มีชื่อว่า #SKYDIVE สู่การเป็น living solutions provider โดยมีค่านิยม (core values) 4 อย่างคือ care, courage, collaboration, continuous improvement     สำหรับปี 2562 นายณัฐพงศ์  กล่าวว่า “SC ตั้งเป้ารายได้ 19,000 ล้านบาท เติบโต 22% แบ่งสัดส่วนแนวราบ-แนวสูง-เพื่อเช่า ในสัดส่วน 60-35-5 พร้อมกับเป้ายอดขาย 22,000 ล้านบาท เติบโต 46%  โดยการเติบโตของรายได้และยอดขาย มาจากโครงการเปิดขายทั้งหมดรวม 59 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 62,700 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง 46 โครงการ มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท พร้อมรุกเปิดอีก 13 โครงการใหม่ มูลค่า 22,700 ล้านบาท ได้แก่ แนวราบ 9 โครงการใหม่ มูลค่า 6,500 ล้านบาท มีทั้งโครงการบ้านและทาวน์โฮมซีรีย์ใหม่ในทุกระดับราคา แบ่งเป็นกลุ่มระดับราคาน้อยกว่า 8 ล้านบาท  ประมาณ 71% กับ กลุ่มระดับราคามากกว่า 8  ล้านบาท  ประมาณ 29%   โดยข้อมูลจาก Area (Agency Real Estate Affairs) สรุปเมื่อปี 2561 ชี้ว่า บ้านเดี่ยวจาก SC ในกลุ่มบ้านราคามากกว่า 8 ล้านบาทขึ้นไป  ครองอันดับ 1 มี Market Share ถึง 14% ส่วนบ้านระดับราคา น้อยกว่า 5 ล้านบาท   เติบโตจาก Top 10 มาอยู่อันดับ 4 ด้วย Market Share 6%   พร้อมกับแนวสูง 4 โครงการใหม่  มูลค่า 16,200 ล้านบาท  แบ่งเป็น SC พัฒนา 2 โครงการ มูลค่า 6,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ The Crest  (เดอะเครสท์)  ได้แก่   1. โครงการ The Crest Park Residences ขนาดพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ มูลค่า 3,500 ล้านบาท บนที่ดิน Prime ที่สุดของห้าแยกลาดพร้าว เพียง 75 เมตร ถึง MRT พหลโยธิน ใกล้กับศูนย์การค้า ชั้นนำอย่างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ใกล้สวนจตุจักร และสวนรถไฟ ทำให้ได้วิวสวนพื้นที่กว่า 700 ไร่ โดยพัฒนาภายใต้บริษัท เอสซี เอ็นเอ็นอาร์ วัน จำกัด (SC NNR1 Co.,Ltd.) บริษัทร่วมทุนระหว่าง SC กับ Nishitetsu Group ยักษ์ใหญ่และผู้นำในภูมิภาคคิวชูของประเทศญี่ปุ่น   2. โครงการ The Crest Asoke Residences บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ 2 งาน มูลค่า 2,500 ล้านบาท ทำเลสุขุมวิท 23 เพียง 450 เมตรถึง MRT สุขุมวิท และ BTS สถานีอโศก ย่านใจกลางธุรกิจที่ผสมผสานความสะดวกสบาย และความเงียบสงบเป็นส่วนตัว อีกทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อพื้นที่ lifestyle ใกล้แหล่งท่องเที่ยวและชอปปิ้ง ในย่านทองหล่อ พร้อมพงษ์ และอโศกและ พัฒนาโดยบริษัท สโคป จำกัด  อีก 2 คอนโดฯ ระดับ Super Luxury  มูลค่า 10,200 ล้านบาท ทำเลหลังสวน ศูนย์รวมธุรกิจใจกลางเมือง และทำเลติด  BTS สถานีทองหล่อ   บางส่วนของ living solutions ที่ทั้งเกิดขึ้นจริงแล้ว และ กำลังจะเกิดขึ้นจริงในครึ่งปีแรก ปี 62 ดังนี้   - “Baan Rue Jai application” พร้อมให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการโดย SC ทั้งหมดกว่า 20,000 ครอบครัวดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ มี feature เบื้องต้นคือ สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ SC, แจ้งซ่อม, และตรวจสอบคุณภาพอากาศ (AQI) บริเวณใกล้เคียงที่อยู่อาศัย และ SC จะเพิ่ม feature ใหม่ๆอีก 6-7 อย่าง ภายในครึ่งปีแรกนี้   - “Rue Jai Subscription” ช่วยเรื่องบ้าน จัดการเรื่องชีวิต  เป็น feature ล่าสุด ช่วยอำนวยความสะดวกรายเดือน พร้อมให้บริการบน application ครั้งแรก 7 มี.ค. 62 นี้ โดยเสนอแพคเกจรายเดือนเริ่มต้น เดือนละ 1,990 บาท ครอบคลุมบริการดูแลที่อยู่อาศัย เช่น ดูแลสวน, ซัก อบ รีด, ทำความสะอาดบ้าน รวมไปถึงบริการอื่นๆ ในอนาคต ที่ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องที่อยู่อาศัยเท่านั้น   - “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการอัจฉริยะสัญชาติสิงคโปร์ตัวแรกในประเทศไทย ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยรอบโครงการ The Neighbourhood บางกระดี เป็นก้าวแรกของการใช้หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับ รปภ.ที่เป็นมนุษย์   - “Project Agora” เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง SC X IDEO Tokyo บริษัท ออกแบบโซลูชั่นระดับโลก ผู้นำแนวคิด human-centered design และใช้ design thinking มาสร้างงานออกแบบพื้นที่ “Third Space” ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางแนวคิดใหม่ในโครงการของ SC ในแบบที่ไม่เคยมีบริษัท ไหนทำมาก่อน   - “Project Computational” เป็นการทดลองนวัตกรรมการออกแบบผังโครงการครั้งแรกของวงการอสังหาฯไทย ร่วมกันระหว่าง SC X Fire One One โดยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้การออกแบบผังโครงการ เพื่อเป็นก้าวแรกสำหรับสร้าง AI ที่จะออกแบบผังโครงการให้ SC ในอนาคต และก้าวต่อไปจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์นักออกแบบและ AI นักออกแบบ   ทั้งนี้ในปี 2561 SC มีผลการดำเนินงานที่ดีเติบโตทั้งรายได้และกำไร โดยมีรายได้จากการดำเนินงาน 15,616 ล้านบาท เติบโต 25% กำไรสุทธิ1,782 ล้านบาท เติบโต 42% พร้อมมียอดขาย 15,022 ล้านบาท นอกจากนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบนำเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 ในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 โดยจะนำเสนอขออนุมัติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เมษายนนี้ ต่อไป      
พฤกษา ผุดไอเดียใหม่ขายคอนโดพร้อมผู้เช่า พร้อมการันตีผลตอบแทน

พฤกษา ผุดไอเดียใหม่ขายคอนโดพร้อมผู้เช่า พร้อมการันตีผลตอบแทน

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ได้พัฒนาแนวคิดรูปแบบการขายใหม่ Condo Smart Investment มิติใหม่ของการลงทุนในคอนโดมิเนียม ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงสำหรับลูกค้าที่เป็นนักลงทุนที่ต้องการซื้อคอนโดไว้ปล่อยเช่า  โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพในการลงทุนปล่อยเช่าสูง พฤกษาจะช่วยหาผู้เช่าให้ก่อน แล้วจึงขายห้องชุดที่มีผู้เช่าแล้วให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวก และสร้างความมั่นใจด้านผลตอบแทนให้กับลูกค้า โดยที่ไม่ต้องไปหาผู้เช่าเองในภายหลัง ทั้งนี้ยังมีการการันตีผลตอบแทน (Guaranteed Yield)  5% นาน 2 ปี  นำร่องที่โครงการ “พลัมคอนโด ปิ่นเกล้า สเตชั่น”  ซึ่งอยู่ทำเลที่มีศักยภาพในการปล่อยเช่าสูง สะดวกต่อการเดินทาง และอยู่ในย่านชุมชน ใกล้รถไฟฟ้า MRT สถานีบางยี่ขันเพียง 600 เมตร และใกล้ทั้งแหล่งมหาวิทยาลัยชั้นนำ และแหล่งงาน เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า โรงพยาบาลศิริราช ธนาคารแห่งประเทศไทย สหประชาชาติ และหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย แบบห้องชุดขายพร้อมผู้เช่ามีห้อง 2 ขนาดให้เลือกคือ 25 ตารางเมตร ราคา 2.55 ล้านบาท และ แบบ 27 ตารางเมตร ราคา 2.61 ล้านบาท  ทั้งนี้หากลูกค้าให้การตอบรับที่ดี ก็จะเริ่มนำไปใช้กับคอนโดมิเนียมโครงการอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งพฤกษามีคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ใกล้รถไฟฟ้าที่น่าลงทุนอีกในหลายทำเล การซื้อคอนโดพร้อมผู้เช่าถือ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และคุ้มค่าอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยง และไม่ต้องลุ้นผลตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาวเพราะอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นทรัพย์สินที่ราคาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย”   พลัมคอนโด ปิ่นเกล้า สเตชั่น  เป็นคอนโดมิเนียมสูง 22 ชั้น 1 อาคาร พร้อมเข้าอยู่ มีห้องชุดพักอาศัย 964 ยูนิต ร้านค้า 4 ยูนิต รวม 968 ยูนิต มาพร้อมวัสดุตกแต่งใน Spec ที่เหนือระดับ มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน สวนหย่อมวิวสะพานพระราม 8 และเกาะรัตนโกสินทร์บนชั้นดาดฟ้า  โครงการอยู่บนถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ใกล้สถานี MRT สถานีบางยี่ขัน ในระยะเพียง 600 เมตร เป็นแหล่งชุมชนที่เพียบพร้อมทั้งอาหารการกินและใกล้ห้างสรรพสินค้ามากมาย อาทิ เซ็นทรัล พลาซาปิ่นเกล้า โลตัส ปิ่นเกล้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 1739 หรือ plum.pruksa.com    
EVER ประเดิมโครงการแรก แบรนด์ “เอเวอร์ซิตี้” ทาวน์โฮมเหนือระดับ...คิดเผื่อทุกรายละเอียดของชีวิต

EVER ประเดิมโครงการแรก แบรนด์ “เอเวอร์ซิตี้” ทาวน์โฮมเหนือระดับ...คิดเผื่อทุกรายละเอียดของชีวิต

บมจ.เอเวอร์แลนด์  (EVER) ได้เวลาขยายแนวรบบุกตลาดอสังหาฯแนวราบ ประเดิมโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ “เอเวอร์ซิตี้” บนทำเลทองย่านสุขสวัสดิ์ 30-พุทธบูชา มูลค่า 380 ล้านบาท “ทาวน์โฮมเหนือล้ำจินตนาการ  (Evercity Suksawat 30 - Puttaboocha)” นิยามใหม่ของทาวน์โฮมพร้อมฟังก์ชั่นครบทุกการใช้สอย  ราคาเริ่มต้นเพียง 2 .89 ล้านบาท  พร้อมพรีเซลวันที่ 9–10 มีนาคม 62 นี้   นายสวิจักร์ โลจายะ ประธานกรรมการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) (EVER)  ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ “เดอะโพลิแทน” ทำเลย่านสนามบินน้ำ ,โครงการแนวราบ บ้านเดี่ยว แบรนด์  “มายโฮม อเวนิว” และทาวน์โฮม แบรนด์ “เอเวอร์ ซิตี้” เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยแผนธุรกิจในปี 2562 เตรียมบุกตลาดโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบเพิ่มขึ้น  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผลักดันให้รายได้เติบโตอย่างแข่งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต   ทั้งนี้ บริษัทฯเตรียมเปิดโครงการทาวน์โฮม ภายใต้แบรนด์ “เอเวอร์ ซิตี้”  ซึ่งถือเป็นโครงการแรก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ทาวน์โฮมเหนือล้ำจินตนาการ (Evercity Suksawat 30–Puttaboocha” นิยามใหม่ของทาวน์โฮม พร้อมการออกแบบฟังก์ชั่นการดีไซน์ห้องที่ลงตัว และคุ้มค่าด้วยดีไซน์หรูหรา และแตกต่าง สะท้อนความสำเร็จของคนพิเศษเช่นคุณราคาเริ่มต้น 2.89  ล้านบาท เตรียมเปิดพรีเซลในวันที่  9-10  มีนาคม 2562   โดยโครงการดังกล่าวเป็นทาวน์โฮมหรู 2 ชั้น สไตล์ฝรั่งเศส FranÇais Palais (French Palace) สวยสง่าตั้งแต่ตัวบ้านจรดรั้วบ้าน ดีไซน์พิเศษติดตั้งกล่องจดหมายวินเทจ วัสดุที่ใช้คัดสรรแต่เกรดพรีเมี่ยม นำเข้าจากต่างประเทศ ตกแต่งราวบันไดและระเบียงให้ดูเหนือระดับยิ่งกว่าด้วย Wrought Iron ดูภูมิฐาน สะท้อนความสำเร็จในชีวิตของคุณ   “โครงการ เอเวอร์ ซิตี้ สุขสวัสดิ์ 30-พุทธบูชา” เป็นโครงการแนวราบแรก EVER ในปีนี้ ซึ่งเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1/2562 และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จากจุดขายที่ลงตัว และการออกแบบฟังก์ชันการดีไซน์ห้องที่ลงตัวและคุ้มค่า สอดคล้องคอนเซ็ปต์ “ทาวน์โฮมเหนือระดับ...คิดเผื่อทุกรายละเอียดของชีวิต” ซึ่งโครงการนี้ถือเป็น 1 ใน 3 โครงการแนวราบ ตามแผนจะเปิดใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาทในปีนี้ และจะทยอยเห็นการเปิดขายต่อเนื่องในปีนี้”นายสวิจักร กล่าว   ประธานกรรมการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) (EVER)  กล่าวอีกว่า โน้มผลการดำเนินงานในปี 2562 คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นปีที่เริ่มรับรู้จากโครงการต่างๆที่ลงทุน จากโครงการแนวสูงแบรนด์ เดอะโพลิแทน และโครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์ "มายโฮม อเวนิว" รวมถึงทาวน์โฮม ที่จะทยอยเปิดตัวในไตรมาส 1 ปีนี้  รวมทั้งยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) ในมือที่จะสนับสนุนเพิ่มเติมด้วย      
โนเบิล ประกาศผลการดำเนินงานปี 2561 พร้อมด้วยความแข็งแกร่งของปี 2562

โนเบิล ประกาศผลการดำเนินงานปี 2561 พร้อมด้วยความแข็งแกร่งของปี 2562

บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานประจําปีสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2561 บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิจำนวน 987.0 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มีรายได้จำนวน 5,152.9 ล้านบาท อัตราส่วนกำไรขั้นต้นคิดเป็นร้อยละ 43.4 และมีอัตราส่วนกำไรสุทธิร้อยละ 19.2 กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานจำนวน 2.16 บาทต่อหุ้น   “สำหรับปี 2561 นับว่าเป็นปีที่ดีของบริษัทฯ ซึ่งผลสำเร็จมาจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี เป็นแรงผลักดันที่จะส่งผลต่อเนื่องไปยังปี 2562 และในอนาคตตามที่บริษัทได้คาดการณ์” กล่าวโดยนาย แฟรงค์ เหลียง รองประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม “สำหรับปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สร้างยอดขายกว่า 9,800 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มียอดขายที่รอรับรู้รายได้ในอนาคตเป็นจำนวนประมาณ 17,700 ล้านบาท สำหรับไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการส่งเสริมการขายโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการ โนเบิล เพลินจิต ซึ่งมียอดจองกว่า 150 ยูนิต และมีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วในต้นปี 2562”   “ในเดือน ธันวาคม 2561 บริษัทฯ ได้จำหน่ายที่ดินเปล่าจำนวนสองแปลง และได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแผนงานในการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 บริษัทฯ จะเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท” กล่าวโดยนาย แฟรงค์ เหลียง “บริษัทฯ คาดหวังว่าปี 2562 นี้และปีต่อๆ ไปในอนาคตข้างหน้าจะเป็นการเปิดศักราชใหม่ของโนเบิลที่จะก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่าที่เคยเป็นมา”   บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมใหม่ และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการอยู่อาศัย เพื่อตอบสนองความต้องการ พร้อมนำคุณภาพที่ดีกว่ามาสู่ลูกค้า บริษัทฯ ประกอบธุรกิจประเภทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย ซึ่งมีทั้งรูปแบบของบ้านเดี่ยว อาคารชุดพักอาศัยทั้งเชิงราบและตึกสูง   ณ เดือน ธันวาคม 2561 บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการแล้วรวมทั้งสิ้น 47 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่พัฒนาและเปิดการขายก่อนปี 2545 จำนวน 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4,800 ล้านบาท และโครงการที่เปิดการขายตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2561 มีจำนวน 39 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 83,000 ล้านบาท    

1 2 3 ... 143