Tag : News

2400 ผลลัพธ์
บางกอกแลนด์ เตรียมเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู 2 สถานีเข้าเมืองทองธานี ปี 68

บางกอกแลนด์ เตรียมเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู 2 สถานีเข้าเมืองทองธานี ปี 68

เตรียมใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู เข้าเมืองทองธานี ปี 68 รวมระยะทาง 3 กิโลเมตร กับ 2 สถานี บางกอกแลนด์หวังอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านกว่า 300,000 คน และคนทั่วไปเข้าใช้บริการปีละ 10 ล้านคน เล็งปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสบนเนื้อที่ 400 ไร่ กระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ ในเมืองทองเติบโต 10-20%   รถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยาย 2 สถานีที่จะเข้าสู่เมืองทองธานี มูลค่า 4,000 ล้านบาท ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2568   ​โดยโครงการสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยาย 2 สถานีที่เข้าสู่เมืองทองธานี รวมระยะทาง 3 กิโลเมตร มีชื่ออย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทสไทย (รฟม.)  กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม และบริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ​BLAND​ ได้ตกลงร่วมกัน คือ 1.สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (ชาเลนเจอร์อาคาร 1) 2.สถานีทะเลสาบ เมืองทองธานี ล่าสุด ในวันที่ 2 สิงหาคม 2565  บางกอกแลนด์ ได้จัดพิธีลงนามเซ็นสัญญากับ บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ ​NBM  ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR JV consortium) ที่ร่วมทุนกันระหว่างบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)  หรือ BTSG , บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC และบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ใน “โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี”      นายปีเตอร์ กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ทางบางกอกแลนด์ไม่ได้มีการแบ่งผลประโยชน์ในด้านค่าตั๋ว หรือจัดสรรผลประโยชน์จากรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย แต่มองว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัยในเมืองทองธานีกว่า 300,000 คน และผู้ที่เดินทางเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้าและการประชุมที่มีกว่า 10 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ ยังจะช่วยทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ในเมืองทองธานีมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 10-20% โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า อาทิ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค, โรงแรม, คอสโม บาซาร์, คอสโม วอล์ค, เอาท์เล็ท  สแควร์, บีไฮฟ ไลฟ์สไตล์มอลล์ และ คอสโม ออฟฟิศ พาร์ค  ๆ นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้ที่ดินภายในเมืองทองธานีมีมูลค่าและศักยภาพเพิ่มมากขึ้นด้วย ปัจจุบันบางกอกแลนด์ยังมีที่ดินเปล่าที่รอการพัฒนาอีก 600 ไร่ ซึ่งวางแผนการพัฒนาเป็นโครงการลักษณะมิกซ์ยูส 400 ไร่รอบทะเลสาบเมืองทองธานี มีคนถามว่าเราลงทุนโครงการนี้เพื่ออะไร การที่รถไฟฟ้าเข้ามา ธุรกิจเราจะดีขึ้น ที่ดินที่มีอยู่จะมีศักยภาพพัฒนาที่ดีขึ้น โดยนอกจากบางกอกแลนด์จะให้งบประมาณสนับสนุนโครงการมูลค่า 1,293.75 ล้านบาทแล้ว บริษัทยังลงทุนอีก 1,000 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาทางเชื่อม หรือ Skywalk  เพื่อเชื่อมต่อจากสถานีไปยังศูนย์ แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค, โรงแรม, ร้านค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตและมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ ด้านนายกวิน กาญจนพาสน์  กรรมการบริหาร บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด  กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ระหว่าง NBM และ BLAND เป็นการลงนามในสัญญา 2 ฉบับ แบ่งเป็น 1.สัญญาให้การสนับสนุนการก่อสร้าง (Construction Support Agreement) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี   2.สัญญาก่อสร้างทางเชื่อม (Skywalk Connection Agreement) จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้ามายังตัวอาคารของเมืองทองธานี   โดยภายใต้สัญญาดังกล่าว ทางบางกอกแลนด์ ได้อนุมัติเงินสมทบและค่าสิทธิให้กับ NBM ประมาณ 1,293.75 ล้านบาท (รวมภาษี มูลค่าเพิ่ม) เพื่อสนับสนุนการก่อสร้าง และพัฒนาส่วนต่อขยายเมืองทองธานี และเพื่อสิทธิของ บางกอกแลนด์ หรือบริษัทในเครือของบางกอกแลนด์ ในการก่อสร้างทางเชื่อมสถานี เพื่อเชื่อมต่ออาคารหรือสิ่งก่อสร้างใด ๆ อันเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่ม บางกอกแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเมืองทองธานี เข้ากับสถานีรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยายเมืองทองธานี นับแต่วันที่ทำสัญญา จนถึงวันที่สิทธิในการดำเนินงานระบบรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเมืองทองธานี ตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูระหว่าง NBM และ รฟม.สิ้นสุดลง และยังได้อนุมัติเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการบำรุงรักษาจำนวน 10.35 ล้านบาทต่อปี (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) นับจากวันที่ส่วนต่อขยายเมืองทองธานีเปิดให้บริการด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการในธุรกิจ MOVE ที่บีทีเอส กรุ๊ปฯ ให้ความสำคัญ เพราะเรามุ่งหวังจะเป็นผู้ให้บริการเดินทางแบบ door-to-door เพื่อตอบโจทย์การเดินทาง ตั้งแต่ก้าวแรกถึงก้าวสุดท้ายให้กับผู้โดยสารอย่างสมบูรณ์ ภายใต้การให้บริการที่สะดวกและปลอดภัย โดยโครงการดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูเส้นทางหลัก ช่วงแคราย-มีนบุรี ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าได้อีก 4 สายได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ), รถไฟชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต), รถไฟฟ้าสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) และรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี)   ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 37 เดือน และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ เปิดให้บริการได้ในปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารอยู่ที่ 13,785 คน/เที่ยว/วัน หากโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในการเดินทางเข้าพื้นที่เมืองทองธานีได้เป็นอย่างดี เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และมีผู้เดินทางเข้า-ออกเป็นจำนวนมาก ส่วนภาพรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี จำนวน 30 สถานี (ไม่รวมสถานีอิมแพ็คเมืองทองธานี และสถานีทะเลสาบเมืองทองธานี) มีความคืบหน้าโครงการ 89.43% แบ่งเป็นงานโยธา 91.01% และงานระบบรถไฟฟ้า 87.90% ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้บางส่วนช่วงต้นปี 2566  
ลุมพินี วิสดอม  คาดปี 65 เปิดบ้าน-คอนโดเพิ่ม 20-25% ดีเวลลอปเปอร์ไม่หวันปัจจัยลบ​

ลุมพินี วิสดอม คาดปี 65 เปิดบ้าน-คอนโดเพิ่ม 20-25% ดีเวลลอปเปอร์ไม่หวันปัจจัยลบ​

ลุมพินี วิสดอม เผยข้อมูลครึ่งปีแรก 65 ดีเวลลอปเปอร์ เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ 51,946 ยูนิต มูลค่ากว่า 1.88 แสนล้าน หลังชะลอแผนเปิดตัวตั้งแต่ปี 63 คาดทั้งปีเปิดตัวใหม่เติบโตไม่น้อยกว่า 20-25% ถึงแม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปี   บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด  รายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 (มกราคม-มิถุนายน 2565) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 163 โครงการ มีจำนวนหน่วยเปิดตัวทั้งสิ้น 51,946 ยูนิต เพิ่มขึ้น 121% จากช่วงเดียวกันของปี 2564 จำนวนที่เปิดทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 188,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% คอนโดเปิดเพิ่ม 231% จำนวนโครงการใหม่ที่เปิดตัวทั้งหมด แบ่งเป็น -โครงการคอนโดมิเนียม (อาคารชุดพักอาศัย) 48 โครงการ  มีจำนวนหน่วยทั้งสิ้น  30,579 ยูนิต เพิ่มขึ้น 231% จำนวนที่เปิดตัวทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 78,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 และมีอัตราการขายเฉลี่ยที่  33%  ต่อโครงการต่อเดือน   -โครงการบ้านพักอาศัยมีจำนวน 115 โครงการ มีจำนวนหน่วยเปิดตัวทั้งสิ้น  21,367 ยูนิต เพิ่มขึ้น 49% จำนวนเปิดตัวทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 110,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 และ มีอัตราการขาย เฉลี่ย 12% ต่อโครงการต่อเดือน   บ้านพักอาศัยที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด เป็นบ้านพักอาศัยประเภททาวน์เฮ้าส์ ที่มีระดับราคา 2-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีจำนวนหน่วยเปิดตัวและหน่วยขายได้สูงที่สุดของบ้านพักอาศัยทุกประเภท โดยมีอัตราการขายเฉลี่ย 12% ต่อโครงการต่อเดือน   สำหรับทำเลที่มีการเปิดตัวทาวน์เฮ้าส์สูงสุด อยู่ในย่านรังสิต-ลำลูกกา รองลงมา คือ เพชรเกษม-อ้อมน้อย และทำเลศรีนครินทร์-บางนา-สุวรรณภูมิ ส่วนบ้านแฝด ระดับราคา 3-6 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีอัตราขายเฉลี่ย 11% เปิดตัวสะสมสูงสุดในทำเลบางใหญ่-ราชพฤกษ์ รองลงมา คือ บางนา-ตราด-สุวรรณภูมิ และบ้านเดี่ยว เปิดใหม่ระดับราคา 6-10 ล้านบาท อัตราขายเฉลี่ย 13% เปิดตัวสะสมในทำเล บางใหญ่-ราชพฤกษ์ รองลงมา คือ ประชาอุทิศ-พุทธบูชา   ในขณะที่แนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่พักอาศัยในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 จากการสำรวจของ  ลุมพินี วิสดอม  พบว่า ผู้ประกอบการอสังหาฯ ยังคงมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 จะชะลอตัวซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ผลักดันในราคาน้ำมัน และราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยแตะระดับ 7.66% ในเดือนมิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 13 ปี ทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2565 อยู่ที่ 5.61%  ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 5%  ก็ตาม   อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอสังหาฯ​​ ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวอาคารชุดพักอาศัย เนื่องจากผู้ประกอบการได้มีการชะลอแผนการเปิดตัวโครงการมาตั้งแต่ปี 2563-2564 ทำให้จำนวนสินค้าที่พร้อมขายในตลาดลดลง จำเป็นที่จะต้องเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อสร้างฐานลูกค้าและรายได้ในปี 2565-2567 เพราะโครงการต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างและส่งมอบ 18-24 เดือน 3 สถานการณ์ดีสุดไปแย่สุด ทั้งนี้ จาก​ สถานการณ์ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส สายพันธ์ใหม่ 2019 (COVID-19) สายพันธ์โอมิครอน BA.4-BA.5 และความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ส่งกระทบต่อระดับราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภค บริโภค รวมทั้งภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวของไทย ทำให้  ลุมพินี วิสดอม ได้มีการจัดทำความเป็นไปได้ของตลาดอสังหาฯ​ ​ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดยคำนึงถึง การเติบโตทางเศรษฐกิจ สถานการณ์สงคราม และการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็น 3 สถานการณ์ ​ ดังนี้​ 1.กรณีที่ดีที่สุด (Best Case) เศรษฐกิจเติบโตที่ 3.5-4% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีต่ำกว่า 5% สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนคลี่คลาย ระดับราคาน้ำมันต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล การเปิดตัวโครงการอสังหาฯ ใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะอยู่ที่ 90,000-102,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 333,000-408,000 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 25-54%เมื่อเทียบกับปี 2564 เป็นอัตราเติบโตที่ใกล้เคียงกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 2.กรณีเติบโตปกติ (Base Case) เศรษฐกิจเติบโตที่ 2.5-3% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 5-7% สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนคลี่คลายในไตรมาส 4 ของปี  ระดับราคาน้ำมันไม่เกิน  120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล การเปิดตัวโครงการอสังหาฯ ใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะอยู่ที่ 78,000-84,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 288,000-336,000 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 9-27% เมื่อเทียบกับปี 2564 3.กรณีแย่ที่สุด (Worst Case) เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 2% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่า 7% สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังไม่คลี่คลาย ระดับราคาน้ำมันสูงกว่า  120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล การเปิดตัวโครงการอสังหาฯ ใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะอยู่ที่ 60,000-72,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 240,000-288,000 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 5% ถึงอาจจะติดลบ 10% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เมื่อเทียบกับปี 2564   นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทด้านวิจัยและพัฒนาในเครือบริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) หรือ ลุมพินี วิสดอม​ เปิดเผยถึงแนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในปี 2565 ว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยทั้งอาคารชุดและบ้านพักอาศัยอย่างต่อเนื่อง โดยความเป็นไปได้จาก 3 สถานการณ์ที่ประเมิน คาดว่า มีความเป็นไปได้ที่การเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีอัตราการเติบโตได้ตามกรณีอัตราการเติบโตปกติ (Base Case) เนื่องจากผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องเปิดตัวโครงการใหม่โดยเฉพาะอาคารชุดพักอาศัย เพื่อชดเชยกับจำนวนสินค้าคงเหลือที่ลดลง และเพิ่มปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตให้กับองค์กร ในขณะที่ความต้องการซื้อในตลาดยังคงมีอยู่โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิต   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -คาดตลาดอสังหาฯ ปี 65 โต 15-20% ได้ผลบวกเศรษฐกิจ-เปิดประเทศ-คลายล็อก LTV -อัพเดท ตลาดอสังหาฯ ไทยครึ่งปีแรก เปิดใหม่ลด18%สต็อกกว่า2.2แสนยูนิต
เอพี ไทยแลนด์  กับ 4 ไฮไลท์ลุยตลาดบ้านเดี่ยวครึ่งปีหลัง  เปิดตัว โมเดน แบรนด์ใหม่เจาะราคา 3-5 ล้าน

เอพี ไทยแลนด์ กับ 4 ไฮไลท์ลุยตลาดบ้านเดี่ยวครึ่งปีหลัง เปิดตัว โมเดน แบรนด์ใหม่เจาะราคา 3-5 ล้าน

เอพี ลุยตลาดบ้านเดี่ยวครึ่งปีหลัง ขน 18 โครงการเปิดตัวใหม่ พร้อมเปิดแบรดน์ โมเดน บุกตลาดบ้านระดับราคา 3-5 ล้าน  เดินหน้าเจาะทำเลใหม่ทั้ง 3 โซนปริมณฑล และ 3 จังหวัดใหม่ มั่นใจสิ้นปีปิดยอดพรีเซล 38,000 ล้าน   ต้องยอมรับว่าปีนี้บ้านแนวราบยังคงมาแรงต่อเนื่อง  เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการมีพื้นที่การอยู่อาศัยมากขึ้น  ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เพื่อใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบ้าน โดยเฉพาะเรื่องการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา   เมื่อคนส่วนใหญ่ต้องการมีพื้นที่ทำกิจกรรมในแต่ละวันมากขึ้น บ้านแนวราบจึงเป็นทางเลือกในการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งตอบโจทย์คนในยุคปัจจุบันมากที่สุด ตลาดบ้านแนวราบท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว สำหรับผู้ประกอบการที่ถือว่ารุกตลาดบ้านแนวราบมากที่สุดแห่งปี คงหนีไม่พ้นบริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเปิดตัวโครงการมากที่สุดในวงการ และนับตั้งแต่เคยดำเนินธุรกิจมาเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยว ซึ่งวางแผนเปิดทั้งสิ้น 23 โครงการ รวมมูลค่า ​32,650 ล้านบาท   โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้เปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวไปแล้ว 5 โครงการ ในช่วงครึ่งปีหลังจะเปิดอีก 18 โครงการ ซึ่งครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เอพี ก็สามมรถสร้างผลงานได้อย่างดี ด้วยผลตอบรับจากยอดขายถึง 20,572 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันอของปีก่อนถึง 25.2% และคิดเป็นสัดส่วน 54% จากเป้าหมายยอดขายทั้งปีนี้ที่ตั้งเป้าว่าจะทำได้ 38,000 ล้านบาท   นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี ไทยแลนด์ฯ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ยอดขายแนวราบของเอพี ไม่ได้ลดลงไปแต่กลับเติบโตเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง เห็นได้จากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และมั่นใจว่าในปีนี้จะทำผลการดำเนินงานไม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ได้วางไว้ 4 ไฮไลท์แผนธุรกิจเอพี ครึ่งปีหลัง​ สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังของกลุ่มบ้านเดี่ยวเอพีนั้น มีแผนงาน แผนการตลาด และไฮไลท์สำคัญสรุปได้ดังนี้ 1.ขยายตลาดบ้านเซ็กเมนต์ 3-5 ล้าน ในช่วงครึ่งปีหลัง เอพี จะเปิดตัวบ้านเดี่ยวแบรนด์ใหม่ คือ โมเดน (MODEN) เป็นบ้านที่จับกลุ่มตลาดคนรุ่นใหม่ Gen Z ด้วยระดับราคา 3-5 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวด้วยกัน 3 โครงการ ใน 3 ทำเล ได้แก่ โมเดน พระราม 2 โมเดน บางนา-เทพารักษ์ และโมเดน ศรีนครินทร์  ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงเดือนธันวาคม เราไม่สามารถสร้างการเติบโตในเซ็กเมนต์เดิม ๆ ได้ ต้องขยายไปเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ ซึ่งปีนี้เป็นครั้งแรกที่จะลงไปเล่นในตลาดบ้านระดับ 3-5 ล้านบาท ถือเป็นความท้าทายในการทำตลาด ภายใต้ภาวะต้นทุนบ้านที่ใกล้เคียงกับกลุ่มบ้านแพง 2.ขยาย 3 ทำเลใหม่ นอกจากการขยายตลาดในกลุ่มเดิมและทำเลเดิมที่เอพี มีความแข็งแกร่งแล้ว ปีนี้เอพี จะขยายตลาดไปยังทำเลใหม่เพิ่มเติมเพื่อสร้างการเติบโตให้มากขึ้น โดยทำเลใหม่ในปีนี้ จะมีทั้งในส่วนของพื้นที่ปริมณฑล 3 โซนใหม่ ได้แก่ 1.ทำเลเทพารักษ์ 2.ทำเลบางบ่อ จ.สมุทรปราการ และ 3.พันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร   ส่วนตลาดจังหวัดในปีนี้จะขยายเพิ่มใน 3 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา จ.อุดรธานี และจ.อุบลราชธานี จาก 2-3 ปีก่อนหน้าที่บริษัทได้ขยายไปยัง 5 จังหวัดแล้ว ได้แก่ จ.เชียงราย จ.อยุธยา จ.ขอนแก่น จ.ระยอง และจ.นครศรีธรรมราช 3.เพิ่ม 17 แบบบ้านใหม่ กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้โครงการของ เอพี ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย และการตอบรับจากกลุ่มลูกค้า คือ 2  กลุยุทธ์นี้ ได้แก่ 1.การออกแบบบ้านให้ตรงความต้องการของลูกค้า โดยแนวคิดการพัฒนาจะเน้นพื้นที่และฟังก์ชั่นการใช้งานจริง ก่อนออกแบบรูปร่างหน้าตาของบ้าน หรือสไตล์ของบ้าน และ 2.การจัดแพ็คเกจราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละแบรนด์ และแต่ละโลเกชั่น   ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เอพี ยังคงใช้ 2 กลยุทธ์สำคัญดังกล่าวเช่นเคย แต่จะมุ่งเน้นการตอบโจทย์และความต้องการด้านการอยู่อาศัยของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น จึงได้คิดและวางแผนเปิดตัวบ้านดีไซน์ใหม่อีก 17 แบบ ซึ่งจะอยู่ในแบรนด์บ้านเดี่ยวต่าง ๆ ของเอพี ​ 4.เดินหน้ารักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ตั้งแต่ปี 2558-2564 ที่ผ่านมา ถือได้ว่า เอพี เป็นผู้นำตลาดในกลุ่มบ้านเดี่ยว เพราะมีจำนวนยอดขายบ้านเดี่ยวมากที่สุดในกลุ่มผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์  โดยมี​จำนวนบ้านที่ขายได้มากถึง 5,590 ยูนิต ทิ้งห่างผู้ประกอบการในอันดับที่ 2 ที่ขายได้จำนวน 4,421 ยูนิต และอันดับ 3 ขายได้จำนวน 3,967 ยูนิต   ในช่วงครึ่งปีหลัง เอพี ยังคงวางเป้าหมายรักษาความเป็นผู้นำตลาดเช่นเดิม จากแผนการเปิดตัวโครงการทั้งหมด และแผนการตลาดที่วางเอาไว้ในครึ่งปีหลังนี้ ในปีนี้เป็นปีที่ท้าทายมาก เอพี เปิดบ้านเดี่ยวมากที่สุดที่เคยทำตลา ที่ผ่านมาเปิดเฉลี่ยปีละ 10-15 โครงการเท่านั้น แต่ทุก ๆ การเปิดตัวเอพีได้รับการตอบรับที่ดี จึงมั่นใจว่าแผนในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอพี ไทยแลนด์ เดินแผนธุรกิจปี 65 ที่สุดตลาด เปิดตัว 65 โครงการ มูลค่า 78,000 ล้าน
มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.  เร่งสปีดขยายร้าน 2 วันต่อ 1 สาขา  วางเป้าสิ้นปีครบ 550 แห่งทั่วไทย

มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. เร่งสปีดขยายร้าน 2 วันต่อ 1 สาขา วางเป้าสิ้นปีครบ 550 แห่งทั่วไทย

มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. เดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง เร่งสปีดขยายร้าน 2 วันต่อ 1 สาขา วางเป้าสิ้นปีครบ 550 แห่งทั่วไทย ล่าสุดฉลองสาขา 500 ที่โลตัส บางกะปิ   มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. (Mr.D.I.Y.) ร้านค้าปลีกสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน สัญชาติมาเลเซีย ได้เข้ามาปักหมุดในตลาดไทยสาขาแรกที่ศูนย์การค้าซีคอน บางแค​ ในปี 2559 หลังจากนั้นก็ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 ปี ก็สามารถขยายสาขาได้ครบ 500 สาขา ซึ่งได้ฉลองการเปิดสาขาที่ 500 ในโลตัส บางกะปิ ไปเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา   โดยมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ไม่ได้จะหยุดการขยายสาขาไว้เพียงเท่านี้ แต่ยังคงวางเป้าหมายการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะสิ้นปี 2565 วางแผนไว้ว่าจะขยายสาขาให้ครบ 550 สาขา ขณะที่แผน 3-5 ปีข้างหน้ายังคงขยายสาขาในเชิงรุก ด้วยอัตราการขยายเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดประเทศไทยถือว่ามีการขยายสาขามากที่สุดในกลุ่มประเทศที่บริษัทแม่ได้เข้าไปลงทุนขยาย ซึ่งปัจจุบันมีทำตลาดอยู่ 10 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย บรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา อินเดีย ตุรเคีย และสเปน โดยประเทศไทยมีสาขาคิดเป็นสัดส่วน 25% จากจำนวนทั้งหมด 2,000 สาขาทั่วโลก ​ ประเทศไทย ถือเป็นตลาดสำคัญ เพราะลูกค้าไทยมากกว่าในมาเลเซียถึง 2 เท่าตัว และตลาดรีเทลมีการเติบโต ซึ่งการขยายสาขาในไทยมีอัตราการเติบโตถึง 40% เฉลี่ย 1 สาขาใช้ระยะเวลาประมาณ 2 วัน ซึ่งบริษัทมีทีมงานในการซัพพอทจึงขยายร้านได้เร็ว 2 ปัจจัยขยายร้านได้เร็ว สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ได้อย่างรวดเร็วมาจาก 2 เหตุผลสำคัญ 1.การมีเงินทุนที่มีมั่นคง มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ประเทศไทย มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่นำเสนอขายหุ้น IPO ใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี(จดทะเบียนปี 2563) ซึ่งการขยายสาขาทั้งหมดในไทยเป็นการลงทุนโดยมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.เองทั้งหมด ไม่มีการขายแฟรนไชส์ จึงถือว่ามิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมลงทุนขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง   นอกจากนี้ จากการที่มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ขายสินค้าราคาถูก เริ่มต้นราคาหลักบาท ไปจนถึงหลักพันบาท จึงทำให้ราคาเข้าถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ของไทย ทำให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ในบริษัท  สามารถนำเงินมาลงทุนขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว 2.มีทีมงานในการขยายธุรกิจ-จับมือโลตัส แม้ว่ามิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. จะไม่เปิดเผยตัวเลขของทีมงานในการขยายสาขา แต่จากจำนวนสาขาที่สามารถขยายได้อย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ก็ยืนยันได้ว่าทีมงานของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.คือ หัวใจสำคัญที่ทำให้เปิดสาขาได้อย่ารวดเร็ว   นอกจากนี้ การมีพันธมิตรทางธุรกิจสำคัญ อย่างโลตัส ก็ช่วยส่งเสริมให้สามารถขยายสาขาไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะโลตัสพร้อมจะนำเสนอพื้นที่ให้กับมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. ปัจจุบันมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.มีสาขาในโลตัสแล้ว 86 สาขา และภายในสิ้นปีนี้จะขยายสาขาเพิ่มเป็น 90 สาขา 3 คีย์ซัคเซสสู่ 500 สาขา การที่ มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. สามารถขยายสาขาจนได้ครบ 500 สาขาได้ ถือเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จได้ระดับหนึ่ง แม้ว่าผู้บริหารจะไม่เปิดตัวเลขผลประกอบการด้านรายได้หรือกำไรก็ตาม ซึ่งปัจจัยความสำเร็จ หรือ Key Success สำคัญของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. คงมาจาก 3 เรื่องหลักเหล่านี้ คือ 1.ราคาเข้าถึงได้ง่าย สินค้าของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.เป็นระดับราคาที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มต้นหลักบาทไปจนถึงหลักพันบาท เพราะใช้หลักการ Economy of Scale ด้วยปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก ทำให้มีอำนาจการต่อรองและบริหารจัดการต้นทุนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือมีปัจจัยลบต่าง ๆ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อยอดขายของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.เพราะคนที่จำเป็นต้องใช้สินค้า จะหันมาเลือกซื้อสินค้าของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ที่มีราคาถูกกว่าที่อื่น ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าจะมีอัตราการซื้อเฉลี่ย 220-250 บาทต่อใบเสร็จ หรือประมาณ 4-5 รายการ 2.สินค้ามีความหลากหลาย 18,000 รายการ มีสินค้าหลากหลายกว่า 18,000 รายการ ครอบคลุม 10 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประดับยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา ของเล่น ของขวัญ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เครื่อ่งประดับ เครื่องสำอาง 3.ทำเลหลากหลายและจำนวนมาก เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.จึงเน้นที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด ปัจจุบันครอบคลุม 70 จังหวัด ใน 3 รูปแบบ คือ รูปแบบสแตนด์อโลน รูปแบบในศูนย์การค้า และรูปแบบเอ็กซ์เพรส ที่จะเน้นเปิดในแหล่งชุมชนสำคัญขนาดเล็ก ด้วยการนำสินค้าขายดีไปขาย ทั้ง 3 ปัจจัยดังกล่าว จึงถือเป็นคีย์ความสำเร็จของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. ในการทำตลาดประเทศไทย ที่เชื่อว่าในอนาคตจะขยายสาขาไปถึง 1,000 สาขาได้ไม่ยากนัก
[PR News] แลนดี้ โฮม ทุ่มงบกว่า 30 ล้าน เปิด “Landy Home Flagship Lifestyle Center”

[PR News] แลนดี้ โฮม ทุ่มงบกว่า 30 ล้าน เปิด “Landy Home Flagship Lifestyle Center”

แลนดี้ โฮม ทุ่มงบกว่า 30 ล้าน  พลิกโฉมสาขาลาดพร้าว สู่  “Landy Home Flagship Lifestyle Center” ศูนย์รับสร้างบ้านครบวงจรแห่งอนาคต วางเป้าขึ้นแท่นแบรนด์พรีเมี่ยม เตรียมกลยุทธ์ 4E สร้างประสบการณ์ พร้อมเร่งขยายฐานลูกค้าครึ่งปีหลัง   นางสาวพรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท พลิกโฉมสาขาลาดพร้าวซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ ให้เป็น Landy Home Flagship Lifestyle Center ศูนย์รับสร้างบ้านครบวงจรแห่งอนาคต  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค  ทุกไลฟ์สไตล์ของทุกเจนเนอเรชั่นในครอบครัวที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน  ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน ครอบครัว คู่แต่งงานใหม่  รวมไปถึงวัยเกษียณ เพราะทุกวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยไม่ได้คาดหวังแค่สินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังคาดหวังว่าจะต้องได้รับประสบการณ์ที่ดีจากแบรนด์นั้น ๆ ด้วย จากนโยบายการดำเนินธุรกิจที่บริษัทยึดถือว่า “ให้แลนดี้โฮม คิดแทนคุณ”  จึงมีการพัฒนารูปแบบบ้านที่หลากหลาย​ และทุกระดับราคา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ล้านบาทไปจนถึงบ้านหรูที่มีราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้ครอบคลุมและตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าแบบ 360 องศา โดยยังคงยึดถือในเรื่องของการใช้วัสดุดีมีคุณภาพ ไม่ลดสเปค และไม่ลดปริมาณ แม้ว่าในช่วงนี้ที่ราคาของวัสดุต่าง ๆ จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม ​ลูกค้าจึงมั่นใจได้เมื่อสร้างบ้านกับแลนดี้ โฮม ว่าจะได้บ้านที่มีคุณภาพปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด   นางสาวพรรัตน์ กล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่นำร่องปรับโฉมสาขาสำนักงานใหญ่เป็นแห่งแรก ​ เนื่องจากเป็นสาขาที่ทำยอดขายได้สูงสุดถึงปีละ 450 ล้านบาท ซึ่งคาดว่ายอดขายสาขานี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น  ภายหลังจากการปรับโฉมครั้งนี้อย่างแน่นอน  ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายรวม 1,350 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากเทรนดี้ โฮม 22% จากแลนดี้ โฮม 44% และจากแลนดี้ แกรนด์ 34% ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทคาดว่าจะสร้างยอดขายได้ถึง 2,750 ล้านบาทตามเป้าหมายที่ตั้งไว้   สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดบริษัทใช้แนวคิดการทำตลาดแบบ 4E ได้แก่  1.Experience นำเสนอภาพลักษณ์ และความรู้สึกดี ๆ เกี่ยวกับ แลนดี้ โฮม เพื่อมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า ทั้งสะดวกสบายกว่า และสร้างความสุขความพึงพอใจได้มากกว่า 2.Exchange การให้ความสำคัญกับการสร้างความพึงพอใจระหว่างลูกค้าและแลนดี้ โฮม  เพราะปัจจุบันลูกค้าไม่เน้นซื้อของที่ราคาถูกเป็นหลัก แต่มองถึง “ความคุ้มค่า” 3.Everywhere  แลนดี้ โฮมต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด จึงสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแลนดี้ โฮมได้ทุกที่ทุกเวลา ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับการสร้างแฟล็กชิพสโตร์เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นและได้สัมผัสด้วยตนเอง เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมที่ดีที่สุดให้เกิดขึ้นกับลูกค้า 4.Evangelism สร้างประสบการณ์ที่ดีของ แลนดี้ โฮม ให้เกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง Brand royalty ให้เกิดขึ้นในใจลูกค้า เพื่อสร้างการซื้อซ้ำและบอกต่อคนใกล้ชิด สำหรับ Landy Home Flagship Lifestyle Center  พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด MODERN LUXURY DESIGN ในโทนสีดำ เทา ขาว ที่เปิดกว้างต้อนรับทุกคนให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์การสร้างบ้านในแบบ แลนดี้ โฮม ที่รวมแบบบ้านมากที่สุดกว่า 300 แบบ บนพื้นที่​ 520 ตารางเมตร แบ่งเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่ 1.โซนบ้านเทรนดี้โฮม มีแบบบ้านราคา 2-8 ล้านบาท 2.โซนบ้านแลนดี้โฮม มีแบบบ้านราคา 8-20 ล้านบาท 3.โซนบ้านแลนดี้แกรนด์ มีแบบบ้าน ราคา 20 -60 ล้านบาท 4.โซน CAP+ นวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย CAP+ หรือนวัตกรรมการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าในบ้าน 5.โซนวัสดุ ที่จะมีวัสดุหลากหลาย รวมทั้งวัสดุนำเข้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แลนดี้โฮม เจาะตลาดลูกค้าไฮเอนด์ ดันยอดขาย 8 เดือนทะลุ 1,600 ล้าน
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เปิด 5 ทำเลที่อยู่อาศัย คนสนใจซื้อ-เช่า มากสุด รอบครึ่งปีแรก 65

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เปิด 5 ทำเลที่อยู่อาศัย คนสนใจซื้อ-เช่า มากสุด รอบครึ่งปีแรก 65

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจครึ่งปีแรก พบผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่ พร้อมเปลี่ยนเป็นการเช่าแทน มีแค่ 16% พร้อมซื้ออสังหาฯ ภายใน 1 ปี ขณะที่ผลสำรวจกรุงเทพฯ ยังเป็นจังหวัดถูกค้นหาอสังหาฯ มากสุด ส่วนทำเลฮอต ยังเป็นแนวรถไฟฟ้า MRT พระราม 9 และสวนหลวง  คนกรุงเลือกซื้อ ส่วนเขตบางนา ตลาดเช่ามาแรง   แม้ว่าปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว และมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อ ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงกำลังซื้อในภาพรวม แต่ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยก็ยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะลดลงจากช่วงก่อนหน้า เพราะผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ และได้เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบเช่าอาศัยอยู่แทน   โดยข้อมูลจาก ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ รายงานว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 มีผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เพื่อดูประกาศขายอสังหาฯ ลดลง 14% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 6 เดือนก่อนหน้า เพราะผลกระทบจากปัจจัยลบต่าง ๆ ดังกล่าว ขณะที่ความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยมีเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากในบางทำเลมีความต้องการเช่าที่เติบโตอย่างน่าสนใจ   นอกจากนี้  จากการสำควรความเห็นของผู้บริโภคต่อตลาดที่อยู่อาศัย (DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study)  ล่าสุด ยังพบว่า มีผู้บริโภคเพียง 16% เท่านั้น ที่พร้อมจะซื้อบ้านภายใน 1 ปีข้างหน้า  โดยพฤติกรรมการค้นหาที่อยู่อาศัยผ่านช่องทางออนไลน์ของคนหาบ้านยุคปัจจุบัน สัดส่วน 50% จะพิมพ์คำค้นหาตามสิ่งที่ตัวเองต้องการหรือสนใจ (Free Text) ขณะที่อีกกลุ่มจะใช้คำค้นหา (Keyword) เกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของอสังหาฯ แบบเฉพาะเจาะจง เช่น ค้นหาด้วยจังหวัด, เขต/อำเภอ, แขวง/ตำบล คิดเป็นสัดส่วน 40% ของการค้นหาทั้งหมด   โดยพบว่า  “สถานีรถไฟฟ้า” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคำค้นหายอดนิยมและมาแรงในยุคนี้ ซึ่งมีสัดส่วน 10% ของการค้นหาทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าทำเลแนวรถไฟฟ้ายังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการค้นหาที่อยู่อาศัยของคนหาบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหารถติด จึงเลือกทำเลที่อยู่อาศัยที่สะดวกในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแทน กรุงเทพฯ ยืนหนึ่งถูกค้นหาอสังหาฯ มากสุด  กรุงเทพมหานคร ยังคงได้รับความนิยมสูงสุด ในการค้นหาอสังหาฯ มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2-10 มีดังนี้ ​  2.เชียงใหม่ 3.นนทบุรี 4.ชลบุรี 5.สมุทรปราการ 6.ปทุมธานี 7.ภูเก็ต 8.ประจวบคีรีขันธ์  9.เมืองพัทยา และ 10.นครราชสีมา   โดยจะเห็นได้ว่า การค้นหาที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะอยู่ในจังหวัดปริมณฑล ที่ได้รับอานิสงส์ความเจริญจากเมืองหลวง รวมทั้งหัวเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นผลจากเทรนด์ Workcation ได้รับความนิยมในช่วงที่มีการแพร่ระบาดฯ รูปแบบการทำงานที่ได้ท่องเที่ยวและพักผ่อนในเวลาเดียวกัน กลายเป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดให้ผู้บริโภคมองหาบ้านพักตากอากาศในหัวเมืองท่องเที่ยวมากขึ้น MRT พระราม 9  ทำเลยอดนิยมอันดับ 1 แนวรถไฟฟ้า ทำเลแนวรถไฟฟ้าเป็นอีกตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเมื่อค้นหาที่อยู่อาศัย โดยจากผลสำรวจของดีดี พร็อพเพอร์ตี้  ผู้บริโภคมากกว่าครึ่ง (51%) มองว่าโครงการที่อยู่อาศัยที่เดินทางสะดวก ด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เป็นปัจจัยภายนอกที่มีความสำคัญอันดับต้น ๆ โดยทำเลแนวรถไฟฟ้าที่มีการค้นหามากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก 2565 ส่วนใหญ่อยู่ในทำเลที่เป็นแหล่งงาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตวิถีคนเมือง   โดย 10 สถานีรถไฟฟ้าที่เป็นทำเลยอดนิยมในกลุ่มคนค้นหาอสังหาฯ ช่วงครึ่งปีแรก 2565 อันดับ 1 ได้แก่ MRT พระราม 9 อีกหนึ่งทำเลศักยภาพของกรุงเทพฯ ตามมาด้วยอันดับ 2 BTS อ่อนนุช อันดับ 3 BTS อารีย์ อันดับ 4 BTS อโศก อันดับ 5 BTS พร้อมพงษ์ อันดับ 6 BTS เอกมัย อันดับ 7 MRT ห้วยขวาง​ อันดับ 8 BTS อุดมสุข  อันดับ 9 BTS ทองหล่อ และอันดับ 10 BTS สะพานควาย “สวนหลวง” ครองใจคนซื้อชาวกรุง “บางนา” มาแรงในตลาดเช่า ด้านตลาดอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ มีความเคลื่อนไหวน่าจับตามองและมีโครงการใหม่เปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เห็นได้ชัดจากจำนวนการเข้าชมประกาศอสังหาฯ สำหรับขายบนเว็บไซต์ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ พบว่า  “สวนหลวง” กลายเป็นทำเลในกรุงเทพฯ ที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับบนที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง   ขณะที่จำนวนการเข้าชมประกาศอสังหาฯ ให้เช่าบนเว็บไซต์ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ​ พบว่า “บางนา” เป็นทำเลที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก ด้วยปัจจัยบวกที่สนับสนุนการเติบโตจากโครงการรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อเมืองระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการ ใกล้แหล่งงาน ประกอบกับการพัฒนาโครงการเมกะโปรเจค (Mega Project) และโครงการที่อยู่อาศัยอีกหลายโครงการ 5 ทำเลในกรุงเทพฯ ที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ได้แก่  อันดับ 1 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง อันดับ 2 แขวงบางจาก เขตพระโขนง อันดับ 3 แขวงบางนา เขตบางนา อันดับ 4 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว อันดับ 5 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา 5 ทำเลในกรุงเทพฯ ที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ได้แก่  อันดับ 1 แขวงบางนา เขตบางนา อันดับ 2 แขวงบางจาก เขตพระโขนง อันดับ 3 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา อันดับ 4 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง อันดับ 5 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย ราคาขาย-เช่าอสังหาฯ เมืองกรุงยังไม่ฟื้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาราคาขายที่อยู่อาศัยโดยรวมทุกประเภทอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกนี้ยังไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยพบว่ามีราคากลางเฉลี่ยอยู่ที่ 106,000 บาท/ตารางเมตร ลดลง 5% จากปีก่อนหน้า และลดลงถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่มีการแพร่ระบาดฯ (ไตรมาส 4 ปี 2562) ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีและเหมาะสมสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยและมีความพร้อมทางการเงิน ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นราคาขายอสังหาฯ และดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังนี้   ขณะที่อัตราค่าเช่าที่อยู่อาศัยโดยรวมทุกประเภทอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ มีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 485 บาท/ตารางเมตร/เดือน ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า และลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่มีการแพร่ระบาดฯ อย่างไรก็ดี แม้คอนโดมิเนียมจะเป็นอสังหาฯ ประเภทเดียวที่ค่าเช่าลดลง 3% จากปีก่อนหน้า แต่ก็ยังมีความต้องการเช่าอยู่ไม่น้อยและมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนอย่างคนวัยทำงานและนักศึกษา ทำให้มีอัตราค่าเช่าคอนโดฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาท/ตารางเมตร/เดือน ขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบยังได้รับความนิยมต่อเนื่องในตลาดเช่าและมีทิศทางเติบโต บ้านเดี่ยวมีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 320 บาท/ตารางเมตร/เดือน โตถึง 28% จากปีก่อนหน้า ส่วนทาวน์เฮ้าส์มีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 210 บาท/ตารางเมตร/เดือน โต 7% จากปีก่อนหน้า “สมุทรปราการ” คว้าอันดับ 1 ตลาดซื้อ-เช่าอสังหาฯ ปริมณฑล เทรนด์ Work from Home ในช่วงการแพร่ระบาดฯ ส่งผลให้ผู้บริโภคมองหาที่อยู่อาศัยในทำเลรอบนอกของกรุงเทพฯ มากขึ้น ทำให้ที่อยู่อาศัยย่านชานเมืองและปริมณฑลกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในด้านราคาที่ย่อมเยากว่า จากจำนวนการเข้าชมประกาศอสังหาฯ สำหรับขายในเขตปริมณฑลบนเว็บไซต์ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ​ พบว่า สมุทรปราการเป็นจังหวัดปริมณฑลที่ได้รับความสนใจซื้อและเช่าอสังหาฯ มากที่สุดในครึ่งแรกของปี 2565 โดยได้รับปัจจัยบวกมาจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่ช่วยให้การเดินทางมาทำงานหรือเรียนในย่านใจกลางเมืองสะดวกสบายมากขึ้น 5 ทำเลในเขตปริมณฑลที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ได้แก่  อันดับ 1 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ อันดับ 2 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อันดับ 3 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ อันดับ 4 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ อันดับ 5 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 5 ทำเลในเขตปริมณฑล ที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ได้แก่  อันดับ 1 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ อันดับ 2 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อันดับ 3 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ อันดับ 4 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อันดับ 5 ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อ่ายบทความที่เกี่ยวข้อง -ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ คาดตลาดอสังหาฯ ปี 65 มีแววฟื้น ลุ้นมาตรการรัฐ-การคุมโควิดหนุน  
[PR News] “สุรเชษฐ” ลุยธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาฯ เปิด  พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ

[PR News] “สุรเชษฐ” ลุยธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาฯ เปิด พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ

“สุรเชษฐ กองชีพ” หอบประสบการณ์การทำงานวิจัยตลาดอสังหาฯ กว่า 20 ปี เปิด “พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ” ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาฯ แบบ ครบวงจร เพียง 4 เดือนคว้าลูกค้าเข้าพอร์ตแล้ว 3 ราย และจ่อลงนามในสัญญา 2 ราย   นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ จำกัด หรือ Property DNA เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งบริษัทตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อให้บริการด้านที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร  โดยช่วง 4 เดือนที่เปิดให้บริการ สามารถ​ได้รับความไว้วางใจ จากบริษัทผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ  ให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์  การให้คำปรึกษาในการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงการเป็นตัวแทนในการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์แล้ว 2 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการในรายละเอียด 1 ราย และจะทำการลงนามในสัญญาในเร็วๆ นี้เพิ่มอีก 2 ราย   โดยกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจเข้ามาใช้บริการกับทางบริษัท แบ่งได้ 3 กลุ่มคือ 1.บริษัทอสังหาฯที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2. บริษัทอสังหาฯ ขนาดกลาง และ 3.กลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ยังไม่ประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการที่ปรึกษาที่มีความเข้าใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และเข้าใจในข้อจำกัดของพวกเขา เราเป็นบริษัทที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในวงการก็จริง แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานด้านวิจัยตลาดอสังหาฯมากว่า 20 ปี และยังมีทีมงานที่มีประสบการณ์ หลากหลายความเชี่ยวชาญจึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเข้ามาใช้บริการ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ  จึงเป็นบริษัทที่ให้บริการทั้งการทำรายงานวิจัยตลาดอสังหาฯ ทุกประเภท การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯ การให้คำปรึกษาในการลงทุนโครงการอสังหาฯ ​ รวมไปถึงการเป็นตัวแทนในการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ เจ้าของที่ดิน หรือผู้ประกอบการรายใดมีความประสงค์ที่คิดหาวิธีสร้างรายได้จากที่ดินที่มีอยู่ในมือ แต่ติดขัดที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ หรือขาดที่ปรึกษาในการขายสามารถติดต่อมาได้ที่ บริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังมีการทำรายงานวิจัย และการให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตลาดอสังหาฯ  รวมไปถึงเผยแพร่บทวิจัยและบทวิเคราะห์ต่าง ๆ ออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องด้วย   โดยที่ผ่านมาบริษัทมีงานบริการที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า เช่น การทำรายงานวิจัยตลาดอสังหาฯ เป็นรายพื้นที่สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย หรือโครงการพาณิชยกรรมรูปแบบอื่นๆ ตลอดจนโครงการมิกซ์- ยูสขนาดใหญ่บนที่ดินแปลงใหญ่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นต้น โดยทีมงานที่ประสบการณ์และหลากหลายความเชี่ยวชาญ รวมไปถึงการเป็นตัวกลางในการหาผู้ซื้อ-ผู้ขายโครงการอสังหาฯ ขนาดใหญ่ เช่น โรงแรม รีสอร์ตทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีการหาผู้ร่วมทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ​ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยเครือข่ายพันธมิตรและสายสัมพันธ์ที่มีอยู่ในหลายประเทศ   นายสุรเชษฐ์ ยังกล่าวให้ความเห็นถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯ ​ในปัจจุบันว่า ยังอยู่ในช่วงปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งโดยรวมแล้วน่าจะดีขึ้นกว่าช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าธุรกิจอสังหาฯ ยังได้รับแรงกดดันทั้งจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และราคาประเมินราชการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงราคาที่ดินที่สูงขึ้นตามความขาดแคลนของที่ดินในหลายๆ ทำเล ทำให้เจ้าของที่ดิน หรือผู้ประกอบการหลายรายเริ่มคิดหาวิธีสร้างรายได้จากที่ดินที่ถืออยู่ในมือ   สำหรับกำลังซื้อของผู้บริโภค จะมีผู้บริโภคบางกลุ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบที่มากระทบกับรายได้ ทำให้ชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยออกไป แต่ขณะเดียวกันก็จะมีผู้บริโภคบางกลุ่มหรือบางเซกเม้นต์ที่มีกำลังซื้อสูงอยู่ ส่วนกำลังซื้อของชาวต่างชาติจะยังคงไม่กลับมาในระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด-19 ในปีนี้หรือปีหน้า ต้องรอให้การเดินทางระหว่างประเทศสะดวกมากขึ้น เพราะการซื้อหรือการโอนกรรมสิทธิ์นั้นสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว หรือจำนวนของชาวต่างชาติที่พักอาศัยหรือทำงานในประเทศไทย การที่มีชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในประเทศไทยช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เกิดขึ้น เพราะมีการซื้อขายไปก่อนหน้านี้แล้ว   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ คาดตลาดอสังหาฯ ปี 65 มีแววฟื้น ลุ้นมาตรการรัฐ-การคุมโควิดหนุน -ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้
ดีเวลลอปเปอร์ เชื่อมั่นธุรกิจอสังหาฯ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นQ2ขยับสูง  มองภาพบวกประเทศคลายล็อกแม้โควิด-19 ยังระบาด

ดีเวลลอปเปอร์ เชื่อมั่นธุรกิจอสังหาฯ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นQ2ขยับสูง มองภาพบวกประเทศคลายล็อกแม้โควิด-19 ยังระบาด

ดัชนีความเชื่อมั่น ดีเวลลอปเปอร์อสังหาฯ มั่นใจภาพรวมธุรกิจฟื้นตัวดีขึ้น แม้ยังต้องเผชิญโควิด-19 ระบาด หลังประเทศคลายล็อก เปิดรับต่างชาติเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว แต่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาพรวมยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เหตุความกังวลปัญหาต้นทุน-ค่าพลังงาน-เงินเฟ้อ  ยังพุ่งสูง แต่ภาพรวมอีก 6 เดือนหน้า ผู้ประกอบการยังหวังภาพรวมธุรกิจดีขึ้น   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ REIC เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ในภาพรวมของไตรมาส 2 ปี 2565 มีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มมีความเชื่อมั่นต่อธุรกิจอสังหาฯ ดีขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-19  โดยพบว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2 มีค่าดัชนีเท่ากับ 49.8 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 47.1 และมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวของปีก่อน (YoY) มีค่าดัชนีเท่ากับ 46.4 สาเหตุที่ทำให้​ค่าดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น  คาดว่าจะมาจากมาตรการคลายล็อกโควิด-19 ที่มีการยกเลิก Test & Go ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 มีการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ต้องกักตัวทุกรูปแบบ และไม่ต้องลงทะเบียน Thailand Pass ทำให้ผู้ประกอบการมีทิศทางความเชื่อมั่นทางบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์   แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่าดัชนีจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 เป็นเพราะยังมีปัจจัยลบที่สร้างความกังวลกับ จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาของเหล็ก รวมถึงภาวะเงินเฟ้อ และการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการยังมีความกังวลในการดำเนินธุรกิจในไตรมาสปัจจุบันอยู่ ดังจะเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในหมวดต้นทุนการประกอบการที่ปรับลดลงอย่างชัดเจน ดัชนีความเชื่อมั่น บิ๊กอสังหาฯ สูงกว่าค่าเฉลี่ย เมื่อจำแนกความเชื่อมั่นตามกลุ่มผู้ประกอบการฯ พบว่า ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Listed Companies) ในไตรมาส 2 ปี 2565 มีค่าดัชนีเท่ากับ 54.9 สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนี 51.1 และสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies มีความเชื่อมั่นต่อธุรกิจในภาวะปัจจุบันเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวของปีก่อน   ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มบริษัทจดทะเบียนนอกตลาดหลักทรัพย์ (Non-listed Companies) ในไตรมาส 2 ปี 2565 มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับ 42.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 41.1 แต่ยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการรายย่อยกลุ่ม Non-listed Companies มีความกังวลต่อปัจจัยลบดังกล่าวมากกว่ากลุ่ม Listed Companies แต่ถ้าหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวของปีก่อนผู้ประกอบการรายย่อยยังมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ในภาวะที่ยังคงเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-19 (ดูตารางที่ 1 และแผนภูมิที่ 1) ตารางที่ 1 ดัชนีความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   แผนภูมิที่ 1 ดัชนีความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มอง 6 เดือนหน้าตลาดปรับตัวดีขึ้น สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในภาพรวมอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 56.6 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 56.5 และค่าดัชนีสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0  สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ธุรกิจอสังหาฯ เพิ่มขึ้น   เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการฯ ตามประเภทบริษัท พบว่า กลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 61.6 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 60.5 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเปิดโครงการใหม่ และ/หรือ เฟสใหม่ และการจ้างงานที่มากกว่าไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ   ขณะที่ผู้ประกอบการฯ กลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 49.1 ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.5 และต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 โดยผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นลดลง โดยเฉพาะในด้านยอดขายที่มีความเชื่อมั่นลดลงมาก แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการในกลุ่ม Non-listed Companies มีความกังวลต่อปัจจัยลบดังกล่าวมากกว่ากลุ่ม Listed Companies อย่างเห็นได้ชัด (ดูตารางที่ 2 และ แผนภูมิที่ 2)   ตารางที่ 2 ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   แผนภูมิที่ 2 ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้  
ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด  เดินหน้าต่อเวลา Elite Flexible One ต่ออีก 2 ปี  จับมือดีเวลลอปเปอร์ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ดึงเม็ดเงิน 100 ล้าน

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินหน้าต่อเวลา Elite Flexible One ต่ออีก 2 ปี จับมือดีเวลลอปเปอร์ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ดึงเม็ดเงิน 100 ล้าน

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินหน้าขยายระยะเวลาโครงการ Elite Flexible One ต่ออีก 2 ปี ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19  ต่างชาติเดินทางไม่ได้  พร้อมดึงดีเวลลอปเปอร์อีก 10 รายใหม่ ขนโปรเจ็กต์คอนโดเข้าร่วมขาย ​สิ้นปีคาดทะลุ  100 โปรเจ็กต์ ช่วยกระตุ้นธุรกิจ-เศรษฐกิจ ดึงนำเม็ดเงินเข้าประเทศสูงถึง 100 ล้านบาท     หลังจาก “ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด” เปิดตัวโครงการ Elite Flexible One ออกมา  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวต่างชาติ ที่ซื้อคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ มูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป  โดยสามารถซื้อได้ทั้งในรูปแบบ 1 ยูนิต ราคา 10 ล้านบาท หรือหลายยูนิตราคารวมกัน 10 ล้านบาท  จากดีเวลลอปเปอร์รายเดียวกัน ​ จะได้รับสิทธิการเป็นสมาชิกบัตรไทยแลนด์ อีลิท ตามประเทศบัตรที่บริษัทกำหนด ซึ่งกำหนดระยะเวลาการสิ้นสุดของโครงการ คือ ภายในสิ้นปี 2565 นี้   แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาซื้อคอนโดหรือทำการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดที่ซื้อไว้ได้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการ Elite Flexible One ต่อไปอีก 2 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดโครงการภายในสิ้นปี 2565 เป็นให้สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 นางสาวรัชดาวรรณ เลิศศิลาทอง รักษาการแทนผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ผู้ดำเนินโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ “ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด”  เปิดเผยว่า  โครงการ Elite Flexible One นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ คือ วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงปัจจุบัน มีชาวต่างชาติการซื้อคอนโดมิเนียมไปแล้วเพียง 4 ราย เป็นชาวจีนสัญชาติกัมพูชา โดยมียอดซื้อประมาณ 100 ล้านบาท จากเดิมที่บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 100 ยูนิต และมีมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท ช่วงโควิดที่ผ่านมาส่งผลให้ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาได้ โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งเป็นลูกค้าหลักซื้ออสังหาฯ ของไทย ปัจจุบันรัฐบาลจีนจะให้เฉพาะผู้ที่มีวีซ่าของต่างประเทศที่ยังไม่หมดอายุเดินทางออกนอกประเทศได้เท่านั้น การขยายระยะเวลาโปรแกรมพิเศษ “Elite Flexible One”  ครั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคอสังหาฯ  ของประเทศ โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย และประเทศไทยทำการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการพิเศษนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการเดินทางเข้าประเทศมากขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วย   สำหรับความร่วมมือพิเศษโครงการ Elite Flexible One ระหว่าง ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด กับ กลุ่มผู้ประกอบการด้านอสังหาฯ ต่าง ๆ  ที่ผ่านมานั้นถือเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือ สนับสนุนธุรกิจภาคอสังหาฯ ​และเศรษฐกิจของประเทศในการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศช่วงสถานการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมา  ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มผู้ประกอบการด้านอสังหาฯ เข้าร่วมโครงการ Elite Flexible One แล้วกว่า 22 ราย รวม 78 โครงการ  และอยู่ระหว่างการพูดคุยเพิ่มอีกกว่า 10 ราย จึงทำให้คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ น่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอีก 10 ราย และมีโครงการคอนโดเข้าร่วมโครงการรวมกว่า 100 โครงการด้วย คุณสมบัติและเงื่อนไข “Elite Flexible One” สำหรับคุณสมบัติและเงื่อนไขของบัตรสมาชิกประเภท “Elite Flexible One” นั้น มีรายละเอียดดังนี้ 1.ผู้สมัครต้องซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมซึ่งมีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท และจะได้เป็นสมาชิกบัตรไทยแลนด์ อีลิท ตามประเภทบัตรที่บริษัทฯ กำหนด   2.ผู้สมัครที่ยื่นความประสงค์ขอเข้าร่วมโปรแกรม Elite Flexible One จะต้องแสดงหลักฐานยืนยันกรรมสิทธิ์การถือครองอสังหาริมทรัพย์ในนามของผู้สมัคร ที่มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท  และห้ามจำนอง จำหน่าย โอน ภายในระยะเวลา 5 ปี   3.อนุญาตให้ผู้สมัครที่มีสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์แบบสัญญาเช่าระยะยาวหรือ (Leasehold) สามารถสมัครบัตรสมาชิกในโครงการ Elite Flexible Oneได้ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯกำหนด   4.โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกซื้อกิจการ (Take Over) ทั้งโครงการโดยนักลงทุนหรือบริษัทที่เป็นทั้งของไทยและต่างชาติ สามารถเข้าร่วมโครงการ Elite Flexible One ได้ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯกำหนด   5.อนุญาตให้ผู้สมัครที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 สามารถสมัครบัตรสมาชิกในโครงการ Elite Flexible One ได้ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด   นอกจากนี้ ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด  ยังมีการดำเนินงานภายใต้โครงการ Flexible Plus Program ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่19 ตุลาคม 2564 เห็นชอบในหลักการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย ด้วยการดึงชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนหรือซื้ออสังหาฯ ในประเทศไทย  หลังจากภาวะเศรษฐกิจ​ไทยได้รับผลกระทบ  จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ซึ่งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2565 ได้การออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   โดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งได้รับบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงาน   โดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้กับชาวต่างชาติ ที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จะต้องมีเป็น​สมาชิก Thailand Privilege Card หรือบัตร Thailand Elite  ที่มีอายุบัตรตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ส่วนสมาชิกเดิมหากต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการ  จะต้องมีอายุสมาชิกบัตรคงเหลือไม่ต่ำกว่า 5 ปี  และต้องเป็นบัตรสมาชิกมูลค่าตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปด้วย 3 รูปแบบลงทุน Flexible Plus Program ส่วนรูปแบบการลงทุนในประเทศไทย จะต้องดำเนินการ 1 ใน 3 รูปแบบนี้ ​ ภายใต้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 1.การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตามสิทธิที่ชาวต่างชาติพึงได้รับ   2.การลงทุนในบริษัทจำกัดและบริษัทจำกัดมหาชน   3.การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (หรือหน่วยงานลงทุนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) นางสาวรัชดาวรรณ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีชาวต่างชาติ 2 รายที่สนใจโครงการ และมีการลงทุนในโครงการดังกล่าวแล้ว โดยรายแรกเป็นการลงทุนด้านซื้อเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้า ส่วนอีกรายอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการด้านการเงิน ซึ่งมีความสนใจที่จะเข้าลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติกว่า 50 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน สนใจสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจ   ด้านแผนการทำตลาดและการขาย ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด  จะทำการออกไปโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อจะสื่อสารและทำการตลาดให้กับกลุ่มลูกค้าในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (ก.ล.ต.)  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นต้น รวมถึงการทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายของบริษัท ที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมกว่า 30 รายด้วย   สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการ Flexible Plus Program จะได้รับพร้อมสิทธิพิเศษของบัตรแต่ละประเภท คือ การเปลี่ยนประเภทวีซ่า จากวีซ่าประเภทอยู่ชั่วคราวเป็นพิเศษ (PE Visa) เป็นวีซ่าธุรกิจและการทำงาน (Non-B Visa) และใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย (Work Permit) 5 ปี   การให้สิทธิสำหรับผู้ติดตาม ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอายุไม่เกิน 20 ปี สูงสุดไม่เกิน 3 คน สามารถขอเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (Non Immigrant Visa) มีอายุการใช้งานการตรวจลงตราเป็นเวลา 5 ปี อีกทั้งยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ร่วมกับบัตรหลักได้ แต่ ผู้ร่วมโครงการจะต้องรายงานตัว และแสดงเอกสารหลักฐานการลงทุนให้บริษัท เป็นประจำทุก ๆ ปี ตลอดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่เริ่มต้นการลงทุนด้วย   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ไทยแลนด์ อีลิท เปิดรายชื่อ 57 คอนโด ร่วมโปรแกรม Elite Flexible One
เปิดเหตุผล​  “พรอสเพค” ทุ่ม 5,000 ล้าน เพิ่มพื้นที่เช่าโรงงาน-คลังสินค้าสู่ 1 ล้านตร.ม.

เปิดเหตุผล​  “พรอสเพค” ทุ่ม 5,000 ล้าน เพิ่มพื้นที่เช่าโรงงาน-คลังสินค้าสู่ 1 ล้านตร.ม.

พรอสเพค พรอสเพค ทุ่ม 5,000 ล้านบาท ลงทุนต่อเนื่อง 3 ปีปั้นพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าให้เช่าอีก 480,000 ตร.ม. สู่พื้นที่ 1 ล้าน รองรับกับการเติบโตธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พร้อมนำเข้า PROSPECT REIT ทั้งหมด สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือ 11%   ในบรรดาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบเลย คงเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ พัฒนาพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าให้เช่า เพราะความต้องการยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังได้รับอานิสงค์จากการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ  ซึ่งเติบโตสูงอย่างชัดเจนในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย เพราะผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป และจำเป็นต้องหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จากผลกระทบของการล็อกดาวน์ประเทศ  ซึ่งทำให้ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าส่วนใหญ่ต้องปิดร้านตามมาตรการของภาครัฐ ​และหันมาขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น   นางสาวรัชนี มหัตเดชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการด้านให้เช่าพื้นที่โรงงานและคลังสินค้า ซึ่งอยู่ในเครือของบริษัท มั่นคง เคหะการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันภาพรวมธุรกิจยังเติบโตสูงกว่าธุรกิจอสังหาฯ ประเภทอื่นด้วย ​ซึ่งมีอัตราการเช่าอยู่ที่ 83-85% โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีอัตราการเติบโต 3-5% พรอสเพค วางเป้าขายพื้นที่ 1 ล้านตร.ม. ปัจจุบัน พรอสเพค  มีพื้นที่ให้เช่าภายใต้การบริหารจัดการทั้งสิ้น 520,000 ตารางเมตร  และมีเป้าหมายที่จะพัฒนาต่อเนื่องไปถึง 1 ล้านตารางเมตร ภายใน 3 ปีข้างหน้า ใน 6 โครงการ ซึ่งตั้งอยู่บน 3 ทำเลศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ไทย ไม่ว่าจะเป็น ย่านบางพลี ตอบโจทย์ธุรกิจโลจิกติกส์ โรงงานขนาดใหญ่ พื้นที่วังน้อย เขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญของภาคกลาง เชื่อมต่อเส้นทางการเดินทางไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึง พื้นที่บางปะกง ที่ตั้งอยู่ในเขต EEC ซึ่งการพัฒนาพื้นที่เช่าสู่ 1 ตารางเมตร จะใช้งบลงทุนรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละกว่า 1,500 ล้านบาท 5 ปัจจัยหนุนตลาดคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า 1.ตลาดอีคอมเมิร์ซทะลุ 4 ล้านล้าน ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคโควิด-19 ที่หันมาช้อปปิ้งออนไลน์ และการซื้อสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซกันมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีพื้นที่จัดเก็บสินค้า และกระจายสินค้าไปถึงมือผู้บริโภคมากขึ้น รองรับกับปริมาณการสั่งซื้อสินค้าของคนยุคปัจจุบัน ทำให้การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญกระตุ้นให้ตลาดคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเติบโตตามมาด้วย   มีการคาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2564 จะมีมูลค่าสูงถึง 4.01 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีมูลค่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขย้อยหลังไปตั้งแต่ปี 2560-2563 จะเห็นทิศทางการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซมาอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจที่มีการขยายตัวในธุรกิจทิศทางเดียวกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ คือ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจแปรรูปอาหาร  ธุรกิจออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ 2.การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ อีกปัจจัยสำคัญของการทำให้ตลาดคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเติบโตได้ดี และในอนาคตยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คือ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา โดยปีที่ผ่านมามีโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,674 โครงการ เพิ่มขึ้น 5%  จากปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 1,599 โครงการ ซึ่งมูลค่าการลงทุในปีที่ผ่านมามีมากถึง 642,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% จากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าการลงทุน 404,610 ล้านบาท และยังมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มูลค่าถึง 455,331 ล้านบาท อีกด้วย 3.แมคโคร เช่าพื้นที่ 80,000 ตร.ม. ปัจจุบัน พรอพสเพค มีฐานลูกค้าจำนวนมากที่เข้ามาเช่าโรงงานและคลังสินค้า เฉพาะในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 1 ถนนบางนา-ตราด กม.23 มีอัตราการเช่าเฉลี่ยถึง 90% ซึ่งในพื้นที่อื่น ๆ ของบริษัทก็มีลูกค้าวางแผนเตรียมเข้ามาเช่าด้วย  อย่างเช่น ในพื้นที่โครงการ BFTZ  5 วังน้อย ซึ่งเป็นการการร่วมทุนกับ บริษัท เอฟเอ็นเอส โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มีพื้นที่ให้เช่า 120,000 ตารางเมตร กำลังจะเปิดตัวภายในเดือนกรกฎาคมนี้  ซึ่งมีลูกค้ารายใหญ่ได้วางแผนเข้ามาเช่าพื้นทีอาคารคลังสินค้าแล้ว คือ “สยามแม็คโคร” ที่เช่าพื้นที่อาคารคลังสินค้า Built-to-Suit รวม 88,000 ตารางเมตร โดยในเฟสแรกมีกำหนดส่งมอบเฟสแรก 40% ของพื้นที่เช่า หรือประมาณ 35,000 ตร.ม. ภายในไตรมาส 1 ของปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าในธุรกิจอาหารรายใหญ่อีก 2-3 ราย รวมพื้นที่ 30,000-40,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากปริมาณความต้องการของลูกค้าต่าง ๆ ดังกล่าว   นอกจากนี้ บริษัทยังมีพื้นที่โครงการในโซนอื่น ๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มตามแผน ได้แก่ โครงการ BFTZ 2 ถนนเทพารักษ์ และ BFTZ 3 ถนนบางนา-ตราด กม.19 ทั้ง 2 โครงการ เมื่อพัฒนาเสร็จสิ้นทั้งโครงการจะมีพื้นที่เช่ารวมกว่า 140,000 ตารางเมตร  โครงการ BFTZ 4 บางปะกง ภายใต้การร่วมทุนกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จะเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ของปี 2566  โดยทั้ง 4 โครงการ (BFTZ 2-5) บริษัทได้ใช้งบลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 13,700 ล้านบาท 4.รุกกลยุทธ์ “มากกว่าพื้นที่” พร้อมโมเดลธุรกิจใหม่ สิ่งที่ทำให้ พรอสเพค กล้าเดินหน้าตามแผนการลงทุนในระยะ 3 ปีดังกล่าว คือ  การเตรียมกลยุทธ์ “มากกว่าพื้นที่...More Than Just Space” มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ แม้ว่าจะหลายปัจจัยหนุนให้ตลาดคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเติบโต แต่ก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจนี้มีการแข่งขันที่รุนแรง และมีผู้ประกอบการมากมาย ปัจจุบันคาดว่าน่าจะมีปริมาณคลังสินค้าและโรงงานให้เช่ารวมอยู่ 6 ล้านตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง  เพราะเห็นได้จากผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายราย เริ่มจะขยายธุรกิจมาในตลาดนี้ หรือไม่ก็จับมือกับผู้ประกอบการรายเดิมที่ทำตลาดอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดเติบโตในอัตรา 3-4% ต่อปี   สำหรับกลยุทธ์ “มากกว่าพื้นที่...More Than Just Space” คือ ความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในรูปแบบอาคารมาตรฐานทั่วไป อาคารแบบ Ready Built หรือ อาคารแบบ Ready Built-to-Suit รวมถึงการพัฒนาอาคารสูง 15-20 เมตร สำหรับลูกค้าต้องการให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง และธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เช่น คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Control Warehouse), คลังสินค้าวัตถุอันตราย (DG Warehouse) เป็นต้น ทางพรอสเพค ก็สามารถพัฒนาและปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า และยังมีการให้บริการด้านคำปรึกษา การขอใบอนุญาต การพิธีศุลกากร และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ  จึงเรียกได้ว่ามีการให้บริการแบบครบจบในที่เดียว   นอกจากนี้ พรอสเพค ยังมีการขยายธุรกิจในโมเดลใหม่ ๆ เช่น การร่วมมือกับเจ้าของที่ดิน ซึ่งมีความต้องการพัฒนาเป็นพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าให้เช่า หรือลูกค้าที่ต้องการพื้นที่เพื่อพัฒนาโรงงานหรือคลังสินค้า บริษัทก็สามารถจะหาที่ดินที่เหมาะสม ในทำเลที่ลูกค้าต้องการ เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการให้ 5.ขายทรัพย์สินเข้า PROSPECT REIT 1 ล้านตารางเมตร ตามแผนการลงทุน 5,000 ล้นบาท หรือในแต่ละปีจะลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาทนั้น เงินทุนส่วนหนึ่งที่จะนำมาพัฒนาโครงการต่อเนื่องในแต่ละปี  จะเกิดจากการขายทรัพย์สินส่วนหนึ่งในโครงการของบริษัท เข้าไปในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ พรอสเพค โลจิสติกส์ และอินดัสเทรียล (PROSPECT REIT) เพื่อสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว จากการบริหารโครงการ   โดยภายในสิ้นปีนี้จะทรัพย์สินส่วนหนึ่งในโครงการ BFTZ 2 และ 3  รวม 70,000 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่า 1,800 ล้านบาท เข้าไปใน PROSPECT REIT และในอนาคตจะนำเอาทรัพย์สินทั้งหมด 1 ล้านตารางเมตรเข้า PROSPECT REIT ทั้งหมดด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้นำเอสทรัพย์สินเข้าไปแล้ว 220,000 ตารางเมตร มีมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นกว่า 3,534 ล้านบาท  โดยมีผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยทั้งปีที่ผ่านมาสูงถึง 11%   ทั้งหมดนี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้เห็นภาพได้ว่า ทำไม พรอสเพค ถึงมั่นใจในการจะลงทุนถึง 5,000 ล้านบาท เติมพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าให้เช่าอีก 480,000 ตารางเมตรเข้ามาในพอร์ต เพื่อจะได้ทะลุ 1 ล้านตารางเมตร   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -“พรอสเพค”  เดินหน้าขยายพื้นที่โรงงาน-คลังสินค้ากว่า 150,000 ตร.ม. รับดีมานด์จีน
“ออริจิ้น”  ตุนยอดขายครึ่งปีแรก 51% ของเป้าทั้งปี  เตรียมเปิดโครงการเพิ่มอีก 26,500 ล้าน

“ออริจิ้น” ตุนยอดขายครึ่งปีแรก 51% ของเป้าทั้งปี เตรียมเปิดโครงการเพิ่มอีก 26,500 ล้าน

ออริจิ้น “ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” โชว์ความสำเร็จครึ่งปีแรก กวาดยอดขายบ้าน-คอนโด 17,772 ล้านบาท ทำได้ 51% ของเป้าหมายทั้งปี  มั่นใจครึ่งปีหลังตลาดยังแกร่งจากหลายปัจจัยบวก เตรียมเปิดคอนโด-บ้านเพิ่มอีก 20 โครงการ มูลค่า 26,500 ล้านบาท หนุนยอดขายทะลุ 35,000 ล้านบาท     นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565  (ม.ค.-มิ.ย.2565) บริษัทมียอดขายสะสมจากโครงการที่อยู่อาศัยในเครือทั้งสิ้น 17,772 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2564 ถึงกว่า 13% และคิดเป็น 51% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 35,000 ล้านบาท จากยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียม 73% กลุ่มโครงการบ้านจัดสรร 27% หากแบ่งตามสถานะโครงการ มีสัดส่วนยอดขายจากโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) 61% และจากกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (On-going) ราว 39% หากนับเฉพาะยอดขายในช่วงไตรมาส 2/2565 (เม.ย.-มิ.ย.2565) บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้สูงถึงกว่า 9,623 ล้านบาท นับเป็น All Time High ใหม่ ของบริษัท   ทั้งนี้ โครงการใหม่ที่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียมเจาะตลาดผู้บริโภค Gen Y  ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ สิรินธร สเตชั่น (Origin Plug & Play Sirindhorn Station) และออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ นนทบุรี สเตชั่น (Origin Plug & Play Nonthaburi Station) มียอดขายสะสมสูงกว่า 70% และโครงการคอนโดมิเนียมเจาะตลาดผู้บริโภคไฮเอนด์ โซ ออริจิ้น เกษตร อินเตอร์เชนจ์ (So Origin Kaset Interchange) มียอดขายสะสมสูงกว่า 90% ขณะเดียวกัน โครงการใหม่ซึ่งเจาะตลาดผู้บริโภค Niche ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างบริกซ์ตัน แคมปัส บางแสน (Brixton Campus Bangsaen)  ก็สามารถปิดการขาย ได้อย่างรวดเร็วใน 1 เดือน    แม้ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์, บริกซ์ตัน รวมถึงโซ ออริจิ้น จะเป็นแบรนด์ใหม่ แต่เรายังได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพราะเราทำการบ้านอย่างหนักเรื่อง Customer Insight ปรับตัวเร็ว ปรับตัวไว และพัฒนาแต่ละโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคใหม่       สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง  บริษัทยังคงเฝ้าติดตามหลากหลายประเด็นที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้คน สภาพเศรษฐกิจ และสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การแพร่ระบาดและความรุนแรงของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 สถานการณ์เงินเฟ้อ การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อมั่นว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ยังคงเดินหน้าอย่างจริงจังในการรับมือกับปัจจัยทั้งหมดข้างต้น ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายเซ็กเมนท์ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากอัตราการดูดซับของโครงการในหลายทำเล ที่ยังคงมีแนวโน้มที่ดี ทั้งนี้ บริษัทพร้อมเดินหน้าเปิดโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมในครึ่งปีหลังอีก 20 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 26,500 ล้านบาทตามแผน แบ่งเป็น กลุ่มโครงการคอนโดมิเนียม 10 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 15,600 ล้านบาท กระจายตัวทั้งตลาดคอนโด Gen Z, Gen Y, ไฮเอนด์ ไปจนถึงตลาดซูเปอร์ลักชัวรี และกลุ่มโครงการบ้านจัดสรร 10 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 10,900 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการรุกหนักในช่วงไฮซีซั่น หลังจากที่ครึ่งปีแรกเปิดตัวใหม่ไปเพียง 2 โครงการ จากการติดตามสถานการณ์ให้พร้อมปรับตัวกับทุกปัจจัยภายนอก และความพร้อมในการบุกตลาดอย่างต่อเนื่อง บริษัทมั่นใจว่า จะสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 35,000 ล้านบาท และสร้างสถิติ All Time High ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ออริจิ้น​ เปิดคอนโดฯ 19 โปรเจ็กต์ 28,600 ล้าน ชู 2 กลยุทธ์ เจาะพื้นที่รถไฟฟ้า 8 สาย-EEC
เอพี ไทยแลนด์  กวาดยอดขายครึ่งปีแรกกว่า 25,530 ล้าน  เดินหน้าลุยเปิด 40 โครงการใหม่ ​

เอพี ไทยแลนด์ กวาดยอดขายครึ่งปีแรกกว่า 25,530 ล้าน เดินหน้าลุยเปิด 40 โครงการใหม่ ​

เอพี ไทยแลนด์ โชว์ผลงานยอดขาย ครึ่งปีแรก  25,530 ล้านบาท  สร้างนิวเรคคอร์ดอีกครั้ง  ครึ่งปีหลังมเตรียมเปิดตัว 40 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 53,620 ล้านบาท         นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทมียอดขาย 25,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 43% หากเทียบกับครึ่งปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าซูเปอร์สตาร์อย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ภาพรวมสินค้าแนวราบในครึ่งปีแรกเติบโตขึ้นกว่า 25% ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม ยอดขายก็ปรับตัวดีขึ้นกว่าเกือบ 3 เท่า ถือเป็นการส่งสัญญาณบวกที่ดีให้กับตลาดฯ ซึ่งทั้งหมดเป็นการเติบโตแบบ Organic Growth ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการวางแผนองค์กรให้พร้อมตั้งรับกับทุกสภาวะได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าในขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดจะเริ่มคลี่คลายลง แต่ทุกคนทั่วโลกกำลังต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าที่แพงขึ้นที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจแทบทุกประเทศ ซึ่งสิ่งที่เอพีทำมาโดยตลอดคือการมอนิเตอร์ทุกสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาปรับแผนการทำงาน ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุน เพื่อคงราคาขายเดิมไม่ให้กระทบไปยังลูกค้าเรามากที่สุด ส่งผลให้ผลงานในครึ่งปีแรกสร้างผลงานเป็นนิวเรคคอร์ดได้อีกครั้ง ทั้งนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน BREAKTHROUGH ทุกข้อจำกัด โดยในครึ่งปีหลัง จะมีโครงการพร้อมขายกระจายทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมกันมากถึง 160 โครงการ มูลค่าพร้อมขายกว่า 122,350 ล้านบาท ประกอบด้วย 40 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 53,620 ล้านบาท ที่เตรียมจะเปิดตัวในครึ่งปีหลังนี้ แบ่งเป็นทาวน์โฮม 16 โครงการ มูลค่า 16,440 ล้านบาท บ้านเดี่ยวจำนวน 18 โครงการ มูลค่า 24,030 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 10,400 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 2,750 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังมีอีก 120 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและขาย  ซึ่งทั้งหมดสะท้อนได้ถึงการเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้านของเอพี ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการต้นทุน การวางแผนเรื่องแรงงาน ตลอดจนการบริหารจัดการ เพื่อรองรับกับจำนวนโครงการที่มีปริมาณมากควบคู่กับภาวะความผันผวนที่เกิดขึ้น   สำหรับไฮไลท์ที่น่าสนใจในครึ่งปีหลัง คือการต่อยอดความสำเร็จของสินค้าบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม  ด้วยการขยายไปยังทำเลปริมณฑล อย่างเช่น จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี และปทุมธานี เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่กว้างมากขึ้น ด้วยโปรดักส์และแบบบ้านใหม่ ๆ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนสามารถเลือกแบบบ้านได้ตามความต้องการ​ โดยกลุ่มธุรกิจทาวน์โฮม เตรียมเดินตามโรดแมป “Unlock Vertical Life พื้นที่ชีวิตแนวตั้งที่เลือกเองได้”  ด้วย 20 แบบบ้านทาวน์โฮมใหม่ จาก 6 แบรนด์ของเอพี กับ 16 โครงการใหม่ พร้อมการกลับมาของแบรนด์ “บ้านกลางเมือง คลาสเซ่” ซึ่งจะนำร่องทำเลสุขุมวิท 77 ส่วนกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยวเตรียมพบกับแบบบ้านโมเดลใหม่ทั้งหมด ภายใต้แนวคิด “Functional is Beautiful บ้านที่เข้าใจชีวิต” กับ 18 โครงการใหม่ พร้อมกับแผนการบุกตลาดบ้านเดี่ยวในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท  เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด  ด้วยบ้านแบบใหม่ใหม่ที่พร้อมเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้   ด้านกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จจาการบุกตลาดแมสคอนโด ด้วยแบรนด์แอสปาย (ASPIRE) ที่สามารถทำยอดขายรวมกว่า 44%  ซึ่งบริษัทได้เปิดตัวโครงการ  ASPIRE ปิ่นเกล้า-อรุณอมรินทร์ และ ASPIRE รัชโยธิน ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมเปิดตัวอีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 10,400 ล้านบาท ได้แก่ ASPIRE สุขุมวิท-พระราม 4   ASPIRE อ่อนนุช สเตชั่น และ LIFE พหล-ลาดพร้าว นอกจากนี้ยังมีคอนโดอีก  2 โครงการที่พร้อมอยู่และโอนกรรมสิทธิ์ ได้แก่ โครงการ​ LIFE สาทร เซียร์รา และ RHYTHM เอกมัย เอสเตท ที่เตรียมโอนกรรมสิทธิ์รับรู้รายได้เข้ามาเพิ่มเติมด้วย บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจใหญ่คือ การส่งมอบชีวิตที่ดีๆ ที่เลือกเองได้ ด้วยแผนการดำเนินงานที่รัดกุม ควบคู่ไปกับความพร้อมที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ ควบคู่การบริหารจัดการกระแสเงินสดอย่างเคร่งครัด   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอพี ไทยแลนด์ กวาดรายได้ Q1 กว่า 13,084 ล้าน พร้อมเปิดอีก 11 โครงการใหม่ รับสัญญาณบวก
3 เหตุผล ชิค รีพับบลิค  ระดมทุนในตลาด เอ็ม เอ ไอ  ขาย 360 ล้านหุ้น

3 เหตุผล ชิค รีพับบลิค ระดมทุนในตลาด เอ็ม เอ ไอ ขาย 360 ล้านหุ้น

ชิค รีพับบลิค เดินหน้าตามแผนระดมทุนขายหุ้น 360 ล้านหุ้น ในตลาด เอ็ม เอ ไอ ดีเดย์เตรียมเคาะราคาภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังต้องเลื่อนกำหนดมา 2 ครั้ง ยันมีความพร้อมและมองเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เล็งนำเงินไปต่อยอดธุรกิจ เพิ่มสาขาใหม่จ.อุดรธานี และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เป็นหนึ่งในธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่สำคัญ เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นเพื่อการอยู่อาศัยภายในบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งแน่นอนว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์  ไม่ต่างจากภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ เช่นกัน โดยหนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด (มหาชน)  หรือ “CHIC” ผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน ที่นอนและเครื่องนอนครบวงจร ในรูปแบบร้านค้าเดี่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบหลัก ๆ ใน 3 เรื่อง คือ 1.เลื่อนแผนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จากกำหนดที่จะเข้าจดทะเบียนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้ได้เลื่อนแผนมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะภาวะตลาดหุ้นไม่ดีนัก   2.การล็อกดาวน์ประเทศ ส่งผลให้ต้องปิดร้านจำหน่ายสินค้าเฟอร์นิเจอร์   3.การปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง ซึ่งส่งผลต่อการส่งมอบงานเฟอร์นิเจอร์และการติดตั้ง กับลูกค้าโครงการอสังหาฯ   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปรับตัว  ปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในภาพรวมส่วนใหญ่ก็สามารถผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 มาได้ด้วยดี รวมถึง ชิค รีพับบลิค ที่ผ่านพ้นวิกฤตมาได้ และเดินหน้าตามแผนธุรกิจ ในการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ อีกครั้ง   นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิค รีพับบลิคฯ เปิดเผยว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทเคยยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) เพื่อเสนอขายหุ้น IPO ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แต่สภาวะตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ดีนัก เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุน บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน จึงปรึกษากับคณะกรรมการบริษัท ประกอบกับ​บริษัทยังไม่จำเป็นต้องรีบเข้าจดทะเบียน จึงเลื่อนการเสนอขายหุ้นออกไปก่อน   หลังจากนั้นในช่วง 2 ปีก่อน เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทจึงเลื่อนไฟลิ่งเป็นครั้งที่ 2  และกลับมาปรับปรุงโครงสร้างภายในเพื่อความแข็งแกร่งของธุรกิจ จนกระทั้งปลายปีที่ผ่านมา  บริษัทได้ดำเนินการยื่นไฟลิ่งอีกครั้ง และได้รับการอนุมัติจากก.ล.ต.เป็นที่เรียบร้อย  บริษัทจึงดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าบริษัทจะเสนอขายหุ้น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ 3 เหตุผลทำไม ชิค รีพับบลิค ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ นายกิจจา กล่าวว่า การจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ  ต้องใช้เวลา และต้องทุ่มเท เพราะมีการจัดการระบภายในค่อนข้างเยอะ  ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีด้วยกัน 3 ประเด็นหลัก  คือ 1.มีศักยภาพในการเติบในอนาคต ​การนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทจะต้องมีศักยภาพในการเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งบริษัทได้พิจารณาศักยภาพของบริษัทแล้ว เห็นว่ามีความพร้อม มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และเห็นว่าธุรกิจจะมีการเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างไร  จากการที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มากว่า 30 ปี และได้จัดตั้งบริษัทขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มองเห็นว่าธุรกิจนี้ยังสามารถสร้างการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก  หากสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยน 2.เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน บริษัทมีความสามารถในการแข่งขัน เพราะจับกลุ่มลูกค้าระดับ B+ ขึ้นไป โดยมีจุดแข็ง จากการนำเสนอสินค้าที่มีรูปแบบดีไซน์ ซึ่งเป็นตลาด Blue Ocean ที่มีช่องว่างและโอกาสทางการตลาด ไม่ใช่เช่น Red Ocean ที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการแข่งขันด้วยการตัดราคา บริษัทไม่เข้าไปในตลาดดังกล่าวเพื่อของแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาด ​แต่บริษัทจะไปตลาดใหม่ที่เรียกว่า Home Fashion แห่งแรกของเมืองไทย ที่รองรับกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อ ต้องการสินค้าที่มีดีไซน์ มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และมีความแตกต่างจากที่อื่น เราคือคำตอบ เมื่อบริษัทมีความสามารถทางการแข่งขัน เมื่อไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้บริษัทมีการเติบโต จากการมีแหล่งเงินทุนและความน่าเชื่อถือ สามารถดึงทีมบริหารและบุคลากรมืออาชีพเข้ามาช่วยงานได้ 3.สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อธุรกิจเกิดแล้วจะต้องเติบโต ที่สำคัญเติบโตแบบยั่งยืน การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งสำคัญ คือ การทำตามระเบียบของก.ล.ต. จะต้องมีคณะกรรมการอิสระ มากำกับดูแลบริษัท ดูด้านความโปร่งใส รักษาผลประโยชน์ให้ทั้งกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อย   นอกจากนี้ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับโครงสร้างขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความสามารถด้านการแข่งขัน จากการปรับองค์กรทำให้รู้ว่าอะไรคือปัญหา หรืออะไรเป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไข ที่สำคัญการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องมี ผู้ตรวจสอบ (Auditor) เพื่อความโปร่งใส ซึ่งการจะให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน จะต้องมีกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ ​เพื่อทำให้บริษัทมีมาตรฐาน และทำให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาร่วมงาน ถือเป็นความยั่งยืนของธุรกิจ 4 แนวทางบริหารเงินจากการระดมทุน โดยบริษัทวางแผนการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ จำนวน 360 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ซึ่งมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 500 ล้านบาท และภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ CHIC จะมีทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 680 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้มีการกำหนดราคาที่จะขาย แต่ได้มีการวางแผนเอาไว้แล้วว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะถูกนำไปขยายธุรกิจต่อไป ซึ่งวางแผนใช้เงินไว้ดังนี้ 1.ขยายสาขาใหม่ที่ จ.อุดรธานี บริษัทวางแผนขยายสาขาเพิ่มที่จ.อุดร เป็นสาขาที่ 6 ในประเทศไทย และยังเป็นศูนย์กระจายสินค้าสำหรับพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากที่เห็นศักยภาพของจังหวัดอุดรธานี เป็นจังหวัดมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่  มีการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และจังหวัดใกล้เคียงก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี รวมถึงยังมีกลุ่มชาวสปป.ลาว ที่มีกำลังซื้อสูง เข้ามาซื้อสินค้าในจังหวัดอุดรธรธานีด้วย   บริษัทคาดว่าในช่วงต้นปี 2566 จะเริ่มทำการออกแบบและขอใบอนุญาตก่อสร้าง หลังจากนั้นจะมีการเปิดประมูลการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 1 ปี และน่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงปี 2567 2.ชำระคืนเงินกู้ เงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทจะนำมาชำระคืนเงินกู้ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายทางด้านการเงิน 3.การปรับปรุงสาขา บริษัทวางแผนนำเงินส่วนหนึ่งมาปรับปรุงสาขา 2 แห่ง เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับร้านค้า ซูปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากการให้เช่า เป็นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้หลัก และยังเพิ่มปริมาณลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น 4.การสำรองเงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้ธุรกิจมีความมั่นคง บริษัทจึงจะนำเงินส่วนหนึ่งจากการระดมทุน มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโต   ปัจจุบันชิค รีพับบลิค มีร้านค้าเดี่ยวขนาดใหญ่  ที่รวบรวมเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน ที่นอนและเครื่องนอน ที่มีดีไซน์และสไตล์ที่หลากหลาย มีรูปแบบทันสมัย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Uniqueness)  ภายใต้แบรนด์หลัก “ชิค รีพับบลิค” (CHIC) และ“ริน่า เฮย์” (RINA HEY) และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศภายใต้ แบรนด์ “แอชลีย์ (Ashley)”   มีช่องทางจำหน่ายหลัก ได้แก่ 1.ร้านสาขา 5 แห่งในประเทศไทย และ 1 แห่งที่กัมพูชา 2.ช่องทางออนไลน์และมาร์เก็ตเพลส 3.งานโครงการที่จำหน่ายให้กับดีเวลลอปเปอร์อสังหาฯ รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ โดยในปีนี้มีแผนขยายเข้าสู่ช่องทางโรงแรมและโรงพยาบาล รวมถึงการขยายธุรกิจการให้เช่าเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านกับกลุ่มลูกค้าต่าง ๆ ด้วย ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -[PR News]CHIC ชูกลยุทธ์สร้าง New S Curves ใหม่ ลุยเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
พราว เรียลเอสเตท ปั้นโปรเจ็กต์ “เวหา” 2,290 ล้าน ชู 6 ไฮไลท์คอนโดลักชัวรี่สูงสุดในหัวหิน

พราว เรียลเอสเตท ปั้นโปรเจ็กต์ “เวหา” 2,290 ล้าน ชู 6 ไฮไลท์คอนโดลักชัวรี่สูงสุดในหัวหิน

พราว เรียลเอสเตท เดินหน้าลงทุนปั้นคอนโดลักชัวรี่โปรเจ็กต์ที่ 2  หัวหิน  โครงการเวหา  มูลค่า 2,290 ล้านสูงที่สุดในหัวหิน มองวิวทะเลได้ทุกห้อง พร้อมชู 6 ไฮไลท์ จับตลาดคนไทยและต่างชาติ ใช้เป็นบ้านหลังที่ 2 มั่นใจสิ้นปีกวาดยอดขายได้ 50%    หัวหิน ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวและพักตากอากาศ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มคนไทย มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน  โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง  ที่มักเดินทางไปพักผ่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  เพราะเป็นเมืองตากอากาศที่มีความสวยงามทางทะเล บรรยากาศที่สงบไม่วุ่นวาย มีร้านอาหารอร่อย ๆ มากมาย ที่สำคัญใช้ระยะเวลาเดินทางไม่นาน  จึงทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาได้ตลอดทั้งปี   ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนหัวหินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมืองหัวหินมีการพัฒนาเมืองในด้านต่าง ๆ ออกมารองรับกับการมาท่องเที่ยวและพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า และร้านอาหาร ซึ่งระยะหลัง หัวหิน ไม่ได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มคนไทยเท่านั้น  แต่ยังมีชาวต่างชาติทั้งยุโรป และเอเชียให้ความนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมากด้วย   หัวหินในยุคปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวพักตากอากาศเท่านั้น แต่กลายเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของใครหลายคน เพราะเขาเหล่านั้นเดินทางมาบ่อย และมีการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อพักระยะยาว ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติ ที่เลือกซื้อที่อยู่อาศัยไว้สำหรับการเป็นที่พักแบบระยะยาวด้วย ​ นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ​ เปิดเผยว่า  ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทุกเมืองด้านการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งหมด แต่เมืองหัวหินได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายสถานที่ ​เพราะคนกรุงเทพฯ ที่ซื้อที่พักไว้และไม่เคยเข้ามาพัก ได้กลับมาพักอาศัยและ Work from Home ส่งผลให้หัวหินมีความคึกคักพอสมควร และทำให้​คนรู้สึกว่าจำเป็นต้องมี​บ้านหลังที่ 2​   ปัจจุบัน ยอดขายโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ที่บริษัทได้เข้ามาพัฒนาในรูปแบบแบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์โครงการแรก สามารถทำยอดขายได้ 95% แม้ว่าจะเป็นการเปิดขายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งเกิดภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม แต่ตลาดยังมีความต้องการอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มลูกค้าไม่สามารถเดินทางเข้ามาชมห้องตัวอย่างได้ แต่เมื่อมีการเปิดประเทศก็ส่งผลให้มียอดขายได้ในอัตราดังกล่าว และโครงการจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้   ล่าสุด พราว เรียลเอสเตท ได้เดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในเมืองหัวหินต่อเนื่อง กับโครงการเวหา (VEHHA) คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่  บนที่ดินกว่า 5.1 ไร่ ติดโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท วานา นาวา หัวหิน มูลค่าโครงการรวม 2,290 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการคอนโดแห่งที่ 2  ซึ่งพราว เรียลเอสเตท พัฒนา​ 6 ไฮไลท์คอนโดลักชัวรี่ที่สูงที่สุดในหัวหิน​  1.คอนโดลักชัวรี่สูงที่สุดในหัวหิน โครงการเวหา ถือเป็นคอนโดระดับลักชัวรี่ที่สูงที่สุดบน Rare Area ในเมืองหัวหิน ด้วยความสูงถึง 31 ชั้น เนื่องมีระยะห่างจากแนวฝั่งทะเลอ่าวไทยระยะ 700 เมตร ทำให้สามารถก่อสร้างอาคารสูงกว่า 23 เมตรได้ ตามข้อกำหนดของเทศบัญญัติเทศบาลเมืองหัวหิน ที่กำหนดว่าโครงการที่จะก่อสร้างสูงกว่า 23 เมตรได้ จะต้องมีระยะห่างจากแนวฝั่งทะเลอ่าวไทย 700 เมตร ซึ่งที่ตั้งโครงการอยู่ในระยะ 700 เมตรพอดี ​ 2.ห้องให้เลือกถึง 86 แบบ จำนวนห้องของโครงการเวหา จะมีด้วยกันทั้งหมด 364 ยูนิต ซึ่งมีแบบห้องที่มีขนาดและรูปแบบฟังก์ชั่นห้องที่แตกต่างกันถึง 86 แบบ โดยมีขนาดพื้นที่ห้องเริ่มต้น 28 ตารางเมตร แต่หากแบ่งตามพื้นที่ทั่วไปจะสามารถแบ่งห้องพักที่มีให้เลือกได้ 7 แบบ  ที่ตกแต่งครบ (Fully Furnish) ได้แก่ -แบบห้อง 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 28-30 ตารางเมตร​ -แบบห้อง 1 Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 42-46 ตารางเมตร​ -แบบห้อง 1 Bedroom Plus Corner พื้นที่ใช้สอย 44-45 ตารางเมตร -แบบห้อง 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 56-109 ตารางเมตร -แบบห้อง 2 Bedroom Jacuzzi พื้นที่ใช้สอย 103 ตารางเมตร -แบบห้อง Penthouse พื้นที่ใช้สอย 148-153 ตารางเมตร -แบบห้อง Penthouse Duplex พื้นที่ใช้สอย 101-349 ตารางเมตร   จำนวน 1 อาคาร สูง 31 ชั้น พื้นที่ขนาด 5-1-9.5 ไร่ มูลค่า 2,290 ล้านบาท ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Happiness Happens’ ด้วยดีไซน์สไตล์ Contemporary Architecture ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนน้ำวานา นาวา หัวหิน ผสานพื้นที่สีเขียวที่ให้กลิ่นอายความเป็นผืนป่า ขณะเดียวกันก็ยังคงมีความ Private ด้วย Floor Plan ที่โดดเด่นแบบ Single Corridor มองเห็นวิวทะเลทุกห้องแบบ พาโนรามาและสวนน้ำวานา นาวา หัวหิน การตกแต่งภายในเน้นเลือกใช้ไม้พร้อมโทนสีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ทั้งยังโปร่ง โล่ง สบาย กับความสูงของเพดานประมาณ 2.7 เมตร ในส่วนพื้นที่ทั่วไปของห้องแบบ Typical และประมาณ 6.10 เมตร ในส่วนพื้นที่ช่องเปิดของห้อง Duplex 3.ห้องเห็นวิวทะเลทุกยุนิต นอกจากความหลากหลายของแบบห้องพักแล้ว โครงการยังมีการออกแบบให้เป็น Single Corridor ทำให้ทุกห้องมองเห็นวิวทะเลแบบพาโนรามา และสวนน้ำวานา นาวา หัวหิน รวมถึงในอนาคตหากมีการพัฒนาโครงการบริเวณด้านทิศตะวันออกของโครงการก็จะไม่บังวิวทะเล จากข้อกำหนดเทศบัญญัติเทศบาลเมืองหัวหิน ที่ห้ามการก่อสร้างอาคารสูงเกิน 23 เมตร หากมีระยะห่างจากแนวทะเลฝั่งอ่าวไทยไม่ถึง 700 ​เมตร จึงทำให้ห้องพักของโครงการทั้งหมดสามารถมองเห็นวิวทะเล  ซึ่งในหัวหินไม่มีโครงการไหนที่จะสามารถเห็นวิวทะเลได้ทั้งโครงการเช่นนี้ 4.ส่วนกลาง 2 ไร่ นอกจาก จุดเด่นทั้งในเรื่องการมองเห็นวิวทะเลทุกห้อง การมีแบบห้องให้เลือกมากมายแล้ว ภายในโครงการยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากกว่าทั้ง Family Zone, Relax Zone และ Retreat Zone รวมพื้นที่ส่วนกลาง2,647 ตร.ม. หรือเกือบ 2 ไร่  ที่แทรกอยู่ระหว่างชั้นกว่า 10 ชั้น เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างหลากหลายลงตัว ตามแนวคิด “More Than Just Living” ตามคอนเซ็ปต์ของโครงการ คือ ​ Happiness Happens 5.เข้าสวนน้ำ วานา วานา ฟรี 5 ปี เนื่องจากตระกูล “ลิปตพัลลภ” เป็นเจ้าของทั้ง​ พราว เรียลเอสเตท  และ  พราว กรุ๊ป เจ้าของโครงการสวนน้ำนาวานาวา ​ ทำให้มีการทำการตลาดร่วมกัน โดยเฉพาะการให้สิทธิพิเศษเข้าสวนน้ำ วานา นาวา หัวหิน ฟรี 5 ปี และการบริการจากโรงแรมภายใต้การบริหารของพราว กรุ๊ป แบบเหนือระดับ รวมถึงโปรแกรมพราว พริวิเลจ ต่าง ๆ 6.ราคาเข้าถึงง่าย แม้ว่าโครงการเวหา จะถูกพัฒนาให้เป็นคอนโดระดับลักชัวรี่ แต่กำหนดราคาให้เข้าถึงง่าย (Affordable Price) โดยมีราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 132,000 บาท มีราคาเริ่มต้น 3.19 ล้านบาท ในขนาดห้อง 28 ตารางเมตรและราคาสูงสุด 50 ล้านบาทสำหรับห้องเพนเฮ้าส์   นางสาวพราวพุธ กล่าวว่า อ้างอิงข้อมูลผลวิจัยจากไนท์แฟรงค์จะพบว่า ราคาเสนอขายเฉลี่ยคอนโดวิวทะเลมีแนวโน้มเติบโตขึ้นมากกว่าห้องไม่ติดทะเล ปัจจุบันห้องไม่ติดวิวทะเลมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 70,700 บาทต่อตารางเมตร​ ห้องวิวทะเลราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 141,670 บาทต่อตารางเมตร และตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มที่พักอาศัยไม่มีวิวทะเลจะอยู่ที่ราคาต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตา รางเมตรกลุ่มที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่ติดชายหาดมีราคาประมาณ 130,000 บาทต่อตารางเมตร หรือสูงกว่าและกลุ่ม Super Rare Item ที่หันหน้าเข้าหาวิวทะเลโดยตรงมีราคาเฉลี่ยสูงมากกว่า 275,000 บาทต่อตารางเมตร จึงมองว่าราคาขายของโครงการเวหา มีความคุ้มค่าเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับทำเลที่ตั้ง โครงการเวหา วางกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนไทยสัดส่วน 80% และกลุ่มชาวต่างชาติสัดส่วน 20%  อาทิ ชาวไต้หวัน สิงคโปร์ ยุโรป รวมถึง ชาวรัสเซีย  โดยเป็นกลุ่มครอบครัว ตั้งแต่คู่ที่เพิ่งแต่งงานไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่ รวมถึงชาวต่างชาติที่เกษียณอายุการทำงาน และอยากเข้ามาอยู่ในเมืองไทยในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มทำการตลาดในต่างประเทศไปบ้างแล้ว และกำลังเริ่มสร้างการรับรู้ในไทยผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์  ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปี 2565 จะสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 50%  โดยจะเริ่มเปิดขายตั้งแต่ไตรมาส 3 และมีกำหนดก่อสร้างไตรมาส 4 ของปีนี้ และคาดว่าแล้วเสร็จประมาณ​ไตรมาส 2  ในปี 2568 ตลาดที่คึกคัก คือ รัสเซีย เพราะเขาอยากเอาเงินออกมา ซึ่งหัวหินเป็นหนึ่งในเดสทิเนชั่นที่เขาเลือก เมกะโปรเจ็กต์หนุนศักยภาพหัวหิน สำหรับตลาดคอนโดในเมืองหัวหินยังมีโอกาสเติบโต ด้วยศักยภาพของเมืองที่มีเสน่ห์และมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวในเขตทะเลฝั่งตะวันตกในโครงการ “Thailand Riviera” เพื่อยกระดับเมืองท่องเที่ยวชายทะเล  สู่ระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง   รวมถึงการพัฒนาโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล อาทิ รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ สนามบิน และทางด่วนส่วนขยาย อีกทั้งแผนพัฒนาโครงข่ายการคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางโดยเครื่องบิน ปัจจุบันมีแผนขยายสนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และความร่วมมือกับ Phoenix Group เพื่อเตรียมพัฒนาสนามบินหัวหินสู่สนามบินนานาชาติหัวหิน โดยภายในเดือนกรกฎาคม 2565 จะมีการเพิ่มไฟล์ทบินตรงจากภูเก็ต และนำเส้นทางบินจากเชียงใหม่กับกัวลาลัมเปอร์กลับมาอีกครั้ง   นอกจากนี้ ยังมีการเดินทางโดยรถยนต์ บนถนนพระราม 2 กำลังขยายเพิ่มเป็น 14 เลน ซึ่งตอนนี้เสร็จแล้ว 8 เลน และทางด่วนยกระดับคู่ขนานมอเตอร์เวย์นครปฐมและชะอำที่มีแผนเสร็จสิ้นในปี 2568 การเดินทางโดยรถไฟ มีแผนพัฒนารถไฟทางคู่และรถไฟไฮสปีดอย่างต่อเนื่องที่จะช่วยลดเวลาการเดินทางให้จากกรุงเทพฯ มาหัวหินใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ปัจจุบัน ภาวะการท่องเที่ยวของเมืองหัวหินยังมีสัญญาณดีขึ้น  จากกำลังซื้อทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศโรงแรมและการท่องเที่ยวในหัวหิน ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากแคมเปญของรัฐบาลในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในส่วนของตลาดที่พักอาศัยยอดขายส่วนใหญ่บ้านประเภท Resort Home ค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมา ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ในด้านการท่องเที่ยวค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมาเช่นกัน อีกทั้งยังพบดีมานด์ในกลุ่มลูกค้าชาวยุโรปที่ต้องการบ้านสำหรับช่วงเกษียณอายุโดยเฉพาะประเทศรัสเซีย นักท่องเที่ยวหัวหินหายไป 40% ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังกลับมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ ไต้หวัน และยังเห็นการจองที่พักของกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปบ้างแล้ว อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -“พราว” เดินแผนธุรกิจ เล็งซื้อโปรเจ็กต์หยุดสร้างมาพัฒนาต่อ สร้างกำไร 30% -พราว กรุ๊ป พร้อมเปิดสวนน้ำ อันดามันดา 22 พ.ค.นี้ ดึงนักท่องเที่ยวปีละ 1 ล้านคน
[PR News] เวนเจอร์ โกลบอล บุก EEC ขายบ้าน-คอนโด  วาง 5 ปี ปั้นรายได้ 1,000 ล้านพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ 

[PR News] เวนเจอร์ โกลบอล บุก EEC ขายบ้าน-คอนโด วาง 5 ปี ปั้นรายได้ 1,000 ล้านพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ 

เวนเจอร์ โกลบอล เวนเจอร์โกลบอล โฮลดิ้ง วางแผน 5 ปี สร้างรายได้ 1,000 ล้าน พร้อมเข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เดินหน้าสะสมแลนด์แบงก์ ปั้นโปรเจ็กต์ทุกปี ยึดพื้นที่โซน EEC หลังครึ่งปีแรกกวาดยอดขาย "เดอะเซนโทร คอนโด" 500 ล้าน เร็วกว่าแผนที่กำหนด   นายพีระพล รังสิมานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวนเจอร์ โกลบอล โฮลดิ้ง จำกัด (VGH) เปิดถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจขของบริษัทว่า  ได้วางแผนขยายโครงการทั้งแนวราบและแนวสูง ปีละ 1-3 โครงการ เพื่อเป้าหมายนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 ปี  ด้านนายจักรพันธ์ บำเพ็ญเกียรติกุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ  กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถปิดการขายโครงการดอะเซนโทร คอนโด ที่สร้างเสร็จพร้อมโอน มี 2 อาคาร จำนวน 304 ยูนิต  มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท  ได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เอาไว้ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่โซนตะวันออก โดยเฉพาะบางแสน ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง บริษัทยังวางแผนหาซื้อที่ดินสะสมในพื้นที่อีอีซี​ เพื่อพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง​  จากการเห็นสัญญาณการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ​โดยการพัฒนาโครงการใหม่  จะมีทั้งแนวราบและคอนโด เพื่อสร้างความต่อเนื่องของรายได้อย่างยั่งยืน  สำหรับแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า บริษัทจึงได้วางเป้าหมายการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง คือ ปี 2565 วางเป้ารายได้จำนวน 350 ล้านบาท ปี 2566 จำนวน 450 ล้านบาท ปี 2567 จำนวน 500 ล้านบาท และ  ปี 2568  วางเป้ารายได้จำนวน 1,000 ล้านบาท   นายจักรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความสำเร็จจากโครงการ เดอะเซนโทร คอนโด บริษัทจึงต่อยอดไปสู่การพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ที่เตรียมตัวเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการแนวราบประเภทบ้านแฝด บ้านเดี่ยว ในโซนอมตะนคร ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาแบบ คาดว่าจะเปิดขายในช่วงต้นปี 2566 รวมทั้งการวางแผนพัฒนาโครงการใหม่อีก 2-3 โครงการ ในพื้นที่อีอีซีเพิ่มเติมในอนาคตด้วย​ ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -สำรวจตลาดอสังหาฯ ชลบุรี ปี 63 “คอนโด-ทาวน์เฮ้าส์” แนวโน้มชะลอตัว
[PR News] เครือสหพัฒน์ จับมือ กลุ่มเจริญสิน แอสเสท  ลงทุน 1,000 ล้าน สร้างอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าที่จ.ลำพูน

[PR News] เครือสหพัฒน์ จับมือ กลุ่มเจริญสิน แอสเสท ลงทุน 1,000 ล้าน สร้างอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าที่จ.ลำพูน

เครือสหพัฒน์ จับมือ กลุ่มเจริญสิน แอสเสท ลงทุน 1,000 ล้านเดินหน้าพัฒนาโครงการอพาร์ทเม้นท์ให้เช่า ปักหมุดในพื้นที่สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ลำพูน  รองรับการขยายการลงทุนในจังหวัดลำพูน  และการเติบโตของชุมชนพื้นที่โดยรอบ     นายสนทยา ทับขันต์ กรรมการบริหาร และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาสวนอุตสาหกรรม บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท เจริญสิน แอสเสท จำกัด ผู้ให้บริการอพาร์ทเม้นท์ให้เช่ารายใหญ่ของประเทศไทย เพื่อร่วมพัฒนาโครงการที่อพาร์ทเม้นท์ให้เช่า ด้วยมูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ลำพูน จ.ลำพูน  ซึ่ง คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการในช่วง ไตรมาส 1 ปี 2566 การร่วมทุนก่อสร้างอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าดังกล่าว เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของชุมชนที่เพิ่มสูงขึ้น จากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่ม โดยเครือสหพัฒน์และกลุ่มเจริญสิน แอสเสท พร้อมเดินหน้าพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ลำพูน ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่อยู่อาศัยคุณภาพพัฒนาชุมชนน่าอยู่ สร้างเมืองปลอดภัย และสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อช่วยดึงดูดใจให้ทั้งแรงงานและผู้ประกอบการเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดลำพูนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน   ด้านนายวิวัฒน์ วงษ์เจริญสิน ประธานกรรมการ บริษัท เจริญสิน แอสเสท จำกัด ผู้ให้บริการ  อพาร์ทเม้นท์ให้เช่ารายใหญ่ในประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจซึ่งกันและกัน โดยกลุ่มเจริญสิน แอสเสทมีทีมงานที่ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ลงลึกถึงความต้องการในใจผู้อยู่อาศัย เอาใจใส่ในการบริการ และยึดมั่นในความซื่อตรง พร้อมนำความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาและบริหารชุมชนที่อยู่อาศัย   ปัจจุบันบริษัทมีอพาร์ทเม้นท์ภายใต้การบริหารงานมากกว่า  40,000  ห้อง โดยจะนำความเชี่ยวชาญทั้งหมดเข้ามาช่วยเติมเต็มสังคมที่อยู่อาศัยคุณภาพให้กับชุมชนและแรงงานในบริเวณใกล้เคียงสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ จังหวัดลำพูน เป็นการสร้างชุมชนที่อบอุ่น น่าอยู่ ช่วยดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั้งรายเดิมและรายใหม่ให้สนใจเข้ามาขยายการลงทุนมากขึ้น พนักงานและชาวบ้านอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข  
แอสเซทไวส์  เปิด 5 กลยุทธ์ความสำเร็จแบรนด์เคฟ  แคมปัสคอนโด จับกลุ่มนศ.มหาลัย-นักลงทุน

แอสเซทไวส์ เปิด 5 กลยุทธ์ความสำเร็จแบรนด์เคฟ แคมปัสคอนโด จับกลุ่มนศ.มหาลัย-นักลงทุน

แบรนด์เคฟ แอสเซทไวส์  เผย 5 คีย์ซักเซสปั้นแบรนด์เคฟ  โครงการแคมปัส คอนโด ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Gen Z  5 ปีพัฒนาแล้ว 8  โครงการรวมมูลค่ากว่า 14,000 ล้าน  สร้างพอร์ตรายได้สัดส่วน 30% ของทั้งบริษัท มั่นใจดันเป้าทะลุ 10,000 ล้านในปีนี้ เดินหน้าต่อโครงการ เคฟ ซี้ด เกษตร บุกนักศึกษาในเมือง ​   นายกรมเชษฐ์  วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) (ASW)  เปิดเผยว่า นับตั้งแต่บริษัทเริ่มพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์เคฟ (KAVE) โครงการแรกตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ได้พัฒนาโครงการแล้วทั้งสิ้น 8 โครงการ จำนวน  7,229 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 14,100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า โดยโครงการแรกเคฟ คอนโด (KAVE Condo) สามารถปิดการขายได้ภายใน 3 เดือนแรกที่เปิดการขาย 5 คีย์ซักเซสแบนด์เคฟ คอนโด  สำหรับปัจจัยความสำเร็จภายใต้ แบรนด์เคฟ นั้น เกิดจากแนวคิดการพัฒนาโครงการที่จับกลุ่มตลาดแคมปัส คอนโด ที่จับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ นักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัย และนักลงทุนที่ต้องการซื้อไว้เพื่อปล่อยเช่าให้นักศึกษา โดยออกแบบและพัฒนาโครงการให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษา หรือกลุ่ม Gen Z ที่มีคอนเซ็ปต์การพัฒนาภายใต  5 กลยุทธ์หลักที่สำคัญ ได้แก่ 1.ทำเลที่ตั้งใกล้มหาวิทยาลัยมากที่สุด โครงการจะต้องตั้งอยู่ในทำเลที่ใกล้มหาวิทยาลัยมากที่สุด เนื่องจากนักศึกษาต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางไปเรียนหนังสือ 2.ส่วนกลางครบตอบโจทย์ Gen Z ภายในโครงการมีการออกแบบฟังก์ชั่นการอยู่อาศัย ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่  กลุ่ม Gen Z โดยมีพื้นที่ส่วนกลาง (Facilities) ครบทุกมิติ ทั้งติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายกับการใช้ชีวิต มอบความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับผู้พักอาศัย 3.ปล่อยเช่าได้ผลตอบแทนการลงทุน 8-10% คอนโดจะต้องสามารถสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Yield) ให้กลุ่มผู้ซื้อได้  เพื่อนำเอาไปปล่อยเช่าในอัตรา 8,000-10,000 บาทต่อเดือน หรือมีอัตราผลตอบแทนสูงถึง 8-10 % ขณะที่คอนโดในเมืองให้ผลตอบแทนประมาณ 4-5% เท่านั้น 4.ราคาเข้าถึงได้ไม่เกิน 1.5-1.6 ล้านบาท การซื้อที่ดินในราคาไม่เกิน 100,000 บาทต่อตารางวา เพื่อพัฒนาคอนโดในระดับราคาไม่เกิน 50,000-70,000 บาทต่อตารางเมตร หรือไม่เกินยูนิตละ 1.5-1.6 ล้านบาท 5.ห้องพักหลายหลายรูปแบบ ห้องพักมีหลายขนาด และสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้ เนื่องจากพฤติกรรมของนักศึกษา จะมีการทำกิจกรรมที่หลากหลาย และมักจะอยู่กับกลุ่มเพื่อนจำนวนมาก นายกรมเชษฐ์ กล่าวอีกว่า จากการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาโดยตลอดของแบรนด์เคฟ  ตั้งแต่วันที่เปิดตัวโครงการแรกจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดโครงการเคฟทาวน์ สเปซ (Kave Town Space) และเคฟทาวน์ ชิฟท์ (Kave Town Shift) ก็สามารถปิดการขาย 100% เป็นที่เรียบร้อย บริษัทจึงเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อง กับโครงการเคฟ ทาวน์โคโลนี่ (Kave Town Colony) มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท จำนวน 1,083 ยูนิต   โดยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดให้จองโครงการครั้งแรกรอบ VVIP EVENT ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า สามารสร้างสถิติวันเดียวสร้างยอดขายถึง 42% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด หรือคิดเป็น 70% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย  จึงมั่นใจว่าในปีนี้จะสามารถทำยอดขายรวมทะลุ 10,000 ล้านบาท ซึ่งแบรนด์เคฟมีสัดส่วนประมาณ 30% ที่เหลือเป็นแบรนด์ แอทโมซ (ATMOZ) สัดส่วน 30%  แบรนด์ โมดิซ (MODIZ) สัดส่วน 30% และแบรนด์อื่น ๆ อีก 10% เช่น แบรนด์ เอสต้า (ESTA) และ แบรนด์ ดิ ออเนอร์ (THE HONOR)   สำหรับโครงการเคฟทาวน์ โคโลนี่ เป็นคอนโดคโลว์ไรส์สูง 8 ชั้น จำนวน 4 อาคาร ราคาขายเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท  ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ ใกล้มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รังสิต ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการเคฟ ทาวน์ ที่มีขนาดพื้นที่รวมกว่า 46 ไร่  แบ่งการพัฒนาออกเป็น 4  เฟส โดยหากพัฒนาครบทั้งโครงการจะมีมูลค่ากว่า 9,500 ล้านบาท ปัจจุบันพัฒนาโครงการแล้ว 3 เฟส นอกจากโครงการเคฟทาวน์ โคโลนี่ บริษัทยังวางแผนเปิดตัวโครงการต่อเนื่อง ที่ใกล้มหาวิทยาลัย โดยโปรเจ็กต์ต่อไปที่จะเปิดตัวเป็นโครงการเคฟ ซี้ด เกษตร (Kave Seed Kaset) ซึ่งเป็นโครงการแรกที่อยู่ใกล้ม.เกษตรศาสตร์​ และเป็นโครงการแบรนด์เคฟที่อยู่ในเมือง  มีมูลค่า 1,200 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดการขายได้ในครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทพัฒนาโครงการใกล้ 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ม.กรุงเทพ รังสิต ม.มหิดล ศาลายา และม.เกษตรศาสตร์ บางเขน โดยวางแผนจะพัฒนาโครงการใกล้มหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง ซึ่งจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แอสเซทไวส์ ดึงมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปั้นแบรนด์คอนโด -[PR News] แอสเซทไวส์ กวาดยอดขาย Q1 กว่า 3,250 ล้าน เดินหน้าไตรมาส 2 เปิดอีก 3 โปรเจ็กต์ใหม่
เสนาฯ  จับมือ ลีโอ ลุยคลังสินค้าครบวงจร  ประเดิมแห่งแรกที่เสนาเฟสท์ เจริญนคร 16  

เสนาฯ จับมือ ลีโอ ลุยคลังสินค้าครบวงจร ประเดิมแห่งแรกที่เสนาเฟสท์ เจริญนคร 16  

คลังสินค้า เสนา จับมือ ลีโอ ลุยธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า แบบครบวงจร ตั้งบริษัทย่อยในเครือ เอสเค แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ ประเดิมโปรเจ็กต์แรก ที่เสนาเฟสท์ เจริญนคร 16  พร้อมหาทำเลขยายต่อ เล็งเขตพื้นที่อีอีซี รองรับดีมานด์ลูกค้าไทยและต่างประเทศ   ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นอกจากการดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ในระยะหลังได้เริ่มเห็นผู้ประกอบการอสังหาฯ แตกไลน์ธุรกิจไปสู่หลากหลายธุรกิจมากขึ้น เช่น ธุรกิจสำนักงานให้เช่า ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจบริการ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์  โดยในส่วนของเสนาดีเวลลอปเมนท์ มีการศึกษาและตั้งใจขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน   โดยการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ บริษัทจะใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจนั้น ๆ ซึ่งบริษัทเห็นว่าธุรกิจให้เช่าคลังสินค้า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายต่างให้ความสนใจ และแม้ว่าจะดำเนินการได้ไม่ง่ายนักด้วยตัวผู้ประกอบการเองก็ตาม ล่าสุด บริษัท เอสเค แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ จำกัด บริษัทในเครือของเสนา ได้ร่วมมือเป็น Strategic Partner กับบริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน)  หรือ LEO ผู้ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์แบบครบวงจร ที่ให้บริการได้ครอบคลุมทั่วโลก (End-to-End Global Logistics Service Provider) มายาวนานกว่า 32 ปี ดีเวลลอปเปอร์มีความคล่องแคล่วในการยืมเงินแบงก์ การซื้อที่ดิน โลเกชั่นดี และเหมาะว่าจะทำอสังหาฯ ประเภทอะไร และคล่องแคล่วในเรื่องการสร้างสิ่งที่เหมาะกับลูกค้า ทั้ง 2 บริษัทจะนำความชำนาญและจุดแข็งมา เสริมให้ธุรกิจบริการเช่าคลังสินค้าให้เติบโตขึ้น โดยทางเสนาซึ่งเป็นบริษัทอสังหาฯ ที่มีความชำนาญในการหาที่ดินมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจและด้านการก่อสร้าง ขณะที่ทาง ลีโอ  สามารถให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางเรือ ทางอากาศ ทางรถบรรทุก บริการบริหารคลังสินค้าหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ  มาช่วยสนับสนุนการหาลูกค้าเช่าคลังสินค้า รวมถึงธุรกิจพื้นที่ห้องเก็บของให้เช่า (Self  Storage)   โดยจะเริ่มพัฒนาสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเสนาเฟสท์ เจริญนคร 16  พื้นที่ 1,300 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 4 ปีนี้​ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศที่มีความต้องการ Self Storage อย่างต่อเนื่อง  และอยู่ระหว่างการมองหาทำเลที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับธุรกิจบริการเช่าคลังสินค้า โดยเน้นทำเลใกล้การขนส่งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ และในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจเช่าคลังสินค้า ธุรกิจพื้นที่ห้องเก็บของให้เช่า  ให้ผลตอบแทนพอ ๆ กับการพัฒนาช้อปปิ้งมอลล์ แต่ต้นทุนต่ำกว่า และได้ราคาต่อตารางเมตรที่ดี  ที่สำคัญ คือต้องหาโลเกชั่นที่เหมาะสม ด้านนายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การร่วมมือกับ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดในส่วนของการให้บริการด้านคลังสินค้าและธุรกิจพื้นที่ห้องเก็บของให้เช่า (Self Storage) ให้มีศักยภาพในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด  สามารถขยายฐานลูกค้าและพื้นที่ในการให้บริการได้มากขึ้น อีกทั้งการที่ทั้งสององค์กร เป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโลจิสติกส์ จึงเป็นการร่วมมือที่เหมาะสมและสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี มั่นใจว่าจะสามารถต่อยอดและนำพาธุรกิจคลังสินค้าและธุรกิจพื้นที่ห้องเก็บของให้เช่า(Self Storage) ให้ก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว แข็งแกร่งและยั่งยืน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เสนา ดีเวลลอปเมนท์  กับ 3 กลยุทธ์สู่เป้ารายได้กว่า 12,000 ล้าน ก้าวต่อไป เปิด 2 แบรด์ใหม่ จับตลาดต่ำล้าน -เสนาผนึกกลุ่มฮันคิวฮันชิน ปั้นทาวน์โฮมร่วมทุนโครงการแรกของวงการ  
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค  ตุนยอดขายครึ่งปีแรก 7,900 ล้าน  จ่อขึ้นราคาบ้าน-คอนโดเพิ่ม5%หลังต้นทุนพุ่ง

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตุนยอดขายครึ่งปีแรก 7,900 ล้าน จ่อขึ้นราคาบ้าน-คอนโดเพิ่ม5%หลังต้นทุนพุ่ง

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตุนยอดขายครึ่งปีแรกกว่า  7,900 ล้าน เตรียมเปิดเพิ่มอีก 7 โครงการ ครึ่งปีหลัง กระตุ้นยอดขายเพิ่มอีก 8,000 ล้าน  ดันเป้าขายทั้งปี 16,000 ล้าน จ่อปรับราคาบ้าน-คอนโดเพิ่มอีก 5% หลังต้นทุนวัสดุขยับเพิ่ม   นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลงานครึ่งแรกของปี 2565 ว่า สามารถทำยอดขายได้ 7,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 55% โดยเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบ 4,700 ล้านบาท โครงการร่วมทุน 2,100 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมในประเทศและต่างประเทศอีก 1,100 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทสามารถทำยอดขายได้มากขึ้นจากกลุ่มแนวราบ โดยเฉพาะสินค้าบ้านเดี่ยวระดับบน ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทวางแผนทำยอดขายให้ได้ 8,000 ล้านบาท เพื่อให้ได้เป้าหมายในปีนี้ที่ตั้งไว้  16,000 ล้านบาท ด้วยการเปิด 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 6,120 ล้านบาท รวมถึงการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มเพิ่มเติม อาทิ โครงการ “เพนตัน อารีย์ -สุทธิสาร” โฮมออฟฟิศและบ้านเดี่ยวใจกลางเมือง มูลค่า 500 ล้านบาท  ซึ่งในเฟสแรกเป็นโฮมออฟฟิศ 5 ชั้น ราคาเริ่มต้น 49 ล้านบาท จับกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต้องการออฟฟิศในทำเลกลางเมืองที่เดินทางสะดวก มีพื้นที่ชั้นบนสำหรับพักอาศัยและมีสระว่ายน้ำส่วนตัว   โครงการ “เลค วิลล่า” ภายใน “เลค รีสอร์ท ราชพฤกษ์-ปทุมธานี” ซึ่งเป็นบ้านหรูติดทะเลสาบ เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการบ้านที่อยู่ริมน้ำแบบไม่มีถนนกั้น ในราคา 19-28 ล้านบาท จำนวน 19 ยูนิต มูลค่า 362 ล้านบาท และ โครงการ “วาวิล่า สุขุมวิท 77” บ้านหรู 3 ชั้น จำนวน 23 ยูนิต มูลค่าโครงการ 550 ล้านบาท สำหรับกลุ่มที่ต้องการความเป็นส่วนตัว แต่มีไลฟ์สไตล์ที่ชอบความสะดวกสบายแบบในเมือง ด้วยทำเลแวดล้อมด้วยห้างสรรพสินค้า อยู่ติดโรบินสันลาดกระบัง ตรงข้ามลิตเติ้ลวอร์คและโฮมโปรแห่งใหม่ และโรงแรม แมริออท คอร์ทยาด   นอกจากนี้  บริษัทได้วางแผนลงทุนก่อสร้างคลับเฮ้าส์ใหม่อีก 2 แห่ง รวมมูลค่า 320 ล้านบาท เพื่อเตรียมให้บริการลูกค้าที่จะกลับมาพักผ่อนและออกกำลังกายกันตามปกติ เพื่อรองรับการเดินหน้าสู่ภาวะปกติ หลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะหลังโควิด-19 และยังเป็นการตอกย้ำจุดแข็งในเรื่องการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวก   ทั้งในโครงการ เลค รีสอร์ท ราชพฤกษ์-ปทุมธานี เป็นคลับเฮ้าส์สไตล์รีสอร์ทริมทะเลสาบขนาด 55 ไร่   และ Fittech Master Club กรุงเทพกรีฑา สำหรับลูกค้าในโครงการเพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ เพอร์เฟค เรสซิเดนซ์ และ เพอร์เฟค เพลส พระราม9-กรุงเทพกรีฑา เป็นคลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ 1,580 ตร.ม. จุดเด่นอยู่ที่ความทันสมัยของอุปกรณ์และกิจกรรม ทั้ง Fittech Fitness เครื่องออกกำลังกายรุ่นใหม่ Little Gym สำหรับเด็ก ระเบียงรูฟท็อป เป็นต้น นายวงศกร กล่าวอีกว่า ภาพรวมครึ่งปีหลังแม้ว่าสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น โควิด-19 จะคลี่คลาย แต่ยังคงมีความท้าทายจากการที่ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นทุกรายการ และมีผลกระทบอย่างมากกับบริษัท ทำให้ครึ่งปีที่ผ่านมาเรามีต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นถึง 7-10% ในไตรมาส 3 บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาบ้านและคอนโดมิเนียมเฉลี่ยประมาณ 5% ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เพอร์เฟค จับมือ ฮ่องกงแลนด์ เปิด “เลค เลเจนด์” แห่งที่ 2 โซนบางนา-สุวรรณภูมิ ชูจุดขายขายวิวทะเลสาบ 100 ไร่ -[PR News] เพอร์เฟค จับมือ 7 พันธมิตร เดินพัฒนา “ถนนหอการค้าไทย” ให้เป็นถนนสีเขียว
แสนสิริ  5 เดือนแรกกวาดยอดแนวราบหมื่นล้าน  พร้อมเปิด 6 โครงการใหม่ดันเป้า 24,000 ล้าน

แสนสิริ 5 เดือนแรกกวาดยอดแนวราบหมื่นล้าน พร้อมเปิด 6 โครงการใหม่ดันเป้า 24,000 ล้าน

แสนสิริ โกยยอดขายโครงการแนวราบ 5 เดือน ทะลุ 10,000 ลบ. โตเกือบ 30% พร้อม ปิดการขาย 4 โครงการ พร้อมรุกเปิดรวด 6 โครงการใหม่ 6,000 ล้านบาท ในเดือนเดียว เดินหน้าสู่เป้าหมาย 24,000 ล้าน      นายอาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกแสนสิริ สามารถทำยอดขายรวมโครงการแนวราบได้ 10,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วยเดียวกันของปีก่อนเกือบ 30% และคิดเป็นสัดส่วน 40% ของเป้าหมายยอดขายในปีนี้ ที่คาดว่าจะทำได้ 24,000 ล้านบาท โดยยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็น ยอดขายจากโครงการบ้านเดี่ยว 6,600 ล้านบาท ยอดขายจากโครงการมิกซ์โปรดักส์แบรนด์อณาสิริ 1,500 ล้านบาท และยอดขายจากทาวน์โฮมแบรนด์สิริ เพลส อีก 1,900 ล้านบาท และช่วง​ 5 เดือนแรกที่ผ่านมา มีการปิดการขายใน 4 โครงการแนวราบ ได้แก่ สราญสิริ ติวานนท์ - แจ้งวัฒนะ 2, บุราสิริ บึงหนองโคตร ขอนแก่น, เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา2 และทาวน์โฮม สิริ เพลส รังสิต นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 โครงการที่คาดว่าจะปิดโครงการได้เร็ว ๆ นี้ คือ คณาสิริ ราชพฤกษ์ - 346 , ฮาบิเทีย ออร์บิต หทัยราษฎร์ และฮาบิเทีย ไพรม์ ราชพฤกษ์   แสนสิริ ยังวางแผนพัฒนาโครงการแนวราบอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมิถุนายนนี้  แสนสิริเตรียมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์สิริ เพลส, อณาสิริ และสราญสิริ ได้แก่ โครงการสิริ เพลส พระราม 2 – วงแหวน จำนวน 252 ยูนิต ทาวน์โฮมฟังก์ชันบ้านเดี่ยว ติดถนนพระราม2 ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท* โครงการสิริ เพลส ดอนเมือง – สรงประภา จำนวน 138 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท*   โครงการอณาสิริ รามคำแหง ประกอบด้วย บ้านแฝดและทาวน์โฮมดีไซน์ใหม่ จำนวน 272 ยูนิต กับ 4 แบบบ้าน 4 ฟังก์ชัน ระดับราคา 3.69 – 8 ล้านบาท* โครงการ อณาสิริ ราชพฤกษ์ – 346 บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม จำนวน 164 ยูนิต กับ 5 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 99 – 161 ตารางเมตร ราคา 4.59 - 6 ล้านบาท* หลังได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า ปิดการขายเฟสแรกทันทีในวันพรีเซลล์ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา บ้านเดี่ยวแบรนด์ สราญสิริ  กับโครงการสราญสิริ บางนา บ้านเดี่ยวสไตล์ Urban Farmhouse มีแบบบ้านที่ทั้งหมดถึง 5 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 153 – 333 ตารางเมตร จำนวนทั้งสิ้น  246 ยูนิต ระดับราคา 6 – 12 ล้านบาท* โครงการ สราญสิริ พระราม 2 สไตล์ Modern Farmhouse มีแบบบ้านให้เลือกถึง 4 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 162 – 203 ตารางเมตร  จำนวนเพียง 135 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 8 – 12 ล้านบาท*   นายอาณัติ กล่าวอีกว่า  ตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี  2565 มีแนวโน้มฟื้นตัว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงได้รับการตอบรับที่ดี และมีความต้องการมากขึ้น หลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลให้โครงการแนวราบเติบโตดีในทุกกลุ่มและระดับราคา   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดลักซ์ชัวรี บ้านเดี่ยวระดับบน จะเห็นการขยายตัวที่ชัดเจน จากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดี แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัจจัยอันดับแรกที่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยระดับบนจะมองหาเมื่อตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย แสนสิริเดินหน้าเปิดโครงการแนวราบตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งมั่นใจว่า จะสร้างผลงานยอดขายโครงการแนวราบได้ 24,000 ล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แสนสิริ เดินหน้าโปรเจ็กต์ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” เปิดอีก 3 โครงการ 9,300 ล้าน -แสนสิริ ปั้นทาวน์โฮม เมืองท่องเที่ยวในฝัน เปิดสิริ เพลส 6 โครงการ 4,200 ล้าน​    
เอสซี แอสเสท  ตุนยอดขาย 6 เดือนกว่า 11,500 ล้าน  เตรียมเปิด 15 โปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้ารายได้

เอสซี แอสเสท ตุนยอดขาย 6 เดือนกว่า 11,500 ล้าน เตรียมเปิด 15 โปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้ารายได้

เอสซี แอสเสท 2 เดือนแรกในไตรมาส 2 ตุนยอดขาย 8 โปรเจ็กต์เปิดใหม่กว่า 2,700 ล้าน  สวนกระแสเศรษฐกิจ ดันยอขายรวม  6 เดือน มากกว่า 11,500 ล้าน พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง มั่นใจทำยอดขายและรายได้ทะลุเป้า​  22,000 ล้าน   นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ 8 โครงการ แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 7 โครงการ มูลค่า โครงการรวม 9,800 ล้านบาท ใน 7 ทำเล  ได้แก่ 1.บางนา-ศรีนครินทร์ 2.รามคำแหง-วงแหวน 3.ประชาชื่น 4.แจ้งวัฒนะ 5.ติวานนท์-รังสิต 6.รามอินทรา- วัชรพล และ 7.ปิ่นเกล้า-ศาลายา  ซึ่งทั้งหมดเป็นบ้านนิวซีรี่ส์สไตล์โมเดิร์น  ราคา 5-30 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ล่าสุด ที่มีดีไซน์แนวคิดใหม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการอยู่อาศัยของ Gen Y  คือ  โครงการเรฟเฟอเรนซ์ สาทร – วงเวียนใหญ่ มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 8 โครงการที่ได้เปิดตัวไปได้รับการตอบรับที่ดี สามารถทำยอดขายได้แล้ว 2,700 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันบริษัท​​มียอดขายรวมประมาณ 11,500 ล้านบาท  แบ่งเป็นยอดขายแนวราบ 9,620 ล้านบาท ซึ่งมาจากบ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาท ในสัดส่วน  68%  และบ้านราคาน้อยกว่า 10 ล้านบาท สัดส่วน 32% และมียอดขายกลุ่มคอนโด 1,880 ล้านบาท   สำหรับครึ่งปีหลัง บริษัทจะเปิดตัวโครงการแนวราบทุกระดับราคาอีก 15 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 22,500 ล้านบาท  โดยทุกโครงการมีดีไซน์แนวคิดใหม่ และเตรียมเปิดตัวบ้านเกมเมอร์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกับคอนโดระดับลักชัวรี่​บนถนนสุขุมวิท ทำเลรถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อ มูลค่า 2,500 ล้านบาท   กว่า 2 เดือนที่ผ่านมาของไตรมาส 2 บ้านทุกระดับราคาและคอนโดใหม่ของ เอสซีฯ  ขายดีมาก สวนกระแสเศรษฐกิจ  ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโครงการเพื่อขาย 55 โครงการ มูลค่า 34,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าปีนี้จะทำยอดขายและรายได้ตามเป้า ที่วางไว้จำนวน 22,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอสซี แอสเสท ชู 3 ยุทธศาสตร์  ปั้นรายได้แสนล้าน ประเดิมปี 65 ลุยเปิด 27 โปรเจ็กต์ใหม่
ออริจิ้น​ เปิดคอนโดฯ 19 โปรเจ็กต์ 28,600 ล้าน  ชู 2 กลยุทธ์ เจาะพื้นที่รถไฟฟ้า 8 สาย-EEC

ออริจิ้น​ เปิดคอนโดฯ 19 โปรเจ็กต์ 28,600 ล้าน ชู 2 กลยุทธ์ เจาะพื้นที่รถไฟฟ้า 8 สาย-EEC

ORI เดินแผนธุรกิจ ภายใต้แนวคิด Origin Multiverse พร้อมปั้น 19 โปรเจ็กต์คอนโด 28,600 ล้าน ด้วย 2 กลุยทธ์ การบุกตลาดทุกเซ็กเมนต์ ทุกราคา ทุกไลฟ์สไตล์ กับ 8 เส้นทางรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และพื้นที่ EEC   แม้ว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจของ “ออริจิ้น” ในปี 2565 ได้วางแผนภายใต้แนวคิด Origin Multiverse หรือแผนการเติบโตแบบพหุจักรวาล ด้วยการปูทางให้ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์  ธุรกิจโรงแรม มีเส้นทางการเติบโตคู่ขนานของตัวเอง   แต่สำหรับธุรกิจคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นธุรกิจเริ่มต้นของบริษัท  ในปีนี้ก็ยังคงให้ความสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ปีนี้ถึง 19 โครงการ รวมมูลค่า 28,600 ล้านบาท โดยผ่านการพัฒนาภายใต้ ​3 บริษัทหลัก ได้แก่ บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด กลุ่มคอนโดระดับลักชัวรี่ บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด กลุ่มธุรกิจสมาร์ทคอนโด​ และบริษัท ออริจิ้น อีอีซี จำกัด  กลุ่มคอนโดในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)​ 2 กลยุทธ์ ออริจิ้น บุกตลาดคอนโด นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร  เปิดเผยว่า ได้วาง 2 กลยุทธ์หลักในการทำตลาดคอนโด  ได้แก่ 1.บุกทุกเซ็กเมนต์-ราคา-ไลฟ์สไตล์ ช่วงที่ผ่านมา บริษัทแตกแบรนด์คอนโดใหม่ ๆ จนครอบคลุมทุกระดับราคา ซึ่งวันนี้ยังคงพัฒนาแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปรับสินค้าตามทำเลที่ตั้งในซอยย่อย ตามเซ็กเมนต์ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เนื่องจาก​ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันไม่ได้ถูกแบ่งด้วยระดับของสินค้าหรือกำลังซื้อ   นายพีระพงศ์ กล่าวว่า ปีที่แล้ว ได้ทดลองบุกตลาดกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ อาทิ ​กลุ่มสตาร์ทอัพ กลุ่ม Pet Lover กลุ่มนักศึกษาและคนทำงานมหาวิทยาลัย หรือ Campus Condo กลุ่มนักลงทุน  ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ปีนี้จึงบุกตลาดเหล่านี้ต่อเนื่อง พร้อมกับมีแบรนด์ใหม่ที่มีบุคลิกของแบรนด์แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น So Origin และ Origin Play เพื่อมาช่วยกันบุกตลาดทุกไลฟ์สไตล์ ทุกเจเนอเรชั่น 2.บุกทำเลรถไฟฟ้าทั้งปัจจุบันและอนาคต ในอดีตบริษัทเติบโตมาจากการใช้กลยุทธ์เจาะตลาด Blue Ocean หรือตลาดศักยภาพที่ยังไม่ค่อยมีการแข่งขันมากนัก ในทำเลรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวและแถบ EEC วันนี้ ORI ยังคงเกาะแนวทางเดิมสำหรับแบรนด์ระดับ Entry ไปจนถึง Mid-High End ส่งผลให้ 19 โครงการของบริษัทในปีนี้ กระจายตัวไปยังทำเลรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว รถไฟฟ้าสายที่อยู่ระหว่างก่อสร้างรวม 8 สายครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ สายสีเขียวอ่อน สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีชมพู สายสีเหลือง สายสีน้ำตาล และสายสีเทา ควบคู่กับการบุก EEC อย่างหนักหน่วงทั้งในชลบุรีและระยอง ปีนี้น่าจะเป็นปีที่บุกทำเลรถไฟฟ้าหลายสายที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และเป็นครั้งแรกที่บุกไปสร้างคอนโดในฝั่งธน เรายังเชื่อมั่นว่า กลยุทธ์ Blue Ocean ยังคงใช้ได้สำหรับหลาย ๆ เซ็กเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คน โดยบริษัทไม่ได้พัฒนาโครงการเฉพาะทำเล Blue Ocean เหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับทำเลศักยภาพที่มีดีมานด์เพียงพอด้วย เช่น ทำเลอินเตอร์เชนจ์ หรือจุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้าหลายสาย ทำเล CBD ใจกลางเมือง ขึ้นกับความเหมาะสมของดีมานด์ในพื้นที่เหล่านั้น สำหรับแบรนด์หลักที่จะใช้บุกตลาดตลาดคอนโดในปีนี้  ได้แก่ So Origin  คอนโดมระดับไฮเอนด์ที่มาพร้อมบริการระดับ Excellent Services Origin Plug & Play เจาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ให้พื้นที่กว้างกว่า พร้อมห้องพักแบบ Duo Space เพดานสูง 4.2 เมตรในบางทำเล Hampton และ Origin Place  เจาะกลุ่มนักลงทุน Origin Play เจาะกลุ่ม Gen Z Brixton เจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ต เช่น Campus Condo, Pet Lover Condo ในราคาเข้าถึงได้   นายพีระพงศ์ กล่าวว่า สำหรับ Key Success ที่ทำให้เครือบริษัทมียอดขาย All Time High ในปี 2564 ที่ผ่านมาได้ ได้  คือ การทำงานหนักของทีมงาน เพื่อให้เข้าใจอินไซต์​ของผู้บริโภค การพยายามมองทุก Journey ของผู้บริโภค ตั้งแต่ตอนก่อนซื้อ ตอนเข้าอยู่แล้ว ว่าแต่ละจังหวะผู้บริโภคอยู่ตรงไหน ทำอะไร และต้องการอะไรบ้าง ฟังก์ชันที่ให้ผู้บริโภค จึงอาจไม่ได้เป็นฟังก์ชันที่เยอะที่สุด แต่เป็นฟังก์ชันที่ตรงกับความต้องการ และตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตจริง ๆ ของผู้บริโภค และโลกยุคใหม่ที่สุด   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดโรดแมพธุรกิจ ORI ใน 3 ปี ปูทางสู่มาร์เก็ตแคปกลุ่มธุรกิจ 1 แสนล้าน -ORI ชู 2 คีย์ซัคเซส กวดยอดขาย 64  สร้าง New High กว่า 3 หมื่นล้าน
เอพี ไทยแลนด์  ชู 3 กลยุทธ์ลุย ตลาดทาวน์โฮม  พร้อมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้า 38,000 ล้าน

เอพี ไทยแลนด์ ชู 3 กลยุทธ์ลุย ตลาดทาวน์โฮม พร้อมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้า 38,000 ล้าน

ตลาดทาวน์โฮม เอพี ไทยแลนด์ บุกตลาดทาวน์โฮม เดินหน้าเปิดตัว 29 โครงการใหม่ รวม 25,200 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า  ชู 3 กลยุทธ์สร้างความเป็นผู้นำตลาด กับทาวน์โฮม 6 แบรนด์​​​ หลัง​ 5 เดือนแรก กวาดยอดขายแนวราบไปแล้วกว่า 16,810 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ายอดขายแนวราบทั้งปี   หลังจากที่ เอพี (ไทยแลนด์) ประกาศแผนธุรกิจในปี 2565 กับเป้าหมายการเปิดตัวโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 65 โครงการ มูลค่ากว่า 78,000 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนโครงการใหม่ที่มากที่สุดตั้งแต่เคยดำเนินธุรกิจมา และเรียกได้ว่ามากที่สุดวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้เลยก็ว่าได้   โครงการที่วางแผนเปิดในปีนี้  แบ่งเป็นทาวน์โฮม 29 โครงการ มูลค่า 25,200 ล้านบาท บ้านเดี่ยวจำนวน  26 โครงการ มูลค่า 35,600 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 13,000 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 5 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท   โดยเป้าหมายสำคัญคือสร้างการรับรู้รายได้ 47,000 ล้านบาท และสร้างยอดขาย 50,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เอพี ก็เดินหน้าทำตลาดและเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผน สามารถสร้างยอดขายและรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าตลาดแนวราบเป็นพระเอกของปีนี้ ที่จะมาขับเคลื่อนธุรกิจ และสร้างรายได้ให้กับเอพีตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้   ข้อมูลล่าสุด  ณ วันที่ 31 พ.ค. 65 เอพี สามารถทำยอดขายบ้านแนวราบ ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยวรวมได้ทั้งสิ้น 16,810 ล้านบาท เติบโต 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 45% จากเป้ายอดขายแนวราบทั้งปีที่ 38,000 ล้านบาท ในตลาดบ้านแนวราบของเอพี  กลุ่มที่เติบโตได้ดีกลุ่มหนึ่ง คือ บ้านทาวน์โฮม ที่ปีนี้ถือว่าเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุดถึง 29 โครงการ มูลค่ารวม 25,200 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกได้เปิดตัวไปแล้ว​จำนวน 13 โครงการ มูลค่า 10,160 ล้านบาท และครึ่งปีหลังวางแผนเปิดตัวอีก​ 16 โครงการ มูลค่า 15,040 ล้านบาท โดยทาวน์โฮมที่จะเปิดตัวครอบคลุมทุกเซกเมนต์  6 แบรนด์สำคัญ ได้แก่ บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ ลักชัวรี่เรสซิเดนท์ ขนาด 3.5 ชั้น และ 3 ชั้น  ทำเลใจกลางเมือง บ้านกลางเมือง ทาวน์โฮม 3 ชั้น ดีไซน์ใหม่แบบบ้านที่ลูกค้าออกแบบเองได้ บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น บ้านแฝดดีไซน์ใหม่เซกเมนต์ไฮเอนด์ หน้ากว้าง แกรนด์ พลีโน่ บ้านแฝดหรู 2 ชั้นซีรีส์ใหม่ พื้นที่กว้างกว่าเดิม ฟังก์ชันรองรับทุกช่วงวัย พลีโน่ พรีเมียม ทาวน์โฮม 2 ชั้น แบรนด์ใหม่ล่าสุด พลีโน่ ทาวน์ ทาวน์โฮม 2 ชั้น ฟังก์ชันครบ ทำเลปริมณฑล ราคาเข้าถึงง่าย   นายเมธา รักธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าทาวน์โฮม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้เอพี เปิดตัวโครงการทาวน์โฮมใหม่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 6 เท่าตัว ซึ่งเป็นการเปิดโครงการใหม่ เพื่อทดแทนกับโครงการเก่าที่ปิดการขาย โดย​ธุรกิจทาวน์โฮมจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เป้าหมายของเอพีประสบความสำเร็จ และยังเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำ ตลาดทาวน์โฮม ในเมืองอย่างต่อเนื่องด้วย เอพีวางโรดแมปการพัฒนาทาวน์โฮม ภายใต้แกน ‘UNLOCK VERTICAL LIFE เพราะกลุ่มทาวน์โฮมเอพีมองเทรนด์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ในบ้านทุกรูปแบบจากนี้ จะต้องรองรับชีวิตครบทุกมิติ ครอบคลุมความสุขทุกรูปแบบ ทั้งวันนี้และอนาคตมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีวิถีชีวิตแบบไหน ทาวน์โฮมเอพีพร้อมตอบความสุขในแบบคุณ 3 กลยุทธ์สู่ผู้นำ ตลาดทาวน์โฮม ด้านการทำตลาดทาวน์โฮม เอพีได้วาง 3 กลยุทธ์หลัก สำคัญ คือ 1.เปิดตัว 20 แบบบ้านใหม่ จำนวนโครงการทั้งหมดจาก 6 แบรนด์ทาวน์โฮม เอพีได้วางแผนเปิดตัวแบบบ้านใหม่ถึง 20 แบบ ที่มีดีไซน์และฟังก์ชั่นตอบโจทย์​การอยู่อาศัยชีวิตวิถีใหม่  โดยมีไฮไลต์ต่อยอดความสำเร็จจากแบรนด์ “บ้านกลางเมือง” ซึ่ง ทาวน์โฮมบ้านกลางเมือง ดีไซน์ใหม่ 3 ชั้น หน้ากว้าง 5.5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 167 ตารางเมตร จะนำร่องแฟล็กชิพแรกที่บ้านกลางเมือง พหลโยธิน - วิภาวดี ราคาเริ่มต้น 4.99 - 9 ล้านบาท และบ้านกลางเมือง ลาดพร้าว 101 สเตชั่น ราคาเริ่ม 5.99 ล้านบาท ในปีนี้ เอพีเตรียมเผยโฉมใหม่การกลับมาของแบรนด์ บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ ในรอบ 7 ปี ที่จะเข้ามารุกตลาดบ้านลักชัวรี่ใจกลางเมือง เป็นทาวน์โฮมดีไซน์เล่นระดับ 3.5 ชั้น และ 3 ชั้น หน้ากว้าง  8 เมตร พื้นที่ใช้สอย 259 ตารางเมตร  เพดานสูงกว่า 6 เมตร นำร่องแรกในทำเลสุขุมวิท 77 จำนวน 120 หลัง ราคาเริ่ม 14.9 ล้านบาท ส่วนกลุ่มตลาดทาวน์โฮม 2 ชั้น ภายใต้แบรนด์ พลีโน่  ชูจุดขายบ้านหลังแรกที่ดีที่สุด โดยในไตรมาสแรกได้เปิดตัวแบบบ้านใหม่ไปแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ พลีโน่ วิภาวดี – ดอนเมือง และพลีโน่ ราชพฤกษ์ – สาทร นำเสนอทาวน์โฮมดีไซน์ใหม่ หน้ากว้าง 7 เมตร พื้นที่ใช้สอย 132 ตารางเมตร  โดยเอพีเล็งปูพรมเพิ่ม 8 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 6,730 ล้านบาท 2.ขยายตลาดทาวน์โฮม 2 ชั้นกระจายเพิ่มโซนปริมณฑล เอพีมองเห็นช่องว่างตลาดทาวน์โฮม C Segment ทำเลปริมณฑล จากการสำรวจตลาดพบว่าแบบบ้านทาวน์โฮมที่เสนอขายไม่สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ที่ลูกค้าคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตในบ้าน จึงนำมาสู่การพัฒนาเปิดแบรนด์ใหม่ล่าสุด “พลีโน่ ทาวน์” ภายใต้จุดขาย “พื้นที่ความสุขทั้งชีวิต” นำเสนอทาวน์โฮม 2 ชั้นดีไซน์ใหม่ หน้ากว้าง 5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 107 ตารางเมตร  เน้นฟังก์ชันครบ พร้อมการออกแบบพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย พื้นที่ส่วนกลางครบครัน พร้อมฟิตเนสเปิด 24 ชั่วโมง แพ็กเกจราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายตอบอินไซต์ลูกค้าที่มองหาทาวน์โฮมใหม่สำหรับเริ่มต้นชีวิต   โดยในปีนี้เตรียมบุกใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 5,530 ล้านบาท เจาะครอบคลุม ทุกทำเลศักยภาพใกล้เมือง อาทิ โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก – บางนา เทพารักษ์ โซนกรุงเทพฯ ตะวันตก – ปิ่นเกล้า  พุทธมณฑล สาย 5 นนทบุรี และโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ – ลำลูกกา และรังสิตคลอง 5 เป็นต้น 3.เพิ่มแชร์ตลาดบ้านแฝด 3 ชั้นและ 2 ชั้นเพิ่ม เอพีประสบความสำเร็จในการบุกเบิกตลาดบ้านแฝด 3 ชั้นในเมือง ผ่านแบรนด์ “บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น” ครองแชมป์เบอร์หนึ่งผู้นำตลาดด้วยการตอบรับจากลูกค้าและสามารถสร้างยอดขายสูงสุดต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจตลาดล่าสุด พบแนวโน้มสินค้าบ้านแฝดในเมืองยังคงเป็นสินค้าที่เคลื่อนไหวดีตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563 – 2564) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 29% จากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบ้านที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยใหญ่ขึ้น ทำเลเมือง ในราคาที่คุ้มค่า เตรียมเปิดพรีเซลทุกเดือน สำหรับการบุกตลาดในครั้งนี้ เอพีพร้อมนำประสบการณ์การพัฒนาสู่การต่อยอดแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ชีวิตแนวตั้งที่เลือกเองได้ นำเสนอสินค้าบ้านแฝดซีรีส์ใหม่ ผ่านแบรนด์ “บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น” บ้านแฝดดีไซน์ใหม่ 3 ชั้น หน้ากว้าง 9.8 เมตร พื้นที่ใช้สอย 218 ตารางเมตร และ “แกรนด์ พลีโน่” บ้านแฝดดีไซน์ใหม่ 2 ชั้น หน้ากว้าง 11.4 เมตร พื้นที่ใช้สอย 145 ตารางเมตร โดยจะขยายจำนวนโครงการและบุกเพิ่มเข้าไปในทำเลใหม่ๆ นำร่อง 4 ทำเลแรก ปิ่นเกล้า – บรมราชชนนี - ศาลายา - บางนา และพหลโยธิน - วิภาวดี นายเมธา กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดอสังหาฯ แนวราบครึ่งปีหลัง เอพีมองว่ายังคงเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจและมีแนวโน้มการเติบโตไปได้อีก สะท้อนจากยอดขายที่แข็งแกร่งจากสินค้าแนวราบเครือเอพี 5 เดือน ที่ผ่านมา มูลค่า 16,810 ล้านบาท เติบโต 23% จากปีก่อนหน้า และคิดเป็น 45% ของเป้ายอดขายแนวราบทั้งปี 38,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ เอพียังเตรียมแคมเปญ “Your Destinations” พื้นที่ชีวิตแนวตั้งที่เลือกเองได้กับทาวน์โฮมใหม่จากเอพี ไม่ว่าคุณจะมีวิถีชีวิตแบบไหน ทาวน์โฮมเอพีพร้อมตอบความสุขในแบบคุณ พลาดไม่ได้ราคาพรีเซลพิเศษ พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มค่า รับ iPhone ทุกหลัง ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 2 ปี ผ่อนเริ่ม 3,000 บาท/เดือน พร้อมลุ้นรับ Your Destinations Trip มูลค่ารวมกว่า 5,000,000 บาท เปิดพรีเซลโครงการใหม่ต่อเนื่องทุกเดือน   โดยในเดือนมิถุนายนเตรียมพบ 6 โครงการใหม่ ได้แก่ บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น ปิ่นเกล้า – บรมฯ พรีเซล 6.99 - 9 ล้านบาท บ้านกลางเมือง วิภาวดี – แจ้งวัฒนะ พรีเซล 3.79 - 7 ล้านบาท พลีโน่ พหลโยธิน – สายไหม 2 พรีเซล 2.79 ล้านบาท พลีโน่ สุขุมวิท – บางนา 2 พรีเซล 2.99 ล้านบาท พลีโน่ สุขสวัสดิ์ -ประชาอุทิศ 76 พรีเซล 2.99 ล้านบาท และพลีโน่ ทาวน์ ปิ่นเกล้า – สาย 5 พรีเซล 2.29 ล้านบาท   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอพี ไทยแลนด์ เดินแผนธุรกิจปี 65 ที่สุดตลาด เปิดตัว 65 โครงการ มูลค่า 78,000 ล้าน
อิเกียสุขุมวิท  ซิตี้สโตร์แห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย ปักหมุด ดิ เอ็มสเฟียร์ พร้อม เปิดปลายปี 66

อิเกียสุขุมวิท ซิตี้สโตร์แห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย ปักหมุด ดิ เอ็มสเฟียร์ พร้อม เปิดปลายปี 66

อิเกียสุขุมวิท อิเกีย ปักหมุดสาขา 4 กับคอนเซ็ปต์ซิตี้สโตร์ ที่ดิ เอ็มสเฟียร์ สุขุมวิท แห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย เปิดแน่ปลายปี 66 ชี้ 4 เหตุผลสำคัญเลือกย่านใจกลางธุรกิจ มั่นใจคนเดินช้อปปิ้ง 4 ล้านคนต่อปี   หลังจากอิเกีย ร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน สัญชาติสวีเดน ได้มาปักหมุดในประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ โดยสาขาแรกที่ปักหมุดลงมือทำธุรกิจ คือ อิเกียบางนา ซึ่งอยู่ที่ศูนย์การค้าเมกาบางนา บนถนนบางนา-ตราด ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาขยายสาขาไปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต พื้นที่จังหวัดนนทบุรี ขณะเดียวกัน อิเกียยังมีจุดสั่งซื้อและรับสินค้าที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในภาคใต้ ที่กำลังซื้อสูงไม่แพ้พื้นที่อื่น ๆ ก่อนจะพัฒนาขึ้นเป็นสาขาขนาดเล็ก ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 2,198 ตารางเมตร   ล่าสุด อิเกีย วางแผนเปิดสาขาแห่งที่ 4 บนถนนสุขุมวิท ย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯ โดยการจับมือกับกลุ่มเดอะมอลล์ ที่จะเปิดสาขาแห่งที่ 4 บริเวณชั้น 3 ของศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ (The Emsphere) ในโครงการช้อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ของกลุ่มเดอะมอลล์ คือ ดิ เอ็มดิสทริค (The EM District) ซึ่งกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2566 4 เหตุผลทำไมต้องเลือกถนนสุขุมวิท ด้วยคอนเซ็ปต์การทำธุรกิจของอิเกีย คือ การขายสินค้าปริมาณมาก ในราคาที่ต่ำ หรือ High Value Low Price จึงทำให้อิเกียต้องมีร้านค้าขนาดใหญ่ เพื่อขายสินค้าจำนวนมากมายหลายพันรายการ การให้ลูกค้าเลือกหยิบสินค้าด้วยตนเอง และนำเอาไปประกอบเองที่บ้าน ที่สำคัญตั้งอยู่ในพื้นที่ชานเมือง เพราะจะได้ราคาต้นทุนที่ดินหรือการพัฒนาโครงการได้ไม่สูง เป็นโมเดลธุรกิจที่ช่วยสร้างความสำเร็จ ในการเข้าไปทำธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย   แต่การขยับเข้ามาเปิดสาขาอิเกียสุขุมวิท ซึ่งเป็นสาขาแห่งที่ 4 ในประเทศไทยนั้น เป็นเพราะอิเกียมองว่าเป็นทำเลศักยภาพที่มีโอกาสสร้างการเติบโต และสร้างยอดขายได้สูง จากกำลังซื้อของคนในย่านสุขุมวิทและใกล้เคียง โดยนางสาวลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม ได้ให้เหตุผลสำคัญที่อิเกียเลือกมาเปิดสาขาที่ถนนสุขุมวิท ​ดังนี้ ​ 1.ชื่อเสียงถนนสุขุมวิทเป็นที่รู้จัก ถนนสุขุมวิท เป็นทำเลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นถนนเศรษฐกิจ และเป็นที่รู้จักไม่เฉพาะชาวไทยเท่านั้น แต่รวมถึงต่างชาติด้วย หลายช่วงซอยของถนนสุขุมวิท เป็นแหล่งที่อยู่และชื่นชอบของชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติด้วยกัน 2.ประชากรหนาแน่น 3 แสนคน  ถนนสุขุมวิทนอกจากจะเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ แล้ว ยังพบว่าเป็นอีกหนึ่งทำเลที่คนนิยมพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติ จากการศึกษาของอิเกียพบว่า บริเวณรอบ ๆ รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์ พบว่ามีจำนวนประชกรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มากกว่า 300,000 คน ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่จะมาเป็นลูกค้าของอิเกีย 3.การคมนาคมสะดวกด้วยรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าบีทีเอส คือ รถไฟฟ้าสายแรกของไทย ที่เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย ในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ซึ่งรถไฟฟ้าบีทีเอสก็วิ่งผ่านถนนสุขุมวิทยาวไปตลอดสายจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้การเดินทางเข้ามาสู่ย่านธุรกิจเป็นไปได้สะดวก จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้อิเกีย เลือกปักหมุดที่โครงการเอ็มสเฟียร์ ของกลุ่มเดอะมอลล์ ​นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของโครงการยังอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีอโศกด้วย จึงทำให้การเดินทางมายังอิเกียสุขุมวิทสะดวกมากขึ้น 4.การจับมือกับกลุ่มเดอะมอลล์ อิเกีย มีการศึกษาตลาดและวางแผนในการจะพัฒนาสาขาในรูปแบบซิตี้สโตร์​มาตั้งแต่ปี 2560  จนเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขึ้นจึงได้กลับมาทบทวนแผนกันอีกครั้ง ประกอบกับการได้พันธมิตรอย่างกลุ่มเดอะมอลล์ ที่มีการพัฒนาโครงการดิ เอ็ม ดิสทริค  และมีการเจรจากันลงตัว จึงเลือกมาเช่าพื้นที่ของศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ ขนาด 12,000 ตร.ม. บริเวณชั้น 3 3 เรื่องน่ารู้ของอิเกียสุขุมวิท สำหรับอิเกียสุขุมวิท ถือเป็นสาขาที่อิเกียตั้งใจ และพยายามจะทำการตลาด เพื่อสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น ตามเป้าหมายที่จะต้องดึงคนให้เข้ามาช้อปปิ้งซื้อสินค้าที่สาขาให้ได้ปีละ 4 ล้านคน ขณะที่จำนวนลูกค้าเฉลี่ยใน 3 สาขาที่เข้าไปซื้อสินค้ามีประมาณ 30,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ ยังคาดว่าอิเกียสุขุมวิท จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดในพื้นที่สุขุมวิทได้ 10% จากตลาดสินค้าเดียวกันด้วย   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอิเกียสุขุมวิทจะเป็นสาขาที่มีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับสาขาบางนาและสาขาบางใหญ่ แต่ถือว่ามี 3 เรื่องที่น่าสนใจและเป็นบทสรุปสำคัญ ดังกนี้ ​ 1.ซิตี้สโตร์แห่งแรกและใหญ่สุดใน Southeast Asia   อิเกียสุขุมวิท ถือเป็นสาขาในคอนเซ็ปต์ซิตี้สโตร์ (City-Centre Store) ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ด้วยขนาดพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร อยู่ที่ชั้น 3 โครงการดิเอ็มสเฟียร์ หากไม่นับเกาะฮ่องกง ที่มีขนาดพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร แต่มีจำนวนหลายชั้น ที่สำคัญเป็นสาขาในคอนเซ็ปต์​ซิตี้สโตร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย   ขณะเดียวกัน​ อิเกียสุขุมวิท เป็นสาขาที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อเป็นสาขาในย่านใจกลางเมืองโดยเฉพาะ จะแตกต่างจากสาขาในคอนเซ็ปต์ซิตี้สโตร์ที่อยู่ในเมืองอื่น ไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอน หรือปารีส ซึ่งแม้จะมีสาขาในรูปแบบซิตี้สโตร์ แต่พัฒนามาจากร้านในรูปแบบ Pop-Up Store ที่ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด ก่อนจะพัฒนาขึ้นมาเป็นสาขา 2.ซื้อสินค้าได้ครบเหมือนสาขาใหญ่ แม้ว่าพื้นที่ของอิเกียสุขุมวิท จะอยู่ในศูนย์การค้ามีขนาดพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร แต่ยังถือว่าเล็กกว่าในสาขาปกติ  อย่างสาขาบางใหญ่ ที่มีขนาดพื้นที่สโตร์  50,278 ตารางเมตร และสาขาบางนา ที่มีขนาด 44,000 ตารางเมตร ซึ่งยังไม่ได้รวมพื้นที่อื่น ๆ เช่น พื้นที่โชว์รูม พื้นที่มาร์เก็ตฮออล์ พื้นที่เซลฟ์เสิร์ฟ และพื้นที่ร้านอาหาร แต่อิเกียสุขุมวิท ก็มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าครบเช่นเดียวกับสาขาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโชว์รูม มาร์เก็ตฮอลล์ ร้านอาหาร   ขณะที่สินค้าภายในอิเกียสุขุมวิท ก็มีครบกว่า 9,400-9,500 รายการ เป็นสินค้าจัดโชว์ 2,500 รายการ และสินค้าที่สามารถหยิบซื้อกลับบ้านได้เลย 4,500-5,000 รายการ 3.สินค้าราคาเดียวกันทั่วไทย จากคอนเซ็ปต์ในการทำธุรกิจของอิเกีย หรือการขายสินค้าในปริมาณมากแต่มีราคาถูก ซึ่งแม้ว่าจะเข้ามาเปิดตลาดในย่านใจกลางสุขุมวิท ที่ราคาที่ดินพุ่งแตะตารางวาละ 7 หลัก และเปิดในศูนย์การค้าระดับไฮเอ็นด์อย่างดิ เอ็มสเฟียร์  แต่สินค้าที่นำมาขายจะมีราคาเดียวกันกับสาขาอื่น ๆ ตามนโยบาย One Price   แต่เพื่อความพิเศษของการเปิดอิเกียสุขุมวิท ทางบริษัทจึงวางแผนที่จะนำสินค้าพิเศษเฉพาะสาขาสุขุมวิทมาขาย รวมถึงสินค้าพิเศษเฉพาะประเทศไทย ที่ไม่มีสินค้าชนิดดังกล่าวขายในประเทศอื่นด้วย   นางสาวลีโอนี่ กล่าวอีกว่า  นอกจากสาขาสุขุมวิทแล้ว อิเกีย ยังวางแผนการพัฒนาพื้นที่สาขาจังหวัดภูเก็ตให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงการขยายสาขาไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ นครราชสีมา เชียงใหม่ เพื่อรองรับกับความต้องการสินค้าของกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดด้วย อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -10 ปีอิเกีย กับ 5 กลยุทธ์ สร้างการเติบโตปีละ 5%